สัมภาษณ์ ชาตรี ประกิตนนทการ: แบบรัฐสภาใหม่ ความหมายเดิมๆ

จากที่ผลการตัดสินการประกวดออกแบบรัฐสภาแห่งใหม่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ผลงานที่ชื่อ "สัปปายะสภาสถาน" ได้รับเลือกให้เป็นผลงานชนะเลิศ และจะใช้เป็นต้นแบบของรัฐสภาแห่งใหม่ ซึ่งจะมีการจัดแสดงแบบจำลองช่วงปลายเดือน ม.ค. ปีหน้า (2553)

หนึ่งในคณะกรรมการกล่าวถึงเหตุผลที่ตัดสินผลงาน "สัปปายะสภาสถาน" ให้เป็นผลชนะเลิศว่า เนื่องจากออกแบบได้สอดคล้องกับแนวคิดของวัฒนธรรมไทย มีความสง่า และจัดวางอาคารโดยให้ความสำคัญกับพระราชพิธี มีระบบการสัญจรดี และตอบสนองต่อการเข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม
ในขณะที่กลุ่มสถาปนิกมักจะเล่าถึงแรงบันดาลใจและแนวคิดในเชิงศาสนา ศีลธรรม การสะท้อนวัฒนธรรมไทย เช่นการที่บอกว่าการออกแบบต้องการแสดงให้เห็นถึงการเอาธรรมะเข้ามาช่วยแก้วิกฤติทงการเมืองเนื่องจากความเสื่อมทางศีลธรรม
ขณะเดียวกัน ชาตรี ประกิตนนทการ อาจารย์ด้านศิลปสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้มีผลงานการศึกษาด้านประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมสมัยคณะราษฎร ก็ได้ให้ความเห็นต่องานออกแบบที่ชนะเลิศในครั้งนี้ในอีกมุมมองหนึ่ง ทั้งในแง่ของแนวคิดเชิงสถาปัตยกรรม บริบทแวดล้อมของสังคม รวมถึงสุนทรียศาสตร์
 
000
"ก็เพราะสุดท้ายแล้วเรื่องศีลธรรมที่นำมาพูดกันก็มักจะเป็นเรื่องที่จอมปลอม
จนทำให้งานสถาปัตยกรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
ของกลุ่มผลประโยชน์ ของกลุ่มอภิสิทธิ์ชนในสังคม
ที่ชอบอ้างศีลธรรมแบบมือถือสากปากถือศีล"
 
"รัฐสมัยใหม่มันได้แยกตัวออกจากศาสนาและนำพาตัวเองมาสู่พระเจ้าแบบอื่น
เช่น ทุนนิยม, บริโภคนิยม, โลกาภิวัฒน์ ซึ่งแน่นอนไม่มีใครปฏิเสธว่าตรงนี้มันมีด้านเลวร้ายมากมาย
แต่เราไม่ควรเดินหนีความเลวร้ายนี้ด้วยการย้อนกลับไปหาความเลวร้ายแบบโบราณ ดั้งเดิม"
 
"รูปสัญลักษณ์ของอาคารที่มีความศักดิสิทธิ์สูงส่งเหนือกว่าประชาชน 
องค์ประกอบเหล่านี้มันไม่ได้เอื้อให้กับประชาชนได้กล้าเข้าไปใช้"
 
"เขาจัดวางพื้นที่ของประชาชนไว้เป็นเรื่องสาธารณ์ซึ่งมีโลกุตระที่ศักดิ์สิทธิ์
มีความพิเศษ คอยอยู่เหนือ คอยข่มคุณอยู่
แบบนี้มันไม่เห็นเอื้ออะไรกับเรื่องสิทธิพลเมือง
อำนาจของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยแบบที่พูดไว้เลย"
 
"คุณคิดว่ามันตลกไหมที่เอาเรื่องความเป็นไทยถึงร้อยละ 40
และเอาเรื่องประโยชน์ใช้สอยแค่ร้อยละ 25
อันนี้มันสถาปัตยกรรมอะไรของโลกเนี่ย"
 
"...แบบที่ขอให้ได้เห็นเจดีย์ ขอให้ได้เห็นจั่ว ขอให้ได้เห็นองค์ประกอบลายไทยสักหน่อย
แล้วก็ร่วมกันหลอกตัวเอง ภูมิใจว่า เอ้อ นี่เราได้เห็นความเป็นไทยทางสถาปัตยกรรมแล้ว"
 
"เห็นได้ชัดว่าการออกแบบนี้ไม่ได้แสดงให้เห็นความสำคัญใด ๆ เลยกับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร
เขาให้ความสำคัญกับตัวแทนรูปลักษณ์ทางศาสนามากกว่า
ให้ความสำคัญกับโถงราชพิธีในนามของสถาบันกษัตริย์มากกว่า
ซึ่งผมคิดว่าผิด ผิดหลักการประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง
สิ่งที่ควรจะเป็นความสำคัญ กลับเป็นแค่องค์ประกอบเล็ก ๆ"
 
"คุณลองไปดูรัฐสภาเยอรมัน ที่เขาออกแบบใหม่เมื่อปี 1999
เขาออกแบบขึ้นมาเป็นโดมแก้วกระจกขนาดใหญ่ มีห้องประชุมรัฐสภาอยู่ชั้นล่าง
แต่โดมข้างบนเป็นที่ที่ประชาชนทุกเพศทุกวัยยกเว้นนักโทษ สามารถเข้าไปเดินได้
อยู่ด้านบนเหนือรัฐสภา มองลงไปเห็นสภาผู้แทนประชุมกันอยู่
มันเป็นรูปธรรม เป็นภาษาทางสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงอำนาจของประชาชนอย่างชัดเจน"
 
 
ถาม: อาจารย์ มีความเห็นต่อแบบที่ได้รับคัดเลือกในการประกวดครั้งนี้อย่างไรบ้าง ชอบหรือไม่ชอบ
ชาตรี: พอเห็นแบบที่ส่งประกวด ก็รู้สึกไม่ชอบ แต่ก็ไม่ได้แปลกใจเพราะการประกวดแบบนี้ ในสภาพปัจจุบันแนวคิดสถาปัตยกรรมร่วมสมัยของไทย มันก็ต้องออกมาหน้าตาแบบนี้ ไม่แปลกใจ แต่ก็ผิดหวัง
มีสองประเด็นที่ผมผิดหวัง หนึ่งคือ ในแง่ของการออกแบบเอง สถาปัตยกรรมในสังคมไทยก็ยังหมกมุ่นอยู่กับ ประเด็นเรื่องความเป็นไทยที่ค่อนข้างจะล้าหลัง ติดอยู่กับรูปแบบบางอย่าง ซึ่งย้อนกลับไปขุดไปใช้องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมแบบประเพณีมาเพื่อเป็นตัวแทนสัญลักษณ์ของสถาปัตยกรรมในยุคปัจจุบัน โดยส่วนตัวผมผิดหวังว่าวงการสถาปัตยกรรมของเราไม่ได้ไปไหนเลย
และที่น่าผิดหวังยิ่งขึ้นคือตัวทีมผู้ออกแบบ ซึ่งที่ผ่านมาผมค่อนข้างให้เครดิตพอสมควร ว่าเป็นกลุ่มสถาปนิกที่มีแนวคิดค่อนข้างก้าวหน้าในระดับหนึ่ง แต่พอผลการออกแบบออกมา และหลังจากฟังคอนเซปต์ที่พวกเขาอธิบายตามหน้าสื่อแล้วค่อนข้างผิดหวัง
ผิดหวังในประเด็นที่สองคือ ไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตยอยู่เลย แล้วก็ไม่ได้ใส่ใจกับแนวคิดเรื่องความเสมอภาค สิทธิเสรีภาพ หรืออะไรอื่น ๆ ที่มันควรจะมีพูดถึงเกี่ยวกับรัฐสภา หนึ่งในอาคารที่เป็นสัญลักษณ์ของอำนาจอธิปไตยที่สำคัญ ปรากฏว่าไปพูดเรื่องอื่น เรื่องศาสนา เรื่องศีลธรรม เรื่องไตรภูมิ ที่ค่อนข้างขัดแย้งกับประชาธิปไตย
 
ในเรื่องที่บอกว่าเราต้องสร้างรัฐสภาให้มีความเป็นพุทธ มีเรื่องศีลธรรม เพราะการเมืองไทยอยู่ในวิกฤติ เนื่องจากนักการเมืองขาดศีลธรรม อาจารย์มีความเห็นอย่างไร
ผมคิดว่านี่แหละคือสุดยอดความผิดหวังของผมเลย คือผมคิดว่าอาคารรัฐสภา ที่เป็นตัวแทนของหนึ่งในอำนาจอธิปไตย ของระบอบประชาธิปไตย ไม่ควรต้องทำหน้าที่รับใช้จุดประสงค์ทางศีลธรรม ไม่ใช่ว่าศีลธรรมไม่ดี ไม่ใช่ว่าศีลธรรมไม่จำเป็น แต่การใช้ศีลธรรมทางศาสนาแบบทื่อ ๆ ที่เรามักจะได้ยินกันบ่อย ๆ มันไม่ได้แก้ปัญหาสังคมได้ มิฉะนั้นทำไมเราไม่เชิญพระมาบริหารประเทศ ไม่เชิญพระมาเป็น ส.ส. ไม่ให้มหาเถรสมาคมเป็นคนกำหนดนโยบายสาธารณะของประเทศ
ที่เราไม่ทำอย่างนั้นก็เพราะเราคิดว่าในระบบสังคมสมัยใหม่เราควรจะต้องแยกรัฐจากเรื่องของศาสนา ที่มันไม่ควรเรื่องศีลธรรมมาเป็นตัวกำหนด ก็เพราะสุดท้ายแล้วเรื่องศีลธรรมที่นำมาพูดกันก็มักจะเป็นเรื่องที่จอมปลอม จนทำให้งานสถาปัตยกรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของกลุ่มผลประโยชน์ ของกลุ่มอภิสิทธิ์ชนในสังคมที่ชอบอ้างศีลธรรมแบบมือถือสากปากถือศีล ประเด็นก็คือใครล่ะที่มีสิทธิชี้ขาดในเรื่องศีลธรรม
พอใช้เรื่องศีลธรรมเป็นตัวกำหนด มันทำให้ไอเดีย แก่นแกนความคิดเรื่องประชาธิปไตย อำนาจของประชาชน ในแง่ของรัฐสภามันหายไป
คือเราก็มีประสบการณ์มาเยอะในสังคมโลก ว่ามนุษย์ที่อาศัยศีลธรรมเป็นฉากบังหน้าในการได้มาซึ่งอำนาจ แล้วก็ปิดกั้นความคิดเสรีภาพ กดขี่ในนามของพระเจ้า การฆ่าคนที่มีความเห็นแตกต่าง การเผาคนที่ถูกใส่ร้ายว่าเป็นแม่มดในยุโรปยุคกลาง การกดคนลงเป็นไพร่ทาส ทั้งหมดนี้ล้วนอาศัยมายาคติเกี่ยวกับบุญญาบารมีแล้วก็อ้างศีลธรรมที่สูงส่งกว่าทั้งสิ้น ซึ่งมันมีประจักษ์พยานมากมายในหน้าประวัติศาสตร์ เป็นมุมมืด เป็นสิ่งที่อัปลักษณ์อีกด้านของสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรม
แล้วเรายังไม่เข็ดกันอีกหรือที่อยากจะย้อนกลับไปใช้คอนเซปต์แบบนั้น
แน่นอนว่ารัฐสมัยใหม่มันได้แยกตัวออกจากศาสนาและนำพาตัวเองมาสู่พระเจ้าแบบอื่นเช่น ทุนนิยม, บริโภคนิยม, โลกาภิวัฒน์ ซึ่งแน่นอนไม่มีใครปฏิเสธว่าตรงนี้มันมีด้านเลวร้ายมากมาย แต่เราไม่ควรเดินหนีความเลวร้ายนี้ด้วยการย้อนกลับไปหาความเลวร้ายแบบโบราณ ดั้งเดิม
 
จากที่กลุ่มผู้ออกแบบได้ให้ความหมายของรัฐสภาแห่งใหม่นี้ มีอยู่ข้อหนึ่งที่พวกเขากล่าวถึงการเปิดให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม เกิดความใกล้ชิด และไม่ทำให้ประชาชนแปลกแยกจากรัฐ อาจารย์คิดอย่างไรกับการให้ความหมายนี้
ผมคิดว่า คำพูดในประเด็นนี้ค่อนข้างจะเลื่อนลอย เป็นคำพูดที่จะต้องมี แต่เมื่อดูจากแบบงานสถาปัตยกรรมแล้ว ไม่เห็นมีความชัดเจนนัก ซึ่งผมเองก็ตามอ่านคำสัมภาษณ์ของเขา เขาก็อธิบายเช่น เขาจะเปิดพื้นที่สวนทางด้านหน้ารัฐสภา ซึ่งมีประมาณ 50-60 เปอร์เซนต์ ให้เป็นสนามหลวงแห่งใหม่ ให้ประชาชนเข้ามาใช้ ส่วนสิทธิพลเมืองที่บอกก็จะเป็นเรื่องพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ประชาธิปไตย
แต่ที่ผิดคือว่ามันเป็นคำพูดที่เลื่อนลอยและไม่ประสบความสำเร็จ เมื่อดูจากการออกแบบวางผังแล้ว มันไม่เอื้อให้กับประชาชนเข้าไปใช้ แล้วก็ไม่แสดงถึงอำนาจของประชาชนที่แท้จริง
ก็เพราะว่า ถ้าคุณดูคอนเซปต์ที่เขาออกแบบเรื่องเขาพระสุเมรุ แล้วเขาบอกว่าต้องการสร้างสภาศักดิ์สิทธิ์ มีมิติศักดิ์สิทธิ์ ที่สัมพันธ์กับเรื่องศาสนา ผมว่าว่ารูปสัญลักษณ์แบบนี้ ที่มีการออกแบบแนวแกนที่ค่อนข้างจะเคร่ง symmetry (ความสมมาตร) รูปสัญลักษณ์ของอาคารที่มีความศักดิ์สิทธิ์สูงส่งเหนือกว่าประชาชน องค์ประกอบเหล่านี้มันไม่ได้เอื้อให้กับประชาชนได้กล้าเข้าไปใช้
ผมขอยกตัวอย่างเปรียบเปรยที่อาจจะไม่ตรงนัก เช่น สมมติผมบอกว่าผมจะออกแบบลานกิจกรรมให้คนมาใช้ แต่ปูพรมแดง คือพูดว่าจะให้ใช้แต่องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรม มันไม่เอื้อจะให้ใช้เลย มันทั้งกดข่ม ดูยิ่งใหญ่
ยิ่งถ้าคุณดูในแบบ เขาจะแบ่งคอนเซปต์พื้นที่เลยว่า ที่ซึ่งจะให้ประชาชนมาใช้เป็นโลกียะ (เรื่องทางโลก) แล้วก็จะมีพื้นที่ส่วนที่เป็นโลกุตระ (เรื่องทางธรรม) อะไรที่มันเหนือกว่าเรื่องทางโลก หยาบ ๆ สามานย์ สาธารณ์ คุณดูสิ เขาจัดวางพื้นที่ของประชาชนไว้เป็นเรื่องสาธารณ์ซึ่งมีโลกุตระที่ศักดิ์สิทธิ์ มีความพิเศษ คอยอยู่เหนือ คอยข่มคุณอยู่ แบบนี้มันไม่เห็นเอื้ออะไรกับเรื่องสิทธิพลเมือง อำนาจของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยแบบที่พูดไว้เลย
 
เรื่องที่รัฐสภาฯ พยายามนำเสนอตนเองในรูปแบบที่มี 'ความเป็นไทย' อาจารย์มองว่า มันมีความเป็นไทยจริงหรือไม่ แล้วความเป็นไทยมีความจำเป็นต่อรัฐสภาอย่างไร?
โดยส่วนตัวผมคิดว่าไอเดียเรื่องความเป็นไทยในสถาปัตยกรรมรัฐสภานั้นไม่จำเป็น สิ่งที่จำเป็น ควรจะต้องตระหนักถึงมากกว่าคือการสร้างสถาปัตยกรรมที่สะท้อนอุดมการณ์ประชาธิปไตย สะท้อนอำนาจของประชาชน สะท้อนสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค หรืองานออกแบบสถาปัตยกรรมใด ๆ ก็ตามที่แสดงให้เห็นว่าอำนาจเป็นของประชาชน เป็นสิ่งที่ต้องมี ต้องมาก่อน
ประเด็นถัดมาที่ควรจะคิดก็คือ งานสถาปัตย์กรรมชิ้นนี้ตั้งอยู่ในสภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศ แบบไทย มันจึงต้องตอบรับกับดินฟ้าอากาศ สภาพแวดล้อม แดด-ลม-ฝน รวมถึงการประหยัดพลังงาน ซึ่งเป็นเรื่องพื้น ๆ ที่สถาปนิกควรต้องรู้อยู่แล้ว 
อีกประเด็นคือเมื่อเป็นรัฐสภาไทยมันจะต้องแสดงเอกลักษณ์บางอย่าง ว่าเป็นอาคารที่มีความสำคัญ ซึ่งเอกลักษณ์นี้ควรได้รับการตีความ มาจากเรื่องความเป็นประชาธิปไตย บริบทสังคมไทย สภาพแวดล้อมแบบไทย ฯลฯ
ถ้าหากทำตามทั้งหมดที่ว่ามานี้ อาคารรัฐสภาหลังนี้ก็จะมี 'ความเป็นไทย' เอง
ซึ่งความเป็นไทยในความหมายของผมไม่ได้ผูกยึดติด กับการเห็นองค์ประกอบลายไทย จั่วไทย เจดีย์ไทย แบบอาคารราชการเมื่อ 50 ปีที่แล้ว และก็ยังเป็นแบบนี้
แต่ตรงนี้ผมขอพูดให้ความเป็นธรรมกับสถาปนิกผู้ออกแบบว่า รูปแบบมันถูกกำหนดมาโดย TOR (Term of Reference หรือ ร่างขอบเขตของงาน) แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าสถาปนิกอยากชนะมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
 
 
 
 
ส่วนหนึ่งของเอกสาร เรื่อง การจ้างการออกแบบอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ฯ ในส่วนของหลักเกณฑ์การให้คะแนน การตัดสินการประกวดขั้นที่สอง ซึ่ง อ.ชาตรี ชี้ให้เห็นว่ามีการเน้นเรื่องเอกลักษณ์ถึงร้อยละ 40
ขณะที่เน้นด้านประโยชน์ใช้สอยเพียงร้อยละ 25
สามารถเข้าชมหรือดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มได้ ที่นี่

(ในตอนนี้ อ.ชาตรี นำเอกสารเกี่ยวกับการจ้างออกแบบรัฐสภาออกมาให้ดู) นี่คือหลักเกณฑ์การประกวดขั้นตอนที่สอง หรือขั้นตอนสุดท้าย คุณจะเห็นว่าจาก 100 คะแนน การให้คะแนนแนวคิดในการออกแบบสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ 40 คะแนน แม้ในนี้เขาไม่ได้บอกไว้ว่าเอกลักษณ์เป็นแบบไทย แต่ว่าเมื่อผมไปตามเอกสารดู ซึ่งเป็นเอกสารจากการตอบข้อซักถามของสถาปนิก ในเรื่องเอกลักษณ์ก็มีการพูดถึงเรื่องความเป็นไทยชัดเจน
จากการกำหนดคะแนนที่เน้นเอกลักษณ์ถึงร้อยละ 40 นี้ สำหรับผมถือว่าน่าตกใจ และเมื่อมาเทียบกับในส่วนของการตอบสนองความต้องการ ประโยชน์ใช้สอยฯ มีแค่ร้อยละ 25 คุณคิดว่ามันตลกไหมที่เอาเรื่องความเป็นไทยถึงร้อยละ 40 และเอาเรื่องประโยชน์ใช้สอยแค่ร้อยละ 25 อันนี้มันสถาปัตยกรรมอะไรของโลกเนี่ย
จากการที่ TOR กำหนดมาแบบนี้ทำให้ทุกทีมสถาปนิกถ้าอยากชนะ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขายความเป็นไทย ประเด็นถัดมาคือ เอกลักษณ์ไทยคืออะไร
ผมจึงขอชี้ให้ดูว่าในเอกสารที่มีการตอบข้อซักถามในการประกวดแบบรัฐสภา ประเด็นนี้ก็มีคนถามกรรมการเหมือนกันว่า อยากทราบเรื่องทัศนคติต่อเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมของกรรมการ ปรากฏว่า กรรมการซึ่งเป็นวุฒิสภาท่านหนึ่งตอบว่า "สถาปนิกจะต้องรู้เองว่าอะไรคือไทย..." "...ท่านควรจะออกแบบสถาปัตยกรรมของไทยที่คนเข้าใจได้ มองเห็น และภูมิใจ"
สิ่งที่ผมอยากขยายความคือ ไปถามทุกคนเถอะ ว่าความเป็นไทยของสถาปัตยกรรมคืออะไรทุกคน ตอบไม่ได้ เพราะมันไม่มีอยู่จริง เป็นเรื่องที่สังคมแต่ละยุคแต่ละสมัยสมมติร่วมกันขึ้นมา มันไม่มีความเป็นไทยที่เป็นสัจจะ ความจริง เป็นธรรมชาติ เป็น DNA ของคนไทยมาอย่างยาวนาน มันไม่มี มันเป็นเรื่องสมมติทั้งหมด แต่สังคมไทยในปัจจุบันไปหลงกับมายาคติอันนี้ แล้วก็ไปบังคับว่าภาษาต้อง 'ไทย' การแต่งการก็ต้อง 'ไทย' อาหารก็ต้อง 'ไทย' กินอยู่ก็ต้อง 'ไทย' สถาปัตยกรรมก็ต้อง 'ไทย' แต่พอมีคนถามว่าไทยคืออะไร ตอบไม่ได้สักคน ทุกคนตอบอ้อมหมด
และนี่คือปัญหาว่าสุดท้ายแล้ว มันก็เลยไม่มีทางออก และมันทำให้กลุ่มสถาปนิกทุกกลุ่มที่เข้ารอบ จากแบบที่ผมเห็นก็ย้อนไปในสถาปัตยกรรมแบบโบราณ ไปขุดเอารูปทรงบางอย่าง องค์ประกอบบางอย่าง มาแปะ มาใช้ ประดับเพื่อกรรมการที่มีแนวคิดมายาคติเรื่องความเป็นไทย แบบที่ขอให้ได้เห็นเจดีย์ ขอให้ได้เห็นจั่ว ขอให้ได้เห็นองค์ประกอบลายไทยสักหน่อย แล้วก็ร่วมกันหลอกตัวเอง ภูมิใจว่า เอ้อ นี่เราได้เห็นความเป็นไทยทางสถาปัตยกรรมแล้ว
 
หากให้พูดถึงแบบอาคารรัฐสภาที่ชนะเลิศในแง่มุมของสุนทรียศาสตร์เพียงอย่างเดียว อาจารย์เห็นอะไรบ้าง
ผมต้องออกตัวว่ายังตอบในเรื่องสุนทรียศาสตร์ได้ลำบาก เนื่องจากตอนนี้ แบบที่เขาทำมายังไม่ได้แบบขั้นสุดท้ายที่จะนำไปสร้าง แต่เท่าที่เห็นก็พอจะพูดได้ในระดับหนึ่งว่า
เมื่อดูจากงานภาพ Perspective (ภาพสัดส่วน) ที่เขาทำมา ผมคิดว่ามันเป็นอาคารที่มีรูปทรงทั้งหมด ค่อนข้างใหญ่โตมากเกินไป เมื่อเทียบกับความสูงของมนุษย์ ผมคิดว่ามันกดข่มและใหญ่เกินไป คือสัดส่วนของสถาปัตยกรรมและสัดส่วนของมนุษย์นี้หลุดกันเกินไป นี่ประเด็นที่หนึ่ง
ประเด็นที่สองคือ แบบอาคารที่ชนะเลิศ มีการจับเอาองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมไทยแบบประเพณี กับ งานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ เข้ามาแปะกันไว้แบบไม่ได้ประสานอะไรกันเลย คือมีการเอามาวางใกล้ ๆ กัน ไม่ได้มีการดีไซน์ที่จะเชื่อมประสานทั้งสองสิ่งนี้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสักเท่าไหร่ เหมือนกับว่า ถูกบังคับว่าต้องมีรูปลักษณ์ไทยบางอย่างก็จับมาแปะ มาประดับ เอามาตั้งไว้บนยอด สัดส่วน (Proportion) ความสัมพันธ์กันทั้งหมดผมคิดว่า มันก็ยังไม่ดีมากนัก ถ้าหากมองในแง่การออกแบบล้วน ๆ
 
ถ้าสมมติว่าอาจารย์ได้ออกแบบอาคารรัฐสภา อาจารย์คิดว่าจะออกแบบอย่างไร
ผมก็ไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะออกแบบอย่างไร แต่ผมว่าผมมีหลักเกณฑ์อยู่ 3 ข้ออย่างที่ผมได้พูดไปแล้ว คือ
1.) จะต้องอธิบายประชาธิปไตย จะต้องแสดงหรือสะท้อนถึงอำนาจของประชาชนเป็นหลัก ซึ่งต้องถูกปรับใช้กับการออกแบบทั้งหมด
2.) จะต้องคำนึง สภาพแวดล้อม ภูมิอากาศ ภูมิประเทศ บริบทที่ตั้ง การคำนึงถึงเรื่องการประหยัดพลังงาน
3.) เรื่องเอกลักษณ์ของตัวอาคารรัฐสภา ขอย้ำว่ามันไม่จำเป็นต้องดูเป็นไทย แต่อาคารรัฐสภาซึ่งเป็นหนึ่งในอาคารที่สำคัญที่สุดของชาติ ของรัฐสมัยใหม่ มันควรจะมีรูปลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ โดดเด่นพอสมควร
 
แต่เนื่องจากไม่เคยคิดออกแบบอาคารรัฐสภามาก่อน ผมถึงไม่ค่อยมีรายละเอียดเท่าไหร่
 
มีข้อวิจารณ์หรือความเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวอาคารรัฐสภาอีกไหม
แบบที่เขาใช้คติเรื่องเขาพระสุเมรุ จากที่ผู้ออกแบบให้สัมภาษณ์บอกว่าพวกเขาต้องการฟื้นวิกฤตทางศีลธรรม เขาพระสุเมรุทำให้คนระลึกถึงบาปบุญคุณโทษ แล้วงานออกแบบก็จะมีแกนที่สำคัญคือแกนตรงกลาง ซึ่งเป็นมณฑปขนาดใหญ่ไว้ให้พระสยามเทวาธิราชย์ มีโถงราชพิธีซึ่งแสดงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ บนยอดเป็นศาสนา ด้านล่างเป็นพิพิธภัณฑ์ เขาให้ความสำคัญกับแกนกลางอันนี้ เป็นแกนประธาน ผมอยากให้สังเกตว่าส่วนที่เป็นห้องประชุมรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นของสภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภา ผู้ออกแบบจัดแยกไปอยู่เป็นแกนรอง สองด้าน 
 
 
 
แผนภาพจากเอกสารรายละเอียดของผู้ชนะการประกวด ซึ่งเป็นแผนภาพในมุมมองจากด้านหน้า แสดงความหมายและพื้นที่ใช้สอยต่าง ๆ โดยมีแกนกลางแสดงความหมายของชาติ ศาสน์ กษัตริย์
และมีห้องประชุม ส.ส.
, ส.ว. อยู่สองข้าง
สามารถดูรายละเอียดหรือดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มได้ ที่นี่

(ยกแผนภาพมานำเสนอ) นี่คือแกนชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเขา เป็นตัวหลักประธาน แล้วคุณดูรัฐสภา (ชี้ที่แผนภาพ) แล้วคุณดูรัฐสภา กับห้องประชุมวุฒิสภา กลายเป็นแกนรอง ทั้ง ๆ ที่รัฐสภาภายในโลกนี้ส่วนใหญ่ ส่วนที่เป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดคือ ห้องประชุมรัฐสภา นี้เป็นสถานที่เป็นพื้นที่ที่เป็นตัวแทนของอำนาจประชาชน อำนาจที่ส่งผ่านผู้แทนตัวเองเข้าไปกำหนดกฏหมายนโยบายสาธารณะต่าง ๆ ส่วนนี้ควรจะเป็นส่วนที่เป็นแกนประธาน แต่ว่าเขากลับออกแบบมาเป็นองค์ประกอบรอง
แล้วถ้ากลับมาดูแนวคิด ส่วนที่เป็นเขาพระสุเมรุ ที่เป็นตัวแทนของชาติ ศาสน์ กษัตริย์ พื้นที่ที่เป็นห้องประชุมสภาทั้งสองสภา ทำหน้าที่ตามคอนเซปต์เขาพระสุเมรุคือเป็นพระอาทิตย์กับพระจันทร์ ตรงตัวเขาใช้คำว่าห้องสุริยันต์-จันทรา คือเป็นห้องพระอาทิตย์-พระจันทร์ ที่โคจรรอบเขาพระสุเมรุ มันเป็นองค์ประกอบย่อยเล็ก ๆ เห็นได้ชัดว่าการออกแบบนี้ไม่ได้แสดงให้เห็นความสำคัญใด ๆ เลยกับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เขาให้ความสำคัญกับตัวแทนรูปลักษณ์ทางศาสนามากกว่า ให้ความสำคัญกับโถงราชพิธีในนามของสถาบันกษัตริย์ มากกว่า ซึ่งผมคิดว่าผิด ผิดหลักการประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง สิ่งที่ควรจะเป็นความสำคัญ กลับเป็นแค่องค์ประกอบเล็ก ๆ
น่าผิดหวังอีกคือการใช้หลักศาสนาพุทธ อย่างพระสยามเทวาธิราช มาเป็นแกนหลักในการออกแบบ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าทำไมวงการสถาปัตยกรรมถึงก้าวตามไม่ทันความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ไม่รู้หรือไงว่าประเด็นเรื่องความขัดแย้งทางศาสนา วัฒนธรรมในสังคมไทยปัจจุบัน นับวันมันก็ยิ่งแหลมคม ๆ ขึ้น ทำไมสถาปนิกไทยไม่ตระหนักถึงปัญหาที่ซับซ้อนและแหลมคมอันนี้ กลับใช้วิธีคิดแบบโบราณ 30-40 ปีที่แล้ว ที่อะไรก็พุทธศาสนาเข้ามาเป็นตัวหลัก
ที่น่าตกใจคือในคำสัมภาษณ์ที่เนชั่นแชนแนล พิธีกรได้ถามสถาปนิกผู้ออกแบบเหมือนกันเรื่องศาสนา ปรากฏว่าผู้ออกแบบตอบทำผมผิดหวังกำลังสอง คือตอบว่า "พุทธเป็นกัลยาณมิตรกับทุกศาสนา" และบอกว่าสิ่งที่เขาออกแบบเป็น "สภาแห่งความศักดิ์สิทธิ์ ความศักดิ์สิทธิ์เป็นความรู้สึกสากลซึ่งทุกศาสนาได้มีประสบการณ์ร่วมกัน ยอมรับได้ มีความเป็นกลาง ไม่เป็นปัญหา" คือพวกเขายังมองเป็นด้านบวกอีกต่างหาก
ซึ่งผมคิดว่าการตอบเช่นนี้ค่อนข้างขาดความรับผิดชอบ และไม่ได้คำนึงถึงบริบทของสังคมไทย ว่ามีความเปลี่ยนแปลง ขัดแย้งซับซ้อน ซึ่งไม่ควรจะใช้อะไรง่าย ๆ ตื้น ๆ แบบนี้มาใช้ แล้วการเอาพุทธศาสนามาใช้เป็นแกนหลักในการออกแบบ นานไปมันมีแต่จะสร้างปัญหาความขัดแย้งแหลมคมมากขึ้นเรื่อย ๆ
ประการสุดท้ายที่อยากจะเน้นย้ำคือ ตาเราประเมินสถาปัตยกรรม เราก็ควรวิเคราะห์ประเมินจากภาษาของสถาปัตยกรรม การออกแบบ ว่าเขาใช้องค์ประกอบการจัดวางอย่างไร ซึ่งเมื่อกลับไปดูคำอธิบายของทีมออกแบบแล้วมาดูตัวแบบเปรียบเทียบ เราจะพบความขัดแย้งกัน ยกตัวอย่างไปเช่นที่พูดถึงสิทธิพลเมือง การเข้าถึงประชาชน ประชาชนสามารถเดินเข้ามาใช้ได้ทุกส่วน มันเป็นภาษาพูดที่สวยหรู แต่พอมามองการออกแบบ การออกแบบที่เน้นแนวแกน เคร่งเครียด ซีเรียส แล้วก็มีเหมือนศาสนสถานขนาดใหญ่กดข่มหัวเราอยู่ มีการแบ่งระดับชั้น ใช้คติไตรภูมิฯ ซึ่งเป็นคติที่แบ่งแยกชนชั้นอย่างชัดเจน
ผมอยากจะเปรียบเทียบให้ดูว่า คุณลองไปดูรัฐสภาเยอรมัน ที่เขาออกแบบใหม่เมื่อปี 1999 เขาออกแบบขึ้นมาเป็นโดมแก้วกระจกขนาดใหญ่ มีห้องประชุมรัฐสภาอยู่ชั้นล่าง แต่โดมข้างบนเป็นที่ที่ประชาชนทุกเพศทุกวัยยกเว้นนักโทษ สามารถเข้าไปเดินได้ อยู่ด้านบนเหนือรัฐสภา มองลงไปเห็นสภาผู้แทนประชุมกันอยู่ มันเป็นรูปธรรม เป็นภาษาทางสถาปัตยกรรมที่แสดงถึงอำนาจของประชาชนอย่างชัดเจน มีอำนาจในทางนิติบัญญัติเหนือ ส.ส. ที่ตัวเองได้เลือกเข้ามา
แต่ว่าแบบของไทยพูดว่าแสดงถึงอำนาจของประชาชน แต่ตัวรัฐสภากลับกดข่มประชาชนให้เหลือตัวนิดเดียว แล้วพื้นที่ที่ให้อยู่ก็เป็นพื้นที่โลกียะอีก นี่มันเป็นไพร่ ทาส ข้าราษฎร ในยุคโบราณมาก ๆ
สิ่งสุดท้ายที่ผมอยากให้คำนึงถึงคือเวลาที่เราฟังเรื่องแบบสถาปัตยกรรม ว่าภาษาพูดกับภาษาของสถาปัตยกรรมมันไม่ตรงกัน มันขัดแย้งกันเอง

 

 
ข้อมูล เอกสาร และภาพประกอบจาก

แบบผู้ชนะการประกวดการออกแบบอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ขั้นตอนที่ 2 จำนวน 5 ราย, เว็บไซต์สมาคมสถาปนิกสยามฯ

 

Comments

ตกลงจะออกแบบโบสถ์

ตกลงจะออกแบบโบสถ์ หรือรัฐสภากันเนี่ย

หนับหนุนอาจารย์ชาตรีครับ รัฐสภา ควรออกแบบเพื่อแสดงถึงว่า เป็นสถานที่ของประชาชน

ไม่ต้องมี เจดีย์ อะไรนั่น มันเพ้อเจ้อ ดูอาคารหลังเก่าก้ได้

เน้นระบบการรักษาความปลอดภัยสถ

เน้นระบบการรักษาความปลอดภัยสถานที่ให้ดีนะครับ..เดี๋ยวพวกนักกีฬาสีเด็กเล่นจะมายึดอีก..ติดอาวุธด้วยก็ดี..เอาประเภททีเดียวตายรัศมีทำลายล้างกว้างๆ..ที่ว่างในเมืองไทยจะได้มากขึ้น

บทสัมภาษณ์ที่ประเด็นดี

บทสัมภาษณ์ที่ประเด็นดี แต่น่าผิดหวัง เพราะผู้สัมภาษณ์สอนสถาปัตย์ แต่ความเห็นที่ให้ ไม่ได้แสดงภูมิรู้ในวิชานี้ด้านการออกแบบ การวางผัง ภูมิทัศน์ ฯลฯ ใช้แต่ความรู้ทางประวัติศาสตร์การเมืองและรัฐศาสตร์ของนักวิชาการรุ่นใหญ่โน้นนี้เป็นฐานเต็มไปหมด ลืมไปว่าเราสอนถาปัด ถึงเป็ฯประวัติศาสตร์ถาปัดก็เหอะ ยังไงก็๖้องแสดงความรู้เฉพาะทางของวิชาชีพนี้ออกมาด้วย ไม่ใช่พูด เขียน หรือพรีเซ้นท์งานโดยคอนเซปท์ของคนโน้นคนนี้ ส่วนถาปัดกลายเป็นแค้่หลักฐานเพื่อยืนยันคอนเซปท์ที่วิชาอื่นเขาคิดมานมนาน

ท่ี่เตือนนี้เพราะรัก ไม่อยากให้เป็นเหมือนพวกกะเป๋งแถวธรรมศาสตร์แถวจุฬา ที่วันๆ คอยคิดแต่จะวิ่งหิ้วกระเป๋า หาเอกสาร ตามฟังสัมมนาของสมศักดิ์ ธงชัย เกษียร ชัยวัฒน์ จนเขียนงานวิชาการที่เป็ฯแค่ร่างทรงของคนพวกนี้ไปวันๆ คุณไม่ได้อยู่ใน loop พวกนี้ตั้งแต่ต้น ถือเป็นบุญที่สามารถทำงานโดยไม่อยู่ใต้รมปัญญาของคนพวกนี้ ควรเอาจุดนี้เป็นจุดแข็ง ไม่ใช่มองข้ามจุดแข็งตัวเองในวิชาที่เรียน แล้วสมาทานงานคนอื่นอย่างขาดเจริญปัญญา

ผิดหวังเช่นกัน จริงๆ

ผิดหวังเช่นกัน

จริงๆ หน้ารัฐสภา ควรมีลานกว้างให้มากกว่านี้
เหมือนไม่ต้อนรับผู้ชุมนุมประท้วงซะงั้น

แต่การใช้ศีลธรรมทางศาสนาแบบทื

แต่การใช้ศีลธรรมทางศาสนาแบบทื่อ ๆ ที่เรามักจะได้ยินกันบ่อย ๆ มันไม่ได้แก้ปัญหาสังคมได้ มิฉะนั้นทำไมเราไม่เชิญพระมาบริหารประเทศ ไม่เชิญพระมาเป็น ส.ส. ไม่ให้มหาเถรสมาคมเป็นคนกำหนดนโยบายสาธารณะของประเทศ

ประโยคนี้ "โดน"จริงๆครับ โดนกลางใจดำของใครก็ไม่รู้

ทางที่ดี ควรออกแบบให้มีที่กว้างๆ หรือไม่ก็สร้างเวทีถาวรเอาไว้ เผื่อวันข้างหน้า อาจมีพวกลูกเจ๊กลูนจีนบางพวก เกิดเฮี้ยนอยากกู้ชาติขึ้นมาอีกรอบ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาสร้างใหม่

และอย่าลืมสร้างswamp area เอาไว้มากๆหน่อย เพราะปัจจุบัน ก็มีตัวเงินตัวทอง เดินยั๊วเยี๊ยอยู่เต็มสภา จะได้มีที่อยู่เป็นที่เป็นทาง

เท่าที่เคยได้ยินเพื่อนฝูง หรือคนรู้จักในแวดวงสถาปนิกเขาคุยกัน ทุกคนเบ้หน้าเวลาพูดถึงเรื่องนี้

อาจารย์ชาตรี พูดได้ตรงจริงๆ แต่รับรองได้ก้อนอิฐแทนคำชมแน่ เพราะคนไทย(บางคน)ในวันนี้ ชอบแต่คนตอแหล สอพลอ ใครพูดความจริง ก็มักจะหาว่า"ไม่รัก"

เห็นด้วยกับความเห็นนี้ และก็เ

เห็นด้วยกับความเห็นนี้
และก็เห็นด้วยกับผู้ให้สัมภาษณ์ โดยเฉพาะส่วนที่ให้คะแนนการใช้สอบแค่ 25 คะแนน แนวคิด 40 คะแนน
คิดได้ไง ถ้ามีเงินเหลือเฟือจนไม่รู้จะทำอะไรแล้ว ออก TOR แบบนี้จะไม่ว่าเลย
ที่ต้องสร้างรัฐสภาใหม่ ก็เพราะของเดิมแออัด
อยากรู้ว่าของใหม่ เตรียมการรองรับการขยายตัวในอนาคตไว้ดีพอหรือไม่
มีที่ให้ประชาชนมีส่วนรวม มากน้อยอย่างไร
มีที่ให้บริการประชาชนเข้าร้องเรียน อย่างเป็นสัดส่วนหรือไม่
อาจารย์น่าจะเน้น วิเคราะห์ในส่วนนี้ด้วย

แค่เห็นโมเดลก็รู้สึกว่าไม่ชอบ

แค่เห็นโมเดลก็รู้สึกว่าไม่ชอบแล้วครับ(ดูเหมื่อนวัดมากกว่า)ถ้าสร้างจริงก็เป็นการถอยหลังของวงการสถาปัตย์กรรมไทยนะครับ คนต่างชาติเขาคงขำในแนวคิดอันติ้นเขินนี้เหมื่อนหลอกตัวเองไปวันๆ แต่แบบที่ชนะนี้ก็บอกให้เห็นแล้วว่าผู้มีอำนาจตัดสินใจแทนประชาชนของประเทศคิดไงกับประชาธิปัตย์ไตย ยกตัวเองเหนื่อประชาชนแทนที่จะมีความเสมอภาคกับเอาเรื่องปาปบุญสิ่งเหนื่อธรรมชาติมาแสดงออกทั้งที่ยุคนี้มันยุดที่คนแสวงหาเหตุผลและความรู้ความเข้าใจได้รวดเร็วกันแล้ว

แบบออกมาเหมือนจิตรกรมฝาผนังใน

แบบออกมาเหมือนจิตรกรมฝาผนังในเรื่องไตรภูมิพระร่วงมากๆ แต่ก็ดูเปรียบเทียบที่คัดกันเหลือทีมท้ายๆ ไม่เห็นแตกต่างกันมากนัก ภาวะการณ์สังคมและการเมืองแบบเผด็จการมีกำลังอำนาจมากๆ มายจริงๆ ครับ มันเคลื่อนตัวให้รูปการณ์ย่อยๆ อื่นๆ เป็นวังวนแห่งอำนาจดั้งเดิม อีกทั้งคำอธิบายเกี่ยวกับอำนาจประชาชนถูกนักวิชาการร่างทรงเผด็จการสร้างมายาคติคลี่ครอบอย่างเนืองแน่นที่สุด
ผมเห็นด้วยในหลายๆ ประเด็นที่ อ.ชาตรีวิจารณ์ และพอจะมองเห็นทิศทางสถาปัตยกรรมในอนาคต ที่ประชาชนพึ่งใจ

ภูมิความรู้ทางสถาปัตยกรรมที่ว

ภูมิความรู้ทางสถาปัตยกรรมที่ว่าคืออะไร? ผมคิดว่านี่เป็นคำวิจารณ์สถาปัตยกรรมที่ดีและตรงประเด็นที่สุดเท่าที่มีมา
.
ผมยังไม่เห็นว่าอาจารย์ชาตรี จะเอาคอนเซ็ปท์ของคนโน้นนี่มาใช้อย่างที่คุณว่าเลย และคอมเม้นคุณไม่เห็นแสดงความคิดโต้แย้งของ อ.ชาตรีได้อย่างเป็นเหตุเป็นผลเลยสักข้อ มีแต่ทำเป็นพูดจาตักเตือน เบ่งอวดภูมิความรู้เหนือคนอื่น

ไร้สาระมาก

นับว่า

นับว่า มันคือตลกร้ายในยุครัฐบวมโจรเถื่อน ขณะที่ประเทศชาติประชาชนต้องแบกรับภาษีมหาศาลชนิดล้นพ้นตัว เพราะรัดทะบวมโจรแมงสาปเน่าได้ทำการกู้เงินมาถึง8แสนล้านบาท และวางแผนที่จะกู้เพิ่มถึง15แสนล้านบาท
แล้วนี่เอามาจะสร้างรัฐสภาใหม่ ทั้งๆที่ของเดิมมันก็ยังดีอยู่ และก็เพิ่งได้รับการปรับปรุงไปไม่นาน

และเช่นเดียวกัน ขนาดมีรัฐสภาเดิมอยู่ที่มันดี เหล่าสส และสว ก็ยังพากันโดดร่ม สันหลังยาว และสภาก็เคยล่มมาหลายครั้งในยุครัดทะบวมโจรเถื่อนยึดสนามบิน

รัฐสภาใหม่ ที่มีมูลค่ากว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท แถมรูปทรงที่ออกมามันดูไม่ผิดกับเมรุเผาศพตามวัด มันไม่ใช่มีความคิดที่บรรเจิดถึงขั้นเตลิดเปิดเปิงไปหน่อยหรือ จะบอกว่ามันคือคติพุทธนี่ต้องบอกว่ามันจริงหรือ ขนาดสังเวชนียสถานที่เกิดที่ตรัสรู้และที่ตายของพระพุทธเจ้าต้นตำรับศาสดาแห่งพุทธศาสนา ก็ไม่เห็นว่ามันจะมีสถาปัตยกรรมอะไรที่มันพิลึกพิลั่นอย่างนี้(ไปดูของจริงได้ถ้าหากไม่ไปดูของจริงก็เปิดกูเกิ้ลเอิรธดูก็ได้เห็นชัดเจนแจ่มแจ๋ว)
อะไรมันจะแพงปานนั้น ในขณะที่สภาวะเศรษฐกิจของประเทศกำลังอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า กำลังล้มละลาย

เงินหมื่นกว่าล้านบาทที่ต้องไปกู้มา มันน่าที่จะเอาไปใช้ กระทำในสิ่งที่มันเป็นประโยชน์ต่อสังคมประเทศชาติและประชาชนโดนรวมที่มันมีค่าหรือดีกว่านี้

ระบบอินฟราสตรัคเจ้อของประเทศนี้โดยเฉพาะตามต่างจังหวัดและชนบท ยังขาดแคลนและยังรอการรับการพัฒนาอยู่มาก
ทว่า กลับดันนำเงินนับหมื่นกว่าล้านบาทมาถลุง เพื่อก่อสร้าง อาคาร ทั้งๆที่ของเดิม มันก็ยังดีอยู่

ทว่าประชาราษำร์ย่อมจะได้เห็นอะไรที่มันแปลกๆได้เกิดขึ้นในยุครัดทะบวมโจรเถื่อนยึดสนามบินครองเมืองนั่นคือ
การดับเบิ้ลแสตนดาร์ด
การคอรับชั่นแบบชนิดวายวอดเพราะถึงระดับเรียกค่าหัวคิวจากเงินงบประมาณถึง25-30%
การคอรับชั่นถึงระดับที่ทำให้ได้รับข่าวที่ปิดไม่มิดว่าขนาดยาที่จำเป็นต้องใช้ในการ ทำให้ผู้ป่วยสลบ ถึงขั้นต้องขาดแคลน นับว่าเป็นความซวยของประชาชนอย่างใหญ่หลวง ชนิดที่ไม่อาจที่จะให้อภัยได้ ถ้าหากว่าข่าวที่ว่าคือความจริง
แล้วไม่มีการนำคนชั่วมาลงโทษ
การคอรับชั่นแปลกๆ ที่จะเห็นว่า มีการสามารถที่จะนำที่ดินสปก4-01 เอามาขายคืนให้รัฐบาล(ไอ้รายำต้องบอกว่า เงินภาษีนี่ไม่ใช่ของไอ้โคตรพ่อโคตรแม่ของไอ้รัดทะบวมโจรแมงสาปเน่าแต่ทว่ามันคือิเงินภาษีของประชาชนตาดำๆทั้งประเทศ ดังนั้นไม่ใช่ใหก้พวกเลวและชั่วอย่างพวกมรึงมาหาเรื่องแดกเงินจากภาษีแบบหน้าด้า่นๆไม่รู้จักอายไม่กลัวบาปและมันผิดกฏหมายด้วย) ถ้าหากว่าทายาทของคนที่ได้รับที่ดินสปกไม่ประสงค์ที่จะทำนาหรือทำการเกษตร
ต้องบอกว่า ไอ้เลว ไอ้ชั่ว มันมีอย่างนี้ได้ด้วยหรือ ที่ดินสปก4-01นี่ ปรัชญาดั้งเดิมหรือจิตวิญญานดั้งเดิมที่คิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาการบุกรุกทำลายป่า แก้ปัญหาเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกิน(คนยากคนจนที่เช่านาเขาทำกิน) เพื่อแก้ไขการกระจายการถือครองที่ดิน ดังนั้นเมื่อหากลูกหลานเกษตรกรรายนั้นที่เคยได้รับที่ดินฟรีสปก4-01 เมื่อมีอาชีพอื่นเลิกทำกินทางการเกษตร ก็ต้องสมควรคืนที่ดินนั้นให้กับ หน่วยงานสปก4-01 เพื่อที่จะได้นำไปให้กับเกษตรกรที่ยากจนไม่มีที่ดินทำกินของตนเองรายอื่นต่อไป ไม่ใช่ให้มาเล่นแร่แปรธาติมาขายคืนให้กับรัฐ ไอ้อย่างนี้นี่แหละคอรับชั่นของจริงเสียยิ่งกว่าคอรับชั่นเชิงนโยบาย ที่ไอ้แมงสาปเน่า ชอบเอามาเห่าใส่ร้ายผู้อื่น

เห็นแบบที่ได้ชนะการประกวดแล้ว

เห็นแบบที่ได้ชนะการประกวดแล้ว คงเป็นสังเวชนียสถานทางการเมือง ไอ้ยอดแหลมๆที่ว่าไท๊ ไทยน่ะ ดูแล้วเหมือนเอาพระเมรุมาศมาไว้บนรัฐสภา ชั้นล่างของสภาก็คงเป็นที่รองเก็บเถ้าถ่านใต้เมรุมาศกระมัง อาคารไม่ได้สื่ออะไรเลยที่เกี่ยวกับนัยยะทางการปกครอง มันคงถูกออกแบบมาใช้กับบรรดาเทพทั้งหลายที่อยู่เหนือประชาชน

เปลืองเงินโดยใช่เหตุแล้วยังไร้สติอีกด้วย...เรื่องเหี้ยๆที่ผลาญเงินชาตินี่มันถนัดกันจริง

กลับมาดูอีกครั้ง...ไม่แน่ใจว่

กลับมาดูอีกครั้ง...ไม่แน่ใจว่าเสียงของคนในเว็บนี้จะมีผลอะไรได้บ้าง...สถาปัตย์กรรมหรือในทุกๆอย่างต้องมีการะเทสะความเหมาะสมและไม่ให้หลงประเด่นของความหมายที่ดำรงณ์อยู่ของสิ่งนั้นๆไม่งั้นใครคงสร้างโรงแรมให้เหมื่อนสวรรค์ในทางศาสนา(วัด) ตราบใดที่แนวคิดและความเข้าใจรับรู้ของคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าประชาธิปัตย์ไตยคือะไร....??? รัฐบาลไม่ว่าเหลืองหรือแดงถ้ายังมองฝ่ายที่คิดไม่เหมื่ีอนตัวเองเป็นคนอื่นมากว่าเพื่อนร่วมชาติที่รักในสิทธิและความเป็นมนุษย์เท่ากับตัวเอง และทุกคนพร้อมจะเสียสละตัวเพื่อผลประโยชน์แก่ส่วนร่วม แล้วเรายังจะเสียเงินมากมายสร้างสถาปัตย์กรรมที่เราไม่เคยเข้าใจไปทำไม?

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550

มาตรา ๖๗ สิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการอนุรักษ์ บำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ และในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติและต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของตน ย่อมได้รับความคุ้มครองตามความเหมาะสม

การดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์การอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว

สิทธิของชุมชนที่จะฟ้องหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ราชการส่วนท้องถิ่นหรือองค์กรอื่นของรัฐที่เป็นนิติบุคคล เพื่อให้ปฏิบัติหน้าที่ตามบทบัญญัตินี้ ย่อมได้รับความคุ้มครอง

+ + + + + + + + + + + + + + + ++

^ - ^

การพิจารณาอนุมัติแบบการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ มันกระทบต่อสุขภาพ ทางจิตใจของข้าพเจ้าเป็นอย่างมาก ข้าผู้น้อยคงจะทนเห็นการก่อสร้างโครงการนี้ และที่จะต้องคงอยู่ยืนยามต่อไปอีกยาวนาน อันเป็นการปั่นทอนสุขภาพทางจิตใจของข้าผู้น้อยไปอีกตลอดทั้งชีวิต ที่จะต้องเห็นสถาปัตยกรรม อันแสดงถึงการเชิดชูชนชั้นปกครอง แต่เป็นการตัดสิทธิการมีส่วนร่วมของประชาชนที่จะเป็นเจ้าของ หรือการบ่งบอกถึงว่าอำนาจเป็นของปวงชนชาวไทย

ข้าผู้น้อยทำใจไม่ได้แน่ๆ เลย ถ้าสร้างเสร็จ ข้าผู้น้อยคงเห็นและนึกถึงสถาปัตยกรรมนี้ เป็นการทำร้ายจิตใจกันจริง ๆ เลย หึ หึ แล้วสุขภาพทางจิตใจของข้าผู้น้อยจะเป็นอย่างไร ไปตลอดทั้งชีวิต ใครก็ได้ช่วยข้าผู้น้อยที

555 +++ ไปฟ้องศาล ให้ท่านคุ้มครองชั่วคราว มีคำสั่งระงับการก่อสร้างไว้ก่อน เหมือน 76 โครงการที่มาบตาพุต ได้ไหมเนี่ย 555 +++

รัฐสภา มีแบบให้เลือก

รัฐสภา มีแบบให้เลือก เป็นร้อยแบบ ผู้ที่มีอำนาจเลือกและตัดสินใจได้ เป็นคณะใด ทำไมไม่ให้สิทธิคณะบุคคล จากหลากหลายให้มีสิทธิเลือก รัฐสภายุคปัจจุบันไม่ควรยึดถือรูปแบบที่มันย้อนยุคสมัยนานเกินสมควร คิดว่าถ้าให้พวกหัวเก่าใช้สิทธิเลือก คนพวกนี้มันก็จะเลือกชนิดแบบเป็นของลายคราม อนุรักษ์ ( Dinosaurs ไดโนเสาร์ ) น่าชิงชังพวก พวก ancient

โอเค ถ้าจะสร้างจริง ๆ

โอเค ถ้าจะสร้างจริง ๆ ตรงสถานที่นั้นจริง ๆ

ขอร้องว่า ให้เปลี่ยนชื่อถนนด้วย อย่าใช้ชื่อ "ถนนทหาร" เด็ดขาด ไหว้ล่ะ

ถนนประชาธิปไตย ถนนประชาชน อะไรทำนองนี้ ได้ไหม

สิ่งที่ชาตรีพูดเป็นประเด็นเรื

สิ่งที่ชาตรีพูดเป็นประเด็นเรื่องสถาปัตยกรรมชัดเจนในเรื่องการสื่อความหมายสัญลักษณ์
ผ่าน ขนาด สัดส่วน ตำแหน่ง แนวแกน ที่ว่างสาธารณะ ประโยชน์ใช้สอยที่สำคัญของอาคารรัฐสภา
ซึ่งสะท้อนความคิดของผู้ออกแบบเกี่ยวกับความหมายของรัฐภา และประชาธิปไตยแบบเราๆ

ผมชอบประเด็นเรื่องศีลธรรมเป็นพิเศษ นึกหาคำพูดได้ไม่ดีอย่างที่ซุ่ยพูดขึ้นมา

ผิดหวังกับ แปลน ธีรพล อาศรมศิลป์ และต้นศิลป์ รู้สึกเสียดายงานดีๆที่เคยชื่นชม
และรู้สึกขัดแย้งมากๆถ้าเคยได้อ่านหลักสูตรการการสอนสถาปัตยกรรมของอาศรมศิลป์มาก่อน

ส่วนตัวรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องน่าอายของวงการสถาปัตยกรรม ไม่อยากจะให้เกิดเป็นงานจริงขึ้นมา
แต่ลึกๆก็เชื่อว่าถ้าที่สุดแล้วมันจะต้องเกิดขึ้นจริง
ก็อาจจะเป็นจุดต่ำที่สุดที่จะสวิงไปสู่ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างที่ดีขึ้น
แต่ก็ยังลังเลว่าเราอาจจะจ่ายแพงเกินไปมาก

ขอไว้อาลัยให้กับกรรมการสองท่านจาก สภาสถาปนิก และสมาคมสถาปนิก
ในฐานะตัวแทนของวิชาชีพที่ปล่อยให้สิ่งประหลาดนี้หลุดออกมาในวงการสถาปัตยกรรมได้

สถาปนิก ท่านที่ออกแบบ

สถาปนิก ท่านที่ออกแบบ อาจจะเก่งจริง
แต่โจทย์ที่ตีออกมาอาจไม่ได้มาจากความเชื่อ ตัวเอง แต่เป็นความมุ่งหวังได้รับคัดเลือก
นั่นคือ ออกแบบหวังให้ได้รับเลือก ก็ต้องดู รสนิยมกรรมการ

ผมคิดว่าความเห็นนี้ที่ว่า

ผมคิดว่าความเห็นนี้ที่ว่า "...แต่ความเห็นที่ให้ ไม่ได้แสดงภูมิรู้ในวิชานี้ด้านการออกแบบ การวางผัง ภูมิทัศน์ ฯลฯ..."
เป็นผลสะท้อนที่ดีมากๆ ที่แสดงออกถึงความล้มเหลวบางส่วนในการเรียนการสอนสถาปัตยกรรมบ้านเราจริงๆครับ ที่แยกเรื่องสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ออกจากโปรแกรมการเรียนการสอน เพราะงานสถาปัตยกรรมที่ดี มันก็ควรจะสะท้อนเรื่องที่อาจารย์ชาตรีพูดถึงนี่แหละครับ ความคิดความเชื่อ วิถีชีวิต ทุกอย่างที่เกี่ยวกับมนุษย์
"...ใช้แต่ความรู้ทางประวัติศาสตร์การเมืองและรัฐศาสตร์..." นี่มันคือรัฐสภานะครับ เป็นสถาปัตยกรรมตัวแทนเรื่องนี้โดยตรง
และนี่ก็เป็นการประกวดแบบขั้นคอนเซป เราก็ต้องเน้นเรื่องนี้เป็นหลักครับ ไม่ใช่แค่เรื่องพื้นๆอย่างนั้นครับ

เห็นด้วยกับอาจารย์อย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาผลงานตามบทสัมภาษณ์นี้ครับ

และก็พอรู้จัก ทั้งผู้ชนะ และก็อาจารย์ด้วยนะครับ
ด้วยความเคารพรัก

ท่านนักประชาธิปไตยทั้งหลาย

ท่านนักประชาธิปไตยทั้งหลาย การแสดงความคิดเห็นของท่านนั้น ได้ยืนอยู่บนหลักการประชาธิปไตยหรือไม่..? การตัดสินของคณะกรรมการถือเป็นที่สิ้นสุดหรือไม่ในความคิดเห็นของท่าน ถ้าไม่สิ้นสุดแล้วจะให้ใครเป็นผู้ตัดสิน เรื่องนี้จะยุติลงได้อย่างไร เห็นพวกท่านแสดงความคิดเห็นกันจังเลย พวกท่านมีความรู้จริงๆกันรึเปล่า..? กรุณาช่วยบอกสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วยเถิด

กรณีเรื่องของพุทธศาสนาในสถาปัตย์กรรม ท่านทั้งหลายแน่ใจไหมว่า ได้เข้าใจเรื่องของพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งแล้ว และการแสดงความคิดเห็นของท่านเรื่องพุทธศาสนานั้นมาจากความรู้ที่ถูกต้องจริงๆ และเป็นประโยชน์ต่อสังคม ถ้าท่านไม่รู้จริงก็อย่าได้อายที่จะเรียนรู้หรือได้ซักถามท่านผู้รู้ เพื่อที่ท่านทั้งหลายจะได้ใช้เวลาว่างเล่นเน็ตให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมจริงๆ ดังที่ท่านทั้งหลายได้พร่ำเพ้อพรรณา

การแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิขอ

การแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิของประชาชนภายใต้ระบอบประชาธิปไตยคะ
ส่วนเรื่องเข้าใจเรื่องพุทธศาสนาลึกซึ้งแค่ไหน เชื่อว่าอาจารย์ท่านมีความเข้าใจเพียงพอและ "ไม่งมงาย"คะ
อ่อ..แล้ว สถาปัตยกรรม ไม่มีการันต์นะคะ

สิทธิแสดงความคิดเห็นในระบอบปร

สิทธิแสดงความคิดเห็นในระบอบประชาธิปไตยนั้นต้องตามมาด้วยความคิดที่สร้างสรรค์เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม
เป็นข้อเท็จจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ การรู้จักยอมรับกฎเกณฑ์กติกาในมติของเสียงส่วนใหญ่ก็คือระบอบประชาธิปไตยนั่นเอง แต่คงไม่ได้หมายความว่าคุณจะทำอะไรก็ได้ เช่น คิดชั่ว พูดชั่ว ชักชวนกันทำความชั่ว ทำให้เกิดความเกลียดชัง
ทำร้ายทำลายซึ่งกันและกัน อย่างนี้ไม่น่าจะถูกต้องนะจ๊ะ

คำว่า "ไม่งมงาย" ผมไม่รู้ว่าคูณมองในมิติไหนอะน่ะ แต่ถ้าพวกคุณมองว่าความเชื่อในพระพูทธศาสนาเป็นความงมงาย
ผมก็จะยิ้มอย่างมีความสุข และสงสารกับคนที่มีความคิดเช่นนั้น เพราะว่าจะเหมือนกับคนที่มีชีวิตที่อยู่ในโลกมืดที่ไม่มีโอกาสได้พบแสงสว่างเลยชั่วชีวิต พระพุทธศาสนา คือเสรีภาพทางจิตวิญญาณโปรดรับรู้ไว้ด้วยนะครับ

This concept is totally

This concept is totally failure.

There is a serious dichotomy between Mont Meru ideology and Democracy definition, POWER concern.

Mont Meru= Centralised power (Galactic Polity) see detail in Stanle Tambiah (1976)
- Hinduism
- Divine Right concept (Absolute power) derived from Khmer in Ayutthaya period
- Mount Meru concept does not belong to on Thai nation at all (see more in Tambiah)

Democray= a political government either carried out by the people (direct democracy), or the power to govern is granted to elected representatives. The term is the Greek: δημοκρατία - (dēmokratía) "the power to the people". (there are a large amount of democracy def which you can sort them out.) It should be noted that ' Power from people=decentralised power).

Concerning Chat(Nation), Sassana(Religious) and Kasat (King), this package of Thai identity from RamaVI is fraught with difficulty.

What is nation? What is Thai?
Should we regard for the diversity of Thai ppl for religious? Do we have the same right?

Therefore, we might seriously reconsider for conceptual interpretation. In particular, the process of DEMOCRACY might let ppl participate and share idea.

Why do we need to hurry?

Is this parliament the proundness for all?

เห้อออออออ น่าสงสาร

เห้อออออออ น่าสงสาร ประเทศไทย.................
ไม่น่าเชื่อ มีสถาปนิกที่มีความคิดแบบนี้..............

ที่อยู่ของประชาชนต่ำต้อยเหลือ

ที่อยู่ของประชาชนต่ำต้อยเหลือเกิน

นึกถึงบันไดทางขึ้นนครวัด ที่สูงชัน จนมนุษย์ต้องก้มหน้าทุกย่างเท้าไต่ขึ้นไป บูชาเทพ

ท่านทั้งหลายที่เข้ามาแสดงความ

ท่านทั้งหลายที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นในกระทู้นี้ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อต่างๆ ความเชื่อเรื่ององค์เทพ หรือแม้แต่ความเชื่อเรื่องพระพุทธศาสนา ผมคิดว่าท่านไม่มีความรู้เลย เพียงแต่ใช้ความรู้สึกว่า น่าจะเป็นอย่างนั้น น่าจะเป็นอย่างนี้ เสียมากกว่า ถ้าท่านเป็นนักประชาธิปไตยจริง ๆ เป็นคนร่วมสมัยใหม่จริง ๆ ท่านต้องทำการพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริง ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนจึงจะถูกต้องว่าไหม..!
ท่านเคยได้ยินคำนี้ไหม..! "มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐสุดในโลกนี้" กรุณาอย่าเอาโลกสวรรค์ หรือ โลกของนิพพานมาปนเปกัน เพราะว่ามันคนละส่วนกัน เพียงแต่เชื่อมต่อถึงกันเท่านั้น ถ้าคุณไม่ได้ศึกษาอย่างถ่องแท้ คุณก็จะสับสนอย่างที่คุณเป็นนั่นแหละครับ และก็พลอยทำให้คนที่ไม่มีความรู้เขาสับสนไปด้วย คุณจงมีความรู้ให้ชัดเจนก่อนนำเสนอนะครับ ผมเชื่อว่าหลาย ๆ คน มีความรู้ดีในหลาย ๆ เรื่องครับ.

I am wondering that what is

I am wondering that what is the point of your mention?
I am wondering that what is your intention of your name?

I am coming to find the ARGUMENT of design and concept as Free Speech, if you have an interesting argument or else you can find the reasons to support you idea, please make it more clear so I am willing to debate and discuss with you on that topic, peacefully.

I am wondering that what is

I am wondering that what is the point of your mention?
I am wondering that what is your intention of your name?

I am coming to find the ARGUMENT of design and concept as Free Speech, if you have an interesting argument or else you can find the reasons to support your idea, please make it more clear so I am willing to debate and discuss with you on that topic, peacefully.