ซ้ำรอย 6 ตุลา (2) – ว่าด้วยนีโอนาซี

 
ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ การลดลงของอัตรากำไรที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เมื่อสองปีก่อน การปรับค่าจ้าง การขูดรีดประสิทธิภาพจากผู้ใช้แรงงาน การเลิกจ้าง การทำลายสหภาพแรงงาน เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในสังคมการผลิตไทยในรอบปีที่ผ่านมา ท่ามกลางวิกฤติการณ์นี้ปัญหาต่างๆยังคงดำเนินต่อไป โดยมิได้รับการแก้ไข ขณะเดียวกันกระแสชาตินิยมได้พุ่งสูงขึ้นในรอบปีที่ผ่านมา ปัญหาการว่างงานได้สร้างมุมมองด้านลบต่อแรงงานข้ามชาติ อันสังเกตได้จากทัศนะของนายกรัฐมนตรี ต่อเหตุการณ์โรฮิงญาเมื่อต้นปีที่ผ่านมาไม่กี่เดือนจากนั้น การจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติเป็นไปอย่างจำกัด มีการพิสูจน์ตนที่เข้มงวดกวดขันมากขึ้น ประจวบเหมาะกับความตึงเครียดของพรมแดนด้านตะวันออกกับกัมพูชา ในกรณีการส่งตัวอดีตผู้นำ กระแสชาตินิยม (อันผูกติดกับกษัตริย์นิยม) พุ่งสูงขึ้นในพื้นที่ประชาสังคมไทย จุดยืนที่แข็งกร้าวของรัฐบาลไทย ได้ก่อให้เกิดความรู้สึก เหนือกว่าเชิงชาติพันธ์ต่อประเทศเพื่อนบ้าน ขึ้นในหมู่ประชาชน ภายใต้เงื่อนไขความคลั่งชาติที่มากขึ้นนี้ “ผลประโยชน์ของชาติ” กลับถูกแสวงประโยชน์โดยชนชั้นปกครองกลุ่มหนึ่งในการควบคุมประชาชน ภายใต้วลีนี้ การควบคุมหาได้เกิดกับแค่กลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น หากแต่รวมถึงรวมถึงขบวนการเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่กระทบต่อชนชั้นปกครอง ก็อาจตกเป็นเหยื่อของการใช้เครื่องมือ “ชาตินิยม” ในการควบคุมปราบปรามก็ได้
 
ถึงแม้จะมีการประกาศเลื่อนการชุมนุมโดยแกนนำมวลชนเสื้อแดงออกไปหลังกำหนดการเดิมในวันที่ 28พฤศจิกายนอย่างไม่มีกำหนด แต่ข้อถกเถียงว่าด้วยจุดยืนของรัฐบาลในช่วงหนึ่งอาทิตย์ก่อนหน้านั้นมีหลายประเด็นที่น่าสนใจ การชุมนุมวันที่ 28 พ.ย.2552 ตามกำหนดการเดิม จะเกิดขึ้นก่อนการฉลองวันชาติ 50 ปี ของฝ่ายทหารและกษัตริย์นิยม (วันชาติเดิมของไทยคือวันที่ 24 มิถุนายน - วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง โดยวันชาติคือวันฉลองรัฐธรรมนูญ โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนรัชต์ เปลี่ยนวันชาติเป็นวันที่ 5ธันวาคม ตั้งแต่ 2503) มีการประเมินสถานการณ์ว่าผู้ชุมนุมอาจจะมาถึง1ล้านคน ด้วยความหวาดกลัว นายกรัฐมนตรีประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขณะเดียวกันผู้ปฏิบัติการของฝ่ายรัฐบาลต่างมีทัศนะที่น่าวิตกไม่น้อย ว่าความคิดแบบ “คลั่งชาติ” มีบทบาทสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในกระบวนการกำหนดนโยบายของรัฐบาลไทย รวมถึงทัศนะต่อผู้ชุมนุม
 
เริ่มต้นด้วย เทพไท เสนพงศ์ เลขาฯส่วนตัวนายกรัฐมนตรี ได้แสดงทัศนะที่ว่าผู้ที่จะเข้าร่วมชุมนุมโดยมาก “ไม่ใช่คนไทย” เป็นแรงงานต่างด้าว โดยท้าให้ร้องเพลงชาติไทย [1] พร้อมบอกว่าแรงงานต่างด้าวมาจากหลากหลาย เป็นพวกคนงานในโรงงาน สะดวกต่อการจัดการและง่ายต่อการจ้างวาน เช่นเดียวกับ สุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ออกมาแสดงจุดยืนว่า หากแรงงานต่างด้าวเข้าร่วมชุมนุม จะไม่ได้รับการต่อใบอนุญาต และนายจ้างก็จะมีความผิดจะถูกลดโควตาแรงงาน [2] ยิ่งไปกว่านั้น ปณิธาน วัฒนายากรยังได้แสดงความเห็นว่า แรงงานต่างด้าวเหล่านี้เป็นนักรบที่ได้รับการฝึกฝนอาวุธอย่างดีจากชายแดน[3] - ภาพแรงงานข้ามชาติในสายตาชนชั้นปกครองนอกจากจะมีอัตลักษณ์ทางสังคมที่แปลกแยก ฐานะทางเศรษฐกิจที่ยากจนเป็นภาระและคอยพึ่งพาประเทศไทย ยังเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง ป่าเถื่อนและน่าหวาดกลัวยิ่งนัก อธิบดีกรมการจัดหางานยังยืนยันทัศนะคติของชนชั้นปกครองอีกว่า “แรงงานต่างด้าวไม่มีสิทธิชุมนุมทางการเมือง”เพราะเป็นการคุกคามด้านความมั่นคงภายในอย่างรุนแรง
 
คงไม่ต้องย้อนกลับไปนานนัก เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมาการชุมนุม ของสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ถูกสลายการชุมนุมด้วยคลื่นความถี่ทำลายประสาทหูที่ใช้ในสงครามอิรัก การกระทำเช่นนี้ดูเป็นเรื่องปกติภายใต้ ผลประโยชน์แห่งชาติ และภาพพจน์ของรัฐบาล รวมถึงความขัดแย้งกับสหภาพการรถไฟ ผลประโยชน์แห่งชาติ ถูกนำมาขู่บังคับให้การต่อสู้ของผู้ใช้แรงงานไม่สามารถยกระดับขึ้นสู่เวทีสาธารณะได้ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ผู้ใดที่มีการกระทำขัดกับ “ผลประโยชน์แห่งชาติ (ตามนิยามของผู้มีอำนาจ) - ย่อมไม่มี ความเป็น “ไทย” ที่เสมอกับคนทั่วไปและพึงถูกปราบปราม ขู่บังคับ ด้วยทุกวิธีการที่มีอยู่เพื่อ ให้ทุกคนยอมสวามิภักดิ์ กับ “ผลประโยชน์แห่งชาติ”ตามนิยามของพวกเขา ในที่นี้คงไม่พูดถึงความสำคัญของแรงงานข้ามชาติในระบบการผลิตซึ่งเป็นกำลังหลักสำคัญและเป็นกลุ่มที่ถูกกดขี่เอาเปรียบโดยผู้ประกอบการมากที่สุด ด้วยความอ่อนด้อยของกฎหมายแรงงานและสิทธิการรวมตัว
 
ปรากฏการณ์นี้ลักษณะนี้เคยปรากฏในวงกว้างของสังคมไทยมาอย่างน้อยหนึ่งครั้ง โดยครั้งที่เด่นชัดที่สุดคือ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 คำโฆษณาของชนชั้นปกครองเกี่ยวกับเรื่องความเป็นไทยเป็นไปอย่างแพร่หลาย เกี่ยวกับการรวมตัวทางการเมือง ว่าขาดคุณสมบัติของความเป็นไทย หากไม่เป็น “ลาว-อีสาน” [4] ก็เป็นคอมมิวนิสต์ญวน เจ๊กกบฏ[5] สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องทางชาติพันธุ์แน่นอน หากแต่หมายถึงจุดยืนทางการเมือง และความเป็นปฏิปักษ์ต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้น อันดูได้จากผลงานโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลช่วงเวลานั้น เช่น เพลงหนักแผ่นดิน [6] โดยชี้ให้เห็นว่าแม้จะเป็นคนไทยทางชาติพันธ์-ถิ่นที่อยู่ หากมีความเห็นต่างต่อความเป็น “ไทย” ที่ชนชั้นปกครองปรารถนา ก็สูญสิ้นค่าความเป็นคน สมควรถูกกำจัดและขับไล่ออกจากแผ่นดิน (ของชนชั้นปกครอง)
 
จะเกิดอะไรขึ้น หากลัทธิคลั่งชาติยังคงถูกขับเคลื่อนต่อไปโดยยังไม่เห็นปลายทาง ปัจจุบันแรงงานข้ามชาติทำงานในเมืองไทยกว่า 2 ล้านคนมากกว่าครึ่งปราศจากการคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่มีสิทธิตั้งสหภาพของตนเอง ในสถานประกอบการทั่วไปผู้ใช้แรงงานแบ่งแยกแรงงานข้ามชาติออกจากแรงงานไทย เพื่อประโยชน์ในการกดค่าแรง และลดทอนโอกาสการรวมตัว ลัทธิคลั่งชาติเป็นพัฒนาการขั้นตอนที่น่ากลัวของระบบทุนนิยม เพราะลัทธิคลั่งชาติจะทำให้การกระทำใดๆของรัฐบาลที่ “อ้างผลประโยชน์ของชาติ” ได้รับแรงสนับสนุนจากสังคมผ่านกลไกการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นกับชนชั้นล่างจะสูงขึ้น ชอบธรรมมากขึ้น แม้จะไม่มีการชุมนุมในวันที่28ที่ผ่านมา แต่ภาพสะท้อนความน่ากลัวของลัทธิคลั่งชาติดูจะชัดเจนมากขึ้น และผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงคือชนชั้นแรงงานทุกเชื้อชาติในประเทศนี้ที่ถูกเอาเปรียบและมีความเปราะบางมากขึ้นในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ
 
กระแสคลั่งชาตินี้หาใช่เรื่องใหม่ หรือมีความเฉพาะเป็นพิเศษสำหรับประเทศไทย ลัทธิคลั่งชาติแพร่ระบาดไปทั่วโลก ที่รุนแรงและเป็นที่รู้จักคือขบวนการนาซี ก่อน-ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง แบบฉบับที่เหมือนกันของความคลั่งชาติ คือเริ่มต้นที่ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ เริ่มจากชนชั้นกลางในเขตเมืองที่รับรู่ข่าวสารการโฆษณาดีกว่า โดยสร้างมุมมองว่าความยากจน ปัญหาภายในประเทศ ผู้นำคลั่งชาติจะเบี่ยงเบนความขัดแย้งทางชนชั้นอันคุกรุ่นในประเทศว่าเกิดจากกลุ่มทางชาติพันธ์ กลุ่มอัตลักษณ์ หรือวิถีชีวิตหนึ่ง โดยอาศัยการสร้างประวัติศาสตร์และความทรงจำร่วมผ่านการโฆษณาชวนเชื่อ ดังเช่นการโฆษณาของฮิตเลอร์เกี่ยวกับชาวยิว และประวัติศาสตร์ว่าด้วย “พระยาละแวก” [7] ในความทรงจำระหว่างไทยและกัมพูชา รวมถึง “พม่าเผากรุงศรีฯ” รัฐบาลต้องล้างสมองประชาชนด้วยกลไกทางด้านการศึกษา หรือการให้ข่าวสาร ความสมานฉันท์ในแนวทางเดียวกันมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับรัฐบาลในการควบคุมความขัดแย้งทางชนชั้นในวิกฤติเศรษฐกิจ ความเห็นพ้องและคล้อยตามต่อผู้นำที่มีแนวทาง คลั่งชาติสำคัญมาก มันจะช่วยลดการประท้วง การเรียกร้องสิทธิแรงงาน หรือสิทธิทางการเมืองใดๆ ในระบบทุนนิยมปัจจุบัน เพื่อให้สภาพการผลิตสามารถดำเนินไปได้ แม้จะมีการกดขี่ขูดรีดมากขึ้น ในวิกฤติเศรษฐกิจ
 
ดังนั้น “ความคลั่งชาติ” จึงหาใช่ปรากฏการณ์ ปกติของสังคม ไม่ใช่สำนึกที่เกิดขึ้นอย่างอัตโนมัติ และความยินยอมพร้อมใจของแต่ละปัจเจกชน หากแต่ถูกหล่อหลอม ด้วยกลไกของชนชั้นปกครอง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของพวกเขาในระบบการผลิต “ความคลั่งชาติ” จึงดำรงอยู่ในฐานะเครื่องมือควบคุมประชาชน ในวิกฤติการสังคมแต่ละยุคสมัย
 
เชิงอรรถ
 
[1]“เทพไท” ท้าจับเสื้อแดงร้องเพลงชาติ ควานหาต่างด้าว วันที่ 2009-11-23 16:58:59 โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
 
[2]“เทือก” ปัดตั้ง รบ.เฉพาะกิจ เตือนต่างด้าวร่วมม็อบแดง ผิดก.ม.วันที่ 2009-11-22 12:01:29 โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์
 
[3] ปณิธานแฉแผนแดงป่วนกรุงซ้ำรอยเมษาเลือด http://www.komchadluek.net/detail/20091124/38692 วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน 2552
 
[4] คนภาคอีสานในช่วง 2500-2520 ดำรงอยู่ในฐานะที่ไม่ต่างจาก อาณานิคมในประเทศในสายตาของคนส่วนกลาง อีสานเป็นแหล่งรวมของความยากจน ด้อยพัฒนา วิถีที่แตกต่าง และขาดด้อยความเป็น “ไทย”
 
[5] เจ๊ก-ถูกใช้ในความหมายที่ต่างไป แต่เดิมคือคำเรียกกรรมกรจีน หรือชาวจีนชั้นล่าง ขณะที่คนจีนชั้นสูงสามารถผสานกลมกลืนกับชนชั้นปกครองไทยกลายเป็นเถ้าแก่หรือเจ้าสัว คำว่า เจ๊ก จึงมิใช่ความหมายเชิงชาติพันธุ์ หากแต่เป็นความหมายเชิงชนชั้น
 
[6] แต่งในปี2518 ใช้โฆษณาชวนเชื่อแพร่หลาย ในช่วงปี2519 และสมัยรัฐบาล ของ ธานินทร์ กรัยวิเชียร อันเป็นยุคสมัยของการปราบคอมมิวนิสต์อย่างรุนแรง ธานินทร์ถึงขนาดเขียนหนังสือว่าด้วยความเป็นไทย ในประวัติศาสตร์ของเด็กนักเรียนเสียใหม่ ให้ตรงกับบริบทการต่อต้านคอมมิวนิสต์
 
[7] เช่นเดียวกับเจ้าอนุวงศ์กษัตริย์มหาราชของลาว ที่ถูกสร้างให้เห็นว่าประเทศเพื่อนบ้านไทยอ่อนด้อยทางวัฒนธรรมถูกยึดครองโดยสยาม อ่อนด้อยความสามารถ และไว้ใจไม่ได้ ปัจจุบันพระยาละแวกถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง โดยสื่อคลั่งชาติและกลุ่มทางการเมืองกษัตริย์นิยมในปัจจุบัน
 

นายสมัคร สุนทรเวช

นายสมัคร สุนทรเวช ผู้เป็นเจ้าของตำนาน 6 ตุลาคม 19 เกือบจะประสบความสำเร็จในการสร้างตำนานเลือดของผู้บริสุทธิ์ภาคสอง

ด้วยการฉวยโอกาสประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงเทพมหานคร ตอนทีมีการสร้างสถานการณ์ ให้เสื้อแดงสนามหลวงยกพวกไปลุยเสื้อเหลืองที่อยู่สะพานมัฆวาน

โขคดีที่ทหารยุคนี้มีสติปัญญา รู้จักผิดชอบชั่วดี เลยไม่เอาด้วย

ผิดหวังมากที่ประชาไทลงบทความแ

ผิดหวังมากที่ประชาไทลงบทความแบบนี้ เป็นบทความท่กระจอกสิ้นดี เขียนโดยพวกไร้สันหลัง พูดเรื่องนีโอนาซี ไม่พูด ๑๑๒ เรื่องหมิ่ นเรื่องดา เขียนไดแ่คนี้ อย่าเขียนดีกว่า เปลืองกระดาษ เปลืองเวลา เปลืองไฟ

พูดแค่นี้ ก็แค่ปัีญญาชนรับจ้างเขียนทำมาหากินไปวันๆ

ถ้าปัญยาชนจริงๆ ต้องพูดแบบกระผม กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง

อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก

อ่านแล้วผิดหวังจริงๆ ไม่มีอะไรใหม่ อยากรู้ว่าพูดใหม่ทำไง กลีบไปอ่านกระผมย่อหน้าที่แล้ว ไ่ม่งั้นจะด่าซ้ำๆ ซากๆ อีกที

คงต้องแยกให้ออกว่า "ความรักชา

คงต้องแยกให้ออกว่า

"ความรักชาติ" กับ "ความคลั่งชาติ" มันแตกต่างกันอย่างไร?

ไม่อย่างนั้น...เราคงถูกตราหน้าว่า

เป็นชาติที่ "ไร้ศักดิ์ศรี" หรือ "ตือสยาม"

ผมคิดว่า ในบริบทนี้ "รัฐบาลไทย" ทำถูกต้องแล้วครับ

เราจะเจรจากับชาติที่ Civilized เท่านั้น

ส่วนกับชาติที่ออกแนว Barbaric เราจะไม่เจรจา

แถมจะ "ตบให้คว่ำ" ด้วย

คนไทหวัใจสยาม ไทยนี้รักสงบ

คนไทหวัใจสยาม
ไทยนี้รักสงบ พธมเป็นคนไทยหรือเปล่า ถ้าเป็นคนไทยก็เป็นคนไทยทำลายชาติ
นโยบายไม่มีคนไทยตอบรับ น่าไม่อาย"19กันยา" ปฎิวัติถูกกฎหมาย ยกย่องการปฎิวัติ
ทำลายความสุขของคนไทย กูไม่ใช่คนไทยเหมือนพวก พธม หรอกโว้ย

ระบอบมาร์คกระสันต์ยิกส์

ระบอบมาร์คกระสันต์ยิกส์ ที่พวกกากเดนเผด็จการทราชอำมตยายัดเยียดให้คนไทย เพื่อบังคับให้ทุกคนลืมระบอบทักษิโณมิกส์ ไม่รู้มันโง่หรือประชาชนฉลาดขึ้น ที่มองเห็นระบอบมาร์คกระสันต์ยิกส์ ก็คือระบอบทักษิณทั้งดุ้น แตกต่างกันแค่ เอาเด็กปัญญาอ่อนมาบริหาร แทนนายทุนเขี้ยวลากดิน จึงไม่แปลกที่ทุกวันนี้คนไทยจะมองเห็นลูกน้องสมุนอำมาตย์ฝึกเล่นขี้ แทนที่จะฝึกบริหารบ้านเมือง พาสังคมไทยให้อยู่รอด จึงไม่แปลกที่คนไทย จะเห็นพ่อค้าลูกค้ายาเสพติดเต็มบ้านเต็มเมือง เพราะรัฐบาลกำลังฝึกเล่นขี้ วันดีคืนดีก็ป้ายขี้ไปทั่ว ทุกหัวละแหง ไม่เว้นบ้านเขาเมืองเรา .....อย่าแปลกใจถ้าทุกวี่ทุกวันมีแต่ข่าวป้ายขี้ให้คนนั้น ป้ายขี้ให้คนนี้ เพราะมันออกมาจากลูกกระโปกกากเดนทราชอำมาตยาฝึกเล่นขี้

*ความคลั่งชาติ คือบทบาท

*ความคลั่งชาติ คือบทบาท พาชาติคลั่ง
ขาดยับยั้งชั่งใจ ไร้เหตุผล
กดขี่คนแตกต่าง อย่างใช่คน
เพื่อสนองผลอภิชน คนชั้นนำ

*ความคลั่งชาติ เป็นเครื่องมือ ชั้นปกครอง
เพื่อสนอง ป้องอำนาจ มิอาจกล้ำ
เพื่อปิดบัง ความจริง สิ่งริยำ
ที่ผู้นำ ทำไว้ ให้ลืมเลือน

*ความคลั่งชาติ เป็นเครื่องมือ ทางการเมือง
เพื่อหาเรื่อง ฝ่ายตรงกันข้าม ตามเชือดเฉือน
“เป็นคนไทยหรือเปล่า” เฝ้าย้ำเตือน
ให้เลื่อนเปื้อน วาทกรรม ล้ำทำลาย

*ความคลั่งชาติ มิอาจสร้าง เสริมสัมพันธ์
ทั้งห้ำหั่น สามัคคี ที่เสียหาย
ความคลั่งชาติ มีแต่บ้า พาชาติตาย
สิ่งเลวร้าย ทำลาย ให้ชาติพัง

เวลาจะผ่านไปนานเท่าใดฉันก็คิด

เวลาจะผ่านไปนานเท่าใดฉันก็คิดถึงท่านทักษิณ คนดีคนเก่งเช่นนี้คนไทยใจร้ายบางคนตามไล่ล่าท่านอยู่ได้ทำไมไม่นึกถึงความดีที่ท่านทำไว้บ้างผิดผลาดเล็กน้อยจะเอาให้ตายเชียวหรือใจดำใจร้ายจริงๆหรือพวกคุณจะอยู่ค้ำฟ้าไม่ตายใช่ไหมก็คงเป็นก้อนหินเท่านั้นแหละที่ไม่ตายแต่มันก็พังสลายไปในที่สุดเป็นผงธุลีเหมือนกันกลุ้มใจจริงจริงไม่อยากให้คนไทยทะเลาะกันเลยมาปรับความเข้าใจกันใหม่ไม่ดีกว่าหรือมันเหมือนละครน้ำเน่าไปทุกวัน แก่งแย่ง ชิงดีชิงร้ายอย่างเป็นใหญ่ฝ่ายเดียวเฮ้อกลุ้ม

คุณ pop เพราะปชป

คุณ pop เพราะปชป รู้นะสิครับว่าถ้าท่านทักษินยังอยู่ ไม่มีทางที่เลือกตั้งจะได้เป็นรัฐบาลอีก ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังใฝ่หาความกินดีอยู่ดี มีงานทำ เศรษฐกิจเจริญ ไม่มีหนี้สิน และประเทศชาติไม่เป็นหนี้ เจริญถึงขีดสุด

คุณ pop เพราะปชป

คุณ pop เพราะปชป รู้นะสิครับว่าถ้าท่านทักษินยังอยู่ ไม่มีทางที่เลือกตั้งจะได้เป็นรัฐบาลอีก ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังใฝ่หาความกินดีอยู่ดี มีงานทำ เศรษฐกิจเจริญ ไม่มีหนี้สิน และประเทศชาติไม่เป็นหนี้ เจริญถึงขีดสุด

ทดสอบ

ทดสอบ

*ความคลั่งชาติ มิอาจสร้าง

*ความคลั่งชาติ มิอาจสร้าง เสริมสัมพันธ์
ทั้งห้ำหั่น สามัคคี ที่เสียหาย
ความคลั่งชาติ มีแต่บ้า พาชาติตาย
สิ่งเลวร้าย ทำลาย ให้วังเวง

*ภราดรภาพ แห่งพี่น้อง บองปะโอน
อย่าตะโกน ด่าว่ากุ๊ย คุยข่มเหง
อย่ากล่าวหา หาญหัก ว่านักเลง
อย่าถือว่า ตัวเอง เก่งกว่าใคร

*ภราดรภาพ แห่งพี่น้อง ต้องเท่าเทียม
และล้นเปี่ยม จริงใจ ให้เลื่อมใส
ผลประโยชน์ แบ่งปัน กันเข้าใจ
ไม่มีใคร ได้เปรียบ เสียเปรียบกัน

*ภราดรภาพ แห่งไทย - กัมภูชา
ต้องพึ่งพา คนเข้าใจ ใฝ่สร้างสรรค์
มีจิตใจ อยู่ในโลก ปัจจุบัน
มาร่วมกัน สร้างไมตรี ที่เป็นมิตร

*มิตรภาพ แห่งไทย กับเพื่อนบ้าน
มิอาจคิด สร้างสาน โดยอภิสิทธิ์
คิดว่าตน เป็นเทวา วาจาฤทธิ์
ทูตกษิต มิตรเสื่อมถอย ด้อยราคา

ถ้าใครเคยดู I robot

ถ้าใครเคยดู I robot เเล้วลองมองดูตัวเองสักนิด ท่านๆถูกมันสร้างขึ้นมาสุดท้ายเริ่มต่อยอดความคิดจากอุปทานหมุ๋จนลืมความถูกต้อง เพราะถูกฝังชิปใครเเสดงความคิดเห็นต่างคือคนเลว ไอ้คนนั่งชักไยนอนกระดิกเท้าอยู่เเดนไกล อีกเท้ากดรีโมทสั่งการ จุดจบจะตายเพราะ robotที่มันสร้างขึ้น กฏเเห่งกรรม

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน