สมัคร สุนทรเวช: ไม่เคยเปลี่ยน

เกริ่นนำ
            ก่อนอื่นผมต้องแสดงความเสียใจต่อครอบครัว และคนที่รักและศรัทธาต่อคุณสมัครเสียก่อน ตามธรรมเนียมที่เราท่านมักจะทำกัน ผมมีแรงบันดาลใจในการเขียนบทความนี้ก่อนคุณสมัครจะเสียสองวัน คือวันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน 2552 คุณสมัครเสียวันอังคาร ที่ 24 พฤศจิกายน 2552 เนื่องด้วยผมมีหน้าที่ไปบรรยายเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ ให้แก่นักศึกษาหลายสถาบัน เช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่มาเข้าค่ายเรียนรู้อยู่ที่ศูนย์สารภี อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่
และมีคำถาม และความคิดที่น่าสนใจ คือ มีนักศึกษาถามผมว่า “ท่านสมัครเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยใช่หรือไม่” และ “บทบาทของท่านสมัครจากขวาจัดต่อต้านนักศึกษาเปลี่ยนมาเป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยได้อย่างไร” และ “ทำไมจึงเปลี่ยน” รวมถึง “เป็นนักต่อสู้เพื่อคนชั้นรากหญ้า(เสื้อแดง)”[1] ทำนองนี้ ทำให้ผมต้องใช้เวลาอยู่หลายวันเพื่อกลับไปอ่านหนังสือที่คุณสมัครเขียน รวมถึงงานเขียนที่กล่าวถึงคุณสมัครหลายเล่ม (แม้จะไม่ทั้งหมด) เพื่อทำความเข้าใจ “ความคิด” และ “บทบาท” ของคุณสมัคร ในมิติเวลาต่างๆ

“สมัคร” ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ผมได้ข้อสรุปว่า “ตลอดเวลาที่ผ่านมา “คุณ/ท่าน/ฯพณฯ/ไอ้/น้า” ตามโอกาสและบริบท ที่คนใช้เรียก “สมัคร สุนทรเวช”  “สมัคร สุนทรเวช” ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นนักการเมืองน้อยคนที่คงเส้นคงวา?[2] ปากจัดอย่างไรก็อย่างนั้น ขวาจัดอย่างไรก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เป็นคู่ปรับกับสื่ออย่างไรก็เป็นอย่างงั้น แต่มีสิ่งที่เปลี่ยนคือสมัครรังเกียจการชุมนุมประท้วง หรือ การเมือง “ข้างถนน”[3] อย่างเข้ากระดูกดำ?

“กษัตริย์นิยม” “การธำรงความสูงต่ำ(ชั้น)ในสังคม” “อนุรักษ์นิยมขวาจัดตลอดกาล”[4]
สมัครมักกล่าวอย่างภูมิใจว่ามี คุณตา คุณพ่อ หรือคุณอา คุณลุงเป็นข้าราชบริพารที่มีความจงรักษ์ภักดีต่อราชวงศ์ ดังปรากฏในงานเขียนของสมัครว่า
“พี่ชายคนโตของคุณพ่อ...ชื่อสุ่น ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ครั้งสุดท้ายเป็นมหาเสวกตรี พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี มีตำแหน่งเป็นนายแพทย์ประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นผู้ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า “สุนทรเวช”
น้องชายคุณพ่อ คือคุณอาผมชื่อแจ่ม ต่อมาในภายหลังได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น จมื่นอมรอรุณารักษ์
คุณพ่อผมเองชื่อเสมียน ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ครั้งสุดท้ายเป็นเสวกเอกพระยาบำรุงราบริพาร
ทางฝ่ายคุณแม่ผมนั้น
คุณตาผมชื่อจัน...ได้เข้ารับราชการในราชสำนัก รับราชการสนองพระเดชพระคุณพระเจ้าอยู่หัวในราชวงศ์จักรีติดต่อกันมา...ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ครั่งสุดท้ายเป็นมหาเสวกตีพระยาอนุศาสตร์จิตรกร และได้รับพระราชทานนามสกุลว่า “จิตรกร”[5]
           
จะเห็นว่าจากความข้างต้น สมัครมีความภาคภูมิใจใน “ชาติตระกูล” ของตนเองอย่างสูงยิ่ง ในการเป็นข้ารับใช้ “พระมหากษัตริย์” ที่จงรักภักดี รวมถึงตัวของสมัครเองก็ได้ชื่อว่าเป็น “ขวาจัดกษัตริย์นิยม” และมีบทบาทอย่างสำคัญในการปลุกระดม “ลูกเสือชาวบ้าน” “กลุ่มกระทิงแดง” “กลุ่มนวพล” ในช่วง เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 [6] ผ่านทางวิทยุยานเกราะร่วมกับ “ทมยันตี” ต่อต้านนักศึกษาที่เป็นฝ่ายหัวก้าวหน้า และถูกมองว่าเป็นกลุ่มซ้ายจัด ต้องการล้ม “สถาบันกษัตริย์”? โดยสมัครมองว่านักศึกษาเป็น “ผู้ก่อความวุ่นวาย” ขึ้นในบ้านเมืองดังที่นายสมัครกล่าวแก่นักศึกษาไทยในฝรั่งเศส
ส่วนกรณีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นายวีระได้เขียนถึงเหตุการณ์ที่นายสมัครเคยพูดกับนักเรียนไทยที่ประเทศฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 4 มิ.ย.2520 ขณะที่นายสมัครยังเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยและเดินทางไปชี้แจงเหตุการณ์ดังกล่าวในประเทศในวันนั้น นายสมัครได้พูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลา ว่า เป็นการชุมนุมต่อต้านของนักศึกษาโดยมีนักการเมืองอยู่เบื้องหลัง การต่อต้านเลยไปถึงขั้นหมิ่นพระบรมโอรสาธิราชฯ ประชาชนที่ดูข่าวจึงเกิดความเคียดแค้น จึงไปรวมตัวกันที่ท้องสนามหลวงและจะบุกเข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตำรวจก็เข้าไปจึงเกิดปะทะกัน โดยฝ่ายนักศึกษายิงป้องกันไม่ให้ตำรวจเข้าไป ฝ่ายบุกเข้าไปก็มีปืน ฝ่ายข้างในก็มีปืนผลการยิงกันมีคนตาย 48 คน มีคนถูกเผาตาย 4 คน
นายสมัครยังพูดกับนักเรียนไทยที่ฝรั่งเศสอีกว่า การเผาคนที่สนามหลวงนั้น เป็นที่ข้องใจของเจ้าหน้าที่อย่างมาก เพราะไม่ใช่วิสัยคนไทย มีการเอาศพไปแขวนคอ เอาไม้ไปตี เอาเก้าอี้ไปตี แล้วเอามาวาง แล้วจุดไฟเผา ไม่มีใครปฏิเสธเรื่องนี้ แต่มีการสืบสวนแล้วพบว่าเป็นการทำลายหลักฐาน เพื่อไม่ให้รู้ว่าเป็นใคร และที่ศพก็มีรูปโฮจิมินห์เล็ก ๆ อยู่ด้วย
 ส่วนในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็มีหมาย่าง หมาตุ๋น หลายตัวยังมีมีดเสียบยู่ ตนไปดูหลักฐานที่โรงพักชนะสงคราม มีหลักฐานว่ามีคนชาติอื่น คือเวียดนาม เข้าไปในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คนที่ถูกเผา ก็เพื่อทำลายหลักฐานไม่ให้รู้ว่าเป็นใคร” [7]
            หรือเมื่อไม่ช้านานมานี้ในช่วงปี พ.ศ.2551 ขณะเป็นนายกรัฐมนตรีสมัครก็กล่าวว่าคนตายในช่วง 6 ตุลาคม 2519 มีคนตายแค่คนเดียว โดยนายสมัครให้สัมภาษณ์นักข่าวซีเอ็นเอ็น ว่า
เมื่อถูกถามถึงบทบาทรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยในอดีต เมื่อครั้งเกิดเหตุนองเลือดในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (วันที่ 6 ตุลาคม) ในปี 2519 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตถึง 46 คน นายสมัครระบุว่า 'ผมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับเรื่องนี้ สำหรับผม ไม่เห็นมีใครตาย เว้นแต่คนโชคร้ายคนหนึ่งที่ถูกเผาแล้วเผาอีกที่สนามหลวง ผมไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นเลย ผมไม่ได้ทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ครั้งนั้นแม้แต่น้อย[8]
            เช่นเดียวกับ “ช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่สมัครได้ไปพูดให้นักศึกษาไทยในอังกฤษฟังก็บอกว่ามีคนตายไม่กี่คน คนตายเป็นญวน”[9] จนก่อให้เกิดวิวาทะกับนักกิจกรรมนักศึกษาสมัยนั้น หรือญาติวีรชน 14 ตุลา นักวิชาการและสื่อสารมวลชนทั่วไป แม้ตอนหลังจะออกมาแก้เกี้ยวว่า “เขาเห็นเพียงคนเดียว”[10] ก็ตามแต่แสดงให้เห็นวิธีคิดของสมัครอย่างสำคัญที่ไม่เห็นคุณค่า และไม่เห็นด้วยกับการต่อสู้ของนิสิต นักศึกษา และประชาชนช่วง 14 ตุลาคม และ 6 ตุลาคม ว่ามีคุณูปการณ์ต่อพัฒนาการประชาธิปไตยไทย จึงน่าคิดว่านายสมัครมีทัศนคติต่อระบอบ “ประชาธิปไตย” แบบใด
            เหตุการณ์ที่สำคัญในช่วงเวลาใกล้นี้ที่สำคัญ คือ ช่วงที่สมัครได้เข้ารับช่วงเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ของทักษิณ ชิณวัตร ที่ได้รับการกล่าวหาว่าเป็น “ผู้ไม่จงรักภักดี” และสมัครได้ใช้ “ตัวเอง” การันตีว่าทักษิณ “จงรักภักดี” ทำให้มีคนออกมาเตือนอย่างกัลยาณมิตร เช่น บรรหาร ศิลปอาชา เป็นต้น โดยสมัครได้บอกให้บรรหาร “มองดูหน้าอกของตนเองว่ามีเครื่องราช หรือมีตราชั้นไหน” ซึ่งแสดงถึงความจงรักภักดี และรับใช้ใต้พระยุคลบาท จนได้รับตรา “จุลจอมเกล้าสูงกว่า” นายบรรหาร
นายสมัคร
“แถลงว่า ตนชื่อ "สมัคร" เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.พรรคพลังประชาชนได้รับการเลือกตั้ง ส.ส. 233 เสียง แต่พรรคชาติไทยได้ 33 เสียง และการที่นายบรรหาร ออกมายื่นเงื่อนไข 5 ข้อ โดยเฉพาะข้อแรกในเรื่องของสถาบันนั้น เหมือนกับเป็นการดูหมิ่นตนและพรรคพลังประชาชน ว่าไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน ทั้งๆ ที่นายบรรหาร รู้จักกับตนมานาน แต่ไม่ศึกษาประวัติตระกูลของตน ซึ่งบรรพบุรุษของตนก็รับใช้สถาบันมานานตั้งแต่รัชกาลที่ 5 จึงอยากบอกให้นายบรรหารแหงนขึ้นดูที่หน้าอกตนว่า ได้รับตราจุลจอมเกล้าสูงกว่านายบรรหาร อย่างนั้นคนอย่างนายบรรหาร ไม่ต้องมาสอนตน[11]
รวมถึงอุปนิสัยของสมัครเองที่เป็นผู้ชมชอบเพลงไทยเดิม ขับเสภา รวมถึงทำอาหารโดยเฉพาะอาหารไทย รวมถึงธำรงความสูงต่ำโดยเฉพาะ “ความอาวุโส” โดยเฉพาะวาทะที่ลือลั่นระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี โดยสมัครบอกให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านให้ดูอายุระหว่างตน(นายสมัคร)กับนายอภิสิทธิ์ที่ “บังอาจมาสั่งสอน” ในระหว่างการอภิปรายรัฐบาลนายสมัครในวันที่ 25 มิถุนายน 2551 โดยนายสมัครตอบโต้ว่า
นายสมัคร สุนทรเวชนายกรัฐมนตรี ลุกขึ้นชี้แจงในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ว่าไม่เคยเนรคุณ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมไม่เคยดูหมิ่นพรรคประชาธิปัตย์ จึงสมควรแล้วที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะถอนคำพูดดังกล่าว โดยแสดงความเสียใจที่ถูกคนอายุ 40 กว่า พูดจากระทบกระแทก แต่จะขออดทนกับคำดูถูกเพราะพ่อแม่อบรมสั่งสอนมาเช่นนั้น[12] (การเน้นเป็นของผู้เขียน)
ฉะนั้นสมัคร สุนทรเวช ไม่ว่ากาลเวลาจะแปรเปลี่ยนไปนานเท่าใดสมัครจึงไม่เปลี่ยนแปลงในด้าน“กษัตริย์นิยม” “การธำรงความสูงต่ำ(ชั้น)ในสังคม” “อนุรักษ์นิยมขวาจัดตลอดกาล” ตราบจนวันสุดท้ายของชีวิตที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบรมโอรสาธิราชฯ ทรงมาเป็นประทานในการพระราชน้ำหลวงอาบศพ [13]

“นักประชาธิปไตยในสไตล์สมัคร”
            ผมขอสารภาพก่อนว่าผมหาไม่เจอเกี่ยวกับข้อเขียนเรื่อง “ประชาธิปไตย”ของสมัครเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ที่เจอก็เป็นแต่ทัศนคติที่สมัคร แสดงไว้ตามที่ต่างๆ พอสรุปได้ว่า “ประชาธิปไตยแบบสมัคร” “ต้องมีการเลือกตั้ง?” [14] ในกรณีที่สมัครเสียโอกาสในการเข้าถึงอำนาจ แต่กรณีที่สมัครได้เปรียบ มีอำนาจไม่ว่าในฐานะใด สมัครถือว่าเป็นประชาธิปไตย ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดเช่น การเข้าเป็นรัฐมนตรีมหาดไทยในสมัยรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร[15] ซึ่งป็นรัฐบาลที่ถูกเรียกว่า “ขวาจัด” “ขวาตกขอบ” ซึ่งการันตี “ตัวตน” ของสมัครได้เป็นอย่างดี รวมถึงเป็นรัฐบาลที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร และไม่ได้รัฐประหารรัฐบาลไหนเลยแต่รัฐบาลที่นายสมัคร สุนทรเวชเคยเป็นรัฐมนตรี และ ส.ส. อยู่นั้นเอง ดังทัศนะของทหารเก่าว่า
“กล่าวคือ นายสมัคร สุนทรเวช นั้น เป็นสมาชิกอยู่ในพรรคประชาธิปัตย์ เคยร่วมเป็นรัฐมนตรีในพรรคประชาธิปัตย์มาก่อน และรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์นั้นได้ถูกปฏิรูปไปเพราะคณะปฏิรูปฯ...การปฏิรูปนั้นมิใช่แต่การปฏิรูปรัฐบาลประชาธิปัตย์เท่านั้น แต่หากเป็นการปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ทั้งพรรค เพราะฉะนั้น นายสมัคร สุนทรเวช จึงถูกปฏิรูปไปด้วย
...พรรคประชาธิปัตย์นั้น ย่อมถือว่า คณะปฏิรูปเป็นคู่ต่อสู้ เพราะเป็นผู้มาทำลายพรรคประชาธิปัตย์ให้ย่อยยับอัปราชัยไป...นายธานินทร์ (นายกรัฐมนตรีในคณะปฏิรูป: ผู้เขียน) ดึงเอาสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ที่คณะปฏิรูปฯ ทำการปฏิรูปไปแล้วมาเป็นรัฐมนตรี (ว่าการกระทรวงมหาดไทย: ผู้เขียน) ร่วมคณะและให้ว่าการในตำแหน่งสำคัญ” [16]
แสดงให้เห็นว่าสมัครมีทัศนคติต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างไรไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะประชาธิปไตยภายใต้ระบอบปฏิรูป(เผด็จการ) และที่สำคัญประวัติศาสตร์การเมืองระยะสั้นที่เห็นบทบาทของสมัครในการเข้าร่วมรัฐบาล รสช. (คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ) ในฐานะหัวหน้าพรรคประชากรไทย โดยมีพลเอกสุจินดา คราประยูรเป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการรัฐประหารและไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงก่อการเข่นฆ่าประชาชนในระหว่างวันที่ 17-20 พฤษภาคม 2535 แต่นายสมัคร สุนทรเวช ก็มิได้แสดงออกถึงการออกมาปกป้องประชาชนแต่ประการใด[17] จนได้ชื่อว่าเป็นพรรคมารในการเลือกตั้งครั้งต่อมา
            แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดถึงความคิด “ประชาธิปไตยแบบสมัคร” คือ ประชาธิปไตยแบบ “จำกัดเสรีภาพ” ดังตัวอย่าง การสั่งปิดหนังสือพิมพ์ช่วงที่สมัคร สุนทรเวช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยช่วงปี พ.ศ. 2519-2520 ดังข้อมูลของนักหนังสือพิมพ์ร่วมสมัยให้ข้อมูลไว้ว่า
      “ ปิดหนังสือพิมพ์ชาวไทยรายวัน ปิดไม่มีกำหนด ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2519…ปิดหนังสือพิมพ์ “เสียงปวงชน” 3 วัน ตังแต่วันที่ 14 มกราคม 2520 ฐานลงข่าวจอมพลประภาส จารุเสถียร เดินทางกลับประเทศไทย...ปิดหนังสือพิมพ์ “เดลินิวส์” ไม่มีกำหนดเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2520 ในข้อหา หัวหน้ากองบรรณาธิการนายสุเทพ เหมือนประสิทธิเวช เขียนจดหมายถึง ฯพณฯหอย เปิดเผยลงหนังสือพิมพ์ ตักเตือนการบริหารราชการบ้านเมืองในฐานะเป็นนักศึกษาร่วมรุ่นเตรียมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รุน 5 (พ.ศ. 2485)...ปิดหนังสือพิมพ์ “บ้านเมือง” มีกำหนด 7 วัน ตั้งแต่วันที่ 17กุมภาพันธ์ 2520... [18]
            จะเห็นการใช้อำนาจของนายสมัคร สุนทรเวช ในการ “จำกัดสิทธิเสรีภาพในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร” ของประชาชน ซึ่งถ้ากล่าวอ้างว่านายสมัครเป็น “นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” (ในสมัยหลัง พ.ศ.2549-2551) แต่พฤติกรรมของนายสมัครในอดีตคงบ่งบอกอะไรได้ไม่มากก็น้อย
            นอกจากสั่งปิดหนังสือพิมพ์อย่างมากมายอย่างไม่มียุคสมัยใดทำแล้วนายสมัครยังเป็น “ศัตรู” ตัวเอ้ของนักหนังสือพิมพ์ และสื่อสารมลชนทุกแขนง ดังหนังสือของนายสมัคร 2 เล่ม คือเล่มแรก คือ การเมืองเรื่องตัณหา และสันดานนักหนังสือพิมพ์ ที่ตีแผ่พฤติกรรม กระทบกระเทียบเปรียบเปรยนักหนังสือพิมพ์ในทางที่เสียหาย โดยมีแรงบันดาลใจจาก
“...คนหนังสือพิมพ์ และหนังสือพิมพ์บางพวกบางฉบับ พยายามใช้ปากกาและหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์เข่นฆ่านักการเมืองอย่างผมให้จมดับลงไปชนิดจะไม่ให้มีโอกาสได้ผุดได้ เกิด ด้วยการเขียนข่าวอันเป็นเท็จ แต่ใช้กลเม็ดและวิธีเขียนให้ผู้คนเกิดความสงสัย เข้าใจผิด
...และตั้งใจที่จะใช้โอกาสนี้ชี้ให้ท่านผู้เป็นเจ้าของบ้านเมืองทั้งหลายได้แลเห็นความสกปรกโสมมของผู้คนบางพวกบางฉบับเหล่านี้ ว่าเขามีวิธีการและสันดานในการรับจ้างสร้างความเท็จ ปกปิดข้อความจริงและยุ่งยิ่งกับการข่มขู่รีดไถกับใครต่อใครที่ประพฤติตัวเป็นวัวสันหลังหวะทั้งหลายกันอย่างไร”[19]
            หรือแต่ไม่ช้าไม่นานมานี้เอง “ตัวตน” ของนายสมัคร สุนทรเวช ต่อสื่อมวลชนขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี (พ.ศ. 2550) ในการกระทบกระทั่งต่อสื่อก็ปรากฏอย่างเนื่อง ดังปรากฏในคำให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในหลายวาระหลายโอกาส ดังปรากฏในบทสะท้อนของกิเลน ประลองเชิง (นามแฝง) ในคอลัมส์ชักธงรบ ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ที่กล่าวหลังการถึงแก่อสัญกรรมของสมัครว่า
สำหรับผมจำได้ว่า...ครั้งแรกที่ให้สัมภาษณ์ หลังนายกฯ สมัครเปรยๆ เป็นนัยว่า ถูกพรรคขอร้องไว้ ไม่ให้จองเวรกับสื่อบางคน...
ครั้งที่สอง ดึกเต็มที ระหว่างอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา คุณสมัครพูดถึงหน้า 3 หนังสือพิมพ์ใหญ่ โดยเฉพาะไอ้คอลัมน์ที่ชอบเขียนเรื่องจีน
ครั้งที่สาม ช่วงที่มีข่าวรัฐบาลยอมให้พ่อค้าขึ้นค่าน้ำตาล คุณสมัครให้เวลาอ่านคอลัมน์ที่เขียนว่า “ระวังจะเป็นโรคเบาหวาน”นานหลายนาที”[20]
 
แสดงให้เห็นถึงทัศนคติของนายสมัคร สุนทรเวช ต่อสื่อสารมวลชน ที่ถือว่าเป็นฐานันดรที่ 4 ในสังคม ที่คอยสะท้อนความคิดความเห็นในเรื่องต่างๆ เป็นกระจกของสังคม แต่ความสัมพันธ์กับสื่อของนายสมัครเป็นเหมือนน้ำกับน้ำมัน และแสดงให้เห็นแนวคิด “ประชาธิปไตย” ของสมัครไม่มากก็น้อย ที่เห็นว่าสังคมควรมี “เสรีภาพอย่างจำกัด”
            นอกจากความหมางเมิน หรือมีความคิด “เสรีภาพอย่างจำกัด” แล้วสมัครยังมองการเมืองภาคพลเมืองในการเดินขบวนเพื่อเรียกร้องสิทธิเสรีภาพว่าเป็น “การเมืองข้างถนน” “มองนักศึกษาว่าก่อความวุ่นวาย”[21] หรือมองว่ากรรมกรตั้งสหภาพ หรือหยุดงานว่าเป็นการสร้างวุ่นวายและมีพฤติการณ์จะยุบหรือยกเลิกสหภาพแรงงาน [22] ซึ่งพฤติกรรมข้างต้นแสดงให้เห็นความคิด “ประชาธิปไตยแบบสมัคร” ได้ไม่มากก็น้อยว่าเป็นประชาธิปไตยแบบใดและเป็นนักต่อสู้เพื่อ “ประชาธิปไตย”หรือไม ยกเว้นจะมีคนเถียงว่าเป็น “ประชาธิปไตยแบบไทย” ที่มีพลวัต เปลี่ยนแปลงตามบริบท ผมก็หมดปัญญาเถียงครับเจ้านาย

บทส่งท้าย
            ท้ายสุดผมมิได้ต้องการทำร้าย หรือป้ายสี ใส่ป้ายคุณสมัคร สุนทรเวช แต่ประการใด ผมต้องการชี้ให้เห็นว่าบทบาทหลายสิบปี คน “สมัคร สุนทรเวช” ไม่เคยเปลี่ยนแปลง มีจุดเยือนในตนเองอย่างมั่นคง “อนุรักษ์นิยม” “กษัตริย์นิยม” “ขวาตกขอบ” “เป็นคู่กัดกับสื่ออย่างไร” ก็อย่างนั้น แม้ตอนหลังจะกลายเป็นขวัญใจของคนเสื้อแดงแต่ก็ไม่ทำให้จุดยืนคุณสมัครเปลี่ยน แต่จะด้วยเหตุผลใดคุณสมัครจึงกลายเป็นขวัญใจของคนกลุ่มนี้ต้องอภิปรายต่อไปในที่อื่น ท้ายสุดขอยกคำของ กิเลน ประลองเชิง ที่แสดงการไว้อาลัยต่อคุณสมัครว่า “ด้วยวิถีทางที่เดินคนละด้านตลอดมา ผมไม่เคยถือว่าคุณสมัครเป็นศัตรู นับถือเสียด้วยซ้ำ กับความ “ตรงไปตรงมา” อาชวะธรรม ธรรมะของผู้นำข้อที่ 5 ที่ผู้นำทั่วไป...ไม่ค่อยมี (กลับมีในตัวคุณสมัคร: ผู้เขียน)[23] ซึ่งคุณสมัครก็มักจะภูมิใจใน “ตัวตน” ที่ “ตนเป็น” ไม่เสแสร้งแกล้งทำเหมือนนักการเมืองทั่วไป ท้ายสุดขอให้ คุณสมัครไปสู่สุคติยังสัมปรายภพ
 
เชิงอรรถ
 
 [1] การเน้นคำเป็นประสงค์ของผู้เขียนเอง เพื่อง่ายต่อการขยายประเด็นในการอภิปรายต่อไปข้างหน้า
 [2] ความคงเส้นคงวาไม่ได้ต้องการสื่อว่ามีความหมายดี หรือไม่ดี แต่สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของสมัครในช่วงเวลาต่างๆ
 [3] พิศิษฐ์ สร้อยธุหร่ำ. ผ่าตัณหาการเมือง สมัครสุนทรเวช. กรุงเทพฯ: สวนหนังสือ. 2522, หน้า 244-245, และ วีระ มุสิกพงศ์ และคณะ. สันดารรัฐมนตรี. กรุงเทพฯ: สันตวนา.2521, หน้า 266-271.
 [4] ดูเพิ่มใน, แม่ลูกจันทร์(นามแฝง). มุมน้ำเงิน. น.ส.พ.ไทยรัฐ ปีที่ 60 ฉบับที่ 18937 วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552, หน้า 2.
 [5] สมัคร สุนทรเวช. การเมืองเรื่องตัณหา. กรุงเทพฯ: บูรพาศิลป์. 2521, หน้า 2-3.
 [6] โปรดดูรายละเอียดใน, สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล. ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งสร้าง. กรุงเทพฯ: 6 ตุลารำลึก. 2544.
 [7] จาก, http://us.thaingo.org/webboard/view.php?id=12878
 [8] จาก, http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=19598&
 [9] คำบอกเล่าของอาจารย์ไชยันต์ รัชชกูล อดีตอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักศึกษาที่ศึกษาในอังกฤษในขณะนั้น
 [10] จาก, http://www.matichon.co.th/news_detail.php?id=19598&
 [11] จาก, http://hilight.kapook.com/view/18930
 [12] โดย INN News วัน อังคาร ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2551 00:00 น
 [13] วันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 21:32:11 น. มติชนออนไลน์
 [14] ดูเพิ่ม, สมัคร สุนทรเวช. จากสนามไชย สู่สนามหลวง. กรุงเทพฯ: เกษมการพมพ์. 2522, หน้า 5-11.
 [15] ดูเพิ่ม, ทหารเก่า(นามแฝง). ฯพณฯหอย มาเพราะปฏิรูป ไปเพราะปฏิวัติ. กรุงเทพฯ: วัชรินทร์การพิมพ์. มปป.
 [16] เพิ่งอ้าง, หน้า 65-66.
 [17] ศูนย์นิสิตและนักศึกษาแห่งประเทศไทย และคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์และวรรณคดีสยาม. ชำระประวัติศาสตร์กรณีตุลา และพฤษภาทมิฬ. กรุงเทพฯ: ยูนิเต็ดอาร์ตการพิมพ์ จำกัด. 2544. หน้า 213-252.
 [18] ทหารเก่า(นามแฝง). ฯพณฯหอย มาเพราะปฏิรูป ไปเพราะปฏิวัติ. กรุงเทพฯ: วัชรินทร์การพิมพ์. มปป., หน้า 147-149.
 [19] สมัคร สุนทรเวช. สันดารนักหนังสือพิมพ์. กรุงเทพฯ: บูรพาศิลป์การพิมพ์. 2520, หน้า คำนำ.
 [20] กิเลน ประลองเชิง(นามแฝง). อโหสิ.น.ส.พ.ไทยรัฐ ปีที่ 60 ฉบับที่ 18937 วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552, หน้า 3.
 [21] พิศิษฐ์ สร้อยธุหร่ำ. ผ่าตัณหาการเมือง สมัครสุนทรเวช, หน้า 245.
 [22] เพิ่งอ้าง, หน้า 268-272.
 [23] กิเลน ประลองเชิง(นามแฝง). อโหสิ.น.ส.พ.ไทยรัฐ ปีที่ 60 ฉบับที่ 18937 วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552, หน้า 3.

 

หมายเหตุ:

*บทความนี้ผมได้แรงบันดาลใจจากนักศึกษาที่มาเข้าค่ายเป็นสำคัญ ขอบคุณ พี่บอย บิวน้อย บิวใหญ่ ฟิวส์ กล แดน ท็อป อาร์ม ที่กรุณายืมหนังสือเกี่ยวกับคุณสมัครให้ รวมถึงไปรับไปส่งตามที่ต่างๆ ขอบคุณอาจารย์ไชยันต์ รัชชกูล ที่กรุณาเล่าเรื่องสมัครหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 (ก่อนผมจะเขียนบทความนี้) ขอบคุณอาจารย์สรัสวดี อ๋องสกุล ที่เกื้อกูลศิษย์คนนี้เสมอมา อาจารย์มนตรา พงษ์นิล ที่กรุณาในหลายวาระหลายโอกาส อย่างไรก็ตามความผิดพลาดของงานเขียนนี้ย่อมเป็นของผมเพียงผู้เดียว

"............................

"............................................................................................................."

********************************************************
ความคิดเห็นของดวงวิญญาณ

เปลี่ยนไม่เปลี่ยน

เปลี่ยนไม่เปลี่ยน ไม่ใช่เรื่องดีไม่ดี เอามาเปรียบกันก็คงไม่ได้นัก

แต่วันนี้คุณอภิสิทธิ์ เปลี่ยนแล้ว เปลี่ยนโปรแกรมจากเดินทางไปเชียงใหม่ มาปักษ์ใต้บ้านผม หาใหญ่
ผมไม่ทราบว่าคุณอภิสิทธิ์ได้พูดไว้อย่าง ตอนที่จะไปประชุมที่เชียงใหม่ เช่น ผมจะไป แม้จะมีประท้วงอะไรก็ไม่กลัว
เสร็จแล้ว พอมีหน่วยข่าวกรองหรือสภาหอการค้าแจ้งว่าไม่ต้องไป ท่านก็ไม่ไปด้วยการอ้างเหตุผลอะไรก็แล้วแต่
นี่มันคืออะไร แล้วบอกว่าจะไปอีกแน่ ตอนไหนสักครั้งหนึ่ง
คำพูดของคนนี่สำคัญนะ ถ้าบอกว่าไปก็ต้องไป ต่อให้หอการค้าแจ้งมาว่าไม่ต้องไป หรือไม่ปลอดภัย
หรือถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องพูด กลืนน้ำลาย ถ้าจะไปก็ไป ไม่ต้องพูดว่าไปแน่ถึงอย่างไร แล้วไม่ไปด้วยอ้างเหตุผลอะไรต่ออะไร

ทีนี้ลงมามาใต้ทำไม ในช่วงที่พรุ่งนี้เลือกตั้งซ่อม สส.สงขลา
เพื่อนผมว่ามาตาโปรแกรมอะไร แต่มันไม่ค่อยเหมาะสม
ประชาธิปัตย์นั้น โชคดีที่มีคนจากพรรคประชากรไทย หรืออะไรสักพรรคลงแข่งด้วย จึงไม่ต้องนับเปอร์เซ็นต์
ผมว่าท่านมาได้ถ้าตามโปรแกรม แต่ที่ไม่ไปเชียงใหม่ แล้วมีการค้นระเบิดอะไร เป็นการให้ท้ายคนที่พูดไม่เป็นคำพูดเกินไป จะอันตรายอย่างไร ประเทศไทยต้องไปได้ ทีประกาศพรก.ยังไม่มีเหตุการณ์ฉุกเฉินอะไร แค่อนุมานเอาก็เอากฎหมายมาเป็นเครื่องมือเสียอย่างนั้น
พรก.ฉุกเฉินก็ใช้เวลาสถานการณ์ดูฉุกเฉินจริงๆ ไม่ใช่เวลาที่จะไปกำจัดสิทธิของคนอื่น
การเมืองมันหลายความเห็น ผมเข้าใจ ผมก็ไม่เห็นด้วยกับเพื่อนหรอกที่ว่าอภิสิทธิ์มาปักษ์ใต้ในช่วงวันเลือกตั้งซ่อมพอดี เพราะเค้าคงไม่ตั้งใจ จะงดก็ไม่ได้ แต่พูดไปแล้วอย่าคืนคำบ่อยนัก ไม่พูดก็อย่าพูดเลย ประเภททำเก่งผมไปแน่ไม่กลัวหรอก เด๋วจะเหมือนคนที่ชอบว่าเค้าอยู่เรื่อย ก็เท่านั้นเอง

สำหรับ สมัคร สุนทรเวช ผมไม่ค่อยมีความเห็นเท่าไหร่
จนป่านนี้ไม่ทราบแฟลตข้าวโพดเสร็จยังนะ อันนี้ไม่รู้จริงๆ
แต่การที่ทักษิณไม่สนับสนุนให้เป็นนอมินีอีกซ้ำ คงพอจะบอกอะไรๆได้บ้างว่าท่านเป็นคนอย่างไร
ผมไม่ชอบอยู่อย่าง ตอนที่ท่านไม่สบาย แล้วมีคนไปถือป้ายไล่ด่าที่สนามบิน ไม่ดีเลย แต่ก็ใครจะไปรู้นะว่าท่านทำอะไรให้ใครเจ็บแค้นบ้าง การเมืองมันก็มีทางเลือกแบบนี้แหละ

อ่านแบบกวาดๆสายตานะ
สรุปอีกทีว่า ไม่เคยเปลี่ยนก็ไม่ว่า ก็ดี แต่ที่เป็นเช่นนั้นน่ะ มันเป็นเช่นไร...

ท่านสมัครท่านไปที่ดีแล้ว

ท่านสมัครท่านไปที่ดีแล้ว ยังไงสิ่งที่ท่านสมัครทำไว้ในอดีต(บางเรื่องประชาชนก็ชอบ บางเรื่องระชาชนก็ไม่พอใจ)ก็ไม่สามารถเรียกกลับคืนมาว่าไม่ให้เกิดก็ไม่ได้ ถึงพูดไปท่านสมัครคงจะไม่รับรู้แล้ว ผมว่าพอเถอะหยุดพูดในสิ่งทีทำให้ญาติพีน้องท่านเสียใจเถอะครับ แค่นี้ญาติพี่น้องท่านก็เสียใจมากพอแล้วครับ

ผมไม่โต้แย้งรายละเอียดหลายเรื

ผมไม่โต้แย้งรายละเอียดหลายเรื่องในบทความนี้นะครับ
(อ้อ ระหว่าง เชิงอรรถที่ 7 กับ 8 ข้อความที่ว่า "“กล่าวว่าคนตายในช่วง 14 ตุลาคม 2516 มีคนตายแค่คนเดียว” ต้องแก้เป็น 6 ตุลาคม 2519 นะครับ)

แต่ผมโต้แย้งประเด็นหลักที่สรุปเป็นหัวข้อบทความนี้ว่า "สมัครไม่เปลี่ยน"

ไม่จริงหรอกครับ

พูดจริงๆ ไม่มีใครที่ตลอด 30 กว่าปีนี้ จะไม่เปลี่ยน เปลี่ยนทุกคนครับ ผมไม่เห็นใครไม่เปลี่ยนเลย (แม้แต่พระมหากษัตริย์ ก็เปลี่ยน)

เรื่องสไตล์ ไม่เปลี่ยน เรื่องการ "ประกาศ" "ความจงรักภักดี" ไม่เปลี่ยน ผมว่า เป็นเรื่องผิวเผิน เมื่อมองจากประวัติศาสตร์

ผมจะยกตัวอยางชัดๆให้ดูตัวอย่างเดียว

กรณี ดา ตอร์ปิโด

ถ้าเป็น สมัคร สุนทรเวช เมื่อปี 2519 รับรอง(เอาหัวผมเป็นประกันเลยครับ) สมัคร จะต้องด่าแหลก "พวกไม่จงรักภักดี" ด่าติดๆกันหลายวันหลายคืน ไม่จบ

แต่เมื่อเกิดกรณี ดา สิ่งที่ชวนให้สะดุดใจมากกว่า ถ้าใครศึกษาประวัติศาสตร์ คือลักษณะทีเรียกว่า sub-due ของสมัคร คือพูดถึงนิดเดียว

ดูข่าวที่นี่ http://www2.nurnia.com/4009/07/thai-social-political-economic/
(ดูคลิปการแถลงข่าวเรื่องนี้ของสมัครทีนี่ http://76.nationchannel.com/playvideo.php?id=1707

จริง คุณอาจจะโต้ว่า เพราะ ดา คือพวกเชียร์ ทักษิณ
แต่เฉพาะข้อเท็จจริงนี้เอง ก็เป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับประเด็นนี้คือ สมัคร สามารถอยู่ในค่ายเดียวกับ คนอย่าง ดา (ค่ายทักษิณ) ที่พูดถึงสถาบันฯเช่นนั้นได้

เรื่องแบบนี้ ในปี 2519 ไม่มีทางคิดได้หรอกครับ

อย่างนี้ถือว่า เปลี่ยนไหม?

อันที่จริง เรื่องนี้สามารถอภิปรายได้ละเอียดกว่านี้ แต่เวลาและพื้นทีจำกัด

(ตอนสมัครเป็นนายกฯใหม่ ศุภลักษณ์ กาญจนขุนดี เขียนลง ฟ้าเดียวกัน ทำนองเดียวกันนี้เหมือนกัน ว่า สมัครเป็น ขวาจัด ที่ไม่ยอมเปลี่ยน ผมไปโต้แย้ง เหมือนกัน

จริงแล้ว คนที่พูดว่า สมัครไม่เปลี่ยนๆ ทุกวันนี้ ส่วนใหญ่เกิดไม่ทันทั้งนั้น แต่ประเด็นจริงๆ คือ การวิเคราะห์ กรณี ดา เห็นได้ชัด ปี 2519 เกิดแบบนี้ไม่ได้หรอกครับ สมัคร ไปพูดด่า 3 วัน 7 วัน ไม่เลิกแล้ว

ผมไปตั้งกระทู้เรื่องนี้

ผมไปตั้งกระทู้เรื่องนี้ โดยเขียนบางส่วนเพิ่มขึ้นใหม่ บวกกับที่เขียนข้างบนนี้ copy ไปไว้

ที่ ฟ้าเดียวกัน
http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=40375
และที่ ประชาไท
http://www.prachataiwebboard.com/webboard/id/6425

ขอเพิ่มอีกนิด

ขอเพิ่มอีกนิด ที่เขียนตอนท้ายสุดว่า

"ผมต้องการชี้ให้เห็นว่าบทบาทหลายสิบปี คน “สมัคร สุนทรเวช” ไม่เคยเปลี่ยนแปลง "

แสดงว่า คุณไม่ได้ศึกษา ปวศ.จริงๆครับ ศึกษาแต่ผิวเผิน กรณีที่บทความยกเอาแค่ประโยคหรือคำพูดมาไม่เท่าไร ใช้เป็นตัวสนับสนุนข้อสรุปนี้ไม่ได้หรอกครับ

อันที่จริง คุณเกิดไม่ทันเอง ในทศวรรษ 2520 เมื่อสมัคร เป็นฝ่ายค้านพลเอกเปรม (ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถาบันกษัตริย์ อย่างเปิดเผย เต็มที่ สมเด็จพระบรมฯเคยถึงกับทรงขับรถ ส่งเปรม ถึงบ้านสี่เสา จากสนามบิน) บรรดานักกิจกรรม และนักหนังสือพิมพ์ฝ่ายซ้าย ก็ยังหันมาเชียร์นะ แต่นี่เป็นเรื่องที่พวกคุณไม่มีความทรงจำเอง

กรณีสมัคร ส่วนหนึ่งเพราะ ใจ อึ๊งภากรณ์ ทำผิดพลาด คือ จำผิดในเชิงข้อมูลเรื่องสมัคร เอง ตอนสมัครผู้ว่า กทม (คิดว่า สมัคร อยู่ที่ ธรรมศาสตร์ ด้วย ความจริง ไม่ได้อยู่ ใจยังเข้าใจเรื่อง 6 ตุลา ผิดหลายเรื่องตอนนั้น)

อยากให้คิดเปรียบเทียบกับอีกกรณีหนึ่ง

ชาติชาย ชุณหวัณ

ความจริง ชาติชาย มีบทบาทเรื่อง 6 ตุลา เยอะกว่าสมัคร มากๆ

แต่ช่วงที่ ชาติชาย เป็นนายกฯ ก็ไม่มีใครยกประเด็นนี้ขึ้นมา (ตอนนั้น โขคดี ใจ ยังไม่อยู่เมืองไทย หรืออยู่แล้ว แต่ไม่สนใจก็ไม่ทราบ)

อันที่จริง ตอนชาติชาย ขึ้นเป็นนายกฯแทนเปรม นักกิจกรรมก็สนับสนุน เพราะเห็นว่า เป็นคนได้เสียงข้างมากในสภา สมควรได้เป็นนายกฯ ไมใช่เปรม ที่ไม่เคยเลือกตั้งเลย

ปวศ. การเมืองไทย ยุคใกล้ ต้องศึกษาให้ละเอียด ลึกซึ้งกว่านี้ครับ

พอดีนึกขึ้นมาได้อีกนิด นอกจาก

พอดีนึกขึ้นมาได้อีกนิด

นอกจากกรณี ดา ตอร์ปิโด ซึ่งชัดเจนว่า ในปี 2519 สมัคร คงไม่เฉยๆ หรือ อยู่กลุ่มการเมืองเดียวกันกับ ดา ได้แบบนี้

ดูเรื่อง รัฐประหาร ก็ได้ (บทความคุณ ที่ว่าพยายามพูดประเด็นประชาธิปไตย แต่หาที่สมัครพูดไม่ค่อยเจอ)

ในปี 2519 แน่นอน สมัคร เชียร์รัฐประหาร ได้เป็น รมต ก็เพราะรัฐประหาร

แต่ในปี 2551 บทบาทสมัครคือ มารับหน้า ยัน ไม่ให้มีการรัฐประหารได้อีก (นึกถึงตอนหิ้ว อนุพงษ์ ไปไหนต่อไหน - สมัครเอง รู้ตัวเรื่องนี้นะ คงจำได้ว่า ตอนเขาหมดอำนาจ เขาพูดทำนองว่า "ผมพยายามทำดีที่สุดแล้ว " และสื่อนัยเรื่อง การพยายามไม่ให้มีการยึดอำนาจนี่แหละ)

จะเห็นว่า เป็นคนละอย่างเลย ในเรื่องรัฐประหารนี้

ดังนั้น การยืนยันว่า "ไม่เปลี่ยน" จึงผิดแน่ครับ

ที่เปลี่ยนก็เพราะประวัติศาสตร์มันเปลี่ยน สังคม การเมืองมันเปลี่ยนนั่นแหละ

ไม่มีใคร (หรือส่วนไหนของสังคมการเมือง) ไม่เปลี่ยน หรือ สามารถ "ไม่เปลี่ยน" เป็นเวลา 30 กว่าปีหรอกครับ

ปาฐิหารย์เกินไปยังงั้นน่ะ

สำหรับผู้สนใจประวัติศาสตร์ จุดสำคัญอยู่ที่ว่า มองเห็นว่า เปลี่ยนไปยังไง มากกว่า

ผมไม่เคยพูดนะว่า สมัคร เปลี่ยนจากขวา เป็น ซ้าย หรือกระทั่ง เปลี่ยนจากคนที่ผมเกลียด จนกลายเป็นคนที่ผมรักนับถือไป

เปล่าเลยครับ แต่เขาเปลี่ยนแน่นอน และในประเด็นสำคัญบางอยางด้วย (ท่าทีต่อเรื่องสถาบันฯ คนต้านสถาบัน ที่ปรึกษาพระมหากษัตริย์ รัฐประหาร ฯลฯ)

ขออีกนิด - การเปลี่ยนแปลงของคน เช่นกรณีสมัครนี้ แม้แต่เจ้าตัวเอง ก็อาจจะไม่ตระหนัก คือ สมัครเอง ก็อาจจะคิดว่า "ผมไม่เคยเปลี่ยน" เช่นกัน แต่นี่เป็นหน้าที่ของนักประวัติศาสตร์ที่จะวิเคราะห์ เปรียบเทียบศึกษารายละเอียด (อย่างกรณีดา ผมคิดทีไร ยัง irony มาก ถ้าเป็นสมัยปี 2519 นะ สมัคร ด่าไม่จบแล้วครับ เรียกร้องให้เอาดา มาเล่นงาน มากระทืบไปแล้วครับ แน่นอน สมัครอาจจะไม่พอใจโดยส่วนตัว แต่เก็บเงียบไว้ก็ได้ ที่บรรดาคนรอบข้างทักษิณ หรือคนที่เชียร์ทักษิณ มีพวกแบบ ดา จักรภพ ฯลฯ อยู่ แต่แม้แต่ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ก็สำคัญครับ ในปี 2519 สมัคร ไม่มีทางอยู่ร่วมขบวนการเดียวกับคนเหล่านี้ได้แน่นอน และบริบทตอนนั้น ก็ไม่มีทางที่จะเกิดสถานการณ์แบบนี้ด้วย คือ บริบทมันเปลียนไปน่ะ คนที่อยู่ในบริบทก็เปลี่ยนไปด้วย)

ขออีกนิดนะครับ ถ้าเมื่อ 30

ขออีกนิดนะครับ

ถ้าเมื่อ 30 ปีก่อน มีคนบอกวา สักวันหนึ่ง เพื่อนๆผมรุ่นเดียวกัน ที่เข้าป่า จับอาวุธ กับ พคท. จะกลายมาเป็น คนใส่เสื้อเหลือง ที่ชูสถาบันกษัตริย์ และเรียกร้องให้เล่นงาน คนที่ "จาบจ้วง" ผมคงคิดไม่ออกแน่ๆ

พวกผู้จัดการ เกือบทั้งหมดตอนนี้ สมัยก่อน ซ้ายมากๆนะครับ สมัยก่อนใครจะนึกได้ว่า เขาจะกลายมาเป็นคนจงรักภักดี ใช้ประเด็นสถาบันกษัตริย์เล่นงานคนอื่นขนาดนี้?

ไม่ต่างกันครับกับกรณีสมัคร (ไม่ต่าง แม้แต่ในประเด็นทีว่ พวกอดีตซ้ายผู้จัดการเหล่านั้น ก็ยังยืนยันว่าตัวเอง ก้าวหน้า หรือ ซ้าย แบบเดียวกับทีสมัคร ยืนยันว่า ตัวเองจงรักภักดี นั่นแหละ)

ถ้าเกิดการเปลี่ยน ในหมู่ฝ่ายซ้ายได้ถึงขนาดนี้ ทำไมจะเกิดการเปลี่ยนในกรณีสมัคร ไม่ได้?

ผมเห็นคุณสนใจประวัติศาสตร์ (อาจารย์ไชยันต์ รัชชกูล ที่คุณอ้างถึง ผมก็นับถือมาก) และ"มีแวว"ด้วย จึงเสียเวลา เขียนมายืดยาวขนาดนี้ หวังว่า คงจะพิจารณาให้ดี

ผมคิดว่าสมัคร"เปลี่ยน"

ผมคิดว่าสมัคร"เปลี่ยน" ตรงที่ปฏิเสธคณะรัฐประหาร

จริงอยู่ตั้งแต่ 19 กันยา 2549 จนถึงช่วงก่อนประกาศใช้
รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นช่วงที่สมัครหาย
แล้วมาโผล่ตอนที่เข้าพรรคพลังประชาชน
แต่สมัครก็ให้เหตุผลคือ "รอให้มีรัฐธรรมนูญคุ้มครองก่อน"

การที่สมัครด่า คมช. ตอนขึ้นเวทีหาเสียงเลือกตั้ง
แล้วก็ชมทักษิณว่านโยบายไทยรักไทยเข้าท่า
รัฐธรรมนูญ 2540 เขตเดียวเบอร์เดียวทันสมัย

แบบนี้คือ เปลี่ยนมากแล้ว
ถ้าเทียบกับตอนที่สมัครอยู่ใน ครม.สุจินดา 2535

สมัครเปลี่ยนครับเปลี่ยน

สมัครเปลี่ยนครับเปลี่ยน แต่เจ้าตัวอาจจะไม่รู้ตัวหรือเขินทำให้ไม่บอกตรงๆ เหมือนกับผู้ใหญ่ที่ไม่"กะล่อน" บางคนที่เดี่ยวนี้เปลี่ยนจนหมดราคาคนนั้นเหมือนกัน

ผมคิดว่าถ้าลองเทียบนายสมัครใน

ผมคิดว่าถ้าลองเทียบนายสมัครในปี 2519 (กรณี 6 ตุลา) กับนายอภิสิทธิ์ในวันนี้ (ในกรณีสงกรานต์แดง) ผมคิดว่าคนหลังน่าขยะแขยงกว่ามาก เพราะตอแหลได้ตั้งแต่ต้นจนจบ สามารถแถลงข่าวถึงสิทธิมนุษยชนได้ ในขณะที่ตนเองแอบติดหนวดฮิตเล่อร์ โดยการเห็นดีให้ทหาร (รวมทั้งกลุ่มบุคคลจำนวนนึง) เอาอาวุธสงคราม มาสลายการชุมนุมโดยสงบ คนๆนี้เข้าทำนอง ปากปราศัย น้ำใจเชือดคอ มาโดยตลอด จะเรียกว่าเป็นเผด็จการทรราชในคราบนักบุญก็คงพอได้

...แต่คนนึง ที่ผมค่อนข้างมั่นใจ(มาก) ว่าไม่เคยเปลี่ยนเลย คือ พลเอกเปรม ตินสูลานนท์

แสดงให้เห็นถึงทัศนคติของนายสม

แสดงให้เห็นถึงทัศนคติของนายสมัคร สุนทรเวช ต่อสื่อสารมวลชน ที่ถือว่าเป็นฐานันดรที่ 4 ในสังคม ที่คอยสะท้อนความคิดความเห็นในเรื่องต่างๆ เป็นกระจกของสังคม แต่ความสัมพันธ์กับสื่อของนายสมัครเป็นเหมือนน้ำกับน้ำมัน และแสดงให้เห็นแนวคิด “ประชาธิปไตย” ของสมัครไม่มากก็น้อย ที่เห็นว่าสังคมควรมี “เสรีภาพอย่างจำกัด”

สื่อมวลชนก็ต้องได้รับการตรวจสอบครับ ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้เขียนถึงมอง "สื่อมวลชน" อย่างบริสุทธิ์ว่า ทำอะไรเพื่อสังคมและ "คอยสะท้อนความคิดความเห็นในเรื่องต่างๆ เป็นกระจกของสังคม" อย่างเถรตรงอย่างนั้น?

สื่อมวลชนก็เป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีผลประโยชน์เฉพาะตนครับ ยิ่งสื่อมวลชนในประเทศไทยที่บริบทของ อุดมการณ์ยังไม่เข้มแข็งเช่นนี้ด้วย ถ้าสนใจก็ลองอ่านงานเรื่อง Politics and the press in Thailand : media machinations ของ Duncan McCargo ดูครับ

บทบาทที่ "ปลิ้นปล้อน" ที่สุดของสื่อมวลชนไทย คือการส่งตัวแทนเข้าไปนั่งในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ 2549

ข้ออ้างเรื่องระยะห่างระหว่าง ผู้มีอำนาจ และ ผู้ตรวจสอบ , accountability อยู่ที่ไหนครับ?

Thanks to the author of this

Thanks to the author of this article, and thanks to Somsak J. for comments.

ประวัติศาสตร์ยุค"มนต์เสื่อม ภาค๑" น่าสนใจมาก

ป๋าเหนาะสภาโจ๊ก

ป๋าเหนาะสภาโจ๊ก ตายที่ร้านลาบเป็ด รู้สึกว่าจะโดนยิงผิดตัวหรืออะไรสักอย่าง ปีที่แล้วมัง

แต่บาปกรรมตามทัน

แต่บาปกรรมตามทัน แกก็ตามป๋าเหนาะไปแล้ว ลูกหลงจริงๆ แฮะ
http://www.goosiam.com/news/news1/html/0004774.html

เช้านี้

เช้านี้ มารบุปผาผู้อ่อนธรรมะอย่างกรรณิกา ได้มีโอกาสดูclip นายสมัคร สุนทรเวช ที่วัดสวนแก้ว 25/11/2550ฯ
ที่คุณKamkerngได้ใจดีนำมาpostไว้ที่ Prachataiwebboard ทั้ง7clips,ขอขอบคุณ คุณคำเกิงค่ะ

และก็รู้สึกดีใจ..มีความสุขที่ได้อ่าน 5 comments ของคุณสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่บทความนี้ด้วย
ในโลกนี้ มีคนปากร้ายใจดีหลายคน
ที่ประเทศไทยยังมีเหลือรักษาชีวิตมาได้สองสามคน รักษาเนื้อรักษาตัวด้วยนะคะ

NB:กรรณิกามีข้อสงสัยอยากถามว่า คุณสมศักดิ์ รู้สึกว่าตัวคุณเอง..เปลี่ยน..ไปบ้างไม๊คะ :)

แหะๆ ความจริง

แหะๆ ความจริง ตอนเขียนเรื่องนี้เสียยืดยาวเมื่อวาน ก็นึกๆในใจว่า จะมีใครถามเรื่องนี้ไหม

คำตอบคือ

โหย ผมเองก็เปลี่ยนไปเยอะครับ และคอยคิดทบทวนอยู่เรื่อยว่า ตัวเองเปลี่ยนตรงไหนบ้าง และความเปลี่ยนนั้น มันคงเส้นคงวา กับอดีตของตัวเองแค่ไหน ฯลฯ

แ่ตเรื่องนี้ ในที่สุด ต้องให้คนอื่นประเมินล่ะครับ

รักและอาลัย

รักและอาลัย พณฯอันสุดซึ้งเสียดายคนดีมีความสามารถทำไมไปเร็วนักท่านทำคุณประโยชน์ให้ชาติบ้านเมืองมากมายขอให้ท่านจงสู่สัมปลายภพด้วยเทอญ

ในส่วนที่ อาจารย์สมศักดิ์

ในส่วนที่ อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ได้บอกเล่า ผมก็ว่าเป็นข้อมูลและข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ทุกคนได้รับรู้และมันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
ผมยังเน้น ครับ ว่า "สังคมไทยยังคงเป็นสังคมที่ให้อภัยกับบุคคลที่จากโลกนี้ไปแล้ว แต่ไม่ให้อภัยกับประวัติศาสตร์ที่ไม่ดี ซึ่งทุกคนต้องช่วยกันทำไม่ให้มันเกิดขึ้นอีก ครับ"

ผมนับถือสมัครที่ปากกับใจตรงกั

ผมนับถือสมัครที่ปากกับใจตรงกัน แต่จิตใจเขามันชั่วร้าย มันจึงไม่สามารถมีสิ่งดี ๆ ออกจากปากเขามาได้

เห็นด้วยกับ อ. สมศักดิ์ว่าสมัครเปลี่ยนไปมาก แต่ถึงอย่างไรผมก็ไม่มีวันเปลี่ยนในเรื่องความเกลียดชังที่ผม
มีต่อตัวสมัคร ผมไม่อโหสิในสิ่งที่เขาเคยทำกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ และเชื่อว่าเขาต้องลงนรกอย่างแน่นอน

ผมคิดว่าการที่สมัครยอมรับใช้ทักษิณ ก็เพียงเพื่อจะได้ครองตำแหน่งนายกฯ สักครั้งเท่านั้นเอง แสดงให้เห็น
ว่าสมัครมีจุดยืนที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือความกระหายในตำแหน่งที่มีอำนาจ ตั้งแต่ยุค
รับใช้เผด็จการทหารหลัง 6 ต.ค. 19 จนถึงยุครับใช้ทักษิณในปี 2551

ดีใจมากที่เห็นอาจารย์สมศักดิ์

ดีใจมากที่เห็นอาจารย์สมศักดิ์กล้าหาญที่จะเปลี่ยน และเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมาก

เคารพในความเห็นของสมศักดิ์เสมอ แม้จะคิดไม่เหมือนกัน เห็นไม่ตรงกันบ้าง

ที่รับไม้ได้ก็คือ การที่อาจารย์สมศักดิ์ด่าว่าคนที่มีความเห็นไม่ตรงกันแบบเสียๆหายๆ

แค่นี้ก็ชนะใจรุ่นพี่คนนี้ที่คิดต่าง เห็นต่าง ได้มากแล้ว

"

" แต่ถึงอย่างไรผมก็ไม่มีวันเปลี่ยนในเรื่องความเกลียดชังที่ผม
มีต่อตัวสมัคร ผมไม่อโหสิในสิ่งที่เขาเคยทำกับเพื่อนร่วมอุดมการณ์ และเชื่อว่าเขาต้องลงนรกอย่างแน่นอน"

คุณเพลโต เป็นคนรุ่นนั้นจริงหรือ (ที่ว่าคนนั้นที่เคยถูกสมัคร"ทำ"เป็น "เพื่อนร่วมอุดมการณ์") เพราะคนรุ่นนั้น ที่มีอุดมการณ์จริงๆ เขาไม่เชื่อเรื่องนรกสวรรค์นะครับ

เรื่องสมัคร "ยอมรับใช้ทักษิณ ก็เพียงเพื่อจะได้ครองตำแหน่งนายกฯ" อันนี้ คงไม่จริงกระมังในแง่การวิเคราะห์ ตอนที่สมัครรับตำแหน่ง หัวหน้าพลังประชาชน เขาจะรู้ได้อย่างไรว่า จะได้เป็นนายกฯ อันที่จริง การที่พลังประชาชนได้เสียงมากที่สุด เซอร์ไพรส์ทุกคน เพราะไม่มีใครคิดว่า หลังจากการ รปห. การขี้โกงเรื่องจัดการ รัฐธรรมนูญ แลเลือกตั้งของ คมช. แล้ว พลังประชาชนจะชนะอีก ความจริงคือ สมัครรับเป็นหัวหน้า พลังประชาชน เพราะไว้รับมือกับกลุ่มนิยมเจ้านั้่นแหละ ทักษิณต้องการ คนที่มีชื่อว่า "จงรักภักดี" เพื่อจะให้พวกนิยมเจ้าสบายใจ ในแง่นี้ ก็เป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่ง และตรงกับประเด็นที่ผมบอกว่า สมัครเปลี่ยนมาอยู่ข้างที่รับมือกับพวกนิยมเจ้า (สรุปแล้ว การที่สมัครรับเป็นหัวหน้าพลังประชาชน ตอนนั้น ไม่ได้มีวี่แววว่า เพราะ " ความกระหายในตำแหน่งที่มีอำนาจ" เพราะ วี่แววในการได้อำนาจของพลังประชาชนตอนนั้น มันไมมี คนที่ยอมรับตำแหน่งหัวหน้าพรรค ในสถานการณ์แบบนั้น นับว่าใจถึงไม่น้อย)

ตกลงว่า คุณจะ "เห็นด้วยกับ อ. สมศักดิ์ว่าสมัครเปลี่ยนไปมาก" หรือ ว่าจะพยายามยืนยันว่า สมัคร " มีจุดยืนที่มั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง" กันแน่ครับ?

คิดจะด่าสมัครเรื่อง 6 ตุลา ก็ไม่จำเป็นต้องปลอมตัวมาครับ ด่าตรงๆได้ แต่อย่างที่ผมเขียนถาม "ปกป้อง จันทร์วิทย์" ในอีกบทความหนึี่ง (กวีของไม้หนึ่ง) ว่า ถ้าคุณเดือดแค้นเรื่อง 6 ตุลา จริงๆ คุณพร้อมจะเดือดแค้นคนอืน่ในเรื่อง 6 ตุลาหรือไม่ หรือแค่เฉพาะคนชื่อสมัครเท่านั้น เพราะเท่าที่ผมดูๆ ในหลายปีที่ผ่านมา นอกจากผมเอง และอาจจะอีกไม่กี่คนที่นับคนได้แล้ว ผมไม่เห็นใครที่อ้างแค้นสมัครเรื่อง 6 ตุลา จะแสดงอาการแค้นแบบเดียวกันนั้นเลย กับคนที่ทำเรื่อง 6 ตุลามากกว่าสมัคร ไม่รู้กี่เท่า (ที่จริง สมัครเป็นตัวกระจอกสมัย 6 ตุลา คนที่เป็น "คนร่วมอุดมการณ์" กับสมัยนั้น ต้องทราบดี ยกเว้นเป็นตัวปลอม หรือเปลี่ยนสีแปรธาตุไป)

จานสมสากจ๊ะ ปกป้องที่จานด่า

จานสมสากจ๊ะ ปกป้องที่จานด่า มันปกป้อง เด้าวัลย์ศิริ ไม่ใช่ ปกป้อง จันวิด นะ แก้ไขด้วยไม่งั้นเผมไม่ให้อถัย จะตามเอาซิมวันทูคอลไปตบกระบาล โทษฐานความจำอุบาทว์

ขออภัย ย่อหน้าสุดท้าย

ขออภัย ย่อหน้าสุดท้าย บรรทัดแรก ที่ถูกต้องเป็น ปกป้อง ลาวัลย์ศิริ (ดูที่ผมคอมเมนต์ท้ายบทกวี ไม้หนึ่ง ซึงเขียน ปกป้อง ลาวัลย์ศิริ ตลอด) ขออภัยต่อ ดร.ปกป้อง จันทร์วิทย์ มา ณ ที่นี้

ที่คุณว่ามาไม่ผิดแต่ไม่ถูกหมด

ที่คุณว่ามาไม่ผิดแต่ไม่ถูกหมด ประเด็นของ ๖ ตุลาไม่ได้อยู่ที่ข้อมูลและข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ข้อมูลนั้นคนส่วนใหญ่ค้นคว้าได้อยู่แล้วในสมัยที่ิิือินเทอร์เน็ตมีคุณค่ากว่าปัญญาชนสยาม ความจริงแท้ทางปวศ. (truth of history) เป็นอย่างไร หาให้ตายก็หาไม่เจอหรอก

ประเด็นอยู่ที่ "ความเงียบของสังคม"-- you can't get to the other side of river if you're yet to cross the bridge; when something isn't settled, people can't move on.

I'm not a Tula generation; but I may make an attempt to revisit these times. I may turn them into screenplay.

โดยส่วนตัวผมยังเห็นว่าสมัครยั

โดยส่วนตัวผมยังเห็นว่าสมัครยังเป็นพวกนิยมเจ้าเหมือนเดิม จุดยืนเรื่องนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง อ.สมศักดิ์ก็ยืนยันเรื่องนี้เอง ด้วยข้อความที่เขียนว่า ทักษิณต้องการ คนที่มีชื่อว่า "จงรักภักดี" เพื่อจะให้พวกนิยมเจ้าสบายใจ

ประเด็นที่น่าสนใจวิเคราะห์ก็คือว่า คนนิยมเจ้าอย่างสมัครทำไม จึงตัดสินใจช่วยคนที่ถูกกล่าวหาว่า"ล้มเจ้า"อย่างทักษิณ? มีความเป็นไปได้อยู่สองอย่าง

หนึ่ง คือสมัครได้รับค่าตอบแทนสูงมากพอที่จูงใจให้เขาเปลี่ยนจุดยืน ซึ่งยังไม่เห็นหลักฐานพอจะบ่งชี้ไปในทางนี้ หรือมีแต่ไม่เป็นที่ปรากฏ แต่เหตุผลข้อนี้ค่อนข้างอ่อนเกินไปในสายตาผม เพราะเรื่องนี้สำหรับสมัครเป็นเรื่องใหญ่ เป็นหลักการใหญ่ที่สุดในชีวิตเขาก็ว่าได้ ต้องใช้อะไรบ้างเพื่อเปลี่ยนหลักการใหญ๋ของชีวิต

สอง สมัคร"เชื่อ"ว่าทักษิณไม่ได้มีเจตนา"ล้มเจ้า"อย่างที่ถูกกล่าวหา ข้อนี้ดูจะเป็นไปได้มากกว่า ในความเห็นส่วนตัวของผม คนเจนเวทีอย่างสมัครหรือจะมองไม่ออกว่า เรื่องล้มเจ้า เป็นแค่ข้อหาที่"กุ"ขึ้นมาสร้างความชอบธรรมในการทำลายคนทางการเมือง เรื่องแบบนี้ใครจะรู้ซึ้งไปกว่าสมัคร (ทำมากับมือมากแค่ไหน คุณสมศักดิ์น่าจะรู้ดี)

ทำไมสมัครจึงเชื่ออย่างนั้น? ผมว่าพฤติกรรมของทักษิณเองฟ้องอยู่แล้วว่าเขาไม่เคยมีปัญหากับการมีหรือไม่มีเจ้า และทักษิณเองก็เป็นนักการเมืองที่ทำการ"อุปถัมภ์"มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาด้วยซ้ำไป เขาปรับตัวเข้ากับเจ้าได้ดีด้วยซ้ำไป และน่าจะอยู่คู่กันได้ดีด้วย แต่คนที่น่าจะมีปัญหาถ้าทักษิณทำอย่างนี้ คือพวกบริวารที่อยู่ห้อมล้อมเจ้ามากกว่าที่หวั่นเกรงว่าจะถูกลดความสำคัญลง และถูกแทนที่ด้วยทักษิณ หวั่นว่าผลประโยชน์ที่เคยได้จากการเป็นบริวารใกล้ชิดจะเหือดหายไป จึงเกิดปรากฏการณ์"ทักษิณล้มเจ้า"ขึ้นมา

พวกที่ไม่นิยมเจ้าทั้งหลาย โปรดอย่าได้คาดหวังว่าทักษิณจะอยู่ข้างท่านเด็ดขาด ผมว่านั่นเป็นการเข้าใจผิดแบบตรงกันข้ามเลยทีเดียว ทักษิณคิดอย่างไรกับเจ้า สุดที่ผมหรือใครจะเดาได้ แต่ที่แน่ๆ เขาไม่มีปัญหาในการอยู่ในการเมืองแบบมีเจ้าอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้แน่ แต่คนอื่นมีปัญหากับเขาต่างหาก

สมัครเปลี่ยนหรือไม่ ยังไม่ชัดเจนนักในสายตาผม attitudeของผมกับเขาก็ไม่เปลี่ยนนักเช่นกัน แต่กับพวกที่ครั้งหนึ่งเคยถูกข้อหาล้มเจ้าจนต้องหนีตายเข้าป่า แต่ตอนนี้ยืดอกพูดว่าปกป้องเจ้า บอกได้สั้นๆว่าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังตีนได้ชัดดี แต่ลึกๆ แล้วผมก็ไม่คิดว่าคนพวกนี้จะเปลี่ยนจริงๆหรอกครับ แต่ว่าเจนโลกมากขึ้นต่างหาก เริ่มเข้าใจแล้วว่าอุดมการณ์กินไม่ได้ แต่ทำให้ตายได้ สู้รับใช้ใครก็ได้ที่ให้ผลประโยชน์สูงสุดจะดีกว่า เพราะมันกินได้

You can't turn anything

You can't turn anything concerning the Oct 76 massacre into any screenplay. Ask ajarn Somsak for reasons. There are so many things in this country that are considered taboo subjects, and this is definitely one of them.

You have to wait until the day .........everyone is equal under the same laws( in other words, no one is above the laws ). Right now, all we can do is................stand up for the national anthem and sing, and praise, (and then shut the hell up again). : (

คุณสมัครไม่เคยเปลี่ยน

คุณสมัครไม่เคยเปลี่ยน เหมือนเด็กเมื่อวานซืน ที่หน้าโง่ให้เขาหลอกเชิด แถมยังทำหน้าตายตอแหลรายวัน

***** เรียน อาจารย์สมศักดิ์

***** เรียน อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ที่เคารพ *****

ถ้าจะบอกว่า ท่านสมัคร เปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยน ต้องแยกเป็น 2 ประเด็น

ประเด็นแรก คือ "ความคิด"

ความคิดของทุกคน เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาครับ

ประสบการณ์ ทำให้ความคิดของคนเปลี่ยนไป

ประการที่สอง คือ "สันดาน"

สันดานของทุกคน ตั้งแต่เกิดจนตาย จะไม่เปลี่ยนครับ

เช่น ท่านสมัคร เป็นคนปากกับใจตรงกัน เป็นคนโผงผาง ชอบโต้ตอบ ฯลฯ

วันเวลาผ่านไปนานเท่าใด สันดานของทุกคน ไม่มีเปลี่ยนครับ

อนึ่ง คำว่า"สันดาน" ไม่ใช่คำหยาบนะครับ(เป็นภาษาราชการ)

กาลครั้งหนึ่ง ประเทศไทย เคยมีโรงเรียนชื่อ "โรงเรียนดัดสันดาน"

ตั้งอยู่ที่จังหวัดชลบุรี ครับ

เป็นโรงเรียนสำหรับเด็กที่กระทำผิดกฎหมาย (เรียกให้เข้าใจง่าย ก็คือ คุกของเด็ก)

เรื่องเปลี่ยน

เรื่องเปลี่ยน หรือไม่เปลี่ยนนี้ พุทธศาสนาว่า สิ่งทั้งปวง เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือนามรูปเป็นอนิจจังทุกขัง อนัตตา

ส่วนเรื่องการเปลี่ยนพฤติกรรมใดใด เช่น จากพฤติกรรมดี เป็นชั่ว หรือจากพฤติกรรมชั่ว เป็นดี ของแต่ละบุคคล หรือแต่ละนามรูป ก็อาจเปลี่ยนไปในทางตรงข้าม หรือทางส่งเสริม เช่นชั่วอาจกลับดี ดีอาจกลับชั่ว หรือชั่วอาจชั่วยิ่ง ดีก็อาจดียิ่ง

สำหรับความเห็นของคนอาจเปลี่ยนจาก มิจฉาทิฏฐิ เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อเกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้อง หรือได้พบกับคนดี เช่นองคุลิมาร ได้พบพระพุทธเจ้า

สำหรับสมัคร เปลี่ยนพฤติกรรม ความเห็น จากซ้ายไปขวา หรือขวาไปซ้าย จากคดเป็นตรง คนที่รู้เอง เห็นเอง และลึก ชัด คือตัวสมัครเอง ส่วนคนอื่น ประเมินจากภาววิสัย และอัตวิสัยของตน อาจมีส่วนถูกและส่วนผิด

อย่าลืมคำพังเพยที่ว่า จิตมนุษย์นี้ไซร้ ยากแท้ หยั่งถึง

หรือที่สุนทรภู่พูดไว้ "แล้วสอนว่าอย่าไว้ใจมนุษย์ มันแสนสสุดลึกล้ำเหลือกำหนด ถึงเถาวัลย์พันเกี่ยวที่เลี้ยวลด ก็ไม่คดเหมือนหนึ่งในน้ำใจคน"

ใครจะอโหสิ หรือไม่อโหสิให้สมัคร เป็นสิทธิและมโนธรรมส่วนตน แต่สมัครไปแล้วตามกฎแห่งกรรมที่ว่า

"เรามีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใดไว้ ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักได้รับผลของกรรมนั้น"(จากสวดมนต์แปล)

หมายความว่า ถ้าสมัครทำทั้งกรรมขาวและกรรมดำเองไว้ จักได้รับผลของกรรมนั้น

การให้อโหสิกรรมแก่กัน เป็นเรื่องของการขัดเกลาจิตใจของผู้ให้อโหสิกรรมให้สิ้นจากการผูกเวรพยาบาท ซึ่งจะเป็นเมตตาคุณของผู้ให้อโหสิเอง และบุญย่อมเกิดแก่เขาเองขณะที่จิตอโหสิกรรมนั้นล่วงแล้วในบัดดล

Thanks for letting me know.

Thanks for letting me know. But my screenplay isn't centred in truth-finding. And if it gets made into a film, we might seek overseas funding and aim for international market.

Of course Thais will have opportunity to see the incident on celluloid. The 'can't do' never lasts...

ครับ

ครับ ขอคารวะท่านอาจารย์สมศักดิ์ ส่วนไอ้เจิม ไอ้ไกร ศักดิ์ บ่เอาแล้ว ครับชีวิตคนเราผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ผมชอบท่านสมัครมากๆเลยย์ ยอมรับในหัวจิตหัวใจนักสู้ของท่านจริงๆ แม้แต่ไอ้เปรมยังบ่ยั่นเลย ขอให้ท่านจงไปสู่สุคติเถิด ครับผม

Many nights we've prayed With

Many nights we've prayed
With no proof anyone could hear
In our hearts a hopeful song
We barely understood

Now we are not afraid
Although we know ther's much to fear
We were moving mountains
Long before we know we could

There can be miracles
When you believe
Though hope is frail
It's hard to kill

Who know what miracles
You can achieve
When you believe
Somehow you will
You will
When you believe

************************

WHEN YOU BELIEVE

In this time of fear When

In this time of fear
When prayer so ofte proves in vain
Hope seems like the summer bird
Too swiftly flown away

And now I'm standing here
My heart's so full
I can't explain
Seeking faith and speaking words
I never thought I'd say

**
They don't always happen when we ask
And it's easy to give in to your fear
But when you're blinded by your pain
Can't see your way clear through the rain
A small but still resilient voice says..
Love..is very near

There can be miracle
when you believe..**

*************************************

WHEN YOU BELIEVE:Whitney Houston and Mariah Carey

คุณก็ไม่เคยเปลี่ยน สมศักดิ์

คุณก็ไม่เคยเปลี่ยน สมศักดิ์ เอางี้แล้วกันผมขอแนะนำให้คุณพาเหล่าลูกศิตย์ สาวกของคุณเข้าป่าอีกรอบซิครับ แต่ลำบากหน่อยนะช่วงนี้ ป่าเหลือน้อยเต็มทนแล้ว ต้องแก้ปัญหาโดยการไปขุดรูอยู่ครับ

Oh, I'm so sorry, I got you

Oh, I'm so sorry, I got you wrong. Talking about film, I remember a Thai film a few years back which contained a few scenario about the Oct 76 but quite insubstantially. But some filmfootages of the incident does exist (thanks to khun Saappasiri Wiriyasiri of MCOT who got the courage to air the footages which inturn caused him a great deal of trouble), but has never been broadcasted again since.

The truth about the incident is everywhere but Thailand. God knows how long do I have to wait.

Sorry Sweetheart, The One you

Sorry Sweetheart,

The One you thought he know, not knowing anything anymore.
I switch him off on my wishing pray in June 19,2009.

It's just a bad habit,
I keep out what I am not happy about.

ขอให้ท่านสู่สุคติ.. ถึงจะเป็น

ขอให้ท่านสู่สุคติ..

ถึงจะเป็นนายกขวานผ่าซาก แต่ก็จริงใจ.......

มิได้เป็นนาย ก.เพชรฆาตรหน้าหยก ปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ

ขอให้ท่านไปตามกรรมของท่าน

ขอให้ท่านไปตามกรรมของท่าน ถ้าชั่วก็ขอให้ไปนรก ถ้าดี ก็ขอให้ไปสวรรค์ อิ อิ

ที่สำคัญคือ ผมอยากรู้จริงๆว่า ท่านไปที่ไหนกันแน่ เพราะ ในสายตาผม สมัคร เป็นนักการเมืองที่เลวมากๆ ผมรู้สึกเช่นนี้ มาเป็นสิบๆปีแล้ว ตั้งแต่รู้จักความเป็นสมัคร ผ่านทางหนังสือพิมพ์ต่างๆ จนกระทั่ง ในวัยท้ายๆของชีวิตท่าน ก็ยังเห็นอยู่เพียงว่า สมัคร ทำทุกอย่างเพื่อรับใช้คนมีอำนาจ สุดแต่ว่าในยุคนั้นๆจะเป็นใครก็ตาม แต่มันก็แค่ ในสายตาผมเท่านั้น ยังมีคนอื่นที่ชื่นชมในตัวสมัครกันมากมาย ไม่งั้นจะได้ไปจัดรายการทำอาหารทางทีวีเหรอ แฟนๆก็มีไม่ใช่น้อย ผมก็เลยอยากรู้ว่า คนแบบนี้เนี่ย เป็นคนดีหรือคนเลวกันแน่ ในสายตาพระเจ้า อิ อิ อิ

***** ไม่มีใครดี หรือเลว 100%

***** ไม่มีใครดี หรือเลว 100% *****

บางคนว่าดี แต่บางคนว่าเลว ตัดสินยาก

ดี หรือเลว มนุษย์กำหนดเอาเอง

การกระทำอย่างเดียวกัน บางคนว่าดี แต่บางคนกลับบอกว่าเลว

เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน

อะไรก็ตาม ที่ไม่อยากให้คนอื่นทำกับเรา

เราก็อย่าไปทำกับคนอื่น

เช่น เราไม่อยากให้ใครมาด่า

เราก็อย่าไปด่าคนอื่น

คนเรามีดีมีเสีย

คนเรามีดีมีเสีย เป็นเรื่องปกติชน
ไม่มีใครดีหมด
แม้พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้ว ยังมีคนวิจารณ์ติฉิน
เราควรมองที่ส่วนดีของเขา
ท่านสมัครมีดีมากมาย มีบุญคุณต่อประเทศ
ไม่เหมือนบางคนที่ชั่วมากกว่าดี
แล้วสร้างภาพ ตอนี้ ปชช เริ่มรู้แล้ว
ต่อให้มียศฐาบรรดาศักดิ์สูงส่งแค่ไหน
ทำไม่ดี ตายไปก็ตกนรกอยู่ดี
กรรมไม่ได้แบ่งว่าใครเป็นจ้าวใครเป็นทาส
ทุกชีวิตเท่าเทียมกัน
ขอสดุดีท่านนายกสมัคร
ท่านเป็นยอดคน

ตัวคุณเองล่ะ ดีแค่ไหนกัน

ตัวคุณเองล่ะ ดีแค่ไหนกัน

เจิมศักดิ์ ดร

เจิมศักดิ์ ดร แต๋วเสรี
พวกนี้มันเป็นอมนุษย์มาเกิด
ไม่รู้เป็น ดร ได้อย่างไร
ซื้อมาหรือเปล่า

ตอหลสู้หมีน่าฮาร์ก

ตอหลสู้หมีน่าฮาร์ก ไม่ไดหรอก
รายนั้นสุดหน้าด้านจริงๆ

มึงถามใครวะ ไอ้บ้า อิ อิ

มึงถามใครวะ ไอ้บ้า อิ อิ อิ เฮ้อออ..... มึงดีตายห่าแล้วละมั้ง ถึงได้ถามคนอื่นเขาแบบนี้ หือ ไอ้ควาย..... กูไม่สนหรอก กูจะดีหรือเลว ไม่ได้หนักหัวพ่อใคร ไม่ใช่เรื่องของมึง หรือที่จริง แม้แต่ของกูด้วยซ้ำไป เพราะ ตายไปก็รู้เอง แต่คนอย่างไอ้หมักเนี่ย มันนักการเมืองโว้ย ไอ้ควาย ประชาชน ต้องมีสิทธิรู้ และแยกแยะได้ว่า มันดีหรือเลว มันไม่ใช่เรื่องของสิทธิส่วนบุคคล มึงอย่ามาทำเป็นเท่ ไม่เข้าท่าแล้ว ไอ้บ้า อิ อิ อิ กร๊ากกกกก กั้กกกๆๆๆๆๆ

เพ้อเจ้อ แล้วมึง

เพ้อเจ้อ แล้วมึง ก็ปากพูดอยู่แหมบๆ ว่าคนเรามีดีมีเลว ให้มองแต่ส่วนดี มึงเพิ่งสอนชาวบ้านเขาอยู่แท้ๆ แล้วมึงจะไปมองส่วนเลวของคนอื่นเขาทำไม ทำไมมึงเลือกมองส่วนดีของไอ้เฮี่ยหมัก แล้วผ่าไป มองแต่ส่วนเลวของคนที่มึงเรียกว่า บางคน อะไรของมึงนั่นน่ะ หือ เฮ้อ ปาก หนอ ปาก พูดได้ไปเรื่อยเปื่อย ไอ้ควาย คงมีคนเชื่อคำพูด ควายๆของมึงหรอก ถ้าลำบากนักก็อย่า มาทำเป็นเท่ให้มากนักเลยวะ น่าสมเพชว่ะ ควายเกิน อิ อิ อิ กร๊ากกกกกก กั่กกกกๆๆๆๆๆๆๆ

โห.. ไอ้สันดานเอ๊ย..... อิ

โห.. ไอ้สันดานเอ๊ย..... อิ อิ อิ กร๊ากกก กั่กกกกๆๆๆๆๆๆๆๆๆ กร๊ากกก กั่กกกกๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

เฮ้อ ฉลาดตายห่าแล้วล่ะ

เฮ้อ ฉลาดตายห่าแล้วล่ะ ไอ้พวกควาย ไม่เชื่อ เรื่องนรก สวรรค์ มึงพิสูจน์ได้แล้วเหรอวะ ว่า นรก สวรรค์ไม่มีจริง ก่อนจะเชื่ออะไรน่ะ เอาไอ้ที่มันพิสูจน์ได้ชัดเจน ร้อยเปอร์เซนต์แล้วไม่ดีกว่าเหรอ อุดมการณ์โง่ๆน่ะสิ ถึงไม่ให้เชื่อ เรื่องที่ตัวเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ขอทีเถอะว่า อย่าพยายามภูมืใจกับความโง่ของตัวเองให้มากนักเลย ไม่ทุเรศตัวเองบ้างเหรอวะ อิ อิ อิ กร๊ากกกกก กั่กกกกๆๆๆๆ

ถึง

ถึง สมศักดิ์เจียม

ผมเองนั้นประกาศอโหสิกรรมให้ออหมักไปแล้ว ด้วยเห็นแก่เครื่องราชฯที่แกได้รับ เลยไม่ได้สนใจบทความที่เกี่ยวกับออหมักแกอีกเลย พึ่งจะมาอ่านบทความนี้ก็วันนี้ละครับ

ในฐานะที่เกิดทันเหมือนกัน ผมยืนยันได้อีกคนว่า สมศักดิ์เจียมให้ความเห็นเกี่ยวกับสมัครในอดีตได้ถูกต้องครับ ทุกประการครับจนถึงที่รับตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อประชาชนด้วย ผมต้องเพิ่มเติมสักนิดว่า ปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้แกเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ เป็นเรื่องที่คนที่ยังไม่อโหสิกรรมให้แกควรจะขุดคุ้ยเอามาแฉกันบ้าง

ส่วนเรื่องหกตุลาที่สมศักดิ์เจียมแกยังแค้นฝังหุ่นอยู่นั้น ถ้ามองเหตุการณ์บ้านเมืองทั้งในประเทศนอกประเทศในช่วงเวลานั้นประกอบแล้ว จะเข้าใจได้ว่าการกำจัดซ้ายในเมืองสายโซเวียตที่สนิทสนมกับสายเวียตนามออกจากการนำมวลชนนั้น เป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งทั้งทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธี

ผมจึงตำหนิฝ่ายรัฐเฉพาะในแง่วิธีการที่ใช้การบุกธรรมศาสตร์ มันเหวี่ยงแหสิ้นเปลืองชีวิตผู้บริสุทธิ์ไม่รู้อิโหน่อิเหน่มากไปหน่อย เรียกว่าไม่เนียน..ก่อนหน้านั้นมีการจัดการแบบลับๆ อย่างเช่นเคสของดร.บุญสนองซึ่งเนียนกว่าเยอะครับ

อันที่จริงครั้งนั้นถ้าจัดการแบบเด็ดแต่ห้ว ผมว่าคิวลงมาไม่ถึงสมศักดิ์เจียมกับเพื่อนฝูงซึ่งยังเยาว์อยู่ไม่มีแววมยุราขนาดจะโดนไปกับเขาด้วย ก็คงไม่แค้นฝังหุ่นมาจนทุกวันนี้หรอกครับ

ส่วนปัจเจกที่สมศักดิ์เจียมแค้นหนักหนา แต่ไม่กล้าเอ่ยชื่อนั้น ผมว่าไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยหรอกครับ กลอนฝ่ายขวาพาไปเอง ประเภทแอบอ้างตามสไตล์ออหมักและพรรคพวก

แต่ที่เกี่ยวและอยู่เบื้องหลังแน่ๆคือ ซีไอเอ กับฝ่ายความมั่นคงของไทยเอง ยุคนั้นเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของไทยฝีมืองานข่าวกรองและตอบโต้ข่างกรองไม่ธรรมดานะครับ ผมยังเคยแนะนำให้สมศักดิ์เจียมอ่านบทความในเวปมาแล้ว อย่าว่าแต่ระดับผู้นำนักศึกษาเลยครับ ขนาดอดีตทูตทหารไทยในเวียตนามยังโดนเล่นงานเรื่องความมั่นคงมาแล้ว หรืออดีตหัวหน้าปปส.ไทยก็โดนจับเรื่องค้ายาเสพติดขนยาในเวียตนามมาแล้ว ชาวบ้านทั่วไปไม่ค่อยจะทราบกันหรอกครับ สมศักดิ์เจียมก็นักขุดค้นประวัติศาสตร์ ลองไปค้นสองเรื่องที่ผมเล่าให้ฟังว่าจริงไหมนะครับ

ผมเองก็อยู่ในธรรมศาสตร์ในวันที่เกิดเหตุ โชคดีที่เพื่อนไม่มีใครตาย แต่โดนจับและเข้าป่าไปหลายคน เดี๋ยวนี้กลับออกมาเป็นผู้บริหารกิจการโทรคมนาคมใหญ่โตก็มีเป็นหมอก็มีเป็นทนายก็มี ยังไม่เห็นใครมันจะแค้นลึกแค้นยาวไม่สนใจเหตุผลองค์ประกอบอื่นได้อย่างสมศักดิ์เจียมสักคนเลย คุยกันทีไรก็พูดกันแต่ว่าคนไทยแค่๖๗ล้านคนยังทำมาหากินกันลำบากขนาดนี้ ถ้าต้องไปรวมไปแย่งกันทำมาหากินกับคนญวนคนลาวคนเขมรอีกเก้าสิบกว่าล้านคนมันจะลำบากขนาดไหน.....หัดคิดให้ได้แค่นี้จะหายแค้นไปอีกเยอะครับ

(มาแอบอ่านค่ะ) :)

(มาแอบอ่านค่ะ)

:)

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน