ธีระ สุธีวรางกูร
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
คงเป็นเรื่องธรรมดาเสียแล้วสำหรับ สังคมไทยที่วาทกรรมเรื่องความรักชาติจะถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ในสถานการณ์ใด สถานการณ์หนึ่งเพื่อนำมาเป็นเหตุผลในการสนับสนุนข้ออ้างของฝ่ายหนึ่งและ เพื่อต่อต้านฝ่ายตรงกันข้าม
ข้อกล่าวอ้างนี้เป็นเรื่องยอดนิยม เพราะทำได้ง่ายโดยไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบายทางวิชาการ
เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้แต่ในเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1GHz หรือ3G ที่คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ข้ออ้างดังกล่าวก็ยังถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อกีดกันบริษัทที่มีผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติ ไม่ให้ได้รับสิทธิในการใช้คลื่นความถี่เพื่อแข่งขันในการเป็นผู้ให้บริการด้วย
การกีดกันดังกล่าวนี้จะทำให้เกิดการจำกัดการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคมของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ
3G คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร
ความจริงแล้ว การให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่สามหรือ 3G ถือเรื่องธรรมดามากสำหรับการพัฒนาทางเทคโนโลยี เพราะเป็นการพัฒนาที่ต่อยอดจากการให้บริการด้วยเทคโนโลยีที่ให้บริการอยู่ แล้วในขณะนี้ เพียงแต่ว่าการให้บริการ 3G จะทำให้ผู้ใช้บริการสามารถรับและส่งข้อมูล (data) ด้วยความเร็วที่สูงขึ้น ไม่ว่าจะผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค นอกจากนั้น ก็ยังทำให้การใช้อินเตอร์เน็ตหรือดาวน์โหลดข้อมูลในขณะที่ผู้ใช้บริการ เคลื่อนที่อยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในการให้บริการ 3G นั้น ผู้ประกอบการจะต้องได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งคลื่นความถี่ย่าน 2.1GHz เป็นคลื่นความถี่ย่านหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ได้ตามมาตรฐานสากล และในขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็จะต้องสร้างโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อให้บริการ 3G ด้วย โดยคาดการณ์กันว่าการลงทุนในเรื่องนี้จะมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 300,000 ล้านบาท
จากการศึกษาของ GSM Association (GSMA) ระบุว่าหากมีการให้บริการ 3G ระหว่างปี พ.ศ. 2553 ถึง พ.ศ. 2557 จะก่อให้เกิดการจ้างงานเกือบ 80,000 ตำแหน่งต่อปี นอกจากนั้น การใช้อินเตอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นทุกๆ 10% จะทำให้ GDP ของประเทศโตขึ้นประมาณ 1.3 % อีกทั้งรัฐยังจะได้รับรายได้เพิ่มขึ้นจากการที่บริษัทที่ให้บริการต้องเสีย ค่าคลื่นความถี่ให้แก่รัฐและต้องเสียภาษีนำเข้าอุปกรณ์ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคลจากการให้บริการ 3G และที่ต้องไม่ลืมก็คือ การเกิดบริษัทที่ให้บริการด้านเนื้อหา (content) ยังทำให้รัฐได้รับภาษีในด้านต่างๆ อีกมาก การพัฒนาเทคโนโลยีก็จะช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเจริญก้าวหน้าและมีความ สะดวกยิ่งขึ้น
อนึ่ง หากมองในภาพของประชาชน กิจการโทรคมนาคม และประโยชน์ต่อสังคม ประชาชนเองในฐานะที่เป็นผู้บริโภคก็จะได้สิทธิในการเลือกใช้บริการที่ดีที่ สุด และการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ง่ายจะทำให้เกิดการพัฒนาด้านการให้บริการ สาธารณะสุข โรงพยาบาล การศึกษาและการพัฒนาท้องที่ห่างไกล กล่าวได้ว่าการให้บริการ 3G จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศในวงกว้างต่อเนื่องกันไปเป็นลูกโซ่ไม่รู้จบ
อย่างไรก็ดี หลังจากที่ กทช. ได้เผยแพร่ร่างข้อสนเทศหรือ IM และได้จัดการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะไปเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ.2552 ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ รวมทั้งมีความพยายามกีดกันไม่ให้บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติเปิดให้ บริการ 3G ซึ่งขณะนี้ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ของประเทศไทยมีอยู่ 3 ราย โดย 2 ใน 3 รายมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่เป็นนักลงทุนต่างชาติ
หากการกีดกันดังกล่าวสัมฤทธิ์ผล ก็ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า การให้บริการ 3G ในประเทศไทยจะถูกจำกัดให้อยู่ในมือของผู้ประกอบการรายใหญ่เพียงรายเดียว
การจำกัดการแข่งขันโดยอ้างเรื่อง “รัฐต่างด้าว” ข้ออ้างที่ยกขึ้นมาเพื่อจำกัดการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคมมีหลายรูปแบบ รูปแบบแรก เห็นได้จากถ้อยแถลงของผู้แทนบริษัทเอกชนบางบริษัทในวันที่ กทช. จัดรับฟังความเห็นสาธารณะเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2552 ที่อ้างว่า ผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่สองรายในประเทศไทยมีผู้ถือหุ้นที่ เป็นรัฐวิสาหกิจของรัฐบาลต่างประเทศอันขัดแย้งต่อมาตรา 84 (1) ของรัฐธรรมนูญ
ความจริงแล้วบทบัญญัติมาตรา 84 (1) ของรัฐธรรมนูญมิได้ห้ามรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไทยหรือรัฐบาลต่างประเทศ ในการถือหุ้นในบริษัทเอกชนเพื่อประกอบธุรกิจ และหากบริษัทนั้นๆไม่ ได้รับมอบหมายจากรัฐผ่านทางกฎหมายให้มีอำนาจรัฐแล้ว ลำพังการถือหุ้นในบริษัทเอกชนโดยรัฐบาลไทยหรือรัฐบาลต่างประเทศไม่ว่าในสัด ส่วนเท่าใด ย่อมไม่สามารถทำให้บริษัทที่รัฐถือหุ้นอยู่กลายเป็น”รัฐ” ขึ้นมาได้ จึงไม่สามารถตีความว่าการประกอบธุรกิจของบริษัทที่รัฐถือหุ้นอยู่นั้นเป็น การประกอบธุรกิจโดย ”รัฐ”
กรณีของบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ที่ประกอบธุรกิจในต่างประเทศ เป็นตัวอย่างที่ไม่เคยถือกันว่าเป็นเรื่องที่ ”รัฐไทย” เข้าไปประกอบกิจการในต่างประเทศ เพราะหากถือกันเช่นนั้น ก็จะเท่ากับว่าบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ย่อมไม่ตกอยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐต่างประเทศ เพราะตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายของรัฐหนึ่งจะบังคับเอากับรัฐต่างประเทศอีกรัฐหนึ่งไม่ได้
ด้วยเหตุผลข้อนี้ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ไม่ใช่รัฐไทย ฉันใด การที่รัฐบาลต่างประเทศมาลงทุนในบริษัทเอกชนในประเทศไทยไม่ว่าจะในสัดส่วน เท่าใด ก็ไม่ทำให้ ”บริษัท” นั้นกลายเป็น ”รัฐต่างด้าว” ขึ้นมาได้ ฉันนั้น ทั้งนี้ มิพักต้องพูดถึงว่าในทางข้อเท็จจริงแล้ว บริษัทดังกล่าวนั้นก็ตกอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายไทยอย่างสมบูรณ์
การจำกัดการแข่งขันโดยอ้างเรื่องการครอบงำกิจการโทรคมนาคมโดยคนต่างด้าว
ความพยายามจำกัดการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคมรูปแบบที่สองก็คือการพยายามทักท้วงขอให้ กทช.ใช้อำนาจตามมาตรา 8 แห่ง พรบ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 ออกกฎเกณฑ์พิเศษกีดกันไม่ให้บริษัทที่ผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติบริหารกิจการอยู่ เข้าร่วมขอรับการจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1GHz โดยอ้างว่าคลื่นความถี่ซึ่งเป็นทรัพยากรของชาติ ไม่ควรตกอยู่ในมือของบริษัทเหล่านั้นอันจะมีผลให้เกิดการครอบงำกิจการโทรคมนาคมโดยคนต่างด้าว
การกล่าวอ้างเช่นนี้ ถือเป็นเหตุผลที่คลาดเคลื่อนจากสภาพความเป็นจริง เพราะในเมื่อคลื่นความถี่ 2.1 GHz เป็นทรัพยากรของชาติ จึงเป็นไปไม่ได้ที่คลื่นความถี่จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของต่างชาติได้ อีกทั้ง กทช.ก็เพียงแต่จะให้ ”สิทธิในการใช้” คลื่นความถี่ในระยะเวลาอันจำกัดแก่ผู้ที่ชนะการประมูลเท่านั้น ไม่ใช่เป็นการขายคลื่นความถี่ให้ต่างชาติ
นอกจากนั้น ประเทศไทยยังมีนโยบายในการสนับสนุนให้มีการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติมาตลอด โดยในปี พ.ศ.2549 รัฐสภาได้ทำการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 เพื่อเชื้อเชิญให้นักลงทุนต่างประเทศเข้ามาถือหุ้นในบริษัทที่ประกอบกิจการ โทรคมนาคมได้มากขึ้นจากที่อนุญาตให้ถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 25 มาเป็นถือหุ้นได้ไม่ถึงร้อยละ 50 เหมือนๆ กับธุรกิจให้บริการอื่นๆ และรัฐสภาก็ไม่ได้ตรากฎหมายจำกัดสิทธิของผู้ถือหุ้นต่างชาติในการออกเสียงใน ที่ประชุมผู้ถือหุ้น ประกอบกับการถือหุ้นร้อยละ 49 ก็ยากที่จะเป็นเสียงข้างน้อยในที่ประชุมผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะสำหรับบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ อีกทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10 พ.ศ. 2550 – 2554 หน้า 93 ก็ได้ระบุว่า ประเทศไทยจะ “ทบทวน มาตรการส่งเสริมการลงทุนให้เอื้อต่อการประกอบการของนักลงทุนภายในประเทศและ นักลงทุนต่างประเทศภายใต้สภาพแวดล้อมของการแข่งขันที่เป็นธรรม” ในหน้า 150 ก็ระบุว่า ประเทศไทย ”ควรศึกษา…เพื่อกำหนด/ปรับปรุงมาตรการส่งเสริมการลงทุน…เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและสนับสนุนนักลงทุนไทยไปลงทุนในต่างประเทศ”
สิ่ง เหล่านี้เป็นที่เห็นได้ชัดว่าประเทศไทยยินดีที่จะให้นักลงทุนต่างชาติสามารถ เข้ามาลงทุนและบริหารบริษัทที่ประกอบกิจการโทรคมนาคมได้ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกิดการแข่งขันและเพื่อประโยชน์สุดท้ายของผู้บริโภคโดยรวม ดังนั้น แม้ พรบ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544 จะเปิดช่องให้อำนาจ กทช. สามารถ กำหนดกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการครอบงำของคนต่างด้าวได้ แต่การออกกฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้ก็ต้องมีเนื้อความที่สอดคล้องกับกฎหมายอื่นทั้ง ระบบ และจะต้องพิจารณาให้ดีว่ามีเหตุจำเป็นใดที่ สำคัญยิ่งกว่าการส่งเสริมการแข่งขันหรือไม่ และเหตุดังกล่าวนั้นสอดรับกับข้อยกเว้นที่กำหนดไว้ในมาตรา 43 และมาตรา 81(1) ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่ไม่ว่าเหตุนั้นจะเป็นอย่างไร กฎเกณฑ์ดังกล่าวย่อมไม่อาจมีผลกระทบต่อสิทธิของผู้ถือหุ้นจนเกินสมควร
การจำกัดการแข่งขันโดยอ้างเรื่องความมั่นคง
ความพยายามจำกัดการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคมรูปแบบที่สาม คือการมีผู้พยายามทักท้วงขอให้ กทช.กำหนดกฎเกณฑ์พิเศษ จำกัดมิให้บริษัทที่ผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติมีอำนาจบริหารกิจการ เข้าร่วมขอรับการจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1GHz โดยอ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคงของชาติ
โดยแท้ที่จริงนั้น คลื่นความถี่ 2.1GHz เป็น คลื่นความถี่ที่ทั่วโลกยอมรับว่าใช้เพื่อกิจการทางพาณิชย์ ไม่ใช่เป็นคลื่นที่ใช้ในราชการทหาร นอกจากนั้น สารัตถะของกิจการโทรคมนาคมโดยตัวของมันเองก็มิได้เป็นเรื่องความมั่นคง เพราะหากเป็นเช่นนั้น ประเทศไทยก็คงไม่อนุญาตให้เอกชนเข้ามาร่วมให้บริการนี้ตั้งแต่ต้น และคงไม่แปลงสภาพองค์กรของรัฐทั้งสองแห่ง คือ บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ให้เป็นบริษัทเอกชน
ส่วนข้ออ้างเรื่องการดักฟังการสนทนานั้น รัฐไทยก็สามารถประกาศใช้กฎหมายเพื่อควบคุมดูแลได้โดยสามารถลงโทษผู้ประกอบการที่กระทำผิดไม่ว่าจะมีผู้ถือหุ้นเป็นชาวไทยหรือชาวต่างชาติ ดังนั้น การกีดกันนักลงทุนต่างชาติโดยอ้างเหตุผลความมั่นคงจึงเป็นเรื่องที่ไม่รับ กับข้อเท็จจริง
การจำกัดการแข่งขันโดยการเสนอให้ กทช.ใช้วิธีการประกวดซอง (Beauty Contest)
แทนการประมูล หรือเสนอให้มีการกำหนดโควต้า (set aside)
ความพยายามจำกัดการแข่งขันในการให้บริการ 3G รูปแบบที่สี่ ก็คือการที่มีผู้พยายามเสนอให้ กทช. ทำการจัดสรรคลื่นความถี่โดยวิธีการประกวดซอง (beauty contest) แทนการจัดสรรโดยวิธีการประมูลที่เป็นการแข่งขันราคา กล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นการขอให้ ”ผู้ประกอบการที่ไม่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ มีสิทธิพิเศษไม่ต้องแข่งขันประมูลราคากับผู้ประกอบการที่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ” ซึ่งหากเป็นไปตามข้อเสนอนี้ จะทำให้ผู้ประกอบการที่ไม่มีผู้ถือหุ้นต่างชาติ สามารถเสนอข้อเสนอทางเทคนิคและทางพาณิชย์ให้แก่ กทช.ทำการพิจารณาเพื่อจัดสรรคลื่นความถี่ให้แก่ตนได้ ซึ่งต่างจากวิธีการประมูลที่ กทช. จะจัดสรรคลื่นความถี่ให้แก่ผู้ที่ให้ราคาประมูลสูงสุด
อาจกล่าว ได้ว่าข้อเสนอข้างต้นไม่สอดรับกับข้อมูลทางวิชาการ นักเศรษฐศาสตร์ปัจจุบันต่างเห็นกันว่า การจัดสรรคลื่นความถี่โดยวิธีการประมูลเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากกว่า การจัดสรรคลื่นความถี่โดยวิธีการประกวดซอง เพราะวิธีการประมูลเป็นวิธีการที่โปร่งใสกว่าและเชื่อได้ว่าผู้ที่ชนะการ ประมูลซึ่งเป็นผู้ที่ให้คุณค่าทางเศรษฐกิจแก่คลื่นความถี่มากที่สุด ย่อมน่าจะเป็นผู้ที่จะใช้คลื่นความถี่ให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากที่สุด ปัจจุบันนี้ การจัดสรรคลื่นความถี่โดยวิธีการประมูลจึงเป็นวิธีการที่ใช้กันแพร่หลาย เช่น ในสหรัฐอเมริกา อังกฤษ แคนาดา เดนมาร์ค สวิสเซอร์แลนด์ ฮังการี เยอรมัน ออสเตรเลีย ศรีลังกา ไต้หวัน และแม้แต่ในประเทศที่เคยใช้การประกวดซอง เช่น อินโดนิเซีย หรือ เอสโตเนีย ก็ได้หันมาใช้การจัดสรรโดยวิธีการประมูลเช่นกัน
ต่อข้ออ้างที่ว่าการประมูลจะทำให้คลื่นความถี่มีราคาสูง และทำให้ค่าบริการ 3G สูงตามไปด้วยนั้น ในปัจจุบัน นักวิชาการต่างเห็นว่ากันว่าข้ออ้างเหล่านี้มีน้ำหนักน้อย เพราะค่าคลื่นความถี่ที่ผู้ชนะการประมูลจ่ายให้แก่รัฐนั้นถือได้ว่าเป็นทุน จม (sunk cost) ที่ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ผู้ประกอบการจะสามารถนำมาเป็นปัจจัยในการกำหนดราคาค่าบริการได้ แท้จริงแล้ว ราคาค่าบริการ 3G จะสูงหรือต่ำนั้นขึ้นอยู่กับระดับการแข่งขันในการให้บริการ 3G เป็นหลัก และการประกวดซองก็ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าค่าบริการจะถูกกว่า ดังนั้น นักเศรษฐศาสตร์ที่ได้รับรางวัลโนเบลอย่าง Ronald H. Coase จึงได้ยกย่องว่าการจัดสรรคลื่นความถี่โดยวิธีการประมูลเป็นวิธีการที่ดีที่สุด ( โปรดดู Coase, Ronald, "The Federal Communication Commission", Journal of Law & Economics Vol II 1959, pp. 1-40 ) การเสนอให้ กทช. นำวิธีการประกวดซองมาใช้จึงขาดเหตุผลทางวิชาการสนับสนุน
อนึ่ง ที่มีการเสนอกันว่า หาก กทช. ยังยืนยันที่จะใช้วิธีการประมูลต่อไป ก็ขอเสนอให้ กทช. ใช้วิธีการกำหนดโควตา (set aside) เพื่อสงวนคลื่นความถี่ไว้ให้แก่ ”ผู้ประกอบการไทย” หรือ ”รัฐวิสาหกิจ” นั้น ข้อเสนอเช่นนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นการจำกัดการแข่งขันในการประมูล และเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการที่ไม่ถูกวิธี เพราะเป็นการให้มีสิทธิพิเศษโดยไม่มีเหตุสมควร ซึ่งจะเป็นโทษต่อผู้บริโภคและประเทศโดยรวม
การจำกัดการแข่งขันเพื่อปกป้องรายได้ตามสัญญาสัมปทานที่อาจลดลง
ความพยายามจำกัดการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคมรูปแบบที่ห้า คือการกล่าวอ้างว่า การจัดสรรคลื่นความถี่ 2.1GHz จะทำให้รายได้ตามสัญญาสัมปทานที่บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้รับจากผู้ประกอบการโทรศัพท์เคลื่อนที่ลดลงเพราะผู้ใช้บริการจะย้ายไปใช้ บริการ 3G แทน
ต่อความข้อนี้ ในเมื่อบริษัททั้งสองได้รับการแปลงสภาพแล้ว แม้รัฐบาลจะถือหุ้นทั้งหมด สองบริษัทดังกล่าวก็ย่อมไม่ใช่องคาพยพของรัฐอีกต่อไป ดังที่ศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยในคดีการ แปลงสภาพองค์การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เป็นบรรทัดฐานไว้แล้ว สัญญาสัมปทานจึงควรโอนมาเป็นของกระทรวงการคลังโดยตรง ไม่ควรอยู่ในมือของบริษัททั้งสอง รายได้ตามสัญญาสัมปทานที่บริษัททั้งสองได้รับจำนวนหนึ่งก็ไม่ได้ส่งเข้ากระทรวงการคลัง มีเพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้นที่นำส่ง การจำกัดการแข่งขันในการให้บริการ 3G เพียงเพื่อปกป้องรายได้ของบริษัททั้งสองซึ่งไม่ใช่รัฐย่อมไม่ถูกต้อง ที่สำคัญที่สุดก็คือ หากผู้ใช้บริการเลือกใช้บริการ 3G นั่นก็เป็นผลตามธรรมดาของการแข่งขัน ประชาชนไม่ควรถูกตัดโอกาสที่จะได้เลือกใช้บริการที่ดีขึ้น เพียงเพื่อปกป้องการไร้ความสามารถในการแข่งขันของบริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)
จากที่กล่าวมาทั้งหมด ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องตอบตัวเองว่า ยังเชื่อมั่นในหลักการแข่งขันทางการค้าและระบบเศรษฐกิจเสรีหรือไม่ ถ้าไม่ เนื้อความของรัฐธรรมนูญมาตรา 84 ที่บัญญัติว่า รัฐ ”ต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจเสรี…โดยต้องยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจซึ่งมีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ” ก็ไม่จำเป็นที่จะคงอยู่ต่อไปในกฎหมายสูงสุดของประเทศ
(1) รัฐบาลควรเร่งแปรรูป TOT
(1) รัฐบาลควรเร่งแปรรูป TOT และ CAT Telecom ให้เป็นเอกชน เพื่ออนาคตของคนในองค์กรทั้งสองเอง และลดโอกาสของนักการเมืองเข้าไปหาผลประโยชน์
(2) กทช. และรัฐบาล สามารถทำให้เกิดการแข่งขันเสรีได้ และยังสามารถใช้กลไกต่างๆคุมราคาได้อยู่แล้ว ไม่ว่าผู้ให้บริการนั้นจะเป็นไทยหรือเทศ
(3) รัฐบาลควรปล่อยให้เอกชนเขาลงทุนจะดีกว่า และเก็บเงินงบประมาณใดๆที่ต้องสนับสนุน TOT และ CAT Telecom ทางอ้อม นำไปพัฒนาประเทศทางอื่นจะดีกว่า
รัฐบาลควรมองให้กว้างและมองให้ยาวครับว่าประเทศชาติจะได้อะไร อย่ากังวลในเรื่องเล็กน้อย
เอาข้อเสียไม่กี่ % ไปทำลายโอกาสของข้อดีจำนวนมาก
หรือว่าแท้จริงแล้วกลัวความก้าวหน้าของเทคโนโลยีจะเปิดโปงความจริง และเปิดหูเปิดตาประชาชน
เป็นความเห็นที่น่าสนใจมาก จับ
เป็นความเห็นที่น่าสนใจมาก
จับอีตา สุธี เข้าลิสต์คนเขียนบทความที่น่าติดตามอ่าน ฮิฮิ
เรื่องของเรื่องคือ บ ลูก ๆ
เรื่องของเรื่องคือ
บ ลูก ๆ ป๋า เป็นหนี้พะรุงพะรัง เงินก็น้อยกว่าเค้า เลยอาศัยช่อง เดินเกมส์ ออกมาโจมตี โดยอาศัยประเด็นความมั่นคง
ชาตินิยม โดยพยายามเกาะกระแสที่ถูกปลุกปั่นต่อเนื่องมาจาก กระแส ขวาคลั่งชาติสีเหลือง แข่งในเกมส์ไม่ไ้ด้ ก็พยายามเล่น
นอกเกมส์
รัฐบาลนี้ก็ เป็นหนี้บุญคุณบรรดา รัฐวิสหกิจบรรดาเสือนอนกิน และ ผู้ หากินกับกับ บ ที่ไร้ประสิทธิภาพเหล่านี้ จึงต้องหาทางออกในการ อุ้มชู ให้หนทางทำกินระยะยาวเปิดกว้าง กับกลุ่มทุน ในเครือข่าย ของตนเอง
ข้ออ้างเรื่องชาติ หรือ รัฐ เสียผลประโยชน์ เป็นเรื่อง ไม่ตรงประเด็น เพราะ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผลประโยชน์ของประชาชน
ที่จะได้ใช้ ประโยชน์จาก เทคโนโลยีนี้ ไม่ว่าทางตรงทางอ้อม การที่คนไทยได้ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ ช้ากว่าคนอื่นย่อม
นับเป็น ค่าเสียโอกาสมหาศาล
บอกตรงๆ
บอกตรงๆ ผมผิดหวังกับบทความนี้นี้ ไม่มีอะไรใหม่จริงๆ ไม่พูดเรื่อง 112 ไม่พูดเรื่องคดีหมิ่น พูดได้แค่นี้ อย่าพูดดีกว่า ถ้าพูดเรื่องการเมืองแต่ไม่พูดแบบที่ผมบอก อย่างนี้คือแค่้รับจ้างพูด ไม่ใช่ปัญญาชนจริงๆ อย่างกระผม
ถ้าปัญยาชนจริงๆ ต้องพูดแบบกระผม กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง
อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก กระผมบอกแล้วว่าต้องพูดเรื่องอะไร อ้าว ทำไมไม่เชื่อ ทำไมไม่ฟัง พุดโธ่ พูดแค่นี้อย่พูดดีกว่า ไม่ีมีอะไรใหม่จริงๆ ต้องพูดอย้างกระผม ถึงใหม่ ถึงแจ๋วจริง อ้าว ไม่ฟังอีก
อ่านแล้วผิดหวังจริงๆ ไม่มีอะไรใหม่ อยากรู้ว่าพูดใหม่ทำไง กลีบไปอ่านกระผมย่อหน้าที่แล้ว เข้าใจ๊
ด็อก หวงก้าง
ด็อก หวงก้าง