วันเสาร์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ 2555 | อัพเดทล่าสุดเมื่อ 1 ชั่วโมง 44 นาที ที่ผ่านมา
เสวนา 60 ปีรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์: โลกไร้พรมแดนในประเทศที่มีพรมแดน
Sat, 2009-11-21 21:03
20 พ.ย.52 ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ มีการจัดปาฐกกถาวิชาการเนื่องในโอกาส 60 ปี คณะรัฐศาสตร์ โดย ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ. เรื่อง “โลกไร้พรมแดนในประเทศที่มีพรมแดน: ความขัดแย้งระหว่างระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติกับสังคมโลกาภิวัตน์” และมีวงเสวนาต่ออีกในหัวข้อเดียวกันน
เสกสรรค์ กล่าวว่า ระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติกำลังถูกหักล้างกัดกร่อนอย่างรวดเร็วจากยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป จนเกิดคำถามว่ารัฐชาติของไทยจะรักษาระเบียบอำนาจของตนไว้ได้หรือไม่ มันสายไปแล้วหรือไม่ที่จะจำกัดการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไว้ในกรอบคิดรัฐชาติ และอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อรัฐชาติต้องแปรรูปไปเป็นรัฐแบบอื่น เราพร้อมจะพบกับความเปลี่ยนแปลงระดับนั้นหรือสามารถควบคุมทิศทางการเปลี่ยนแปลงได้แค่ไหน ที่น่ากังวลคือ องค์ความรู้ที่ผ่านมายังไม่พอที่จะตอบคำถาม นี่เป็นวาระสำคัญของวงวิชาการสายสังคมศาสตร์ที่ต้องเร่งศึกษากันโดยด่วน
เสกสรรค์ กล่าวว่า มาถึงวันนี้ความขัดแย้งระหว่างรัฐชาติกับโลกาภิวัตน์ทำให้ไม่สามารถพูดผ่านจุดยืนของลัทธิชาตินิยมและระเบียบอำนาจรัฐชาติแบบเก่าๆ ได้แล้ว แรงกดดันของไอเอ็มเอฟเมื่อปี 2540 ดูเหมือนเป็นการละเมิดอธิปไตยไทย กฎหมาย 11 ฉบับก็เหมือนยอมจำนนเปิดประตูให้ต่างชาติเข้ามา แต่ผ่านมา 10 กว่าปีระเบียบเศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์กลายเป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้กันทั้งโลก ทั้งยังมาจากกรอบคิดที่แตกต่างจากแนวคิดรัฐชาติโดยสิ้นเชิง เพราะยกเลิกพรมแดนทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม ไม่เฉพาะแรงกดดันภายนอก แต่เป็นแรงกดดันภายในด้วยที่สร้างความเปลี่ยนแปลง เพราะการเปิดประเทศต้อนรับการค้าการลงทุนอย่างเสรีทำให้การแยกแยะผลประโยชน์ของต่างชาติหรือของคนไทยเป็นไปได้อยากขึ้น เพราะต่างเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน และการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจก็เป็นเงื่อนไขสำคัญยิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ
เขากล่าวต่อว่า ความขัดแย้งระหว่างระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติกับสังคมโลกาภิวัตน์ ไม่ได้หมายถึงการต่อสู้เชิงปฏิปักษ์ระหว่างไทยกับประเทศมหาอำนาจ หรือขัดกันโดยสิ้นเชิงของผลประโยชน์ไทยกับต่างชาติ แต่หมายถึงลักษณะที่อาจเข้ากันไม่ได้ หรือไม่ได้สอดคล้องกันระหว่างระเบียบอำนาจที่เราใช้อยู่กับสังคมที่แปรเปลี่ยนไป และทำให้รัฐไทยเผชิญปัญหาสำคัญคือ หนึ่ง การบูรณาการผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์กับผลประโยชน์ของส่วนอื่นในสังคม ซึ่งประเด็นไม่ได้อยู่ที่การต่อต้านการค้าการลงทุนแบบไร้พรมแดน แต่ต้องจัดวางฐานะของมันให้เหมาะสมและบูรณาการผลประโยชน์ของทุกกลุ่มเข้าด้วยกันแทนที่จะปิดกั้นด้วยจินตนาการเรื่องชาติ และต้องบริหารความเป็นธรรมด้วย
สอง ปัญหาความไม่ลงตัวในการจัดสรรอำนาจทางการเมืองและพื้นที่ทางการเมืองแบบพหุลักษณะ ซึ่งเกี่ยวโยงกับเศรษฐกิจแบบไร้พรมแดนและข่าวสารแบบไร้พรมแดนที่กระตุ้นให้สังคมยิ่งทวีความหลากหลายและปกครองยากขึ้น อุดมการณ์ชาตินิยมครอบงำไม่ได้อีกต่อไป หากจะอยู่ร่วมกันอย่างสันติต้องมีการปรับตัวขนานใหญ่ โดยต้องไม่ผูกขาดนามความเป็นชาติและความเป็นไทย และเรียนรู้ที่จะแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีพื้นที่ทางการเมืองให้กับทุกฝ่าย หรือใช้การเมืองแบบมีส่วนร่วม
นอกจากนี้เศรษฐกิจแบบไร้พรมแดนยังทำให้เกิดกลุ่มชนชั้นใหม่ๆ ที่มั่งคั่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วและมหาศาล เกิดกลุ่มทุนใหม่ที่ต้องการมีส่วนแบ่งในอำนาจเช่นกัน พวกเขาเติบโตหลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ขณะที่กลุ่มทุนเก่าเสื่อมถอย และขึ้นสู่อำนาจผ่านระบบเลือกตั้ง พร้อมกับความคิดในการปรับเปลี่ยนกลไกรัฐและสังคมไทยให้เชื่อมร้อยกับโลกาภิวัตน์อย่างกระฉับกระเฉง แต่ไม่มีประสบการณ์และความรู้ที่เป็นศาสตร์ศิลป์ของการปกครอง ถูกท้าทายอย่างรุนแรงกระทั่งถูกโค่นลงด้วยรัฐประหาร 2549 และสังคมไทยก็ประสบกับความแตกแยกทางการเมืองที่หนักหน่วงร้ายแรงที่สุดนับแต่สิ้นสงครามเย็น
เสกสรรค์ กล่าวว่า ในความขัดแย้งหลัง 2549 ประเด็นสำคัญคืออุปสรรคของโครงสร้างที่ทำให้การแบ่งพื้นที่อำนาจระหว่างชนชั้นนำ หรือการเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับมวลชนชั้นล่างเป็นไปได้ยาก เพราะรัฐไทยยังคงรวมศูนย์สู่ส่วนกลาง ทำให้การเมืองไทยมีลักษณะ Winner Takes All และส่งผลให้ความขัดแย้งของชนชั้นนำมักเดินไปสู่ความรุนแรงอยู่เป็นระยะๆ อีกทั้งยังขาดรากฐานของการปกครองตนเองระดับท้องถิ่นซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างประชาสังคมกับรัฐ และศูนย์กลางกับท้องถิ่น เพื่อประชาสังคมมีส่วนร่วมมากขึ้น และทำให้ท้องถิ่นมีอำนาจจัดการตัวเอง เป็นหุ้นส่วนของโลกาภิวัตน์อย่างเสมอหน้า
(ติดตามอ่านฉบับเต็มได้ เร็วๆ นี้)
ช่วงต่อมาเป็นการเสวนาในหัวข้อเดียวกัน โดยมีรศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ รศ.ดร.จุลชีพ ชินวรรโณ ผศ.ดร.ขจิต จิตตเสวี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มธ. ร่วมอภิปราย
เกษียร กล่าวถึงการสำรวจความคิดความเข้าใจเรื่องระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติ และสังคมโลกาภิวัตน์ ผ่านงานชิ้นสำคัญคือ รัฐชาติเป็นเป็นรัฐตลาด ของฟิลลิป บ็อบบิตต์ (Phillip Bobbitt) ซึ่งมองว่า สนธิสัญญาปารีสในปี 1990 เป็นการจบลงของรัฐชาติและเริ่มต้นรัฐตลาด
อันที่จริง Bismarck ของเยอรมันกล่าวได้ว่าเป็นผู้ให้กำเนิดรัฐชาติซึ่งมีเป้าหมายเป็นรัฐที่รับใช้ชาติ และเป็นรัฐที่สร้างสวัสดิการอยู่ดีมีสุขให้สมาชิกรัฐชาติได้คลี่คลายผ่านสงครามอันยาวนานนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 และสงครามเย็น ซึ่งทำให้ตัวแบบของรัฐชาติที่สู้กันทั้งแบบฟาสซิสม์ คอมมิวนิสต์ และเสรีประชาธิปไตย เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวคือเสรีประชาธิปไตย แต่หลังสงครามเย็นรัฐชาติแบบเสรีประชาธิปไตยก็เริ่มกลายพันธุ์ โดยเลิกจัดหาสวัสดิการให้สมาชิก เปลี่ยนไปสถาปนาความชอบธรรมบนฐานใหม่ คือ เพิ่มโอกาสสูงสุดให้พลเมืองของตนในการดิ้นรนหากำไรในตลาด และ เสนอให้ความมั่นคง ปลอดภัยขั้นพื้นฐานแก่พลเมืองในอันที่จะใช้ระบบตลาดนั้น ทำให้ขอบข่ายกิจกรรมของรัฐชาติแคบลงมาก
เกษียร กล่าวอีกว่า เราสามารถแบ่งลักษณะของรัฐตลาดได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นรัฐตาดแบบพาณิชย์นิยมของโตเกียว, รัฐตลาดแบบผู้จัดการของเบอร์ลิน, รัฐตลาดแบบบรรเทาทุกข์ของวอชิงตัน รวมไปถึงรูปแบบใหม่คือรัฐตลาดแบบอำนาจนิยมองปักกิ่ง
อย่างไรก็ตามหลังวิกฤต subprime รัฐชาติเริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้งในการกอบกู้ อุดหนุนกระตุ้นตลาด ซึ่งโดยหลักรัฐตลาดแล้วไม่ควรทำ นอกจากนี้ยังถูกประชาชนบีบให้เข้าแทรกแซงควบคุมตลาดการเงินมากขึ้น และเดินนโยบายคุ้มครองการค้าแบบปกป้อง (protectionism) ให้มีการอุ้มตลาด การจ้างงาน และขยายสวัสดิการมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าในระบบเสรีนิยมใหม่ทั่วโลบก รัฐชาติก็ยังถูกผลักดันให้ทำสิ่งท่เคยทำ แต่แม้มีการผลิกกลับของบทบาทรัฐชาติเช่นนี้ แต่เสรีนิยมใหม่ก็ไม่ได้จบลง
เกษียร กล่าวถึงโลกาภิวัตน์ –เสรีนิยมใหม่ว่า นักภูมิศาสตร์ชาวอังกฤษคนหนึ่งเสนอว่ายุคนี้โลกไม่ได้หดลง หากแต่ถูกขยำให้ยับยู่ยี่ การเปลี่ยนแปลงในมิติระยะทาง สถานที่ ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องตรรกะของตลาด และฐานะอำนาจที่เหลื่อมล้ำของตลาด ดังนั้นโลกจึงไม่ได้หดลงทุกที่ บางพื้นที่ก็หด บางพื้นที่ไม่หด บางพื้นที่ถูกทอดทิ้ง ฯลฯ เขายังเสนออีกว่า หลังจากมีการยกเลิกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่กีดกันการค้า (deregulation) แล้ว ก็จะมี re-regulation มาด้วยเสมอ ในบางมุมเราก็มีกฎเกณฑ์มากขึ้นจากแรงกดดันของโลกาภิวัตน์ เช่น การไล่จับสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ และมันยังทำให้เกิดการยกเลิกกฎหมายระดับชาติ แล้วแทนที่ด้วยกฎเกณฑ์ระดับสากล สร้างตลาดที่มีแบบแผนเดียวกันทั้งโลก
เกษียร ตอบคำถามว่าแล้วโลกาภิวัตน์นั้นดีหรือเลว โดยยกคำกล่าวของ โจเซฟ สติกลิตซ์ (Joseph Stiglitz) ว่า ขึ้นอยู่กับแต่ละรัฐชาติว่าจะจัดการโอกาสและความเสี่ยงในแง่การเข้าถึง ใช้ และครอบครองทรัพยากรที่มากับโลกาภิวัตน์ได้แค่ไหน นอกจากนี้อำนาจขอโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่ภายในพรมแดนนแต่ละประเทศก็ไม่ได้แสดงออกผ่านรัฐเท่านั้น หากแต่ผ่านภาคนอกรัฐ ไม่ว่าเอกชน ภาคประชาชน ปัจเจกชน ในลักษณะตำรวจตรวจจับตัวเอง สร้างระบบให้ปัจเจกคนขูดรีดตัวเองได้ และมีลักษณะตัวใครตัวมัน ไม่มีสำนึกรวมหมู่อีกต่อไป ซึ่งอาจเรียกได้ว่าคือ รัฐวิสัย หรือการควบคุมตัวเองจากการบริหารจัดการทรัพยากรแบบโลกาภิวัตน์
สำหรับแนวโน้มข้างหน้า เกษียรหยิบยกการวิเคราะห์ของวอลเดน เบลโล (Walden Bello) ว่า ถึงที่สุดเสรีนิยมใหม่ก็จะรอดจากวิกฤตนี้ เพราะสาเหตุหลายประการ ไม่ว่าการคนมักตกอยู่ในลัทธิ corruption เชื่อว่ายิ่งรัฐมีอำนาจมากจะยิ่งคอรัปชั่นมาก และเสรีนิยมใหม่จึงเหมาะสมเพราะทำให้รัฐมีอำนาจน้อยลง, การที่คนส่วนใหญ่ยังตั้งคำถามว่า ถ้าไม่เอาเสรีนิยมใหม่แล้วจะเอาอะไร และสุดท้ายคือความหลงใหลว่าเศรษฐศาสตร์เป็นวิทยาศาสตร์ เมื่อเสรีนิยมใหม่ยังอยู่รอดเราอาจจะเจอภาวะ “รัฐล้างชาติ” หรือรัฐที่ถูกแปรรูป (privatize) โดยบรรษัทข้ามชาติให้เลิกรัใช้เป้าหมายของชาติ แต่รับใช้เป้าหมายของโลก เน้นอำนาจฝ่ายบริหารเท่านั้น และมีลักษณะเผด็จการมากขึ้น
จุลชีพมองว่า ปัจจุบันนี้คือ สภาวะที่เรียกว่าการปะทะกันทางอารยธรรม clash of civilization และนับตั้งแต่ปี 1989 ถึงปัจจุบันก็คือรอยต่อของการเปลี่ยนแปลง ซึ่งได้เกิดความเปลี่ยนแปลงย่อยมหาศาล ไม่ว่าจะในเชิงปริมาณ เช่น การทำลายกำแพงเบอร์ลิน การล่มสลายของสหภาพโซเวียต หรือการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพที่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เช่น การเมืองที่เหลือขั้วเดียวคือ อเมริกา เศรษฐกิจที่เปลี่ยนเป็นหลายขั้วไม่ว่าอเมริกา สหภาพยุโรป เอเชีย ซึ่งปัจจุบันมีลักษณะคล้ายยุคสงคราม 30 ปี (1618-1648) ที่ชุมชนการเมืองมีหลายกหลายจนกระทั่งเหลือเพียงรูปแบบของรัฐชาติ และปัจจุบันรัฐชาติก็ถูกท้ายทายโดยโลกาภิวัตน์ หลังจากตลาดได้สร้งกฎเกณฑ์ระดับโลกทำให้ เงิน ข้อมูลข่าวสาร และค่านิยมบางอย่าง สามารถกระจายไปทั่วโลก ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสียอยู่ที่จะปฏิสัมพันธ์กับมันอย่างไร
อย่างไรก็ตาม มันก็มีแรงต้านของโลกาภิวัตน์ด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น การตื่นตัวระดับภูมิภาค (regionalization) และเป็นปฏิกิริยาที่ท้องถิ่นพยายามจะพิทักษ์เอกลัษณ์ของตนเอง (Localism) พลังต่างๆ เหล่านี้ต่างกระทำกับรัฐชาติ ส่งผลให้มีความเปลี่ยนแปลง และสร้างความขัดแย้งของรัฐชาติในประเด็นของเขตแดนเกิดขึ้นทั่วสำหรับรัฐชาติที่ยังมี mind set แบบเดิม ขณะเดียวกันก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของการรวมกันเป็นประชาคม ซึ่งการเป็นประชาคมจะเป็นทางเลือกใหม่ของการลดความขัดแย้ง เขตแดนจะลดน้อยลง หรือหากมีก็จะแปรเป็นเขตแดนแห่งความร่วมมือมากขึ้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่ที่มุมมองของรัฐบาลแต่ละประเทศว่าจะเข้าใจระบบโลกได้มากแค่ไหน และคำถามสำคัญคือ จะคุมระบบตลาด ระบบโลกได้อย่างไรด้วย
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












โลกนี้มีเพียงหนึ่งเดียว
โลกนี้มีเพียงหนึ่งเดียว เปรียบได้กับ "ยานอวกาศ" ที่มีชื่อว่าโลก ที่จะต้องเดินทางไปทั่วจักรวาล สุดแดนดาว ดังนั้น ไม่มีเหตุผลใดที่รัฐชาติจะต้องมี "พรมแดน" เพราะโลกนี้มีใบเดียวประชาโลกจะต้องช่วยกันรักษาไว้ ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมี รัฐบาลโลก และ รัฐบาลโลกจะมีขึ้นมาได้นั้น แต่ละประเทศจำเป็นที่จะต้องเสียสละอำนาจอธิปไตยบางส่วนเพื่อให้มีรัฐบาลโลก
กระบวนการโลกาภิวัฒน์นั้น ไม่ว่าใครจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม กระบวนการนี้ก็จะต้องดำเนินการต่อไป
วันที่ 1 มกราคม 2552 AEC ก็จะเริ่มต้นแล้ว FTA 0% ก็จะเริ่มต้นขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น สิ่งที่ปรับตัวได้ก็จะอยู่รอด สิ่งที่ปรับตัวไม่ได้ก็จะต้องสูญพันธุ์ไปเป็นธรรมดา
ธรรมศาสตร์ยังสั่งสอนวิชาการ
ธรรมศาสตร์ยังสั่งสอนวิชาการ อยู่หรือ
สีเหลืองแดง นั้นคือสีธรรมศาสตร์
ไม่มีสีแดง
ไม่ใช่ธรรมศาสตร์
อาจารย์ปรีดีก็ทรยศ
อาจารย์ป๋วยก็ทรยศ
ธรรมศาสตร์ยังสบายดีอยู่หรือ
"The greatest enemy of
"The greatest enemy of knowledge is not ignorance, it is the illusion of knowledge." Stephen Hawking
รัฐชาติถูกสร้างขึ้นก็อันเนื่อ
รัฐชาติถูกสร้างขึ้นก็อันเนื่องมาจากกลุ่มชนชั้นนำที่ต้องการรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของกลุ่ม ถ้าย้อนประวัติศาสตร์ไปไกลก็ยังไม่มีการล้อมกรอบเป็นชาติรัฐที่ชัดเจนแต่มีความเคลื่อนไหวแลกเปลี่ยนผืชผล ผลิตภัณฑ์ ความเชื่อ
หลังจากสร้างกรอบเพื่อรักษาผลประโยชน์มาระยะหนึ่ง การขาดสมดุลของความเคลื่อนที่ก็ทำให้ขอบเขตนี้เริ่มใช้ไม่ได้ วนไปวนมากลับมาที่เดิมคือโลกไร้พรมแดน ดูแล้วดั่งที่พระศาสดาว่าไม่มีสิ่งใดที่จะยึดไว้ได้
ปัญหาคือผู้ศึกษาแล้วรู้ก็แยกตนออกไปอธิบาย อภิปราย เป็นส่วนๆ อาจเพื่อรักษาสถานะความเป็นตัวข้อมูลความรู้ที่ไม่ได้ปนเปื้อนความเห็น อันล่อแหลมที่จะจมดิ่งไปกับกระแสของแต่ละฝ่ายที่ขัดแย้ง
เราจึงไม่มีผู้ที่เชื่อมต่อร้อยเรื่องราวเข้าหากันเพื่อบอกว่าภัยคุกคามจากการกลืนชาติพันธ์ ลมล้างวัฒนธรรม หรือการยึดครองดินแดนไม่ได้เกิดขึ้นแบบเดิมๆ ที่เราจะต้องใช้อุดมการณ์ชาตินิยมเข้าต่อตีปกป้องได้อีก
เมื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศเริ่มเข้าใจและเรียกร้องสิทธิที่พึงจะมีโดยตัวเอง พัฒนาการที่ดีนั้นควรจะมีผู้รู้(เคยเรียกกันว่านักวิชาการ)คอยเชื่อมประสานให้รอยต่อนั้นประสานเป็นท่วงทำนองสอดคล้อง
น่าเสียดายที่ชนชั้นปกครองหัวเก่า อาศัยความได้เปรียบสวมบทผู้รู้ออกมาวิพากษ์ต่อต้านการรวมกันของชนส่วนใญ่เพียงเพื่อรักษาฐานอำนาจตนโดยยังคิดว่าการปกครองแบบเดิมๆจะยังรักษาอำนาจตนไว้ได้มั่นคง
หากเกิดการประทะกันจนแตกหัก ไม่ว่าความสูญเสียจะเกิดขึ้นกับฝ่ายไหน มากน้อยอย่างไร ความดำรงอยู่ของรัฐชาติของเราจะยังคงอยู่หรือไม่ ความทรุดโทรมจากการปะทะกันจะทำให้รัฐนี้ถดถอยไปไกลขนาดไหน และจะยังมีโอกาศที่จะก้าวตามทันรัฐอื่นไนกระแสโลกาภิวัฒน์นี้ได้หรือไม่ หรือรัฐไทยก็จะค่อยๆเสื่อมสลาย หายไปกับรอยประวัติศาสตร์ตามคำพระพุทธองค์ที่ว่าไม่มีสิ่งใดคงอยู่ไปตลอดกาล
สวัสดีทักษิณ วันนี้ไม่มีลิงค์
สวัสดีทักษิณ
วันนี้ไม่มีลิงค์....
ไม่รู้ว่าเมิงนั่งสมาธิจริงๆ หรือว่าเมิงกำลังตรอมใจที่กรูสั่งสอนเมิงเมื่อวาน.......
ทางที่ดี เมิงอย่าลิงค์มาอีกเลย....
เมิงรู้ไหม??? ไอ้พวกแดงๆ นั่งตาแป๋วฟังเมิงลิงค์น่ะ มันไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับเมิงหรอก...
โซมาลง โซมาเลีย เฮียอะไร มันไม่รู้หรอก มันนั่งลุ้นแค่ว่าเมื่อไหร่เมิงจะพล่ามจบ แล้วจะได้ไปเบิกค่าตัว...
แล้วเมิงชอบเหรอ เมิงพูดที มันก็ยกทีนให้เมิงที เจริญตายล่ะ...ฮ่า ฮ่า
แต่ไอ้พวกรูปหัวใจก็สวยดีหรอก... ว่าแต่เมิงไปขออนุญาตไอติมวอลล์เค้าละยังวะ...
เดี๋ยวเค้ามาเก็บค่าลิขสิทธิ์ + ค่าทำให้ยี่ห้อเค้าตกต่ำนะโว้ย!!!!
กรูว่าถ้าเมิงเลิกจ้างพวกแรงงานเถื่อนนี่เหอะ เปลืองเงินเปล่า...
ถ้าอยากได้ เอาเงินมา เดี๋ยวกรูไปซื้อหุ่นแถวประตูน้ำให้...
ใส่เสื้อแดงเข้าหน่อย ติดลำโพงเสียงแปะๆๆๆ ตบทีนเข้าไป...
เชื่อกรู คุณภาพเดียวกัน เพราะหุ่นมันไม่มีสมองเหมือนกัน แต่มันก็ไม่ต้องกิน ไม่ต้องมีค่าแรงนะเว้ย... ฮ่า ฮ่า ฮ่า
เมิงสังเกตุไหม... เมิงลิงค์วันแรกก็พาดหัวข่าว...
เมิงลิงค์วันที่สองว่าป๋าก็พาดหัวข่าว...
แล้วเป็นไง... วันที่สามไปเป็นหัวข่าวรองซะแล้ว...
ขืนเมิงลิงค์มาอีกเรื่อยๆ กรูว่าเมิงต้องไปอยู่สะเก็ดข่าว รวมกับน้องที่อมแมงป่องแหงๆ...
แล้วหน้าอย่างเมิงกรูว่านั่งสมาธิไม่เป็นหรอกมั๊ง???...
เห็นหน้าเมิงสองสามวันมานี้ ตัวอาฆาตมันลอยออกมาเต็มจอเลยว่ะ...
กรูว่าวันๆ เมิงทำแค่ 4 อย่าง อาฆาต,กินข้าว,ขี้ แล้วก็อาฆาต หน้าเมิงเลยแห้งตายซากแบบนี้...
นอกจากเห็นหน้าอาฆาตของเมิงแล้ว...
กรูยังเห็นวิญญาณตัวประหลาดกำลังขี่คอเมิง เหมือนชัตเตอร์กดติดวิญญาณเลยอ่ะ...
ไม่ได้มีตัวเดียว... มันมี 3 ตัว หัวโปกๆ นั่งหัวเราะคิกคักบนหัวเมิง...
ถามจริง... เมิงหาดีกว่านี้ไม่ได้แล้วเหรอวะ...
หน้าตา 3 หัวโปกนี้มันชวนโกรธดีจริงๆ ว่ะ... หึ หึ หึ
ไม่ทันอ้าปาก ชาวบ้านก็โมโหแล้ว...
โดยเฉพาะไอ้ตัวอ้วนๆ ดำๆ น่ะ กรูว่าเอาเข็มเจาะเข้าที แมร่งคงระเบิดเป็นขี้แน่เลย... ฮ่า ฮ่า ฮ่า
แล้วตอนมันวางบิลเก็บเช็คเมิง เมิงรู้สึกไงมั่ง???
รู้สึกหรือยังว่าตอนชาวบ้านจ่ายค่ามือถือแพงๆ ให้เมิง เค้ารู้สึกยังไง...
เมื่อก่อนเมิงเคยเก็บค่าโทรชาวบ้านนาทีนึง 2-3 บาท...
ตอนนี้พวกหัวโปกเก็บค่าโทรเมิงนาที สอง สามแสน...ฮ่า ฮ่า เวรกรรม เวรกรรม...
เมิงไปหลงเชื่อพวกมันได้ไงก็ไม่รู้???
เงินเมิงก็หามาลำบาก อุตส่าห์เอาชีวิตในนรกเป็นพันๆ ปี แลกกับการโกงชาติมา....
เมิงกลับเอามาให้มันหลอกง่ายๆ...
กรูก็ไม่รู้ว่าจะแนะนำให้เมิงไปสะเดาะเคราะห์ แก้กรรม ไอ้ 3 โปกนี่ กับใครที่ไหนยังไง...
เพราะตัวเมิงนั่นแหละคือตัวเคราะห์ ตัวกรรม ของประเทศ...
กรูก็ได้แต่ภาวนาให้เมิงตายวันตายพรุ่งจะได้หมดเคราะห์กรรมกันซะที...
วันนี้แค่นี้ก่อนนะ.... บ๊ายบาย...
ปล.ฝากเมิงเอาเวลาอาฆาตชาวบ้าน ไปดูลูกสาวทั้งสามของเมิงด้วย โดยเฉพาะยายโอ๊ค เดี๋ยวนี้สวยเกินหน้าน้องสาวไปหลายขุม(นรก) ควงผู้ชายไม่ซ้ำหน้าเชียว...อิ อิ
ทักษิณกินเมือง
อันนี้ ชอบมาก555555555555
สวัสดีทักษิณ
กรูไม่รู้ว่าวันนี้เมิงจะลิงค์มาหรือเปล่า???...
กรูรู้สึกว่าตอนนี้กรูเหมือน "ตันส่วงอู๋" ที่ต้องเขียนจม.หาแม่ทุกวัน...
แต่เมิงไม่ใช่แม่กรู... อายุเมิงอย่างมากก็เป็นได้แค่พี่คนโตกรู....
งั้นกรูเรียกเมิงว่า "ตั่วเฮีย" ละกันนะ... แต่ถ้าชาวบ้านจะเพี้ยนวรรณยุกต์บ้าง กรูก็ช่วยอะไรไม่ได้ว่ะ...
เพราะสังคมนี้เป็น "ประชาธิปไตย" ทุกคนมีสิทธิเพี้ยนวรรณยุกต์ได้ ใช้ไม๊ไอ้ "ตั่วเฮี้ย".... ฮ่า ฮ่า ฮ่า กรูเพี้ยนซะเอง....
แหม.... กรูก็รัก "ประชาธิปไตย" เข้าไส้ เส้นเลือดฝอย ปอด ม้าม ตับอ่อนเหมือนเมิงนั่นแหละ...
แต่ เมิงอย่าเอารูปตอนเมิงยืนกุมไข่หน้าแป้น ขอสัมปทานดาวเทียมกับมือถือ กับนายพลรสช. ไปให้ใครดูนะ... เดี๋ยวเค้าจะเข้าใจเมิงผิด.. ฮ่า ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก....
เออ...แล้วเป็นไงบ้างล่ะ กรูได้ข่าวว่าเมื่อคืนอีหนูโรบอทไปนั่งสมาธิกะเมิงด้วยนี่หว่า...
แล้วนั่งกันไปกี่ยก???? นั่งท่าอะไรบ้าง???
ระวังพี่เมิงโผล่มากลางวง สมาธิจะหดหมดนะโว้ย... ฮ่า ฮ่า ฮ่า
ส่วนทางนี้ กรูก็เห็นเมียคนสุดท้องของเมิง เร่งทำคะแนนน่าดู...
แหม... มีเปิดตัวหนังสือซะด้วย ชื่ออะไรนะ... "ทักษิณ Are you OK"
เดี๋ยวเมิงรอกรูเดี๋ยวนะ... ขอกรูไปยืนไว้อาลัยให้ชื่อหนังสือเมียเมิงซัก 1 นาที....
..................................................................................................................
..................................................................................................................
....................................(สงบนิ่ง กุมไข่).......................................................
...................................................................................................................
...................................................................................................................
เวร... ตั้งชื่อมาได้ไงวะเนี่ย??? ตั้งมาให้คนอื่นด่า...
ไอ้ Are you OK? เนี่ย จริงๆ แล้วมันก็แปลได้หลายอย่าง..........
ถ้าอย่างเมียเมิงถาม ก็คงแปลว่า "สบายดีไม๊คะ ทักษิณขาาาาาาาา"......
แต่ถ้ากรูถาม กรูอาจจะแปลว่า "เฮ้ย ทักษิณ เมิงบ้าอ๊ะป่าววะ"
เมิงคิดดูเองละกัน ว่าเวลาชาวบ้านไปซื้อหนังสือเมียเมิง....
"พี่ๆ ทักษิณ เมิงบ้าอ๊ะป่าววะ เล่มนึง"....... เมิงว่ามันเท่ห์เหรอวะ....
ไม่รู้ว่าชื่อหนังสือนี่ เมียเมิงคิดเองหรือคนอื่นคิดให้.....
แต่ถ้าเป็นเมียเมิงคิดเอง.... กรูพูดได้คำเดียว.... "ปัญญาอ่อน"
ตอนแรกกรูเห็นหน้าก็ว่ามันทะแมร่งๆ แต่ไม่มั่นใจ.... แต่ตอนนี้กรูมั่นใจ 100% ว่าเมียคนสุดท้องเมิงเป็นน้องดาวน์แน่นอน....
กรรมของเมิงแท้ๆ แม้วเอ๊ย....นอกจากมีลูกปัญญาอ่อน, ขี้ข้าปัญญาอ่อน นี่มีเมียยังเจือกปัญญาอ่อนอีก....
เฮ้อ!!! กรูละกลุ้มแทนเมิง....
แล้วชาตินี้เมิงจะได้ทรัพย์สมบัติที่โกงชาติไปคืนไม๊เนี่ย????
แต่ไม่เป็นไร....ถึงไม่ได้คืนก็ไม่เป็นไร...
ถ้าสมบัติเมิงถูกยึดเรียบ กรูมีแผนสองไว้ให้เมิงแล้ว....
วันก่อนกรูไปเดินงาน OTOP.... เห็นจังหวัดต่างๆ มาเปิดร้านขายของมากมาย....
กรูเห็นแล้วนึกถึงเมิงทันที...
ถ้าเมิงตกยากหมดเนื้อหมดตัว ถูก ไอ้ 3 โปก ดูด เลีย อม จนหมดตรูด...
กรูแนะนำให้เมิงเปิดร้าน OTOP....
และสินค้าอันแรกที่เมิงควรจะมี ได้แก่.....................
++++"ตุ๊กตา ตู่ วี ก้าน"++++++
แม้วเมิงคิดดู.... คนจีนเค้ามีเทพ "ฮก ลก ซิ่ว".....
แต่เมิงมี ตุ๊กตา "ตู่ วี ก้าน"!!!!!!!!!!!
ตุ๊กตา"ตู่ วี ก้าน" สร้างขึ้นมาเพื่อเป็นคู่ปรับกับ "ฮก ลก ซิ่ว" ในทุกกรณี.......
อานุภาพ Converse กันหน้ามือเป็นหลังทีน....
สรรพคุณของตุ๊กตาแต่ละตัวมีดังนี้
1. ตุ๊กตาตู่
ลักษณะ ตุ๊กตาตู่จะออกดำ หัวหยิก ตาถลน พุงยื่น คางยื่น เหมือนหมาปักกิ่ง กำลังทำท่าท้าวสะเอวยืนตะเบ็ง (หาบิดามัน) ดูอัปลักษณ์เป็นที่สุด....
อานุภาพของตุ๊กตาตู่ จะทำให้ผู้ครอบครองยากจนลง จนลง และจนลง ทุกวินาที ที่ครอบครอง...
จากมีล้านจะเหลือหมื่น มีหมื่นจะเหลือร้อย มีร้อยจะเหลือบาท จนกันเข้าไป...
เออ!!! แล้วตอนนี้ เมิงเหลือเท่าไหร่วะแม้ว....
2. ตุ๊กตาวี
ลักษณะตุ๊กตาวี จะดำเหมือนตุ๊กตาตู่ แต่จมูกโต และสูงกว่านิดนึง มือนึงจะถือมีดไว้ เพื่อแทงข้างหลังผู้มีบุญคุณ....
อานุภาพของตุ๊กตาวี จะทำให้ผู้ครอบครองเสื่อมยศ (ถูกถอดยศ) เสียชื่อเสียง มีเรื่องให้อับอายทั้งวงศ์ตระกูล....
ลูกน้องจะเนรคุณ ลูกหลานจะหนีหาย ผู้คนเกลียดชัง เสื่อมกันได้อีก....
อืม....แล้วตอนนี้ มีคนรักเมิงจริงๆ เหลือกี่คนวะแม้ว....
(แทรก หน่อย.... กรูเห็นชีวประวัติไอ้ตุ๊กตาวีที่ wikipedia แล้ว กรูขนลุกเลยว่ะ เมิงลองไปอ่านดู... ถ้าไม่นับเรื่องเนรคุณอะไรนี่แล้ว ยังเจอเรื่องสารภาพรัก จารุณี เนี่ย
กรูหัวเราะจนเยี่ยวเล็ดเลยว่ะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า.... กรูจินตนาการงานแต่งงานไอ้วี กับ จารุณี.... กรูว่างานนี้ พี่บอลกับน้องฟ้านี่ขี้ๆ เลยว่ะ.. ฮ่า ฮ่า ฮ่า เอิ๊ก.... กรูดีใจกับจารุณี
ด้วย....)
เอ้า! เมิงลองไปอ่านดู... ไม่ขำมาตึ้บกรูได้ 2 ที....
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7% ... 0%B8%B4%E0%
B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B9%8C
ถึงไหนแล้วววะ??? อ้อ ตุ๊กตาก้าน....
3. ตุ๊กตาก้าน
ลักษณะ ตุ๊กตาก้าน เหมือนจะขาวแต่ไม่ขาว จะดำก็ไม่เต็มใจดำ เมื่อก่อนเคยดำ แต่ทนไม่ได้ ต้องไปทำขาวเหมือนไมเคิล แจ๊คสัน วางท่าทางกวนทีนเหมือนกุ๊ยแถววิ
นปากซอย....
อานุภาพตุ๊กตาก้าน จะทำให้ผู้ครอบครองอายุสั้นลง สั้นลง สภาพคล้ายศพลงไปทุกวัน....
ชีวิตจะประสพแต่โรคภัย ไอ้ที่ไม่เคยเจ็บก็เจ็บ ไม่เคยป่วยก็ป่วย หมองลง หมองลง....
อันนี้กรูยืนยันกับเมิงได้ ว่าสภาพเมิงตอนนี้เหมือนสัมภเวสีเป็นตานขโมยแล้วว่ะ... อิ อิ
ตุ๊กตา 3 ตัวนี้ ไม่แบ่งขาย จะมัดตราสัง บรรจุในภาชนะดินเผาอย่างดี เหมะสำหรับมอบให้ศัตรู คู่อาฆาต เพื่อนสนิทคิดคด ทรยศ ทั้งหลาย....
หรือบ้านไหนคิดว่า ครอบครัวตัวเอง มีความสุขเกินไปแล้ว มันน่าเบื่อมากแล้ว ลองเอาตุ๊กตา "ตู่ วี ก้าน" ไปทดลองได้...
รับประกันความชิ๊บหาย ถ้าไม่ซวยยินดีคืนเงิน แม้วเป็นประกัน..........โดนกันมาแล้วเห็นๆ..... ฮ่า ฮ่า ฮ่า
วิธี การใช้ก็ง่ายมาก เอาพวกมันออกมาจากหม้อ แกะสายสิญจน์ออก แล้วทีนี้จะวางเกะกะไว้ตรงไหนก็ได้ แต่อย่าวางสูง เพราะพวกนี้มันเป็นของต่ำ ต้องวางต่ำๆ...
เป็นไงล่ะแม้ว.. การตลาดแบบใหม่... การตลาดวัตถุอัปมงคล...
ยังไม่มีใครทำนะโว้ย ลองดูนะแม้ว... อิ อิ อิ
ถ้าจะให้ดี... เมิงควรมีป้ายหน้าซุ้มขายของเมิงด้วย... เพราะจังหวัดอื่นเค้าก็มีป้าย..... ผู้ซื้อจะได้รู้ที่มาที่ไปของสินค้า....
ซุ้มของเมิงก็ควรจะเป็น น.ป.ก. สินะ... เมิงออกมายอมรับแล้วนี่ว่าลิ่วล้อเมิง....
แต่กรูว่า ตัว ป ปลา มันชงกับเมิง เพราะ ป ปลา มันออกไปทาง ป้อแป้ ป๋อแป๋ เป๋ไปเป๋มา อะไรเงี๊ย....
กรูว่า ร เรือ ดีกว่า เพราะหมายถึง ร่ำรวย, รุ่งเรือง เริศ (เลิศ) อะไรเงี๊ย...
งั้นก็เอาเป็น น.ร.ก. ละกันนะ....
สถานที่ตั้งซุ้ม ก็อย่าไปรบกวนพารากอน เซ็นทรัลเค้า เพราะไม่รู้เค้าอยากซวยหรือเปล่า....
กรูว่าไปตั้งไว้หน้าตึก "ชินวัตรไหมไทย" ละกัน ถนนด้านหน้ามันกว้างดี ใครไปใครมาก็เห็น....
เป็นไงแม้ว???? ไอเดียกรู สุดยอดเลยไม๊??? สร้างสรรค์มาเพื่อเมิงโดยเฉพาะเลยนะเว้ย...
ร้าน นรก ขาย ตุ๊กตา อัปมงคล "ตู่ วี ก้านนนนนน".....
โอ้ย.... แค่คิดกรูยังขำไม่หาย... ฮ่า ฮ่า ฮ่า
วันนี้กรูไปล่ะ....
กรูมีเรื่องจะเขียนถึงเมิงมากมาย แต่วันนี้กรูขี้เกียจแล้วอ่ะ....
เอาไว้ถ้าเมิงลิงค์มาอีกเมื่อไหร่ กรูจะเขียนมาหาเมิงอีกนะ ...
บ๊าย บาย "ตั่วเฮี้ย" เอ้ย "ตั่วเฮีย" ฮ่า ฮ่า ฮ่า....
ปล. วันก่อนกรูเห็นอีหนูโรบอทที่มาเก๊าด้วยว่ะ... สงสัยกำลังช่วยหาเงินมาให้เมิงใช้มั๊ง.... ฮ่า ฮ่า ฮ่า .... เงินโกงชาติของเมิงนี่ มีไว้ให้คนอื่นถลุงจริงๆ.....
ทักษิณกินเมือง
ขอญาติก๊อปมาอ่าน ขำดี
มีต่ออีกมากมาย ฮากลิ้ง
ขี้ง่าย ดี
http://teenoi.freeforums.org/topic-t491.html
020215hh@hotmail.com
หลัง “นช.ทักษิณ ชินวัตร”
หลัง “นช.ทักษิณ ชินวัตร” นั่งเครื่องบินเจ็ทส่วนตัวเข้ามาเหยียบแผ่นดินกัมพูชา เพื่อปฏิบัติภารกิจสร้างความปั่นป่วนให้กับประเทศไทย แผ่นดินเกิด แต่น่าจะไม่ใช่แผ่นดินตายของตัวเองแล้ว นช.ทักษิณก็บินปร๋อกลับไปยังดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฐานบัญชาการการรบของเขาอีกครั้ง
หลายคนอาจคิดว่า ชีวิตความเป็นอยู่มหาเศรษฐีที่ถูกอายัดเงินกว่า 8.6 หมื่นล้านบาท และถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปีจากคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดินรัชดาฯ ในดูไบคงเป็นไปอย่างลำบาก เพราะต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ อาหารการกินก็คงไม่ถูกปาก
แต่ความจริงแล้ว หาเป็นเช่นนั้นไม่
นช.ทักษิณยังคงใช้ชีวิตในต่างประเทศไม่ต่างอะไรกับ “มหาราชา” เขายังคงมีชีวิตไม่ต่างอะไรกับที่อยู่ในเมืองไทย แถมยังฟู่ฟ่าและเปิดเผยชนิดที่ไม่ต้องเกรงกลัวสายตาของใครอีกต่างหาก
ทุ่มซื้อคฤหาสน์หรูเพียบ
กล่าวสำหรับถิ่นพำนักพักอาศัยของนช.ทักษิณในดูไบนั้น จากการสืบค้นข้อมูลจากแหล่งข่าวในดูไบพบว่า เขาทุ่มทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์และบ้านเอาไว้หลายต่อหลายแห่งด้วยกัน แต่คฤหาสน์ที่เขากินอยู่หลับนอนคือโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่ชื่อ Emirates Hills
Emirates Hills เป็นโครงการสุดหรูที่ตั้งชื่อเลียนแบบย่าน Beverly Hills ของสหรัฐอเมริกา โดยคฤหาสน์ของเขาอยู่ใน Sector E ซึ่งสร้างเรียงรายเป็นวงล้อมรอบสนามกอล์ฟ The Montgomerie กีฬาที่เขาโปรดปรานมากเป็นพิเศษ
คฤหาสน์หมายเลข E46 ซอยแยกที่ 10 จากถนนเมนคือเลขที่คฤหาสน์ของ นช.ทักษิณ
สนนราคาของคฤหาสน์ที่ซื้อขายกันไม่แพงเท่าใดนักสำหรับคนรวยเพราะคิดเป็นดอลลาร์สหรัฐแล้ว ตกอยู่ที่ประมาณ1-5.4 ล้านเท่านั้น
สำหรับรูปลักษณ์ของตัวอาคารนั้น มีอาคารขนาด 2 ชั้น ได้รับการออกแบบให้เหมาะกับสภาพอากาศแบบทะเลทราย
อีกโครงการหนึ่งที่ว่ากันว่า นช.ทักษิณเป็นเจ้าของอยู่ที่ Dubai Creek ซึ่งคนที่จะไปอยู่ที่นั่นได้ แน่นอนว่า ไม่ใช่ธรรมดา เพราะสนนราคาน่าจะตกอยู่ที่ไม่ต่ำกว่าหลักสิบล้านหรืออาจจะถึงร้อยล้านบาทเสียด้วยซ้ำไป
ส่วนอีกโครงการหนึ่งที่หากเอ่ยชื่อแล้วคงต้องเป่าปากด้วยความสงสัยว่า นักโทษชายเอาเงินที่ไหนมาซื้อ เพราะราคาต่อหลังนั้น “โคตรแพง” คือมีราคาสูงถึง 800 ล้านบาททีเดียว นั่นก็คือโครงการที่มีชื่อว่า The Palm Jumeira
เรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งของ The Palm ก็คือ โครงการนี้เป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างขึ้นจากการถมทะเลให้เป็นรูปต้นปาล์ม ซึ่งคนดูไบ คนท้องถิ่นไม่ซื้อ เพราะเห็นว่าเป็นการก่อสร้างที่ผิดหลักธรรมชาติ เป็นการทำลายธรรมชาติ คือขนดินไปถมทะเลแล้วนำมาสร้างบ้าน ดังนั้น The Palm จึงขายคนท้องถิ่นไม่ได้ หากแต่สามารถขายได้สำหรับมหาเศรษฐีที่มีเงินเหลือกินเหลือใช้เท่านั้น
นอกจากนี้ ว่ากันว่า เขายังซื้อ “เบิร์จดูไบ(Burj Dubai)”ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกเอาไว้อีก 1 ฟลอร์อีกต่างหาก
“ช่วงแรกๆ ที่เข้าไปดูไบ จำได้ว่า มีอยู่วันหนึ่งมีเจ้านายระดับสูงเดินทางเข้าไปที่ดูไบ และพักที่ร.ร.ดุสิตธานีดูไบ แต่ท่านอดีตนายกฯ ไปพักที่โรงแรมเรือใบ ซึ่งเป็นโรงแรมที่มีค่าห้องแพงที่สุดในโลก โดยราคาค่าห้องต่ำสุดต่อคืนอยู่ที่ 3 หมื่นดอลลาร์”แหล่งข่าวจากดูไบเล่าให้ฟัง
ด้านรถยนต์ที่ใช้นั้น นช.ทักษิณมีรถใช้หลายคัน แต่รถที่ใช้ส่วนตัวเป็นรถยี่ห้อหรู Bentley หมายเลขทะเบียน F54155นอกจากนี้ยังมีรถตู้ที่คอยเอาไว้ให้บริการแขกเหรื่อ ซึ่งด้านหลังจะติดสติ๊กเกอร์ “คนรักทักษิณ” แสดงเอาไว้ให้เห็นอย่างชัดเจน
ส่วนบอดี้การ์ดที่นช.ทักษิณใช้บริการนั้น คาดว่าเป็น “ทหารรับจ้าง” ที่น่าจะมีฝีไม้ลายมือเข้าขั้นเทพ โดยการ์ดที่อยู่ข้างกายใกล้ชิดมีอยู่ 2 คน คนหนึ่งเป็นชายผิวดำ ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นฝรั่ง ทั้งนี้ นอกจากการรักษาความปลอดภัยแล้ว อีกหนึ่งหน้าที่ที่การ์ดทั้ง 2 คนต้องจัดการก็คือ การป้องกันไม่ให้มีใครที่ไม่ได้รับอนุญาตสามารถถ่ายรูปนช.ทักษิณได้ นอกจากนี้ เวลาที่เจ้ามูลเมืองจะเข้าไปกินอาหารที่ร้านใด ทั้ง 2 คนก็จะต้องนำเครื่องตรวจระเบิดมาเช็คเสมอ เพราะเกรงจะมีมือสังหารมาลอบทำร้าย
คนบัวแก้วเทกแคร์สุดชีวิต
ทีนี้ก็มาถึงเรื่องของการใช้ชีวิตประจำวันบ้าง
เริ่มจากการเดินทางเข้าออกดูไบ ซึ่งไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า ทุกอย่างปลอดโปร่งโล่งสะดวกเพราะนึกจะเดินทางไปไหนก็ได้ตามความต้องการ เข้าดูไบ ออกดูไบ ง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เนื่องจากมีคนของ “ก.บัวแก้ว” คอยดูแลและเทกแคร์อย่างเอาใจใส่ ราวกับว่า คนผู้นี้ยังเป็นนายกรัฐมนตรีของไทย ไม่ใช่นักโทษหนีคดีอาญาแผ่นดิน
คนๆ นี้มีชื่อย่อว่า นาย“ป.” ซึ่งคนไทยในดูไบรู้จักกันดีเนื่องจากมีตำแหน่งแห่งหนที่ไม่ธรรมดา
นาย “ป.” จะคอยดูแลนักโทษชายหนีคดีตลอดเวลา ซึ่งนั่นส่งผลทำให้นายใหญ่แห่งดูไบสามารถเข้าออก ดูไบได้อย่างสะดวกสบายเฉกเช่นเดียวกับบุคคลระดับ VIP ของชาติ ไม่ว่า นช.ทักษิณไปที่ไหน นาย ป.ผู้นี่ก็จะไปปรากฏตัวอยู่ด้วยเสมือนเงาตามตัว ยิ่งช่วงที่ไปอยู่ดูไบแรกๆ ด้วยแล้ว ยิ่งเห็นภาพนี้ชัด แต่ในระยะหลังๆ ทราบว่า ไม่กล้าแสดงตัวออกนอกหน้าสักเท่าไหร่
ขณะที่เพื่อนร่วมงานของ นาย ป.เองก็เทิดทูนบูชา นช.ทักษิณกันเกือบทั้งหมด สมมติว่าในหน่วยงานมีคน 10 คน ในจำนวนนี้จะมีเพียง 2 คนเท่านั้นที่ไม่ใช่คนเสื้อแดง
นอกจาก นาย ป.แล้ว อีกคนหนึ่งที่ไม่เอ่ยถึงไม่ได้เพราะเป็นคนที่คอยดูแลช่วยเหลือ นช.ทักษิณทุกอย่างไม่แพ้กัน นั่นก็คือ “ไพโรจน์ เปี่ยมพงศ์สานต์” เจ้าของบ้านฉางกรุ๊ป
ไพโรจน์นั้นปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจให้กับนช.ทักษิณ และเป็นคนที่นายใหญ่ให้ความไว้วางใจเป็นอย่างสูง
แหล่งข่าวในดูไบรายงานว่า “ไพโรจน์ลงทุนทำธุรกิจร้านขายอาหารในดูไบ เป็นร้านขายสุกี้ แต่ล่าสุดดูเหมือนว่าจะเจ๊งไปแล้ว ส่วนทักษิณแว่วว่ากำลังสนใจลงทุนในธุรกิจสปา คาดว่า คงอีกไม่นานคงเห็น มีบางคนบอกว่า ทักษิณมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับราชวงศ์ที่นั่น จริงๆ แล้วไม่ใช่ แต่เขามี ดร.ชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งเป็นคนที่กปรึกษาที่สำคัญ คนๆ นี้มีความสัมพันธ์ที่แน่นพอสมควรกับบรรดาบิ๊กๆ ในดูไบ”
หลายคนมักมีคำถามว่า ชีวิตของ นช.ทักษิณที่ดูไบนั้น เป็นที่ยอมรับของคนไทยที่มีถิ่นพำนักพักอาศัยที่นั่นหรือไม่
ตอบได้ว่าส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ
แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่ศรัทธาเขาเช่นกัน เช่น กลุ่มคนเชียงใหม่ที่ไปทำงานหรือทำมาหากินอยู่ที่นั่นประมาณสัก 10 คนเห็นจะได้ และที่ดูเหมือนจะกรี๊ดมากเป็นพิเศษก็คือ ผู้หญิงที่มีชื่อว่า “ม.” ที่มีสามีเป็นคนดูไบ
ชอปกระจาย จ่ายไม่อั้น
สำหรับชีวิตประจำวันของนช.ทักษิณนั้น นอกเหนือจากทวิตเตอร์หรือโฟนอินเข้ามาสร้างความปั่นป่วนให้กับประเทศไทยแล้ว เวลาส่วนใหญ่ถูกใช้หมดไปกับการชอปปิง เข้าคาราโอเกะ ดื่มไวน์ ตีกอล์ฟ และออกกำลังกายบนลู่วิ่งที่บ้านบางเป็นบางครั้ง
“ผมไปที่ดูไบ 4 วัน ผมเจอทักษิณทุกวันที่ Emirates Mall ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่และหรูหราที่สุดในดูไบ แกคงไม่มีอะไรทำ เลยใช้เวลาให้หมดไปกับการชอปปิง ผมถามคนที่รู้จักก็ได้ความว่า ทักษิณจะมาชอปที่นี่เกือบทุกวัน ระหว่างเวลาประมาณบ่าย 2 ถึงบ่าย 3 โมง แล้วก็ใช้เวลาชอปถึงประมาณ 5 โมงเย็นถึงจะกลับ แล้วก็เวลามาก็จะมีคนเป็นฝูงเดินตาม”แหล่งข่าวรายหนึ่งที่บังเอิญต้องไปทำธุระที่ดูไบเล่าให้ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ฟัง
ส่วนเรื่องอาหารการกินนั้นเล่า ก็สมบูรณ์พูนสุขเพราะสารพัดเมนูที่คิดถึงจะถูกส่งตรงมาจากประเทศไทยให้ได้รับประทานตามความต้องการ
หากยังจำกันได้ ก่อนหน้านี้ไม่นานนักคือเมื่อวันที่ 28 ต.ค.สถานีโทรทัศน์และเว็บไซต์ของกลุ่มคนเสื้อแดง ได้มีการเผยแพร่รายการสถานีประชาธิปไตย ซึ่งดำเนินรายการโดย น.ส.ศุภรัตน์ นาคบุญนำ อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมัยนายสมัคร สุนทรเวช และอดีตผู้ประกาศข่าวช่อง 7 สี ที่พาไปชมคฤหาสน์ของนช.ทักษิณ ชินวัตร พร้อมกับการรับประทานส้มตำและอาหารต่างๆ จำนวนมากที่ถูกส่งมาจากประเทศไทย แถมยังมีพนักงานรับใช้เป็นคนไทยไม่น้อยกว่า 7 คนที่ทั้งคอยดูแลชีวิตความเป็นอยู่และทำอาหารไทยที่ถูกปากได้ทุกชนิด ซึ่งจะเห็นได้ว่า เขามีชีวิตความเป็นอยู่ที่สุขสบาย
นอกจากอาหารไทยที่มีให้เสพได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ร้านอาหารร้านหนึ่งที่นักโทษชายหนีคดีแวะมากิน เรียกจะกล่าวได้ว่าทุกอาทิตย์ก็คือ ร้านเสต็กชื่อดังที่มีชื่อว่า “บุชเลอร์”
“วันที่พี่ไปเจอ นอกจากทักษิณแล้วก็มีคนไทยกลุ่มใหญ่เลยไปร่วมวงด้วย ประมาณสัก 20 คน เป็นผู้หญิง 17 คน ผู้ชาย 3 คน ดูจากหน้าตาแล้วน่าจะเป็นนักการเมืองท้องถิ่น เช็กไปเช็กมาเข้าใจว่าน่าจะเป็นพวกที่สมัครอบต.เพราะช่วงนั้นที่เมืองไทยมีเลือกตั้งพอดี เข้าใจว่าคงบินไปรับสตางค์กัน”แหล่งข่าวอีกรายหนึ่งบรรยายให้เห็นภาพ
ใครที่อยู่ดูไบ ภาพที่มักเห็นกันจนเจนตาก็คือ นายใหญ่ผู้นี้เวลาไปไหนมาไหนมักจะมีสาวๆ แวดล้อมเป็นจำนวนมาก และเขาก็มักจะโอบเอวเดินควงกันจี๋จ๋าท้าสายตาของผู้คนอย่างเปิดเผย เดินไปเจอคนไทยที่ไหนก็เซย์ฮัลโหลทักทายอย่างหน้าชื่นตาบาน
ว่ากันว่า ในวันที่ร็อคเกอร์สาวเก่าบินไปดูไบและได้กระเป๋าหลุยส์ วิตตองติดไม้ติดมือมานั้น ขาไปเธอได้นำยาจีนเพื่อกระตุ้นต่อมกำหนัดติดไปฝากด้วย ส่วนขากลับนอกจากกระเป๋าหลุยส์ วิตตองแล้ว ภายในกระเป๋าน่าจะมีแหวนเพชรหรือสร้อยเพชรเม็ดใหญ่อยู่ด้านในด้วย และนั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่ร็อคเกอร์สาวเก่าบินไปพบชายในฝันที่ดูไบ
นักการเมืองพาเหรดไถเงิน
นอกจากนี้ ในระหว่างที่อยู่ดูไบ จะมีบรรดานักการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ส.ส.” ผู้ทรงเกียรติที่กินเงินเดือนจากภาษีอากรของประชาช สลับสับเปลี่ยนหน้าเดินทางไปพบ นช.ทักษิณอยู่เป็นประจำ ซึ่งถ้าเอ่ยชื่อทุกคนก็รู้จักกันดีเพราะคุ้นหน้าคุ้นตากันดี
ใครที่เคยไปดูไบโดยสายการบินเอมิเรตส์แอร์ไลน์ ภาพที่เห็นกันเสมอๆ ก็คือกลุ่มคนที่ใส่เสื้อสีแดงโลโก้ ความจริงวันนี้ Truth Today เดินกันให้เกลื่อนเครื่องบินไปหมด
พวกเขาไม่ได้ไปเพราะความคิดถึง หากแต่ไปเพราะต้องการ “เงิน” จากนช.ทักษิณ ซึ่งทุกคนก็ไม่ผิดหวัง เพราะก่อนกลับ นายใหญ่แห่งดูไบก็จะมีถุงของขวัญติดไม้ติดมือให้กลับมาเมืองไทยเสมอๆ
“ปกตินอกจากเงินแล้ว คุณทักษิณมักจะมอบกรอบรูปหรือนาฬิกาที่มีรูปของตัวเองให้เป็นที่ระลึกด้วย แต่คนเหล่านี้ไม่สนใจหรอก พอได้สตางค์ก็ทิ้งของขวัญเอาไว้ในห้องเกลื่อนไปหมด พอพนักงานโรงแรมถามว่า ท่านลืมของหรือเปล่า คนพวกนี้ก็บอกว่าไม่ได้ลืม แต่ไม่อยากหิ้วกลับเมืองไทย พูดง่ายๆ คือสนใจแต่เงินเพียงอย่างเดียว พนักงานถึงกับอึ้ง อ้าวไหนว่ารักกันนักหนายังไง ที่เด็ดกว่านั้นคือ แก๊งหิวเงินที่มาหาทักษิณเขาจะมีความอดทนสูงมาก เขายอมที่จะรออยู่ที่ดูไบกี่วันก็ได้ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ได้รับเงินจากทักษิณแล้ว ก็จะเปิดตูดกลับเมืองไทยแน่บเหมือนกันหมดทุกรายไป”แหล่งข่าวรายเดิมเล่าอย่างออกรส
ระวัง น่ะครับ
ระวัง น่ะครับ งานนี้พ่อใหญ่จิ๋วออกมาบอกแล้วว่า "ให้ระวังมือที่สาม" และมีข่าวมาว่า "จะมีคาร์บอม" ผมว่างานนี้คุณทักษิณคงจะบัญชาการรบแบบ ยอมเสียนักรบบางส่วนพื่อให้เกิดความไม่ชอบธรรมกับรัฐบาลแล้วจะทำให้พวกกลุ่มเสื้อแดงเกิดความโกรธแค้น(เพราะในใจลึกๆของกลุ่มเสื้อแดง ก็มีอคติที่จะคิดว่าเป็นฝีมือรัฐบาลอยู่แล้ว) และทำให้เกิดการจราจลขึ้นมา ถ้าพวกท่าน(กลุ่มเสื้อแดง)ไม่เชื่อ ผมก็ขอให้พวกท่านลองนึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาสิครับว่า มีการสร้างเหตุการณ์อะไรขึ้นมาบ้าง แล้วมีเหตุผลและน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ที่รัฐบาลจะทำเหตุการณ์นั้นให้เกิดขึ้นมา
ผมคิดว่าพวกท่านไม่ควรจะไปเสี่ยง(สำหรับคนที่ไม่ได้ถูกจ้างมา)และสำหรับพวกที่ถูกจ้างมาขอให้ท่านคิดสักนิดน่ะครับว่า ชีวิตของท่านคุ้มกันไหมกับค่าของเงินที่ท่านได้รับมา อย่าลืมว่า พวกเสื้อเหลืองไม่ออกไปแน่งานนี้และคิดว่าประชาชนที่เป็นกลางก็คงไม่ออกไปดูแบบนิสัยไทยมุงแน่นอนงานนี้ เพราะรู้อยู่แล้วว่ามีอันตรายมากๆกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แสดงว่างานนี้ถ้าจะมีผู้เสียหาย ก็จะเป็นพวกพี่น้องเสื้อแดงของท่านฝ่ายเดียวล่ะ ครับ
ขอให้คิดสักนิด ว่า มันคุ้มกันหรือไม่กับการที่ยอมเสียสละเพื่อคนเพียงคนเดียว
ที่ผมพูดครั้งนี้ เพราะผมไม่กลัวว่าพวกท่านจะทำสำเร็จ น่ะครับ แต่ที่ผมพูดเพราะผมคิดว่าชีวิตคนเราต่างก็มีค่ามากกว่าคนเพียงคนเดียว
ถ้าไม่ถูกใจก็ขออภัยด้วย แต่เป็นห่วงเพราะพวกคุณก็เป็นพี่น้องคนไทยด้วยกันกับผม (ผมเคารพในการตัดสินใจของพวกคุณ ครับ ถึงแม้พวกเราต่างความคิดกัน แต่ก็สามารถอยู่ด้วยกันได้ไม่ใช่หรือครับ)
๑.
๑. โลกไร้พรมแดน..แต่ไทยยังมีพรมแดน มีอำมาตย์ รัฐบาล มีกกต.ปปช. ตุลาภิวัฒน์ มีนักวิชาการ...ที่มีความคิดคับแคบจำกัดขอบเขต ความคิดคับแคบไม่กว้างไกล เต็มไปด้วยมิจฉาทิฏฐิ จิตใจต่ำทรามอำมหิต ดังเช่น
๒. นักฆ่าแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไม่ใช่มีแต่นายเปรมคนเดียว..อภิสิทธิ์ กษิต เทือก ก็ยังคิดส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นประกบเครื่องบินทักษิณ หมายเอาชีวิตทักษิณบนน่านฟ้า จนเป็นข่าวออกมา พวกเขาก็เป็นนักฆ่าเช่นกัน
๓. ปชป.ฟอกเงิน ที่ บ.เมสไซอะ ๒๕๘ ล้านบาท มันสุดแสนจะเลวทรามพรรคการเมืองเก่าแก่โกงนี่...และนายเทือก กรรมการบริหาร พรรคปชป.ยังจ้างคนเป็นพยานเท็จคนละ ๑๕ ล้านบาทอีกสองคน เพื่อเป็นพยานล้มพรรคการเมืองอื่น นี่ก็..สุดเลวทราม...ทั้งสองรายการนี้เกิดขึ้นเพราะ ปชป.ทรยศหักหลัง บ.เมสไซอะ และทรยศพยานสองคนนั้น...นี่ พรรค เก่า-แก่-โกง-เลว
๔. รัฐบาลนี้ ทะเลาะกับประเทศเพื่อนบ้านรอบๆ ปลุกให้คนไทยคลั่งชาติเพื่อกลบ "ข่าวความเลวของตัว" แต่ไม่สำเร็จ
๕. รัฐบาลอภิสิทธิ์กู้เงินมา แล้วตั้งเป็น "เงินงาบประมาณ" โกงกันทุกโครงการณ์ แจกเงินคนละ๒๐๐๐บาทก็หาประโยชน์
โกงกันได้เป็นกระบวนการกับธนาคาร...ตอนนี้เงินจำนวนมากนอนอยู่ธนาคารเพราะยังมีคนจำนวนมากไม่ไปรับเงิน ธนาคารเอกชน นั้น จึงเอาไปหาประโยชน์กัน
๕. รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นของโจร มันเขียนขึ้นมาใช้บังคับคนอื่น เมื่อบังคับไปเรื่อยๆ คนทั่วไปเริ่มจะไม่ยอมให้บังคับอีกต่อไป มันเป็นของโจร...เอาของโจรมาดัดแปลงแก้ไข แก้เสร็จแล้วมันก็เป็นของโจรอยู่ดี การจะเอามาแก้นั้น..มันต้องการโอ้เอ้ ยื้อเวลาเป็นรัฐบาลอยู่นานๆ ยิ่งรัฐบาลอยู่นาน ปชป.ก็ยิ่งฉิบหายมากไปเรื่อยๆ
๖. หากยกเลิกรธน.๕๐เสียก่อน แล้วใช้ปี๔๐รัฐธรรมนูญของประชาชน และแก้ไปพร้อมๆกันยังจะดีเสียกว่า...รธน.๔๐
บริสุทธิ์กว่า แต่คงไม่สำเร็จจหรอก เนื่องจากว่ายกเลิกรธน.๕๐ ก็ต้องยกเลิกรัฐบาล ยกเลิก กกต.ปปช. และอื่นๆด้วย ฯลฯ ...รัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นรัฐบาลซากเดนเผด็จการ ต่ำทรามเช่นเดียวกัน..ยังไงมันก็ยากที่จะยอม
๗. ใช้ รธน.๕๐ นี้ไปเลยไม่ต้องแก้อะไร...แค่เลือกตั้งกันใหม่ ได้รัฐบาลใหม่แล้ว..การแก้ก็เป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่เขา...ปชป.ก็ยื้อ-ไม่ยอม หากมีการเลือกตั้งกันใหม่ ปชป.ก็ได้แห้วแน่นอน....ประชาชนจึงต้องออกมาขับไล่
นี่ไง"พรมแดนของไทย !"
ระเบียบแบบรัฐชาติ..อำนาจเก่า
ระเบียบแบบรัฐชาติ..อำนาจเก่า
กำลังเน่าถึงแก่นแสนเศร้าหมอง
ใกล้ถึงวันเปลี่ยนแปลงสู่แสงทอง
เพื่อสนองต่อประชามหาชน
*ชาติมิใช่อภิชนคนส่วนน้อย
ที่มุ่งคอยเอาเปรียบเหยียบย่ำก่น
มุ่งรักษาบทบาทอำนาจตน
สูบโภชผลเหนือคนตลอดไป
*ชาติคือประชาชนคนในชาติ
หลากหลายความสามารถชาติเติบใหญ่
ชาติต้องการประชาธิปไตย
เพื่อพาให้ก้าวหน้าพาจำเริญ
*ประชาธิปไตยไม่ต้านกระแสโลก
อุดมโชคอุดมชัยให้สรรเสริญ
ยอมรับความเปลี่ยนแปลงแห่งทางเดิน
กล้าเผชิญโลกกว้างอย่างท้าทาย
*มาเถิดคนเสื้อแดงแสงรวี
การรวมกันเต็มที่มีความหมาย
เรียกร้องความเป็นธรรมใครทำลาย
สู้จุดหมายประชาธิปไตยมหาชน
คำกล่าที่ว่า 1.
คำกล่าที่ว่า
1. "ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศไทย"
2. "ลัทธิชาตินิยมและระเบียบอำนาจรัฐชาติแบบเก่าๆ
3. "การบูรณาการผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์กับผลประโยชน์ของส่วนอื่นในสังคม"
4. "ปัญหาความไม่ลงตัวในการจัดสรรอำนาจทางการเมืองและพื้นที่ทางการเมืองแบบพหุลักษณะ"
รัฐสมัยใหม่ที่มีผู้คนที่อยู่ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องมีบทบาท ดังนี้
1. รัฐเล่นบทบาทเป็นผู้เตรียม แผนงาน งบประมาณป้องกันภัยให้กับประชาน ในกรณีที่จะเกิดเหตุร้ายที่มีผลกระทบกันประชาชนส่วนใหญ่ของสังคม
2. รัฐควรเล่นบทบาทเป็นผู้ช่วยเหลือ เมื่อเกิดเหตุ เท่าที่จำเป็นเท่านั้น แล้วถอยตัวออกมาจากการดำเนินการนั้น ๆ ให้เร็วที่สุด โดยอาจจะวางระเบียบ ข้อจำกัดให้น้อยที่สุดเท่าจะจำเป็นเท่านั้น เพียงเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาอีก และเมื่อแก้ไขปัญหาจบลงก็กลับไปอยู่ในสถานะเดิม
รัฐเป็นผู้เตรียม แผนงาน งบประมาณ และ เข้ามาช่วยเหลือ เมื่อจำเป็นอีกเท่านั้น
Nation stateis the obstacle
Nation stateis the obstacle of Internationalism
http://www.voicetv.co.th/cont
http://www.voicetv.co.th/content/5327/%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A8%E0%B8%99%E0%B8%B0%E2%80%9C%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C%E2%80%9D
มีีvดิโอด้วย
ลิง มันยาวมากไปหน่อย เข้าไป
ลิง มันยาวมากไปหน่อย เข้าไป http://www.voicetv.co.th/ แล้วเลื่อนดูข้างล่าง มีนิทรรศการภาพถ่ายของ เสกสรรค์ด้วยนะ
กลับดาวอังคารละ
คนเกิดมาเมื่อค้นหาตนเอง
คนเกิดมาเมื่อค้นหาตนเอง เข้าใจสักครึ่งหนึ่งก็ประคองตนดำรงอยู่ได้
ในชีวิตถ้าโชคดีพบเพื่อนตายที่รู้ใจนับว่าไม่เสียชาติเกิด
แต่ถ้ายังไม่พบพาน ระหว่างทางยังพบเพื่อนพ้อง พี่น้องผู้ร่วมอุดมการณ์ นับว่าชีวิตมีค่าพอ
พ้นไปจากนี้เพียงยินบทกวีที่ไพเราะ บทเพลงที่ขับขานจากความมุ่งมั่นอยากเห็นบรรไดแห่งธรรมเพื่อเพื่อนผู้ยากได้ไต่ข้ามผ่าน ช่วยปลุกปลอบขวัญ และกำลังใจ จะฟังใน นรก สวรรค์ หรือโลกมนุษย์ก็ยังคงไพเราะไม่เสื่อมคลาย
โลกคือหมู่สัตว์ มีกติกา
โลกคือหมู่สัตว์
มีกติกา ระหว่างผู้ปกครอง และผู้อยู่ใต้ปกครอง
ผู้ปกครองทรราช ผู้ใต้ปกครองต่อต้าน
ผู้ปกครองได้อำนาจโดยความยินยอมของผู้ใต้ปกครอง เรียกว่าประชาธิปไตย
ผู้ปกครองได้อำนาจโดยขืนใจผู้ใต้ปกครอง เรียกว่าเผด็จการ
การต่อสู้จะยังคงมีอยู่ต่อไป เพราะมีผู้อยากจะเข้าไปเสวยอำนาจปกครอง ผู้ที่ครองอยู่พยายามรักษา ผู้ที่สูญเสียพยามทวงคืน
แต่ถ้าเป็นการที่ประชาชนสูญเสียอำนาจการปกครอง การทวงคืนก็ย่อมจะมีการถูกกำจัดด้วยอุบาย วีธีการ สารพัด ทุกด้าน ฝ่ายปกครองจะพยายามแสดงให้เห็นว่า การที่ตนเองปกครองอยู่ในขณะนี้ เป็นความชอบธรรม โดยความยินยอมของประชาชนเอง
จารย์ เสนอว่า ถ้าใจกว้าง
จารย์ เสนอว่า ถ้าใจกว้าง ก็คุยกันได้ แต่ความเป็นจริง เค้าต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคก็ดีนะ หมุนโลกกลับ วันวานยังหวานอยู่
ผมว่าบทความและความเห็นในประชา
ผมว่าบทความและความเห็นในประชาไทมีข้อดีที่เป็นการเสนอความเห็นให้เกิดข้อโต้เถียงเชิงวิภาษ
อย่างน้อยก็ช่วยพัฒนาการคิดของคน ให้กว้างขวาง เชิงลึกมากขึ้นแต่ระยะหลังกลับมีความเห็นที่เป็นประเภทโต้วาทีเข้ามาเพื่อทำลายความน่าสนใจของบอร์ด ซึ่งก็มีเพียงไม่กี่คน ขอให้สมาชิกอย่าได้ท้อถอย รำคาญกับคนประเภทนี้
ขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมกับ
ขอแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมกับเรื่องที่สัมมนานิดหนึ่ง ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีและน่าสนใจ ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมปัจจุบัน เป็นความจริงที่คนในสังคมไทยโดยเฉพาะคนรุ่นเก่าพยายามจะมองไม่เห็น และพยายามจะฝืนกระแสด้วยวิธีการโบราณ เช่นเอาความรักชาติ เอาอำนาจจิตมาต่อสู้ เหมือนหลายเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคม การเปลี่ยนแปลงของมุมมองที่มีต่อรัฐชาติ ก็เหมือนการเปลี่ยนแปลงว่าด้วยแนวคิดในการพัฒนา แนวคิดเรื่องชนชั้นในสังคม มันเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึันแล้ว คำถามที่เรา/สังคมไทยทั้งสังคมต้องถามตัวเอง ก็คือเราจะอยู่อย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุด ให้คนทุกคนมีความสุขจากการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ไม่ใช่ไปฝืนสู้เพราะเราไม่แข็งแกร่งพอจะทำเช่นนั้น และทำนองเดียวกันถ้าเราไม่ทำอะไรเลยเหมือนรัฐบาลปัจจุบัน ก็พังเช่นเดียวกัน แต่เรื่องเหล่านี้มันต้องอาศัยการคิดที่ลึกซึ้งแยบยลพอสมควร ซึ่งที่ผ่านมาไม่ค่อยเกิดขึ้นกับสังคมไทยเท่าใดนัก เราอยู่กับการแก้ปัญหาไปเป็นรายวัน สิ่งที่อาจารย์ท่านพูดกัน ไม่รู้ว่าผู้ครองอำนาจในบ้านเมืองเดี๋ยวนี้ เขาจะเอาไปไตร่ตรองเพื่อหาทางออกกันบ้างหรือไม่ ผมว่าคงไม่ ไล่ล่าทักษิณสนุกกว่า ไม่ต้องใช้สมอง
ที่พูดมาทั้ง 3
ที่พูดมาทั้ง 3 คนไม่มีอะไรใหม่สักคน...
ชีวิตประชาชนไม่ใช่ผักปลา ไม่ว
ชีวิตประชาชนไม่ใช่ผักปลา
ไม่ว่ามือที่1ที่2ที่3ที่4ที่5ที่6ที่7 ฯลฯ อภิสิทธิ์ต้องรับผิดชอบ
งานนี้ได้เสีย ไม่มีเสมอ
รีบยุบสภา จ.............. บ
ม้าใช้รีบคาบข่าวไปบอกโกเต็ก อภิสิทธิ์ ด่วน
ผมนั้นไม่ค่อยอยากวิจารณ์หรือว
ผมนั้นไม่ค่อยอยากวิจารณ์หรือวิภาษบทความหรือคำปาฐกถาของใครที่ถูกรีไรท์มาอย่างบทความนี้ ด้วยเกรงว่าได้อ่านได้ข้อมูลเพียงบางส่วนจากที่เขาเขียนเขาพูดมาทั้งหมด ซึ่งไปวิพจารณ์วิภาษเข้า ก็ไม่เป็นธรรมทั้งต่อตัวผู้ให้ความเห็น และตัวผู้ทำการวิพากษ์วิจารณ์
บทความนี้ย่อความเห็นของนักวิชาการสามคน ซึ่งสองคนแรกนั้นผมเคยเห็นผลงานมานานแล้ว ส่วนคนที่๓ผมไม่สันทัดผลงานในอดีตของท่านเลยครับ ตามที่ย่อมาให้อ่านกันนั้น ความเห็นผมว่า
เสกสรรยังลนเวียนแหวกว่ายอยู่ในอ่างน้ำ ที่ชื่อว่าประเทศไทยอยู่
เกษียร นั้นให้ความเห็นได้ตรงกับหัวข้อที่เขาเชิญมาพูดได้ดีกว่า และผมเห็นด้วยที่กล่าวถึงวิกฤติ ซับไพรม์ ที่เป็นต้นเหตุให้ทฤษฎีโลกไร้พรมแดนต้องสะดุด และน่าจะเจาะลึกลงไปอีกว่า หน้ากากของทุนสามานย์ที่เกาะกระแสโลกาภิวัฒน์ขึ้นไปแสวงหาประโยชน์ส่วนตน ทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชนก็ถูกเปิดออกให้สาธารณะชนประจักษ์ด้วย
ส่วนท่านที่สามนั้น ท่านให้ความเห็นคล้ายคลึงกับเกษียรแต่ตั้งคำถามท้ายได้น่าสนใจที่ว่า จะคุมระบบตลาด ระบบโลกได้อย่างไรด้วย
ส่วนตัวผมเองนั้น
ผมว่าวิกฤติซับไพรม์นั้นจะช่วยเบรคการเติบโตแบบโลกไร้พรมแดนไปอีกนับสิบปี การบริหารจัดการทรัพยากรของโลกแบบรัฐวิสัยที่เกษียรว่าไว้นั้น ถูกพิสูจน์ด้วยวิกฤติซับไพรม์แล้วว่า ในที่สุดรัฐก็ต้องยื่นมือมาใช้อำนาจรัฐปัดเป่าแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แทนที่จะปล่อยให้โลกาภิวัติทำงานไปอย่างอิสระ....แถมยังพิศูจน์ได้อีกว่า ในประเทศหรือกลุ่มประเทศที่ ภาครัฐสร้างระบบป้องกันตรวจสอบทุนสามานย์ได้ดีมาตั้งแต่แรกเริ่มก่อนวิกฤติ นั้นมีประสิทธิภาพกว่ามากเมื่อเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจ....
รัฐบาลแบบผู้จัดการที่เกษียรเรียกหา อย่างฝรั่งเศสและเยอรมันนั้นกล้ากล่าวออกมาตรงๆได้เลยว่า โลกาภิวัตติแบบอเมริกันนั้นล้มเหลว และแบบของอียูนั้นเหมาะสมกว่า ใครจะคบค้ากับอียูก็ต้องเข้าอียูโมเดลให้ได้ในระบบเศรษฐกิจและการเงิน
รัฐอำนาจนิยมที่เกษียรเรียกหาอย่างจีนนั้น ไม่พูดมากแต่โชว์ความเจริญเติบโตแบบสวนกระแสโลกให้ชาวโลกได้ดูและศึกษากันไปเลยว่า วิธีการบริหารระบบเศรษฐกิจขนาดยักษ์ และปากท้องคนนับพันล้านคนไปพร้อมกันนั้น รัฐที่สามารถควรดำเนินการอย่างไร จะใช้วิธีการที่เกษียรเรียกว่าอำนาจนิยม หรือจะเรียกขานกันชื่อไหนก็หาได้มีความสำคัญไม่ ที่สำคัญกว่าคือ ผลประโยชน์ที่มหาประชาชนในรัฐนั้นๆได้รับ จากกลุ่มผู้บริหารที่ใช้อำนาจรัฐ
อนาคตของโลกไร้พรมแดน หลังวิกฤติซับไพรม์นั้น จะดำเนินไปสู่ความเป็นโลกาภิวัตติระบบเศรษฐกิจเดียวทั่วโลก ได้ช้ากว่าที่เคยคาดหมายกัน แต่จะมีแนวโน้มที่จะจับกลุ่มประเทศกันได้เร็วขึ้น
ก่อนจะเหลือระบบเดียวรัฐบาลเดียวทั้งโลก ผมไม่เห็นว่าจะหลีกเลี่ยงการปะทะขัดแย้งระดับกลุ่มประเทศได้ตรงไหน มหาสงครามต้องเกิดอีกไม่ว่าจะเป็นสงครามที่ใช้อาวุธรบกันหรือใช้เทคโนโลยี่และเศรษฐกิจหักล้างกัน
กฎเกณฑ์การคัดเลือกโดยธรรมชาตินั้น ผู้เข้มแข็งเท่านั้นถึงจะอยู่รอด เป็นเช่นนั้นเสมอมาตั้งแต่มีสิ่งชีวิตอุบัติขึ้นบนโลกครั้งแรกแล้ว และไม่มีวันแปรเปลี่ยน.......
ชอบแต่ของ ใหม่ๆซิงๆ ....
ชอบแต่ของ ใหม่ๆซิงๆ .... แล้วจะไปหาได้ที่ไหน?
พูดถึงของเก่าๆ ก็เพื่อจะหาทางหนีออกไป ไม่ต้องการจมปลักอยู่กับมันหรอก !
อ้าว! แล้วถ้าพวกุคุณทำกันเอง
อ้าว! แล้วถ้าพวกุคุณทำกันเอง ล่ะครับ พ่อใหญ่จิ๋วก็ออกมาบอกแล้วว่า "ระวังจะมีมือที่สาม" และ "อาจจะมีคาร์บอม" ถ้าผมเป็นรัฐบาลผมคงไม่โง่ทำเรืองแบบนี้หรอก ครับ เพราะเท่ากับว่ายิงไปเติมเชื้อไฟเปล่าๆ ผมเชื่อว่ามือที่ 3 คงไม่ใช่กลุ่มตั้งรับ ล่ะครับ
แต่ถ้าผมเป็นแม่ทัพที่กำลังสญเสียเงิน 76,000 ล้านบาท น่ะครับ ผมคงจะยอมเสียเบี้ยไม่กี่ัตัวเพือปลุกกระแสขึ้นมาให้เห็นว่า รัฐบาลทำรุนแรงกับประชาชน แล้วครั้งนี้มีโอกาสจะเป็นไปได้ เพราะหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาในช่วงสงกรานต์ แต่ครั้งนั้นจุดกระแสไม่ติด เพราะแกนนำเสื้อแดงและพรรคพวกไม่ได้วางแผนในจุดนี้ ไว้ (รปภ.ถูกฆ่าตายแล้วโยนความผิดให้รัฐบาล และกลุ่มเสื้อแดงที่เค้ามีสติ มีความคิดแบบมีเหตุมีผลเค้าคิดได้ว่าเป็นการสวมรอย) แต่ครั้งนี้กลุ่มแกนนำอาจจะมีการเตรียมเรื่องนี้ขึ้นมาจริงๆ ก็ได้ จากนายทหารที่เชี่ยวชาญระเบิด กับพวกปลุกระดมมวลชน
แล้วพวกคุณจะยอมเป็นเบี้ยชุดน้นหรือ ครับ หรือถ้าคุณยอม ผมก็ยอมรับการตัดมสินใจของคุณ
พวกคุณอาจจะคิดว่า กลุ่มคนหลายกลุ่มที่ออกมาวิเคราะห์แบบนี้คงจะเพ้อเจ้อ แต่ผมว่า เงิน 76,000 ล้านบาท สามารถทำอะไรที่เราคาดไม่ถึงก็ได้ ครับ