ต่อไปนี้คือ บางส่วนของคำพิพากษาคดีของ ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล หรือ ‘ดา ตอร์ปิโด’ ในข้อหาที่เรียกกันติดปากว่า ‘หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ’ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 พิพากษาลงโทษจำคุก 18 ปี เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2552
แม้จะมีนักกฎหมายระบุว่าโดยหลักการแล้ว การเผยแพร่คำพิพากษานั้นเป็นสิ่งที่กระทำได้ แต่กับกรณีดังกล่าว และกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้หลักการเป็นเรื่องเลือนราง และความกล้าหาญเป็นของหายาก จึงจำเป็นต้องบอกกล่าวและขออภัยกันล่วงหน้า
ส่วนที่นำเสนอ แม้ตัดเอาสาระสำคัญจากคำฟ้องในส่วนของการกล่าวปราศรัยออกทั้งหมด ก็ยังคงเหลือ “บริบท” ของเรื่องราวซึ่งมีรายละเอียด มีประเด็นให้ขบคิด ถกเถียง และศึกษาทำความเข้าใจได้อีกไม่น้อย
ท้ายที่สุด คงต้องยืนยันว่า การเผยแพร่คำพิพากษาในช่วงเวลานี้ไม่ได้จงใจจะปลุกกระแสใด เกาะกระแสไหน หากแต่เป็นความล่าช้าของการเข้าถึงข้อมูล และหากจะถามถึงเจตนา คดีนี้นับเป็นอีกคดีประวัติศาสตร์ของสังคมไทยไม่ว่าจะมองจากมุมไหน และนับเป็นคดีแรกที่จำเลยต่อสู้คดี จึงควรค่าแก่การศึกษาทำความเข้าใจ ด้วยหวังว่าสังคมไทยจะถกเถียงกันบนข้อเท็จจริง ห้ำหั่นกันอย่างมีเหตุมีผล และมีอิสรภาพที่จะใคร่ครวญเรื่องราวต่างๆ ด้วยปัญญาญาณของตนเอง
คำพิพากษา
คดีหมายเลขดำที่ อ.3959/2551
คดีหมายเลขแดงที่ อ.2812/2552
วันที่ 28 เดือน สิงหาคม พุทธศักราช 2552
ความอาญา ระหว่างโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด จำเลย - นางสาวดารณี ชาญเชิงศิลปกุล
เรื่อง ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
สิ่งที่โจทก์ฟ้อง หน้า 1-11
โจทก์ฟ้องว่า ขณะเกิดเหตุคดีนี้และในปัจจุบันประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน เป็นพระมหากษัตริย์ในรัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นพระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 2 บัญญัติว่า “ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” มาตรา 8 บัญญัติว่า “องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้” และมาตรา 12 บัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ทรงเลือกและทรงแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานองคมนตรีคนหนึ่ง และองคมนตรีอื่นอีกไม่เกินสิบแปดคนประกอบเป็นคณะองคมนตรี” จำเลยได้กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2551 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกล่าวปราศรัยด้วยเครื่องขยายเสียงบนเวทีเสียงประชาชนที่ท้องสนามหลวง ท่ามกลางประชาชนที่มาฟังจำนวนหลายคน ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม จำเลยได้กล่าวตอนหนึ่งว่า .............censor............
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2551 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยกล่าวปราศรัยด้วยเครื่องขยายเสียงบนเวทีเสียงประชาชนที่ท้องสนามหลวง ท่ามกลางประชาชนที่ฟังจำนวนหลายคน ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม จำเลยได้กล่าวตอนหนึ่งว่า ...........censor..........
เมื่อระหว่างวันที่ 18 กรกฎาคม 2551 เวลากลางคืนหลังเที่ยง ถึงวันที่ 19 กรกฎาคม 2551 เวลากลางคืนก่อนเที่ยง เวลาต่อเนื่องกัน จำเลยกล่าวปราศรัยด้วยเครื่องกระจายเสียงบนเวทีเสียงประชาชนที่ท้องสนามหลวง ท่ามกลางประชาชนที่มาฟังจำนวนหลายคน ซึ่งเป็นบุคคลที่สาม มีข้อความซึ่งจำเลยได้กล่าวว่า ................censor..................
การกระทำของจำเลยดังกล่าวโดยประการที่น่าจะทำให้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระมหากษัตริย์ และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นและถูกเกลียดชัง โดยเจตนาจะทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา ไม่เคารพสักการะ เหตุเกิดที่แขวงพระบรมราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3634/2551 ของศาลนี้ ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 , 91 นับโทษจำเลยคดีนี้ ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3634/2551 ของศาลนี้
จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ
โจทก์นำสืบ หน้า 11-18
ทางโจทก์พิจารณานำสืบว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นพระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงแต่งตั้งประธานองคมนตรี พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นประธานองคมนตรี แต่งตั้งวันที่ 4 กันยายน 2541 เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2551 พันตำรวจโทพรศักดิ์ เลารุจิราลัย สารวัตรสืบสวนปราบปรามตำรวจนครบาลชนะสงคราม ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้สืบสวนติดตามข่าวการปราศรัยที่ท้องสนามหลวง ต่อมาเวลา 18 นาฬิกา พันตำรวจโทพรศักดิ์ จ่าสิบตำรวจลัทธชัย กลิ่นบรรยงค์ และดาบตำรวจพิเชษฐ์ เทศนาบูรณ์ เดินทางไปที่ท้องสนามหลวง โดยแต่งกายนอกเครื่องแบบและนำเครื่องบันทึกเสียงเอ็นพีสามกับกล้องวิดีโอติดตัวไป จ่าสิบตำรวจลัทธชัย เป็นผู้บันทึกเสียงจากเครื่องบันทึกเสียงเอ็มพีสาม และดาบตำรวจพิเชษฐ์ เป็นผู้บันทึกภาพจากกล้องวิดีโอ คืนดังกล่าวฝนตกไม่สามารถบันทึกภาพจากกล้องวิดีโอ แต่สามารถบันทึกเสียงจากเครื่องบันทึกเสียงเอ็มพีสามได้ จำเลยขึ้นกล่าวปราศรัยสองครั้ง ครั้งแรกเวลาประมาณ 21 นาฬิกา ถึง 22 นาฬิกา ครั้งที่สอง จำเลยปราศรัยประมาณ 30 นาที โดยเริ่มเวลาประมาณ 24 นาฬิกา พันตำรวจโทพรศักดิ์ นำเสียงที่บันทึกไปถ่ายข้อมูลลงแผ่นซีดีตามวัตถุพยาน วจ.1 และ ดาบตำรวจพิเชษฐ์ พิมพ์คำปราศรัยของจำเลยทั้งสองครั้งตามเอกสารหมาย จ.1 และจ.2 ตามลำดับ คำปราศรัยของจำเลยครั้งที่สอง มีข้อความบางตอนหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชินี กล่าวคือจำเลยปราศรัยว่า ...........censor…........ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ
จำเลยนำสืบ หน้า 19-23
จำเลยนำสืบว่า จำเลยจบการศึกษารัฐศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง รัฐศาสตร์มหาบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จำเลยประกอบอาชีพเป็นผู้สื่อข่าว ตั้งแต่พ.ศ.2534 จนกระทั่งถูกจับคดีนี้ จำเลยเกี่ยวข้องกับการเมืองครั้งแรกเมื่อจำเลยไปทำข่าวที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังมีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ในวันดังกล่าวมีการพูดเกี่ยวกับความไม่ชอบธรรม การได้ตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินของคุณหญิงจารุวรรณ ขณะนั้นจำเลยเป็นนักข่าวสายกระทรวงการคลังจึงได้ออกไปแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวและจำเลยเห็นว่าหลังจากมีการรัฐประหารประชาชนกล่าวถึงสื่อในแง่ลบ จำเลยเรียนมาทางด้านรัฐศาสตร์จึงไม่ชอบการปฏิวัติรัฐประหาร จึงต้องการมีส่วนร่วมเคลื่อนไหวในฐานะสื่อมวลชนแต่ไม่สามารถส่งบทความต่อต้านการทำงานของคณะรัฐประหารไปยังสื่อมวลชนอื่นได้ จึงเคลื่อนไหวโดยออกพูดตามเวทีต่างๆ ขณะนั้นที่ท้องสนามหลวงมีการรวมกลุ่มของกลุ่มที่ต่อต้านการทำรัฐประหาร เช่น กลุ่ม 19 กันยา ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาและกลุ่มวันเสาร์ต่อต้านเผด็จการ จำเลยขึ้นปราศรัยบนเวทีของกลุ่มวันเสาร์ต่อต้านเผด็จการ แต่กลุ่มดังกล่าวรวมกลุ่มกันเฉพาะวันเสาร์ จำเลยเห็นว่าไม่เพียงพอ จึงรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ พูดปราศรัยที่ท้องสนามหลวงทุกเย็น ต่อมาวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 มีการตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย จึงมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ กลุ่ม นปก. โดยมีการรวมตัวกันที่บริเวณพระบรมรูปทรงม้า ทำให้กลุ่มย่อยที่ท้องสนามหลวงมีความสำคัญน้อยลง จำเลยจึงมาจัดรายการวิทยุทางอินเตอร์เน็ต แต่หากวันใดไม่มีการจัดเวทีใหญ่ที่บริเวณสนามหลวง จำเลยก็จะนำคอมพิวเตอร์มาจัดรายการวิทยุและพูดประเด็นทางการเมือง หากมีการจัดเวทีใหญ่จำเลยก็จะร่วมฟังการปราศรัย ขณะนั้นมีกลุ่มที่มีแนวคิดตรงข้ามกับกลุ่ม นปก. คือกลุ่มพันธมิตร มีแกนนำคือ นายสนธิ ลิ้มทองกุล กลุ่มดังกล่าวรวมตัวกันขับไล่รัฐบาลของพรรคไทยรักไทย ซึ่งมาจากการเลือกตั้งของประชาชนส่วนใหญ่ และมีการเรียกร้องให้ทหารเข้ามาทำการรัฐประหารยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 จำเลยและนายสนธิได้พูดตอบโต้ประเด็นทางการเมืองคนละเวทีหลายครั้ง จำเลยต้องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์และไม่ต้องการให้คณะรัฐประหารกับกลุ่มพันธมิตรดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้อง จำเลยพูดปราศรัยมาประมาณ 2 ปี จำไม่ได้ว่าในวันที่โจทก์ฟ้องจำเลยได้กล่าวปราศรัยหรือไม่ และจำไม่ได้ว่าพูดเกี่ยวกับประเด็นอะไรบ้าง คำถอดเทปที่โจทก์นำมาเป็นพยานหลักฐานนั้นจำเลยไม่ยืนยันว่าเป็นคำปราศรัยของจำเลย จำเลยไม่มีเจตนากระทำความผิดตามฟ้องและเชื่อว่าประเทศไทยอยู่ได้เนื่องจากมีสถาบันพระมหากษัตริย์
การวินิจฉัยของศาล หน้า 20-23
พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีเป็นประมุข พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นพระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยได้กล่าวคำปราศรัยตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ เห็นว่า โจทก์มีพันตำรวจโทพรศักดิ์ เลารุจิราลัย จ่าสิบตำรวจลัทธชัย กลิ่นบรรยงค์ และดาบตำรวจพิเชษฐ์ เทศนาบูรณ์ เจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม เบิกความสอดคล้องกันว่า เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2551 เวลาประมาณ 18 นาฬิกา พยานทั้งสามเดินทางไปสืบสวนหาข่าวการปราศัยที่บริเวณท้องสนามหลวง จำเลยได้ขึ้นกล่าวปราศรัย 2 ครั้ง ครั้งแรกเวลา 21 นาฬิกา ครั้งที่สองเวลาประมาณ 24 นาฬิกา จ่าสิบตำรวจลัทธชัย ใช้เครื่องบันทึกเสียงเอ็มพีสามบันทึกเสียงคำปราศรัยของจำเลย แล้วพันตำรวจโทพรศักดิ์ได้ถ่ายข้อมูลเสียงลงในแผ่นซีดี ตามวัตถุพยานหมาย วจ.1 ดาบตำรวจพิเชษฐ์เป็นผู้ถอดคำปราศรัยของจำเลยตามเอกสารหมาย จ.1 จ.2 พันตำรวจโทพรศักดิ์เห็นว่าคำปราศรัยของจำเลยหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้าย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จึงร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยต่อพนักงานสอบสวน และตรวจสอบย้อนหลังพบว่าจำเลยได้ขึ้นกล่าวปราศรัยที่บริเวณสนามหลวงอีก 2 ครั้ง คือวันที่ 7 มิถุนายน 2551 และวันที่ 13 มิถุนายน 2551 เวลาประมาณ 23 นาฬิกา ตามแผ่นซีดีวัตถุพยานหมาย แผ่นแรก และวจ.3 และคำปราศรัยของจำเลยทั้งสองวันตามเอกสารหมาย จ.3 และจ.4 พันตำรวจโทพรศักดิ์เห็นว่าคำปราศรัยของจำเลยหมิ่นประมาท ดูหมิ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จึงได้ร้องทุกข์กล่าวโทษจำเลยเพิ่มเติมต่อพนักงานสอบสวน เมื่อพยานโจทก์ทั้งสามปากดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจประจำสถานีตำรวจนครบาลชนะสงคราม ซึ่งบริเวณท้องสนามหลวงที่จำเลยขึ้นกล่าวปราศรัยอยู่ในเขตรับผิดชอบ จึงเป็นหน้าที่ของพยานทั้งสามที่จะต้องสืบสวนหาข่าวการกระทำความผิดอาญาที่เกิดขึ้น เมื่อ พันตำรวจโทพรศักดิ์ เบิกความยืนยันว่าไม่เคยรู้จักกับจำเลยมาก่อน จ่าสิบตำรวจลัทธศักดิ์เบิกความว่าเคยเห็นจำเลย แต่ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว และดาบตำรวจพิเชษฐ์ เบิกความว่าไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อน จึงไม่มีเหตุน่าระแวงสงสัยว่าจะเบิกความปรักปรำจำเลยให้ต้องรับโทษ เชื่อว่าเบิกความไปตามความเป็นจริง แม้โจทก์จะไม่ได้นำพยานบุคคลที่บันทึกเสียงคำปราศรัยของจำเลยในวันที่ 7 มิถุนายน 2551 กับวันที่ 13 มิถุนายน 2551 มาเบิกความเป็นพยาน และส่งแผ่นซีดีคำปราศรัยของจำเลยเป็นวันที่ 13 กรกฎาคม 2551 ซึ่งมิใช่วันที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยขึ้นกล่าวปราศรัยในวันที่ 13 มิถุนายน 2551 โดยอ้างว่า XXX ส่งแผ่นซีดีผิดมาให้พนักงานสอบสวนก็ตาม แต่เมื่อจำเลยเบิกความว่าจำเลยได้ขึ้นกล่าวปราศรัยมาประมาณ 2 ปี นับตั้งแต่มีการรัฐประหาร จึงจำไม่ได้ว่าในวันที่โจทก์ฟ้องจำเลยจะขึ้นกล่าวปราศรัยหรือไม่ และหากขึ้นพูด ประเด็นอะไรบ้างก็จำไม่ได้ แสดงว่าจำเลยได้ขึ้นกล่าวปราศรัยหลายครั้งและจำเลยมิได้ปฏิเสธว่าไม่ได้กล่าวปราศรัยตามที่โจทก์ฟ้อง เพียงแต่อ้างว่าจำเลยจำไม่ได้เท่านั้น แม้เกิดความผิดพลาดในการส่งแผ่นซีดีต่อศาล แต่ต่อมาโจทก์ก็ส่งแผ่นซีดีที่ถูกต้องซึ่งมีข้อมูลเสียงคำปราศรัยของจำเลยในวันที่ 13 มิถุนายน 2551 ต่อศาล และศาลได้ทำการตรวจสอบแผ่นซีดีซึ่งเป็นวัตถุพยานหมาย วจ.1 วจ.2 แผ่นแรก และ วจ.3 กับเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.4 ต่อหน้าโจทก์และจำเลยตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 24 มิถุนายน 2552 แล้ว ปรากฏว่า เสียงในแผ่นซีดีวัตถุพยานหมาย วจ.1 ตรงกับบันทึกการถอดคำปราศรัยเอกสารหมาย จ.1 จ.2 เสียงในแผ่นซีดีวัตถุพยานหมาย วจ.2 แผ่นแรกตรงกับบันทึกการถอดคำปราศรัยเอกสารหมาย จ.3 และเสียงในแผ่นซีดีวัตถุพยาน วจ.3 ตรงกับการบันทึกการถอดคำปราศรัยเอกสารหมาย จ.4 ทั้งเสียงในแผ่นซีดีทั้งสามแผ่นดังกล่าวลีลาการกล่าวปราศรัยและน้ำเสียงเหมือนกัน เชื่อว่าบุคคลที่พูดในแผ่นซีดีทั้งสามแผ่นดังกล่าวเป็นบุคคลเดียวกัน เมื่อโจทก์มี พันตำรวจโทพรศักดิ์ จ่าสิบตำรวจลัทธชัย และดาบตำรวจพิเชษฐ์ เบิกความยืนยันว่าเสียงคำปราศรัยในแผ่นซีดีวัตถุพยาน วจ.1 เป็นเสียงของจำเลย จึงเชื่อว่าเสียงคำปราศรัยในแผ่นซีดีวัตถุพยานหมาย วจ.2 แผ่นแรก และ วจ.3 เป็นเสียงของจำเลยเช่นกัน พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้ว่าจำเลยได้กล่าวคำปราศรัยตามที่โจทก์ฟ้อง
การวินิจฉัยของศาล หน้า 23-31
มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการที่สองว่า ข้อความที่จำเลยกล่าวตามฟ้องเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถหรือไม่
......... censor..............
การวินิจฉัยของศาล หน้า 31-32
ส่วนที่จำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่เคยมีเจตนาจาบจ้วงเบื้องสูง และยังเชื่อว่าประเทศไทยอยู่ได้เนื่องจากมีสถาบันพระมหากษัตริย์และต้องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ให้กลุ่มคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ และกลุ่มพันธมิตร ดึงสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องนั้น ศาลได้พิจารณาข้อความที่จำเลยกล่าวทั้งหมดแล้ว มิได้พิจารณาเพียงตอนใดตอนหนึ่ง การที่จำเลยกล่าวข้อความไปอย่างไร แล้วกลับมาแก้ว่า ไม่มีเจตนาตามที่กล่าว ย่อมไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และแม้การกระทำของจำเลยจะไม่บังเกิดผล เพราะไม่มีใครเชื่อถือคำกล่าวของจำเลย จำเลยก็หาพ้นความรับผิดไม่ พยานหลักฐานของโจทก์จึงรับฟังได้ว่าข้อความที่จำเลยกล่าวตามฟ้องเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น และแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถตามที่โจทก์ฟ้อง ส่วนคำขอให้นับโทษจำเลยคดีนี้ต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3634/2551 ของศาลนี้ ศาลได้ตรวจสอบแล้วปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2552 เป็นคดีหมายเลขแดงที่ อ.2396/2552 แต่คดีดังกล่าวศาลไม่ได้ลงโทษจำคุกจำเลย จึงไม่อาจนับโทษต่อตามที่โจทก์ขอได้
พิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 6 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 18 ปี คำขอให้นับโทษต่อให้ยก
กล้วทำก็กล้ารับซิ ตอนพูดนะ
กล้วทำก็กล้ารับซิ ตอนพูดนะ มีเจตนาอะไรรู้อยู่แก่ใจ ใบอกว่าเก่งหนัก
ของหวานประชาไท อร่อยลิ้น
ของหวานประชาไท อร่อยลิ้น
ตอนนี้ ดา ตอ อ้าปากได้รึยัง
ตอนนี้ ดา ตอ อ้าปากได้รึยัง น่าจะปล่อยให้กรามเน่า แดกอะไรไม่ได้เลย ทันตาเห็นจริงๆ เมื่อไหร่ถึงคราวอีก ดา ล่ะ
แล้วที่สนธิลิ้มที่อ่านข้อความ
แล้วที่สนธิลิ้มที่อ่านข้อความที่ดา ปราศัยมาอ่านซ้ำบนเวทีพธม.สำนวนไปถึงใหนแล้ว ตำรวจช่วยไขข้องใจหน่อยซิ รอฟังอยู่
เหยื่อ
เหยื่อ
หากใคร หมิ่นประมาท
หากใคร หมิ่นประมาท ผู้ให้กำเนิดของคนอี่น
สมควรรับโทษจำคุก กรรมละ 6 ปีด้วยหรือไม่
พ่อแม่คือผู้มีพระคุณ เราจะปกป้องท่านอย่างไร
เบื่อ ๆ ๆ
เบื่อ ๆ ๆ ตำรวจเป็นเครื่องมือของเผด็จการ เอาสถาบันกษัตริย์มาใช้ในการทำลายประชาชน หลายต่อหลายคนพูดได้ไม่อายปาก หยั่งอภิสิทธิ์ ชวน เทพเทือก เทพไท บุรณัชย์ บุญยอด อรรถพร อลงกรณ์ วรงค์ -ประสาร ประสงค์ ประเวศ เจิมศักดิ์ ชัยอนันต์-จำลอง เจ๊กลิ้มสนธิ สุริยะใส พิภพ สมศักดิ์ สมเกียรติ -สนธิบัง ชลิต อิทธพร อนุพงษ์ สพรั่ง วินัย ทรงกิตติ ประวิตร สมเจตน์ สมคิด ปฐมพงษ์ -พิจิตร เปรม อำพล เกษม สุรยุทธ์ ชาญชัย -อานันท์ ธีรยุทธ ปนัดดา ระพี -สุรพล สมบัติ จรัส คมสัน-คำนูณ จารุวรรณ นาม แก้วสรร วิโรจน์ จรัญ กล้านรงค์ วิชา พีรพันธ์ อภิชาติ สัก ประพันธ์ สุเมธ -
ประชาธิปัตย์เอาเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พูดจาจาบจ้วงล่วงเกินเบื้องสูง แค่การแสดงความเห็นเชิงวิชาการต่อนักข่าวในห้องประชุมเกี่ยวกับลักษณะสังคมไทยเปฌนสังคมอุปถัมภ์ ก็พยายามโยงใยหาความ มีทัศนคติอันตราย เลยไม่มีการพัฒนาความคิด สติปัญญา โอ้อนิจจา หาคเรื่องใส่ความ ใส่ไฟ ใส่ร้ายป้ายสีกันได้ด้วยเรื่องหญ้าปากคอก หากินทำลายคนมาตลอดด้วยเรื่องนี้ ประชาชนรู้ทัน เลยจุดชนวนไม่ติด เรื่องทุจริตโกงกินคอร์รัปชั่นซื้อเสียง ขายตัว ได้ยินมาเต็มสองรูหูดูเหมือนจริง ทำเรื่องเล็กของคนอื่นเปฌนเองใหญ่ที่จะเป็นจะตายเสียให้ได้ แต่เรื่องของตน ปกป้องปิดบังซ่อนเร้น กลบเกลื่อน ทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก เผด็จการด้วยกันทั้งกองทัพ ทั้งตำรวจ ทั้งปัญญาชน ทั้งนักหนังสือพิมพ์สื่อสารมวลชน ผีป่าซาตานเสือหิวเสือโหย ในร่างของนักการเมืองทายาทอสูร อันธพาล มหาโจร พากันวางแผนการยันได 4 ขั้น ลับลวงพราง พยายามเอาใบบัวปิดบังความชั่วของตนเอง ในที่สุดก็เผยธาตุแท้ ความจริงออกมา ได้เห็นเสือเฒ่าเกย์ ตุ๊ด เหล่าโสรทุจริตบ่อนทำลายบ้านเมือง ประชาธิปไตย สำแดงตัวตนที่แท้จริงออกมา เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น ..สงสารวงการตุลาการ ผู้บังคับใช้กฎหมาย ตำรวจ อัยการ ศาล กกต. ปปช. สตง. ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาสำหรับนักการเมือง ศาลแพ่ง ศาลอุทธรณ์..หลงลืมหลักนิติธรรม ไม่มีความเที่ยงธรรม ไม่มีการปฏิบัติเสมอภาค แต่เป็นการเลือกปฏิบัติ เป็นการปฏิบัติ 2 มาตรฐาน สังคมไทยสังคมเทษศ ต่างประณาม ไม่ให้ความเคารพนับถือ ไม่เชื่อถือคำพิพากษาตัดสินวินิจฉัยตีคววาม ที่ตั้งอยู่บนหลักที่ไม่มีหลัก ไปพึ่งพจนานุกรม รีบร้อนลุกลี้ลุกลน ละล่ำละลัก อ่านคำพิพากษาผิด ๆ ถูก แสดงความไม่รอบคอบ ไม่ตรวจสอบ ไม่วางตนให้น่าเชื่อถือ เหมือนมีไฟลนก้น เหมือนมีคนสั่งการ ควบคุมบังตับ ผิดวิสัยของการพิพากษาอรรถคดีที่ผ่านมา ไม่มีการอ่านคำวินิจฉัยของตุลาการแต่ละคน กระบวนการยุติธรรมไทยเสื่อมทรุดถึงขนาด ประชาชนไม่เชื่อถือตำรวจ ทหาร อาจารย์ สื่อสารมวลชน -ประชาชนมองเห็นแล้วว่าสิงห์เฒ่าบ้าน4เสาชักใยให้การสนับสนุน คอยบงการสั่งการนายกหุ่น พันธมารหุ่น กองทัพหุ่น ตำรวจหุ่น ตุลาการหุ่น องค์กรอิสระหุ่น กกต.หุ่น ปปช.หุ่น ศาลรัฐธรรมนูญหุ่น ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของนักการเมืองหุ่น ...ประชาชนเอือมระอาประดา ส.ส.ส.ว. ราชบัณฑิต มือกฎหมายชั้นครู คณบดี อธิการบดี ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ที่ไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ที่ตกเป็นขี้ข้าหมารับใช้เผด็จการ มันคือทายอสูรเฒ่าที่กำลังเข้าฮอร์สจะเด็ดตำปแหน่งผู้สำเร็จฯ -
ใครไม่รู้จงรู้ไว้ ว่าทำไมไอ้โจรผ๊ห่าซาตาน พญามาร รวมทั้งทายรับใช้ จึงต่อต้านการแก้ไจ ยกเลิกรัฐธรรมนูญโจร 2550 เพราะมันบังอาจยืมมือในหลวงปกป้องคุ้มครองกากระทำต่ำข้าเลวทรามชั่วชาติของพวกมันว่าทำอะไรก็ไม่ผิด ไม่กล้าจับกุมฟ้องร้องดำเนินคดี ตำรวจเปนใบ้ อัยการเป็นง่อย ศาลเป็นไอ้งั่งตัดสินคดีความไม่ตั้งอยู่บนหลักยุติธรรมหลักกฎหมาย แต่ตั้งอยู่หลักขี้ควายหลักของเผด็จการเฒ่าตุ๊ด.
ประชาชนทั้งประเทศรู้ทันเอ็งหมดแล้วเว้ย กู่ไม่กลัวมึง๋
จะอย่างน้อีกนานใหม อย่างไรคนไ
จะอย่างน้อีกนานใหม
อย่างไรคนไทยจะสุขสม
มองทางไหนเต็มไปด้วยอาจม
โสมมระบบคนขี่หลังคน
ลิ้มไม่ผิดในฐานะเผยแพร่เข้าสู
ลิ้มไม่ผิดในฐานะเผยแพร่เข้าสู่ระบบเพราะลิ้มเป็นส่วนหนึ่งของระบบ เพราะฉนั้นระบบจึงยอมรับได้ไม่แปลเป็น error
ทุจริตรัฐติด 5 ปี ฆ่าคนตาย
ทุจริตรัฐติด 5 ปี ฆ่าคนตาย ไม่ถึง 10 ปี เอาละครับระวังกันด้วยนะ กฎหมายแรงมาก
สาธุ อย่าไปเข้าใจเชียว
สาธุ
อย่าไปเข้าใจเชียว พวกนี้น่ารังเกียจ
เบื่อจริงโว้ย
เบื่อจริงโว้ย ไอ้มนุษย์ขี้เหม็นทั้งหลาย เป็นแค่เซลล์เล็กๆ เซลล์หนึ่งอุบัติขึ้นมาบนโลกใบนี้ แต่สร้างแต่ความวุ่นวายได้อย่างมหันต์ ดูสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย(สุนัข วัว ควาย ฯลฯ) มันไม่เคยสร้างความเดือนร้อนให้โลกที่มีพระคุณกับพวกมันเลย มีแต่ไอ้หมานุษย์พวกนี้แหละ ที่เพียรพยายามสร้างแต่ความหายนะแก่โลกที่คุ้มหัวพวกมันอยู่ อย่างไม่รู้บุญคุณ ...ทำลายทุกสิ่งที่โลกเขาสร้างไว้ให้... เกิดเภทภัยธรรมชาติมันก็โทษธรรมชาติ(น้ำท่วม พายุ ซึนามิ ความแห้งแล้ง) แต่พวกมัน.. ไม่เคยก้มมองตัวเองว่ากำลังสุ่มหัวร่วมทำอะไรกันอยู่ รถยนต์ขับกันเข้าไป (บ้าน 1 หลัง ซื้อรถยนต์ล่อเข้าไป 3-4 คัน เห็นมันก็ขับได้ที่ละคัน)แอร์ก็เปิดแข่งกัน(พวกนี้ผิวยังกับผีดิบ) แข่งว่าใครจะรวยหรือเจริญกว่ากัน สร้างกันเข้าไปตึกสูงๆ เทคอนกรีตลงบนพื้นดิน ตีนเหยีบบดินไม่ได้สกปรก เวลาฝนตกไม่มีพื้นดินซับน้ำ น้ำมันไม่มีตีนมีมือที่จะกอดเกี่ยวอะไรไว้มันก็จะไหลไปในที่ต่ำๆเพียงอย่างเดียว เกิดน้ำท่วมฉับพลัน เป็นอย่างไร ตายหมู่ ซะอย่างนั้น ฟ้าผ่าคนตายเป็นว่าเล่น เกิดจากการใช้เทคโนโลยี(คลื่นโทรศัพท์) และอะไรอีกเยอะแยะ จาระนัย 10 ปีก็ไม่หมด แถมยังจะแดกเลือดกันอีก ....เบื่อพวกแก..วะ ...
@..เธอชื่อ..ดารณี วีรสตรี
@..เธอชื่อ..ดารณี
วีรสตรี ประชาแดง
แกร่งกล้า ท้าลมแรง
แห่งพายุ ที่ดุดัน
@..ต่อต้าน รัฐประหาร
กู่ประจาน หาญเย้ยหยัน
พลีชีพ พลีชีวัน
มั่นในสิทธิ์ และเสรี
@..ต่อต้าน พันธมาร
ต้านตัวการ ผลาญศักดิ์ศรี
เรือน้อย ดารณี
กลางคลื่น คลั่งยังโต้ลม
@..ยังมี หมู่มวลมิตร
ขอดวงจิต อย่าขื่นขม
ยังมี ผู้ชื่นชม
ดารณี มิเสื่อมคลาย
ขอบคุณประชาไท
ขอบคุณประชาไท ที่นำเสนอข่าวครับ นึกว่าหายไปแล้ว
ขายชาติหมิ่นเบืองสูง
ขายชาติหมิ่นเบืองสูง สองอย่างมารวมกันย่อมเพิ่มความเกลียดชัง เมื่อความเกลียดชังเพิ่มทวีคูณมากขึ้นราชบุตรก็จะแล่นออกจากปากปล่องของรังเพลิง เข้าสู่เป้าหมายคือแสกหน้าของพวกควายแดง ง่ายๆแบบสบายๆ
15พ.ย52
15พ.ย52 มีตลาดนัดโค-กระบือไม่รู้อยู่ไหน
อิอิ อีกแหละ เหมือนเดิม
อิอิ อีกแหละ เหมือนเดิม
เข้าไปอ่านใน ฟ้าเดียวกันบางสิ
เข้าไปอ่านใน ฟ้าเดียวกันบางสิ ไมเห็นมีใครว่าเคย....
ดาร์ ตอร์ปิโด
ดาร์ ตอร์ปิโด ผู้กล้าฉีกประวัตฺิศาสตร์ ชาติไทย
ดาร์ ตอร์ปิโด
ดาร์ ตอร์ปิโด ผู้กล้าฉีกประวัตฺิศาสตร์ ชาติไทย
อยากอ่าน the king never smile
อยากอ่าน the king never smile ครับ
ครับ จะเป็นไปได้ไหม
ครับ จะเป็นไปได้ไหม ในประเด็นที่ว่าคุณตำหนวดพวกนั้น จะชื่นชอบแนวทางของไอ้กะทิ ถ้าเป็นไปได้ก็มีแรงจูงใจอยู่นะ ครับผม
ฝันไปเลยนะที่จะเดินโมเดลฮุนซว
ฝันไปเลยนะที่จะเดินโมเดลฮุนซวย...เอาต่างชาติมาหนุนเพื่อยึดอำนาจหรือรัฐประหาร...เหมือนที่ไอ้ฮุนซวยมันทำกะประเทศของมัน.....หรือจะผ่านทางประชาธิปไตยเสียงข้างมากชั่วช้าก็เถอะ.....ประเทศนี้แผ่นดินนี้เอาชนะพวกชั่วขายชาติปล้นแผ่นดินรอดปากเหยี่ยวปากกาของไอ้ฝรั่งและเจ๊กปล้นสะดมโลกมาได้อย่างหวุดหวิดหลายครั้งในประวัติศาสตร์ครั้งนี้ก็จะรอดไปได้อีก......
ฟฟฟฟฟ
เคาะข่าวริมโขง : อัด "ส.ส.เพื่อแม้ว" สุดชั่ว สุมหัว2ทรราช "นช.แม้ว-ฮุนเซน" คิดแผนทำร้ายไทย
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 พฤศจิกายน 2552 22:23 น.
อัด "ส.ส.เพื่อแม้ว" สุดชั่ว สุมหัว2ทรราช "นช.แม้ว-ฮุนเซน" คิดแผนทำร้ายไทย จี้ "มาร์ค" เร่งตอบโต้ขั้นเด็ดขาด ใช้ไม้แข็งปราบผยองเขมร หลังสันดานสุดเกินทน จับวิศวกรไทยยัดข้อหาเป็นสายลับ หวังประทุสงคราม ด้าน "ไอ้ตู่" สอพลอเพื่อนรักนาย แก้ตัวแทนเขมร นั่งด่าทอประเทศตัวเองอย่างไม่อายฟ้าดิน ขณะที่ "เทพไท" เย้ย ค่าเด็ดหัว "นช.แม้ว" 150 ล้านแพงไป แค่รอผลกรรมติดจรวด เชื่อ ไม่ช้าได้เห็นจุดจบนักการเมืองชั่ว ต้องตายอย่างไร้เกียรติ
คลิกที่นี่ เพื่อฟังรายการ "เคาะข่าวริมโขง"
รายการ “เคาะข่าวริมโขง” ออกอากาศทาง “อีสานทีวี” ช่วงเวลา 18.30-20.30 น.วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน โดยมี นายชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้มีการเชิญ นายโสภณ องค์การณ์ อดีตบรรณาธิการข่าวเศรษฐกิจของหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น และหนึ่งในพิธีกรรายการ NEWS HOUR สุดสัปดาห์ และนายประเสริฐ เลิศยะโส อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ มาร่วมพูดคุยถึงหลากหลายประเด็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการประฌามและต่อต้านระบอบทักษิณ ที่ปัจจุบันอดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ได้ไปสุมหัวคบ สมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อโจมตีและรุมทำร้ายประเทศไทย
เริ่มต้นรายการ น.ส.อัญชะลี กล่าวเปิดประเด็น ความเคลื่อนไหวของแกนนำคนเสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็น นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ตลอดจนถึง ส.ส.พรรคเพื่อไทยอีกหลายสิบคน ที่ได้ยกขบวนไปเยี่ยมเยียน พ.ต.ท.ทักษิณ ถึงกัมพูชา
นายประเสริฐ กล่าวว่า การกระทำที่เห็น ตนอยากให้ทั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง รวมทั้ง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อย่านิ่งเฉยกับเรื่องดังกล่าว โดยสมควรจะดำเนินคดีกับขบวนการคนทรยศชาติ ไล่ตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พล.อ.ชวลิต ยงใยยุทธ นายสมชาย และนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ตลอดจนบรรดา ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่หนีการประชุมสภาไปพบนายถึงประเทศเพื่อนบ้าน
นายประพันธ์ กล่าวเสริมว่า ตามมาตรา 120 ในประมวลกฏหมายอาญา ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า บุคคลใดสมคบคิดกับรัฐต่างประเทศ ในการเป็นปรปักษ์ต่อรัฐถือว่ามีความผิด ดังนั้น การกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณ และสมเด็จฯ ฮุนเซน ก็ถือว่าเป็นความผิดตามกฏหมาย โดยปัญหาทั้งหมดเกิดจากความโลภผู้นำกัมพูชา ที่ต้องการผลประโยชน์จาก พ.ต.ท.ทักษิณ จึงยอมแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ และอนุญาตให้ใช้กัมพูชาเป็นฐานบัญชาการโจมตีประเทศไทย ตั้งแต่เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อยู่ที่กัมพูชาและสั่งการให้กลุ่มคนเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมืองจนเกิดเหตุการณ์วุ่นวาย ล่าสุด ยังไม่สำนึก เรียกบรรดา ส.ส.พรรคเพื่อไทย ไปร่วมสมคบที่ประเทศเพื่อนบ้านอีกครั้ง ทั้งที่ ส.ส.เหล่านั้น กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน แต่เห็น พ.ต.ท.ทักษิณ สำคัญกว่าศักดิ์ศรีบ้านเมือง ที่กัมพูชากำลังพยายามย่ำยีอยู่
นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ จากการได้ติดตามบทสัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผ่านทาง ไทมส์ ออนไลน์ สื่อประเทศอังกฤษ รวมทั้ง การกระทำของ สมเด็จฯ ฮุนเซน ที่ด่าทอกระบวนการยุติธรรมไทย หาว่ากลั่นแกล้ง พ.ต.ท.ทักษิณ สิ่งเหล่านี้ ถือว่านอกจาก สมเด็จฯ ฮุนเซน ดูถูกการตัดสินของศาลไทยแล้ว ยังถือว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เนื่องจากศาลอยู่ภายใต้พระปรมาภิไธย ที่ทรงมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยคำให้สัมภาษณ์ของอดีตนายกรัฐมนตรี ดังนั้น เวลานี้ชัดเจนแล้วว่าทั้งสองคนไม่ได้หวังดีกับประเทศไทย รวมทั้ง เหล่า ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่เดินทางไปกัมพูชา โดยส่วนใหญ่เป็น ส.ส.ภาคอีสาน ตนอยากให้พวกนี้ทบทวนบทบาทตัวเอง ว่าเหมาะสมหรือไม่ ที่ไปเอาใจนายในสถานการณ์ความขัดแย้งเช่นนี้
นายประเสริฐ กล่าวว่า หากนักโทษหนีคดีไปอยู่บ้านเมืองหรือประเทศใด ก็ถือว่าประเทศดังกล่าวให้ที่พักพิงคนกระทำผิด ซึ่งก็ต้องมีความผิดตามกฏหมายด้วย ฐานรู้เห็นเป็นใจและสมรู้ร่วมคิด ดังนั้น ตนอยากให้ นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ รวมทั้ง ผบ.ตร. ลงมาจัดการเรื่องนี้ด้วยความเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นจะถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ทั้งที่ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะหมายถึงเกียรติภูมิประเทศไทย
น.ส.อัญชะลี กล่าวว่า วันนี้ ในการประชุมสภา นายชัย ชิดชอบ ประธานสภา ต้องสั่งเลื่อนเวลาการประชุมออกไปเรื่อยๆ เนื่องจาก ส.ส.ที่เข้าประชุมบางตา เพราะขาด ส.ส.พรรคเพื่อไทยที่บินไปเยือน พ.ต.ท.ทักษิณ ที่กัมพูชา โดยในการเดินทางไปครั้งนี้ มีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องข่าวลือที่มีคนจ้างฆ่า พ.ต.ท.ทักษิณ ด้วยค่าหัว 150 ล้านบาท นอกจากนี้ พอ ส.ส. กลุ่มดังกล่าวถึงสนามบินกัมพูชา ก็ได้มีการต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี และทาง สมเด็จฯ ฮุนเซน ก็จะจัดงานเลี้ยงรับรองให้ด้วย ทั้งนี้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยพร้อมด้วยกลุ่มคนเสื้อแดงที่ตามไปสมทบ พอได้พบหน้า พ.ต.ท.ทักษิณ บางคนถึงกลับร้องห่มร้องไห้ด้วยความดีใจ
น.ส.อัญชะลี กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือ มีแต่คนถามหา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่จากเดิมเคยออกหน้าประจบ พ.ต.ท.ทักษิณ มาตลอด แต่ทำไมคราวนี้กลับพลาดงานสำคัญได้ โดยมีข่าวว่า ร.ต.อ.เฉลิม เข้าโรงพยาบาลและอ้างว่าป่วยหนัก ทั้งที่จริงแล้วเป็นแค่เกมตบตา เพราะไม่อยากไปเจอ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่กัมพูชา ซึ่งคนใกล้ชิด ร.ต.อ.เฉลิม ระบุว่า ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทยไม่ได้เจ็บป่วย แต่ถ้าหากไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็เท่ากับทำตัวเป็นกบฏ โดยถ้าหากไม่บอกว่าป่วยหนัก ก็หาเหตุผลไม่ได้และกลัวจะน่าเกลียด จึงต้องขายผ้าเอาหน้ารอดไปก่อน
ต่อจากนั้น ได้มีการเปิดมิวสิกวิดีโอเพลงหมารับใช้ ที่มีเนื้อเพลงแฉและประฌามการกระทำ นช.ทักษิณ ชินวัตร ที่มีสัญชาติเป็นคนไทย แต่เป็นหมารับใช้ให้ สมเด็จฯ ฮุนเซน ผู้นำกัมพูชา ปอกลอกเอาเงิน
น.ส.อัญชะลี กล่าวถึง เจ้าหน้าที่ตำรวจกัมพูชาที่จับกุมวิศวกรชาวไทย ที่ทำงานกับบริษัท บริการการเดินอากาศกัมพูชา หรือ Cambodia Air Traffic Services โดยกล่าวหาว่า วิศวกรผู้นี้ ทำการสืบค้นข้อมูลตารางการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่เดินทางเข้ากัมพูชาในวันอังคารที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งหลังเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว นายอภิสิทธิ์ ก็เครียดกับสิ่งที่เกิดขึ้น และพยายามหาทางช่วยเหลือวิศวกรคนดังกล่าว ผิดกลับทางด้าน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย และเป็นแกนนำคนเสื้อแดง ได้ออกมาใส่ร้ายป้ายสีว่า วิศวกรที่ถูกจับกุมตัวเป็นเพื่อนกับเลขาทูตไทยที่ถูกทางกัมพูชาส่งกลับประเทศเมื่อวันก่อน และได้ส่งข้อมูลตารางการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้กับรัฐบาลไทย
นายประพันธ์ กล่าวประเด็นนี้ ว่า ขณะนี้ นายจตุพร กำลังทำตัวเป็นโฆษกให้รัฐบาลกัมพูชา เพราะวิศวกรที่ถูกจับกุมเป็นคนไทย แต่ในฐานะที่เป็นคนไทยเหมือนกัน นายจตุพร ไม่ได้แสดงความเป็นห่วงคนชาติเดียวกันเลย ไม่หนำซ้ำ ยังแต่งเรื่องโกหก เหมือนกัมพูชาที่ชอบบิดเบือนข้อมูลและเปิดเกมยั่วยุไทย ด้วยการกุเรื่อง รวมทั้งสร้างสถานการณ์ให้เกิดสงคราม โดยออกมาระบุว่า วิศวกรไทยเข้าไปล้วงความลับ ทั้งที่ความจริงแค่ข้อมูลที่กัมพูชาได้จากคนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็รู้หมดแล้วว่าประเทศไทยจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไร
นายประพันธ์ กล่าวอีกว่า แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่านั้น คือ รัฐบาลไทยที่เป็นฝ่ายตั้งรับกัมพูชามาโดยตลอด ซึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลไทยทำได้แค่เพียงตอบโต้ เมื่อทางฝ่ายกัมพูชาจุดชนวนปัญหาขึ้นมา ทำให้ประชาชนมองว่า มาตรการตอบโต้กัมพูชายังอ่อนเกินไป อีกทั้ง รัฐบาลไทยยังไม่ได้ชี้แจงความจริงให้แก่ประชาคมโลกได้รับทราบว่าเป็นอย่างไร ซึ่งอาจเกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง ดังนั้น รัฐบาลไทยต้องสั่งสอนกัมพูชาให้ได้รับบทเรียน และรับผิดชอบกับการกระทำที่ไม่เหมาะสมดังกล่าวด้วย ไม่เช่นนั้น ทางด้าน พ.ต.ท.ทักษิณ และ สมเด็จฯ ฮุนเซน ก็ยังได้ใจทำร้ายประเทศไทยอย่างนี้ต่อไป
นายโสภณ กล่าวว่า สถานะรัฐบาลไทยที่ตั้งรับอยู่ขณะนี้ ไม่เป็นผลดีเท่าไหร่ อีกทั้ง ยังมีคนไทยกลุ่มหนึ่งทำตัวเข้าข้างกัมพูชา อาทิ นายจตุพร ที่ตอนนี้กลายเป็นโฆษกของฝ่ายกัมพูชาไปแล้ว แสดงให้เห็นว่า ส.ส.กัมพูชามีมาตรฐานดีกว่า ส.ส.ไทย เพราะอย่างน้อย ส.ส.กัมพูชา ก็ยังไม่มีคนไหนมาประเทศไทยแล้วนั่งด่าทอ สมเด็จฯ ฮุนเซน ไม่เหมือนกับ นายจตุพร ที่เป็นส.ส.ไทย แต่ไปกัมพูชา เพื่อนั่งด่าทอประเทศตัวเอง แบบนี้ไม่รู้ว่าหากกลับประเทศไทยมาจะสามารถมองหน้าคนไทยได้อยู่หรือไม่
นายประพันธ์ กล่าวว่า งานนี้ต้องชมทาง สมเด็จฯ ฮุนเซน ที่แม้เคยมีประวัติเกลียดชัง พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เวลานี้กลับเล่นละครได้อย่างสมบทบาท เพราะต้องการปอกลอกนักโทษชายของไทย โดยใช้ข้ออ้างหลายประการในการไม่ส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับไทย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ ที่รับรองโดย สมเด็จพระนโรดม สีหนุ กษัตริย์กัมพูชา แต่ถึงอย่างไรเชื่อว่า ในที่สุดแล้ว ทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และ สมเด็จฯ ฮุนเซน ไม่สามารถร่วมมือกันได้นาน เนื่องจากต้องมีคนใดคนหนึ่งทรยศอีกคน
นายประเสริฐ กล่าวว่า มีหลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์สัมพันธ์ฉันท์เพื่อนรักของทั้งคู่ โดยส่วนใหญ่เห็นพ้องตรงกันว่า ทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และ สมเด็จฯ ฮุนเซน เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นมิตรรักกัน เพราะในอดีตผู้นำกัมพูชา รู้สึกโกรธเคืองอดีตนายกรัฐมนตรีไทยไม่น้อย ที่ไปมีส่วนในการยึดอำนาจกัมพูชา
นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และ สมเด็จฯ ฮุนเซน มาเจอกันเป็นเรื่องราวของคนไม่เต็มบาท ที่ต่างหวังอยากได้ผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย ซึ่งแท้จริงแล้วคนทั้งคู่มีนิสัยใจคอคล้ายคลึงกัน คือ เห็นแก่ตัว เอาผลประโยชน์ตัวเองเป็นใหญ่เหนือเรื่องอื่นๆ พ.ต.ท.ทักษิณ โกงกินคอรัปชัน ใช้เงินซื้อเสียง ซื้ออำนาจ ซื้อประชาชน ได้เป็นนายกรัฐมนตรีโดยไม่ชอบ เช่นเดียวกับ สมเด็จฯ ฮุนเซน ที่เคยยื่นข้อเสนอเมื่อครั้งที่สหประชาชนเข้ามามีบทบาทในการไกล่เกลี่ยเขมรทั้ง 4 ฝ่าย โดยระบุว่า ถ้าตนเองแพ้การเลือกตั้ง กัมพูชาต้องมีผู้นำ 2 คน แต่ถ้าหาก สมเด็จฯ ฮุนเซน เป็นฝ่ายชนะ ต้องยอมให้เป็นผู้นำประเทศคนเดียว สิ่งเหล่านี้ชัดเจนถึงธาตุแท้คนทั้งคู่ ซึ่งตนเชื่อว่า ที่ผ่านมาคนกัมพูชาก็เบื่อหน่าย สมเด็จฯ ฮุนเซน มากเหมือนที่คนไทยรู้สึกเบื่อหน่าย พ.ต.ท.ทักษิณ
นายชัชวาลย์ กล่าวว่า ตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามามีบทบาทในทางการเมือง ได้สร้างวีรกรรมที่ไม่เคยมีคนไทยคนไหนทำมาก่อน อาทิ การโกงเลือกตั้ง จนทำให้พรรคการเมืองตัวเองถูกยุบถึง 2 ครั้ง หรือจะเป็นการโกงเชิงนโยบาย ที่เปิดช่องให้ทุจริตในโครงการต่างๆ ทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง ไปจนถึงขนาดใหญ่ หรือจะเป็นการเกิดกระบวนการจาบจ้วง ดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ทั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ และสมุนที่รับเงินค่าจ้าง ได้แสดงทั้งการกระทำและคำพูดในช่วงที่ผ่านมา หรือจะเป็นการเอาพื้นที่อนาธิปไตยของไทยไปแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางธุรกิจกับผู้นำกัมพูชา และสุดท้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ถือเป็นคนทรยศชาติ ที่กระทำการทุกอย่างไม่หวังดีกับประเทศ นอกจากนี้ ล่าสุด ตนได้ยินข่าวมาว่า มีพ่อค้าชาวไทยนำพันธุ์ข้าวหอมมะลิไทย ไปปลูกในกัมพูชาแล้วมีคุณภาพใกล้เคียงกับที่ปลูกในไทย ซึ่งด้าน พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังมีความสนใจจะชวนนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาซื้อที่ดินในกัมพูชา และปลูกข้าวหอมมะลิส่งออกต่างประเทศแข่งกับคนไทย
ช่วงต่อมา ได้มีการเปิดสกู๊ปเพลงหนักแผ่นดิน ที่เผยแพร่ไปทั่วในเว็บไซต์ยูทูป และมีผู้คนจำนวนมากเข้าไปชมและวิพากษ์วิจารณ์อย่างสนั่นถึงการกระทำสุดชั่วของ พ.ต.ท.ทักษิณ และ สมเด็จฯ ฮุนเซน
จากนั้น นายประพันธ์ กล่าวว่า ตนอยากให้คนไทยเปิดใจดูการกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าการไปให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศและหมิ่นสถาบันเบื้องสูง เป็นเรื่องที่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ชาติไทยหรือไม่ ว่าเคยมีใครทำเช่นนี้มาก่อน ซึ่งยังไม่นับเหตุการณ์ที่ผ่านมาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยกระทำในวัดพระแก้ว หรือจะเป็นการปราศรัยบนเวทีคนเสื้อแดงในหลายที่ โดยชอบตีตนเสมอพระเจ้าแผ่นดิน และใช้ถ้อยคำกระทบกระเทียบสถาบัน
นายประเสริฐ กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น ตนอยากให้คนไทยและชาวกัมพูชาสามัคคีกัน และมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็น เพราะการกระทำของคน 2 คน คือ พ.ต.ท.ทักษิณ และ สมเด็จฯ ฮุนเซน ส่วนประชาชนทั้ง 2 ประเทศไม่เกี่ยว ดังนั้น หนทางแก้ไข ทุกฝ่ายต้องร่วมกันประฌามและต่อต้านการกระทำดังกล่าว โดยต้องขจัดพวกทรยศออกไปให้พ้นแผ่นดิน
นายโสภณ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ มีเงินจำนวนมหาศาลแต่ยังไม่รู้จักพอ โลภมากแม้ตอนนี้จะไม่สามารถอยู่บนแผ่นดินบ้านเกิดได้ แต่ก็ยังไม่สำนึกไปคิดแผนทำร้ายประเทศไทยที่กัมพูชาต่อ
นายประเสริฐ กล่าวเสริมว่า คนกัมพูชาวิเคราะห์เพราะรู้จักตัวตน สมเด็จฯ ฮุนเซน ดีว่ามีนิสัยชอบเอาคนรวยไปอยู่ในประเทศ เพื่อปอกลอกผลประโยชน์ ซึ่งขอให้รอดูวันที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เหลือแต่ตัว เมื่อเวลานั้นมาถึงจะเห็นผู้นำกัมพูชาถีบหัวส่ง พ.ต.ท.ทักษิณ แน่นอน
นายโสภณ กล่าวว่า ตอนนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ เริ่มกลัวกระแสคนไทยรักชาติ ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้นคนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ จะยิ่งทนไม่ได้ที่เห็นทุกคนรุมรังเกียจ ซึ่งทางด้าน นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกส่วนตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาระบุว่า คนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ต้องใช้เงินถึง 150 ล้านบาท ก็สามารถตายได้ เพราะสุดท้ายแล้วมนุษย์ก็หนีกรรมที่ตัวเองก่อไว้ไม่พ้น โดยจุดจบของนักการเมืองโกงบ้านโกงเมือง คือ การตายอย่างไร้เกียรติ
น.ส.อัญชะลี กล่าวว่า ขณะที่ นายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ในฐานะอดีตมือไม้ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กระทำอยู่ เพราะมีความสุขที่ได้เห็นประเทศไทยยุ่งเหยิง เพราะคนอย่างอดีตนายกรัฐมนตรี ถ้าสิ่งใดไม่มีความสุขจะไม่กระทำเด็ดขาด โดยนายเนวิน กล่าวอีกว่า ควรปล่อยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำต่อไป
ช่วงสุดท้ายของรายการ มีการเชิญชวนประชาชนคนไทยที่รักชาติ และพร้อมแสดงออกด้วยการปกป้องสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน สีอะไร สามารถมาร่วมแสดงพลังอันยิ่งใหญ่ ในวันอาทิตย์ที่ 15 พ.ย. ที่ท้องสนามหลวง ตั้งแต่เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป ซึ่งวันดังกล่าว ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นแค่มวลชนพี่น้องพันธมิตรฯ เท่านั้น หากผู้ใดต้องการมาร่วมกันแสดงพลังขับเคลื่อนบ้านเมือง เพื่อตอกย้ำความจงรักภักดีต่อ 3 สถาบัน ไม่ว่าจะเป็นชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เดินทางมาร่วมงานนี้ได้
ข่าวล่าสุด ในหมวด
“พล.ร.ท.ประทีป”ชี้แก้ข้อพิพาท ตปท.เรื่องเล็ก ยกเว้นเขมร เหตุผู้นำเอี่ยวผลประโยชน์
“เทพไท”เหน็บงานหาทุนเสื้อแดงแค่บังหน้า ที่แท้นายใหญ่จ่ายเอง
สมาคมต้านโลกร้อน ต้านมติ 4 ฝ่ายแก้มาบตาพุด-ชี้ ปชช.ไร้ส่วนร่วม
“เทพไท”ซัด “แม้ว”ตั้งฐานเขมรล้มไทย-ประณาม ส.ส.พท.อัปยศ
ปชป.ชู“มาร์ค”อดกลั้นสยบกุ๊ย“ฮุนเซน”-ถาม “แม้ว”ภูมิใจหรือได้ป่วนชาติ
5 อันดับข่าวยอดนิยมของหมวด
ผีเจาะปาก! “แม้ว” ออกวิทยุ หมิ่นฯ ในหลวงซ้ำอีก
พันธมิตรฯ ชวนคนไทยไม่แบ่งสี แสดงพลังรักชาติ 15 พ.ย. “สนธิ” ชี้ใบเสร็จมัด “แม้ว” มุ่งร้ายสถาบัน
“เราจะสู้เพื่อในหลวง” … 4 ปี กับการพิสูจน์ความจริง
“เสรี” ซัด “นช.แม้ว” ชั่วช้าสามานย์ ที่สุด ชี้เจตนาสื่อ “ลิ่วล้อ” ใครอยู่เบื้องหลัง ทำชีวิตตกต่ำ
“รักชาติ” มิใช่ “คลั่งชาติ” ทักษิณ คนขายชาติไม่มีวันเข้าใจ!!
ความคิดเห็นที่ 9 +43
ผมอยากให้วันที่ 15 นอกจากจะเป็นการชุมนุมเพื่อแสดงพลัง ว่า เรารักสถาบัญชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ แล้ว
ขอให้มีการตั้งโต๊ะล่าลายชื่อถอดถอน ผู้แทนราษฎร์ไทยหัวใจเขมรที่เดินทางไปหา บิดามันที่บ้านเกิดด้วยครับ
เนื่องจากผมคิดว่าจะต้องมาช่องทางเอาผิดในทางรัฐมนูณในมาตราใดมาตราหนึ่ง
อย่างน้อยก็จะได้มีการประจาน และบอกให้พวกเขารับทราบว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ต้องการพวกมัน
อยากให้ช่วยลงความเห็นนี้ ไปถึงแกนนำจัดการชุมนุมหน่อยครับ
ฟฟฟฟ
เทียวนี้อาจจะต้องขับไล่โคตรชินขาชาติออกไปทั้งโคตรด้วย......
รวมทั้งไอ้พวกโคตรลูกครึ่งพันะุ์ทางที่ทรยศทรพีแผ่นดินที่พวกมันมาอาศัยเกิดอาศัยกินทั้งหมด
นายจตุพร พรหมพันธุ์
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย และเป็นแกนนำคนเสื้อแดง ได้ออกมาใส่ร้ายป้ายสีว่า วิศวกรที่ถูกจับกุมตัวเป็นเพื่อนกับเลขาทูตไทยที่ถูกทางกัมพูชาส่งกลับประเทศเมื่อวันก่อน และได้ส่งข้อมูลตารางการบินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้กับรัฐบาลไทย
ฟฟฟฟ
ต้องยกเลิก สส.สัดส่วนปิดทางพวกชั่วเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจง่ายๆ
ใครไม่รู้จงรู้ไว้
ใครไม่รู้จงรู้ไว้ ว่าทำไมไอ้โจรผ๊ห่าซาตาน พญามาร รวมทั้งทายรับใช้ จึงต่อต้านการแก้ไจ ยกเลิกรัฐธรรมนูญโจร 2550 เพราะมันบังอาจยืมมือในหลวงปกป้องคุ้มครองกากระทำต่ำข้าเลวทรามชั่วชาติของพวกมันว่าทำอะไรก็ไม่ผิด ไม่กล้าจับกุมฟ้องร้องดำเนินคดี ตำรวจเปนใบ้ อัยการเป็นง่อย ศาลเป็นไอ้งั่งตัดสินคดีความไม่ตั้งอยู่บนหลักยุติธรรมหลักกฎหมาย แต่ตั้งอยู่หลักขี้ควายหลักของเผด็จการเฒ่าตุ๊ด.
ฟฟฟ
คิดเข้าไปด๊ายย...ไอ้หัวโต..แกเก่งเจงๆว่ะที่ล้างสมองสาวกและสานุสิดของแกได้ถึงขนาดนี้.....
ทักษิณคือความมืดมนที่แท้จริง
ทักษิณคือความมืดมนที่แท้จริง
โดย ว.ร. ฤทธาคนี 12 พฤศจิกายน 2552 17:19 น.
วันนี้คนไทยทุกคนที่ติดตามพฤติกรรมบ้าคลั่งของทักษิณ ย่อมจะรู้ดีทักษิณ กำลังทำอะไรและต้องการอะไรบ้าง ซึ่งก็คงไม่เกินเงิน อำนาจ และการทำลายใครก็ได้ที่ขัดขวางเขา แต่พฤติกรรมจาบจ้วงล่วงเกินพระบารมีสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและราชวงศ์นั้น เป็นสิ่งที่คนไทยยอมรับไม่ได้ ยิ่งกว่าการไปคบกับเขมรฮุนเซน ในฐานะที่ปรึกษาส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีเขมรเสียอีก คำถามสำคัญว่าไทยกับเขมรมีความขัดแย้งกันอยู่หรือไม่ เป็นความขัดแย้งถาวรหรือกึ่งถาวร ซึ่งอาจมีคำตอบสองลักษณะ คือ ความขัดแย้งถาวร คือ ผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจที่ทั้งสองฝ่ายแสวงหา แต่ถ้าตกลงกันได้ในลักษณะได้กับได้ ความขัดแย้งก็จะถูกสยบไว้ก่อน
แต่เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคิดว่าเสียเปรียบแล้ว ความขัดแย้งนั้นก็ผุดขึ้นทันทีและพัฒนาได้ ส่วนความขัดแย้งกึ่งถาวร ได้แก่ความไม่ชัดเจนของพื้นที่ทั้งบนบก ในน้ำ และแนวเขตชายแดน ซึ่งจะยุติได้ก็ต่อเมื่อมีการตกลงกัน บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรที่ยอมรับกันทั้งสองฝ่าย หากเป็นเช่นนี้ความขัดแย้งนี้ก็จะหายไปอย่างถาวร
ความขัดแย้งทั้งสองลักษณะ มีความเกี่ยวพันกันแน่นแฟ้นลึกซึ้ง เหมือนฝาแฝด แยกออกจากกันยากมากทั้งในเชิงรัฐศาสตร์ และนิติศาสตร์
ดังนั้น หลายประเทศที่มีพรมแดนติดกัน จะมีธรรมชาติความขัดแย้งเหมือนๆ กันทั้งโลก ซึ่งในที่สุดก็จะจบลงตรงที่ต้องรบพุ่งกันเมื่อตกลงกันไม่ได้ แม้นว่าหนทางนี้จะเป็นหนทางสุดท้ายก็ตาม แต่ก็ปรากฏให้เห็นในปัจจุบัน เช่น ซาอุดิอาระเบียกับเยเมนที่พรมแดนติดกันมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมาก่อน ซึ่งเมื่อวันที่ 6พฤศจิกายน ที่ผ่านมา กองทัพอากาศ ซาอุดิอาระเบียส่งฝูงบินรบโจมตีที่มั่นกลุ่มก่อการร้ายต่อต้านรัฐบาลซาอุดิอาระเบีย ซึ่งความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศมีความซับซ้อนมากทั้งเชิงสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ทั้งภายในและภายนอกเยเมน
หากพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเขมรแล้ว มีลักษณะ Love-Love Hate-Hate มาตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัย อยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในสมัยพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อปราบดาภิเษกเป็นพระมหากษัตริย์หลังทรงชนะศึกพม่าและกู้ชาติได้แล้ว ทรงส่งสาสน์ไปเขมรให้ส่งต้นไม้ทองต้นไม้เงินมาเป็นเครื่องบรรณาการเช่นครั้งกรุงศรีอยุธยา แต่พระนารายณ์ราชากษัตริย์เขมรทรงปฏิเสธ สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงส่งกองทัพไปปราบและโปรดให้พระยาอภัยรณฤทธิ์ (ทองด้วง) ต่อมาคือสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และพระยาอนุชิตราชา (บุญมา) สองพี่น้องไปตีเมืองเสียมราฐ และให้พระยาโกษาธิบดี ตีเมืองพระตะบอง แต่เขมรปล่อยข่าวว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสวรรคตแล้วขณะตีเมืองนครศรีธรรมราช กองทัพไทยจึงยกทัพกลับ
แต่ใน พ.ศ. 2413 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงยกทัพไปเอง สามารถตีเขมรกลับคืนมาเป็นของไทยได้ ทำให้กษัตริย์เขมรหนีไปพึ่งญวน นี่เป็นปฐมเหตุที่ไทยรบกับญวนในต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ทำให้เขมรก็ตกเป็นของไทยอีก และโปรดให้พระรามราชาเป็นกษัตริย์ปกครองเขมร ภายใต้เศวตฉัตรของกรุงธนบุรี แต่ใน พ.ศ. 2323 เกิดจลาจลในเขมรเมื่อราชวงศ์ฆ่ากันเองและหันไปญาติดีกับญวน จึงทรงให้ยกทัพไปตีเขมรเพื่อป้องกันมิให้ญวนเข้ายึดครอง สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกจึงต้องยกทัพกลับเพราะเกิดกบฏสรรค์ขึ้นในพระนคร และให้พระยายมราช ต้นตระกูล (แผน) อภัยวงศ์ ดูแลเขมร ขุนนางเขมร จึงขอให้รัชกาลที่ 1 รับนักองค์เองเป็นพระราชบุตรบุญธรรม
ต่อมาทรงโปรดให้กลับไปครองราชย์ที่เขมร พระนามว่าพระนารายณ์ราชาธิบดี ส่วนพระยายมราชโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระยาอภัยภูเบศร์ปกครองเสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณขึ้นตรงกับกรุงรัตนโกสินท์ ซึ่งต่อมาฝรั่งเศสใช้กำลังทางทหารเข้ายึดเขมร ซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงยอมเสียเขมรแต่รักษาแผ่นดินไทยไว้ จนสมัยรัชกาลที่ 8 ไทยเรียกร้องดินแดนเขมรคืนจากฝรั่งเศสจนสู้รบกัน ไทยได้ดินแดนเสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณคืน แต่ต่อมาต้องคืนให้เขมรเพราะไทยเข้าข้างญี่ปุ่นซึ่งแพ้สงคราม จนใน พ.ศ. 2505 เจ้าสีหนุฟ้องศาลโลกเอาเขาพระวิหารคืน ซึ่งไทยแพ้ความ
ดังนั้น ความขัดแย้งนี้จึงมีลักษณะเป็นความขัดแย้งกึ่งถาวรเพราะศาลโลกได้ทิ้งความขัดแย้งไว้ ส่วนความขัดแย้งที่เป็นสงครามการเมืองยังคงอยู่ในหลายลักษณะ ซึ่งเรื่องของศักดิ์ศรีเป็นประเด็นหนึ่งที่ ฮุนเซน ต้องการใช้ความขัดแย้งภายในของไทยเป็นปัจจัยสร้างวีรกรรมด้วยหยามน้ำใจและศักดิ์ศรีไทย และการที่ทักษิณ ยอมรับและสมัครใจไปเป็นที่ปรึกษาให้ฮุนเซนนั้น จึงเป็นเรื่องร้ายแรงมาก เพราะทักษิณ เคยเป็นนายกรัฐมนตรี รู้เรื่องราวเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับผลประโยชน์ของชาติทั้งรูปธรรมและนามธรรมเป็นอย่างดี จึงเห็นว่าเป็นการขายชาติมาตรการหนึ่งอย่างแน่นอนเพราะเชื่อได้ว่ายุทธศาสตร์ชาติไทยเป็นอำนาจการแลกเปลี่ยนของทักษิณที่จะได้รับผลประโยชน์จากฮุนเซน แต่ถ้าทักษิณเป็นคนธรรมดา การเป็นที่ปรึกษาฮุนเซน ก็คงเป็นเรื่องแค่คนไทยขายชาติหรือเป็นเพียงจารชนคนขายตัวให้เขมรเท่านั้น
แต่ประเด็นสำคัญมิใช่เรื่องเขมรเพราะความขัดแย้งเป็นธรรมชาติของชาติที่มีพรมแดนติดกันอยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องการให้สัมภาษณ์ของทักษิณกับ Timesonline ซึ่งมีบทความอยู่สองส่วน เรื่องแรก เป็นเรื่องที่นายริชาร์ด ลอยด์ แพร์รี่ สรุปเรื่องรายละเอียดการให้สัมภาษณ์ของทักษิณ 12 หน้า เอ 4 ซึ่งฝรั่งได้อ่านอย่างละเอียด หรือคนไทยที่พอมีความรู้ภาษาอังกฤษ และใช้ Internet เป็น ก็คงได้อ่าน และมีการวิพากษ์วิจารณ์กันชัดเจนว่าทักษิณจงใจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ชัดแจ้งมาก แม้นว่าทักษิณจะออกมาแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ว่า หนึ่ง นายแพร์รี่ บิดเบือนข้อเท็จจริงจากคำให้สัมภาษณ์ สอง ทักษิณ อ้างว่า ปากเร็ว และสาม เพราะตนมีความรู้ภาษาอังกฤษน้อย
จึงต้องดูว่า นายแพร์รี่ จะยอมรับไหมว่าเขาบิดเบือน เพราะเป็นการผิดจรรยาบรรณของผู้สื่อข่าวที่ดี แต่เราคนไทยไม่ต้องให้ความสำคัญเพราะอาจเป็นเพียงนักข่าวขายตัว ข้อสอง การปากไวนั้นเราคงยอมรับว่าทักษิณเป็นผู้นำที่มี EQ ต่ำมากๆ ขาดคุณลักษณะผู้มีปัญญา สติสัมปชัญญะ และจรรยาบรรณของชนชั้นผู้นำ ข้อสาม ความรู้ภาษาอังกฤษน้อยนั้น เราก็ต้องบอกกับ Eastern Texas University ว่า ประสิทธิ์ประสาทปริญญาดุษฎีบัณฑิตให้กับทักษิณได้อย่างไร คำว่า Docterate of Philosophy มีความหมายมาก จึงเห็นควรให้ Eastern Texas University Alumni ได้พิจารณาประเด็นนี้ด้วย
แต่ผู้เขียนวิเคราะห์ทุกอย่างแล้วพบทักษิณตั้งใจวางแผน และดำเนินการให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์สงครามการเมืองของเขาที่จะเอาชนะสถาบันชาติของไทย เพราะในสงครามการเมืองนั้น สงครามจิตวิทยาเป็นกลไกสงครามที่สำคัญยิ่ง และหวังผลได้สมบูรณ์แบบหากว่าเป้าหมายสำแดงตอบโต้ เป้าหมายของทักษิณคือการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทั้งพระราชวงศ์เพราะหากวิเคราะห์เนื้อหาในรายละเอียดการสัมภาษณ์เป็นเช่นนั้นที่ไม่มีใครปฏิเสธได้
ที่สรุปว่าทักษิณได้วางแผนเป็นอย่างดีนั้น ก็เพราะว่าการให้สัมภาษณ์มีความยาวถึง 12 หน้าเอ 4 ตามปกติทั้งผู้สัมภาษณ์และผู้ให้สัมภาษณ์ต้องสื่อสารกันว่าหัวข้อมีอะไรบ้างที่จะสัมภาษณ์กัน คนเรียนนิเทศศาสตร์ทุกคนก็รู้กติกานี้ดี ไม่ใช่ว่าจะเป็นแบบ Impromtu ปัจจุบันทันด่วนเหมือนนักเทนนิสที่เพิ่งชนะการแข่งขันมา แต่นั่นเขาถามกันข้อสองข้อเท่านั้น แต่นี่ 12 แผ่นกระดาษขนาด เอ 4 และเนื้อหาทั้งหมดเกี่ยวข้องกับราชวงศ์มากกว่าครึ่งเนื้อหาหรืออาจจะมากกว่านั้น แต่มีคำสำคัญที่ทักษิณใช้ในการสัมภาษณ์ซึ่งเป็นคำภาษาอังกฤษง่ายๆ เช่น Shining แปลว่า เปล่งปลั่ง โชติช่วง สุกใส และรุ่งโรจน์หรือคำว่า Transform แปลว่า ปฏิรูป เปลี่ยนสภาพ เปลี่ยนแปลง และแปลงสภาพ
ณ ตรงนี้ทักษิณหมายถึงอะไร ขณะนี้เราอยู่ในยุคที่มืดมนหรืออย่างไร ที่จะมืดมนก็คือ ทักษิณ นำทัพเสื้อแดงเผาบ้านเผาเมืองมากกว่าอะไรทั้งสิ้น หากไม่มีทักษิณบ้านเมืองคงต้องโชติช่วงชัชวาลแน่นอน เพราะไม่มีการโกงกินบ้านเมือง ไม่ทรยศต่อคำสาบาน ไม่ทรยศต่อชาติหรือทรยศต่อพระเมตตาของในหลวงที่พระราชทานให้ทักษิณนานัปการ ทรงพระราชทานชื่อ ไทคม อันเป็นมงคลยิ่งให้ทักษิณ เสด็จฯ ไปเปิดสถานีรับสัญญาณดาวเทียมให้ทักษิณและอีกมากมาย
ส่วน Transform นั้น ทักษิณหมายความว่าอย่างไร หรือทักษิณจะปฏิรูประบบอะไร หรือทักษิณ ต้องการให้การเปลี่ยนแปลงระบบอะไรที่ขัดขวางทักษิณมากที่สุด
แต่ข้อเท็จจริงของคำตอบเหล่านี้อยู่ในคำสัมภาษณ์ของทักษิณทั้งสิ้น คำสัมภาษณ์ของทักษิณเลวร้ายกว่าคำสัมภาษณ์ของจักรภพ เพ็ญแข นับร้อยเท่า หากเราว่าจักรภพ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพแล้ว เพียง 1 เท่าของจักรภพ ก็เท่ากับของทักษิณ 100 เท่า
nidd_riddhagni@gmail.com
ฟฟฟ
ย้อนหลังไปสามสิบสี่สิบปี...การเดินงานความคิดของแกนนพพรรคคอมฯในคราบนักศึกษา...ก็ต้องเริ่มต้นด้วยการโจมตีถาบัน.....เพราะตอนนั้นด้วยความอ่อนเยาวย์อ่อนด้อยประสบการก็แค่สิบแปดสิบเก้าเนอะ....ไม่ได้มองบ้านเมืองในทุกมิติ....และสถานการตอนนั้น..ก็ยังไม่ปรากฎนักการเมืองชั่วข้ามชาติมากมายเช่นนี้.....หมายถึงตอนนี้นักการเมืองไทยมันยกระดับน่ะยกระดับขึ้นไปชั่วระดับดลกได้แล้ว.......แล้วหันกลับมาโจมตีแผ่นดินไทยเป็นกำลังเสริมอีกแรงให้กับการปล้นสะดมภ์โลกยุคดิจิตอล......ฯลฯ ตอนนี้พวกซ้ายนารกก็ยังใช้กลเม็ดเดิมๆ ในการจะเปลี่ยนแปลงประเทศแต่คราวนี้จุดมุ่งหมายเปลี่ยนไป.....เป็นไงบักมุ้งมิ๊งบักหนำเลี๊ยบและไอ้ออสระเอียไม้โท......อ....FAT"""""ตำแหน่ง รมต.ในรัดทะบานแม้ว....มันน่าพิศมัยกะตำแหน่งสหายนำกระจอกๆๆ ในป่าเนอะ......
ก็เรียนให้จบ
ก็เรียนให้จบ แล้วก็ทำมาหาแดกเลี้ยงพ่อ เลี้ยงแม่ ซิครับ แค่นี้ก็ถือว่าทดแทนบุญคุณแล้ว เห็นคุยโม้ว่าขึ้นแต่เครืองบินมิใช่เรอะ หาแดกเลื้ยงพ่อเลี้ยงแม่มั่งปล่าว หรือว่าเทิดทูลแต่ทักษิณประดุจพ่อ จนลืมพ่อแม่ตนเองไปซะแล้ว
ความจริงก็ต้องเป็นความจริง
ความจริงก็ต้องเป็นความจริง ไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นหรอกคับ
ชิ้นนี้คุณว.เขียนดีขึ้นเยอะนะ
ชิ้นนี้คุณว.เขียนดีขึ้นเยอะนะครับ เห็นเลยว่าเริ่มเลือกคำ ไม่ค่อยกลอนพาไปยังไงก็ขอให้ลงสัมผัสเหมือนอันก่อนๆ
ขอให้พัฒนาคุณภาพขึ้นเช่นนี้เรื่อยๆนะครับ
:) เด็กคนนี้
:) เด็กคนนี้ มีแววฉลาดดดดดดดดดดด
รู้จักเลือกหาสนทนากับผู้หลักผู้ใหญ่ดีๆ
โตขึ้นจะได้เป็นผู้เป็น..คน..กะเค้าชะที
เซ้ออออ!
หลักการเป็นเรื่องเลือนราง
หลักการเป็นเรื่องเลือนราง และความกล้าหาญเป็นของหายาก
I have !!!! if you like to
I have !!!! if you like to read it please let me know .