พลังงานกู้วิกฤตไทย ต้องไม่ใช่นิวเคลียร์
ในที่สุดการจัดงาน “พลังงานกู้วิกฤตไทย” ของกระทรวงพลังงาน เพื่อร่วมระดมความคิดกู้วิกฤตพลังงาน ที่รอยัล พารากอน ฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เมื่อวันที่ 1-4 ตุลาคม 2552 ก็ผ่านพ้นไป ด้วยการที่ปลัดกระทรวงฯ ออกมาผลักดันให้สังคมยอมรับพลังงานนิวเคลียร์ และเตรียมบรรจุเรื่องนิวเคลียร์ไว้ในหลักสูตรของกระทรวงศึกษา ครบตามสูตรสำเร็จของการจัดงานเช่นเคย เหมือนเดิม เหมือนกับการจัดงานในปีก่อนอย่างไรก็อย่างนั้น
ราวกับว่าการรณรงค์เพื่อประหยัดพลังงานก็ดี การพูดถึงพลังงานทดแทนก็ดี ที่โหมประสัมพันธ์อย่างครึกโครม เป็นเพียงตัวประกอบของอัศวินตัวจริงที่กำลังจะขี่ม้าขาวมากู้วิกฤตให้
ยิ่งมาจัดที่สยามพารากอน ก็ยิ่งน่าสนใจทีเดียว เพราะกลุ่มพลังไท (http://www.palangthai.org/docs/climatechangeBitec11208.ppt) ได้รายงานไว้ว่า ในปี 2549 สยามพารากอนใช้ไฟฟ้าถึง 123 ล้านหน่วย ขณะที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนทั้งจังหวัดใช้ไฟ 65 ล้านหน่วย สยามพารากอนใช้ไฟมากกว่าจังหวัดแม่ฮ่องสอนเกือบสองเท่า ฉะนั้นเมื่อเรามองไปที่สถานที่จัดงาน ก็จะเห็นจังหวัดแม่ฮ่องสอนอยู่ในนั้นสองจังหวัด
หากรวมกับอีกสองห้าง คือมาบุญครองและเซ็นทรัลเวิลด์เข้าด้วยแล้วห้างสรรพสินค้าทั้งสามจะใช้ไฟมากกว่าจังหวัดแต่ละจังหวัด ดังนี้ มากกว่า อำนาจเจริญ มากกว่าหนองบัวลำภู น่าน ยโสธร อุทัยธานี พะเยา มุกดาหาร สตูล สมุทรสงคราม เลย แพร่ พัทลุง และใช้เท่ากันกับจังหวัดนราธิวาสและเท่ากับจังหวัดระนอง นี่แค่สามห้างเท่านั้น
เห็นได้ชัดถึงความไม่เป็นธรรมในการบริโภคพลังงาน ทำให้ต้องตั้งคำถามว่า กระทรวงพลังงานหาพลังงานให้ใครใช้กันแน่ ความกลัวว่าพลังงานในอนาคตจะมีไม่พอนั้น ใครกันที่ไม่พอ
กระทรวงพลังงานยังคงรักษาความไม่เป็นธรรมของการใช้พลังงานนี้ไว้ด้วยการผลักภาระความเสี่ยงไปให้กับจังหวัดเป้าหมายที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้อย่างต่อเนื่อง
ดังที่กลุ่มศึกษาพลังงานทางเลือกเพื่ออนาคต รายงานว่า มีการขุดเจาะหลุมสำรวจสถานที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่อำเภอวัดสิงห์ จังหวัดชัยนาท โดยเข้าไปขุดเจาะและหล่อแท่นคอนกรีตในที่ดินของชาวบ้านโดยไม่ขออนุญาตหรือให้ข้อมูลใดๆ แก่เจ้าของที่ดินเลย (จุลสารจับตานิวเคลียร์ข้อมูลอีกด้านที่ควรรู้ ฉบับที่ 7 มีนาคม-มิถุนายน 2552)
ความไม่เป็นธรรมในเรื่องข่าวสารข้อมูลก็เป็นปัญหาทางโครงสร้างเช่นเดียวกับการบริโภคพลังงาน ประชาชนจะได้รับข่าวสารข้อมูลที่ครบถ้วนทุกด้านได้อย่างไร ในเมื่อรัฐบาลสมัยเผด็จการ คมช.เอานิวเคลียร์ไปแล้ว
ครม.ขณะนั้นได้อนุมัติงบ 1,800 ล้านให้ตั้งสำนักพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ (สพน.) และเปิดตัวองค์กรอย่างเป็นทางการไปเมื่อมกราคม 2551
โดยมีงบเป็นการเฉพาะ ด้านการสื่อสารสาธารณะ ระบุแผนการดำเนินงานไว้ว่า ให้ใช้การสื่อสารทุกรูปแบบ “เพื่อให้โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นที่ยอมรับของสาธารณชนและให้ประชาชนรับรู้ เข้าใจ และยอมรับถึงความจำเป็นของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ภายใน 4 ปี ช่วงดำเนินการ”
งบประมาณที่เอาไปจากภาษีของประชาชนเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ในปี2551 ได้ 185 ล้านบาท ปี 2552 ได้ 200 ล้านบาท ปี 2553 ได้ 240 ล้านบาท ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นสื่อเป็นจำนวนมากโหมโฆษณาแต่ข้อมูลด้านเดียวหนาหูขึ้น มีการจัดงานที่แนบเนียนขึ้น
ขณะเดียวกันเมื่อมีรายงาน ผลการวิจัยเกี่ยวกับมะเร็งในเม็ดเลือดขาวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ก็ไม่เป็นที่ปรากฏว่าสังคมจะได้รับรู้ข้อมูลอย่างเท่าเทียมกัน
ไม่จำเป็นต้องถามถึงมโนธรรมสำนึกของกระทรวงพลังงาน เพราะทำหน้าที่เป็นหัวหอกให้นิวเคลียร์จนสุดตัวไปแล้ว
เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา วารสารเกี่ยวกับโรคมะเร็งในยุโรปชื่อ The European Journal of Cancer Care ได้เผยแพร่ผลการศึกษาเกี่ยวกับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และการเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวของเด็กๆ ในสหรัฐอเมริกา พบว่า การเป็นมะเร็งจากกัมมันตภาพรังสีเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในเด็กและทารกในครรภ์
อัตราการตายจากโรคลูคีเมียหรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็กอเมริกันที่อาศัยอยู่ใกล้เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมา โดยอัตราการตายที่เพิ่มสูงสุดจะพบในบริเวณโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใช้งานมานานที่สุด ส่วนบริเวณโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ปิดลงแล้วอย่างถาวรในช่วงทศวรรษที่ 1980 และ 1990 นั้น มีอัตราการตายน้อยกว่า งานวิจัยนี้ควบคุมโดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา
(www.salem-news.com/articles/may182009/kids_leukemia_5-18-09.php จากจุลสารจับตานิวเคลียร์ ฉบับเดียวกัน)
นี่ไงครับ พลังงานงานนิวเคลียร์ที่สะอาดและปลอดภัยของกระทรวงพลังงาน
มีเหตุผลหนึ่งที่อ้างกันมากว่าจำเป็นต้องใช้พลังงานนิวเคลียร์เพราะพลังงานนิวเคลียร์ช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน
ในเรื่องนี้สมัชชานักวิทยาศาสตร์ที่มีจิตสำนึกแห่งสหรัฐอเมริกา(Union of concerned scientists, www.ucsusa.org) ประกาศว่า พลังงานนิวเคลียร์ไม่ใช่อัศวินม้าขาวที่จะช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนแต่อย่างใด
การพิจารณาปัญหาโลกร้อนต้องรอบคอบคำนึงถึงทุกมิติที่จะมีผลในการลดปัญหาให้มากที่สุด เร็วที่สุด มีความเสี่ยงน้อยที่สุด และใช้งบน้อยที่สุด ซึ่งทั้งหมดนี้ “พลังงานนิวเคลียร์ไม่มีคุณสมบัติใดเลย ที่จะบรรลุถึงขีดความสามารถดังกล่าว”
ยิ่งการเตรียมการต้องใช้เวลานานเท่าไรยิ่งแสดงถึงความด้อยศักยภาพมากเท่านั้น
การลงทุนให้กับพลังงานสะอาดจึงคุ้มค่ากว่าพลังงานนิวเคลียร์มาก เมื่อเทียบกับเงินสนับสนุนที่เท่ากันบาทต่อบาท
สังคมไทยต้องเลือกว่าในอนาคตบ้านเราจะเต็มไปด้วยปัญหาลูกโซ่ของสังคมกัมมันตรังสี แล้วค่อยมาตามแก้ปัญหาภายหลัง ให้ลูกหลานในอนาคตของเราเป็นมะเร็งกันเสียก่อนแล้วค่อยไปหาทางออกเอาข้างหน้า หรือว่าเลือกที่จะไปให้พ้นเส้นทางนิวเคลียร์เสียตั้งแต่ทีแรก
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












แล้วเอ็งเหนอะไรเป็นทางออก
แล้วเอ็งเหนอะไรเป็นทางออก ของพลังงานที่ทำได้จริงล่ะ ทำไมยุโรปหลายประเทศถึงใช้กว่าครึ่งของพลังงานจากนิวเคลียร์ล่ะ มีสติปัญญาแค่นี้ถึงแค้นที่แม้วไม่เรียกใช้รึ นักวิชาการควายๆ
เห็นด้วยกับผู้เขียนอย่างแรง
เห็นด้วยกับผู้เขียนอย่างแรง ถ้าเป็นผมอยู่ ๆ มีคนจะมาตั้งโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์แถวบ้านก็ไม่เอา
ลองถามกลับ ถ้าจะให้มีการตั้งโรงไฟฟ้าในกรุงเทพ
เช่น ข้าง ๆ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือสยามพารากอน
ประชาชนที่เขาอาศัยอยู่เขาจะเอาไหม ผมว่าเขาก็ไม่เอา
ที่เมืองนอกขนาดเขามีระบบการก่อสร้างเป็นอย่างดี ยังมีการรั่วไหล
และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนที่อาศัยอยู่อย่างมหาศาล
ที่สำคัญรู้ ๆ กันอยู่บ้านเมืองเรามันเป็นอย่างไร
งบก่อสร้างมหาศาลก็จริง จะเหลือไว้สร้างโรงไฟฟ้าจริงเท่าไหร่ก็ไม่รู้
แล้วศักยภาพด้านความปลอดภัยเราจะมีเท่าเขาหรือเปล่าก็ไม่รู้
แผนรับมือถ้าสมมติมีการรั่วไหลหรือเกิดปัญหาขึ้นกับอุปกรณ์ที่ใช้งานในโรงไฟฟ้าก็ไม่มี
ที่น่ากลัวยิ่งกว่านั้น
เกิดจู่ ๆ มีพวกฝักใฝ่ฝ่ายการเมืองบุกเข้าไปยึดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ เพื่อบีบให้รัฐบาลลาออก จะทำอย่างไงฟะ
แล้วเกิดมีคนเลว ๆ และขาดสามัญสำนึกบางกลุ่มประท้วงตัดน้ำ ตัดไฟ จะเกิดอะไรขึ้น
มองมันต้องมองในหลายมิติ ภาคสังคม การเมือง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ความพร้อมของประชาชนในบ้านเรา
การแก้ปัญหาเรื่องการขาดไฟฟ้าใช้ มันมีตัวเลือกให้แก้ปัญหาตั้งหลายวิธี
ไอ้การตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ผมว่ายังไงก็ไม่ควรถูกใช้เป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ในการแก้ไขปัญหา
ก็เห็นใช้โซล่าเชลล์
ก็เห็นใช้โซล่าเชลล์ กันทั่วแล้ว
ตู้น้ำดื่ม
ไฟฟ้าแสงสว่าง
ไอ้พวกโง่เท่านั้นที่ใช้นิวเคลียส์
นิวเคลียส์มันคืออะไรว่ะ
ค่า เค ให้เท่าไร
ถ้าเขมรมันประกาศสร้างนิวเคลียส์ก่อนไทย
อายเขาตายโหง
ไม่น่าปิดแนวความคิดเรื่องโรงไ
ไม่น่าปิดแนวความคิดเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มันเป็นอีกวิธีหนึ่งที่สามารถให้พลังานได้มหาศาล ในยุโรบหลายประเทศใช้กันอย่างแพร่หลาย ในหลายประเทศกำลังทุบทิ้ง ต้องไปศึกษาข้อดีข้อเสียอย่างไม่ลำเอียง อย่างไม่ีอัคติ การที่บอกว่านิเคลียร์เป็นพลังงานบริสุทธิ์ก็ไม่จริง เพราะทุกอย่างต้องใช้วิธีการแลกมาทั้งสิ้น เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า ก็ไม่บริสุทธิ์ แลกกับป่าไม้ โซลาเซลล์ก็ไม่บริสุทธิ์ เพราะกระบวนการผลิดเป็นพิษต่อสิ่งแวลล้อมเช่นกัน ต้องมาใช้ drycell ยิ่งทำให้เกิดการกำจัดที่ยุ่งยากไปอีก อย่าคิดว่าของสิ่งใดสิ่งหนึ่งขาวหรือดำ ทุกอย่างมันเทาๆ เทามาก เทาน้อย ไปคำนวณเรื่องผลลัพธ์ และสิ่งที่ตามมา
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ผมไม่ได้เกรงกลัวมลพิษ ยินดีซะอีกหากจะมาตั้งใกล้บ้าน (ที่ดินจะได้ราคาดี) แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงมากกว่าเทคโนโลยี คือเรื่องการจัดการ ประสิทธิภาพของมนุษยืผู้ควบคุม เหตุการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้นเกิดจากความผิดพลาดของมนุษย์ทั้งสิ้น และดดยเฉพาะเมืองไทย ผมจะหาความไว้วางใจจากเขาเหล่านั้นได้หรือเปล่า (นักการเมือง) ตัวอย่างงายๆ รถไฟฟ้าที่น่าจะปลอดภัยที่สุดในโลกเมืองไทยยังทำให้ชนกันได้เลย เพราะความเลินเล่อของคนเพียงคยเดียว
พลังงานสะอาดนะดีครับ
พลังงานสะอาดนะดีครับ แต่ราคาจะเท่าไร เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไฟฟ้าพลังลม kwh ละ 10-12 บาท ไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ kwh ละ 7-9 บาท ที่ไฟฟ้าบ้านเราถูกก็ใช้ Natural Gas นี้แหละ แต่อีก 10 ปี ก็จะหมดแล้ว ในอ่าวไทยนะ แล้วจะให้ไปใช้พลังงานอะไร เขือนก็ไม่ให้สร้างทำลายสิ่งแวดล้อม ผมขายไฟฟ้าอยู่กับพลังงานหมุนเวียน ถ้าไม่ทำไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียส์นะยิ่งดีครับ เพราะค่า Fuel Transfer จะได้สูงๆ ช่วยฝากให้คิดด้วยครับ โดยเฉพาะผู้เขียนที่มีความรู้ด้านพลังงาน
เอาเป็นว่าวันใดแก็สหมด
เอาเป็นว่าวันใดแก็สหมด วันใดภูมิอากาศแห้งแล้งฝนฟ้าไม่ตก น้ำในเขื่อนไม่พอใช้ แม่น้ำเล็กๆไม่กี่สายในประเทศแห้งเหือด อย่างที่เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้วในประวัติศาสตร์โลก
คนไทยคงได้ใช้ไฟฟ้าพลังน้ำลายนักวิชาการเช่นผู้เขียนบทความนี้แน่ครับ.........
ประเทศที่เขาคัดค้านโรงไฟฟ้าปรมาณูนั้นเขาคัดค้านการสร้างเพิ่มจากที่มีอยู่แล้วประเทศละหลายสิบโรง ไทยนั้นยังไม่มีสักโรง เรียกได้ว่าพลังไฟฟ้าที่ใช้กันอยู่นั้นขึ้นอยู่กับเชื้อเพลิงเผาไหม้จากวัตถุดิบธรรมชาติเมตตาเป็นหลัก.....
ทุกอย่างมีทั้งข้อดี
ทุกอย่างมีทั้งข้อดี ข้อเสียครับ ลองอ่านดูเพิ่มเติมจาก link ข้างล่างนะครับ
http://www.alternativeenergy.com/profiles/blogs/1066929:BlogPost:42280
http://timeforchange.org/pros-and-cons-of-nuclear-power-and-sustainability
http://www.bionomicfuel.com/pros-and-cons-of-nuclear-power/
http://www.animatedsoftware.com/environm/no_nukes/nukelist1.htm
Nuclear energy must be ONE of
Nuclear energy must be ONE of the energy solution. If not we can prepare for energy shortage in the next 20 years. If we cannot use sun energy more effectively.