นักวิชาการแนะแก้ พ.ร.บ.ธุรกิจต่างด้าว ป้องกันผลกระทบเปิดเสรีลงทุนในอาเซียน

 
 
สืบเนื่องจากที่คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) มีมติให้เปิดเสรีการลงทุนในภาคเกษตร ประมงและป่าไม้ภายใต้ข้อตกลงการลงทุนอาเซียน (ACIA) ในปี 2553 ทำให้ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดกระแสคัดค้านและเรียกร้องจากองค์กรภาคประชาสังคมและประชาชนรวมกว่า 100 องค์กรและเครือข่ายให้ทบทวนการเปิดเสรีดังกล่าว ซึ่งเดิม กนศ. จะจัดประชุมเพื่อพิจารณาประเด็นนี้ในวันที่ 6 พฤศจิกายน ดังนั้น เมื่อวันที่ 4 พ.ย. กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอว็อทช์) แผนงานฐานทรัพยากร และมูลนิธิชีววิถี จึงได้จัดการบรรยายพิเศษขึ้น โดย ผศ. ดร. ลาวัณย์ ถนัดศิลปกุล ผู้อำนวยการโครงการสถาบันศึกษากฎหมายเศรษฐกิจและธุรกิจระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นผู้บรรยาย ในหัวข้อ ความตกลงการลงทุนอาเซียน: คำเตือนและข้อเสนอแนะจากนักกฎหมายระหว่างประเทศ
 
 
00000
 
การเปิดเสรีการค้าแตกต่างจากการเปิดเสรีลงทุน เพราะการเปิดเสรีการค้าจะมีเพียงสินค้าเท่านั้นที่ข้ามพรมแดน แต่การเปิดเสรีลงทุนจะต้องมีการเข้ามาของผู้ประกอบการ แรงงานเพื่อมาใช้ทรัพยากรในประเทศผู้รับทุน
 
 
ประวัติศาสตร์การลงทุนระหว่างประเทศ
 
ย้อนกลับไป ตั้งแต่สมัยอาณานิคม ประเทศรับการลงทุนไม่มีบทบาทควบคุมกลั่นกรองหรือแสวงประโยชน์จากการลงทุนต่างประเทศ  จนกระทั่งปี 1960 ที่ประเทศเหล่านี้ได้รับอิสรภาพทางการเมืองการปกครอง ก็นำมาสู่การเรียกร้องอธิปไตยทางเศรษฐกิจ นำมาสู่ New International Economic Order ซึ่งเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งคือ อำนาจอธิปไตยเด็ดขาดถาวรเหนือทรัพยากรธรรมชาติ (Absolute permanent sovereignty over natural resources) เมื่อรัฐนำทรัพยากรไปใช้ หากคนในประเทศไม่ได้รับการชดเชย คนต่างชาติก็ไม่ได้รับการชดเชยเช่นกัน ทำให้คนต่างชาติเรียกร้องให้มีการชดเชย
 
อำนาจอธิปไตยของรัฐเจ้าของประเทศรับการลงทุนประกอบด้วย การกำหนดข้อจำกัดในการเข้ามาลงทุน ข้อจำกัดให้มาลงทุนซ้ำ ข้อจำกัดการส่งเงินออกนอกประเทศ การกำหนดให้คนชาติมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ การจัดเก็บภาษี การกำหนดพื้นที่การลงทุน การจำกัดสัดส่วนการถือครองหุ้น กำหนดเงื่อนไขรับการลงทุน ฯลฯ ดังนั้น ประโยชน์ของการลงทุนในช่วงนั้น (40 ปีต่อมาก่อนยุคเปิดเสรีการลงทุน) คือ
1.         ได้รับทุน
2.         ได้รับเทคโนโลยี
3.         ได้รับการบริหารจัดการสมัยใหม่
4.         ได้การจ้างงานและการสร้างอุตสาหกรรมภายในประเทศ
 
 
ช่องโหว่ของกฎหมายไทย และความไร้มาตรการรองรับที่ดีพอ
 
ภายใต้ พ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว มาตรา 4 กำหนดนิยาม บุคคลต่างด้าวว่าหมายถึง บุคคลธรรมดาไม่มีสัญชาติไทย นิติบุคคลที่ไม่จดทะเบียนในไทย และนิติบุคคลที่มีหุ้นตั้งแต่กึ่งหนึ่ง ส่วนนิติบุคคลที่ไม่เข้าลักษณะตามมาตรา 4 ไม่ถือว่าเป็นคนต่างด้าว ในมาตรา 1108 พูดถึงหุ้นบุริมสิทธิ์ ซึ่งเป็นช่องทางให้คนต่างด้าวมาใช้ประโยชน์ เช่น ผู้ถือหุ้นต่างด้าว 49% แต่มีสิทธิ์ออกเสียงได้ถึง 99% ขณะที่ผู้ถือหุ้นไทย 51% ออกเสียงได้เพียง 1% เป็นต้น ทำให้อำนาจในการครอบงำกิจการบริษัทอยู่ในมือผู้ถือหุ้นต่างด้าวได้ ขณะที่ มาตรา 1142 กำหนดไม่ให้แก้ไขหุ้นบุริมสิทธิ์เลย
 
อาเซียนเริ่มคิดที่จะเป็นตลาดเดียวเมื่อมีเอเปคเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่สิ่งที่ผิดพลาดคือ อาเซียนซึ่งพัฒนาอย่างเนิบช้ามาตลอด 30-40 ปีไม่มีมาตรการหรือโครงสร้างหรือกลไกอะไรมารองรับหรือควบคุมให้ตลาดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่จู่ๆ จะก้าวกระโดดไปเป็นตลาดเดียว นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ที่ทำงานของอาเซียนมักจะวนเวียนย้ายเข้าออกตลอด ทำให้ไม่มีประสบการณ์และศักยภาพในการทำงาน ต่างจากเจ้าหน้าที่ของสหภาพยุโรป (อียู)
 
มาตรา 10 ภายใต้ พ.ร.บ. ประกอบธุรกิจคนต่างด้าว เป็นมาตราที่ยกเว้นการบังคับใช้มาตรา 5 , 8, 17 แ ละ 18 โดยมาตรา 5 กำหนดให้อนุญาตคนต่างด้าวประกอบธุรกิจตาม พ.ร.บ. นี้ โดยคำนึงผลดีและเสียต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ความสงบเรียบร้อย ฯลฯ
 
ซึ่งมาตรา 5 นี้เป็นข้อยกเว้นทั่วไปของ national treatment คือ การปฏิบัติเยี่ยงคนชาติ ดังนั้น ไม่มีความจำเป็นที่มาตรา 10 จะต้องยกเว้นมาตรา 5 วิธีแก้คือ จะต้องเอามาตรา 5 ออกจากมาตรา 10 และต้องแก้ไข พ.ร.บ. ประมวลแพ่งและพาณิชย์ด้วยในประเด็นหุ้นบุริมสิทธิ์
 
ตามปกติ ข้อตกลงภูมิภาคจะให้สิทธิพิเศษเฉพาะสมาชิกในภูมิภาค เช่น ภายใต้ข้อตกลงอียู แต่ภายใต้ข้อตกลงการลงทุนอาเซียน (AIA) ซึ่งปัจจุบันกลายเป็น ACIA ให้สิทธิพิเศษกับสมาชิกนอกภูมิภาคด้วย โดยระบุในคำนิยามของนักลงทุนอาเซียนว่าหมายถึง นิติบุคคลที่มีหุ้นสะสม (equity ratio) เช่น บริษัทจากอังกฤษซึ่งไปลงทุนในสิงคโปร์ก่อน เพราะไม่มีข้อจำกัดเรื่องการถือหุ้น เขาก็จะได้นิยามว่าเป็นนักลงทุนสิงคโปร์ 100% และก็กลายเป็นนักลงทุนอาเซียนตามความหมายของ AIA หลังจากนั้น ไปลงทุนในมาเลเซีย ซึ่งสมมุติว่ากฎหมายอนุญาตให้ต่างชาติถือหุ้น 50: 50 ดังนั้นบริษัทนี้จะกลายเป็นบริษัทที่มีคนถือหุ้นชาติมาเลเซีย 50% สิงคโปร์ 50% ต่อมาเมื่อบริษัทนี้มาลงทุนต่อในไทยซึ่งมีกฎถือหุ้น 49:51 ก็ต้องการคนไทยอีกเพียงคนเดียวเท่านั้นก็จะตรงตามที่กฎหมายไทยกำหนด  
 
ทั้งนี้ จากการได้มีโอกาสศึกษาเกี่ยวกับวิสาหกิจ (เอสเอ็มอี) พบว่าองค์กรธุรกิจในไทยทั้งหมดมี 2 ล้านกว่าราย คิดเป็น 99.5% ของวิสาหกิจทั้งประเทศ แต่บริษัทเหล่านี้ส่งออกเพียง 20% ได้แก่ น้ำยางธรรมชาติ แผ่นรมควัน เครื่องหนัง สิ่งทอ เป็นต้น ขณะที่บริษัทข้ามชาติเพียงแค่ 0.5% ส่งออกถึง 80% หมายความว่าจีดีพีของไทยอยู่ในมือของบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งแต่ก่อนไทยอาจจะมีข้อกำหนดเรื่องการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (local content) ทำให้มีการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในกิจการต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันนี้บริษัทข้ามชาติสามารถนำเข้าชิ้นส่วนมาได้ นอกจากนี้ วิสาหกิจที่ว่า 99.5% นั้นจำนวนมากเจ้าของคือคนต่างชาติ เช่น ไต้หวัน มาเลเซีย
 
ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากกฎหมายภายในของเราเองด้วย ดังที่กล่าวมาแล้วถึงช่องโหว่ในประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์เรื่องการจดทะเบียนหุ้นบุริมสิทธิ์และในพ.ร.บ.ประกอบธุรกิจคนต่างด้าวมาตรา 10 ที่ให้ยกเว้นมาตรา 5 นอกจากนี้ แม้ว่าเราจะใส่สาขาที่กำลังจะเกิดเสรีในรายการสาขาอ่อนไหว (sensitive list) สุดท้าย ก็จะต้องเปิดอยู่ดีภายในปี 2020 ยกเว้นแต่เราจะไม่ให้สาขาเหล่านี้อยู่ในลิสต์รายการเปิดเสรีเลย คือกำหนดให้อยู่ใน General Exception ภายใต้หลักการปฏิบัติเยี่ยงชาติ (National Treatment)
 
 
ป้องกันก่อนจะสาย
 
หากผู้นำไปลงนามและมีผลบังคับใช้ ประเทศไทยต้องอนุวัติกฎหมายในประเทศตาม โดยหลัก Standstill and rollback คือ เมื่อใดที่เราไม่ได้กำหนดข้อยกเว้นไว้ก็จะต้องเปิดเสรี ส่วนกฎหมายภายในประเทศอื่นๆ ก็จะไม่มีผลในการป้องกัน  เช่น พ.ร.บ. ที่ดิน พ.ร.บ. ประมง เนื่องจากภายใต้ข้อตกลงการลงทุน นักลงทุนต่างประเทศเท่ากับได้สิทธิคนชาติแล้ว  และถ้าหาก ACIA ไม่มีผลบังคับใช้ AIA ก็จะมีผลบังคับใช้ ยกเว้นแต่ 10 ประเทศจะยินยอมทบทวน ส่วนเมื่อมีการเปิดเสรีการลงทุน ประเทศที่จะได้รับประโยชน์แน่ๆ คือ ประเทศสิงคโปร์
 
ทางออก คือ ผู้นำแต่ละประเทศควรจะคุยกันเป็นการภายในว่าไทยกำลังทบทวนผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ไทยควรเปิดให้เพียงการเข้าถึงตลาด (market access) แต่ไม่ให้สิทธิคนชาติ และกำหนดข้อยกเว้นในหมวดข้อยกเว้นทั่วไป (general exception)  

ประเทศไทยคงจะปฏิเสธระบบการค้า

ประเทศไทยคงจะปฏิเสธระบบการค้าเสรีทั้ง2 แบบนี้ไม่ได้ ครับเพราะประเทศไทยเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก
ดังนั้น รัฐบาล(รัฐบาลไหนก็ได้ที่ทำเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ ไม่มีผลประโชน์ทับซ้อน)ก็ต้องหามาตรการมารองรับ เพื่อไม่ให้ไทยเสียเปรียบแต่ได้ประโชน์ อาจจะสร้างมาตรฐานการค้าฉบับประเทศไทยหรือฉบับสาชิกอาเซี่ยน ซัมมิต ขึ้นมาแล้วเอามตรฐานนี้ไปทำการค้าขายกับคู่ค้า หรือถ้าทำไม่ได้วิธีที่แย่ที่สุด คือ ออกจากการเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกซ่ะ แต่ก็จะมีafter shockตามมา คือ แรงกดดันและการคว่ำบาตรจากต่างประเทศซึ่งผมคิดว่าได้ไม่คุ้มเสีย

แก้ได้ก็ดีครับ โดยเฉพาะอาชีพ

แก้ได้ก็ดีครับ โดยเฉพาะอาชีพ ที่สงวนให้คนไทย ทำนา ช่างตัดผม ฯลฯ อะไรทำนองนี้ ต่างชาติก็ควรจะทำได้ จะได้เข้ามาช่วยกันพัฒนาธุรกิจให้ก้าวหน้าต่อไป ไม่รู้จะสงวนไว้ทำไม? โบราณสิ้นดี!!

ผมว่าอาชีพนี้แหละที่ควรสงวนไว

ผมว่าอาชีพนี้แหละที่ควรสงวนไว้ อย่าเพิ่งโกธ ฟังเหตุผลมก่อน ครับ สมัยคุณทักษิณ จะทำให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก อย่างนี้ ครับดี แล้วทำไมแทนที่เราจะให้ต่างชาติมาลงทุนแล้วซื้อ/เช่าทรัพยากรของไทย เช่นที่นา สวน สัตว์น้ำ ทุ่งหญ้า มาแปรเปลี่ยนเป็นอาหารโดยจ้างคนไทยที่มีประสบการณ์มาผลิตอาหารให้ แล้วส่งไปขายต่างประเทศ คนไทยก็จะได้เฉพาะค่าจ้างไม่กี่บาท สู้ให้เจ้าของทรัพยากรมาบริหารจัดการเอง โดยทำให้อยู่ในรูปสหกณ์รวมกลุ่มกันใหเหนียวแน่น ผมเชื่อแน่ว่า เรื่องแค่นี้คงไม่เกินความสามารถของพี่น้องชาวรากหญ้า ล่ะ ครับ แค่นี้ที่ดิน ที่นา สวน ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ก็ยังอยู่ในมือเจ้าของรากหญ้าคนเดิม และสามารถเป็นมรดกตกทอดไปยังลูกหลานสายเลือดเดียวกับพี่น้องชาวรากหญ้าและผมเชี่ออีกว่า ปัจจุบันนี้ ลูกหลานของพี่น้องชาวรากหญ้าส่วนใหญ่พวกท่านส่งให้จบการศึกษาสูงๆทั้งนั้น ไม่จำเป็นครับว่า จบสาขาไหนมาต้องประกอบอาชีพสาขานั้น การเรียนสูงๆมีข้อดี คือ ทำให้เกิดลำดับความคิดที่ดี สามารถแก้ไขปัญหาได้ และสามารถ้เข้าถึงเทคโนโลยีสูงๆได้ ถ้าลูกหลานท่านไม่นำความรู้มาใช้ในทางที่ผิดและไม่ลุ่มหลง ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือยไปกับสิ่งยั่วเย้าต่างๆ ผมว่าลูกหลานท่านสามารถช่วยท่านได้ ครับ
เราควรจะสนับสนุนให้กระดูกสันหลังของชาติให้มีความอยู่ดีกินดี ครับ

รับฟังความคิดเห็นของคุณครับ!

รับฟังความคิดเห็นของคุณครับ! แต่ผมมองในมุมนิสัยของคนไทยนั้น ชอบทำตามอย่างคนอื่นมาแต่ใหนแต่ไร ...หากมีคนอื่นเป็นแบบอย่างแล้ว ชาวนาไทยจะไม่เป็นรองใครเลยที่เดียว....จะเห็นได้จากการทำหน้าของชาวญี่ปุ่น และของทางยุโรป เสร็จจากทำนาเขาสามารถมีทุกอย่างได้ดังใจ ไม่มีหนี้สินเหมือนชาวนาไทยที่ยิ่งทำยิ่งจน ขออย่างเดียวอย่าให้ที่นาให้ตกเป็นของต่างชาติก็แล้วกัน!!

ขอบคุณครับที่เห็นด้วย

ขอบคุณครับที่เห็นด้วย ที่ผมบอกล่ะครับว่า ผมเชื่อว่ากระดูสันหลังของชาติที่มีลูกหลานส่วนใหญ่แล้วจะมีการศึกษาสูง ไม่จำเป็นต้องทำงานตามที่สาขาที่เรียนมา สามารถเอาลำดับการคิดมาช่วยพ่อ/แม่ในการเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ๆที่ไม่ทำให้เกิดมลพิษ และต้นทุนต่ำ
พ่อ/แม่มีที่นาที่สวนเป็นแหล่งทองในครอบครัวอยู่แล้ว ทำไมต้องยกให้เป็นของคนอื่น ก็ต้องรวมกลุ่มกันเป็นสหกรณ์และขาดเหลือองค์ความรู้ด้านการทำธุรกิจ ก็เสนอขอไปที่หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเพื่อขอการสนับสนุนความรู้ และพวกท่านสามารถหาตลาดเองได้ สามารถต่อรองราคากับพ่อค้าก็ได้ และสามารถหาข้อมูลทางnetว่าช่วงนี้ตลาดโลกต้องการสินค้าแบบไหน เราก็จะได้จัดสรรปริมาณของสินค้าในตลาดไม่ให้มีมากเกินไปจนทำให้ราคาตก หรือถ้ามีวิธีการค้าขายที่จะเสนอรัฐบาล(รัฐบาลไหนก็ได้ ที่ทำเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชน ไม่ใช่เพื่อตนเองและพวกพ้องที่มีแต่รวยเอาๆ เพราะพวกนี้คิดว่าเราตามไม่ได้ไล่ไม่ทัน แต่พวกนี้คิดผิด ครับ) พวกท่านก็สามารถเสนอได้ เพราะรัฐบาลมีหน้าที่เป็นเพียงผู้สนับสนุนประชาชน คือ ทำอย่างไรก็ได้ที่ทำให้ประชาชนมีรายได้แบบยั่งยืนในทางที่ถูกที่ควรและประชาชนต้องยืนบนขาของตัวเองได้ โดยไม่ต้องพึ่งใครคนใดคนหนึ่ง
ขอบคุณอีกครั้ง ครับ ที่เห็นด้วยกับความคิดของผม และผมเชื่อว่าคนรุ่นใหม่คงจะเรียนรู้แล้วว่านิสัยของคนไทยในอดีตเป็นแบบไหน สิ่งไหนดีก็ยึดไว้ สิ่งไหนไม่ดีก็อย่าไปทำตาม

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน