วิวาทะจุดยืนนักสิทธิมนุษยชนไทยในสถานการณ์ปัจจุบัน
(หมายเหตุ จากบทความ ระวัง! การทูตเรื่องสิทธิของอาเซียน ได้มีเนื้อหาบางส่วนวิพากษ์ถึงจุดยืนและบทบาทของนักสิทธิมนุษยชนไทย แดนทอง บรีน ประธานสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) ได้ส่ง จ.ม.อีเลคโทรนิค เวียนถึงเจ้าของบทความ นักวิชาการและนักสิทธิมนุษยชนไทยจำนวนหนึ่งโดยมีเนื้อหาตอบโต้บทความดังกล่าวอย่างเผ็ดร้อน ประชาไทเห็นว่าการวิวาทะในประเด็นสิทธิมนุษยชนไทยเป็นสิ่งที่สาธารณชนน่าที่จะได้รับรู้ จึงติดต่อขออนุญาตเจ้าของจดหมายเพื่อเผยแพร่ข้อความรวมถึงถอดความเป็นภาษาไทยนำเสนอถึงผู้อ่านประชาไท)
ถึง คุณผู้ใช้นามปากกา (ออว์ซาร์ ธิ)
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับสิ่งที่คุณประเมินในการริเริ่มด้านสิทธิมนุษยชนของอาเซียนครั้งใหม่นี้ ผมยังเห็นด้วยอย่างมากในเรื่องการทำลายความเงียบและท้าทายข้อห้ามต่างๆ แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็เคารพในความคิดเห็นของนักสิทธิมนุษยชนคนอื่นๆ ที่เชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจว่า พวกเขาสามารถทำงานได้ภายในระบบ และยึดฉวยที่มั่นใดก็ตามที่สามารถยึดฉวยไว้ได้ แม้ว่าจะดูเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม ที่ผ่านมาผมได้หลีกเลี่ยงการประชุมและการริเริ่มดำเนินการทั้งหมดที่เกี่ยวกับกลไกของอาเซียน เพราะผมเชื่อเหมือนคุณว่า มันจะสูญเปล่า แต่ผมตระหนักว่า ผมไม่ได้ยึดกุมความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวทั้งหมดทั้งมวล และผมแน่ใจเป็นอย่างยิ่งว่าความเข้าใจของคุณก็จำกัดเช่นกัน ถ้าหากคนที่ผมรู้จักและเคารพคิดว่าพวกเขาสามารถทำให้มันสำเร็จได้ด้วยวิธีการอื่น ทำไมเราไม่อวยพรให้เขาโชคดีล่ะ ได้โปรดให้การโต้แย้งถกเถียงดำเนินไปเถิด การประณามอย่างสาดเสียเทเสียจะไม่ส่งผลเปลี่ยนแปลงทัศนะที่ชอบด้วยเหตุผลของพวกเขาได้หรอก ทั้งหมดที่คุณจะได้จากการโจมตีพวกเขาก็คือ การสร้างความสิ้นหวังและความแตกแยกในขบวนการของเรา คุณอ้างประสบการณ์ 15 ปี ในฐานะนักสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย แต่ประสบการณ์ 15 ปีที่คุณว่า แทบไม่ได้อธิบายหรือพิสูจน์ถึงสิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์ที่คุณทึกทักเอาเองเลย ผมไม่เพียงสามารถเทียบเท่ากับคุณได้ แต่สามารถอ้างได้ถึงประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า ซึ่งรวมถึงงานแนวหน้าที่มุ่งแสวงหาจุดร่วม ผมใคร่ขอแนะนำคุณว่า คุณน่าจะทบทวนกลวิธีในการประณามผู้อื่นเสียใหม่
คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนเอเชียมีผลงานอย่างยอดเยี่ยมในการจัดทำข้อมูลและตีแผ่ความไม่เป็นธรรมให้สาธารณชนได้รับรู้ ทั้งในประเทศไทย และในต่างประเทศ โดยมักจะทำให้เราได้รับรู้ถึงกรณีการละเมิดสิทธิที่เราไม่ได้รับทราบ แต่กรุณาอย่าพยายามทำลายความสัมพันธ์อันดีในการทำงานที่เรามีอยู่เลย คุณต้องรู้ว่า คนทำงานแต่ละคนต้องตัดสินใจเลือกขอบเขตของงานที่จะทำ มันไม่ฉลาดเลยที่คุณจะแสดงตัวเองในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าคุณจะรู้สึกต่อเรื่องนั้นๆ อย่างรุนแรงเพียงใด เราถูกโจมตีเป็นประจำด้วยข้อกล่าวหาที่ว่า “คุณพูดเรื่อง ก ได้ แต่นิ่งเฉยไม่พูดเรื่อง ข ได้อย่างไร?” เหมือนกับกล่าวหากองทหารที่สู้รบในแนวรบด้านตะวันออก ว่าไม่แยแสกับแนวรบด้านตะวันตกยังไงยังงั้นเลย!
ผมท้าให้คุณส่งจดหมายนี้เวียนไปถึงผู้อ่านของคุณ และเปิดประเด็นถกเถียงในเรื่องนี้ ผมรู้จักหลายๆ คนที่ไม่เปิดอ่านอีเมลล์ที่มีคุณค่าของคุณอีกต่อไป เพราะคำพูดเกรี้ยวกราดโวยวายที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราวของคุณ ผมขอชี้ให้เห็นถึงความสามานย์ที่คุณเขียนโดยปิดบังชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริง ในขณะที่คุณเรียกร้องให้คนอื่นๆ ที่ไม่สามารถหรือไม่ปรารถนาจะปิดบังชื่อเสียงให้เปิดปากพูดในประเด็นต่างๆ ที่ถกเถียงกันอยู่นั้น กรุณากล้าๆ เปิดเผยตัวเองหน่อยว่าคุณคือใคร และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยความเคารพตามที่ควรจะเป็นเถิด
แดนทอง บรีน
สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.) กรุงเทพฯ
| Attachment | Size |
|---|---|
| danthong: English letters | 25.5 KB |
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












Dear Mr. Breen, When there is
Dear Mr. Breen,
When there is a pattern in the selectiveness and omission of issues to fight for, and the pattern is in accordance with certain political camps, we call bias and partiality.
If a human rights advocate, like you, cannot make the distinction between practical limits (therefore need to set a priority of issues) and a bias/impartiality, if a human rights activist cannot see their own serious mistakes like impartiality, your human rights works may contribute to more injustice and the widespread hopelessness for justice. Human rights works then contribute to more divisiveness and potential to violence.
Is this criticism polite enough? I think Thi's article is not as strong as your reaction to him/her.
The above name is real, not a pen-name.
มันมีเพดานทางความคิดนะที่บอกว
มันมีเพดานทางความคิดนะที่บอกว่า
"แต่ผมตระหนักว่า ผมไม่ได้ยึดกุมความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวทั้งหมดทั้งมวล และผมแน่ใจเป็นอย่างยิ่งว่าความเข้าใจของคุณก็จำกัดเช่นกัน "
มันแปลว่า เฮ้ย ไม่มีใครรู้และเข้าใจไปหมดหรอก แก ก็เหมือนกัน (แกไม่รู้และเข้าใจสิ่งที่เราทำและข้อจำกัดของเรา)
"ถ้าหากคนที่ผมรู้จักและเคารพคิดว่าพวกเขาสามารถทำให้มันสำเร็จได้ด้วยวิธีการอื่น ทำไมเราไม่อวยพรให้เขาโชคดีล่ะ ได้โปรดให้การโต้แย้งถกเถียงดำเนินไปเถิด การประณามอย่างสาดเสียเทเสียจะไม่ส่งผลเปลี่ยนแปลงทัศนะที่ชอบด้วยเหตุผลของพวกเขาได้หรอก"
แปลว่า ที่พวกของเราทำอยู่ ทำไมไม่ให้กำลังใจซะล่ะ ประณามแล้วจะได้อะไร พวกเขาไม่เปลี่ยนแปลง"ทัศนะที่ชอบด้วยเหตุผล"ของพวกเขาได้หรอก
ทั้งหมดนี้โชว์'เพดานความคิด'ของตัวเองอย่างน่าสมเพชที่สุด เป็นสิ่งเหลือเชื่อที่ตอบโต้นักวิจารณ์ด้วยคำพูดว่า "ความเข้าใจของคุณก็จำกัดเช่นกัน" จึงควรเลิกวิจารณ์สับแหลกพวกเราซะ ควรจะให้กำลังใจแทน
แหม! นึกถึงวงการหนังไทยพวกเขาก็มีความเข้าใจที่จำกัด แม้หนังจะห่วย ก็เพราะเขามีความเข้าใจที่จำกัดเหมือนทุกคน ควรเลิกสับแหลกพวกเค้า มันไม่ทำให้พวกเค้าเปลี่ยนจาก "ทัศนะที่ชอบด้วยเหตุผลของพวกเขา" ได้หรอก ควรอวยพรให้พวกเค้าโชคดีกับหนังที่คุณคิดว่าห่วยต่อไป
ที่น่าทึ่งก็คือคำพูดว่า "การประณาม"-อย่างสาดเสียเทเสียจะไม่ส่งผลเปลี่ยนแปลงทัศนะที่ชอบด้วยเหตุผลของพวกเขาได้หรอก- ถ้าอย่างนั้น ประณามก็เป็นสิ่งไม่มีความหมาย และพวกเราควรเลิก ประณาม ใครต่อใคร ไม่ว่า อำนาจรัฐ เผด็จการทหารพม่า จอร์ช บุช ฯลฯ เพราะ "จะไม่ส่งผลเปลี่ยนแปลงทัศนะที่ชอบด้วยเหตุผลของพวกเขาได้หรอก"
ข้อตอบโต้ฉบับนี้สุดอเมซิ่ง เพราะทำให้เราได้เห็นการโต้แย้งแบบเก่าแก่ (โบร่ำโบราณ)ของแอคติวิสต์เมื่อหลายสิบปีก่อนที่มันจะเริ่มต้นด้วย'การเห็นด้วย'ในหลายๆเรื่อง แล้วตามมาด้วยการพยายามให้อีกฝ่ายเปิดใจเข้าใจและเห็นพ้องกับความจำเป็นของเรา (นึกถึงการเจรจาอย่างนุ่มนวลเวลาเกิดข้อขัดแย้งต่างๆ ง่ายๆก็เช่น เวลารถชน ยากๆก็เวลาผู้ชุมนุมต่อรองกับอำนาจรัฐ) ทีวาอเมซิ่งคือ มันตามมาด้วยการ'ข่ ม'ในอายุการทำงานที่เหนือกว่าที่ว่า "แต่ประสบการณ์ 15 ปีที่คุณว่า แทบไม่ได้อธิบายหรือพิสูจน์ถึงสิทธิในการวิพากษ์วิจารณ์ที่คุณทึกทักเอาเองเลย ผมไม่เพียงสามารถเทียบเท่ากับคุณได้ แต่สามารถอ้างได้ถึงประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า" ตามด้วยการด่าว่าโง่และอบรมแถมให้ว่า "คุณต้องรู้ว่า คนทำงานแต่ละคนต้องตัดสินใจเลือกขอบเขตของงานที่จะทำ มันไม่ฉลาดเลยที่คุณจะแสดงตัวเองในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าคุณจะรู้สึกต่อเรื่องนั้นๆ อย่างรุนแรงเพียงใด" แล้วจบลงด้วยการประณามอย่างสาดเสียเทเสียซะเองด้วยคำว่า "สามานย์"! >>> "ผมขอชี้ให้เห็นถึงความสามานย์ที่คุณเขียนโดยปิดบังชื่อเสียงเรียงนามที่แท้จริง"
แต่ก็ดีที่ผู้เขียนเขียนโชว์"ความนึกคิดอันล้าหลัง"ของสังคมแอคติวิสต์ไทยว่า "งานแนวหน้าที่มุ่งแสวงหาจุดร่วม ผมใคร่ขอแนะนำคุณว่า คุณน่าจะทบทวนกลวิธีในการประณามผู้อื่นเสียใหม่" ก็ไอ้การ'แสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง'นี่แหละ ที่ทำให้ประเทศไทยมันชิบหายแสนสาหัสในตอนนี้! แอคติวิสต์นี่มัน'นักการเมือง'เหรอ ถึงเอาวิธีสานผลประโยชน์ของนักการเมืองมาใช้ ไอ้แสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างคือวิธีคิดแบบนักการเมืองในการจะเอาชนะในเกมอำนาจ แบบว่าพอ่ค้าหวยพ่อค้ายาก็มาเป็นแนวร่วมได้ถ้าทำให้เอ็งชนะในเกมชิงอำนาจ แบบว่าเอาอำมาตย์เข้ามาถ้าทำให้เอ็งชนะทักษิณ แบบว่าเอาสื่อสามานย์ดาวสยามเป็นพวกถ้าทำให้เอ็งเอาชนะทักษิณ แล้วเงียบกับจุดต่างอยางเช่นเอาทหารนี่ชอบในหลักการประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญไหม? เอาอำมาตย์และผ้าพันคอสีต่างๆนี่ชอบในหลักการประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญไหม? คนเค้าทุเรศใจกับที่พวกมรึงคิดแบบนี้ พวกมรึงกลายเป็นคน'ไ ม่ มี ห ลั ก ก า ร'เพราะวิธีคิดแบบว่า'แสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง' ความคิดสุดแสนจะดักดานล้านปีไดโนเสาร์ พวกมรึงถึงไม่ได้ทำให้'หลักการสิทธิมนุษยชน'ในไทยก้าวหน้า แถมตกต่ำสุดขีด
พวกมรึงควร รู้ จั ก โ ต เ ป็ น ผู้ ใ ห ญ่ เสียที พวกมรึงรุ่นเท่ามองทะลุและสูงกว่าก่อสรางทัศนคติตอนอายุยังน้อย (มองทะลุก็ก่อสรางทัศนคติหลายอย่างแบบซ้ายในช่วงปี 2519) มีแนวคิดที่จับยึดในช่วงนั้นเยอะ แต่มันล้าสมัยในตอนนี้ไปจำนวนมากแล้ว หมดเวลาสำหรับการเล่นแบบ'อวดฉลาดแกมโกง'(วงการเด็กนักศึกษาสมัยนั้นมันมีท่าทีแบบนี้) มันทำให้พวกมรึงไม่มีวัฒนธรรรม นี่เป็นจดหมายที่น่าอายที่ตอบโต้แบบเด็กๆ วุฒิภาวะต่ำมาก การรู้จักใช้สำนวนโวหารไม่ได้ทำให้พวกมรึงดูฉลาดอะไรเลย เหมือนไอมาร์คที่มันคิดว่ามันรู้จักใช้สำนวนโวหารที่ดูดีแล้วมันจะชนะใจทุกคนได้ ดักดานพอกัน คนไทยสยามเมืองยิ้มได้ชื่อเรื่องการเจรจามานาน การพูดภาษาฑูตมันจิ๊บๆ การใช้โวหารมันไม่ใช่เรื่องยากห่าอะไรสำหรับคนมีการศึกษาที่สนใจเรื่องโวหาร
ไม่แนะนำให้ถอนเก็บจดหมายอันมีคุณค่าฉบับนี้ มันสมควรเผยแพร่ในวงกว้างในฐานะปฎิมากรรมเพื่อการวิจารณ์ชิ้นเยี่ยม ที่จะเผยให้เราเข้าใจในระดับลึกของปัญหาที่ดูเหมือนจะคลาคลาดจากการสังเกตอยู่ตลอดเวลา
เป็นนักสิทธิๆ
เป็นนักสิทธิๆ แต่ให้เขาจำกัดสิทธิของตัวเอง ทำอาชีพอื่นเหอะ
อ้าว
อ้าว กลายมาเป็นตอบความคิดเห็นของคุณมองทะลุ ไปซะ โทษทีค่ะ เลือกผิด
แดนทอง หรือทองแดงหว่า
แดนทอง หรือทองแดงหว่า (ฮา)
อืม...อ่านแล้วอ๊วกทันที
สิ่งที่เขียนวิจารณ์ออร์ซา ธิ ไม่เห็นชี้แจงหักล้างด้านเหตุผล นอกจากโจมตีเรื่อง "คำ" ที่ออว์ซา ธิ เขียนประณามอย่างเจ็บแสบเท่านั้น
นักสิทธิฯอาเชียน ,นักสิทธิฯไทย ..รับไม่ได้ดดดดด
เพราะตูเป็นคนดี เป็นอภิชน ....
หึหึ...อย่างที่บอก "แมงดา" ยังน่านับถือเสียกว่าพวกห่ากินด้านสิทธิฯ ดัดจริตเหล่านี้ (คลื่นไส้จริงๆว่ะ..อ๊วก)
Couldn't agree more with you,
Couldn't agree more with you, sir.
นักสิทธิมนุษยชนทำงานอะไรครับ
นักสิทธิมนุษยชนทำงานอะไรครับ ได้เงินเดือนสูงไหม จะไปสมัครบ้าง
คุณแดนทอง
คุณแดนทอง บรีน
คุณหรือว่าอาจารย์ศรีประภาก็ได้ในฐานะตัวแทนไทยในASEAN HRC ช่วยตอบดังๆ ชัดถ้อยชัดคำหน่อย ว่า ปัญหาเรื่องHRในประเทศไทยมีอะไรบ้าง?
มีการละเมิดhumanrightsในประเทศไทยโดยอาศัยlesse majeste lawหรือไม่?
กฏหมายcomputer actของรัฐบาลสุรยุทธ ละเมิดhumanrights หรือเปล่า?
คำตอบของคุณจะช่วยอธิบายจดหมายของอาจารย์ธงชัย วินิจกุลได้เป็นอย่างดี
หวังว่าในฐานะนักสิทธิมนุษยชนที่กล้าหาญและมีประสบการณ์ยาวนานกว่าAwza Thiอย่างคุณ คงมีความกล้า และจริงใจที่จะอธิบายข้อข้องใจของผมได้
ความคิดเห็นของ: ธงชัย
ความคิดเห็นของ: ธงชัย วินิจจะกูล (พากย์ไทย)
คุณบรีน
เมื่อการเลือกและการละประเด็นที่จะต่อสู้(ของนักสิทธิมนุษยชน - ผู้แปล)เป็นไปอย่างมีแบบแผน และแบบแผนนั้นก็สอดคล้อง(หรือเข้าทาง)กับฝักฝ่ายการเมืองบางกลุ่ม นั่นเรียกว่า อคติและความลำเอียง
ถ้านักสิทธิมนุษยชน (เช่นคุณ)ไม่สามารถแยกแยะระหว่างข้อจำกัดทางการปฏิบัติ(ซึ่งต้องมีการจัดลำดับความสำคัญของประเด็นต่างๆ)และอคติ/ความลำเอียงได้ ถ้านักสิทธิมนุษยชนไม่สามารถมองเห็นความผิดพลาดฉกาจฉกรรจ์ของตัวเองอย่างความลำเอียงได้ งานสิทธิมนุษยชนของคุณก็อาจยิ่งช่วยซ้ำเติมความอยุติธรรมและความสิ้นหวังสำหรับความยุติธรรม งานสิทธิมนุษยชนก็จะยิ่งตอกย้ำการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายและโอกาสที่จะเกิดความรุนแรง
คำวิจารณ์นี้สุภาพพอไหม? ผมคิดว่าบทความของออว์ซาร์ ธิ ยังไม่แรงเท่าปฏิกริยาที่คุณมีต่อเขา/เธอเลย
ชื่อข้างบนเป็นชื่อจริง ไม่ใช่นามปากกา
สงสารคุณแดนทอง
สงสารคุณแดนทอง ที่โดนด่าเสียเละ
เนื่องจากออกมาพูดปกป้องคนที่คุณคิดว่ามันเป็นการคู่ควรต่อการกระทำของคุณ
แต่สุดท้ายก็คงมีแต่ความเงียบ!!! จากบรรดาเหล่าอามาตย์นักสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย
ที่ยึดหลัก"รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี" บางทีอาจมีคำเย้ยอยูในใจของพวกเขา
ถึงคุณแดนทองด้วยว่า "อยู่ดีไม่ว่าดี"หาเรื่องโดนด่า
ณ บัดนี้คุณแดนทองคงจะรู้แล้วว่าคนที่คุณพยายามปกป้องนั้นมันมีค่าคู่ควรแค่ไหนในการที่คุณเปลืองตัวลงมาปกป้อง
ทำมาหากินเงียบๆแบบผู้ประกอบอาชีพนักสิทธิมนุษยชนไทยทั่วไปน่ะดีแล้ว
ดีไม่ดีอาจจะได้ของแถมเป็นตำแหน่งลาภยศจากอามาตย์ใหญ่นะ
เหมือนที่เพื่อนร่วมอาชีพหลายๆคนของคุณแหงนคอรออยู่ไง!!!