ภาคเอกชนเชียงใหม่ผลักรถไฟรางคู่กรุงเทพฯ - เชียงใหม่
คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) เชียงใหม่ จัดสัมมนาเพื่อผลักดันนโยบายรถไฟรางคู่ “กรุงเทพฯ – เชียงใหม่” เผยแผนแม่บทก่อสร้างรถไฟร่างคู่ มีตั้งแต่ปี 2545 ขณะที่ปัจจุบันประเทศไทยมีรถไฟรางคู่ และทางสามรวมระยะทาง 340 กม. หรือร้อยละ 8.4% ของโครงข่ายทางรถไฟทั่วประเทศ
|
โครงข่ายเส้นทางรถไฟทางคู่และทางสาม
ปัจจุบันมีโครงข่ายเส้นทางรถไฟในประเทศไทยที่เป็นทางคู่และทางสาม เป็นระยะทางประมาณ 340 กม. หรือคิดเป็นเพียง 8.4% ของโครงข่ายทางรถไฟทั่วประเทศ ทั้งนี้ ภายหลังจากที่มีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าวแล้ว การรถไฟแห่งประเทศไทย ก็ได้มีแผนพัฒนาระบบรถไฟรางคู่มาอย่างต่อเนื่อง ดังนี้
ในปี พ.ศ. 2544 – 2545 การรถไฟฯ ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา ทำการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบรถไฟรางคู่ และได้ขยายขอบเขตงานให้ครอบคลุมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วย การก่อสร้างทางคู่ การก่อสร้างสถานีและทางหลีก การปรับปรุงทางเดิม / ปรับแก้แนวทาง และการปรับปรุงระบบอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม การศึกษานี้แล้วเสร็จและเสนอรายงานฉบับสมบูรณ์เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2545
โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกระทรวงคมนาคมได้เห็นชอบให้บรรจุโครงการก่อสร้างทางคู่เป็นช่วงตามความจำเป็น ระยะทาง 832 กม. ตามผลการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางรถไฟเมื่อปี พ.ศ. 2545 ไว้ในแผนยุทธศาสตร์ด้านโครงสร้างพื้นฐานและแผนปฏิบัติการพัฒนาระบบการจัดการขนส่งสินค้าและบริการ (Logistics) โดยเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธการพัฒนาระบบเครือข่ายเชื่อมโยงศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าภายในประเทศ ซึ่งส่งเสริมระบบขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ (Modal Shift)
ในปี 2550 คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2550 เห็นชอบในหลักการโครงการนำร่องการพัฒนาระบบการจัดการขนส่งสินค้าและบริการ ซึ่งมีโครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางสายเหนือและสายตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นโครงการเพื่อสนับสนุนโครงการนำร่องฯ ดังกล่าว คือ สายเหนือ ช่วงลพบุรี – นครสวรรค์ ระยะทางประมาณ 113 กม. สายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงมาบกะเบา – ปากช่อง – นครราชสีมา ระยะทางประมาณ 130 กม. โครงการดังกล่าวเป็นเพียงแนวดำริในแผนยุทธศาสตร์ด้านการขนส่ง ซึ่งยังไม่มีการศึกษาความเหมาะสมในรายละเอียดทั้งทางด้านเศรษฐกิจ วิศวกรรมและสิ่งแวดล้อม
ในปี 2551 คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2551 ตามผลการพิจารณาของคณะกรรมการพัฒนาระบบขนส่งทางรางและระบบขนส่งมวลชน ครั้งที่ 2/2551 และมอบหมายให้การรถไฟฯ เร่งดำเนินการศึกษาและออกแบบโครงการก่อสร้างทางคู่ในเส้นทางที่มีความถี่ในการเดินรถไฟสูงและต้องรอการสับหลีกเป็นระยะเวลานาน
ในสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการพัฒนาระบบขนส่งทางรางและระบบขนส่งมวลชน ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้เห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาและก่อสร้างระบบรถไฟทางคู่ขนาดรางมาตรฐาน 1.435 เมตร ระยะทางรวม 2,344 กิโลเมตร วงเงิน 367,312 ล้านบาท เพื่อเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ ในภูมิภาคอินโดจีนโดยมีทั้งหมด 5 เส้นทาง ได้แก่ เชียงของ-เด่นชัย ระยะทาง 326 กิโลเมตร เด่นชัย-ชุมทางบ้านภาชี ระยะทาง 470 กิโลเมตร, หนองคาย-นครราชสีมา-ชุมทางแก่งคอย-ชุมทางบ้านภาชี-ชุมทางหนองปลาดุก-กาญจนบุรี ระยะทาง 990 กิโลเมตร, ชุมทางแก่งคอย-ชุมทางฉะเชิงเทรา-แหลมฉบัง ระยะทาง 247 กิโลเมตร และชุมทางถนนจิระ-อุบลราชธานี ระยะทาง 331 กิโลเมตร และเห็นว่าการลงทุนโครงการดังกล่าวควรเปิดประมูลให้เอกชนเข้ามาก่อสร้างทั้งโครงสร้างพื้นฐานและระบบเดินรถ โดยจ่ายค่าสัมปทานให้กับ ร.ฟ.ท. เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับงบประมาณนอกจากนี้ยังเห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนาและก่อสร้างรถไฟด่วน ความเร็วประมาณ 160 กม.ต่อชั่วโมงขึ้นไป เพื่อเชื่อมหัวเมืองหลักของประเทศ เพื่อให้บริการประชาชนและส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเห็นชอบในหลักการให้ดำเนินการใน 4 เส้นทาง ได้แก่ กรุงเทพฯ-นครสวรรค์ ระยะทาง 231 กม., กรุงเทพฯ-นครราชสีมา ระยะทาง 266 กม., กรุงเทพฯ-จันทบุรี ระยะทาง 300 กม. และกรุงเทพ-หัวหิน ระยะทาง 200 กม. ซึ่งที่ประชุมมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ร.ฟ.ท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปกำหนดรายละเอียดเกี่ยวกับวงเงินที่จะใช้ในการก่อสร้าง
ในช่วงวันที่ 24-27 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปเยือนประเทศจีน และได้พบกับ ประธานบริษัท China Railway Engineering Corporation ซึ่งเป็นบริษัทก่อสร้างทางรถไฟที่ใหญ่ที่สุดของจีน โดยจีนยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับไทยแต่จะต้องศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมร่วมถึงความคุ้มค่าทางธุรกิจด้วย หลังจากนั้นนาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม นายสุรชัย ธารสิทธิพงษ์ ปลัดกระทรวงคมนาคมและสำนักงานนโยบายและแผนการจราจรและขนส่ง (สนข.) ได้เดินทางไปประเทศจีนในช่วงปลายเดือน กรกฎาคม 2552 เพื่อหารือกับผู้แทนรัฐบาลจีนและบริษัท China Railway Engineering Corporation ถึงรายละเอียดและความสนใจที่เข้าจะมาลงทุนโครงการรถไฟความเร็วสูงและรถไฟทางคู่ในประเทศไทย โดยจะนำข้อมูลที่ได้รับมาเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายและมอบหมายให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ดำเนินการ
|
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












ถ้าสลัด
ถ้าสลัด สร.ไม่หลุดรถไฟก็นั้นเอง ล้าสมัย เต่าล้านปี พนักงานอู้งาน
ต้องแยกการทำทาง(ราง)ออกต่างหากกับการบริการโดยสารอย่างเด็ดขาด พวกเขี้ยวลากดินขจัดทิ้งให้หมด
ทำได้ไหม?ถ้าเป็นอย่างนี้เดิมๆอย่างหวังเลย ชาตืหน้าบ่ายๆๆๆๆๆๆ
นโยบายที่เกี่ยวกับรถไฟนั้นยัง
นโยบายที่เกี่ยวกับรถไฟนั้นยังไม่มี
นายกฯ นายสุเทพฯ นายโสภณฯ นายสุรชัยปลัดกระทรวงฯ เพิ่งไปพูดคุยกับ ประธานบริษัท China Railway Engineering Corporation ที่เมืองจีน โดยจะนำข้อมูลที่ได้รับมาเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบาย...
ส่วนการมอบหมายให้กับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ดำเนินการ นั้นอย่าเพิ่งคุย....ไม่รู้ชาติไหน
นี่แหละ...รัฐบาลของประเทศไทย...แย่งกันเป็นรัฐบาลโดยที่ไม่มีนโยบายอะไรสำหรับประชาชนเลย...มีแต่จัดซื้อของ จ้างร้องเพลงชาติ คิดจะให้คนไทยเข้มแข็ง...นี่แค่นเรียกว่าเป็นนโยบายไปอย่างนั้นเอง.....ผีบ้า !!!
ทำไม่เป็นก็ให้คนอื่นทำ ไม่ว่า
ทำไม่เป็นก็ให้คนอื่นทำ
ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร
หรือพวกสหภาพ
ก็แอร์พอร์ทลิ้งส์ ทำเสร็จแล้ว
มันก็เปิดเดินไม่ได้เลย
ก็ให้มันคาไว้เหมือนเสาโฮปเวลล์
นี่เป็นเงินของประชาชนทั้งนั้น
เมื่อสร้างรถไฟ ร.5 ก็เรียกฝรั่งมาทำ
ถ้าอายฝรั่งก็เรียกเจ๊กมาทำก็ได้
ถูกดีด้วย ได้เพื่อนอีกตั่งหา
ดีกันแต่นั่งฝัน
ดีกันแต่นั่งฝัน นั่งประชุมกันว่าจะมีรถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูง โว้ย.ๆๆๆ ตื่นๆมาดูตัวเองก่อนซิโว้ย ฝันจนน้ำลายยืดเชียว
อนาถใจรถไฟไทย
อนาถใจรถไฟไทย อนาถใจรัฐบาลไทย
จนป่านนี้มีรางคู่แค่ 8% คงดีกว่าลาวหน่อยนึงมั๊ง
ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง มึงแดกมั่ง กูแดกมั่ง รถไฟเจ๊ง ช่างหัวมัน