ความรุนแรงเชิงโครงสร้างต่อเหยื่อคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์

             หากการตีแผ่ความฉ้อฉลและการเอาเปรียบ หลอกลวงของกษัตริย์...
การทำลายโซ่ตรวนแห่งความเชื่องมงายทางการเมือง และการยกระดับมนุษย์ที่ต่ำต้อยให้มีฐานะอันสมค่า
หากสิ่งเหล่านี้ถือเป็นการหมิ่นประมาทกล่าวร้าย
ก็ขอให้จารึกนามบนหลุมฝังศพข้าพเจ้าว่านักหมิ่นประมาทเถิด
[1]

 โทมัส เพน (Thomas Paine)
 
มาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญาไทย หรือกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ (นี่คือชื่อเรียกที่ถูกต้อง โทษที่เรียกว่า “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” นั้นเป็นคำเรียกในทางสามัญที่ไม่ตรงกับหลักการของลักษณะโทษในมาตรานี้) นั้นกล่าวได้ว่า เป็นคดีที่มีบทลงโทษที่รุนแรงมากทั้งโดยตัวมันเอง และโดยเปรียบเทียบ นอกจากนี้ยังมีปัญหาในอีกหลายด้าน อาทิ การตีความ, การนำมาใช้, การลงโทษ, ความล้าหลัง, ความเป็นการเมืองในตัวข้อกฎหมาย เป็นต้น
มาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญานั้นเป็นเพียงข้อความสั้นๆ ที่ทรงพลังทางการเมืองตลอดมา (ดังจะอธิบายต่อไป) และได้สร้างกระบวนการ และโครงสร้างทางความรุนแรงผ่านตัวบทกฎหมายนี้ด้วย มาตรา 112 นี้ ความว่า;
ผู้ใดหมิ่นประมาท หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปี ถึงสิบห้าปี[2]
โดยหลักการแล้ว ในทางสากลนั้นการดำรงอยู่ และมีผลบังคับใช้ของกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ โดยแยกแยะมาตรฐานออกจากความผิดฐานหมิ่นประมาทบุคคลทั่วไปนั้น ย่อมเป็นการขัดต่อระบบตรรกะของระบอบประชาธิปไตยเป็นอย่างมาก เพราะนั่นหมายถึงการสร้างหลักความไม่เท่าเทียมกันภายใต้คติของความเสมอภาคของประชาธิปไตย นอกจากนี้ยังขัดกับหลัก King can do no wrong, because King can do nothing.[3] อีกด้วย และได้ก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นในหลายระดับ ซึ่งเอกสารชิ้นนี้ (ด้วยพื้นที่นำเสนอ และเวลาที่จำกัด คงไม่สามารถนำเสนอทุกรายละเอียดได้ จึงขอนำเสนอเฉพาะในส่วนที่คิดว่าสำคัญที่สุด) จะนำเสนอภาพความรุนแรง 3 ประการของมาตรา 112 คือ 1) การตีความ และโทษ, 2) การเป็นเครื่องมือทางการเมือง, และ 3) การบังคับกล่อมเกลา แล้วจากนั้นเอกสารชิ้นนี้จะนำข้อสรุปจากความรุนแรงทั้ง 3 ประการนี้ มาอธิบายระบบโครงสร้างที่ได้เกิดขึ้นกับ “เหยื่อคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์” นี้ต่อไป โดยเอกสารชิ้นนี้ไม่ได้มุ่งอภิปรายว่ากฎหมายมาตรานี้ควรมีอยู่ต่อไปหรือไม่ (ซึ่งจะต้องแยกประเด็นไปอีกต่างหาก) แต่จะพูดถึง “ผลของการมีอยู่ของกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ในฐานะเครื่องมือก่อความรุนแรงในเชิงโครงสร้างขึ้น” หลังจากนั้นแล้ววิญญูชนพึงพิจารณาด้วยตัวปัจเจกบุคคลเองต่อได้ว่า กฎหมายข้อนี้พึงมีต่อไปหรือไม่ อย่างไร
 
0 0 0
การตีความ และโทษ
กฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งหากกล่าวกันตามหลักการที่สุดแล้ว กฎหมายดังกล่าวนี้เป็นกฎหมายที่ต้องตีความตามตัวอักษรอย่างเคร่งครัด โดยห้ามนำจารีตประเพณี หรือกฎหมายเทียบเคียงมาลงโทษผู้กระทำความผิดไม่ได้โดยเด็ดขาด[4] ฉะนั้นหากจะว่ากันตามหลักการอย่างแท้จริงแล้ว กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมการหมิ่นประมาทบุคคลเพียง 4 บุคคลเท่านั้น คือ 1) พระมหากษัตริย์, 2) พระราชินี, 3) รัชทายาท, และ 4) ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรืออีกนัยยะหนึ่ง หากตีความอย่างเคร่งครัดตามตัวอักษรอย่างแท้จริงแล้ว กฎหมายนี้ไม่ใช่กฎหมายหมิ่นประมาท‘สถาบัน’ พระมหากษัตริย์เสียด้วยซ้ำ เพราะพระบรมวงศานุวงศ์อื่นๆ นอกเหนือจากที่กล่าวถึงไปแล้วนั้น ย่อมไม่มีสิทธิคุ้มครองตามกฎหมายนี้ นอกจากนี้การตีความคำว่า ‘หมิ่นประมาท หรืออาฆาตมาดร้าย” นั้นยังคงอยู่ในขอบเขตของการโต้เถียงที่ไม่รู้จักสิ้นสุดอีกด้วย
คำว่าหมิ่นประมาทนี้ มีรากฐานมาจากคำว่า Libel ในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นมาตราที่ประเทศไทยนั้นคัดลอก (แปล) มาจากกฎหมายของอังกฤษโดยตรง[5] ซึ่ง Oxford Advanced Learners’ Dictionary ได้ให้ความหมายไว้ว่า;
noun [U, C] : the act of printing a statement about somebody that is not true and that gives people a bad opinion of them: He sued the newspaper for libel.a libel action (= a case in a court of law)
verb [vn] : to publish a written statement about somebody that is not true: He claimed he had been libelled in an article the magazine had published.[6]
(My Emphasis)
จากจุดนี้เราจะพบว่า รากทางความหมายของคำว่าหมิ่นประมาทนั้นอยู่บนฐานของ 1) เป็นข้อมูลเท็จ (Statement that is not true) และ 2) ข้อมูลเท็จดังกล่าวส่งผลในแง่ลบต่อบุคคลนั้น (that [statement] gives people a bad opinion of them) ฉะนั้นตามหลักการแล้วการจะพิจารณาว่าบุคคลใด กระทำการหมิ่นประมาทต่ออีกบุคคลหนึ่งนั้นควรจะอยู่บนฐานของปัจจัยทั้งสองนี้อย่างเคร่งครัด คือ ต้องเป็นข้อมูลเท็จที่ส่งผลในด้านลบแก่ชีวิตของอีกบุคคลหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่การตีขลุมไปทั่วอย่างไร้หลักเกณฑ์ (ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป)
แต่ปัญหาสำคัญในเรื่องการตีความนี้คือ 1) การตีความอย่างไม่ตรงตามหลักการ และ 2) การตีความอย่างไร้มาตราฐาน ซึ่งในที่สุดแล้วจะก่อร่างเป็นระบบโครงสร้างความรุนแรงที่สำคัญของสังคมไทย ที่ (ในระดับหนึ่ง) ผูกติดชีวิตคนไว้กับอัตตวิสัยทางความคิด ความนิยมชมชอบ และอคติของสถาบันตุลาการ
แท้จริงแล้วสองประเด็นดังกล่าวนั้นก็มีความเกี่ยวข้องกันอย่างสูงมากในระดับที่พอจะกล่าวได้ว่าประเด็นที่ 2 เป็นผลต่อเนื่องจากประเด็นที่ 1 (หรือคิดในอีกแง่ ก็อาจจะบอกได้อีกว่า 1 เป็นผลของ 2) การตีความอย่างไม่ตรงหลักการนั้น เริ่มมาจากการไม่ปฏิบัติตามกระบวนการพิจารณากฎหมายอาญาในระดับพื้นฐานที่สุด (ที่แม้แต่เด็กมัธยมก็ต้องรู้กันแล้ว) นั่นเอง ทั้งนี้เพราะการปฏิบัติตามหลักการอย่างเคร่งครัดนั้นย่อมหมายถึงการจำกัดขอบเขตอำนาจของตุลาการลงด้วย และในกรณีของประเทศไทยนี้การพิจารณาอย่างอยู่ในขอบเขตของหลักการอย่างเคร่งครัดยังหมายถึง “การอนุญาตให้ก้าวล่วงเข้าไปในพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์[7] (ที่บังคับให้ศักดิ์สิทธิ์) มากจนเกินไป” ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อตุลาการไม่พยายามดำเนินการตัดสินตามหลักการ (จนในระยะหลังสำหรับประเทศไทย ในบางแง่อาจจะกล่าวได้ด้วยซ้ำว่า ไม่จำเป็นต้องตัดสินตามหลักการอีกต่อไป) นอกจากจะเป็นการขยายขอบเขตอำนาจของตัวผู้พิพากษาหนึ่งๆ ให้มีอำนาจเหนือความศักดิ์สิทธิ์แท้จริงของตัวบทกฎหมายแล้ว ยังก่อให้เกิดประเด็นความรุนแรงอีกประเด็นคือ “ความไม่มีมาตราฐานในการตัดสิน” ตามมาด้วย
เมื่อความไม่ต้องมีหลักการในการตีความกฎหมายเกิดขึ้นแล้ว นั่นย่อมหมายความว่าอำนาจในการตีความกฎหมายทั้งหมด ขึ้นอยู่กับ “ตัวตน, อคติ, และอัตตวิสัย” แห่งผู้พิพากษา (ผู้ซึ่งได้รับอำนาจมา โดยไม่ต้องมีความรับผิดชอบ และการตรวจสอบจากสังคมใดๆ เลย) ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าผู้พิพากษานั้นก็ย่อมเป็น “มนุษย์” ที่หาได้ไร้ความรู้สึกผิดชอบ และอุดมการณ์ส่วนบุคคลไป ฉะนั้นการสร้างระบบอันบิดเบี้ยวที่กองอำนาจในการตัดสินชะตาบุคคลใดๆ ไว้กับการพิจารณาโดยปราศจากหลักเกณฑ์ จากบุคคลากรผู้ซึ่งกอปรด้วยอคติได้โดยไม่ต้องมีความรับผิดชอบ และตรวจสอบทางสังคมใดๆ ย่อมนำพามาซึ่งความไร้ หรือไม่ได้มาตราฐานในการพิจารณาคดี (Autonomous Jurisdiction) ซึ่งหากกล่าวไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรไปจากอำนาจเผด็จการในทางศาล (แต่พยายามเรียกกันให้เสนาะหูขึ้นว่า “ตุลาการภิวัตน์”) และนั่นทำให้โทษหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ที่มีความเกี่ยวพันธ์กับ “อุดมการณ์, สำนึกทางการเมือง และอคติส่วนบุคคล” อย่างลึกซึ้งนั้นกลายมาเป็นมาตราหนึ่งซึ่งก่อให้เกิดโครงสร้างความรุนแรงในการพิพากษามนุษย์ด้วยกัน ด้วยความไม่เท่าเทียมกัน
ดังเราจะเห็นการทำงานของระบบอันบิดเบี้ยวนี้ได้จากกรณีของดา ตอปิโด หรือชื่อจริงว่า ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ที่ต้องโทษคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ ด้วยการจำคุกเป็นเวลา 18 ปีและเป็นการดำเนินคดีอย่างลับ ที่ไม่อนุญาตให้มีการประกันตัวแต่อย่างใด ในขณะที่ข้อความดังกล่าวที่ดารณีกล่าวนั้น ได้ถูกกล่าวซ้ำอีกโดยสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งสุดท้ายกลับ “หลุด” จากคดีนี้ ด้วยเหตุว่า “กระทำไปด้วยความจงรักภักดี” ทั้งที่ตามหลักการแล้วผู้ที่เผยแพร่ซ้ำนั้นต้องระวางโทษเดียวกับผู้ริเริ่มถ้อยคำนั้นๆ (จุดนี้แสดงชัดเจนถึงความ “ไร้หลักการ และไม่ได้มาตราฐานในการพิจารณาไปพร้อมๆ กัน”)
ไม่ต้องเอ่ยถึงกรณีของ ส.ศิวลักษณ์ หรือสุลักษณ์ ศิวลักษณ์ ที่กล่าว “โจมตี/วิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์หลายต่อหลายครั้ง และรุนแรงมากๆ (เช่น มีการใช้คำว่า “เหี้ย” ประกอบ)” กลับ “หลุด” จากคดีลักษณะนี้ทุกครั้ง ด้วยอคติว่า “จงรักภักดี” แต่ดารณีนั้น ไม่ได้กล่าวโจมตีโดยตรงเลย เพียงแต่เอ่ยถึงสีเหลือง, สีฟ้า, ฯลฯ เท่านั้นกลับโดนโทษถึง 18 ปี[8]
ทั้งนี้ ขอให้เข้าใจด้วยว่า เอกสารนี้ไม่ได้มุ่งจะบอกว่าสนธิ ลิ้มทองกุล หรือสุลักษณ์ ศิวลักษณ์ นั้นสมควรโดนจับเข้าคุก หรือเป็นเหยื่อทางตรงต่อมาตรา 112 นี้อีก เพียงแต่มุ่งจะเทียบเคียงให้เห็นภาพถึงภาวะ “อัตตวิสัยในการตัดสินคดีของโครงสร้างเผด็จการทางการศาล” ที่เกิดขึ้นจากมาตรา 112 นี้ เท่านั้น (ยังไม่นับกรณีที่เพียงแค่ ไม่ยืนในโรงหนัง ของนายโชติศักดิ์ อ่อนสูง และอีกหลายๆ กรณีที่ล้วนแต่ส่งสัญญาณไปในทิศทางเดียวกันทั้งในทางตรง และเชิงสัมพัทธ์)
ในแง่ของโทษนั้นค่อนข้างจะชัดเจน (และมีการเอ่ยถึงประเด็นนี้หลายครั้งแล้ว) ถึงความไม่ได้สัดส่วนตามหลักความได้สัดส่วน (Proportionality / Proportional Justice / Retributive Justice) ซึ่งเป็นหลักที่อธิบายถึงคติว่าด้วยการกำหนดโทษต่อผู้กระทำผิดอย่างได้สัดส่วนเหมาะสมกับความผิดที่กระทำนั้นๆ[9] โดยมาตรา 112 นี้มีการกำหนดโทษสูงสุดไว้มากถึง 15 ปี (ซึ่งมากกว่าในช่วงการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งระวางโทษสูงสุดเพียง 7 ปีเสียอีก) ซึ่งระดับโทษของการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นี้ มีมากในระดับเดียวกับ ป. อาญา มาตรา 114 ซึ่งว่าด้วยการตระเตรียมการเพื่อก่อกบฏ ซึ่งเป็นการสะท้อนว่า โทษของมาตรา 112 นี้ได้ให้สัดส่วนความสำคัญกับการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์สำคัญเทียบเท่ากับการพยายามก่อกบฏล้มล้างการปกครอง และยังมีบทลงโทษที่รุนแรงมากกว่าการวางยาพิษคนทั้งชุมชน อย่างในมาตรา 237 ของ ป.อาญา อีกต่างหาก (ไม่ต้องเอ่ยถึงที่หลายต่อร้ายครั้งแม้แต่คดีฆ่าคนตาย ยังได้รับลดหย่อนโทษไปมา จนกระทั่งโทษน้อยกว่านักโทษคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นี้เลย)
ด้วยความที่โทษของ มาตรา 112 มีความรุนแรงมาก และวางอยู่บนฐานของอัตตวิสัยในการตัดสินความ จึงส่งผลให้การนำมาใช้นั้นกลายมาเป็นเครื่องมือชั้นยอดในทางการเมือง และความเป็นเครื่องมือดังกล่าวนั้นก็ได้ก่อระบบความรุนแรงที่น่าสะพรึงกลัวขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทย
 
0 0 0
 
การเป็นเครื่องมือทางการเมือง (การนำมาใช้)
 
กฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้น เป็นกฎหมายที่ถูกนำมาใช้ในฐานะ เครื่องมือ (Mechanism)” ที่สำคัญในทางการเมืองไทยมาตลอดหลายทศวรรษทั้งในแง่ผล 1) ทางตรง (คือการส่งคนเข้าคุก), และ 2) ทั้งในฐานะข้ออ้างทางการเมือง (ทั้งสร้างความชอบธรรมให้แก่ตน และความน่ารังเกียจเดียดฉันท์ให้แก่ผู้อื่น และรวมถึงการเป็นการ “ข่มขวัญ” ไปด้วยในที) ซึ่งประเด็นการนำมาตรา 112 มาใช้เหล่านี้ได้ก่อร่างระบบความรุนแรงในเชิงโครงสร้างในสังคมไทยขึ้นมา
การนำมาใช้ลงโทษในทางตรงนั้น กล่าวได้ว่าเกิดขึ้นอย่างถี่มาก (โดยเฉพาะในกรณีที่ผ่านเข้าสู่สื่อสารมวลชนหลัก) นับตั้งแต่การถือกำเนิดขึ้นของขบวนการที่เรียกว่า “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.)” และการรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยผลจากการที่การพิจารณา และตัดสินคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้นอยู่บนฐานของความ “ไร้หลักการ และมากด้วยอคติ” ดังได้กล่าวไปแล้วนั้น ทำให้การใช้มาตรา 112 มาลงโทษนี้ (เป็นไปในทางตรงกันข้ามกับข้อเสนอของวรเจตน์ ภาคีรัตน์) เป็นการพิจารณาลงโทษด้วยอุดมการณ์แบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไม่ใช่อุดมการณ์ตามแบบรัฐธรรมนูญนิยม[10]
การนำโทษมาใช้ในทางตรง คือกระบวนการส่งคนเข้าคุกนั้น เป็นทั้งการสร้างความรุนแรงทางตรง (จากความรุนแรงทางโครงสร้าง) และในขณะเดียวกันยังเป็นกระบวนการที่สำคัญมากๆ ในการก่อตัวของชุดโครงสร้างความรุนแรงที่เป็นผลต่อเนื่องกันมา คือ การใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และเครื่องข่มขวัญ กล่อมเกลา กล่าวคือเอกสารนี้ต้องการจะนำเสนอว่า “การมีอยู่ของตัวมาตรา 112 นั้นไม่ใช่สารถะสำคัญในกระบวนการสร้างความรุนแรง หากแต่เป็นกระบวนการนำมันมาใช้จนปรากฏผลแก่สายตา” ต่างหาก ดังจะเห็นได้จากการที่ประเทศอังกฤษเองก็ยังคง “มีตัวกฎหมาย” ในลักษณะนี้อยู่ “แต่ไม่มีการบังคับใช้ (แม้จะยังคงอยู่ในอำนาจการบังคับใช้ได้)” ระบบความรุนแรงของตัวกฎหมายนี้ก็ไม่เกิดขึ้น เช่นกันกับกฎหมายหมิ่นประมาทประมุข/พระประมุขของรัฐอื่น ในประมวลกฎหมายอาญาของไทยเอง[11] ที่แม้จะเป็นโทษในลักษณะเดียวกัน แต่ไม่มีการบังคับใช้ ก็ย่อมไม่ได้ก่อให้เกิดความหวาดกลัว และความรุนแรงขึ้นทั้งในทางตรง และเชิงโครงสร้าง ดังจะเห็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ หรือด่า ประณามประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ผู้ซึ่งเป็นประมุขของประเทศอเมริกา หรือรัฐอื่นๆ ได้อย่างออกนอกหน้า และไม่ต้อง “หลบๆ ซ่อนๆ” หรือกรณีที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ปราศัยประณามสมเด็จฮุนเซ็นข้ามวันข้ามคืน ในช่วงที่มีการประท้วงเรื่องกรณีพิพาทเขาพระวิหาร เป็นอาทิ ที่แม้จะเป็นโทษในลักษณะเดียวกัน แต่ไม่มีการบังคับใช้ ก็ย่อมไม่ได้ก่อให้เกิดความหวาดกลัว และความรุนแรงขึ้นทั้งในทางตรง และเชิงโครงสร้าง ดังจะเห็นที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ หรือด่า ประณามประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ผู้ซึ่งเป็นประมุขของประเทศอเมริกา หรือรัฐอื่นๆ ได้อย่างออกนอกหน้า และไม่ต้อง
ด้วยเหตุนี้เองกระบวนการลงโทษโดยตรง ให้ปรากฏแก่สายตานั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุด เกี่ยวกับมาตรา 112 นี้ (หากไม่นับประเด็นเรื่อง “การตีความ” ซึ่งกล่าวไปแล้ว) และดังได้กล่าวไปคือ ในบางแง่สำคัญเสียยิ่งกว่าการคงอยู่ของตัวบทมาตราเองเสียอีก เพราะการลงโทษโดยตรงคือการปูทางให้กับความสามานย์อีกหลายประการที่จะกล่าวถึงต่อไป
การถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองประเด็นนี้เป็นภาพที่ชัดเจนมากมาตั้งแต่สมัยนายปรีดี พนมยงค์แล้ว และก็ยังคงใช้อยู่เรื่อยๆ และหนักข้อขึ้นทุกที เหตุผลสำคัญที่มำให้กฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้นถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเสมอนั้นก็เพราะ 1) เป็นกฎหมายที่ว่าด้วยพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ (เชิงบังคับ) ของชาวไทยโดยตรง, 2) เป็นมาตราที่ใครอยากจะกล่าวอ้าง กล่าวหาก็ได้ นอกจากนี้หลักการในการพิจารณาคดีนั้นยังอยู่บนฐานของอัตตวิสัยที่มีความเลื่อนลอยสูง, และ 3) การมีบทลงโทษที่รุนแรง (ซึ่งเป็นผลโดยอ้อมในกรณีนี้ ดังจะอธิบายต่อไป)
สำหรับภาวะของเรื่องพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ (เชิงบังคับ) และผลโดยอ้อมของการมีบทลงโทษที่รุนแรงนั้น จะขอยกไปพูดในตอนหลังเนื่องจากจำเป็นจะต้องเข้าใจในประเด็นเพิ่มขึ้นจากส่วนนี้ก่อน (ประเด็นเหล่านี้จะชัดเจนในหัวข้อการบังคับกล่อมเกลา ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไป)
ในกรณีสำคัญของส่วนนี้นั้นคือประเด็นเรื่องการที่มาตรา 112 นี้อยู่บนฐานที่ว่า “ใครจะฟ้องร้องก็ได้” ไม่จำเป็นจะต้องเป็นตัวเจ้าทุกข์เองโดยตรง (ดังเช่น กฎหมายหมิ่นประมาทบุคคลโดยทั่วไป) ประเด็นนี้เองทำให้เกิด “ความลื่นไหลในการใช้งาน (Fluency)” และเป็นสิ่งที่ “เมื่อเกิดการฟ้องแล้ว (และหากคดีเกิดดังขึ้นมา)” ในระดับหนึ่งนั้นจะก่อให้เกิด “ความยากในทางเลือกในการตัดสิน ด้วยพลังทางสังคม ที่ไม่ต้องการให้ตัดสินว่าไม่ผิด” เพราะประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่ถูกทำให้รู้สึกว่า เพียงแค่เรื่องนิดๆ หน่อยๆ ก็ผิดแล้ว กล่าวคืออ่อนไหว (sensitive) เอาเสียมากๆ ฉะนั้นการกล่าวหาแบบด้วยประเด็นเล็กๆ น้อยๆ (เช่น การไม่ลุกยืนในโรงภาพยนตร์ ของโชติศักดิ์ อ่อนสูง เป็นอาทิ) หรือการกล่าวหาอย่างยังไม่รู้หลักฐานที่แน่ชัด หรือมีความคลุมเครือสูง (เช่น กรณีที่คณะรัฐประหารกล่าวหาทักษิณ ชินวัตร, หรือกรณีการไปกล่าวปาฐกถาของจักรภพ เพ็ญแข – กรณีหลังนี้ผู้เขียนเห็นว่าไม่ได้มีความผิดเลย – จนต้องลาออกจากตำแหน่ง และอยู่ในระหว่างการดำเนินคดี, เป็นอาทิ) ประเด็นนี้ เมื่อยิ่งเข้าไปผนวกกับภาวะอัตตวิสัยในการตัดสินความด้วยแล้ว ยิ่งก่อให้ระบบความรุนแรงนี้ฝังรากอย่างเหนียวแน่นในสังคมอย่างหนักข้อยิ่งขึ้นไปอีก
ความง่ายในการฟ้องร้อง ที่ใครคิดจะฟ้องก็ได้นี้เองที่ได้แพร่กระจายระบบแห่งความรุนแรงให้สะพัดไปทั่ว เพราะกลายเป็นระบบที่ ทำให้เรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ (แม้ว่าจะไม่ใช่เรื่องที่เป็นข้อมูลเท็จที่ก่อให้เกิดภาพลบ) ไม่สามารถพูดในที่แจ้งได้ ต้องอาศัยการพูดกันอย่างลับๆ หรือกล่าวในอีกทางหนึ่ง มาตรา 112 นี้สร้างโครงสร้างแห่งความรุนแรง โดยการทำให้ ประชาชนกลายร่างเป็นตำรวจแห่งอัตตวิสัย ภายใต้ภาวะอ่อนไหวอย่างวิตกจริต นั่นเอง ในทางหนึ่งเราจึงพอจะกล่าวได้ว่า การนำมาตรา 112 มาใช้นั้น คือการมอบอำนาจให้ประชาชนก่อความรุนแรงให้กัน และกันเอง
เมื่อผนวกเรื่องการฟ้องร้องจากผู้ใดก็ได้ เข้ากับระบบอคติตัดสินความแล้ว ทำให้เป็นเรื่องที่ง่ายมากในการผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นประโยชน์ในทางการเมือง ในประเด็นนี้สุธาชัย ยิ้มประเสริฐได้เสนอไว้ในงานสัมนาว่าด้วยกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ กับสิทธิมนุษยชนที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2552 ที่ผ่านมา โดยสุธาชัยได้เสนอว่า ในระยะที่ผ่านมา (หลังจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549) ซึ่งมีการแบ่งฝากทางการเมืองอย่างชัดเจน เป็นฝ่ายเสื้อเหลือง (พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) และฝ่ายเสื้อแดง (แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ – นปช.) นั้นสุธาชัยชี้ให้เห็นว่า แทบทุกกรณีที่เป็นคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ที่มีโด่งดังในสังคมนั้นมีแนวโน้มที่จำเลยฝ่ายเสื้อแดง หรือมีแนวโน้มไปทางเสื้อแดงมากกว่าเสื้อเหลือง จะโดนตัดสินว่ามีความผิด โดยสุธาชัยได้ยกกรณีตัวอย่างที่สุธาชัยนับได้ประกอบ 17 กรณีมาชี้ให้เห็นว่าทำคนที่โดนตัดสินว่ามีความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้นมีแนวโน้มอยู่ทางฝ่ายเสื้อแดง (หรือต่อต้านเสื้อเหลืองอย่างชัดเจน) ทั้งสิ้น ในขณะที่คดีที่ฝ่ายเสื้อเหลืองเป็นจำเลยในคดีแทบไม่มี (หรือไม่มีเลย) ที่โดนตัดสินว่ามีความผิด ทั้งที่ลักษณะทางการกระทำคล้ายกัน หรือเหมือนกันเลย หรือโดยสรุปก็คือ สุธาชัยได้เสนอกับว่าในระยะที่ผ่านมานี้ มาตรา 112 คือเครื่องมือที่ฝ่ายเสื้อเหลือง และ “อำมาตย์ (ซึ่งหมายรวมถึงตุลาการ และที่เหนือกว่านั้นขึ้นไปด้วย)” ใช้ในการข่มเหงทางการเมืองต่อฝ่ายเสื้อแดง (ซึ่งก็คงกล่าวได้ว่าจริงโดยมาก)
งานเขียนชิ้นนี้อยากจะเสนอเพิ่มเติมจากข้อเสนอของสุธาชัยด้วยว่า ประเด็นสำคัญ “ในนัยยะทางการเมือง” ต่อการนำมาตรา 112 มาลงโทษประชาชน (ฝ่ายเสื้อแดง) นั้นไม่ใช่การหมายหัวรายบุคคลต่อผู้ซึ่งถูกกล่าวหาว่าหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ แต่การลงโทษคนๆ หนึ่งนั้น เพื่ออาศัยพลังทางสัญญะในตัวมันมาสะท้อน / กล่าวหา (แบบเชิงบังคับ) ตัวตนของทั้งขบวนการ ที่กล่าวเช่นนี้หาได้ต้องการลด “คุณค่า และศักดิ์ศรี” ของผู้ถูกกล่าวหาไม่ (อนึ่งผู้เขียนนั้นมีคติในทางตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ) แต่ที่ต้องการจะสื่อนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องทำความเข้าใจ เพื่อจะได้เห็นหน้าที่ในฐานะเครื่องมือทางการเมืองอย่างแท้จริง ของมาตรา 112 ว่า การเป็นเครื่องมือทางการเมืองนั้น ไม่ใช่ความคิดคับแคบอย่าง สนธิ ลิ้มทองกุล พยายาม “จัดการ” ดารณี หรือจักรภพ ในฐานะการจัดการปัจเจกนั้น ผู้เขียนเชื่อว่าไม่มีทางเป็นไปได้ หรืออย่างน้อยที่สุด “ไม่มีทางเป็นเป้าหมายหลัก” แต่การ “จัดการ” ดารณี หรือจักรภพนั้นคือ การจัดการขบวนการเสื้อแดงทั้งขบวนการต่างหาก เช่นเดียวกันกับภาพที่กว้างขึ้น กับบุคคลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับขบวนการเสื้อเหลือง หรือเสื้อแดง อย่างแฮร์รี่ นิโคไลเดส (Harry Nicolaides)[12] นั้นก็เป็นไปด้วยตรรกะแบบเดียวกัน เพียงแต่เป็นเครื่องมือทางการเมืองในระนาบที่ใหญ่กว่า สูงกว่ากรณีเสื้อเหลือง – เสื้อแดง คือ การจัดการนิโคไลเดสนั้น คือการจัดการ “ขบวนการไม่นิยมเจ้า” หรือ “ขบวนการไม่นิยมการนิยมเจ้า” ทั้งขบวนการ โดย “ขบวนการนิยมเจ้า[13] นั่นเอง
 
0 0 0
การบังคับกล่อมเกลา[14]: ประชาชนชาวไทยทุกคน
(รวมถึงชาวต่างชาติในอาณาเขตประเทศไทย)

ล้วนคือเหยื่อของกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ทั้งสิ้น
 
เมื่อเอ่ยถึงคำว่า “เหยื่อคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์” แล้ว โดยมากจะพาลนึกถึง “ผู้ต้องหาในคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์” กัน ซึ่งเป็นเรื่องจริง และชัดเจนว่าพวกเขาเหล่านั้นคือ “เหยื่อที่ชัดเจน และรุนแรงที่สุดจากมาตรา 112 นี้” แต่จากที่งานชิ้นนี้อธิบายมาทั้งหมดนั้น ค่อนข้างจะเห็นได้ชัดถึงทิศทางที่งานชิ้นนี้จะนำเสนอ นั่นก็คือ ระบบความรุนแรงจากกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้น ทำให้ทุกคนที่เป็นคนไทย หรือต่างชาติในไทย ตกเป็นเหยื่อความความรุนแรงนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนิยมเจ้า หรือไม่นิยมเจ้า หรือกลุ่ม / ขบวนการ / สำนักคิดแบบอื่นๆ
ระบบความรุนแรงที่มาตรา 112 และการบังคับใช้มันได้ร่วมกันสร้างขึ้นนั้น ได้ก่อให้เกิดภาวะ “สงัดเงียบทางความคิด และแน่นิ่งทางความคิดความเชื่อ” ขึ้น กล่าวคือ มาตรา 112 ได้กลายเป็นเครื่องกักกันความคิด ที่ไม่อนุญาตให้มีการนำเสนอการวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์อย่างตรงไปตรงมา และด้วยการบังคับใช้ที่เข้มข้นนั้นทำให้ การนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ถูกรีดเร้นเค้นออกมาแต่เพียงด้านเดียว คือ การเยินยอ สรรเสริญ
ด้วยเหตุนี้เองผู้เขียนจึงกล่าวว่าประชาชนชาวไทยทุกคน รวมถึงชาวต่างชาติในประเทศไทยนั้นล้วนตกเป็นเหยื่อของมาตรา 112 นี้ เพราะวาทกรรมด้านเดียวที่ผลิตขึ้นจากระบบความรุนแรงของมาตรา 112 ได้ทำการกล่อมเกลาเชิงบังคับ ให้เกิดความรู้สึกด้านบวกเท่านั้น ต่อสถาบันกษัตริย์ ฉะนั้น “ความเป็นเหยื่อขั้นพื้นฐาน” ที่ทุกคนได้รับเมื่อเกิดบนแผ่นดินนี้ก็คือ ค่านิยมตามแบบคติของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ต้องถูกบังคับให้เป็นไพร่โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว และเชื่อฟังประหนึ่งสุนัขทรงเลี้ยงนั่นเอง
สภาพการถูกกล่อมเกลาเชิงบังคับจากระบบความรุนแรงของมาตรา 112 นี้ทำให้ประชาชนไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนถูกกดให้โงหัวไม่ขึ้น หรือจะเงยขึ้นก็ยากนัก และไม่สู้จะเงยได้อย่างเต็มกำลังอย่างที่อยากจะเงย และนั่นทำให้ในหลายๆ ระดับ ไม่เปิดช่องทางอื่นให้ประชาชนเลือกเดิน นอกจากแหงนคอรอความช่วยเหลือจากสถาบันกษัตริย์ (หรือเครือข่าย) และนั่นหมายถึงการเปิดโอกาสให้สถาบันกษัตริย์ลงมาคลุกคลีกับการเมืองทั้งที่ไม่ควรมีสิทธินั้น “ไม่ว่าจะกรณีใดๆ (นอกเสียจากจะต้องมีความรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ และตรวจสอบได้อย่างเต็มที่)” ตามหลัก The King can do no wrong, because The King can do nothing.หรือกล่าวอีกทางหนึ่งก็คือ ในแง่หนึ่งนั้นระบบความรุนแรงของมาตรา 112 ก็คือระบบที่ (เครือข่าย)สถาบันพระมหากษัตริย์สร้างขึ้นมา เพื่อเปิดประตูสู่การเข้าไปคลุกคลีในเวทีการเมืองของตนนั่นเอง
ระบบความรุนแรงของมาตรา 112 นั้นเป็นส่วนเติมเต็มที่สำคัญมากๆ ของพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ ซึ่งนั่นทำให้ความรุนแรงทวีกำลังมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะกับเหยื่อผู้ซึ่งเป็นผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์โดยตรง กล่าวคือ เมื่อระบบความรุนแรงดังกล่าวนี้ได้สร้างวาทกรรมด้านเดียวมากล่อมเกลาเชิงบังคับอยู่ตลอดเวลาแล้ว จึงก่อให้เกิดภาวะ “การอะลุ่มอลวย หรือผ่อนผันเพื่อสถาบันกษัตริย์” เป็นอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการ “ปล่อยนักโทษผู้มีความประพฤติดี ในวันเฉลิมฉลองเสด็จพระราชสมภพ (5 ธันวาคม ของทุกปี)” เป็นอาทิ (ไม่ต้องเอ่ยถึง อำนาจการนิรโทษกรรม ที่ให้เอกสิทธิ์สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือกฎหมายทั้งมวล รวมถึงรัฐธรรมนูญด้วย)
ภาวการณ์ “อะลุ่มอลวยเพื่อพ่อ” นี้นี่เองที่ทำให้ผู้ต้องหา/ต้องขัง คดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้นอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ยิ่งขึ้นไปอีก จากที่เดิมทีก็ตกเป็นเป้าประณามของมวลมหาประชาชนที่ตกอยู่ใต้ภวังค์แห่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์แล้ว เมื่อมาอยู่ในคุกนั้น แม้คดีที่พวกเขาเหล่านั้นก่อนั้น “โดยหลักการ” แล้วจะต้องนับว่าเบากว่าการฆ่าคน หรือค้ายาเสพติดจำนวนมหาศาลมาก แต่ก็จะถูกผลักดันให้อยู่ในระดับเดียวกัน หรืออาจะเหนือกว่านักโทษคดีร้ายแรงทั้งสองประเภทเสียอีก ทั้งนี้แน่นอนว่าในระดับหนึ่งนั้นเป็นเพราะนักโทษเหล่านั้นเองก็มีส่วนที่ตกอยู่ใต้ภวังค์แห่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์ด้วย แต่ประเด็นสำคัญนั้นคือ ผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์คือผู้ซึ่งกระทำผิดต่อบุคคลซึ่งนักโทษเหล่านั้นหวังว่าสักวันหนึ่งจะมาช่วยปลดปล่อยพวกตนไปสู่อิสรภาพ (จากโครงการอะลุ่มอล่วยเพื่อพ่อ, หรือนิรโทษกรรม, ฯลฯ) และนั่นทำให้ผู้ต้องหาคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้นตกอยู่ในสถานะที่ย่ำแย่มาก
ผู้เขียนได้มีโอกาสไปฟังสัมมนาที่คุณ ประเวศน์ ประชานุกูล ทนายของดารณี ชาญเชิงศิลปกุลในคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นี้พูดถึงสภาพความเป็นอยู่ของคุณดารณีในเรือนจำ และได้มีโอกาสพูดคุยเป็นการส่วนตัวเล็กน้อย[15] จึงขอนำมาสรุปไว้ ณ ที่นี้ พอสังเขป เพื่อเป็นตัวอย่างประกอบการอธิบายของเอกสารชิ้นนี้
คุณ ประเวศน์ได้ให้ข้อมูล ไว้ว่าเริ่มแรกเลยนั้นสิ่งที่คุณดารณีต้องถูกกระทำก็คือการโดน “กักเดี่ยว”[16] ซึ่งขั้นตอนนี้ผู้ต้องขังทุกคนจะต้องประสบเหมือนกันทั้งหมด โดยผู้ต้องขังจะต้องโดนกักเดี่ยวนี้ประมาณคนละ 1 เดือน (คุณ ประเวศน์เล่าว่า เป็นเหมือนการ “รับน้อง” ของเรือนจำ) แต่กรณีของคุณดารณีนี้เมื่อแรกเข้า กลับโดนกักเดี่ยวมากกว่าผู้ต้องขังผู้อื่นถึง 2 เท่าตัว คือ ประมาณ 2 เดือน (ไม่ได้เข้าสังคมเลยในช่วงกลางวันเป็นเวลา 2 เดือน)
จากนั้นเมื่อพ้นระยะกักเดี่ยวแล้วคุณดารณีก็พบว่า ชื่อและหน้าตาของเธอเป็นที่รู้จักของคนแทบทั้งเรือนจำ เนื่องจากมีการปิดประกาศป้ายชื่อ ซึ่งการปิดประกาศป้ายชื่อดังกล่าวนี้จะปิดเฉพาะนักโทษที่มีคดีร้ายแรงที่สุด 5 คนเท่านั้น (ผู้เขียนเข้าใจว่า นัยหนึ่งก็เพื่อให้มีการระวังตัวกันเองในหมู่ผู้ต้องขังด้วย) ซึ่งคุณดารณี ผู้ต้องขังคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์นั้นได้อยู่บนทำเนียบเดียวกันกับนักโทษคนอื่นๆ อีก 4 คน ผู้มีคดีฆ่าคนตายบ้าง หรือค้ายาเสพติดเกินกว่าหนึ่งหมื่นเม็ดบ้าง ซึ่งนั่นทำให้คุณดารณีเป็นที่จับตามองทั้งในหมู่ผู้ต้องขังเอง และต่อเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ด้วย
จากการเป็นที่จับตามองนี้เอง (ดาราเรือนจำจำเป็น?) ทำให้ในระยะแรกคุณดารณีได้รับเลือกให้เป็น “แม่ห้อง” (คล้ายกับหัวหน้าห้อง ในห้องขังหนึ่งๆ) ซึ่งทำให้เธอมีภาระหน้าที่มากขึ้น แต่ในจุดนี้นั้นคุณ ประเวศน์เล่าว่าตัวคุณดาเองไม่ได้มีปัญหามากนัก แต่การมีภาระหน้าที่มากขึ้นนั้นย่อมหมายถึงการเปิดโอกาสให้จับผิดได้มากขึ้นด้วย ซึ่งคุณดารณีเองก็โดน และถูกปลดออกจากตำแหน่งแม่ห้อง เมื่อนักโทษคนอื่นขึ้นมาเป็นแม่ห้อง ก็ได้มีส่วนในการกลั่นแกล้งคุณดารณี เช่น การไม่อนุญาตให้ไปเข้าห้องน้ำ (คือ เมื่อนักโทษต้องการจะเข้าห้องน้ำจะต้องขออนุญาตแม่ห้องทุกครั้ง และหากแม่ห้องไม่อนุญาตก็จะต้อง “กลั้น” ไว้เช่นนั้นจนกว่าจะถึงเวลาพัก) เป็นต้น
ร้ายแรงยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ เมื่อคุณดารณีป่วย (จนถึงปัจจุบันนี้ด้วย) ซึ่งทางโรงพยาบาลของทางราชทัณฑ์เองรักษาให้ไม่ได้ เนื่องจากขาดอุปกรณ์ จึงมีการทำเรื่องขอต่อศาลเพื่อนำตัวออกจากเรือนจำเป็นการชั่วคราว แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธินั้น โดยศาลอ้างว่าทางราชทัณฑ์เองก็มีโรงพยาบาลอยู่ (ในขณะที่โรงพยาบาลของราชทัณฑ์นั้นเอง บอกให้คุณดารณีหาทางออกมารักษาข้างนอก!!!)
นอกจากนี้อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมากในสายตาผู้เขียนก็คือ การบีบให้คุณดารณียอมเซ็น “ไม่อนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยม” ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นสิทธิของผู้ต้องขังที่จะให้ญาติเข้าเยี่ยมได้ และทางราชทัณฑ์ไม่มีอำนาจเหนือสิทธินี้ (มีเพียงแค่อำนาจในการตรวจค้น) ผู้ซึ่งตัดสินใจว่าจะให้ญาติเยี่ยมหรือไม่คือตัวผู้ต้องขังเท่านั้น ซึ่งในจุดนี้เองคุณประเวศน์ได้เล่าว่าทางราชทัณฑ์ได้บังคับให้คุณดารณีเซ็นไม่ยินยอมดังกล่าว
อนึ่งคุณประเวศน์ได้(ฝาก)ไว้อีกว่า ทุกๆ ครั้งที่มีการกระจายข่าวเรื่องความไม่ยุติธรรมของคุณดารณีที่เกี่ยวพันธ์กับทางราชทัณฑ์ให้เป็นที่รู้กันในทางสาธารณะจะเป็นการช่วยลดความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดกับผู้ต้องขังผู้นี้ได้ เพราะทางราชทัณฑ์จะทำการระงับ “บทลงโทษ” ที่จัดหามาให้คุณดารณีทันที เพื่อแลกเปลี่ยนกับการแก้ข้อความส่วนที่เกี่ยวกับราชทัณฑ์ออกไป
จากข้อมูลที่เราได้รับจากคุณประเวศน์นี้ทำให้เราได้เห็นถึงวิถีของการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียม และรุนแรงต่อผู้ต้องหา/ต้องขังในคดีหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ว่าไม่ยุติธรรมยิ่งนัก ทั้งจากสังคมภายนอก, เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ (บางส่วน), และในหมู่ผู้ต้องขังด้วยกันเอง โดยเฉพาะกรณีของคุณดารณีนี้ ที่ยังยืนยันจนถึงบัดนี้ว่าจะไม่ขอพระราชทานอภัยโทษ (Royal Pardon) ซึ่งเท่ากับเป็นการท้าทายอำนาจของ (เครือข่าย)สถาบันกษัตริย์อย่างหนักข้อขึ้นไปอีก
0 0 0
โดยสรุป มาตรา 112 และการนำมาใช้นั้น ได้ก่อระบบความรุนแรงทางโครงสร้างขึ้น ที่บังคับให้ทุกคนคิดได้ในทางเดียว และกำจัดสิ้นความเห็นอีกทางหนึ่งด้วยทุกวิถีทาง โครงสร้างความรุนแรงดังกล่าวนั้นได้ทำให้ประชาชนทุกคนที่เกิดบนแผ่นดินไทยกลายเป็นเหยื่อของวาทะ เป็นเหยื่อในระบบความรุนแรง ที่เป็นเบี้ยในการทำลายคู่ตรงข้ามของเจ้าของวาทะนั้น ซึ่งนั่นเป็นเรื่องน่าอาลัย และรุนแรงยิ่งบนดินแดนที่ (พยายาม) จะเรียกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย
 
ด้วยความเคารพ


[1] อ้างใน จรัล โฆษณานันท์, ความรุนแรงแห่งโทษที่ไม่เป็นธรรม และการปิดกั้น “ความจริง” ในมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา, ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 (เมษายน – มิถุนายน 2552), (กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน), หน้า 91.
 
[2] เข้าถึงได้จาก; http://www.lawyerthai.com/law/articles.php?articleid=9&cat=524
 
[3] อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในประเด็นนี้ได้จาก พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล, หลักการประชาธิปไตยว่าด้วย พระราชอำนาจ (ฉบับปรับปรุงเพิ่มเติม – สมบูรณ์), กระดานสนทนาฟ้าเดียวกัน, เข้าถึงได้จาก http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=37069&st=0&p=424584&fromsearch=1&#entry424584 [เข้าถึงเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2552].
 
[4] โปรดดู ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ, หลักกฎหมาย: กฎหมายอาญาภาคทั่วไป, พิมพ์ครั้งที่ 9, (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิญญูชน, 2550), หน้า 147 – 148.
 
[5] คำอภิปรายของ ศ.จิตติ ติงศภัทิย์ ใน ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข, ปาจารยสาร ปีที่ 14 ฉบับที่ 6 (พฤศจิกายน – ธันวาคม) 2530, หน้า 39 – 40. อ้างใน จรัล โฆษณานันท์, ความรุนแรงแห่งโทษที่ไม่เป็นธรรม และการปิดกั้น “ความจริง” ในมาตรา 112 แห่งประมวลกฎหมายอาญา, อ้างแล้ว, หน้า 90.
 
[6] เข้าถึงได้จาก http://www.oup.com/oald-bin/web_getald7index1a.pl
 
[7] คำของ นิธิ เอียวศรีวงศ์
 
[8] คม ชัด ลึก, ฉบับ 28 สิงหาคม 2552.
 
[9] ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก http://en.wikipedia.org/wiki/Proportionality_(law) และ http://en.wikipedia.org/wiki/Retributive_justice
 
[10] วรเจตน์ ภาคีรัตน์ เสนอไว้ว่า “มาตรา 112 จะตีความโดยใช้อุดมการณ์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาปรับไม่ได้ จะต้องตีความให้สอบรับกันกับหลักในทางรัฐธรรมนูญ บทบัญญัตินี้ต้องตีความในแง่ที่ เป็นการคุ้มครองบุคคลของรัฐ” อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ใน;    วรเจตน์ ภาคีรัตน์, กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ กับความมั่นคงของรัฐ ในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ, ฟ้าเดียวกัน ปีที่ 7 ฉบับที่ 2 (เมษายน – มิถุนายน 2552), (กรุงเทพฯ: ฟ้าเดียวกัน), หน้า 110 – 118. [ส่วนที่ยกมานั้นปรากฏในหน้า 115]
 
[11] มาตรา 133 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ความว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายราชาธิบดี ราชินี ราชสามี รัชทายาท หรือประมุขแห่งรัฐต่างประเทศ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงเจ็ดปีหรือปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” (เน้นคำโดยผู้เขียน)
 
[12] อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมกรณีของนิโคไลเดสได้จาก Times Online (19 January 2009), Writer Harry Nicolaides jailed for insulting Thai King, available at http://www.timesonline.co.uk/tol/news/world/asia/article5544354.ece [Date of Access 30 October 2009]
 
[13] คำว่าขบวนการนิยมเจ้าในที่นี้นั้นหมายรวมถึง “ราชสำนัก” เองด้วย ซึ่งในทางหลักการแล้ว ต้องนับว่าเป็นขบวนการนิยมเจ้าที่นิยมเจ้ามากที่สุด
 
[14] เนื้อหาในส่วนนี้อาจดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, ถึงบรรดาผู้จงรักภักดี เวลาคุณพูดว่า “ในหลวงทรงทำความดี” (คนไทยจึงเคารพ): “ถ้าผมถามว่าคุณรู้ได้อย่างไร?” คุณตอบไม่ได้หรอก, กระดานสนทนาฟ้าเดียวกัน, เข้าถึงได้จาก http://sameskyboard.com/index.php?showtopic=20957&st=0&p=239813&fromsearch=1&#entry239813สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, ความจงรักภักดี/ความเป็นศูนย์รวม แท้จริงต้องวางอยู่บนฐานของเสรีภาพ, กระดานสนทนาฟ้าเดียวกัน, เข้าถึงได้จาก http://sameskyboard.com/index.php showtopic=13789&st=0&p=146118&fromsearch=1&#entry146118 . ;
 
[15] ในเบื้องแรก ผู้เขียนมีความตั้งใจจะไปสัมภาษณ์กับคุณดารณีโดยตรง แต่เมื่อได้คุยกับคุณประเวศน์เป็นการส่วนตัวแล้ว จึงทราบว่า มีโอกาสจะทำเช่นนั้นได้น้อยมากๆ จึงได้ล้มเลิกความตั้งใจดังกล่าวไป แต่ความหวังดีต่อคุณดารณีนั้นหาได้เปลี่ยนแปลงไป และหากงานชิ้นนี้มีประโยชน์บ้าง สักเพียงน้อยนิด ก็ขอยกประโยชน์เหล่านั้นแด่คุณดารณี ชาญเชิงศิลปกุล มา ณ ที่นี้ด้วย
 
[16] การกักเดี่ยวนั้น ไม่ใช่การ “ขังเดี่ยว” แต่เป็นการ กัก หรือ กัน ตัวผู้ต้องขังไม่ให้เข้าร่วมสังคมใดๆ กับผู้อื่นในช่วงกลางวัน ในขณะที่การขังเดี่ยวคือการขังแยกคนเดียวโดดๆ (คำอธิบายจากคุณประเวศน์)

 

*ดารณี คิดดี

*ดารณี คิดดี มีความคิด
และมีจิต มีใจ ใฝ่สร้างสรรค์
คิดสร้างเสริม ปัญญา สารพัน
หาหนังสือ แบ่งปัน ผู้ร่วมทุกข์

*บริจาค หนังสือ ร่วมดารณี
ช่วยคนดี มีค่า พาความสุข
ร่วมกุศล ผลบุญ หนุนพ้นคุก
ขอสร่างทุกข์ สร่างเศร้า เผาชีวี

*ดารณี คิดดี มีความคิด
แม้สิ้นสิทธิ์ สิ้นเสรี ยังมีศรี
อย่างน้อยความเป็นคน ก็ยังมี
รักเสรี รักประชาธิปไตย

*ขั้นอุทธรณ์ วอนไหว้ ใฝ่ยุติธรรม
ขอให้ดา พ้นกรรม นำผ่องใส
ดารณี ลอยล่อง พ้นผองภัย
พ้นคลื่นใหญ่ โหมกระหน่ำ พ้นกรรมเวร

ขอฝันใฝ่

ขอฝันใฝ่ ในฝันอันเหลือเชื่อ
ขอสู้ศึก ทุกเมื่อ ไม่หวั่นไหว
ขอทนทุกข์ รุกโรมโหมกายใจ
ขอฝ่าฟัน ผองภัย ด้วยใจทะนง

จะแน่วแน่แก้ไข ในสิ่งผิด
จะรักชาติ จนชีวิต เป็นผุยผง
จะยอมตาย หมายให้ เกียรติดำรง
จะปิดทอง หลังองค์ พระปฏิมา

ไม่ท้อถอย คอยสร้าง สิ่งที่ควร
ไม่เรรวน พะว้าพะวัง คิดกังขา
ไม่เคืองแค้น น้อยใจ ในโชคชะตา
ไม่เสียดาย ชีวา ถ้าสิ้นไป

นี่คือ ปณิธาน ที่หาญมุ่ง
หมายผดุง ยุติธรรม์ อันสดใส
ถึงทนทุกข์ ทรมาน นานเท่าใด
ยังมั่นใจ รักชาติ องอาจครัน

โลกมนุษย์ ย่อมจะดี กว่านี้แน่
เพราะมีผู้ ไม่ยอมแพ้ แม้ถูกหยัน
ยังคงหยัด สู้ไป ใฝ่ประจัญ
ยอมอาสัญ ก็เพราะปอง เทิดผองไทย

สมุนฮุนเซนทั้งหลายจงอย่ามาละคายเบื้องยุคลบาท

ด้วยความกลัว.............. *ก

ด้วยความกลัว..............

*กฎหมายใด รานสิทธิ์ ความคิดอ่าน
พาสะท้าน เย็นเยียบ เปรียบไข้เหลือง
เป็นเครื่องมือ ประหาร ทางการเมือง
และเป็นเรื่อง รานสิทธิ มนุษยชน

*ความคิดเห็น ไม่ควรเป็น อาชญากรรม
สิ่งเลิศล้ำ คือความจริง อิงเหตุผล
กฎหมายใด ใช้ปิดปาก ประชาชน
ทางกลั่นแกล้ง แทงกันป่น จนน่ากลัว

*อันความรัก ภักดี ที่จริงใจ
จักต้องใช้ ใจจริง สิ่งฝังหัว
ให้เกียรติคน ทุกคน พ้นเมามัว
ไม่ต้องใช้ ความกลัว เป็นเครื่องมือ

*แม้นยกย่อง เทิดทูน สิ่งใดใด
จักต้องใช้ ความดี ที่ยึดถือ
ยกไว้เหนือ สิ่งใด ให้เลื่องลือ
อย่าใช้เป็น เครื่องมือ สังหารใคร

*สร้างกุศล ผลบุญ บารมี
เพื่อสิ่งที่ เคารพ นบนอบไหว้
ให้โลกรู้ คนไทย มีน้ำใจ
ให้อภัย ในความคิด แตกต่างกัน

ขอขอบคุณบทความที่ดีที่สุดอันห

ขอขอบคุณบทความที่ดีที่สุดอันหนึ่งเท่าที่เคยอ่านผ่านมาเกี่ยวกับเรื่องlesse majeste นอกจากที่อาจารย์สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลเคยเขียนเอาไว้ บทความอันนี้นับว่า เขียนได้เป็นรูปธรรมและเข้าใจได้ง่าย ตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง ขอแสดงความนับถือในความสามารถในการเรียบเรียงความเห็นอย่างเป็นระบบ และความกล้าหาญอย่างสูงส่งในการนำเสนอด้วย

ผมเข้าใจว่าอีกเดี๋ยวก็คงมีแช่มและใครต่อใครเข้ามาโจมตีบทความนี้ หาว่าเป็นลูกสมุนทักษิณ รับเงินทักษิณมาเขียน ฯลฯ เช่นเดิม ด้วยตรรกะเดิมๆ ที่ใครเห็นต่างจากความคิดพวกเขา ก็ต้องเป็นขี้ข้าทักษิณเสมอไป เป็นพวกทรยศต่อชาติ(ไม่ได้ตั้งใจแขวะคนแก่นะ)

นอกจากเห็นด้วยกับบทความแล้ว ผมเห็นว่าต้อง"ปรับปรุง"กฏหมายอันนี้เสียใหม่ เพื่อป้องกันการใช้กฏหมายนี้เป็นเครื่องมือในการทำร้ายคนในทางการเมือง(ไม่ว่าจากฝ่ายใดก็ตาม) โดย

หนึ่ง บทลงโทษต้องไม่รุนแรงเกินเหตุ ไม่มีขั้นต่ำสุด และขั้นสูงสุดก็ไม่ควรเป็นสิบห้าปี แต่ควรให้เป็นไปตามความรุนแรงของการทำผิดนั้นๆ

สอง กระบวนการฟ้องร้องดำเนินคดี ต้องชัดเจนกว่านี้ ไม่ไช่ใครก็ฟ้องใครได้ มิเช่นนั้น ผู้กล่าวหาก็ต้องรับผิดชอบกรณีฟ้องร้องโดยไร้หลักฐาน ด้วยโทษที่รุนแรงพอกัน เพื่อป้องกันการabuseกฏหมาย

สาม กระบวนการไต่สวน พิจารณา พิพากษาต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ วิจารณ์ได้ และต้องมีขบวนการตรวจสอบกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาเห็นว่าการตัดสิน ขัดต่อความยุติธรรม

นอกจากนี้ การกระทำใดๆที่อ้างถึงการปกป้องสถาบันฯอย่างเลื่อนลอย ควรได้รับการประนามและวิพากษ์วิจารณ์ได้ เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ต่อการปกป้องสถาบันฯอย่างแท้จริง ยอมรับหรือไม่ว่า ทุกวันนี้ ความเสื่อมเสียที่มาสู่สถาบันฯเกิดจากการกล่าวอ้างว่าปกป้องอย่างเลื่อนลอยไร้เหตุผลเสียเป็นส่วนใหญ่ มันทำลายมากกว่าปกป้องนะ

ข้อเสนอเหล่านี้ หาได้ทำให้สถาบันฯหมิ่นเหม่ต่อการลบหลู่แต่ประการใด ในทางตรงข้ามกลับจะเป็นการปกป้องที่ทรงประสิทธิภาพมากกว่าเดิมมากมายนัก

วิญญูชนทั้งหลายโปรดพิจารณาด้วยใจเป็นธรรม ส่วนพวกนที่ยังจมอยู่ในอคติ มายาคติเดิมๆ ผมไม่มีอะไรที่จะช่วยได้ นอกจากปล่อยให้จมหายไปกับมายาคติผิดๆเหล่านั้นเอง

"'หากการตีแผ่ความฉ้อฉลและการเ

"'หากการตีแผ่ความฉ้อฉลและการเอาเปรียบ หลอกลวงของกษัตริย์...
การทำลายโซ่ตรวนแห่งความเชื่องมงายทางการเมือง และการยกระดับมนุษย์ที่ต่ำต้อยให้มีฐานะอันสมค่า
หากสิ่งเหล่านี้ถือเป็นการหมิ่นประมาทกล่าวร้าย
ก็ขอให้จารึกนามบนหลุมฝังศพข้าพเจ้าว่านักหมิ่นประมาทเถิด”
เมื่อได้อ่านบทความจั่วหัวข้างบนเสร็จปุ๊บก็นึกขึ้นมาทันทีว่ามันคนละที่และคนละเวลากัน ผมไม่รู้นะว่าเจ้าของบทความนี้เอาประโยคนี้มาทำไม ต้องการสื่ออะไรกันแน่ แต่เท่าที่เคยรู้เรื่องประวัติศาษตร์ตะวันตกมาบ้างนิดหน่อยจึงทำให้พอทราบมาว่าในยุโรปส่วนใหญ่นี่กษัตริย์มักจะโหดร้ายและขูดรีดประชาชนจึงทำให้ประชาชนเกิดความเกลียดชังและแค้นเลยเป้นจุดจบของระบอบการปกครองแบบกษัตริย์ในยุโรป แต่ในไทยนี่มันต่างกันนะคับลองดูสิ่งที่ในหลวงทรงทำให้กับพสกนิกรบ้างสิคับ แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมระบอบกษัตริย์ถึงยังมั่นคงอยู่ได้ในประเทศไทย.. คนเขียนบทความช่วยใช้สติปัญญาในการกลั่นกรองบทความก่อนจะเอามาเผยแพร่ซักนิดนึงนะคับ เพราะการเขียนบทความแบบนี้มันล่อแหลมนะผมว่า

คอมเม้นท์ใว้แล้วที่

คอมเม้นท์ใว้แล้วที่ ฟดก.แต่ขอยกเอามาใว้ที่นี่ด้วย
รายงานวิชาความรุนแรงในการเมืองโลกฯ ของผม

ขอแสดงความชื่นชมที่คุณ fallingangels หยิบยกเอาประเด็นเรื่อง กม.หมิ่นๆ พร้อมกรณีตัวอย่างคุณดาขึ้นมาเป็นรายงานวิชาๆ อย่างน้อย คุณก็มีความกล้าหาญ ไม่หัวหด มากกว่านักวิชาการและปัญญาชนหลายๆคนที่พยายามเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงความรุนแรงของ กม.นี้

เข้าใจว่าผู้เขียนพยายามดึงมาห

เข้าใจว่าผู้เขียนพยายามดึงมาหานังดาสามารชน คนไทยใจพนมเปญกำลังยกย่องเป็นวีระสตรี กู้ชาติลดศักดินา เฮ้อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพคนไทยต้องสื่อสารด้วยภาษาเขมร เนียงๆ18ปีน้อยไป

กรุณาแสดงความจงรักภักดีอย่างส

กรุณาแสดงความจงรักภักดีอย่างสุภาพด้วยสาธุชนทั้งหลาย และขอให้มองต่อไปถึงอนาคตภายภาคหน้าอย่ามองแต่เฉพาะเดี๋ยวนี้เวลานี้ และไม่ควรเอากฏหมายนี้มากำจัดศัตรูทางการเมืองเหมือนที่พรรคที่เก่าแก่ที่สุดกำลังกระทำอยู่ เห็นด้วยกับบทความนี้ควรเผยแพร่ออกไปให้กว้างขวางให้ได้เข้าใจกันว่าระหว่างคำว่าหมิ่น กับคำว่าแสดงความคิดเห็นโดยทั่วไปแตกต่างกันอย่างไร อ่านแล้วได้ความรู้ดีทีเดียวขอบคุณที่มีบทความดีๆแบบนี้

ต้องออกตัวก่อนว่าผมชอบวิธีเขี

ต้องออกตัวก่อนว่าผมชอบวิธีเขียนบทความของกฤติกรนะครับ รูปแบบการเขียนโน้มน้าวให้เชื่อได้ว่ากฏหมายหมิ่นฯไทยนี่มันห่วยจริงศาลไทยก็ห่วยเหมือนกัน ใช้กฎหมายนี้ไปกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม การลงโทษก็รุนแรงไป สถาบันและฝ่ายนิยมสถาบันอาจเอากฎหมายหมิ่นฯนี้ไปกลั่นแกลงนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามได้ กม.หมิ่นฯนี้จึงต้องได้รับการแก้ไข...แต่

กฤติกรยังอธิบายความจริงได้ไม่ครบถ้วนนะครับ การพิจารณาคดีหมิ่นของศาลไทยนั้นต่างจากอังกฤษที่ยกมาเป็นตัวอย่างหลายประเด็นอยู่ เช่น ศาลไทยนั้นท่านพิจารณาความผิดจากการกระทำ และเจตนาที่กระทำ เป็นหลักไม่ได้พิจารณาว่าข้อความที่ใช้จะเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จอย่างที่กฤติกรพยายามเน้นอยู่ อาจกล่าวได้ว่าถ้ากล่าวต่อหน้าฝูงชนหรือลงพิมม์ด้วยเรื่องจริงด้วยการเจตนาที่ศาลเชื่อว่าตั้งใจหมิ่นฯและตั้งใจกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ถูกหมิ่น จำเลยจะโดนลงโทษค่อนข้างแน่นอน.....ทนายและจำเลยคดีหมิ่นไทยไม่ว่าหมิ่นชาวบ้านหรือหมิ่นเจ้า เขาไม่แก้คดีว่าเรื่องที่กล่าวเป็นเรื่องจริงกันหรอกครับ เพราะยิ่งจริงก็ยิ่งหมิ่น คงจะมีแต่นักวิชาการกฏหมายบนหอคอยงาช้างที่ไม่รู้เรื่องนี้...

คดีดานั้นทั้งการกระทำและเจตนาที่กระทำ ก็หมิ่นแน่นอนอยู่แล้ว มีพยานรู้เห็น และเทปหลักฐานมากมายกฤติกรไม่ยักกะพูดถึง....

ส่วนเรื่องกระบวนการการลงโทษการกล่าวหาตามกฎหมายหมิ่นนั้น กฤติกรก้คงทราบว่าสถาบันท่านไม่ได้มีส่วนร่วมร่างร่วมกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องของนักการเมืองและคณะผู้มีอำนาจในบ้านเมืองวางยาไว้ล่อกันเองทั้งสิ้น ก็ให้เขาแก้ไขกันเองเถิดครับ

กฤติกรควรแจ้งให้ผู้อ่านทราบนะครับว่าสถิติผู้ถูกศาลลงโทษและไม่ลงโทษนั้นเป็นอย่างไร ผู้ถูกลงโทษนั้นหากขอพระราชทานอภัยโทษแล้วจะได้รับอย่างไร

ส่วนเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ในคุกของดานั้น กฤติกรน่าจะมีสามัญสำนึกว่าถ้าเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เขาไม่ถูกสั่งให้พยายามปกป้องดาไว้ หล่อนก็น่าจะตายในคุกไปแล้วนะครับ เรื่องโรงพยาบาลก็เหมือนกันครับ ถ้ากรมราชทัณฑ์เขารักษาไม่ได้ดาก้ตายไปแล้วเหมือนกัน... แล้วทั้งสองกรณี...ตายไหมละครับ

ชีวิตในคุกไทยก็เป็นเช่นที่กฤติกรว่าไว้ แต่สาธารณะชนชาวไทยที่ไม่โดนคดีหมิ่นก้ไม่เดือดร้อนอะไร เหมือนคนทั้งโลก ก็ไม่ทำผิดกฏหมายจะไปกลัวอะไรกับคุกตาราง

สาธุชนนั้นหากพลาดท่า ทำผิดก็รับกรรมติดคุกรับโทษไป ไม่ใช่มาตั้งหน้าตั้งตากล่าวโทษระบบความยุติธรรม หรือยกครอบครัวเผ่นหนีคดีไปสิงสู่อยู่นอกประเทศ....ใช่ไหมครับ

ผมก็ถือว่าคุณเป็นพวกเดียวกันก

ผมก็ถือว่าคุณเป็นพวกเดียวกันกับผมก็แล้วกัน

ผมเดาเอาน่าจะเป็นไอ้ณัฐวุฒินะ

ผมเดาเอาน่าจะเป็นไอ้ณัฐวุฒินะ ไอ้ ว ณ ปากนังคนนี้

*เสรีชนเชื่อมีสิทธิ์ที่จะคิด

*เสรีชนเชื่อมีสิทธิ์ที่จะคิด
และมีสิทธิ์พูดจาหาเหตุผล
พาสังคมสดใสไร้มืดมน
เสรีชนคือหนทางประชาธิปไตย

*เผด็จการเชื่อในอำนาจนิยม
ชวนชื่นชมในอำนาจบาตรใหญ่
ลิดรอนสิทธิ์รอนค่าประชาไท
ชวนคลั่งไคล้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แรงฤทธา

:) ที่รัก, ที่ประชาไทมีทะเลด้

:)
ที่รัก,

ที่ประชาไทมีทะเลด้วย..
คุณ ว ณ ปากนัง ไปดูกระทงที่ บทความ..วีระ เสนอแก้รธน..ด้วยนะคะ

มาผิดที่ สมุนฮุนเซนอยู่เขมร

มาผิดที่ สมุนฮุนเซนอยู่เขมร คงอ่านภาษาไทยไม่ออก

ถ้าจะเขียนให้สมุนฮุนเซนอ่านต้องเขียน

และแปลงเพลงเป็นภาษาขะแมร์..

โ คน ขาหนีบ มีเพื่อนบ๊องๆก็เหมาะสมกันดี

คนในกองทัพถ้าจงรักภักดี ช่ติ ศาสน์ กษัตริย์ จงหย่าทรยศประชาชน

อย่ายึดอำนาจปล้นอำนาจประชาชน..

เงินเดือนและเงินซื้ออาวุธคือเงินภาษีของประชาชนต้องสำนึกบุญคุณของประชาชน

ทหารอาชีพจริงต้องจัดการคนขายชาติทำให้ไทยเสียที่4.6 ตร.กม.

ก็คือ กษิต และ อภิสิทธิ์ ไปตรวจสอบหรือถาม วีระ สมความคิดได้

กูพ่อฮุนเซ็น...เป็นพ่อฮุนเซนก

กูพ่อฮุนเซ็น...เป็นพ่อฮุนเซนก็กลับเขมรไปหาฮุนเซน สิไป๊ๆๆๆๆ

อย่ามาสะเออะแถวนี้.

.ประสาท แด็กซ์..หนีจากโรงบาลสมเด็จ ญาติพาส่ง รพ.ด่วน

อย่ามาใกล้คนเสื้อแดงนะละวังโดน ตีน...ตบกระโหลกแตก

สมเด็จ กษิต

สมเด็จ กษิต และสมเด็จอภิสิทธิ์ คือคนขายชาติ

ยอมให้ฮุนเซนยึดดินแดนไทย หลับหูหลับตาทำเป็นมองไม่เห็น

ปชป.และพรรคร่วมชุดนี้ ก็คือรัฐบาลขายชาติ

ทำให้ไทยต้องเสียดินแดน(ที่ทับซ้อน) 4.6 ตร.กม.

ดินแดนตรงนี้คนไทยเข้าไปไม่ได้นอกจากคนเขมร

พวก "ตือสยาม"

พวก "ตือสยาม"

กำลังถกเถียงเรื่อง "รัฐบุรุษฮุนเซ็น" กัน

ไอ้แช่ม แล้วรัฐบุรุษของพ่อมึง

ไอ้แช่ม
แล้วรัฐบุรุษของพ่อมึงหล่ะเป็นใครวะ
มึง อย่างมากก็ลูกหลานตระกูลขี้ข้าชั้นสวะละวะ
เอาหัวแม่ตีนเดา ก็รู้ว่าพ่อแม่มึงเป็นคนยังไง อบรมสั่งสอนมึงได้ดีจริงๆ

ใครที่เห็นตรงกันผมก็ถือเป็นพว

ใครที่เห็นตรงกันผมก็ถือเป็นพวกซิว่ะ กองทัพไม่ได้ยึดอำนาจเพื่อตนเองเลยซักนิด ไอ้ทักษิณมันดื้อด้านไล่ก็ไม่ไป แถมจาบจ้องสถาบันอีกต่างหาก หลายครั้งหลายกรณี ข้าราชการคนไหนว่ะจนทนเห็นการกระทำของมันและพวกพ้องได้ เมื่อทำอะไรไม่ได้ก็ต้องใช้ปืนจี้ปฏิวัติซิว่ะ ประชาธิปไตยพ่อมึงละซิ ซื้อตัว สส ให้เข้าพรรค แทรกแซงองค์กรอิสระ หนุนวุติสมาชิกกลายเป็นสภาผัวเมีย นี่หรือประชาธิปไตยโครตพ่อโคตรแม่มึง เป็นแบบนี้ใช่ใหม คนไทยทุกคนต้องมีหน้าที่เสียภาษีครับ ผมก็เสียภาษีเหมือนกัน อ่ย่าเอาเรื่ิองภาษีมาอ้างดีกว่าว่ะ แล้วทำไมไอ้ทักษิณมันใช้อำนาจหน้าที่หลีกเลี่ยงภาษี โดยการออกกฎหมาย ก่อนขายบริษัทชินฯ ทำไมมึงไม่คิดบ้าง ไอ้ คิก คิก มึงนั่นแหละเข้าข้างและเป็นเครื่องมือให้คนชั่ว กูขอถามพวกมึงหน่อยซิ พวกมึงโจมตีเสียดสีสถาบัน โจมตีเปรมเพื่อกระทบชิ่งไปสถาบัน มึงเคยเห็นเขาออกมาตอบโต้พวกมึงบ้างไหม เพราะเค้ามีคุณธรรม คงจะปลงกับเสียงหมาเห่าเท่านั้นเอง โจมตีพันธมิตรว่าปิดสนามบินเป็นเรื่องเลวร้าย แม่งแล้วทีพวกมึงป่วนทำลายการประชุม ปิดถนนก่อจราจล ไล่ทุบรถนายอภิสิทธิ์ อย่างนี้มันเข้าข่ายพยายามฆ่าแล้ว พวกมึงเห็นคนที่คิดต่างจากพวกมึงเป็นศรัตรูไปหมด มึงไม่ต้องมาสอนกูหรอก กูต่างหารที่จะต้องสอนมึง มึงกลับตัวกลับใจเสียใหม่ดีกว่าอย่าไปหนุนและเป็นเครื่องมือให้ไอ้พวกคนชั่ว มึงดูซิที่มันถวายฎีกา มันทำเพื่อประเทศหรือไง นี่มันใช้กฎหมู่มาอยู่เหนือกฎหมายแล้ว มันทำเพื่อช่วยคนคนเดียวแท้ๆ ดูไม่ออกก็ควายดีๆนี่เอง

*ทะเลงาม ยามดึก

*ทะเลงาม ยามดึก ลึกกว้างใหญ่
ถึงจะไกล แสนไกล ให้ห่วงหา
พระจันทร์เคลื่อน เดือนคล้อย ลอยนภา
เห็นความงาม ช่อฟ้า ยอดดวงใจ

*ส่วนวีระ ไม่อยากมี สมเด็จเจ้าพระยา
หากแก้รัฐธรรมนูญพา สำเร็จได้
เลิกระบอบ อำมาตยาธิปไตย
ประชาชน เป็นใหญ่ อย่างแท้จริง

เรียน DJ ผมมาแล้วครับ…

เรียน DJ

ผมมาแล้วครับ…

แต่ขอบอกตามตรงว่า ผมไม่ค่อยอยากจะ "โต้เถียง" กับใครเกี่ยวกับ "เรื่องเหล่านี้"

ผมไม่เห็นด้วยกับ"ระบอบทักษิณ" และผมไม่ได้บอกว่า "รัฐประหารดี" แต่บอกว่า

"ระบอบทักษิณเลว" และ "เลวที่สุด" ด้วย

และไม่ได้บอกว่า ใคร "รับเงิน" ทักษิณมาเขียน ครับ

"กฎหมาย" อะไรก็แล้วแต่ "สามารถปรับปรุงได้" ปรับเปลี่ยนวิธีการได้ "ตามความเหมาะสม"

แต่ไม่ใช่เริ่มต้นด้วย "การกระทำผิดกฎหมายอย่างจงใจ" ก่อน

หรือเริ่มต้นด้วย "Personal conflict of interest" ก่อน

อย่างชัดเจน และ เป็นที่ประจักษ์ (ในทัศนคติของผม)

แล้วมาบอกว่า "กฎหมายไม่ดี" ใช้ "กดขี่ประชาชน"

วิญญูชนรับไม่ได้ครับ

(กฎหมายฉบับนี้มีมานานแล้ว เพิ่งจะมีปัญหาอย่างกว้างขวางในยุคของระบอบทักษิณ)

ถ้าต้องการพิสูจน์ว่า มีการกระทำผิดจริงหรือไม่

กรุณาไปฟังการออกอากาศ "วิทยุชุมชน" บางแห่ง (หลายๆ แห่ง)

ใน "ภาคอีสาน" ดู ก็จะทราบได้ครับ

และขอบอกอีกอย่างหนึ่ง ว่า...

"กฎหมายทุกฉบับ" ใช้เป็น "เครื่องมือ" ของใครก็ได้ ครับ

คุยภาษามนุษย์เชี่ยนี่ฟังไม่รู

คุยภาษามนุษย์เชี่ยนี่ฟังไม่รู้เรื่องสาดกูจะเล่นกับมรึงสักวัน มรึงโชคดีเป็นคนแรกที่กรูจะพูดภาษาลูกพ่อขุนกับมรึง กูเป็นใครมาจากไหนใหญ่แค่ไหนก็ไม่เคยสำรากอวดตัวอย่างมรึง มรึงดีมากรูก็ดีตอบมรึงเชี่ยมากรูก็มีสิทธิ์ที่จะเอาขี้ให้มรึงแดก พ่อแม่งมรึงคงสั่งสอนลูกเชี่ยๆอย่างมรึงไม่ได้ กูจะสั่งสอนมารยาท มรึงแทนพ่อแม่งมรึงสักวัน สาดเถียงข้างๆคูๆ ไอ้เชี่ยนี่พ่อแม่งไม่สั่งสอนมารยาททราม อวดอ้างความ ข้าราชการที่จงรักภักดีมารยาททรามขนาดนี้เหรอ แค่เรื่องมารยาทมรึงก็ไม่เหมาะกับเครื่องแบบที่มรึงใส่ไม่น่าจะผ่านการสอบแสดงว่ากระทรวงของมรึงคงเลี้ยงคนเชี่ยๆอย่างพวกมรึงไว้เยอะใช่ไหม มีข้าราชการอย่างพวกมึงน่ะซิบ้านเมืองเลยฉิบหายแบบนี้

สาด มรึงโง่เป็นควายถูกไอ้โกเต็ก ไอ้เจิมสากกะเบือจูงจมูก กูเสียดายศักดิ์ศรีข้าราชการอย่างพวกมรึงมีแค่ให้ไอ้สื่อล้มละลายลูกเจ็กคนหนึ่งจูงจมูก มาสั่งสอนความจงรักภักดี ความรักชาติ และใส่ร้ายใครที่มันสั่งไม่ได้ มรึงอ่อนโลกไม่ทันเล่ห์เหลี่ยม พวกสื่อสัตว์นรกกระหายเงิน กระหายอำนาจ มันล้มละลายเจ๊งเพราะความโลภของมันแท้ๆเหมือนไอ้ราเกซ ทักษิณคือแพะที่มันใช้ระบายความแค้น ความอิจฉา ความเกลียดชัง มันต้องการดูดรีดเงินทักษิณ และต้องการให้ช่วยทักษิณเอาเงินส่วนตัวหรือเงินภาษีชาวบ้านไปอุ้มพวกมัน ทักษิณไม่เล่นด้วย สาดนรกก็เลยเล่นเกมเผาบ้านฆ่าหนูตัวเดียว หลอกใช้พวกมรึงทำลายบ้านเมือง คนทั้งประเทศเค้าอดทนกับความเชี่ยของพวกมรึงขนาดไหน เลือกตั้งเมื่อไหร่พวกมรึงคงไปผูกคอตายกันยกฝูง

ไอ้โกเต็กดีแต่จับประเด็นไร้สาระมาสร้างกระแสให้นักวิชาการควายๆและพวกมรึงหลงเชื่อ ประเทศนี้มีกี่คนที่เกิดในประเทศนี้ที่ไม่จงรักภักดีต่อสถาบันมรึงบอกชื่อมาสิอย่ามาตีขลุมว่าคนอื่นจะเชี่ยอย่างพวกหมาเหลืองหางกุด โคตรพ่อโคตรแม่งมรึงสอนเหรอ คนไม่จงรักภักดีไม่กี่คน ต้องเอาทหารมายึดอำนาจ อำนาจไม่ใช่ของพ่อของแม่งพวกมรึงกลุ่มเดียวหรือของไอ้เปรมคนเดียวหรือไม่กี่คนมันเป็นของคน 65 ล้านคนพวกมรึงไม่มีสิทธิ์มายึดอำนาจประชาชนและพระราชอำนาจในหลวง พวกมรึงนั่นแหละไม่จงรักภักดี แล้วไหนล่ะ คดีที่ทักษิณหมิ่นฯ อย่ามามั่ว พวกมรึงอ้างกฎหมายกันจังทำไมต้องใช้ม็อบป่วนบ้านป่วนเมืองตลอดเพื่อกดดันศาลให้ตัดสินเข้าข้างพวกมรึง คนที่หมิ่นสถาบันก็คือไอ้โกเต็กกรูเห็นกับตาแต่ขี้เกียจใช้วิธีต่ำๆแค่นี้เพราะสงสารและสมเพทมัน ไม่งั้นไอ้โกเต็กจะไม่มีหัวพอให้ตัด

ไอ้เปรมไม่มีเชื้อเจ้าเป็นขี้ข้าตีตัวเสมอเจ้าบ้าอำนาจแอบใช้พระราชอำนาจ ทำหน้าที่ผิดรัฐธรรมนูญ ใครก็มีสิทธิ์ด่า เฒ่ากาลีเปรมเหรอมีคุณธรรม ถ้ามีจริงอายุปูนนี้เข้าวัดเข้าวาได้แล้ว..ถ้ามันจะฟ้องใครหมิ่นก็ทำได้..ไม่มีใครห้ามแต่มันไม่ทำเพราะมันคิด่ว่าตัวมันเป็นเจ้า..จึงไม่ยอมลงมาฟ้องชาวบ้าน มันสามารถใช้ทหาร ออกใบสั่งศาลได้ ชี้นกเป็นนกชี้ไม้เป็นไม้ เรื่องเด็กๆมันไม่ทำหร็อกไอ้ควายทุย

ใครถูกใครผิดใครโกงภาษีก็ใช้กฎหมายใช้ศาลไปซิ แต่พวกมรึงไม่มีสิทธิ์ไปเชียร์ทหารมาปฏิวัติ รู้ไว้ด้วยไอ้ควาย..และไม่ควรใช้ม็อบมาป่วนบ้านเมือง ประชาธิปไตยไม่เคยได้มาเพราะการร้องขอมรึงไปดูประวัติศาสตร์ได้อย่าแกล้งโง่ คนเสื้อแดงจึงมีสิทธิ์ไม่มีใครบ้าเอาชีวิตมาเสี่ยงมาลำบากให้โง่ มาให้ทหารเอาเอ็มสิบหกยิงยังกะหมูกะหมาหรอก ถ้าไม่มีอุดมการณ์ ยกเว้น ควายเสื้อเหลืองอะไรคืออุดมการณ์พวกมรึง แค่พวกมรึงอิจฉาและเกลียดคนแค่คนเดียว..ระบอบทักษิณ ระบอบโคตรพ่อโคตรแม่งพวกมรึงซิ มีแต่ระบอบเปรม ระบอบโจรเจ็กกบฎ ระบอบเชี่ยสนธิเชี่ยเจิมศักดิ์ นะสิไอ้ควาย

พวกมรึงช่วยกันไล่รัฐบาลทักษิณที่ประชาชนเลือกที่ว่าโกง แต่อุ้มรัฐบาลไอ้มาร์คหน้าด้านที่โกงกว่า ..โคตรโกงเท่าที่กรูเกิดมาเคยเห็นมีรัฐบาลชุดนี้แหละที่ทั้งโกงและเชี่ยสุดๆ ไอ้พวกควายออกมาป่วนบ้านเมืองยึดนั่นยึดนี่ยึดสนามบิน บ้านเมืองแตกแยกฉิบหายไปหลายแสนหรือล้านล้านบาท..มันคุ้มกับที่จะยึดเงินแค่เจ็ดหมื่นกว่าล้าน ที่ถ้าว่าตามกฎหมายตรงไปตรงมาจะยึดได้หรือไม่ได้หรือได้เท่าไหร่ยังไม่รู้..มันคุ้มกันเหรอพวกมรึงเอาส้นตีนคิดเหรอ..คนที่ไม่รู้อิโหนอิเหน่กี่สิบล้านครอบครัว คนทั้งแผ่นดินเดือดร้อนทุกย่อมหญ้าตั้งแต่เรื่องท่องเที่ยวยันขอทาน โคตรพ่อโคตรแม่งมมรึงสอนให้พวกมรึงทำเรื่องเชี่ยๆแบบนี้เหรอ

การประชุมถ้าไม่มีเชี่ยห้อยร้อยยี่มาทำซ่ามาไล่ทุบตีคนเสื้อแดงเรื่องก็ไม่บานปลาย และเป็นความอ่อนเชิงของเชี่ยมาร์คอ่อนหัดก็เลยจัดประชุมไม่สำเร็จอย่าเอาดีใส่ตัวโยนขี้ให้คนอื่น การประชุมครั้งหลังทำไมสำเร็จ..ควายช่วยตอบหน่อย..และถ้าเสื้อแดงจะป่วนจริง..คิดหรือว่าไอ้มาร์คจะประชุมสำเร็จ กรูกล้าท้า มรึงดูถูกคนไทยมากไปรู้ไว้ด้วยไอ้สาด ไอ้มาร์คเป็นพ่อมรึงเหรอถึงบอกว่าพยายามฆ่า วิธีต่ำๆถ้าจะฆ่ากันจริงๆรอดยากไม่ว่าใครทั้งไอ้แป๊ะลิ้มไอ้มาร์ค ไอ้เปรม แต่คนไทยไม่ทำแค่นั้นเอง เขาต้องการเอาชนะแบบนักเลงจริงไม่ใช่แบบโจรชั้นต่ำถ้าใช้วิธีโจรชั้นต่ำตายห่าไปนานแล้วไม่ได้ออกมาเห่าออกหน้าจอแบบทุกวันนี้หร็อก

เรื่องฎีกาเป็นพระราชอำนาจ..พวกมรึงเรียนสูงไม่น่าแกล้งโง่..ไม่มีใครมีสิทธิ์มาดองหรือมาขัดขวาง..ถ้ามรึงบอกว่ากระทบชิ่งหรืออะไร..กูขอถามกลับว่าพวกมรึงทำไมแสนรู้นักพวกมรึงคิดว่าพวกมรึงเป็นฮ่องเต้หนังจีนเหรอที่จะวินิจฉัยแทนในหลวงพวกขี้ข้ากำเริบไม่ทิ้งแถวชอบแอบอ้างฟ้าทำลายชาวประชาจงรักภักดีที่คิดต่าง..พวกมรึงนั่นแหละคือพวกทำลายสถาบันตัวจริง..ไอ้สาดดด

..ทักษิณโดนกลั่นแกล้งคนเป็นล้านๆท้วงความยุติธรรมให้แบบสันติ คนระดับนี้หาความเป็นธรรมไม่ได้ คนธรรมดาที่ไหนจะได้รับความเป็นธรรมนอกจากไอ้เปรม ไอ้มาร์ค ไอ้โกเต็ก เจิมสากกะเบือ ลูกขันที ไอ้ห้อย พวกขี้โกงทั้งหลาย..ความยุติธรรมต้องเสมอภาค..มาทำเชี่ยๆคนเขาเห็นทั้งประเทศจะบอกว่าทำเพื่อคนๆเดียว..ทำเพื่อคนๆเดียวคนเป็นล้านๆจะลงชื่อหาคว...อะไร คนเป็นล้านๆบ้ากันหมดเหรอ..คนบ้าปัญญาควายก็พวกขี้อิจฉาอย่างพวกมรึงนั่นแหละ คนที่มองคนไทยเป็นศัตรูก็คือไอ้มาร์ค ม.7 พูดวันสงกรานต์และอีกหลายครั้งไปหาดูเอง.. ไอ้เชี่ยเปรมก็อีกตัวใครไม่เป็นลูกมันมันบอกว่าทรยศชาติ มันนั่นแหละทรยศชาติ มันตายคนเดียวแผ่นดินจะสูงขึ้นบ้านเมืองจะสงบ..กฎหมู่อยู่เหนือกฏหมาย ถุย พูดไม่อายปากยึดทำเนียบ ยึดสนามบินโคตรพ่อโคตรแม่งมรึง เขา ไม่ เรียกว่ากฎหมู่อยู่เหนือกฏหมาย เหรอ อ้างมาได้ข้างๆคูไม่อายปาก ถ้าไม่มีเชี่ยหางเหลือง จะมีคนเสื้อแดงไหม มากกว่าพวกมรึงหลายสิบเท่าเพราะเขาทนเห็นโจรแบบพวกมรึงทำระยำกับบ้านเมืองไม่ไหวยังไม่รู้ตัว..ทุเรศสุดๆพูดจาเอาแต่ได้ควายแท้ๆ..

ถ้ากรูมองมรึงเป็นศัตรูก็คงไม่เสียเวลามาสั่งสอนมรึงแบบติวเข้มหรอก หวังว่ามรึงคงกล้าอ่านจนจบ..ไม่รีบไปผูกคอตายก่อนนะ..สาดแต่อย่าง มรึงกรูชักลำคราญเสียเวลากรู ว่ะ ขี้เกียจเล่นกะเด็ก..เล่นกะหมาหมาเลียปาก ถ้าไม่จำเป็นมรึงจะใช้ภาษาถ่อยๆและอารมณ์กะกรู แบบนี้แทนการใช้เหตุผล..กรูว่ากรูคงไม่เล่นกะมรึงและทางที่ดีมรึงควรไปเล่นกะพวกไม่มีสกุลรุนชาติในผู้จัดกากจะเหมาะกว่า อย่ามาทำให้เว็บดีๆไว้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นคนไม่เลือกสีเสียเลยว่ะ แต่ถ้ามรึงไม่เลิกนิสัยถ่อยๆโดยเฉพาะคำหยาบกับผู้หญิง กรูไม่ชอบ และไม่แน่กรูอาจจะเอาตีนมายัดปากมรึงอีกถ้ากรูทนไม่ไหว

ดา...รา

ดา...รา ครามืดฟ้า............มัวฝน
ตอร์..ปิโดระเบิดตน........ต่อเป้า
ปิ...ย มิตรร่วมสิทธิชน......เห็นอยู่........พร้อมนา
โด...ดั่งดินดำเร้า..............เขย่าห้วงเวหา

@..ดารณีดังดอกไม้.....สีแดง
ชูช่อล้อลมแรง...............แกร่งกล้า
ถึงมืดลับอับแสง............สูรส่อง....ฟ้านา
ยังบ่โอยโอดอ้า..............รุ่งฟ้าคอยหา

@..ดารณีนักต่อสู้..........เสรี
เพื่อสิทธิ์ผองชนมี.............มุ่งสร้าง
ถูกขังคุกยอมพลี................เสียสละ
ดาห่อนถึงอ้างว้าง.............ห่างผู้มิตรสหาย

ด้วยความเคารพต่อความเห็นทุกท่

ด้วยความเคารพต่อความเห็นทุกท่านจริงๆ ครับ

และด้วยความโง่เขลาของผมเอง

"โปรดช่วยสั่งสอนผมทีว่าบทความผมมีอะไรที่เกี่ยวกับฮุนเซ็น ในแง่ที่มานั่งถามผมว่าเป็นลูกฮุนเซ็นหรือเปล่า?" ครับ

ครั้งเดียวที่ผมเอ่ยถึงชื่อฮุนเซ็นนั้นคือกรณีเปรียบเทียบ "การนำกฎหมายมาใช้" ซึ่งว่ากันตรงๆ กรณีฮุนเซ็น หรือความเป็นฮุนเซ็น ณ จุดนั้นแทบไม่ได้มีค่าอะไรเลยนอกจากตัวอย่างประกอบการพิจารณา
และส่วนอื่นของบทความ ผมก็ไม่เห็นความเกี่ยวข้องใดๆ เลย

ฉะนั้นโปรดบอกผมที "อย่างเป็นเหตุผล และมีตรรกะ" เถิดครับว่า "เกี่ยว (ห่า) อะไรกับฮุนเซ็น" ครับ ณ จุดนี้เนี่ย

ด้วยความเคารพ

กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช

ปลงได้เลยครับคุณกฤดิกร บางทีผ

ปลงได้เลยครับคุณกฤดิกร

บางทีผมคิดว่าพื้นที่แสดงความคิดเห็นท้ายบทความนี่มันเป็นพื้นที่เฉพาะไปแล้วน่ะครับ
คืออาจมีส่วนที่เกี่ยวพันกับบทความบ้าง
ก็อาจจะเป็นเพียงชื่อบทความที่โดนใจพวกเขาทั้งเหลืองและแดง(ส่วนใหญ่)
นอกนั้นก็ไม่มีอะไรน่ะครับ

สิ่งที่ประชาไทมีก็คือมันเป็นพื้นที่เปิดที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งที่ทำให้เราพอจะได้มีโอกาสสื่อสารแลกเปลี่ยนความคิดกับคนส่วนใหญ่เท่านั้นแหละครับ

อย่างน้อยเราก็ได้สื่อสารกับคนที่คิดว่าตนเองเป็นคนหรือเป็นพ่อของฮุนเซ็นเชียวนะครับ

๕๕๕

กูก็คนจริงใจถึงเหมือนกันแหละไ

กูก็คนจริงใจถึงเหมือนกันแหละไอ้ คิก คิก กูทำงานที่ศูนย์ราชการหลักสี่ ไม่จำเป็นต้องบอกมึงว่ากรมไหน กูบอกที่ทำงานกูแล้ว ถ้ามึงแน่จริงมึงบอกชื่อนามสลุกหรือที่อยู่มาก็ได้ กูจะไปหามึงเอง กูมีปัญญาหาเจอก็แล้วกัน คนอย่างพวกมึงนั่นหรือสุมหัวให้ร้ายโจมตีสถาบัน กูไม่อยากโพสคำหยาบหรอกนะแต่มันเหลืออดจริงๆ มึงคิดหรือว่ากูกลัว ตำรวจแดง ทหารแดงของพวกมึง กูมีอาชีพรับราชการ หน้าที่ส่วนหนึ่งคือปกป้องสถาบันกษัตริย์ ถึงแม้จะไม่ใช่หน้าที่การทำงานโดยตรงของกูก็ตาม แต่การโพสการใช้ถ้อยคำเสียดสีสถาบันของพวกมึง มันทรยศชาติ หวังล้มล้างสถาบัน การกระทำของพวกมึงเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ กูจะยิงหัวแกนนำพวกมึงเมื่อไหร่ก็ได้ ไอ้สัตว์พวกนี้นี่ มีแต่จะสร้างความปั่นป่วนบ่อนทำลายประเทศ แม่งกล่าวหาให้ร้ายคนดี ไอ้สัตว์ถ้าเจอหน้าเมื่อไหร่ กูจะยิงกรอกปากให้เป็นข่าวหน้าหนึ่งเลย พวกมึงจะชุมนุมในเดือนธันวาหรือไง เออก็จะไปดูหน้าแกนนำแต่ละตัวของพวกมึงว่ามีใครบ้าง พวกมึงจะได้เห็นดีกับกู ไอ้ชั่วขายชาติ ที่กูใช้คำหยาบเพราะกูเกลียดพวกมึงไง แน่จริงไอ้พวกตำรวจแดงอย่าไปคอยคุ้มกันเวลาพวกเสื้อแดงชุมนุมซิว่ะ

น่าเบื่อหน่ายจริงๆสำหรับกฎหมา

น่าเบื่อหน่ายจริงๆสำหรับกฎหมายโบราณที่ไม่เป็นประชาธิปไตย น่าเบื่อที่สุด น่าเบื่อความซ้ำซาก จำเจของคนที่อ้างว่ารักประชาชนมาตลอดหลายสิบปี .

คุณแช่ม ขอบคุณที่อย่างน้อยก็ย

คุณแช่ม

ขอบคุณที่อย่างน้อยก็ยอมรับว่า กฏหมายฉบับนี้ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง เพื่อเล่นงานคนทางการเมือง ไม่ได้เพื่อวัตถุประสงค์ในการปกป้องสถาบันฯ ผมไม่เห็นด้วยในการใช้ผิดวัตถุประสงค์ไม่ว่าจะโดยใคร เพื่อเล่นงานใครก็ตาม

ข้อเสนอของบทความ(รวมทั้งความเห็นของผม) เพื่อป้องกันการใช้กฏหมายผิดวัตถุประสงค์ ไม่ไช่เพื่อใครคนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะ ถ้าคุณเห็นด้วยกับหลักการนี้ ก็ควรสนับสนุน ทั้งนี้เพราะผู้มีอำนาจทางการเมืองมักเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา หรือว่าคุณแช่มจะรอจนกว่า พรรคประชาธิปัตย์อันเป็นที่รักของคุณเพลี่ยงพล้ำตกเป็นฝ่ายค้าน แล้วโดนคนอื่นใช้กฏหมายนี้เล่นงานเสียก่อน จึงจะออกมาโวยวาย

ข้อเสนอของผม เป็นการแก้ไขในหลักการ เพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย และป้องกันมิให้ใครก็ตาม"คิดชั่ว" เอากฏหมายเป็นเครื่องมือเล่นงานคนอื่นอย่างที่คุณว่า

ไอ้"คน"อย่างมึง

ไอ้"คน"อย่างมึง ถ้ากูเจอจะเหนี่ยวกรอกปากให้หมดโม่เลย อิอิ

** คุณแช่มครับ

** คุณแช่มครับ ผมว่าคนโดนที่ข้อหาหมิ่นสถาบันนี้ เขาเหล่านั้นมีความรู้ความสามรถทุกคนครับผม แต่ว่าทั้งที่รู้ว่าการโพสคำเหล่านี้แล้วผิดกฏหมาย หรือการแปลจากบทความที่มาจากต่างแดน แล้วนำมาโพส ผมว่าเขารู้ว่าหมิ่นหรือไม่หมิ่น แต่มันขึ้นอยู่ที่เจตนา และสามัญสำนึกของคนคนนั้น ว่าสมควรโพสบทความเหล่านั้นหรือไม่ ผมขอแค่คิดดี และทำดีเท่านั้นแหละ จิตรใต้สำนึกทุกคนมีส่วนดีทุกคนครับผม แต่ตอนนี้อาจจะโดนส่วนที่ชั่วรายครอบงำ เลยแยกไม่ออก ผิดชอบชั่วดี..**

** เห้นด้วยอยางยิ่งครับผม

** เห้นด้วยอยางยิ่งครับผม เพราะกลุ่มคนที่มีอำนาจรัฐเวลาเขียนกฏหมายเพื่อตัวเองและพวกพ้องก็บอกว่าถูกต้อง แต่หากขัดผลประโยชน์ตนและพวกพ้องก็ว่าไม่ดีไม่เป็นประชาธิปไตย์ มนุษย์เราเกิดบนโลกใบนี้พร้อมเสรีภาพ และประชาธิปไตย์ เริ่มมีกฏกติกา เมื่อมนุษอยู่กันเป็นสังคม มนุษย์เป็นคนเขียนกฏกติกาเพื่อควบคุม มนุษย์ด้วยกัน ซึ่งกฏกติแต่ละยุคสมัยก็เปลี่ยนไปตามการเวลาที่เหมาสม มีการปรับเปลี่ยนอยู่ตลอด เรานะเสมอภาคกันทุกคน ขึ้นอยู่เราไปกระทำผิด กฏกติกาที่เขียนไว้หรือไม่ ไม่มีได้เปรียบเสียเปรียบ ผมความรู้น้อย เข้ามาอ่านบทความในเวปนี้ได้ความรู้เยอะ ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทุกคนคิดถูกครับไม่มีใครผิด ( เพราะเป็นความคิดของคนคนนั้น ) ใครกระทำผิด ก็รับกรรมไป ..อย่ามาโทษกฏกติกา..**

เก่งจริง ถ้าแน่จริง

เก่งจริง ถ้าแน่จริง มึงคงเหนื่อยแล้วแหละ

มึงรีบๆไปจัดการอย่างที่คุยนะกูจะคอยฟังข่าว

มึงจะเลือกใครก่อนล่ะ...

ไอ้มาร์ค..ไม่จงรักภักดีไม่พาทหารรับตำแหน่งเข้าเฝ้าถวายสัตย์ฯ..

มันเห็นตลาดหลักทรัพย์และโพเดี้ยมสำคัญกว่าการเข้าเฝ้าในหลวง

ไอ้โกเต็ก..กูได้ยินมันพูดออกทีวีเมื่อสักครึ่งปีที่แล้ว

กูฟังแล้วกูยังตกใจนึกว่าหูฝาด..กูไม่กล้าพูดต่อเดี๋ยวจะเข้าปิ้ง..

อีกอย่างไอ้โกเต็กเท่าที่กูฟังมาเรื่องดาตอปิโด มันเอาเรื่องมาตีพิมพ์

มีความผิดเท่าคนที่ถูกคดีถ้าจำไม่ผิดติดคุก18ปีแต่ไอ้นี่ยังลอยนวล

มึงรีบๆไปจัดการเลยหรือว่าเป็นมึงวะที่ ส่งทหารกระจอกไปจัดการมัน

ครั้งที่แล้ว จนมันรอดออกมาขายเหรียญต่อ..

อีกตัวก็ไอ้เปรมเพราะไอ้นี่เป็นขี้ข้ากำเริบตั้งชื่อบ้านล้อชื่อวัง

และอยู่เบื้องหลังการออกกฎหมายรัฐธรรมนูญ หน้าแหลมฟันดำ

ก็คือขี้ข้าเก่าของมัน..หมกเม็ดจะเป็นผู้สำเร็จราชการทั้งที่ไม่มีเชื้อเจ้า

...แค่นี้ก่อนแล้วกันกูจะคอยฟังข่าว..กูว่ามึงเนี่ยน่ากลัวมั๊กๆๆๆๆๆๆๆๆ

กูล่ะยอมมรึงเลยเรื่องความโง่..เสียดายอย่างเดียวมึงขี้อิจฉา

ถ้ามรึงไม่ขี้อิจฉา..คนอย่างมรึงอาจจะใช้ไปทำประโยชน์เรื่องดีๆได้

เสียดายโดนพวกโจรใส่สูทจอมกระล่อนหลอกใช้มรึง..

อีกอย่างกูว่าถ้ามรึงว่างมากขอให้ลง3จว.ใต้เถอะว่ะ

ถ้ามรึงตายกรูจะร้องไห้ให้มรึงอย่าลืมบอกชื่อที่อยู่ด้วย..

มรึงไม่ต้องมาหาคนหมิ่นสถาบันแถวนี้หรอกเพราะกูก็เข้ามาดูบ่อยๆ

ก็ยังไม่เห็นจะๆสักที .

แต่มรึงอย่ามามั่วกะกูเรื่องสถาบันกูและโคตรเง่ากูทั้งหมดจงรักภักดีมาตลอด

แต่พวกกรูไม่เคยแอบอ้างสถาบันมาหากินหรือใช้ทำลายคนอื่น

มันไม่ใช่วิสัยลูกผู้ชายและคนตระกูลกู..กรูสงสัยว่าถ้ามรึงเป็นทหาร.

.กระเทยอย่างมรึงเขารับด้วยหรือ

หรือมรึงอยู่ต่างประเทศ หรือ ตุลาการวิบัติ

กันแน่..กรูจะได้จำหน่วยงานนี้ไว้ให้ความสนใจเป็นพิเศษ..

.มรึงอย่าคิดมาก..เดี๋ยวบ้าจริงกูเป็น ห่วง

มรึงจริงๆ ถ้าไม่มีมรึงสักคนกรูคงเหงาไม่รู้จะด่าใคร.

.เพราะกูไม่ค่อยมีคนโง่อย่างมรึงให้กรูด่า...

หน่อยไอ้ห่ามากล่าวหาว่ากูเป็น

หน่อยไอ้ห่ามากล่าวหาว่ากูเป็นกระเทย ถ้าคนอย่างกูเป็นกระเทยโลกนี้คงไม่มีผู้ชายแล้วแหละว่ะ มึงดูที่กูโพสซิ สันดานแบบนี้เป็นกระเทยหรือไงว่ะ และอีกอย่ากูจะบอกให้ กูไม่ใช่พวกแป๊ะลิ้ม กูไม่ไช่พวกไอ้มาร์ค กูเป็นตัวของกูเอง อยากจะทำอะไรกูก็ทำ อยากจะโพสอะไรกูก็โพส เสื้อเหลืองกูก็ไปชุมนุมด้วย เสื้อแดงกูก็ไปเหมือนกัน ก็กูไปฟังพวกมึงไง ฟังแล้วกูก็เก็บมาคิดไตร่ตรองว่าจริงหรือไม่จริงที่เขาพูด ก็ไม่ได้โง่เหมือนควายเช่นมึงนี่หว่า เชื่ออะไรแล้วเชื่อแบบดักดานไม่รู้จักเปลี่ยนความคิดคนแบบนี้มักจะถูกคนอื่นเขาปั่นหัวพาเข้ารกเข้าพงได้ง่ายๆ เหมือนมึงไง หน่อยมากล่าวหาว่ากูโง่มึงนั่นแหละควายตะม็อกดีๆนี่เอง

เยี่ยมครับ

เยี่ยมครับ ขอบคุณเจ้าของบทความ

เรียน

เรียน DJ

ข้อความของท่านที่เขียน ว่า

"...ขอบคุณที่อย่างน้อยก็ยอมรับว่า กฏหมายฉบับนี้ก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

เพื่อเล่นงานคนทางการเมือง ไม่ได้เพื่อวัตถุประสงค์ในการปกป้องสถาบันฯ

ผมไม่เห็นด้วยในการใช้ผิดวัตถุประสงค์ไม่ว่าจะโดยใคร เพื่อเล่นงานใครก็ตาม..."

CORRECTION :-

ผมเพียงแต่กล่าวว่า

"...กฎหมายทุกฉบับ" ใช้เป็น "เครื่องมือ" ของใครก็ได้ ครับ..."

ซึ่ง ผมไม่ได้บอกว่า "กฎหมายฉบับนี้" ถูกใช้เป็นเครื่องมือ

แต่...ผมมีความเชื่อโดย "สนิทใจ" ว่า "กฎหมายนี้" มี "ผู้ตั้งใจ" จะละเมิด จริง

มิได้ถูกใช้เป็น "เครื่องมือ" แต่ประการใด ครับ

เช่น วิทยุชุมชนบางแห่ง เป็นต้น

ฉะนั้นข้อความที่ท่านกล่าวข้างต้น นั้น "ท่านเข้าใจผิด"

เพราะฉะนั้น ...ผมจึงขอตอบว่า No, Thanks....

กอิ.....กอิ..... เด่ะ....

กอิ.....กอิ.....

เด่ะ.... เด่ะ.....แยกเขี้ยวใส่กันทุกวัน
ไม่เมื่อยฟันปลอมกันม่างเรอะงาย.....

ดูนายคน ไม่น่าใช่กระเทยนะ
แต่นายแช่ม น่ะ กอิ.....กอิ

ไปอ่าน comment ข้างล่างดิ

DJ ครับ....ผมมาแล้ว.... กอิ.....กอิ

โทมัส เพน นักปรัชญา ตะวันตก

โทมัส เพน นักปรัชญา ตะวันตก ผู้ซึ่งมีเลือดเนื้อเชื้อไขเป็นชาวอังกฤษ ทว่าต่อมาได้ย้ายไปอยู่ยังโลกใหม่ดินแดนอาณานิคมนั่นคือสหรัฐ
โทมัสเพน ถือได้ว่า เป็นบิดา แห่งการก่อตั้ง ประเทศสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกับยอรช วอชิงตัน โทมัสเจฟเฟอร์สัน
จอหน์อาดัมส์ เบนจามินแฟรงคลิน พอล รีเวียร์9ล9
โทมัส เพน คือผู้ที่เสนอให้มีการออกกฏหมายรับรองรายได้ขั้นต่ำต่อประชาชนทุกคน ออกกฏหมายให้การศึกษาต่อประชาชนทุกคนฟรีและรวมทั้งกฏหมายอีกหลายอย่างที่แสดงถึงความเป็นรัฐสวัสดิการก็ว่าได้ ซึ่งก่อนที่ฝรั่งเศสจะมีการปฏิวัติของประชาชนในยุคของหลุยส์ที่16เสียอีก

โทมัสเพน ได้ประพันธ์ หนังสือ ชื่อ สามัญสำนึก ที่ดังกระหึ่มและมีผลอย่างมากในสังคมตะวันตกในยุคนั้นเมื่อกว่า200ปีมาแล้ว ทั้งๆที่ยุคที่สหรัฐยังเป็นเมืองขึ้นหรืออาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษ และอาณานิคมสหรัฐมีประชากรทั้งประเทศแค่ราว2ล้านคน แต่ทว่า หนังสือ ที่ชื่อ ว่า สามีัญสำนึก ของโทมัสเพน กลับขายได้ถึงกว่าหนึ่งแสนเล่้ม

โทมัสเพน ยังได้เขียน หนังสือที่ชื่อ สิทธิ ของมนุษย์ 9ล9 ซึ่ง แนวคิดของโทมัสเพนนั้นได้รับอิทธิพลมาจากนักปรัชญาตะวันตกอย่างโวลแตร์ มองเกสติเออร์ จอห์นล็อค9ล9
และ ความคิดของโทมัสเพน นั้น ได้จุดประกาย ความคิดให้กับ ยอร์ชวอชิงตัน เบนจามินแฟรงคลิน9ล9
สร้างแนวความคิดอารยะให้กับคนอเมริกันที่เป็นอาณานิคม ให้ทำการปลดแอก ออกจาก จักรวรรดิอังกฤษ
จนสหรัฐ สามารถเป็นประเทศอิสระภาพ และอาจกล่าวได้ว่า เป็นประเทศแรกของโลกตะวันตกยุคใหม่ที่เป็นระบอบสาธารณรัฐอย่างแท้จริงที่มีประธานาธิบดีรวมทั้งสมาชิกรัฐสภาและอื่นๆที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน
มีวาระแน่นอนทุก4ปี และตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นได้แค่2สมัยนั่นคือ8ปี (ยกเว้นในสภาวะสงครามที่เป็นลูกติดพัน)
และนับเป็นประเทศแรกของโลกยุคสมัยใหม่ ที่มี รัฐบาลของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน

ใครเลยจะไปคิดว่า ประเทศ ที่เคยเป็นเมืองขึ้นของจักรวรรดิอังกฤษที่มีสมญานามว่า ดินแดนที่พระอาทิตย์ไม่ตกดิน(เพราะว่าอังกฤษ มีเมืองขึ้นไปทั่วโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคทองของควีนอาลิซาเบทและควีนวิคตอเรียที่อังกฤษขยายอิทธิพลเมืองขึ้นไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำนั่นคือมีเมืองขึ้นมันทุกทวีปทั่วโลก) อย่างสหรัฐอเมริกา ที่จะสามารถ สลัดจากการเป็นทาสเมืองขึ้น กลายมาเป็นประเทศที่เป็นมหาอำนาจอันดับ1ของโลก ทั้งทางเศรษฐกิจ และทางด้านการทหาร
ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพ แบบชนิดที่รัฐบาลสหรัฐต้องให้การรับประกันในสิทธิเสรีภาพมันทั่วโลกไม่ว่าคนอเมริกันจะไปที่แหเงไหนมันคือหน้าที่ ของรัฐบาลสหรัฐต้องดูแล(ให้ดูกรณีลอคเคอร์บี้ ที่โจรสลัดก่อการร้าย ระเบิดเครื่องบินสหรัฐผู้โดยสารชาวอเมริกันตายยกลำ ซึ่ง กัดดาฟี แห่งลิเบีย ต้องจ่าย)
นั่นเป็นเพราะ สหรัฐ สามารถที่จะเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตย อย่างแท้จริง มันจึงทำให้ ประชาชนที่มารจากทุกเผ่าพันธ์ทุกเชื้อชาติศาสนา ทีอาศัียอยู่ในสหรัฐ สามารถที่จะดึงเอาศักยภาพของตนเองออกมา เพื่อประโยชน์ต่อเพื่อนร่วมชาติรวมถึงยังประโยชน์ต่อเพื่อนร่วมโลก (ให้ดูกรณีของอินเตอร์เน็ท คอมพิวเต้อร์ซอฟท์แวร์ ต่างๆ ระบบจีพีเอส9ล9 ที่เปลี่ยนโฉมหน้า ของโลกโดยสิ้นเชิงแบบชนิดก้าวกระโดด)

ถึงแม้นว่า โทมัสเพน จะมีคนชอบ แต่ทว่าก็ต้องมีคนชัง นี่คือ กฏของโลก ที่ไม่มีใครหนีพ้น แม้นขนาดพระพุทธเจ้า หรือพระเยซู9ล9
โทมัสเพน อาจกล่าวได้ว่า ตัวเขาไม่เชื่อในพระเจ้า แต่เชื่อในมนุษย์ การที่เขาไม่เชื่อในพระเจ้า ทำให้เขามีความขัดแย้ง
กับทางศาสนจักรซึ่งแน่นอนว่าในยุคเมื่อกว่าสองร้อยปีก่อน เรื่องความเชื่อในทางศาสนานั้นยังคงรุนแรงอย่างมาก
(ไม่เช่นนั้นก็คงไม่มีขบวนการปราบแม่มดอย่างวินเซ็นต์ไพรซ์ ที่กล่าวหาและจับกุมผู้คนว่าเป็นแม่มดแล้วนำมาย่างเผาไฟ
เรียกได้ว่าสตรีชาวอเมริกันที่น่าสงสารในยุคนั้นต้องตกเป็นเหยื่อถูกฆ่าตายไปไม่ใช่น้อย อันเนื่องมาจากความหลงผิดทางภูมิปัญญา)

โทมัสเพน คงได้รับการกล่าวถึงอีกนานนับสหัศวรรษในอนาคตข้างหน้า ว่า เขาคือ ผู้หนึ่งที่ถูกจัดว่า เป็นบิดาของสหรัฐอเมริกา นอกเหนือไปจาก ยอรช วอชิงตัน โทมัสเจฟเฟอร์สัน จอห์นอาดัมส์ เบนจามินแฟรงคลิน9ล9

ป้าย่น

ป้าย่น

ยังจีบลุงว.ไม่ติดอีกเหรอ นึกว่าอยู่บ้านเดียวกันซะอีก

แวะมาดูว่าใคร...ใครน้อที่ถูกจับเรื่องปล่อยข่าวอัปมงคลเพื่อทุบหุ้น

เห็นแล้วหัวเราะก๊าก.....นึกว่าป้าซะอีก ประชาไทก็เป็นแหล่งใหญ่

ที่แพร่ข่าวนี้

ธันวาที่ไอ้หัวข่วยมันว่าจะชุมนุม อย่าลืมมานะ มากันให้หมดเลยยิ่งดี

เบื่อรอแล้ว มันจะได้จบๆไปซะที

ไอ้ห้อยมันจะได้ผงาดขึ้นแทนทักกี้ เมื่อนั้นพธม.จะได้รบฝั่งเดียว

ไอ้ทักกี้พธม.ไม่มองแล้ว มีแต่คนโลภกับคนเง่าเท่านั้นที่ยังสนับสนุน

มันอยู่ พวกนี้ตายไปมากๆซะก็ดี สำคัญจะใจเสาะซะมากกว่า

ใช่มั๊ยป้า อย่าใจเสาะนะคร๊าบ............................

สู้เพื่อแม้วคนเดียว

หวัดดีคุณแช่ม ยังมาเสียเวลากั

หวัดดีคุณแช่ม

ยังมาเสียเวลากับไอ้พวกเง่าพวกนี้อยู่อีกเหรอ ปล่อยมันไปเถอะครับอย่าไปยุ่งกับไอ้พวกนี้เลย

มันคิดว่าพวกมันฉลาดก็ให้มันคิดไปเถอะ เดี๋ยวไอ้ห้อยมันก็จัดการเองแหละ เราดูพวกมันกัดกันเองดีกว่า

ใครจะกัดเก่งกว่ากัน ตัวไหนชนะ ตอนนั้นเราค่อยไล่เตะมันอีกทีดีกว่า ไอ้พวกนี้อยู่ไปก็เท่านั้น

ให้มันตายไปเลยดีกว่า มันจะได้ไปเกิดเป็นหมาในเขมรอย่างที่มันอยากเป็นซะที

สำนวนส่อภาษา

สำนวนส่อภาษา กิริยาส่อสกุล

เห็นชื่อแล้วน่าจะเป็นเขมร เลยไม่น่าจะมีนามสกุล เลยไม่มีสกุลให้สืบหา

อุ้ยลืมไป ขอโทษ สงสัยเป็นลูกไอ้แม้ว

ลุงว. ไอ้ที่ว่าเนี่ยะ

ลุงว.

ไอ้ที่ว่าเนี่ยะ ใช่อีดาปากเน่ารึเปล่า

ชุมนุมแดงอย่าลืมออกมานะ

ชุมนุมแดงอย่าลืมออกมานะ มันจะได้จบๆซะที อย่าใจเสาะ ออกมาลุยเลย

อย่าให้เสียชื่อคนเสื้อแดง จะได้ไม่เบื่อไง...........

555

555 คนกลางๆเขาอ่านดูเขาก็รู้แล้วอะไรเป็นอะไร

เยี่ยมครับ คนเดินดิน ..อย่ามาโทษกฏกติกา..

ป้าย่น ทำไมไม่เอาลุงว.แกไปลอย

ป้าย่น

ทำไมไม่เอาลุงว.แกไปลอยกระทงละ

เอาลุงแกใส่กระทงลอยออกทะเลไปเลยะ

แดง...แดง...แดง....สีแดงดูแสบ

แดง...แดง...แดง....สีแดงดูแสบตา

มา....มา.....มา......พวกเรามาช่วยกันเลีย

เลีย...เลีย...เลีย.....ทักกี้จนขาดใจ

ไว....ไว.....ไว......พวกเรามาช่วยกันเลีย

(ร้องซ้ำอีกหลายๆเที่ยว จนกว่าจะได้เงินครบ)

ใช่ครับ คุณบางกอก

ใช่ครับ คุณบางกอก

ราชทัณฑ์ไม่น่ารักษาอีดาเลย ปล่อยให้มันปากเน่าตายไปเลยดีกว่า

เสียดายจริงๆ

คนอย่าง กรรณิกา คิดดี ทำดี

คนอย่าง กรรณิกา คิดดี ทำดี ผีคุ้มครอง
ภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็น กรรณิกา คนนี้..

และที่สำคัญ
ฉันไม่เคยคิดทำลายครอบครัวคนอื่น

Arpihu

Arpihu

วันแดงไหลไม่หยุดก็ออกมานะ

มาสู่ให้ถึงที่สุด แบบไม่ชนะไม่เลิก ไม่ตายไม่หยุด

จะได้จบๆกันซะที อย่าใจเสาะล่ะ

รอไม่ไหวแล้ว จริง จริ๊งงง

ไม่ใช่หรอก คุณ คน

ไม่ใช่หรอก คุณ คน

pad4thai รู้จัก

เขาบอกว่าแก่แล้ว ผมเลยไม่อยากด่าคนแก่

แกอยู่ในโลกของแกคนเดียว ไม่ยอมตื่นซะที

ปล่อยแกไปเหอะ ปล่อยให้กาลเวลาเอาแกไปเองดีกว่าเนอะ

เมื่อก่อนผมก็คิดดีสุภาพกับพวก

เมื่อก่อนผมก็คิดดีสุภาพกับพวกนี้ เหมือนคุณ คนเดินดิน เช่นกัน

แต่ไม่มีประโยชน์หรอกครับ เหนื่อยเปล่าๆ

แต่จะลองใช้ความดีเพื่อเปลี่ยนใจไอ้พวกนี้ ก็เอา.........

Dr.J นี่ ไอ้ไจล์ หรือ

Dr.J

นี่ ไอ้ไจล์ หรือ ไอ้จอห์น เนี่ยะ สงสัย จริงจร๊ง

มาแล้วก็ ไปอาบน้ำ

มาแล้วก็ ไปอาบน้ำ ล้างตูดรอละกัน

เดี๋ยวDr.จู๋ จะไปหานะจ๊ะ

ชอบนายแช่มเรอะ ไปติดต่อboxข้า

ชอบนายแช่มเรอะ
ไปติดต่อboxข้างล่างเด่ะ

เซ่อซะ!

มาถึงก็..โปรย..คอมเม้นท์

มาถึงก็..โปรย..คอมเม้นท์ เป็นเรือใบเลยนะ

อัดอั้นตันใจอะไรเหรอ
ใช้กลยุทธ โบราณมั่ก
โปรดปรับปรุงใหม่
ใช้ชี่อจริงไปเล๊ย..

อุ้ย น่ากลัวจัง

อุ้ย น่ากลัวจัง ตอนสงกรานต์ไม่เห็นเก่งอย่างนี้นี่นา

เห็นมีแต่พวกใจเสาะบีบน้ำตาเดินขึ้นรถทัวร์กลับบ้าน

เวลาหัวขวดมันนัดอีกที อย่าให้เสียชื่อนะโว้ย เอาปืน

ที่มึงว่าออกมาด้วย ถึงจะแน่ว่ะ ว่าแต่มึงจะกล้าเร้อ

คงได้แต่ขู่ในเวป อีกอย่างนะ กูว่าคนจริงเขาไม่ขู่หรอก

มาถึงเขาก็ยิงกะบาลไอ้คนมัวแต่ขู่ฟ่อๆเป็นแมวหงุดหงิดอยู่

กูว่ามึงไม่จริงว่ะ

เพลงก็ก่าววววววววว สโลแกนก็ก๊

เพลงก็ก่าววววววววว
สโลแกนก็ก๊าววววววว..ก่าว

กลุ้มง่ะ ไม่มีอะไรปรับปรุงเล๊ย

ไอ้ปู่ คิดอันนวย

ไอ้ปู่ คิดอันนวย เองเหรอะ

ไปเมาเล่นขี้ตัวเองอีกแล้ว หรือไอ้Dr.จู๋มันขืนใจมึง เลยเมาขี้ตัวเองอยู่

ทำเป็นโหด กูก็ตกใจหมดเลยะ อย่าลืมนะโว้ย วันแดงไหลไม่หยุด

ต้องมานะเว้ย อย่าต่อสู้เฉพาะในเวป มีโอกาศแล้วก็ต้องมา ไม่ตายไม่เลิก

สู้แล้วต้องรวย ไม่ได้เงินอย่ามานะ เดี๋ยวควายจะเรียกพี่

อย่าลืมเอาแพมเพิสติดมาเยอะๆนะ เดี๋ยวขี้ไหลเรอะกางเกงหมด

อีกอย่างเอาไวซับเลือดตัวมึงเองด้วย แถวทำเนียบสำลีหาซื้อลำบาก

กูก็อดใจรอให้ถึงวันแดงไหลไม่หยุดไม่ไหวแล้ว จะได้จบๆซะที

จะได้ทำงานทำการกันซะที เบื่อว่ะ งึกๆงักๆอยู่อย่างงี้

ให้มันรู้ว่าเป็นหมูหรือหมาไปเล้ยะ

เห็นมึงเรียกแขก

เห็นมึงเรียกแขก ทำเป็นเล่นตัว หวงตูด ทำสะบัดสะบี้ง

กูไม่เอามึงหรอก กูเรียกDr.จู๋ให้แล้วยังทำเป็นโง่อีก

ไปๆ ไปไกลๆกูหน่อย เหม็นขี้ฉิบหายเลยะ

ป้าย่น ไอ้ ญ

ป้าย่น

ไอ้ ญ ที่ถูกจับเรื่องปล่อยข่าวนี่มันใช้ log in อะไร

อยากรู้จัง

แล้วชื่อป้าละ

แล้วชื่อป้าละ ชื่อจริงหรือไง

อย่าลืมออกมาล่ะ วันแดงคลั่งน่ะ

กลยุทธโบราณน่ะ ป้ารู้เรื่องเห

กลยุทธโบราณน่ะ

ป้ารู้เรื่องเหรอ

กลฤทธี สีหจักร ลักษณ์ซอนเงื่อน เถื่อนจำบัง พังภูผา ม้ากินสวน พวนเรือโยง โพงน้ำบ่อ (แค่นี้ก่อน)

มีทั้งหมด21กลยุทธในการทำศึกสมัยโบราณ แต่ไม่เคยล้าสมัย ยังใช้ได้ดีจนถึงปัจจุบันนี้

อย่าดูถูกของโบราณนะป้า

ไม่เห็นเหรอ ปรับปรุงใหม่แล้ว

ไม่เห็นเหรอ ปรับปรุงใหม่แล้ว ป้าคงต้องไปเช็คสมองซะหน่อย ความจำเริ่มไม่ดีแล้วนะ

ไว้ให้เสื้อแดงร้องตอนวันแดงไหลไม่หยุดงัย

แต่งให้แล้ว ยังมาติอีก ทีหลังไม่แต่งให้แล้ว

ป้าหมู่นี้งานเยอะ

ป้าหมู่นี้งานเยอะ ไม่มีเวลามาต่อปากต่อคำในเวปแดง

นานๆเข้ามาที แค่อยากรู้ว่าคนที่ถูกจับเป็นใครเท่านั้น

ป้าไมรู้ก็ไม่เป็นไร เดี๋ยวตามข่าวดูเองก็ได้

คนเรานี่ก็แปลก

คนเรานี่ก็แปลก คนในประเทศไทยและชาวต่างชาติเขารู้ความจริง ข้างในและนอกบ้านหมดแล้ว สร้างหน้าตัวเองดี รับหลัง ไอ้มือที่มองไม่เห็น คือตัวการ ให้คนไทยฆ่ากันเอง ครอบครัวมันถึงแย่ลงๆ ลูกไม่อยากเจอแม่ ลูกถูกพรากจากอกแม่ พี่ชายน้องสาวถูกพรากจากกัน นี่เขาเรียกว่าไม่ปกกติ ครอบครัวตัวเองยังเอาไม่อยู่เลย เขาเรียกว่าพระเบื้องบนท่านเห็น ถึงได้ไม่เป็นสุก กรรมตามทันและแสดงให้เห็นจะๆแล้ว

**

** ผมเข้ามาเพื่ออยากรู้ว่าเป็นเช่นไรบ้างครับผม คุณ p_n เพราะผมได้ยินแต่ข่าวที่เราไม่ได้เห็นหรือได้อ่านด้วยตัวเอง ไม่ได้เข้ามาเพื่อให้เกิดความแตกแยก ผมคิดอะไรในใจเวลานี้ไม่มีใครรู้หรอกครับ ( เพราะอยู่ในใจผม ) อย่างน้อยในห้องนี้ก็ได้รู้จักคนเยอะแยะ ** บัณฑิต ย่อมสนทนากับปราชญ์ เป็นธรรมดา ** หวังว่าท่านอื่นที่อ่านความคิดเห็นผม คงไม่โกรธ นะครับ ...

*ดารณีไม่มีที่ปากเน่า เป็นเรื

*ดารณีไม่มีที่ปากเน่า
เป็นเรื่องเศร้าที่ถูกโทษโหดสยอง
นักสิทธิมนุษยชนควรยลมอง
อย่าให้สองมาตรฐานด้านสิทธิ์ชน

ถ้าเห็นทักษิณดีกว่าในหลวง

ถ้าเห็นทักษิณดีกว่าในหลวง กูว่ากรรมของประเทศ
- ซื้อพรรค ซื้อ สว. สภาทาส ซื้อ สส. ซื้อ กกต.
- สร้างรัฐตำรวจ DSI ก็ตำรวจ กองสลากก็ตำรวจ กกต.ก็ตำรวจ ปปง.ก็ตำรวจ ยุบ ศอบต.ที่ภาคใต้แล้วก็ให้ตำรวจคุมเบ็ดเสร็จ ภาคใต้ก็เลยเละมาถึงทุกวันนี้ก็เพราะรัฐตำรวจ
- หลบเลี่ยงภาษี ช่วยเผด็จการพม่าขย่มซูจี เอาเงินไปให้กู้ 4000 ล้านดอกถูก ๆ คนไทยแบกภาษี
- แก้กฎหมายให้บริษัทตัวเอง AIS ได้ประโยชน์
- ขายหุ้นชินที่เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ ที่นักธุรกิจอื่น ๆ เขาไม่ทำกัน
- ให้พวกจาบจ้วงในหลวงร่วมในขบวนเสื้อแดง ดา สุชาติ จักรภพ ใจ และอีกบานตะไท เมื่อรู้ว่าไม่ไหวก็ให้พวกนี้หยุด แล้วแสร้งยืนเคารพคำนับรูปในหลวงผ่านวีดีโอลิงค์จากดูใบ กูจะอ้วก
- ให้ออกญาพระยาจักรีเชาวลิต ทุรยศต่อแผ่นดินเกิด ที่ตัวเองก็ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา
- สมคบฮุนเซน ลูกหลานพระยาละแวก กระทำย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นไทย เหมือนสมัยพระนเรศวรไม่มีผิดเพี้ยน ยามใดสยามอ่อนแอ พระยาละแวกก็ยกทัพมาตีเมืองชายขอบอโยธยา ยามใดสยามแข็งแรงก็แสร้งส่งราชบรรณาการ จนองค์ดำต้องสั่งสอนด้วยการตัดหัวเอาเลือดล้างตีนเพื่อมิให้ขแมร์เป็นเยี่ยงอย่าง
- นำทักษิณไปเปรียบกับเมลเดล่า ซูจี หลงตัวเองซะไม่มี อย่างเก่งได้แค่เกาะชายโสร่งซูจี
- อนันตริยกรรมที่กระทำไปทั้งหมดนี้ กำลังรอ เหมือนราเกซ
- นานแค่ไหนก็จะรอ เพราะยังไง ๆ ธรรมย่อมพิสูจน์ธรรมด้วยกาลเวลา

ถ้าคิดว่าคุณเป็นพวกที่ฝันว่าร

ถ้าคิดว่าคุณเป็นพวกที่ฝันว่ารู้ดีในการเมืองกรูก้ขอบอกว่าไอ้เชี่ยมรึงนะควายแต๊ ๆ

คุณแช่ม โดยส่วนตัว

คุณแช่ม

โดยส่วนตัว คุณแช่มเชื่อว่า"กฏหมายฉบับนี้"เคยถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อเล่นงานคน หรือคุณแช่มเชื่อว่า"กฏหมายฉบับนี้"ไม่เคยถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อเล่นงานคน ทางการเมือง?

ผมไม่เชื่อว่า ผู้ที่มีความรู้และความรอบรู้สูงอย่างคุณแช่มจะไม่เคยรับรู้ว่า เคยมีการใช้กฏหมายฉบับนี้เป็นเครื่องมือเล่นงานคนทางการเมือง เพียงแต่ว่าคุณแช่มจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการใช้กฏหมายเป็นเครื่องมือหรือไม่เท่านั้น

ผมไม่ได้คิดจะออกมาปกป้องผู้ที่ตั้งใจละเมิดกฏหมายนี้ แต่ต้องการปกป้องผู้ที่ถูกละเมิดจากการใช้กฏหมายนี้ผิดวัตถุประสงค์ครับ จึงเห็นด้วยกับการแก้ไขกฏหมายนี้ เพื่อป้องกันการabuseอีก โดยไม่สนใจว่าใครหรือฝ่ายไหนเป็นคนabuse ผมก็ไม่เห็นด้วยทั้งนั้น

หากอ่านสิ่งที่ผมเขียนดีๆ

หากอ่านสิ่งที่ผมเขียนดีๆ นะครับ (อย่างที่ว่ามาจริงๆ)

จะพบว่า "ผมไม่ได้เสนอเลยว่ากรณีดานั้น [b]ไม่มีหลักฐาน ฯลฯ[/b]"

แต่ที่ผมนำเสนอก็คือ "กรณีที่มีหลักฐานชัดเจนมากๆๆๆๆๆ เหมือนๆ กัน [b]แต่ฝ่ายหนึ่งโดนโทษ อีกฝ่ายหนึ่งไม่โดน[/b] อย่างกรณีของสนธิ ลิ้มทองกุล หรือสุลักษณ์ ศิวลักษณ์" ครับ

ผมไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่อง "วิธีการดำเนินการหาหลักฐาน" เลย แต่ผมเสนอว่า "ไม่ว่าจะมีหลักฐาน หรือไม่มี โทษตัวนี้ [b]โดยตัวมันเอง[/b] คือพิษภัยของสังคม และก่อระบอบความรุนแรงขึ้นมาครับ"

(ผมไม่แน่ใจว่าคุณอ่านอย่างไรจึงพลาดอย่างเขลาๆ เยี่ยงนี้ได้)

การทำมาเป็นอ้างเรื่องหลักฐานสมบูรณ์ชัดเจน บลาๆๆๆ (โดยไม่อธิบายว่า กรณีอื่นๆ ที่ "หลักฐานแน่นมากๆๆๆ" อย่างสุลักษณ์นี่ชัดเจนว่าหนักกว่าดาด้วย กลับไม่โดน) นั้นก็ไม่ต่างอะไรหรอกครับจากการ "พยายามแถอย่างดูเหมือนเป็นวิญญูชน"

ส่วนเรื่องหลักพิจารณาตีความกฏหมายอาญานั้นผมไม่ได้พูดจากฐานอังกฤษอะไรเลยครับ นี่คือ [b]หลักการพิจารณาความอาญาที่นักกฏหมายไทย พูดถึงกฏหมายไทยเองครับ[/b]"

กรุณา "อย่ายัดเยียดผม" แบบ "เหมือนจะดูดี" เลยครับ มันไม่ได้ผลอะไรนักหรอก นอกจากภาพของการ "พยายามแถอย่างไม่มีหลักการ"

เอาจริงๆ หากอยากจะพูดแล้ว [b]ลองเถียงในหลักการ[/b]สิครับ อย่าแถเฉียดไป เฉียดมา แบบมั่วๆ อย่างงี้เลยครับ

ด้วยความเคารพ

กฤดิกร วงศ์สว่างพานิช

ปล. ความเห็นแถลักษณะนี้ต่อไปผมขออนุญาตไม่ตอบนะครับ

.............................

........................................ยุทธศาสตร์...................
………………………………………………………………………..
……………………………………………..๑...........................................
............โค่นทักษิณโค่นได้ไม่ใช้รถถัง............ใช้พลังหย่อนบัตรไยขัดสน
ใช้รถถังชังชูขู่มวลชน................................จึงเกิดคนเสื้อแดงแสดงพลัง
เอาทักษิณกลับจับทหาร...........................เผด็จการส่ง....เข้ากรงขัง
ใครพัวพันเป็นแบ็คให้บิ๊กบัง.......................เอาไปสั่งสอนใหม่ให้หลาบจำ
แล้วใช้รัฐธรรมนูญ 40 คืน..........................สอนพวกหื่นกระหายอย่าหมายขยำ
รู้ว่าเราขุ่นเคืองเรื่องระยำ............................จงอย่าทำกระทั่งคิดผิดจนตาย

………………………………………………๒................................................

.......ทำหลักกฎหมายไทยให้ยั่งยืน............จึงต้องคืน 40 หนุนจุดหมาย
วิธีคิดคบอำมาตยามาทำลาย.....................ก็คล้ายคล้ายหลายทีที่แล้วมา
แม้อยู่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท...................แต่สามารถมนุษย์มีปุจฉา
ในละอองธุลีสมบูรณาญา..........................ดับเมื่อ 2475..อย่าหลงเลือน
เราต้องการท่านเป็นเช่นสัญลักษณ์.............พลังผลักตระหนักหนุนพระคุณเหมือน
บรรพชนคนกล้ามาสร้างเรือน......................อยู่ฝาเฮือนเป็นเพื่อนทุกข์คอยปลุกใจ
ใครบังอาจแอบอิงพระองค์อินทร์................ไปหากินเป็นที่ปรึกษาบริษัทใหญ่
เป็นถึงองคมนตรีแต่มีใจ.............................ฝักใฝ่ในพรรคปลักโคลนตม
เขาต่อสู้กันทางการเมือง............................ก็พลอยเคืองเรื่องใส่ไปผสม
พระองค์อินทร์พลอยหมิ่นไหม้ใครระทม.....เสียงชื่นชมประชาราษฎร์อาจมลทิน...........
……………………………………….........๓..................................................
…………วิธีคิดคบอำมาตยามาทำลาย............พิราบเสรีทั้งหลายว่าหมายหมิ่น
พินิจคิดลึกลึกศึกแผ่นดิน.........................กลศึกสิ้นเสียหายหมายเลือดนอง.........

ผมเพิ่งมาเห็นว่าในส่วนเชิงอรร

ผมเพิ่งมาเห็นว่าในส่วนเชิงอรรถนั้นเขียนชื่อ อ.จรัญ โฆษณานันท์ (พิมพ์ผิดเป็น "จรัล")

ขออภัย และแจ้งให้ทราบมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

ด้วยความเคารพ

กูอยู่นี่

กูอยู่นี่ มรึงมั่วใหญ่แล้ว

อย่ามาใก้ลกรูนะ เดี๋ยวตดให้ดม

มรึงจะติดใจจนกลับบ้านไม่ถูก 55555

แล้วที่ใช้นี่เรียกว่ากลยุทธอะ

แล้วที่ใช้นี่เรียกว่ากลยุทธอะรายจ๊ะ

ตอบแทนให้ก็ได้ กลยุทธคนบ้า

หรือกลยุทธขยันแต่โง่...อิอิ กร๊ากกกกกก

เจอไอ้โง่อีกตัวเพิ่งโผ่ลมา ไม่รู้ไปตกท่อ

หรือติดคุกที่ไหนมาตั้งนาน มาถึงก็ทำป่วนเลอะเทอะ

น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหร่งเหร่ง..ไปเลี้ยงเต่าดีมะๆๆ อิอิ

สงสัยเมากระท่อม

สงสัยเมากระท่อม คึกนะ

อย่าคึกนัก...กร๊ากกกกกกกกก

ยึดอุดมการณ์มากเกินไปจนลืมขนบ

ยึดอุดมการณ์มากเกินไปจนลืมขนบประเพณีสยามประเทศ คนไทยทั่วๆ ไปไม่เดือดร้อนจะมีคงเป็นเฉพาะพวกที่คิดอะไรอยู่

สถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงเป็น

สถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงเป็นศูนย์รวมจิตใจของปวงชนชาวไทย ดีแล้วที่ใช้กฎหมายให้ศักดิ์สิทธิ์ คนดีไม่มีโทษย่อมสบายคนคิดร้ายย่อมมีอันเป็นไปแล้วจะร้องทำไม่

ความสุขของ

ความสุขของ พระมหากษัตริย์พระองค์นี้ ไม่ใช่จะประทับอยู่ในพระราชวังใหญ่โตสวยงาม แห่ล้อม ด้วยข้าราชบริพาร หากแต่ความสุขของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้คือ เมื่อประชาชนของพระองค์ ท่านรักสามัคคีกัน รู้จักความพอเพียง และมีสติ เพียงเท่านี้เอง

พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิ

พระองค์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอย่างเสียสละ โดยไม่ทรงคำนึงถึงความเหนื่อยยาก นั่นแหละคือความดีที่พวกเราเคารพเทิดทูน

เพราะท่านมีพระมหากรุณาธิคุณต่

เพราะท่านมีพระมหากรุณาธิคุณต่อเราจริงๆ ท่านเสียสละพระองค์จริง ไม่ได้มีกฎหมายให้เทิดทูนกษัตริย์ แต่เราต้องเทิดทูนด้วยจิตสำนึกเอง

ต้านคนชั่วแบ่งแยกแผ่นดิน โดย

ต้านคนชั่วแบ่งแยกแผ่นดิน

โดย อัญชะลี ไพรีรัก 4 พฤศจิกายน 2552 15:56 น.

ช่วงนี้เที่ยววุ่นวายไปช่วยพี่น้อง “การรถไฟฯ” กับ “มาบตาพุด” ต่อสู้กับความอยุติธรรม และช่วยพันธมิตรฯ ผู้หญิงจัดงาน “ร้อยบุปผาบานสะพรั่ง ร้อยพลังผู้หญิงไทยสู่การเมืองใหม่” เลยได้พบได้เห็นได้ยินแต่เรื่องน่าเขียนทั้งนั้น

คงจำกันได้ว่า พี่น้องพันธมิตรฯ แห่งเมืองดัลลัส เท็กซัส กลุ่มหนึ่งที่ไปรอรับนักการเมืองคนที่คุณก็รู้ว่าเขาเป็นใคร ที่สนามบินดัลลัส ในวันที่เขาโผเผไปหาหมอรักษามะเร็งที่ศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง

พี่น้องของเรากลุ่มนี้ได้ชูป้ายต่อต้านเขาหลายป้าย หนึ่งในนั้นที่โดนใจพันธมิตรฯทั่วทุกสารทิศมากที่สุด คือ ป้าย “เวรกรรมไม่ต้องรอชาติหน้า”

ผลที่เกิดขึ้น ณ สนามบินในวันนั้นคือ ปลายรองเท้าราคาแพงของนักการเมืองชื่อกระฉ่อนคนนั้น พุ่งเข้าใส่พี่น้องพันธมิตรฯ ของเรา ยังมีพิษไม่สิ้นฤทธิ์แม้เจ้าตัวแทบจะพยุงร่างกายไม่ไหวแล้วก็ตามที...เวรกรรมจริงๆ

ขณะที่หนี้เลือดกำลังรอคอยการชดใช้ เจ้าตัวผู้ก่อเวรกรรม กลับนอนนิ่งไม่ไหวติงในโรงพยาบาลใหญ่กลางกรุงเทพฯ ด้วยร่างกายผอมซูบแต่ท้องโตเพราะตับเสียขับของเสียไม่ได้แล้ว สมองไม่ทำงานแล้ว แต่ลมหายใจยังรวยริน ทุกข์-ทรมานกับโรคร้าย ที่กำลังกัดกินร่างกายและวิญญาณของเขา

สิ้นเดือนตุลาคมแล้ว ญาติพี่น้องหวังว่าจะสิ้นคำเสียดสี...เวรกรรมได้ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์เสียที...อโหสิอีกหน

อีกด้านหนึ่งของซีกโลก มีพันธมิตรฯ สายหมอเล่าว่า ชายอีกคนหนึ่งกำลังทนทุกข์อยู่กับโรคร้ายที่มาเยือนด้วยความปวดร้าว ปากคอของเขาที่เคยปลิ้นปล้อนกับคนไทย กำลังทำหน้าที่สามหาวพ่นใส่คณะแพทย์ และพยาบาลที่ถูกเงินฟาดหัวเพื่อไปผดุงรักษาชีวิตของเขาถึง “ดูไบ”

คำหนึ่งก็ไอ้พวกหมอเสื้อเหลือง อีกคำก็ก่นด่าว่า ไอ้หมอทรยศ

เพราะการรักษาไม่เป็นตามเป้าหมาย โรคร้ายจึงลุกลาม ปากคอเราะรายของเขาก็สาดใส่ว่า พวกหมอเสื้อเหลือง-ไร้จรรยา-กลั่นแกล้ง

ร้อนถึงเหล่าบริวารต้องตระเวนหาผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งถึงยุโรป พร้อมจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์บางอย่างถึงเยอรมนี ไปติดต่อหมอกี่รายต่อกี่รายก็ได้แต่หมอส่ายหัว ส่วนเครื่องมือแพทย์ที่ถมซื้อเข้าไปกลายเป็นเหล็กเย็นเจี๊ยบในห้องแอร์หรูหรา ...เวรกรรมไม่ต้องรอชาติหน้า - อย่างไร -โปรดติดตาม

แม้ใครต่อใครที่แห่กันไปเยี่ยมเยียนรีดไถ จะพากันบอกว่า ดูไบแข็งแรงไม่มีโรคร้ายมากล้ำกราย...ปากแข็ง

เพราะวงการแพทย์เขากระซิบกันปากต่อปากว่า อิริเดียมที่หมอใส่ไปในต่อมลูกหมากเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งโดยตรงนั้น เกิดแตกอยู่ภายใน นี่นับว่าเป็น 1 ในล้าน ที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้

เมื่อธาตุผลิตรังสีมีปัญหา ผลคือ เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และเม็ดเลือดขาว ปรวนแปร

ร้อนถึงหมอไทยใจแดงต้องกลับมาติดต่อซื้อเลือดไปแก้ไข แรกๆ ก็ดีขึ้น เติมเลือดไม่มากไม่มายแค่ 3 เดือนครั้ง ต่อมาการรักษาไม่ดีดังใจนึก หมอต้องย่นระยะเวลาเข้ามาอีก และเข้ามาอีก ซื้อมาซื้อไป ซื้อเร็วไปหน่อย เลยถูกจับได้ว่าเลือดบริจาคถูกซื้อไปใช้ในต่างแดน

ผิดกฎผิดระเบียบอย่างจัง เพราะเลือดมีไว้ใช้กับคนไข้ในประเทศ เท่าที่มียังน้อยไปด้วยซ้ำ จนบางครั้งแทบไม่พอใช้ ต้องเรียกบริจาคกันวุ่นวายให้พบเห็นอยู่ออกบ่อย

ทำไปทำมาหาเลือดใหม่ไปให้ไม่ได้ หมอเสื้อกราวด์แดงเลยออกไอเดียบรรเจิดให้เจาะเลือดจาก “ทาสในเรือนเบี้ย” ที่คอยมาแทะมารีดไถไม่เว้นแต่ละเดือนเอาเสียเลย

เข้าทำนองมึงสูบเลือดจากกูได้ ทำไมกูจะสูบกลับมาไม่ได้เล่า แต่เขาคงชะล่าใจ เพราะเลือดฟรีมีให้กับคนดี แต่กับคนอย่างนี้ “เลือดมีไว้ขาย” เท่านั้น

ดังนั้น กระบวนการสูบเลือดสูบเนื้อจากคนดูไบจึงยังดำเนินต่อไป กลายเป็นธุรกิจข้ามชาติที่ทำเงินให้ “ทาส” เป็นล่ำเป็นสัน โดยเฉพาะพวกกรุ๊ปเดียวกัน เหมือนได้โชคทองโดยไม่ต้องส่งซองมาม่าไปลุ้นรับ เพราะพี่แกเล่นเรียกค่าถ่ายเลือดเหมากรุ๊ปเที่ยวละ 1 ล้านบาท กรุ๊ปแรกเพิ่งผ่านไปหมาดๆ แบ่งกันกินกันใช้ ได้ตังค์กันมาหลายคนทีเดียว

กว่าจะหาย หรือตาย พี่ดูไบคงถูกไถหมดเนื้อหมดตัว...เวรกรรมไม่ต้องรอชาติหน้าจริงๆ

เหมือนๆ กับ “พี่จิ๋ว หวานเจี๊ยบ” ของเรานั่นไง คงจำกันได้ว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ล้วนผูกพันกันกับคำว่า สภาเปรซิเดียม และ กูไม่กลัวมึง นับตั้งแต่ปี 2525 เป็นต้นมา

เป็นที่รู้กันว่า ความคิดของอาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร อดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ส่งผ่านมาถึงพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธอย่างมากมาย โดยเฉพาะความคิดเรื่อง สภาเปรซิเดียม-ประธานาธิบดี และสถาบันกษัตริย์ที่จะมีบทบาทเสมอเพียง “สัญลักษณ์”

จนกระทั่งครั้งหนึ่ง อาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ก็เคยปริวิตก เฉกเช่น ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยกังขา กับสภาเปรซิเดียมที่พล.อ.ชวลิตนำเสนอว่า “แล้วจะเอาในหลวงไปไว้ที่ไหน”

ผลที่ตามมาในยุคนั้น คือ ทหารพรานและกองพลทหารราบที่ 9 ยกโขยงไปเขย่าประตูไม้หน้าบ้านซอยสวนพลู โดยมีประมุขของบ้านนั่งมองบนรถเข็นอย่างสงบอยู่หลังประตูไม้นั่น และวาทะคมคายยิ่งกว่าคมมีดก็กรีดลงกลางใจขงเบ้งแห่งกองทัพบกว่า “กูไม่กลัวมึง” คำคำนี้กึกก้องเกรียงไกรมาจนถึงทุกวันนี้

วันที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ออกศึกอีกหนในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย เท่ากับออกหน้าให้ทักษิณ ทั้งการชักศึกเขมรเข้าบ้าน การตระเวนลงใต้ และแนวคิดสถาปนา “รัฐปัตตานี” อาจจะต้องมีสุลต่าน และผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมต่อไป อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ ล้วนแต่เป็นเรื่องการเมืองสกปรกของคนโลภที่อยากกลับ “ครองเมือง” โดยไม่อินังขังขอบกับความพินาศฉิบหายของบ้านเมือง กะว่าถ้าไม่ได้ประเทศไทย เอารัฐปัตตานีก็ยังดี

สมแล้วที่บ้านสี่เสาฯ ถึงดักหน้าให้ระวังจะเข้าข่าย สมคบกันทรยศชาติ แล้วก็เห็นเป็นจริงในกาลนี้

ตบท้ายวันนี้ด้วยเรื่องจริงจากปักษ์ใต้ เพราะเพื่อนวงการทหารที่กำลังเดือดดาลบิ๊กจิ๋วลงใต้ เขาพูดกันขรมเรื่อง “เครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด” ราคา 8 แสนต่อเครื่อง ซึ่งกองทัพบกจัดซื้อผ่านไฮโซนักค้าอาวุธชื่อดังหลายร้อยเครื่อง เพื่อเอาไปใช้ในงานที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

เครื่องรุ่นนี้กองทัพอเมริกาเคยซื้อไปทดลองใช้ 10 เครื่อง ผลออกมาบ้อท่า ฝรั่งเขาเรียกเจ้าเครื่องนี้ว่า Christmas Toy กองทัพอเมริกาเลยแจ้งเอฟ บี ไอ จับคนขายเป็นข่าวออกครึกโครม
ส่วนกองทัพอังกฤษเคยมีจดหมายตอบกลับกรรมาธิการคณะหนึ่งในเมืองไทยเมื่อเร็วๆ นี้ว่า “เราไม่เคยซื้อของเล่นมาใช้ในกองทัพอังกฤษ”

แต่บ้านเรามันบ้าเงินคอมมิชชัน เลยจัดแจงซื้อมาใช้อย่างจริงจัง ผลออกมาคร่าชีวิตทหาร – พลเรือนตาย และบาดเจ็บไปไม่น้อย

เครื่องนี้ซี้ซั้วขนาดจับสัญญาณผิดพลาดมานับครั้งไม่ถ้วน วันดีคืนดีเครื่องชี้ไปบ้านใครก็ไม่รู้ ผู้คนถูกจับถูกขังโอดครวญกันระงม

นี่ทำท่าว่า คนบางคนในกองทัพที่หากินกับนายหน้านักค้าอาวุธ จะทำงบขอซื้ออีก 900 เครื่อง เป็นเงินกี่บาทคูณกันเอาเอง แต่เงินไม่สำคัญเท่าชีวิตพี่น้องทหารและเพื่อนร่วมชาติ ที่ตายและเจ็บรวมถึงทำเอาประชาชนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ติดคุกติดตารางกับเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดไม่มีคุณภาพ

แล้วเครื่องเดียวกันนี้ละ ทหารไทยทางใต้ของเราขนานนามมันว่า ฟัคกิ้ง โกลบอล ทอย.

ข่าวล่าสุด ในหมวด

ต้านคนชั่วแบ่งแยกแผ่นดิน
สี่เหลี่ยมด้านคูณด้าน
นั่งร้านปากพล่อย
สัญญาณพิเศษกว่า
คำพิพากษาจากสวรรค์

เครื่องมือจัดการเว็บ

ส่งบทความนี้ต่อ

พิมพ์หน้านี้

ข่าวที่มีผู้ส่งมากที่สุด

จำนวนคนอ่าน 541 คน จำนวนคนโหวต 4 คน
คุณคิดอย่างไรกับการนำเสนอข่าว/บทความนี้

ควรปรับปรุง ดีมาก
1 2 3 4 5

1 2 3 4 5

ความคิดเห็นที่ 2 +1

ข่าวลึกแบบนี้ มีเสนอได้คนเดียว หนึ่งเดียวจริงๆ คือเธอเท่านั้น.. อัญชะลี ไพรีรัก

ขอคารวะ ยอดหญิง
รอวันอวสานต์คนชั่ว

ความคิดเห็นที่ 1 +4

ถ้าข่าวเรื่องที่มีการแอบเอาเลือดที่ชาวบ้านเขาบริจาค
ไปให้ นายแม้ว หมากมะเร็ง เป็นจริง ศูนย์โลหิตแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องชี้แจงให้กระจ่าง
ผมบริจาคเลือดมา 54 ครั้งแล้ว จำได้ไม่ลืมว่าการ
บริจาคครั้งแรกนั้น เป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จ
พระเทพฯ 2 เมษา และตั้งแต่นั้นก็บริจาคเรื่อยมามิได้
ขาด และตั้งใจว่าจะบริจาคจนถึงอายุ 60 ปี ตามเกณฑ์
ที่ทางศูนย์โลหิตแห่งชาติกำหนด เพื่อเป็นการช่วย
เหลือเพื่อนมนุษย์ยามเจ็บป่วย ไม่เคยคิดขายเลือดกิน
ถึงแม้ไม่รวยแต่ก็พอใจในอัตภาพ หารใครก็ตามที่เอา
เลือดของชาวบ้านไปเหมือนลักษณะขโมย ไปให้นาย
แม้ว หมากมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็นเลือดผม หรือท่านผู้
บริจาคท่านอื่นๆ ผมโกรธจริงๆด้วย ผับผ่าซี ว่ะ
โกรธนะ ซิบอกให้

ต้านคนชั่วแบ่งแยกแผ่นดิน โดย

ต้านคนชั่วแบ่งแยกแผ่นดิน

โดย อัญชะลี ไพรีรัก 4 พฤศจิกายน 2552 15:56 น.

ช่วงนี้เที่ยววุ่นวายไปช่วยพี่น้อง “การรถไฟฯ” กับ “มาบตาพุด” ต่อสู้กับความอยุติธรรม และช่วยพันธมิตรฯ ผู้หญิงจัดงาน “ร้อยบุปผาบานสะพรั่ง ร้อยพลังผู้หญิงไทยสู่การเมืองใหม่” เลยได้พบได้เห็นได้ยินแต่เรื่องน่าเขียนทั้งนั้น

คงจำกันได้ว่า พี่น้องพันธมิตรฯ แห่งเมืองดัลลัส เท็กซัส กลุ่มหนึ่งที่ไปรอรับนักการเมืองคนที่คุณก็รู้ว่าเขาเป็นใคร ที่สนามบินดัลลัส ในวันที่เขาโผเผไปหาหมอรักษามะเร็งที่ศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง

พี่น้องของเรากลุ่มนี้ได้ชูป้ายต่อต้านเขาหลายป้าย หนึ่งในนั้นที่โดนใจพันธมิตรฯทั่วทุกสารทิศมากที่สุด คือ ป้าย “เวรกรรมไม่ต้องรอชาติหน้า”

ผลที่เกิดขึ้น ณ สนามบินในวันนั้นคือ ปลายรองเท้าราคาแพงของนักการเมืองชื่อกระฉ่อนคนนั้น พุ่งเข้าใส่พี่น้องพันธมิตรฯ ของเรา ยังมีพิษไม่สิ้นฤทธิ์แม้เจ้าตัวแทบจะพยุงร่างกายไม่ไหวแล้วก็ตามที...เวรกรรมจริงๆ

ขณะที่หนี้เลือดกำลังรอคอยการชดใช้ เจ้าตัวผู้ก่อเวรกรรม กลับนอนนิ่งไม่ไหวติงในโรงพยาบาลใหญ่กลางกรุงเทพฯ ด้วยร่างกายผอมซูบแต่ท้องโตเพราะตับเสียขับของเสียไม่ได้แล้ว สมองไม่ทำงานแล้ว แต่ลมหายใจยังรวยริน ทุกข์-ทรมานกับโรคร้าย ที่กำลังกัดกินร่างกายและวิญญาณของเขา

สิ้นเดือนตุลาคมแล้ว ญาติพี่น้องหวังว่าจะสิ้นคำเสียดสี...เวรกรรมได้ทำหน้าที่อย่างซื่อสัตย์เสียที...อโหสิอีกหน

อีกด้านหนึ่งของซีกโลก มีพันธมิตรฯ สายหมอเล่าว่า ชายอีกคนหนึ่งกำลังทนทุกข์อยู่กับโรคร้ายที่มาเยือนด้วยความปวดร้าว ปากคอของเขาที่เคยปลิ้นปล้อนกับคนไทย กำลังทำหน้าที่สามหาวพ่นใส่คณะแพทย์ และพยาบาลที่ถูกเงินฟาดหัวเพื่อไปผดุงรักษาชีวิตของเขาถึง “ดูไบ”

คำหนึ่งก็ไอ้พวกหมอเสื้อเหลือง อีกคำก็ก่นด่าว่า ไอ้หมอทรยศ

เพราะการรักษาไม่เป็นตามเป้าหมาย โรคร้ายจึงลุกลาม ปากคอเราะรายของเขาก็สาดใส่ว่า พวกหมอเสื้อเหลือง-ไร้จรรยา-กลั่นแกล้ง

ร้อนถึงเหล่าบริวารต้องตระเวนหาผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งถึงยุโรป พร้อมจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์บางอย่างถึงเยอรมนี ไปติดต่อหมอกี่รายต่อกี่รายก็ได้แต่หมอส่ายหัว ส่วนเครื่องมือแพทย์ที่ถมซื้อเข้าไปกลายเป็นเหล็กเย็นเจี๊ยบในห้องแอร์หรูหรา ...เวรกรรมไม่ต้องรอชาติหน้า - อย่างไร -โปรดติดตาม

แม้ใครต่อใครที่แห่กันไปเยี่ยมเยียนรีดไถ จะพากันบอกว่า ดูไบแข็งแรงไม่มีโรคร้ายมากล้ำกราย...ปากแข็ง

เพราะวงการแพทย์เขากระซิบกันปากต่อปากว่า อิริเดียมที่หมอใส่ไปในต่อมลูกหมากเพื่อฆ่าเซลล์มะเร็งโดยตรงนั้น เกิดแตกอยู่ภายใน นี่นับว่าเป็น 1 ในล้าน ที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้

เมื่อธาตุผลิตรังสีมีปัญหา ผลคือ เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และเม็ดเลือดขาว ปรวนแปร

ร้อนถึงหมอไทยใจแดงต้องกลับมาติดต่อซื้อเลือดไปแก้ไข แรกๆ ก็ดีขึ้น เติมเลือดไม่มากไม่มายแค่ 3 เดือนครั้ง ต่อมาการรักษาไม่ดีดังใจนึก หมอต้องย่นระยะเวลาเข้ามาอีก และเข้ามาอีก ซื้อมาซื้อไป ซื้อเร็วไปหน่อย เลยถูกจับได้ว่าเลือดบริจาคถูกซื้อไปใช้ในต่างแดน

ผิดกฎผิดระเบียบอย่างจัง เพราะเลือดมีไว้ใช้กับคนไข้ในประเทศ เท่าที่มียังน้อยไปด้วยซ้ำ จนบางครั้งแทบไม่พอใช้ ต้องเรียกบริจาคกันวุ่นวายให้พบเห็นอยู่ออกบ่อย

ทำไปทำมาหาเลือดใหม่ไปให้ไม่ได้ หมอเสื้อกราวด์แดงเลยออกไอเดียบรรเจิดให้เจาะเลือดจาก “ทาสในเรือนเบี้ย” ที่คอยมาแทะมารีดไถไม่เว้นแต่ละเดือนเอาเสียเลย

เข้าทำนองมึงสูบเลือดจากกูได้ ทำไมกูจะสูบกลับมาไม่ได้เล่า แต่เขาคงชะล่าใจ เพราะเลือดฟรีมีให้กับคนดี แต่กับคนอย่างนี้ “เลือดมีไว้ขาย” เท่านั้น

ดังนั้น กระบวนการสูบเลือดสูบเนื้อจากคนดูไบจึงยังดำเนินต่อไป กลายเป็นธุรกิจข้ามชาติที่ทำเงินให้ “ทาส” เป็นล่ำเป็นสัน โดยเฉพาะพวกกรุ๊ปเดียวกัน เหมือนได้โชคทองโดยไม่ต้องส่งซองมาม่าไปลุ้นรับ เพราะพี่แกเล่นเรียกค่าถ่ายเลือดเหมากรุ๊ปเที่ยวละ 1 ล้านบาท กรุ๊ปแรกเพิ่งผ่านไปหมาดๆ แบ่งกันกินกันใช้ ได้ตังค์กันมาหลายคนทีเดียว

กว่าจะหาย หรือตาย พี่ดูไบคงถูกไถหมดเนื้อหมดตัว...เวรกรรมไม่ต้องรอชาติหน้าจริงๆ

เหมือนๆ กับ “พี่จิ๋ว หวานเจี๊ยบ” ของเรานั่นไง คงจำกันได้ว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ล้วนผูกพันกันกับคำว่า สภาเปรซิเดียม และ กูไม่กลัวมึง นับตั้งแต่ปี 2525 เป็นต้นมา

เป็นที่รู้กันว่า ความคิดของอาจารย์ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร อดีตสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ส่งผ่านมาถึงพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธอย่างมากมาย โดยเฉพาะความคิดเรื่อง สภาเปรซิเดียม-ประธานาธิบดี และสถาบันกษัตริย์ที่จะมีบทบาทเสมอเพียง “สัญลักษณ์”

จนกระทั่งครั้งหนึ่ง อาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ก็เคยปริวิตก เฉกเช่น ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยกังขา กับสภาเปรซิเดียมที่พล.อ.ชวลิตนำเสนอว่า “แล้วจะเอาในหลวงไปไว้ที่ไหน”

ผลที่ตามมาในยุคนั้น คือ ทหารพรานและกองพลทหารราบที่ 9 ยกโขยงไปเขย่าประตูไม้หน้าบ้านซอยสวนพลู โดยมีประมุขของบ้านนั่งมองบนรถเข็นอย่างสงบอยู่หลังประตูไม้นั่น และวาทะคมคายยิ่งกว่าคมมีดก็กรีดลงกลางใจขงเบ้งแห่งกองทัพบกว่า “กูไม่กลัวมึง” คำคำนี้กึกก้องเกรียงไกรมาจนถึงทุกวันนี้

วันที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ออกศึกอีกหนในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย เท่ากับออกหน้าให้ทักษิณ ทั้งการชักศึกเขมรเข้าบ้าน การตระเวนลงใต้ และแนวคิดสถาปนา “รัฐปัตตานี” อาจจะต้องมีสุลต่าน และผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมต่อไป อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ ล้วนแต่เป็นเรื่องการเมืองสกปรกของคนโลภที่อยากกลับ “ครองเมือง” โดยไม่อินังขังขอบกับความพินาศฉิบหายของบ้านเมือง กะว่าถ้าไม่ได้ประเทศไทย เอารัฐปัตตานีก็ยังดี

สมแล้วที่บ้านสี่เสาฯ ถึงดักหน้าให้ระวังจะเข้าข่าย สมคบกันทรยศชาติ แล้วก็เห็นเป็นจริงในกาลนี้

ตบท้ายวันนี้ด้วยเรื่องจริงจากปักษ์ใต้ เพราะเพื่อนวงการทหารที่กำลังเดือดดาลบิ๊กจิ๋วลงใต้ เขาพูดกันขรมเรื่อง “เครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด” ราคา 8 แสนต่อเครื่อง ซึ่งกองทัพบกจัดซื้อผ่านไฮโซนักค้าอาวุธชื่อดังหลายร้อยเครื่อง เพื่อเอาไปใช้ในงานที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

เครื่องรุ่นนี้กองทัพอเมริกาเคยซื้อไปทดลองใช้ 10 เครื่อง ผลออกมาบ้อท่า ฝรั่งเขาเรียกเจ้าเครื่องนี้ว่า Christmas Toy กองทัพอเมริกาเลยแจ้งเอฟ บี ไอ จับคนขายเป็นข่าวออกครึกโครม
ส่วนกองทัพอังกฤษเคยมีจดหมายตอบกลับกรรมาธิการคณะหนึ่งในเมืองไทยเมื่อเร็วๆ นี้ว่า “เราไม่เคยซื้อของเล่นมาใช้ในกองทัพอังกฤษ”

แต่บ้านเรามันบ้าเงินคอมมิชชัน เลยจัดแจงซื้อมาใช้อย่างจริงจัง ผลออกมาคร่าชีวิตทหาร – พลเรือนตาย และบาดเจ็บไปไม่น้อย

เครื่องนี้ซี้ซั้วขนาดจับสัญญาณผิดพลาดมานับครั้งไม่ถ้วน วันดีคืนดีเครื่องชี้ไปบ้านใครก็ไม่รู้ ผู้คนถูกจับถูกขังโอดครวญกันระงม

นี่ทำท่าว่า คนบางคนในกองทัพที่หากินกับนายหน้านักค้าอาวุธ จะทำงบขอซื้ออีก 900 เครื่อง เป็นเงินกี่บาทคูณกันเอาเอง แต่เงินไม่สำคัญเท่าชีวิตพี่น้องทหารและเพื่อนร่วมชาติ ที่ตายและเจ็บรวมถึงทำเอาประชาชนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ติดคุกติดตารางกับเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดไม่มีคุณภาพ

แล้วเครื่องเดียวกันนี้ละ ทหารไทยทางใต้ของเราขนานนามมันว่า ฟัคกิ้ง โกลบอล ทอย.

ความคิดเห็นที่ 2 +1

ข่าวลึกแบบนี้ มีเสนอได้คนเดียว หนึ่งเดียวจริงๆ คือเธอเท่านั้น.. อัญชะลี ไพรีรัก

ขอคารวะ ยอดหญิง
รอวันอวสานต์คนชั่ว

ความคิดเห็นที่ 1 +4

ถ้าข่าวเรื่องที่มีการแอบเอาเลือดที่ชาวบ้านเขาบริจาค
ไปให้ นายแม้ว หมากมะเร็ง เป็นจริง ศูนย์โลหิตแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องชี้แจงให้กระจ่าง
ผมบริจาคเลือดมา 54 ครั้งแล้ว จำได้ไม่ลืมว่าการ
บริจาคครั้งแรกนั้น เป็นวันพระราชสมภพของสมเด็จ
พระเทพฯ 2 เมษา และตั้งแต่นั้นก็บริจาคเรื่อยมามิได้
ขาด และตั้งใจว่าจะบริจาคจนถึงอายุ 60 ปี ตามเกณฑ์
ที่ทางศูนย์โลหิตแห่งชาติกำหนด เพื่อเป็นการช่วย
เหลือเพื่อนมนุษย์ยามเจ็บป่วย ไม่เคยคิดขายเลือดกิน
ถึงแม้ไม่รวยแต่ก็พอใจในอัตภาพ หารใครก็ตามที่เอา
เลือดของชาวบ้านไปเหมือนลักษณะขโมย ไปให้นาย
แม้ว หมากมะเร็ง ไม่ว่าจะเป็นเลือดผม หรือท่านผู้
บริจาคท่านอื่นๆ ผมโกรธจริงๆด้วย ผับผ่าซี ว่ะ
โกรธนะ ซิบอกให้

เสียเวลาอ่าน2นาทีจึงรู้ว่าเป็

เสียเวลาอ่าน2นาทีจึงรู้ว่าเป็นของนางปากเน่า

เข้ามาเช็คหน่อย

เข้ามาเช็คหน่อย มีกะหรี่หอยแห้งหลงกลเข้ามาให้กูด่า

มึงไม่รู้รึ เวปนี้ไม่มีอะไรมีค่าพอให้แลกเปลี่ยนความคิด นอกจากพวกแดงแบบมึงยกยอกันเองหรือให้ข่าวที่บิดเบือน

ตลอดเวลา ป่านนี้แล้วหลายสิ่งหลายอย่างก็พิสูจน์ตัวมันเอง หากรู้จักคิดซักนิด มึงก็คงเลิกใส่เสื้อแดงไปนานแล้ว

กูเข้ามายุให้พวกมึงออกไปเยอะๆ ที่ไอ้หัวขวดมันจะเรียกระดมควายอีกที กูอยากเห็นพวกมึง

พ่ายแพ้อีก เพราะสิ่งที่มึงเรียกร้องนั้นมันไม่ได้ทำเพื่อประเทศชาติ พวกมึงทำเพื่อพ่อแม้วของมึงเท่านั้น

มึงล่ะเคยออกมาบ้างหรือเปล่า หรือปากดีเฉพาะในนี้ พวกเยอะนี่ มึงไปเก่งที่ทำเนียบเหอะ อยากรู้คนประเภทมึง

มันจะมีมากแค่ไหน อย่าปอดแหกอ้างโน่นอ้างนี่ล่ะ

จะบอกให้กูอยากเห็นพวกมึงเจ็บตายมากๆ ดูซิไอ้แม้วมันจะได้กลับมามั๊ย และคนทั่วไปจะชมหรือด่าพวกมึง

ส่วนกู ไม่ชมไม่ด่า แต่จะถุยน้ำลายใส่ศพพวกมึง ไอ้พวกทำลายชาติ ยังไม่รู้ตัวอีก อีกะหรี่หอยเน่า

นอนเมาอยู่กับแม่มึงนะซิ อีกะห

นอนเมาอยู่กับแม่มึงนะซิ

อีกะหรี่หอยเน่า

อัญชลีปากตะไกต่างหาก

อัญชลีปากตะไกต่างหาก คนนี้อย่าลบหลู่นะโว้ย กูโคตรรักเลย

อีดา โดนตอปิโด ไม่ใช่เหรอที่ปากเน่าน่ะ พูดออกมาแต่ละคำมีแต่ขี้

อ่านแล้วก็เอาไปคิดบ้าง

อ่านแล้วก็เอาไปคิดบ้าง อัญชลีเขาให้แต่ข้อมูลที่เป็นจริง ไม่เหมือนอีดา หรือไอ้ตุ๊ดตู่ของพวกมึงหรอก

สงสัยมึงจะคิดไม่ออกนะซิ

ไอ้ปู่

ไอ้ปู่ คิดอันนวย

มึงเสือกไม่แจ้งชื่อ นึกเหรอว่าเขาสืบจับไม่ได้ มึงสงสัยจะอยู่ในแบรคลีสพวกปล่อยข่าว

ที่เขาตามจับอยู่มั้ง เลยไม่แจ้งชื่อ ให้กูจำ IP กูขี้เกียจจำ ด่ากราดแม่งไปหมดแหละ

อย่าลืมทำตามที่กูบอกนะ งานนี้เลือดแน่ๆ

เมื่อไหร่จะถึงซะที กูจะทนรอไม่ไหวแล้ว ไม่ชนะไม่เลิก ไม่ตายไม่หยุด

กูยืนแถวสองคอยซ้ำเอง ไม่ต้องห่วง

อ่านแล้วโกรธ คับแค้น

อ่านแล้วโกรธ คับแค้น อยากจะอาเจียนให้กับ...
ไม่นึกเลยว่าประเทศนี้จะLow ได้ถึงขนาดนี้

เบื่อพวกมรึงว่ะ

เบื่อพวกมรึงว่ะ พวกมรึงเคยไปรบกับพม่าไหมว่ะ กรุก็ไม่เคย แต่ ร.1 เคย ร.1 เป็นใคร มรึงไม่รู้เพรอ เป็นทวดของทวดในหลวง
แล้วพวกมรึงรู้จัก ร.5 ไหม คงไม่เคยใช่ไหม เป็นปู่ไง มรึงรู้จักคำว่า มหาราชไหม ไม่เคยซินะ รู้จักบุญคุณไหม คงไม่รู้จักกันอีก แล้วจะบอกจะสอนจะทำอะไรเพื่อพวงมรึงได้เหรอ

อ่านจนจบทุกความคิดเห็นแล้วปวด

อ่านจนจบทุกความคิดเห็นแล้วปวดหัวมากค่ะ และก็โตเป็นผู้ใหญ่กันทั้งนั้นเป็นคนมีความรู้สูง ทำไมไม่เอาวิชาความรู้ที่มีไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์ สร้างสรร กันค่ะ ชีวิตคนเรามันสั้นนักบางคนออกจากบ้านตอนเช้าไปทำงาน แต่ตอนเย็นอาจจะกลับไม่ถึงบ้านก็มาให้เห็นเยอะไปตามข่าวหนังสือพิมพ์ ปล่อยวางซะบางชีวิตคุณก็จะมีความสุขมากขึ้นแม้ความเห็นจะไม่ตรงกัน แต่ก็ไม่ควรทะเลาะกันอย่างกับเป็นศัตรูกันมาสิบชาติอย่างนี้ หันมารักกันดีกว่าเพื่อประเทศไทยเราพวกเราทุกคนจะได้อยู่เป็นไทยไปชั่วลูกชั่วหลานนะคะ พวกคุณทั้งหลายที่บอกว่ารักความถูกต้องรักเสรีรักประชาธิไตยแบบต่างประเทศ แต่พวกคุณยังปฏิบัติตามกฏหมายบ้านเมืองของประเทศไม่ได้กันเลยเอากฏหมายง่ายๆ ก็แล้วกันนะคะ แค่กฏจารจรนี้แหละ มีใครบางไม่เคยต่อรองกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และตำรวจไทยก็ใจดีเสียด้วยจริงไหมค่ะ เพราะฉะนั้นรักกันไว้เถอะเราเกิดร่วมแดนไทยค่ะ รักทุกคน

ดวง, หนูแดงนี่ปั่นชัดๆ IP

ดวง, หนูแดงนี่ปั่นชัดๆ IP เดียวกันเรย (ช่างเหอะ ไม่ได้ใส่ใจ)
----------------------------------------------------------

ความคิดที่ว่า "ไม่เดือดร้อน, พระองค์ทรงทำดีมามากแล้ว, บรรพบุรุษสู้กับศัตรู, ฯลฯ" นั้นคือ สิ่งที่ผมพยายามสื่อว่ามันคือ Myth (มายา) และ "ระบบความรุนแรงที่กฏหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ได้ก่อขึ้นครับ"

- บรรพบุรุษพระองค์ (ร.1) สู้กับพม่า...แล้วไงครับ? แล้วไพร่เรือนหมื่น เรือนแสนที่ไปรบ "เช่นเดียวกัน" ก็ "คน" เหมือนกันครับ

- ทำดีมามากแล้ว...จริงครับ...แต่นั่นคือ การพูดแบบ "พูดได้ด้านเดียว ไม่อนุญาตให้พูดอีกด้าน" ครับ

- การรู้สึกไม่เดือดร้อนนั้นเพราะเกิดความ "คุ้นเคย ชาชินต่อระบบการกดขี่ทางอำนาจ และชนชั้นเชิงบังคับ" ครับ

ทั้งหมดนี้ผมได้อธิบายในบทความหมดแล้ว หากจะเถียงก็เถียง "ด้วยประเด็น, เหตุผล และหลักการ" เถิดครับ ไม่ใช่แถแบบไม่ได้ใช้สมองนักแบบนี้

ด้วยความเคารพ

งงงงงง

งงงงงง

ทำไมๆ ถึงโง่กันแบบนี้

ทำไมๆ ถึงโง่กันแบบนี้

ไม่เห็นมีใครดีสักคน

ไม่เห็นมีใครดีสักคน

คำก็อี สองคำก็อี

คำก็อี สองคำก็อี แค่วาจาที่เอ่ยมาก็หมดความนับถือแล้ว ไม่เชื่อคำพูดของคนพรรนี้หรอก

ก็ไม่เห็นมีใครอยากแลกเปลี่ยนค

ก็ไม่เห็นมีใครอยากแลกเปลี่ยนความคิดกับคนอย่างคุณหรอกค่ะ ออกไปอยู่ในโลกแห่งใต้ตีนใต้เท้าของคุณเถอะค่ะ

อยากให้ความจริงตั้งแต่สมัย

อยากให้ความจริงตั้งแต่สมัย ร.8 และก่อนหน้านั้นถูกเปิดเผยจริงๆ อยากรู้นักว่าจะกราบตีนใครลงอีกมั๊ย

บอกไม่สนใจ ไม่สนใจ

บอกไม่สนใจ ไม่สนใจ ก็เห็นมาเม้นท์ตลอดแหละ

ระวัง ความคิดเห็นล่อเป้า นะคะ

ระวัง ความคิดเห็นล่อเป้า นะคะ ในนี้มีสายของทางการ มาล่อเป้าด้วยคำพูดกวนตรีน หวังจะให้เราตอบโต้ แล้วจับคดีหมิ่นฯนะ ทางที่ดีไม่ต้องไปสนใจและอย่าตอบโต้ ให้มันล่อแหลมนัก

หมดฝนแล้ว ได้เวลาควายรับJob

หมดฝนแล้ว ได้เวลาควายรับJob

มึงนึกว่ากูอยากเสวนากับพวกมึง

มึงนึกว่ากูอยากเสวนากับพวกมึงเหรอ มึงนี่ควายตัวเมียจริงๆ

กูเข้ามาด่าไอ้คนที่ทำร้ายประเทศตังหากโว้ย อีควาย

ยังไงกูก็ไม่ไปกราบตีนพ่อแม้วข

ยังไงกูก็ไม่ไปกราบตีนพ่อแม้วของมึงหรอกอีควาย

ไอ้ตู่มันกะลังระดมพวกควายๆแบบมึงก็ออกมานะโว้ย

อย่าหลงฝูง จะได้ต้อนไปอยู่กับไอ้ฮุนเซนมันทีเดียว

ไอ้พวกทำลายชาติ

ไม่ได้เม้นท์โว้ย กูกะลังด่าพว

ไม่ได้เม้นท์โว้ย

กูกะลังด่าพวกมึงไม่เห็นรึ

อีควาย

เหรอ

เหรอ มึงเพิ่งรู้เหรอ

เขาเก็บไว้หมดแหละ อีกระบือ

พ่อท่านไม่ว่าอะไรหรอก

พ่อท่านไม่ว่าอะไรหรอก ท่านก็รักลูกๆของท่านเหมือนกันรวมทั้งคุณด้วย

แต่พวกเราต่างหากที่ไม่ยอมให้ใครไปรังแกท่านได้ ไม่มีวันยอมเด็ดขาด ลองดู

ขอโทษที่ต้องให้คุณมาอ่านคำไม่

ขอโทษที่ต้องให้คุณมาอ่านคำไม่สุภาพของผม

เมื่อก่อนผมก็เหมือนกับคุณนั่นแหละ อยากให้คนไทยรักกัน

แต่พวกนี้พยายามทำร้ายประเทศชาติเพื่อพ่อแม้วของมันคนเดียว

ถ้าจะให้รักคนพวกนี้ ผมขอเลือกรักชาติดีกว่า

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน