6 ตุลาคม 2519 กับสถาบันเผด็จการ

 

ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>
 
วันที่ 6 ตุลาคม 2519 คือวันแห่งการทำลายล้างระบอบประชาธิปไตย โดยการป้ายสีว่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้แสดงละครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งต่อมาได้รับการพิสูจน์ว่า ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด แต่นับแต่วันนั้นประชาธิปไตย ก็ถูกทำลายล้างไประยะหนึ่ง
 
 
คือแผนการล้อมปราบ
เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 อาจมองได้ในหลายแง่มุมจากจุดยืนที่แตกต่างกัน หรือมองจากคนอยู่ในเหตุการณ์หรือแบบคนนอก แต่ที่แน่นอนก็คือเหตุการณ์นี้คือปรากฏการณ์รวบยอดของการล้อมปราบฝ่ายนิยมประชาธิปไตย อันเป็นภัยต่อความมั่นคงของสถาบันเผด็จการ ด้วยการป้ายสีว่ามีการแสดงละครหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในการชุมนุมวันที่ 4 ตุลาคม 2519 ในวันนั้นผมดูการแสดงดังกล่าวอยู่ด้วย ไม่มีใครคิดเลยว่าเป็นการหมิ่นฯ ละครดังกล่าวทำขึ้นเพื่อประท้วงกรณีที่ประชาชน 2 คนถูกฆ่าและแขวนคอขณะออกแจกใบปลิวต่อต้านจอมพลถนอมต่างหาก
 
ผมเชื่อว่าการปลุกระดมนี้ไม่ได้มุ่งหวังให้ประชาชนทั่วไปคลั่งเพื่อฆ่าฟันประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง แต่เพื่อการปรามไม่ให้ประชาชนทั่วไปสนับสนุนหรือเข้าร่วมกับกลุ่มประชาชนที่ชุมนุมอยู่ และเมื่อสถานการณ์สุกงอม เผด็จการจึงสามารถส่ง “หน่วยพิฆาต” ไปแสดงละครแห่งความโหดเหี้ยมจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก นี่แสดงถึงภัยร้ายของการใช้สื่อสารมวลชนเพื่อโหมปลุกระดมสร้างเงื่อนไขปราบปรามประชาชน
 
เหตุการณ์ในลักษณะนี้ได้ถูกนำมาใช้อีกครั้งหนึ่งกับกรณีการล้อมปราบประชาชนฝ่ายเสื้อแดง เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2552  โดยรัฐบาลใช้สื่อของรัฐและสื่อมวลชนต่าง ๆ ปูพรมสร้างภาพให้คนเสื้อแดง กลายเป็นโจรร้ายในสายตาของประชาชน เพื่อสร้างเงื่อนไขในการล้อมปราบ ผมก็ไม่เคยไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง แต่เหตุการณ์ 13 เมษายน 2552 ก็คือกลเม็ดเดียวกับที่ใช้กับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งคนที่ใช้ก็คงเป็นเผด็จการกลุ่มเดียวกัน
 
 
ทำไมจึงทำลายล้างประชาธิปไตย
บางท่านอาจเห็นว่าในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เผด็จการต้องการปราบปรามแนวคิดสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่คอมมิวนิสต์ก็คือกลุ่มประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน เพราะคอมมิวนิสต์หมายถึงเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพ ซึ่งก็หมายถึงเสียงส่วนใหญ่ของประเทศที่เป็นคนระดับล่างนั่นเอง <3> ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า ฝ่ายเผด็จการต้องการปราบปรามผู้นิยมในประชาธิปไตยที่ขัดขวางการกุมอำนาจและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของเผด็จการเป็นสำคัญ
 
คำว่าประชาธิปไตยตามบัญญัติของราชบัณฑิตยสถานหมายถึง “ระบอบการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่, การถือเสียงข้างมากเป็นใหญ่” <4> ถ้าเรายึดถือตามนี้ ก็แสดงว่า เสียงส่วนใหญ่มีความสำคัญกว่าเสียงของคนมีอภิสิทธิ์ เช่น ผู้มีสกุลรุนชาติ คนมีการศึกษา หรือคนมีฐานะดีซึ่งเป็นคนส่วนน้อย ในประเทศไทย บุคคลผู้มีอภิสิทธิ์เหล่านี้ทำใจไม่ได้ที่จะให้ประชาชนส่วนใหญ่มีสิทธิมีเสียงเท่าตน จึงเข้าทำการปราบปรามเพื่อรักษาอภิสิทธิ์ของสถาบันเผด็จการหรือกลุ่มของตนเองไว้
 
 
สถาบันเผด็จการ
บางคนงงว่า ทำไมเผด็จการมีมากมาย ไม่สูญพันธุ์ ตั้งแต่เผด็จการจอมพลแปลก เผด็จการจอมพลถนอม – จอมพลประภาส เผด็จการ รสช. เผด็จการ คมช. เป็นต้น แสดงว่ายังไง ๆ เราก็ไม่อาจปราบเผด็จการให้หมดสิ้นไปจากแผ่นดินไทยหรือไร ความจริงที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือ เผด็จการนั้นมีสถานะเป็นสถาบัน ไม่ใช่ตัวบุคคล ถ้าเราคงเงื่อนไขของสถาบันเผด็จการไว้ เผด็จการก็ยังอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนตัวละครหรือม้าใช้ที่อยู่หน้าฉากเท่านั้น
 
เงื่อนไขของสถาบันเผด็จการก็คือ การมีอภิสิทธิ์เหนือประชาชนทั่วไป การกอบโกยทรัพยากรของชาติสำหรับประโยชน์เฉพาะกลุ่ม การเอื้อประโยชน์ด้วยระบบอุปถัมภ์-ผลประโยชน์ต่างตอบแทน การขาดการตรวจสอบจากองค์กรอิสระของรัฐหรือจากสังคมทั่วไป และการมีบุคคลผู้ทรงอิทธิพลหนุนหลังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายได้โดยที่ประชาชนไม่อาจขัดขืนหรือถูกโฆษณาชวนเชื่อให้ไม่ขัดขวางไว้ล่วงหน้าแล้ว
 
 
ทำไมจึงต้องขจัดเผด็จการ
เผด็จการคือผู้ละเมิดกฎหมาย ทำลายหลักกฎหมายด้วยการก่อรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญ และมุ่งสืบทอดอำนาจ (เป็นช่วงที่กลายสภาพเป็นทรราช) ซึ่งมีให้เห็นอยู่ทั่วไปในประวัติศาสตร์ สาเหตุที่จำเป็นต้องต่อสู้กับเผด็จการก็เพราะส่วนมากเผด็จการไม่ยินดีลงจากอำนาจด้วยความเต็มใจ ซึ่งคงเป็นเพราะความเคยชินกับการได้เปรียบประชาชนส่วนรวม
 
โดยที่เผด็จการสามารถปล้นชิงงบประมาณแผ่นดินมาให้อามิสลาภยศต่อผู้ที่ยอมเป็นเครื่องมือของตน ดังนั้นผู้ที่คิดจะต่อสู้กับเผด็จการ จึงต้องไม่เห็นแก่สิ่งเหล่านี้ อย่างไรก็ตามก็จะยังมีผู้พร้อม “พายเรือให้โจรนั่ง” หรือหวังว่าตนเองจะสามารถสร้างสรรค์สิ่งดีงามบางประการใต้เงาเผด็จการได้ ดังนั้นการสมประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่ายเช่นนี้ จึงทำให้สถาบันเผด็จการยืดอายุขัยของตนออกไปได้เรื่อย ๆ และอยู่ขูดรีดประชาชนมาหลายสิบปีจนถึงวันนี้
 
ประเทศเผด็จการนั้นมักไม่เจริญ ดูอย่างพม่าที่มีทรัพยากรมหาศาลไม่แพ้ไทย กลับเสื่อมทรุด ประชาชนอดอยาก ความจริงประชาชนพม่ากับประชาชนไทยคงทำงานได้ผลผลิตไม่ต่างกันนัก แต่ถูกเผด็จการขูดรีดไปมากกว่า ในยุคต้นของเผด็จการอาจดูคล้ายเจริญขึ้นในระดับหนึ่ง ด้วยมีอำนาจเบ็ดเสร็จ สั่งการได้รวดเร็ว แต่พอนาน ๆ เข้า ด้วยอำนาจที่ไร้การตรวจสอบ การฉ้อราษฎร์บังหลวงก็พอกพูน ทำให้ประเทศเสื่อมทรุด ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าเกาหลีใต้หลังยุคปักจุงฮี ฟิลิปปินส์หลังยุคมากอส ไทยหลังยุคจอมพลถนอม จึงเจริญรุ่งเรืองกว่าแต่ก่อน
 
 
ถอดชนวนเผด็จการ
เราอาจเรียนรู้จากเพื่อนบ้าน ที่อินเดียและศรีลังกา เขา “ขุน” ทหารไว้ป้องกันประเทศ ทหารจะได้รับการดูแลอย่างดี ไม่ต้องแสวงหาลาภยศทางอื่น ทหารแทบไม่เคยถูกเรียกใช้ในทางอื่น ยกเว้นกรณีพิบัติภัย เขายังไม่มีการเกณฑ์ทหาร จึงไม่มี “ไอ้เณร” ไว้ให้ใช้ตรึงกำลังระหว่างทำรัฐประหาร ทหารเป็นอาชีพอย่างหนึ่งเหมือนข้าราชการอื่น จะสังเกตได้ว่าในแวดวงใดหากมีการ “เกณฑ์” หรือรับ “อาสาสมัคร” ก็จะเกิดเป็นกองทัพได้ เช่น กองทัพทหารพราน กองกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ นวพล หรือลูกเสือชาวบ้านที่สามารถนำมาใช้เพื่อการต่อรองทางการเมือง <5>
 
ทหารในประเทศทั้งสองนี้ อยู่ภายใต้นักการเมืองหรือรัฐบาล หากฝ่าฝืนนโยบายของรัฐบาล ทหารก็มีโอกาสถูกปลดหรือย้ายได้ง่าย ๆ เช่นข้าราชการทั่วไป การที่นักการเมืองคุมกองทัพได้ ก็เพราะพรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง ได้รับการสนับสนุนหรือมีฐานเสียงจากประชาชนอย่างหนาแน่น อาจกล่าวได้ว่าประชาธิปไตยได้รับการปลูกฝังกันมาตั้งแต่ระดับนักเรียน ระดับหมู่บ้าน มีการให้การศึกษาต่อเนื่อง ทหารจึงแทบไม่มีบทบาททางการเมือง
 
 
อย่าหลงกลอนาธิปไตย
เมื่อเราไม่เอาเผด็จการ เราก็ไม่ควรติดกับอนาธิปไตย <6> ซึ่งแสดงออกด้วยการไม่เคารพในกติกาสังคม เช่น การเคลื่อนไหวให้มี “นายกรัฐมนตรีพระราชทาน” อันเป็นการบิดเบือนนัยของมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งไม่เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตย ผู้นิยมประชาธิปไตยจะใช้กฎหมู่ละเมิดกฎหมายไม่ได้ ในไต้หวันและฟิลิปปินส์เมื่อปีที่แล้ว มีการเรียกร้องให้ประธานาธิบดีลาออกแทบไม่เว้นวัน แต่ท่านถือตนว่าได้รับการเลือกตั้งมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็ไม่ยอมลาออก ผู้เรียกร้อง (ซึ่งแม้มีเสียงเอ็ดอึงแต่เป็นคนส่วนน้อย) ก็ต้องยอมรับและอดทนรอเลือกตั้งใหม่ จะสร้างเงื่อนไขให้เกิดรัฐประหารย่อมไม่ได้
 
ในทุกวันนี้มีความพยายามสร้างอนาธิปไตยขึ้นในประเทศไทย เช่น กรณีการเสนอให้มีสภาองค์กรชุมชนที่ซ้ำซ้อนกับการปกครองส่วนท้องถิ่นแทนที่จะแก้ไขข้อบกพร่องของการปกครองดังกล่าว ซึ่งก็ปรากฏว่าได้กลายเป็นกฎหมายไปเสียแล้ว <7> หรือการพยายามให้ประชาชนยึดทรัพยากรธรรมชาติของชาติให้เป็นของเฉพาะกลุ่มตน เช่น กรณีป่าชุมชนกับชาวเขา <8> หรือกรณีทรัพยากรทางทะเลกับการใช้ประโยชน์เฉพาะกลุ่ม <9> ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศที่อยู่ห่างไกลจากทรัพยากรเหล่านี้ กลายเป็นผู้ด้อยโอกาสไป
 
ผู้มีจิตใจที่เป็นประชาธิปไตยจะยอมให้คนส่วนน้อยที่อยู่ใกล้ทรัพยากรยึดไปใช้สอยเองเลียนแบบเผด็จการไม่ได้ เราต้องเชื่อมั่นว่าในการตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่ แน่นอนว่าในเรื่องวิชาการหรือเทคโนโลยี ผู้รอบรู้ส่วนน้อยย่อมรู้แท้จริงกว่าคนส่วนใหญ่ แต่ในทางการเมือง เสียงส่วนใหญ่ย่อมถูกต้อง ตามหลักการที่ว่า “เสียงของประชาชนคือเสียงสวรรค์” แม้คนส่วนน้อยไม่เห็นด้วย ก็ต้องปฏิบัติตาม ไม่เช่นนั้นสังคมก็คงวุ่นวายไม่สิ้นสุด เราต้องส่งเสริมประชาธิปไตยให้ถูกทาง หาไม่ประเทศไทยก็จะติดกับดักอนาธิปไตยในอีกทางหนึ่ง
 
 
การสืบทอดเจตนารมณ์ 6 ตุลา
เจตนารมณ์ของวีรชน 6 ตุลาคม 2519 ก็คือ การพิทักษ์ประชาธิปไตย และการต่อสู้กับเผด็จการ ดังนั้นภารกิจของผู้อยู่หลังก็คือ การส่งเสริมประชาธิปไตย ซึ่งย่อมหมายถึงการให้สิทธิการนำของคนส่วนใหญ่ ถ้าเราศรัทธาในหลักประชาธิปไตย ก็แสดงว่าเราเห็นความสำคัญของคนเล็กคนน้อยเท่ากับเรา เราก็จะยึดมั่นในสิทธิมนุษยชน ทรัพยากรที่เคยถูกเผด็จการตักตวงไปก็จะถูกแบ่งปันไปยังประชาชนทั่วไปมากขึ้น ความผาสุกของบ้านเมืองก็จะเกิดขึ้น เราจึงควรส่งเสริมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยให้กว้างขวาง ลึกซึ้งในทุกหมู่เหล่าตั้งแต่เด็กถึงคนชรา ตั้งแต่ในวงวิชาชีพถึงวงกาแฟ เป็นต้น
 
อย่าให้ความตายของเหล่าวีรชนประชาธิปไตย สูญเปล่า ประชาชนชาวไทยต้องร่วมกันสถาปนาประชาธิปไตยที่เคารพในเสียงส่วนใหญ่ ประชาชนไทยคือเจ้าของประเทศนี้ คือผู้ตัดสินอนาคตของตนเองใช่ใครอื่นสมดังคำพูดอมตะที่ว่า ประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
 
หมายเหตุ
<1>      ดร.โสภณ พรโชคชัย เป็นนักศึกษาปี 1 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2519 และร่วมอยู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ด้วย แต่รอดกลับบ้านได้ด้วยการว่ายน้ำและได้รับความช่วยเหลือจากชาวบ้านแถวท่ามหาราช ปัจจุบันเป็นประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย และกรรมการสภาที่ปรึกษา Appraisal Foundation ซึ่งก่อตั้งโดยสภาคองเกรสเพื่อการควบคุมการประเมินค่าทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกา Email: sopon@thaiappraisal.org
<2>      โปรดอ่านรายละเอียดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้ที่ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C_6_%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B2
<3>      เผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ: The “dictatorship of the proletariat” is a term employed by Marxists that refers to a temporary state between the capitalist society and the classless and stateless communist society; during this transition period, “the state can be nothing but the revolutionary dictatorship of the proletariat.” The term does not refer to a concentration of power by a dictator, but to a situation where the proletariat (working class) would hold power and replace the current political system controlled by the bourgeoisie (propertied class). ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Dictatorship_of_the_proletariat
<4>      โปรดดูใน http://rirs3.royin.go.th/word25/word-25-a2.asp
<5>      ความส่วนนี้มาจากบทความของ ดร.โสภณ พรโชคชัย เรื่อง ทำอย่างไรจึงจะปลอดรัฐประหาร เผยแพร่ในประชาไท 21 กรกฎาคม 2550 ที่ http://www.prachatai.com/journal/2007/07/13537
<6>      อนาธิปไตย (Anarchy) โปรดดูคำจำกัดความที่ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A2 (ภาษาไทย) และ http://en.wikipedia.org/wiki/Anarchy (ภาษาอังกฤษ)
<7>      โปรดอ่าน สภาองค์กรชุมชน: ควรมีไหม? เผยแพร่ในประชาไท http://www.prachatai.com/journal/2007/06/13106 (16 มิถุนายน 2550)
<8>      โปรดอ่าน อสังหาริมทรัพย์กับชาวเขา ในบิลเดอร์นิวส์ ปักษ์แรก เดือนมีนาคม 2549 หน้า 28 หรือที่ http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market104.htm
<9>      โปรดอ่านคำวิจารณ์แนวคิด “รักท้องถิ่น” ของคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย กลุ่มชาวบ้านบ่อนอก ที่ http://www.prachatai.com/journal/2007/07/23592

 

Comments

-----------------------------

------------------------------------------------

6 ข้อ เผด็จการ ประสานโภคทรัพย์ แบบ ทักษิณ

------------------------------------------------

หนึ่ง… กุมอำนาจ

การปกครองเผด็จการจะตกอยู่ภายใต้ผู้นำคนเดียวที่กุมอำนาจ จริงหรือไม่ว่าประเทศไทยก็ตกอยู่ภายใต้ผู้นำที่กุมอำนาจและตัดสินใจเพียงคนเดียว ตั้งแต่ เป็นเจ้าของพรรค สามารถกำหนดคณะรัฐมนตรี เลือกกรรมการบริหารพรรค กำหนดตำแหน่งผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรค สามารถกำหนดใครลงสมัครได้ในแต่ละเขต โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สามารถแต่งตั้งคนสนิทและญาติ ให้ดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กรของรัฐ นอกจากนี้ยังบริหารประเทศแบบรวมศูนย์อำนาจที่ซุปเปอร์ซีอีโอเพียงคนเดียวและไม่ให้ความสำคัญกับกระจายอำนาจ กล่าวคือไม่กระจายงบประมาณไปให้กับท้องถิ่นตามที่กฎหมายกำหนด โดยทั้งหมดที่กล่าวมานั้น คนอื่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการตัดสินใจใด ๆ ทั้งสิ้น

สอง…เพิ่มอำนาจ

รัฐบาลเผด็จการมีความพยายามที่จะเพิ่มอำนาจให้กับตนเอง รัฐบาลจะออกเป็นกฎหมายเพื่อสร้างความชอบธรรม เช่น ฮิตเลอร์ออก พ.ร.บ.มอบอำนาจ (Enabling Act) มากอสออกกฎอัยการศึก เพื่อมุ่งให้ตนเองมีอำนาจมากขึ้นและครองอำนาจอย่างยาวนาน ขณะที่การเมืองไทยมีความละม้ายคล้ายคลึงกัน ตั้งแต่การเสนอร่างพระราชกฤษฏีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุม พ.ศ…. เพื่อให้นายกฯ และรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงมีอำนาจในการพิจารณาและตัดสินใจเรื่องใด ๆ โดยไม่จำเป็นต้องประชุมคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ โดยให้ถือว่าการตัดสินใจนั้นเป็นมติ ครม.ได้ หรือการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จกับนายกฯ

สาม…ทอนอำนาจ

การทอนอำนาจสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชนเกิดขึ้นในรัฐบาลเผด็จการ ตั้งแต่สมัยซูฮาร์โตที่เซ็นเซอร์สื่อมวลชน สมัยมาร์กอสเข้าไปแทรกแซงข้อมูล เมื่อพิจารณาถึงสังคมไทย รัฐบาลมีพฤติกรรมที่อาจตั้งข้อสังเกตได้ว่าพยายามเข้าไปแทรกแซงสื่อมวลชนหรือไม่ อาทิ การใช้งบโฆษณาของหน่วยราชการเป็นเครื่องมือต่อรองกับสื่อ เพื่อให้สื่อต้องยอมโดยไม่ใช้เสรีภาพอย่างเต็มที่ การปิดกั้นวิทยุชุมชน การถอดรายการต่าง ๆ ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล การยัดเยียดแต่รายการของรัฐบาลขณะที่ข้อมูลข่าวสารของฝ่ายค้านปรากฎต่อสาธารณะน้อยและสั้นมาก การใช้กลไกของรัฐในการตรวจสอบฝ่ายตรงข้ามเพื่อให้เกิดความกลัวและไม่กล้าที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ส่วนการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ปรากฏชัดในเหตุการณ์ฆ่าตัดตอน 2,500 ศพในการทำสงครามกับยาเสพติด ข่าวสารเกี่ยวกับการอุ้มฆ่าประชาชน หรือการเลือกปฏิบัติในการพัฒนาจังหวัดหากไม่เลือกพรรคของผู้นำรัฐบาล

สี่…ใช้อำนาจ

รัฐบาลเผด็จการทุกยุคจะใช้อำนาจเพื่อพวกพ้องและส่วนตัว สมัยมาร์กอสตอบแทนแก่นายทหารด้วยเงินทองเพื่อให้สยบต่ออำนาจ ขณะที่ฮิตเลอร์มีกองกำลังส่วนตัวไว้ป้องกันตัวและทำลายฝ่ายตรงข้าม จริงหรือไม่ว่าการปกครองของบ้านเราในขณะนี้ มีการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของพวกพ้องให้ดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆ ขณะที่นโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาล มีข้อครหาว่า ทำเป็นตนเองและพวกพ้องของตนเองมากกว่าทำเป็นประโยชน์ของประชาชนหรือไม่

ห้า…เหลิงอำนาจ

หลักสำคัญของเผด็จการคือการเหลิงอำนาจ โดยไม่ให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งจะสังเกตุได้เช่นกันในรัฐบาลชุดนี้ที่พยายามไม่ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมคิด ร่วมทำอย่างเต็มที่ อาทิ ใครวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจะถูกผู้นำตอบโต้อย่างรุนแรงและสวนกลับอย่างทันควัน หรือกระบวนการกำหนดนโยบายยังปิดกั้นการมีส่วนร่วม โดยเฉพาะการไม่นำข้อตกลง FTA เข้าพิจารณาในสภาซึ่งถือเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย และการนำรัฐวิสาหกิจเข้าตลาดหุ้น โดยไม่สนใจข้อทักท้วงใด ๆ

หก…ไม่ดุลอำนาจ
เผด็จการทุกยุคทุกสมัยไม่ชอบการถ่วงดุลอำนาจ ดังการปกครองแบบฟาสซิสม์ ที่เน้นประสิทธิภาพในการบริหารประเทศ ไม่ต้องการให้มีการถ่วงดุล จึงไปลดอำนาจรัฐสภา ขณะที่สังคมไทยถูกข้อครหาเสมอว่า องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญไม่ได้เป็นอิสระจริง เพราะมีการแทรกแซง การทำงาน ตั้งแต่กระบวนการสรรหา กระบวนการคัดเลือกบุคคล และกระบวนการใช้อำนาจขององค์กรอิสระ

หากประเทศปกครองภายใต้ “กุม เพิ่ม ทอน ใช้ เหลิง ไม่ดุล” อำนาจ จะเกิดอาการที่เรียกว่า บูรณาการอำนาจนิยมอันนำไปสู่บริบูรณ์อำนาจนิยม ซึ่งจะแสดงออกเป็น 2 ทาง คือ “ทรราชย์อำนาจนิยม”

ที่บูรณาการอำนาจเพื่อตนเองและพวกพ้อง และ “เทวอำนาจนิยม” ที่บูรณาการอำนาจเพื่อประเทศชาติ แต่ที่น่ากลัวกว่าทรราชย์อำนาจนิยม คือ “เทวกิตติมอำนาจนิยม” ซึ่งเป็นผู้นำที่คิดว่าตนเองเก่งที่สุดที่จะปกครองประเทศได้ทั้งหมด เลยคิดไปว่าตนเองเป็นเทวดา ทั้ง ๆ ที่ความจริงไม่ใช่

-++------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

The other มามุขเดิมอีกแล้ว

The other มามุขเดิมอีกแล้ว บทความเขาพูดถึงเผด็จการต่างหาก ทักษิณมาจากการเลือกตั้งใช่เผด็จการหรือ อย่าเอาอคติส่วนตัวหรือของพรรคพวกมาเป็นแนวคิดจะดีกว่านะthe other ยังอายุน้อยอยู่ใช้ความสามารถในทางที่ถูกดีกว่า อย่าตกเป็นเครื่องมือให้กลุ่มคนบางกลุ่มหลอกใช้เลย หรือรู้ว่าหลอกแต่เต็มใจเพราะได้ลาภตอบแทน เหมือนในบทความเขียนไว้

ทำอย่างไรจึงจะปลอดรัฐประหาร S

ทำอย่างไรจึงจะปลอดรัฐประหาร
Sat, 2007-07-21 04:08

ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>

วันที่เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ผมอยู่บรูไน ได้รับเชิญไปบรรยายด้านการจัดรูปที่ดินต่อรัฐมนตรีด้านการพัฒนาประเทศและคณะ และหลังจากนั้นผมก็เดินทางไปอีกหลายต่อหลายประเทศ พบปะผู้คนที่ไม่ใช่นักการเมือง แต่เป็นนักธุรกิจ นักวิชาการและนักวิชาชีพด้านอสังหาริมทรัพย์ การธนาคาร และการพัฒนาเมือง แต่ละคนล้วนเสียดายที่ประเทศไทยเกิดรัฐประหาร ซึ่งทั่วโลกไม่ยอมรับในเรื่องนี้

เมื่อกลางเดือนที่แล้ว ผมได้รับเชิญจากสมาคมนายธนาคารมาเลเซียไปอภิปรายเรื่องอสังหาริมทรัพย์ เขาเล่าให้ฟังว่านักลงทุนต่างชาติไปลงทุนในประเทศของเขามากขึ้น โดยมองข้ามประเทศไทยที่มีปัญหาทางการเมือง ส่วนเวียดนามที่ผมไปสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์มาทั้งนครโฮชิมินห์ และเคยเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลด้านประเมินค่าทรัพย์สิน เขาก็ได้รับอานิสงส์อย่างมากเช่นกันจากการที่นักลงทุนเบือนหน้าจากไปและบ่ายหน้าไปประเทศของเขา

เมื่อสัปดาห์ก่อนผมเดินทางไปประชุมนานาชาติด้านอสังหาริมทรัพย์ที่มาเก๊า อาจารย์มหาวิทยาลัยจากทั้งยุโรปและเอเซียต่างพากันถกเรื่องการลงทุนในจีน เวียดนามและประเทศอื่น ๆ ส่วนประเทศไทย ไม่ใช่เป้าหมายของเขาเลย หลายท่านไม่กล้าเดินทางมาประเทศไทยด้วยซ้ำ

ล่าสุดผมไปศรีลังกาในสัปดาห์นี้ ไปพบนักพัฒนาชุมชนแออัดชาวศรีลังกา และพบศาสตราจารย์ด้านการพัฒนาเมืองชาวอินเดียผู้เคยเป็นเจ้าหน้าที่องค์การสหประชาชาติ เขาก็เสียดายที่ประเทศไทยของเราสะดุด ผมได้เรียนรู้มาว่าทำไมประเทศอินเดียและศรีลังกา จึงไม่มีรัฐประหาร

ในอินเดียและศรีลังกา เขา "ขุน" ทหารไว้ "ตายเพื่อชาติ" ทหารจะได้รับการดูแลอย่างดี มีความสุข ไม่ต้องแสวงหาลาภยศทางอื่น สวัสดิการก็ดีมาก ในอินเดีย มีร้านค้าสวัสดิการขายสินค้าราคาถูกแก่ทหารอีกต่างหาก นอกจากกิจกรรมป้องกันประเทศแล้ว ทหารทั้งในอินเดียและศรีลังกาแทบไม่เคยถูกเรียกใช้ในทางอื่น ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน เช่น ช่วยภัยพิบัติต่าง ๆ เป็นต้น ผิดกับกรณีปากีสถานที่การเมืองไปอิงทหารตั้งแต่แรก ๆ ที่ได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ จึงมีรัฐประหารเกิดขึ้นหลายครั้ง

ที่สำคัญทั้งอินเดียและศรีลังกา ไม่มีการเกณฑ์ทหาร จึงไม่มี "ไอ้เณร" ไว้ให้ใช้ตรึงกำลังระหว่างทำรัฐประหาร ทหารเป็นอาชีพอย่างหนึ่ง หรือที่เรียกว่า "ทหารอาชีพ" เหมือนข้าราชการอื่น ๆ อาจกล่าวได้ว่า ในแวดวงใดหากมีการ "เกณฑ์" หรือรับ "อาสาสมัคร" ก็จะเกิดเป็นกองทัพได้ เช่น กองทัพของทหาร (พราน) หรือกองกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ หรือกองอาสาอื่น ๆ ที่สามารถนำมาใช้เพื่อการต่อรองทางการเมือง

ทหารในประเทศทั้งสองนี้ อยู่ภายใต้นักการเมือง นัยว่ากองทัพบก กองทัพเรือและกองทัพอากาศแยกกันเป็นเอกเทศชัดเจน ผู้บังคับบัญชาสูงสุดก็คือประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีกลาโหมซึ่งเป็นนักการเมืองนั่นเอง หากฝ่าฝืนนโยบายของรัฐบาล ทหารก็มีโอกาสถูกปลดหรือย้ายได้ง่าย ๆ เช่นข้าราชการทั่วไป โอกาสที่ทุกเหล่าทัพจะจับมือกันออกมา "exercise" จึงแทบจะไม่มี โอกาสที่จะกระดิกกระเดี้ยไปทางไหนก็ค่อนข้างจำกัด และยิ่งขืนออกมาก็ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม

การที่นักการเมืองคุมกองทัพได้ ก็เพราะนักการเมืองหรือพรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง ได้รับการสนับสนุนหรือมีฐานเสียงจากประชาชนอย่างหนาแน่น นักการเมืองกับประชาชนมีความผูกพันกันใกล้ชิด ประชาชนมีปัญหาก็เข้าหาหรือใช้นักการเมือง ไม่ต้องเข้าหา "ขุนทหาร" ท่านใด ในศรีลังกา ยังมีพรรคการเมืองของชาวพุทธ มีพระเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐมนตรี การที่พระ ชนกลุ่มน้อยหรือชาวบ้านพื้นถิ่นกลุ่มต่าง ๆ มีความเข้มแข็งทางการเมือง ก็แสดงว่าหากมีรัฐประหารเกิดขึ้นโดยไม่ได้รับการสนับสนุนจากพระ หรือประชาชน รัฐประหารนั้นย่อมไปไม่รอด

อาจกล่าวได้ว่าประชาธิปไตยได้รับการปลูกฝังกันมาตั้งแต่ระดับนักเรียน ระดับหมู่บ้าน มีการถกเถียงทางการเมืองกันอย่างกว้างขวาง ประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมือง ประชาชนรู้ดีกระทั่งเรื่องส่วนตัวของนักการเมืองแต่ละคนโดยแหล่งข่าวทั้งจากหนังสือพิมพ์ สื่ออื่น ๆ หรือกระทั่งการบอกต่อ ๆ กัน หนังสือพิมพ์หลายฉบับในประเทศทั้งสองนี้อาจเชียร์พรรคการเมืองหรือนักการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งบ้าง แต่ก็ไม่มีการปิดหรือการ "censor" ข่าวต่าง ๆ แต่อย่างใด จึงอาจกล่าวได้ว่าหนังสือพิมพ์เป็นสถาบันที่มีความเป็นอิสระพอสมควร

จากปัจจัยข้างต้น จึงเห็นได้ว่า แม้ว่าอินเดียและศรีลังกา จะยากจนและล้าหลังกว่าประเทศไทยของเรา แต่เขาก็มีประชาธิปไตยที่เข้มแข็งกว่าเรา บางทีเราควรศึกษาแบบอย่างมาจากประเทศทั้งสองนี้บ้างโดยเฉพาะแนวทางการทำให้ไทยปลอดพ้นจากรัฐประหาร เข้าทำนอง "เอาเยี่ยงกา"

วลีทองของการอ้างประชาธิปไตยที

วลีทองของการอ้างประชาธิปไตยที่ "ไม่เห็นหัวชาวบ้าน" อีกแล้วครับท่าน!!!

"ในทุกวันนี้มีความพยายามสร้างอนาธิปไตยขึ้นในประเทศไทย เช่น กรณีการเสนอให้มีสภาองค์กรชุมชนที่ซ้ำซ้อนกับการปกครองส่วนท้องถิ่นแทนที่จะแก้ไขข้อบกพร่องของการปกครองดังกล่าว ซึ่งก็ปรากฏว่าได้กลายเป็นกฎหมายไปเสียแล้ว <7> หรือการพยายามให้ประชาชนยึดทรัพยากรธรรมชาติของชาติให้เป็นของเฉพาะกลุ่มตน เช่น กรณีป่าชุมชนกับชาวเขา <8> หรือกรณีทรัพยากรทางทะเลกับการใช้ประโยชน์เฉพาะกลุ่ม <9> ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศที่อยู่ห่างไกลจากทรัพยากรเหล่านี้ กลายเป็นผู้ด้อยโอกาสไป"

โดยความคิดส่วนใหญ่

โดยความคิดส่วนใหญ่ ผมก็เห็นด้วยกับคุณโสภณในเรื่องของเผด็จการคนกลุ่มน้อย แต่ผมก็มีประเด็นเห็นต่างบ้าง และขอโต้แย้งในประเด็นนี้ที่ผมเห็นต่างคือ แกนนำกลุ่ม นปช. ส่วนใหญ่คือคนที่มาจากกลุ่มการเมืองพรรคเพื่อไทย และมีความสัมพันธ์กับทักษิณก็คงทราบกันดีว่ามีใครบ้าง การยื่นถวายฎีกาก็คือวิธีการหนึ่งในการช่วยเหลือทักษิณ ประเด็นสำคัญจึงมีปัญหาว่า ถ้ากลุ่มประชาชนต่างถูกปลุกระดมให้ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย “ ถามว่าแล้วใครได้ประโยชน์ พวกทักษิณใช่หรือไม่ แล้วมันจะต่างกันตรงไหนที่ประชาชนออกมาเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตย ” ที่กลุ่มทุนทักษิณสนับสนุน เมื่อได้อำนาจแล้วคนกลุ่มนี้ ก็จะเข้ามาแสวงหาประโยชน์ต่างๆอีกเช่นเคย มันมิใช่กลายเป็น “เต็ะหมูเข้าปากหมาไปหรือไง” สรุปแล้วต้องคิดให้ลึกด้วย สำหรับประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวทุกกลุ่ม ในการเรียกร้องประชาธิปไตย ถ้าจะเคลื่อนไหว ต้องเคลื่อนไหวเชิงแก้ไขโครงสร้างทางการเมืองด้วย เช่น กดดันนักการเมืองทุกพรรคให้ปรับตัว รับฟังความเห็นของประชาชนมากขึ้น สร้างกระบวนการความโปร่งใสในแต่ละพรรคการเมืองให้มากขึ้น มิใช่พรรคนอมินี และ พรรคครอบครัว ที่เข้ามาแสวงหาประโยชน์เฉพาะกลุ่ม กฎหมายต่างๆที่ไม่เป็นธรรมก็ต้องกดดันให้แก้ไขไปพร้อมกันด้วย เพราะถ้ากลุ่มทักษิณกลับเข้ามาอีก เขาก็ต้องหมกเม็ด ออกกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง โดยมีเกราะกำบังคือคำว่า “ มาจากการเลือกตั้ง และมีประชาธิปไตยบังหน้า ” แต่การกระทำของพวกตนเองคือเผด็จการทางรัฐสภาดีๆนี่เอง ที่ไร้การตรวจสอบมันจะต่างจากกลุ่มเผด็จการทางทหารตรงไหนครับ

การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย

การปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ต้องเรียนรู้ไปด้วยกันทุกฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายมีอำนาจจากปากกระบอกปืนใช้อำนาจเถื่อนเข้ามากุมอำนาจยัดเยียดประชาธิปไตยให้ประชาชน ความฉิบหายวายวอดของประเทศไทย หลังการปล้นประเทศเมื่อ 19 กันยา เห็นชัดเจนที่สุดถึงความเลวร้ายของระบอบเผด็จการที่ปล้นอำนาจ เมื่อเทียบกับเผด็จการรัฐสภาตามระบอบประชาธิปไตย การที่รัฐบาลขิงเน่าต้องตาลีตาเหลือกกระโดดเก้าอี้หนีหัวซุกหัวซุนเพราะความสำคัญผิด คิดว่าการนำคนที่มีจะริยธรรม คุณธรรมมาทำชั่ว จะนำพาประเทศไทยไปได้ ความชั่วก็คือความชั่ว ต่อให้เอาคนดีไม่มีที่ติ มาทำชั่วมันก็คือชั่ว ไม่มีทางกลายเป็นดีไปได้ ผลแห่งการทำชั่วของพวกคนดี มีจริยธรรมสูง ก็อย่างที่เห็น ประเทศไทยถดถอยทุกด้าน แม้แต่ด้านจริยธรรและคุณธรรม คนที่สังคมมองว่าเป็นคนดีกลายเป็นคนชั่วอย่างไม่น่าเชื่อจะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว

ผมเคยพบทักษิณครับ หนเดียว

ผมเคยพบทักษิณครับ หนเดียว ตอนรับรางวัลจรรยาบรรณดีเด่นของหอการค้าไทย
ซึ่งนายกฯ ทุกท่านก็ไปแจก
แต่ไม่เคยพบท่านอีกเลย

เผด็จการรัฐสภาไม่มีครับ ถ้าคนส่วนใหญ่เลือกพรรคใด นั่นคือฉันทามติของประชาชน
ไม่ต้องกลัวเตะหมูเขาปากหมา ต้องให้ประชาชนได้ศึกษา
ไม่เช่นนั้นเราจะมีความคิดซากเดนเผด็จการครับ

มีจริยธรรม

มีจริยธรรม แต่ละเมิดกฎหมาย
มีจริยธรรมแต่ละเมิดกฎหมาย!
วารสาร Construction & Property ฉบับเดือนมกราคม 2550

ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย<2>

คุณธรรมและจริยธรรมเป็นคำรื่นหูที่ใคร ๆ ก็อยากพูดหรืออยากฟังเพราะทำให้รู้สึกตลบอบอวลไปด้วยความดีงาม ทำให้ทั้งผู้พูดและผู้ฟังดูดีไปด้วย แต่บทความนี้มุ่งหวังจะชี้ให้เห็นในอีกแง่มุมหนึ่งว่า เราไม่อาจงมงายกับสิ่งฉาบหน้าเพราะบางคนอาจอ้างคุณธรรมและจริยธรรมเพื่อละเมิดกฎหมายหรือประกอบอาชญากรรมได้

คนทำดีแต่เป็นอาชญากร

มีคนทำดีมากมายแต่ประกอบอาชญากรรมอยู่เป็นนิจ บริษัทพัฒนาที่ดินบางแห่งอาจดูประสบความสำเร็จ ทำบุญทำกุศลมากมาย เจ้าของก็ดูมีชื่อเสียง ไม่เคยได้รับการติติงจากสื่อมวลชน แต่กลับ “รีดเลือดกับปู” ต่อผู้รับเหมา ทำผิดสัญญาก่อสร้างล่าช้าเกินทน หรือส่งมอบบ้านที่ไม่มีคุณภาพ ก่อสร้างแบบสุกเอาเผากินให้ลูกค้า อีกกรณีหนึ่งสถาบันการเงินบางแห่งอาจเป็นผู้อุปถัมภ์งานมรดกของชาติที่ยิ่งใหญ่หรือทำสาธารณประโยชน์มากมาย แต่ภายในสถาบันการเงินนั้นกลับเละเทะ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ผู้บริหารโกงสถาบันการเงินของตัวเอง พนักงานเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะกับผู้มาขอกู้ ผู้บริหารให้สินเชื่อกับเครือญาติโดยไม่มีหลักประกันจนกลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ สุดท้ายสถาบันการเงินแห่งนั้นก็ล้มไป

ในวงการบริหารธุรกิจ รัฐกิจหรือแม้แต่ในครอบครัวทั่วไป ยังมีคนประเภท “มือถือสาก ปากถือศีล” อยู่มากมาย คนเหล่านี้ทำความดีเพียงเพื่อเป็นเครื่องมือการทำธุรกิจ เพื่อการไต่เต้า หรือเพื่อการทำงานการเมืองโดยไม่คำนึงถึงการกระทำที่ผิดกฎหมาย ผิดทำนองคลองธรรม แต่น่าเสียดายกรณีเช่นนี้ ส่วนมากไม่ค่อยได้รับการตรวจสอบ ปล่อยให้คนเหล่านี้ประกอบอาชญากรรมอย่างนี้เรื่อยมา

คุณธรรม จริยธรรมและกฎหมาย
คุณธรรม จริยธรรมและกฎหมายถือเป็นเนื้อเดียวกัน แยกออกจากกันไม่ได้ ขัดกันไม่ได้ ย่อมไม่มีภาวะที่ “ถูกกฎหมายแต่ผิดจริยธรรม” หรือ “มีคุณธรรมแต่ละเมิดกฎหมาย” สิ่งที่ถูกต้องก็คือ “ถูกกฎหมายคือมีจริยธรรมและคุณธรรม” “มีคุณธรรมต้องปฏิบัติตามกฎหมาย” เป็นต้น ส่วนการทำบุญถือเป็นการอาสาบำเพ็ญประโยชน์ หรือการเสียสละตามกำลังตามใจสมัคร ซึ่งไม่ใช่วิสัยที่จะไปกะเกณฑ์อะไร และเป็นสิทธิของผู้ที่จะทำบุญโดยเฉพาะว่าจะทำหรือไม่

คำพูดที่ว่าเราควรใช้คุณธรรมและจริยธรรมนำหน้านั้นฟังดูดี แต่ต้องใช้วิจารณญาณให้ดีเช่นกัน เพราะสมัยมีผู้คนมากมายที่ “หน้าเนื้อใจเสือ” อาศัยการทำดีฉาบหน้าเพื่อปกปิดการทำผิดกฎหมายของตน ทางที่ดีเราพึงสังวรไว้ก่อนว่า คนที่พูดถึงความดีงามบ่อยหรือมากเป็นพิเศษนั้นอาจเป็นผู้ต้องสงสัยได้ว่าเป็นคนที่มีเลศนัยบางประการหรือไม่ เพราะโดยทั่วไปคนทำดีมักถ่อมตนไม่ “ยกหาง” ตัวเอง

เริ่มต้นที่การปฏิบัติตามกฎหมาย
กรณีที่กฎหมายมีช่องโหว่อยู่บ้าง เราก็ควรแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัยอยู่เป็นระยะ ๆ หากข้อกฎหมายไม่ค่อยได้รับการแก้ไข ก็เท่ากับว่าเราส่งเสริมการทำผิดกฎหมาย เปิดช่องโหว่อยู่ร่ำไป เช่นในวงการประเมินค่าทรัพย์สิน มีการจัดสอบและจัดการศึกษาให้กับบริษัทประเมินอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นการทำได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ช่องโหว่ที่ไม่ได้แก้ก็คือ การปล่อยให้บริษัทมหาชนว่าจ้างบริษัทประเมินกันเอง ซึ่งย่อมมีโอกาสเกิดการประเมินค่าทรัพย์สินตามใจชอบอันอาจทำให้ประชาชนผู้ถือหุ้นเสียประโยชน์ได้ นี่จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าหากเรา “ปลื้ม” กับการทำดีในระดับหนึ่ง (จัดสอบและจัดการศึกษา) แต่ละเลยสาระสำคัญคือ การอุดช่องโหว่ ก็เท่ากับเราเปิดโอกาสให้เกิดการฉ้อฉลอย่างน่าสลดใจ

เราจะหวังให้กฎหมายสมบูรณ์แบบ ไร้ช่องโหว่คงไม่ได้ บางคนอาจอาศัยช่องโหว่ของกฎหมายเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัวบ้าง แต่กรณีนี้ก็เกิดขึ้นได้น้อยมาก และคงต้อง “ยกประโยชน์ให้จำเลย” ไป เพราะกฎหมายไม่ได้กำหนดไว้ ไม่ถือเป็นความผิด และกฎหมายทั้งหลายก็มักไม่มีผลย้อนหลัง อย่างไรก็ตามปัญหาส่วนมากที่เกิดขึ้นก็คือ การที่ผู้รักษากฎหมายร่วมมือตีความกฎหมายอย่างบิดเบี้ยวเพื่อฉ้อฉลมากกว่า เช่น การสร้างอาคารพาณิชย์ในพื้นที่ต้องห้ามบางบริเวณตามผังเมือง ด้วยการหลีกเลี่ยงไปสร้างเป็นบ้านเดี่ยวที่ดูคล้ายอาคารพาณิชย์โดยแต่ละหลังห่างกันแค่คืบเดียว กรณีเช่นนี้ถือว่าผิดกฎหมายชัดเจน แต่ผู้รักษากฎหมายคงตีความส่งเดช หรือ “เอาหูไปนา เอาตาไปไร่” มากกว่า

ข้อพึงสังวรประการสำคัญก็คือเราจะให้ใครมาละเมิดกฎหมายที่มีอยู่ไม่ได้ หาไม่ก็จะเป็นการยอมรับอาชญากรรมไป ดังนั้นเราจึงต้องเริ่มต้นที่การทำให้ถูกต้องตามตัวบทกฎหมายที่มีอยู่ก่อนเพื่อให้เกิดการยึดถือปฏิบัติตามกติกาที่ชอบธรรม ผู้ไม่ยึดถือกฎหมาย ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ย่อมไม่ถือเป็นผู้มีคุณธรรมหรือมีจริยธรรมอย่างเด็ดขาดเพราะการละเมิดกฎหมายถือเป็นการล่วงเกินหรือเอาเปรียบบุคคลอื่น เป็นการสร้างความเดือดร้อนให้กับสังคมโดยรวม

สรุปย้ำ ทำถูกกฎหมายคือทำดี
การที่เราไม่โกงผู้มีส่วนได้เสียของเรา ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้น คู่ค้า คู่แข่ง ลูกค้า สังคมในสำนักงาน โรงงานหรือโครงการอสังหาริมทรัพย์ของเรา ตลอดจนการไม่ทำร้ายสังคมโดยรวม ถือได้ว่าเรามีจริยธรรมและเราไม่ทำผิดกฎหมาย การที่เราโกงผู้มีส่วนได้เสียข้างต้น ย่อมเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายอาญา กฎหมายผังเมือง กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค ฯลฯ

การที่เราทำถูกต้องตามกฎหมาย ก็คือการที่เรามุ่งหวังคงอยู่อย่างยั่งยืน เข้าทำนอง “ซื่อกินไม่หมด คดคิดไม่นาน” โดยเคร่งครัด ในทางตรงกันข้ามหากเราละเมิดกฎหมาย เราก็อาจติดคุกหรือเสียค่าปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมทั้งการเสียชื่อเสียง ทำให้ยี่ห้อของสินค้าของเราด้อยค่าลง การทำถูกต้องตามกฎหมายจึงไม่ใช่การอาสาบำเพ็ญประโยชน์ ไม่ใช่การทำตามคำสอนทางศาสนา แต่เป็นกติกาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และถือเป็นการลงทุนสำคัญประการหนึ่งในการสร้างมูลค่าให้กับชื่อเสียงของกิจการของเราด้วย

อย่าลืม ความดี จริยธรรมและคุณธรรม ไม่ใช่สิ่งแปลกแยกไปจากการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ที่มา: http://www.thaiappraisal.org/thai/market/market140.htm

รัฐประหาร 19 กันยายน

รัฐประหาร 19 กันยายน กับอสังหาริมทรัพย์

วารสาร ThaiAppraisal ปีที่ 6 ฉบับที่ 2 มีนาคม-เมษายน 2550 หน้า 8-9

น่าแปลกใจ สิ่งที่หลายคนคิดว่าล้าสมัยและสูญสิ้นไปแล้วก็เกิดขึ้นอีก นั่นคือ รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (บางคนอาจบอกไม่สงสัยเพราะเตรียมการมา 8 เดือนแล้ว!<3>) และน่าอนาถใจที่ผู้นำการต่อต้านสำคัญถึงขนาดพลีชีพกลับเป็นประชาชนธรรมดาคนหนึ่งที่มีอาชีพขับแท็กซี่ <4> การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนี้ จะมีผลต่อเศรษฐกิจและความมั่งคั่งของประชาชนซึ่งสะท้อนจากตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างไร ระยะสั้นจะเป็นอย่างไร ระยะยาวจะเป็นเช่นใด

บางคนอาจบอกว่าอสังหาริมทรัพย์เป็นเรื่องของนายทุน ตัวเองไม่มีทรัพย์สินอะไร ซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงทุกคนเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์ทั้งนั้น ชาวนายากจนอย่างน้อยก็ยังมีที่ดินปลูกบ้านของตนเอง แม้ที่นาจะเช่าก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศไทยล้วนมีบ้านเป็นของตนเองถึง 82.4% <5> ดังนั้นอสังหาริมทรัพย์จึงเป็นเรื่องของคนส่วนใหญ่ของประเทศ

การเมืองดูคล้ายไม่มีผล
บางคนอาจเกรงว่าการเมืองเรื่องรัฐประหารครั้งล่าสุดนี้อาจส่งผลลบต่อเศรษฐกิจและตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างรุนแรง บางคนอาจบอกว่าจะมีผลเป็นบวก บ้างก็อาจบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกัน แล้วความจริงเป็นอย่างไรกันแน่ ความซับซ้อนอาจยิ่งเพิ่มขึ้น เมื่อคนที่เห็นว่า รัฐประหารจะส่งผลในทางหนึ่ง แต่อาจพูดไปอีกทางหนึ่งเพราะกลัวโอษฐภัย กลัวสูญเสียผลประโยชน์ ต้องการเอาตัวรอด ที่ว่าหรืออาจเพราะได้เลือกข้างใดข้างหนึ่งไปเรียบร้อย ยิ่งถ้าเราถามผู้คนในวงการก็อาจได้คำตอบในเชิงบวกเพราะคงไม่มีใครอยากให้เกิดความยุ่งยาก เพราะจะทำให้ขายของได้ยาก อยากให้เกิดความสงบสุขมากกว่า
ถ้ามองระยะยาว อสังหาริมทรัพย์มีแต่เพิ่มราคาขึ้นเรื่อย ๆ ดูคล้ายกับว่า การเมืองไม่มีผลแต่อย่างใด เช่น เมือปี 2498 ที่ดินจัดสรรแถวทุ่งมหาเมฆ ราคาตกตารางวาละ 500 บาท ตอนนี้ก็คงเป็นตารางวาละ 150,000 บาท หรือ 300 เท่า ในรอบ 50 ปี ส่วนที่ดินแถวคลองรังสิต เมื่อครั้งขุดคลองเสร็จใหม่ ๆ เมื่อ 100 ปีที่แล้ว ขายไร่ละ 4 บาท ตอนนี้คงเป็นไร่ละ 2 ล้าน หรือเพิ่มขึ้น 500,000 เท่า จะเห็นได้ว่าตลอด 50 หรือ 100 ปีมานี้ ประเทศไทยผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมามากมายนัก แต่ก็ไม่ได้ทำให้ราคาที่ดินลดลง

ความจริงข้างต้นเรียกว่าสัจธรรมสมบูรณ์ (absolute) ส่วนสัจธรรมสัมพัทธ์ (relative) ก็คือในแต่ละห้วงอาจมีการแกว่งตัวของราคาบ้าง เช่น หลังสงคราม หลังรัฐประหาร หรือหลังภัยพิบัติทางธรรมชาติ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ยุโรปโดยเฉพาะเยอรมนีหลังสงครามโลก หรือกัมพูชายุคเขมรแดง ราคาอสังหาริมทรัพย์ดิ่งเหวไประยะหนึ่ง แต่สุดท้ายก็เพิ่มราคาขึ้นอีก

กรณีศึกษาผลกระทบของการเมือง
อย่างไรก็ตามแม้ราคาอสังหาริมทรัพย์จะเพิ่มขึ้นในระยะยาวอยู่เสมอจริง แต่ ในประเทศที่มีปัญหาทางการเมืองการเพิ่มขึ้นก็คงขึ้นช้ากว่าประเทศที่ไม่มีปัญหา โดยจะเห็นได้ว่าราคาที่ดินวันนี้ของกรุงย่างกุ้ง ย่อมแพงกว่าเมื่อ 50 ปีที่แล้ว แต่ถ้าเทียบอัตราการเพิ่มขึ้นกับกรุงเทพมหานครแล้ว ย่อมเติบโตช้ากว่าอย่างแน่นอน เราจึงควรร่วมกันทำให้บ้านเมืองสงบสุขปราศจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่นอกลู่นอกทาง เพื่อให้บ้านเมืองเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน ดังนั้นการเมืองจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อความมั่งคั่งของประเทศและประชาชน
เมื่อ 50 ปีที่แล้ว ประเทศที่เจริญพอ ๆ กับประเทศไทยหรืออาจจะก้าวหน้ากว่าด้วยซ้ำก็คือ พม่า และ ฟิลิปปินส์ แต่วันนี้ประเทศทั้งสองกลับล้าหลังกว่าไทยมาก ปัจจัยสำคัญก็คือการเมือง พม่าวิบัติเพราะระบอบเผด็จการทหารที่กอบโกยผลประโยชน์เข้าตัวเองโดยขาดการตรวจสอบหรือตั้งพวกเดียวกันมาตรวจสอบ จนประเทศล้าหลัง ประชาชนยากไร้ จนต้องอพยพมาอยู่ประเทศไทยนับล้านคน ฟิลิปปินส์ก็รับกรรมจากระบอบเผด็จการฉ้อราษฎร์บังหลวงในสมัยมากอส และการขาดเสถียรภาพทางการเมืองตลอดช่วงหลังที่ผ่านมา
ปากเซเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ปากเซเป็นเมืองศูนย์กลางการค้าที่เจริญรุ่งเรืองทางตอนใต้ของลาว ติดต่อทั้งไทย เวียดนามและลาว เมื่อ 50 ปีที่แล้วถือว่าเป็นเมืองที่เจริญและใหญ่กว่าอำเภอเมืองอุบลราชธานีของไทยเสียอีก ลูกคนจีนในอุบลราชธานียังต้องเดินทางไปศึกษาภาษาจีนต่อที่เมืองปากเซ แต่เพราะสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้ปากเซเปลี่ยนไป บัดนี้เมืองปากเซมีขนาดเล็กและเจริญน้อยกว่าตัวเมืองอุบลราชธานีของไทยเป็นอย่างมาก และคงต้องใช้เวลาอีกนาน กว่าจะตามทัน

เจริญหรือไม่เพราะการเมือง
การเมืองมีผลต่อความมั่งคั่งของประเทศอย่างไร ตารางสรุปต่อไปนี้เป็นประจักษ์หลักฐานสำคัญ ซึ่งนำตัวเลขมาจากเว็บไซต์ CIA ของสหรัฐอเมริกา <6> ดังนี้:

จะเห็นได้ว่าประเทศที่ด้อยกว่าไทย ทั้งเมียนมาร์ ลาว กัมพูชา เวียดนามและฟิลิปปินส์ ล้วนมีปัญหาความไม่สงบภายในประเทศทั้งนั้น ยกเว้นอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่มากเป็นพิเศษจากการรวมอาณาจักร (อาณานิคม) เดิม ๆ หลายแห่งเข้าด้วยกัน จึงมีความเจริญน้อยและช้ากว่า ส่วนประเทศมาเลเซียที่มีปัญหาทางการเมืองน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ ในเชิงเปรียบเทียบ จะมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าไทย
ประเทศไทยที่เจริญรุ่งเรืองกว่าประเทศข้างต้น ก็เป็นเพราะว่า ประเทศไทยมีปัญหาความไม่สงบต่าง ๆ น้อยกว่า มีการโกงกินน้อยกว่า มีความโปร่งใสกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แต่หากนับแต่นี้ประเทศไทยจะถูกแบ่งแยกดินแดน คล้ายที่ศรีลังกา จะมีปัญหาแบ่งฝักฝ่ายแบบเขมร 3 ฝ่าย จะมีรัฐบาลเผด็จการทหารเช่นพม่า ประเทศไทยก็คงจะถอยหลังเข้าคลองอย่างไม่ต้องสงสัย

ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า การเมือง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและความมั่งคั่งของประชาชนที่สะท้อนจากตลาดอสังหาริมทรัพย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเมืองโดยเฉพาะการต่อสู้ของประชาชนกับระบอบเผด็จการซึ่งประทุเป็นสงครามกลางเมือง ความวุ่นวายในการชิงอำนาจ การก่อความไม่สงบ สงครามกองโจร ล้วนส่งผลลบต่อประเทศทั้งสิ้น

ผลกระทบที่เกิดขึ้น
ผลลบของรัฐประหารครั้งล่าสุดปรากฏชัดเจนต่อการท่องเที่ยว เพราะจะเกิดการชะงักงันของนักท่องเที่ยวไประยะหนึ่ง ส่งผลให้เกิดความซบเซาในอสังหาริมทรัพย์ภาคการท่องเที่ยว และในอนาคตอันใกล้อาจส่งผลต่อการส่งออกไปยังประเทศในภาคพื้นยุโรปและอเมริกาที่คัดค้านการใช้กำลังทำรัฐประหาร อสังหาริมทรัพย์ในเชิงพาณิชย์ เช่น อาคารสำนักงาน อาจมีผลบ้างหากวิสาหกิจต่างชาติทบทวนการมาเปิดสำนักงานในประเทศไทย
ในประเทศไทยเมื่อเกิดวิกฤติภาคใต้ นักท่องเที่ยวก็หนีหายไปแทบหมด ทำให้ภาคใต้ยิ่งซบเซาและยิ่งเป็นเงื่อนไขที่ดีให้ผู้ก่อความไม่สงบ ซึ่งก็คล้ายกับในศรีลังกาปัจจุบันที่นักท่องเที่ยวลดลงเนื่องจากปัญหาความไม่สงบ <7> ซึ่งเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2528 แล้ว ในกรุงเทพมหานคร หากมีความไม่สงบบ่อย ๆ อันเป็นผลจากรัฐประหาร ต่อไปนักท่องเที่ยวอาจหนีหายไปลงมาเลเซีย หรือเดินทางผ่านไปเวียตนาม ลาวหรือกัมพูชาโดยไม่แวะพักที่ประเทศไทย เศรษฐกิจของประเทศก็คงผุพังลงทุกวัน
นานาชาติก็มีอิทธิพลต่อประเทศไทยพอสมควร ยกเว้นเราจะไม่สนใจ เช่นการถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวจากทั่วโลก อย่างกรณีอิหร่าน เกาหลีเหนือและพม่า จนเศรษฐกิจทรุดโทรม ประเทศต่าง ๆ อาจไม่ยอมรับการใช้กำลังล้มล้างรัฐธรรมนูญ และรัฐบาลที่ไม่ได้รับเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง ดังนั้นจึงเป็นภาระหน้าที่สำคัญของรัฐบาลใหม่ ที่จะต้องพยายามแก้ไขสถานการณ์เพื่อไม่ให้นานาชาติกดดันไทย หาไม่จะส่งผลลบอย่างใหญ่หลวงต่อฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กรณีที่มองเผื่อในแง่ลบที่สุดก็คือ ใน พ.ศ.2550 นี้ หากเกิดซ้ำรอยกรณี “พฤษภาทมิฬ” (พ.ศ.2535) ประเทศไทยก็อาจถอยหลังเข้าคลองไปยกใหญ่ และกว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญฉบับที่ดีกว่าฉบับปี 2540 ก็อาจใช้เวลาร่างอีก 5 ปีเช่นเดิม(แล้วเสร็จใน พ.ศ.2555) หรือก็เท่ากับเราถอยหลังไป 15 ปี (2540-2555) ถึงตอนนั้นเวียดนามอาจนำหน้าไปแล้ว เขมรก็เทียบเท่าไทย ลาวก็อาจหายใจรดต้นคอไทย เป็นต้น

ทุกคนมีหน้าที่ทางการเมือง
สมัย พ.ศ.2475 ฝ่ายก้าวหน้าที่มีการศึกษาดีที่เป็นทั้งขุนนางและขุนศึกทำการปฏิวัติประชาธิปไตย แต่ก็ยังเป็นประชาธิปไตยของคนส่วนน้อย คนส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจทางการเมืองนัก เมื่อ พ.ศ.2490 ขุนศึก (จอมพลแปลก) เข้าครอบครองอำนาจเด็ดขาด และเมื่อ พ.ศ.2500 ขุนศึกอีกกลุ่มหนึ่ง (จอมพลสฤษดิ์) โค่นล้มขุนศึกกลุ่มเก่า (จอมพลแปลกและจอมพลผิน) จนถึงพ.ศ.2516 และ พ.ศ.2535 ขุนศึก (ดูคล้าย) ถูกประชาชนโค่นล้ม และล่าสุด พ.ศ.2549 กลุ่มขุนศึกก็ได้ร่วมกันโค่นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยยังอยู่ในวังวนกลุ่มผลประโยชน์ที่เป็นของชนชั้นนำ

แล้วหลักประกันทางการเมืองอยู่ที่ไหน สมัยก่อนอาจกล่าวได้ว่าประชาชนไม่รู้การเมือง จึงขาดหลักประกัน แต่ต่อมาแม้ประชาชนส่วนใหญ่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและเลือกเพียงพรรคเดียว ก็ยังเกิดรัฐประหาร ผมเชื่อว่าหลักประกันแห่งความมีอารยะก็คือ ประชาชนต้องยึดมั่นพิทักษ์สิทธิและปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัด เสียงส่วนใหญ่และส่วนน้อยให้ความเคารพและให้ที่ยืนกันและกัน และที่สำคัญยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีอย่างถึงที่สุด

หมายเหตุ
<3> ข่าว 'พล.ท.สพรั่ง'เปิดใจวางแผนรัฐประหาร 7-8 เดือน เผยทำเพื่อชาติ ในกรุงเทพธุรกิจรายวัน ศุกร์ 22 กันยายน พ.ศ. 2549 www.bangkokbiznews.com/2006/09/22/w001_140035_report.php?news_id=140035
<4> ผู้ขับแท็กซี่ดังกล่าวคือนายนวมทอง ไพรวัลย์ซึ่งมีรายละเอียดใน ห้องสมุด wikipedia ตาม link นี้ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87_%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B9%8C
<5> รายงานการสัมโนประชากรและเคหะ พ.ศ.2543 สำนักงานสถิติแห่งชาติhttp://service.nso.go.th/nso/g_service/c_popindwk.html
<6> จาก world factbook ของ CIA (Central Intelligence Agency) www.cia.gov/cia/publications/factbook เปิดดู ณ เดือนมีนาคม 2550
<7> โปรดอ่านข่าว Sharp drop in tourist arrivals http://www.tamilnet.com/art.html?catid=13&artid=12402

*เผด็จการทางรัฐสภา นั่นแหละคื

*เผด็จการทางรัฐสภา
นั่นแหละคือประชาธิปไตย
ประชาชนเป็นใหญ่
ไม่ใช่เผด็จการ

*อำมาตยาธิปไตย
ที่ใช้การรัฐประหาร
ชั่วช้าสามานย์
เผด็จการแน่นอน

*การเมืองใหม่
ที่ใช้ม๊อบเก่าเห่าหอน
คือเผด็จการปลิ้นปล้อน
คือตอนอนาธิปไตย

แด่ ว ณ ปากนัง นะจ๊ะ

แด่ ว ณ ปากนัง นะจ๊ะ อย่ามาแต่งกลอนแอบอ้างประชาธิปไตยให้มากนัก สุจริตใจจริงหรือปล่าวล่ะคุณ?
* อันคำว่า เผด็จการนั้นหรือ ที่ข้าเห็น
คือกากเดน ความชั่ว มั่วลุ่มหลง
ใช้อำนาจบาตรใหญ่ จนประชาชน รู้สึกปลง
เพราะลุ่มหลง ตัวกู ผู้อหังกา
* หลงละเมอว่า ตัวกู มาจากการเลือกตั้ง
กูจะหวัง สิ่งใดนั้น ต้องบรรลุผล
จะทำการ สิ่งใด ไม่เห็นหัวประชาชน
เพราะเป็นผล มาจากคำว่า ประชาธิปไตย
* ประชาธิปไตย นั้นไซร์ ข้าขอบอก
อย่ากลิ้งกรอก หลอกลวง ทำชั่วมั่วอดสู
คนส่วนหนึ่ง ของประเทศ เขารู้มั่นเพียรดู
น่าอดสู แอบอ้าง ประชาธิปไตย
*ใช่ว่าการกาเครื่องหมาย เลื่อกตั้ง นั่นแล้วจบ
แต่ต้องพบ การตรวจสอบ อย่างเข้มข้นคนอยากเห็น
ประเด็นนี้ การมีส่วนร่วม เป็นสิ่งไม่ยากเย็น
โดยต่างเห็น เป็นใหญ่ คือประชาชน
*ในระบอบประชาธิปไตย ยิ่งใหญ่ นั่นคือชาติ
ไม่ประหลาด มีประชาชน เป็นเจ้าของ
จะทำการ สิ่งใด มุ่งเพื่อหวังปอง
ควรถามผอง ประชาชน เสียก่อนทำ
*จะมาอ้าง ประชาธิปไตย ใครใครก็อ้างได้
พวกมุ่งหมาย ไม่เลือกตั้ง ก็เคยอ้างมีให้เห็น
แต่สิ่งสำคัญ นั้นควรรู้ อย่าหลงประเด็น
ความคิดเห็น คนส่วนใหญ่ นั้นสำคัญ
*จะยากดี มีจน ก็หนึ่งเสียง
อย่าลำเอียง เลือกข้าง สร้างให้เห็น
อย่ายุแหย่ ปลุกปั่น สร้างลำเค็ญ
แผ่นดินนี้ ที่เห็น คือเผ่าไทย
*มามุ่งหวัง ปลุกกระแส เพื่อหวังผล
สัปดน คิดอุบาทว์ น่าอดสู
มุ่งหวังเพียง ความเป็นใหญ่ เพื่อพวกกู
ประชาชน เขารู้ อย่าจองหองกระทำการ

6 ข้อ....อนาธิปไตยนักปล้น

6 ข้อ....อนาธิปไตยนักปล้น แบบ สนธิ..

*หนึ่ง.....มุ่งกุมอำนาจ
โดยบทบาท ม๊อบนำ ล้ำวิถี
ยึดสถานที่ราชการ พาลต่อตี
โดยที่มี “เส้น” หนุนหลัง พลังต่อกร

*สอง.......เพิ่มอำนาจ
โดยบทบาท ตาชั่งเอียง เพียงหลอกหลอน
ม๊อบหัวหมอ ก่อระยำ ตำบอน
ตาชั่งคลอน เข้าข้าง อย่างไม่อาย

*สาม.......ทอนอำนาจ
โดยบทบาท สื่อเลือกข้าง ทางเสียหาย
เป็นเจ้าของ สื่อชี้นำ มุ่งทำลาย
วาทกรรม มุ่งร้าย ทำลายคน

*สี่.......ใช้อำนาจ
อาละวาด ด่าทอ ขอแบ่งผล
จนถูกยิง หัวตะขาบ บาปพิกล
ประชาชน ไม่ได้ ประโยชน์ใด

*ห้า.......เหลิงอำนาจ
ชูบทบาท “การเมืองใหม่” ใส่เงื่อนไข
เล่นการเมือง ข้างถนน ปนกันไป
หวังชิงชัย อำนาจรัฐ จัดก่อกวน

*หก.......ไม่ดุลอำนาจ
เร่งบทบาท ยกตนเอง เร่งปั่นป่วน
มีทั้งม๊อบ มีทั้งพรรค หักกระบวน
นักก่อกวน เสียงข้างน้อย คอยแย่งชิง

ประชาธิปไตยคือ

ประชาธิปไตยคือ ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
ประชาชนส่วนใหญ่ ไม่ใช่กฎหมู่ ไม่ใช่คนชั้นสูง

ผมไมได้เชียร์ทักษิณ

ผมไมได้เชียร์ทักษิณ แต่อยากบอกว่า คำว่าเผด็จการรัฐสภาไม่มี เป็นคำอ้างของทรราช ที่ไม่ต้องการให้ประชาชนมีเอกฉันท์ในการสนับสนุนใครครับ

*สืบทอดเจตนารมณ์

*สืบทอดเจตนารมณ์ หกตุลา
รักษ์..ประชาธิปไตย ให้เป็นผล
ต้องหักล้าง เผด็จการ มารผจญ
ทำลายผล รัฐประหาร มารแผ่นดิน

*ภารกิจ ของฝ่าย ประชาธิปไตย
เสียงส่วนใหญ่ เสียงชี้ชัด เสียงตัดสิน
ยอมรับเสียงข้างมาก ยากดูหมิ่น
เท่าเทียมทั้งแผ่นดิน ทั่วถิ่นไทย

*ยึดมั่นหลักสิทธิมนุษยชน
คนทุกคน มีสิทธิ์ คิดพูดได้
โดยไม่ต้อง หวาดหวั่น พรั่นพิษภัย
อธิปไตย เป็นของ ประชาชน

*การได้มา ซึ่งประชาธิปไตย
คนส่วนใหญ่ ต้องต่อสู้ ชูเหตุผล
สู้กับเหล่า อภิสิทธิ์ อภิชน
สู้พวกคน หวงอำนาจ บทบาทนำ

*ประชาธิปไตย ไม่ใช่ แค่หย่อนบัตร
จะต้องจัด ปกป้อง ผองภัยย่ำ
รวมพลัง คนเสื้อแดง แรงฤทธิ์ล้ำ
ต้านพวกห้ำ ประชาธิปไตย

*การเข่นฆ่า นักศึกษา

*การเข่นฆ่า นักศึกษา หกตุลา...
เป็นการฆ่า ประชาธิปไตย ใฝ่ล้างผลาญ
ผิดกฎหมาย แจ้งชัด ใครจัดการ
อันธพาล ครองเมือง เรื่องเลวร้าย

*รัฐประหาร คือการก่อ อาชญากรรม
นับเป็นการ กระทำ ผิดกฎหมาย
มีโทษถึงประหาร มันควรตาย
อย่างมงาย ยกย่องมองว่าดี

*ม๊อบเข้ายึดทำเนียบ พวกเหยียบย่ำ
พวกล่วงล้ำ กฎหมาย ทำลายศรี
การกระทำ วิปริต จิตกาลี
ทำอัปรีย์ ถึงกับปิดสนามบิน

*ผิดกฎหมาย เลวร้าย ไร้คุณธรรม
จิตใจต่ำ เหลือร้าย ใจโหดหิน
การกระทำ ต่ำช้า เป็นอาจิณ
ควรดูหมิ่น เหยียดหยาม ประณามมัน

*อ้างทำผิดกฎหมาย เพราะใฝ่ดี
อ้างว่าพลี เพื่อชาติ ประกาศลั่น
อ้างอย่างไร ฟังไม่ขึ้น ขอยืนยัน
อ้างอย่างมัน คือปีศาจ คาบคัมภีร์

ที่ว่ามา อภิสิทธิ์

ที่ว่ามา อภิสิทธิ์ เลียนแบบทั้งนั้นเลยแฮะ เลียนแบบทุกเม็ดจริงๆ

คุณโสภณมากล่าวว่า

คุณโสภณมากล่าวว่า เผด็จการรัฐสภาไม่มี ประเด็นนี้ผมคงต้องเห็นต่างและไม่เชื่อแล้วครับ ขอสงวนสิทธิ์ในความเชื่อส่วนตัวครับ คุณโสภณก็ไม่ควรกล่าวว่า เป็นคำอ้างของทรราชด้วยครับ คนแต่ละคนมีดุลย์พินิจในการวิเคราะห์ด้วยเหตุและผลครับ การศึกษานั้นมีกันทุกคน ความรักในเสรีภาพทุกคนมี การอย่างเห็นประเทศชาติเจริญรัฐบาลบริหารงานด้วยความโปร่งใส คนไทยทุกคนต้องการครับ ไม่มีใครหรอกต้องการเผด็จการทรราชทหาร และก็ไม่มีใครอีกเช่นกันอยากเห็นการแทรกแทรงองค์กรอิสระแทรกแทรง ผูกขาดทางการเมืองเฉพาะตระกูลตนเองและพวกพ้อง ประชาธิปไตยจริงๆต้องเปิดเสรีภาพในทุกด้านครับ นักการเมืองต้องมีอิสระ ในหน้าที่กระทำการในสภา มิใช่นายทุนมาสั่งซ้ายหันขวาหัน เอาด้ายแดงผูกข้อมือเหมือนไอ้เณร แล้วยกมือทำตามคำสั่งนายทุนเป็นฝักถั่ว มันหมดสมัยแล้ว ยุคเถ้าแก่จัดตั้งรัฐบาลไม่บังควรเกิดขึ้นอีกในยุคสมัยนี้ การเมืองใหม่ที่โปร่งใส มีระบบธรรมาภิบาลที่ดีต้องเกิดขึ้นได้แล้วครับ นักการเมืองต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมยุคโลกาภิวัฒน์ คมช ปฏิวัติผมก็ต่อต้านและรังเกียจ ทุนสามารย์ผมก็รังเกียจเช่นกันครับ

คุณนี่มองอะไรมิติเดียวเสมอ ปร

คุณนี่มองอะไรมิติเดียวเสมอ
ประชาชนมีเอกฉันท์ในการสนับสนุนให้ใครมาใช้เวทีรัฐสภาออกกฎหมายเอื้อประโยชน์แก่ตัวเองหรือ? (เช่น ออกกฎหมายขยายเปอร์เซ็นการถือหุ้นแก่ชาวต่างชาติเสร็จปุ๊บก็เทขายหุ้นให้ต่างเชาติป๊ปเลย) ประชาชนมีเอกฉันท์ในการสนับสนุนให้ใครใช้สภาเป็นฐานรองรับการคอรัปชันเชิงนโยบายหรือ?

พูดไปดูคล้ายแก้ต่างให้ทักษิณ

พูดไปดูคล้ายแก้ต่างให้ทักษิณ แต่ขอประกาศ ผมไม่ได้เป็นพวกเขาเลยนะครับ

ที่คุณพูดถึงเผด็จการรัฐสภาว่าทักษิณชักใย สส.
อันนี้ก็อาจจะจริงนะครับ แต่จะผิดหรือไม่ผมก็ไม่รู้
การล้วงลูก ก็คงเห็นทั่วไปทั้งบรรหาร อภิสิทธิ์ สุเทพ ฯลฯ
จะบอกว่าทักษิณแย่ ก็ต้องคิดทบทวนอีกนิดนะครับ

เรื่องแทรกแซงองค์กรอิสระ อันนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเผด็จการรัฐสภา
ผมไม่ขอพูดถึงนะครับ
เพียงขอตั้งข้อสังเกตว่า คมช แทรกแซงองค์กรอิสระยิ่งกว่ามาก
เช่น ตั้ง คตส. ศาลรัฐธรรมนูญ รัฐสภา ฯลฯ

ทุนสามานย์ คงหมายถึงทักษิณใช่ไหมครับ ผมเคยได้ยินเหมือนกัน
แต่ความสามานย์นั้นก็มีในกรณีอื่นด้วยครับ
1. คุณธรรมสามานย์
2. ศักดินาสามานย์
3. นายทาสสามานย์
ฯลฯ

ประเด็นสำคัญที่ผมคิดก็คือ ถ้าประชาชนเลือก สส.ส่วนใหญ่ จะหาว่าเขาเป็นเผด็จการรัฐสภาไม่ได้
กกต. ก็ยังไม่ได้ว่าพรรคใดโกงเลือกตั้งจนได้เป็นเผด็จการรัฐสภาอย่างที่คุณว่า
อันนี้เป็นความวิตกส่วนตัวของคุณเอง

ถ้าอภิสิทธิ์เลือกเข้ามาได้มากกว่า ผมก็ต้องเคารพเขาครับ
การพูดถึงเผด็จการรัฐสภา เป็นการเข้าทางทรราชที่ไม่ต้องการให้ประชาชนเข้มแข็งต่างหากครับ

อันนี้มันเรื่องยาว

อันนี้มันเรื่องยาว ผมไม่อาจแก้ต่างแทนทักษิณนะครับ ไม่ใช่ธุระของผม
แต่ถ้ารัฐสภาออกกฎหมายได้ตามช่องทางทั่วไป จะไปหาว่าทุจริตนโยบาย ผมก็ไม่แน่ใจครับ
แต่การทำรัฐประหาร ย่ำยีระบอบประชาธิปไตยมากกว่าแน่นอนครับ

"แต่การทำรัฐประหาร

"แต่การทำรัฐประหาร ย่ำยีระบอบประชาธิปไตยมากกว่าแน่นอนครับ"
อันนี้เห็นด้วยครับ แต่ข้อเท็จจริงนี้ไม่ใช่หลักฐานที่จะใช้ปฏิเสธว่าไม่มีเผด็จการรัฐสภา

ต้องบอกให้ชัดว่า "ใคร"

ต้องบอกให้ชัดว่า "ใคร" โกงแผ่นดินโดยอ้างกฎหมู่?
ไม่งั้นวาทกรรมนักวิชาการก็ไม่ต่างจากวาทกรรมนักการเมืองน้ำเน่า

อย่างสภาองค์กรชุมชนนี่เป็นกฎหมู่อย่างไร?

นักมาร์คซิสต์ต้องมองย้อนกลับไ

นักมาร์คซิสต์ต้องมองย้อนกลับไปถึง 6 ตุลา
เพื่อต่อสู้ใหม่ในอนาคต
โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
--------------------------------------------------------
6 ตุลาคม 2519 อาชญากรรมของรัฐในการเมืองไทย

ความสำคัญของการต่อสู้ในวันที่ 14 ตุลาคม 2516 ต่อความขัดแย้งทางชนชั้น ในสังคมไทยจะเห็นได้จากกำลังใจของฝ่ายนักศึกษา กรรมาชีพ และชาวนา ที่พุ่งสูงขึ้นหลังชัยชนะ หลังจากนั้นไม่นานคนงานสิ่งทอร่วมกันนัดหยุดงานถึง 7 หมื่นคน พนักงานธนาคาร พนักงานหนังสือพิมพ์ ครูบาอาจารย์ และข้าราชการ ล้วนแต่ออกมา ประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรมที่ไม่เคยได้ภายใต้เผด็จการ แต่ในขณะเดียวกัน ปฏิกิริยา ของชนชั้นสูงไทยที่เสียอำนาจบางส่วนไป ในช่วงนั้นก็ปรากฏออกมาอย่างชัดเจน โดยมีการใช้ลัทธิ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เป็นข้ออ้างในการปกป้องอภิสิทธิ์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (2536) ได้อธิบายในบทความ “บันทึกความรุนแรงและรัฐประหาร 6 ตุลา” ว่า

“ผู้ที่ได้สูญเสียอำนาจทางการเมือง ในเดือนตุลาคม 2516ได้
แก่ทหารและตำรวจบางกลุ่ม ผู้ที่เกรงว่าในระบบประชาธิปไตย
ตนจะสูญเสียอำนาจทางเศรษฐกิจไป ได้แก่พวกนายทุนเจ้าของที่ดินบางกลุ่ม
และผู้ที่ไม่ประสงค์จะเห็นระบบประชาธิปไตยในประเทศไทย กลุ่มเหล่านี้
ได้พยายามอยู่ตลอดเวลาที่จะทำลายล้างพลังต่างๆ ที่เป็นปรปักษ์แก่ตนด้วยวิธีต่างๆ”

ในระยะสามปีหลัง 14 ตุลาคม 2516 ฝ่ายคนชั้นล่างไม่ว่าจะเป็นกรรมาชีพในเมืองหรือชาวนาในชนบท พยายามขยายสิทธิเสรีภาพ และประชาธิปไตย ในรูปแบบที่มีความหมายจริงๆ จังๆ สำหรับคนส่วนใหญ่ คือเขาพยายาม รวมตัว เรียกร้องความเป็นธรรม ทางชนชั้นในรูปแบบเศรษฐกิจปากท้องมากขึ้น มีการรวมตัวตั้งสหภาพแรงงาน และกลุ่มชาวนามากขึ้น และมีการประท้วงเรื่องค่าจ้าง สวัสดิการ และ ปัญหาราคาผลผลิตของชาวนาที่ตกต่ำ เป็นที่น่ารังเกียจอย่างยิ่งที่มีนักวิชาการ “ก้าวหน้า”ในปัจจุบันบางคนเช่น พิทยา ว่องกุล (2541) ที่เสนอว่า การเรียกร้องความเป็นธรรม ในสังคมในยุคนั้นเป็นเรื่อง ไม่รู้จักพอ มากเกินไป หรือ เป็นความผิด ข องนักศึกษา และฝ่ายซ้าย ที่ไม่เข้าใจวัฒนธรรมประชาชนไทย ที่ยังไม่พร้อมที่จะเห็นความเป็นธรรมในสังคม (ซึ่งอดีตผู้นำนักศึกษา ที่เข้าสู่ศูนย์อำนาจวันนี้ บางคนก็คิดเช่นเดียวกัน โดยมองว่าการเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อคนยากคนจน และความเป็นธรรมในช่วงก่อน เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา เป็นเรื่อง “ซ้าย” สุดขั้ว ทำล้ำเส้น ไม่เข้าใจการสร้างแนวร่วม โดยเฉพาะแนวร่วม กับฝ่ายอำนาจรัฐ และนายทุน เช่นเดียวกับปัจจุบัน ที่พวกเขาพยายามสร้างสัมพันธ์และเชื่อมต่ออยู่)

ถ้าภายใต้ระบบประชาธิปไตยคนจนเรียกร้องความเป็นธรรมไม่ได้ ประชาธิปไตยนั้นไม่มีความหมายเลย แนวคิดอย่างนี้ เป็นแนวคิด ที่ไหลไปในทิศทาง ที่ให้ความชอบธรรม กับการกระทำอันป่าเถื่อนของชนชั้นปกครองไทย ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และ ไหลไปโทษ ผู้ถูกกระทำ ที่ไม่มีส่วนในการใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด

ขณะที่ชนชั้นล่างไทยพยายามแก้ปัญหาพื้นฐานของสังคมหลัง 14 ตุลาคม 2516 ชนชั้นปกครองไทย ได้วางแผน ทำลาย ขบวนการกรรมาชีพ และชาวนาอย่างโหดร้ายทารุนโดยการสร้างสิ่งที่ ตรอทสกี (ผู้นำการปฏิวัติรัสเซียร่วมกับเลนิน) เรียกว่า “ไม้กระบองเพื่อทำลายชนชั้นกรรมาชีพ” (Trotsky 1975) นั่นคือ ขบวนการม็อบชน ม็อบในรูปแบบฟาชิสต์ของพวก “นวพล” “กระทิงแดง” และ “ลูกเสือชาวบ้าน”

ตรอทสกี เคยวิเคราะห์ขบวนการฟาชิสต์ (หรือที่เรียกว่า นาซี) ในเยอรมันสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง และการวิเคราะห์ของตรอทสกี มีประโยชน์ในการเข้าใจ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น ในสังคมไทย ขบวนการในเยอรมันและในไทยมีทั้งส่วนที่คล้ายกันและต่างกัน ส่วนที่ต่างกันคือไทยตอนนั้น ไม่ได้อยู่ ในสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจร้ายแรง อย่างเยอรมันในปี 1933 อย่างไรก็ตาม เราสามารถ ที่จะยกคุณสมบัติสำคัญสามประการ ของขบวนการฟาชิสต์ยุโรปสมัยนั้น มาทำความเข้าใจ กับขบวนการของไทยใน พ.ศ. 2519 ได้ดังนี้

1 ฐานสนับสนุนของขบวนการฟาชิสต์คือชนชั้นกลาง หรือคนระดับปานกลาง ที่กำลังถูกบีบระหว่างนายทุนใหญ่ กับ ขบวนการกรรมาชีพ ท่ามกลางการต่อสู้ทางชนชั้น งานวิจัยของ โบวี่ (Bowie 1997) นักวิชาการสหรัฐที่อยู่ในเมืองไทยยุคนั้น พบว่ากลุ่มลูกเสือชาวบ้าน เป็นขบวนการ ที่มีรากฐานการสนับสนุน ในหมู่ชาวบ้าน ระดับปานกลาง กลุ่มนวพลในเมือง ก็เป็นกลุ่มของข้าราชการและนักธุรกิจระดับปานกลางเช่นเดียวกัน

2 กำลังหลักในการใช้ความป่าเถื่อนรุนแรงของขบวนการฟาชิสต์ อาศัยกรรมาชีพจรจัดและคนจน ที่ตกงาน หรือไม่พอใจ กับระบบ แต่ไม่ได้เป็นส่วนของกรรมาชีพที่มีองค์กรจัดตั้งแบบสหภาพแรงงาน มาร์คซ์เคยเรียกกลุ่มนี้ว่าเป็น “ชนชั้นอันตราย ขยะของสังคม” (มาร์คซ์ กับ เองเกิลส์ 2541) นักศึกษา อาชีวะ ที่เข้าไปเป็นหน่วยกระทิงแดง เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด

3 ขบวนการฟาชิสต์ จะมีพลังจริงต่อเมื่อชนชั้นนายทุนที่เป็นชนชั้นปกครองสนับสนุนขบวนการเหล่านั้น ความโหดร้าย ของกลุ่มอันธพาลสามกลุ่ม ที่เกิดขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และช่วงก่อนหน้านั้น เกิดขึ้นได้ เพราะมีการสนับสนุน จากชนชั้นปกครองไทยทุกฝ่าย โดยไม่มีข้อยกเว้น กอ.รมน. และ องค์กรอื่นๆ ของรัฐไทยได้สนับสนุนและพัฒนาอันธพาลสามกลุ่มด้วยเงิน อาวุธ การอบรม และกำลังใจ (ป๋วย 2536)

ตรอทสกี อธิบายว่าชนชั้นปกครองจำใจใช้ม็อบฟาชิสต์ “เสมือนคนที่ปวดฟันไปหาหมอฝัน” (Trotsky 1975) คือจริงๆ แล้ว ชนชั้นปกครองไม่ไว้ใจ เกลียดชัง และดูถูกบุคคลที่เป็นสมาชิกกลุ่มอันธพาลเหล่านี้ แต่จำใจต้องใช้เขาเพื่อทำลายขบวนการนักศึกษา กรรมาชีพ และชาวนา และในกรณีไทยพอใช้งานเสร็จก็มีการพยายามยุบทั้งสามองค์กร หรือปล่อยให้หายไปตามธรรมชาติ แทนที่ จะสนับสนุนต่อไป (Bowie 1997)

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นข้อมูลหลักฐานจากโลกจริงทีโต้แย้งกับข้อเสนอของนักวิชาการสำนัก “ประชาสังคม” ที่เชื่อว่าคนชั้นกลาง เป็นกลุ่มที่สนับสนุนและผลักดันการพัฒนาของระบบประชาธิปไตย เพราะในปี 2519 ชนชั้นกลางไทย เป็นฐานสนับสนุน อันธพาล สามกลุ่ม ที่มีส่วนร่วมสำคัญในการทำลายประชาธิปไตยและการเอาเผด็จการรัฐบาลขวาจัดของ ธานินทร์ กรัยวิเชียร เข้ามาแทนที่รัฐบาลประชาธิปไตย

จุดอ่อนของฝ่ายมวลชน

ก่อนที่จะพิจารณาจุดอ่อนของฝ่ายมวลชนในเรื่องเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เราจำเป็นที่จะต้องย้ำว่าการต่อสู้ของนักศึกษา กรรมกร และ ชาวนา และการต่อสู้ของสหายในพรรคคอมมิวนิสต์ไทย ซึ่งรวมถึงนักศึกษาทั้งหลายที่เข้าป่าหลัง 6 ตุลาคม 2519 เป็นการต่อสู้ที่มีความชอบธรรม เพราะเป็นการต่อสู้เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยของคนส่วนใหญ่และความเสมอภาคของสังคมไทย ส่วนผู้นำของฝ่ายตรงข้ามล้วนแต่ต่อสู้เพื่อปกป้องอภิสิทธิ์อันไม่ชอบธรรมของพวกเขาเท่านั้น

แต่การต่อสู้ของฝ่ายเรามีจุดอ่อนหลายประการที่เราควรศึกษาเพื่อที่จะปรับแนวการต่อสู้ในปัจจุบันดังนี้

1 ขบวนการนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตย ไม่ชัดเจนว่าสู้เพื่ออะไรนอกจากระบบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาในระบบทุนนิยม และ พอได้สิ่งนี้มาเข้าใจว่ายังไม่เพียงพอ แต่ไม่ชัดเจนว่าควรสู้ต่อไปในรูปแบบไหน ความไม่ชัดเจน ของนักศึกษา เป็นเรื่องธรรมดา ของคนหนุ่มสาวที่เริ่มการต่อสู้ แต่ในเมืองไทยมีองค์กรหนึ่ง ที่มีภาระหน้าที่ที่จะนำทางให้คนหนุ่มสาว องค์กรนี้ คือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่ปรากฏว่าพรรคนำนักศึกษา ในทางที่ผิดพลาดเพราะเดินแนวทางลัทธิเหมาเจ๋อตง และเผด็จการสตาลิน ไม่สนใจที่จะสู้ในเมืองเพื่อยับยั้งเหตุการณ์นองเลือด และ ปล่อยให้นักศึกษา และกรรมาชีพในเมืองต้องสู้แบบบริสุทธิ์มือเปล่า

2 พรรคคอมมิวนิสต์เสนอการต่อสู้เพื่อ“ประชาชาติประชาธิปไตย” การเสนอแนวทางต่อสู้เพื่อประชาชาติประชาธิปไตย หรือเพื่อแค่ขั้นตอนประชาธิปไตยรัฐสภา ในระบบทุนนิยม โดยทำแนวร่วมกับนายทุน เป็นแนวคิดเชิง “ทฤษฎีขั้นตอนประวัติศาสตร์แบบกลไก” ของสำนัก สตาลิน-เหมา เจ๋อ ตุง เพราะสำนักนี้ มองว่าขั้นตอนการต่อสู้ เพื่อสังคมนิยมเป็นขั้นตอนในอนาคตอันห่างไกล สาเหต ุหลักที่พรรคแบบสตาลินเสนอยุทธศาสตร์แนวนี้ ก็เพราะสตาลินต้องการสร้างรัสเซียเป็นมหาอำนาจ และไม่ต้องการสร้างศัตรู กับประเทศประชาธิปไตยทุนนิยม หรือ ชนชั้นนายทุนในประเทศด้อยพัฒนาอย่างจีน แนวคิดนี้เป็นแนวคิด ของชนชั้นข้าราชการเผด็จการ ที่ขึ้นมามีอำนาจในรัสเซีย หลังความล้มเหลวของการปฏิวัติรัสเซียประมาณปี 1928 (ใจ 2542)

การเสนอเป้าหมายการต่อสู้แค่ขั้นตอนประชาชาติประชาธิปไตยเป็นการย้อนยุคแนวคิดมาร์คซิสต์ เพราะ มาร์คซ์ เลนิน และ ตรอทสกี ได้พัฒนาแนวคิดจนพ้นขั้นตอนประวัติศาสตร์แบบกลไกในช่วงระหว่างปี 1848 จนถึง 1917 และมีข้อสรุปในปัจจุบันว่า ไม่ว่าจะเป็นประเทศพัฒนาหรือด้อยพัฒนา ชนชั้นกรรมาชีพในเมือง ต้องนำการปฏิวัติ เพื่อเลยขั้นตอน ประชาชาติประชาธิปไตย ไปสู่สังคมนิยมอย่างต่อเนื่อง (ใจ 2542) สิ่งเหล่านี้ อาจดูเหมือนทฤษฎี ที่ไม่เกี่ยวกับโลกจริง แต่ถ้าเราอธิบายเป็นรูปธรรมชาวมาร์คซิสต์จะมองว่า การล้มเผด็จการทหารในปี 2516 ทำให้ประชาธิปไตยแบบทุนนิยมไทยเกิดขึ้น แต่ประชาธิปไตยแบบนี้ ไม่เพียงพอที่จะสร้างความเป็นธรรมในสังคมอย่างจริงจังได้ ดังนั้นต้องมีการต่อสู้ต่อไป อย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสังคมนิยม แต่แนวของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยที่เน้นการสร้างแนวร่วมระหว่างกรรมกร ชาวนา นายทุนน้อย และนายทุนชาติ เพื่อสู้กับ “จักรวรรดินิยมอเมริกาและทาสรับใช้ของมัน” โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างระบบทุนนิยม “แท้และอิสระ” ในไทย เพียงแต่สร้างความสับสนให้กับนักศึกษา และกรรมาชีพในเมืองเท่านั้น

3 พรรคคอมมิวนิสต์หลงคิดว่าเมืองขึ้นกับชนบท แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับชนบทไทย ทั้งๆ ที่เหตุการณ์สำคัญทางการเมือง ทุกเหตุการณ์เกิดขึ้นในเมือง (เช่น การปฏิวัติ 2475 การล้มเผด็จการเมื่อ 14 ตุลาคม 2516 เป็นต้น) ลอกแบบโดยตรง จากพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ แนวเหมา เจ๋อ ตุง แต่แนวของเหมา เป็นแนวที่เกิดจากการชี้นำของสตาลิน ที่สั่งให้พรรคจีน สลายตัว เข้าไปอยู่กับ พรรคนายทุนจีน ซึ่งมีผลทำให้พวกคอมมิวนิสต์จีนในเมืองต่างๆ ถูกฆ่าตายเป็นแสน อุบัติเหตุ ทางประวัติศาสตร์ อันนี้ถูกแปรรูปไปเป็นอุดมการณ์ทางการเมืองของเหมา และถูกลอกแบบในพรรคไทยโดยที่ไม่มีการคิดพิจารณาแต่อย่างใด

ในรูปธรรมแนวคิด “ชนบทล้อมเมือง” ของพรรคคอมมิวนิสต์ไทยมีผลทำให้พรรคถอนกำลังออกจากเมืองไม่เอาใจใส่กับกรรมาชีพ ไม่เตรียมที่จะต้านภัยเผด็จการด้วยการนัดหยุดงาน และปล่อยให้นักศึกษาและกรรมาชีพถูกปราบปราม สาเหตุที่ตั้งข้อกล่าวหานี้ได้ ก็เพราะการนัดหยุดงานต้านภัยเผด็จการไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน ก่อนหน้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ไม่กี่เดือนกรรมาชีพ 5 แสนคน ได้ออกมานัดหยุดงานทั่วไป เพื่อประท้วงค่าครองชีพที่แพงขึ้นเรื่อยๆ

ประเมินการต่อสู้ยุค 6 ตุลา

ถ้ามองจากแง่ลบ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้ทำลายขบวนการฝ่ายก้าวหน้า และอุดมการณ์สังคมนิยมในไทย และทำให้การต่อสู้ ของกรรมาชีพ อ่อนแอลง ซึ่งมีผลกระทบจนถึงทุกวันนี้ และชนชั้นปกครองไทยโดยเฉพาะซีกก้าวหน้าฉลาดสายปฏิรูป สามารถ ที่จะปั้นระบบประชาธิปไตยไทย ไปในรูปแบบที่เป็นประโยชน์ต่อชนชั้นของเขา การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในปี 2540 เป็นผลงานล่าสุด ของชนชั้นปกครองซีกก้าวหน้าดังกล่าว เพราะประเด็นสำคัญที่สุด ในรัฐธรรมนูญใหม่ คือการสร้างความมั่นคง ให้กับรัฐบาลนายทุน และนักเลือกตั้งมืออาชีพ เพื่อการพัฒนา สถาบันการเมืองของนายทุนให้ทันสมัย (Connors 1999) ไม่ใช่เรื่องสิทธิเสรีภาพ นามธรรม ที่พิมพ์บนแผ่นกระดาษ และไร้ความหมายในรูปธรรม ช่วงเวลาผ่านมา เกือบ 4 ปีคงจะพิสูจน์ได้ดี ปัญหาความยากจน ไม่ได้รับการแก้ไข ผู้ใช้แรงงานยิ่งประสบกับความยากลำบาก และถูกลอยแพ

แต่ถ้ามองจากอีกแง่หนึ่งที่เป็นแง่บวก การต่อสู้ของคนชั้นล่าง และ การต่อสู้ของผู้ที่เข้าป่าหลัง 6 ตุลาคม 2519 มีผลทำให้ชนชั้นปกครองไทย ต้องประนีประนอมครึ่งทาง ต้องยอมเปิดกว้าง ทางประชาธิปไตยรัฐสภา และที่สำคัญ คือ ชนชั้นปกครอง ไม่ได้มีอำนาจพอที่จะกำหนดอนาคตทุกอย่างได้อย่างเบ็ดเสร็จ เช่น ไม่สามารถคุมปฏิกิริยา จากประชาชน ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ไม่สามารถควบคุมสิ่อมวลชน และไม่สามารถยับยั้งวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยได้เป็นต้น

บทเรียนสำหรับอนาคต

6 ตุลาคม 2519 สอนให้เราเข้าใจว่าชนชั้นปกครองไทย ไม่มีวันสละอภิสิทธิ์อันไม่ชอบธรรมของเขาอย่างง่าย ๆ และ เขาพร้อมที่จะใช้ ความโหดร้ายป่าเถื่อน ในการปกป้องอภิสิทธิ์ดังกล่าวเสมอ ดังนั้นเราต้องเลิกแนวคิดต่อสู้แบบบริสุทธิ์มือเปล่า โดยเฉพาะแนวคิดที่ปฏิเสธเรื่องชนชั้น นอกจากนี้ เราต้องเข้าใจว่า ระบบประชาธิปไตยทุนนิยม ที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นระบบ ที่ตอบสนองผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน ถ้าเราจะสร้างประชาธิปไตยสมบูรณ์ เราต้องต่อสู้เพื่อสังคมนิยม และในการต่อสู้ดังกล่าวเราต้องเข้าใจว่าชนบทขึ้นกับเมือง

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและการเมืองสูง ในยุคเศรษฐกิจขยายตัว ชนชั้นนายทุนไทย เกือบจะไม่ให้อะไร กับชนชั้นกรรมาชีพและชาวนายากจนเลย แต่ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจชนชั้นนายทุนพยายามซ้ำเติมความเดือดร้อนของกรรมาชีพ และคนจน โดยการโยนภาระหนี้สินและภาระแก้วิกฤตให้กับพวกเรา สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเราไม่คิดเปลี่ยนสังคม ชนชั้นปกครองหวังว่า 6 ตุลาคม 2519 จะสอนให้เราจำนนและกลัวความรุนแรง เรามีหน้าที่ที่จะรื้อฟื้นการต่อสู้เพื่อสังคมนิยมเพื่อไม่ให้สหายเก่า และวีรชนของประชาชนในอดีตต้องเสียสละ ไปอย่างสูญเปล่า

หนังสืออ้างอิง

ใจ อึ๊งภากรณ์ (2542) “อะไรนะลัทธิมาร์คซ์” สำนักพิมพ์ชมรมหนังสือประชาธิปไตยแรงงาน, กรุงเทพฯ
ชัยอนันต์ สมุทวณิช (2530) “ปัญหาการพัฒนาทางการเมืองไทย” สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ป๋วย อึ๊งภากรณ์ (2536) “คำให้การของดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ กรณีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519” มูลนิธิโกมลคีมทอง
พิทยา ว่องกุล (2541) ทิศทางขบวนการประชาชนมิติใหม่: แนวสันติธรรมและสร้างความมั่นคงแห่งชีวิต ใน “ประชาภิวัฒน์: บทเรียน 25 ปี 14 ตุลา” วิถีทรรศน์ ชุดโลกาภิวัฒน์ 7
มาร์คซ์, คาร์ล กับ เองเกิลส์, เฟรเดอริค (2541) “แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์” สำนักพิมพ์ชมรมหนังสือประชาธิปไตยแรงงาน กรุงเทพฯ
วรวิทย์ เจริญเลิศ กับ ธีรนาถ กาณจนอักษร (2541) วิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาการว่างงานและความยากจน ใน ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ (บรรณาธิการ) “คนจนในประเทศไทย” เศรษฐศาสตร์การเมือง 7
วิทยากร เชียงกูล (2541) สังคมไทยได้อะไรจากเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ใน “ประชาภิวัฒน์: บทเรียน 25 ปี 14 ตุลา” วิถีทรรศน์ ชุดโลกาภิวัฒน์ 7
สังศิต พิริยะรังสรรค์ (2529) “ประวัติการต่อสู้ของกรรมกรไทย” สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เอนก เหล่าธรรมทัศน์ (2536) “ม็อบมือถือ” สำนักพิมพ์มติชน
Bowie, K. A. (1997) Rituals of national loyalty. Columbia University Press, U.S.A.
Connors, M. K. (1999) Political reform and the state in Thailand. Journal of Contemporary Asia. Vol 29(2) 202-225.
Glassman, J. F. (1999) Thailand at the margins: state power, uneven development, and industrial transformation. PhD thesis, University of Minnesota, U.S.A.
Mabry, B. D. (1979) The development of Labor institutions in Thailand. Cornell University, U.S.A.
Prudhisan Jumbala (1987) Interest and Pressure Groups. In: Somsakdi Xuto (ed) “Government and Politics of Thailand”. Oxford University Press, Singapore.
Riggs, F. (1966) Thailand. The modernisation of a Bureaucratic Polity. East West Press, Honolulu.
Trotsky, Leon (1975) The struggle against fascism in Germany. Pelican Books, London.

ผลลัพธ์ของเผด็จการไทย

ผลลัพธ์ของเผด็จการไทย พาชาติบ้านเมืองล้าหลัง แพ้สิงค์โปร ต่อมาก็มาเลเซีย ในไม่ช้าก็จะแพ้เวียตนาม และถ้ายังไม่หยุดการกระทำ ในที่สุดก็จะรั้งท้ายในกลุ่มประเทศยากจน ทั้งๆ ที่มีทรัพยากรสมบูรณ์ สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศดีเยี่ยมระดับโลก

เห็นด้วยกับอ.โสภณ

เห็นด้วยกับอ.โสภณ ในประเด็นหลักทั้งหมด แต่เรื่องสิทธิชุมชนอาจต้องคุยกันในรายละเอียดของแต่ละแห่ง

โดยเฉพาะเรื่องป่าชุมชน ผมว่ามันเวิร์คพอควรสำหรับบางกรณีที่ระบบวัฒนธรรมทำงานได้ดี และให้สิทธิชุมชนในการใช้และปกป้องทรัพยากรที่มีผลกระทบต่อชีวิตตน

แต่เรื่อง "สภาองค์กรชุมชน" ผมเห็นด้วยมากกับอาจารย์ คนที่เห็นดีงามกับเรื่องนี้ ซ่อนเร้นลักษณะเผด็จการอภิชนของตัวเองเอามาเป็นข้ออ้างในการ "คาน" อำนาจอบต.

ทั้งๆที่ อบต. ได้รับการเลือกตั้งมา แต่แปลกสภาองค์กรชุมชน ไม่ได้มีการเลือกตั้งเลย คัดเลือกกันมาในเครือข่ายอภิชนของตัวเอง และเรื่องนี้ก็ผ่านกฎหมายไปแล้ว?

นี่แหละลักษณะธาตุของพวกอภิชนอำมาตย์เอ็นจีโอ

*สถาบัน เผด็จการ

*สถาบัน เผด็จการ อันชั่วร้าย
ยังคงใช้ บทบาท อำนาจแฝง
คอยเหยียบหัว ประชาชน ล้นรุนแรง
คอยแทรกแซง ประชาธิปไตย

*เงื่อนไขของสถาบัน เผด็จการ
อยู่ที่การ มีอภิสิทธิ์ ผิดสมัย
อยู่เหนือประชาชน คนทั่วไป
และไร้การตรวจสอบ ตอบผู้คน

*หาประโยชน์ เฉพาะตน เฉพาะกลุ่ม
เกิดครองคุ้ม อุปถัมภ์ นำสู่ผล
มีประโยชน์ ต่างตอบแทน แสนเล่ห์กล
ประชาชน ถูกเอาเปรียบ เหยียบหัวไว้

*มีผู้ทรงอิทธิพล คอยหนุนหลัง
หนุนพลังรัฐประหาร มารยิ่งใหญ่
ประชาชนไม่อาจขวาง ทางจัญไร
กลัวพิษภัย มารใหญ่ เผด็จการ

สงสัยว่า

สงสัยว่า ไม่ผมหรือคุณต้องเขียนบทเผด็จการรัฐสภามาคุยกันให้ชัด ๆ เสียแล้ว ใครจะเริ่มครับ

สิ่งไม่มีคือกูเห็นว่ามันไม่มี

สิ่งไม่มีคือกูเห็นว่ามันไม่มี
จะชั่วดีอยู่ที่ความเห็นกู
สิ่งอย่างเช่นคนอื่นเห็นที่เป็นอยู่
ในความเห็นกูคือไม่ใช่ไม่มีสิ่งนั้น

(แต่งกลอนได้แค่นี้แต่มีความหมาย)

ขอร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยสักค

ขอร่วมแสดงความคิดเห็นด้วยสักคนครับ

************

การคุยกันเรื่องการเมืองการปกครอง

เบื้องต้นต้องตกลงและยอมรับกันก่อนว่ากติกาที่วางไว้นั้นใครเขียน

และกติกานั้นถูกต้องเป็นธรรมตามหลักสากลหรือไม่

เช่นถ้าพูดถึงรัฐธรรมนูญ

รัฐธรรมนูญ 2540 มีที่มาจากประชาชน

เป็นหลักเกณฑ์ที่ทุกคนในสังคมต้องยอมรับ

เมื่อผลการเลือกตั้งได้นักการเมืองเข้ามาบริหารตามมติของประชาชน

จะมากล่าวหาว่าเป็นเผด็จการรัฐสภาได้อย่างไร

ที่กล่าวหาว่าใครเป็นทุนสามานย์ กติกาตอนที่ใช้รัฐธรรมนูญ 2540 มีอยู่

ทำไมไม่ใช้กติกานั้นให้เป็นประโยชน์ในการจัดการ

และมีกำหนดกฎหมายข้อไหนที่กล่าวร้าย ตำหนิความเป็นทุนสามานย์บ้าง

นอกจากเป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย

การจัดการเปลี่ยนแปลงระบบของการปกครองเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549

ยกเลิกกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2540

แล้วใช้รัฐธรรมนูญ 2549 ที่มีผลบังคับใช้มาถึงทุกวันนี้

แม้ว่าจะได้มีกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 แล้วก็ตาม

รัฐธรรมนูญ 2550 ยังได้กำหนดความในบทเฉพาะกาล มาตรา 309

ให้บังคับใช้รัฐธรรมนูญ 2549 ทั้งฉบับ พ่วงเป็นเรือพ่วงไปด้วยกับรัฐธรรมนูญ 2550

ซึ่งมีผลให้ประกาศ คปค. ทุกฉบับที่ประกาศใช้ในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 19 กันยายน 2549

ยังคงมีผลต่อไป ยังคงมีผลต่อไป และยังคงมีผลต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด

และยังกำหนดให้บุคคล คณะบุคคลที่เป็นผู้รับมอบหมายตามที่คณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง 19 กันยายน 2549

หรือที่หัวหน้าคณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครองมอบหมาย

ให้ทำหน้าที่ ใดๆก็ตามตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2549 ก่อน หรือหลังวันที่ ดังกล่าวนั้น

ต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้ และต่อไปในอนาคต เท่าที่รัฐธรรมนูญ 2550 ยังมีผลบังคับใช้

ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง

และการกระทำนั้น มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร ในทางตุลาการ หรือในการลงโทษ

หรือในการบริหารราชการอย่างอื่น ที่เป็นความผิดต่อกฎหมายนั้น

ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิด และความรับผิดสิ้นเชิง

รัฐธรรมนูญ 2549 ที่มีผลบังคับตามที่มาตรา 309 รับรองไว้ ดังนี้แหละ

ให้ผู้ที่กระทำความผิดต่อกฎหมาย ซึ่งหากเป็นคนที่ได้รับมอบหมายดังกล่าว

กระทำการในวันนี้ หรือในเวลาข้างหน้าไปนี้ แม้เป็นความผิดต่อกฎหมาย

ก็ให้พ้นความผิด และความรับผิดสิ้นเชิง

บางพวก บางกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากข้อกฎหมายส่วนนี้

จึงไม่ยอมให้มีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ

แล้วอย่างนี้มันเป็นความถูกต้องเป็นธรรมหรือไม่

ถูกต้อง เป็นธรรมหรือไม่ ใครไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้ ก็เข้าไปอ่านดูใน www.krisdika.go.th

คลิกที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่ใต้ห้องสมุดกฎหมาย

และคลิกต่อที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ไปเรื่อยๆ

จนพบลายแทง รัฐธรรมนูญ 2549 และ2550 เข้าไปอ่านดู

โดยเฉพาะมาตรา 36 และ มาตรา 37 ของรัฐธรรมนูญ 2549

คำว่าเผด็จการ ก็จะเป็นความเข้าใจที่เราสามารถค้นหาได้ด้วยตนเองว่า

เผด็จการนั้นเป็นอย่างไร

การมีเสียงข้างมากในรัฐสภา มันต่างจากเผด็จการที่ได้ถูกกำหนดไว้เป็นตัวหนังสือชัดเจนนี้อย่างไร

ความเห็นนี้ ไม่ถูกใจคนอ่าน ก็ต้องขออภัย

แต่ความจริงมันเป็นเช่นนี้แล

******************

Guest ดำดิน

10 ตุลาคม 2552

กฎหมายฉบับไหนครับที่ว่าเอื้อป

กฎหมายฉบับไหนครับที่ว่าเอื้อประโยชน์ตน

ผมจะได้ร่วมกันแฉด้วยว่าเป็นการทำสิ่งที่ไม่ดี

ชื่อกฎหมายอะไร ??????? ดูได้ทุกฉบับกฎหมายครับ

ดูได้ใน www.krisdika.go.th

เพียงบอกชื่อกฎหมายมา ผมจะเข้าไปดูให้

หรือว่าคุณก็จำที่เขากล่าวหาเลื่อนลอย แล้วมาโพสต์ต่อ

***************

Guest ดำดิน

10 ตุลาคม 2552

ตุลา

ตุลา มาถึงคราใด
ทอละราชผะเด็ดกาน
นอนฉะดุ้งตุ๊กที
โหย่มั่ยเป็นฉุกเลย

สังเกตุและย้อนนึกมานานแล้ว

สังเกตุและย้อนนึกมานานแล้ว พอสังเกตุดู พอนายกที่มาจากการเลือกตั้ง ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง พอจะเข้าที่ประชาชนเริ่มศรัทธา จะดีขึ้น อำมาตย์ก็จะให้พวกออกมาเริ่มสร้างกระแสร์แล้วให้สี่อหลักประโครมทำลายล้าง ไม่ยอมให้โงหัวเลยทีเดียวพออำมาตย์ขยับ นายทุน นักวิชาการ พอกสอพลอ นักการเมืองอำมาตย์ สื่ออำมาตย์ก็ขยับ เริ่มเข้ามาแถลงการณ์ทำลายกระหน่ำ ทั้งๆที่ส่วนใหญ่ข้อกล่าวหาเป็นเท็จ สร้างเรื่องเติมแต่งทั้งสิ้น จะไม่ค่อยมีหลักฐานซักเท่าไหร่ ก็พยายามสร้างกระแสร์โดยใช้สื่อหลักล้างสมองโน้มน้าวรวมถึงโพลอำมาตย์ช่วยกันกระหน่ำ สุดท้ายก็ใช้กำลังเข้าจัดการรัฐบาลนั้นๆ แล้วก็ตั้งศาลเตี้ยขึ้นมากล่าวหาให้สิ่งที่โกหกไว้เป็นจริง อันไหนไม่มีหลักฐาน ก็ใช้วิธีตีความ ง่ายดี ถ้าตีความยังไงๆ เป้าหมายที่ถูกทำลายก็จะต้องผิดวันยังค่ำ นี่คือกระบวนการ
สาเหตุ น่าจะมาจาก การที่ฝ่ายอำนาจอำมาตย์กลัวจะสูญเสียอำนาจทางการเมืองไป เพราะพรรคการเมืองที่ตัวเองสนับสนุนไม่ได้เป็นผู้นำ สรุป อำมาตย์จะควบคุมไว้ในมือทั้งหมดทุกส่วน และที่มีปัญหามากๆ คือ อำมาตย์ต้องการควบคุมทางการเมือง ก็เลยเกิดเรื่องเพราะ อำมาตย์กับประชาชนส่วนใหญ่ เห็นต่างกัน จึงพยายามใช้อำนาจที่มีในมือมาทำลายล้างฝ่ายที่เห็นแย้ง ปัจจุบัน สื่อมีมากมายไม่สามารถโกหกได้อำมาตย์จึงไม่สามารถเอาชนะประชาชนได้เด็ดขาด

ผมก็อยากไปพิสูจน์

ผมก็อยากไปพิสูจน์ แต่กลัวโดนปาอึ แบบหินกรูด (ฮา) . . . ไม่ใช่หรอกครับ ไม่ใช่ field ผม และผมคงไม่ได้มีเวลาว่างขนาดนั้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นต้องเป็น exception ที่จะถือเป็น norm ไม่ได้ เลียนแบบไม่ได้ครับ จึงถือเป็นแบบอย่างไม่ได้

ก็นั่นน่ะสิครับ

ก็นั่นน่ะสิครับ อาจารย์ก็ยังเข้าใจว่ามันมีกรณีพิเศษ มีข้อยกเว้นเกิดขึ้น สิทธิชุมชุน ป่าชุมชนในบางแห่งแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรจากคนนอกชุมชนได้ แต่หากกฎหมายใหญ่ปฏิเสธแบบทุกกรณีโดยถือเป็นบรรทัดฐานเดียวกันทั้งหมด ก็ปฏิเสธการแก้ปัญหาที่เกิดจากความหลากหลายทางวัฒนธรรมด้วย

ผมไม่ได้ไม่เห็นด้วยว่า หลายกรณีป่าชุมชนก็เป็นเพียงข้ออ้างจริง แต่หากรัฐสามารถสร้างเงื่อนไขทางกฎหมายที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลายของท้องถิ่นด้วย มันจะไม่ช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ได้ล่ะหรือ?

ผมถึงว่าบางกรณีก็ต้องว่ากันไป แต่อย่างเรื่องเสรีภาพ ประชาธิปไตย การกระจายอำนาจน่ะมันก็ต้องเป็นหลักสากล

บางคนบอกว่า

บางคนบอกว่า เมืองไทยที่ยังมีโอกาสเกิดรัฐประหารอยู่เรื่อย
ก็เพราะเผด็จการตัวจริงยังอยู่!?! งง

ตามหลักแล้ว

ตามหลักแล้ว กฎหมายยกเว้นไม่ได้หรอกครับ ไม่เช่นนั้นก็อ้างวัฒนธรรมเรื่อย
นี่เป็นกฎหมายเกี่ยวกับผลประโยชน์ของประชาชนนะครับ
แต่ถ้าเป็นกฎหมายเกี่ยวกับวัฒนธรรมนั้นไม่ควรมี
เช่นครั้งหนึ่ง จอมพล ป. ห้ามกินหมาก ให้ใส่หมวก
อย่างนี้ผิดถนัด

แต่ที่จอมพล ป. สั่งให้มี license สำหรับนักดนตรี
(ในหนังเรื่องโหมโรง ซึ่งถูกทำให้ดูเป็นเรื่องตลก) หรืออื่น ๆ นั้น
เป็นสิ่งที่สมควรเป็นอย่างยิ่ง เพราะสร้างมาตรฐานวิชาชีพ
และที่สำคัญที่สุดก็คือการคุ้มครองผู้บริโภค

หันมาดูสหรัฐอเมริกา
เขามีกันที่ดินให้พวกชาวเขาหรืออินเดียแดงของเขาเหมือนกัน
แต่กันในพื้นที่เล็ก ๆ บางบริเวณของประเทศ
ไม่ใช่ให้ชาวเขามาบุกรุกภูเขาเพิ่มขึ้นทุกวัน และเราก็รับรองสิทธิให้เขาเพิ่มขึ้นทุกวันครับ

ดูกฎหมายก็ถูก

ดูกฎหมายก็ถูก ดูพวกที่ออกกฎหมายก็ถูก
ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ก็ถูก เคารพเสียงส่วนน้อยก็ถูก

ปฏิเสธนักการเมืองที่บิดเจตนารมณ์กฏหมายก็ถูก
ปฏิเสธเสียงส่วนใหญ่ที่ไม่ถูกต้องในเรื่องที่มาและการใช้เสียงส่วนใหญ่เพื่อประโยชน์ของตนและพรรคพวกก็ถูก

ไม่ครับอาจารย์

ไม่ครับอาจารย์ ผมไม่ได้เสนอว่าให้ ยกเว้นทางกฎหมาย

แต่ควรสร้างกฎหมายที่สอดรับกับสภาพท้องถิ่นแต่ละแห่ง กรณีของป่าชุมชน เป็นไปได้ไหมถ้าจะมีข้อบังคับที่กำหนดไว้ว่า ประชาชนในพื้นที่ที่อาศัยอยู่จริงนั้นเป็นผู้กำหนด ซึ่งหากทำได้ตามองค์ประกอบเงื่อนไขก็สามารถกระทำได้

แต่หากทำผิดเงื่อนไขในพ.ร.บ.ป่าชุมชน ชุมชนก็จะถูกยกเลิกเพิกถอนสิทธิได้

ผมไม่มีความรู้ด้านกฏหมายมากนัก แต่เข้าใจว่าเรื่องนี้มันทำได้ในลักษณะบังคับใช้ทั่วไปด้วย

ผมมองแย้งในคำอธิบายที่

ผมมองแย้งในคำอธิบายที่ ดร.โสภณ ว่า คนทำถูกกฎหมายคือคนดี เพราะดูข้อสรุปมันดูง่ายๆ ไป เพราะผมมองว่า ถ้าเราไม่เห็นกระบวนทัศน์มนการคิด การคลี่คลายของมัน บางทีเราก็อาจมองไม่เห็นทิศทางที่มันควรจะเป็นเหมือนกัน

ผมพิจารณาเริ่มจากว่า คนดีตามกฎหมาย มันเป็น กรอบการเมืองการปกครอง สำหรับกำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง คนกับคน คนกับทุน คนกับรัฐ และคนกับศาสนา

กฎหมายที่กำหนดให้คนทำดี อาจทำให้คนเป็นคนดีตามกฎหมาย ภาษาชาวบ้านก็คือ "พลเมืองดี" เพราะทำตัวตามกฎหมาย ขณะเดียวกัน กฎหมายที่คนปฏิบัติตามก็ต้องเป็นกฎหมายที่ดีด้วย ถ้ากฎหมายกำหนดไว้ไม่ดี บางที "พลเมืองดี" ตามกฎหมายหนึ่งอาจเป็นเป็น "พลเมืองเลว" ตามกฎหมายหนึ่งก็ได้

มันเหมือนกฎหมาย เพื่อให้เกิด "ความยุติธรรม" แต่บ่อยครั้ง แม้กระทั่งทุกวันนี้ เราก็ยังเห้นว่า มันไปไม่ถึง "ความเป็นธรรม"

ดังนั้นคนทำตามกฎหมาย ตามคำถามนี้ ผมจึงไม่แน่ใจว่าจะ "เป็นคนดี" หรือ เป็น "พลเมืองดี" จริงๆ

ความเป็นคนดี ยังมีอีกกรอบคิดหนึ่ง ก็คือ กรอบคิดทางด้านศาสนา ในกรอบนี้ ความเป็น "คนดี" มัน แทบจะเป็นอุดมคติ คือ ดีด้วย "กาย วาจา ใจ" หมายถึง พฤติการณ์ที่ดี วาจาที่ดี และจิตใจที่ดี

แต่การจะเห็นคนดี ตามกรอบศาสนา มันก็ยังยาก เพราะมันมีทั้งส่วนรูปธรรม ก็คือการแสดงออก ด้านอากัปกริยาท่าทาง คำพูด งานเขียน และส่วนที่เป็นนามธรรม คือส่วนที่อยู่ข้างใน

ในการตีความสิ่งที่อยู่ข้างใน ว่าเป็นอย่างไร มันก็เป็นเรื่องทางจิตวิทยาไปเสียแล้ว ดังนั้นจึงเกิดกรอบ "คนดี" ตามกรอบนักจิตวิทยาขึ้น เพื่อการนิยามความหมาย เพื่อการตีความของแก่นแท้ของสิ่งที่อยู่ภายในตัวตนของบุคคล

แต่ในกรอบจิตวิทยา ยังมีข้อยุ่งยาก เพราะนักจิตวิทยาเช่น โยฮัน บอกว่าคนเราเหมือนบ้าน มีหน้าต่าง 4 บาน บานหนึ่งตัวเองก็เห็นคนอื่นก็เห็น บานที่สองตัวเองเห็นแต่คนอื่นไม่เห็น บานที่สามคนอื่นเห็นแต่ตัวเองไม่เห็น บานที่สี่ตัวเองก็ไม่เห็นคนอื่นก็ไม่เห็น ทำให้กลายเป็นว่า สิ่งที่คนเห็นว่าเป็น "คนดี" ก็ยังอาจเป็นสิ่งที่ "ไม่ใช่" ความจริงอยู่ดี ทำให้ยากจะเข้าใจว่า "คนดี" ตามกรอบนี้ มีจริงหรือไม่

มิหนำซ้ำ การนิยามความหมาย ยังมีการเปลี่ยนแปลง เลื่อนไหล ตามยุคสมัย และอำนาจของผู้ตีความอีกด้วย

เมื่อมองตามกรอบทางกฎหมาย ทางศาสนา ทางจิตวิทยา ทำให้ผมรู้สึกว่า ตัวเองยากจะสรุปว่า อะไรคือสิ่งที่เรียกว่า "คนดี" และ "มีจริงหรือไม่" ผมยังไม่แน่ใจ เพราะมันยังขึ้นอยู่กับบริบททางสังคมที่ มีการวิเคราะห์เรื่องนี้เหมือนกัน ทำให้คนดีในเมืองจีน อาจไม่เหมือนคนดีในเมืองไทย คนดีนอกคุก อาจไม่เหมือนคนดีในคุก คนดีในสังคมโจร อาจไม่เหมือนคนดีในสังคมพระ

นอกจากนี้ ผู้ที่จะบอกว่า ใครดีไม่ดี ยังมีอำนาจทางสังคมที่เขาสังกัดอยู่มาเป็นฐานคิดในการมองอีกด้วย เช่น ฐานคิดพวกเสื้อเหลือง ย่อมมองเสื้อแดงไม่ดี ฐานคิดพวกเสื้อแดง ย่อมมองเสื้อเหลืองไม่ดี

ดร.โสภณ กับเพื่อนๆ แถวนี้ มึนมั้ยครับ นี่ผมเองยังมึนเลยนะ แต่เอาเป็นว่า การปฏิบัติตามกรอบกฎหมาย ถือว่ายังเป็นคนที่พอยอมรับได้ ทั้งนี้ ต้องเป็นกฎหมายที่ดีด้วย อย่างที่สำนวนโบราณเขาว่า "ทองบ่อรองรับพื้นห่อนแก้วมีสี"

-คนดี ปฏิบัติตามกฎหมายที่ดี ย่อมดี (TT=T)
-คนไม่ดี ปฏิบัติตามกฎหมายที่ดี ย่อมดี (FT=T)
-คนดี ปฏิบัติตามกฎหมายไม่ดี ย่อมไม่ดี (TF=F)
-คนไม่ดี ปฏิบัติตามกฎหมายไม่ดี ย่อมดี (FF=T) อย่าเพิ่งงง คือ คิดแบบคณิตศาสตร์ true or fault ลบลบ เป็นบวก ทำนองเดียวกับ โจร อยู่ในสังคมโจร ปฏิบัติตามกฎหมายโจร ย่อมเป็นโจรที่ดี

ทำให้เกิดคำถามต่อมาอีกว่า แล้วกฎหมายทุกวันนี้ เป็นกฎหมายที่ดีพอที่จะสร้างพลเมืองดี หรือ สร้างโจรที่ดี อันนี้ผมก็ยังงงครับ บอกตรงๆ ผมงงจริงๆ

ผมหมั่นไส้ "วาทกาม" คำว่า

ผมหมั่นไส้ "วาทกาม" คำว่า "ทุนสามานย์" ของพวกปล้นอำนาจประชาชนจริงๆ "ทุน" มันไม่ใช่นายทุนคนใดคนหนึ่ง แต่มันเป็นระบบทุน ที่ทำให้ทุกอย่างกลายเป็นสินค้า ถูกผลิตทุกอย่างเพื่อขายเอากำไร เงินที่ได้ถูกนำมาผลิตซ้ำ ซึ่งก็คือระบบค้าขายเสรี กันทุกวันนี้นี่แหละ และผมเห็นด้วยกับ ดร.โสภณ ว่า มันสามารถใส่คำว่า "สามานย์" ได้ในทุกมิติ ทั้งโครงสร้างจริงๆ

ชอบจังมันเป็นปรัชญาเลยเชียวแห

ชอบจังมันเป็นปรัชญาเลยเชียวแหละ มันทำให้คนที่เขียนดูดี้ดูดี ดูมีภูมิความรู้จัง แต่ปัญหาคือ คนเขียนเองยังคิดไปไม่ถึงสิ่งที่ตัวเองเขียน

มันเหมือนนกแก้วนกขุนทองแถวบ้านผม มันพูดตามคนได้หมดเลยนะ แต่มันไม่รู้หรอกว่า สิ่งที่มันพูดหมายถึงอะไร แปลว่าอะไร แถมซ้ำ นกพวกนั้นมันไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สิ่งที่มันพูดเข้าตัวทั้งหมดเลย

ถ้ากำหนดให้สอดรับกับสภาพท้องถ

ถ้ากำหนดให้สอดรับกับสภาพท้องถิ่นแต่ละแห่ง ก็คงอ้างกันใหญ่เลย แต่เราสร้างวัฒนธรรมได้ด้วยกฎหมายเหมือนกันนะครับ เช่น ในอาคารชุด เขาห้ามเลี้ยงสุนัขเพราะจะเห่าเสียงดัง ห้ามใช้เตาแก๊สเพราะจะระเบิดได้ ฯลฯ อย่างนี้เป็นข้อตกลงกันภายในหมู่บ้านหรืออาคารชุด แต่ข้อกำหนดนี้ต้องไม่ขัดกับกฎหมายหลัก เหมือนกฎหมายลูก ไม่ขัดกับกฎหมายแม่คือรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเราจึงไม่ควรปล่อยให้ใครทำอะไรโดยอ้างข้อต่างด้านวัฒนธรรมครับ

ขอเชิญอ่าน

ขอเชิญอ่าน หนังสือถูกเวนคืนอย่าเสียใจ

ซึ่งเป็นหนังสือรวมเรียงความประกาศผลประกวดเรียงความชิงโล่รางวัลพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เรื่อง “ประเมินค่าทรัพย์สินให้เป็นธรรมก่อนการเวนคืนเพื่อพัฒนาชาติ” ซึ่งผม โสภณ พรโชคชัย เป็นบรรณาธิการ ครับ

โปรดอ่านบทความที่ค้านกับพวกมา

ช่วยเอา เสนียด(7 ตุลา)

ช่วยเอา เสนียด(7 ตุลา) เดือนตุลา ออกไปให้พ้น

สงสัยมาก

สงสัยมาก ทำไมต้องเปรียบเทียบเหตุการณ์ 6 ตุลา กับการล้อมปราบเสื้อแดง เหมือนกันตรงไหน งงมาก ช่วยตอบให้หายhurt หน่อยเหอะ 6ตุลาคือวีรชนในดวงใจ แต่เสื้อแดงยังไม่ใช่ และไม่มีวันใช่ ขอบอก ไม่มีใครแทนที่ได้หรอกนะ