คนจนเมือง-เครือข่ายลดโลกร้อนฯ รวมพล กว่า 3,000 คน ร้องแก้ปัญหาหน้ายูเอ็น

ประมวลภาพการชุมนุม

 

วานนี้ (5 ต.ค.52) ขณะที่การเจรจาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกครั้งสำคัญที่กรุงเทพฯ หรือ Bangkok Climate Talk ระหว่างวันที่ 28 ก.ย. - 9 ต.ค.52 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ณ ศูนย์การประชุมสหประชาชาติ องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ เพื่อจัดทำกติกาโลกในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนตามแผนปฏิบัติการบาหลีภายใต้ “อนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC)” ได้ดำเนินมาเป็นวันที่ 8

เมื่อเวลาประมาณ 9.00 น. คณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม ร่วมกับ 5 เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนไทย ประกอบด้วย เครือข่ายพลังงาน เครือข่ายประมงพื้นบ้านภาคใต้ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายป่าไม้และที่ดิน และเครือข่ายชนพื้นเมือง พร้อมด้วยพันธมิตรจากประเทศทั้งในและนอกอาเซียน อาทิ อินเดีย ศรีลังกา และปากีสถาน กว่า 1,500 คน เดินเท้าทางจากบริเวณสวนสันติชัยปราการสู่สถานที่เจรจาโลกร้อน UNESCAP เพื่อแสดงพลังและเรียกร้องให้เสียงนอกเวทีเจรจาถูกนำไปพิจารณาดำเนินการในข้อตกลงโลกร้อนกรุงเทพและโคเปนเฮเกน หลังจากเมื่อวันที่ 3 – 4 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้มีการจัดเวทีคู่ขนานการเจรจาโลกร้อนของภาคประชาชน และจัดทำข้อเสนอต่อรัฐบาลไทยและเวทีเจรจาโลกร้อนสหประชาชาติ

ประเด็นหลักที่มีการพูดคุยกันของภาคประชาชน ประกอบด้วยเรื่องความไม่เป็นธรรมของกลไกโลกร้อนที่กระทบเมืองไทย เน้นที่ภาคพลังงาน อุตสาหกรรม และทางเลือกที่เป็นข้อเสนอของภาคประชาชน รวมทั้งมีการเสนอกรณีปัญหาและแนวทางการแก้ไขของชาวบ้านจากทั่วประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโลกร้อน

ทั้งนี้ ในการชุมนุมได้มีการปราศัยยืนยันถึงจุดยืนที่เรียกร้องให้เวทีการหารือแก้ไข ปัญหาโลกร้อนยูเอ็น  มีมาตรการในการแก้ไขปัญหาโลกร้อนอย่างเป็นธรรม และเรียกร้องให้ประเทศที่พัฒนาแล้วรับผิดชอบ ต้องชดใช้เต็มจำนวนต่อ “หนี้นิเวศน์” ที่ส่งผลกระทบต่อประเทศกำลังพัฒนาด้วย

 

 

 “ชาวสลัม-คนจนเมือง” เคลื่อน “วันที่อยู่อาศัยสากล” ร้อง “ยูเอ็น” แก้ไขปัญหาให้เห็นจริง

ในวันเดียวกันนี้ ตัวแทนเครือข่ายสลัม 4 ภาค และเครือข่ายสิทธิที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองในเอเชีย (LOCOA) จำนวนกว่า 1,800 คน จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในวันที่อยู่อาศัยสากล (World Habitat Day) ซึ่ง องค์การสหประชาชาติ ได้กำหนดให้วันจันทร์แรกของเดือนตุลาคมของทุกปีเป็นวันที่อยู่อาศัยสากล เพื่อเป็นสัญลักษณ์กระตุ้นเตือนให้ประชาชาติต่างๆ ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาผู้ไร้ที่อยู่อาศัยหรืออยู่อาศัยในสภาพการตั้งถิ่นฐานที่ไม่เหมาะสม

กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มต้นเดินเท้าจากลานพระบรมรูปทรงม้า ถึงทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 11.00 น. เพื่อยื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เสนอแนะการแก้ปัญหาชุมชนแออัด เนื่องในวันที่อยู่อาศัยสากล ปี 2552 โดยมีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรี รับหนังสือ

หนังสือดังกล่าวระบุข้อเสนอ 5 ข้อ ดังนี้ 1.ปัญหาการไล่รื้อคนจนไปนอกเมือง ขอให้รัฐบาลยกเลิกวิสัยทัศน์ในการย้ายสลัมออกนอกเมือง แต่ขอให้ปรับปรุงและพัฒนาชุมชนแออัดในพื้นที่เดิม ให้พ้นจากความเป็นสลัม 2.ปัญหางบประมาณในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย ขอให้รัฐบาลจัดหางบเพิ่มเติมอีก 2,000 ล้านบาท ในปี 2552 นี้ เพื่อให้เพียงพอแก่ความต้องการของชุมชน โดยเฉพาะกรณีเงินให้เปล่าแก่ พอช.หรือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน เพื่อเป็นกองทุนหมุนเวียนด้านสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยสำหรับชุมชนแออัด 3.ปัญหาเรื่องกฎระเบียบในการปลูกสร้างอาคาร ขอให้รัฐบาลสั่งการกระทรวงมหาดไทย ปรับปรุงเพิ่มเติมให้ครอบคลุมข้อเสนอของเครือข่ายสลัม 4 ภาค เร่งรัดดำเนินการ ออกกฎกระทรวง เพื่อผ่อนปรนการปลูกสร้างอาคาร บ้านเรือน ในโครงการบ้านมั่นคง ให้แล้วเสร็จภายในปี 2552

4.ปัญหาการถือครองที่ดินที่ไม่เป็นธรรม ขอให้รัฐบาลเร่งรัดออกกฎหมายที่ดินในอัตราก้าวหน้า ดำเนินการตามนโยบายโฉนดชุมชน จัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดิน 5.ผลักดันรูปธรรมนำร่องตามนโยบายโฉนดชุมชนในพื้นที่สาธารณะ เพื่อที่อยู่อาศัยในเมือง โดยขอให้นายกรัฐมนตรีเร่งรัดให้ดำเนินการเพื่อให้ชุมชนเพชรคลองจั่น เขตบึงกุ่ม ชุมชนโรงหวาย เขตสวนหลวง ชุมชนหลวงวิจิตร เขตคันนายาว เป็นชุมชนนำร่องในเขตเมืองเรื่องที่อยู่อาศัย โดยใช้นโยบายโฉนดชุมชนในการแก้ปัญหา

จากนั้นได้เคลื่อนขบวนรณรงค์ต่อไปยังหน้าอาคารสหประชาชาติ ซึ่งคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม และ 5 เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนไทยได้จัดการชุมนุมกันอยู่ก่อหน้า เพื่อยื่นหนังสือและพูดคุยกับ Dr.Noleen HeyZer เลขาธิการคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิกแห่งองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสแคป)

นายสังเวียน นุชเวียน คณะกรรมการบริหาร LOCOA (Leaders and Organizers of Community Organization in Asia) ประเทศไทย กล่าวว่าวันที่อยู่อาศัยสากลถือเป็นวันสำคัญของคนจน การที่ยูเอ็นมีนโยบาย “เมืองที่ปราศจากสลัม” ที่จะพัฒนาสลัมให้อยู่ในเมืองได้ เป็นสิ่งที่ดี แต่กลับไม่มีการนำเอาไปปฎิบัติ ทำให้ภาพของยูเอ็นกลายเป็นเพียงกระบอกเสียงโฆษณาที่ไม่ทำตามในสิ่งที่ได้ประกาศไว้ ดังนั้นความต้องการของประชาชนจึงไม่ใช่แค่นโยบายที่สวยหรู แต่รัฐบาลของประเทศสมาชิกต้องปฎิบัติจริง เพื่อให้คนจนทั้งที่อยู่ในเมืองและชนบทมีสิทธิอยู่อาศัย

โดย ข้อเสนอของทางเครือข่ายคือ 1.ยูเอ็นต้องทำนโยบายที่เสนอไว้มาปฎิบัติจริง 2.สิทธิที่จะอยู่อาศัยเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ที่รัฐบาลประเทศสมาชิกของยูเอ็นควรต้องให้การดูแล หยุดการใช้ความรุนแรงในการไล่รื้อที่อยู่อาศัยของประชาชนทั้งโดยกฎหมายและการใช้กำลัง

ที่ผ่านมาประเทศต่างๆ ในเอเชียมีการใช้ความรุนแรงในการไล่รื้อสลัม ยกตัวอย่างเช่นใน กัมพูชามีการเผาเพื่อไล่ที่ ที่อินเดียมีการไล่รือโดยใช้รถแบคโฮไถ และที่ฟิลิปปินส์มีกรณีที่รัฐบาลดำเนินการขุดขยายคลองที่ทำลายที่ตั้งชุมชนโดยไม่ฟังเสียงเรียกร้องของชาวบ้าน อีกทั้งไม่มีการจ่ายค่าชดเชยใดๆ ส่วนในไทยเองก็มีการใช้ความรุนแรงและอิทธิพลในการไล่รื้อ เช่นในกรณีชุมชนกระทุ่งเดียว ในเขตห้วยขวาง ชุมชนซอยยาดอง ซอยเอกมัย 13 และชุมชนในพื้นที่ จ.นนทบุรี ทั้งนี้กรณีต่างๆ ที่เกิดขึ้นรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปแก้ปัญหาได้แม้จะเป็นที่ดินของรัฐ  

คณะกรรมการบริหาร LOCOA กล่าวด้วยว่า การเคลื่อนไหวของคนจนเมืองเพื่อสิทธิในที่อยู่อาศัยในครั้งนี้ไม่ได้ขับเคลื่อนเฉพาะในกลุ่มสลัม 4 ภาค หรือในประเทศไทย แต่ยังมีสมาชิกของ LOCOA ซึ่งเป็นประเทศในภูมิภาคเอเชียเข้าร่วมด้วย อาทิ ประเทศอินเดีย กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ เข้าร่วมด้วย

“คนจนไม่ช่วยกันก็ไม่มีใครจะมาช่วยเรา” นายสังเวียนกล่าว

การชุมนุมดำเนินไปจนกระทั่งเวลาประมาณ 13.00 น. นายจักรชัย โฉมทองดี ผู้ประสานงานคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรม ได้เป็นตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชนทีเคลื่อนไหว “ลดโลกร้อน ต้องทำอย่างเป็นธรรม” ขึ้นแลกธงของเครือข่ายฯ กับธงของเครือข่ายคนจนเมืองและชาวสลัม โดยมีนายจิตติ เชิดชู ประธานเครือข่ายสลัมสี่ภาคเป็นผู้รับมอบ เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

“การต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ไม่ว่าใครก็เป็นพี่น้องกัน” ผู้ประสานงานคณะทำงานเพื่อโลกเย็นที่เป็นธรรมกล่าว อีกทั้งยังได้พูดกับผู้ชุมนุมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากโลกร้อนต่อป่า ภาคการเกษตร และเมือง ซึ่งทำให้ประชาชนต้องลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวต่อสู้

จากนั้น Dr.Noeleen HeyZer ได้ขึ้นอ่านคำแถลง โดยกล่าวถึงสารของนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ เนื่องในวันที่อยู่อาศัยสากล และความพยายามในการแก้ปัญหา ต่อมาจึงเป็นการอ่านแถลงการณ์ของผู้ชุมนุมในภาษาอังกฤษโดย Fides Bagasao ผู้ประสานงาน LOCOA ต่อด้วยการอ่านแถลงการณ์ภาษาไทยโดยนายจิตติ เชิดชู ประธานเครือข่ายสลัมสี่ภาค

แถลงการณ์ดังกล่าวระบุว่า การรณรงค์เรียกร้องเรื่องสิทธิในที่อยู่อาศัยแม้จะมีการดำเนินการมานาน แต่การขาดความมั่นคงในที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองก็ยังเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งในทั่วเอเชีย และการไล่รื้ออย่างรุนแรงก็มีเกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ ขณะที่มีคำพูดสวยหรูในการแก้ปัญหาจากผู้แทนยูเอ็นจำนวนมาก ทั้งนี้ทางเครือข่ายเชื่อว่ายูเอ็นยังมีบทบาทน้อยเกินไปในการพยายามแก้ปัญหาให้เห็นเป็นรูปธรรม อีกทั้งวิศัยทัศน์ที่ประกาศเนื่องในวันที่อยู่อาศัยสากล ปี 2001 ที่ว่า “เมืองที่ปราศจากสลัม” ยังรอคอยการปฎิบัติให้บรรลุผล

ส่วนสาระหลักที่ยูเอ็นให้แก่วันที่อยู่อาศัยสากลปีนี้คือ “วางผังเมืองอนาคตของเรา” ทางเครือข่ายมีความเห็นว่าควรมีการทำให้หลักการพื้นฐานที่ว่าคนจนเมืองมีสิทธิในการมีที่ทางที่มั่นคงในเมืองได้รับการยอมรับและรับรู้ โดยฝ่ายการเมืองถือว่าเป็นนโยบายที่จะทำให้เป็นจริงก่อน การวางผังเมืองจึงจะมีผลต่อการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจนเมือง

แถลงการณ์ยังได้เรียกร้องให้ยูเอ็นและหน่วยงานที่เกี่ยวของพยายามอย่างเต็มที่ในการยุติการไล่รื้อด้วยความรุนแรงในทุกแห่ง ลงแรงให้สิทธิในการเช่าที่ การมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง และประกันการจัดหาบริการพื้นฐานสำหรับคนจนเมืองให้เป็นจริงขึ้น 

ส่วน Dr.Noeleen HeyZer กล่าวกับผู้ที่มาชุมนุมว่า ขอบคุณที่มาแสดงพลัง และสัญญาว่าข้อเรียกร้องที่มีจะถูกนำเสนอต่อเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อให้ประเทศสมาชิกในเอเชียได้อยู่อย่างปกติสุขและมีการพัฒนาที่ยั่งยืน 

หลังการมอบหนังสือและพูดคุยกับ Dr.Noeleen HeyZer เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. กลุ่มผู้ชุมนุมได้สลายตัวไปอย่างสงบ

ทั้งนี้ ในระหว่างการชุมนุน บริเวณหน้าที่ทำการองค์การสหประชาชาติได้เกิดฝนตกหนักขึ้นทำให้การปราศัยของเครือข่ายคนจนเมืองและชาวสลัมต้องยุติลงชั่วคราว ในขณะที่การชุมนุมของเครือช่ายภาคประชนที่เคลื่อนไหวประเด็น “ลดโลกร้อน ต้องทำอย่างเป็นธรรม” ยังคงปราศัยต่อ และยุติการชุมนุมเมื่อฝนเริ่มซา โดยกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนได้เข้าไปร่วมการชุมนุมกับเครือข่ายคนจนเมืองและชาวสลัม ขณะที่ผู้ชุมนุมเครือข่ายพลังงานกว่า 500 คน ได้เดินทางต่อไปยังกระทวงมหาดไทยเพื่อทวงถามกรณีผังเมืองสีม่วงในพื้นที่ อ.ทับสะแก และทวงถามกรณีคัดค้านที่ดินสาธารณะ 58 แปลง ในพื้นที่ อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์

 

 

 

 

ภาพโดย: อรรถพงศ์ ศักดิ์สงวนมนูญ และคิม ไชยสุขประเสริฐ
 

เรื่องนี้ผีกับโลงแท้ ๆ

เรื่องนี้ผีกับโลงแท้ ๆ

ชุมชนแออัดต้นแบบหรือการลวงโลก

ดร.โสภณ พรโชคชัย

โสภณ พรโชคชัย วิจารณ์นโยบายแก้ไขปัญหาชุมชนแออัดในไทยเปรียบเทียบกับชาติเพื่อนบ้าน “ถ้าสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือจีน ยอม ‘อนุรักษ์’ ชุมชนแออัดเอาไว้ ไม่เพิ่มความหนาแน่น ไม่สร้างเป็นตึกสูง ป่านนี้ก็คงไม่มีที่ทางเหลือพอจะพัฒนาอะไรแล้ว ป่านนี้ก็คงเป็นประเทศยากจนที่รอแต่ความช่วยเหลือจากนานาชาติแล้ว”

มีชุมชนแออัดบุกรุกบนที่ดินริมคลองชลประทานแห่งหนึ่ง อยู่กันมานานหลายสิบปี วันหนึ่งก็มีหน่วยงานบางแห่งเข้าไปช่วยสร้างบ้านให้ใหม่ ให้เงินกู้ แถมด้วยสัญญาเช่าที่ดินในราคาถูกระยะยาวเพื่อให้ได้อยู่อย่างถูกต้องตามกฎหมาย จากนั้นก็มีการอัดฉีดงบประมาณเข้าไปในดำเนินการอีกหลายโครงการ จนกลายเป็นชุมชนต้นแบบที่มีคนมาดูงานจากทั่วโลก

แต่หากฉุกคิดมองต่างมุมเลยครับ! ชุมชนแห่งนี้อาจเป็น:

1. การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่คุ้มค่างบประมาณแผ่นดิน
2. การเล่นปาหี่ เพราะความสำเร็จเกิดขึ้นจากเงินสนับสนุนต่าง ๆ ที่เขียนขึ้นมาขอกัน
3. การใช้งบประมาณแผ่นดินเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนเฉพาะกลุ่ม โดยกลุ่มผู้มีรายได้น้อยอื่นเสียโอกาส และกลุ่มประชาชนทั่วไปเสียหาย อันนำไปสู่การสร้างความไม่เท่าเทียมกันให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน

ชุมชนลักษณะนี้ไม่อาจเป็นต้นแบบที่จะประสบความสำเร็จในที่อื่นได้ การเข้าใจผิดจะทำให้การพัฒนาชุมชนแออัดและมหานครหลงทิศผิดทางไปใหญ่

การใช้ที่ดินที่ขาดประสิทธิภาพ
ชุมชนแห่งนี้มีประชากรประมาณ 250 หลังคาเรือนบนพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ ที่ดินนี้หากนำมาพัฒนาตามมาตรฐานทั่วไป จะสามารถใช้สอยสุทธิได้ราว 80% หรือ 8 ไร่ ที่เหลือก็คือถนนหรือสาธารณูปโภค สาธารณูปการต่าง ๆ

ที่ดิน 8 ไร่ หากนำมาสร้างอาคารแบบแฟลต 5 ชั้น ก็จะสามารถสร้างได้ประมาณ 64,000 ตารางเมตร โดยคิดจากที่ดิน 8 ไร่ หรือ 12,800 ตารางเมตร คูณด้วย 5 ชั้น พื้นที่ก่อสร้าง 64,000 ตารางเมตรนี้ สามารถใช้สอยสุทธิเพียง 80% หรือ 51,200 ตารางเมตร โดยที่เหลือก็คือทางเดิน บันได และอื่น ๆ หากคิดจากแฟลตเอื้ออาทร 32 ตารางเมตรก็จะสามารถจัดหาที่อยู่อาศัยได้ถึง 1,600 หน่วย หรือประมาณ 6.4 เท่าของจำนวนบ้านเดิมในชุมชน

กรณีนี้รัฐสามารถจัดหาที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อยอื่นในละแวกนั้น เข้ามาอยู่อาศัยได้อีก 1,350 ครัวเรือน หรือหากรัฐใจดีแจกให้ชาวบ้าน 250 ครัวเรือนนี้คนละ 2 ห้องไปเลย ก็ยังเหลือห้องให้ผู้มีรายได้น้อยแถวนั้นได้เข้ามาอยู่อีก 1,100 ครัวเรือน แต่รัฐกลับเอาที่ดินทั้งผืนไปแบ่งเช่าให้เฉพาะกับผู้อยู่อาศัยเดิม ถ้าเป็นที่ดินของพวกเขาเอง ก็ว่าไปอย่าง แต่นี่เป็นที่หลวง ประชาชนที่ด้อยโอกาสอื่น โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีกระทั่งบ้านในที่ดินบุกรุกเป็นของตนเอง ก็ไม่สามารถกระทั่งเข้ามาเช่าบ้านแบบแฟลตได้เลย

ความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
ถ้าสร้างเป็นแฟลต แล้วให้คนอีก 1,350 ครัวเรือนเข้ามาอยู่ หากคิดค่าเช่าหน่วยละ 2,000 บาท ก็จะได้เงินถึงปีละ 32.4 ล้านบาท แต่ในกรณีนี้ นอกจากรัฐจะไม่ได้เงินแล้ว ยังต้องเจียดงบประมาณแผ่นดินไปช่วยชุมชนนี้อีกต่างหาก

แต่บางคนก็อาจบอกว่า ชาวบ้านไม่ชอบอยู่แฟลต อยากอยู่ติดดินมากกว่า บางคนคิดไปไกลถึงขนาดว่า แฟลตไม่เหมาะกับการอยู่อาศัยตามวิถีไทย แนวคิดนี้คงใช้ได้ในแง่ที่เรามีความสามารถในการหาซื้อบ้านเองในตลาดเปิด แต่นี่เป็นกรณีกึ่งให้เปล่า การจะมาเลือกอย่างนั้นอย่างนี้คงไม่ได้ และจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ผู้ที่รายได้น้อยนับล้านก็ยินดีซื้อห้องชุดในโครงการเมืองทองธานี ปลาทองกะรัต ช้างทองรังสิต ฯลฯ นี่แสดงว่าผู้มีรายได้น้อยเขาปรับตัวได้ในการอยู่อาศัยแบบแฟลต

ความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจอีกแง่หนึ่งก็คือ นอกจากรัฐจะไม่ได้เงินสักบาทจากการใช้ที่หลวงแล้ว ยังต้องจ่ายให้กับผู้อยู่อาศัยในชุมชนนี้ถึงครัวเรือนละประมาณ 80,000 บาท (แรกเริ่ม 65,000 บาท) นัยเพื่อเป็นทุนประเดิมสำหรับครัวเรือนในการสร้างชุมชนใหม่ นี่เป็นเงินประมาณ 20 ล้านบาท ที่มาจากภาษีอากรของประชาชนทั่วประเทศ

นอกจากนี้รัฐยังให้กู้เงินดอกเบี้ยต่ำอีกจำนวนหนึ่งเพื่อให้ชาวบ้านสร้างบ้านของตนเอง เช่น ประมาณ 100,000 บาท โดยในขณะนี้ ชาวบ้านก็ยังผ่อนใช้คืนอยู่ตามปกติ รวมทั้งอัดฉีดโครงการพัฒนาอีกสารพัด แต่จากประสบการณ์โครงการแบ่งปันที่ดิน (Land Sharing) ในอดีตที่ผ่านมา ปรากฏว่าชาวบ้าน ‘ชักดาบ’ กันแทบทั้งชุมชน จนทางราชการต้องยกหนี้ให้ไปเลย บางแห่งผ่อนเพียงตารางวาละ 1 บาทต่อเดือน ก็ยัง ‘เบี้ยว’ หนี้ คงเพราะถือว่าเป็นเงินหลวง แต่ถ้าเป็นหนี้นอกระบบ คงไม่มีใครกล้า ‘เบี้ยว’ เพราะนั่นหมายถึงชีวิต! ชุมชน Land Sharing ที่เคยได้ชื่อว่าสำเร็จเหล่านี้ เมื่อก่อนก็เคยต้อนรับคณะดูงานจากทั่วโลกเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปแล้ว

ค่าเช่าที่ดินแสนถูก
ที่ดิน 10 ไร่ติดคลองชลประทานใหญ่ดังกล่าว เมื่อก่อนคงแทบไม่มีราคา แต่ตามสภาพที่เป็นชุมชนแออัดในปัจจุบัน หากขายได้คงเป็นเงินตารางวาละไม่เกิน 15,000 บาท หากรัฐขอ ‘ไถ่’ คืนจากชาวบ้าน ณ ราคาข้างต้น รัฐก็ควรจ่ายเงินแก่ชาวบ้านรวม 60 ล้านบาท หรือหลังละ 240,000 บาท แล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไป ซึ่งในแง่หนึ่งชาวบ้านก็น่าจะดีใจที่ได้อยู่ฟรีกันมา 40-80 ปี (2-4 ชั่วรุ่น) แล้ว อยู่ ๆ ก็ยังได้เงิน ‘ค่าทำขวัญ’ หรือ ‘โบนัส’ อีกต่างหาก

เมื่อที่ดินแปลงนี้สามารถนำมาพัฒนาในทางอื่นที่เป็นประโยชน์มากขึ้น ราคาที่ดินก็อาจสูงขึ้นถึงตารางวาละ 50,000 บาท หรือไร่ละ 20 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 200 ล้านบาท หากให้เอกชนเช่า ณ 4% ของราคาตลาด รัฐก็จะได้เงินถึง 8 ล้านบาทต่อปี รัฐสามารถนำเงินส่วนนี้ไปพัฒนาประเทศหรือช่วยเหลือชุมชนแออัดอื่นได้อีก โดยรัฐไม่ต้องเอาภาษีอากรของประชาชนมาใช้แต่อย่างใดเลย

ผิดหลักนิติธรรม
บางท่านอาจมีความคิดว่า การที่ชาวบ้านบุกรุกกันอยู่อย่างผิดกฎหมายนั้นไม่ดี จึงพยายามทำให้ถูกกฎหมายด้วยการให้เช่า จะได้อยู่เย็นเป็นสุขเสียที แต่ในความเป็นจริง ชาวบ้านเหล่านี้อยู่ฟรีโดยไม่เสียเงินซื้อหรือไม่เสียค่าเช่ามานาน หากรายใดอยู่มานานถึง 50 ปี และมีต้นทุนการอยู่อาศัย 2,000 บาทต่อเดือนตามมาตรฐานห้องเช่าเล็กๆ ก็เท่ากับได้อยู่ฟรีมาเป็นเงินถึง 1.2 ล้านบาทแล้ว เรายังจะทุ่มเทงบประมาณลงไปอีกหรือ

หากเราถือว่าคนที่อยู่ในชุมชนแออัดต้องอยู่กันที่เดิม ย้ายไปไหนไม่ได้ บ้านเมืองของเราก็คงจะย่ำแย่ และส่งผลกระทบเชิงลบอย่างรุนแรงต่อประชาชนทั่วประเทศในอนาคต ดูอย่างประเทศเพื่อนบ้านของเรา ถ้าสิงคโปร์ ฮ่องกง หรือจีน ยอม ‘อนุรักษ์’ ชุมชนแออัดเอาไว้ ไม่เพิ่มความหนาแน่น ไม่สร้างเป็นตึกสูง ป่านนี้ก็คงไม่มีที่ทางเหลือพอจะพัฒนาอะไรแล้ว ป่านนี้ก็คงเป็นประเทศยากจนที่รอแต่ความช่วยเหลือจากนานาชาติแล้ว

ในทางตรงกันข้าม ประเทศเหล่านี้ กลับจัดหาที่อยู่อาศัยให้ใหม่ พื้นที่ชุมชนแออัดใจกลางเมือง ก็นำมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ในทางอื่นแก่ประเทศชาติให้มากขึ้น ประเทศไทยก็เคยทำเหมือนกัน แต่ทำไม่ตลอดรอดฝั่ง ท่านทราบหรือไม่ พื้นที่บริเวณกระทรวงการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยมหิดล โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันมะเร็งแห่งชาติในปัจจุบัน เมื่อ 50 ปีก่อนเป็นชุมชนแออัดขนาด 1,500 หลังคาเรือน ซึ่งใหญ่กว่าชุมชนคลองเตยที่ในวันนั้นยังมีขนาดเล็กอยู่ ถ้าวันนี้ชุมชนดังกล่าวยังอยู่ ทุกคนคงตอบได้ว่าจะเป็นผลดีหรือผลเสียต่อประเทศชาติและประชาชนกันแน่

ปัจจุบันนี้ อย่าว่าแต่จีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ที่ไม่ได้เห็นชุมชนแออัดเป็นสิ่งที่แตะต้องไม่ได้ แม้แต่เขมร เวียดนาม เขาก็พัฒนากันใหญ่ ที่เวียดนาม เขารื้อย้ายชุมชนนับหมื่นหลังคาเรือน อพยพประชาชนนับแสน ออกจากพื้นที่ ‘ถูเทียม’ เพื่อสร้างศูนย์กลางธุรกิจแห่งใหม่เหมือนพื้นที่ ‘ผู่ท่ง’ ของเซี่ยงไฮ้ หากเราไม่รักษากฎหมาย แปลงสิ่งผิดกฎหมาย เป็นสิ่งถูกกฎหมายในราคาถูก สักวันประเทศชาติเราจะต้องล่มสลายก็เป็นได้

หลักคิดแบบเล่น ‘ปาหี่’
มีความพยายามในการประชาสัมพันธ์ว่า สาเหตุที่ทำโครงการนี้สำเร็จ ก็เพราะชาวบ้านช่วยกันออมทรัพย์ (ไมใช่เพราะรัฐทุ่มงบประมาณลงมา ‘บันดาล’ ให้สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้น) ลองตรองดูให้ดี ครัวเรือนหนึ่งออมวันละ 5 บาท ปีละ 1,825 บาท ถ้าเป็นเช่นนี้จริง ก็คงต้องออมถึง 22 ปีกระมัง จึงจะพอมีเงินสัก 40,000 บาท เพียงเพื่อมาตบแต่งต่อเติมแบบสุดประหยัดสำหรับบ้านที่สร้างขึ้นใหม่ แต่ในทางปฏิบัติ ชุมชนดังกล่าว ออมอยู่ไม่นาน ก็บอกว่ามีสิทธิที่จะกู้เงินมาสร้างบ้านได้แล้ว

การจัดหาที่อยู่อาศัยแก่ประชาชนนั้น ไม่จำเป็นต้องให้สิทธิเป็นเจ้าของบ้าน ถ้าเขาไม่ได้อาบเหงื่อต่างน้ำมาจนมีเงินพอหาซื้อได้เอง เขาก็อาจไม่มีภูมิคุ้มกัน ไม่มี Sense of Belonging ไม่มีความตั้งใจและความสามารถในการรักษาบ้านนั้นไว้ วันหนึ่งก็อาจขายไป เซ้งไป หรือปล่อยให้คนอื่นมาเช่าต่อ ความจริงประการหนึ่งก็คือ คนในชุมชนมีฐานะไม่เท่ากัน บางคนที่มีฐานะดี ก็มีบ้านดี ๆ อยู่นอกชุมชนอยู่แล้ว บ้านตามโครงการที่ได้มาก็คงปล่อยให้เช่าต่อ ผู้ที่มีฐานะย่ำแย่มาก ๆ แม้รัฐแทบให้เปล่า ก็ยังรักษาบ้านไว้ไม่ได้อยู่ดี การมีแนวคิด (กึ่ง) ให้ที่ดินและบ้านแก่ชาวบ้านทั้งชุมชนแบบ ‘มาด้วยกัน ไปด้วยกัน เลือดสุพรรณ’ จึงเป็นสิ่งที่ควรทบทวนอย่างยิ่ง

กรณีนี้ดูแล้วเหมือน ‘ต้าจ้าย’ และ ‘ต้าชิ่ง’ ซึ่งเป็นต้นแบบพื้นที่เกษตรกรรมและพื้นที่อุตสาหกรรมของจีนเมื่อ 40 ปีที่แล้วเหลือเกิน ในยุคนั้น จีนทำการโฆษณาชวนเชื่อ ยกย่องความสำเร็จแบบกำมะลอประเภทนี้อย่างบ้าคลั่ง และสุดท้ายจึงค้นพบว่า นั่นไม่ใช่ต้นแบบที่แท้ และโชคดีที่กลับตัวเดินแนวทางใหม่ทัน จีนในวันนี้ที่มีประชากร 1,200 ล้าน จึงจะเจริญแซงหน้าไทยที่มีประชากรเพียง 66 ล้านคน

ข้อคิดส่งท้าย
การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยเป็นหน้าที่ของรัฐ แต่การจะอำนวยประโยชน์เฉพาะกลุ่มเป็นการสร้างความไม่เท่าเทียมที่ผู้มีรายได้น้อยอื่นเข้าร่วมด้วยไม่ได้ แทนที่รัฐจะช่วยเหลือเช่นนี้ ควรที่จะจัดหาที่อยู่ให้ใหม่ นำพื้นที่มาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม หาไม่แล้ว งบประมาณแผ่นดินก็ถูกใช้ไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ ความสำเร็จของโครงการนี้ก็เป็นแค่ข้อยกเว้นที่ไม่ใช้บรรทัดฐาน เข้าทำนอง “Exception cannot be made norm”

เพื่อการใช้ที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อประโยชน์สุขต่อประชาชนในมหานครและแก่ประเทศชาติโดยรวม เราต้องพัฒนาที่ดินเพื่อส่วนรวมเชิงรุก ไม่ใช่ปล่อยให้ชุมชนแออัดอยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น แค่พัฒนา ปรับปรับตัวบ้านและชุมชนเป็นสำคัญ โดยไม่นำพาต่อการพัฒนาเมืองโดยรวม

สำหรับคนจนจริงๆ สังคมต้องไม่ทอดทิ้ง และให้การช่วยเหลือกันตามอัตภาพ แต่ไม่ใช่ว่าคนจนเป็นคนที่วิจารณ์ไม่ได้ แตะต้องไม่ได้ ทำผิดไม่ได้ เข้าทำนอง Untouchable หรือ Can Do No Wrong!

โปรดอ่าน http://www.arayachon

โปรดอ่าน
http://www.arayachon.org/rethink/20081121/837

รู้ให้จริง - อย่าให้ใครมาลวงเราเรื่องโลกร้อน
โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย {1}
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย {2}

โลกร้อนขึ้นคงไม่มีใครสงสัย การรักษาสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งที่ดี แต่การรณรงค์เรื่องโลกร้อนทำให้ใครได้ ใครเสียประโยชน์ ประเด็นนี้เป็นกรณีศึกษาของการโฆษณาชวนเชื่อ ในการทำให้ประชาชนมืดบอดหรือไม่ และถือเป็น “เครื่องมือทำมาหากิน” สำหรับใครบางคนหรือไม่

ทุกวันนี้ แทบทุกคนคงได้ยินเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน และเชื่อว่าทุกคนที่ได้ฟัง คงชักห่วงใยต่อโลกในประเด็นนี้เช่นกัน แต่เมื่อนายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จากการรณรงค์เรื่องโลกร้อน {3} ผมกลับเริ่มสงสัยว่า สันติภาพไม่น่าจะเกี่ยวกับโลกร้อนโดยตรง

ที่ผ่านมาคนอื่นที่โด่งดังเช่น ท่านติช นัท ฮันห์ {4} ผู้นำพระสงฆ์ในสมัยสงครามเวียดนาม ก็ยังพลาดรางวัลนี้มาแล้ว ผมเชื่อว่าทุกวันนี้ ผู้คนมักเชื่อไปในแนวทางเดียวกัน โดยไม่มีโอกาสไตร่ตรองด้วยเหตุผล ผมจึงขอเสนอบทความนี้ เพื่อต่อกรกับการครอบงำและการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง

An Inconvenient Truth: เท็จหลายเรื่อง

ท่านที่อ่านหนังสือหรือชมภาพยนตร์เรื่อง An Inconvenient Truth (AIT) {5} “คงรู้สึกตรงกันอย่างหนึ่งว่า อยากทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน . . . คงจะไม่เป็นการเกินเลยไปนัก หากจะเรียกขบวนการดังกล่าวว่า เป็นภารกิจกู้โลก เพราะวิกฤตการณ์เกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนนั้น เกิดขึ้นแล้วจริงๆ และกำลังส่งผลกระทบอย่างกว้างไกลเกินจินตนาการ” {6}

วลีที่อ้างถึงนี้ สะท้อน “อารมณ์” ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม AIT เป็นการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง และยังแสดงข้อมูลที่เป็นเท็จหลายเรื่อง {7} ซึ่งสังคมมักไม่มีโอกาสรับรู้ เช่น:

1. การมองด้านเดียว : AIT ไม่เคยมองถึงบทบาทที่จำเป็นของน้ำมัน ก๊าซและถ่านหิน (Hydrocarbon) ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนจน ช่วยเพิ่มอายุขัยของประชากร ฯลฯ AIT ละเลยอัตราการตายที่สูงขึ้น ในยามที่โลกเย็นลงในอดีตที่ผ่านมา

2. ความเข้าใจผิด : สาเหตุหลักของการตายของมนุษย์ปัจจุบัน ไม่ใช่เป็นเพราะภัยธรรมชาติ คล้ายกับการตื่นกลัวไข้หวัดนกจนเกินเหตุ ทั้งที่โรคปอดบวมทำคนไทยตายมากมาย โดยในปี 2550 ไม่พบคนป่วยและตายด้วยไข้หวัดนกในประเทศไทย แต่คนไทยป่วยด้วยโรคปอดบวม จนต้องนอนโรงพยาบาลถึง 88,841 ราย และตาย 765 รายในปี 2549 {8} นอกจากนี้ AIT ยังอ้างทำนองว่า นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นพ้องกับตน แต่ความจริงเสียงส่วนใหญ่เห็นตรงข้ามกับ AIT

3. การพูด “ใส่ไข่” จับเอาปรากฏการณ์ครั้งคราวมาเป็นสรณะ : การอ้างว่าหมีขั้วโลกจมน้ำตาย เพราะน้ำแข็งละลายทั้งที่เป็นเพราะพายุ การกล่าวถึงฝนตกหนักถึง 37 นิ้วในนครมุมไบในปี 2548 ทั้งที่ตลอด 45 ปี ไม่พบแนวโน้มการเพิ่มขึ้นเลย การโยงเรื่องโลกร้อนกับอุทกภัยในจีนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทั้งที่ใน 1-2 ศตวรรษก่อน มีอุทกภัยที่รุนแรงยิ่งกว่านี้มากมาย การโทษว่าโลกร้อนทำให้แนวปะการังเสียหาย ทั้งที่เป็นเพราะปัจจัยทางเฉพาะภูมิภาค ปัจจัยทางสังคมและอื่น ๆ การกล่าวว่าธารน้ำแข็งเกาะกรีนแลนด์ จะเลื่อนลงสู่ทะเล ทั้งที่ตั้งอยู่ในแอ่งที่ไม่มีทางออก

4. การพูดผิดความจริง เช่น การอ้างว่าโลกร้อนในอดีตเป็นเพียงระยะสั้น ทั้งที่มีระยะเวลานับร้อยปีในอดีตที่เคยร้อนกว่าปัจจุบัน จนทำให้ครั้งหนึ่ง ชาวไวกิ้งสามารถไปตั้งถิ่นฐานในเกาะกรีนแลนด์ที่หนาวเย็นในขณะนี้ได้ การอ้างว่าโลกร้อนขึ้นมาก ทั้งที่เพิ่มเพียง 0.17 องศาเซลเซียสในรอบ 30 ปีล่าสุด และร้อนขึ้น 0.5 องศาเซลเซียสในรอบ 100 ปี และที่ผ่านมาก็มีลักษณะขึ้น ๆ ลง ๆ การอ้างว่าคลื่นร้อนยุโรป ที่ทำให้คนตายมากมาย เป็นผลจากโลกร้อน ทั้งที่เป็นเพราะสาเหตุอื่น

ในประเทศอังกฤษ มีการฟ้องศาลให้ห้ามฉาย AIT ในโรงเรียนมัธยม ศาลเห็นว่า AIT มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ผิดไปถึง 9 ประการ แต่ให้ฉายได้ โดยต้องเพิ่มเติมข้อมูลที่ถูกต้อง และให้ครูที่จัดฉาย ต้องชี้ให้นักเรียนเข้าใจถึงข้อผิดพลาดของ AIT ด้วย {9} แต่ในประเทศไทย เรากลับปล่อยให้ฉายหลอกลวงประชาชนอย่างหน้าตาเฉย

ตัวอย่างความผิดพลาดสำคัญ ได้แก่ การกล่าวว่าหิมะบนยอดเขาคิลิมันจาโรซึ่งสูงถึง 6 กิโลเมตร ละลายเพราะภาวะโลกร้อน แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นแย้ง สาเหตุการละลายคงเป็นเพราะแสงอาทิตย์ การใช้ที่ดินโดยรอบตลอดจนความร้อนใต้พิภพหรืออื่น ๆ เพราะหากแม้ผิวโลกจะร้อนขึ้น อุณหภูมิบนยอดเขา ก็ยังต่ำกว่าจุดเยือกแข็งอยู่ดี

นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นแย้ง

กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ 19,000 คนได้ร่วมกันลงชื่อใน The Petition Project {10} ว่า จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า การใช้ Hydrocarbon เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนหรือภาวะเรือนกระจกแต่อย่างใด แม้โลกได้ร้อนขึ้นเล็กน้อย ก็ไม่ได้มีผลเสียหายร้ายแรง (อาจมีไวรัสบางชนิดเกิดขึ้น แต่ในช่วงโลกเย็น ก็อาจเกิดโรคอื่น) แต่กลับเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกในเขตอบอุ่น

การเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะเป็นผลดีต่อชีวิตสัตว์และทำให้การเพาะปลูกพืชผลได้มากขึ้น นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ จึงหนุนให้สหรัฐอเมริกาไม่ลงนามในพิธีสารเกียวโต {11} ซึ่งได้กำหนดข้อผูกพันทางกฎหมาย ในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศภาคี

บทวิพากษ์ของ The Petition Project ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า

1. การกลับหนาว-ร้อนของโลก มีลักษณะที่เป็นวัฏจักร ไม่ใช่มีแต่ร้อนขึ้นอย่างเดียว ที่ผ่านมามียุคน้ำท่วมโลก และยุคน้ำแข็งสลับกันมาหลายครั้งแล้ว

2. ธารน้ำแข็งเริ่มละลายมานาน ก่อนการใช้ Hydrocarbon เสียอีก และละลายเร็วในอัตราเดียวกันมาตลอด 150 ปีแล้ว

3. อากาศที่ร้อนขึ้น เกิดจากสาเหตุหลายอย่าง ภาวะเรือนกระจก อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ยังมีสาเหตุอื่นอีกมาก เช่น แสงแดด เมฆ ความชื้น การเปลี่ยนแปลงของผิวน้ำในมหาสมุทร ความร้อนใต้พิภพ ฯลฯ

4. พายุทอร์นาโดมีแนวโน้มลดลง ส่วนพายุเฮอริเคนจากมหาสมุทรแอตแลนติก ก็มีแนวโน้มคงที่ พายุขนาดใหญ่ เช่น Katrina {12} ในปี 2548 อาจเกิดได้เป็นครั้งคราว เราจึงไม่ควรถือเอาปรากฏการณ์ชั่วคราว มาทึกทัก ปะติดปะต่อกับภาวะโลกร้อน

5. ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น 7 นิ้วในรอบศตวรรษ แต่เพิ่มมาก่อนยุคที่ใช้ Hydrocarbon ด้วยซ้ำไป

6. ป่าไม้ (ไม่ใช่สวนป่า) ในสหรัฐอเมริกาได้รับการปลูกเพิ่มขึ้น 40% ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การปลูกป่าก็อาจไม่ได้ช่วยแก้ไขโลกร้อนอย่างมีนัยสำคัญนัก {13}

อย่าให้ใครลวงให้ตื่นตูม

มีอยู่ภาพหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นภาพทะเลสาบ Aral Sea ในคาซัคสถาน {14} ซึ่งแต่เดิมมีขนาดใหญ่มาก แต่กลับแห้งไป มีเรือจอดอยู่บนพื้นคล้ายทะเลทราย ภาพดังกล่าว สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้ห่วงใยโลกเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็เป็นภาพแห่งการโกหกอย่างร้ายกาจ เพราะการเหือดหายไปของทะเลสาบนี้ เป็นผลมาจากการสูบน้ำและเป็นที่คาดหมายมานานแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนแม้แต่น้อย

ถ้าวันนี้เกิดการระเบิดของภูเขาไฟ ระดับเดียวกับ “กรากะตัว” ในอินโดนีเซียเมื่อปี 2426 เราคงลืมเรื่องโรคร้อนในบัดดล และนึกว่าโลกต้องแตกแน่แล้ว เพราะ “แรงระเบิดนั้นคร่าชีวิตทุกคนที่ยังอยู่บนเกาะ พื้นที่ร้อยละ 65.52 ของเกาะกลายเป็นเถ้าธุลีลอยสูงขึ้นไปถึง 80 กิโลเมตร ในรัศมี 240 กิโลเมตร เถ้าธุลีบดบังแสงอาทิตย์ จนมืดมิดคล้ายตอนกลางคืน . . . อยู่ห่างถึง 4,776 กิโลเมตร ก็ได้ยิน (เสียงระเบิด) . . . เกิดคลื่นสึนามิ สูงกว่า 30 เมตร . . . แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นตรวจจับได้แม้แต่ที่สหราชอาณาจักร (อากาศยังเย็นลง 1.2 องศาทั่วโลกเป็นเวลาถึง 5 ปี)” {15}

ท่านทราบหรือไม่ว่า แรงระเบิดของภูเขาไฟที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ ภูเขาไฟ Tambora ในอินโดนีเซีย เมื่อปี 2358 ในครั้งนั้นประมาณกันว่า มีขนาดเท่ากับระเบิดปรมาณู 60,000 ลูกรวมกัน ทำให้ท้องฟ้ามืดมิด ส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมถึงอังกฤษ {16} แต่โลกเราก็รอดมาแล้ว และกลายเป็นปรากฎการณ์ที่คนส่วนใหญ่ลืมไปหมดแล้วในเวลาอันสั้น ดังนั้นเราจึงไม่ควรปริวิตกกับปรากฏการณ์ชั่วคราวจนเกินเหตุ

กรณีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในไทย

หลายคนเน้นใช้ความรู้สึกมาบอกว่า ปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ รุนแรงขึ้น แต่ความจริงก็คือ พายุหมุนเขตร้อนที่เข้ามาในประเทศไทย มีปริมาณลดลงตลอดในช่วงปี 2494-2549 รวมทั้งอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วง พ.ศ.2539-2549 ก็ไม่แตกต่างกันเลย {17} ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทย กลับลดลงนับแต่ปี 2483 ที่สำรวจ {18} ความรู้สึกที่ไม่อิงข้อมูล มักทำให้คิดตรงข้ามกับความจริง และมักจะรีบเชื่อเมื่อมีผู้ทำให้ตกใจ

ส่วนที่เห็นน้ำท่วมโบสถ์วัดขุนสมุทร {19} นั้น คงเป็นเพราะการทรุดตัวของดินจากผลของการสูบน้ำบาดาลเกินขนาด การทำลายป่าชายเลน การพังทลายของตลิ่งและอื่น ๆ ซึ่งเป็นมาโดยตลอด ไม่ใช่เพราะภาวะโลกร้อนแต่อย่างใด เป็นธรรมชาติรอบอ่าวไทย ที่บางส่วนของพื้นที่อาจถูกกัดเซาะ บางบริเวณก็กำลังเกิดที่งอก

ในสมัยโบราณ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาแต่เดิมเป็นทะเลทั้งหมด ทุกวันนี้ใต้ท้องนาในจังหวัดอยุธยา ยังขุดทรายมาขายกันได้เป็นล่ำเป็นสัน วัดเจดีย์หอยที่อำเภอลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี ก็ยังพบเปลือกหอยทะเลมากมาย แค่น้ำทะเลกัดเซาะวัดขุนสมุทรและบริเวณใกล้เคียงเพียงเท่านี้ ยังเทียบอะไรไม่ได้กับการเกิดภาคกลางของประเทศไทยแต่อย่างใด

ในประเทศไทยของเรา การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศยังเป็นเพราะปรากฏการณ์เอลนีโญ ลานีญา และเอ็นโซ ตามกระแสน้ำอุ่น <20> แต่กลับมีการกล่าวอ้างว่าเป็นเพราะภาวะโลกร้อนเป็นสำคัญ

สิ่งที่ต้องคิดทบทวน

โปรดอย่าไพล่เข้าใจผิดว่า เราไม่ควรใส่ใจกับเรื่องโลกร้อนและพาลเข้าใจว่า เราละเลยการรักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน บทความนี้เพียงมุ่งตรวจสอบการโฆษณาชวนเชื่อที่ขาดจรรยาบรรณ ทำให้สังคมขาดความรอบรู้และเกิดการคิดอย่างไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เราควรมีเวทีการถกเถียงเพื่อให้การศึกษาแก่ประชาชนในวงกว้าง เป็นการส่งเสริมสังคมอุดมปัญญา มีบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่สังคมที่สักแต่เชื่อกันด้วยศรัทธาอย่างมืดบอด อันถือเป็นอันตรายต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและปัญญา-ความรู้ของประชาชนในระยะ ยาว

การใช้อวิชชาหลอกล่อให้คนเชื่อ เป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประหนึ่งเห็นชาวบ้านเป็นวัวควายที่อธิบายกันดีๆ ไม่ได้ ต้องหลอกล่อด้วยความกลัว ถึงผลร้ายของภาวะโลกร้อนจนเกินจริง และด้วยการใช้ความน่ารัก-น่าสงสารของคน สัตว์และสิ่งของเพื่อให้คล้อยตาม โปรดสังเกตว่า “หมัดเด็ด” ในการปิดปากผู้สงสัยเรื่องโลกร้อนก็คือ การป้ายสีพวกเขาว่าเป็นผู้ไม่หวังดีต่อโลก เราจึงควรมีการวินิจฉัยด้วยตนเองให้ชัดเจน ตามหลักธรรมกาลมสูตร {21} ก่อนที่จะเชื่ออะไรง่าย ๆ

ผู้ที่กล้าพูดความจริงบางส่วน เพื่อเอาประโยชน์ใส่ตน นับเป็นผู้ที่น่ากลัว สังคมพึงทราบว่าบ้านของนายอัล กอร์เองกลับใช้ไฟฟ้ามากกว่าคนอเมริกันทั่วไปถึง 20 เท่า ใช้เงินค่าไฟฟ้าและแก๊สรวมกันปีละเกินกว่า 1 ล้านบาท {22} คนทำดีพูดดีเรื่องโลกร้อน อาจสั่งสมบารมี จนได้เป็นสมาชิกวุฒิสภา บางคนได้อาชีพเป็นนักอนุรักษ์ นักประท้วง นักแบกป้ายเพื่อ “กู้โลก” หาเลี้ยงชีพไปได้ชั่วชีวิต เป็นต้น

การบิดเบือนความจริงเคยส่งผลเสียหายมากมายมาแล้ว เช่น การที่ NGO บางแห่งเคยให้ข้อมูลที่เป็นเท็จอย่างร้ายแรงว่า ประเทศไทยมีโสเภณี 2 ล้านคน ทำให้พจนานุกรมลองแมน เคยให้คำจำกัดความของกรุงเทพมหานครว่าเป็นนครแห่งโสเภณีในปี 2536 {23} จะสังเกตได้ว่านักเคลื่อนไหวทางสังคม มักพยายามโฆษณาว่าปัญหาที่ตนเกี่ยวข้องอยู่มีขนาดใหญ่ ด้วยหวังให้สังคมให้ความสนใจ แต่น่าเสียดายที่ทุกคนก็ใช้วิธีเดียวกันจนเฝือ สังคมเลย “มึน” และกลับคิดว่าปัญหาทั้งหลายนั้นสุดแก้ไข กลายเป็นปัญหาโลกแตกไป

ทางออกสุดเท่ห์ของการแก้โลกร้อนก็คือการปลูกป่า (ซึ่งถือเป็นรูปแบบการทำดีที่นำสมัยและมีระดับ ไม่ใช่พื้น ๆ แบบการบริจาคให้มูลนิธิการกุศล) โดยไม่นำพาว่าจะรณรงค์ปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าอย่างจริงจัง ปีหนึ่ง ๆ ป่าไม้ไทยถูกทำลายไปมหาศาลหลายแสนไร่ กว่าป่าที่ปลูกใหม่เพียงหนึ่งหมื่นไร่ ต้นไม้ที่ปลูกอย่างลูบหน้าปะจมูกนี้ก็คงตายไปมากกว่าจะอยู่รอดได้ บาปของแฟชั่นการปลูกป่านี้ก็คือการช่วยบิดเบือน ปกปิดไม่ให้อาชญากรรมทำลายป่าได้รับการตระหนักโดยสังคมส่วนรวม

การเคลื่อนไหวเรื่องนี้ ยังอาจถือเป็นการเบี่ยงประเด็นสาระสำคัญของปัญหาในโลกนี้ อันได้แก่ โรคภัยไข้เจ็บที่เผชิญอยู่ทุกวัน การกดขี่เอารัดเอาเปรียบต่อผู้ด้อยโอกาส สงครามและการก่อการร้าย อำนาจเผด็จการที่ปิดกั้นเสรีภาพประชาธิปไตย ตลอดจนการปล้นสดมภ์ของประเทศมหาอำนาจต่อประเทศกำลังพัฒนา เป็นต้น บางทีถ้าเราเอาเงินรณรงค์เรื่องโลกร้อนไปช่วยคนทุกข์ยากทางอื่น ยังอาจได้ประโยชน์ต่อสังคมมากกว่านี้

บางที “นักบุญ” ที่พูดกับท่านถึงภาวะโลกร้อนนั้น แท้จริงอาจเป็น “ซาตาน” ผู้ก่ออาชญากรรม ตักตวงประโยชน์ทางการเมือง ฉกฉวยหาประโยชน์เฉพาะตน คนที่กล้า “แหกตา” พวกเราถึงเพียงนี้ น่าจะเป็นบุคคลอันตราย เราควรรักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน แต่เราก็ควรส่งเสริมการระดมความคิด ถกเถียงค้นคว้าอย่างเป็นวิทยาศาสตร์และมีสติ และต่อต้านความงมงายอย่างมืดบอดในทุกรูปแบบ ประเทศชาติจึงจะเจริญด้วยสังคมอุดมปัญญาที่แท้จริง

ที่มา :

{1} ดร.โสภณ พรโชคชัย เป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ ยังเป็นกรรมการที่ปรึกษาหอการค้าไทยสาขาอสังหาริมทรัพย์ ผู้แทนสมาคมประเมินค่าทรัพย์สินนานาชาติ (IAAO) ประจำประเทศไทย และกรรมการสภาที่ปรึกษา Appraisal Foundation ซึ่งก่อตั้งโดยสภาคองเกรส เพื่อการควบคุมการประเมินค่าทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกา Email: sopon@thaiappraisal.org

{2} มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร ที่มุ่งให้ความรู้แก่สาธารณชนด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง ปัจจุบันเป็นองค์กรสมาชิกหลักของ FIABCI ประจำประเทศไทย ถือเป็นองค์กรเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ที่มีกิจกรรมคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยจนได้รับความเชื่อถือจากนานา ชาติ โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaiappraisal.org

{3} ข่าว “'อัล กอร์'-ไอพีซีซี โนเบลสันติภาพ” ไทยรัฐ 13 ต.ค. 50 http://www.thairath.com/offline.php?section=hotnews&content=64404

{4} รายละเอียดเกี่ยวกับพระติช นัท ฮันห์ http://en.wikipedia.org/wiki/Nhat_Hanh ซึ่งเป็นหนึ่งผู้ได้รับการเสนอชื่อให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่ไม่ได้รับการคัดเลือก

{5} เว็บไซต์เกี่ยวกับภาพยนต์นี้ดูได้ที่ http://www.climatecrisis.net และ http://www.an-inconvenient-truth.com

{6} เพชร มโนปวิตร บทความ “รายงานโลกใบใหญ่ / สิ่งแวดล้อม : An Inconvenient Truth กับภารกิจกู้โลก” ในนิตยสารสารคดี พฤศจิกายน 2549: http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&ar...

{7} โปรดอ่านบทวิพากษ์ภาพยนต์เรื่อง An Inconvenient Truth ได้ที่ Marlo Lewis “A Skeptic's Guide to An Inconvenient Truth”: http://www.cei.org/pages/ait_response-book.cfm และ Mary Ellen Tiffany Gilder “Diagnosing Al Gore: Truth in the Balance” http://sitewave.net/news/MaryEllenGilder.htm

{8} ฝ่ายวิเคราะห์และประมวลข่าวสาร สำนักสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข 11 ตุลาคม 2550: “ในปี พ.ศ. 2549 . . . ผู้ป่วยโรคปอดบวมที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาลอีก 88,841 ราย/ ตาย 765 ราย ซึ่งไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 เกิดจากไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็นต้นเหตุ สำหรับในปี พ.ศ. 2550 จนถึงสัปดาห์ที่ 39 . . . มีรายงานผู้ป่วย. . . โรคปอดบวมที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาลอีก 60,188 ราย ตาย 619 ราย . . . อย่างไรก็ตามจากการสำรวจของกรมควบคุมโรคในปี 2550 นี้ยังไม่พบผู้ป่วยจากโรคไข้หวัดนก หรือผู้เสียชีวิต” ที่ http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=9516

{9} โปรดอ่านข่าว “Gore climate film's nine 'errors'” BBC News, October 11, 2007: http://news.bbc.co.uk/1/hi/education/7037671.stm

{10} โปรดดูรายละเอียดของโครงการนี้ได้ที่ Petition Project http://www.oism.org/pproject/s33p1845.htm

{11} พิธีสารเกียวโต Kyoto ดูรายละเอียดภาค ภาษาอังกฤษฉบับเต็มได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Kyoto_Protocol หรือภาคภาษาไทยได้ที่ http://www.jgsee.kmutt.ac.th/greenhouse/unfccc/unfccc.php#unfccc

{12} ดูรายละเอียดพายุ Katrina ถล่มนครนิวออลีนส์ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Hurricane_Katrina

{13} ผลการศึกษาของ Lawrence Livermore National Laboratory เรื่อง “Plant a tree and save the Earth?” ที่ http://www.llnl.gov/pao/news/news_releases/2006/NR-06-12-02.html และเรื่อง “Models show growing more forests in temperate regions could contribute to global warming” ที่ http://www.llnl.gov/pao/news/news_releases/2005/NR-05-12-04.html

{14} อ่านรายละเอียด Aral Sea ได้ที่ http://unimaps.com/aral-sea/print.html

{15} อ่านรายละเอียดภูเขาไฟกรากะตัวได้ที่ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%...

{16} ราชบัณฑิตยสถาน เรื่อง “ภัยภูเขาไฟ” http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?Search=1&ID=154

{17} ข้อมูลพายุจากกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ www.tmd.go.th/programs/uploads/cyclones/track-56y.pdf และข้อมูลอุณหภูมิเฉลี่ยต่อเดือนจาก http://service.nso.go.th/nso/nso_center/project/table/files/1100400/2549...

{18} ข่าว “อัล กอร์ มั่ว น้ำทะเลอ่าวไทยลดลงทุกปี” ไทยรัฐ 17 ตุลาคม 2550 http://www.thairath.com/news.php?section=society03&content=64807 และข่าว “อย่าตระหนก โลกร้อนไม่ทำให้กรุงเทพจมบาดาล” http://www.tei.or.th/hotnews/071116-globalwarming1-manager.htm

{19} โปรดดูได้ที่เว็บไซต์วัดขุนสมุทร สมุทรปราการ http://www.khunsamut.com

{20} ปรากฎการณ์เอลนีโญและลานีญา โปรดศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของกรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th/info/info.php?FileID=17

{21} กาลามสูตร 10 คือ อย่าปลงใจเชื่อ 1.ด้วยการฟังตามกันมา 2.ด้วยการถือสืบ ๆ กันมา 3.ด้วยการเล่าลือ 4.ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ 5.ด้วยตรรก 6.ด้วยการอนุมาน 7.ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล 8.เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน 9.เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ และ 10.เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา เราจะเชื่อก็ต่อเมื่อพิจารณาเห็นด้วยปัญญา (ที่มาคือ http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/002684.htm)

{22} ข่าว “เมื่อกระแสโลกร้อนย้อนมาเล่นงานอัล กอร์” สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ 7-15 มีนาคม 2550 โปรดอ่านข่าวภาษาอังกฤษที่ http://www.guardian.co.uk/international/story/0,,2022869,00.html (The Guardian) และ http://www.usatoday.com/news/washington/2007-02-27-gore-house_x.htm (USA Today)

{23} โปรดอ่านข่าวดังกล่าวได้ที่ http://www.prospect-magazine.co.uk/article_details.php?id=6889

คนพวกนี้เกี่ยวอะไรกับโลกร้อน

คนพวกนี้เกี่ยวอะไรกับโลกร้อน ไม่มีงานทำหรือรับจ้างมาครับ

ข้าผู้น้อยเคยเห็นเด็กเผาตัวตา

ข้าผู้น้อยเคยเห็นเด็กเผาตัวตาย

หน้า ม.รามฯ

ดูลักษณะคล้ายๆ กันนะ

(สมัยนายกฯ ชาติชาย)

พ่อแม่น้องเขาเสียใจมาก ๆ (พึ่งมาเรียนปี 1)

อุดมการณ์น้องเขาแรงกล้า

แต่น้องหารู้ไหมว่า ...

ลูกพี่รับตังมาขอรับ

555+

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน