โลกร้อน ตัวเลข วิกฤต และโอกาส
ผมเชื่อว่าผู้อ่านคอลัมน์นี้ทุกท่าน ต้องเคยได้ยินได้ฟังเกี่ยวกับเรื่องสภาวะโลกร้อนกันอยู่บ่อยๆ จนถึงขั้นที่หลายท่านอาจตั้งคำถามว่า เรื่องนี้กำลังกลายเป็นเรื่องแฟชั่นมากเกินไปหรือเปล่า ขณะที่บางท่านก็อาจรู้สึกว่า โลกมันก็คงจะร้อนขึ้นจริง (เราทุกคนก็รู้สึกได้อยู่) แต่การจัดการปัญหานี้น่าจะเป็นเรื่องใหญ่และไกลตัวเกินกว่าที่ท่านจะเข้าไปเกี่ยวข้องได้ เพราะเป็นเรื่องของผลกระทบระยะยาวในอนาคต และถ้าจะมีการแก้ปัญหากัน ก็ควรจะเป็นเรื่องที่ประเทศพัฒนาแล้วซึ่งเป็นผู้ก่อปัญหาหลัก ควรจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
แต่สิ่งที่ผมอยากสื่อสารกับทุกท่านในวันนี้ ก็คือ วิกฤตการณ์โลกร้อนที่เรากำลังเผชิญอยู่ รุนแรงและเลวร้ายกว่าที่สาธารณชนไทย (และแทบทั้งโลก) รับรู้อย่างมากมายมหาศาล (ชนิดที่เทียบกันไม่ได้) กระนั้นก็ตาม ถ้าเราตั้งหลักให้ดี ก็อาจพลิกวิกฤตนี้เป็นโอกาสได้
หลายท่านคงเคยรับรู้ว่า ในระดับประชาคมโลก มีข้อตกลงนานาชาติในการจัดการปัญหาสภาวะโลกร้อนอยู่ทั้งหมด 2 ข้อตกลง ได้แก่ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพิธีสารเกียวโต และบางท่านอาจรู้ด้วยว่า ไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเจรจาข้อตกลงทั้งสองที่กรุงเทพฯ ในช่วงปลายเดือนนี้ เพื่อปูทางหาข้อสรุปร่วมกันเรื่องแนวทางการจัดการปัญหาโลกร้อนในอนาคต (หลังจากปี ค.ศ.2012) ให้ได้ในการประชุมใหญ่ช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้ ที่กรุงโคเปนเฮเกน
การเจรจาดังกล่าวไม่ได้เพิ่งเริ่มเกิดขึ้นในช่วงนี้ หากแต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องมากว่าสามปี และเข้มข้นมากที่สุดในช่วงปีนี้ เมื่อพิจารณารายงานการประชุมและข้อเสนอการเจรจาที่ผ่านมา เราจะพบว่ามี ข้อเสนอ/การอ้างอิงตัวเลขระดับการเพิ่มอุณหภูมิสูงสุดหรือระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกสูงสุดที่ยอมรับได้ และตัวเลขปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ประชาคมโลกจำเป็นต้องดำเนินการ ที่ควรพิจารณาหลายประการ
ในส่วนของตัวเลขเป้าหมายเชิงอุณหภูมิและความเข้มข้นก๊าซเรือนกระจก ถ้าพิจารณาข้อเสนอจากประเทศต่างๆ จะพบว่า แทบทุกประเทศทั้งประเทศพัฒนาหรือกำลังพัฒนาต่างสนับสนุนให้คงการเพิ่มของอุณหภูมิไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส และสนับสนุนการคงระดับความเข้มข้นของก๊าซเรือนกระจกไม่เกิน 450 หน่วย (450 ppm CO2-eq)
ข้อเสนอจากประเทศต่างๆ ที่สอดคล้องกันอย่างมากนี้ เพราะผลการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ทั่วโลก ต่างชี้ในทิศทางเดียวกันว่า ผลกระทบจากการปล่อยให้อุณหภูมิเพิ่มเกิน 2 องศา หรือความเข้มข้นเพิ่มสูงกว่า 450 หน่วย มีความเสี่ยงที่อันตรายมากเกินไป หากเป็นไปได้นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ยังอยากให้คงค่าอุณหภูมิและความเข้มข้นเป้าหมายไว้ต่ำกว่านี้ แต่ที่ต้องยอมรับเป้าหมายระดับนี้ ก็เพราะเข้าใจถึงความจำเป็นที่ต้องพิจารณาความเป็นไปได้ในการลดการปล่อยก๊าซจริงๆ ประกอบด้วย
ที่กล่าวอย่างนี้ก็เพราะว่า ถ้าพิจารณาปริมาณการลดก๊าซที่จำเป็นเพื่อคงเป้าหมาย 2 องศา หรือ 450 หน่วย จะพบว่า ปริมาณการลดก๊าซจะสูงมาก ถึงขนาดที่ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมคนใดที่ไม่เคยตามเรื่องสภาวะโลกร้อนมาก่อน เมื่อได้ยินครั้งแรกก็คงต้องบอกว่าเป็นไปไม่ได้
ในแง่ของกระบวนการเจรจา การนำเสนอตัวเลขการลดก๊าซที่จำเป็นปรากฏขึ้นครั้งแรกในรายงานของคณะทำงานเฉพาะกิจภายใต้พิธีสารเกียวโต (คณะทำงาน AWG-KP) ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2007 โดยความเข้มข้นต่ำสุด stabilization category I (ซึ่งผมขอแปลง่ายๆ ว่า ที่ระดับความเข้มข้นประมาณ 450 หน่วย นั่นแหละ) ที่ปรากฏในรายงาน IPCC ฉบับล่าสุด (IPCC-AR4, Working Group III) ระบุว่า "ปริมาณการปล่อยก๊าซรวมของประเทศในภาคผนวกที่ 1 (ประเทศพัฒนาแล้วและประเทศยุโรปตะวันออก) ควรจะต้องลดลง 25-40% เมื่อเทียบกับระดับในปี ค.ศ.1990 ภายในปี ค.ศ.2020, ปริมาณการปล่อยก๊าซรวมของโลกควรจะต้องเริ่มลดลง (ผ่านจุด peak) ภายใน 10-15 ปี และปริมาณการปล่อยก๊าซรวมของโลกควรจะต้องลดลงต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของระดับการปล่อยในปี 2000 อย่างมาก ภายในช่วงกลางศตวรรษนี้"
หากพิจารณาเปรียบเทียบกับข้อเสนอบนโต๊ะเจรจาในปัจจุบันจะพบว่า ในส่วนของเป้าหมายการปล่อยก๊าซรวมของประเทศภาคผนวกที่ 1 ในช่วงปี 2020 นั้น ประเทศพัฒนาหลายประเทศจะเสนอให้ประเทศภาคผนวก 1 ลดการปล่อยลงในระดับ 25-30% (ใกล้เคียงกับตัวเลขขีดล่างในรายงาน IPCC-AR4) ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่เรียกร้องให้ประเทศภาคผนวกที่ 1 ลดให้ได้ 40-50% ขึ้นไป (ใกล้เคียงกับตัวเลขขีดบนใน IPCC-AR4) ดังนั้นจะเห็นว่า ตัวเลขใน IPCC-AR4 มีผลต่อข้อเสนอของประเทศกลุ่มต่างๆ อย่างมาก
ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ รายงาน IPCC-AR4 ไม่ได้กล่าวถึงเฉพาะตัวเลขการลดก๊าซ 25-40% สำหรับประเทศภาคผนวกที่ 1 เท่านั้น แต่ได้ชี้ด้วยว่า ประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 (ประเทศกำลังพัฒนา) บางส่วนก็ควรจะลดการปล่อยก๊าซในระดับที่มี "ความแตกต่างอย่างชัดเจน" (substantial deviation) จากระดับการปล่อยในสภาวะปกติ (baseline) อีกด้วย โดยในภายหลัง ผู้เขียน IPCC ในส่วนนี้ได้ตีพิมพ์บทความเพิ่มเติม อธิบายว่า "ความแตกต่างอย่างชัดเจน" ดังกล่าว ควรอยู่ในย่าน 15-30% ต่ำกว่าค่า baseline ซึ่งปริมาณการลดก๊าซระดับนี้จะสอดคล้องกับตัวเลข IPCC-AR4 อีกสองชุดที่กล่าวถึงข้างต้น (ปริมาณการปล่อยรวมของโลกต้องเริ่มลดลงในระยะเวลาอันสั้น และต้องลดลงอย่างมากในราวปี 2050)
จุดสำคัญที่เราต้องเข้าใจก็คือ ตัวเลขการลดก๊าซที่ผู้เขียน IPCC พูดถึง เป็นตัวเลขที่ผู้เขียนคาดว่าน่าจะเกิดขึ้นจริงในแต่ละประเทศ (domestic actions) ไม่ใช่ตัวเลขพันธกรณีที่ประเทศต่างๆ ควรต้องแบกรับ ดังนั้นแม้ว่าในด้านการเจรจา ไทยอาจบอกได้ว่าประเทศกำลังพัฒนาไม่ควรมีพันธกรณี แต่ในทางปฏิบัติ หน่วยงานภาครัฐควรต้องเริ่มเตรียมการพิจารณาว่า ถ้าไทยจะร่วมลดก๊าซเรือนกระจก (ไม่ว่าจะโดยการถูกบังคับด้วยพันธกรณี หรือโดยการสมัครใจผ่านการขายคาร์บอนเครดิตหรือกลไกอื่นๆ) เราจะมีมาตรการและนโยบายการดำเนินงานในประเทศอย่างไร ส่วนภาคเอกชนก็คงต้องเริ่มพิจารณาเช่นกันว่า มีทางเลือกหรือมีโอกาสเสริมสร้างทางเลือกการลดก๊าซอะไรได้บ้าง รวมทั้งพิจารณาว่า แผนการลงทุนต่างๆ ที่วางแผนไว้นั้น ควรจะต้องปรับปรุงหรือไม่/อย่างไร เพื่อลดความเสี่ยงหรือเพิ่มโอกาสในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึงนี้
โดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าไทยอยู่มีโอกาสสร้างความได้เปรียบ (โดยเปรียบเทียบ) จากการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้น เนื่องจากประการแรก ไทยไม่ใช่ประเทศพัฒนาแล้วที่จะต้องรับพันธกรณีในปัจจุบัน ประการที่สอง ไทยไม่น่าจะอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเป้าหมายอันดับต้นๆ ที่ประเทศพัฒนาแล้วต้องการดึงให้เข้าร่วมรับพันธกรณี ดังนั้นไทยจึงน่าจะมีโอกาสคงความได้เปรียบเชิงพันธกรณีได้อีกระยะหนึ่ง ประการที่สาม ผมเชื่อว่า ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซหรือรายได้ต่อหัวใกล้เคียงกัน ไทยน่าจะมีศักยภาพทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี คุณภาพบุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นรองใคร ดังนั้นถ้าหากผู้นำภาครัฐและภาคเอกชนไทยมีวิสัยทัศน์ สิ่งที่ดูจะเป็นวิกฤตนี้ก็อาจจะกลายเป็นโอกาสให้เราสร้างความได้เปรียบทางเศรษฐกิจพร้อมกับปรับแนวทางการพัฒนาประเทศที่นำไปสู่ความยั่งยืนและเป็นธรรมมากขึ้นได้
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน









The government just spent
The government just spent billions of dollars on Cash for Clunkers and the results have come in. People traded in 10-year-old American-made cars for brand new Japanese and Korean cars. According to newspapers, the White House is saying that this will save jobs here in the U.S. Im not sure how this is possible. A
What can we do with it?
What can we do with it?
http://www.arayachon.org/reth
http://www.arayachon.org/rethink/20081121/837
ควรไปที่เว็บ เพราะจะเห็นภาพด้วย
รู้ให้จริง - อย่าให้ใครมาลวงเราเรื่องโลกร้อน
เขียนโดย ไท เมื่อ 21 พฤศจิกายน, 2008 - 11:58 tags: environment โลกร้อน
โดย ดร.โสภณ พรโชคชัย {1}
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย {2}
โลกร้อนขึ้นคงไม่มีใครสงสัย การรักษาสิ่งแวดล้อมก็เป็นสิ่งที่ดี แต่การรณรงค์เรื่องโลกร้อนทำให้ใครได้ ใครเสียประโยชน์ ประเด็นนี้เป็นกรณีศึกษาของการโฆษณาชวนเชื่อ ในการทำให้ประชาชนมืดบอดหรือไม่ และถือเป็น “เครื่องมือทำมาหากิน” สำหรับใครบางคนหรือไม่
ทุกวันนี้ แทบทุกคนคงได้ยินเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน และเชื่อว่าทุกคนที่ได้ฟัง คงชักห่วงใยต่อโลกในประเด็นนี้เช่นกัน แต่เมื่อนายอัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ จากการรณรงค์เรื่องโลกร้อน {3} ผมกลับเริ่มสงสัยว่า สันติภาพไม่น่าจะเกี่ยวกับโลกร้อนโดยตรง
ที่ผ่านมาคนอื่นที่โด่งดังเช่น ท่านติช นัท ฮันห์ {4} ผู้นำพระสงฆ์ในสมัยสงครามเวียดนาม ก็ยังพลาดรางวัลนี้มาแล้ว ผมเชื่อว่าทุกวันนี้ ผู้คนมักเชื่อไปในแนวทางเดียวกัน โดยไม่มีโอกาสไตร่ตรองด้วยเหตุผล ผมจึงขอเสนอบทความนี้ เพื่อต่อกรกับการครอบงำและการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง
An Inconvenient Truth: เท็จหลายเรื่อง
ท่านที่อ่านหนังสือหรือชมภาพยนตร์เรื่อง An Inconvenient Truth (AIT) {5} “คงรู้สึกตรงกันอย่างหนึ่งว่า อยากทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน . . . คงจะไม่เป็นการเกินเลยไปนัก หากจะเรียกขบวนการดังกล่าวว่า เป็นภารกิจกู้โลก เพราะวิกฤตการณ์เกี่ยวกับสภาวะโลกร้อนนั้น เกิดขึ้นแล้วจริงๆ และกำลังส่งผลกระทบอย่างกว้างไกลเกินจินตนาการ” {6}
วลีที่อ้างถึงนี้ สะท้อน “อารมณ์” ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม AIT เป็นการโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง และยังแสดงข้อมูลที่เป็นเท็จหลายเรื่อง {7} ซึ่งสังคมมักไม่มีโอกาสรับรู้ เช่น:
1. การมองด้านเดียว : AIT ไม่เคยมองถึงบทบาทที่จำเป็นของน้ำมัน ก๊าซและถ่านหิน (Hydrocarbon) ที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนจน ช่วยเพิ่มอายุขัยของประชากร ฯลฯ AIT ละเลยอัตราการตายที่สูงขึ้น ในยามที่โลกเย็นลงในอดีตที่ผ่านมา
2. ความเข้าใจผิด : สาเหตุหลักของการตายของมนุษย์ปัจจุบัน ไม่ใช่เป็นเพราะภัยธรรมชาติ คล้ายกับการตื่นกลัวไข้หวัดนกจนเกินเหตุ ทั้งที่โรคปอดบวมทำคนไทยตายมากมาย โดยในปี 2550 ไม่พบคนป่วยและตายด้วยไข้หวัดนกในประเทศไทย แต่คนไทยป่วยด้วยโรคปอดบวม จนต้องนอนโรงพยาบาลถึง 88,841 ราย และตาย 765 รายในปี 2549 {8} นอกจากนี้ AIT ยังอ้างทำนองว่า นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นพ้องกับตน แต่ความจริงเสียงส่วนใหญ่เห็นตรงข้ามกับ AIT
3. การพูด “ใส่ไข่” จับเอาปรากฏการณ์ครั้งคราวมาเป็นสรณะ : การอ้างว่าหมีขั้วโลกจมน้ำตาย เพราะน้ำแข็งละลายทั้งที่เป็นเพราะพายุ การกล่าวถึงฝนตกหนักถึง 37 นิ้วในนครมุมไบในปี 2548 ทั้งที่ตลอด 45 ปี ไม่พบแนวโน้มการเพิ่มขึ้นเลย การโยงเรื่องโลกร้อนกับอุทกภัยในจีนเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทั้งที่ใน 1-2 ศตวรรษก่อน มีอุทกภัยที่รุนแรงยิ่งกว่านี้มากมาย การโทษว่าโลกร้อนทำให้แนวปะการังเสียหาย ทั้งที่เป็นเพราะปัจจัยทางเฉพาะภูมิภาค ปัจจัยทางสังคมและอื่น ๆ การกล่าวว่าธารน้ำแข็งเกาะกรีนแลนด์ จะเลื่อนลงสู่ทะเล ทั้งที่ตั้งอยู่ในแอ่งที่ไม่มีทางออก
4. การพูดผิดความจริง เช่น การอ้างว่าโลกร้อนในอดีตเป็นเพียงระยะสั้น ทั้งที่มีระยะเวลานับร้อยปีในอดีตที่เคยร้อนกว่าปัจจุบัน จนทำให้ครั้งหนึ่ง ชาวไวกิ้งสามารถไปตั้งถิ่นฐานในเกาะกรีนแลนด์ที่หนาวเย็นในขณะนี้ได้ การอ้างว่าโลกร้อนขึ้นมาก ทั้งที่เพิ่มเพียง 0.17 องศาเซลเซียสในรอบ 30 ปีล่าสุด และร้อนขึ้น 0.5 องศาเซลเซียสในรอบ 100 ปี และที่ผ่านมาก็มีลักษณะขึ้น ๆ ลง ๆ การอ้างว่าคลื่นร้อนยุโรป ที่ทำให้คนตายมากมาย เป็นผลจากโลกร้อน ทั้งที่เป็นเพราะสาเหตุอื่น
ในประเทศอังกฤษ มีการฟ้องศาลให้ห้ามฉาย AIT ในโรงเรียนมัธยม ศาลเห็นว่า AIT มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ผิดไปถึง 9 ประการ แต่ให้ฉายได้ โดยต้องเพิ่มเติมข้อมูลที่ถูกต้อง และให้ครูที่จัดฉาย ต้องชี้ให้นักเรียนเข้าใจถึงข้อผิดพลาดของ AIT ด้วย {9} แต่ในประเทศไทย เรากลับปล่อยให้ฉายหลอกลวงประชาชนอย่างหน้าตาเฉย
ตัวอย่างความผิดพลาดสำคัญ ได้แก่ การกล่าวว่าหิมะบนยอดเขาคิลิมันจาโรซึ่งสูงถึง 6 กิโลเมตร ละลายเพราะภาวะโลกร้อน แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นแย้ง สาเหตุการละลายคงเป็นเพราะแสงอาทิตย์ การใช้ที่ดินโดยรอบตลอดจนความร้อนใต้พิภพหรืออื่น ๆ เพราะหากแม้ผิวโลกจะร้อนขึ้น อุณหภูมิบนยอดเขา ก็ยังต่ำกว่าจุดเยือกแข็งอยู่ดี
นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นแย้ง
กลุ่มนักวิทยาศาสตร์ 19,000 คนได้ร่วมกันลงชื่อใน The Petition Project {10} ว่า จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่า การใช้ Hydrocarbon เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนหรือภาวะเรือนกระจกแต่อย่างใด แม้โลกได้ร้อนขึ้นเล็กน้อย ก็ไม่ได้มีผลเสียหายร้ายแรง (อาจมีไวรัสบางชนิดเกิดขึ้น แต่ในช่วงโลกเย็น ก็อาจเกิดโรคอื่น) แต่กลับเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกในเขตอบอุ่น
การเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จะเป็นผลดีต่อชีวิตสัตว์และทำให้การเพาะปลูกพืชผลได้มากขึ้น นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ จึงหนุนให้สหรัฐอเมริกาไม่ลงนามในพิธีสารเกียวโต {11} ซึ่งได้กำหนดข้อผูกพันทางกฎหมาย ในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศภาคี
บทวิพากษ์ของ The Petition Project ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า
1. การกลับหนาว-ร้อนของโลก มีลักษณะที่เป็นวัฏจักร ไม่ใช่มีแต่ร้อนขึ้นอย่างเดียว ที่ผ่านมามียุคน้ำท่วมโลก และยุคน้ำแข็งสลับกันมาหลายครั้งแล้ว
2. ธารน้ำแข็งเริ่มละลายมานาน ก่อนการใช้ Hydrocarbon เสียอีก และละลายเร็วในอัตราเดียวกันมาตลอด 150 ปีแล้ว
3. อากาศที่ร้อนขึ้น เกิดจากสาเหตุหลายอย่าง ภาวะเรือนกระจก อาจเป็นเพียงส่วนหนึ่ง ยังมีสาเหตุอื่นอีกมาก เช่น แสงแดด เมฆ ความชื้น การเปลี่ยนแปลงของผิวน้ำในมหาสมุทร ความร้อนใต้พิภพ ฯลฯ
4. พายุทอร์นาโดมีแนวโน้มลดลง ส่วนพายุเฮอริเคนจากมหาสมุทรแอตแลนติก ก็มีแนวโน้มคงที่ พายุขนาดใหญ่ เช่น Katrina {12} ในปี 2548 อาจเกิดได้เป็นครั้งคราว เราจึงไม่ควรถือเอาปรากฏการณ์ชั่วคราว มาทึกทัก ปะติดปะต่อกับภาวะโลกร้อน
5. ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น 7 นิ้วในรอบศตวรรษ แต่เพิ่มมาก่อนยุคที่ใช้ Hydrocarbon ด้วยซ้ำไป
6. ป่าไม้ (ไม่ใช่สวนป่า) ในสหรัฐอเมริกาได้รับการปลูกเพิ่มขึ้น 40% ในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การปลูกป่าก็อาจไม่ได้ช่วยแก้ไขโลกร้อนอย่างมีนัยสำคัญนัก {13}
อย่าให้ใครลวงให้ตื่นตูม
มีอยู่ภาพหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นภาพทะเลสาบ Aral Sea ในคาซัคสถาน {14} ซึ่งแต่เดิมมีขนาดใหญ่มาก แต่กลับแห้งไป มีเรือจอดอยู่บนพื้นคล้ายทะเลทราย ภาพดังกล่าว สร้างความสะเทือนใจแก่ผู้ห่วงใยโลกเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็เป็นภาพแห่งการโกหกอย่างร้ายกาจ เพราะการเหือดหายไปของทะเลสาบนี้ เป็นผลมาจากการสูบน้ำและเป็นที่คาดหมายมานานแล้ว ไม่เกี่ยวข้องกับภาวะโลกร้อนแม้แต่น้อย
ถ้าวันนี้เกิดการระเบิดของภูเขาไฟ ระดับเดียวกับ “กรากะตัว” ในอินโดนีเซียเมื่อปี 2426 เราคงลืมเรื่องโรคร้อนในบัดดล และนึกว่าโลกต้องแตกแน่แล้ว เพราะ “แรงระเบิดนั้นคร่าชีวิตทุกคนที่ยังอยู่บนเกาะ พื้นที่ร้อยละ 65.52 ของเกาะกลายเป็นเถ้าธุลีลอยสูงขึ้นไปถึง 80 กิโลเมตร ในรัศมี 240 กิโลเมตร เถ้าธุลีบดบังแสงอาทิตย์ จนมืดมิดคล้ายตอนกลางคืน . . . อยู่ห่างถึง 4,776 กิโลเมตร ก็ได้ยิน (เสียงระเบิด) . . . เกิดคลื่นสึนามิ สูงกว่า 30 เมตร . . . แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นตรวจจับได้แม้แต่ที่สหราชอาณาจักร (อากาศยังเย็นลง 1.2 องศาทั่วโลกเป็นเวลาถึง 5 ปี)” {15}
ท่านทราบหรือไม่ว่า แรงระเบิดของภูเขาไฟที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ ภูเขาไฟ Tambora ในอินโดนีเซีย เมื่อปี 2358 ในครั้งนั้นประมาณกันว่า มีขนาดเท่ากับระเบิดปรมาณู 60,000 ลูกรวมกัน ทำให้ท้องฟ้ามืดมิด ส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมถึงอังกฤษ {16} แต่โลกเราก็รอดมาแล้ว และกลายเป็นปรากฎการณ์ที่คนส่วนใหญ่ลืมไปหมดแล้วในเวลาอันสั้น ดังนั้นเราจึงไม่ควรปริวิตกกับปรากฏการณ์ชั่วคราวจนเกินเหตุ
กรณีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในไทย
หลายคนเน้นใช้ความรู้สึกมาบอกว่า ปรากฏการณ์ธรรมชาติต่าง ๆ รุนแรงขึ้น แต่ความจริงก็คือ พายุหมุนเขตร้อนที่เข้ามาในประเทศไทย มีปริมาณลดลงตลอดในช่วงปี 2494-2549 รวมทั้งอุณหภูมิเฉลี่ยในช่วง พ.ศ.2539-2549 ก็ไม่แตกต่างกันเลย {17} ระดับน้ำทะเลในอ่าวไทย กลับลดลงนับแต่ปี 2483 ที่สำรวจ {18} ความรู้สึกที่ไม่อิงข้อมูล มักทำให้คิดตรงข้ามกับความจริง และมักจะรีบเชื่อเมื่อมีผู้ทำให้ตกใจ
ส่วนที่เห็นน้ำท่วมโบสถ์วัดขุนสมุทร {19} นั้น คงเป็นเพราะการทรุดตัวของดินจากผลของการสูบน้ำบาดาลเกินขนาด การทำลายป่าชายเลน การพังทลายของตลิ่งและอื่น ๆ ซึ่งเป็นมาโดยตลอด ไม่ใช่เพราะภาวะโลกร้อนแต่อย่างใด เป็นธรรมชาติรอบอ่าวไทย ที่บางส่วนของพื้นที่อาจถูกกัดเซาะ บางบริเวณก็กำลังเกิดที่งอก
ในสมัยโบราณ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยาแต่เดิมเป็นทะเลทั้งหมด ทุกวันนี้ใต้ท้องนาในจังหวัดอยุธยา ยังขุดทรายมาขายกันได้เป็นล่ำเป็นสัน วัดเจดีย์หอยที่อำเภอลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี ก็ยังพบเปลือกหอยทะเลมากมาย แค่น้ำทะเลกัดเซาะวัดขุนสมุทรและบริเวณใกล้เคียงเพียงเท่านี้ ยังเทียบอะไรไม่ได้กับการเกิดภาคกลางของประเทศไทยแต่อย่างใด
ในประเทศไทยของเรา การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศยังเป็นเพราะปรากฏการณ์เอลนีโญ ลานีญา และเอ็นโซ ตามกระแสน้ำอุ่น <20> แต่กลับมีการกล่าวอ้างว่าเป็นเพราะภาวะโลกร้อนเป็นสำคัญ
สิ่งที่ต้องคิดทบทวน
โปรดอย่าไพล่เข้าใจผิดว่า เราไม่ควรใส่ใจกับเรื่องโลกร้อนและพาลเข้าใจว่า เราละเลยการรักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน บทความนี้เพียงมุ่งตรวจสอบการโฆษณาชวนเชื่อที่ขาดจรรยาบรรณ ทำให้สังคมขาดความรอบรู้และเกิดการคิดอย่างไม่เป็นวิทยาศาสตร์ เราควรมีเวทีการถกเถียงเพื่อให้การศึกษาแก่ประชาชนในวงกว้าง เป็นการส่งเสริมสังคมอุดมปัญญา มีบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่สังคมที่สักแต่เชื่อกันด้วยศรัทธาอย่างมืดบอด อันถือเป็นอันตรายต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและปัญญา-ความรู้ของประชาชนในระยะ ยาว
การใช้อวิชชาหลอกล่อให้คนเชื่อ เป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประหนึ่งเห็นชาวบ้านเป็นวัวควายที่อธิบายกันดีๆ ไม่ได้ ต้องหลอกล่อด้วยความกลัว ถึงผลร้ายของภาวะโลกร้อนจนเกินจริง และด้วยการใช้ความน่ารัก-น่าสงสารของคน สัตว์และสิ่งของเพื่อให้คล้อยตาม โปรดสังเกตว่า “หมัดเด็ด” ในการปิดปากผู้สงสัยเรื่องโลกร้อนก็คือ การป้ายสีพวกเขาว่าเป็นผู้ไม่หวังดีต่อโลก เราจึงควรมีการวินิจฉัยด้วยตนเองให้ชัดเจน ตามหลักธรรมกาลมสูตร {21} ก่อนที่จะเชื่ออะไรง่าย ๆ
ผู้ที่กล้าพูดความจริงบางส่วน เพื่อเอาประโยชน์ใส่ตน นับเป็นผู้ที่น่ากลัว สังคมพึงทราบว่าบ้านของนายอัล กอร์เองกลับใช้ไฟฟ้ามากกว่าคนอเมริกันทั่วไปถึง 20 เท่า ใช้เงินค่าไฟฟ้าและแก๊สรวมกันปีละเกินกว่า 1 ล้านบาท {22} คนทำดีพูดดีเรื่องโลกร้อน อาจสั่งสมบารมี จนได้เป็นสมาชิกวุฒิสภา บางคนได้อาชีพเป็นนักอนุรักษ์ นักประท้วง นักแบกป้ายเพื่อ “กู้โลก” หาเลี้ยงชีพไปได้ชั่วชีวิต เป็นต้น
การบิดเบือนความจริงเคยส่งผลเสียหายมากมายมาแล้ว เช่น การที่ NGO บางแห่งเคยให้ข้อมูลที่เป็นเท็จอย่างร้ายแรงว่า ประเทศไทยมีโสเภณี 2 ล้านคน ทำให้พจนานุกรมลองแมน เคยให้คำจำกัดความของกรุงเทพมหานครว่าเป็นนครแห่งโสเภณีในปี 2536 {23} จะสังเกตได้ว่านักเคลื่อนไหวทางสังคม มักพยายามโฆษณาว่าปัญหาที่ตนเกี่ยวข้องอยู่มีขนาดใหญ่ ด้วยหวังให้สังคมให้ความสนใจ แต่น่าเสียดายที่ทุกคนก็ใช้วิธีเดียวกันจนเฝือ สังคมเลย “มึน” และกลับคิดว่าปัญหาทั้งหลายนั้นสุดแก้ไข กลายเป็นปัญหาโลกแตกไป
ทางออกสุดเท่ห์ของการแก้โลกร้อนก็คือการปลูกป่า (ซึ่งถือเป็นรูปแบบการทำดีที่นำสมัยและมีระดับ ไม่ใช่พื้น ๆ แบบการบริจาคให้มูลนิธิการกุศล) โดยไม่นำพาว่าจะรณรงค์ปราบปรามการตัดไม้ทำลายป่าอย่างจริงจัง ปีหนึ่ง ๆ ป่าไม้ไทยถูกทำลายไปมหาศาลหลายแสนไร่ กว่าป่าที่ปลูกใหม่เพียงหนึ่งหมื่นไร่ ต้นไม้ที่ปลูกอย่างลูบหน้าปะจมูกนี้ก็คงตายไปมากกว่าจะอยู่รอดได้ บาปของแฟชั่นการปลูกป่านี้ก็คือการช่วยบิดเบือน ปกปิดไม่ให้อาชญากรรมทำลายป่าได้รับการตระหนักโดยสังคมส่วนรวม
การเคลื่อนไหวเรื่องนี้ ยังอาจถือเป็นการเบี่ยงประเด็นสาระสำคัญของปัญหาในโลกนี้ อันได้แก่ โรคภัยไข้เจ็บที่เผชิญอยู่ทุกวัน การกดขี่เอารัดเอาเปรียบต่อผู้ด้อยโอกาส สงครามและการก่อการร้าย อำนาจเผด็จการที่ปิดกั้นเสรีภาพประชาธิปไตย ตลอดจนการปล้นสดมภ์ของประเทศมหาอำนาจต่อประเทศกำลังพัฒนา เป็นต้น บางทีถ้าเราเอาเงินรณรงค์เรื่องโลกร้อนไปช่วยคนทุกข์ยากทางอื่น ยังอาจได้ประโยชน์ต่อสังคมมากกว่านี้
บางที “นักบุญ” ที่พูดกับท่านถึงภาวะโลกร้อนนั้น แท้จริงอาจเป็น “ซาตาน” ผู้ก่ออาชญากรรม ตักตวงประโยชน์ทางการเมือง ฉกฉวยหาประโยชน์เฉพาะตน คนที่กล้า “แหกตา” พวกเราถึงเพียงนี้ น่าจะเป็นบุคคลอันตราย เราควรรักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน แต่เราก็ควรส่งเสริมการระดมความคิด ถกเถียงค้นคว้าอย่างเป็นวิทยาศาสตร์และมีสติ และต่อต้านความงมงายอย่างมืดบอดในทุกรูปแบบ ประเทศชาติจึงจะเจริญด้วยสังคมอุดมปัญญาที่แท้จริง
ที่มา :
{1} ดร.โสภณ พรโชคชัย เป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ ยังเป็นกรรมการที่ปรึกษาหอการค้าไทยสาขาอสังหาริมทรัพย์ ผู้แทนสมาคมประเมินค่าทรัพย์สินนานาชาติ (IAAO) ประจำประเทศไทย และกรรมการสภาที่ปรึกษา Appraisal Foundation ซึ่งก่อตั้งโดยสภาคองเกรส เพื่อการควบคุมการประเมินค่าทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกา Email: sopon@thaiappraisal.org
{2} มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร ที่มุ่งให้ความรู้แก่สาธารณชนด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง ปัจจุบันเป็นองค์กรสมาชิกหลักของ FIABCI ประจำประเทศไทย ถือเป็นองค์กรเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ที่มีกิจกรรมคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยจนได้รับความเชื่อถือจากนานา ชาติ โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaiappraisal.org
{3} ข่าว “'อัล กอร์'-ไอพีซีซี โนเบลสันติภาพ” ไทยรัฐ 13 ต.ค. 50 http://www.thairath.com/offline.php?section=hotnews&content=64404
{4} รายละเอียดเกี่ยวกับพระติช นัท ฮันห์ http://en.wikipedia.org/wiki/Nhat_Hanh ซึ่งเป็นหนึ่งผู้ได้รับการเสนอชื่อให้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ แต่ไม่ได้รับการคัดเลือก
{5} เว็บไซต์เกี่ยวกับภาพยนต์นี้ดูได้ที่ http://www.climatecrisis.net และ http://www.an-inconvenient-truth.com
{6} เพชร มโนปวิตร บทความ “รายงานโลกใบใหญ่ / สิ่งแวดล้อม : An Inconvenient Truth กับภารกิจกู้โลก” ในนิตยสารสารคดี พฤศจิกายน 2549: http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&ar...
{7} โปรดอ่านบทวิพากษ์ภาพยนต์เรื่อง An Inconvenient Truth ได้ที่ Marlo Lewis “A Skeptic's Guide to An Inconvenient Truth”: http://www.cei.org/pages/ait_response-book.cfm และ Mary Ellen Tiffany Gilder “Diagnosing Al Gore: Truth in the Balance” http://sitewave.net/news/MaryEllenGilder.htm
{8} ฝ่ายวิเคราะห์และประมวลข่าวสาร สำนักสารนิเทศ กระทรวงสาธารณสุข 11 ตุลาคม 2550: “ในปี พ.ศ. 2549 . . . ผู้ป่วยโรคปอดบวมที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาลอีก 88,841 ราย/ ตาย 765 ราย ซึ่งไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 เกิดจากไวรัสไข้หวัดใหญ่เป็นต้นเหตุ สำหรับในปี พ.ศ. 2550 จนถึงสัปดาห์ที่ 39 . . . มีรายงานผู้ป่วย. . . โรคปอดบวมที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาลอีก 60,188 ราย ตาย 619 ราย . . . อย่างไรก็ตามจากการสำรวจของกรมควบคุมโรคในปี 2550 นี้ยังไม่พบผู้ป่วยจากโรคไข้หวัดนก หรือผู้เสียชีวิต” ที่ http://www.moph.go.th/show_hotnew.php?idHot_new=9516
{9} โปรดอ่านข่าว “Gore climate film's nine 'errors'” BBC News, October 11, 2007: http://news.bbc.co.uk/1/hi/education/7037671.stm
{10} โปรดดูรายละเอียดของโครงการนี้ได้ที่ Petition Project http://www.oism.org/pproject/s33p1845.htm
{11} พิธีสารเกียวโต Kyoto ดูรายละเอียดภาค ภาษาอังกฤษฉบับเต็มได้ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Kyoto_Protocol หรือภาคภาษาไทยได้ที่ http://www.jgsee.kmutt.ac.th/greenhouse/unfccc/unfccc.php#unfccc
{12} ดูรายละเอียดพายุ Katrina ถล่มนครนิวออลีนส์ที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Hurricane_Katrina
{13} ผลการศึกษาของ Lawrence Livermore National Laboratory เรื่อง “Plant a tree and save the Earth?” ที่ http://www.llnl.gov/pao/news/news_releases/2006/NR-06-12-02.html และเรื่อง “Models show growing more forests in temperate regions could contribute to global warming” ที่ http://www.llnl.gov/pao/news/news_releases/2005/NR-05-12-04.html
{14} อ่านรายละเอียด Aral Sea ได้ที่ http://unimaps.com/aral-sea/print.html
{15} อ่านรายละเอียดภูเขาไฟกรากะตัวได้ที่ http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%...
{16} ราชบัณฑิตยสถาน เรื่อง “ภัยภูเขาไฟ” http://www.royin.go.th/th/knowledge/detail.php?Search=1&ID=154
{17} ข้อมูลพายุจากกรมอุตุนิยมวิทยา ที่ www.tmd.go.th/programs/uploads/cyclones/track-56y.pdf และข้อมูลอุณหภูมิเฉลี่ยต่อเดือนจาก http://service.nso.go.th/nso/nso_center/project/table/files/1100400/2549...
{18} ข่าว “อัล กอร์ มั่ว น้ำทะเลอ่าวไทยลดลงทุกปี” ไทยรัฐ 17 ตุลาคม 2550 http://www.thairath.com/news.php?section=society03&content=64807 และข่าว “อย่าตระหนก โลกร้อนไม่ทำให้กรุงเทพจมบาดาล” http://www.tei.or.th/hotnews/071116-globalwarming1-manager.htm
{19} โปรดดูได้ที่เว็บไซต์วัดขุนสมุทร สมุทรปราการ http://www.khunsamut.com
{20} ปรากฎการณ์เอลนีโญและลานีญา โปรดศึกษาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของกรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th/info/info.php?FileID=17
{21} กาลามสูตร 10 คือ อย่าปลงใจเชื่อ 1.ด้วยการฟังตามกันมา 2.ด้วยการถือสืบ ๆ กันมา 3.ด้วยการเล่าลือ 4.ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ 5.ด้วยตรรก 6.ด้วยการอนุมาน 7.ด้วยการคิดตรองตามแนวเหตุผล 8.เพราะเข้ากันได้กับทฤษฎีของตน 9.เพราะมองเห็นรูปลักษณะน่าเชื่อ และ 10.เพราะนับถือว่าท่านสมณะนี้เป็นครูของเรา เราจะเชื่อก็ต่อเมื่อพิจารณาเห็นด้วยปัญญา (ที่มาคือ http://larndham.net/cgi-bin/kratoo.pl/002684.htm)
{22} ข่าว “เมื่อกระแสโลกร้อนย้อนมาเล่นงานอัล กอร์” สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ 7-15 มีนาคม 2550 โปรดอ่านข่าวภาษาอังกฤษที่ http://www.guardian.co.uk/international/story/0,,2022869,00.html (The Guardian) และ http://www.usatoday.com/news/washington/2007-02-27-gore-house_x.htm (USA Today)
{23} โปรดอ่านข่าวดังกล่าวได้ที่ http://www.prospect-magazine.co.uk/article_details.php?id=6889
http://talk.mthai.com/topic/1
http://talk.mthai.com/topic/12277
โต้ความคิดอวิชชาเรื่องโลกร้อน
http://www.dailynews.co.th/forums2007/default.aspx?g=posts&t=1884
.
ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย <2>
วันพฤหัสบดีที่ 5 มิถุนายน 2551
.
เรากำลังโฆษณาชวนเชื่อเรื่องโลกร้อนกันอย่างเมามัน โดยแทบไม่เคยชี้แจงข้อมูลให้กระจ่าง นี่ย่อมเป็นกระบวนการของอวิชชาโดยแท้ ผมขอลงทุนมองต่างมุมเพื่อหวังให้เกิดสังคมอุดมปัญญาที่จะเชื่อกันด้วยวิจารณญาณจากการไตร่ตรองด้วยประจักษ์หลักฐานและเหตุผลอย่างรอบด้าน ที่ผมว่าต้อง “ลงทุน” นำเสนอนั้น เพราะการมองต่างจาก “ฝ่ายธรรมะ” ที่พยายามเย้ว ๆ ปลุกให้คน “ทำดี” นั้น ย่อมเสี่ยงต่อการถูกบริภาษหรือถูกมองในแง่ลบ แต่ผมก็ได้เพียงหวังว่าวิญญูชนจะร่วมกันพิจารณาครับ
.
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผมไปฟังวิทยากรระดับที่เคยเป็นที่ปรึกษารัฐบาล และนำเสนอเรื่องโลกร้อนให้หน่วยงานต่าง ๆ ฟังมามากมาย แต่ผมฟังแล้วกลับไม่เชื่อ ไม่ใช่ว่าผมมีอคตินะครับ แต่เหตุผลที่วิทยากรนำเสนอนั้นช่างอ่อนเกินไป ผมจึงขอนำเสนอเหตุผลในอีกแง่มุมหนึ่ง และที่ผมใช้คำว่า “เร็ว ๆ นี้” ไม่ได้บอกว่าวันไหน ก็เพราะผมไม่ประสงค์ที่จะกล่าวให้เกิดความเสียหายแก่วิทยากรเหล่านั้นเป็นการส่วนตัว เพียงแต่มุ่งหวังจะตรวจสอบกันด้วยเหตุผลเท่านั้น
.
การโต้แย้งเรื่องโลกร้อนนี้ ผมเคยเขียนไว้ในบทความเรื่อง “เล่ห์กลหาประโยชน์จากเรื่องโลกร้อน” ซึ่งมีหลักฐานอ้างอิงต่าง ๆ มากมาย และปรากฏในเว็บไซต์ต่าง ๆ หรือที่ http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market166.htm
.
สำหรับข้อโต้แย้งในที่นี้ ผมขอนำเสนอเป็นข้อ ๆ ดังนี้:
.
1. วิทยากรเรื่องโลกร้อนมักจะนำเสนอในลักษณะคล้ายการนำเสนอทางวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าสังเกตให้ดี จะพบว่าการนำเสนอเหล่านั้น มักจะนำเสนอด้วยข้อมูลด้านเดียว และมักไม่มีแหล่งอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนมาให้ผู้ฟังได้วินิจฉัย ดูเป็นการ “ยกเมฆ” มากกว่า เช่น การที่โลกอุ่นขึ้นก็มองเพียงว่าทำให้เชื้อโรคอยู่ได้นานขึ้น แต่ไม่บอกความจริงว่าโลกอุ่นทำให้สามารถผลิตธัญญาหารได้มากขึ้น หรือการละเลยความจริงที่ว่าโลกร้อนก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม และเคยร้อนอย่างเป็นวัฏจักรมาก่อน หรือโลกยังเคยมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มหาศาลกว่าในปัจจุบัน เป็นต้น
.
2. การ “ขู่” ว่าน้ำแข็งขั้วโลกจะละลายภายในเวลา 30-40 ปี เมื่อถึงตอนนั้นน้ำจะท่วมโลกในระดับความสูงถึง 80 เมตร เรื่องนี้วิญญูชนควรไตร่ตรอง การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติอะไรจะรวดเร็วได้ถึงขนาดนั้น ชั่วเวลานานแสนนานจึงจะมีน้ำท่วมโลกสักที จู่ ๆ ก็จะท่วมภายในเวลาเพียงแค่นี้ นี่แสดงว่าพวกคลั่งเรื่องโลกร้อนบางส่วนจินตนาการเพ้อฝันยิ่งกว่านิยายวิทยาศาสตร์ในภาพยนต์เรื่อง “The Day After Tomorrow” เสียอีก
.
3. การ “โฆษณาชวนเชื่อ” ด้วยการนำภาพเด็ดต่าง ๆ มานำเสนอ เช่น น้ำท่วมนครเวนิส ในขณะที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ น้ำคลองในเวนิสเพิ่งเหือดแห้งจนพายเรือไม่ได้ <3> หรือการบิดเบือนว่าน้ำทะเลในอ่าวไทยเพิ่มขึ้นทั้งที่มีการศึกษาเช่นกันว่าระดับน้ำลดลง นอกจากนี้ยังชอบกล่าวว่าชายฝั่งทะเลถูกกัดเซาะไปโดยไม่นำพาข้อเท็จจริงในอีกด้านหนึ่งว่ามีการงอกของที่ดินริมทะเลในพื้นที่อื่นเช่นกัน
.
[img]http://www.smh.com.au/ffximage/2008/02/20/VeniceLowTide_wideweb__470x314,0.jpg[/img]
.
4. การ “ใส่ไข่” ว่าพื้นที่ชายฝั่งแถวกรุงเทพมหานครและปริมณฑลถูกกัดเซาะต่อเนื่องเพราะภาวะโลกร้อนจนวัดอยู่กลางน้ำ ทั้งที่สาเหตุหลักเป็นเพราะการทำลายป่าชายเลน การทรุดตัวของแผ่นดินจากการสูบน้ำบาดาล และอื่น ๆ และกลับละเลยความจริงที่ว่าพื้นที่ลึกเข้าไปในลุ่มน้ำเจ้าพระยา เช่น วัดเจดีย์หอย ปทุมธานี ยังเคยเป็นทะเล และกลายเป็นแผ่นดินเพราะการสะสมของตะกอนจนถึงทุกวันนี้
.
5. ที่น่า “ละอาย” อย่างมากเลยก็คือการโยงแทบทุกปัญหาในโลกนี้ว่าเป็นผลพวงจากภาวะโลกร้อน เช่น พายุนาร์กีสทั้งที่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและเคยมีที่ร้ายแรงกว่านี้มาแล้วในภูมิภาคนี้ในอดีต <4> นอกจากนี้การประท้วงเรื่องอาหารในเฮติหรือในประเทศอื่น ก็ยังถูกเหมารวมไว้ว่าเป็นเพราะภาวะโลกร้อนเช่นกัน
.
6. การนำเสนออย่างไม่ฉุกคิดถึงเหตุผล เช่น หิมะบนยอดเขาคีรีมันจาโรหรือยอดเขาสูงอื่น ๆ ละลายได้อย่างไรในขณะที่ตลอดทั้งปีมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง และแม้ว่าหากอุณหภูมิบนผิวโลกจะสูงขึ้นบ้าง บนยอดเขาก็ยังต่ำกว่าจุดเยือกแข็งอยู่ดี การที่น้ำแข็งจะละลายอาจเป็นเพราะสาเหตุอื่นที่ควรศึกษาให้ละเอียด เช่น การเปลี่ยนแปลงใต้พิภพ ไม่ใช่สักแต่โทษเรื่องโลกร้อน
.
7. พวกคลั่งเรื่องโลกร้อนมัก “ใส่ร้าย” ผู้อื่น เช่น พอนักวิทยาศาสตร์ที่ไม่เชื่อเรื่องโลกร้อนออกมาตั้งคำถามต่อพวกเขา พวกเขาก็มักจะกล่าวหาว่าพวกนักวิทยาศาสตร์เหล่านั้นรับใช้นายทุนหรือประเทศมหาอำนาจ เป็นต้น โดยมักไม่ใส่ใจถกเถียงทางวิชาการให้ชัดเจน จะสังเกตได้ว่าพวกคลั่งเรื่องโลกร้อนมักเอาเครดิต ความน่าเชื่อถือของตัวเองมาจูงใจให้คนเชื่อ (ผิดหลักกาลมสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าอย่าเชื่อเพียงเพราะว่าคนพูดเป็นอาจารย์) มากกว่าการใช้ประจักษ์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์มาหักล้าง
.
8. พวกคลั่งเรื่องโลกร้อนมักจะไม่ใส่ใจการพัฒนาประเทศ คิดแต่เพียงว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพมหานคร ต้องหนีไปที่อื่น คิดไปไกลถึงขนาดว่าไม่ควรสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินเพราะจะเป็นการสูญเปล่า อวดฉลาดว่าสนามบินสุวรรณภูมิที่สร้างด้วยเงินหลายแสนล้านบาทจะเป็นความสูญเปล่า พวกนี้ไม่ยอมรับความจริงว่าประเทศเนเธอร์แลนด์ก็ยังอยู่ได้ในระดับต่ำกว่าน้ำทะเลมานานแล้ว โดยบางแห่งต่ำกว่าถึงสิบกว่าเมตร การคิดแบบ “งอมืองอเท้า” ของคน “ขวางโลก” เหล่านี้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะเป็นการคิดที่ยอมจำนนและไม่สร้างสรรค์อะไรเลย
.
9. พวกนี้ยังมีความคิดที่เป็นไสยศาสตร์ เช่น การเสนอทางออกว่าควรทำบุญตักบาตรหรือถวายสังฆทานเป็นทางออกสุดท้ายเพราะอย่างน้อยก็เป็นการบำบัดจิต การที่ “นักวิทยาศาสตร์” ชิงบทบาทของนักการศาสนามานำเสนอเช่นนี้เป็นเรื่องน่าสลดยิ่ง นี่ไม่ใช่การแสดงว่าพวกเขาเป็นศาสนิกชนที่ดี คนพวกนี้เพียงนำศาสนามาเป็นอาภรณ์ประดับให้ตนดูดีมากกว่า
.
โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าผมไม่เห็นด้วยกับการรณรงค์ให้สังคมดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมนะครับ ทุกคนควรประหยัดการใช้ทรัพยากรของโลกอยู่แล้ว แต่การพยายาม “โฆษณาชวนเชื่อ” ให้คนเชื่อทฤษฎีโลกร้อนที่ขาดประจักษ์หลักฐานทางวิทยาศาสตร์และมักกระทำด้วยการใช้ความน่ารัก น่าสงสารของคน สัตว์และสิ่งของมาชักจูงให้คล้อยตามนั้น เป็นสิ่งที่เราควรใช้วิจารณญาณให้ดี
.
โปรดอ่านบทความของผมเรื่อง “เล่ห์กลหาประโยชน์จากเรื่องโลกร้อน” (http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market166.htm) ซึ่งมีข้อมูลในรายละเอียดมากมาย เพื่อให้เกิดการอภิปรายและวินิจฉัยกันด้วยเหตุผล อันจะทำให้เกิดสังคมอุดมปัญญาและเกิดการคิดค้นหาทางออกของปัญหามากกว่าการยอมจำนน
.
หมายเหตุ:
<1> ดร.โสภณ พรโชคชัย เป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ ยังเป็น ผู้แทนสมาคมประเมินค่าทรัพย์สินนานาชาติ (IAAO) ประจำประเทศไทย และกรรมการสภาที่ปรึกษา Appraisal Foundation ซึ่งก่อตั้งโดยสภาคองเกรสเพื่อการควบคุมการประเมินค่าทรัพย์สินในสหรัฐอเมริกา Email: sopon@thaiappraisal.org
.
<2> มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มุ่งให้ความรู้แก่สาธารณชนด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง ปัจจุบันเป็นองค์กรสมาชิกหลักของ FIABCI ประจำประเทศไทย ถือเป็นองค์กรเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีกิจกรรมคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยจนได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaiappraisal.org
.
<3> โปรดดูหลักฐานและภาพถ่ายน้ำเหือดแห้งในคลองของนครเวนิสที่ http://www.smh.com.au/news/news/venice-canals-run-dry-after-record-low-tide/2008/02/20/1203190871832.html
ถึงคุณโสภณ การที่คุณนำความเห็
ถึงคุณโสภณ
การที่คุณนำความเห็นต่างเรื่องโลกร้อนมาเสนอ โดยใช้เอกสารอ้างอิงตัดต่อจนดูเสมือนว่า เรื่องโลกร้อนเป็นเรื่องประโลมโลก ทั้งนี้เพื่อให้คนที่อ่านเข้าใจว่า การตระหนกเกินไปจะทำให้เสียบรรยากาศในการลงทุน ซึ่งตรงกับอาชีพของคุณ ผมในฐานะราษฎรที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอด มีความเห็นว่าอคติภาพที่คุณมีต่อปัญหาโลกร้อนนั้น เป็นอันตรายต่อความคิดของคนในสังคม ในฐานที่ทำให้ผู้คนตกอยู่ในความประมาท ใช้ชีวิตผลาญทรัพยากรในโลกเพื่อการลงทุนโดยไม่บันยับบันยัง อันจะตรงกับอาชีพการประเมินทรัพย์สินของคุณ อาทิ สภาพกรุงเทพอาจจมน้ำในระยะ 30-50 ปีข้างหน้า หากปรากฏการณ์โลกร้อนอยู่ในสภาพความสัมพันธ์สูงขึ้นที่คงที่ ซึ่งมันเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นจริง เว้นแต่มีตัวแปรกแทรกซ้อนที่ทำให้ความสัมพันธ์เชิงเส้นนี้ (linear)ผิดไป งานของคุณโสภณก็จะพบปัญหาในเรื่องการประเมินทรัพย์สิน ที่อาจจะไม่ได้ราคาที่คุณต้องการ และทำให้คุณไม่มีมั่งคั่งได้ต่อไปในตลาดหลักทรัพย์ (การแปลงทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นตัวเลขและกระดาษสมมุติที่มีราคา)
ผมจึงเห็นว่ามายาคติที่คุณโสภณกำลังกล่าวถึง เป็นความเห็นส่วนตัวที่ผมไม่อาจเห็นด้วย และขอความกรุณาอย่านำอาชีพส่วนตัวมาชี้นำสังคมด้วยมวลความรู้จากการตัดต่อพันธุกรรมโดยการขาดความรู้ฐานรากอย่างจริงจัง จนกลายเป็นเรื่องลวงโลกแบบที่นักการเมืองของชาติหนึ่งชอบกระทำ และเอาประชาชนมาเป็นเหยื่อนำไปตกปลาตัวใหญ่ที่เป็นสมบัติของแผ่นดินทั้งประเทศ สุดท้ายนี้หวังว่า พวกคุณคงรวยพอที่จะให้โลกอยู่ในภาวะที่ฟื้นตัวเพื่อลูกหลายของของพวกคุณและพวกผมต่อไปด้วยนะครับ
ตอบครับ 1.
ตอบครับ
1. การที่คุณนำความเห็นต่างเรื่องโลกร้อนมาเสนอ โดยใช้เอกสารอ้างอิงตัดต่อจนดูเสมือนว่า เรื่องโลกร้อนเป็นเรื่องประโลมโลก ทั้งนี้เพื่อให้คนที่อ่านเข้าใจว่า การตระหนกเกินไปจะทำให้เสียบรรยากาศในการลงทุน ซึ่งตรงกับอาชีพของคุณ
ตอบ: ผมไม่เคยกลัวเสียบรรยากาศการลงทุนอะไรเลย ไม่ได้ทำการคัดค้านให้คนมองต่างมุมเพื่อตัวเองเลยครับ
2. ผมในฐานะราษฎรที่ติดตามเรื่องนี้มาตลอด มีความเห็นว่าอคติภาพที่คุณมีต่อปัญหาโลกร้อนนั้น เป็นอันตรายต่อความคิดของคนในสังคม ในฐานที่ทำให้ผู้คนตกอยู่ในความประมาท ใช้ชีวิตผลาญทรัพยากรในโลกเพื่อการลงทุนโดยไม่บันยับบันยัง
ตอบ: เรารณรงค์ให้คนดูแลสิ่งแวดล้อมโดยไม่ต้องโกหกเขาก็ได้นะครับ
3. อันจะตรงกับอาชีพการประเมินทรัพย์สินของคุณ อาทิ สภาพกรุงเทพอาจจมน้ำในระยะ 30-50 ปีข้างหน้า หากปรากฏการณ์โลกร้อนอยู่ในสภาพความสัมพันธ์สูงขึ้นที่คงที่ ซึ่งมันเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นจริง เว้นแต่มีตัวแปรกแทรกซ้อนที่ทำให้ความสัมพันธ์เชิงเส้นนี้ (linear)ผิดไป
ตอบ: คุณไม่เคยได้ยินหรือ ถึงแม้วันนี้เลิกปล่อยคาร์บอน เราก็ไม่รอด มันสายเสียแล้ว ยังไงก็แก้ไม่ได้ แต่ว่ามันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดตามหลักฐานที่ผมเขียนไว้
4. งานของคุณโสภณก็จะพบปัญหาในเรื่องการประเมินทรัพย์สิน ที่อาจจะไม่ได้ราคาที่คุณต้องการ และทำให้คุณไม่มีมั่งคั่งได้ต่อไปในตลาดหลักทรัพย์ (การแปลงทรัพยากรธรรมชาติให้เป็นตัวเลขและกระดาษสมมุติที่มีราคา)
ตอบ: ไม่ได้เกี่ยวกับผมเลย ผมไม่เคยเอาประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้งเลยครับ
5. ผมจึงเห็นว่ามายาคติที่คุณโสภณกำลังกล่าวถึง เป็นความเห็นส่วนตัวที่ผมไม่อาจเห็นด้วย
ตอบ: คุณไม่เห็นด้วยข้อไหน ก็เอาประจักษ์หลักฐานมาหักล้าง ไม่ใช่กล่าวลอย ๆ นะครับ
6. และขอความกรุณาอย่านำอาชีพส่วนตัวมาชี้นำสังคมด้วยมวลความรู้จากการตัดต่อพันธุกรรมโดยการขาดความรู้ฐานรากอย่างจริงจัง จนกลายเป็นเรื่องลวงโลกแบบที่นักการเมืองของชาติหนึ่งชอบกระทำ และเอาประชาชนมาเป็นเหยื่อนำไปตกปลาตัวใหญ่ที่เป็นสมบัติของแผ่นดินทั้งประเทศ สุดท้ายนี้หวังว่า พวกคุณคงรวยพอที่จะให้โลกอยู่ในภาวะที่ฟื้นตัวเพื่อลูกหลายของของพวกคุณและพวกผมต่อไปด้วยนะครับ
ตอบ: คุณกล่าวหามาโดยไร้หลักฐาน 3 ครั้งแล้วในความเห็นเดียวนะครับ
ปล. ถ้าคุณคนไทยยุค 14 ตุลา มีหลักฐานไม่เห็นด้วยอะไร ก็ยินดีฟังครับ แต่อย่าใช้ความเชื่อส่วนตัวนะครับ
เป็นไปตามวัฏจักร 1 ,
เป็นไปตามวัฏจักร 1 , ของเดิมๆเป็นวัฏจักรสมดุล 2 , พฤติกรรมมนุษย์ที่ล้างผลาญ , อุสาหกรรมที่ให่ญเกินตัว , โลภ , มักง่าย , ความไม่เอาถ่านของคน/นักบริหารโง่ๆ เห่ลานี้เป็นวัฏจักรให่มที่หายนะ จงเลิกทำสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด แล้วควรแก้ดังนี้"""""สมดุลสำคัญ""""ให้เริ่มจากหัวไปถึงเท้า""""฿นโยบายรัฐและอำนาจรัฐ,บทลงโทษแรงๆ ติดคุก(ไม่มีลดหย่อน)/ยึดทรัพท์/ประหาร เพื่อกำจัดนักล้างผลาญทรัพยากร การชดเชยสมดุลทุกด้านๆ(ยังไม่ได้ทำกันเลย) 1. ลดก๊าซมีเทนจากเศาผัก เศษอาหาร โดยนำไปเลี้ยงสัตว์/หมักปุ๋ย/ทำก๊าซหุงต้ม จะได้ปุ๋ยหมักจำนวนมากมาไช้ 2.เพื่มสร้างเขื่อน/บึง/หนองเพื่อลดน้ำท่วม สู้ภัยแล้ง 3. สงเสริมปลูกต้นไม้เบญจพรรณ 4. นำน้ำใช้แล้วมารดต้นไม้หรือสาดพื้นร้อนๆ กำแพง เพื่อให้น้ำระเหยเป็นไอน้ำทดแทนป่าที่ถูกทำลายไป ไอน้ำจำนวนมากๆจะกลายเป็นเมฆช่วยบังแดดและให้ฝน