วันศุกร์ ที่ 24 พฤษภาคม 2556 | อัพเดทล่าสุดเมื่อ 56 นาที ที่ผ่านมา
การเมืองของมวลชนหลังถวายฎีกา
“...การเมืองไทยได้คลี่คลายมาสู่การเมืองของมวลชนมากขึ้น ข้อนี้ใครๆ ก็เห็นได้อยู่แล้ว การดำเนินการทางการเมืองจึงเปลี่ยนไป และหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงคือความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและสถาบันพระมหากษัตริย์ การถวายฎีกาด้วยคลื่นมหาชนเช่นนี้นับเป็นครั้งแรกของความสัมพันธ์ใหม่ ที่ปรากฏให้เห็นได้ในการเมืองแบบมวลชน
...การรณรงค์ตอบโต้ว่าผิดกฎหมายก็ตาม, "ดึงฟ้าต่ำ" ก็ตาม, "หินแตก" ก็ตาม หรือแม้แต่การตั้งโต๊ะให้ถอนชื่อก็ตาม นอกจากไม่ประสบความสำเร็จที่จะยับยั้งฎีกาได้แล้ว ยังมาจากความพยายามที่จะดึงการเมืองไทยให้จำกัดอยู่บนเวทีของชนชั้นนำตามเดิม อันเป็นความพยายามที่ฝืนธรรมชาติของพัฒนาการทางการเมืองในเศรษฐกิจทุนนิยม”
(นิธิ เอียวศรีวงศ์,มติชนรายวัน, 10 /08/2552 น.6)
ข้อเขียนของนิธิข้างต้นนี้สะท้อนให้เห็นว่า เหตุผลของฝ่ายคัดค้านการถวายฎีกาช่วยทักษิณที่อ้างว่าเป็นการ “กดดัน” หรือ “กระทบกระทั่ง” สถาบันนั้น เป็นเหตุผลที่เกิดจากความไม่เข้าใจการเมืองไทยที่เปลี่ยนแปลงมาสู่การเมืองของมวลชนมากขึ้น ที่ทำให้ “การดำเนินการทางการเมืองจึงเปลี่ยนไป และหนึ่งในความเปลี่ยนแปลงคือความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองและสถาบันพระมหากษัตริย์”
ขยายความต่อก็คือ ใน “ความสัมพันธ์ระหว่างการเมืองกับสถาบันพระมหากษัตริย์” คงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่การเมืองของมวลชนจะกระทบกระทั่งหรือกดดันสถาบันกษัตริย์ในแง่ใดแง่หนึ่ง ดังที่เราเห็นในกรณีถวายฎีกาขอนายกฯตามมาตรา 7 และฎีกาช่วยทักษิณในขณะนี้
ดังนั้น ถ้าเราตามทันพัฒนาการทางการเมืองของมวลชน ประเด็นที่เราจะต้องปกป้อง (defend) จึงไม่ใช่การห้ามไม่ให้การเมืองของมวลชนกระทบกระทั่ง หรือกดดันสถาบัน เพราะในระบอบประชาธิปไตยที่พระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ย่อมไม่มีสถาบันใดๆสมควรอยู่เหนือการกระทบกระทั่งหรือการกดดันจากการเมืองของมวลชน หรือ “การเมืองภาคพลเมือง”
ในทางกลับกัน สถาบันทางสังคมการเมืองใดๆก็ต้องมีความพร้อมที่จะเผชิญกับการกดดันกระทบกระทั่งอย่างใช้ปัญญา และใช้วิธีการตอบโต้ตามครรลองของประชาธิปไตยอย่างมีจิตสำนึกที่เคารพต่อประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง
ประเด็นที่เราต้องปกป้อง จึงได้แก่ การส่งเสริมให้การเมืองภาคพลเมืองมี “ช่องทาง” ตามกฎหมาย มีวุฒิภาวะและมีพลังในการกดดันสถาบันใดๆก็ได้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม การเคารพสิทธิ เสรีภาพของประชาชน และสิ่งที่ดีอื่นๆตามครรลองของประชาธิปไตย และเราต้องปฏิเสธความพยายามใดๆที่จะ “ดึงการเมืองไทยให้จำกัดอยู่บนเวทีของชนชั้นนำตามเดิม”
ดังนั้น การเมืองของมวลชนหลังถวายฎีกา จึงควรเดินต่อไปดังนี้
1.ต้องแสดงให้เห็นว่า “มวลชนใช้ทักษิณ” ไม่ใช่ “ทักษิณใช้มวลชน” โดยมวลชนเสื้อแดงจะต้องชูยุทธศาสตร์ประชาธิปไตยที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับของอำมาตย์ การนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาและแก้ไขจุดอ่อน การกำหนดแนวทางรัฐสวัสดิการ ต้องกดดันให้ทักษิณและพรรคการเมืองที่สนับสนุนทักษิณ (หรือพรรคการเมืองใดๆที่ต้องการเสียงสนับสนุนจากประชาชน) สร้างนโยบายที่เป็นรูปธรรมเพื่อตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ดังกล่าว
ทักษิณและพรรคการเมืองที่สนับสนุนทักษิณจะได้รับการสนับสนุนจากมวลชน ไม่ใช่ด้วยการสร้างฝันลมๆแล้งๆ เช่น การเปิดสถานีโทรทัศน์ 100 ช่อง การจะกลับมาเป็นนายกฯทำให้คนรากหญ้าหายจน ฯลฯ โดยไม่แสดงให้เห็นนโยบายใหม่ๆที่เป็นรูปธรรมใดๆที่สามารถตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ดังกล่าว
2.ต้องเสนอแนวทางปฏิเสธอิทธิพลทางการเมืองของ “พรรคข้าราชการ” หรืออำมาตยาธิปไตย เช่น เสนอให้มีกฎหมายห้ามทำรัฐประหาร และให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ มีระบบการกระจายอำนาจจนถึงระดับชุมชนเพื่อให้ประชาชนมีอำนาจดูแลตนเองให้มากที่สุดทั้งในด้านเศรษฐกิจ การศึกษา การสาธารณสุข สาธารณูปโภค ทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น
3.การเมืองภาคพลเมืองจะต้องสร้างพลังกำกับตรวจสอบพรรคการเมือง นักการเมืองอำมาตย์หรือชนชั้นนำต่างๆให้พ้นไปจากการช่วงชิงอำนาจรัฐในรูปแบบวัฒนธรรม “สมบัติผลัดกันชม” มาเป็นการแข่งกันสร้างนโยบาย (และทำตามนโยบาย) เพื่อตอบสนองความต้องการของการเมืองภาคพลเมือง
4.การเมืองภาคพลเมืองจะมีอายุยืนยาวหรือมีพัฒนาก้าวหน้าต่อไปได้อย่างสร้างสรรค์ ก็ต่อเมือมีการเสร้างเครือข่าย ขยายเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ (ที่มากกว่าการชุมนุม) และจำเป็นต้องสร้างอุดมการณ์ร่วมในเรื่องรัฐสวัสดิการ พร้อมกับสร้างการศึกษาเรียนรู้อย่างต่อเนื่องจริงจังถึงแนวทางที่เป็นไปได้ที่จะบรรลุอุดมการณ์ดังกล่าว
กล่าวโดยสรุป ทางออกของวิกฤตการเมืองคือทางเดินต่อย่างสร้างสรรค์ของการเมืองของมวลชน หรือการเมืองภาคพลเมือง ที่สามารถกำหนดยุทธศาสตร์อย่างชัดเจน และสามารถกำกับ ถ่วงดุล ตรวจสอบ สถาบันทางการเมืองต่างๆให้ตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ความเป็นประชาธิปไตย ความเป็นธรรม และรัฐสวัสดิการ
โดยมวลชนจะต้องไม่ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมือง พรรคการเมือง หรือฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐ แต่ต้องสามารถใช้นักการเมือง พรรคการเมือง หรือฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐให้ตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ของมวลชน หรือของประชาชนส่วนรวม
Comments
มาคิวแรกเชียวนะ
มาคิวแรกเชียวนะ ขอให้ขยันให้ตลอดนะ อิอิ
ฉันเหงา....กึกๆๆๆ กื๋อๆๆๆๆๆ ระวังผีหลอกนะ เดอะขี้เท่อ อิอิ
เดี๋ยวนี้ปชช.ฉลาดขึ้นรู้จกประ
เดี๋ยวนี้ปชช.ฉลาดขึ้นรู้จกประชาธิปไตยกันแล้วเล่นการเมืองน้ำเน่าก็จะค่อยหมดไปรับรองว่าไม่ได้เกิดแน่พวกอาศัยชายผ้าเหลืองกองทัพอมาตย์มาทำการเมืองดูอย่างอภิสิทธ์ซิตอนนี่เน่าขนาดไหนอนาคตทางการเมืองริบรี่เต็มทนออกมาหมดใส้กี่ขดกี่ขดถูกสาวออกมากองให้แร้งกากิน สมน้ำหน้าเล่นการเมืองมากไม่มีอุดมการณ์
เป็นคำเตือนถึงเหล่าเสื้อแดงที
เป็นคำเตือนถึงเหล่าเสื้อแดงที่ตรงใจมาก ส่วนตัวแล้วอยากร่วมขบวนการกับคนเสื้อแดงที่ไม่มีทักษิณ
เสื้อแดงได้ทำการเมืองถึง
เสื้อแดงได้ทำการเมืองถึง หมู่บ้าน ตำบลเรียบร้อยแล้วที่อีสาน รอการเติมความรู้อีกนิดจะเห็นการเมืองของมวลชนตัวจริง
**ไปอีสานมา
1. ประเด็น “มวลชนใช้ทักษิณ”
1. ประเด็น “มวลชนใช้ทักษิณ” คงเป็นไปได้ยาก คงมีแต่ “ทักษิณใช้มวลชน” มากกว่า
แม้แต่ในชั่วโมงนี้ มวลชนยังถูกชี้นำโดยกลุ่ม “ทาสทักษิณ” หรือกลุ่ม “สู้แล้วรวย”
ประชาชนไม่มีแกนนำหลักของตนเอง ไม่มีทิศทางที่แน่ชัด ยากจะประสบความสำเร็จ
ทักษิณคงใช้ “มุก” ใหม่ๆ มาหลอกล่อเรื่อยๆ ครับ เช่น ทีวี 100 ช่อง เป็นต้น
2. การเสนอ กฎหมายห้ามทำรัฐประหาร คงเป็นเรื่อง Joke มากกว่า เป็นเรื่องปลายเหตุ
เราควรมาดูที่ต้นเหตุที่แท้จริงว่า รัฐประหารเกิดขึ้นได้อย่างไร คงไม่ใช่เหตุผลเพราะความอิจฉา มั๊งครับ
มันตื้นเขินเกินไป ในการทำรัฐประหาร เขา “ยกเลิกรัฐธรรมนูญ” เลยครับ กฎหมายห้ามทำรัฐประหาร
หรือ “กฎหมาย Baby doll” แบบนั้น คงไม่ได้ผลหรอกครับ
3. การเริ่มการเมืองภาคประชาชน จะต้องเริ่มจากสิ่งที่มีอยู่ในหัวก่อนว่า จริงๆ แล้วประชาชน
มีความรู้สึกนึกคิดอย่างไรกับการเมืองการปกครอง มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมแค่ไหน
การที่จะห้ามพรรคการเมืองไม่ให้มการช่วงชิงอำนาจ ก็เป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ เพราะการเมืองเป็นเรื่อง
ของอำนาจ
4. การสร้างโครงข่ายทางการเมืองของภาคประชาชน ก็มีบ้างอยู่แล้ว แต่ก็ถูกชี้นำโดย “
คนหรือแก๊งส์” ของพรรคการเมืองเป็นส่วนใหญ่ การสร้างโครงข่ายทางการเมืองของภาคประชาชนที่แท้จริง
จะต้องใช้เวลาอีกหลายสิบไป แต่เริ่มตอนนี้ไม่สาย และต้องไม่ถูกชี้นำ ครับ
เรียนคุณนักปรัชญาชายขอบ ผมเห็
เรียนคุณนักปรัชญาชายขอบ
ผมเห็นว่าบทความนี้ดีขึ้นกว่าบทความก่อนๆของคุณมากทีเดียว: ) ผมเห็นด้วยว่าปัจจุบันมันเหมือนเกมpower playระหว่างกลุ่มก๊วนที่คุณว่า โดยประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นผู้เล่นโดยตรง ถ้าผมเป็นคนเขียนผมจะเขียนว่า
(คุณเขียนว่า)3.การเมืองภาคพลเมืองจะต้องสร้างพลังกำกับตรวจสอบพรรคการเมือง นักการเมืองอำมาตย์หรือชนชั้นนำต่างๆให้พ้นไปจากการช่วงชิงอำนาจรัฐในรูปแบบวัฒนธรรม “สมบัติผลัดกันชม” มาเป็นการแข่งกันสร้างนโยบาย (และทำตามนโยบาย) เพื่อตอบสนองความต้องการของการเมืองภาคพลเมือง
(ผมจะเขียนว่า)3. การเมืองภาคพลเมืองจะต้องร่วมกันสร้างพลังกำกับตรวจสอบการเมือง พรรคการเมือง รวมทั้งอำมาตยาธิปไตยทั้งหลายที่เข้ามาในการเมือง ให้ดำเนินการตามที่ให้สัญญาประชาคมไว้ และป้องกันมิยอมให้มีการทำลายระบบตรวจสอบถ่วงดุลย์ทางการเมืองไม่ว่าในรูปแบบใดๆ ไม่มีการยกเว้น หรือสองมาตรฐานต่อใครก็ตามที่ก้าวเข้ามามีบทบาททางการเมืองไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมใดๆ
เพราะผมเห็นว่า นี่คือปัญหาพื้นฐานของการเมืองไทยในปัจจุบัน และยังคงเป็นต่อไปถ้าไม่แก้ไขหรือป้องกัน ไม่อย่างนั้นคุณก็คงจะต้องเหนื่อย ลุกขึ้นมา"ไล่เหี้ย"ทุกสองสามปี สู้ป้องกันด้วยการสร้างระบบที่เข้มแข็งไม่ดีกว่าหรือ
"และป้องกันมิยอมให้มีการทำลาย
"และป้องกันมิยอมให้มีการทำลายระบบตรวจสอบถ่วงดุลย์ทางการเมืองไม่ว่าในรูปแบบใดๆ ไม่มีการยกเว้น หรือสองมาตรฐานต่อใครก็ตามที่ก้าวเข้ามามีบทบาททางการเมืองไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมใดๆ"
ความพยายามแก้สองมาตรฐานไม่น่าจะเป็นตวามพยายามยกโทษให้คนที่ทำผิด กลับต้องพยายามลงโทษทุคคนกระทำผิดครับ
อิจฉาล่ะสิ
อิจฉาล่ะสิ แช่มมมมมมม..อิอิ
ควรคิดดีทำดีแข่งกันประชาชนจะได้ประโยชน์
เลิกคิดแบบนังตัวอิจฉาได้แว้วว..น้ำเน่า
ทาสทักษิณ เอ ถ้างั้นก็มีทาสสนธิหรือทั่นโกฯ
ทาสไอ้ปากห้อย ทาสนายหมีน่าห้ากด้วยนะสิ อิอิ
แล้วแช่มเป็นทาสใครล่ะหรือจะมีนายทาสหลายคน
เห็นออกมากัดมาเห่าทักษิณอยู่คนเดีนว
ไอ้ที่โกงกันโครมๆๆตอนนี้ทำไมไม่ไปเห่าไปกัดมั่ง อิอิ
เป็นหมาเฝ้าบ้าน เอ๊ย ยามแผ่นดินมิใช่หรือ ทำไมเลือกกัด
อยู่แค่สีแดงสีเดียว แสดงว่าถูกฝึกมาไม่ดีสิท่า
ขนาดไล่กัดไล่เห่ายังสองมาตรฐานเลย ฟ่ะ อิอิ
ขยันจริงๆ
ขยันจริงๆ
============== ได้แค่ยื่น . .
==============
ได้แค่ยื่น . . . เท'านั้นเอง
==============
กรณีทักษิณ เป็นการขอพระราชทานอภัยโทษประเภท "เฉพาะบุคคล" และนักโทษที่จะยื่นขอ "ขอพระราชทานอภัยโทษ" ได้นั้น จะต้องเข้าหลักเกณฑ์ ดังนี้
------------------------------------------------------------------------------------------------
๑.คดีถึงที่สุด ตัวนักโทษอยู่ในที่คุมขัง
๒.บิดา มารดา บุตร คู่สมรส เป็นผู้มีสิทธิ์ยื่นเรื่องทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ
๓.นำหนังสือไปยื่นต่อพัศดี หรือผู้บัญชาการเรือนจำ
๔.กรมราชทัณฑ์สอบสวนเรื่องราวไปยังทัณฑสถานที่ควบคุมตัวนักโทษถูกต้องแล้ว ก็นำหนังสือนั้นเสนอต่อ รมว.ยุติธรรม
๕.รมว.ยุติธรรมลงนามในหนังสือที่ถูกต้องนั้น เพื่อนำขึ้นกราบบังคมทูลฯ ผ่านสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และสำนักราชเลขาธิการ
๖.เมื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยเช่นไร ก็จะส่งผลฎีกาให้ทางกรมราชทัณฑ์ทราบ และทางกรมราชทัณฑ์ก็จะแจ้งผลให้ผู้ยื่นฎีกาทราบต่อไป
-------------------------------------------------------------------------------------------
ในกรณีทักษิณนี้จะเห็นว่า ๓ เกลอหัวขวด เลือกช่องทางยื่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษถึง "สำนักราชเลขาธิการ" โดยตรง ก็ไม่มีปัญหา
เพราะมีกฎเกณฑ์เป็นระเบียบปฏิบัติอยู่แล้ว คือ
******************************************
"เรื่องราวทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษทุกเรื่อง ไม่ว่าจะยื่นผ่านหน่วยงานใด จะต้องส่งเรื่องให้เรือนจำ/ทัณฑสถานที่ควบคุมตัวผู้ต้องโทษ ไปดำเนินการสอบสวน และรวบรวมเอกสารทุกกรณี"
นั่นคือ เมื่อเสื้อแดงยื่นหนังสือต่อสำนักราชฯ แล้ว ทางสำนักราชฯ ก็ต้องส่งหนังสือนั้นย้อนกลับมาให้เรือนจำสอบสวนเป็นการเริ่มต้นสำรวจตรวจ สอบ ว่าฎีกานั้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์จากข้อที่ ๑-๒-๓-๔-๕ หรือไม่?
ตัวนักโทษทักษิณอยู่ในทัณฑสถานนั้นมั้ย, บิดา-มารดา-บุตร-คู่สมรส ของทักษิณเป็นผู้ยื่นถวายฎีกาใช่มั้ย,
ถ้ามี-ถ้าใช่ ทางเรือนจำก็จะดำเนินตามขั้นตอนต่อไปจนจบขั้นตอน
*** คำถามคือว่า แล้วฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษที่เสื้อแดงทำให้ทักษิณนี้ มันเข้าหลักเกณฑ์ตามที่ว่านี้หรือเปล่า ถ้าเข้า-ก็ไม่มีปัญหา
แต่ถ้าไม่เข้า พวกเสื้อแดงทั้งหลายก็ควรทำใจเตรียมไว้ว่า ฎีกาที่จะไปยื่นถวายผ่านสำนักราชฯ วันที่ ๑๗ ส.ค.นั้น...เป็นหมันแน่ๆ!
ได้ยื่น แต่ไม่ได้ผลหรอกครับ!
====================
สำนักราชฯ ส่งไปให้เรือนจำตรวจสอบ มันก็จบอยู่ตรงนั้นแล้ว เว้นแต่ว่า พวกเสื้อแดงไปนำตัวทักษิณกลับมาเข้าคุก
แล้วให้ อ้อ-โอ๊ค-เอม-อุ๊งอิ๊ง คนใด-คนหนึ่ง เป็นผู้ทำฎีกายื่นถวายเข้าไปตามช่องทางนั่นแหละ ฎีกานั้นจึงจะได้รับการปฏิบัติตามขั้นตอนจนถึงที่สุด
***************************************************
เห็นด้วยครับ
เห็นด้วยครับ ต้องไม่ยกโทษให้คนทำผิด ถ้าผิดจริงต้องลงโทษ ไม่ไช่คนหนึ่งทำผิดถูกลงโทษ อีกคนทำผิดเหมือนกันไม่ถูกลงโทษ และการตัดสินว่าผิดหรือไม่ผิด ต้องถูกต้องชอบธรรมด้วย ไม่ไช่ตะแบงข้อกฏหมาย อาศัยความคลุมเคลือของกฏหมาย ลงโทษ อย่างเรื่องม.๑๐๐ ของกม.ปปช. ที่ห้ามเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นคู่สัญญาหรือมีส่วนได้เสียในสัญญากับหน่วยงานที่ตนมีอำนาจกำกับดูแล อาจารย์วรเจตน์เธอเห็นว่า เนื่องจากกฏหมายนี้มีบทลงโทษที่รุนแรงถึงจำคุกหลายปี เหมือนกฏหมายอาญาฯอื่นๆ ดังนั้นท่านจึงเห็นว่ากฏหมายลักษณะเป็นอาญาฯแบบนี้ต้องเขียนให้ชัดเจนไม่คลุมเคลือ ว่าอะไรผิด อะไรไม่ผิด การตีความว่ากองทุนฯซึ่งเป็นหน่วยงานขึ้นกับแบงค์ชาติ เป็นหน่วยงานที่นายกฯมีอำนาจกำกับดูแล ไม่น่าจะสอดคล้องกับเจตนาของกฏหมาย ซึ่งต้องการป้องกันการหาประโยชน์จากอำนาจหน้าที่ แต่การตีความกว้างขนาดนี้ จะมัดคนเป็นนายกฯทุกคนในอนาคต ต่อไปนายกฯคงจะประมูลซื้อที่ดินจากกรมบังคับคดีไม่ได้เลย ถ้าตีความแบบนี้ มันยุติธรรมจริงหรือ?
ผมไม่ได้บอกว่าทักษิณไม่ผิดอะไรเลย แต่อยากให้เขาถูกลงโทษในความผิดที่พิสูจน์ได้จริง และได้รับการตัดสินบนพื้นฐานที่ยุติธรรม คนรักทักษิณก็จะออกมาช่วยเขาไม่ได้ แต่ถ้าเขาไม่ได้ทำผิดกฏหมายหรือเอาผิดทางกฏหมายไม่ได้จริงๆ ก็ต้องต่อสู้ทางการเมืองต่อไป แต่ต้องบนกติกาที่เป็นธรรมด้วย ผมว่าแบบนี้น่าจะเป็นทางออกที่สันติที่สุดเท่าที่นึกออกในตอนนี้
"ต่อไปนายกฯคงจะประมูลซื้อที่ด
"ต่อไปนายกฯคงจะประมูลซื้อที่ดินจากกรมบังคับคดีไม่ได้เลย ถ้าตีความแบบนี้ มันยุติธรรมจริงหรือ?"
ผมไม่เข้าใจครับ นายกย่อมประมูงซื้อที่ดินจาก state agency ไม่ได้ เท่าทีย้งนั่งตำแหน่นอยู่ครับ นี่คือสื่งที่รัฐธรรมนูณ 40 และ organic law 2542 กำหนดไว้ว่าถ้าผู้ถือตำแหน่นการเมืองกระทำผิดก็ติดคุก เพื่อจะห้ามปรามไม่ให้ corruption เกิดขึ้นครับ ทุกคนรู้ดีแล้วว่ากฏหมายนี้มีโทษรุนแรงมากตั้งแต่ต้น มิใช่หรือครับ? มีกฎหมายนี้แล้ว และ ถ้ายอมให้นายกรัฐมนตรี ซึ่งมีอำนาจใหญี่ที่สุดในรัฐบาล ซื้อทีดินจากองค์กลรัฐซึ่งใช้ภาษีประชาชนมหาศาลนั้น หมายถึงว่า ทำให้กฎหมายนี้ กฏหมายไร้ความหมายแล้วครับ ผมเชื่อว่า ศาลไหนของประเทศไหนก็ตัดสินเหมือนกับศาลฎีกาไทย ถ้ามีรฐธรรมนูณและกฎหมายเหมือนกับเมืองไทย ครับ
สนุกมากใช่ไหม คิก คิก
สนุกมากใช่ไหม คิก คิก เดี๋ยวก็รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมเล็งญานดูแล้ว ดูไม่จืดงานนี้ ฟ้าคำรามหึ่มๆ เชียวนะขณะยื่นฎีกา เสื้อแดงต่างดีใจกันใหญ่หารู้ไม่ จะเป็นเหตุอาเพศต่างหาก ไม่ไปร่วมกับเขาด้วยเรอะ คิก คิก นั่งโพสน่าคอมแบบนี้แหละดีแล้วจะได้ไม่เจ็บตัว
Dr. J, have you ever visited
Dr. J, have you ever visited FIDF website? After you visit here, do you still think that Thaksin can think this organization not "a state organization"?
http://www.bot.or.th/English/FinancialInstitutionsDevelopmentFund/About_FIDF/Pages/FIDF_Committe.aspx
*เสียงกลอง ก้องกังวาน
*เสียงกลอง ก้องกังวาน สะท้านโลก
ร้องทุกข์โศก สุดซึ้ง ถึงสวรรค์
ฟ้าครืนซ่า ตอนตีห้า ฟ้าจาบัล
รุ่งเช้าพลัน ผ่องใส ไร้น้ำตา
*คนเสื้อแดง พร้อมหน้า มาพร้อมกัน
ไม่ไหวหวั่น แดดฝน บนเวหา
ร่วมกันทำ พิธี ถวายฎีกา
ไร้ปัญหา ขัดข้อง ประการใด
*ถวายฎีกา ด้วยใจ ที่ใฝ่ดี
สุดแต่มี พระราช วินิจฉัย
ถวายฎีกา ต่อองค์ พระทรงชัย
สำเร็จ เสร็จสิ้นไป ในวันนี้
*วันต่อไป ต่อไป และต่อไป
มุ่งประชาธิปไตย ให้เต็มที่
เพื่อประชาธิปไตย ใฝ่พร้อมพลี
เพื่อศักดิ์ศรี ประชาชน คนธรรมดา
อมาตยาธิปไตยเป็นซากเหลือของระ
อมาตยาธิปไตยเป็นซากเหลือของระบบการปกครองแบบเก่าของโลก ซึ่งท้ายที่สุดจะล้มหายตายจากโลกนี้ไปตลอดกาล
ความยุติธรรม
ความยุติธรรม รวมถึงการบังคับใช้ ต้องถ้วนทั่ว ไม่เลือกปฎิบัติ
และ อยู่ในมาตรฐาน เดียวกัน
ไม่ใช่ คนนี้เป็นศัตรูทางการเมือง ก็ตีความเพื่อจงใจ ทำลาย ทำเป็นกระบวนการ แบบนี้
ไม่เรียกยุติธรรม
คุณ เป็นคนญ๊่ปุ่นจริง คงได้เห็น ท่าทีของ ศาลญี่ปุ่น ที่ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไป กับ กรณ๊ unit 731 ที่ญี่ปุ่น
คุณคิดว่า อะไรคือความยุติธรรมครับ มันมีความยุติธรรมเดียว ?
สมัคร ทำอาหาร หลุดตำแหน่ง แต่ จรัญเปิดติว บอก เป็น บูชาครู
ถ้าค้นคว้าไม่พอ คุณก็จะไม่เข้าใจ การเมืองไทยจริงๆ หรอกครับ
ยังไม่เสร็จแค่นั้นครับ
ยังไม่เสร็จแค่นั้นครับ หากทักษิณไม่สำนึกความผิด ต่อให้สิบ อ้อ-โอ๊ค-เอม-อุ๊งอิ๊ง ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ทักษิณคงต้องบินวนเวียนไม่มีหลักแหล่งอยู่นั่นแหละ
ระบบอำมาตย์หมดไปตั้งเกือบร้อย
ระบบอำมาตย์หมดไปตั้งเกือบร้อยปีมาแล้ว คุณเห็นท่านขุน จมื่น ฯลฯ มาเดินลอยชายให้เห็นอยู่หรือ
คดิสมัครก็เป็นตัวอย่างคำตัดสิ
คดิสมัครก็เป็นตัวอย่างคำตัดสินที่ดีครับ หลังจากนี้ นักการเมืองคงจะไม่กล้าทำเมืองเขา เพาราะ ศัตรูการเมืองพวกเขาจะฉวยโอกาสกัน ถ้ามีอะไรที่ทำผิดก็โจมตีกัน พวกเขาก็เลยจะประมาทมากขึ้นในพฤติกรรมตัวเองกันครับ คำตัดสินสำหรับทักษิณก็ตัวอย่างที่ดีมากซื่งการยับยังและป้องกันคอรัปชั่น ทำไมคนไทยต้องทิ้งตัวอย่างตัดสินนี้ครับ?
สำหรับ Unit 731 ผมก็ถกเถียนกันได้ แต่เกียวอะไรกับเรื้องนี้หรือครับ อย่ามีอารมณ์มากไป ไม่งั้น ดูเหมือนว่า "โง่" นะครับ :)
เป็นเรื่องน่าเศร้าถ้าคนไทยส่ว
เป็นเรื่องน่าเศร้าถ้าคนไทยส่วนใหญ่คิดได้แค่ที่คุณ W คิดได้
องคมนตรี+ทหาร+เครือข่ายบริวารแวดล้อมสถาบัน+กลุ่มทุนเก่า+สื่อธุรกิจการเมือง=รปห.19 กันยา 49 และผลิต รธน.ฉบับ คมช.ที่ให้พรรคข้าราชการกลับมามีอำนาจต่อรองทางการเมืองมากขึ้นอีกครั้ง นี่คือสิ่งที่น่ากลัวน่าขยะแขยงกว่ายุคท่านขุน จมื่นฯลฯอย่างที่คุณ W เพ้อซะอีก
การสั่งยิงสนธิกลางกรุงในขณะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินโดยพวกอำมาตย์ นี่คือความเหิมเกริมที่คุณไม่แหกตาดูรึไง!!!
ผมขอขยายความcommentก่อนของผมอ
ผมขอขยายความcommentก่อนของผมอีกนิด
สิ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินก็คือ การตีความว่า กองทุนฟื้นฟูฯเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกำกับของนายกฯ ทั้งๆที่กองทุนฯเป็นหน่วยงานย่อยของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงการคลังอีกที ถ้าตีความแบบนี้ ก็หมายความว่านายกฯเป็นผู้กำกับของ"ทุกหน่วยงานของรัฐ" เพราะนายกฯเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในฝ่ายบริหาร นายกฯก็จะไม่มีสิทธิทำสัญญากับหน่วยงานใดได้เลย แม้แต่จะประมูลซื้อที่ดินจากกรมบังคับคดีก็ทำไม่ได้
การตีความอย่างนี้ ไม่น่าจะสอดคล้องกับเจตนาของกฏหมายปปช. ซึ่งตราขึ้นมาเพื่อป้องปรามมิให้จนท.รัฐใช้อำนาจที่ตนมีไปมีอิทธิพลต่อหน่วยงานทีตนกำกับเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ควรตีความให้ชัดว่านายกฯไปมีอิทธิพลกับกองทุนฯได้จริงหรือไม่ ขอบเขตของคำว่าหน่วยงานในกำกับของนายกฯน่าจะชัดเจน อธิบายเป็นเหตุผลได้จริง คุณดูซิว่านายกฯอภิสิทธิ์ยังไม่กล้าย้ายผบ.ตร.เลย แล้วหน่วยงานชายขอบอย่างกองทุนฯ จะอยู่ภายใต้การกำกับของนายกฯจริงหรือ ลองอธิบายเป็นรูปธรรมให้เห็นหน่อยเถอะ
อีกประเด็นคือ การประมูลซื้อขายโดยเปิดเผย นั้น ไม่ว่าจะโดยกองทุนหรือโดยใคร นายกฯจะใช้อิทธิพลจากตำแหน่งเข้าแทรกแซงได้อย่างไร นายกฯสั่งห้ามเอกชนคนอื่นมาประมูลแข่งได้หรือ? แต่ถ้าเป็นการขอสัมประทานผูกขาดจากหน่วยงาน อาจจะพอมองออกว่า สามารถใช้อิทธิพลไปมีส่วนในการพิจารณาให้สัมประทานของหน่วยงานได้
ผมว่าถึงเวลาแล้วที่ คำตัดสินใดๆก็ตาม น่าจะต้องมีคำอธิบายต่อสาธารณะที่เข้าใจได้ เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป และเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นเชิงวิชาการ ทางเทคนิคได้ โดยไม่ต้องกลัวคำว่า contempt
ระบอบนี้
ระบอบนี้ ไม่จำเป็นต้องมีตำแหน่งอย่างที่อ้างหรอกครับ มันแค่คำเรียกแทน กลุ่มอำนาจที่ไม่ใช่เจ้าของอำนาจที่แท้จริง อาศัยและเป็นเหลือบอยู่ในสังคมเท่านั้น โดยที่พวกนี้จะพยายามกดดันและบงการทุกสิ่งทุกอย่างผ่านตัวแทนหรือพรรคพวกของตน โดยเอื้อประโยชน์บางประการให้
กลุ่มคนพวกนี้มีหลายสาขาอาชีพ และอยู่ทุกระดับในสังคม เพื่อรักษาผลประโยชน์และอำนาจของกลุ่มตนเท่านั้น และยิ่งประเทศไทยมีการปกครองที่ไม่เหมือนใคร รัฐซ้อนรัฐ อำนาจซ้อนอำนาจ จึงเกิดช่องว่างให้พวกนี้ยังอยู่และอาศัยได้ในสังคมนี้
"รัฐใช้อำนาจที่ตนมีไปมีอิทธิพ
"รัฐใช้อำนาจที่ตนมีไปมีอิทธิพลต่อหน่วยงานทีตนกำกับเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ควรตีความให้ชัดว่านายกฯไปมีอิทธิพลกับกองทุนฯได้จริงหรือไม่"
นีเป็นเรื่อง Anti Corruption Law ครับ ซื่งมีเป้าหมายของกฎหมายนี้คือป้องกัน คอรัปชั่นก่อนเกิดขึ้น นอกจากลงโทษคนที่กระทำผิด กฎหมานนี้ก็เลยไม่ขยายว่าจะลงโทษโดยเฉพาะคนรับผิกชอบโดยตรง ศาลญีปุ่นก็ตัดสินทำนองเหมืองกัน สำหรับ Kakuei Tanaka Case ครับ ทนายำเลยอดีตนายกคนนี้ยืนยันว่า ตาม Establishment law ของกระทรวงคมานคม นายกรัฐฯ ไม่มีอำนาจที่จะตัดสินสั่นซื้อเครื่องบินจากบริษัทใหน ก็เลยไม่ constitute รูปคดี เพราะเขาไม่มี administrative authority ครับ แต่ศาลตัดสินว่า นายกคนนี้ผิด เพราะนายกย่อมนั่งตำแหน่นที่จะใช้อิทธิพลเขาใด้ ทั้งเขาไม่มี adminstrative authority ตาม Establishment law และสำหรับ Anti Corruption Law นิยามของ adminstrative authority ต้องตีความกว่างกว่าการตีความใน Establishment law เพราะ เป้าหมายกกฎหมายนี้รวมการยับยังละป้องกันคอรัปชั่นและรักษาความเขื่อถือของประชาชนต่อความยุติธรรมในระบบการเมือง ครับ ผทเชื่อว่า Anti Corruption Law ของประเทศใหนก็มีหลักกฏอย่างนี้เหมือนกันครับ
ผมว่าคนไทยอ่านคำตัดสินนี้ อาจจะดีกว่าครับ เราก้าวหน้ามากหมายหลังยุค Unit 731 ครับ ;)
จริงหรือที่นายกฯจะใช้อิทธิพลจ
จริงหรือที่นายกฯจะใช้อิทธิพลจากตำแหน่งเข้าแทรกแซงไม่ได้และนายกฯสั่งห้ามเอกชนคนอื่นมาประมูลแข่งไม่ได้
คำตอบมันมีอยู่แล้วจากผลงานการแทรกแซงองค์กรอิสระ
องค์กรอิสระที่มีมาตราการป้องกันเพื่อให้ปลอดจากการครอบงำ
สุดท้ายเป็นอย่างไร นับประสาอะไรกับหน่วยงานเล็กๆ (แต่ผลประโยชน์มหาศาล)
ความจริงไม่ต้องใช้กฎหมาย ปปช.ที่บัญญัติไว้อย่างชัดเจนอยู่แล้วก็ได้
แค่ใช้สามัญสำนึกก็น่าจะรู้ว่าควรหรือไม่ควร
และสามัญสำนึกทางจริยธรรมพื้นๆ นี่แหละที่เป็นเจตนารมย์ของกฎหมายฉบับนี้
และหากตีความอย่างที่คุณว่า เขาจะร่างขึ้นมาทำไม
เพราะกฎหมายฉบับนี้ก็จะเป็นแค่ขยะ ไม่มีทางเอาผิดกับนักการเมืองหน้าไหนได้เลย
คุณคิดว่าจะมีนักการเมืองหน้าโง่คนไหน
ที่จะทำผิดทื่อๆให้คุณตีความเอาผิดได้แบบนั้น
ถูกต้องตามความเห็นของคุณสุมาอ
ถูกต้องตามความเห็นของคุณสุมาอี้ จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ระบอบอำมาตย์หรืออะไรทั้งสิ้น ระบอบอำมาตย์หมดสิ้นไปตั้งแต่สมัยโบร่ำโบราณ ระบอบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นระบอบยุคใหม่ชั่วร้ายยิ่งกว่ายุคอำมาตย์มาก เป็นระบอบปัจเจกชนที่พยายามสร้างอำนาจบารมีขึ้นมา รวมทั้งการสร้างเครือข่ายใช้พวกพ้อง ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างไม่ลืมหูลืมตาว่าผิดทั้งจริยธรรม ศีลธรรม หรือนอกกฏหมายหรือไม่
ทหารก็คือทหาร ไม่่ใช่อำมาตย์
ทหารก็คือทหาร ไม่่ใช่อำมาตย์ อย่าหลับหูหลับตาท่องจำตามคนอื่น ไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนตั้งแต่ พ.ศ. 2475 ทหารมันก็ออกมาใช้อำนาจอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว กลับไปดูประวัติศาสตร์ประเทศไทยซิ นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยมีกี่คนที่มาจากทหาร กลับไปแหกตาดูซะ
จากวิกิพีเดีย
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
อมาตยาธิปไตย หรือ อำมาตยาธิปไตย (bureaucratic polity) เป็นการปกครองโดยข้าราชการ ซึ่งได้มีโอกาสเข้ามาปกครองเพราะอำนาจของตำแหน่งในรัฐบาล ใช้หมายถึงรัฐบาลที่ไม่ขึ้นอยู่หรือให้ความสำคัญกับเสียงประชาชน
คำภาษาอังกฤษว่า bureaucratic polity บัญญัติโดย Fred W. Riggs อดีตอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งรัฐฮาวาย ในหนังสือที่พิมพ์เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2509[1] เป็นคำใหม่ที่ใช้แก่ประเทศไทยโดยเฉพาะ[2] แต่ภายหลังคำนี้มีใช้แก่ประเทศอื่นด้วย แล้วมีการบัญญัติคำภาษาไทย "อมาตยาธิปไตย" ตามภาษาอังกฤษ
นักวิชาการ เช่น นักประวัติศาสตร์ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เคยเรียกรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ว่าเป็นอมาตยาธิปไตย หรือรัฐบาลอำนาจนิยม (authoritarianism) อย่างไรก็ตาม นักวิชาการและกลุ่มต่าง ๆ เคยยกคำนี้มาใช้แก่รัฐบาลไทยสมัยต่าง ๆ ตั้งแต่สมัยจอมพล ป. เป็นต้นมาหลายชุด
อมาตยาธิปไตยไม่ได้หมดไปตั้งแต่สมัยท่านขุน จมื่นฯลฯ หัดใช้ความรู้ซะมั่ง อย่าแถไปตามความรู้สึก ความเห็นที่ขาดฐานความรู้รองรับ
พวกค้านฎีกา อย่าทำตัวคัดค้านพ
พวกค้านฎีกา
อย่าทำตัวคัดค้านพระราชอำนาจ
อย่างทำตัวขวางการแผ่บารมี
ความเมตตาปราณีเป็นเหมือนฝนอันชื่นใจ
อย่าทำตัวจาบจ้วงเสมือนเจ้า
ในหลวงท่านแสดงกฤษดาภินิหาร
โดยบารมีของพระองค์
อวดรู้อีกแล้วโ คน หนีบ
อวดรู้อีกแล้วโ คน หนีบ เด็กโง่ เอายงยานมาอวด อิอิ
กลัวแล้วจ้าๆๆๆๆ ทั่นหมอผี อิอิ
จริงๆไม่อยากคุยเลย แต่จัดให้ซะหน่อย
เดี๋ยวหมอผีจะเหลิงลอยลมบนแล้วตกลงมา
เป็นนก อกหักหัวโหม่งโลกตาย จะอายแฟนๆประชาไทยเค้า อิอิ
เรื่องวิชงวิชาคาถาน่ะๆ ผมเล่นตั้งกะเด็กพอจำความได้
(ผมแก่กว่าคุณแน่ร่วมๆ1รอบ ความเก๋าจึงต่างกัน)
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงชอบกะเด็ก
แต่ก็ไม่ได้สนอกสนใจใช้มาเป็นอารมณ์อีกนานแล้ว
จะบอกว่าเราก็ศิษย์มีอาจารย์หนึ่งบ้าง ก็ไม่ผิด
ครอบครัวอยู่สายวัดสายวามาตลอด อิอิ
ไม่ต้องมาหลอกให้ยากส์ ไม่งั้นจะกล้าไล่หมอผีเด็กๆรึ อิอิ
อย่างผมต้องชกข้ามรุ่น(เหตุผล) กับ รศ.โกเต็ก นู้
แค่เห็นใส่ชุดขาวพรมน้ำมนต์สานุศิษย์เห็นแล้วยังขำกลิ้ง อิอิ
อีเพี้ยนแว้ววว.. เพี้ยนสุดๆๆ ซะด้วย แล้วสาวกจะเพี้ยนขนาดไหน อิอิ
เรื่องแปลกๆก็เคยเจอมาพอสมควร
แต่ไม่อยากเล่าให้ใครฟังเพราะไม่ใช่ทางดับทุกข์ อิอิ
เรื่องยานของคุณผมก็เล็งเห็นหมดแล้ว
ยานโตงเตงจริงๆ จนย้อยน่าดีด แถมเหี่ยวๆ อิอิ
คงไม่ค่อยเท่าไหร่ สาวๆรำคราญแน่ อิอิ
แต่ลูกมั่วเยอะ ออกแนวๆกระเทยขี้อิจฉาตาร้อนหูเบาชอบโกเต็ก อิอิ
ความเห็นของหนู โ คน ขาหนีบถ้าไปลงในผู้จัดกราก
คงจะน่าตื่นเต้นระดับTOP 5 แต่พอมาบอร์ดนี้กลายเป็นเด็กเกเรข้างเว็ป
(เสิฟๆ นอกเรื่องยั่วน้ำลายก่อน อิอิ)
เปรี้ยงๆดังเสียงฟ้าฟาดป๊าดๆ พินาศพังสลอน อิอิ
อูยขำกลิ้งเลย ไม่รู้ยานอะไรส่งไปเผลอกด ASTV อีก
เจอพวกนักเต้าข่าว มั่วซั่วออกรสพอดี คงหลอกสาวก
ให้บริจาคเงินเข้าASTVได้หลายอยู่ อิอิ
เพลงที่ว่าเคยได้ยินประจำตอนปฎิวัติสมัยเด็กๆ
สรุปก็คือพวกคนหนักแผ่นดินระวังจะโดนลงโทษ อิอิ
ประเด็นใครล่ะหนักแผ่นดิน ตั้งแต่ทักษิณเป็นนายก
เศรษฐกิจก็ดีขึ้นๆๆ ขับรถไปต่างจังหวัดตามถนนและแวะปัมพ์ที
เห็นยายสีตามียายมามีความสุข(ดูจากแววตา)กันถ้วนหน้า
คล้ายๆยุคชาติชาย แต่พอพวกหางเหลืองออกมาเผาบ้านเมือง
จนยึดสนามบิน ไปต่างจังหวัดทีไร หรืออยู่ในเมืองก็เถอะ
แววตาแบบนั้นไม่เห็นอีก เห็นตาหน้าเหี่ยวลงๆๆ
สรุปแบบนี้แล้วพวกไหนเป็นคนหนักแผ่นดินล่ะ
เขาอยู่กันมาดีๆ จะล้างแค้นคนแค่คนเดียว
ปลุกกันมาเป็นฝูงๆเผาบ้านเผาเมือง
ตอนนี้พวกวรนุส พวกเนรวิน พวกหมีน่าห้ากไปกะจุกเป็นมัดๆ
ขนาดโครงการพระราชดำริยังกินกัน เสาไฟเป็นต้นๆ
ตู้น้ำเป็นตู้ๆ รถเมล์ฝังเพชร..ฯลฯ ฟ้าดินจะลงโทษใครล่ะ อิอิ
ไปหลงชื่อนักเต้าข่าว
ASTV ฟ้าผ่าระวังๆมั่งเน้อ
เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน อิอิ
ป่านนี้ก็ยังไม่หายบ้ากันอีก แล้วพวกไหนจะพังล่ะ...อิอิ
อำมาตยาธิปไตยเป็นศัพท์ใหม่ที่
อำมาตยาธิปไตยเป็นศัพท์ใหม่ที่บัญญัติขึ้นมาโดยคนบางกลุ่ม และพยายามใช้คำนี้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว นาย Fred W. Riggs ได้เผยแพร่ในปี พ.ศ. 2509[1] เป็นคำใหม่ที่ใช้แก่ประเทศไทยโดยเฉพาะ
อย่ามาแถ พวกพยายามแก้ประวัติศาสตร์
เพิ่มเติม อำมาตยาธิปไตย
เพิ่มเติม อำมาตยาธิปไตย ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ระบอบการปกครองที่ขุนนางหรือข้าราชการเป็นใหญ่
การปกครองปัจจุบันเป็นระบอบประชาธิปไตยคณะรัฐมนตรีได้มาจากการเลือกตั้ง การปกครองที่มีขุนนางหรือข้าราชการนั้นหมดสมัยมากว่าเจ็ดสิบปีแล้ว ถ้าไม่รู้จริงแล้วอย่ามาอวดอ้าง พวกกบในกะลา
คนไทย วัฒนธรรมไทย
คนไทย วัฒนธรรมไทย กฎหมายที่เป็นอัตลักษณ์ แต่เข้าใจได้สิ่งที่พวกคุณต้องการ คือ ต้องการวิจารณ์สถาบันได้ คนที่กระทำอยู่รู้ว่ามีเจตนา แล้วพระองค์จะทรงตอบโต้ได้มั้ย ควรหรือที่จะตอบโต้
ขออนุญาตนำบทกลอนที่ชอบมาก "บุ
ขออนุญาตนำบทกลอนที่ชอบมาก
"บุญชาวไทยได้พึ่งองค์พระทรงยศ
ด้วยปรากฏพระเมตตามหาศาล
น้อมบูชิตพร้อมกายใจในวันวาร
สนองงานพระหลากหลายถวายพระพร "
" มากมีพระมากด้วย พระเมตตา
ทรงดับทุกข์ประชา ทั่วถ้วน
เวลาส่วนพระองค์หา- ยากยิ่ง
อุทิศทวยราษฎร์ล้วน เช่นนี้นานมา "
( นายชำนาญ เกิดพิบูลย์ ประพันธ์ )
สู้ๆครับเสื้อแดง การปฏิบัติตน
สู้ๆครับเสื้อแดง การปฏิบัติตน 2 มาตรฐานของ ปชป. ทุกวันนี้น่าเกียจมาก ชาตินี้จะไม่เลือกมันเลยพรรคนี้ (ไมเกี่ยวกับทักษิณนะครับ)
เกรงว่าจะมีมายาคติเรื่อง'การเ
เกรงว่าจะมีมายาคติเรื่อง'การเมืองภาคพลเมือง'
ควรเช็คก่อนว่าไอ้'การเมืองภาคพลเมือง'มันหน้าตาเป็นยังไงทั้งในทางทฤษฎี(สมมุดว่ามี)และในทางปฏิบัติที่เกิดขึ้น
ลองมองดูสิ ที่เรียกว่า'การเมืองภาคพลเมือง'ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา มันเป็นยังไง
ขอบอกว่า ล้าหลังโคตรๆ ความล้าหลังในตัวมันเองในพื้นฐานถึงแปรรูปมาเป็น'การเมืองภาคพลเมืองเลียทีนอำมาตย์'+อภิมหา'เส้น'อย่างวันนี้งัย
ฟันธงเลยว่า 'การเมืองภาคพลเมือง'(เลียทีนอำมาตย์) ที่เป็นอยู่คือ'เผด็จการเสียงส่วนน้อย'
มันไม่มีหรอกว่าการเมืองภาคพลเมืองจะไปเลียอำมาตย์ที่มีอำนาจเหนือรัฐบาลและที่สำคัญเหนือเสียงส่วนมากของประชาชน
มันพิสูจน์แล้วว่า ที่ครอบครองแอบอ้างภาพลักษณ์'การเมืองภาคพลเมือง' มันปลอม มันฉกฉวย มันกระสันอยากมีอำนาจเหมือนกัน
การเมืองภาคพลเมืองที่มีอิทธิพลเหนืออำนาจนิติบัญญัติเหนืออำนาจรัฐบาลเหนืออำนาจตุลาการแบบปัจจุบันวันนี้ ยังเรียกว่า'การเมืองภาคพลเมือง'อีกหรือ ?
เปล่า! นี่คือการปล้นอำนาจอธิปไตยไปทุกส่วนไปครอบครองด้วยคนกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า'การเมืองภาคพลเมือง'!
ฉะนั้น พึงตรวจสอบวาทกรรมทุกคำทุกประโยคทุกตรรกะของคำว่า'การเมืองภาคพลเมือง'เสียก่อนว่ามันบิดเบือนไปทีละเล็กทีละน้อยจนสุดท้ายกลายมาเป็น'การเมืองภาคมหาโจร'ได้อย่างไร
หลังเสื้อแดงถวายฎีกาแล้ว
หลังเสื้อแดงถวายฎีกาแล้ว รัฐบาลเริ่มถึงทางตัน ไม่มีทางออกแล้วครับ.... ตอนนี้กำลังออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้เสื้อแดง กับเสื้อเหลือง เพื่อที่จะ ลอยแพ ทักษิณ เพื่อให้อยู่โดดเดี่ยวเดียวดาย!!!!!
อ้างประเด็นเพื่อความสมานฉันท์ เพื่อไม่ให้ต้องลงโทษ เสื้อแดง กับเสื้อเหลือง แค่นั้น ดู ดูๆๆดูมันทำ!!!! ยังคิดว่าประชาชนเป็นเด็กอมมือ????
"การปกครองปัจจุบันเป็นระบอบปร
"การปกครองปัจจุบันเป็นระบอบประชาธิปไตยคณะรัฐมนตรีได้มาจากการเลือกตั้ง"
ไม่มีใครเถียงว่าไม่มีระบอบประชาธิปไตยที่คุณ W ยกมา (ตาม รธน.)
แต่เขากำลังพูดถึงความเป็นจริงที่ไม่ได้อยู่ในกรอบหรือหลักการของ "ระบอบ" ที่คุณ W ยกมา อาทิเช่นผู้มีบารมีนอก รธน.หรือ "ป๋า" แทรกแทรงการแต่งตั้ง ผบ.เหล่าทัพ ทหารแทรกแซงการจัดตั้ง รบ.อภิสิทธิ์ ทหาร/ตำรวจและ "พื้นที่ต้องห้าม" แทรกแซงการสืบสวนสอบสวนคดียิงสนธิ ฯลฯ
ความเป็นจริงดังกล่าวนี้มันไม่ใช่ "ระบอบที่รองรับโดยกฎหมายรัฐธรรมนูญ" แต่เป็นระบอบที่รองรับโดย tradition ของคนชั้นนำในสังคมไทยซึ่งศูนย์กลางก็คือข้าราชการและผู้มีบารมีในการ "จัดแถว" กำลังส่วนหัวของข้าราชการ
ระบอบตาม tradition นี่แหละที่เรียกว่า "อมาตยาธิปไตย" ซึ่งปรากฏรูปธรรมอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งเหลืองแจ๋อย่างสุดสุดในปัจจุบัน!!!
งง! ทำไมคนระดับคุณ w มองไม่เห็นวะเนี่ย!!!
ฮื่ม...
ฮื่ม... เป็นระบอบที่เสื้อแดงคิดขึืนมากันเองสิเนี่ย น่าคิด น่าคิด รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เช่นเดียวกับรัฐบาลสมัคร หรือ สมชาย ป๋าเข้ามาแทรกแซงท้างน้าน มีหลักฐานเห็นชัดแน่นอน ป๋าตั้ง สมัคร ป๋าตั้งสมชาย ป๋าตั้งอภิสิทธิ์...
คุณ XXX ไม่รู้หรือแกล้งทำไม่รู้ ไม่ว่าสมัยไหนอำนาจมักต้องอยู่ในกำมือทหาร พื้นฐานของป๋ามาจากไหน อย่าเสือกตะแบงเลียนแบบแกนนำเสื้อแดงโดยอ้างแต่คำ ผู้มีบารมีนอก รธน.
หัดใช้สมองของตัวเองเสียบ้าง
ใช่แล้วละคุณ W
ใช่แล้วละคุณ W โง่จริงๆไม่ใช่แกล้ง
ถูกต้องที่คุณ XXX
ถูกต้องที่คุณ XXX ยอมรับว่าตนเองโง่จริง ๆ ไม่ใช่แกล้ง
ผมเห็นต่างบ้าง
ผมเห็นต่างบ้าง เหมือนบ้างจากคุณแช่ม ครับ ว่ากันเป็นข้อ ๆ เลยก็แล้วกัน
ข้อ 1. “มวลชนใช้ทักษิณ” หรือ “ทักษิณใช้มวลชน” หรือ “สู้แล้วรวย” ถ้าเรามาเริ่มต้นกันอย่างนี้ โดยคิดแบบทุกคนผิดทุกคนเลวหมด ถ้าคิดไม่เหมือนฉัน ฉันถูกคนและคนที่คิดเหมือนฉันถูกเท่านั้น ซะตั้งแต่แรก ประเทศอันเป็นที่รักของเราที่มีคนหลากหลายความคิดก็จะไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ เพราะไม่มีใคร่ยอมรับว่าตัวเองผิด หรือว่าตัวเองโง่หลอกครับ หรือคุณแช่มเชื่อว่าคุณไม่เคยคิดผิด ไม่เคยทำผิด เพราะถ้าคุณคิดอย่างนั้น คุณก็ไม่ใช้มนุษย์ธรรมดา คุณเป็นผู้ที่คนต้องกราบไหว้และอันเชิญขึ้นหิ้ง เราต้องยอมรับว่าคนมีทั้งที่ทำถูก และทำผิด เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเรายอมรับข้อนี้ได้ สังคมที่มีความหลากหลายของเราก็อยู่กันได้ ไม่ว่าใคร่จะฉลาดหรือโง่ เชื่อง่าย หรือฉลาดก็ยอมรับและให้ความนับถือกันในความเชื่อของเขาและไม่ไปดูถูกน้ำใจกัน
ข้อ 2. การทำรัฐประหารจะสำเร็จหรือไม่ไม่ได้อยู่ที่กฏหมาย แต่อยู่ที่ศาลครับ เพราะถ้าศาลไม่ยอมรับว่าการออกกฏหมายใด ๆ อันเกิดจากการทำรัฐประหารมีผลใช้บังคับ เมื่อคณะรัฐประหารหมดอำนาจลง ก็หมายความว่าในขณะทำรัฐประหารเป็นกบฎกับรัฐธรรมนูญ เพราะล้มล้างรัฐธรรมนูญ เพียงเท่านี้ก็ไม่เกิดรัฐประหารแล้ว
ข้อ 3. ข้อความที่บอกว่า "แล้วประชาชนมีความรู้สึกนึกคิดอย่างไรกับการเมืองการปกครอง มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวมแค่ไหน" คุณก็เริ่มเข้าใจเอาเองว่าคนอื่น เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ทั้ง ๆที่คุณเองก็ไม่รู้จักคนที่คุณไปพูดถึงเขาดีพอ แต่ผมก็ยอมรับว่าการเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์จริง ๆ เพราะถ้าไม่มีสองเรื่องนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีคนเข้าไปยุ่งกับการเมืองหรือไม่ ถ้าคุณไปพิจารณาตั้งแต่มนุษย์ร่วมกลุ่มเป็นชุมชนจนเป็นมหาอณาจักร์มีนักการเมืองคนไหนไม่มีความต้องการ 2 เรื่องนี้บ้าง เป้นกันทั้งโลก
ข้อ 4. คุณคิดเหมือนคนสยมัยที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองเลย คิดว่าคนไทยยังโง่อยู่ เพราะฉะนั้นอย่าทำยังงั้นอย่าทำอย่างนี้ โดยไม่สร้างโอกาส แต่พยายามลดโอกาส หรือไม่ให้โอกาส
อย่างไรก็ตาม ขอบคุณ คุณ XXX
อย่างไรก็ตาม ขอบคุณ คุณ XXX มากที่อุตส่าห์เจียดเวลาอธิบายเป็นวิทยาทานให้
วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552
วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11485 มติชนรายวัน
ความเห็นที่แตกต่างเรื่อง การใช้สิทธิทูลเกล้าฯถวายฎีกาตามกฎหมายและประเพณี
โดย พิชิต ชื่นบาน นิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) เนติบัณฑิตไทย
ตามที่ศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ได้ออกบทความ เรื่อง พ.ร.ฎ.วางระเบียบวิธีการทูลเกล้าฯถวายฎีกา พ.ศ.2457 ที่อ้างว่ายังคงมีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนและหนังสือพิมพ์มติชน หน้า 2 ฉบับลงวันที่ 16 สิงหาคม 2552 ตลอดจนหนังสือพิมพ์ฉบับอื่นๆ ยังคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
โดยผู้เขียนขอยืนยันข้อผิดพลาดของบทความที่ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิตกล่าวอ้าง ดังนี้
1.พ.ร.ฎ.วางระเบียบวิธีการทูลเกล้าฯถวายฎีกา พ.ศ.2457 ว่าด้วย "รูปแบบหลักเกณฑ์และวิธีการ" ในการทูลเกล้าฯถวายฎีกาถูกยกเลิกไปโดยผลของ มาตรา 3 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ.2477 ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2478 มิใช่ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันตามที่ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต กล่าวอ้าง
1.1 ข้อกล่าวอ้างของ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ที่อ้างถึงวิทยานิพนธ์ของคุณเพ็ญจันทร์ โชติบาล และคุณวรรธนวรรณ ประพัฒน์ทอง มีข้อสังเกต ว่าประเด็นที่คุณเพ็ญจันทร์ โชติบาล ได้ทำการศึกษาตามวิทยานิพนธ์ เมื่อปี 2533 เป็น "เรื่องพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษของพระมหากษัตริย์ไทย" แต่ประเด็นที่ศึกษาแตกต่างกัน
คือ จากการศึกษาของคุณเพ็ญจันทร์ โชติบาล ในวิทยานิพนธ์ หน้า 182 เป็นประเด็นในข้อกฎหมายว่า รูปแบบหลักเกณฑ์และวิธีการในการทูลเกล้าฯถวายฎีกา ซึ่งแต่เดิมมาเป็นไปตาม ว่า พ.ร.ฎ.วางระเบียบวิธีการทูลเกล้าฯถวายฎีกา พ.ศ.2475 ต้องถูกยกเลิกไปโดยผลของมาตรา 3 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ.2477 ซึ่งการศึกษาดังกล่าวถูกต้องทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
แต่การศึกษาวิทยานิพนธ์ของคุณวรรธนวรรณ ในหน้า 247 หัวข้อที่ 8.1 คุณวรรธนวรรณตั้งประเด็นศึกษาถึง "ผลทางกฎหมายของพระราชอำนาจการพิจารณาฎีกาในปัจจุบัน" มิใช่ตั้งหัวข้อศึกษาว่า พ.ร.ฎ.วางระเบียบวิธีการทูลเกล้าฯถวายฎีกา พ.ศ.2475 ถูกยกเลิกหรือไม่ ดังที่ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต กล่าวอ้าง
โดยความจริงแล้วคุณวรรธนวรรณ ได้ศึกษาไว้ในหน้า 247 ว่า "รูปแบบการทูลเกล้าฯถวายฎีกาตามพระราชกฤษฎีกาวางระเบียบการทูลเกล้าฯถวายฎีการ้องทุกข์ เมื่อปี พ.ศ.2457 นั้น เป็นพระราชกฤษฎีกาที่ตราขึ้นก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ส่งผลกระทบต่อพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์เป็นอย่างมาก จึงเป็นที่น่าสังเกตว่าพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวยังคงมีผลใช้ปฏิบัติถึงปัจจุบันในสถานะใด"
"พระราชกฤษฎีกาวางระเบียบการทูลเกล้าฯถวายฎีกาเป็น "ธรรมเนียมปฏิบัติ" เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับระเบียบวิธีการทูลเกล้าฯแบบเดิมที่ยังถือปฏิบัติอยู่ แต่ในส่วนขอบเขต หรือวิธีการพิจารณาฎีการ้องทุกข์นั้น ยังคงเป็นการกำหนดตามจารีตประเพณีเดิมที่เคยถือปฏิบัติมาโดยปราศจากกฎหมายลายลักษณ์อักษรฉบับใดบัญญัติไว้"
จากการศึกษาของคุณวรรธนวรรณในประเด็น พ.ร.ฎ.วางระเบียบวิธีการทูลเกล้าฯถวายฎีกา พ.ศ.2475 ได้ข้อยุติว่า เรื่อง พ.ร.ฎ.วางระเบียบวิธีการทูลเกล้าฯถวายฎีกา พ.ศ.2475 มีสถานะที่เป็นเพียงธรรมเนียมปฏิบัติเท่านั้น มิได้มีข้อขัดแย้ง แตกต่าง จากประเด็นศึกษาในวิทยานิพนธ์ของคุณเพ็ญจันทร์ ในหน้า 182 ที่อ้างว่า พ.ร.ฎ.วางระเบียบวิธีการทูลเกล้าฯถวายฎีกา พ.ศ.2475 ได้ถูกยกเลิกไปโดยผลของมาตรา 3 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ.2477 ซึ่งหากมิได้กล่าวอ้างอย่างโกลาหลดังที่ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิตได้เขียนบทความไว้จะพบความข้อนี้ปรากฏอยู่อย่างชัดแจ้ง
โดยสรุป
ผู้เขียนจึงขอยืนยันตามแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ของผู้เขียนซึ่งเป็นวจีสุจริตตามเดิมว่า ความชอบด้วยกฎหมายของ พ.ร.ฎ.วางระเบียบวิธีการทูลเกล้าฯถวายฎีกา พ.ศ.2475 ได้ถูกยกเลิกไปตามของมาตรา 3 ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ.2477 โดยยืนยันว่าเป็นการถูกยกเลิกไปทั้งฉบับ โดยเหตุผลที่ว่าเมื่อพระราชกฤษฎีกาฉบับดังกล่าวเป็นเรื่องที่กำหนดเฉพาะหลักเกณฑ์และวิธีการในการทูลเกล้าฯถวายฎีกาโดยเฉพาะ ดังนั้น เมื่อมาตรา 3 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้บัญญัติให้ยกเลิกบทบัญญัติดังกล่าวก็มีผลเท่ากับพระราชกฤษฎีกานั้นยกเลิกไปทั้งฉบับ
2.พระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการพิจารณาฎีกา
ขอทบทวนความจำของท่าน ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ว่าเมื่อปี พ.ศ.2538 ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ได้ทำตำราเพื่อการศึกษาและกล่าวถึงพระราชอำนาจพิจารณาฎีกาของพระมหากษัตริย์ ดังนี้
"การถวายฎีกาโดยตรงต่อพระมหากษัตริย์เพื่อให้ทรงบำบัดทุกข์ให้ประชาชนนั้นเป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่สุโขทัยกว่า 800 ปีแล้ว แม้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรไม่ได้บัญญัติไว้ก็ต้องถือเป็นรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีที่ทรงรับฎีกาและทรงบำบัดทุกข์ราษฎร โดยปกติจะโปรดเกล้าฯให้ส่วนราชการหรือหน่วยงานต่างๆ ดำเนินการตามหน้าที่ก่อน แต่ถ้ายังไม่ดำเนินหรือดำเนินการไม่ดี ราษฎรถวายฎีกาใหม่ ก็ทรงมีพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญจารีตประเพณีที่ว่ามีพระบรมราชวินิจฉัยสั่งการให้ส่วนราชการดำเนินการได้ และส่วนราชการต้องเคารพและปฏิบัติตาม พระบรมราชวินิจฉัยนี้มีผลในกฎหมายเพราะทรงเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชน เป็นพระบรมราชวินิจฉัยที่สูงกว่าขององค์กรใดๆ ในรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือศาล"
***ด้วยเหตุนี้พระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 179 ถวายไว้ (ปัจจุบันคือมาตรา 191) ซึ่งครอบคลุมทั้งการอภัยโทษตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และกฎหมายอื่นๆ เช่น กฎหมายว่าด้วยวินัยของข้าราชการ ดังที่เคยพระราชทานอภัยโทษให้ผู้พิพากษา 13 นาย ที่ถูกลงโทษมาแล้วในคราวเหตุการณ์วิกฤตตุลาการ***
จากตำราของท่าน ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ดังกล่าวข้างต้น เมื่อปี พ.ศ.2538 ที่ยืนยันถึงพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ดังกล่าว
จึงประหลาดใจและสงสัยว่าในปี พ.ศ.2552 ซึ่งช่วงระยะเวลาจากปี พ.ศ.2538 ถึงปี พ.ศ.2552 เป็นช่วงเวลาที่ไม่นานนัก แต่ท่านกลับหลงลืมพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ที่ตนเคยกล่าวว่า ครอบคลุมทั้งการอภัยโทษตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และกฎหมายอื่น เสียจนสิ้น
แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว เชื่อว่าในปี พ.ศ.2538 ที่ท่านมีอิสระทางวิชาการอย่างแท้จริงต่างจากปี พ.ศ.2552 จึงต้องทบทวนองค์ความรู้ของท่านให้กลับมาดังเดิม
3.สิ่งที่ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ยังมิได้ตอบคำถามต่อสาธารณะตลอดมาคือ ฎีกาของเหล่านักวิชาการจำนวน 99 คน ซึ่งมี ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต ร่วมอยู่ด้วยในการทูลเกล้าฯถวายฎีกาแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น โดยมี นาวาตรีประสงค์ สุ่นศิริ เป็นผู้คัดค้านฎีกาของพวกท่านในเวลานั้น ท่านยังไม่ได้ตอบคำถามว่า ฎีกาที่พวกท่านยื่นผ่าน ม.ล.ทวีสันต์ ลดาวัลย์ ราชเลขาธิการในขณะนั้นเป็นฎีกาประเภทใด เพราะในขณะนั้นสื่อมวลชนเองก็ได้ตั้งคำถามเอากับพวกท่านว่า "ทำไมต้องทูลเกล้าฯถวายฎีกาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปัญหาการเมือง"
เจตนาหลักๆ ที่เขียนมาทั้งหมดคือ
1.เปรียบเสมือนการจุดเทียนไขเพื่อให้เกิดเปลวเทียนก่อกำเนิดแสง มีความสว่างวาบอาจเป็นประโยชน์อาจหมดสภาพไป โดยมิได้หวังให้เป็นบทวิวาทะที่ไร้สารัตถะ แอบแฝง แก้ตัวด้วยเหตุผลสารพัดที่จะหยิบยกขึ้นมาได้
2.ต้องการให้สาธารณชนโดยทั่วไปเข้าถึงเข้าใจได้ถึงพฤติกรรมของบุคคลที่ซ่อนสร้างวาทกรรมเรื่อง "วจีสุจริต" เป็นมาตรฐานเพื่อปลูกศรัทธาแห่งบทความของตน
3.ต้องการรายงานข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ ข้อเท็จจริง และข้อกฎหมายที่ได้จากการตรวจสอบจากวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวกับเรื่องพระราชอำนาจในการพระราชทานอภัยโทษของพระมหากษัตริย์ไทย ของคุณเพ็ญจันทร์ และวิทยานิพนธ์เรื่อง พระราชอำนาจในการพิจารณาฎีการ้องทุกข์ ของคุณวรรธนวรรณ ต่อปัญหาที่ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิตกล่าวอ้างว่า พ.ร.ฎ.วางระเบียบวิธีการทูลเกล้าฯถวายฎีกา พ.ศ.2475 ยังคงมีผลใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อหวังให้ผู้คนมองเห็นเข้าใจได้โดยตนเองได้ว่า มีข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่คลาดเคลื่อนขัดแย้งกับถ้อยคำ "วจีสุจริต" ตามที่ ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิตกล่าวอ้าง
ด้วยความเคารพต่อความจริงที่สาธารณชนควรจะได้รับและบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ต่อข้อขัดแย้งและความเห็นต่างอย่างมีเหตุผลที่ประชาชนควรจะได้รู้ เพื่อจะได้ใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจในข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อมิให้ถูกโน้มน้าวให้เข้ากับกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด โดยปราศจากเหตุผลของข้อมูลต่อการตัดสินใจ (judgement) ในปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้
โดยผู้เขียนยังมุ่งหวังที่จะเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นประชาชนโดยทั่วไปหรือต่อรัฐบาล ทั้งนี้โดยมีจิตมุ่งหวังที่ไม่ต้องการให้สถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้น และดำรงอยู่ในปัจจุบันเกิดสถานการณ์ที่เลวร้าย มีการเผชิญหน้าและขยายขอบเขตของปัญหาออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
โดยมิได้มีเจตนาในการจัดทำแถลงการณ์เพื่อขัดแย้งกับบุคคลหนึ่งบุคคลใด
หน้า 7
ผมเข้าใจคำอธบายของคุณคนญี่ปุ่
ผมเข้าใจคำอธบายของคุณคนญี่ปุ่นนะที่ว่า กฎหมายมันเป็น ภาวะวิสัยที่มีเหตุผล มีเจตนารมณ์ในตัวของมันอยู่ คือในเรื่องการลงโทษนักการเมืองอย่างเด็ดขาดเพื่อไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับธุรกิจ และการประมูลขายทรัพย์สินสาธารณะเพราะย่อมเป็นต้นเหตุของการคอร์รัปชั่น นอกขากนี้นักการเมืองคนไหนเข้าไปยุ่งกับเรื่องดังกล่าวก็ต้องโดน "เล่น" อย่างช่วยไม่ได้เพราะเป็นธรรมดา และเป็นธรรมชาติของฝ่ายตรงข้ามที่จะต้อง "สาวไส้" ของคู้อริทางการเมือง
แต่ปัญหาของไทยคือมันเกินเลยไป ทุกคนรู้หมดแหละว่านักการเมืองทุกคนมันคอร์รัปชั่นกันอย่างกับเป็นขวบนการ 5 มนุษย์ไฟฟ้า คือฝ่ายตรงข้ามทำอะไรเป็นคอร์รัปชั่นหมด แต่พวกกู (สมุนอมาตย์) ไม่คอร์รัปชั่น พวกกูมีคุณธรรม ถึงจะปิดสนามบินก็ลงโทษกูไม่ได้ กูจงรักภักดีกว่า พวกกู "ก่อการดี"
นอกจากนี้อีกฝ่ายทำอะไรผิดคนเดียวถูกล้างบางยุบทั้งพรรค เหมือนจะกวาดล้างกันซึ่งๆหน้า ศาลก็หลับหูหลับตาใช้กฎหมายของทหารกันอยู่ได้
สุดท้ายเมืองไทยมันไม่จบเรื่องครับ ศาลตัดสินก็ไม่จบ กษัตริย์ตัดสินก็คงไม่จบเพราะมันเป็นเรื่องความแค้น ทนกันมานานมาก ทำกับเขาได้เขาก็รอเล่นคุณมั่ง มันเป็นเรื่องการพยาบาทล้างแค้นทางการเมือง และมันเกิดขึ้นเพราะมีคนเล่นนอกกติกาก่อน
ผมเข้าใจคำอธบายของคุณคนญี่ปุ่
ผมเข้าใจคำอธบายของคุณคนญี่ปุ่นนะที่ว่า กฎหมายมันเป็น ภาวะวิสัยที่มีเหตุผล มีเจตนารมณ์ในตัวของมันอยู่ คือในเรื่องการลงโทษนักการเมืองอย่างเด็ดขาดเพื่อไม่ให้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับธุรกิจ และการประมูลขายทรัพย์สินสาธารณะเพราะย่อมเป็นต้นเหตุของการคอร์รัปชั่น นอกขากนี้นักการเมืองคนไหนเข้าไปยุ่งกับเรื่องดังกล่าวก็ต้องโดน "เล่น" อย่างช่วยไม่ได้เพราะเป็นธรรมดา และเป็นธรรมชาติของฝ่ายตรงข้ามที่จะต้อง "สาวไส้" ของคู้อริทางการเมือง
แต่ปัญหาของไทยคือมันเกินเลยไป ทุกคนรู้หมดแหละว่านักการเมืองทุกคนมันคอร์รัปชั่นกันอย่างกับเป็นขวบนการ 5 มนุษย์ไฟฟ้า คือฝ่ายตรงข้ามทำอะไรเป็นคอร์รัปชั่นหมด แต่พวกกู (สมุนอมาตย์) ไม่คอร์รัปชั่น พวกกูมีคุณธรรม ถึงจะปิดสนามบินก็ลงโทษกูไม่ได้ กูจงรักภักดีกว่า พวกกู "ก่อการดี"
นอกจากนี้อีกฝ่ายทำอะไรผิดคนเดียวถูกล้างบางยุบทั้งพรรค เหมือนจะกวาดล้างกันซึ่งๆหน้า ศาลก็หลับหูหลับตาใช้กฎหมายของทหารกันอยู่ได้
สุดท้ายเมืองไทยมันไม่จบเรื่องครับ ศาลตัดสินก็ไม่จบ กษัตริย์ตัดสินก็คงไม่จบเพราะมันเป็นเรื่องความแค้น ทนกันมานานมาก ทำกับเขาได้เขาก็รอเล่นคุณมั่ง มันเป็นเรื่องการพยาบาทล้างแค้นทางการเมือง และมันเกิดขึ้นเพราะมีคนเล่นนอกกติกาก่อน
แล้วทักษิณอยู่คุกไหนครับ
แล้วทักษิณอยู่คุกไหนครับ ฮ่าๆๆๆ
เสื้อแดงจะเป็นมวลชนที่มีความช
เสื้อแดงจะเป็นมวลชนที่มีความชอบธรรม ถ้าไม่อิงกับทักษิณและผลประโยชน์
~~ถ้ามีวันนั้นจริง จะสนับสนุนเต็มที่~~
ผม"คนญี่ปุ่น"ครับ(ผมเปลี่ยนชื
ผม"คนญี่ปุ่น"ครับ(ผมเปลี่ยนชื่อเล่นที่นี้ครับ) ถ้าคนไทยส่วนใหญ่คิดอย่างนั้น ผมก็ไม่ว่าอะไรครับ อย่างใงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนไทยจะตัดสินเอง ทั้งรู้สึกว่าอาจจะมีทางแก้ป้ญหาการเมืองโดยที่ไม่ทิ้ง spilit ของ รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ซื่งมุ่งสู่การกวาดล้างคอรัปชั่นครับ
ขอโทษครับ ผมหมายถึงว่า
ขอโทษครับ ผมหมายถึงว่า "SPIRIT ของ รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐" ครับ
เสียเวลาน่า บอวอนสาก
เสียเวลาน่า บอวอนสาก โสเภณีเนติบริกรดีๆนี่เอง
ไอ้โจรปากห้อยยังดีกว่าถ้าเทียบกันสองคน อิอิ
ขออวยพรให้คุณทักษิณจงชนะมารทั
ขออวยพรให้คุณทักษิณจงชนะมารทั้งปวงด้วยคิดอะไรขอให้สมหวังพวกอมาตย์จงวิบัติไม่ได้พุดได้เกิดเห็นแก่อำนาจอายุก็มากแล้วไม่คิดละเลิกลุ่มหลงมัวเมาอำนาจที่ไม่ใช่ของตัวเอง หลงแล้ว หลงแล้วนึกว่าตัวเองเป็น.....เกย์เฒ่าต่างหาก
หนังสือใหม่ออกแล้ว....น่าอ่าน
หนังสือใหม่ออกแล้ว....น่าอ่านมากกกก...
หนังสือชื่อ "ถึงเธอเรียกพ่อ ลิ่วล้อเรียกนายก
สัตว์นรกเรียกนาย แต่เราคนไทยขอใช้คำว่า ทรราชย์"
แฉระบอบกูธิปไตย
แฉแผน ทักษิณ ใช้คนเสื้อแดง บังคับในหลวง นิรโทษกรรม
มีคำถามมากมายบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่า “ทักษิณ ชินวัตร สู้กับใคร? และ สู้เพื่อใคร?
ใครได้ประโยชน์บนการต่อสู้ของทักษิณ ?” “ประชาชน ได้อะไร และ ประเทศชาติ ได้อะไร ?
การด่ากราด กล่าวหาองคมนตรี เป็นคณะเผด็จการ ทำลายประเทศ ทำร้ายประชาชน โค่นล้มประชาธิปไตยเป็นการตีวัวกระทบคราด ใช่หรือไม่ ?”
”หาก องคมนตรี คือ วัว แล้ว ใคร คือ คราด ? พระเจ้าอยู่หัว คือ คราด ที่ทักษิณ ต้องการให้ได้รับผลกระทบใช่หรือไม่ ?”
ทักษิณ ยังจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จริงหรือ ? เรื่องราวที่ทักษิณ เปิดเผยกับประชาชน บนเวทีคนเสื้อแดง
เป็นเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นมานาน 3 ปี แล้ว และ ทักษิณ รู้เหตุการณ์เหล่านี้ทั้งหมดมาแต่ต้น แต่ไม่เคยนำมาพูด ไม่เคยบอกให้ประชาชนฟัง
เพราะอะไร ทำไมทักษิณ จึงเก็บเงียบมานานถึง 3 ปี ทำไมจึงเพิ่งจะมาแฉความเลวร้ายขององคมนตรี ในสายตาทักษิณ และคนเสื้อแดง ในวันนี้ เพราะ การเจรจาต่อรองกับ ป๋าเปรม ไม่สำเร็จ นั่นเอง
ทักษิณ ส่ง พจมาน ชินวัตร มาขอโทษป๋าเปรม และ ขอให้ป๋าเปรม ช่วยเจรจาคมช. ให้ได้กลับเมืองไทย
ทักษิณ ยกมือไหว้ขอโทษป๋าเปรม ในงานศพแม่ อนุพงษ์ เผ่าจินดา ทักษิณ ไปพบ ปีย์ มาลากุล 1 ครั้ง และส่ง พจมาน ไปพบอีก 2 ครั้ง ที่บ้านสุขุมวิท ซึ่งเป็นบ้านหลังเดียวกันกับที่ทักษิณ อ้างว่าเป็นสถานที่วางแผนก่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทักษิณ โทรศัพท์เคลียร์กับ สนธิ บุญยรัตกลิน ปรับความเข้าใจ เป็นพี่น้องกัน หลังยึดอำนาจ คนทั้งหมดที่ ทักษิณ ไปพบและเจรจา เพื่อยุติปัญหา และความผิด เป็นคนกลุ่มเดียวกับที่ทักษิณ อ้างว่าเป็นผู้ก่อการยึดอำนาจ ทำลายประชาธิปไตย นี่หรือคือพฤติกรรมของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย การแอบเจรจา คบหาสมาคมกับผู้ก่อการรัฐประหาร ย่อมไม่ใช่วิสัยของผู้รักประชาธิปไตย อย่างแน่นอน จริงหรือไม่?
ที่ผ่านมา ทักษิณ ไม่พูดเรื่องเหล่านี้ เพราะเจรจากันอยู่ แต่ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืน กฎหมาย ช่วยแก้ไขความผิด ให้ถูกต้องได้
ทักษิณ จึงโกรธแค้น และ ออกมา ฉะ แฉ ฉาว ทุกคน ที่ไม่ทำตามในสิ่งที่เขาร้องขอ และ ข่มขู่เหมือนกับจะรู้ชะตากรรมล่วงหน้า แต่แท้จริงแล้ว เป็นเพราะทักษิณ รู้ดีว่าบทลงโทษของการกระทำในอดีตที่ผ่านมา คืออะไร
ทักษิณ จึงอาศัยจังหวะที่ศาลอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศ ไปร่วมชมพิธีเปิดโอลิมปิกส์ที่ประเทศจีน แล้วก็ไม่เดินทางกลับมาประเทศไทยอีกเลย จึงกลายเป็นผู้ต้องหาหนีหมายศาล
เมื่อศาลตัดสินว่ามีความผิด ทักษิณ จึงมีสภาพเป็นนักโทษชายหนีคุกทันทีหลังจากถูกศาลตัดสินจำคุก 2 ปี ทักษิณ
กลับบอกว่าศาลไม่เป็นธรรม ไม่ให้โอกาสสู้คดี ทั้งๆ ที่หนีไปเอง
เมื่อตกอยู่ในสถานะนักโทษหนีคุก ทักษิณ บอกว่าเขาจะกลับประเทศไทย เพื่อมาต่อสู้ และเรียกร้องความเป็นธรรม ร่วมกับประชาชน
การโฟนอิน เมื่อครั้งคนเสื้อแดงชุมนุมที่สนามกีฬารัชมังคลาภิเษก ทักษิณ บอกว่าเขาจะกลับประเทศไทยได้ ด้วย 2 วิธี คือ 1.ได้รับพระราชทานอภัยโทษ และ 2. คนเสื้อแดงพากลับ
ทักษิณ บอกว่าต้องการได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่เขาไม่เคยขออภัยโทษ และประกาศว่าไม่มีวันที่จะขออภัยโทษด้วย
ชัดไหมว่า ทักษิณ ไม่ได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อยู่ในสายตา และ ไม่ได้เคารพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทักษิณ เชื่อว่าเขาจะปลุกระดมมวลชน ให้มีจำนวนมากพอที่จะมายืนล้อมตัว และเป็นโล่มนุษย์ ป้องกันเขาจากการถูกจับกุม
ของเจ้าหน้าที่รัฐได้ ทักษิณ แสดงให้เห็นว่าสุดท้ายแล้ว
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็จะต้องพระราชทานอภัยโทษ ให้เขา ตามแรงกดดันของมวลชนคนเสื้อแดง ที่เขาปลุกระดมขึ้นมา
ทักษิณ กำลังใช้กฎหมู่มาทำลายกฎหมาย ทักษิณ กำลังเอามวลชนมาบีบพระเจ้าอยู่หัว ให้อภัยโทษ โดยที่เขาไม่ต้องร้องขอ เหมือนผู้ต้องคำพิพากษาของศาลรายอื่นๆ และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
หากทำสำเร็จ ก็เท่ากับว่าทักษิณ มีอำนาจเหนือพระมหากษัตริย์ หาก ทักษิณ สามารถบังคับให้พระมหากษัตริย์ ทำตามที่ตนต้องการได้ทุกอย่าง แล้วประชาชน จะอยู่ได้อย่างไร ?
คนไทยจะยอมได้หรือ
หากว่าพระมหากษัตริย์ที่เราเคารพรักและเทิดทูนอยู่เหนือสิ่งอื่นใด จะต้องทำตามคำสั่งของทักษิณ เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ท่านจะตกเป็นเหยื่อ เป็นเครื่องมือของทักษิณ เพื่อลบล้างความผิดของตนเอง ล้มล้าง และทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ อีกหรือไม่
ถอยออกมาให้ห่างจากคนเสื้อแดง หลีกเลี่ยงการตกเป็นเครื่องมือของทักษิณ เพื่อปกป้องรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ของคนไทยทุกคน
***กรุณารักประเทศไทยและร่วมส่งต่อเพื่อประณามการกระทำที่เป็นทรราชย์ต่อประเทศชาติ
ของ นช.(นักโทษชาย)ทักษิณ ชินวัตร ...ตัวนี้
ด้วยการช่วยส่งต่อเมลนี้ให้ประชาชนอีกหลายคนที่ไม่ได้รู้เรื่องชั่วๆ แต่ต้องมาเป็นขี้(ฆ่า)เพื่อให้มันฆ่าและ ถูกมันใช้เป็นเครื่องมือแสดงความชั่วที่แท้จริงของมันด้วย
ขอบคุณคนรักที่ประเทศไทย และคนรักในหลวงของเราทุกคนด้วย.
ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว
ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว นะจำเอาไว้เถอะทุกคน คนที่มันคิดไม่ดีกับบ้านกับเมืองต่อให้มันรวยยังไงมันก็หนีกรรมที่มันทำไว้ไม่พ้นหรอกอันนี้กล่าวรวมถึงคนชั่วๆๆทุกคนไม่ได้เจาะจงใคร ผมเชื่อในเรื่องกฏแห่งกรรมนะ และก็อยากให้ทุกคนเชื่อเช่นกัน ตัวเราเองนี่อย่าตกเป็นเครื่องมือของใครหรือกลุ่มบุคคลใด เราควรใช้สติปัญญาให้มากๆๆนะในเหตุการณ์เช่นนี้
หลอกง่ายเชียว คนไทยถูกสอนให้เ
หลอกง่ายเชียว
คนไทยถูกสอนให้เชื่อคนอื่นง่ายๆ
คนไทยไม่น้อย เลยถูกหลอกง้าย ง่าย