รองศาสตราจารย์ ดร.สุรพร เสี้ยนสลาย
สาขาวิชามนุษยนิเวศศาสตร์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
สมาชิกกลุ่มมสธ.เพื่อประชาธิปไตย
คำว่า “วาทกรรม( discourse)” หมายถึงคำพูดหรือเขียนเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมา โดยผู้พูดหรือเขียนได้ซ่อนเจตนารมณ์บางอย่างไว้ในคำพูดคำเขียนนั้น คำพูดเชิงวาทกรรมจึงมีทั้งส่วนที่เป็นความจริงและส่วนที่ถูกปั้นเสริมเติมแต่งขึ้น มีทั้งส่วนที่เป็นความจริงอยู่เบื้องหน้าและความจริงที่แอบซ่อนอยู่เบื้องหลังถ้อยคำเหล่านั้น
หากมองบนพื้นฐานของคำนิยามเช่นนี้ จะเห็นว่าสังคมไทยปัจจุบันกำลังกลายเป็นสังคมที่อุดมด้วย “วาทกรรม” เป็นสังคมที่เต็มไปด้วยคำพูดคำเขียนที่มีเจตนาซ่อนเร้นแบบลับ-ลวง-พราง จนแทบแยกแยะไม่ได้ว่าอะไรเป็นความจริง อะไรเป็นเพียงวาทกรรม เหมือนเมื่อพูดถึงการเมืองไทย เรามักได้ยินคำพูดหรือข้อเขียนที่พยายามชี้ให้เห็นว่าปัญหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นในประเทศเวลานี้ เกิดมาจากสาเหตุสำคัญเพียงประการเดียวเท่านั้น นั่นคือเพราะเรามีนักการเมืองที่ไม่มีคุณภาพ เป็นนักการเมืองไม่ดี จ้องแต่จะโกงบ้านโกงเมือง ชอบทุจริตแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเองพรรคพวกหรือญาติพี่น้อง นักการเมืองพวกนี้เป็นพวกเสือสิงห์กระทิงแรด ไม่รักชาติไม่รักสถาบัน คำพูดเช่น นี้กำลังจะกลายเป็นทฤษฎีที่มีคนบางกลุ่มบางคณะพยายามนำมาใช้เพื่ออธิบายให้เห็นความล้มเหลวของการเมืองในระบบเลือกตั้งของไทย
คำพูดที่พยายามบอกถึงความเลวร้ายทั้งปวงของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเช่นนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของวาทกรรมที่มีผลกระทบต่อสังคมเป็นอย่างมาก จริงอยู่แม้จะมีความเป็นจริงปรากฎอยู่ในคำพูดเหล่านี้ เช่นมีนักการเมืองเลือกตั้งตั้งแต่ระดับท้องถิ่น ถึงระดับชาติจำนวนไม่น้อยที่มีพฤติกรรมทุจริตโกงกิน ขาดคุณธรรมจริยธรรมทั้งโดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย แต่ในเวลาเดียวกันคำพูดแบบนี้ก็มีส่วนที่เป็นการปั้นเสริมเติมแต่งเกินความเป็นจริงปรากฎอยู่เช่นกัน เราไม่สามารถใช้คำพูดในลักษณะเหมารวมว่า นักการเมืองทุกคนจะต้องเป็นคนเลวเหมือนกันหมด เพราะสังคมนักการเมืองโดยรวมก็ย่อมมีทั้งนักการเมืองที่ดี และนักการเมืองที่ไม่ดีผสมปนเปกันไป เช่นเดียว กับบุคคลในอาชีพต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ ทหาร ตำรวจ หรือแม้แต่สังคมผู้พิพากษา ครูบาอาจารย์ นักธุรกิจ ล้วนมีคนที่มีพฤติกรรมไม่ซื่อสัตย์สุจริต หรือมุ่งแสวงหาผลประโยชน์อย่างไร้คุณธรรมจริยธรรมเหมือนนักการเมืองที่ไม่ดีทั้งหลายสอดแทรกปะปนอยู่ แต่สังคมก็ไม่เคยมีความพยายามจะสร้างภาพให้เห็นว่าข้าราชการ ตำรวจ ทหารหรือนักธุรกิจทุกคนเป็นคนเลว แตกต่างไปจากกรณีของนักการเมือง ดังนั้นการพยายามประดิษฐ์ถ้อยคำเพื่อบอกว่านักการเมืองเลว จึงเป็นเพียงกระบวนการผลิตวาทกรรม เพื่อหวังผลประโยชน์บางอย่างของผู้ผลิตวาทกรรมนั่นเอง
ข้อที่น่าสงสัยต่อไปก็คือ ใครเป็นผู้ผลิตวาทกรรมว่าด้วยนักการเมืองเลวขึ้น พวกเขาผลิตวาทกรรมแบบนี้ด้วยวัตถุประสงค์อะไร หากมองย้อนกลับไปดูตั้งแต่หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นช่วงที่มีการผลิตวาทกรรมนักการเมืองเลวออกมาจำนวนมาก จะเห็นว่าผู้ที่มีส่วนร่วมในการสร้างวาทกรรมนักการเมืองเลวอย่างแข็งขันมี 3 จำพวก
พวกแรกเป็นกลุ่มคนที่คิดว่าตนเป็นชนชั้นนำ(elites) ของแผ่นดิน ซึ่งหมายถึงพวกข้าราช การ(และอดีตข้าราชการ)ระดับสูง รวมถึงนักวิชาการและคนชั้นกลางบางคนที่เชื่อเรื่องความไม่เท่าเทียมกันของคน เชื่อเรื่องแผ่นดินไทยมีเจ้าของคนเดียว พวกนี้เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่สามารถคัดสรรนักการเมืองที่ดีได้
พวกที่สองก็คือพวกสื่อมวลชนคอสัมนิสต์ทั้งหลายที่นิยมด่าคนอื่นเป็นอาชีพ คนพวกนี้มองเห็นแต่ความไม่ดีของคนอื่น ส่วนความดีถือว่าเป็นเรื่องปกติไม่สมควรเป็นข่าว ยิ่งในยุคสื่อมวล ชนเชิงธุรกิจ การด่าทอนักการเมืองที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับผู้มีอำนาจ จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตมั่นคงได้เป็นอย่างดี วาทกรรมนักการเมืองเลวจึงหลั่งไหลออกมาจากสื่อพวกนี้ไม่ขาดระยะ
ส่วนพวกสุดท้ายเป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่สุด นักสร้างวาทกรรมนักการเมืองเลวคนสำคัญ ก็คือ บรรดานักการเมืองด้วยกันเอง คนพวกนี้คิดว่าการด่าทอเหยียบย่ำคนอื่น จะเป็นบันไดให้ตนเองและพรรคพวกปีนป่ายกลายเป็นนักการเมืองหรือพรรคการเมืองน้ำดีขึ้นมาได้ นักการเมืองประเภททำงานด้วยปากเหล่านี้ จึงขยันขันแข็งในการสร้างวาทกรรมนักการเมืองเลว ไม่น้อยไปกว่ากลุ่มอื่น สาดโคลนกันไปมาจนในที่สุดวาทกรรมนักการเมืองเลวก็ถูกเชื่อสนิทว่าเป็นความจริง
การสร้างวาทกรรมนักการเมืองเลวก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ผลิตเป็นอย่างมาก ผู้พูดผู้สร้างวาทกรรมจะได้รับการยกย่องชมเชยว่าเป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรมสูงส่งกว่านักการเมืองโดยปริยาย และไม่ต้องตรวจสอบความคิดหรือพฤติกรรมแต่เก่าก่อนว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้เพราะสังคมไทยเคยชินกับระบบการกล่าวหาคนอื่น และมักเชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหามีแนวโน้นทำผิดจริง ส่วนผู้กล่าวหาหรือด่าทอคนอื่นเป็นคนดีเหนือกว่าผู้ถูกกล่าวหา คนดีที่เกิดขึ้นแบบนี้มีอยู่หลายคนในสังคมปัจจุบัน
ในระดับมหภาค การผลิตวาทกรรมนักการเมืองเลว ถือว่าเป็นการต่อสู้เชิงอำนาจในสังคม วาทกรรมนักการเมืองเลวกลายเป็นเครื่องมือที่ชนชั้นนำหรือกลุ่มอำมาตย์ใช้สำหรับลิดรอนอำนาจของนักการเมือง หรือถ้าจะพูดให้ลึกลงไป ก็คือการลิดรอนอำนาจในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน เพราะสถาบันนักการเมืองเป็นเครื่องมือเพียงอย่างเดียวที่ทำให้ประชาชนเข้าถึงอำนาจในการบริหารบ้านเมืองของตนเอง วาทกรรมนักการเมืองเลวทำให้ความชอบธรรมของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งลดน้อยลงไป แต่ทำให้ความชอบธรรมของชนชั้นนำหรืออำมาตย์ที่มีอำนาจแฝงหรืออำนาจนอกรัฐธรรมนูญเพิ่มมากขึ้น
เมื่อวาทกรรมนักการเมืองเลวที่พวกเขาสร้างมีพลังมากขึ้น จนกลายเป็นกระแสความเบื่อหน่ายต่อนักการเมือง อำนาจของประชาชนในระบอบประชาธิปไตยก็จะหมดไปโดยสิ้นเชิง การเมืองไทยก็จะกลายเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ที่ไม่เหมือนประชาธิปไตยในบ้านเมืองอื่น นักการเมืองที่ประชาชนช่วยกันเลือกเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐบาลก็อาจถูกขับไล่ไสส่งได้ง่าย ๆ ต้องปล่อยให้คนที่ประชาชนไม่ได้เลือกมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน องค์การหรือสถาบันทางการเมือง ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ก็จะไม่เป็นสถาบันของประชาชนอีกต่อไป รัฐบาลที่ประชาชนตั้งขึ้นไม่สามารถสั่งการให้พวกเขาทำหรือไม่ทำอะไรได้ นายกรัฐมนตรีสุดท้ายก็มีฐานะเป็นเพียงจ้อกกี้คนหนึ่งเท่านั้นเอง หรือหากประชาชนยังดื้นรั้นไม่ยอมรับสิ่งที่ชนชั้นนำมอบให้ พวกเขาก็อาจล้มกระดาน ฉีกรัฐธรรมนูญ ให้การเมืองกลับไปเริ่มตันนับหนึ่งใหม่ เมื่อใดก็ได้
สังคมไทยวันนี้ยังอยู่ในวังวนของการต่อสู้เชิงอำนาจไม่ต่างจาก พ.ศ. 2475 เท่าใดนัก เป็นการต่อสู้ระหว่างกลุ่มอำนาจดั้งเดิม กับภาคประชาชนหรือคณะราษฎรตัวจริง การต่อสู้ในวันนี้ไม่ใช่เป็นการจับอาวุธจับปืนมาเข่นฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง เพราะนั่นเป็นวิถีของคนป่าคนเถื่อน ซึ่งยังคงมีอยู่บ้างในสังคม การต่อสู้วันนี้เป็นการต่อสู้ด้วยปัญญาเป็นหลักใหญ่ การสร้างวาทกรรมเพื่อชี้นำความคิดความเชื่อของคนในสังคม ถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งของการต่อสู้ นักการ เมืองที่มาจากการเลือกตั้งจำนวนมากยังมีจุดอ่อนด้อยในเชิงความคิดและพฤติกรรม กลายเป็นโอกาสให้กลุ่มอำนาจดั้งเดิมนำไปสร้างวาทกรรมนักการเมืองเลว สร้างภาพนักการเมือง “ปีศาจ” เพื่อลดความชอบธรรมของนักการเมืองและประชาชนผู้เลือกตั้งได้ หรือพูดอีกอย่างก็คือการเพิ่มความชอบธรรมให้กับกลู่มอำนาจดั้งเดิมและอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ
วันนี้ภาคประชาชนเอง จะต้องรู้เท่าทันวาทกรรมต่าง ๆ ที่ถูกสร้างขึ้นมา มองให้เห็นว่าใคร ผลิตวาทกรรมอะไร พวกเขาผลิตมาเพื่อวัตถุประสงค์อะไร เพื่อจะได้ไม่หลงคล้อยตามกระแสที่ถูกสร้างขึ้น และที่สำคัญจะได้ไม่หลงไปเชื้อเชิญให้กลุ่มอำนาจดั้งเดิมมาทำลายอำนาจในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนอีกต่อไป
The Other ไม่คิดจะอ่าน
The Other ไม่คิดจะอ่าน สิ่งที่คนอื่นเขียนบ้างหรือ
อายุ 27 ก็ไม่น้อยแล้ว Grow up!
ผู้เขียนบทความนี้
ผู้เขียนบทความนี้ น่าจะรู้สึกแบบเดียวกับผม...แบบว่า สังคมไทยคงจะเคยได้ยินคำว่า 'ดีได้แต่อย่าเด่น เด่นแล้วจะมีภัย' เป็นแบบนี้ มีใส่ร้ายป้ายสีกันทุกยุคทุกสมัย คนเก่งคนดีก็ตายเรียบ คนเลียเก่งประจบประแจโดยไม่ต้องทำงานมักได้ดีในสังคมอำมาตย์ และไอ้ความเฮงซวยแบบนี้แหละ บ้านเมืองก็ไม่เจริญสักที ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น มันก็อยู่กันไปวันๆแบบนี้แหละ ชั่วนาตาปี เฮ้อ.....เซ็งๆเบื่อๆ พระเจ้าก็ช่วยไม่ได้หร๊อกกกก
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่
เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นความเชื่อฝังหัวมาตั้งแต่ยุคไหนมิทราบ
แทบทุกคนเชื่อว่า คนเล่นการเมืองทุกคน เข้ามาเพื่อหาความร่ำรวย
จะเห็นได้ว่า ใครก็ตามที่ประกาศว่าจะลงสมัคร สส. ก็จะมีเสียงนินทา
หาว่า...อยากมีเงินใช้ บ้าหรือเปล่า ลงทุนหาเสียงเป็นสิบล้าน
แต่เป็นสส.รับเงินเดือนแสนกว่า เข้าไปได้คงโกงกินแน่นอน
เมื่อมีการก่อรัฐประหาร นายกที่เป็นทหาร คนมักเชื่อว่าน่าจะดีกว่า
คล้ายเป็นสุภาพบุรุษ คนมักให้โอกาสอยู่ได้นานเป็นเดือนเป็นปี
พอมีม็อบต้าน รัฐบาลทหาร สังคมจะคิดว่าพวกนี้
คงรับจ้างนักการเมืองเสียผลประโยชน์ล่ะสิ
เมื่อทำโพลล์ ครั้งใดก็ตาม หากถามท่านคิดว่าใครเป็นคนถ่วงชาติ
แม้ว่าจะมีกี่ตัวเลือกก็ตามคำตอบก็คือ นักการเมือง เป็นสูตรตายตัว
ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นโฆษณาทีวีว่า นักการเมืองเสียสละ
มีแต่โฆษณาว่าคนบางคนเขาเหนื่อยมา 60 กว่าปี เพื่อคนทั้งชาติ
วันดีคืนดี เรียกนักการเมืองเข้าไปด่าเล่น
เห็นด้วยอย่างยิ่ง สมัยถนอม
เห็นด้วยอย่างยิ่ง สมัยถนอม ประภาส วาทะกรรมที่ อาจารย์มหาวิทยาลัย สือ พูดกันเสมอก็ คือ ทหารเลว ข้าราชการโดยเฉพาะ มหาดไทยเลว ทหารข้าราชการโกงกิน แต่หลัง 14 ตุลา ประชาธิปไตย ขยายฐานจากขุนศึก ไปถึงขุนนาง อาจารย์มหาวิทยาลัย พวกนี้ไม่พอใจนักการเมือง ที่จะมาลดบทบาทตน เวลามีการโกงกิน มีคอรับชั่น ซึ่งเป็นการกระทำของผู้ปฏิบัติ คือข้ารารชการในหน่วยงาน มันก็โยนมาว่าเป็นของนักการเมือง พวกนี้เสแสร้งต้องการประฃาธิปไตย แต่ด่าว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ประชาธิปไตยมันจะเกิดได้อย่างไร ถ้าไม่มีนักการเมือง
อย่างไรก็ดีนักการเมืองด้วยกันเองต้องแก้ภาพลักษณ์ ของตนเอง ไปแสดงวิสัยผานสื่อมวลชนให้มากๆหน่อย
ผมอยากเห้นนักวิชาการระดับดอกเ
ผมอยากเห้นนักวิชาการระดับดอกเตอร์อย่างสุพร เขียนบทความอีกซักบทความจะได้ไหมครับ ช่วยเขียน "วามกรรมว่าด้วย"นักการเมืองดี" มาอีกสักบทความเถิด....ชาวบ้านเขาจได้รู้กันว่านักการเมืองไทยมันดียังไง......ลองเขียนดูนะครับ
นักการเมืองที่ว่าเลว
นักการเมืองที่ว่าเลว ยังไม่เท่า ทหาร บางตัว ร่วมกันปฏิวัติ ทั้งจริง ทั้งหลอก หากินกับการปฏิวัติ ปกติผลาญงบยังไม่พอ ต้องหาเงินพิเศษด้วยการปฏิวัติ แล้วมานั่งตีพุงสบายๆ ปชช.ทั้ง ปท ต้องเดือดร้อน ที่เห็นก็มีแค่คนเดียว ออกมาขอโทษที่ทำการปฏิวัติ ในสมัย นายกคนหนึ่งที่จะทำให้ไทยเป็นนิค แต่คิดได้ก็สายไปแล้ว เพราะไทย ฟองสบู่แตก ข้อหาการปฏิวัติก็เดิมๆ เหมือนปัจจุบัน เป็นข้ออ้างยอดฮิต ของนักปฏิวัติ ทำทุกอย่างเพื่อประโยชน์อย่างเดียว อาชีพนี้รายได้ดี นักธุรกิจบางรายทำงานแทบตาย ยังมีเงินไม่เท่าพวกนี้ โดยเฉพาะนิสัยคนไทยหัวอ่อน และลืมกันง่าย พวกพยาธิในสยามแลนด์ จึงอยู่อย่างสบายๆ ทั้งตระกูล
***ผมเจ็บปวดกับคำว่านักการเมื
***ผมเจ็บปวดกับคำว่านักการเมืองเลว แล้วไปพาลว่าประชาธิปไตยมันเลว จึงจำเป็นต้องปฏิวัติ เพื่อให้ได้นักการเมืองดี พร้อมกับรัฐธรรมนุญที่เลว
***นักการเมืองดี คือนักการเมืองที่ทำเพื่อประโยชน์ให้บ้านเมืองและราษฎรโดยเสมอภาค รักประชาธิปไตย เทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ
***แต่นักการเมืองที่มาพร้อมกับการปฏิวัตินั้นคือนักการเมืองที่นิยมทำลายประชาธิปไตยและได้ดีจากการรัฐประหาร
***นักการเมืองที่ดี มีอยู่เช่น ปรีดี พนมยงค์ ทองดี อิสราชีวิน แคล้ว นรปติ
ไขแสง สุกใส เป็นต้น
เมื่อไหร่ประชาไทจะก้าวไปไกลขึ
เมื่อไหร่ประชาไทจะก้าวไปไกลขึ้นกว่านี้?
การลงบทความซ้ำซาก ด้วยเนื้อหาเดียวกันบ่อยๆมันเอียน ลองสร้างวาทกรรมที่มันใหม่และก้าวหน้ากว่านี้หน่อยเถอะ เขียนอยู่แค่นี้ ก็รังแต่จะเรียกแขกเหลืองอ๋อยให้เข้ามาตอบโต้ ด้วยวาทกรรมเหลืองแบบเดิมๆอีก
คุณก็รู้เหมือนที่ผมรู้ ว่านักการเมืองไทยอยากหาโอกาส"เลว" สร้างผลประโยชน์ให้ตนและพวกพ้องเสมอ ไม่อย่างนั้นจะมาเล่นการเมืองหาพระแสงด้ามยาวทำไม นอนเล่นอยู่บ้านดีกว่า หรือถ้าตัดกิเลส โลภ โกรธ หลงได้มากขนาดนั้น ก็ บรรลุนิพพานแล้ว ไม่มาเล่นการเมืองหรอก พวกอำมาตย์ก็พอกัน ด่าคนอื่นเพื่อกันไม่ให้คนอื่นมาแข่งกับตัวเองแค่นั้นเอง มันก็"ฉ้อราษฎร์" เหมือนกัน (แม้จะไม่บังหลวง?)
พอๆกับเรื่องไม่ซื้อเสียงนั่นแหละ หลอกตัวเองต่อไปเถอะเรื่องไม่ซื้อเสียงน่ะ ถ้าไม่ยอมรับความจริงก็แก้ไม่ได้หรอก
ปัญหาหลักคือทำอย่างไร ไม่ให้นักการเมืองเลวเหล่านี้ มีโอกาสเลวต่างหาก และถ้าจะเลวก็สามารถจับได้ไล่ทัน คิดว่าพวกนักการเมืองที่DCมันเป็นคนดีกว่านักการเมืองข้างเขาดินหรือ? แต่พวกที่DCมันไม่มีโอกาสโกงเท่านั้น หรือถ้าใจกล้าทำ โอกาสถูกจับได้สูง และบทลงโทษก็สาสมกับความผิด พูดแค่นี้คิดออกหรือยัง
ถ้าผมเป็นเสื้อแดง ผมจะออกมาแฉรายวันว่า อำมาตย์มันโกงเหมือนกัน เกรงแต่ว่าที่ไม่กล้าออกมาแฉอำมาตย์เพราะกลัวคนจะรู้ว่า เมื่อก่อนนักการเมืองเลวก็คนสมคบกับอำมาตย์ช่วยกันโกงเท่านั้นแหละ
***ผมเจ็บปวดกับคำว่านักการเมื
***ผมเจ็บปวดกับคำว่านักการเมืองเลว แล้วไปพาลว่าประชาธิปไตยมันเลว จึงจำเป็นต้องปฏิวัติ เพื่อให้ได้นักการเมืองดี พร้อมกับรัฐธรรมนุญที่เลว
***นักการเมืองดี คือนักการเมืองที่ทำเพื่อประโยชน์ให้บ้านเมืองและราษฎรโดยเสมอภาค รักประชาธิปไตย เทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ
***แต่นักการเมืองที่มาพร้อมกับการปฏิวัตินั้นคือนักการเมืองที่นิยมทำลายประชาธิปไตยและได้ดีจากการรัฐประหาร
***นักการเมืองที่ดี มีอยู่เช่น ปรีดี พนมยงค์ ทองดี อิสราชีวิน แคล้ว นรปติ
ไขแสง สุกใส เป็นต้น
***ผมเจ็บปวดกับคำว่านักการเมื
***ผมเจ็บปวดกับคำว่านักการเมืองเลว แล้วไปพาลว่าประชาธิปไตยมันเลว จึงจำเป็นต้องปฏิวัติ เพื่อให้ได้นักการเมืองดี พร้อมกับรัฐธรรมนุญที่เลว
***นักการเมืองดี คือนักการเมืองที่ทำเพื่อประโยชน์ให้บ้านเมืองและราษฎรโดยเสมอภาค รักประชาธิปไตย เทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ
***แต่นักการเมืองที่มาพร้อมกับการปฏิวัตินั้นคือนักการเมืองที่นิยมทำลายประชาธิปไตยและได้ดีจากการรัฐประหาร
***นักการเมืองที่ดี มีอยู่เช่น ปรีดี พนมยงค์ ทองดี อิสราชีวิน แคล้ว นรปติ
ไขแสง สุกใส เป็นต้น
การมองผิดด้าน เป็นพวกกูของกู
การมองผิดด้าน เป็นพวกกูของกู ก้าวแรกก็โกงและเลวๆ จะเอาแต่เงิน ทิ้งคุณธรรม(ไม่รุ้จัก) ล้างผลาญฝ่ายตรงข้าม นักบริหารทุกระดับต้องรำลึกถึงความเจริญของบ้านเมือง จะเป็นฝ่ายค้านก็ทำเพื่อบ้านเมืองมิใช่ตัวเอง คิดง่ายๆหากในบ้าน มี พ่อ แม่ ลูกๆๆ หากมีความขัดแย้งจะหาความสุขความเจริญมิได้เลย จงคิกสร้างสรรค์ในทิศทางเดียวกัน มั่วทำแต่เรื่องโง่ๆๆเมื่อไรจะรุ่ง ผลงานคนโง่คือความเสียหาย
ผมขออนุญาตแลกเปลี่ยนความเห็นด
ผมขออนุญาตแลกเปลี่ยนความเห็นด้วยครับ
1.ผมคงช่วยสร้างวาทกรรมอะไรไม่ได้ เพราะผมมองวาทกรรม เป็น"คำพูดที่มีเลศนัย" ทั้งเชิงบวกและลบ ยิ่งสร้างขึ้นมามาก สังคมยิ่งสับสน ข้อมูลข่าวสารเลอะเทอะไปหมด
2.สำหรับนักการเมืองไทยในปัจจุบัน เราจะพูดว่าเขาทั้งหลายเป็นคนดี(แล้วแต่จะนิยามนะ)ก็คงพูดไม่ได้เพราะความจริงเขาก็ยังไม่ดีเพียงพอ แต่ถ้าจะไปพูดว่าเลว จนไม่น่ามีในสังคมนี้ ผมก็ว่าไม่จริงอีกนั่นแหละ นักการเมืองก็มนุษย์ธรรมดาดีๆนี่เอง มีดีมีเลวคละเคล้ากันไป อาจเลวมากกว่าดีเหมือนคนทั่วๆไป ใครที่ถูกชมว่าดีเลิศจนไม่มีที่ติติง ผมก็ว่าเป็นการสร้างวาทกรรมเหมือนกัน ผมเขียนบทความนี้เพียงแต่อยากบอกว่าสังคมของเราบางครั้งก็ชอบสร้างเรื่องราวขึ้นมา ให้เป็นชนวนของการทะเลาะกัน เพราะคนบางหมู่บางคณะมีเจตนาแอบแฝง
3.ผมขอบคุณที่ช่วยวิจารณ์ ผมมองว่านี่คือเสน่ห์ของเวทีตรงนี้ มันเป็น two-ways หรือมากกว่า communication ครับ ผมเสนอความเห็นไปก็ได้เรียนรู้จากคำวิจารณ์ตรงนี้ไป จะได้ไม่หลงเงาตัวเองครับ
อ่านจากข้อความนี้แล้ว
อ่านจากข้อความนี้แล้ว ทำให้ผมรู้สึก ความแตกต่างทางทางความคิดของมันระเอียดเกินที่บุคคลอื่นจะเข้าใจ การแบ่งว่าใครดีไม่ดี เราไม่สามารถมองตัวตนของนักการเมืองได้ แต่เราสามารถมองจากผลงานที่มีอยู่ เข้าใจที่จะยอมรับมัน แต่ก็ไม่ควรที่จะคล้อยตามจนไม่ลืมหูลืมตา
ธรรมชาติของมนุษย์เราจะว่าคนอื
ธรรมชาติของมนุษย์เราจะว่าคนอื่น ๆ เสมอโดยไม่มองตัวเองว่าดี หรือเลวประการใด แล้วจะมองคนอื่น ๆ ว่าเลวโดยใช้ตัวเองเป็นตัวตั้ง หรือถ้ามองว่าคนอื่น ๆ ดีกว่าก็โดยทำเรื่องที่ตัวเองเชื่อว่าดี เป็นเรื่องดี เป้นคนดี ทั้ง ๆ ที่ในสภาพแวดล้อมต่างกันการทำเรื่องต่าง ๆ ก็จะต่างกันไปด้วย ด้วยข้อจำกัด ผมขอยกตัวอย่างเช่น ในสถานะของผู้ที่ต้องนำองค์กร ถ้าผู้นำองค์กรต้องมาทำทุกเรื่องในองค์กรย่อมเป็นไปไม่ได้ด้วยสภาพของข้อจำกัดเหล่านี้ หลายเรื่องต้องให้คนอื่นทำแทนและดูความเหมาะสมแทน โดยคนที่ไว้ใจได้ แต่ถ้าโชคร้ายได้คนคิดไม่ซื้อ ผลก็คือกลายเป็นคนชั่วในสายตาคนอื่น ๆไป ตัวอย่างก็มีให้เห็นมากมาย ก็ต้องถือเป็นกรรมของท่านนั้นไป
ประชาชนธรรมดาที่กระเสือกกระสน
ประชาชนธรรมดาที่กระเสือกกระสนมาเป็นนักการเมือง
ไม่เลวเท่าไรหรอก
เมื่อมันเลวเขาก็ไม่เลือกมันเข้ามา
ไอ้พวกอำมาตย์ ทหารถือปืน นักวิชาการ อาจารย์ สาระพัดสื่อ เอ็นขี้โอ่
เมื่อพวกนี้มาเป็นนักการเมือง
นี่แหละเลวจริงสมราคา
ผมขอเสวนาเรื่อง นักการเมืองดี
ผมขอเสวนาเรื่อง นักการเมืองดี กับสุรพรบ้างนะครับ ในทัศนะของผม
ก่อนอื่นเราต้องยกเอาระบอบการปกครองออกจากปัจจัยในการพิจารณาว่านักการเมืองคนนั้นดีเลวอย่างไรก่อน โดยเฉพาะระบบประชาธิปไตยซึ่งมักหลอกหลอนประชาชีอยู่เสมอว่า ต้องนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเสียงข้างมากเท่านั้นจึงเป็นนักการเมืองที่ดีได้ อันนี้ผมว่าเป็นนิยามที่ผิด ความดีเลวของนักการเมืองแต่ละคนนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับระบอบการปกครองที่เลือกเขาขึ้นมา ประชาธิปไตยไม่ได้เลือกแต่คนดีเข้ามาได้อำนาจบริหารแผ่นดิน และประชาธิปไตยไม่ใช่วิธีคัดกรองคนเลวออกจากการบริหารแผ่นดินเช่นเดียวกัน
"นักการเมืองที่ดี"นั้นต้องดีด้วยตัวเองมาตั้งแต่ต้น และมีคุณสมบัติเบื้องต้น ดังนี้
-พฤติกรรมการใช้ชีวิตประกอบสัมมาอาชีพ ความซื่อสัตย์สุจริตก่อนเข้ามาเล่นการเมือง
-เจตนคติที่ดีเป็นกุศลในการเข้ามาเป็นนักการเมิอง และทัศนะคติในการเข้ามาเป็นผู้รับใช้ประชาชน งนการใช้อำนาจบริหารและนิติบัญญัติ
-วิธีการที่ทำให้ได้รับเลือกหรือรับการคัดสรรเข้ามาเป็นนักการเมือง
-วัตรปฏิบัติการทำหน้าที่ในสภาในขณะที่ใช้อำนาจนิติบัญัญัติ
-เจตนคติและกระบวนการที่ทำให้ตนเองและกลุ่มพวกพรรค ได้อำนาจรัฐหรืออำนาจบริหาร
-พฤติกรรมและเจตนคติต่อชาติและประชาชนระหว่างที่ใช้อำนาจบริหาร
-ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของผลงานที่ประชาชนได้รับจริงทั้งด้านคุณภาพและปริมาณในระหว่างที่ได้อำนาจบริหาร
ผลสะท้อนที่นักการเมืองที่ดีได้รับ จะประกอบด้วยสามประการข้างล่านี้ ครบถ้วน
-เกียรติภูมิและความยอมรับยกย่องจากประชาชนทั้งประเทศ ในภาพรวมของทั้ง ประสิทธิภาพของผลงานและความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งขณะดำรงตำแหน่งอยู่และเมื่อออกจากตำแหน่งไปแล้ว
-เกียรติภูมิและความยอมรับยกย่องจากสื่อมวลชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในภาพรวมของทั้งประสิทธิภาพของผลงานและความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งขณะดำรงตำแหน่งอยู่และเมื่อออกจากตำแหน่งไปแล้ว
-เกียรติภูมิและความยอมรับยกย่องจากรัฐบาลมิตรประเทศเทศอันเป็นสากล ในภาพรวมของทั้งประสิทธิภาพของผลงานและความซื่อสัตย์สุจริต ทั้งขณะดำรงตำแหน่งอยู่และเมื่อออกจากตำแหน่งไปแล้ว
ที่ผมสาธยายมาข้างต้นนั้น หมายถึงนักการเมืองที่ไต่เต้าตามระบอบการเมืองที่ใช้อยู่ขึ้นไปจนถึงระดับ ผู้บริหารประเทศ เอาเป็นว่าระดับรัฐมนตรีเป็นขั้นต่ำ
สุรพรคงเห็นแล้วว่า นักการเมืองของผมนั้นก้คือ "ใครก็ได้" ที่อยู่ในระบอบการปกครองใดๆก็ได้ ที่อยากจะเข้ามาสู่การได้รับอำนาจบริหารประเทศ โดยผ่านขั้นตอนการคัดสรร หรือคัดเลือก แบบไหนก้ได้ ตามแต่ระบอบการปกครองที่ประเทศที่เขาสังกัดอยู่นั้นใช้อยู่
หากสังเกตุเพิ่มเตืมสักนิดจะเห็นได้ว่า ในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆนั้น การคัดเลือก"ใครก็ได้" นั้นมันอยู่แค่ขั้นที่๓ขั้นเดียวคือ วิธีการที่ทำให้ตนเองได้รับการเลือกหรือคัดสรร เพื่อได้เป็นนักการเมือง และในระบอบนี้ยังปล่อยให้เชื่อกันอย่างผิดๆอีกว่า เป็นวิธีที่เพียงพอแล้วในการคัดเลือกคนเข้าไปเป็นนักการเมือง และผู้บริหารประเทศแทนประชาชน และก็อีก ยังปล่อยให้นักการเมืองเข้าไปแทรกแซงการแต่งตั้ง ผู้ที่จะได้ดุลยพินิจในการคัดกรองในขั้นตอนเดียวนี้ได้อีก กรณีของกกต.ไทยหลายชุดคงพอยังจำกันได้
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ผมกล่าวได้ว่า กระบวนการกลั่นกรองคัดสรรที่เลวและไม่เพียงพอ ทำให้จะหวังผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพได้ยาก นักการเมืองทีดีของไทยนั้นมันต้องดีด้วยตนเองด้วย... และมีโชควาสนาด้วย....ถึงจะมีโอกาสเข้าไปรับใช้ชาติทำประโยชน์ให้ชาตืได้สมกับความสามารถ และเจตนาการเข้าสู่การเมืองของตนเอง
ตัวอย่าง
เครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูง ย่อมต้องการเชื้อเพลิงที่ผ่านการกลั่นกรองที่ดีทั้งจากโรงกลั่น และระบบกรองน้ำมันของเครื่องยนต์เอง ก่อนเข้สู่กระบวนการจุดระเบิดสร้างพลัง น้ำมันเลว กรองเลว ก็ใช้ได้กับเครื่องยนต์ที่ประสิทธิภาพต่ำเท่านั้น
ระบอบประชาธิปไตยของไทยนั้น น้ำมันหรือนักการเมืองเป็นเกณฑ์กำหนดให้เลือกเครื่องยนต์หรือรัฐบาล ระบอบการเมืองสมัยใหม่อย่างของจีนนั้นเครื่องยนต์เป็นคนเลือกน้ำมัน เครื่องยนต์ดีอยากได้น้ำมันดี ก็ต้องผ่านการกรองที่ดีหลายชั้นกว่าเป็นธรรมดา
ในระบอบประชาธิปไตยบริสุทธิ์นั้น พรรคการเมืองหลายพรรคเป็นหุ้นส่วนเจ้าของรถ ประชาชนเป็นคนขับรถและหุ้นส่วนในพรรคการเมือง ประชาชนต้องเลือกเองต้องเลือกเองครับว่าจะเอาน้ำมันดีเลวอย่างไรหรือเลือกใช้เครื่องยนต์ชั้นดีชั้นเลวอย่างไร งานที่จะทำนั้นเจ้าของรถจัดสรรให้
ในระบอบพรรคเดี่ยวแบบจีน พรรคเดี่ยวเป็นเจ้าของรถ ประชาชนเป็นคนขับรถ พรรคเลือกให้ทั้งเครื่องยนต์ทั้งน้ำมัน และระบบการกรองน้ำมัน งานที่จะทำรัฐหาให้
ส่วนแบบไทยๆนั้น เจ้าของบริษัทน้ำมันหรือเจ้าของพรรคการเมืองใหญ่เล็กเป็นเจ้าของรถ รัฐบาลคือเครื่องยนต์ ประชาชนก็เป็นแค่ลูกจ้างคนขับรถ งานที่จะทำ เจ้าของรถแต่ละคนก็แย่งกันเอง
มุมมองจากภายนอกที่ถูกต้องนั้นนั้น จะต้องมองที่
มุมผลประโยชน์ที่ประชาชนหรือคนขับรถจะได้ จากงานที่รถได้ทำไป ซึ่งขื้นอยู่ทั้ง ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ น้ำมัน และวิธีการที่เจ้าของรถแบ่งรายได้ให้คนขับรถหรือประชาชน
ผมยกตัวอย่างอธิบายมาถึงตรงนี้แล้ว สุรพรพอจะเลือกได้ไหมครับว่าสามระบบข้างต้นนั้นอะไรมันดีมันเลวเหมาะสมอย่างไรต่อ ประเทศไทยคือตัวรถยนต์ทั้งคัน และคนขับรถหรือประชาชน
ไม่ว่าสุรพรจะเลือกข้อใด ผมแน่ใจว่าแต่ละข้อแต่ละระบอบนั้นต้องให้คำจำกัดความของ "นักการเมืองที่ดี"หรือน้ำมันที่ดี และ"นักการเมืองที่เลว" หรือน้ำมันที่เลวแตกต่างกันไป.........................
"สุพร"
"สุพร" คงไม่มีเวลามาสนุกกับแถวนี้หรอก เอาเป็นว่า ผมขอมีวิวาทะด้วยคน
1.ที่ "บางกอก" เสนอให้ยกเรื่องประชาธิปไตย เพราะเชื่อว่านี่เป็นเรื่อง "หลอกหลอนคนมานาน" มันก็น่าสนใจ ทั้งที่นี่มันก็ "วาทะกรรมที่ "บางกอก" สร้างขึ้นหลอกหลอนตัวเอง เพื่อหาวาทกรรมที่ตัวเองอยู่ได้สบายกับคนแถวอำมาตย์ ก็ไม่ว่ากันมันวาทกรรมของใครของมัน
2."บางกอก" อาจยกเรื่อง "ที่มา และวิธีการ" ออกไปได้ตอนพิจารณา แต่ปัญหาคือ ในที่สุด คุณก็ต้องประกอบกลับเข้ามาสู่ระบบโครงสร้าง ดังนั้นคุณจึงไม่สามารถจะยก "ที่มาและวิธีการ" ออกไปจากจากหัวกบาลได้เด็ดขาด เพราะ "ที่มา" ย่อมสะท้อนทิศทาง "ที่ไป"
เนื่องจาก "ผู้ที่คัดเลือก" ย่อมต้องเลือกคนที่สร้างประโยชน์ให้แก่ตัวเอง คน "ส่วนน้อยเลือก" ก็เลือกคนทำประโยชน์ให้คนส่วนน้อย คนส่วนใหญ่เลือก ก็ได้ประโยชน์กับคนส่วนใหญ่ อย่างน้อยต่อให้นักการเมือง ถึงเป็นเจ้าขุนรุ่นใหม่ แต่ถึงเวลาเลือกตั้งมันก็ต้องไป สวัสดีชาวบ้าน ไปเป็นเจ้าภาพงานอะไรๆ ของหัวคะแนน แต่ถ้าพวกรอราชรถมาเกย ที่ไหนจะทำแบบนั้น
บางกอกมองว่า ประเด็นการเป็นนักการเมืองก็คือ "วิธีการที่ทำให้ตนเองได้รับการเลือกหรือคัดสรร เพื่อได้เป็นนักการเมือง " ประเด็นนี้ก็แล้วมันยังไงล่ะก็ "วิธีการคัดนี่แหละ" สำคัญที่สุด แล้วคิดว่า วิธี "เลือก" แบบราชการมันยังไงละ โปร่งใส่นักเร๊อะ วิธีเลือก แบบทหาร ตำรวจ มหาดไทย โปร่งใสกันนักรึไง
ไม่กล้าพูดใช่มั้ยละ ผมจะตอบแทนให้ก็ได้ว่า คนจะเติบโตในราชการ คือ
"สกุลเดิมช่วยส่งเสริมเป็นเส้นสาย ช่วยหาเงินให้เจ้านายหรือไม่ขวางหนทางโกง ให้รู้จักประจบ หรือเคารพต่อจ่าโขลง ไม่พูดมากปากโป้งให้เจ้านายไม่ไว้ใจ"
สรุปได้ว่า คนที่เลือก ถ้าเป็นคนส่วนใหญ่มันก็ต้องสร้างประโยชน์ให้คนส่วนใหญ่ ดังนั้น ระบบที่รองรับ ก็คือ ต้องจัดระบบให้ คนส่วนใหญ่ สามารถกำหนดให้นักการเมืองสร้างประโยชน์ให้กับตนได้ รวมทั้งองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ถอดถอนนักการเมือง ไม่ใช่เอาคนกลุ่มน้อยเลือกกันเข้าไป เพื่อประโยชน์ของคนไม่กี่คน หรือ คนไม่กี่คนสุมหัวผลิต รธน.หมกเม็ด แล้วเอากำลัง กดหัวชาวบ้านให้ลงคะแนน พอจะแก้แตะนี่เจอนั่น แตะนั่นเจอนี่ แบบนี้ไม่เอา
3.บางกอก ใช้คำว่า "นักการเมืองดี" ที่มีอยู่ "ภายในตัว" แต่ในการอธิบายนักการเมืองที่ดี ก็ยกเพียงปรากฏการณ์ภายนอกในระดับ "พลเมืองดี" ซึ่งไม่มีความผิดตามกฎหมาย เขาเชื่อว่ามันส่งผลต่อ "ภายใน" ความจริงแล้วพลเมืองดีของบางกอก อาจเป็นพวกขับรถผ่าไฟแดง แต่ตำรวจไม่กล้าจับ หรือ อาจเป็นผู้โป้ปดมดเท็จ พูดจาใส่ความ หรือ กล่าวหาคนอื่น ทั้งที่ตัวเองก็ไม่เชื่อ บางทีอาจประพฤติตนเป็นพวกเซ็กซาดิสม์ ทำร้ายตูดคู่ร่วมเพศ แต่จริงๆ มันไม่ใช่ภายใน มันแค่ระดับภายนอก
นักการเมืองที่ดีภายในมันคือ "คนดี" สำหรับชาวพุทธ เราใช้ศีลห้าอธิบายก็คือ 5 ข้อที่ว่า -เรื่องห้ามฆ่าสัตว์ -ห้ามลักทรัพย์ -ห้ามโป้ปด -ห้ามประพฤติผิดในกาม -ห้ามดื่มน้ำเมา // ซึ่งมันก็มีขั้นหยาบ ขั้นกลาง ขั้นละเอียด ที่ต้องปฏิบัติเริ่มจากกาย วาจา และใจ // แต่ข้อแรก ถึงขั้นลึกสุด กระทั่งพูดจาส่อเสียด หยาบคาย ใส่ร้าย หลอกตัวเอง ก็ไม่ได้ ส่งเสริมให้คนไปทำร้ายสัตว์ ก็ไม่ได้ จะใช้พวก สร้างกฎไปบังคับเอาเงินเขาก็ไม่ได้ มันผิด / หรือต่อให้ฉากหน้าจะดี แต่ถ้าไปทำธุรกิจเอากำไร ขูดรีดจากคน นี่ก็ผิดอีกแหละ
มาถึงตอนนี้ช่วยยกตัวอย่าง นักการเมืองที่ดี ข้าราชการที่ดี ชาวบ้านที่ดี จาก "ภายใน" ให้เห็นสักหลายๆ คนหน่อย หวังว่าคงไม่ยกพระนะ อย่าบอกนะว่า "พระควรเป็นนักการเมือง"
4."... ส่วนแบบไทยๆนั้น เจ้าของบริษัทน้ำมันหรือเจ้าของพรรคการเมืองใหญ่เล็กเป็นเจ้าของรถ รัฐบาลคือเครื่องยนต์ ประชาชนก็เป็นแค่ลูกจ้างคนขับรถ งานที่จะทำ เจ้าของรถแต่ละคนก็แย่งกันเอง..." แยบคายดีครับ
แต่คำถามคือ แล้วทำไมไม่เปรียบให้ "ประชาชน" เป็น "เจ้าของรถ" ซะละ คุมให้รัฐบาลเป็น "คนขับรถ" พาประชาชนโดยสารไป ขับไม่ดีก็ไล่ออก ปัญหาคือ ตอนเข้ามามันก็หน้าตาหล่อดีอ่ะนะ แต่มันดันขับรถเมล์ไม่ดี คำถามคือ เวลาไล่ออก โดยที่มีอันธพาลนอกระบบ และในระบบที่มีปืนร่วมด้วยช่วยคุมด้วยนี่สิจะทำยังไง
4.
4. มายาคติของระบอบประชาธิปไตยที่ว่า ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศนั้น มีที่มาจากประโยคอมตะของอับราฮัม ลินด์คอห์นที่ว่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน อะไรทำนองนี้แหละ ทราบไหมครับว่า ในการเลือกลินห์คอนเป็นประธานาธิบดีนั้น ประชาชนในรัฐทางใต้๙รัฐของอเมริกานั้น ไม่ได้ให้คะแนนอีเล็คโทรัลโหวตลินห์คอนแม้แต่เสียงเดียว และแม้แต่คะแนนป็อปปูล่าโหวตก็ให้ลินห์คอนแค่๔เคาท์ตี้จากหลายร้อยเคาท์ตี้ ประชาชนชาวอเมริกันในรัฐภาคใต้นั้นตัดสินใจม่เอาลินห์คอนและต้องการแยกตัวเป็นอิสระจากรัฐบาลกลางโดยการโหวตเลือกพรรคตรงข้าม นักประชาธิปไตยผู้ยิ่งใหญ่ของอเมริกาผู้นี้มิได้ฟังเสียงของคนใต้ที่ไม่ได้เลือกตัวแก แต่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญสั่งให้อเมริกันชนรบกันเอง ตายไปกว่าหกแสนคน...ตกลงประชาชนเป็นเจ้าของรถหรือประเทศจริงหรือครับ หรือเป็นนักการเมืองพรรคการเมืองที่ได้อำนาจจากประชาชนไปแล้วก็ใช้อำนาจบริหารประเทศทำตัวเป็นเจ้าของประเทศ....เข้าใจไหมครับว่าการที่ได้สิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งแค่สี่วินาทีนั้นมันไม่ได้ทำให้เป็นเจ้าของประเทศไปได้ การบริหารประเทศนั้นทำด้วยนักการเมืองและข้าราชการเท่านั้น เลือกตั้งแล้วก็แล้วกันไม่ต้องหือ...ผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากระบอบการปกครองทุกระบบนั้น ชึ้นอยู่กับเจ้าของประเทศที่ระบอบนั้นๆเลือกหรือคัดสรรเข้าไปจะแบ่งมาให้มหาประชาชนอย่างไร ผมถึงว่าประชาชนนั้นเป็นแค่คนขับรถไม่ใช่เจ้าของรถ ดังที่มายาประชาธิปไตยหลอกหลอนให้เชื่อเช่นนั้น
๓.นักการเมืองที่ดีของผมนั้น ผมให้ดูแค่ผลตอบสนองต่อผลงานและตัวตนของเขาจากประชาชนในประเทศ มิตรประเทศ และสื่อมวลชน ทั้งก่อนเป็น ระหว่างดำรงตำแหน่ง และ หลังจากออกจากตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ดูแค่นี้พอแล้วครับไม่ต้องไปส่องรายละเอียดชีวิตส่วนตัวก็ยังได้ ผมมองนักการเมืองเป็นภาชนะไว้ใช้สอยไม่ได้มองเป็นใครที่ต้องสักการะบูชาเหมือนหลายๆคน นักการเมืองที่ผมว่าดีในเมืองไทยตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมา มีน้อยคนมาก แต่ผมยกย่อง มหาจำลอง ในแง่ที่แกรักษาความดีงามและตัวตนแนวความคิดได้สม่ำเสมอยาวนาน..... เอ..แต่จะเสียมหาเพราะพรรคการเมืองใหม่หรือไม่ก็ยังไม่แน่.....
อ้อ ความเห็นของผมอีกอันหนึ่งก็คือ วาทกรรมทางการเมืองประโยคเดียวที่ผมเห็นว่า ทำลายโอกาสที่นักการเมืองดีๆจะได้บริหารประเทศไทย ไปในทางที่โปร่งใสและประชาชีอาจได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน ก็คือประโยคที่ว่า"มหาจำลองพาคนไปตาย" เพราะว่าผลกระทบจากคนที่เชื่อในประโยคนี้ต่อการเมืองไทยมีมากมายมหาศาล แม้แต่ทุนสามานย์มหาอมตะนิรันดร์กาลอย่างแม้ว ก็ได้เกิด เพราะผลจากประโยคนี้แท้ๆ การตัดสินใจปั้นแม้วนั้นเป็นความผิด เกือบจะเป็นเรื่องเดียวที่แกเคยทำมาในชีวิตก่อนหน้านั้น
๒.วิธีคัดสรรผู้บริหารประเทศและคัดสรรตรวจสอบข้าราชการแบบจีนที่เน้นการตรวจสอบลงโทษที่รวดเร็วรุนแรงนั้น เมื่อใช้ร่วมกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมแบบรัฐคุมทุน และเทคโนโลยี่อุตรสาหกรรมแบบตะวันตก.... ใครหน้าไหนก็ปฎิเสธไม่ได้ครับว่า ประชาชนของเขาเห็นผลลัพท์ปากท้องความเป็นอยู่ดีชึ้นฟ้ากับเหวได้ในสามสิบปี.... ไอ้เลือกตั้งประชาธิปไตยแบบไทยๆ ระบบราชการแบบไทยๆนั้นเกือบแปดสิบปีแล้วครับ ที่ย่ำเท้าอยู่กับที่
๑.ผมเลิกเชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบปกครองที่เหมาะสมกับประเทศไทยมานานแล้ว นานพอๆกับเลิกเชื่อว่าคนรวยแล้วไม่โกง หรือบกพร่องโดยสุจริตก็ไม่ต้องรับโทษ
4.
4. มายาคติของระบอบประชาธิปไตยที่ว่า ประชาชนเป็นเจ้าของประเทศนั้น มีที่มาจากประโยคอมตะของอับราฮัม ลินด์คอห์นที่ว่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน อะไรทำนองนี้แหละ ทราบไหมครับว่า ในการเลือกลินห์คอนเป็นประธานาธิบดีนั้น ประชาชนในรัฐทางใต้๙รัฐของอเมริกานั้น ไม่ได้ให้คะแนนอีเล็คโทรัลโหวตลินห์คอนแม้แต่เสียงเดียว และแม้แต่คะแนนป็อปปูล่าโหวตก็ให้ลินห์คอนแค่๔เคาท์ตี้จากหลายร้อยเคาท์ตี้ ประชาชนชาวอเมริกันในรัฐภาคใต้นั้นตัดสินใจม่เอาลินห์คอนและต้องการแยกตัวเป็นอิสระจากรัฐบาลกลางโดยการโหวตเลือกพรรคตรงข้าม นักประชาธิปไตยผู้ยิ่งใหญ่ของอเมริกาผู้นี้มิได้ฟังเสียงของคนใต้ที่ไม่ได้เลือกตัวแก แต่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญสั่งให้อเมริกันชนรบกันเอง ตายไปกว่าหกแสนคน...
ตกลงประชาชนเป็นเจ้าของรถหรือประเทศจริงหรือครับ หรือเป็นนักการเมืองพรรคการเมืองที่ได้อำนาจจากประชาชนไปแล้วก็ใช้อำนาจบริหารประเทศทำตัวเป็นเจ้าของประเทศ....เข้าใจไหมครับว่าการที่ได้สิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งแค่สี่วินาทีนั้นมันไม่ได้ทำให้เป็นเจ้าของประเทศไปได้ การบริหารประเทศนั้นทำด้วยนักการเมืองและข้าราชการเท่านั้น เลือกตั้งแล้วก็แล้วกันไม่ต้องหือ...ผลประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากระบอบการปกครองทุกระบบนั้น ชึ้นอยู่กับเจ้าของประเทศที่ระบอบนั้นๆเลือกหรือคัดสรรเข้าไปจะแบ่งมาให้มหาประชาชนอย่างไร ผมถึงว่าประชาชนนั้นเป็นแค่คนขับรถไม่ใช่เจ้าของรถ ดังที่มายาประชาธิปไตยหลอกหลอนให้เชื่อเช่นนั้น
๓.นักการเมืองที่ดีของผมนั้น ผมให้ดูแค่ผลตอบสนองต่อผลงานและตัวตนของเขาจากประชาชนในประเทศ มิตรประเทศ และสื่อมวลชน ทั้งก่อนเป็น ระหว่างดำรงตำแหน่ง และ หลังจากออกจากตำแหน่งทางการเมืองแล้ว ดูแค่นี้พอแล้วครับไม่ต้องไปส่องรายละเอียดชีวิตส่วนตัวก็ยังได้ ผมมองนักการเมืองเป็นภาชนะไว้ใช้สอยไม่ได้มองเป็นใครที่ต้องสักการะบูชาเหมือนหลายๆคน นักการเมืองที่ผมว่าดีในเมืองไทยตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมา มีน้อยคนมาก แต่ผมยกย่อง มหาจำลอง ในแง่ที่แกรักษาความดีงามและตัวตนแนวความคิดได้สม่ำเสมอยาวนาน..... เอ..แต่จะเสียมหาเพราะพรรคการเมืองใหม่หรือไม่ก็ยังไม่แน่.....
อ้อ ความเห็นของผมอีกอันหนึ่งก็คือ วาทกรรมทางการเมืองประโยคเดียวที่ผมเห็นว่า ทำลายโอกาสที่นักการเมืองดีๆจะได้บริหารประเทศไทย ไปในทางที่โปร่งใสและประชาชีอาจได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่าปัจจุบัน ก็คือประโยคที่ว่า"มหาจำลองพาคนไปตาย" เพราะว่าผลกระทบจากคนที่เชื่อในประโยคนี้ต่อการเมืองไทยมีมากมายมหาศาล แม้แต่ทุนสามานย์มหาอมตะนิรันดร์กาลอย่างแม้ว ก็ได้เกิด เพราะผลจากประโยคนี้แท้ๆ การตัดสินใจปั้นแม้วนั้นเป็นความผิด เกือบจะเป็นเรื่องเดียวที่แกเคยทำมาในชีวิตก่อนหน้านั้น
๒.วิธีคัดสรรผู้บริหารประเทศ และคัดสรรตรวจสอบข้าราชการแบบจีนที่เน้นการตรวจสอบลงโทษที่รวดเร็วรุนแรงนั้น เมื่อใช้ร่วมกับระบบเศรษฐกิจทุนนิยมแบบรัฐคุมทุน และเทคโนโลยี่อุตรสาหกรรมแบบตะวันตก.... ใครหน้าไหนก็ปฎิเสธไม่ได้ครับว่า ประชาชนของเขาเห็นผลลัพท์ปากท้องความเป็นอยู่ดีชึ้นฟ้ากับเหวได้ในสามสิบปี.... ไอ้เลือกตั้งประชาธิปไตยแบบไทยๆ ระบบราชการแบบไทยๆนั้นเกือบแปดสิบปีแล้วครับ ที่ย่ำเท้าอยู่กับที่
๑.ผมเลิกเชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นระบอบปกครองที่เหมาะสมกับประเทศไทยมานานแล้ว นานพอๆกับเลิกเชื่อว่าคนรวยแล้วไม่โกง หรือบกพร่องโดยสุจริตก็ไม่ต้องรับโทษ
////////
อ้าชักเริ่มถกสนุกกับคุณ "บางกอก" คุยกันแบบนี้เข้าท่ากว่าด่ากันไปกันมา งั้นเรามาถกเถียงกันต่อ
ข้อ 1. คุณไม่รับว่าประชาธิปไตย เป็นระบอบที่ดีที่สุด ก็ไม่เป็นไรไม่ว่า กันเพราะผมก็ไม่คิดว่ามันจะดีที่สุดในโลก แต่ก็นึกไม่ออกแล้วอะไรจะดีไปกว่านี้ อย่างน้อยก็มีตัวเปรียบเทียบ คือ จีนละ ที่เคยถูกสร้างภาพเลวร้าย แต่ถ้ามองถึงความสามารถจากการเข้าสู่สังคมนิยม แล้วเลี้ยงดูประชากรร่วมพันล้าน ลากพามาได้จนถึงทุกวันนี้ มันเลยกลายเป็นระบอบน่าสนใจอีกเหมือนกัน ถึงพวกจีนใหม่ จะเชิดชูประธานเหมา ยังกะจักรพรรดิคนใหม่ก็มิปาน แต่ยังไงเสียการสืบทอดตำแหน่ง ประธาน ก็ไม่ได้สืบทอดทางสายเลือดนะ
ข้อ 2.ข้อนี้ผมเห็นพ้องว่าน่าสนใจ แนวทางทุนนิยมโดยรัฐแบบจีนใหม่ แต่คำถามคือ เราจะไปได้ยังไง จะโค่นใคร จะสามัคคีใครละ แต่การสามัคคีอำมาตย์มาโค่นระบบเลือกตั้ง นี่ "แค่คิดก็ผิดแล้ว"เพราะอำมาตย์ไม่ได้ "เป็นของ" หรือ "อยู่ใต้" ประชาชน เมื่ออำมาตเป็นเจ้าของกลไกการโค่น หลังสำเร็จเสร็จกิจ อำมาตย์ก็เป็นเจ้าของระบอบใหม่แทน "นี่ไงล่ะ"
คำถามว่า "แล้วเราจะไปตรงที่คุณว่าได้ยังไง" มันก็ยังสำคัญ ดังนั้น ก็มาถามต่อว่า เราจะไปเร็ว หรือค่อยๆ ไป ถ้าเร็วคือหักโค่น แบบรัสเซีย ถ้านิ่มนวลก็แบบจีน แต่ทุรยุคช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมของประเทศนี้ก็ไม่ควรจะลืมได้เหมือนกัน
สำหรับผมคือ เอาเฉพาะระบอบที่คนส่วนใหญ่ เลือกคนส่วนน้อย ให้เข้าไปมีอำนาจเต็ม ในการควบคุมกลไกราชการ และงบประมาณ เพื่อจัดประโยชน์ให้กับคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่ปล่อยให้กลุ่มอำนาจเก่า มาสร้างระบบรัฐซ้อนรัฐ โดยตั้งคนในราชการ เพื่อชิงประโยชน์ประชาชน ไปให้พวกพ้อง
3.ยังดีที่คุณพบตัวเองแล้วว่าคำว่า "นักการเมืองที่ดี" มันแค่ภาพภายนอก และยอมรับว่า "มันมีน้อย" จริงๆ เมื่อเห็นแล้วว่ามันเป็นแบบนี้ แล้วเราจะสร้างกรอบ ระบบที่สามารถควบคุม กำหนด ให้พวกเลวๆ ไม่ดี เลวน้อย มาจัดบริการเราในฐานะประชาชน ได้อย่างไร นี่คือการ "ปฏิรูประบบ" ก็เหมือนแนวคิด Doctor J แต่ปัญหาอีกขั้นก็คือ ระบบมันยังอยู่ในโครงสร้างสังคม ที่อำมาตย์ยังอ้างอำนาจควบคุมกลไกราชการ ราวกับเป็นรัฐใหญ่ มาคุมการทำงาน รัฐบาลที่คนส่วนใหญ่เขาเลือกมา นี่สิจะล้างบางขับไล่ไอ้พวกนั้นออกไปจากตรงนี้ได้ยังไง
ส่วนนักการเมืองที่คุณยอมรับ ถ้าเป็น "จำลอง" ก็ไม่แปลกอะไร เพราะผมก็เคยเห็นพ้องแบบคุณ เพราะภายนอก แกดูดี โดยเฉพาะภาพที่ "กว่าครึ่งชีวิต" ของ "จำลอง" คือการปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด แต่ปัญหาคือ "ชีวิตความเป็นทหาร" ของผู้นี้มันฝังในสังกัปต์(concept)นานกว่า โดยเฉพาะเริ่มมาจากช่วงวัยรุ่น
ถ้ามองไปถึงรากเหง้าความคิดของจำลอง ในฐานะทหาร คือ "คำสั่งผู้บังคับบัญชาคือประกาศิตจากสวรรค์" ความคิดของแกเลย "ยึดมั่นกับตัวกูของกู" ข้าพูดทุกคนต้องปฏิบัติตาม ตามสไตล์ทหารที่เชื่อลัทธิความเหมือนกัน ในการทำให้คนเดิน "ซ้ายหัน-ขวาหัน"
การปฏิบัติธรรมของจำลอง เพียงเพื่อสะกด ระงับ ยับยั้งความพลุ่งพล่านของเหง้าเผด็จการ ให้แสดงออกมาได้อย่างเนียนๆ เท่านั้นเอง ผมจึงไม่ได้ยกย่องภาพของคนนี้เหมือนคุณ
วิธีการอธิบายของจำลอง ก็คือวิธีการล้างสมองแบบทหาร โดยการตอกย้ำซ้ำซาก ด้วยข้อมูลจริงมั่งเท็จมั่ง ดังนั้นการพูดบนเวทีไฮปาร์คของจำลอง ก็ไม่ได้หนีจากลักษณะนี้ เพื่อให้คนไปตาย เพราะฐานคิดของทหารคือ "เอาชนะ" แต่วิธีล้างสมองแบบเวทีเสื้อเหลือง ช่วงหลังพัฒนาไปสู่ขั้นเทพ คือ "วิชาม็อบ"
1)เสนอชุดข้อมูลจริงทำให้คนหน้าเวทีเชื่อ
2)นำข้อมูลจริงมาทำให้คลุมเครือ ด้วยการยกตรรกชุดหนึ่งมาเทียบเคียง
3)นำตรรกเทียบเคียง ไปสร้างชุดข้อมูลใหม่ที่มาจากฐานการวิเคราะห์แบบฉ้อฉล
4)เบนชุดข้อมูลจริงไปสู่ข้อมูลฉ้อฉล
5)ตอกย้ำซ้ำซากด้วยข้อมูลมดเท็จ ผสมผสานกับกระบวนการวางเงื่อนไขทางจิตวิทยา เหมือนวางเงื่อนไขสั่นกระดิ่งให้หมาน้ำลายไหล นั่นแหละใช่เลย เมื่อหมาน้ำลายไหลได้ที่ ก็เริ่มปฏิบัติการ
6)ขั้นต้น สร้างเป้าหมายง่ายๆ โดยพาเคลื่อนขบวนยึดตรงนั้นทีตรงนี้ที แล้วถอนกลับ มาวางเงื่อนไขให้หมาน้ำลายไหลต่อ
7)ขั้นสอง สร้างเป้าหมายปลุกใจ พาเคลื่อนขบวนยึดตรงนั้นตรงนี้โดยอยู่นานกว่าเดิม
8)ขั้นสาม สร้างเป้าหมายควบคู่กับการปลุกใจ รุกเร้า ขบวนหมาน้ำลายไหล พร้อมแก่การทำลายอะไรก็ได้แล้ว นี่คือเป้าหมายสูงสุดของการเคลื่อนไหวมวลชน
9)ทั้งนี้แม้ปืนจะนำไปสู่การล่มสลายของกำลังมวลชน แต่เลือดจะนำไปสู่การขยายตัวของมวลชนเสมอ
มาถึงตรงนี้คุณเห็นภาพอะไรหรือยัง
คราวนี้มาว่าถึงเรื่อง "ทุนสามานย์" คำนี้มันมาจากคำว่า "นายทุนโจร" (Baron Robber) ขู่ได้ก็ขู่ ปล้นได้ก็ปล้น ชิงเอาก็ชิง ขอให้ได้ประโยชน์ ซึ่งมันมาสอดรับกับ "วาทกรรมจริยธรรมนักการเมือง" ที่ถูกปล่อยออกมาก่อนหน้านั้น นำไปสู่ข้อสรุปว่า "นักการเมืองที่เป็นนายทุนมันเลว"
ถ้าพูดเรื่อง "ทุน" ตามความหมายลุงมาก (คาร์ล มาร์ก) เรื่องมันยาว search หาอ่านเอา เอาเป็นว่า ทุน ก็คือ ระบบการผลิตแบบสังคมหนึ่ง ที่มีนายทุน (คน) มีเงิน แปลงเงินให้เป็นทุน ด้วยการซื้อทุกอย่างมาผลิต เมื่อนายทุนเป็นเจ้าของทรัพย์สิน ผลผลิตก็เลยตกเป็นเจ้าของผลผลิตนั้นด้วย โดยของที่ผลิตขึ้นนายทุนขายให้ได้เงินมากๆ แล้วเอาเงินกลับมาซื้อทุกอย่างผลิตซ้ำอีก ส่วนพวกแรงงานที่ทำการผลิต ก็ได้รับเงินค่าจ้าง ที่ถูกขูดรีดส่วนเกิน (Surplus) เอาไปสร้างความร่ำรวยให้นายทุน ขณะส่วนแบ่งที่นายทุนควรจะให้กับเจ้าที่ดิน หรือรัฐ แต่ยังเสือกโกงภาษีอีก
พอยกมาแบบนี้ก็พอจะมองว่า นายทุนมันมีแต่ความเหี้ย แต่ถ้าจะจับแค่ "ตัวนายทุน" มันยังแคบไป ถ้าขยายจากความเป็นเจ้าของ "ทุน" หรือ "ทรัพย์สิน" แล้ว จะเห็นว่า เจ้าของ"ทุน" มันมีทั้ง ระบบราชการ (รัฐวิสาหกิจ บริษัทราชการ) นายทุน และ เจ้า พากันกลายเป็นเจ้าของทุนหมด พากันหากำไรกันหมด แต่ภาษีจ่ายกันถ้วนทั่วหรือเปล่าไม่รู้ (ตรงนี้ต่างหากควรจะเป็นความหมายของ "ทุนสามานย์")
ผมถึงเรียกคำนี้ว่า "วาทกรรมทุเรศ" ไง เพราะมันจับแค่นายทุน แต่ไม่ขยาย
ข้อ 4.คุณการยกเรื่องลินคอร์น กับโหวตของภาคใต้อเมริกา ที่ไม่โหวตให้ลินคอร์น จริงเรื่องนี้มันพอเข้าใจได้ คุณอาจมองแต่ปริมาณว่า "เอา-ไม่เอา" ถ้ามองลึกเข้าไปในนั้น ในประวัติศาสตร์อเมริกา ก็จะรู้ว่า กลุ่มซีกเหนือในอเมริกา ส่วนใหญ่ไปจากอังกฤษตั้งแต่ยุคศักดินา ที่ไปก็เพราะไม่ได้ประโยชน์จากศักดินา ส่วนพวกซีกใต้น่ะส่วนใหญ่ เป็นพวกฝรั่งเศส สเปน พวกเขาไปในนามกษัตริย์ เอาระบบศักดินาฝรั่งเศส สเปนไปด้วย แล้วสถาปนาตัวเองเป็นเจ้าที่ดิน สงครามปลดปล่อยทาส เขาเริ่มจากทางเหนือ ขณะทางใต้ ยังทำไร่ขนาดใหญ่ ใช้แรงงานทาส พวกทางตอนเหนือ เลยพากันบุกถล่มสังคมทาสทางใต้ ทำให้สงครามการปลดปล่อยทาส พวกชาวไร่ทางใต้เสียประโยชน์ ดังนั้นการเข้าสู่ประชาธิปไตยของอเมริกา กลุ่มทางใต้เสียประโยชน์ จึงไม่โหวตรับลินคอร์น แล้วมันจะแปลกอะไรละ
เมื่อประชาชนไม่ได้เป็นเจ้าของรถ เราก็ควรสนับสนุนและร่วมกันผลักดันให้เป็นสิครับ
ไม่ขนาดนั้นหรอก Doctor J
ไม่ขนาดนั้นหรอก Doctor J
1.หลักฐานอยู่ที่ผู้กระทำผิด หน้าอย่างเสื้อแดงจะเอาอะไรมาแฉละ
2.พวกอยู่ในระบบ ก็คือ คนทำมาหากินน่ะ ถึงรู้ถึงมีหลักฐานก็ได้แต่ทนกล้ำกลืน เพราะกิจการยังต้องอยู่ ครอบครัวยังต้องกิน ยังไงต้องสัมพันธ์กับอำมาตย์ไว้ อย่างน้อยยังได้รับเศษกระดูก
3.ตัวพ่อที่มีหลักฐานชัด ก็รัฐบาลไงละคุณ เค้าได้ประโยชน์จากระบบ จะแฉทำไม เพราะยังไงเสีย ต่อให้ถูกปูดออกไป ก็มีตัวช่วยเพียบ โดยเฉพาะอำมาตย์ กับตุลาการภิวัตน์ไง
เมื่อไหร่ doctor J
เมื่อไหร่ doctor J จะเลิกกำกับประชาไทเสียที เอียนจริงๆกับวิธีการแสดงความเห็นของ doctor J ที่ทำตัวราวกับว่าผมฉลาดกว่าคนอื่นๆ ทั้งยังทำตัวเสมือนคอยกำกับทีมงานประชาไท ที่สำคัญความเห็นของคุณ doctor J อะฮั้นพยายามอ่านทั้งภาษาไทยและอังกฤษของคุณแล้ว ขอโทษเถอะ พื้นมากๆเลยฮ่ะ ช่วยเขียนบทความดีๆมีคุณภาพระดับ "doctor J" มาลงประชาไทให้ดูเป็นตัวอย่างหน่อยเถอะ ได้โปรด
Doctor J
Doctor J คุณก้รู้อยู่ว่าเขารับจ้างมาเขียน "ดำเป็นขาว" ปัญญาชนเขาก็แค่อ่านผ่านๆจะเอาสาระอะไรกัน อ่านขำๆนะคุณ
Bravo, Bravo
Bravo, Bravo ขอปรบมือดังๆให้เลย คุณบางกอก เขียนได้ดีมากเป็นกำลังใจให้นะครับ ถ้าประชาติมี "คนดีและฉลาด"อย่างคุณแยอะๆ เราคงไม่ต้องมีวันนี้
ปล. ปกติคุณบางกอกเข้าไป web board ไหนบ้างครับ ผมขอตามไปอ่านความเห็นคุณอีก ถ้ามีโอกาศจะได้ถกกับคุณบ้าง
ตัวผมส่วนใหญ่ถ้าโพสท์ยาวๆก็อย
ตัวผมส่วนใหญ่ถ้าโพสท์ยาวๆก็อยู่ที่ประชาไทนี่เอง ผู้จัดการก็ไปเยี่ยมบ้างในชื่ออื่น ซึ่งได้ลงประมาณห้าสิบเปอร์เซนท์ของที่โพสท์.... ผมเองเป็นคนแรกๆที่ไปขัดคอพรรคการเมืองใหม่เขาทั้งเรื่องการตั้งพรรคและเครื่องหมายพรรคที่ผมว่ามันเหมือนสวัสดิกะแปลงโฉม....ผมว่าถ้านักข่าวฝรั้งมันเห็นเข้า ความรู้สึกแรกพบก็ลบแล้ว......ก็ไม่เห็นเขาแก้ไขอะไร
นีกการเมืองที่แสนดีมีมากแท้ อ
นีกการเมืองที่แสนดีมีมากแท้
อบต อมแน่ทุกบาทเหรียญ
ญาติพี่น้องเลือกมาไม่ได้เซียน
พวกเกรียนเกรียนเก่งเก่งนั่งตบยุ่ง
นักการเมืองแสนดีมีมากแท้
ไม่ได้แย่ยังที่เขาเล่ากล่าวขาน
แดกโดงดังชื่อเสียงก้องกังวาล
โลกกล่าวขานวิธีแดกของพี่ไทย
นักการเมืองแสนดีน่าตีแผ่
ไม่ได้แย่เลวชั่วถึงลูกหลาน
ประชาชนใช่โคตรตนไม่ต้องคลาน
เป็นบริวารทั้งชั่วโคตรนักการเมือง
กบเลือกนายเหล่าควายควายเลือกเจ้าของ
มาโกงเรากดขี่ยังรักหวง
มึงมันควายไม่ใช่คนหัวไม่อวย
ไปอม...นักการเมืองพ่อมึงไป
ก่อนถกเถียงกันต่อ
ก่อนถกเถียงกันต่อ ผมขอแก้ไขความเข้าใจผิดของ คุณเป็นใครไม่สำคัญ สักสองสามข้อก่อนนะครับ
รัฐทางใต้และนักการเมืองฝ่ายใต้ของอเมริกาที่ผลักดันให้เกิดการขอแยกประเทศนั้น ล้วนเป็นเกษตรกรรายใหญ่เจ้าของไร่ฝ้ายเชื้อสายอังกฤษครับ และเป็นอังกฤษที่ใช้แรงงานทาสค้าทาส ขัดกับกฎหมายของอังกฤษเองเหมือนกับคนอังกฤษเจ้าที่ดินปลูกอ้อยในหมู่เกาะอินเดียตะวันตก ไม่ใช่เป็นคนสเปนหรือฝรั่งเศสอย่างที่คุณเข้าใจ ส่วนรัฐทางเหนือนั้นมาจากหลากหลายเชื้อชาติทางยุโรปส่วนมากพึ่งอพยพมา ในขณะที่พวกทางใต้นั้นเป็นอองโกลอเมริกันเก่าแก่กว่าทางเหนือ.... ในมุมมองของประเทศยุโรปนั้น ต่างตามอย่างอังกฤษในการวางตัวเป็นกลางค้าขายกับทั้งสองฝ่าย แต่ให้การยอมรับรัฐบาลฝ่ายเหนือเท่านั้น สาเหตุเพราะ ยุโรปต้องการธัญญพืชอาหารจากอเมริกาฝั่งเหนือ มากกว่าฝ้ายจากอเมริกาฝ่ายใต้ ลินห์คอนนั้นขู่ว่าจะประกาศสงครามกับทุกประเทศที่ให้การสนับสนุนฝ่ายใต้ ด้วยพลังการผลิตธัญญพืชของอเมริกาฝ่ายเหนือ ก็เลยไม่มีประเทศใดในยุโรปกล้าหนุนฝ่ายใต้
เรื่องมหาจำลอง คุณอาจมองมหาแกยังไงก้ได้ตามวุฒิภาวะของคุณ แต่คุณจะดูถูกวุฒิภาวะของคนที่เคลื่อนไหวตามการชี้นำทิศทางกำหนดเป้าหมายของมหาแกไม่ได้ครับ คนจำนวนขนาดนั้นออกมาเฉพาะกิจแบบเจ้าของสั่งปิดโรงงานปิดไซท์ก่อสร้างปิดบริษัทเอาพนักงานออกมาร่วมชุมนุม ในจังหวะและเวลาที่จำเป็นยิ่งยวด เคลื่อนไหวแบบทัพปีศาจไม่มีไม่มาไม่หมดไม่กลับ ออกมาเมื่อไหร่เป็นต้องชนะ เวลาสลายตัวก็หายไปเฉยๆไปไม่ลามาไม่ไหว้.....ถ้าสถานะการณ์ไม่จำเป็นหรือดูแล้วจะเป็นการโอเวอร์แอค ผมเรียนตามตรง ให้แป๊ะลิ้มกับแกนนำทุกคนไปกราบตีนแก พวกเขาก็ไม่ออกมาช่วยให้เสียเวลาหารับประทานประกอบอาชีพหรอกครับ ไอ้ท่วงทีวาจาปลุกระดมก้าวร้าวอย่างภูวดลหรือแกนนำบางคนนั้น กลุ่มพลังตัวจริงเขาถือว่าเป็นกิจกรรมบันเทิงภายในแก้ง่วงของพวกที่ไปชุมนุมเป็นประจำแค่นั้น เขาจะออกมาหรือไม่ เขาผ่านการเมืองบนถนนมาหลายยุคหลายสมัย ตัดสินใจกันเองได้ ส่วนที่ใครจะไปที่ไหน เขาก็ฟังคำพูดมหาจำลองนี่แหละคนเดียว....มหาจำลองแกสั่งทัพมวลชนที่ไม่ใช่มวลชนส่วนตัวของแกเองได้ยังไง...ไม่ต้องไปถามใคร ถามตัวแกเองแกยังไม่รู้เลยครับ....ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสั่งใคร...แล้วทำไมคนมันไปมากกว่าที่สั่ง
เรื่องความดีเลวของนักการเมืองนั้น มีประโยคหนึ่งที่จำไปใช้พิจารณาได้ นักการเมืองนั้นกระทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อหวังเสียงที่ทำให้ชนะการเลือกตั้ง...ส่วนรัฐบุรุษนั้นทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อประโยชน์แก่คนรุ่นต่อๆไปทั้งชาติ......การพิจารณาความดีความเลวของนักการเมืองนั้น นอกจากความซื่อสัตย์สุจริตแล้ว ก็คือผลงานต่อผลประโยชน์มหาประชาชนในระยะยาว
ประชาชนที่ฉลาดและรู้เท่าทันนักการเมืองนั้น จะต้องรู้จักเลือกใช้นักการเมืองให้เหมาะกับสถานะการณ์ที่ประเทศชาติกำลังเผชิญ คนอังกฤษเคยเลือกใช้เฒ่าคลั่งชาติบ้าสงครามอย่างวินสตัน เชอร์ชิลเอาไว้รบกับนาซีเยอรมัน พอสิ้นสงครามก็ทำการให้เกียรติยกย่องตามสมควร แล้วก็ร่วมกันโหวตให้คนอื่นพรรคอื่นมาเป็นรัฐบาลแทน เพื่อรับสถานะการณ์การเจรจาทั้งกับอเมริกาและรัสเซียหลังสงครามโลกครั้งที่๒
ประชาชนที่ฉลาดเท่าทันนักการเมืองนั้นมันเกิดจากวุฒิภาวะการศึกษาและประสบการณ์ที่มีต่อนักการเมืองต่อเนื่องมานับร้อยปี...... คนอังกฤษนั้นไม่มีใครดีใจเสียใจสำนึกบุญคุณเนรคุณนักการเมืองในสภาอังกฤษมาเนื่นนานแล้วครับ อย่างที่ผมว่าแหละนักการเมืองมันก็เหมือนภาชนะอุปกรณ์ที่เลือกใช้ได้ ตามโอกาสอันควร ไม่ใช่สิ่งที่ต้องคารวะบูชาอาวรณ์อาลัยแต่อย่างใด สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะคนอังกฤษนั้นกว่าจะได้สิทธิการเลือกตั้งกันครบทุกหมู่เหล่านั้นยากเย็นแสนเข็ญ ต้องทำPaliament Reform กันหลายครั้ง เพราะนักการเมืองอังกฤษในอดีตพยายามที่จะเก็บสิทธิการเลือกตั้งไว้เฉพาะกลุ่มพวก อำนาจที่ประชาชนแต่ละชั้นแต่ละเพศกว่าจะได้มันต้องแย่งต่องยื้อจากนักการเมืองนั้นเอง ทำให้คนอังกฤษไร้ใจต่อนักการเมืองโดยสิ้นเชิง.....
ส่วนประชาชนไทยนั้นส่วนใหญ่เป็นพวกขี้เกรงใจคน นักการเมืองเขาโยนเศษเนื้อข้างเขียงรูปแบบต่างๆมาให้ก็เกรงใจ ถือเป็นบุญคุณที่ต้องตอบแทนกัน.... คิดเป็นแค่นี้ก็ต้องเป็นเหยื่อนักการเมืองนักการตลาดต่อไปเรื่อยๆอีกนานครับ
ต้องประณามทางสังคม
ต้องประณามทางสังคม """โกง..จะจะ..เป็น.ไอ้คว-ยตาบอด.."" เกเร..เป็น.นักเรียนคว-ยตีกัน..."" พวกสร้างความเดือดร้อน..จะโง่อีกนานไหมๆๆ.."" พวกโกง..เลว..ขอให้ปลดออกจากการเป็นคนไทย(ทำเหมือนถอด ยศ เลย)
คุณ "บางกอก"
คุณ "บางกอก" พูดเรื่องวุฒิภาวะในการมองมหาจำลอง พอดีมันเป็นประเด็นนิสๆ
ผมเสนอว่า เราไม่ควรยกวัยวุฒิ คุณวุฒิ หรือธนวุฒิ หรือชนชั้นมาข่ม เพราะอย่างแรกผมไม่สนใจ อย่างที่สอง ถ้าวัยวุฒิมากแล้วขาดการพิจารณาอย่างลุ่มลึก ก็ได้แค่ "แก่เพราะกินข้าว เฒ่าเพราะอยู่นาน" และที่สำคัญทางจิตวิทยาพัฒนาการนะ เขาบอกไว้ว่าคนเราพออายุมากขึ้น พัฒนาการมันจะย้อนกลับมาเป็นเด็กใหม่ มันทำให้ความรู้อาจเท่าทันกันหมด
เรื่องประวัติศาสตร์อเมริกา ผมว่าคุณบางกอกต้องกลับไปทบทวนประวัติศาสตร์อเมริกา สักหลายๆ ครั้งแล้วตีความซ้ำอีกที การนำไปสู่การเลิกทาสในอเมริกา มันฮึ่มๆมานาน และก่อหวอดมานาน เพราะฝ่ายเหนือปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อน แต่ขาดแรงงาน เพราะมันไปกระจุกอยู่กับทาสในไร่ฝ่ายใต้ จนกระทั่ง "จอห์น บราว" ผู้จุดประกายก่อหวอด ฆ่าหมู่เจ้าของไร่ที่ใช้แรงงานทาส จนนำไปสู่สงครามการปลดปล่อยทาสอาฟริกัน
ระบบอาณานิคมเกษตรแบบอเมริกาเหนือน่ะ ส่วนใหญ่เป็นระบบครอบครัว ไม่ได้กระตุ้นให้เกิดสังคมฟิวดัลขึ้น เพราะส่วนใหญ่หนีระบบศักดินายุโรป มีอย่างเดียวคือ ทำตัวเป็นชนชั้นนำ ไปเบียดเบียน อินเดียนแดงท้องถิ่นจนต้องถอยร่นไปอยู่เขตสงวน ไม่ได้ต่างจากกรุงเทพฯ เบียดขับคนบ้านนอกออกจาก เวทีการเมืองเลย แต่ระบบเกษตรทางใต้น่ะ มันเป็นระบบเกษตรขนาดใหญ่โตมโหฬาร ต้องการแรงงานทาสจำนวนมาก มันเลยเกิดปัญหากระทบกระทั่งระหว่างไร่เล็ก กับไร่ใหญ่ฝรั่งเศส
ส่วนที่คุณว่าผมเห็นด้วย อังกฤษในทางตอนใต้ ดีก็มีเหี้ยก็มี และจริงๆ มันเป็นการแบ่งเค้กพื้นที่ระหว่างสเปนกับโปรตุเกส มีฝรั่งเศสกับชาติอื่นไปแจมนิดๆ นั่นเองแหละ
พวกไม่ได้ประโยชน์จากการมีทาส ก็สนับสนุนให้เลิก พวกได้ประโยชน์ก็ต่อต้าน แบบที่คุณว่านั่นแหละ ทำนองเดียวกับคนกทม. ดีที่มี เหี้ยก็เยอะ เหมือนๆ กัน พวกไม่ได้ประโยชน์จากแนวคิดเสื้อเหลือง ก็ต่อต้านเสื้อเหลือง อันนี้ก็เยอะ พวกได้ประโยชน์ก็สนับสนุนอันนี้ก็มีเยอะ กับพวกไปร่วมเพราะศรัทธาแกนนำ อันนี้ก็เยอะ
พอดี "บางกอก" ไม่ได้บอกเรื่องที่มาของการเสนอคำ "นักการเมือง" กับ "รัฐบุรุษ" ถ้าเป็นการเสนอเพื่อถกเถียงผมว่าน่าสนใจ เพราะ "นักการเมือง กับรัฐบุรุษ" มันสามารถเกี่ยวเนื่องกันได้ คือ หลังการ "ได้รับเลือกตั้ง" แล้วทำตัวนำไปสู่การเป็น "รัฐบุรุษ" ก็ไม่เห็นจะไม่ได้ แน่นอนว่าผู้ได้รับเสียงส่วนใหญ่เลือกมา ย่อมสร้างคุณูปการต่อคนที่เลือกมา
ไม่เหมือนนักการเมืองบางพรรค ได้รับเลือกตั้งเสียงส่วนใหญ่แท้ๆ แต่ดันทรยศคนที่เลือกมา ไปเชื้อเชิญให้ใครสักคน มาบริหารบ้านเมืองทั้งที่ คนๆนั้น นอกจากการขับรถเกราะ เลี้ยงม้า แล้ว ไม่รู้เรื่องเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรมแม้แต่น้อย พอได้เป็นบ่อยขบวนการชะเลียร์เริ่มขยายตัว ไม่ได้ต่างจากขบวนแดงชะเลียร์แม้แต่น้อย
การเมือง...........เรื่องผลปร
การเมือง...........เรื่องผลประโยชน์
เหมือนบ่อน้ำเน่า....ที่เน่าเหม็น
คุณส่วมใสเสื้อผ้า เครื่องแบบ อะไร......กระโดดลงไป
ขึ้นมาเน่าเหม็นเหมือนกันหมด
ต่อให้ห่มจีวรกระโดดลงไป ขึ้นมา.......สภาพจีวรเปลี่ยนไปแล้ว
บางคน............หลงว่าตนเป็นคนดี............ส่วมใส่เสื้อผ้า/ขาวสะอาด
กระโดดลงบ่อน้ำเน่า..........ขึ้นมา........ถามว่าสภาพเขาจะเป็นอย่างไร
มนุษย์ที่อยู่กับความจริงย่อมตอบได้
ผมไม่เคยคิดจะกำกับประชาไท
ผมไม่เคยคิดจะกำกับประชาไท และก็คงทำไม่ได้ เพราะไม่ไช่เจ้านายเขา แต่เคยสะท้อนความเห็นส่วนตัวต่อประชาไท ซึ่งใครๆก็ทำได้ ส่วนประชาไทจะเห็นด้วยหรือไม่ ก็เป็นสิทธิของประชาไท
ผมแสดงความเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับความเห็นของหลายต่อหลายคนที่นี่มานาน แต่ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะบอกว่าผมดีกว่า,ฉลาดกว่า,เก่งกว่าใครๆ หลายคนก็แสดงความเห็นไม่เห็นด้วยกับความเห็นผม ผมถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าเราจะเป็นประชาธิปไตยกันแม้ในสังคมเล็กๆอย่างประชาไท การเคารพในความเห็นของคนอื่น เป็นเรื่องสำคัญ ผมรับฟังความเห็นต่างแล้วพิจารณาด้วยสติปัญญาของตนเอง บางครั้งก็คล้อยตาม บางครั้งก็ไม่ แต่ไม่เคยคิดจะห้ามใครคิดต่าง ผมพยายามขายidea ในบางประเด็น ไม่ไช่การชี้นำ เพราะเชื่อว่าคนที่เข้ามาในประชาไทมีวุฒิภาวะสูงพอที่จะ"คิดเอง"เป็น ผมพยายามขายideaด้วยเหตุและผล ใครจะเชื่อหรือไม่ ก็สุดแท้แต่อำเภอใจ ที่นี่เป็นสื่อเสรีไม่ไช่หรือครับ
ผมระลึกเสมอว่ายังโง่อยู่ จึงพร้อมจะเรียนจากทุกท่านเสมอ และก็ได้เรียนอะไรไปมากที่เดียวจากประชาไท ขอบคุณครับ
ตามความคิดของผม ผมว่า
ตามความคิดของผม ผมว่า นักการเมืองของไทย ส่วนใหญ่ คือคนเลว ที่เข้ามาเล่นการเมืองนั้น จริงๆแล้ว เพราะต้องการอำนาจ และผลประโยชน์ส่วนตน และครอบครัว ญาติพี่น้อง ลูกหลาน และเพื่อปกป้องธุรกิจของตนเอง เข้ามาเพื่อสนองตัณหาตนเอง นักการเมืองที่ดี ที่ต้องการช่วยประเทศชาติจริงๆนั้น ก็มีเหมือนกัน แต่เป็นชนส่วนน้อย นักการเมืองที่ดี มีอุดมการณืส่วนใหญ่จะสอบตก เพราะระบบเลือกตั้งของเราไม่เอื้อ คนที่สอบได้ มักจะเป็นคน เจ้าเล่ห์เพทุบาย คดในข้อ งอในกระดูก กระหายอำนาจ ชั้นเชิงจัด เล่นละครเก่ง สมองปานกลาง เรียนหนังสือไม่ค่อยเก่งแต่เรื่องไหวพริบปฏิภาณเป็นยอด จิตใจหยาบ เห็นแก่ตัวจัด หน้าด้าน หน้าทน อิ อิ เขียนไปได้เรื่อยๆทั้งวัน มีแต่ดีๆทั้งนั้นแหละ นักการเมืองไทย ตามที่ผมรู้สึกนะ ดังนั้น คำว่า นักการเมืองเลว จึงไม่ใช่แค่วาทกรรมสำหรับผม แต่มันคือภาพลักษณ์ของนักการเมืองในสายตาผม ผมไม่รู้ว่ามีใครประดิษฐ์คำนี้ขึ้นมาใส่ร้ายนักการเมืองหรือไม่ เพราะผมไม่ได้ฟัง ผมรู้สึกของผมเอง ผ่าน อากัปกิริยา ผ่านคำพูด สีหน้า แววตา และความคิด ทั้งหลายทั้งปวงของตัวนักการเมืองเอง เวลาที่ปรากฏตัวผ่านหน้าจอทีวี ผมเห็น ความคึกคนอง เหิมเกริม กลับกรอก พูดอย่าง ทำอีกอย่าง ผมเห็นการเล่นคำ ยอกย้อน ซ่อนเงื่อน ตีความเรื่องราวต่างๆแบบศรีธนญชัย เห็นแล้ว ความรู้สึกบอกผมว่า คนๆนี้ ไม่น่าไว้วางใจ แต่คนๆนี้ ก็ได้รับเลือกมาเป็นผู้แทนทุกยุค ทุกสมัย ตลอดมา ซึ่งผมก็ไม่ว่าอะไร เพราะระบบมันเป็นแบบนั้น ครั้นอยู่ๆมา มีคนมาปฏิวัติ ขับไล่ ส.ส. หน้าตา กวนทีน เหล่านั้น ออกไป ผมก็จึงเฉยๆ ปน สะใจหน่อยๆ ผม จะต้องไปเดือดร้อนอะไร ผมไม่ค่อยชอบขี้หน้าพวกมันอยู่แล้ว ส่วนพวกทหาร ผมไม่ชอบมันอยู่แล้ว แต่ก้รู้ว่า พวกนี้ ไม่มีน้ำยาอะไร เข้ามาได้แค่เดี๋ยวเดียว สังคม ทั้งสังคมโลก และสังคมไทยนั่นแหละ ไม่ยอมรับหรอก แต่เข้ามาชั่วครั้งชั่วคราวได้ เข้ามาสอนบทเรียนให้นักการเมืองชั่วๆ ซักหน่อย อย่ากินกันให้มันมูมมามมากนัก ผมคนไทยนะโว๊ย ขอกันกินบ้างน่ะไม่ว่ากันหรอก อย่าให้เกินยี่สิบเปอร์เซ็นต์ ก็พอทน แต่ถ้าล่อกันถึงสี่ ห้า สิบเปอร์เซ็นต์ มัน เกินไป ไม่ต้องมีแล้ว ประชาธิปไตย ค่าใช้จ่ายเพื่อสังเวยคำว่าศิวิไลย์ คำว่า ประชาธิปไตย มันชักจะแพงไป สู้ยอมจ่ายให้จิ๊กโก๋หลวง ขี่รถถังออกมาวนรอบๆเมืองซักรอบสองรอบ กับจ้างอาจารย์วัยเกษียร ไม่มีงานทำที่นั่งตบยุงเลี้ยงหลานอยู่กับบ้าน น่าสงสาร ได้มีอะไรทำ ได้กระชุ่มกระชวย มีคนเห็นคุณค่า ได้ออกมายืดเส้นยืดสาย เล่นละคร ทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญ ทำท่า คึกๆคักๆ แต่ที่แท้ก็แค่ก๊อปๆ ของเก่าๆ แก้ไขเล็กๆน้อยๆ ส่วนใหญ่ก็เหมือนเดิม เพราะรัฐธรรมนูญน่ะ มันไม่มีอะไรผิดพลาดหรอก มันผิดพลาดที่นักการเมืองโก๋ปากซอยมันสันดานเลวแค่นั้นเอง อีกอย่างก็เพื่อให้เขียนกฏหมายป้องกันตัวให้กับจิ๊กโก๋หลวง ที่ออกมา เตะ โก๋ปากซอย ไม่ให้มันกลับมาล้างแค้นกัน พอเสร็จเรื่องแล้ว โก๋ปากซอยโดนตบไปแล้ว ก็ให้มัน กลับมาจับมือกัน เลิกแล้วต่อกันไป เดี๋ยวเรื่องจะยาวเกิน ประเทศไม่ใช่ของใครคนเดียว ยังต้องอยู่ร่วมกันอีกต่อไป แล้วก็ให้มีเลือกตั้งใหม่ วนเวียน ซ้ำๆซากๆ ซื้อเวลาไปเรื่อยๆ จนกว่า นักการเมือง จะมีสำนึก รู้ว่า แค่ไหน แค่ไหน ควรพอ หรือไม่ก็ประชาชนมีความรู้ดีขึ้น เลือกนักการเมืองที่มีคุณภาพดีขึ้นมามากขึ้น สุดแท้แต่จะได้แบบไหน ผมรอได้ ไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไร ไม่จำเป็นต้องประชาธิปไตย ประชานิยมอะไรบ้าบอนักหรอก จะปกครองแบบไหนก็ได้ทั้งนั้น ประชาธิปไตยสั่วๆ ได้จิ๊กโก๋ปากซอย หน้าตาคบไม่ได้มาเป็นรัฐมนตรีก็ได้ แต่ อย่ามา ริดรอน หรือบ้าอำนาจ หรือปิดช่องทางทำมาหารับประทาน เลี้ยงลูกเมียของผมเป็นพอ ขืนวุ่นวายมาก เดี๋ยวผมก็จะออกไปชุมนุม เรียกโก๋หลวง ขับรถถังออกมาตบกระโหลกสั่งสอนอีกรอบ งานถนัดแบบนี้ โก๋หลวง มันไม่ขัดอยู่แล้ว ทำไมเหรอ การเมืองไทย มันสลับซับซ้อน อะไรนักเหรอ ตกลง ไอ้นักการเมือง ส.ส.ทั้งหลายนี่น่ะ มันคนดีทั้งนั้นใช่ไม๊ มันโดนใส่ร้าย มันโดนสร้างวาทกรรมเหรอ ไอ้ที่มันแหกปากสำรากออกทีวีตอนมันมีอำนาจน่ะ มันโดน อำมาตย์เขียนบทยัดใส่ปากให้พวกมันพูดจาถ่มถุย วันนี้พูดอย่าง พรุ่งนี้ทำอีกอย่าง มันโดน บังคับเหรอ อ๋อ เหรอๆ ผมไม่รู้ อิ อิ ช่างมันเถอะ มันอยากโง่เองที่ทำให้ผมเข้าใจมันผิด ก็สมควรแล้ว เป็นนักการเมือง ก็หัดฉลาดซะมั่ง อย่าทำให้ประชาชนหมั่นใส้ ถ้าเกิดปฏวัติขึ้นมา คนเดือดร้อนก็คือตัวมันเอง ผมกับลูกเมีย ยังอยู่กันปกติสุขดี ไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไร เงินเดือนก็ได้เท่าเดิม มีขึ้นให้บ้าง ตามปกติ ส่วนไอ้พวกนักการเมือง บางคนไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ก็เรื่องของมัน ใครจะควายไปเดือดร้อนกับมันก็ตามใจเถอะ ผมไม่เกี่ยว อิ อิ อิ กร๊ากกกกก กั่กกกกกๆๆๆๆๆๆ
จริงครับ บทความในประชาไทนี่
จริงครับ บทความในประชาไทนี่ เห็นง่าย ชัดเจน โจ่งแจ้ง ซื่อบื้อขนาดหนัก ขนาดผมไม่ใช่ปัญญาชน ยังรู้เลย อิ อิ อิ ถ้า doc j ไม่รู้ แสดงว่า ไร้เดียงสา ถ้ารู้แล้วแกล้ง แสดง ว่า เป็นพวกแก๊งรับเงิน อิ อิ อิ
ครับเรื่องการตั้งพรรคการเมือง
ครับเรื่องการตั้งพรรคการเมืองใหม่ของกลุ่มพธม.นั้นโดยส่วนตัวผมไม่เห็นด้วยซึ่งคนพธม.เองหลายคนที่ไม่เห็นด้วยก็ไม่น้อย เพราะจะซ้ำรอยเดียวกับ พรรคเพื่อไทยและเสื้อแดงซึ่งการเคลื่อนไหวแต่ละครั้งสอดรับเอื้อประโชน์ซึ่งกันและกัน ขาดความชอบธรรมของภาคประชาชน แต่เท่าที่ดูตอนนี้เห็นพธม.ก็ออกมาท้วงติติงรัฐบาลประชาธิปัตรอยู่ตลอดนะครับแรงๆซะด้วย ก็ต้องคอยดูกันต่อไปว่าเขาจะกล้าท้วงติงพรรคการเมืองใหม่หรือไม่ถ้าทำไม่ดี แต่โทษเถอะครับ ผมไม่เคยเห็น เสื้อแดงจะท้วงติงพรรคเพื่อไทยตอนเป็นรัฐบาลเลยเชียร์อย่างเดียว นั่นมันบ่งบอกอะไรครับ
ปล. คุณบางกอกใช้Id อะไรในเว็บอร์ดประชาไทยอีกครับ นอกจาก "บางกอก"
ใช่ครับ อย่างนี้
ใช่ครับ อย่างนี้ ถ้ารถผมสีดำสกปรกผมก็แค่ จ้างคนมาตัดสติ๊กเกอร์แปะว่า "รถคันนี้สีชาวสะอาด" ใด้ไหมครับ ง่ายดี คนอ่านเขาไม่มีสมองเลยใช่ไหมครับ ไม่เคยคิดจะสำนึกผิดเลยนะพวกนักการเมืองประเทศนี้ ยังมีหน้าจ้างคนมาด่าคนที่เขาปกป้องผลประโยชน์ของชาติอีก หน้าไม่อายจริงๆ
หนังสือใหม่ออกแล้ว....น่าอ่าน
หนังสือใหม่ออกแล้ว....น่าอ่านมากกกก...
หนังสือชื่อ "ถึงเธอเรียกพ่อ ลิ่วล้อเรียกนายก
สัตว์นรกเรียกนาย แต่เราคนไทยขอใช้คำว่า ทรราชย์"
แฉระบอบกูธิปไตย
แฉแผน ทักษิณ ใช้คนเสื้อแดง บังคับในหลวง นิรโทษกรรม
มีคำถามมากมายบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่า “ทักษิณ ชินวัตร สู้กับใคร? และ สู้เพื่อใคร?
ใครได้ประโยชน์บนการต่อสู้ของทักษิณ ?” “ประชาชน ได้อะไร และ ประเทศชาติ ได้อะไร ?
การด่ากราด กล่าวหาองคมนตรี เป็นคณะเผด็จการ ทำลายประเทศ ทำร้ายประชาชน โค่นล้มประชาธิปไตยเป็นการตีวัวกระทบคราด ใช่หรือไม่ ?”
”หาก องคมนตรี คือ วัว แล้ว ใคร คือ คราด ? พระเจ้าอยู่หัว คือ คราด ที่ทักษิณ ต้องการให้ได้รับผลกระทบใช่หรือไม่ ?”
ทักษิณ ยังจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จริงหรือ ? เรื่องราวที่ทักษิณ เปิดเผยกับประชาชน บนเวทีคนเสื้อแดง
เป็นเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นมานาน 3 ปี แล้ว และ ทักษิณ รู้เหตุการณ์เหล่านี้ทั้งหมดมาแต่ต้น แต่ไม่เคยนำมาพูด ไม่เคยบอกให้ประชาชนฟัง
เพราะอะไร ทำไมทักษิณ จึงเก็บเงียบมานานถึง 3 ปี ทำไมจึงเพิ่งจะมาแฉความเลวร้ายขององคมนตรี ในสายตาทักษิณ และคนเสื้อแดง ในวันนี้ เพราะ การเจรจาต่อรองกับ ป๋าเปรม ไม่สำเร็จ นั่นเอง
ทักษิณ ส่ง พจมาน ชินวัตร มาขอโทษป๋าเปรม และ ขอให้ป๋าเปรม ช่วยเจรจาคมช. ให้ได้กลับเมืองไทย
ทักษิณ ยกมือไหว้ขอโทษป๋าเปรม ในงานศพแม่ อนุพงษ์ เผ่าจินดา ทักษิณ ไปพบ ปีย์ มาลากุล 1 ครั้ง และส่ง พจมาน ไปพบอีก 2 ครั้ง ที่บ้านสุขุมวิท ซึ่งเป็นบ้านหลังเดียวกันกับที่ทักษิณ อ้างว่าเป็นสถานที่วางแผนก่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทักษิณ โทรศัพท์เคลียร์กับ สนธิ บุญยรัตกลิน ปรับความเข้าใจ เป็นพี่น้องกัน หลังยึดอำนาจ คนทั้งหมดที่ ทักษิณ ไปพบและเจรจา เพื่อยุติปัญหา และความผิด เป็นคนกลุ่มเดียวกับที่ทักษิณ อ้างว่าเป็นผู้ก่อการยึดอำนาจ ทำลายประชาธิปไตย นี่หรือคือพฤติกรรมของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย การแอบเจรจา คบหาสมาคมกับผู้ก่อการรัฐประหาร ย่อมไม่ใช่วิสัยของผู้รักประชาธิปไตย อย่างแน่นอน จริงหรือไม่?
ที่ผ่านมา ทักษิณ ไม่พูดเรื่องเหล่านี้ เพราะเจรจากันอยู่ แต่ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืน กฎหมาย ช่วยแก้ไขความผิด ให้ถูกต้องได้
ทักษิณ จึงโกรธแค้น และ ออกมา ฉะ แฉ ฉาว ทุกคน ที่ไม่ทำตามในสิ่งที่เขาร้องขอ และ ข่มขู่เหมือนกับจะรู้ชะตากรรมล่วงหน้า แต่แท้จริงแล้ว เป็นเพราะทักษิณ รู้ดีว่าบทลงโทษของการกระทำในอดีตที่ผ่านมา คืออะไร
ทักษิณ จึงอาศัยจังหวะที่ศาลอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศ ไปร่วมชมพิธีเปิดโอลิมปิกส์ที่ประเทศจีน แล้วก็ไม่เดินทางกลับมาประเทศไทยอีกเลย จึงกลายเป็นผู้ต้องหาหนีหมายศาล
เมื่อศาลตัดสินว่ามีความผิด ทักษิณ จึงมีสภาพเป็นนักโทษชายหนีคุกทันทีหลังจากถูกศาลตัดสินจำคุก 2 ปี ทักษิณ
กลับบอกว่าศาลไม่เป็นธรรม ไม่ให้โอกาสสู้คดี ทั้งๆ ที่หนีไปเอง
เมื่อตกอยู่ในสถานะนักโทษหนีคุก ทักษิณ บอกว่าเขาจะกลับประเทศไทย เพื่อมาต่อสู้ และเรียกร้องความเป็นธรรม ร่วมกับประชาชน
การโฟนอิน เมื่อครั้งคนเสื้อแดงชุมนุมที่สนามกีฬารัชมังคลาภิเษก ทักษิณ บอกว่าเขาจะกลับประเทศไทยได้ ด้วย 2 วิธี คือ 1.ได้รับพระราชทานอภัยโทษ และ 2. คนเสื้อแดงพากลับ
ทักษิณ บอกว่าต้องการได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่เขาไม่เคยขออภัยโทษ และประกาศว่าไม่มีวันที่จะขออภัยโทษด้วย
ชัดไหมว่า ทักษิณ ไม่ได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อยู่ในสายตา และ ไม่ได้เคารพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทักษิณ เชื่อว่าเขาจะปลุกระดมมวลชน ให้มีจำนวนมากพอที่จะมายืนล้อมตัว และเป็นโล่มนุษย์ ป้องกันเขาจากการถูกจับกุม
ของเจ้าหน้าที่รัฐได้ ทักษิณ แสดงให้เห็นว่าสุดท้ายแล้ว
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็จะต้องพระราชทานอภัยโทษ ให้เขา ตามแรงกดดันของมวลชนคนเสื้อแดง ที่เขาปลุกระดมขึ้นมา
ทักษิณ กำลังใช้กฎหมู่มาทำลายกฎหมาย ทักษิณ กำลังเอามวลชนมาบีบพระเจ้าอยู่หัว ให้อภัยโทษ โดยที่เขาไม่ต้องร้องขอ เหมือนผู้ต้องคำพิพากษาของศาลรายอื่นๆ และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
หากทำสำเร็จ ก็เท่ากับว่าทักษิณ มีอำนาจเหนือพระมหากษัตริย์ หาก ทักษิณ สามารถบังคับให้พระมหากษัตริย์ ทำตามที่ตนต้องการได้ทุกอย่าง แล้วประชาชน จะอยู่ได้อย่างไร ?
คนไทยจะยอมได้หรือ
หากว่าพระมหากษัตริย์ที่เราเคารพรักและเทิดทูนอยู่เหนือสิ่งอื่นใด จะต้องทำตามคำสั่งของทักษิณ เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ท่านจะตกเป็นเหยื่อ เป็นเครื่องมือของทักษิณ เพื่อลบล้างความผิดของตนเอง ล้มล้าง และทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ อีกหรือไม่
ถอยออกมาให้ห่างจากคนเสื้อแดง หลีกเลี่ยงการตกเป็นเครื่องมือของทักษิณ เพื่อปกป้องรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ของคนไทยทุกคน
***กรุณารักประเทศไทยและร่วมส่งต่อเพื่อประณามการกระทำที่เป็นทรราชย์ต่อประเทศชาติ
ของ นช.(นักโทษชาย)ทักษิณ ชินวัตร ...ตัวนี้
ด้วยการช่วยส่งต่อเมลนี้ให้ประชาชนอีกหลายคนที่ไม่ได้รู้เรื่องชั่วๆ แต่ต้องมาเป็นขี้(ฆ่า)เพื่อให้มันฆ่าและ ถูกมันใช้เป็นเครื่องมือแสดงความชั่วที่แท้จริงของมันด้วย
ขอบคุณคนรักที่ประเทศไทย และคนรักในหลวงของเราทุกคนด้วย.
ปัญญาอ่อน
ปัญญาอ่อน
สรุปว่า ดร.สุรพร
สรุปว่า ดร.สุรพร ไม่ได้เป็นผู้แต่งวาทกรรมนี้ แล้ววาทกรรมนี้ออกมาจากใจโดยบริสุทธิ์ คนที่ให้ข้อคิดดีๆ กลับเป็นผู้ที่ใช้วาทกรรมเพื่ออำนาจของฝ่ายตนเพื่อครองอำนาจ เอาสมองที่มีคุณค่าไปคิดมาใหม่
ไม่เห็นมีความคิดเห็นของ The
ไม่เห็นมีความคิดเห็นของ The Other ถูกกองบรรณาธิการประชาไทเผด็จการไปแล้วรึ
เท่าที่ติดตามผลงานมาแน่ใจได้เลยว่า The Other อ่านหนังสือมากแน่นอน คงจะเป็นนักศึกษาระดับปริญญาเอกถึงมีเวลาอ่านหนังสือมากกว่าคนอื่น สติปัญญาเลยดีกว่าพวกกบในกะลาประชาไท ที่เธอพยายามมาโปรดบุญอยู่เป็นประจำ
แต่เธออาจจะเลือกไม่อ่านบทความที่อ่อนแอทางปัญญานะ