สัมภาษณ์ คำ ผกา: ว่าด้วยเรื่องวัฒนธรรมมั่วๆ หมีแพนด้า-ไข้หวัด2009 และการเมืองที่ซับซ้อนกว่าเรื่อง 2 สี

(ที่มาของภาพ:-จากนิตยสาร VOLUME)
ในฐานะที่คุณเป็นคนเชียงใหม่ คุณมองเชียงใหม่เปลี่ยนไปมากไหม? ตั้งแต่มีพ่อแพนด้า แม่แพนด้า ลูกหมีแพนด้ามาอยู่เชียงใหม่ วัฒนธรรมเปลี่ยนไปมากไหม?
มีคนถามคำถามนี้กับดิฉันบ่อย บ่อยจนอยากตอบว่านับแต่ครั้งแรกที่ถูกถาม เชียงใหม่ไม่ค่อยเปลี่ยนแล้วล่ะ (หัวเราะ) เชียงใหม่ไม่เปลี่ยนในแง่ที่เป็นเมืองที่ทางเท้าห่วย แคบ ขรุขระเหมือนเดิม เป็นเมืองที่ให้ priority กับรถยนต์มากกว่าคนเดินเท้าและจักรยานเช่นเดิม เป็นเมืองที่มีแต่คนตั้งหน้าตั้งตาสร้างโรงแรม ขายความ exotic ล้านนา พุกาม จีน แขก ขอม ได้มั่วซั่วเหมือนเดิม มีงานevent เปิดตัวสินค้า เปิดห้างสรรพสินค้าที่ผูกขาดโดยออร์กาไนซ์เซอร์กลุ่มหนึ่งที่ถนัดแต่ทำกาดหมั้ว แบบมั่วๆ จับสาวๆ หนุ่มๆ มาใส่ชุดเหมือนหนังจักรๆ วงศ์ๆ มีฟ้อนประหลาดๆ มีเต้นย้อนยุคสุนทราภรณ์ เรียกได้ว่าเป็นเมืองที่ขายวัฒนธรรมได้น่าขบขันมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เชื่อลองเปิดดูหน้าข่าวสังคมตามหนังสือที่เรียกว่า free newspapers ดูสิ มีแต่เรื่องตลกๆ งานตลกๆ
เทรนด์ล่าสุดของเชียงใหม่ที่น่าจับตามองมากคือ อาการโหยหา “เจ้า” เจ้าเชียงใหม่เหลือกี่คน ขุดมาใช้ให้คุ้ม ออกทุกงาน และพยายามจะพูดถึง “เจ้า” แบบนับญาติสนิทชิดเชื้อ ราวกับจะสถาปนาตัวเองเป็น “เจ้า” ไปด้วย อาการนี้น่าจะสืบเนื่องมาจากแฟชั่นแต่งตัวเป็น เจ้านายฝ่ายเหนือตามสตูดิโอในไนท์บาร์ซาร์ที่มาพร้อมกับกิจการเช่าชุด- ผ้าพื้นเมืองโบราณที่เริ่ม เมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว
ล่าสุดได้ยิน “เจ้า” เชียงใหม่คนหนึ่งบอกว่าภูมิใจที่ตระกูลของท่านอยู่ที่นี่มา 700 ปี เราก็เอ๊ะ ตระกูล เจ้า เชียงใหม่นี่ เพิ่งจะมีมาเมื่อ สัก 200ปี ตอนที่เป็นอิสระจากพม่าแล้วย้ายมาสวามิภักดิ์กับ
สยามแทนไม่ใช่เหรอ มันเป็น 700 ปีตั้งแต่เมื่อไหร่วะ?
ตั้งเป็นข้อสังเกตให้จับตาดูเอาไว้ว่าเดี๋ยวจะมี “เจ้า” ผุดขึ้นมาในหน้าข่าวสังคมเชียงใหม่อีกมากพร้อมกับพิธีกรรม และ ประเพณีที่จะถูกประดิษฐ์โดยกลุ่มธุรกิจจัดงานอีเวนต์นี่แหละ แห่ช้างแห่ม้าหาเงินกันสนุก ส่วนเราก็นั่งดูพลางปลงพลางว่า เฮ้อ “เจ้า” ของเราทางเหนือเนี่ยะ จริงๆ แล้วไม่ได้ทำการทำงานให้เป็นที่ภูมิใจได้สักนิด – คนเชียงใหม่ในฐานะที่เป็นคนไทยก็ไม่รู้ประวัติศาสตร์ไทย และคนเชียงใหม่ในฐานะที่ครั้งหนึ่งเป็นเมืองขึ้นสยามก็ไม่เคยได้มีโอกาสทำความรู้จักตัวเอง เศร้าสองต่อนะคะ
เรื่องแพนด้า ไม่อยากแสดงความเห็นมาก ดิฉันว่า ชาวบ้านร้านช่องไม่ได้ตื่นเต้นกับแพนด้ามากเท่ากับที่ “สื่อ” พยายามจะสร้าง และบอกตามตรง ค่าเข้าสวนสัตว์ เพื่อจะดูแพนด้าและอื่นๆ ที่เป็นไฮไลต์นั้นแพงเกินกว่าที่ชาวบ้านชาวช่องจะเข้าไปดูได้ค่ะ สมมุติค่าใช้จ่ายในการไปสวนสัตว์เท่ากับ 500 บาทต่อคน (รวมค่ารถ ค่าอาหาร) ครอบครัวหนึ่งมี 4 คน ต้องใช้เงิน 2,000 บาทแล้วนะคะ สมมุติค่าแรงขั้นต่ำวันละ 250 บาท พ่อมีรายได้เดือนละ 7,500 บาท แม่อีก 7,500 บาท การไปเที่ยวครั้งละ 1,500 บาทนี่คิดเป็น 10 % เลยนะคะ ยังไม่นับว่าในครอบครัวมีค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอื่นๆ อีก เช่น ค่าเช่าบ้าน อาหาร ค่าใช้จ่ายสำหรับการศึกษาของลูก เพราะฉะนั้นการไปสวนสัตว์สำหรับบางครอบครัวเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยไปแล้ว เพื่อนของดิฉันเคยบอกว่า เงินน้อยก็ไปเดินเล่นหน้ากรงลิง กรงนกแก้วไปก่อน
ดิฉันถึงตั้งคำถามไปยังสวนสัตว์ว่า ด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ ไม่ต้องตะกายดาวไปเอาหิมะ เอาเท่าที่ทรัพยากรของเราที่มี สวนสัตว์จะให้ (Contribute) อะไรกับคนท้องถิ่นและคนส่วนใหญ่ที่มีรายได้น้อยได้บ้าง?
กรณีปัญหาไข้หวัด 2009 ที่กำลังกลายเป็นกระแสของการตื่นกลัวในขณะนี้ คุณมีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร ชาวบ้านอย่างเราๆ จะตั้งรับกันอย่างไรดีละ...เพราะดูเหมือนชาวบ้านเริ่มไม่เชื่อมั่นต่อคำพูดของรัฐบาลแล้ว ที่ก่อนหน้านั้น จะบอกว่า “เราควบคุมการแพร่ระบาดได้” ซึ่งว่ากันว่านั่นเป็นการส่งสัญญาณที่ผิดพลาด ทำให้ประชาชนไม่ได้เตรียมตัวเท่าที่ควร เป็นความผิดพลาดในเรื่องของการบริหารจัดการของรัฐบาล ?
อันนี้ดิฉันไม่รู้ ตอบไม่ได้จริงๆ คำว่า “หวัด” มันเป็นเหมือนเรื่องเล็กน้อย และเส้นแบ่งของความระมัดระวังกับการตระหนกตกตื่นจนเกินกว่าเหตุมันบางมาก เมื่อก่อนดิฉันอยู่ญี่ปุ่น คนใส่ มาสก์เวลาเป็นหวัดเป็นเรื่องปกติมาก เราเป็นหวัด เราต้องปิดปาก ในแง่ของภาษาที่สื่ออกไปคุณกำลังบอกกับสังคมว่า “ฉันมีความรับผิดชอบต่อสังคมนะ ฉันป่วยและฉันระวังไม่เอาเชื้อโรคไปติดใคร” แต่การใส่มาสก์ในเมืองไทยที่รณรงค์กันอยู่คือ คนไม่ป่วยใส่ เพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้ติด มันกลับกัน ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นสองอย่าง
อย่างแรก คือ คนไทยรู้ว่าพึ่งรัฐไม่ได้ ก็พึ่งตนเอง ป้องกันตนเอง อย่างที่สอง เราไม่ได้ใส่มาสก์เพราะคิดถึงคนอื่นหรือเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อคนอื่นที่อยู่ร่วมกับเราแต่เราใส่มาสก์เพื่อป้องกันตัวเราเอง เป็นการเอาตัวรอดแบบ ดิฉันไม่อยากพูดว่า “แบบคนไทย” คือมันเป็น mentality ที่อยู่กับสังคมไทยที่เราคุ้นเคย คนอื่นเป็นไงก็ช่าง สังคมเป็นไงก็ช่าง ตัวกู ลูกกู ครอบครัวกูรอดก็แล้วกัน ถ้าโยงไปหาปัญหาอื่นๆ ก็คือ สมมุติว่าจะมีคนมาสร้างเตาเผาขยะข้างบ้านเรา เราเดือดร้อน แต่ถ้ามันไกลจากบ้านเราไป เราจะคิดว่า อื่ม...ไม่ใช่ปัญหาของเรา ปล่อยให้คนที่นั่นสู้กันไป เราไม่จำเป็นต้องเข้าไปสนับสนุนหรือส่งเสียงไปเพื่อช่วย support เผลอๆไปด่าเขาอีก
ที่น่าจับตาดูคือ หลังการระบาดของหวัดมันจะทำให้เกิดกระแสคลั่ง Hygiene ขึ้นมาในสังคมไทยหรือเปล่า ตอนนี้เราก็บ้าเจลล้างมือกันแล้ว อีกหน่อยจะเหมือนญี่ปุ่นที่มีคนผลิตทิชชูไว้เช็ดราวบันไดเลื่อน เพราะประสาทแดก กับเชื้อโรค กลัวว่าคนก่อนหน้าเราที่จับราวนั้นอาจจะสกปรก –ไม่ใช่สกปรกธรรมดา แต่สกปรกจนรับไมได้ - ทีนี้ในสังคมไทยที่ช่องว่างทางชนชั้น ทางเศรษฐกิจมันถ่างกว้างมาก แถมมาด้วยมีแรงงานต่างชาติ ทีนี้เชื้อโรค ความป่วยไข้ ความสกปรก จะถูกโยนไปที่คนจน แรงงานต่างด้าว คนไร้บ้าน และคนชายขอบของสังคมทั้งหมด อันนี้จะเป็นโศกนาฏกรรมยิ่งกว่าโรคระบาด
วกกลับมาเรื่องการเมืองในสายตาชาวบ้านบ้าง จากการที่คุณคลุกคลีอยู่กับคนท้องถิ่น มองชาวบ้านร้านถิ่นตอนนี้เขาสนใจการเมือง เข้าใจไปในทิศทางใดบ้าง... หลังผ่านรัฐประหาร ผ่านทั้งรัฐบาลแต่งตั้งและเลือกตั้งฯ ผ่านทั้งเหลืองๆ แดงๆ แล้วชาวบ้านเขารู้จักประชาธิปไตย เขารู้จักเผด็จการกันดีขึ้นบ้างหรือไม่ หลังจากได้ลิ้มลองมาหลายรสหลายแบบ มานานหลายปีแล้ว ?
คำถามนี้ไม่ตอบได้ไหมคะ แบบว่า เบื่อแล้ว (หัวเราะ) ดิฉันว่ามันชัดเจนในบทความที่ดิฉันเขียนเรื่อง “นับแต่นี้ไปไม่เหมือนเดิม” (หมายเหตุ...อ่านบทความล้อมกรอบท้ายบทสัมภาษณ์)
แล้วคุณมีความเห็นยังไงที่ดูเหมือนสีเหลืองจะเริ่มจาง และสีแดงกลับดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นทุกที? (...ดูได้จากปฏิกิริยาตีกลับ กรณีพระเอกกลายเป็นผู้ก่อการร้าย ถูกตั้งข้อหาฯ...หรือรัฐบาลอภิสิทธิ์เคลื่อนไปทางไหน ก็จะถูกแดงลุกฮือขัดขวางไปทั่ว)
ดิฉันคิดว่าตอนนี้มันซับซ้อนกว่าเรื่อง 2 สี ต้องมองว่า กลุ่มสีแดงจะขยับกระบวนการให้ไปสู่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ไม่ใช่แค่เอาทักษิณกลับมา (เว้นแต่ทักษิณจะเป็นสัญลักษณ์ของอีกสิ่งหนึ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขาอยากขจัดให้พ้นจากการเมืองไทย เขาจึงชูทักษิณในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์เท่านั้น) ดิฉันคิดว่าจุดเปลี่ยนผ่านการเมืองไทยช่วงนี้ละเอียดอ่อนมาก ไม่มีซ้าย ขวา เหลือง แดง น้ำเงิน ที่เป็นเส้นแบ่งออกจากกันชัด ชนชั้นนำทุกกลุ่มไม่ว่าจะสีอะไรมีผลประโยชน์เกี่ยวกันอีรุงตุงนังกันไปหมด แต่ประเด็นสำคัญคือ สิ่งที่ประชาชนได้เรียนรู้จากกระบวนการที่เกิดขึ้น
ดิฉันคิดว่าความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับประชาชนสำคัญมากกว่า และความเปลี่ยนแปลงอันนี้มันไม่ได้เกิดขึ้นแบบเป็นเส้นตรงพุ่งไปข้างหน้า มันเปลี่ยนตรงนั้นนิด ตรงนี้หน่อย มันมีความขัดแย้งกันเองในอุดมการณ์ ในตรรกะที่เราใช้ มีการเดินหน้า มีการถอยหลัง ซึ่งดิฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา แต่เวลาเรามอง เราชอบจะไปจัดระบบ พยายามจะไปขีดเส้นแบ่งตรงนั้นออกจากตรงนี้ และหากมันไม่เป็นอย่างที่เราคิด ไม่ก้าวหน้าเท่าที่หวังเราก็หงุดหงิด
แล้วคุณคิดว่าทางออกมันไปทิศทางไหนละนี่... ในขณะที่หลายคนก็หันมาเสนอให้แก้รัฐธรรมนูญอีกตามเคย รวมทั้ง นปช.ก็ออกนโยบายเฉพาะหน้าของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) “แดงทั้งแผ่นดิน”
ดิฉันมองว่า การเรียนรู้ทางการเมืองมันเป็น “กระบวนการ” มันไม่จำเป็นต้องมีทางออก คำว่า ทางออกนี่คล้ายๆ นิพพาน (ยิ้ม) ทำไมเราต้องหาทางออก ออกแล้วจะไปไหน? ใช่ไหม ออกแล้วจะไปไหน มันไม่มีหรอกทางออก มันมีแต่การคลี่คลายจากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกหนึ่ง ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ดิฉันมีความหวังกับพลังของประชาชนมากขึ้น และนี่เป็นสัญญาณที่ดีมาก เราไม่มีคำตอบที่สำเร็จรูปรออยู่ข้างหน้าว่า เมืองไทยต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่กระบวนการเมืองและตัวละครการเมืองจะเล่นต่อไปเรื่อยๆ
เราปฏิเสธไม่ได้ว่า จากที่ประชาชนเป็นตัวประกอบในละครการเมืองประเทศไทย ไม่ใช่ตัวประกอบธรรมดานะคะ เป็นตัวประกอบแบบเป็นต้นไม้ เป็นภูเขา ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็นตัวแสดงนำ ทีนี้ตัวประชาชนที่ขยับขึ้นมาเป็นตัวแสดงนำ จะนำพาละครเรื่องนี้ไปสู่อะไร หรือจะพลาดถูกจับไปเล่นเป็นต้นไม้ เป็นภูเขาอีกหรือเปล่า ก็เป็นเรื่องที่เราต้องดู และแสดงไปพร้อมๆ กัน ทีนี้เราจะแสดงแบบที่อยากให้ประชาชนเป็นตัวนำ หรือแสดงแบบอยากเอาพระเอก นางเอกคนเก่ากลับคืนสู่เวที ตัวเราเองก็มีส่วนในการกำหนดทิศทางของละครด้วยเหมือนกัน
คุณอยากพูด อยากทำอะไรมากที่สุดในตอนนี้ ?
อยากพูดว่า ตอนนี้ดิฉันรังเกียจพรรคประชาธิปัตย์อย่างบอกไม่ถูก –personal มากนะคะ เป็นความคิดเห็นส่วนตัว และอยากถาม รัฐบาลชุดนี้ว่า ไม่อายน้ำหน้าตัวเองบ้างเลยหรือกับการขึ้นมาเป็นรัฐบาล แต่ละคนก็มีการศึกษาดีๆ มาจากครอบครัวดีๆ มีกินมีใช้ ไม่ได้ลำบากยากจนอะไรนักหนา ไม่ได้เป็นรัฐบาล เมียก็เดินซื้อเพชรได้ทุกวันอยู่แล้ว ทำไม๊ ทำไมหน้าด้านกันนัก
บทความประกอบ
|
นับแต่นี้ไปไม่เหมือนเดิม คำ ผกา มติชน สุดสัปดาห์ ฉบับประจำวันที่ 24-30 เมษายน 2552
แม่บ้านในที่นี้ไม่ได้แปลว่าเมีย เพราะผัวแกตายไปนานแล้วแม่บ้านในที่นี้ ภาษาละครหลังข่าวเขาเรียกกันว่า คนใช้ ป้าทองจะเป็นอะไรก็ช่างฉันรู้แต่ว่า แกเป็นคนบ้านเดียวกับฉัน วันหนึ่งแกมาซื้อเนื้อที่หมู่บ้าน ฉันก็เลยหยั่งเสียงเกี่ยวกับการชุมนุมของคนเสื้อแดง และเหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นระหว่างสงการณ์ ในขณะที่พวกเรากำลังยุ่งอยู่กับการทำแกงฮังเลไปวัด “คนเขาไปเดินขบวนไล่รัฐบาลกันป้าทองว่ายังไง” “อู๊ยย...บ้านเมืองวุ่นวายร้อนร้าย ถ้าป้าทองเป็นรัฐบาล จะลาออก รู้ทั้งรู้ว่าประชาชนไม่ได้เลือกตัวเองมาเป็นรัฐบาลยังจะหน้าด้านอยู่ได้ เออ ถ้ายุบสภา เลือกตั้งใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ชนะ ป้าไม่ว่าซ๊ากคำ จะยอมรับเสียงคนที่เขาเลือกโดยดี แต่นี่อะไรไม่รู้ อยู่ๆ ก็ขึ้นมาเป็นรัฐบาล สมควรแล้วที่จะโดนประชาชนขับไล่ จริงไหม” ป้าตอบยืดยาว สมฉายา ป้าทอง (โว) โว แปลว่าคุยโวโอ้อวดนั่นเอง ฉันยอมรับว่าอึ้งกับคำตอบของป้าทอง ป้าไม่ได้เรียนหนังสือมาก ไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ ป้าดูข่าวและติดละครของแพนเค้ก เหมือนชาวบ้านอีกทั้งประเทศไทย ไม่ได้พูดคำว่าประชาธิปไตยแต่ป้าช่างอธิบายมันออกมาชัดเจนแจ่มกระจ่าง ความจำของป้าไม่ได้สั้นเหมือนใครบางคน ป้ายังจำได้ว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุด หลังจากรัฐบาลของ คมช.ป้ายังจำได้ว่าพรรคที่ได้เสียงข้างมากคือพรรคพลังประชาชน และหัวหน้าพรรคคือนายสมัคร สุนทรเวช ที่เป็นหัวหน้าพรรค ได้เป็นนายกรัฐมนตรี เหตุการณ์หลังจากนั้นป้าคงเข้าใจไม่ได้ ทำไม นายกฯ ที่มาจากพรรคที่ครองเสียงข้างมากถึงถูกถีบออกไปจากเวทีการเมืองไทยในเวลาอันสั้น ทำไมพันธมิตร ถึงสามารถชุมนุมยืดเยื้อได้หลายเดือนโดยไม่มีใครกล้าทำอะไร ทำไมคนเหล่านั้นถึงเข้าไปร้องรำทำเพลงในทำเนียบได้ นานนานแถมยังมีใครไม่รู้ไปอุตริจัดงานแต่งงานเป็นที่ครื้นเครง ทำไมแก๊สน้ำตาทำให้คนแขนขาขาดอย่างมีนัยสำคัญ งง ยิ่งกว่านั้น กลุ่มพันธมิตรไปยึดสนามบินตั้งหลายวัน ผู้คนเดือดร้อนมหาศาล เศรษฐกิจของชาติยับเยิน แต่คนที่เสียงดังในสังคมนี้กลับยกย่องคนยึดสนามบินว่าเป็นพวกกู้ชาติ กู้ประชาธิปไตย แกนนำไม่มีใครโดนจับดำเนินคดี น่าเจ็บใจกว่านั้น บางคนที่ชื่นชมม็อบพันธมิตรออกหน้าออกตา ยังได้เป็นรัฐมนตรี ไม่ใช่กระทรวงขี้หมูขี้หมา เป็นกระทรวงการต่างประเทศเสียด้วย ป้าทองไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์หรอก และไม่รู้ด้วยว่าฉายาของรัฐบาลนี้คือ เทพประทาน ป้าทองแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมเสียงโหวตของประชาชนจึงไม่ได้รับการเคารพ ป้าทองไม่เข้าใจหรอกว่ามือที่มองไม่เห็น แปลว่าอะไร และเป็นใคร ป้าทองเข้าใจตามประสาป้าทองว่า เรามีการเลือกตั้งและเราควรจะยอมรับผลการเลือกตั้งนั้นแม้มันจะไม่ถูกใจเรา ฉันอึ้งกับคำตอบของป้าทอง เพราะมันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสังคมไทยไม่เหมือนเดิม และไม่มีวันจะเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ไม่มีครั้งไหนในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ชาวบ้านธรรมดาๆ อย่างป้าทองจะตระหนักในความหมายของเสียงหนึ่งเสียงที่ตัวเองกากบาทลงไปในบัตรลงคะแนน ไม่ว่าสื่อมวลชน ชนชั้นกลาง คนมีการศึกษา ที่คิดว่าตัวเองเป็นสัตว์ประเสริฐเหนือชาวบ้านร้านช่อง จะเฝ้าเรียกคนที่มาร่วมชุมนุมเสื้อแดงว่า เป็นผู้หลงผิด เป็นสาวกทักษิณ เป็นพวกขายสิทธิ ขายเสียง และยังไม่รู้ทันเล่ห์กลของนักการเมือง หนังสือพิมพ์บางเล่มยิ่งอาการหนัก เพราะเรียกผู้ชุมนุมสีแดงว่า หางแดง หรือ แดงประจำเดือน สะท้อนและส่อให้เห็นถึงวุฒิภาวะ และรสนิยมของหนังสือพิมพ์นั้นได้อย่างดี นักวิชาการที่สังวาสเสพสุขกับสื่อชนิดนี้ คงหมดแล้วซึ่งสามัญสำนึกแห่งผิดชอบชั่วดี โดยสิ้นเชิง มีคนพูดกันมากเรื่อง 2 มาตรฐาน ความแตกต่างระหว่างม็อบมีเส้น กับไม่มีเส้น มีหลายคนบอกว่าม็อบเสื้อแดงกำลังรุกเร้าให้เกิดเหตุการณ์รุนแรง ทั้งการเผารถเมล์ การเอารถแก็สมาขู่ การปะทะกันตรงนั้นตรงนี้ระหว่างคนหลายกลุ่ม หลายฝ่าย และความตึงเครียดระหว่างวันที่ 12-15 เมษายน ที่ผ่านมา แต่ฉันอยากจะทบทวนอีกสักนิดว่าก่อนที่จะเกิดการจลาจลและกีฬาสีสงคราม แดง เหลือง น้ำเงินนั้น มันเกิดอะไรขึ้น จะปฏิเสธไหมว่า หากไม่มีรัฐประหาร 2549 จะไม่มีสงครามสีในวันนี้ และใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารควรสำเหนียกว่าประเทศไทย ณ พ.ศ.นี้ ไม่เหมือนกับประเทศไทยปี 2500 อีกต่อไปแล้ว คนไทย ชาวนา ชาวไร่ กรรมกรไทย ไม่ใช่ราษฎรโง่ๆ เชื่องๆ แบบตัวละครเรื่องสั้น เขียดขาคำ ของลาว คำหอมอีกต่อไป ชาวบ้านไม่ได้เห็นนายอำเภอแล้วรีบก้มกราบอีกแล้ว เราไม่ได้อยู่ในยุคที่ขึ้นไปบนที่ว่าการอำเภอแล้วขาสั่นผับๆ เพราะกลัวเจ้ากลัวนาย เราไม่ได้อยู่ในยุคที่เรียกข้าราชการว่า เจ้าคนนายคน เราอยู่ยุคที่ นายกเทศบาลตำบลนั้นเป็นลูกของลุงศรีทน ที่มีนาติดกับนาของเราแถมยังฟ้อนผีมดร่วมกันทุกปี นายก อบต.ก็เป็นลูกหลานของคนบ้านนี้ เราอยู่ในยุคที่ไม่ได้ตื่นเต้นกับการไปดำหัวผู้ว่าฯ ที่ขอโทษเดี๋ยวนี้แทบไม่รู้เรื่องว่าชื่ออะไร เพราะมันช่างเป็นตำแหน่งที่ไร้ความหมาย หลังการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นเป็นรูปธรรมมากขึ้น คำว่าสถานที่ราชการ ที่เคยทรงอำนาจขู่ให้ประชาชนต้องเดินตัวลีบๆ บางทีถึงขั้นถอดรองเท้านั้นเกือบจะมีความหมายเท่ากับศาลพระภูมิ ในสมัยที่ชาวบ้านเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีของการสื่อสาร วิทยุชุมชน การทำงานภาคประชาชนของ NGO ที่ดำเนินการมายาวนานเราต้องยอมรับว่ามีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงจิตสำนึกของประชาชนคนเดินดิน ที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นประชาชน มีสิทธิ มีเสียง มีอำนาจในการกำหนดชะตากรรมของตนเองผ่านสิ่งที่เรียกว่านโยบายของรัฐบาล ชาวบ้านได้เรียนรู้ว่าหากเราไม่พอใจการตัดสินใจของรัฐบาล เราสามารถเรียกร้อง ต่อรอง ทำการรณรงค์กับประชาชนกลุ่มอื่นๆ เพื่อหาแนวร่วม หรือเพื่อประชาสัมพันธ์ให้ขอมูลข่าวสาร ที่แตกต่างออกไปจากโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล สังคมไทยมีคนอย่างยายไฮ เกิดขึ้นแล้ว มีสมัชชาคนจน มีสหภาพแรงงานที่กำลังตื่นตัว มีกลุ่มพิทักษ์ผลประโยชน์ของผู้บริโภคอย่างแข็งขัน เรามีคนไข้ที่ลุกขึ้นฟ้องร้องหมอ (50 ปีที่แล้วยังเห็นหมอเป็นเทวดา และพูดภาษาเทพที่คนธรรมดาไม่เคยฟังรู้เรื่อง) เรามีกลุ่มองค์กรนอกรัฐที่เกิดขึ้นมาเพื่อยืนยันสิทธิ์ศักดิ์ศรีของคนไทย ที่หรือหน่วยราชการไม่เคยอ่าน เขาว่าเป็นคนที่มีศักดิ์ศรีและสิทธิแห่งความเป็นมนุษย์ เท่ากับคนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายผู้ติดเชื้อฯ เครือข่ายหญิงบริการ ฯลฯ ลองคิดดูแล้วกันว่าสังคมเราเดินมาไกลขนาดไหน ไกลจนถึงจุดที่ทั้งกะหรี่ ทั้งกะเทย ออกมาเป็นแอ็คทิวิสต์ เดินสายประชุมกับเฟมินิสต์ นักวิชาการ และเพื่อนนักกิจกรรมทั่วโลกเพื่อยืนยันศักดิ์ศรีแห่งอาชีพของตน แล้วใครหน้าไหน ยังจะคิดว่าจะลุกขึ้นมาทำรัฐประหารได้ง่ายดายเหมือนยุคของสฤษดิ์ แล้วใครอย่ามาคิดว่าจะลุกขึ้นมา Exercise อำนาจอย่างเดียวกับที่ สฤษดิ์ เคยทำกับคนไทยสมัยนั้น ร้ายไปกว่านั้นในยุคแห่งการรื้อสร้างและเสียดสี การรณรงค์และโฆษณาชวนเชื่อในกฤษฏาภินิหารต่างๆ นานาเพื่อให้ประชาชนสมยอมอำนาจนั้นทำได้ยากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากจะไม่ชวนเชื่อ แล้วยังน่าหัวเราะเยาะและรังแต่จะถูกนำมาล้อเลียนให้เสียผู้เสียคนกันไปข้าง เราอยู่ในยุคเทคโนโลยีอยู่แค่การ คลิก คลิก คลิก โทรศัพท์มือถือของนาย ก. นาง ข. ที่ไหนก็ถ่ายรูปได้ สื่อของรัฐแสดงรูปๆ หนึ่ง ประชาชนก็สามารถเอารูปอีกรูปหนึ่งมาแสดงทาบกันคัดง้างความหมาย ความเชื่อกันได้อย่างทันท่วงที เพราะฉะนั้น การผูกขาดข้อมูลข่าวสารนั้นเป็นแค่ฝันเปียกของรัฐบาล ICT ทำได้แค่วิ่งไปปิดเว็บนั้น เว็บนี้ไปวันๆ ทว่ายิ่งปิดกั้น ยิ่งกักกัน ประชาชนยิ่งหลีกเร้น แหวกทางหาช่องใหม่ ภาษาใหม่ ถ้อยคำใหม่ สัญลักษณ์ใหม่ๆ ทีรัฐไม่มีวันจะตามไปปิดหูปิดตาได้มิดชิดอีกต่อไป ยิ่งปิดเรายิ่งสามารถค้นหาทางหนีได้แยบยลยิ่งขึ้น คำสามัญอย่าง “ซาบซึ้ง” กลับซ่อนนัยชวนหัวมีพลังถึงขั้นพลิกขั้วของโลกให้กลับตาลปัตรได้ เพราะฉะนั้นที่วิ่งไล่ปิดวิทยุชุมชน จนหัวสั่นหัวคลอนนั้นอย่าหวังว่าจะสามารถทำการผูกขาดข่าวสารข้อมูลได้ง่ายดาย และจะเอาประชาชนมาใส่ขื่อใส่คาได้ตามใจชอบ เพราะยิ่งปิดก็จะยิ่งมีช่องทางใหม่ๆ มาทดแทน นี่จึงเป็นกระบวนการต่อต้านรัฐประหาร (และขอไว้อาลัยแก่ภาพประชาชนที่เอาดอกกุหลาบไปให้ทหาร) หลังจากนั้นที่ดำเนินการมาอย่างเป็นอารยะนั่นคือ ไม่มีการออกมาชุมนุมหรือใช้ความรุนแรงใดๆ นอกจากภาพการรณรงค์ด้วยข้อมูลเท่าที่จะทำได้ ส่วนชาวบ้านอย่างป้าทองเชื่อว่า เมื่อมีการคืนอำนาจให้กับประชาชนด้วยการเลือกตั้ง ทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ทีไหนได้ กลายเป็นว่ามีการใช้สถาบันตุลาการอย่างตั้งใจที่จะตัดตอนพรรคไทยรักไทย สุดท้ายเมื่อผลการเลือกตั้งออกมา กลับมีความพยายามที่จะใช้วิธีนอกกฎหมายในการกำจัดพรรคเพื่อไทย และรัฐบาลที่ประชาชนเลือกเข้ามาอย่างกดดันและต่อเนื่องผ่านพันธมิตรฯ ใส่เสื้อสีเหลือง มาถึงวันนี้ฉันคงไม่ต้องอ้อมค้อม เด็กมัธยม ยังรู้เลยว่านี่ไม่ใช่การเมืองภาคประชาชน แต่เป็นการ exploit การเมือง ภาคประชาชนที่ยิ่งใหญ่ที่สุด corrupt ที่สุดหน้าด้านและดัดจริตที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย วาทกรรมว่าด้วยประชาธิปไตยแบบไทยๆ บวกกับมายาคติว่าด้วยนักการเมืองชั่วช้าสามานย์ เข้ามาเพื่อกอบโกย มือสกปรกโกงกิน ถูกนำเสนออย่างต่อเนื่อง พร้อมกับกระแสเรียกร้องหาผู้ปกครองในอุดมคติปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน การเมืองโปร่งใส good governance ศีลธรรม คุณธรรม ไปจนถึงเกมชิงความจงรักภักดีอย่างเข้มข้นถึงตอนนี้คำว่า ประชาธิปไตย ไม่สำคัญเท่ากับ ฆ่าทักษิณออกจากจักรวาลการเมืองไทย ไม่มีประชาธิปไตยไม่เป็นไรขอให้เอาทักษิณออกไปให้ได้ก่อน ความผิด และความไม่ชอบธรรมของทักษิณ ไม่ได้นำมาพิจารณาไต่สวนกันด้วยเหตุผล แต่ข้อเท็จจริงเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อปลุกเร้าความเกลียดชังและ simplified ปัญหาของประเทศไปไว้ที่ผู้ชายชื่อทักษิณ ราวกับว่าหากไม่มีทักษิณเสียคน ประเทศไทยจะเรืองรองผ่องอำไพ ผุดผ่องงดงาม ขึ้นมาในบัดดล เมื่อดึงดัน ถีบส่ง และฆ่าทิ้งรัฐบาลที่ประชาชนเลือกเข้ามาอย่างหน้าด้าน และอีกพรรคหนึ่งก็หน้าด้านพอที่จะขึ้นมาเป็นรัฐบาล คุณอภิสิทธิ์ก็กล้าขึ้นมาเป็นนายกฯ ท่ามกลางเครื่องหมายคำถามจากทั่วโลก (ฉันอายแทนมากๆ ) และในที่สุดประชาชนก็ไม่อาจอยู่นิ่งเฉยได้ กลุ่มคนเสื้อแดงจึงลุกข้นมาชุมนุมเพื่อทวงถามความเป็นธรรม ความยติธรรม และความหมายของประชาธิปไตย ในขณะที่ก่อนหน้านี้กลุ่มพันธมิตรทำในสิ่งตรงกันข้าม นี่คือสัญญาณที่บอกชนชั้นนำไทยว่า การเมืองไทยจะไม่เหมือนเดิม คนไทย ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วสำนึกทางการเมืองของพวกเราเปลี่ยนแปลงไปมากในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ชนชั้นนำไม่อาจ manipulate ชี้นำและสนตะพายเราด้วยคำพูดเพราะๆ หน้าหล่อๆ ยิ้มหวานๆ พิธีกรรมสารพัดพิธี อย่างที่เคยทำอีกต่อไป ประชาชนไทยเปลี่ยนไปแล้วมีแต่ชนชั้นนำที่ไม่รู้ตัว หรือเฝ้าหลอกตัวเองว่า ทุกอย่างยังเหมือนเดิม และจะต้องเหมือนเดิมตลอดไป |
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












ชอบๆๆ และสะใจกับคำ ผกา
ชอบๆๆ และสะใจกับคำ ผกา จริงๆครับ แล้วนี่เราจะทนอยู่ร่วมกับอภิชนที่นิยมความ "ดัดจริต" ไปได้อีกนานแค่ไหนครับ?
ผมซื้อ "จดหมายจากเกียวโต"
ผมซื้อ "จดหมายจากเกียวโต" มาอ่าน และยอมรับว่าแกเขียนเปรียบเทียบญี่ปุ่นและไทยได้ดี...จริงๆบ้านเมืองนี้มีปัญหาเยอะครับ แต่ไม่เอาอ่าว ไม่เอาความ แถมดัดจริต และในที่สุดก็แก้ปัญหาอะไรไม่ได้สักอย่าง
นึกว่าแกไปตั้งรกรากที่โน่นแล้วเสียอีก
ขอบคุณที่ได่เหนงานเขียนคุณอีก
ขอบคุณที่ได่เหนงานเขียนคุณอีกครั้ง
คำ ผกา
อ่านไปแล้วก็งั้นๆแหละ
อ่านไปแล้วก็งั้นๆแหละ ก็ว่ากันไปตามท้องเรื่องในมุมมองที่แตกต่าง มีข้อข้องใจนิดนึง ภาพที่เอามาลงประกอบหมายถึงนักเขียนผู้นี้หรือไง ดูไปดูมาก็เข้าข่ายนางเอกหนัง X นะ จะโปรโมตหนังหรือไงกัน โน่นเลย เอาไปโพสตามเวปใต้ดินนั่นเลยถึงจะเข้าทาง ไอ้กระผมมันวัยทอง ไม่นิยมในเรื่องแบบนี้หรอกนะ เอามาลงให้ดูก็ดู ประชาไทนี่ก็มิใช่ย่อย มีของแปลกๆมาให้ดูเสมอ ชอบมีเรื่องกับเจ้าว่างั้นเถอะ สรุปแล้วการต่อสู้ของเสื้อแดงในเวลานี้ เพื่อประชาธิปไตยไง ถ้าจะต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แล้วจะมาถวายฎีกาทำหอกอะไรกันอีกเล่า ก็วิธีการเช่นนั้นมันเป็นเรื่องราวในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชมิใช่รึ นี่มันยุค 2009 แล้ว จะย้อนยุคกันหรือไง เจ้ามีพระราชอำนาจล้นฟ้าหรือไง กรุณาไปแหกตาศึกษาดูว่าประชากรทั้งโลกมีเท่าใด เปรียบเทียบกับประเทศไทย เราเป็นเพียงแค่เศษเล็กๆในประชากรโลกเท่านั้นเอง เรียกว่าใหญ่แต่ในรูว่างั้นเถอะ ออกนอกรูแล้วหงอย ไม่ได้มีท่าอะไรเลย ชาวโลกบางคนเค้าไม่รู้จักเสียด้วยซ้ำ ตลกดีว่ะ
ล่าสุดได้ยิน “เจ้า”
ล่าสุดได้ยิน “เจ้า” เชียงใหม่คนหนึ่งบอกว่าภูมิใจที่ตระกูลของท่านอยู่ที่นี่มา 700 ปี เราก็เอ๊ะ ตระกูล เจ้า เชียงใหม่นี่ เพิ่งจะมีมาเมื่อ สัก 200ปี ตอนที่เป็นอิสระจากพม่าแล้วย้ายมาสวามิภักดิ์กับ
สยามแทนไม่ใช่เหรอ มันเป็น 700 ปีตั้งแต่เมื่อไหร่วะ?
ข้อความข้างตันที่คำ ผกาเขียนไว้ มันขัดกับพื้นฐานการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ของตัวผู้เขียนอยู่นะครับ....จึงไม่น่าแปลกใจที่ฐานความคิดด้านการเมืองและประชาธิปไตยแกจึงเพี้ยนๆอยู่ แกไม่เข้าใจจริงๆหรือว่าแม้ประชาชนเลือกนักการเมืองและพรรคการเมืองเข้าสภาไปแล้ว รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยเขาไม่ได้ให้อำนาจบริหารปกครองไปเลย โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลย์ด้วยอำนาจอื่น ไม่เข้าใจก็น่าจะไปถามนายสมัคร สุนทรเวชก็ได้ว่าที่แกโดนพรรคแกโดนนั้น มันถูกต้องตามกติกาของรัฐธรรมนูญที่บังคับใช้อยู่ไหม
นักการเมืองนั้นหากไม่พอใจในกติกาตามรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ได้มีกฎเกณฑ์อะไรที่ห้ามไม่ให้รวมหัวกัน ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ใช่ไหมครับ....พรรคปชป.ที่น่าชัง ของคำ ผกา ก็เคยทำตัวอย่างให้ดูอยู่
"เจ้า"ของผกา ท่านไม่ได้บอกว่าตระกูลท่านเป็นเจ้ามา๗๐๐ปีนะครับ.... ท่านบอกแค่ว่าตระกูลท่านอยู่เชียงใหม่มา๗๐๐ปี ซึ่งประวัตินครเชียงใหม่ก็มีอายุประมาณนั้น แต่คำ ผกาหรือนักประวัติศาสตร์หน้าไหนก็คงหาหลักฐานยากว่า ที่"เจ้า"พูดนั้นจริงหรือไม่ และก่อนพม่าเอาไปนั้นตระกูลท่านเป็นเจ้าอยู่แล้วหรือไม่ ซึ่งท่านก้ไม่ได้อ้างว่าเป็นนะครับ...จะเอามาเขียนวิพากษ์ท่านได้อย่างไร
ผมว่า คำ ผกา เอาความรู้ด้านประวัติศาสตร์ที่ไปร่ำเรียนมาจากญี่ปุ่น ไปขุดคุ้ยเรื่อง เจ้ามูลแม้ว กับตระกูลเจ้าเจ็ดตนเชียงใหม่ ออกมาเขียนให้เป็นหลักเป็นฐานให้เป็นที่ศรัทธาคารวะแก่กลุ่ม แดงเชียงใหม่ จะเป็นประโบชน์กว่านะครับ.....
คนมีสายเลือดเจ้าตัวจริง
คนมีสายเลือดเจ้าตัวจริง เขาไม่โอ้อวดหรอก
อยู่เงียบๆดีกว่า แสดงความเป็นเจ้าที่แท้จริง
*การต่อสู้ หากต้องสู้
*การต่อสู้ หากต้องสู้ อีกยาวไกล
ไม่เป็นไร ไม่สำคัญ มั่นใจสู้
ที่ละก้าว ที่เดินไป ใฝ่เรียนรู้
มุ่งเชิดชู ประชาธิปไตย
*ประชาชน ต้องเดินหน้า อย่างกล้าแกร่ง
มุ่งเปลี่ยนแปลง สู่วันใหม่ ให้สดใส
เรียกร้องสิทธิ์ เสรี ที่เป็นไท
อธิปไตย ต้องเป็นของ ประชาชน
*สู้อำนาจ อำมาตยาธิปไตย
อภิสิทธิ์ชน เป็นใหญ่ ใฝ่ครองผล
ประชาชน ไม่น้อม ยอมจำนน
สู้เพื่อผล ความเป็นธรรม จำใส่ใจ
*เมื่อเสียงกลอง ก้องไป ในโลกกว้าง
จะเสริมสร้าง ความจริง ที่ยิ่งใหญ่
ประชาชน รักษ์ประชาธิปไตย
ได้เลือกใช้ การตีกลอง ร้องฎีกา
นั่นสิ
นั่นสิ เป็นตระกูลเลี้ยงช้างที่ำลำปางแล้วไปสวามิภักดิ์กรุงเทพ เลยได้เป็นเจ้าเชียงใหม่ จะบอกว่าอยู่เชียงใหม่มา 700 ปีได้ไง หรือว่าเป็นลัวะ
เกลียดประเทศนี้จริงๆ
เกลียดประเทศนี้จริงๆ ปิดกั้นข้อมูลที่คนไทยส่วนมากควรได้รู้ แต่ในสื่อกระแสหลักมีแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้
>และใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลัง
>และใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารควรสำเหนียกว่าประเทศไทย ณ พ.ศ.นี้ ไม่เหมือนกับประเทศไทยปี 2550 อีกต่อไปแล้ว
น่าจะเป็นปี 2500 หรือเปล่าครับ
ความวุ่นวายของประเทศทุกวันนี้
ความวุ่นวายของประเทศทุกวันนี้มันเกิดขึ้นมาตั้งแต่การทำรัฐประหารเมื่อ19กันยา49โน่นแล้ว แปลกใจมาจนทุกวันนี้ที่การรัฐประหารที่ผ่านมามีคนสนับสนุนเสียด้วย ไม่ว่าสื่อหนังสือพิมพ์ สื่อวิทยุ สื่อทีวี นักวิชาการ นักรัฐศาสตร์ นักกฎหมาย นักการเมือง นักธุรกิจ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่ผู้คน(เคย) นับถือ นักกิจกรรมการเมืองเมื่อตุลา16,ตุลา19,พค35 ฯลฯ ต่างก็ไม่มีใครคัดค้าน กลับสนันสนุนเสียอีก?? แถมทุกวันนี้ยังเที่ยวโพนทนาเรื่องราวเกี่ยวกับประชาธิปไตย นิติธรรมนิติรัฐ ว่าไปเรื่อย ไม่รู้เข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า การรัฐประหารกับประชาธิปไตยไปกันไม่ได้ครับ การรัฐประหารกับนิติธรรมนิติรัฐไปกันไม่ได้ครับ โดยเฉพาะโลกในยุคศตวรรษที่21นี้ ทั้งเชยทั้งเฉิ่มครับ ประเทศไทยไม่ได้อยู่กันแบบชนเผ่าล้าหลังในอัฟริกานะครับ เอะอะก็จะใช้กำลังโค่นล้มกัน "พิมพ์ดีดฉับแกะ"มีแต่ในพิพิธภัณท์แล้วครับ ไม่มีใครเขาใช้แล้วครับ ล้าสมัยและเชยครับ
ปล. ข้อดีที่สุดในการรัฐประหารล่าสุดที่ผ่านมา คือช่วยยกระดับผู้คนระดับรากหญ้าได้เข้าใจการเมืองในระบอบประชาธิปไตยขึ้นอย่างมากมาย รากหญ้าต่างหูตาสว่าง ผู้คนระดับรากหญ้านี่แหละครับจะเป็นพระเอกตัวจริงในการปกป้องระบอบประชาธิไปไตยต่อไป
**ขอชื่นชมผู้ที่ยืนหยัดต่อต้านการรัฐประหาร ไม่ว่ารัฐประหารเต็มรูปซ่อนรูป หรือรัฐประหารเงียบ ไม่เอาทั้งนั้น น่าเบื่อยิ่งกว่าละครน้ำเน่า
การอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิป
การอยู่ร่วมกันในสังคมประชาธิปไตยย่อมต้องมีผู้นำที่เป็นตัวแทนของประชาชน แต่คุณช่วยอธิบายทีว่าผู้นำคนนี้เป็นประชาธิปไตยหรือไม่
1. การหลีกเลี่ยงภาษีโดยอาศัยช่องกฎหมาย ในกรณีขายหุ้น
2. การจ้างพรรคการเมืองเล็กๆลงสมัครเลือกตั้ง
3. การเซ็นยินยอมพื้นที่ทับซ้อน ชายแดน ทำให้ชาติต้องเสียแผ่นดิน
4. การใช้อำนาจผู้นำอั้วประกวดราคาที่ดินต่ำกว่าราคาประเมินจริง
5. การติดสินบนศาลสถิตยุติธรรม
6. การจ้างสื่อมวลชนไร้จรรยาบรรณมอมเมาประชาชน ด้วยความเท็จหรือความจริงบางส่วน
ช่วยตอบด้วย
ปล. ถ้ากระทู้ถูกลบนั้นแปลว่า คุณคือบุคคลในข้อ6.
ทำไมคุณผกาชอบใช่ภาษาอังกฤษ
ทำไมคุณผกาชอบใช่ภาษาอังกฤษ ในภาษาไทย(อังกฤษพิมพ์ไทย)และใช้อังกฤษมากเกินไป ตาสีตาสา ยายมี คงอ่านไม่ออก ถ้าจะพิมพ์ให้เขาอ่าน และในไวยากรณ์ไทย สื่อต้องเป็นพื้นที่ในการรักษาไวยากรณ์ไทยอักษรไทย(ถึงแม้จะไม่ใช่เสียทีเดียว)และภาษา เพราะสมัยนี้คนรุ่นใหม่ก็ใช้ภาษาผิดๆถูกเหมือนเราเป็นเมืองขึ้นกระทั่งภาษา ถ้าเกิดพจจนานุกรมไทยมีบัญญัติไว้ก็ควรใช้ พวก priotity exotic events และมาสก์ อ่านๆแล้ว มีเยอะมากๆทีเดียวในสมัยนี้ที่เขียนแบบนี้ และก็อยากให้ประชาไทยรักษาวัฒนธรรมทางภาษา ทุกอย่างในนี้เป็นสิ่งดีทั้งหมด ยกเว้นไวยากรณ์และภาษาที่หลายต่อหลายหน้า มีการเขียนคล้ายคุณ ผกา
*
* อันคำกลอนของท่านที่เราอ่าน
มาหยิบยกการต่อสู้อันยิ่งใหญ่
ท่านจะสู้เพื่อประชาธิปไตยหรือเพื่อใคร
เหตุไฉนจึงหยิบยื่นเรื่องฎีกา
* การยื่นฎีกานั้นไซร์เป็นไงรึ
ดูพิลึกกึกกือบื้อกันใหญ่
มันอยู่ในขั้นตอนประชาธิปไตยกันหรือไง
ตลกฉิบหายยื่นไปทำไมกัน
*จงอย่าเอาประชาธิปไตยเป็นข้ออ้าง
ใจเปิดกว้างรับกระบวนการ การสอบสวน
ที่พวกเอ็งโดนคดีเป็นเหตุเพราะก่อกวน
ที่มันสวนกับเส้นทางประชาธิปไตย
*การต่อสู้นั้นไซร์มิใช่ว่ายาก
แค่วางหมากเล่นเล่ห์เพื่อให้ป่วน
คิดดูก่อนว่าควรหรือไม่ควร
เพราะมันสวนเส้นทางประชาธิปไตย
*วิธีการนั้นลัดขั้นตอนของกฎหมาย
ยิ่งเสียหายเพิ่มทุกข์ใจในดวงจิต
เพราะมันผิดหลักการเฉพาะตน
ทำสับสนหลงลวงหลอกประชาชน
*อันเกิดผลการแตกแยกในสังคม
ทำอะไรควรไตร่ตรองด้วยฝ่าเท้า
มุ่งมอมเมาหลอกคนโง่ให้เข้าเป้า
หวังเขย่าสถาบันให้สั่นคลอน
*เพราะความเขลามุ่งปั่นหวังให้ร้าย
เพื่อให้ใจเจ้าไม่เป็นสุขต้องทุกข์จิต
ควรเดินตามเกมเส้นทางทีดีวิถีคิด
อย่ามุ่งผิดคิดพลาดจนป่วนเมือง
*คิดรอบคอบค่อยเดินเผชิญโชค
ความทุกข์โศกหมดสิ้นทั่วถิ่นฐาน
อย่าเฉไฉยุแหย่จนแตก แยกรอนราน
จะล้างผลาญประเทศชาติ ถึงไหนกัน
*ประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้ด้วยสันติ
แม้บังธิข่มขืนไปไม่เหมาะสม
เริ่มใหม่ได้ทุกอย่างอย่าตรอมตรม
เพื่อสังคมเป็นสุขไปไทยเจริญ
อ่านแล้วก็เหมือนละครน้ำเน่า
อ่านแล้วก็เหมือนละครน้ำเน่า ที่ชาวบ้านร้านตลาด ชอบดูกันใช้สำนวน สะกิดสะเกา ได้ดีและมีวิธีสร้างเครดิต ด้วยความเป็นอินเตอร์ด้วยภาษาฝรั่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะมีมุมมองที่ถูกต้องทั้งหมด ทำไมไม่เอาความจริงหลายๆเรื่อง มาใส่ให้หมด...เชื่อว่าหลายเรื่องที่เธอไม่ใส่โดยสามัญสำนึกแล้วเธอน่าจะรู้ว่าคำตอบมันอยู่ตรงไหน...สรุปแล้วก็คือมีอคติ กับบางอย่าง ...สับสนในความรู้ของข้อมูล...หรือไม่ก็เพื่อผลประโยชน์อะไรบางอย่าง...
ยอดมาก
ยอดมาก บทความตรงใจที่คิดไว้เลย ถามประชาธิปัตย์ว่าเป็นนายกที่มาจากการลากตั้งน่าภูมิใจนักหรือ อ้างว่ามาจากวิถีทางรัฐสภายึดแต่พิธีกรรม ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเองในหลายๆเรื่อง มีการโกงเกิดขึ้นก็บอกไม่กี่เปอร์เซ็น ถ้าเป็นพรรคอื่นพรรคนี้ต้องเอาแต่จี้ให้ลาออก
1.ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี
2 ซื้อที่ดินจ่ายไปเจ็ดร้อยกว่าล้านดีกว่าเอาที่ดินของแผ่นดินไปแจกพรรคพวกกันเองฟรีๆ หรือฮุบที่ดินเขายายเที่ยง ไม่ต่ำกว่าราคาประเมินด้วยเช็คข่าวให้ดีก่อน
3 แล้วจ้างพรรคเล็กไม่ให้ลงสมัครกักขังหน่วงเหนี่ยวหัวหน้าพรรคเขาทำไมไม่โดนยุบพรรค
4 ถ้าเสียแผ่นดินจริงต้องไปเอาผิดกับทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยไม่ใช่ทักษิณคนเดียว เรื่องโกหก ในโลกของความเป็นจริงต้องใช้สมองตรองดูว่าใครจะเอาชาติไปขายได้ในยุคนี้ ใครจะปัญญาอ่อนเซ็นยกที่ดินให้เขา แล้วทหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยอมได้ไง เป็นเรื่องโกหกของนายกษิต และเสื้อเหลืองแน่นอน
5สื่อมวลชนไร้จรรยาบรรณที่ว่าคือเอเอสทีวีผู้จัดการและเครือเนชั่น ที่ไม่สมควรใช้คำว่าสื่อมวลชน ไม่เป็นมืออาชีพเป็นแค่ทาสรับใช้เผด็จการ
6 ติดสินบนศาล คนไหน พูดชื่อออกมาเลยดีกว่า อย่ามาพูดมั่วๆลอยๆเหมือนพรรคประชาธิปด นู่นหลักฐานการไซ่ฟ่อนเงินชัดเจน ศาลที่แต่งตั้งมาโดยคณะรัฐประหารยังไม่กล้ายุบเลย
ป.ล. ตอนนี้พรรคปชป เป็นรัฐบาลแล้ว และมีนายกษิตคนเก่งคนกล้าเป็นรมต ต่างประเทศช่วยไปทวงคืนเขาพระวิหารคืนมาจากฮุนเซนด่วน ทำได้มั๊ย สมัยเป็นฝ่ายค้านเคยอภิปรายอะไรเอาไว้ อย่าหน้าด้านไปกราบฮุนเซนด่าเขาไว้ว่าเป็นกุ๊ย ยังไปกราบกรานเขาได้ จับมือกับเขาได้หน้าไม่อายเลยจริงๆ
แปลกมาก..ที่ยังมีคนพูดว่า"ขาย
แปลกมาก..ที่ยังมีคนพูดว่า"ขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แล้วต้องเสียภาษี"แสดงถึงความไม่รู้(โง่)และเชื่อฟังคนปลุกปั่น-ปั้นเรื่องปลุกระดม..จนชาติฉิบหายอยู่นี่ไง
คุณบางกอก ขอแย้งข้อวิจารณ์ของ
คุณบางกอก
ขอแย้งข้อวิจารณ์ของคุณต่อคุณตำ ผกา ดังนี้
ที่คุณอ้างว่า รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยเขาไม่ได้ให้อำนาจบริหารปกครองไปเลย โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลย์ด้วยอำนาจอื่น ไม่เข้าใจก็น่าจะไปถามนายสมัคร สุนทรเวชก็ได้ว่าที่แกโดนพรรคแกโดนนั้น มันถูกต้องตามกติกาของรัฐธรรมนูญที่บังคับใช้อยู่ไหม
ผมเห็นด้วยกับครึ่งแรก ว่าการตรวจสอบและถ่วงดุลย์สำคัญและจำเป็น แต่ไม่เห็นด้วยกับครึ่งหลัง มันไม่ถูกต้องตามกติกา คุณสมัครถูกเล่นงานโดยการใช้กฏหมายแบบ"เฉโก" พรรคของคุณสมัครก็ถูกเล่นงานในขณะที่พรรคอีกพรรคที่โดนข้อหาเดียวกันพ้นผิด เลือกปฏิบัติอย่างนี้ไม่มีใครยอมรับแน่
ถ้าจะวิจารณ์คุณคำ ผกา น่าจะบอกว่า คำ ผกาไม่ควรตัดตอนวิพากษ์เฉพาะหลังรัฐประหาร ต้องวิจารณ์ด้วยว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนการรัฐประหาร ยอมรับหรือไม่ว่า ทักษิณก็เคยmanipulateการตรวจสอบถ่วงดุลย์จนเอียงกระเท่เร่ด้วยเหมือนกัน อย่างน้อยทักษิณควรจะจอดป้ายตั้งแต่คดีซุกหุ้นภาคแรกด้วยซ้ำ
ผมไม่เห็นว่าทั้งทักษิณและอำมาตย์สามารถไว้วางใจให้มีอำนาจ โดยไม่ตรวจสอบได้ ทำไมไม่วิพากษ์ข้อบกพร่องของระบบของเรา แล้วแก้ไขให้เข้มแข็งขึ้น แล้วใครจะมา ทักษิณจะกลับมาก็ไม่เห็นต้องกลัวอะไร หรืออำมาตย์จะชนะใจคนทั้งประเทศก็ยินดีต้อนรับเข้าสู่ระบบการตรวจสอบอันเข้มข้น คิดอย่างนี้จะหาทางออกได้ดีกว่า เรื่องเหลือง-แดงไหมครับ
ไม่มีสมอง ไร้วิสัยทัศน์
ไม่มีสมอง ไร้วิสัยทัศน์ จะอ่านรู้เรื่องกับเค้าได้ไงกัน??
เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความคิดเห
เห็นด้วยอย่างยิ่งกับความคิดเห็นนี้ ปราศจากอคติใดๆ
อ้าวแล้วกัน
อ้าวแล้วกัน โดนด่าว่าไม่มีสมอง ไร้วิสัยทัศน์ไปซะแล้ว อืมม์อีตอนผมสอบเข้าทำงาน มีคนไปสอบแข่งขันกันด้วย ตั้ง 4 หมื่นกว่าคน ผมดันเสือกสอบได้ลำดับที่ 5 เส้นสายก็ไม่มี อ่านหนังสือเองล้วนๆ คงจะเป็นเพราะความโง่ของเราล่ะมั้ง ดันเสือกสอบได้ ไอ้หนู Gneisenau การเขียนบทความ ของคำ ผกา นั้นมีจุดที่น่าสังเกตุคือ เขียนไทย ปนอังกฤษ แสดงให้เห็นว่าเป็นคนขาดความเชื่อมั่น ในวัฒนธรรมของชาติตนเอง เป็นคนมีปมด้อย และเพื่อยกมาตรฐานบทความของตนเองให้หน้าเชื่อถือ ว่าเป็นคนมีความรู้ คนประเภทนี้จึงมักแสดงออกด้วยการเขียนลักษณะนี้ โปรดสังเกตุวัฒนธรรมของชาวญี่ปุ่นและเกาหลี เค้าจะดำเนินการทุกอย่างให้เป็นเอกลักษณ์ของเค้าทั้งหมด โดยเฉพาะภาษา ชาวญี่ปุ่นที่มาทำธุรกิจในประเทศไทย ถ้าลูกจ้างคนไทยคนไหนพูดภาษาญี่ปุ่นได้ มักจะได้เป็นหัวหน้างานและจะก้าวหน้าเสมอ นี่แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางวัฒธรรมของชนชาติเขา เพราะเค้าเชื่อมั่นในชนชาติของตนเอง แม้แต่การผลิตทางอุตสาหกรรม เค้าก็พัฒนาตนเองจนเศรฐกิจอยู่ในอันดับสองของโลก รองจากสหรัฐเท่านั้นเอง คุณนิยมเรียนรู้แต่ภาษาของชนชาติอื่น ถามว่าแล้วชนชาติอื่นสนใจที่จะมาเรียนรู้ภาษาของเราหรือไม่ บรรพบุรุษของเราคิดค้นประดิษฐ์ภาษาของชนชาติตนเองขึ้นมา ก็เพราะเรามีวัฒนธรรมของตนเอง สร้างความเป็นปึกแผ่นภายในชาติ ถึงคุณไปเรียนรู้ภาษาของชนชาติอื่นจนช่ำชอง มิได้หมายว่าคุณฉลาดเลิศล้ำกว่าคนไทยคนอื่นแต่อย่างใด เพราะภาษาศาสตร์เป็นวิชาเฉพาะเท่านั้นเอง กะหรี่ แถวพัทยา ยังพูดอังกฤษได้คล่องเลยครับ ที่ผมเปรียบเทียบมาทั้งหมด เพื่อยกเหตุและผลให้รู้ว่า การพัฒนาการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด และการที่จะถีบตนเองให้ขึ้นไปแข่งขันกับชาวโลกประเทศอื่นได้ ต้องรู้จักคิดค้นและพัฒนาองค์ความรู้ตนเองให้มากขึ้น วิชาการมีหลากหลายสาขา การเรียนแบบสองภาษา คุณจะเสียพลังสมองไปครึ่งหนึ่งคือ เรียนภาษาอังกฤษและเรียนทางวิชาการสาขาต่างๆ นี่คือปมด้อยที่ทำให้ประเทศไม่พัฒนาเท่าที่ควรจะเป็น เมื่อก่อนเราเคยส่งทหารไปรบช่วยเกาหลี แต่ปัจจุบันเกาหลีเจริญกว่าชาติเรา เก็บไปคิดใหม่ไอ้หนู ถ้าคิดเองไม่เป็นจ้องแต่จะเรียนรู้จากคนอื่น ก็อย่าหวังเลยว่าจะเจริญทัดเทียมเขา คุณต่างหากเป็นคนที่ไร้วิสัยทัศน์ ผมไม่เก่งหรอกภาษาอังกฤษ เพราะไม่เรียน แต่ความรู้อื่นๆผมก็ไม่น้อยหน้าใครก็แล้วกัน
เข้ามาเป็นกำลังใจให้คุณคำผกาข
เข้ามาเป็นกำลังใจให้คุณคำผกาขอให้ผลิตผลงานดีๆมีประโยชน์ต่อพี่น้องชาวไทยที่กำลังเหลืออดเหลือทนกับประเทศนี้เมืองนี้เขียนได้โดนใจจริงๆตรงกับใจที่คิดไว้ว่าอยากอ่านบทความอย่างนี้ซักทีในชีวิตที่กำลังเหลือน้อยลงทุกทีๆๆเพราะผิดหวังในประเทศนี้จริงๆมันไม่น่าเกิดขึ้นกับประเทศไทยของเราเลยเสียใจมากๆ ปล.เป็นคนบ้านสันทรายน้อยเน่อฯ อยากรู้จักเป๋นลูกเต้าบ้านไหนขอได้รับความคารวะจากข้าน้อยตวยภูมใจ๋แต้ๆต้องไปถามป้าทองว่าเป๋นไผบ้านเฮามีคนจะอี้ตวยดีใจ๋แต้ๆกาความจริงเล่นเน็ตบะจ่างได้ก่าอ่านวันนี้นั่งเขียนจ๊าดเมินเฮอเขียนด้ายบ่าเฮ่ยแรงบันดาลใจ๋แต้ๆขอบคุณเน่อน้องบ้านเฮามีเพชรล้ำเลอค่าตวย
http://www.pantip.com/cafe/ch
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8205396/A8205396.html
เอากระทู้พันทิพย์มาฝากค่ะ ตั้งเองขอหยิบบางคำในบทความนี้ด้วย
แล้วลองๆมาถามความเห็นของคนในพันทิพย์ค่ะ
เป็นอย่างที่คุณคำ ผกา ว่าไว้ที่ว่าคำนองคนเชียงใหม่ไม่ค่อยสนใจแพนด้าเท่าไหร่
ก็เห็นด้วยบ้างบางประเด็น
ก็เห็นด้วยบ้างบางประเด็น แต่ขอที่ไม่เห้นด้วยและ กัน ว่า การเรียนรู้จากคนอื่น จะไม่สามารถทัดเทียมเขาได้ ดิฉัน เห็นว่า ไม่จริงค่ะ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดกับประเทศไทย ส่วนใหญ่ ก็ เรียนรู้หรือเรียนแบบมาจากชาติ อื่นทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นด้านความเจริญทางวัตถุ และวัฒนธรรม ต่าง ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราต้องลอกเรียนแบบเค้าไปทุกอย่าง เพราะต้องปรับให้กับ สังคม วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ของคนในชาติ อย่างเช่น วัฒนธรรม การทำงานของชาติตะวันตก ดิฉันว่า เราคงต้องเรียนแบบเค้าล่ะค่ะ วัฒนธรรมของตะวันตก ไม่มีเส้นสาย ตำแหน่งที่ได้มา ก็มาจากความสามารถล่วน ๆ ชึ้งเป็นขอดีของคนที่ต้องการความกาวหน้า ที่ไม่จำเป็นต้องมีเส้นสายเหมือนเมืองไทย และ วัฒนธรรม ที่ดี มีอีกหลายอย่างที่คนไทยต้องเอามาเป็นบทเรียน เพื่อ การพัฒนา ที่ดีขึ้น โดยไม่ต้องนับจากก้าวแรก อีกอย่างเรื่องคุณสอบได้ลำดับที่ห้า ก็เก่งมากค่ะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณจะ เก่งหรือ สิ่งที่คุณวิจารณ์ จะ ต้องถูกต้องหรือ เหนือกว่าคนอื่นค่ะ ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคล และ วุฒิภาวะ การศึกษา และ อีกหลายอย่างประกอบกัน
อ่านบทความของคุณคำ ผกา
อ่านบทความของคุณคำ ผกา มานานแล้วจากมติชนรายสัปดาห์ รวมทั้งหนังสือ จ.ม จากญี่ปุ่น เล่มนั้น
ข้อเขียนที่คารมคมคายเคยอย่างไรก็อย่างนั้นจนเป็นลักษณะเฉพาะตัวของนักเขีนคนนี้
ยิ่งมาเขียนบทความ ไม่ว่าจะเรื่องเกือบโป๊ หรือ เรื่องบ้านเมือง สังคม เธอก็สบัดปากกา ไม่เกรงใจคนอ่าน คือเอาความคิดของตนออกมาตีแผ่อย่างชัดเจน
ข้อเขียนที่ตรงไปตรงมาโดยเอาความเห็น สองส่วน ทั้งจากตัวนักเขียน และจาก สังคมรอบข้าง ตัดสินชัดๆ ว่า นี่คือ เนื้อความที่นำเสนอ
จะกระทบ กระเทียบ สั่นสะเทือนผู้ใด ความจริงหรือเท็จ ให้ ผู้อ่านตัดสินเอาเอง
แต่ ตัวเอง อ่านทีไร ก็ ได้แต่ พูดว่า โดน โดนอย่างแรง
คุณคำ ผกา เขียน ในสิ่งที่คนจำนวนมาก อยากบอก แต่ ไม่มีใครค่อยฟัง เมื่อนานๆ จะมีนักเขียน กรีด หน้ากาก คนที่คิดว่า มีคน สนับสนุน เยินยอ จนเต็ม พื้นที่ข่าว ไม่ว่า ใน ทีวี สิ่อสิ่งพิมพ์ ก็ เหมือน ช่องระบายไม่ให้ น้ำเน่า ส่งกลิ่นคลุ้งไปทั่ว เมืองไทย
การละเลยความยุติธรรม ลืมจรรยาบรรณ จนเอนเอียง เพราะผลประโยชน์ ที่ได้ การมีอคติ จาก สื่อ ทั้งหลาย คือ ความด่างพร้อย ในวงการสื่อของไทย
หาก จะมีใคร ที่พอจะเป็น กระดาษทราย มาขัด คราบสกปรก นั้นให้เจือจางได้บ้าง
คนๆนั้นคือ คุณคำ ผกา
ส่วนเธอจะ ทำหน้าที่เป็น กระดาษทรายได้ อีกนานเท่าไร ในท่ามกลางน้ำเน่า ท่วมเมืองไทย ก็คอยดูกันต่อไป
อ่านแล้วโดน ..สะใจจริงๆ
อ่านแล้วโดน ..สะใจจริงๆ แต่อย่างว่า ประเทศนี้มีแต่คนหน้าด้าน สร้างภาพ หลอกชาวบ้านกินไปวันๆ
ข้อเขียนของเค้าพูดความจริงด้า
ข้อเขียนของเค้าพูดความจริงด้านเดียวเสมอ
ไม่ต่างจากข้อเขียนของคนเสื้อแดงทั่วไปที่แหกตาชาวบ้าน
พูดความจริงด้านเดียว
ไม่เคยไขข้อข้องข้องใจของชาวบ้าน
เป็นข้อเขียนที่ไม่สร้างสรรค์ตามหลักการของงานเขียน
คือชี้นำแต่ปัญหา แต่ไม่บอกหนทางแก้ไข
บางช่วงบางตอนคลุมเครือทั้งที่เหตุการณ์มันมีคำตอบของตัวมันเองชัดเจนอยู่เเล้ว
บางช่วงบางตอนบิดเบือนโดยสิ้นเชิงเรียกว่า..ตอแหล..
พันธมิตรโดนดำเนินคดีเป็ร้อยๆคดี
และเราสู้ทุกคดีตามที่กฎหมายพอจะมีช่องทาง
เรื่องเงินชดเชยในกรณีแพ้คดีแล้วต้องจ่ายเราก็ยอมรับการกระทำนั้นหากมันแลกได้กับการบรลุวัตถุประสงค์ที่เราตั้งไว้
ไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคำ ผกา เอามาเขียนเลยสักนิดเดียว
ไปหยิบวัตถุดิบที่ไหนมาเขียนค่ะ
เสียดายเงินทุนที่ส่งคุณไปเรียนจริงๆเลย
คิดได้แค่นี้เอง..อนาถแท้
เข้าใจทั้งสองท่านค่ะ แต่ขอ
เข้าใจทั้งสองท่านค่ะ
แต่ขอ (เสือก) อธิบายสิ่งที่คุณ คนเลือกข้างอาจหลงประเด็น
ที่คุณ คน เค้ายกประวัติที่เคยสอบแข่งขันกับคน สีหมื่นกว่าคนแล้วได้ตั้งที่ห้าหน่ะ
เป็นเพียงเรื่องที่ยกมาหักล้างคำพูดที่ว่า "ไม่มีสมอง ไม่มีวิสัยทัศน์"นั้นต่างหากล่ะค่ะ
คนที่ชอบลงคอมเม้นท์ด่าคนอื่นอย่างเดียวอ่ะ เค้าไม่ต้องมีความรู้อะไรเลยเค้าก็ด่าได้เพียงเพราะเราพูดไม่ถูกใจเค้า
สังเกตุดูสิคะส่วนมากพวกนี้ลงคอมเม้นท์สั้นๆไม่มีหลักฐาน ข้อเท็จจริง หรือแม้แต่เหตุผลมาหักล้าง
ถนัดแต่พ่นวาทะกรรมอะไรก็ได้ที่พูดแล้วตัวเองดูดี
นี่ไม่ได้ดูถูกใครนะคะ แต่ทุกวันนนี้เราทุกคนต่างอยากที่จะเท่าเทียมกันทั้งทางด้านความคิด
และอีกหลายๆอย่าง เเต่เราหลายคนเหมือนกันที่ไม่ค่อยทำการบ้านไม่หาข้อมูลด้วยตัวเอง
ใครพูดไรมาก็เชื่ออย่างไม่มีเหตุผลเช่นนั้นอยู่ดีดีจะมาด่าคนอื่นเค้าไม่มีสมองต้องมีข้อมูลมาหักล้างด้วย
ไม่ใช่ด่าอย่างเดียว
.........................................................................................................................
ขยันทำแต่สิ่งโง่ๆ จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความฉิบหาย
คอมเม้นท์ที่ดีเเละสร้างสรรค์เ
คอมเม้นท์ที่ดีเเละสร้างสรรค์เราต้องหนับหนุนค่ะ
ขอชื่นชมด้วยคน
...............................................................................
ขยันทำแต่สิ่งโง่ๆ จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความฉิบหาย
เชียงใหม่จะเปลี่ยนหรือไม่เปลี
เชียงใหม่จะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนก็แล้วแต่คนมอง แล้วแต่คนคิด แต่ยังไงคนเขียนก็อยู่เชียงใหม่ อยู่กับวัฒนธรรมมั่ว ๆ อยู่กับหมี อยู่กับไข้หวัด อยู่กับวาทกรรมต่าง ๆ นา ๆ และเช่นเดียวกันผู้เขียนก็อยู่กับการไม่มีทางออก
ยุคที่เขามีคนดำเป็นประธานาธิบ
ยุคที่เขามีคนดำเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา..เบอร์1ของโลก
แต่ประเทศไทยยังปกปิด,บิดเบือน,ปลุกระดม,ใช้ข้อมูลบิดเบือนสร้างกระแส,โฆษณาชวนเชื่อกันทุกวัน
แบ่งแยกคน...แบ่งแยกกลุ่ม..พยายามสร้างความเชื่อให้กับคนในซีกตัวเองว่าเป็นคนที่มีการศึกษา..มีคุณธรรม..มีข้อมูลมากกว่า.......ดูๆแล้ว ดัจจริตกันมากเหลือเกิน....ตัวเองดี/คนอื่นเลว/ชั่ว/ตำต้อย.....เฮ้อ..สังคมไทยปี2552
ความคิดเห็นหรือความเชื่อของแต
ความคิดเห็นหรือความเชื่อของแต่ละคนจะให้เหมือนกันคงยาก ต่างฝ่ายก็มีเหตุผลของตัวเองที่น่าฟัง โลกตะวันตกตั้งแต่สมัยกรีก-โรมัน เขาก็ถกเถียงกันจนถึงกับรบราฆ่าฟันล้มตายกันมาเท่าไหร่แล้วก็ไม่มีผู้ใดชนะ ที่สุดก็ต้องต้องตั้งกฎกติการ่วมกันโดยถือเอาเสียงข้างมากเป็นข้อยุติ จึงเป็นที่มาของระบอบประชาธิปไตย ถ้ายอมรับและเคารพกฎกติกานี้อย่างที่พยายามบอกกับชาวโลกเขา มันก็เท่านั้นแหละทำได้มั๊ยละ ?
ชื่นชมคนยุคใหม่หัวก้าวหน้าอย่
ชื่นชมคนยุคใหม่หัวก้าวหน้าอย่างคุณคำ ผกา ติดตามอ่านข้อเขียนต่างๆอยู่ เป็นแฟนใหม่ค่ะ
สังคมเราต้องการความคิดต่างๆหลากหลาย ไม่ใช่จะให้คิด-ทำ-พูดเหมือนกันหมดทั้งห้องเรียน นั่งเงียบๆเรียบร้อยไป ไม่กล้าวิพากย์วิจารณ์ คิดแย้งอะไรต่างๆ เพราะจะถูกปรามหาว่าโง้นงี้อีก ขอคอมเมนต์มาแค่นี้ก่อน
ชื่นชมจริงๆ และให้กำลังใจ เขียนอีกๆๆๆ มากๆๆๆ นะๆๆๆ คุณคำ ผกา จะไปตามอ่านให้หมด ขอบคุณค่ะ
ครับ เยี่ยมจริงๆ
ครับ เยี่ยมจริงๆ แต่ก็คงจะไม่ทำให้ระคายผิวไอ้พวกเปรตหน้าเหลืองหน้าด้านมันได้หรอก ครับผม
หนังสือใหม่ออกแล้ว....น่าอ่าน
หนังสือใหม่ออกแล้ว....น่าอ่านมากกกก...
หนังสือชื่อ "ถึงเธอเรียกพ่อ ลิ่วล้อเรียกนายก
สัตว์นรกเรียกนาย แต่เราคนไทยขอใช้คำว่า ทรราชย์"
แฉระบอบกูธิปไตย
แฉแผน ทักษิณ ใช้คนเสื้อแดง บังคับในหลวง นิรโทษกรรม
มีคำถามมากมายบนหน้าหนังสือพิมพ์ว่า “ทักษิณ ชินวัตร สู้กับใคร? และ สู้เพื่อใคร?
ใครได้ประโยชน์บนการต่อสู้ของทักษิณ ?” “ประชาชน ได้อะไร และ ประเทศชาติ ได้อะไร ?
การด่ากราด กล่าวหาองคมนตรี เป็นคณะเผด็จการ ทำลายประเทศ ทำร้ายประชาชน โค่นล้มประชาธิปไตยเป็นการตีวัวกระทบคราด ใช่หรือไม่ ?”
”หาก องคมนตรี คือ วัว แล้ว ใคร คือ คราด ? พระเจ้าอยู่หัว คือ คราด ที่ทักษิณ ต้องการให้ได้รับผลกระทบใช่หรือไม่ ?”
ทักษิณ ยังจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จริงหรือ ? เรื่องราวที่ทักษิณ เปิดเผยกับประชาชน บนเวทีคนเสื้อแดง
เป็นเรื่องเก่าที่เกิดขึ้นมานาน 3 ปี แล้ว และ ทักษิณ รู้เหตุการณ์เหล่านี้ทั้งหมดมาแต่ต้น แต่ไม่เคยนำมาพูด ไม่เคยบอกให้ประชาชนฟัง
เพราะอะไร ทำไมทักษิณ จึงเก็บเงียบมานานถึง 3 ปี ทำไมจึงเพิ่งจะมาแฉความเลวร้ายขององคมนตรี ในสายตาทักษิณ และคนเสื้อแดง ในวันนี้ เพราะ การเจรจาต่อรองกับ ป๋าเปรม ไม่สำเร็จ นั่นเอง
ทักษิณ ส่ง พจมาน ชินวัตร มาขอโทษป๋าเปรม และ ขอให้ป๋าเปรม ช่วยเจรจาคมช. ให้ได้กลับเมืองไทย
ทักษิณ ยกมือไหว้ขอโทษป๋าเปรม ในงานศพแม่ อนุพงษ์ เผ่าจินดา ทักษิณ ไปพบ ปีย์ มาลากุล 1 ครั้ง และส่ง พจมาน ไปพบอีก 2 ครั้ง ที่บ้านสุขุมวิท ซึ่งเป็นบ้านหลังเดียวกันกับที่ทักษิณ อ้างว่าเป็นสถานที่วางแผนก่อรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทักษิณ โทรศัพท์เคลียร์กับ สนธิ บุญยรัตกลิน ปรับความเข้าใจ เป็นพี่น้องกัน หลังยึดอำนาจ คนทั้งหมดที่ ทักษิณ ไปพบและเจรจา เพื่อยุติปัญหา และความผิด เป็นคนกลุ่มเดียวกับที่ทักษิณ อ้างว่าเป็นผู้ก่อการยึดอำนาจ ทำลายประชาธิปไตย นี่หรือคือพฤติกรรมของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย การแอบเจรจา คบหาสมาคมกับผู้ก่อการรัฐประหาร ย่อมไม่ใช่วิสัยของผู้รักประชาธิปไตย อย่างแน่นอน จริงหรือไม่?
ที่ผ่านมา ทักษิณ ไม่พูดเรื่องเหล่านี้ เพราะเจรจากันอยู่ แต่ไม่มีใครกล้าฝ่าฝืน กฎหมาย ช่วยแก้ไขความผิด ให้ถูกต้องได้
ทักษิณ จึงโกรธแค้น และ ออกมา ฉะ แฉ ฉาว ทุกคน ที่ไม่ทำตามในสิ่งที่เขาร้องขอ และ ข่มขู่เหมือนกับจะรู้ชะตากรรมล่วงหน้า แต่แท้จริงแล้ว เป็นเพราะทักษิณ รู้ดีว่าบทลงโทษของการกระทำในอดีตที่ผ่านมา คืออะไร
ทักษิณ จึงอาศัยจังหวะที่ศาลอนุญาตให้เดินทางออกนอกประเทศ ไปร่วมชมพิธีเปิดโอลิมปิกส์ที่ประเทศจีน แล้วก็ไม่เดินทางกลับมาประเทศไทยอีกเลย จึงกลายเป็นผู้ต้องหาหนีหมายศาล
เมื่อศาลตัดสินว่ามีความผิด ทักษิณ จึงมีสภาพเป็นนักโทษชายหนีคุกทันทีหลังจากถูกศาลตัดสินจำคุก 2 ปี ทักษิณ
กลับบอกว่าศาลไม่เป็นธรรม ไม่ให้โอกาสสู้คดี ทั้งๆ ที่หนีไปเอง
เมื่อตกอยู่ในสถานะนักโทษหนีคุก ทักษิณ บอกว่าเขาจะกลับประเทศไทย เพื่อมาต่อสู้ และเรียกร้องความเป็นธรรม ร่วมกับประชาชน
การโฟนอิน เมื่อครั้งคนเสื้อแดงชุมนุมที่สนามกีฬารัชมังคลาภิเษก ทักษิณ บอกว่าเขาจะกลับประเทศไทยได้ ด้วย 2 วิธี คือ 1.ได้รับพระราชทานอภัยโทษ และ 2. คนเสื้อแดงพากลับ
ทักษิณ บอกว่าต้องการได้รับพระราชทานอภัยโทษ แต่เขาไม่เคยขออภัยโทษ และประกาศว่าไม่มีวันที่จะขออภัยโทษด้วย
ชัดไหมว่า ทักษิณ ไม่ได้เห็นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อยู่ในสายตา และ ไม่ได้เคารพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ทักษิณ เชื่อว่าเขาจะปลุกระดมมวลชน ให้มีจำนวนมากพอที่จะมายืนล้อมตัว และเป็นโล่มนุษย์ ป้องกันเขาจากการถูกจับกุม
ของเจ้าหน้าที่รัฐได้ ทักษิณ แสดงให้เห็นว่าสุดท้ายแล้ว
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็จะต้องพระราชทานอภัยโทษ ให้เขา ตามแรงกดดันของมวลชนคนเสื้อแดง ที่เขาปลุกระดมขึ้นมา
ทักษิณ กำลังใช้กฎหมู่มาทำลายกฎหมาย ทักษิณ กำลังเอามวลชนมาบีบพระเจ้าอยู่หัว ให้อภัยโทษ โดยที่เขาไม่ต้องร้องขอ เหมือนผู้ต้องคำพิพากษาของศาลรายอื่นๆ และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
หากทำสำเร็จ ก็เท่ากับว่าทักษิณ มีอำนาจเหนือพระมหากษัตริย์ หาก ทักษิณ สามารถบังคับให้พระมหากษัตริย์ ทำตามที่ตนต้องการได้ทุกอย่าง แล้วประชาชน จะอยู่ได้อย่างไร ?
คนไทยจะยอมได้หรือ
หากว่าพระมหากษัตริย์ที่เราเคารพรักและเทิดทูนอยู่เหนือสิ่งอื่นใด จะต้องทำตามคำสั่งของทักษิณ เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว ท่านจะตกเป็นเหยื่อ เป็นเครื่องมือของทักษิณ เพื่อลบล้างความผิดของตนเอง ล้มล้าง และทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ อีกหรือไม่
ถอยออกมาให้ห่างจากคนเสื้อแดง หลีกเลี่ยงการตกเป็นเครื่องมือของทักษิณ เพื่อปกป้องรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ของคนไทยทุกคน
***กรุณารักประเทศไทยและร่วมส่งต่อเพื่อประณามการกระทำที่เป็นทรราชย์ต่อประเทศชาติ
ของ นช.(นักโทษชาย)ทักษิณ ชินวัตร ...ตัวนี้
ด้วยการช่วยส่งต่อเมลนี้ให้ประชาชนอีกหลายคนที่ไม่ได้รู้เรื่องชั่วๆ แต่ต้องมาเป็นขี้(ฆ่า)เพื่อให้มันฆ่าและ ถูกมันใช้เป็นเครื่องมือแสดงความชั่วที่แท้จริงของมันด้วย
ขอบคุณคนรักที่ประเทศไทย และคนรักในหลวงของเราทุกคนด้วย.
๑.
๑. สิทธิเสรีภาพใช้เกินนขอบเขตเป็นเหตุให้ยุ่ง ๆ กันอยู่ทุกวันนี้ ปัญหาหนึ่งเพราะคนชรา ๒ คนไม่ยอมกัน นำเอากลุ่มมวลชนมาประชันกัน อยากให้เอาข้อดีข้อเสียของทั้งสองฝ่ายมาเล่าให้ฟ้งบ้างไม่ใช่เล่าข้างเดียว
๒. วันที่มีการชุมนุมที่สามเหลี่ยมดินแดงมีการนำเอาสิ่งของต่างๆ มาใช้พอเห็น แต่รูปที่ผลิตระเบิดที่เห็นในสื่ออยากดูอีกว่าเป็นกลุ่มไหน
เหลืองทำได้ แดงเอาอย่าง
เหลืองทำได้ แดงเอาอย่าง เด็กๆ ลูกหลานนเอาตามบ้างเพราะผู้ใหญ่นำทาง ชายชรา ๒ คนทำชาติปี้ป่นต่างคนก็แย่งกันรักชาติรักสถาบันกันทั้งนั้น
หน.กลุ่มเป็นศูนย์รวมความนับกถ
หน.กลุ่มเป็นศูนย์รวมความนับกถือของมวลชนคนนอกใครแตะต้องไม้ได้ฉันใด สถาบ้นชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ก็เป็นศูนย์รวมจิตใจคนไทยทั้งชาติ หลายกลุ่มพูดพาดพิงและจะดึงลงมาเป็นประเด็นด้านการเมืองเสียอีก หรือมุ่งหวังทำลายขายชาติขายแผ่นดินเพื่อให้กูเป็นใหญ่เท่านั้น
เป็นบทคสามที่มีเนื้อหารสาระ ส
เป็นบทคสามที่มีเนื้อหารสาระ
สามารถอ้างถึงและยกตัวอย่างให้เห็นภาพได้ชัดเจน
อ่านแล้วโดนมากเลยครับ.....สะใจๆๆๆๆด้วย
ผมเป็นคนตรงไปตรงมาอยู่แล้ว
การที่ได้พูดความจริง ตรงไปตรง มันเป็นอะไรที่รู้สึกดีใช่หรือเปล่าหละครับ แม้จะไม่ถูกใจใครบางคนก็ตาม (ผมเป็นแบบนั้)
ทำให้ไม่เปลืองสมองในการคิดคำ..ตอแหล..ด้วย
มีเท่าไหร่เรากสามารถถ่ายทอดออกมาได้เพราะมันเป็นความคิดของเราเอง
ขอสนับสนุน คุณ ผกา ต่อไปนะคับ
โดนนนนนน