“8 สิงหา 2508” (8-8-08) “วันเสียงปืนแตก” (ตอน 2)

หมายเหตุโดยประชาไท:

สำหรับบทความตอนแรกเคยตีพิมพ์ในมติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 13-19 สิงหาคม 2547 และปรับปรุงแก้ไขเล็กน้อยโดยผู้เขียนเพื่อเผยแพร่ในประชาไท สำหรับตอนที่ 2 นี้ เผยแพร่ครั้งแรกในประชาไท

 รายงานการปะทะ 8 สิงหาคม 2508 ในหนังสือพิมพ์ภาษาไทย

หนังสือพิมพ์ภาษาไทยในขณะนั้นทุกฉบับก็รายงานข่าวการปะทะที่นครพนมเช่นกัน ซึ่งยืนยันว่าเหตุการณ์ที่ต่อมาถูกเรียกว่า “วันเสียงปืนแตก” นั้น เกิดขึ้นในวันที่ 8 จริงๆ ไมใช่วันที่ 7 ไทยรัฐ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ยอดจำนวนสูงสุด ฉบับวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508 ไม่ให้ความสำคัญกับข่าวนี้นัก เมื่อเทียบกับฉบับอื่น คือลงเป็น “ข่าวสุดท้าย” ในหน้า 1 ไม่มีพาดหัวตัวใหญ่แยกต่างหากจากข่าว และไม่มีรูปประกอบใดๆ (ดูภาพประกอบที่ 8) เนื้อข่าวก็มีเพียงสั้นๆ ดังนี้
 
ภาพประกอบที่ 8
ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2508 หน้า 1 “ข่าวสุดท้าย” คือคอลัมภ์หัวสีเขียวเล็กๆ ตรงมุมล่างด้านขวา
 
ตร.ปะทะเหล่าร้าย
พตอ.ถูกยิงสาหัส
 
ผกก.นครพนมนำกำลังตำรวจ 30 นาย รุดไปปราบผู้ก่อการร้าย ระหว่างทางถูกซุ่มดักยิงกราดด้วยปืนกล เลยเกิดยิงต่อสู้กันอย่างดุเดือด ผกก.ถูกยิงคว่ำอาการสาหัส และ สตอ.ถูกยิงดับ ฝ่ายเหล่าร้าย ถูกยิงตาย 1 คน
07.00 น. วันวาน [ที่ 8] พตอ.สงัด โรจน์ภิรมย์ ผกก.จังหวัดนครพนม ได้นำกำลังตำรวจประมาณ 30 นาย เพื่อเดินทางไปกวาดล้างบรรดาผู้ก่อการร้าย ที่ ต.พระซอง อ.นาแก จ.นครพนม
แต่ระหว่างที่กำลังตำรวจดังกล่าวเดินทางมาถึงบริเวณบ้านนาบัวเขตตำบลหนองฮี อ.เมือง นครพนม ได้ถูกเหล่าร้ายซึ่งดักซุ่มอยู่กราดปืนยิงอย่างดุเดือด เลยเกิดการต่อสู้กันอย่างทรหด เป็นเหตุใด้ พตอ.สงัด ถูกกระสุนเหล่าร้าย 3 แห่ง คือที่ราวนมข้างขวา ต้นแขน และขาขวาหัก อาการสาหัส สตอ.ชัยรัตน์ สิงห์ด้วง ตำรวจทะเบียนพล ถูกยิงที่ท้ายทาย ไหปลาร้า และขา ตายคาที่ สตอ.มนต์ชัย โพธิ์ดอกไม้ ถูกยิงขาหัก อาหารสาหัส ฝ่ายเหล่าร้ายถูกยิงตายคาที่ 1 คน
หลังเกิดเหตุ พตท.อัมพร อังคะมานนท์ และ พตท.สว่าง ศรีทองสุข รอง ผกก.ได้ยกกำลังไปช่วย และตามล่าเหล่าร้ายต่อไปอย่างใกล้ชิด ส่วน พตอ.สงัด ได้ถูกนำขึ้นเครื่องบิน นำตัวส่งกรุงเทพฯ โดยด่วน
 
 
วันต่อมา (อังคารที่ 10) ไทยรัฐ รายงานการแถลงข่าวการเกี่ยวกับปะทะโดยนายถวิล สุนทรศาลทูร ปลัดกระทรวงมหาดไทย แต่อยู่ในหน้า 3 โดยพาดหัวว่า “มีคนต่างด้าวข้ามหนุนผู้ก่อการร้ายอีสาน” บทนำ “ความสามัคคีในชาติ” ในฉบับวันพุธ (หน้า 3) ยกเหตุการณ์นี้มาเรียกร้องประชาชนช่วยกันปกป้องเอกราชและ “ความเป็นไท”
 
ขณะเดียวกัน เดลินิวส์ ให้ความสำคัญกับข่าวการปะทะมากกว่า โดยฉบับวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พาดหัว 1 บรรทัดเต็มตลอดความกว้างของหน้าแรก “พวกก่อการร้ายนครพนมยิง พตอ.สาหัส” ถือเป็นข่าวสำคัญรองลงมาจากข่าวเด่นประจำวันนั้น เรื่องการยึดทรัพย์สฤษดิ์ (ดูภาพประกอบที่ 9) เนื้อหาของข่าว ช่วงแรกที่บรรยายเรื่องการปะทะ อันที่จริง ก็ไม่ต่างจาก ไทยรัฐ นัก แต่ เดลินิวส์ มีรายละเอียดมากกว่า และมีข้อมูลเพิ่มเติมน่าสนใจ ดังนี้
 
 
ภาพประกอบที่ 9
เดลินิวส์
ฉบับวันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม 2508
 
ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดนครพนมได้รายงานเข้ามาเมื่อวันวานนี้ [ที่ 8] พตอ.สงัด โรจนภิรมย์ ผู้กำกับการตำรวจภูธร นครพนม ได้นำกำลังตำรวจภูธรประมาณ 30 คน บุกเข้าไปในป่าเขตบ้านดงอีนำ ต.พระซอง อ.นาแก จ.นครพนม .........
จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม เดือนก่อน พวกก่อการร้ายประมาณ 50 คน ได้ซ่องสุมชุมนุมพล ยุแหย่ชาวบ้านให้เกิดความปั่นป่วน อยู่ที่บ้านโพนตูม อ.นาแก พตอ. สนั่น สอาดภักตร์ พตอ.สงัด โรจนภิรมย์ ได้นำกำลังไปปราบปรามกวาดล้าง และเกิดการปะทะกันขึ้นอย่างดุเดือด พวกก่อการร้ายได้หลบหนีเข้าป่าไป จากการกวาดล้างครั้งนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ค้นพบแหล่งซ่องสุมของพวกก่อการร้ายในป่าทึบ และเจ้าหน้าที่ได้ยึดอาวุธปืน วิทยุสนาม เสบียง ของพวกก่อการร้ายได้ 63 รายการ หลังจากนั้น พตอ.สงัด ได้นำกำลังออกติดตามพวกก่อการร้ายอย่างไม่ลดละ จนกระทั่งเกิดการปะทะกันที่บ้านดงอีนำดังกล่าว ……
ตามรายงานนี้ เท่ากับยืนยันข้อมูลของวิรัช ผู้นำ พคท. ที่ผมยกมาในตอนต้นบทความที่ว่า “การปะทะกับศัตรูไม่ใช่ครั้งนั้นครั้งเดียว ก่อนหน้านั้นก็มี” แม้ในบริเวณดังกล่าวเอง (อ.นาแก) อย่างน้อยก็เคยเกิดการปะทะในปลายกรกฎาคม มาแล้ว
วันต่อมา (อังคารที่ 10) เดลินิวส์ นอกจากรายงานการแถลงข่าวของถวิล สุนทรศารทูร เช่นเดียวกับ ไทยรัฐ แล้ว ยังรายงานเพิ่มเติมถึง “นาทีนองเลือด” เมื่อ พตอ.สงัด . . .
ได้บุกเข้าไปค้นหาพวกก่อการร้ายผู้หนึ่งซึ่งหลบซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ พอเข้าไปใกล้ระยะประมาณ 3 เมตร ผู้ก่อการร้ายผู้นั้นก็ออกจากที่ซ่อนกระหน่ำยิง พตอ.สงัด ด้วยปืนออโตเมติกขนาด 9 ม.ม. ถูก พตอ.สงัด ล้มลง พตอ.สงัด จึงใช้ปืนรีวอลเวอร์ขนาด .22 ยิงโต้ตอบไปทันที ต่างฝ่ายกระหน่ำกระสุนใส่กันจนกระสุนหมดลำกล้องไปทั้งคู่ ผลปรากฎว่าฝ่ายผู้ก่อการร้ายถูกยิงดับชีพ ส่วน พตอ.สงัด ถูกกระสุนเข้าที่ต้นแขนขวา ขาขวากระดูกแตก และที่ต้นแขนซ้าย
 
 
รายละเอียดนี้คล้ายกับ Bankgok Post ข้างต้น แต่มีความแตกต่างกันเล็กน้อย

 

 
ภาพประกอบที่ 10
ชาวไทย
ฉบับวันที่ 10 สิงหาคม 2508
 
ชาวไทย เป็นหนังสือพิมพ์อีกฉบับหนึ่งที่รายงานเรื่องนี้โดยพาดหัวข่าวในลักษณะเดียวกับ เดลินิวส์ คือ 1 บรรทัดตลอดความกว้างของหน้าแรก “ตำรวจปะทะกับกองโจรคอมมิวนิสต์ในป่านครพนมดุเดือด” และมีรายละเอียดนอกเหนือจากฉบับอื่นที่น่าสนใจ คือ
 
ที่ตึก “ตวงสิทธิ์อนุสรณ์” [โรงพยาบาลตำรวจ] พตอ.สงัด ได้ชี้แจงกับผู้สื่อข่าว “ชาวไทย” ว่า เข้าใจว่าหัวหน้าของพวกก่อการร้ายกลุ่มนี้ก็คือ นายจ่อย ราชสิทธิ์ ผู้ซึ่งเคยเดินทางไปรับการอบรมลัทธิคอมมิวนิสต์จากนอกประเทศมาแล้ว รวมทั้งเคยได้ยิงต่อสู้กับตำรวจมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๕๐๔ ด้วย
 
นายจ่อยผู้นี้เป็นตัวการคอมมิวนิสต์ทีสำคัญคนหนึ่งในภาคอีสานซึ่งหลบรอดการจับกุมของเจ้าหน้าที่มาได้หลายคราวแล้ว ..... สำหรับ สยามรัฐ เนื่องจากออกวางตลาดตอนบ่าย ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2508 จึงตีพิมพ์ข่าวการแถลงของถวิล สุนทรศารทูล ในเช้าวันนั้นเองได้ที่หน้า 1 (หัวข้อข่าว “เผยเหตุตำรวจปะทะคอมมิวนิสต์ / ว่าที่ต้องเสียเปรียบเพราะอยู่กลางแจ้ง / ฝ่ายโจรอยู่ในที่ซ่อนจึงยิงเอา”) และนำรายงานการปะทะที่นครพนม ไปตีพิมพ์เป็นอีกข่าวหนึ่งในหน้า 4 (หัวข้อข่าว “ผู้ก่อการร้าย / นครพนม / สู้ตำรวจหนัก”) พร้อมข่าวการนำตัว พตอ.สงัด มารักษาในกรุงเทพ แยกเป็นอีกข่าวหนึ่ง (“นำ พ.ต.อ. ยิงสู้แดงเข้ากรุง / เผยเหล่าร้ายมีอาวุธทันสมัย”) ที่น่าสนใจคือ วันต่อมา (10 สิงหาคม) สยามรัฐ ตีพิมพ์ข่าวในหน้าแรก ภายใต้หัวข้อข่าว ดังนี้
 
จีนคอมมิวนิสต์ร่วมกับเสรีไทย
จัดตั้งที่มั่นทางทหารที่อีสาน
หวังบ่อนทำลายและล้มรัฐบาล
 
 
เนื้อหาข่าว อ้างคำแถลงของ “สำนักงานแถลงข่าวจีนคณะชาติ” ที่ฮ่องกง ในวันที่ 10 นั้นเอง ว่าจีนคอมมิวนิสต์ได้ทุ่มกำลังทางวัตถุกำลังเงินและกำลังคนเพื่อช่วยคอมมิวนิสต์ในไทยเป็นการใหญ่ หวังสร้างที่มั่นทางทหารทางภาคอีสานของไทย เพื่อตรึงกำลังสหรัฐในเวียดนามและบ่อนทำลายรัฐบาลไทย โดย “จัดส่งนักก่อกวนที่ผ่านการฝึกอบรมเป็นพิเศษจำนวนมาก พร้อมด้วยอาวุธขนาดเบาชนิดต่างๆ” เล็ดลอดเข้าทางสกลนคร และหนองคาย เป็นต้น
 
กระแสข่าวกล่าวว่า จีนคอมมิวนิสต์กับ “เสรีไทย” (คนไทยในปักกิ่ง) ได้ร่วมกันวางแผนการก่อการจลาจลวุ่นวายขึ้นในประเทศไทยและทำการโค่นล้มรัฐบาลไทยในที่สุด สำหรับอาวุธและค่าใช้จ่ายที่จะใช้ในการก่อการจลาจลนี้ ทางฝ่ายจีนคอมมิวนิสต์เป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด พร้อมกับจัดส่ง “ที่ปรึกษา” กับเจ้าหน้าที่ “ผู้แนะนำ” ไปให้ ทราบว่าเพื่อสะดวกในการขยายองค์ลับใต้ดินในไทย จีนคอมมิวนิสต์จะได้จัดตั้งโรงเรียนอบรมขึ้นในเขตยึดครองของคอมมิวนิสต์เวียดนามและลาว เพื่อช่วยคอมมิวนิสต์ไทยฝึกอบรมนักก่อกวนเหล่านั้น แล้วส่งมาปฏิบัติการในไทยต่อไป
 
 
ผมคิดว่านี่เป็นการเสนอข่าวในลักษณะ “การเมือง” อย่างชัดเจน นอกจากอ้างการแถลงขององค์กรที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไรนักแล้ว ที่สำคัญคือลักษณะการพาดหัวข่าว “จีนคอมมิวนิสต์ร่วมกับเสรีไทย” แม้ สยามรัฐ จะใส่วงเล็บอธิบายคำนี้ในเนื้อข่าวว่า “คนไทยในปักกิ่ง” ผมคิดว่าไม่เป็นปัญหาว่า สยามรัฐ ต้องการให้หมายถึงปรีดี ไม่เพียงตอนนั้นปรีดีอยู่เมืองจีน แต่คำว่า “เสรีไทย” ก็เป็นชื่อเฉพาะของขบวนการที่ปรีดีเคยเป็นผู้นำ แน่นอนมีคนไทยคนอื่นรวมทั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) อยู่ในจีนจริงๆในช่วงนี้ (ศรีบูรพา, มงคล ณ นคร เป็นต้น) แต่คนทั่วไปก็ไม่ได้รู้จักพวกเขาในฐานะ “เสรีไทย” อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามองข้ามความเป็นการเมืองของข่าวและสนใจในแง่ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ความน่าสนใจของข่าวนี้ เช่นเดียวกับกรณีข่าว “Pridi Is Operator of Secret Radio” ของ Bangkok Post ที่ผมเล่าในตอนต้นของบทความ ก็คือ หลังจากนั้น 20 ปี คือหลังจากการล่มสลายของขบวนการคอมมิวนิสต์ในทศวรรษ 2520 แล้ว อดีตผู้นำนักศึกษาบางคนที่เคยเข้าป่า ได้บอกกับผมว่ามี “ร่องรอย” บางอย่างเกี่ยวกับการร่วมมือระหว่างปรีดี กับ พคท.ในช่วงแรกของการสร้างฐานที่มั่นบางแห่งจริงๆ แต่เรื่องนี้ต้องเก็บไว้อภิปรายต่างหาก (ในแง่ข้อมูลเช่นกัน บัดนี้ เราก็ทราบกันแล้วว่า เรื่องที่ “พรรคพี่น้อง” จีน-เวียดนาม-ลาว ให้ความช่วยเหลือ พคท.ในด้านการตั้งโรงเรียนฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานในเขตเวียดนามและลาว ที่ สยามรัฐ ใช้เป็นประเด็นโจมตีนั้น ก็เป็นความจริงเช่นกัน)
 
ประชาธิปไตย ดูจะเป็นหนังสือพิมพ์ที่สนใจข่าวการปะทะที่นครพนมน้อยกว่าฉบับอื่น (อาจจะเพราะทรัพยากรการหาข่าวน้อยกว่าฉบับอื่นก็ได้) เท่าที่ผมค้นได้ มีเพียงฉบับวันที่ 9 สิงหาคม เท่านั้น และก็เป็นเพียงรายงานข่าวการแถลงของถวิล สุนทรศาลทูล ไม่ใช่รายงานการปะทะโดยตรง แต่พาดหัวข่าวอย่างรุนแรงว่า “เผยกองบัญชาการแดงในอีสาน / ดูหมิ่นพระที่ไปเทศน์” (ข้อมูลเรื่องพระถูก “แดง” ดูหมิ่นก็เอามาจากถวิล : “เคยทราบมาว่าที่ อ.นาแกนี้ เวลามีงานหรือมีพระมาเทศนา ได้มีบุคคลหลายคนได้ออกมาแสดงกิริยาทำนองลบหลู่พุทธศาสนา แต่ไม่มีใครกล้าขัดขวาง นายถวิลกล่าว...”)
 
สุดท้าย ในบรรดาหนังสือพิมพ์ภาษาไทยที่รายงานเรื่องการปะทะที่นครพนม มีเพียง พิมพ์ไทย ที่มีรูปประกอบ คือ ในฉบับวันที่ 10 สิงหาคม 2508 ช่างภาพ พิมพ์ไทย สามารถถ่ายภาพขณะที่ พตอ.สงัด โรจนภิรมย์ กำลังถูกเปลหามลงจากรถพยาบาล (ที่ไปรับมาจากสนามบิน) เข้าไปในโรงพยาบาลตำรวจ (ดูภาพประกอบที่ 11 และ 12)
 
 


ภาพประกอบที่ 1
1 – 12
พิมพ์ไทย
ฉบับวันที่ 10 สิงหาคม 2508 และภาพ พตอ.สงัด กำลังถูกหามจากรถพยาบาลเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ จากฉบับเดียวกัน

ภาพประกอบที่ 13
พิมพ์ไทย
ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2508
 
ในส่วนการรายงานข่าว พิมพ์ไทย ก็เป็นฉบับที่ให้ความสำคัญมากที่สุด หากดูจากพื้นที่การพาดหัวข่าว คือ เป็นพาดหัวข่าวสำคัญที่สุดของฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2508 ตัวหัวไม้ใหญ่สุด 2 บรรทัด (ดูภาพประกอบที่ 13)
 
พ.ต.อ.หลั่งเลือด “ปราบแดง”
ยังรบหนัก...ตายทั้งสองฝ่าย-ขอกำลังไปช่วยด่วน
 
 
เนื้อข่าวจริงๆของวันแรกที่รายงานนี้ มีไม่มากและไม่แตกต่างจากฉบับอื่นๆในวันเดียวกันนัก แต่ในฉบับวันต่อมา (10 สิงหาคม) พิมพ์ไทย ได้รายงานข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ พตอ.สงัด โดยละเอียดกว่าฉบับอื่นๆ เช่น นอกจากจะมีการเอ่ยถึงชื่อของ “จ้อย ราชสิงห์” (หรือ จ่อย ที่ ชาวไทย เอ่ยถึงข้างต้นแล้ว) ยังมีเอ่ยชื่อ “ยอด ติสวัสดิ์” ที่ในแวดวง พคท.เองก็มีกล่าวถึงในลักษณะเป็น “ตำนาน” ด้วย ผมจึงขอคัดลอกมาทั้งหมด ดังนี้



พ.ต.อ.เผยวินาทีปะทะนองเลือด
ระบุหัวหน้า ‘แดง’ ถูกล้างสมองมา
           
ผู้กำกับฯ “ปราบแดง” พ้นขีดอันตรายแล้ว เผยวินาทียิง “เผาขน” กับพวกก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ว่า สองหัวหน้าใหญ่ถูก “ล้างสมอง” จาก “ลาวแดง” ส้องสุมพวกเข้ามาปลุกปั่นราษฎร เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายตามล่ามานานแล้ว เคยปะทะกันมาครั้งหนึ่งเมื่อ ๔ ปีก่อน
จากการได้รับบาดเจ็บสาหัสของ พตอ.สงัด โรจนภิรมย์ ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครพนม ขณะนำตำรวจไปปราบปรามพวกก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ที่อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม เกิดยิงสู้กันขั้น “เผาขน” โจรตายหนึ่ง ตำรวจตายหนึ่ง และบาดเจ็บกันฝ่ายละหลายคน มีข่าวคืบหน้าวานนี้ว่า
พตอ.สงัดได้ถูกพาเข้ามารักษาตัวด้วยการเดินทางโดยเครื่องบินและถึงโรงพยาบาลตำรวจเมื่อ ๒๓ น.เศษ โดยมี นางสุภาพ ศรีภริยาของ พตอ.สงัด ติดตามมาเฝ้าอาการร่วมกับนายแพทย์ประสิทธิ์ วะน้ำค้าง ให้น้ำเกลือตลอดระยะทาง
พตอ.สงัด ถูกยิงทะลุไหล่ขวากระดูกหน้าแข้งขวาและฝ่าเท้าข้างขวา รวม ๓ นัด เมื่อนายแพทย์ตรวจอาการโดยละเอียด ลงความเห็นว่าไม่ถึงกับต้องตัดขา และวานนี้ (๙ สิงหาคม) พ้นขีดอันตรายแล้ว
จากคำเปิดเผยของ พตอ.สงัด กับ “พิมพ์ไทย” ถึงการปะทะกวาดล้างพวก “แดง” จนตัวเองได้รับบาดเจ็บสาหัสและ สตอ.ไพรัช สิงษ์ด้วง ตาย กับ สตอ.เฉลิมพล พวนชุมพล อาการสาหัสว่า
ด้วยการสืบทราบร่วมกันของตำรวจภูธร, สันติบาลกองสอบสวนกลาง และกองรักษาความปลอดภัยกลางว่า พวกฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ที่มั่วสุมในเขตป่าลึกและเทือกเขาสูง ที่บ้านนาบัว ดอนหมากแข้ง ตำบลเรณู อำเภอธาตุพนม โดยมีนายยอด ติสวัสดิ์ เป็นหัวหน้าใหญ่ ผู้ช่วยชื่อนายจ้อย ราชสิงห์ ซึ่งทั้งคู่ถูกลาวแดง “ล้างสมอง” แล้วส่งมาในเขตไทย ร่วมกับสมัครพรรคพวกคอยเกลี้ยกล่อมจูงใจชาวบ้านให้นิยมลัทธิ “แดง” ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้ พตอ.(พิเศษ) สนั่น สอาดพรรค รองผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต ๔ กับ พตอ.สงัด บุกทลายรัง ยึดได้เอกสาร อาวุธปืนมากมายหลายชิ้นส่งสันติบาล ส่วนพวกก่อการร้ายหนีได้หมด เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจึงยกกำลังออกติดตาม กระทั่งทราบแน่ชัดว่าหนีมาซุ่มอยู่ที่ป่าทึบระหว่างเขตตำบลพระซองกับตำบลหนองฮี
พตอ.สงัด จึงยกกำลังมีตำรวจ ๒๙ นายเข้าล้อมป่า แต่ตอนกลางคืนจนรุ่งเช้า พวก “แดง” ประมาณ ๑๕ คน โผล่ออกมาจากป่าประจันหน้ากัน ตำรวจถูกยิงก่อนก็โต้ตอบด้วยปืน ทว่าพวก “แดง” ส่วนมากมีอาวุธปืนกลมือทันสมัย พตอ.สงัด เองยิงสู้อย่างเผาขนกับพวกก่อการร้ายในชุดดำแบบชาวนาตัวต่อตัว ระหว่างปืนพกรีวอลเวอร์ ลูกกรด .๒๒ อาวุธคู่มือของผู้กำกับการ และคนร้ายใช้ปืนพวกโอโตเมติกขนาด .๓๘
พตอ. สงัด ยิงหมด ๖ นัดรวด และในจังหวะเดียวกัน พวกก่อการร้ายในคราบชาวนาก็ยิงสวนควันปืน โดนผู้กำกับฯสงัด ๓ นัดดังกล่าว ทว่าคนร้ายตายในเวลาต่อมา ยังไม่ทราบชื่อว่าเป็นใคร
ที่โรงพยาบาลตำรวจวานนี้ ปรากฏว่าคนสำคัญในกระทรวงมหาดไทย อาทิ นายถวิล สุนทรศารทูล ปลัดกระทรวงฯได้ไปเยี่ยม และนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ก็เอากระเช้าดอกไม้ไปเยี่ยมคับคั่ง และอวยพรให้หายในเร็ววัน
วันเดียวกันนี้ พล.ต.ต.แฝด วิชชุพันธ์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ได้เดินทางไปถึงจังหวัดนครพนม เพื่อวางแผนปราบแล้ว
 
 
สรุป
จากข้อมูลร่วมสมัยทั้งหมดนี้ ผมคิดว่า ไม่น่าเป็นที่สงสัยแล้วว่า เหตุการณ์ปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและกำลังติดอาวุธของ พคท.ที่บริเวณบ้านนาบัว อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ที่ภายหลังทั้งฝ่าย พคท.และฝ่ายรัฐบาล เรียกขานกันว่าเป็น “วันเสียงปืนแตก” นั้น เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ 8 สิงหาคม 2508 ไม่ใช่วันเสาร์ที่ 7 สิงหาคม 2508 อย่างแน่นอน
 
จากข้อมูลของ พคท.เองในสมัยหลัง (ดูข้อเขียนของ วิรัช อังคถาวร ผู้นำพรรคที่ผมอ้างในตอนต้นบทความ) การปะทะด้วยอาวุธระหว่างสองฝ่าย ไมใช่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งแรก ซึ่งข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ร่วมสมัยที่ผมนำมาแสดงก็ยืนยันเรื่องนี้ เช่น ก่อนหน้าการปะทะครั้งนี้ ก็เพิ่งมีการปะทะกันในปลายเดือนกรกฎาคมปีเดียวกันในบริเวณอำเภอนาแกนั้นเอง ยิ่งกว่านั้น จากข้อมูลชุดเดียวกัน (ดุคำให้การของ พตอ.สงัด ใน ชาวไทย และ พิมพ์ไทย ข้างต้น) ในปี 2504 ก็ดูเหมือนจะเคยปะทะกันมาครั้งหนี่ง* แต่หลังเหตุการณ์ปะทะในวันที่ 8 สิงหาคม ไม่นาน พคท.ได้ตัดสินใจเลือกเอาการปะทะนี้ เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นต่อสู้ด้วยอาวุธ เหตุการณ์นี้จึงถูกรู้จักในนาม “วันเสียงปืนแตก” แต่ด้วยสาเหตุใดที่ยังไม่เป็นที่ทราบ พคท. “จำ” ว่าวันที่เกิดเหตุการณ์คือวันที่ 7 สิงหาคม 2508 ซึ่งฝ่ายรัฐบาลก็รับช่วงความจำที่ผิดนี้มา ตลอดเวลาเกือบ 20 ปี ที่มี “สงครามประชาชน” ระหว่างสองฝ่าย จนกลายเป็น “ความทรงจำร่วมที่คลาดเคลื่อน” ของสังคมไทยในวงกว้างไปด้วยจนปัจจุบัน
 
 
หมายเหตุโดยผู้เขียนบทความ:
* เรื่องนี้ บังเอิญว่าในระหว่างที่ผมเขียนบทความนี้ เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่กำลังวางตลาด ได้ตีพิมพ์บทความเรื่องหนึ่ง เสนอว่า “วันเสียงปืนแตก” หมายถึงวันที่มีการปะทะด้วยอาวุธระหว่าง พคท.กับรัฐบาล ครั้งแรกสุดที่บ้านนาบัวนั้น แท้จริง ต้องเป็นวันที่ 20 สิงหาคม 2504 โดยอ้างข้อมูลจากอดีตนักรบของ พคท.คนหนึ่ง ความจริง ดังที่เห็นข้างต้นแล้วว่า พคท.เองไม่เคยบอกว่า การปะทะที่บ้านนาบัวเมื่อ “7 สิงหาคม” เป็น “ครั้งแรกสุด” แต่อย่างใด แม้แต่สำหรับบริเวณนั้นเอง และบทความ เนชั่นสุดสัปดาห์ เอง ก็ยังเข้าใจผิดว่า วันที่เกิดการปะทะในเดือนสิงหาคม 2508 คือวันที่ 7 (ดู “เสียงปืน ‘นัดแรก’ ที่บ้านนาบัว 20 สิงหา..ไม่ใช่ 7 สิงหา!”, เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 897 วันที่ 3 สิงหาคม 2552, หน้า 13-14.) แต่อย่างน้อย เรื่องนี้ ก็สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของ พตอ.สงัด ในปี 2508 ทีว่า เคยมีการปะทะกันครั้งหนึ่งแล้วในปี 2504
 

 

แค่สงสัยนะครับไม่มีอะไร

แค่สงสัยนะครับไม่มีอะไร ไม่ตอบก็ได้ จะเลือกจำว่าวันที่ 7 หรือ 8 นี่มันมีความหมายแตกต่างกันอย่างไรหรือครับ และถ้ามันเกิดวันที่ 8 แล้วทำไมพรรคคอมมิวนิสต์เลือกจำเป็นวันที่ 7 หรือวันมันไปตรงกับวันเกิดของใคร

"อดีตผู้นำนักศึกษาบางคนที่เคย

"อดีตผู้นำนักศึกษาบางคนที่เคยเข้าป่า ได้บอกกับผมว่ามี “ร่องรอย” บางอย่างเกี่ยวกับการร่วมมือระหว่างปรีดี กับ พคท.ในช่วงแรกของการสร้างฐานที่มั่นบางแห่งจริงๆ แต่เรื่องนี้ต้องเก็บไว้อภิปรายต่างหาก."

มี่"ร่อนรอย"อะไรครับ? ผมคิดว่านี่เรื่องสัมคัญมากกว่าวันเสียงแตกปืน เพราะเกียวข้องกับการประเมินค่าในประวัติศาสตร์ของปรีดี ผมหว้งว่าอาจารย์จะเขียนเรื่องนี้อย่างรายละเอียดในบทความประชาไตคราวหน้าครับ

เอาเป้นว่า

เอาเป้นว่า แต่งเพลงใหม่แล้วกัน

ปังๆๆ เสียงปืนดัง 8 สิงหา

ปังๆๆ เสียงปืนดัง 8 สิงหา

ปลุกมวลประซา ลุกขึ้นมาจับฟืน

......

อาจารย์สุรชัย จะดวลกับเปรมเมื่อไหร่คร้าบ

ก็อยากจะเขียนอยู่เหมือนกัน

ก็อยากจะเขียนอยู่เหมือนกัน ถ้ามีเวลา เพราะได้รับข้อมูลเรื่องนี้มาหลายปีแล้ว (นานพอๆกับที่รู้ว่า การปะทะ เกิดวันที่ 8 ไมใช่ 7 สิงหานั่นแหละครับ

ส่วน"ร่องรอย" นี่คงเล่าสั้นๆไม่ได้ เพราะอะไรที่เกี่ยวกับปรีดีกับ พคท.นี่ ต้องเล่าแบบรัดกุม ไม่งั้นโดนพวกอ.ปรีดี ด่าเอา

- ไม่มีความหมายอะไรนัก

- ไม่มีความหมายอะไรนัก แต่ชวนคิดแบบแปลกๆดีว่า เรื่องที่จำกันแบบขึ้นใจมากขนาดนั้น ก็ผิดกันได้ง่ายๆเหมือนกัน

อีกอย่าง จุดมุ่งหมายในการนำเสนอเรืองนี เพื่อเสนอข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้นใน"วันนั้น" ด้วยนะครับ โดยดูจากหลักฐานร่วมสมัย ซึ่งก่อนหน้านี้ เท่าที่ผมทราบ ก็ไม่เคยมีการนำมาเสนอมาก่อน (คำให้การของคุณสงัด เป็นต้น และท่าทีการ response ของฝ่ายรัฐบาล เป็นต้น)

- ทำไม พคท. จึง "จำวันผิด" นี่ผมไม่แน่ใจ ผมเดาว่า สภาพตอนนั้น พคท.อยู่ในสภาพระหกระเหินมาก (ผมเคยไปเยี่ยมเขีตภูพาน ฟังพวกสหายเก่า เขาเล่าเหมือนกัน แม้ตแตอนที่ผมไปเยี่ยม สภาพมัน "ดี"กว่ากว่ามากแล้ว แต่ก็ยังลำบาก

อย่างสมัยน้น ไม่มีมือถือ นี่ต่างกับสมัยนี้เยอะมากนะครับ (ลอง imagine ตอนนี้ ไม่มีมือถือนะครับ ที่เราติดต่อคุยกับใครต่อใคร จะ"หาย"ไปเยอะขนาดไหน

ทีนี้ พอต่ดต่อกันลำบาก กว่าจะมาพบกัน มารวมตัวกัน พอมีการประชุมกรมการเมือง อีกที ที่ตกลงใข้การปะทะเป็นสัญลักษณ์ ผมสงสัยว่า ก็เลย "หลง" วัน

คืออย่างนึง ต้องยอมรับว่า เหตการณ์ "เริ่ม" วันที่ 7 ในแง่ที่ ฝ่ายตำรวจ เริ่มออกตัว เกาะติด กำลังทหารป่า แล้วก็คง ดูท่าที กันทั้งคืน พอเช้าขึ้นมา ก็ยิงกันเลย ผมว่า พคท. ก็เลยอาจจะ"นับ" วันที่ 7 หรือไม่ก็จำเป็นวันที่ 7 ได้ด้วยเหตุนี้

แต่การปะทะจริงๆ เกิดขึ้นในวันที่ 8 แน่นอน

"ส่วน"ร่องรอย"

"ส่วน"ร่องรอย" นี่คงเล่าสั้นๆไม่ได้ เพราะอะไรที่เกี่ยวกับปรีดีกับ พคท.นี่ ต้องเล่าแบบรัดกุม ไม่งั้นโดนพวกอ.ปรีดี ด่าเอา"

"คนนอก"(ทั้งมิติแห่งเวลาและภูมิศาสตร์)อย่างข้าพเจ้าไม่เข้าใจ ทำไมคุณSomsakต้องกลัว"พวกอ.ปรีดี"ด่า? ผู้ที่เขียนประวัติศาสตร์เพื่อสดุดี(hagiography)ปรีดีหรือป๋วยที่จริงก็ชูธงเดียวกับ royalists

LLoyd George นายก/รัฐบุรุษของสหราชอาณาจักรที่ปรีดีชื่นชอบ(และที่นักวิชาการไทยชอบอ้างอิงเพื่ิอจะโต้"อีกฝ่าย"ว่าปรีดีมี'ความคิด'แบบสังคมนิยม'ไม่ใช่'คอมมิวนิสต์) ก็เคยทิ้ง "ร่องรอย"ความสัมพันธ์ฉันท์มิตรกับ Hitler ไว้ให้นักประวัติศาสตร์ชาวอังกฤษโต้เถียงกันอยู่นาน อาจารย์ของข้าพเจ้่าท่านหนึ่ง (ขอไม่เอ่ยนามท่านจากไปนานแล้ว) เคยลองใช้ร่องรอยที่ว่านี่ตีึความว่าประเทศอังกฤษภายใต้การนำของ LLoyd Georgeเกือบเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ (it was that-that close)

I'll be interested to read your work Khun Somsak.

ขอโทษเขียนไม่ชัดเจน

ขอโทษเขียนไม่ชัดเจน "การนำ"ของลอยด์ จอรชจ์นี่หมายถึง การนำ"ทางความคิด"(ผ่านทางBalwinและChamberlain)

งานเขียนของคุณสมศักดิ์นี่ก็เป็นงานทาง"ประวัติศาสตร์ความคิด" (history of idea)

คือเรื่องปรีดีนี ความจริง

คือเรื่องปรีดีนี ความจริง ก็ไม่ควรยากอะไร แต่ว่า ผมโตขึ้นมาในยุคที่ การเถียงประเด็นเรื่องปรีดี - พคท. เป็นเรื่องใหญ่มาก สมัยนี้ ถ้าโตไม่ทันช่วงนั้น คงไม่รู้กัน หรือไม่ รู้สึกกันแล้ว (ซึงก็ดีนะครับ ไมใช่ไม่ดี) แต่สมัยที่ผมโตขึ้นมานั้น พอพูดเรื่องนี้แล้ว "เครียด" กันขึ้นมาเลย ทั้งคนพูดคนฟัง เพราะ อ.ปรีดี แก จะโกรธมาก ถ้าใครเอ่ยขึ้นมาว่า แกอาจจะเคยร่วมมือกับ พคท. ในช่วงปี 2525 นพพร สุวรรณพาณิช กับ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ไปเสนอ paper ที่ยุโรป ชิ้นหนึ่ง พูดว่า พคท.กับ ปรีดี เคยร่วมมือกัน แกถึงกับให้ทนายความ ขู่ฟ้อง มีการเขียนเป็นจดหมายยาว ถึงไกรศักดิ์-นพพร แล้วเอามาพิมพ์รวมเล่ม, หลังจากนั้นไม่นาน นสพ.มาตุภูมิ ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ อดีตผู้นำ พคท.คนนึง พูดถึงเรื่องปรีดี พคท. อะไรทำนองนี้อีก ปรีดี ก็ให้"ทนาย" เขียนจดหมายยาวมาโต้ (ความจริง ผมทราบมาว่า ปรีดีเป็นคนร่างจดหมายเอง)

โอเค เหตุการณ์พวกนี้ ไม่มีความหมายในปัจจุบันแล้ว แต่ด้วยความที่ผมโต (formation) ในช่วงนี้ มันเลยเป็นความเคยชินนะครับ ว่าถ้าจะพูดเรื่องนี้ ผมต้องรอบคอบ เรียบเรียงนิหน่อยน่ะ

ลองให้กองทัพมันปฏิวัติดูซิว่า

ลองให้กองทัพมันปฏิวัติดูซิว่าคราวนี้จะเกิดอไรขึ้นอยากเห็นบ้านเมืองพังด้วยมือกองทัพก็เอา คิดดูให้ดีนายพลฯแก่สมองไม่ทำงานแล้วขอร้องนอนอยู่กับลูกหลานที่บ้านเสียอย่าหาเรื่องถถูกปชช.สื่อด่าขุดตระกูลออกมาชำระเลยสสมบัติเก่าก็จะถูกยึดถึงได้ใหม่มาจะคุ้มทุนแต่ก็เสียชื่อเสียงวงศ์ตระกูล อย่าอยากดังในทางนี้เลยดูตัวอย่างพวกประธานองค์มนตรีและพรรคพวกองค์มนตรีบางคนที่อยากได้ดีแต่สมองฟอไปแล้วยังอยากได้ใคร่ดีทางการเมืองชอบแอบอ้างชาติ สถาบัน ขอบอกมันข้อหามาตราฐานเสียแล้วปชช.รู้ทันเกมส์หมดแล้วตอนนี้เป็นยุคข่าวสารดิจิตอนกันแล้วเฒ่าล้านปีเอ้ย ยัง ยัง ไม่ดูสังขารตัวเอง

เท่าที่ติดตามมาทั้งสองตอน

เท่าที่ติดตามมาทั้งสองตอน ผมเห็นคล้อยตามอ.สมศักดิ์ในแง่ที่ว่า มันเป็นเพียง"สัญญลักษณ์"ของการตัดสินใจต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างเป็นทางการของพคท. เป็นการตัดสินใจละทิ้งการแนวทางการต่อสู้อย่างสันติในเมือง เพราะฉะนันมันจึงไม่ได้มีความหมายจริงจังว่าต้องเป็นวันที่นั้น วันที่นี้ วันไหนก็ได้ และเขาก็ตกลงกันเอาวันที่ ๗ สค. ก็แค่นั้นเอง

ก็เหมือนกับการเลือกเอาวันที่ ๒๔ มิย.เป็นวันชาติ ในสมัยหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ๆ เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง แล้วก็ถูกรัฐบาลเผด็จการทหารยุคหลังเปลี่ยนอีกครั้งมาเป็นอย่างปัจจุบัน เพื่อลดความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งในบางยุค ยังเน้นย้ำอีกว่า เป็นการกระทำที่ผิดพลาด คนไทยยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง ทั้งๆทีเจ้าก็กำลังจะทำการเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองอยู่แล้ว แต่ไม่ได้บอกว่าเมื่อใด จนป่านนี้ ผ่านมากว่า ๗๐ ปี พวกนี้ก็ยังพร่ำบ่นอยู่ว่า คนไทยยังโง่อยู่เหมือนเดิม ยังไม่พร้อม ต้องมีเทวดาคอยโอบอุ้มอุปถัมภ์คนไทยอยู่ดี

ต้องยอมรับว่าในยุคนั้น พคท.ถูกครอบงำทั้งแนวทางความคิดแบบเหมาฯจากจีน และได้รับการอุ้มชูเลี้ยงดูเหมือนเด็กอ่อนจากจีน สนับสนุนอาวุธและยุทโธปกรณ์ ทำตัวเป็นแนวหลังให้ที่พักพิง จัดตั้งโรงเรียนการเมืองให้ จัดตั้งสถานีวิทยุสปท.ให้ พวกปัญญาชนยุคตุลาหลายคนก็ผ่านการศึกษา อบรมจากจีน และที่แน่นอนที่สุด การล่มสลายของพคท.ก็เกิดจากการตัดสินใจของจีนที่จะยุติการช่วยเหลือ เพราะให้ความสำคัญต่อการพึ่งพารัฐบาลไทยในกรณีเขมรมากกว่าพคท. ประกอบกับการแตกแยกอย่างรุนแรงในพคท.เอง เลยทำให้ทุกอย่างอาวสานลงโดยปริยาย ไอ้คนที่อ้างตัวว่าเพราะนโยบาย๖๖/๒๓อันแสนฉลาดนั้นแท้จริงแค่ นักฉวยโอกาสจากความเพลี่ยงพล้ำของพคท.เอง ไม่สมควรได้เครดิตใดๆจากนักประวัติศาสตร์สักแต้มเดียว

ขอบคุณอ.สมศักดิ์ อีกครั้ง ที่ขยันปลุกวิญญาณนักประวัติศาสตร์ให้ตื่นตัวตลอดเวลา ไม่เผลอปล่อยวิญญาณตัวเองล่องลอยไปกับpropagandaของพวก"ไม่เอาการเปลี่ยนแปลงการปกครอง" ที่ชอบคิดว่าคนไทยโง่อย่างเดียว

เคยได้ยินว่า 1.ปรีดีอยู่ปักกิ

เคยได้ยินว่า

1.ปรีดีอยู่ปักกิ่ง..แต่ไม่ยอมไปที่คุณหมิงเลย เพราะกลัวว่าจะไปเกี่ยวข้องกับ สปท. สถานีวิทยุเสียงประชาชนแห่งประเทศไทย
ซึ่งเป็นสถานนีวิยุของ พคท. จริงหรือเปล่า?

2.ปรีดีไม่พอใจการสนับสนุนของจีนต่อ พคท.ไม่รู้เรื่องอะไร จะเรื่องคน หรืออุปกรณืไม่ทราบ จึงหนีไปอยู่ฝรั่งเศสจริงหรือเปล่า?

3.คนของปรีดีสมัยเสรีไทไม่ยอมหยุดการต่อสู้ กลับพากันสมัครเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเกือบหมด จริงหรือเปล่า?

4.ปรีดีสนับสนุนการกู้ชาติทั้งจีน ลาวและเวียดนาม ปรีดี ดูแลนักรบรบกู้ชาติที่มาพักพิงในไทยอย่างดี ไม่รู้จริงหรือเปล่า?

5.แนวคิดของท่านปรีดีเป็นแนวสังคมนิยมประชาธิปไตย ยังไม่ถึงขั้นสังคมคอมมิวนิสต์ เพราะไปเจอโครงสร้างทางการเมืองที่ค่อนข้างดีของยุโรปแล้ว...จึงไม่เห็นช่วงกระบวนการกว่าจะได้ประชาธิปไตย
จึงทำให้ปรีดียึดถือการต่อสู้ทางชนชั้นไม่มั่นคง....คือยังมีลักษณะให้เลี้ยงเสือร่วมกับไก่น้อยในกรงเดียวกัน ?

6.การสื่อสารให้ความรู้ทางทฤษฎีการเมือง ไม่มีเลย..จึงฝากคนบางกลุ่มให้เข้าโรงเรียนลัทธิมาร์คของเวียดนาม และจีน
เข้าโรงเรียนเสร็จก็กลายเป็นชาวพรรคคอมมิวนิสต์เกือบหมด

...............................

ทักษิณก็เช่นกันกำลังจะมีสภาพ..คล้ายท่านปรีดี...คือไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมได้สูงสุด..หรือฉี่ไม่สุด
เพราะทักษิณเน้นการโหมกระแสเร้าอารมณ์มากจนเหมือนการก่อปราสาททราย

เมื่อมวลชนถูกเร้าอารมณ์มาก จะลืมการหลบหลีก ลืมการถอย ลืมการรุก ในที่สุดจะสูญเสียผู้คนมาก

แต่ถ้าทักษิณปากว่าตาขยิบ ไม่ประมาท และมองเห็นการมีส่วนร่วมของคนเสื้อแดงในเรื่องเปลี่ยนแปลงสังคม
ทักษิณต้องไม่ทำเพียงการขายฝัน เร่งการตลาดอย่างเดียว

ต้องสร้างนักขาย นักจัดการทางการเมือง ในระดับต่างๆ ด้วย
ทักษิณต้องเปิดโรงเรียนการเมืองในต่างประเทศ และอบรมการเมืองแบบเข้มข้นด้วย

10 สิงหาคม 2508

10 สิงหาคม 2508 ขณะที่ไทยกำลังฆ่ากันเอง สิงคโปรเพิ่งประกาศเป็นเอกราชจากมาเลเซีย

นับมาถึงวันนี้ ไทยก็พยายามจะฆ่ากันเอง ขณะที่สิงคโปรเขาไปไหนต่อไหนแล้ว สรุปว่า ประเทศไทยเกือบ 50 ปีต่อมา ไม่ได้ต่างจาก 50 ปีที่แล้วเลย

ดูแล้วเศร้าไหม คิดสิเพราะอะไร

*ทักษิณ ก็กำลังสร้างสังคมแบบ

*ทักษิณ ก็กำลังสร้างสังคมแบบ "เลี้ยงเสือรวมกับไก่ และจิ้งจอกไว้ในกรงเดียวกัน โดยคิดว่า เสือน่าจะอยู่เฉยๆ จิ้งจอกจะส่งไก่ให้กินเองโดยไม่ขาดสาย..และจิ้งจอกจะไม่กินไก่ จิ้งจอกจะกินแต่ไข่ไก่...ทุกฝ่ายอ้วนพี"

นี่คือสังคมอุดมคติของทักษิณ Win-Win

แต่ไม่รู้ว่า โดยธรรมชาติแล้ว "เสือมันกินจิังจอกได้ด้วย..และเสือก็เป็นปรมาจารย์เกินกว่าจะฟังคำทางการตลาดของจิ้งจอก"

ผมไม่สนใจครับว่าใครจะมีแนวคิด

ผมไม่สนใจครับว่าใครจะมีแนวคิดด้านไหน จะซ้ายหรือขวา มันก็เป็นเพียงอุดมคติตามความคิดของปัจเจกชนแต่ละคน สิ่งที่ผมข้องใจมากที่สุดคือการออกกฎหมาย ปกป้องเจ้า ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมายอาญา หรือแม่แต่ พรบ. ข้อมูลข่าวสาร มาตรา 14 ทำไมเจ้าประเทศอื่น เขาวิจารณ์ได้เช่นอังกฤษ มีการทำโพลสำรวจความนิยมในตัวเจ้าหรือราชวงค์ด้วยนะ แต่พอมาดูกฎหมายบ้านเราปกป้องกันสุดชีวิต เหมือนกับแดนสนธยา ลึกลับซับซ้อน สรุปแล้วเป็นประมุขของประเทศ แต่ไม่สามารถตรวจสอบอะไรได้เลยหรือไง ผมโพสตรงๆแบบนี้แหละ ผมคงจะถูกตรวจสอบไอพีว่าเป็นใคร ผมมีชีวิตไม่ถึงร้อยปีอย่างแน่นอน ผมพร้อมที่จะตายได้ทุกเวลา เพราะผมแค่คนกระจอกในแผ่นดินนี้เท่านั้นเอง ไม่ได้มีค่าอะไรมากมายนักหรอกสำหรับชีวิตผม อย่ามาอ้างตามรัฐธรรมนูญว่า บุคคลมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันตามกฎหมาย เพราะนั่นคือคำหลอกลวง ผมต้องออกตัวไว้ก่อนเดี๋ยวจะไปโยงคนอื่นมาเกี่ยวข้องกับการโพสของผม ผมไม่ใช่สาวกเสื้อแดง และ เหลือง ผมโพสของผมเองไม่เกี่ยวกับใคร เพราะผมไม่ชอบเพราะเห็นว่าไม่ยุติธรรม ทรัพย์สินเจ้ามีเท่าไหร่ ประชาชนควรมีโอกาสรับรู้บ้างได้หรือไม่ ผมถามหน่อย ก็ในเมื่อชนชั้นนำคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการระดับสูงหรือนักการเมือง ต้องแจ้งบัญชีทรัพย์ แต่ทำไมเจ้าและราชวงค์ไม่ต้องแจ้งล่ะ ผมคับข้องใจตรงนี้แหละ เพราะอยากรู้ ผมไม่ได้หมิ่นเจ้าแต่อย่างใด ผมข้องใจพวกที่ทำหน้าที่ออกกฎหมายดังกล่าวที่ผมยกมาข้างต้น ว่ามีเหตุผลอะไรถึงทำเช่นนั้น พวกที่ทำหน้าที่ออกกฎหมายแบบนี้ผมเห็นว่าเลือกปฎิบัตินะครับ คนไทยคนอื่นๆในแผ่นดินนี้ไม่มีค่าเลยหรือไงครับ ประเทศนี้ปกครองด้วยนิติรัฐมิใช่หรือ เมื่อจะบังคับใช้กฎหมายมันต้องเท่าเทียมกันทั้งหมด ผมเห็นด้วยถ้าจะมีกฎหมายคุ้มครองเจ้า แต่ก็ควรจะสมควรแก่เหตุแห่งการคุ้มครองเท่านั้นเอง แล้วไม่ต้องมาส่งสันติบาลหรือหน่วยข่าวมาติดตามผมหรอกนะ ไปปกป้องคุ้มครองดูแลทรัพย์สินของประชาชนทั่วไปดีกว่า กินเงินเดือนของประชาชนมิใช่หรือ คนทั้งประเทศเค้าเสียภาษีให้พวกคุณ นั่นคือที่มาของเงินเดือนพวกคุณ

Simply consult TKNS.

Simply consult TKNS.

***** เรียน อาจารย์สมศักดิ์

***** เรียน อาจารย์สมศักดิ์ *****

หนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ และ เดลินิวส์ ในสมัยนั้น

จะแข่งกัน เรื่องของความเร็ว ในการพิมพ์ออกจำหน่าย

ดังนั้น หนังสือพิมพ์ ฉบับ วันที่ 8 สิงหาคม 2508

จะไม่มีข่าวเรื่องที่เกิดขึ้น ในวันที่ 7 สิงหาคม 2508

เพราะว่าหนังสือพิมพ์ ฉบับ วันที่ 8 สิงหาคม 2508 จะออกจำหน่าย ในตอนบ่ายของวันที่ 7 สิงหาคม 2508 (คือ พิมพ์วันที่ ล่วงหน้า 1 วัน)

ดังนั้น เรื่องราวที่เกิดขึ้น ในวันที่ 7 สิงหาคม 2508 จะไปปรากฏในหนังสือพิมพ๋ฉบับวันที่ 9 สิงหาคม 2508 (ซึ่งออกจำหน่ายในตอนบ่ายของวันที่ 8 สิงหาคม 2508 )

ไม่ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียวนะค

ไม่ใช่อย่างนั้นเสียทีเดียวนะครับ

นสพ. สมัยก่อน (เช่นเดียวกับสมัยนี้) มี "2 กรอบ" คือ "กรอบเช้า" วันที่เป็นของวันนั้น และ "กรอบบ่าย" วันที่ เป็นของวันต่อมา แต่ออกในวันก่อนวัน่ที่ เช่น วันนี้เป็นวันที่ 11 สิงหาคม บ่ายนี้ ก็จะมี นสพ. "12 สิงหาคม" ออกแล้ว

เป็นอยางนี้มานานแล้วนะ

แต่ประเด็นจริงๆ ไมใช่อยุ่ทีว่า ออกกี่กรอบ หรือ ต่อให้สมมุติว่า ออกแข่งกัน แบบที่คุณว่า

เพราะจะเห็นว่า ในเนื้อข่าวนั้น จะมีการระบุวันที่ และ วัน ชัดเจน คือ ไม่ว่า จะตีพิมพ์ข่าวนั้นในวันไหน

ที่ผมยึดถือ คือ ตรงเนื้อหารายงาน ระบุวัน (อาทิตย์) ที่ 8 สิงหาคม มีการปะทะ เป็นต้น

คือ ทั้งหมด ผมเช็ค วันและวันที่ ที่รายงาน การเกิดเหตุการณ์ ไม่ใช่เรืองวันที่ ที่ นสพ.ออก เพราะรู้อยู่ว่า วันที่ที่ นสพ. ออก จะมีปัญหาได้ (ไม่ว่าในลักษณะ กรอบเช้า บ่าย หรือในลักษณะที่คุณว่ามา)

อีกอย่าง หลายฉบับที่ยกมา ตั้งแต่ Bangkok Post ถึง ประชาธิปไตย ถึง พิมพ์ไทย จะออกเพียงวันละกรอบ เท่าน้น จึงไม่มีปัญหาเรื่องวันทีของ นสพ.

สรุปแล้ว ผมเช็ค ตัวเนื้อรายงานข่าว ดูว่า พูดถึง วันอะไร (เรารู้ว่า อาทิตย์ คือ 8 ถ้าบอกว่า ปะทะ วันอาทิตย์ แสดงว่าหมายถึง ปะทะ วันที่ 8 เป็นต้น) และดูเช็คทุกฉบับ (หลายฉบับ มีผู้สื่อข่าว ในพื้นที ทีนครพนม)

ดูเช็คกับ วันที่ ถวิล สุนทรศารทูร แถลง (จันทร์) 9 เป็นต้น ดูเช็คกับ วันที่ พตอ.สงัด เข้า รพ. ตำรวจ

คือสรุปแล้ว ดูพวกนี้หมดครับ

อันนี้ไมใช่อะไร ผมเอง ตอนแรกที่เห็นว่าเป็น "8 สิงหา " ผมก็ตกใจนะ นึกไม่ถึงว่า วัน่ที่ จำกันมาเป็นสิบปี (รวมทั้งตัวเอง) จะผิด และ ตอนแรก ก็ห่วงว่า อาจจะเป็นปัญหา เรื่องนสพ. รายงาน กรอบเช้า กรอบบ่าย หรือเรียกแบบคุณว่า "แข่งกันออก" อะไรประมาณนี้

แต่อย่างที่บอกว่า หลังจากอ่านทุกฉบับ (มากกว่า 1 เที่ยว) และหลังจาก เช็ค เปรียบเทียบเหตุการณ์ (วันเสาร์, อาทิตย์, จันทร์)

คือผ่านกระบวนการทั้งหมดนี้ จึงสรุปแน่นอนว่า เกิด 8 สิงหาคม แน่นอน

(หลังจากผมออกบทความไปแล้ว "ดร.ยิ้ม" อจ.สุธาชัย เขาก็มาเขียนบทความใน "ไฟลามทุ่ง" ยืนยัน ว่า เป็นตามที่ผมบอก จากที่เขาไปเช็คเองเหมือนกัน คือ ตอนแรก ในแวดวง "สหายเก่า" เขาไม่เชื่อกัน เพราะนึกไม่ถึงว่า วันที่จะ "จำผิด" กันเป็นสิบๆปี ได้อย่างไร)

สรุปอีกที เวลาเช็คเรื่องพวกนี้ ผมดู เนื้อข่าวเป็นหลัก เปรียบเทียบกัน และเปรียบเทียบกับเหตุการณ์

ถ้าใคร เคยอ่านบทความผมเรื่อง "ชนวน" เกี่ยวกับภาพถ่าย "แขวนคอ" 6 ตุลา ก็คงจำได้ว่า ผมใช้วิธีนี้เหมือนกัน มาเช็ค ว่า ภาพ "ดาวสยาม" หรือ Bangkok Post ที่เป็น ชนวน เหตุการณ์ มันปรากฏ เมื่อไร อย่างไร และผมเอง เป็นคนพบว่า ที่มีการเอาหนังสือพิมพ์มาโชว์ แสดงนิทรรศการกัน ไมใช่ นสพ. ที่ออกวันที่ 5 ตอนบ่าย (อย่างที่เข้าใจกัน) แต่เป็น นสพ. ที่ออกในเช้าวันที่ 6 เอง เป็นต้น

แต่ก็ขอบคุณนะครับทีเขียนมาให้ชี้แจง

ผมว่า อาจารย์รู้เรื่องนี้

ผมว่า อาจารย์รู้เรื่องนี้ เขาเช็คจุดนี้อย่างรายละเอียดเมื่อเขาเยียนบทความอื่นเรื่อง ๖ ตุลา

อาจารย์สมศักดิ์ครับ สมัยก่อน

อาจารย์สมศักดิ์ครับ

สมัยก่อน ที่ ไทยรัฐ และเดลินิวส์ แข่งความเร็ว ในการออกจำหน่าย นั้น

ไม่ใช่เรื่องกรอบเช้า กรอบบ่าย นะครับ

มันยิ่งกว่านั้นครับ

เช่นวันนี้ 11 ส.ค.ในตอนบ่าย จะมีหนังสือพิมพ๋ฉบับ วันที่ 13 ส.ค. ออกมาจำหน่ายแล้ว

ซึ่งทำความสับสนให้กับผู้ซื้อ เป็นอย่างยิ่ง

สุดท้าย ทั้งไทยรัฐและเดลินิวส์ ต้องตกลงกัน แล้วเลิกพิมพ์วันที่ล่วงหน้า

ส่วนเรื่องวันเสียงปืนแตก ในความเห็นของผม คงเกิดขี้น ช่วงดึกของคืนวันที่ 7 ส.ค.2508 ติดต่อกันไป จนเลย เที่ยงคืน(เข้าวันที่ 8 ส.ค.) ชาวบ้านจึงบอกว่าเป็นวันที่ 7 ส.ค.

เพราะชาวบ้าน จะเริ่มนับวันใหม่ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น

แต่ทางราชการ จะเริ่มนับวันใหม่ เมื่อหลังเที่ยงคืน (00.00 น.)

วันเสียงปืนแตก คือ

วันเสียงปืนแตก คือ วันอัปยศของคนไทย วันที่คนไทยไม่สามารถใช้เหตุผลได้อีกต่อไป วันที่บางคนแหกปากพร่ามบอกใครๆอย่างหน้าชื่นตาบาน ภูมิอกภูมิใจ ทั้งๆที่น่าจะสลดใจ วันที่คนถือปืนไปไล่ยิงกัน คือวันที่คนไทยฆ่ากันเอง วันที่คนกลายเป็นสัตว์ มีอะไรต้องภูมิใจ ผมอ่านประวัติศาสตร์ วันที่เราต่อต้านจักรวรรดิ์นิยมตะวันตก สมัยล่าอาณานิคม ผมว่าน่าตื้นตันใจ น่าภูมิใจมากที่เป็นคนไทย เราเป็นชาติเล็กๆ เสียเปรียบทุกๆอย่าง แต่ยืนหยัดต่อสู้กับตะวันตก โดยใช้สมองและชั้นเชิงการทูต ประคองตัวรอดมาได้ แม้จะสะบักสะบอม แต่ก็น่ายกย่อง เราแสดงถึงศักดิ์ศรีความเป็นคนเท่าเทียมกับต่างชาติ แตกต่างกันแค่อำนาจ และปากกระบอกปืน ซึ่งเป็นสิ่งที่ชี้ขาดในสงคราม เรารอดมาได้ ได้ยังไง นี่สิ ถึงจะแน่จริง

http://www.happyoppy.com/inde

http://www.happyoppy.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=524358&Ntype=17

ผมอยากจะให้สมศักดิ์เจีบมและผู้ที่ถกเกียงกันอยู่เรื่องวันเสียงปืนแตก ได้อ่านบทความจากลิงก์ข้างบนนี้ บทความนี้เป็นคำบอกเล่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไทยในยุคนั้น ที่ทำงานต่อต้านพรรคคอมมูนิสต์อยู่ในพื้นที่จังหวัดนครพนม ในช่วงปี๐๗-๐๘ เป็นบทความที่หาอ่านยากมาก

ข้อสังเกตุคือฝ่ายความมั่นคงนั้นปฏิบัติการหาข่าวแทรกซึมพื้นที่ฝ่ายผู้ก่อการร้ายได้ดียิ่งเช่นเดียวกัน ชาวบ้านชาวช่องที่เคยชินแต่อ่านข้อมูลฝ่ายคอมหรือข้อมูลตามข่าวหนังสือพิมม์จะได้รู้กันบ้างว่าฝ่ายข่าวสายรัฐนั้นก็ฝีมือไม่ธรรมดา กว่าสี่สิบปีให้หลังก็อย่าได้นึกว่าฝีมือเขาจะตกไป......จะพูดจะคิดจะทำอะไร อย่าได้นึกว่าฝ่ายอำนาขรัฐเขาไม่รู้นะครับ

Thanks for the link, but the

Thanks for the link, but the OPPY club is for senior people, isn't it? Are you member?

ผมทราบดีว่า ทางราชการก็หาข่าว จากพื้นที่ เหมือนที่ผมเคยdiscussไว้ในตอนที่ ๑ ชาวบ้านก็จำต้องทำตัวเป็นนกสองหัว ให้ข่าวทั้งสองฝ่าย

จะพูดจะคิดจะทำอะไร อย่าได้นึกว่าฝ่ายอำนาขรัฐเขาไม่รู้นะครับ

แต่ไม่เคยคิดว่าจะถูกintimidateด้วยข้อความเชยๆแบบนี้ของคุณในพศ.นี้ wake up นี่ไม่ไช่ยุคสงครามเย็นแล้ว เลิกละเมอเพ้อพกเสียที เลิกข่มขู่คุกคามด้วยวิธีเชยๆแบบนั้นได้แล้วพ่อคุณ หรือว่ายังพอใจจะหมกมุ่นอยู่กับอดีตไม่ลืมหูลืมตาต่อไปก็ตามใจ แต่ไม่ต้องมาลากคนอื่นให้ไปจมอยู่กับอดีตด้วย

จากคนแก่ที่ยังไม่อยากหลงยุค ตกสมัย แฮ่ แฮ่

จะยุคไหนสมัยไหน

จะยุคไหนสมัยไหน เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐเขาก็ทำหน้าที่ของเขาครับ หน้าที่ของเขาคือ ในพื้นที่เป้าหมาย สืบให้ทราบและรายงานตามลำดับชั้น

ใครจะเอาข้อมูลที่ได้ไปใช้ทำอะไรต่อไป ไม่ใช่เรื่องของฝ่ายสืบสวนและหาข่าว

คุณนี่ความคิดวิจารณญานเรื่องการเมืองดูพอๆกับนักบาสอเมริกันที่ใช้ชื่อเดียวกับคุณเลยครับ.....ไม่เปลี่ยนไปเอาดีทางเล่นบาสบ้างหรือครับ

ต้องขอบคุณมากสำหรับ

ต้องขอบคุณมากสำหรับ links
ผมยังไม่เคยเห็นมาก่อน
กำลังอ่านอยู่ น่าสนใจมาก

(แต่ขำนิดๆ ที่ไปปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ "คนสูงอายุ เล่นคอมฯ" อะไรนั่น)

ความจริง ผมน่ะสนใจเรื่องของฝ่ายรัฐบาลมากพอๆกับฝ่าย พคท. นั่นแหละ มีเก็บรวบรวมหนังสือ ที่ระลึกต่างๆของฝ่ายรัฐบาลหลายเล่ม (ฝ่ายรัฐบาล เขาก็ทำ อนุสาวรีย์ ที่ระลึก ทหารที่ตายจากการสู้ ในภาคต่างๆ เหมือน พคท.นะ แล้วก็จะมีออกหนังสือออกมา รวมบทความ บทรำลึกต่างๆ ผมก็รวบรวมไว้)

ทางเว็บ ที่ผ่านมา ผมก็เคยดูอย่าง เว็บนี้
http://www.dmbcrtaf.thaigov.net/aircraft/Wargame.htm

ขอบคุณอีกครั้งสำหรับ links

ผมทราบดีว่าจนท.เขาทำงานแบบนี้

ผมทราบดีว่าจนท.เขาทำงานแบบนี้มาตลอด แต่ว่านับตั้งแต่หมดยุคสงครามเย็น ไม่มียุคไหนที่อำนาจรัฐไทยจะคุกคามการแสดงความคิดเห็นผู้คนเท่ายุคนี้ มันดูย้อนยุคเกินเหตุ และข้อความของคุณมันก็ชวนให้implicateไปตามที่ผมเขียน ส่วนคุณจะตั้งใจหมายความอย่างนั้นจริงๆหรือไม่ คุณคนเดียวที่รู้ ผม"ตีความ"ของผมเองอย่างนั้น หากคุณไม่เจตนาจะหมายความอย่างนั้นก็ขออภัย

ผมชอบสไตล์การเล่นของJulius Irvingจริงๆครับ รวมทั้งรุ่นน้องอย่างJordanด้วย มากกว่าเด็กรุ่นใหม่หลายๆคนในNBAปัจจุบันเสียอีก เรื่องนี่ยอมรับครับ แต่เล่นเองคงลำบาก เพราะตัวโตกว่าลูกหมาแค่นิดเดียว เลยชอบดูมากกว่าเล่น แฮ่ แฮ่ ขอโทษท่านอื่นด้วยที่นอกเรื่องไปไกล

ถึง สมศักดิ์

ถึง สมศักดิ์ เจียม

เรื่องราวต่างๆของนักการเมืองรุ่นอาวุโสในประวัติศาสตร์ไทย หรือแม้แต่อดีตกษัตริยาธิราชนั้นมีมุมมองที่น่าสนใจศึกษาเสมอ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการศึกษาอย่างถ่องแท้นั้นจำเป็นต้องตัดอารมณ์ความรักใคร่นับถือศรัทธาทั้งที่เป็นส่วนตัวและของกลุ่มหมู่คณะ หรือแม้แต่ศรัทธาที่สูงกว่าอย่างความเป็นชาตินิยมออกให้หมด

แนวทางกาลามสูตรและแนวทางวัตถุนิยมวิภาษวิธีที่ยึดเอา ผลประโยชน์ของมหาประชาชนเป็นที่ตั้งนั้น เป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ดีทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อผู้ทำการศึกษามีสามัญสำนึกและเข้าใจการเปรียบเทียบสังคมต่างๆ และเข้าใจจิตวิทยาพื้นฐานของมนุษญ์ เช่น กฎของมัสโลว์ หรือ กฎพื้นฐานของธรรมชาตืที่ผู้เข้มแข็งจะอยู่รอดและเป็นผู้ปกครองเสมอ (ไม่ใช่เสียงข้างมาก)

ปัญหาของการศึกษาเรื่องราวประเภทนี้ในเมืองไทยก็คือ บางครั้งสิ่งที่ศึกษาได้ ก็ยากที่จะนำมาเผยแพร่นอกแวดวง ผู้มีวุฒิภาวะระดับเดียวกันได้

ตัวอย่างก็กรณีปรีดีนี่แหละที่เห็นได้ชัด ปรีดีนั้นถูกผู้ศรัทธารักใคร่นับถือยกย่องเลิศลอยเป็นระดับบิดาของประชาธิปไตยไทยก็ว่าได้มาหลายทศวรรษแล้ว ทั้งโดยลูกศิษย์ลูกหาโดยตรงและที่เชื่อกันตามที่บอกต่อกันมา ผู้คนแทบจะลืมเลือนไปว่าปรีดียังมีความเป็นปุถุชนรู้จักรักโลภโกรธหลงและ รู้จักแค้นรู้จักชำระแค้นเหมือนผู้คนทั่วไป........ใครผู้ใดบังอาจไปตั้งข้อสงสัยกับความเป็นมนุษย์ปุถุชนของปรีดี มักจะถูกเหล่าสาวกวิพากษ์วิจารณ์กันจนเสียหายได้ ดังนั้น จึงไม่ค่อยจะได้เห็นงานประเภทนี้นัก ทั้งงานวิชาการและบทความทั่วไป

สาวกปรีดีนั้น แยกแยะเองไม่ออกแม้แต่เรื่องความเป็นเพื่อนตายสหานสนิทระหว่างปรีดีกับจอมพลป. ซึ่งเริ่มต้นมาจากเป็นผู้ก่อการที่อยู่ในวัยหนุ่มเช่นเดียวกันเมื่อวันเกิดเหตุ ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองและการปราบกบถบวรเดช คนคู่นี้ก็ต้องจับมือกันต่อสู้กับบรรดารุ่นอาวุโสกว่าในคณะราษฎรอีกหลายปี

ความแตกแยกของปรีดีกับป.ที่สมศักดิ์เจียมให้ความเห็นไว้พร้อมหลักฐานนั้น ผมยังไม่เชื่อสนิทดีนัก ผมกลับเชื่อว่าด้วยทั้งสองเป็นผู้รักชาติทั้งคู่และคบหาช่วยเหลือเคลียร์ใจกันมาไม่รู้กี่ครั้งกี่หนแล้ว น่าจะรวมหัวกันแสดงละครหลอกญี่ปุ่นเสียมากกว่า ผู้ประสานงานระหว่างสองคนนี้คือนักปิดทองหลังพระที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งในการเมืองไทย หลวงอดุลย์เดชจรัส
หลักฐานข้อสงสัยเรื่องนี้คงต้องกล่าวถึงความล้มเหลวของจอมพลปในการพยายามติดต่อฝ่ายสัมพันธมิตรผ่านทางจีนคณะชาติของเจียงไคเชค ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างเย็นชาและไม่เป็นมิตรมีแนวโน้มว่าหากญี่ปุ่นแพ้จีนคณะชาติคงไม่ปล่อยเมืองไทยไว้ อาจเข้ามาปลดอาวุธหรือยึดครอง อย่างน้อยเพื่อเป็นทางถอยหนี จีนคอมมูนิสต์

ผมสันนิษฐานว่าเมื่อจอมพลป.พลาดในจุดนี้ ปรีดีจำเป็นต้องเล่นเกมสร้างการติดต่อกับคอมมูนิสต์จีนไว้ด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องยาก เพราะขณะนั้นมีการจัดตั้งพรรคคอมมูนิสต์ที่ดำเนินการต่อต้านญี่ปุ่นร่วมกับเสรีไทยอยู่แล้วในเมืองไทยและมีอิทธิพลไม่น้อยในหมู่คนจีนในไทย ใครไม่เชื่อผมไปค้นคว้าดูเอาเองนะครับ การที่สองผู้นำไทยต่างต้องหาทางคบจีนไว้นั้น เข้าใจว่าเกิดจากการที่ฝ่ายสัมพันธมิตรประกาศว่าภูมิภาคนี้จีนจะเป็นผู้ดูลหลังสงครามสงบ จะเป็นประกาศที่ยัลต้าหรือไม่จำไม่ได้แล้ว

เมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่๒ จีนคณะชาติก็พ่ายแพ้เสียดินแดนให้จีนคอมมูนิสต์ไปด้วย สัมพันธมิตรนั้นก็เบี้ยวจีนคณะชาติเรื่องสิทธิในอินโดจีน และไม่ยอมให้จีนคอมมูนิสต์ใช้สิทธิ์นี้เด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์กับพรรคคอมไทยที่ปรีดีสร้างไว้ และการให้ความช่วยเหลือกองกำลังกู้ชาติเวียตนาม ลาว เขมร มาเลเซีย อินโดนีเซีย กลับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ทำให้ปรีดีมีดินแดนที่ยินดีต้อนรับหลังจากแพ้กบถวังหลวง........ไม่เคยติดต่อไม่เคยใกล้ชิดช่วยเหลือกันมาก่อน...... จะเป็นไปได้อย่างไรที่อดีตผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไทยและรัฐบุรุษอาวุโสในรัฐบาลที่ร่วมมือกับญี่ปุ่น จะเข้าไปลี้ภัยในประเทศคอมมูนิสต์ใหม่ถอดด้ามอย่างจีนได้ บันทึกของปรืดีตอนเดินทางเข้าจีน ก็สนับสนุนความคาดเดาของผม

ปรีดีอยู่ในจีนยี่สิบกว่าปีจึงย้ายมาอยู่ที่ปารีส ตลอดช่วงที่อยู่ในจีนผู้ที่ดูแลปรีดีก็น่าจะเป็นอดีตนักเรียนเก่าฝรั่งเศสทั้งหลายเช่นจูเอนไล และเตื้งเสี่ยวผิง ช่วงที่ปรีดีออกจากจีนนั้นเป็นช่วงปฎิวัติทางวัฒนธรรมซึ่งสองจีนชั้นผู้นำข้างต้นไม่อยู่ในสภาพที่จะปกป้องดูแลปรีดีได้เต็มที่เช่นที่ผ่านมาเพราะโดนเรดการ์ดเล่นเอาหนักเหมือนกัน..... ประกอบกับในฝรั่งเศสเดอโกลล์และพวกชาตินิยมฝรั่งเศสคู่กัดกับสหายโฮจิมินท์และพวกกู้ชาติในเอเซียที่ปรีดีเป็นมิตรด้วยได้หมดอำนาจลง ปรีดีก็เลยออกจากจีนมุ่งมาปารีส

ขณะที่อยู่ที่ปารีสนั้น สงครามเวียตนามใกล้จะจบลง เวียตนามเหนือเริ่มได้เปรียบทั้งบนโต๊ะเจรจา และเริ่มเปิดการบุกยึดครองเวียตนามใต้ตั้งแต่ปี๗๐จนชนะเด็ดขาดปี๗๕หลังปรีดีเสียชีวิต..........อย่างไรก็ตามก่อนปรีดีเสียชีวิต เวียตนามเหนือจะคุยอะไรกับปรีดี เรื่องที่เกี่ยวข้องกับเมืองไทยหรือไม่.... ผมก็ไม่ทราบครับ

แต่ถ้าปรีดีเป็นปุถุชนเหมือนผม.... โดนทหารทำลายจนต้องออกมานอกประเทศหลายสิบปี ถ้ามีโอกาสเอาคืน ใครมาชวนผมคุย ผมยินดีคุยด้วยนะครับ แต่อย่างว่าไว้ข้างต้นครับ ได้อย่างมันต้องเสียอย่าง เวียตนามเหนือยุคนั้นมันสายตรงรัสเซียซึ่งไม่ถูกกับจีน หากปรีดีที่จีนดูแลมาหลายสิบปีไปคลุกคลีใกล้ชิดกับสายรัสเซียมากเกินไป จีนย่อมไม่พอใจไม่มากก็น้อย

หลังปรีดีอสัญกรรม ปฏิกิริยาของจีนต่อความเป็นปรีดี พนมยงค์ ก็น่าจะช่วยให้เดาได้ใกล้เคียงขึ้น ......ไม่ทราบว่าจะมีใครทราบไหมครับว่า รัฐบาลจีนปัจจุบันให้เกีนรติยกย่องปรีดีอย่างไรบ้าง สมกับที่ดูแลกันอยู่กว่ายี่สิบปีไหมครับ.........

ผมเปิดประเด็นสนทนากับสมศักดิ์เจียมมาด้วยประการฉนี้........จะถูกผิดอย่างไรค่อยมาว่ากันในรายละเอียดต่อไป อย่างน้อยผมว่ามันกว้างกว่าเรื่องวันที่๗วันที่๘สิงหา๐๗นะครับ

เชื่อแน่ว่า คงมีเหล่าสาวกผู้เลื่อมใสปรีดี โพสท์เข้ามาด่าผมแน่นอน จะด่าก็ไม่ว่าครับ แต่ขอให้มีข้อมูลที่ขัดแย้งความเห็นข้อสันนิษฐานของผมมาประกอบการด่าด้วยครับ จะเป็นพระคุณแก่การค้นคว้าต่อๆไป หรือจะมีข้อมูลเชิงลึกอย่างเรื่องของดร.บุญสนอง เพิ่มเติมก็ส่งเข้ามาได้ครับ

เรื่องปรีดีนั้น

เรื่องปรีดีนั้น ผมเห็นด้วยกับอ.สมศักดิ์ว่า ต้องมองด้วยสายตาที่critical และแยกแยะด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากกว่าการคาดเดา เพื่อป้องกันการได้รับก้อนอิฐโดยไม่จำเป็น (แต่ก็อาจได้ดอกไม้จากพวกนิยมเจ้า)

พิบูลเองนั้น ก็คิดติดต่อมีความสัมพันธ์กับจีนแดงมานานแล้ว เพราะเป็นผู้อนุมัติให้คุณสังข์ พัฒโนทัยนำคณะไปเจรจากับจีนไม่ไช่หรือครับ จนคุณสังข์จำต้องฝากลูกในใส้แท้ๆของตนไว้เป็น"ตัวประกัน"ยืนยันมิตรภาพระหว่างไทยจีนถึงสองคน ภายใต้การดูแลของโจว

หากคุณมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้(ดูเหมือนคุณจะสนใจจีนมากเป็นพิเศษ หรือเปล่า?) ก็นำมาแบ่งปันเป็นวิทยาทานแก่กัน จะเป็นคุณูประการทางวิชาการอย่างสูงที่เดียว และขอขอบคุณไว้ล่วงหน้า

ปัญหาของการศึกษาเรื่องราวประเภทนี้ในเมืองไทยก็คือ บางครั้งสิ่งที่ศึกษาได้ ก็ยากที่จะนำมาเผยแพร่นอกแวดวง ผู้มีวุฒิภาวะระดับเดียวกันได้

ผมเข้าใจว่าข้อจำกัดขอการนำเสนอไม่ไช่แค่สาวกปรีดีหรอก แต่ที่น่ากลัวกว่าคือคนที่จะจับคุณขังคุกสิบห้าปี นั่นต่างหากที่เป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการศึกษาประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของไทย ทำให้คนไทยหลายคนต้องหนีทำงานค้นคว้าเรื่องประวัติศาสตร์ไทยที่Cornell ซึ่งนอกจากจะแน่ใจว่าไม่ติดคุกแล้วยังมีเอกสารอ้างอิงให้ค้นคว้ามากกว่าเมืองแม่เสียอีก เฮ้อประเทศไทย

ครับ

ครับ บังเอิญต้องอ่านเพราะเคยปรามค่อนข้างรุนแรงต่อสัญญาลักษณ์ดาวแดง(ในบทวิเคาะห์ขอบคุณเดอะเนชั่นที่ลงภาพหมวกดาวแดงให้ทักษิณในวันเกิด) คือมันโยงมาเรื่องนี้ครับ???

ผมเชื่อว่ามันจะคือสัญญาลักษณ์การต่อสู้ลงใต้ดินมากขึ้น และจะมีการเคลื่อนไหวคล้ายๆคอมมิวนีสต์(คงไม่ใช่เรื่องตกยุคแต่เขาจะประยุกต์ใช้ใหม่ได้) ถ้าข้อเรียกร้องหลายเรื่องไม่ได้ตอบสนอง(เช่นถวายฎีกาฯเพื่อหยั่งท่าที่อีกขั่วอำนาจจะมองเสื้อแดงแบบไหน?ให้ความสำคัญหรือหูทวนลม) แต่ถ้าขั่วอำนาจตอนนี้ที่ยึดที่มั่นสำคัญๆไว้เกือบหมดแล้ว(เหลือแค่ภาคปชชที่ยังสับสนแค่นั้น) คือถ้าเขาชะล่าใจประเมินเสื้อแดงต่ำไป???ก๊อกสองมาแน่???

ผมว่าการเคลื่อนไหวลงดินที่จะเป็นการต่อสู้แบบมหากาพย์เกิดขึ้นแน่?และเขาเชื่อว่ามันจะปรับ ยุทธวิธีที่การต่อสู้ระยะยาว ไม่ใช่แบบสงกรานต์เดือดนั้นแตกหักวัดผลระยะสั้น(ประเมินผิดพลาดมาก เพราะกำลังหนุนการเมืองภาคปชช.ยังระส่ำไม่เป็นเอกภาพ รวมญาติตะกูลกบเลือกนายยากไม่ว่าอึ่งอ่างคางคบเขียดปาด แถมมีตัวแปรทหาร) ที่สุดท้องแตกตายแบบชูชกหรืออึ่งอ่างพองตัวแข่งกับช้างเพราะหวังผลเลิศเกินตัว???

ดังนั้นสัญญาลักษณ์ดาวแดงจึงมีนัยยะสองทางคือเตรียมการเคลื่อนไหวลงดิน? แบบระยะยาว คล้ายๆการ เข้าป่าสมัยตุลาฯ เพื่อเลียแผล? และอีกนัยยะอันหนึ่งคือเตือน ฝ่ายนั้น ให้เห็นบ้างว่ายังมีก๊อกสองน่ะ? เพื่อเจตนากดดันไปสู่การต่อรองให้หันมาเจรจา(ตรงนี้ผมเห็นด้วยกับแดง) หรือคิดมาประเมินว่าตีหัวเข้าบ้านแล้วก็จบเสื้อแดงนั้นเย้วๆหน้าบ้านได้ชั่วคราวเดี๋ยวมันก็เหี่ยวปลายกลับบ้านไปเอง(เตือนอำมาตย์ว่าอย่าชะล่าใจเดี๋ยวจะจบไม่สวย)

ปัญหาคือนี่คือความเป็นไปได้ที่เขาจะไม่กลับบ้านไปเฉยๆ(หลังจากที่โดนปิดประตูการเจรจาใส่หน้ากับมุกถวายฎีกาฯจริงมุกนี้แค่ต่อรองไม่ได้หวังผลมากแต่ถ้าได้ก็เอา) เขาคงไม่กลับไปเฉยๆถ้าไม่ได้รับอะไรเลยแต่เป็นการกลับไปห่อเสบียงเข้าป่าปรับเป็นการต่อสู้ระยะยาว ตามยุทธศาสตร์แบบป่าล้อมเมือง???

วันนั้นที่ผมค่อนข้างด่ารุนแรงเพราะมองว่า มันล่อเป้าไปท เหมือนกางแผนที่ก่นอออกรบ? หรือ อุเทนถวายใส่เสื้อช็อปไปเดินล่อเป้า ช่างกลประทุมวันจนเกินไป? จนมันสร้างเหตุบานปลายเพราะน้ำผึ้งหยดเดียว จนผมมองข้ามนัยยะที่สองนั้นคือเกมการต่อรอง คือไปแกล้งทำให้เขาเห็นว่าเรายังมีก๊อกสองน่ะ?และก้อกสองไม่ธรรมดาอย่าชะล่าใจยิ่งกุนซือแบบจิ๊กโก่กิโลเดียว แบบนั้นที่หลงเทิดทูลยิ้มให้ในวันนั้นว่าคือโก๋แก่???

ถ้ายังเฉยหูทวนลมแบบตีหัวแล้วปิดประตูเข้าบ้านแบบนี้ ใครจะมาโวยวายหน้าบ้านไม่สน ประเมินแค่ว่าเดี๋ยวมันก็อ่อนแรงเอง โอเคครับผมพอมองออกแล้วครับ? ผมจึงต้องถอนคำพูดในวันนั้นที่ด่าดาวแดง? เพราะมองแค่นัยยะแรก(ล่อเป้าจนเสี่ยงเกิดกรณีน้ำผึ้งวหยดเดียวและก็เกิดไปแล้วด้วยเด็กเล่นขี้หยดเดียวเอง แต่ผู้ใหญ่เอาไปขยายบานปลาย ลามไปถึงปิดสนามบินเลย) มันแย่กว่าน้ำผึ้งหยดเดียวที่ขนาดไม่ชัดเจนล่อเป้าเท่าการใส่สัญญาลักษณ์ดาวแดงในวันเกิดให้ทักษิณ มันยิ่งกว่าล่อเป้าแบบน้ำขี้หยดเดียวอีก???

ตรงนี้ผมจึงต้องฝากเตือนกลุ่มที่ยึดอำนาจรับได้ขณะนี้ อย่า ประเมินว่าตัวเองคุมไว้ได้หมดแล้ว มองแค่ว่า ทักษิณสู้แบบจนตรอก สู้แบบอึ่งอ่างพองตังแข่งกับช้างอย่างวันสงกรานต์เดือดเป็นอย่างเดียว หรือสู้แบบมุทะลุเป็นอย่างเดียว จนคิดว่าสอยแม่ทัพบนหลังช้างตาย ทุกอย่างก็จบ(แบบยุทธหัตถี) เตรียมนับศพและกวาดต้อน กำลังพลฝ่ายนั้นมาแบบเชลยศึกสมัยพม่ากวาดคนกรุงศรีฯไปเป็นเชลย เพราะแม่ทัพแพ้แล้วทุกอย่างจบ???(แหม๋มุกเก่าสมัยพระเจ้าเหาดันไปภูมิใจ)

เพราะนี่แค่สัญญานยุทธวิธีป่าล้อมเมืองน่ะครับ?(ดาวแดง) ส่วนโลกล้อมประเทศ ที่เขาจะใช้สื่อยุคโลกาฯล้อมกรอบความหลงยุคตกขบวนของคนที่คุมอำนาจรัฐขณะนี้(อำมาตย์)ชนิดที่เคยโดนสอนด้วยของจริงมาแล้ว(ปฎิวัติยุคโลกาฯโดนอะไรไปบ้างถามนายกสุรยุทธ หนักพอๆกับพม่า เพราะภาพลักษณ์เราคือทหารกำลังจะพาเราไปนุ่งผ้าถุงแข่งกับพม่า) เอาแค่ปฎิวัติ บทเรียนบทที่หนึ่ง คุณยังไปไม่เป็นแล้ว?

เห็นไหมใครแก้เกมที่โดนอเมริกาถีบหัวส่งมา(ข้อหาประเทศที่มีโจรปล้นปชต) จนใครต้องเหนื่อยแก้เกมไปซบรัสเชียเย้ยอเมริกาในวันนั้นที่ศูนย์วัฒนธรรม??? แต่มันนับความเสียหายจากท่าทีอเมริกาต่อเราในสายตาชาวโลกมันไม่ไหวหรอก เสียหายมหาศาลในเวทีโลกไปแล้ว? นี่แค่บทเรียนอนุบาลหนึ่ง ?ใครยังต้องลงมาลุ้นเหนื่อยขนาดนี้

แล้วถ้ายุทธวิธีโลกล้อมประเทศโดยการพยายามขยายภาพ"ทหารกำลังจะพาคนไทยไปนุ่งผ้าถุงแข่งกับพม่า" ประเทศใกล้กัน หลายเรื่องมันไปตามคำพยากรณ์ผมไปทุกทีทุกทีแล้ว แม้แต่ท่าทีต่อพม่าเรายังกล้าๆกลัวๆ ไม่กล้าที่จะชัดเจนทั้งที่เป็นประธานอาเซียนขณะนี้ กษิตรู้ดีว่าพม่าจะตอกกลับเราอย่างไร? อย่างแรกเลย รมต.ขี้ไม่ชัดตูดคดีก่อการร้ายสากลปิดสนามบินยังมีหน้ามาสอนคนอื่น?

อย่างที่สองแหม จะมาว่าพี่หม่องได้ไง?ที่ตัวเองยังพยายามเลียนแบบหม่องเต็มๆ(ทหารพาเราไปนุ่งผ้าถุงแข่งกับพม่า)ไม่เห็นจ่ายค่าลิขสิทธิหม่องเลยท เรื่องที่ทหารไทยกำลังจะพาคนไทยมาซ้อมนุ่งผ้าถุงแข่งกับพม่าเพื่อไล่ตีแมวตัวเดียวมันวิสัยทหารอกสามศอกไหม??? ประเทศคนบ้าสร้างบ้าน แบบบ้านเสาเดียวกับแบบบ้านติดล้อนั้นไปตกลงกันให้ดีเถอะข้อหาเลียนแบบหม่องนังไม่ต้องจ่ายลิขสิทธิก็ได้ยกให้? ยังมีหน้าจะมาชี้หน้าด่ากล่าวหาหม่องได้ไม่ไปเชคดูตัวเอง ? ว่ากำลังคลานตามหม่องมาไหม?ประเทศไทย???

นี่ไงครับ ผมเตือนฝ่ายอำมาตย์ผผมเห็นรอยยิ้มมุมปากวันที่11สค แล้วก็ได้แต่ยิ้มๆ คล้ายเขาจะภูมิใจในกุนซือโก๋แก๋ของตัวเองที่จัดการกับ พวกนกกระจอกยังไม่ทันกินน้ำ(แดง) อยู่หมัดเลย จะไปเจรจาทำไมให้เมื่อยตุ้ม??? ด้านได้อายอดทนๆเสียด่าไปก่อน ทั้งที่ยังไม่รู้ชะตากรรมว่ากุนซือตัวเองตัวตนจริงๆของโก๋แก่นั้นคือ"จิ๊กโก๋กิโลเดียว"ครับ???

ถามนายกส.ดูว่า มันไปไม่ไหวอย่างไร แค่บทแรกอนุบาลหนึ่ง(ปฎิวัติยุคโลกาฯ) ยังเจอขนาดนั้น นั้นคือเขายังไม่ดีเดย์ยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศ หรือป่าล้อมเมืองด้วยซ้ำ คุณไปประเมินเขาว่า พวกเด้กอ่อนหัดนกกระจอยังไม่กินน้ำ แค่ความผิดพลาดวันสงกรานต์เดือด(นั้นเขาประเมินผลเลิศเกินไปแบบชูชกกับยุทธวิธีอึ่งอ่างพองตัวแข่งกับช้างมันเลยท้องแตกตายก่อน) เขาคงลองใจหรือประเมินใจอำมหิต ของฝ่ายอำมาตย์ไม่ถึงว่าจะ เลือดเย็นได้ขนาดนั้นมันจึงพลาดเพราะต้องการจบเร็ว(ผมเคนเตือนเขาแล้วแต่ไม่ฟัง)

แต่เพราะพวกคุณกุนซื่ออำมาตย์ฯกำลังประมาท? หรือชะล่าใจจึงมองไม่เห็นสภาพตัวตนที่เป็นจิ๊กโก๋กิโลเดียว(กับถนนหลวงโลกาภิฯในยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศที่เขายังไม่ดีเดย์เต็มสูบ) นี่ยังไม่รวมยุทธวิธีป่าล้อมเมืองในประเทศ พวกคุณยังเป๋ขนาดนี้???

ผมไม่กลัวใครจะหาว่าผมเอาแผนที่การรบมากางให้สื่อดูก่อนเขาดีเดย์ เพราะเจตนาผมไม่อยู่ฝ่ายไหน (แดงจะคิดยุทธศาสตร์ได้ขนาดนั้นหรือไม่ผมไม่รู้ และก่อนสงกรานต์เดือดผมก้เตือนแบบนี้เป็นไงตรงเป๊ะไหม?) แต่ผมเห็นว่าแผนที่แบบนี้แล้วมผมองเห็นระหว่างทางแล้วว่ายิ่งบรรลัย?

"""ผมจึงต้องรีบเตือนทั้งสองฝ่ายให้รีบเจรจากันก่อนประเทศชาติจะเสียหายกว่านี้"""

อย่าพึ่งไปคิดว่าใครจะได้จะเสียแต่ให้คิดเห้นบ้านเมืองรอดก่อน และเตือนแรงๆไปยังฝั่งอำมาตย์ที่ยังเก่าเต่าขุด ยังไม่เห็นฝั่งชนะเลย นี่ยังยังไม่เริ่มรบเลยโดนเขา ประจบว่ารบชนะแล้ว?ดันไปเลี้ยงฉลองและปิดประตูเข้าบ้านทางยุทธฯเสียแล้ว

ไม่สนใจใคร? ใครจะพูดอะไรเอาหูทวนลมเข้าไว้ เหนื่อยมันเหนื่อยก็หยุดเห่าหยุดกัดเอง ผมจึงเตือนดังๆ(ถ้าไม่ฟังก็จะบ้องหูเพราะความเสียหายบ้านเมืองมากกว่าบ้องหูคนโตของประเทศว่าให้ฟัง?) เพราะถ้าไม่ฟัง? พวกคุณก็จะไปพังไม่เกินกิโลเมตรโลกาภิวัฒน์แรก? แล้วก่อนพวกคุณพังใครพังก่อนประเทศชาติและปชช.ตาดำๆไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องมาเป็นตัวประกันอดทนคนไทยมานั่งดูพวกคุณเล่นพนันอำนาจกาสิโนอำนาจไร้สาระแค่ตอบสนองอารมณ์คลั่งอำนาจเรื่องของตัวเองสนุกกันเองไม่กี่คนแต่เดือดร้อนใคร???

ยังไม่โดนเองยังไม่เคยตายเองยังไม่รู้ใช่ไหม?ว่าความเจ็บปวดเสียใจมันเป็นอย่าไร? เพราะพวกคุณเงินหมดก็ต่อทุน หรือเกมโอเว่อร์ก็รีสตารท์ได้แต่คนที่ได้รับผลกระทบถึงตาย?และความเดือดร้อนมหาวินาศในวิบากกรรมร่วมของการเล่นซนของคนไม่กี่คนในบ้านในเมืองนี้ มันรีสตาร์ทชีวิต?หรือความเสียหายประเทศกลับมาได้ไหม?ไอ้พวกวุฒิภาวะกลับด้าน ?ยิ่งโตยิ่งมีความคิดกลับด้าน???

จะให้หลานอู๋ขี้โม๊ะ ดวงตก ที่กำพร้าพ่อและกำลังตามหาพ่อบนสวรรค์แบบเคอิโง๊ะ(แต่โง๊ะนั้นพ่อยังไม่ตายยังมีคนสนใจมากมาย)เพราะผลกระทบจากความบ้าตรงนี้ของพวกคุณไหม? จะให้เด็กอนุบาลมาอบรมนิสัยให้พวกคุณไหม?ถ้าคิดกันยังไม่ได้ไม่สำนึกจะต้องให้ไล่กลับไปเรียนอนุบาลกันใหม่ไหม? คนโตเมืองไทยทั้งหลายมันทำอะไรกันสิ้นคิดกันขนาดนี้จริงหรือเสื่อม???

ครับ

ครับ บังเอิญต้องอ่านเพราะเคยปรามค่อนข้างรุนแรงต่อสัญญาลักษณ์ดาวแดง(ในบทวิเคาะห์ขอบคุณเดอะเนชั่นที่ลงภาพหมวกดาวแดงให้ทักษิณในวันเกิด) คือมันโยงมาเรื่องนี้ครับ???

ผมเชื่อว่ามันจะคือสัญญาลักษณ์การต่อสู้ลงใต้ดินมากขึ้น และจะมีการเคลื่อนไหวคล้ายๆคอมมิวนีสต์(คงไม่ใช่เรื่องตกยุคแต่เขาจะประยุกต์ใช้ใหม่ได้) ถ้าข้อเรียกร้องหลายเรื่องไม่ได้ตอบสนอง(เช่นถวายฎีกาฯเพื่อหยั่งท่าที่อีกขั่วอำนาจจะมองเสื้อแดงแบบไหน?ให้ความสำคัญหรือหูทวนลม) แต่ถ้าขั่วอำนาจตอนนี้ที่ยึดที่มั่นสำคัญๆไว้เกือบหมดแล้ว(เหลือแค่ภาคปชชที่ยังสับสนแค่นั้น) คือถ้าเขาชะล่าใจประเมินเสื้อแดงต่ำไป???ก๊อกสองมาแน่???

ผมว่าการเคลื่อนไหวลงดินที่จะเป็นการต่อสู้แบบมหากาพย์เกิดขึ้นแน่?และเขาเชื่อว่ามันจะปรับ ยุทธวิธีที่การต่อสู้ระยะยาว ไม่ใช่แบบสงกรานต์เดือดนั้นแตกหักวัดผลระยะสั้น(ประเมินผิดพลาดมาก เพราะกำลังหนุนการเมืองภาคปชช.ยังระส่ำไม่เป็นเอกภาพ รวมญาติตะกูลกบเลือกนายยากไม่ว่าอึ่งอ่างคางคบเขียดปาด แถมมีตัวแปรทหาร) ที่สุดท้องแตกตายแบบชูชกหรืออึ่งอ่างพองตัวแข่งกับช้างเพราะหวังผลเลิศเกินตัว???

ดังนั้นสัญญาลักษณ์ดาวแดงจึงมีนัยยะสองทางคือเตรียมการเคลื่อนไหวลงดิน? แบบระยะยาว คล้ายๆการ เข้าป่าสมัยตุลาฯ เพื่อเลียแผล? และอีกนัยยะอันหนึ่งคือเตือน ฝ่ายนั้น ให้เห็นบ้างว่ายังมีก๊อกสองน่ะ? เพื่อเจตนากดดันไปสู่การต่อรองให้หันมาเจรจา(ตรงนี้ผมเห็นด้วยกับแดง) หรือคิดมาประเมินว่าตีหัวเข้าบ้านแล้วก็จบเสื้อแดงนั้นเย้วๆหน้าบ้านได้ชั่วคราวเดี๋ยวมันก็เหี่ยวปลายกลับบ้านไปเอง(เตือนอำมาตย์ว่าอย่าชะล่าใจเดี๋ยวจะจบไม่สวย)

ปัญหาคือนี่คือความเป็นไปได้ที่เขาจะไม่กลับบ้านไปเฉยๆ(หลังจากที่โดนปิดประตูการเจรจาใส่หน้ากับมุกถวายฎีกาฯจริงมุกนี้แค่ต่อรองไม่ได้หวังผลมากแต่ถ้าได้ก็เอา) เขาคงไม่กลับไปเฉยๆถ้าไม่ได้รับอะไรเลยแต่เป็นการกลับไปห่อเสบียงเข้าป่าปรับเป็นการต่อสู้ระยะยาว ตามยุทธศาสตร์แบบป่าล้อมเมือง???

วันนั้นที่ผมค่อนข้างด่ารุนแรงเพราะมองว่า มันล่อเป้าไปท เหมือนกางแผนที่ก่นอออกรบ? หรือ อุเทนถวายใส่เสื้อช็อปไปเดินล่อเป้า ช่างกลประทุมวันจนเกินไป? จนมันสร้างเหตุบานปลายเพราะน้ำผึ้งหยดเดียว จนผมมองข้ามนัยยะที่สองนั้นคือเกมการต่อรอง คือไปแกล้งทำให้เขาเห็นว่าเรายังมีก๊อกสองน่ะ?และก้อกสองไม่ธรรมดาอย่าชะล่าใจยิ่งกุนซือแบบจิ๊กโก่กิโลเดียว แบบนั้นที่หลงเทิดทูลยิ้มให้ในวันนั้นว่าคือโก๋แก่???

ถ้ายังเฉยหูทวนลมแบบตีหัวแล้วปิดประตูเข้าบ้านแบบนี้ ใครจะมาโวยวายหน้าบ้านไม่สน ประเมินแค่ว่าเดี๋ยวมันก็อ่อนแรงเอง โอเคครับผมพอมองออกแล้วครับ? ผมจึงต้องถอนคำพูดในวันนั้นที่ด่าดาวแดง? เพราะมองแค่นัยยะแรก(ล่อเป้าจนเสี่ยงเกิดกรณีน้ำผึ้งวหยดเดียวและก็เกิดไปแล้วด้วยเด็กเล่นขี้หยดเดียวเอง แต่ผู้ใหญ่เอาไปขยายบานปลาย ลามไปถึงปิดสนามบินเลย) มันแย่กว่าน้ำผึ้งหยดเดียวที่ขนาดไม่ชัดเจนล่อเป้าเท่าการใส่สัญญาลักษณ์ดาวแดงในวันเกิดให้ทักษิณ มันยิ่งกว่าล่อเป้าแบบน้ำขี้หยดเดียวอีก???

ตรงนี้ผมจึงต้องฝากเตือนกลุ่มที่ยึดอำนาจรับได้ขณะนี้ อย่า ประเมินว่าตัวเองคุมไว้ได้หมดแล้ว มองแค่ว่า ทักษิณสู้แบบจนตรอก สู้แบบอึ่งอ่างพองตังแข่งกับช้างอย่างวันสงกรานต์เดือดเป็นอย่างเดียว หรือสู้แบบมุทะลุเป็นอย่างเดียว จนคิดว่าสอยแม่ทัพบนหลังช้างตาย ทุกอย่างก็จบ(แบบยุทธหัตถี) เตรียมนับศพและกวาดต้อน กำลังพลฝ่ายนั้นมาแบบเชลยศึกสมัยพม่ากวาดคนกรุงศรีฯไปเป็นเชลย เพราะแม่ทัพแพ้แล้วทุกอย่างจบ???(แหม๋มุกเก่าสมัยพระเจ้าเหาดันไปภูมิใจ)

เพราะนี่แค่สัญญานยุทธวิธีป่าล้อมเมืองน่ะครับ?(ดาวแดง) ส่วนโลกล้อมประเทศ ที่เขาจะใช้สื่อยุคโลกาฯล้อมกรอบความหลงยุคตกขบวนของคนที่คุมอำนาจรัฐขณะนี้(อำมาตย์)ชนิดที่เคยโดนสอนด้วยของจริงมาแล้ว(ปฎิวัติยุคโลกาฯโดนอะไรไปบ้างถามนายกสุรยุทธ หนักพอๆกับพม่า เพราะภาพลักษณ์เราคือทหารกำลังจะพาเราไปนุ่งผ้าถุงแข่งกับพม่า) เอาแค่ปฎิวัติ บทเรียนบทที่หนึ่ง คุณยังไปไม่เป็นแล้ว?

เห็นไหมใครแก้เกมที่โดนอเมริกาถีบหัวส่งมา(ข้อหาประเทศที่มีโจรปล้นปชต) จนใครต้องเหนื่อยแก้เกมไปซบรัสเชียเย้ยอเมริกาในวันนั้นที่ศูนย์วัฒนธรรม??? แต่มันนับความเสียหายจากท่าทีอเมริกาต่อเราในสายตาชาวโลกมันไม่ไหวหรอก เสียหายมหาศาลในเวทีโลกไปแล้ว? นี่แค่บทเรียนอนุบาลหนึ่ง ?ใครยังต้องลงมาลุ้นเหนื่อยขนาดนี้

แล้วถ้ายุทธวิธีโลกล้อมประเทศโดยการพยายามขยายภาพ"ทหารกำลังจะพาคนไทยไปนุ่งผ้าถุงแข่งกับพม่า" ประเทศใกล้กัน หลายเรื่องมันไปตามคำพยากรณ์ผมไปทุกทีทุกทีแล้ว แม้แต่ท่าทีต่อพม่าเรายังกล้าๆกลัวๆ ไม่กล้าที่จะชัดเจนทั้งที่เป็นประธานอาเซียนขณะนี้ กษิตรู้ดีว่าพม่าจะตอกกลับเราอย่างไร? อย่างแรกเลย รมต.ขี้ไม่ชัดตูดคดีก่อการร้ายสากลปิดสนามบินยังมีหน้ามาสอนคนอื่น?

อย่างที่สองแหม จะมาว่าพี่หม่องได้ไง?ที่ตัวเองยังพยายามเลียนแบบหม่องเต็มๆ(ทหารพาเราไปนุ่งผ้าถุงแข่งกับพม่า)ไม่เห็นจ่ายค่าลิขสิทธิหม่องเลยท เรื่องที่ทหารไทยกำลังจะพาคนไทยมาซ้อมนุ่งผ้าถุงแข่งกับพม่าเพื่อไล่ตีแมวตัวเดียวมันวิสัยทหารอกสามศอกไหม??? ประเทศคนบ้าสร้างบ้าน แบบบ้านเสาเดียวกับแบบบ้านติดล้อนั้นไปตกลงกันให้ดีเถอะข้อหาเลียนแบบหม่องนังไม่ต้องจ่ายลิขสิทธิก็ได้ยกให้? ยังมีหน้าจะมาชี้หน้าด่ากล่าวหาหม่องได้ไม่ไปเชคดูตัวเอง ? ว่ากำลังคลานตามหม่องมาไหม?ประเทศไทย???

นี่ไงครับ ผมเตือนฝ่ายอำมาตย์ผผมเห็นรอยยิ้มมุมปากวันที่11สค แล้วก็ได้แต่ยิ้มๆ คล้ายเขาจะภูมิใจในกุนซือโก๋แก๋ของตัวเองที่จัดการกับ พวกนกกระจอกยังไม่ทันกินน้ำ(แดง) อยู่หมัดเลย จะไปเจรจาทำไมให้เมื่อยตุ้ม??? ด้านได้อายอดทนๆเสียด่าไปก่อน ทั้งที่ยังไม่รู้ชะตากรรมว่ากุนซือตัวเองตัวตนจริงๆของโก๋แก่นั้นคือ"จิ๊กโก๋กิโลเดียว"ครับ???

ถามนายกส.ดูว่า มันไปไม่ไหวอย่างไร แค่บทแรกอนุบาลหนึ่ง(ปฎิวัติยุคโลกาฯ) ยังเจอขนาดนั้น นั้นคือเขายังไม่ดีเดย์ยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศ หรือป่าล้อมเมืองด้วยซ้ำ คุณไปประเมินเขาว่า พวกเด้กอ่อนหัดนกกระจอยังไม่กินน้ำ แค่ความผิดพลาดวันสงกรานต์เดือด(นั้นเขาประเมินผลเลิศเกินไปแบบชูชกกับยุทธวิธีอึ่งอ่างพองตัวแข่งกับช้างมันเลยท้องแตกตายก่อน) เขาคงลองใจหรือประเมินใจอำมหิต ของฝ่ายอำมาตย์ไม่ถึงว่าจะ เลือดเย็นได้ขนาดนั้นมันจึงพลาดเพราะต้องการจบเร็ว(ผมเคนเตือนเขาแล้วแต่ไม่ฟัง)

แต่เพราะพวกคุณกุนซื่ออำมาตย์ฯกำลังประมาท? หรือชะล่าใจจึงมองไม่เห็นสภาพตัวตนที่เป็นจิ๊กโก๋กิโลเดียว(กับถนนหลวงโลกาภิฯในยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศที่เขายังไม่ดีเดย์เต็มสูบ) นี่ยังไม่รวมยุทธวิธีป่าล้อมเมืองในประเทศ พวกคุณยังเป๋ขนาดนี้???

ผมไม่กลัวใครจะหาว่าผมเอาแผนที่การรบมากางให้สื่อดูก่อนเขาดีเดย์ เพราะเจตนาผมไม่อยู่ฝ่ายไหน (แดงจะคิดยุทธศาสตร์ได้ขนาดนั้นหรือไม่ผมไม่รู้ และก่อนสงกรานต์เดือดผมก้เตือนแบบนี้เป็นไงตรงเป๊ะไหม?) แต่ผมเห็นว่าแผนที่แบบนี้แล้วมผมองเห็นระหว่างทางแล้วว่ายิ่งบรรลัย?

"""ผมจึงต้องรีบเตือนทั้งสองฝ่ายให้รีบเจรจากันก่อนประเทศชาติจะเสียหายกว่านี้"""

อย่าพึ่งไปคิดว่าใครจะได้จะเสียแต่ให้คิดเห้นบ้านเมืองรอดก่อน และเตือนแรงๆไปยังฝั่งอำมาตย์ที่ยังเก่าเต่าขุด ยังไม่เห็นฝั่งชนะเลย นี่ยังยังไม่เริ่มรบเลยโดนเขา ประจบว่ารบชนะแล้ว?ดันไปเลี้ยงฉลองและปิดประตูเข้าบ้านทางยุทธฯเสียแล้ว

ไม่สนใจใคร? ใครจะพูดอะไรเอาหูทวนลมเข้าไว้ เหนื่อยมันเหนื่อยก็หยุดเห่าหยุดกัดเอง ผมจึงเตือนดังๆ(ถ้าไม่ฟังก็จะบ้องหูเพราะความเสียหายบ้านเมืองมากกว่าบ้องหูคนโตของประเทศว่าให้ฟัง?) เพราะถ้าไม่ฟัง? พวกคุณก็จะไปพังไม่เกินกิโลเมตรโลกาภิวัฒน์แรก? แล้วก่อนพวกคุณพังใครพังก่อนประเทศชาติและปชช.ตาดำๆไม่รู้อิโหน่อิเหน่ต้องมาเป็นตัวประกันอดทนคนไทยมานั่งดูพวกคุณเล่นพนันอำนาจกาสิโนอำนาจไร้สาระแค่ตอบสนองอารมณ์คลั่งอำนาจเรื่องของตัวเองสนุกกันเองไม่กี่คนแต่เดือดร้อนใคร???

ยังไม่โดนเองยังไม่เคยตายเองยังไม่รู้ใช่ไหม?ว่าความเจ็บปวดเสียใจมันเป็นอย่าไร? เพราะพวกคุณเงินหมดก็ต่อทุน หรือเกมโอเว่อร์ก็รีสตารท์ได้แต่คนที่ได้รับผลกระทบถึงตาย?และความเดือดร้อนมหาวินาศในวิบากกรรมร่วมของการเล่นซนของคนไม่กี่คนในบ้านในเมืองนี้ มันรีสตาร์ทชีวิต?หรือความเสียหายประเทศกลับมาได้ไหม?ไอ้พวกวุฒิภาวะกลับด้าน ?ยิ่งโตยิ่งมีความคิดกลับด้าน???

จะให้หลานอู๋ขี้โม๊ะ ดวงตก ที่กำพร้าพ่อและกำลังตามหาพ่อบนสวรรค์แบบเคอิโง๊ะ(แต่โง๊ะนั้นพ่อยังไม่ตายยังมีคนสนใจมากมาย)เพราะผลกระทบจากความบ้าตรงนี้ของพวกคุณไหม? จะให้เด็กอนุบาลมาอบรมนิสัยให้พวกคุณไหม?ถ้าคิดกันยังไม่ได้ไม่สำนึกจะต้องให้ไล่กลับไปเรียนอนุบาลกันใหม่ไหม? คนโตเมืองไทยทั้งหลายมันทำอะไรกันสิ้นคิดกันขนาดนี้จริงหรือเสื่อม???

ตอบ ดอกเตอร์เจ สังข์ พัธโนมัย

ตอบ ดอกเตอร์เจ

สังข์ พัธโนมัย นั้นเป็นสาวกจอมพลป.ของกระผมมาตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่๒ เขาว่าแกคือตัวนายมั่น ในสองโฆษกโจมตีฝ่ายสัมพันธมิตร นายมั่น นายคง เหตุการณ์ที่แกเอาลูกไปฝากจูเอนไลเลี้ยงนั้นเกิดประมาณปี๒๔๙๙ ซึ่งหลังยุคปรีดีไปจีนครับ พอปี๒๕๐๐ สฤษดิ์ปฏิวัติ ก็เลยถูกหาว่าเป็นคอมมูนิสต์ไปกับเขาด้วยตามสมัยนิยม เรื่องสังข์กับจีนนี้ไม่สัมพันธ์กับเรื่องปรีดีไปจีนสักเท่าใด เวลาห่างกันเกือบสิบปีและคนละสังกัดกัน....อ้อ... แต่สังข์เคยเขียนจดหมายถึงปรีดีในช่วงที่ติดคุก ใจความว่ากระไร อิ อิ อิ ไปหาอ่านเอาเองนะครับ.....

ที่สมศักดิ์เจียมเห็นว่าพิบูลกับปรีดีอยู่คนละฝั่งกันครั้งแรกตอนญี่ปุ่นบุกนั้น..... ผมพบว่าปี๒๔๘๔ก่อนญี่ปุ่ยบุกคู่นี้ก็แตกแยกกันแล้วในเรื่องใหญ่สำหรับหน้าตาของทั้งสองท่านนี้ คือ เรื่องการตั้งบรรดาศักดิ์แบบใหม่มี่พิบูลเสนอเข้าสภาแต่ปรีดีตีตกไป ด้วยข้อหาขัดเจตนารมณ์คณะราษฎร กฏหมายนี้มีเกร็ดต่อไปถึงเรื่องพิบูลริอ่านประพฤติตัวเยี่ยงเจ้า ซึ่งร.๘มิได้ประทับอยู่ในประเทศ แต่ปรีดีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อยู่....แต่พอดีญี่ปุ่นบุกเสียก่อนก็เลยลืมๆกันไป......

ส่วนใหญ่ผมอ่านเจอจากเวปปรีดี-พูนสุข กับok nation

แต่ถ้าจะเอาลึกเรื่องการเมืองจีนและการเมืองต่างประเทศ ผู้จัดการออนไลน์ ก็จัดว่าแน่ครับ โดยเฉพาะเรื่องจีนใหม่....ยังไม่เห็นสื่อไทยสื่อไหนเทียบได้ ในเรื่องหาบทความที่น่าสนใจมาลงให้ความรู้ผู้อ่านของเขา

ขอวิจารณ์ความเห็นคุณอะตอมตรงๆ

ขอวิจารณ์ความเห็นคุณอะตอมตรงๆสักหน่อย ในฐานะที่เคยวิสาสะกันมานาน

ผมว่าความเห็นครั้งนี้ออกจะวิตกจริตเกินการณ์ไปมากเลยครับ

เสื้อแดงจะลงดิน? ใครจะมีความสามารถเป็นแกนนำครับ ลองเอ่ยมาสักคนจะได้ไหม ที่จะนำเสื้อแดงไปสู้ใต้ดินซึ่งเข้าทางตีนฝ่ายความมั่นคงของรัฐที่ถนัดปราบใต้ดินอยู่แล้ว สู่กันบนดินยังมีโอกาสรอดโอกาสร้องให้ชาวบ้านชาวช่องได้ยินมากกว่าเยอะครับ แม้วคงไม่โง่ขนาดนั้นแน่.... ไม่เคยมีสักครั้งที่ฝ่ายต่อต้านรํฐจะลงใต้ดินแล้วชนะอำนาจรัฐได้โดยปราศจากความช่วยเหลือจากรัฐมหาอำนาจรัฐใดรัฐหนึ่ง

ผมว่า มอนเตนิโกร ดูไบ นิค่รากัว อูกานดา เขมร นี่ยังห่างไกลจากคำว่ารัฐมหาอำนาจมากนะครับ ให้รวมตองกากับฟิจิไปอีกด้วย จะเดินเต็มสูบกว่าที่กล่าวมาแล้วนั้น คงจะฝันไปมั้งครับ

ยุทธศาสตร์โลกล้อมประเทศนั้น แตกสลายไปกับฟองน้ำลายเสด็จแม้วตั้งแต่สงกรานต์ปีนี้ไปแล้วครับ ไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี กษิตและทีมงานมืออาชีพของกระทรวงต่างประเทศนั้นแกร่งเกินพอ ได้รับการยอมรับจากต่างประเทศเพียงพอที่จะบำบัดเยียวยาความเสียหายใดๆต่อชื่อเสียงของไทยในสายตาชาวโลกที่เกิดขึ้นในยุคแม้วได้...ฝ่ายรัฐยังมีคดีปล่อยกู้พม่าเป็นหมัดเด็ดไว้เชือดในเวทีโลกอีกด้วย อย่าได้ลืมเสียว่าคดีนี้ตัดสินเมื่อไหร่ ก็พลิกยากหลักฐานมันชัดทั้งเอกสารทั้งบุคคล สังคมโลกจะตัดสินเพื่มเติมเอง

ส่วน ป่าล้อมเมืองนั้น ในด้านเสียงในสภายังเป็นไปได้อยู่ ในระยะสั้นๆ หากปชปสามารถยันไม่ให้ไม่มีเลือกตั้งใหม่ในสองปีนี้ แม้วและสมุนก็หมดกำลังไปเอง ไม่ต้องนับเรื่องสุขภาพที่เป็นข่าวลือกันอยู่.....

ทหารกับรัฐบาลตอนนี้ภาพเหมือนขัดแย้งกันอยู่ แต่อย่าลืมว่า กลิ่นเงินกู้สี่แสนล้านที่พึ่งออกมานั้น หอมจนปิดปากใครเรื่องอะไรก็ได้ครับ....

ในภาวะปัจจุบันพวกที่ลงใต้ดินไปจริงๆกลับเป็นพลพรรคเสื้อเหลืองกลุ่มที่ไม่เอาด้วยกับการเล่นการเมืองของแกนนำพันธมิตร คนกลุ่มนี้ใช้เวลาที่สถานะการณ์ทางการเมืองเผชิญหน้าหาข้อยุติไม่ได้เช่นนี้ กลับไปทำมาหากินตามปรกติ ศึกษาวิเคราะห์ให้รู้จักตัวตนของนักการเมืองแต่ละค่ายแต่ละค่ายให้มากขึ้น ฝึกฝนตนเองให้พร้อมที่จะเป็นกำลังของการเมืองภาคประชาชนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบนักการเมือง โดยไม่หวังเข้ามาเล่นการเมือง เลือกตั้งเที่ยวหน้าหากไม่เร็วเกินไป คุณอะตอมจะได้เห็นการตรวจสอบของการเมืองภาคประชาชนที่ทำจากทีมงานใต้ดินอย่างชัดเจนขึ้น

ผมอ่านที่คุณอะตอมเขียนวกไปเวียนมาแล้วให้หวนนึกถึง การเขียนสถานะการณ์สร้างภาพเพื่อของบฯที่จะใช้ปราบปรามอย่างที่ทหารตำรวจภาคใต้เขาชอบทำกันยังไงไม่รู้....เคยไปช่วยเขาเขียนมาบ้างหรือเปล่าครับ..

ที่ถามเพราะเห็นว่าเรื่องภาคใต้คุณอะตอมออกจะถนัดเป็นพิเศษกว่าเรื่องอื่นมาก ชนิดฟ้ากับเหวเลยครับ.....

หากวิจารณ์แรงไปอย่าได้ถือเป็นอารมณ์ ผมแค่อยากจะบอกว่า ประชาธิปไตยแบบไทยๆกับนักการเมืองไทยมันก็ผีกับโลง มันก็ชั่วเหมือนกันหมด จะเสียเวลาต่อสู้เพื่อมันไปทำไม ก็เท่านั้น.....

อ้อครับบางกอกครับนิยาม"เคลื่อ

อ้อครับบางกอกครับนิยาม"เคลื่อนไหวลงดิน"ของคุณแบบไหนดีล่ะ? งูดินหรือว่าปลาไหล เขียดปาด เอ้าให้ชัดแล้วจะมาอธิบายเพิ่ม

ยังแย้งหรือตอบส่วนอื่นยังไม่ได้กันสับสนแบบหนวกกัยบอดคุยกันสื่อไม่ตรงกันมันจะไปกันใหญ่ เอาเป็นว่าเรารู้จักกันแค่ในนี้แค่ลายมือทางความคิดไม่กี่ครั้งอย่าพึ่งไปจินตนาการให้ผมเป็นแบบไหนเลย เอาตรงประเด็นตรงนี้ก่อนนิยามให้เข้าใจตรงกันก่อนจะมาตอบ???

ผมผิดพลาดไปหน่อยที่ใช้คำว่า

ผมผิดพลาดไปหน่อยที่ใช้คำว่า เคลื่อนไหวลงดิน กับคณะชาวเสื้อเหลืองส่วนที่ไม่คิดเล่นการเมือง ในความเป็นจริงแล้ว คนกลุ่มนี้ไม่เคยขึ้นมาเคลื่อนไหวบนดินเปิดตัวให้ประชาชนและสื่อต่างๆได้ทำความเข้าใจและรู้จักมักคุ้น คนกลุ่มนี้มีบทบาทสูงยิ่งในการทำสงครามใต้ดินกับระบบแม้วมาตั้งแต่ก่อนการที่ทหารยึดอำนาจจากแม้วแล้วครับ และเป็นผู้กำหนดเฟรมของเวลาและวัตถุประสงค์ของกิจกรรมแต่ละอย่างของคณะรสช.

ข้อผิดพลาดที่สำคัญยิ่ง ก็คือการตั้งรัฐบาลสุรยุทธโดยอิงความเห็นของอมาตย์เฒ่าที่ชาวเสื้อแดงชอบกล่าวถึง ความผิดพลาดนี้ได้รับการแก้ไขแล้ว ด้วยการลดบทบาทในกองทัพ และบทบาททางการเมืองของท่านผู้นี้ไปตั้งแต่ยุครสช.แล้ว อำนาจบทบาทบารมีที่เสื้อแดงกล่าวหาท่านนั้น หากรู้จริงจะรู้ว่า เป็นเรื่องในอดีตทั้งสิ้น

บทบาทพิเศษของคนกลุ่มนี้ สัมผัสรับรู้ได้เฉพาะในทีมงานที่ทำหน้าที่เช่นเดียวกันของฝ่ายแม้ว อย่างมิ้ง ภูมิธรรม หรือจักรภพ.. ชาวบ้านทั่วไปหรือแกนนำบนดินอย่างสามเกลอหัวขวดนั้น ไม่กระดิกหูเรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่ ให้ตังค์มันไปก้ทำตามคำสั่งแค่นั้น ทีมงานของแม้วนั้นปะทะกันเป็นประจำในโลกไซเบอร์กับทีมพิเศษฝ่ายแอนตี้แม้ว....

ทีมงานเสนาธิการแม้วนั้นรู้ดีกว่าคุณอะตอมแน่ครับว่า การปะทะกันใต้ดินบนอากาศในโลกไซเบอร์นั้น โอกาสพลาดโอกาสเจ็บตัวนั้นมีน้อยกว่าการต่อสู้ใต้ดินในโลกแห่งความจริงแน่นอน

หากคูณอะตอมเป็นนักสังเกตุการณ์ทางการเมืองที่ติดตามมายาวนานจริง ไม่ใช่พึ่งมาสนใจเอาหล้งแม้วพ่ายปี๔๙ คุณอะตอมจะรู้สึกได้เองถึงความไหลลื่นของเหตุการณ์ยึดอำนาจจากแม้วที่มีการวางแผนงานชนิดที่เนียนจนแม้แต่กำลังฝ่ายแม้วไม่อาจขยับตอบโต้ได้....ไม่เคยสงสัยบ้างหรือครับว่า โดยลำพังกองทัพและทีมเสนาธิการทหารนั้น จะทำงานเช่นนี้สำเร็จด้วยความชัดเจนเด็ดขาดแต่แฝงด้วยความสุภาพเรียบร้อยนิ่มนวลได้อย่างไร

ผมเองนั้นขี้สงสัยและชอบถาม... ประกอบกับมีเพื่อนพ้องน้องพี่อยู่ใน think tank ของทั้งสองฝ่าย ก็เลยพอจะได้ข้อสรุปมาเล่าให้ฟังกัน

จะลงดินลงใต้ดินต่อสู้เพื่อแม้วนั้น ไม่ว่าจะเป็นวิธีแบบบ้านๆเดิมๆที่พรรคคอมเคยใช้ หรือวิธีไฮเทคแบบรบกันในโลกไซเบอร์นั้น ไปไม่รอดทั้งคู่ครับ ผลในโลกไซเบอร์นั้นดูได้จากการที่มีการอายัดทรัพย์แม้วและแอนตี้แม้วในโลกตะวันตกทั้งหมด ซึ่งสาเหตุคงไม่ได้เกิดแต่จากการเมืองระหว่างประเทศ แต่เกิดจากความผิดที่ตรวจพบในโลกการเงินระหว่างประเทศด้วย การเงินระหว่างประเทศนั้นแค่ตรวจพบความผิดปรกติเขาก็ลงโทษแอนตี้บอยคอตกันเลยไม่ต้องรอคำตัดสินศาลใดๆทั้งสิ้น แม้ศาลตัดสินว่าไม่ผืด แต่หลักฐานทางการเงินผิด เขาก็ไม่เอาไว้ครับ........ที่ยืนบนโลกของผู้ที่ถูกโลกวัชชะทางการเงินนั้น มีไม่กี่ที่หรอกครับ.....

ส่วนการต่อสู้ใต้ดินแบบบ้านๆเดิมๆนั้น อะตอมน่าจะรู้ดีนะครับว่า ที่ผมว่าเข้าทางตีนรัฐบาลกับทหารเป็นอย่างไร คงไม่ต้องอธิบาย

นี่ถ้าไม่ได้วิจารณ์ความเห็นของคุณอะตอมผมคงไม่ได้กล่าวถึงแม้วมากนัก เพราะโดยปรกติแล้ว ผมถือว่า การเมืองเกมนี้จบแล้ว

นักการเมืองนั้นควรต้องตระหนักว่า คนบางคนนั้นอาจหลอกลวงคนๆเดียวได้ทุกครั้ง และอาจหลอกลวงคนหลายๆคนได้บางครั้ง แต่ไม่มีใครจะหลอกลวงคนทุกคนได้ทุกครั้งแน่นอนครับ

ครับขอตอบประเด็นนี้ก่อน

ครับขอตอบประเด็นนี้ก่อน อันข้างล่าง เพราะเมื่อคืนดึกแล้ว มันมีงานอย่างอื่นต้องทำเลยไม่มีเวลาตอบละเอียดเมื่อคืน เอาเรื่องลงดินที่คุณเฉลยบ้างแล้วในข้างล่าง(ที่ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับข้างบนของคุณตรงนี้สะท้อนว่าคุณพูดก่อนคิด การพยายามแหย่ขาขัดคอดีสเครดิตรคนอื่นหรือคู่สนทนาก่อนเลย จนขาดสติจึงต้องมาแก้ข้อความถายหลังแบบนี้ ผมว่าพัฒนาการในการเสวนาคุณแย่ลงน่ะ แต่ก่อนไม่แบบนี้) แต่ก่อนคุณคุยอย่างใช้เหตุใช้ผลเถียงแบบสุภาพตามความคิดเห็นคุณแต่อ่านไปอ่านมาทำไม่มันพัฒนาการแย่ลงแบบนี้น่าเสียดาย

เรื่องลงดินนั้นมันแปรไปหลายมิติตามหลายเครื่องมือที่พัฒนาการในยุคโลกาภิฯไปถึงไหน เครื่องเล่นหรือเครื่องมือมันก็มากขึ้น แต่ข้างบนคุณมองอย่างคอมม้อนเซ้นท์เกินไปจึงรีบมาปาดหน้าขัดขาไว้ก่อนแบบไม่ทันคิด เพื่อเบรคเอาไว้ก่อนเรื่องเหตุผลเอาไว้แก้ไขภายหลัง อย่างที่ต้องมาอธิบายนั่งแก้ในข้างล่างนั้น ผมคงไม่ลงรายละเอียดเหมือนออกแบบแผนที่การรบให้เขา ที่คุณให้ไปยกว่าใครคนไหนจะมีศักยภาพตรงนั้นแบบนั้นระดับนั้น(ผมเกี่ยวอะไรกับเขาจึงต้องขนาดนั้น)

ที่คุณตั้งคำถามผมเองกลับกลายเป็นคุณเองพยายามที่จะตอบเองแถมไม่ครบถ้วนด้วย? (จะไม่ชี้ชัดว่าไม่ถึงแบบใด เดี่ยวหาว่าหักหน้าคุณ มันจะเสียบรรยากาศการคุยเกินไป) แต่ผมจะแค่ปรับคียืคุยกับคุณที่ค่อนข้างมาคีย์แปลกๆขึ้นแบบพัฒนาการคุยในทิศทางที่แย่ลง ผมคงไม่พยายามตามไป แต่จะแค่ปรับคีย์ตามไม่งั้นมันคุยกันคุณโทนเสียพูดกันไม่ทันกัน?

ส่วนเรื่องการอิงรัฐอื่นในการต่อสู้ เป็นแค่ที่มั่นในยุทธศาสตร์ตามตำราเก่าเท่านั้นที่ยังใช้ได้และยังใช้ไม่ได้แม้จะสำคัญแต่ผมยังมองว่าเป็นตัวแปรที่ปรับแก้ใช้ส่วนอื่นมาชดเชยได้ส่วนเรื่อง"โลกล้อมประเทศ"นั้น ยอมรับว่ามีการแก้เกม บีบพื้นที่ด้วยการใช้การต่อรองยื่นเงื่อนไขต่อชาวโลกให้เลือกเอาระหว่างรัฐกับตัวบุคคล(ทักษิณกับประเทศไทย)

นั้นคือภาระกิจกษิตที่คุณไปชื่นชม แต่ผมเห็นว่าขาดวุฒิภาวะทางการทูตการเมืองระหว่างประเทศ (จะเอาอย่างเดียวขอบรรลุเป้าหมายอย่างเดียววิการถูกต้องไม่ถุกต้องไม่เกี่ยวแบบพธม.เพราะเขามาจากนั้นวิการเขาก็คงไม่ต่างกัน) อย่างที่ผมเคยด่าไว้ในนี้(ไปหาอ่านายละเอียดของเก่าที่นอย่างไร ไม่สน ไม่งั้นไม่ใส่ออร์เดอร์รมต.ขี้ไม่เช็ดตูดมาในรัฐนาวานี้ที่ใครไปแตะไม่ได้ เพื่อภาระกิจไล่ตีทักษิณ โดยสิ้นคิด? ไม่ดูตาม้าตาเรือว่าเขาจะกลัวใครกว่ากันระหว่างทักษิณนักโทษการเมือง กับรมต ขี้ไม่เช็ดตูดกรณีก่ออารร้ายสากลปิดสนามบิน?

ภาพแรกเขาก็กระอักกระอ่วนแล้วครับเพราะนายคนนี้ติดข่าวดังทั่วโลกยิ่งกว่าพระเอกหนังฮอลีวู๊ดในการไปนั่งขี้กลางห้างกลางสนามบิน เพือ่เป็นที่มาของตำแหน่งนี้คำถามคาใจมันจะเป็นคำถามโดยธรรมชาติที่สุดเมื่อเจอหน้า แบบนี้มันจะงามหน้าหรือจะเหฒ้นหน้าประเทสไทยดีล่ะขี้ไม่เช้ดตูดแบบนั้น ยังเอาทำภาระกิจสำคัยหน้าบ้านแบบนี้ ในความสิ้นคิดของคนไทยในมาตฐานการตั้งเจ้ากระทรวงหน้าด่านหน้าบ้าน แถม ไปยื่นเงื่อนไข ให้ชาวโลกเลือกเอาว่าจะปกป้องลูกทรพี(ข้อหาน่ะส่วนข้อเท็จจริงอย่างไรอีกเยอะ) หรือจะเลือกประเทศไทย?

คือดันไปสร้างเงื่อนไขที่ไร้วุฒิภาวะทางการเมืองระหว่างประเทศ นั้นคือเอาเรื่องภายในที่เป็นเงื่อนไขคดีทางการเมือง ไปต่อรองกับสถาภาพทางการทูตต่อชาวโลก คือดดยมารยาทแล้วเขาต้องเลือกรัฐอยู่แล้วถ้ามาแบบนั้น แต่ลึกๆในความรู้สึกต่อความไม่มีวุฒิภาวะมันสะท้อนความเชื่อมั่นของวิธีคิดวิธีการกระทำของคนในประเทศนั้นผ่านงานกระทรวงนี้มาก

แน่นอนเขาต้องยอมร่วมมือกับระดับรัฐมากกว่าบุคคล ส่วนเนื้อหาที่เขารู้อย่างตรงไปตรงมาไม่ผ่านเงื่อนไขศรัทธา???แบบไทยเราที่มองตัวเองยังไม่ชัดเท่านเขา เรื่องคดีทักษิณชาวโลกรู้ชัดแบบไม่ผ่านเลนส์มายาแบบไทยๆคือเห็นไสกว่าคนไทยมาก และคงคิดกับเราแบบไหน?นั้นขนาดลุกหลานคนไทยด้วยกันยังทำกันได้ขนาดนั้น? นี่ถ้าเราคนนอกไปมีปฎิสัมพันธ์แบบอื่นๆหรือข้อตกลงที่ต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจมันจะไม่มีปัญหาเหรอ?

แถมคนมายื่นเงื่อนไขทวงถามเอาพี่กลับน่ากลัวกว่าอีกเพราะคือคนมีคดีข้อหาก่อการร้ายสากล แต่พี่แค่คดีทางการเมือง มันอะไรกันนักกันหนาประเทศนี้ ทำไม่มันสิ้นคิดแบบนี้? คนที่ควรจะโดนก่อนเพราะคดีอาญาทำผิดซึ่งหน้า? ข้อหาหนักของโลก(ก่อการร้ายสากลแม้จะแค่กล่าวหาตามกระบวนการ แต่สิ่งที่สำคัญสูงสุดคือควรมให้เขาเช็ดตูดก่อน) แต่นี่กลับให้มายืนลอยหน้าลอยตา ตูดเหม็นไปทั้วโลกประจานประเทศไทยวัมฯธรรมไทยรมตขี้ไม่เช็ดตุด หรือนั่งขี้ประท้วงก็ได้ตำแหน่งรมต.ในสถานะผุ้แทนประเทศมาเอาพี่กับคดีที่ทั้งโลกเขาจะปกป้องพิเศษด้วยซ้ำ

แถมมายื่นเงื่อนไขบ้าๆบอๆแบบคนที่มีมารยาทมีวุฒิภาวะทางการทูตเขาไม่มาข่มขู่เพื่อนบ้านด้วยเงื่อนไขเรื่องภายในแบบนี้หรอก เพราะมันเกี่ยวกับสิทธิในอาณาเขตของเขาด้วย การไปยื่นเงื่อนไขกึ่งข่มขู่แบบนั้น แม้แน่นอนคุณบรรลุเป้าหมายแน่ แต่ภาพลักษณ์โดยเฉพาะประเด็นความเชื่อมั่นล่ะเสียหายเป็นมูลค่าเงินไม่ได้ในโลกยุคนี้

นี่คือความไร้เดียงสาของพวกสิ้นคิด?ที่คิดแค่จะเอามันให้ตายอย่างเดียว ไม่สนใจจะทิ้งมรดกปัยหาระยะยาวเรื่องนี้อย่างไรในเวทีโลก กับข้อหาคนบ้าสร้างบ้าน? เผาบ้าตัวเองยังไม่พอยังจะใช้ไฟลามมาข่มขู่เพื่อนบ้านต่อรองเอาคนของตัวเองกลับสิ้นคิด?(แต่บางกอกกลับบอกว่าคือผลงาน) เพราะวิธีคิดคือมองแค่ใครตายเรื่องจะจบแบบบางกอก มันง่ายไปคิดตื้นๆ

ส่วนเสื้อเหลือง คือหมดภาระกิจทหารราบในกรงลิงไฮแจ็คคนไทยลงหม้อตุ๋นกบเป็นความภูมิใจหลอกตัวเองได้ไปวันๆ(แม้จะเคยมีส่วนเอาคนไทยออกจากหม้อต้มกบระบบทักษิณ แต่ผลลัพท์ตอนนี้ตุ๋นกบอำมาตย์หนักกว่าเก่า มันตัวช่วยหรือตัวซวยไปคิดเอา และภาระกิจยึดที่มั่นอำนาจรัฐคืนมาตามบทบาททหารรบในกรงลิงที่น่าสงสาสรโดนเขาหลอกใช้ หรือย้ายขั่วอำนาจได้แล้ว หมดหน้าที่แล้วเกือบเป็นหมาหัวเน่าด้วยซ้ำกรณีสนธิโดนลบอบยิง นั้นคือคนใช้งานพธม.เขาประเมินว่า หมดราคาแล้วแถมอยู่ไปยังจะไปเป็นปัญหา เป็นตัวพยานเอกสร้างปัญหาให้เขา(กรณีสนธิแฉเรื่องปฎิวัติและประชุมลับของหลายบิ๊กเพื่อล้มทักษิณจะด้วยวิธีการแบบไหนก็ได้)

คือมันหมดราคาไปแล้ว แต่พยายามมาสร้างมูลเพิ่มอย่างไรก็มีแต่แย่ลง?คือทิศทางมันกลับตรงกันข้ามกีบที่คุณว่าไว้ ส่วนเรื่องภาคใต้ ไม่มีใครรู้จริง100%หลอกทั้งคุณทั้งผม? มันเป็นแค่การวิเคราะห์บนความน่าจะเป็นของฐานข้อมูลส่วนตัว มันจะมีน้ำหนักอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการเข้าถึงรอบด้านหรือโครงสร้างของปัญหา แต่ที่คุณไปโฟกัส ที่การสร้างเรื่องของบเข้ากระเป่า แม้ผมเชื่อว่ามีแต่มีแบบไหนในโครงสร้างรวมของปัญหาหรือแค่ผสมโลงผุลำดับเท่าไหร่? แค่ขนของปัญหาหรือเปล่า?(ถ้าไปดูโครงสร้างทั้งหมดแล้วกับประวัติศาสตร์การต่อสู้มายาวนานและเงื่อนไขใหม่ที่เพิ่มเข้าไปแบบนั้นจะมาประเมินแบบตื้นๆอย่างนั้นได้อย่างไร)

ที่แม้แต่ท่านอภิสุทธิยังงึกๆงักๆ ปัญหาใต้อยู่แค่ชั้นใต้ดินกับการส่งสัญญานโจรกระจอกภาคสอง มันก็ทิศทางเดียวแบบคุณบางกอกที่สุดหลายเรื่องมันก็สะท้อนหลายตัวแปรที่เขาหาว่าผมจินตนาการเกินจริงไหม? หลายๆเรื่องล่ะเอ้า? เดี๋ยวยาวกว่านี้เอาเป็นว่าเรื่องนี้ถ้าคุณไม่ได้โฟกัสแค่ขนผมจะขอคุยยาวต่อประเด็นใต้นี้เพราะถือว่าคุณมีอะไรน่าสนใจในนั้น แต่ถ้ามาแบบนี้ขอจบข่าวดีกว่าเสียเวลาต่อปัญหาใต้???

รู้หรือเปล่า ว่า

รู้หรือเปล่า ว่า บิดาของนายปรีดี เป็นคนจีน (แซ่ตั้ง)มาจากเมือง ซัวเถา ประเทศจีน

และถ้าอยากรู้เรื่องนายปรีดี กับ ประเทศจีน

กรุณาไปอ่านหนังสือ อนุสรณ์งานศพของท่านผู้หญิงพูนสุข

ส่วนอันนี้คุณพยายามจะเพิ่มมูล

ส่วนอันนี้คุณพยายามจะเพิ่มมูลค่าเพิ่มให้จิ๊กโก๋กิโลเดียว(กุนซือคนที่คุมอำนาจรัฐขณะนี้) อย่างไร มันก็ไปไม่เกินตัวตนเขาหรอก แม้เขาจะหลอกตัวเองว่าคือโก๋แก่(เอาไว้เคี้ยวกรอบๆเล่นมั้ง) คือจริงๆผมไม่สามารถจะไปออกแบบหรือประเมิน การต่อสู้ของเสื้อแดงว่าจะระดับไหน? เพราะผมไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาหรือวางยุทธสาสตร์ให้เขา แต่เสื้อแดงมีต้นทุนมหาศาลกว่าในการต่อสู้ ส่วนเขาจะเป็นได้แค่ "นกกระจอกไม่ทันกินน้ำ" แบบที่ผมว่าไว้ข้างบน(เห็นไหมผมแค่พยากรณ์ และก็พยากรณ์ไว้หลายทางขึ้นกับตัวแปรเสื้อแดงว่าจะวางยุทธศาสต์ออกมาทางไหนแบบใด)

ใช้ต้นทุนที่เป็นต่อนี้งัดมาสู้แบบใด?หรือถ้าแดงหมดแรงจริงๆไปแล้วแบบที่คุณประเมินนั้นมันแค่กำลังเขา แต่ในตัวตนศักยภาพแบบเขาสู้ได้สุ้ยาวๆได้เพราะถนนหลวงโลกาภิวัฒน์นี้เขาเป็นต่อจิ๊กโก๋กิโลเดียว(แม้เขาแพ้ยกนี้บางทีเงื่อนไขหลักความไม่เป็นธรรมยังติดใจอยู่ เขาก้จะปรับวิธีการสู้แบบลองผิดลองถูกหาสิ่งที่ผมพุดไว้จนเจอ) แล้วลุกขึ้นสู้ยกใหม่จนกว่าสิ่งที่คาใจจะได้รับการตอบสนอง ตัวแปรขึ้นอยุ่กับว่า จิ๊กโก๋ฯกับนกกระจอกฯใครจะมองยุทธศาสตร์การต่อสู้แบบไหนใครยืนระยะได้จนเกิดจุดเปลี่ยน

แต่ทั้งหมดผมไม่แนะนำเพราะระยะทางมันจะมหากาพย์ทำลายประเทศทางที่ควรเป็นคือ รีบเจรจาหาทางออกเพราะทั้งคู่เทาๆทั้งคู่ไม่มีใครผุกขาดความเป็นขาวเลย หาจุดร่วมบนความต่างได้ในส่วนดีของเขาหรือของแต่ล่ะฝ่าย? อย่าคิดว่าตัวเองผุกขอาดความขาวหรือความถูกต้อง เพราะเนื้อแท้แล้วเทาๆทั้งคู่ แต่อย่าคิจะเอาวิธีการสีดำ ไปฟอกเทาเลยครับ มันจะยิ่งเละยิ่งเลอะ?

และอย่าหลงตัวเองเหนือใครคุมไว้ฟหมดแล้ว(ผมเห็นรอยยิ้มมุมปากวันนนั้นแล้วผมใจหายในความอำมหิตของใคร)จนคิดจะตีหัวใครแล้วปิดประตูเข้าบ้าน ไม่ยอมเจรจาหรือออกมารับผิดชอบใดๆ เพราะมันจะหยุดปัญหาได้แค่ยกหนึ่งชั่วคราว เพราะมีอะไรมา กระทบกับระเบิดที่พากับซุกปัญหาไว้แบบยอมๆมันไปก่อนซุกปัญหาให้สงบชั่วคราวแบบไทยๆ หรือคนที่ยึดที่มั่นสำคัญได้ ก็เจตนาจะใช้มันแบบมัดมีชกถีบอีกฝ่ายลงจากเรือเกินไป

เช่นตอนนี้แดงขอขึ้นเรือนี้ไปด้วยตามสิทธิขั้นพื้นฐานแบบปชต.บนเนื้อหาหลายส่วนไม่เป็นธรรมกับเขาแต่โดนปฎิเสธไม่เหลือเยื่อใย ด้วยการสั่งให้กะลาสีเอาไม้พายตีมือมัน?แล้วเอาไม้พายถีบไปให้มันไปไกลๆมันพูดอะไรของมันธรรมๆๆๆ ซ้ำซากน่าเบื่อ ?หนวกหูคนจะหลับจะนอนแล้วเลิกเล่นได้แล้ว? พวกเอ็งก็สงเคาะห์มันซ่ะอะไรธรรมๆๆๆของมันนั้นน่ะก็รีบๆทั้งถีบทั้งทำให้มันไปไกลๆเรือกู

นี่ไงครับมหาเงื่อนไขความไม่เป็นธรรมมันจะยิ่งขยายส่วนที่แปรมาเป็นสงบชั่วคราวแบบที่คุณบางกอกประเมินว่าจบแล้ว?(เหมือนสงกรานต์เดือดไหมหลายคนว่าจบแล้ว แต่ทำไมจากนั้นมานี่กี่ยกใหม่แล้ว)เหมือนคนตัดต้นไม้แค่กิ่งก้านที่มันเกะกะคุณระยะสั้น แต่คงเงื่อนไขความเป็นธรรมระยะยาวเอาไว้ ไม่ถึงเดือนพอใครไปสร้างปัจจัยเสริม ให้มันเกิดแตกหน่อการเรียกร้องความเป็นธรรมใหม่ มันก็จะวนปัญหามาถีบๆทำๆกันแบบนี้อีกไม่สิ้นสุด???

และเนื้อหาความไม่เป็นธรรมในสังคม คนที่จะเป็นหน่อความหวังใหม่ในการที่จะเอาสังคมไทยข้ามพ้นปัญหานี้ไปได้หรือหลุดออกไป มีผมอยู่ในนั้น? ถ้าพวกคุณเจตนาจะจบกันแบบมักง่ายอย่างนี้?เพราะถ้าพวกคุณคิดกันมักง่ายแบบนี้จบไม่ลงหรอกครับ หยุดแดงได้แค่ชัวคราวแบบพักรบพักยก(เหมือนคราวสงกรานตทเดือด คิดมักง่ายแบบบางกอกก็จะบอกว่าจบแล้ว?) แต่ทำไม่ยังไม่ถึงเดือนงอกอีกแล้วชกันอีกยกแล้ว เพราะอะไร?

เพราะต้นตอของปัญหาคือความไม่เป็นธรรมไม่ได้ถูกแก้ไข ซ้ำร้ายไปกระทืบซ้ำขยายแผล โดยพยายามใช้ทั้งเหลืองน้ำเงินรุมชกแดงให้เลือดกลบปากแล้ว ใช้วิธีนั่งทับเตาปฎิกรณ์ปัญหาไว้ชั่วคราว ที่ใครลุกไปขี้เข้าห้องน้ำทีก็ตูมที มันแก้ไขปัญหากันแบบนี้? สิ้นคิดกันแบบนี้ไงบางกอก จบแล้วไง ?ยังมีจบยกหนึ่งยกสองไม่สิ้นสุดแบบนี้ล่ะ? บางกอก อย่าคิดอะไรสั้นๆไหลตามกระแสผู้หญ่สิ้นคิดของบ้านนี้เมืองนี้แบบนี้มันจึงวนอยู่แบบนี้ไงบางกอก???

อ้อครับหลักฐาน

อ้อครับหลักฐาน เรืองสิ้นคิดที่ใช้กษิตไปยื่นเงื่อนไขต่อชาวโลกให้น่าชวนโบกบาทาในความไร้วุฒิภาวะของไทย นั้นคือไปบีบบังคับชาวโลกให้เลือกเอาระหว่างทักษิณ หรือประเทศไทย(เงื่อนไขไร้สาระเด็กอมมือทางการทูตแบบนี้เสียหายมหาศาลครับคุณบางกอกมองเป็นผลงานได้แบบแม่ยกที่คิดอะไรเป็นได้กว่าเอามันให้ตายอำมหิตขนาดไหน?)

เรื่องนี้ผมด่าไว้ในนี้ จนมีกระแสรบ.มาร์คแก้เกมใหม่นั้นคือชวนเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยมาเตะฟุตบอลกับนายกมาร์ค ที่ทำแฮ็ตทริกซ์นั้นล่ะ(ถ้าผมไม่เข้าข้างตัวเองจนเกินไปคงจะแก้เกมนี้ที่กษิตไปทำเสียไว้ บวกกับพยายามทำความเข้าใจหลายๆเรื่องที่เขาเห็นเราไสกว่าคนไทยกว่าท่านมาร์คอีกในวิกฤตรวมคราวนี้) แต่โดยมารยาทน่ะ?เพราะการทูตคือเน้นความเป็นอารยะหน้าตาของประเทศ ชาวโลกเขาให้ความสำคัยระดับไหน ?

แต่ประเทศไทยนี่สิเอาผู้ก่อการร้ายสากล รมตขี้ไม่เช็ดตูดไปทำงานไปยืนทวงเอาพี่กลับเหย่งๆแบบนักเลงสิ้นคิด ต่อเรื่องที่ละเอียดอ่อนแบบนี้ เพียงแค่มองเกมพนันอำนาจการตามล่าตามล้างทักษิณของพวกสิ้นคิด? เอาหน้าตาประเทศเป็นตัวประกัน ? ที่มาร์คพยายามจะแก้หน้าตรงนั้นมันแค่แก้ผ้าเอาหน้ารอดครับ เพราะ มันได้ผลแค่ทางจิตวิทยา แต่แก้ปัญหาภาพลักษณ์ที่เสียไปต่อเรื่องนี้และหลายเรื่อง

เพราะระดับทูตในประเทศข้อมูลเชิงลึก เขาไสกว่าคนไทยแท้ๆระดับผู้นำหลายคนด้วยซ้ำ? พราะเรามีม่านมายา แต่เขาไม่มี ดังนั้นเขารู้ดีกว่าคนไปบอกอีก มันแก้ได้แค่แก้ผ้าเอาหน้ารอดครับ แต่ความจริงเขาเห็นหมดแล้วทั้งหน้าทั้งตาทั้งไส้มั้งพุงทั้งอะไรๆ ก็ให้ทหารกระทำชำเราประเทศถ่ายคลิบแบบนี้(ปฎิวัติยุคโลกาฯมันมีเงื่อนไขแบบนี้)

ใครสั่งใครกำกับใครถ่ายทำเชคแป๊บเดียวรู้หมด?(เร็วกว่าคนไทยที่หลงม่านมายาด้วยซ้ำ)แทบจะเปล่าประโยชน์ตรงนั้น มีบ้างแค่ทางความรู้สึกดีขึ้นว่าเรายังใส่ใจยังรู้ตัวว่ามีคนมองเราแก้ผ้าผ่านสื่อยุคโลกาฯในปัญหาประเทศ แต่มาร์คทำวันนั้นต่อทูตในประเทศในวันเตะบอล เหมือนกับอินโนเช้นท์?เรากำลังหายตัวอยู่น่ะ?(จึงคือเหตุผลที่เม่จำเป็นต้องใส่ผ้าใส่หน้ากากเข้าหา) เดินโทงๆ แก้ผ้าเอาหน้ารอดแบบนั้นมันจะไหวเหรอ????

http://www.openbase.in.th/fil

http://www.openbase.in.th/files/pridibook019.pdf

ไปเปิดอ่านหน้า๒๐เป็นต้นไป แล้วอ่านไปสักสี่ห้าหน้า จากนั้นช่วยdeleteความทรงจำเรื่องบรรพบุรุษของปรีดีที่คุณมีอยู่ในสมอง ทิ้งเสียด้วยนะครับ

ที่ผมคัดมาให้อ่านนั้นปรีดี พูนสุข และผู้สัมภาษณ์เขานั่งอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าเลยครับ

ตอบคุณอะตอม ก็ถือว่าคุณอะตอมไ

ตอบคุณอะตอม

ก็ถือว่าคุณอะตอมได้มีโอกาสใช้วาทะแสดงจินตนาการและสิ่งที่คุณอะตอมเชื่อถือให้สังคมเล็กๆแห่งนี้ได้รับทราบไว้แล้วในสไตล์ของคุณอะตอม ผมก็ได้แสดงข้อเท็จจริงและสิ่งที่ได้รับรู้บางส่วนไปแล้วเช่นกัน......เอาเป็นว่าเที่ยวหน้าเที่ยวหลัง ผมจะคอมเมนท์ความเห็นคุณอะตอมเฉพาะเรื่องที่ผมเห็นว่าคุณอะตอมถนัด... อย่างเช่นปัญหาภาคใต้ก็แล้วกันครับ...

ครับคุณบางกอกครับ

ครับคุณบางกอกครับ ก่อนอื่นต้องขอโทษที่ใช้เสียงเข้มกับคุณไปหน่อย? เพราะบังเอิญคุณปรับคีย์การคุยมาก่อนแบบนั้น และก่อนนั้นผมค่อนข้างสนใจคอมเม้นท์คุณเป็นพิเศษกว่าคนอื่น เพราะเป็นคนมีความรู้มีฐานข้อมูลดี ที่ผมมีทั้งเห็นด้วย,เสริมและแย้งบ้างตามเหตุผลส่วนตัวผม แต่โดยส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับคุณ?

ส่วนที่คุณไปยกตนข่มท่านว่าคุณเสิร์ฟข้อเท็จจริงของผมแค่จินตนาการโดยใช้มาตรฐานส่วนตัวคุณเป็นคนกำหนด? อันนี้มาอันนี้ผมขอรับฟังน่ะครับ ส่วนใช่หรือไม่ใช่ให้คนอ่านคนอื่นตัดสินดีกว่า เพราะเนื้อหาที่ผมเสิร์ฟส่วนใหญ่ จะไม่ใช้วิธีการเสิรฟข้อเท็จจริงจากต้นฉบับแบบความรู้ตัดแปะหรือลวกๆมาเสิร์ฟแบบม่าม่าไวไวควิก(อย่างที่คุณกำลังตั้งข้อสังเหตุหรือเปล่าว่าผมไม่ค่อยอ้างอิงข้อมูลอื่น)

แต่ในการเสิร์ฟของผม นั้นผมปรุงมันรวมอยู่ในนั้นแล้วเป็นเมนูพิเศษแบบผม เวลาคนอื่นหรือคุณเห็นคุณจึงไม่ได้เห็นต้นฉบับปลาตัวเป็นๆข่าตะไคร้ที่มาทั้งกอ,พุ่ม,ต้นเป็นอย่างไร ตรงนี้ใช่ไหมที่คุณว่าผมใช้จินตนาการในการเสิร์ฟ เพราะผมจะพูดไว้เสมอว่าผมไม่นิยม หรือค่อนข้างแอนตี้กับความรู้ตัดแปะลวกๆแบบมาม่าไวไวควิกเอาความรู้กึ่งสำเร็จรูปมาเสิร์ฟ(ที่คุณอาจจะหมายถึงข้อเท็จจริง)

คือแม้ไม่ได้ถึงขนาดรังเกียจ แต่ไม่ค่อยนิยม เพระถ้าแบบนั้นคนหาหาเองได้แค่เดินเข้าห้องสมุด หรือเสิร์ทในเน็ตนี่ล่ะจนถึงเดินไปซื้อมาม่ามาทำทานเองได้มันคอมม้อนเซ้นท์ไป ดังนั้นวิธีการเสิรืฟแปลกๆแบบผมนี่ล่ะที่คุณเองเข้าใจแบบคุณว่าผมใช้จินตนาการมากกว่าข้อเท็จจริง ซึงมันมีส่วนเป็นได้?หรือคล้ายๆ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดครับ? มันเป้นเจตาแบบนั้นของผมจนผมต้องอธิบายเพิ่มให้คุณเข้าใจ ว่าวิธีการปรุงการเสิร์ฟแบบผมเป็นแบบไหน?และส่วนที่คุณเข้าใจสัมผัสมันฟันธงว่าเป็นแบบนี้อันนี้คือสิ่งที่ผมถือเป็น ความรู้สึกของผู้ชิมมากกว่าตัวตนของผู้ปรุงจึงต้องอธิบายเพิ่ม

ว่าเมนุผมต้นตระไคร้ใบมะกรูด กบตัวเป็นๆมันคืออย่างไรต้นฉบับหรือหนังสืออ้างอิงมันเป็นอย่างไร? แต่ผมจะถามกลับทันทีแค่ว่ารสชาดมันใช่ไหม? จะให้เพิ่มตรงไหน อันนี้เป้นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับผมกว่าเพราะเปล่าประโยชนืที่จะไปถามหาต้นฉบับแบบไก่กับไข่?บางทีไร้สาระสำหรับผมเกินไปที่จะสัมผัสอาหารในจาน ผมจึงไม่ค่อยสนใจความน่าเชื่อถือเพราะสังคมเน็ตมันไปสร้างหน้าตาความน่าเชื่อถือไม่ได้?เพราะคุยกันผ่านลายมือทางความคิดเท่านั้นหน้าตาไม่เกี่ยว? ผมจึงเน้นรสชาดมากกว่า???

ครับผมขอสรุปในความคิดเห็นส่วน

ครับผมขอสรุปในความคิดเห็นส่วนตัวต่อเรื่องนี้(เดี่ยวหาว่าพาออกนอกประเด็นไปไกล) เพราะเรื่องเสียงปืนแตก(8-8-08) มันเป็นตัวเลขที่น่าพิศวง? คือถ้าแปลมาโยงประวัติศาสตร์การต่อสู้ จากความขัดแย้งทางความคิด(สงครามเย็นสมัยนั้นกับความเลือดเย็นสมัยนี้)???

ส่วนที่พยยายามโยงไปถึงท่านปีดีย์(ปอบสยามรุ่นคลาสิกสุดรุ่นแรกกับตำนาน"ปอบสยามกับต้นมขามสนามหลวง")
กับการที่พยายามโยงการต่อสู้ของทักษิณไปเทียบกับวิธีการต่อสู้ของท่านปีดีย์ แม้ทักษิณจะเป็นปอบสยามรุ่นล่าสุด แต่รายละเอียดในเนื้อหา พล็อตเรื่อง?แม้จะเคล้าโครงคล้ายๆกัน แต่ปรีดีย์เอามาเทียบกับทักษิณยากทั้งในคุณูปการณ์ เนื้อหาการต่อสู้ที่เข้มข้มดุเดือดมาก?

เอาง่ายๆคือปอบยุคทักษิณพึ่งจะเริ่มต้น มันจะยังไม่แน่ใจเนื้อหาต่อไป จะมากหรือน้อยกว่าท่านปีดีย์แต่ปอบสยามรุ่นนั้นของท่านปีย์ดีย์จบไปแล้วของทักษิณยัง? หรือมันจบไปแล้วมันมีแค่นี้จริงๆ? และถ้ามันแค่นี้ จะเอาไปเทียบกับปอบสยามรุ่นคลาสสิกของท่านปรีดีย์นั้นยากมาก

หรือแม้แต่เสื้อแดงพยายามจะใช้วิธีการนั้นมากำกับเป็นยุทศาสตร์แต่ บารมีทักษิณจนถึงเนื้อหาที่จะสร้างให้คนมีความรู้สึกร่วมแบบนั้นสร้างได้ยากมา เพราะสร้างออกมามันจะกลายเป็นปอบหยิบ ปอบหยอด หนังไทยหลายภาคที่เน้นฮาไร้สาระ ที่มันไปคนละเรื่องกับปอบแบบที่ผมว่า

ดังนั้น เสื้อแดงหรือใครก่อนจะวางยุทธศาสตร์การต่อสู้โดยการดึงศรัทธาตรงนี้มา เรื่อง"ปอบสยามกับต้นมะขามสนามหลวง"นี้เป็นมหากาพย์รามเกียร แบบไทย พวกคุรเสื้อแดงจึงระวังมันจะออกมาแบบปอบหยิบวิ่งลงโอ่งฮานาก้าแบบนั้น เสียหายหมด???

อ้อครับขอพิมพ์แทรกเพิ่มเติมที

อ้อครับขอพิมพ์แทรกเพิ่มเติมที่ตกหล่นจากคำนี้

"""พวกคุรเสื้อแดงจึงระวังมันจะออกมาแบบปอบหยิบวิ่งลงโอ่งฮานาก้าแบบนั้น เสียหายหมด???

เป็นที่แก้ใหม่นี้

"พวกคุณเสื้อแดงจึงระวังมันจะออกมาแบบปอบหยิบวิ่งลงโอ่งฮานาก้า หรือพากันไปทัวร์ห้องกง เดินเข้าเดินออกห้องขังเป็นว่าเล่น แบบคุณ"อีกล่ะ คุกกี่กระทง"(วีระ มุกสิกระพงษ์) เสียหายหมด???"

เขียนเร็วๆนะอาจารย์ จะรออ่าน

เขียนเร็วๆนะอาจารย์
จะรออ่าน

ได้ยินว่าปรีดีเป็นมันสมองให้คอมอยู่เมืองจีน แต่ยังคิดว่าเป็นการใส่ร้ายป้ายสีของฝ่ายทหาร
อาจารย์มีร่องรอยหลักฐานอะไรใหม่ๆว่ามาเลย

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน