Wed, 2009-07-01 06:37
คณะวิจิตรศิลป์ มช. ร่วมกับ ยูเนสโก และมหาวิทยาลัยดีกิ้น ออสเตรเลีย จัดการอบรมให้แก่พระสงฆ์เรื่อง “โครงการเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ยูเนสโก” ที่วัดปงสนุก จ.ลำปาง ผู้จัดหวังพัฒนาศักยภาพชุมชนรอบวัดให้สามารถจัดการศิลปวัตถุในวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีรักษาความปลอดภัย ตลอดจนวิธีการในการจัดแสดงต่อสาธารณะ
|
วัดปงสนุก จุดกำเนิดคนตัวเล็กกับการอนุรักษ์ สู่การยอมรับจากยูเนสโก
รณวัฒน์ จันทร์จารุวงศ์ รายงาน
![]() องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) สำนักงานภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกได้มอบรางวัลทรงคุณค่า (Award of Merit) ให้กับทางวัดปงสนุกและคณะทำงาน อันเนื่องมาจาก “โครงการอนุรักษ์วิหารพระเจ้าพันองค์ วัดปงสนุก อ.เมือง จ.ลำปาง” ด้วยแนวคิดในการปฏิบัติงานอนุรักษ์แบบบูรณาการ ที่ไม่เพียงแต่อนุรักษ์เฉพาะตัวของผลงานจิตรกรรมฝาผนัง และโครงสร้างสถาปัตยกรรมเท่านั้น แต่ยังให้ชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ โดยได้จัดพิธีมอบรางวัลขึ้นที่วัดปงสนุก จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 16 พ.ย. ที่ผ่านมา
ดร.ริชารด์ อิงเกิลฮาร์ท ที่ปรึกษาอาวุโสผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ ด้านวัฒนธรรมประจำองค์การยูเนสโกได้กล่าวว่ารางวัลนี้เป็นรางวัลเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกขององค์การยูเนสโก ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อยกย่องให้ภาคเอกชนร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์อาคารและสิ่งก่อสร้างที่เป็นมรดกอันทรงคุณค่าในภูมิภาค โดยโครงการซึ่งได้รางวัลนั้นเป็นเครื่องยืนยันแนวความคิดว่าการอนุรักษ์ควรเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนไม่ใช่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแต่เพียงฝ่ายเดียว
รศ.วรลัญจก์ บุณยสุรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะหัวหน้าโครงการ ได้กล่าวว่าโครงการอนุรักษ์ในครั้งนี้นั้นเริ่มต้นจากความต้องการของชุมชนเอง และมีการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชนท้องถิ่น ภาคเอกชน ศิลปิน และนักวิชาการ โดยเริ่มจากการศึกษาวิจัยทางกายภาพและประวัติศาสตร์ชุมชนเกี่ยวกับวิหารพระเจ้าพันองค์ ซึ่งทำให้ได้พบองค์ความรู้ในอดีตเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านคติความเชื่อ วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์
จากการศึกษาพบว่าหม่อนดอยซึ่งเป็นฐานของวิหารพระเจ้าพันองค์นั้นเกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์ ซึ่งมีอายุเกิน 500 ปี และน่าจะเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยที่มีการสร้างหม่อนดอยเอง ในการศึกษานั้นได้มีการขุดข้างใต้วิหารพระเจ้าพันองค์ลึกลงไปที่ระดับ 7.5 เมตร โดยพบอาคาร 3 หลัง ที่มีอายุเกิน 500 ปี ซึ่งสอดคล้องกับประวัติศาสตร์ที่ระบุว่าหมื่นโลกนครผู้รักษาเมืองเขลางค์เคยใช้เป็นที่ตั้งรับทัพอยุธยาที่ยกขึ้นมาตีล้านนาครั้งแรกในปี พ.ศ. 1929
ลักษณะตัวอาคารนั้นมีการผสมผสานระหว่างศิลปกรรมล้านนา พม่าและจีน ซึ่งหลงอยู่เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางชาติพันธ์ระหว่างชาติเหล่านี้ ทั้งยังมีความเชื่อสืบกันมาว่า วิหารหลังนี้สร้างโดยช่างเชียงแสน เลียนแบบหอคำเมืองเชียงเกี๋ยง (เชียงเจิ๋ง) ในสิบสองปันนา ประเทศจีน ซึ่งไม่หลงเหลืออยู่แล้วในปัจจุบัน
รศ.วรลัญจก์ กล่าวว่าการรวบรวมวัสดุที่ต้องใช้ในการบูรณะนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก วัสดุหลายอย่างนั้นไม่สามารถหาใหม่ได้ ตัวอาคารเกือบทั้งหลังประดับด้วยกระจกจืน หรือกระจกตะกั่วที่สามารถงอได้ ซึ่งเป็นกระจกเก่าแก่ที่ในสมัยนี้ไม่มีการทำกันแล้ว ถึงแม้มีความพยายามที่จะผลิตขึ้นมาใหม่แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากองค์ความรู้ในการผลิตกระจกจืนนั้นได้สูญหายไป ขนาดกระทรวงพลังงานปรมาณูเพื่อสันติพยายามใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ยังไม่สามารถผลิตได้ จึงต้องไปรวบรวมมาจากวัดแห่งอื่นที่ได้รื้อทิ้งโดยไม่ทราบค่า ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก นอกจากนี้เสาก็ พบว่าเสากลมภายในวิหารนั้นที่เป็นสีแดงนั้นได้เคยมีการลงรักปิดทองก่อนจะทาสีทับภายหลัง ซึ่งก็ได้มีการลงรักใหม่ให้ใกล้เคียงของเดิมมากที่สุด
นายอนุกูล ศิริพันธ์ อาจารย์ประจำวิทยาลัยอินเตอร์เทค ลำปาง ซึ่งเป็นอดีตผู้นำชุมชนปงสนุก และเป็นตัวตั้งตัวตีในการอนุรักษ์วัดปงสนุกนั้นกล่าวว่า ตนมีความคิดที่ต้องการจะอนุรักษ์วิหารแห่งนี้ตั้งแต่แรกจนเมื่อได้เข้าไปศึกษาที่ภาควิชาศิลปะไทย คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงได้นำความรู้ที่ได้มาใช้ในการอนุรักษ์วิหารแห่งนี้ โดยได้มีการฟื้นฟูประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ ที่เคยมีในอดีตให้นำมามาปฏิบัติในปัจจุบัน ทั้งได้มีการสืบสานองค์ความรู้ให้กับชุมชนโดยได้มีการอบรมช่างพื้นเมืองในพื้นที่ให้สามารถบูรณะเองได้เพื่อให้ทำหน้าที่ดูแลอาคารเหล่านี้ต่อไป
ขณะนี้ทางวัดปงสนุกได้รับความร่วมมือจากคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดทำพิพิธภัณฑ์ในบริเวณวัดเพื่อจัดแสดงศิลปวัตถุโดยยึดหลักความเรียบง่าย ทั้งป้ายข้อมูลและไฟส่องสว่างที่ใช้ แม้แต่เสื่อปูพื้นก็เป็นฝืมือถักทอของชาวบ้านในพื้นที่เอง
ทั้งนี้องค์การยูเนสโกได้เคยมอบรางวัลให้แก่โครงการอนุรักษ์ดีเด่นในประเทศไทยจำนวนหนึ่ง โดยครอบคลุมตั้งแต่อาคารที่เป็นวัง คือ โครงการอนุรักษ์พระราชวังเดิม และโครงการอนุรักษ์ตำหนักใหญ่ วังเทวเวศน์ กรุงเทพมหานคร และอาคารที่เป็นหน่วยงานอย่างสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึงโครงการอนุรักษ์ชุมชน เช่น วัดสระทอง จังหวัดขอนแก่น และชุมชนอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
|