กรณ์อุมา พงษ์น้อย: สิทธิมนุษยชน = มึงก็คน กูก็คน...ประชาชนไม่ใช่ฝูงแกะ

 

 

ชื่อบทความเดิม: มึงก็คน กูก็คน ประชาชนไม่ใช่ฝูงแกะ
 
 
 
พวกเราได้มารวมตัวกันอีกครั้งในวันนี้ (21 มิถุนายน) ในวาระครบ 5 ปีการตายของ เจริญ วัดอักษร ต่อหน้าอนุสาวรีย์อันเป็นสัญลักษณ์ถึงชาวบ้านสามัญชนอย่างเราทุกหัวระแหงที่ต่อสู้ด้วยอุดมการณ์ของความรักท้องถิ่น 
 
การมารวมตัวกันในวันนี้ จะไม่ใช่เป็นแค่งานประจำปีที่ย่ำอยู่กับที่ในทุกห้าปีสิบปีของการครบรอบ แต่คือการมาประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันของประชาชนจำนวนหนึ่ง ซึ่งกำลังร่วมชะตากรรมที่ซ้ำรอยกันกับชะตากรรมที่พี่น้องบ่อนอกและบ้านกรูดเคยฟันฝ่าร่วมกับ เจริญ วัดอักษร มาแล้ว
 
ชะตากรรมที่ว่านี้คืออะไร มันคือชะตากรรมของคนส่วนใหญ่อย่างพวกเราที่ถูกเบียดขับให้กลายเป็นคนส่วนน้อย ถูกบังคับให้ต้องเสียสละด้วยข้ออ้างว่า เพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ถูกบีบให้ต้องเสียสละเพื่อชาติ ที่ก็ไม่รู้ว่าเป็นชาติของใคร ทั้งที่หากวัดสัดส่วนกันจริงๆ แล้ว เราต่างหากคือคนส่วนใหญ่ที่ถูกกระทำและชี้ชะตาโดยคนส่วนน้อยที่กระจุกตัวกันอยู่บนส่วนยอดของโครงสร้างสังคมในประเทศนี้ ซึ่งล้วนเป็นเครือข่ายของผู้มั่งมี ทั้งอำนาจในทางการเมืองและทรัพย์สินเงินทองทั้งสิ้น
 
สิ่งที่ เจริญ วัดอักษร และขบวนชาวบ้านประจวบฯ รวมถึงขบวนชาวบ้านอีกหลายแห่งในประเทศนี้ได้ต่อสู้บุกเบิกไว้ คือการลุกขึ้นสู้อย่างตรงมาตรงไปกับโครงการพัฒนาแต่ละโครงการที่นำหายนะมาสู่ชุมชน มันเป็นการต่อสู้กับคำพูดสวยหรูที่ฟังดูใหญ่โตอย่างผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ด้วยการใช้พลังของผลิตภาพมวลรวมประชาชน เป็นการไม่ยอมจำนนต่อคาถาที่ว่าการพัฒนาต้องมีได้และมีเสีย เพราะปัญหามันอยู่ที่ว่าด้านได้และด้านเสียที่ว่านั้นเป็นของใคร
 
ไม่มีใครเถียงหรอกว่าการพัฒนาเปรียบเหมือนเหรียญสองด้าน แต่มันยุติธรรมแล้วหรือที่ด้านของคนรวยก็รวยฉิบหาย ที่จนก็จนรากเลือดปางตาย อย่างชนิดที่ภาษาชาวบ้านอย่างเราต้องบอกว่า ด้านได้ก็มีแต่พวกมึงได้ ด้านเสียอยู่กับกูเต็มๆ
 
เราไม่ได้คิดแบบรัฐที่ถนัดจะกล่าวอ้างว่า ต้องคิดเป็นภาพรวมหรือคิดเป็นภาพใหญ่ ทั้งที่ความจริงก็ไม่ใช่อะไรนอกจากการคิดมักง่ายแบบเหมารวมเข่ง ชาวบ้านธรรมดาอย่างเราอยู่กันอย่างรู้จักเคารพความแตกต่าง และเชื่อมั่นในพลังของจิตสำนึกรักท้องถิ่นของแต่ละชุมชนที่จะรู้จักลุกขึ้นมาต่อสู้ด้วยตัวเอง ในปัญหาของตัวเอง เพื่อปากท้องและศักดิ์ศรีของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาชาติพันธุ์ ป่าไม้ ที่ดินในภาคเหนือ ปัญหาเขื่อน เหมืองแร่ที่ระบาดทั่วชุมชนอีสานเหนืออีสานใต้ หรือในวันนี้ที่คนบางสะพานลุกขึ้นมาคัดค้านโรงเหล็กสหวิริยา คนทับสะแกลุกขึ้นคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน คนชุมพรค้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ พี่น้องจะนะยังคงยืนหยัดคัดค้านโครงการอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่จะตามมากับท่อก๊าซ คนนครฯ ลุกขึ้นค้านนิคมอุตสาหกรรม หรืออีกหลายพื้นที่ที่คัดค้านโครงการท่าเรือน้ำลึกตลอดแนวชายฝั่งทั้งอ่าวไทยและอันดามัน และอีกสารพัดสารพันในนามของโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้โครงการเหมาเข่งที่เรียกว่าเซาเทิร์นซีบอร์ด
 
ชาวบ้านที่บ่อนอก เกิดมาก็เห็นแต่ทะเลปากคลองเกลียว ทะเลบ่อนอก ไม่มีปัญญาเช่าเครื่องบินให้พาเราขึ้นไปมุมสูง เพื่อมองลงมาให้เห็นภาพรวมทั้งทะเลหรอก แต่สิ่งที่จะสามารถยึดโยงพวกเราซึ่งเผชิญชะตากรรมเดียวกันอยู่ต่างสารทิศได้ ต่อให้เราไม่มีที่ดินทำกินอยู่ในชุมชนอื่นของเพื่อนร่วมชะตากรรมทั้งหลายแม้ซักกะแบะมือ ก็คือคำที่รัฐเองก็ชอบใช้เวลาจะอ้างความดีความชอบในฐานะผู้เขียนกฎหมาย และเป็นคำที่เราเห็นมันอยู่ทั่วไปตามถุงผ้าที่แจกในงานสัมมนาที่ชอบเกณฑ์ชาวบ้านไปอบรม นั่นคือคำว่า “สิทธิชุมชน” และ “สิทธิมนุษยชน”
 
เราไม่แน่ใจว่ารัฐจะนึกออกไหมว่าชุมชนที่เข้มแข็งและตระหนักในสิทธิของตนเองนั้น ทำอะไรได้มากกว่าแค่การรวมกลุ่ม อสม. หรือทำสหกรณ์ออมทรัพย์และกลุ่มแม่บ้าน ยกตัวอย่าง เช่น สหกรณ์ปั๊มน้ำมันชุมชนของบ่อนอกนั้น ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นช่องทางในการคว่ำบาตรฆาตกรอันธพาลลูกจ้างโรงไฟฟ้า และเป็นแหล่งระดมทุนส่วนหนึ่งของพวกเราเวลาจะต้องควักกระเป๋าจ่ายค่ารถเข้าไปประท้วงที่กรุงเทพฯ อีกด้วย เพราะในขณะที่รัฐพร่ำเพ้อถึงชุมชนเด็กดีที่รู้จักสิทธิของตนตามที่รัฐขีดเส้นให้ สำหรับเรา “สิทธิชุมชน” แปลได้ง่ายๆ ว่า = “บ้านกู” และคำว่า “สิทธิมนุษยชน” แปลออกมาชัดๆ ได้ว่า = “มึงก็คน กูก็คน”
 
ความเข้าใจง่ายๆ ตรงไปตรงมาของเราต่อคำสองคำนี้นี่เองที่ทำให้เรามองเห็นว่ารัฐกำลังมีปัญหาที่ดูท่าว่าเราจะต้องเข้าไปดัดแปลงแก้ไข เช่นเวลาที่รัฐบอกว่าทุกคนอยู่ใต้กฎหมายเดียวกัน แต่เราก็เห็นรูปธรรมหลายอย่างที่สะท้อนว่าไม่ใช่ ตัวอย่างเช่น ทำไมกลุ่มทุนจึงสามารถถมทะเลที่ระยองได้โดยถูกกฎหมาย จนชาวประมงที่นั่นหมดสิ้นแหล่งทำกินและยังต้องกล้ำกลืนกับมลพิที่ป่านนี้รัฐยังลังเลที่จะประกาศให้เป็นเขตควบคุม แต่ขณะเดียวกันที่ปราณบุรี ชาวประมงแค่ไปอาศัยชายหาดปลูกเพิงพักกองอวน ไม่ได้กระทั่งจะออกเอกสารสิทธิ์ปลูกบ้านแต่อย่างใด กลับถูกดำเนินคดีบุกรุก สั่งจำคุกกันได้โดยไม่ลำบากใจ สิทธิของชุมชนอยู่ที่ไหน เข้าใจหัวอกของเราบ้างไหมเวลาที่เราบอกว่า “บ้านกู”
 
เช่นกันกับการตายของเจริญ วัดอักษร น้ำตาที่เคยไหลเมื่อเพื่อนของเราถูกฆ่าตาย มันแห้งเหือดหายไปในระหว่าง 5 ปีของการติดตามทวงถามความเป็นธรรมจนหมดสิ้นแล้ว สิ่งที่ยังคงเหลืออยู่คือความทรงจำและบทเรียนที่ทำให้เราตาสว่าง ว่าอย่าได้หวังความเป็นธรรมใดจากระบบกฎหมายและระบบยุติธรรมของบ้านนี้เมืองนี้ การเรียนรู้ของเราจบสิ้นลงพร้อมๆ กับการจบเห่ของหลักสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชนที่ผู้มีอำนาจทั้งหลายวาดฝันไว้ให้เราเชื่อ ถึงที่สุดเราก็ได้รู้ว่า การปล่อยให้เราถูกกระทำโดยจงใจ คือยุทธศาสตร์หนึ่งที่รัฐใช้เพื่อจัดการพวกเราด้วยซ้ำ เราต้องทนฟังกระทั่งทัศนะพล่อยๆ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ว่า “ตายซะได้ก็ดี กวนบ้านกวนเมือง” หรือคนระดับอัยการ ที่ว่า “ไอ้เจริญมันก็น่าตาย ที่ผ่านมาไม่เห็นทำมาหากินอะไรก็มีกิจการได้” หรือแม้กระทั่งผู้พิพากษาบางคนที่ว่า “ประเทศนี้ต้องพัฒนา” มันไม่ใช่ปัญหาของความไร้ประสิทธิภาพ แต่มันเป็นความจงใจ ด้วยทัศนคติที่ติดลบกับเรา และลดทอนสิทธิความเป็นคนกันอย่างย่ามใจ มองขบวนประชาชนเป็นฝูงแกะ คิดเอาเองว่าเมื่อจัดการคนเลี้ยงได้ แกะทั้งฝูงก็จะแตกไปเอง 
 
แต่ 5 ปีที่ผ่านมา เราได้พิสูจน์แล้วว่า พวกเรายังยืนหยัดกันอยู่ประจำทุกพื้นที่ และอุดมการณ์ของความรักท้องถิ่นก็ได้สืบสานและแพร่หลายไปยังพื้นที่ใหม่ๆ ที่ผุดขึ้นตามแผนพัฒนามักง่ายในนามของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอีกด้วย 
 
ไม่น่าเชื่อว่าหลังจากเกือบ 10 ปีของการต่อสู้เรื่องโรงไฟฟ้า และอีก 5 ปีของการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับการตายของเจริญ เรายังคงต้องมาพูดเรื่องเดิมๆ เช่นกันกับที่ขบวนชาวบ้านในที่อื่นๆ ก็ยังคงพบเจอแต่เรื่องเดิมๆ ดังนั้น จะให้เราพูดอะไรที่ฉลาดและถูกต้องกว่าที่เห็นและเจอมาแบบเดิมๆ ก็คงจะไม่ได้ 
 
แต่ทว่านับจากนี้ เพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสารระหว่างเรากับรัฐต่อไป ขอให้เข้าใจว่าคำว่า “บ้านกู” คือความหมายของ “สิทธิชุมชน” ที่ไม่ต้องแปลไทยเป็นไทย และพวกเรามารวมตัวกันในที่นี้ เพื่อยืนยันว่าเราไม่ใช่ฝูงแกะที่ไม่รู้ซ้ายรู้ขวาอะไร แต่เราคือประชาชน ที่ต่างคนต่างชุมชน ต่างพร้อมจะลุกขึ้นมา เพื่อบอกว่าเรานี่แหละคือคนส่วนใหญ่ ที่จะไม่ยอมให้ใครมาชี้ชะตากันง่ายๆ อีกต่อไป เพราะ...จงฟังไว้ 
 
“มึงก็คน กูก็คน” 
 
 
กรณ์อุมา พงษ์น้อย
ประธานกลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก – กุยบุรี
วาระ 5 ปีการจากไปของเจริญ วัดอักษร
21 มิถุนายน 2552
 

Comments

คนเสื้อแดงก็คนครับ นวมทองก็คน

คนเสื้อแดงก็คนครับ นวมทองก็คน ณรงค์ศักดิ์ก็คนครับ เราต้องมาเชิดชูคนสู้เพื่อประชาธิปไตยบ้างครับ แต่คนสู้เพื่อเรื่องใหญ่ๆ แบบนี้ เขาไม่ค่อยสนกัน สนแต่โลคัลฮีโร่ น้อยใจแทนคนเสื้อแดงที่ตายไปจริงๆ

จริงด้วย คนด้วยกันทำไมต้องมา

จริงด้วย คนด้วยกันทำไมต้องมา คนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นคนจนเสียสละให้คนรวยซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของสังคม เยี่ยมจริง ๆ บทความนี้

เมื่อผลประโยชน์รวมตัวกับผู้มี

เมื่อผลประโยชน์รวมตัวกับผู้มีอำนาจ จะมีแต่คำว่า
มึงก็คน กูก็คน แต่ไม่เหมือนกัน
หรือ
มึงก็คน กูก็คน แล้วหมีแพนด้า ชื่ออะไรดี55

เราจะพูดถึงประชาธิปไตยได้อย่า

เราจะพูดถึงประชาธิปไตยได้อย่างไร
ถ้าสิทธิชุมชนไม่ได้รับการเคารพเป็นเบื้องต้น
ถ้าชุมชมไม่มีอำนาจปกครองและจัดสรรทรัพยากรของตนเอง
เราจะพูดถึง "อำนาจของประชาชน" กันได้อย่างไร

มันจะมีแต่อำนาจของกลุ่มคนที่กุมอำนาจรัฐกับอำนาจของกลุ่มทุนในประเทศ + ทุนข้ามชาติ เท่านั้น

คิดอย่างคุณนี่

คิดอย่างคุณนี่ มันถึงได้ฆ่ากันได้ไง ตราบใดที่คุณยังไม่มีความเป็นชุมชนที่เป็นประชาธิปไตยที่แต่ละคนมีความเป็นคนเท่าเทียมกัน ย้อนกลับไปอ่านประโยคตอนอีกที

จะต้อนคนประชาชนไม่ใช่แกะ ไม่ใ

จะต้อนคนประชาชนไม่ใช่แกะ
ไม่ใช่แพะเชือดได้ดังใจหมาย
พวกกูคนไม่คิดจะยอมตาย
ไอ้ฉิบหายไปตายไกลไกลกู

ประชาชนประชาชีใช่ข้าทาส
จะต้อนกวาดกันได้ไม่มีเสียง
จะลากฆ่าลากคอเหมือนสัตว์เลี้ยง
จะขึ้นเขียงปาดคอไร้ขื่อแปร

กูก็คนมึงก็คนใช่เทวา
มึงจะมาฆ่ากูได้ฉไน
กูก็คนมึงจะกดขี่กันร่ำไป
มึงเป็นใครหรือใช่แค่สัตว์คน

http://www.prachatai.com/jour

http://www.prachatai.com/journal/2007/07/23592

โสภณ พรโชคชัย : ขอวิจารณ์แนวคิด "รักท้องถิ่น" ของคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย

10 ถ.นนทรี ยานนาวา กทม.10120

3 กรกฎาคม 2550

เรื่อง ขอวิจารณ์แนวคิด "รักท้องถิ่น"

เรียน คุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย

จาก นายโสภณ พรโชคชัย

ตามคำแถลงของท่านเรื่อง "ทำไมต้อง "รักท้องถิ่น"?" [1] ซึ่งเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ "ประชาไท" ได้ปรากฏข้อความบางตอนซึ่งสะท้อนแนวคิดที่น่าสนใจดังนี้:
". . . กูอยู่ของกูมาอย่างนี้ จะดีจะชั่วกูก็อยู่ของกูมาแต่รุ่นปู่ย่า ทำมาหากินเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวมาโดยอาศัยทรัพยากรรอบตัว คือ ผืนดิน แม่น้ำ ป่าเขา ทะเล . . . เมื่อวันหนึ่งมีคนจะมาทุบหม้อข้าว จะมาแบ่งแยกทำลายชุมชนของเรา เราจึงมีแต่ต้องลุกขึ้นสู้ . . . เพื่อรักษาปากท้อง หม้อข้าว และหม้อรกของเราไว้ อย่ามาพูดคำว่า "ผลประโยชน์ของชาติ" หรือ "ผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่" กับเราแต่เพียงลอยๆ เพื่อเป็นข้ออ้างให้เราต้องเสียสละ เพราะคนส่วนใหญ่ ย่อมประกอบด้วยคนส่วนน้อย คนเล็กคนน้อยมารวมกัน ศักดิ์ศรีของคนส่วนใหญ่ จะเกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าคนส่วนน้อยถูกย่ำยี"
การที่ประชาชนในพื้นที่หนึ่งซึ่งอยู่อาศัยกันมานาน แต่ต้องได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เป็นเรื่องน่าเศร้า และหากยิ่งต้องออกจากพื้นที่ไปหรือสูญเสียอาชีพที่ทำอยู่ด้วยแล้ว ย่อมเป็นความเดือดร้อนอย่างยิ่ง ดังนั้นประเด็นนี้จึงอยู่ที่การจ่ายค่าทดแทนให้สมควร ซึ่งครอบคลุมความสูญเสียอสังหาริมทรัพย์ อาชีพและรายได้ (หม้อข้าวไม่ถูกทุบ) รวมทั้งการจัดหาที่อยู่อาศัยใหม่
การทดแทนที่เหมาะสมสามารถคำนวณได้จากการประเมินค่าทรัพย์สินตามหลักวิชา เช่น ค่าทดแทนความสูญเสียอสังหาริมทรัพย์ ต้องจ่ายตามราคาตลาดที่เป็นธรรม ความสูญเสียอาชีพคำนวณเป็นมูลค่าจากการแปลงรายได้สุทธิของการประกอบกิจการประมงหรืออื่นๆ เป็นต้น การประเมินค่าทรัพย์สินเป็นวิชาที่ใช้เพื่อสร้างความเป็นธรรมโดยเฉพาะแก่ประชาชนทั่วไป
ปัญหาของการเจาะจงซื้อหรือเวนคืนที่ผ่านมา ก็คือการคำนวณค่าทดแทนต่ำกว่าความเป็นจริง การละเลยค่าทดแทนบางรายการ (เช่น โอกาสของรายได้ในอนาคต) การจ่ายค่าทดแทนช้า การขาดการประเมินค่าทรัพย์สินตามหลักวิชาอย่างรอบด้าน และการขาดการทบทวนผลการประเมินอย่างรอบคอบระหว่างผู้มีส่วนได้เสียทั้งหลาย ดังนั้นหากมีการซื้อหรือเวนคืนที่เป็นธรรมแล้ว ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบย่อมไม่ต่อต้านและไม่รู้สึกถูกย่ำยี
อย่างไรก็ตาม ความเคยชินหรือความสูญเสียทางจิตใจเฉพาะบุคคลเป็นสิ่งที่ไม่อาจนำมาเป็นเหตุผลในการขออยู่ต่อได้ เพราะหากนำความนี้มาอ้าง ก็คงไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ หรืออาจคิดค่าทดแทนที่สูงเกินจริง ที่ผ่านมาแม้แต่สุสาน เจดีย์ หรือวัดวาอารามยังต้องรื้อย้าย [2] ในกรณีการเวนคืนเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ความรู้สึกทางจิตใจเหล่านี้ก็สมควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง
ผู้ที่ถูกเวนคืนไม่ใช่ผู้เสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ ตราบเท่าที่ได้รับค่าทดแทนที่เป็นธรรม [3] ผู้ถูกเวนคืนมีสิทธิไม่ยอมรับค่าทดแทนจากการเวนคืนที่คำนวณได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องไปพิสูจน์กันในชั้นศาล ประเทศทั่วโลกต่างมีโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคใหม่ๆ ตามความจำเป็นของยุคสมัย การเวนคืนจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และประชาชนทุกหมู่เหล่ามีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หาไม่ก็จะเป็นการขัดขวางความเจริญของชาติไปอย่างน่าเสียดาย
หากประชาชนในแต่ละพื้นที่ของประเทศพากันจับจองทรัพยากรของส่วนรวม เช่น ทะเล ลำคลอง หรือป่าเขา มาเป็นของตนด้วยถือว่าตนอยู่ใกล้และได้ใช้ประโยชน์มานาน ประชาชนส่วนใหญ่ที่เข้าไม่ถึงทรัพยากรเหล่านี้ก็คงกลายเป็นผู้ด้อยโอกาส ถ้าการปฏิบัติเช่นนี้กลายเป็นบรรทัดฐาน ก็คงทำให้ประเทศแตกแยกกันไปหมด และเกิดความวุ่นวายแย่งชิงทรัพยากรของส่วนรวมไม่มีที่สิ้นสุด บรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้องนี้จะพันธนาการประเทศของเราให้ถอยหลังเข้าคลอง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านหรือทั่วโลกต่างพัฒนาไปไกลโดยไม่ติดกับปัญหานี้เพราะต่างยอมรับในสิทธิของชาติเหนือสิทธิส่วนบุคคล
ในการลงทุนโรงไฟฟ้าในพื้นที่บ่อนอกนั้น หากแม้ภาครัฐมาลงทุนเอง บางท่านก็ยังคงไม่ยินดีเช่นกัน อย่างไรก็ตามเราควรสนับสนุนการลงทุนสาธารณูปโภคหากเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า สามารถผลิตไฟฟ้าโดยไม่กระทบสิ่งแวดล้อม เสียภาษีอากรแก่ประเทศเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศในระยะยาว ให้โอกาสในการสร้างงานสำหรับประชาชนในพื้นที่ และให้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
บางครั้งอาจมีข้อคำนึงว่า การดำเนินโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่เป็นการเปิดโอกาสการฉ้อราษฎร์บังหลวง ข้อนี้คงต้องอาศัยการตรวจสอบอย่างจริงจังของทุกฝ่ายโดยเฉพาะภาคประชาชนที่มุ่งหวังจะสอดส่องเพื่อประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าภาคประชาชนหรือองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำหน้าที่ด้านการนี้กลับมีจำนวนไม่มาก และขาดบทบาทที่กว้างขวางและต่อเนื่องเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามเราคงไม่สามารถอาศัยข้ออ้างเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวงนี้ มาถือครองทรัพยากรของประเทศเป็นของตนเอง
อนึ่งข้อวิจารณ์นี้หมายเฉพาะถึงแนวคิดข้างต้นของท่านเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อจำกัดประเด็นในการแลกเปลี่ยนและอภิปรายให้ตรงตามสาระ ส่วนประเด็นอื่นๆ ก็คงจะได้อภิปรายในโอกาสต่อไป
จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา
ด้วยความเคารพ
นายโสภณ พรโชคชัย [4]

[1] คำแถลงของคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย แสดงอยู่ในเว็บไซต์ประชาไท โปรดอ่านที่ http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8593&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai
[2] โปรดดูรายละเอียดในข่าว ทล.เร่งมือขยายถนนสองแคว-หล่มสัก รับโครงข่าย East - West Corridor โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 19 สิงหาคม 25480 <?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags" />20:01 น. http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9480000112340 หรือกรณีอื่นที่ http://www.kodmhai.com/m4/m4-21/Nthailaw-4-21/N277.html หรือ http://www.dol.go.th/lo/smt/practice/april/12677-8.htm
[3] โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความของผมเรื่อง "เวนคืน: น้ำตา เสียสละ หน้าที่?" http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market86.htm
[4] ผมทำงานเป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ครับ เคยทำประเมินค่าทดแทนให้กับยายไฮ ขันจันทา กรณีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในโครงการสาธารณูปโภคให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเจ้าของทรัพย์สิน และเคยศึกษาเกี่ยวกับการประเมินค่าทดแทนผลกระทบของเสียงกรณีสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นต้น ท่านสามารถติดต่อผมได้ที่ sopon@thaiappraisal.org

http://www.prachatai.com/jour

http://www.prachatai.com/journal/2007/07/23592

โสภณ พรโชคชัย : ขอวิจารณ์แนวคิด "รักท้องถิ่น" ของคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย

10 ถ.นนทรี ยานนาวา กทม.10120

3 กรกฎาคม 2550

เรื่อง ขอวิจารณ์แนวคิด "รักท้องถิ่น"

เรียน คุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย

จาก นายโสภณ พรโชคชัย

ตามคำแถลงของท่านเรื่อง "ทำไมต้อง "รักท้องถิ่น"?" [1] ซึ่งเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ "ประชาไท" ได้ปรากฏข้อความบางตอนซึ่งสะท้อนแนวคิดที่น่าสนใจดังนี้:
". . . กูอยู่ของกูมาอย่างนี้ จะดีจะชั่วกูก็อยู่ของกูมาแต่รุ่นปู่ย่า ทำมาหากินเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวมาโดยอาศัยทรัพยากรรอบตัว คือ ผืนดิน แม่น้ำ ป่าเขา ทะเล . . . เมื่อวันหนึ่งมีคนจะมาทุบหม้อข้าว จะมาแบ่งแยกทำลายชุมชนของเรา เราจึงมีแต่ต้องลุกขึ้นสู้ . . . เพื่อรักษาปากท้อง หม้อข้าว และหม้อรกของเราไว้ อย่ามาพูดคำว่า "ผลประโยชน์ของชาติ" หรือ "ผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่" กับเราแต่เพียงลอยๆ เพื่อเป็นข้ออ้างให้เราต้องเสียสละ เพราะคนส่วนใหญ่ ย่อมประกอบด้วยคนส่วนน้อย คนเล็กคนน้อยมารวมกัน ศักดิ์ศรีของคนส่วนใหญ่ จะเกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าคนส่วนน้อยถูกย่ำยี"
การที่ประชาชนในพื้นที่หนึ่งซึ่งอยู่อาศัยกันมานาน แต่ต้องได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เป็นเรื่องน่าเศร้า และหากยิ่งต้องออกจากพื้นที่ไปหรือสูญเสียอาชีพที่ทำอยู่ด้วยแล้ว ย่อมเป็นความเดือดร้อนอย่างยิ่ง ดังนั้นประเด็นนี้จึงอยู่ที่การจ่ายค่าทดแทนให้สมควร ซึ่งครอบคลุมความสูญเสียอสังหาริมทรัพย์ อาชีพและรายได้ (หม้อข้าวไม่ถูกทุบ) รวมทั้งการจัดหาที่อยู่อาศัยใหม่

http://www.prachatai.com/jour

http://www.prachatai.com/journal/2007/07/23592

โสภณ พรโชคชัย : ขอวิจารณ์แนวคิด "รักท้องถิ่น" ของคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย

10 ถ.นนทรี ยานนาวา กทม.10120

3 กรกฎาคม 2550

เรื่อง ขอวิจารณ์แนวคิด "รักท้องถิ่น"

เรียน คุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย

จาก นายโสภณ พรโชคชัย

ตามคำแถลงของท่านเรื่อง "ทำไมต้อง "รักท้องถิ่น"?" [1] ซึ่งเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ "ประชาไท" ได้ปรากฏข้อความบางตอนซึ่งสะท้อนแนวคิดที่น่าสนใจดังนี้:

เป็นแนวคิด เป็นถ้อยคำ

เป็นแนวคิด เป็นถ้อยคำ เป็นแถลงการณ์ที่กลั่นออกมาจากความเจ็บปวด ความชอกช้ำระกำใจของประชาชนผู้ถูกปกครอง ที่ด้านหนึ่้ตีแผ่ให้เห็นถึงความบัดซบเลวทรามของชนชั้นผู้ปกครอง และอีกด้านหนึ่้งตีแผ่ให้เห็นถึงความทุกข์แค้นแสนลำเค็ญของประชาชนที่ต้องทนอยุ่กับระบอบการปกครองที่อธรรมมาเป็นเวลานาน

ขอคารวะด้วยน้ำตาแก่พี่น้องผู้ถูกกดขี่ทั่วประเทศไทยและทั่วทั้งโลก

เด็กไทในอิหร่าน

29 กรกฎาคม 2009

กรณีบ่อนอก

กรณีบ่อนอก ถ้าทุกชุมชนต่างอ้าง "รักท้องถิ่น" ขวางการพัฒนาชาติ จะทำอย่างไรดี???
.
[img]http://webboard.mthai.com/upload_images_new/2007-08-13/339799.jpg[/img]
.
ในโอกาสครบรอบ 5 ปีการตายของคุณเจริญ วัดอักษร ศรีภรรยาของท่าน คุณกรณ์อุมา กรณ์อุมา พงษ์น้อย ได้แสดงปาฐกถา ท่านใดสนใจโปรดดูได้ที่ http://www.prachatai.com/journal/2009/06/24863 ฉบับนี้ผมไม่ได้แสดงความเห็น
.
แต่เมื่อคราวคุณกรณ์อุมาฯ แสดงปาฐกถาในโอกาสครบรอบ 3 ปีของการตายของคุณเจริญฯ ผมได้แสดงความเห็นต่างจากท่านไปแล้ว โปรดดูรายละเอียดที่ http://us.thaingo.org/webboard/view.php?id=12053 หรือที่ http://www.prachatai.com/journal/2007/07/23592 หรือดูฉบับบทความได้ดังท้ายนี้: http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market156.htm
.
.
.
เห็นต่างแนวคิด "รักท้องถิ่น" ของคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย
ดร.โสภณ พรโชคชัย <1>
ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย <2>
.
.
คุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย กลุ่มรักท้องถิ่นบ่อนอก – กุยบุรี ได้แสดงปาฐกถาเรื่อง “ทำไมต้อง ‘รักท้องถิ่น’?” <3> ซึ่งเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ “ประชาไท” และเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้ปรากฏข้อความบางตอนซึ่งสะท้อนแนวคิดที่น่าสนใจดังนี้:
.
“. . . กูอยู่ของกูมาอย่างนี้ จะดีจะชั่วกูก็อยู่ของกูมาแต่รุ่นปู่ย่า ทำมาหากินเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวมาโดยอาศัยทรัพยากรรอบตัว คือ ผืนดิน แม่น้ำ ป่าเขา ทะเล . . . เมื่อวันหนึ่งมีคนจะมาทุบหม้อข้าว จะมาแบ่งแยกทำลายชุมชนของเรา เราจึงมีแต่ต้องลุกขึ้นสู้ . . . เพื่อรักษาปากท้อง หม้อข้าว และหม้อรกของเราไว้ อย่ามาพูดคำว่า ‘ผลประโยชน์ของชาติ’ หรือ ‘ผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่’ กับเราแต่เพียงลอยๆ เพื่อเป็นข้ออ้างให้เราต้องเสียสละ เพราะคนส่วนใหญ่ ย่อมประกอบด้วยคนส่วนน้อย คนเล็กคนน้อยมารวมกัน ศักดิ์ศรีของคนส่วนใหญ่ จะเกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าคนส่วนน้อยถูกย่ำยี”
.
การที่ประชาชนในพื้นที่หนึ่งซึ่งอยู่อาศัยกันมานาน แต่ต้องได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เป็นเรื่องน่าเศร้า และหากยิ่งต้องออกจากพื้นที่ไปหรือสูญเสียอาชีพที่ทำอยู่ด้วยแล้ว ย่อมเป็นความเดือดร้อนอย่างยิ่ง ดังนั้นประเด็นนี้จึงอยู่ที่การจ่ายค่าทดแทนให้สมควร ซึ่งครอบคลุมความสูญเสียอสังหาริมทรัพย์ อาชีพและรายได้ (หม้อข้าวไม่ถูกทุบ) รวมทั้งการจัดหาที่อยู่อาศัยใหม่
.
การทดแทนที่เหมาะสมสามารถคำนวณได้จากการประเมินค่าทรัพย์สินตามหลักวิชา เช่น ค่าทดแทนความสูญเสียอสังหาริมทรัพย์ ต้องจ่ายตามราคาตลาดที่เป็นธรรม ความสูญเสียอาชีพคำนวณเป็นมูลค่าจากการแปลงรายได้สุทธิของการประกอบกิจการประมงหรืออื่นๆ เป็นต้น การประเมินค่าทรัพย์สินจึงเป็นวิชาที่ใช้เพื่อสร้างความเป็นธรรมโดยเฉพาะแก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ และหากมีการซื้อหรือเวนคืนที่เป็นธรรมแล้ว ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบย่อมไม่ต่อต้านและไม่รู้สึกถูกย่ำยี
.
อย่างไรก็ตาม ความเคยชินหรือความสูญเสียทางจิตใจเฉพาะบุคคลเป็นสิ่งที่ไม่อาจนำมาเป็นเหตุผลในการขออยู่ต่อได้ เพราะหากนำความนี้มาอ้าง ก็คงไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ หรืออาจคิดค่าทดแทนที่สูงเกินจริง ที่ผ่านมาแม้แต่สุสาน เจดีย์หรือวัดวาอารามยังถูกเวนคืนเพื่อประโยชน์สาธารณะมาแล้ว <4> แต่ความรู้สึกทางจิตใจเหล่านี้ก็สมควรได้รับการดูแลด้วยความเข้าใจและความเอื้ออาทรเป็นพิเศษจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง
.
ผู้ที่ถูกเวนคืนไม่ใช่ผู้เสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ตราบเท่าที่ได้รับค่าทดแทนที่เป็นธรรม <5> ผู้ถูกเวนคืนมีสิทธิไม่ยอมรับค่าทดแทนจากการเวนคืนที่คำนวณได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องไปพิสูจน์กันในชั้นศาล ประเทศทั่วโลกต่างมีโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคใหม่ๆ ตามความจำเป็นของยุคสมัย การเวนคืนจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และประชาชนทุกหมู่เหล่ามีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หาไม่ก็จะเป็นการขัดขวางความเจริญของชาติไปอย่างน่าเสียดาย
.
หากประชาชนในแต่ละพื้นที่ของประเทศพากันจับจองทรัพยากรของส่วนรวม เช่น ทะเล ลำคลอง หรือป่าเขา มาเป็นของตนด้วยถือว่าตนอยู่ใกล้และได้ใช้ประโยชน์มานาน ประชาชนส่วนใหญ่ที่เข้าไม่ถึงทรัพยากรเหล่านี้ก็คงกลายเป็นผู้ด้อยโอกาส ถ้าการปฏิบัติเช่นนี้กลายเป็นบรรทัดฐาน ก็คงทำให้ประเทศแตกแยกกันไปหมด และเกิดความวุ่นวายแย่งชิงทรัพยากรของส่วนรวมไม่มีที่สิ้นสุด บรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้องนี้จะพันธนาการประเทศของเราให้ถอยหลังเข้าคลอง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านหรือทั่วโลกต่างพัฒนาไปไกลโดยไม่ติดกับปัญหานี้เพราะต่างยอมรับในสิทธิของชาติเหนือสิทธิส่วนบุคคล
.
ในการลงทุนโรงไฟฟ้าในพื้นที่บ่อนอกนั้น หากแม้ภาครัฐมาลงทุนเอง บางท่านก็ยังคงไม่ยินดีเช่นกัน อย่างไรก็ตามเราควรสนับสนุนการลงทุนสาธารณูปโภคหากเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า สามารถผลิตไฟฟ้าโดยไม่กระทบสิ่งแวดล้อม เสียภาษีอากรแก่ประเทศเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศในระยะยาว ให้โอกาสในการสร้างงานสำหรับประชาชนในพื้นที่ และให้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ
.
บางครั้งอาจมีข้อคำนึงว่า การดำเนินโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่เป็นการเปิดโอกาสการฉ้อราษฎร์บังหลวง ข้อนี้คงต้องอาศัยการตรวจสอบอย่างจริงจังของทุกฝ่ายโดยเฉพาะภาคประชาชนที่มุ่งหวังจะสอดส่องเพื่อประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าภาคประชาชนหรือองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำหน้าที่ด้านการนี้กลับมีจำนวนไม่มาก และขาดบทบาทที่กว้างขวางและต่อเนื่องเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามเราคงไม่สามารถอาศัยข้ออ้างเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวงนี้ มาถือครองทรัพยากรของประเทศเป็นของตนเอง
.
.
โดยสรุปแล้ว การซื้อหรือการเวนคืนทรัพย์สินเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เพราะความจำเป็นที่ต้องมีการสร้างโครงการสาธารณูปโภคใหม่ เพื่อการพัฒนาประเทศและความผาสุกของประชาชน อย่างไรก็ตามบุคคลหรือกลุ่มชนที่ได้รับผลกระทบ จะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และได้รับค่าทดแทนที่สมเหตุสมผล ครบถ้วนและทันท่วงที ทั้งนี้ด้วยหลักวิชาการประเมินค่าทรัพย์สินที่สามารถพิสูจน์และเป็นที่เข้าใจร่วมกันตามเหตุผลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหลาย
.
.
ขัอสังเกต: ข้อวิจารณ์นี้หมายเฉพาะถึงแนวคิดข้างต้นเรื่อง “รักท้องถิ่น” เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อจำกัดประเด็นในการแลกเปลี่ยนและอภิปรายให้ตรงตามสาระ ส่วนประเด็นอื่นๆ ก็คงจะได้อภิปรายในโอกาสต่อไป
.
.
.
หมายเหตุ
<1>นายโสภณ พรโชคชัย ประธานกรรมการ มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ครับ เคยทำประเมินค่าทดแทนให้กับยายไฮ ขันจันทา กรณีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในโครงการสาธารณูปโภคให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเจ้าของทรัพย์สิน และเคยศึกษาเกี่ยวกับการประเมินค่าทดแทนผลกระทบของเสียงกรณีสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นต้น ท่านสามารถติดต่อผมได้ที่ sopon@thaiappraisal.org
.
<2>มูลนิธิประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่มุ่งให้ความรู้แก่สาธารณชนด้านการประเมินค่าทรัพย์สิน อสังหาริมทรัพย์และการพัฒนาเมือง ปัจจุบันเป็นองค์กรสมาชิกหลักของ FIABCI ประจำประเทศไทย ถือเป็นองค์กรเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่มีกิจกรรมคึกคักที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยจนได้รับความเชื่อถือจากนานาชาติ โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.thaiappraisal.org
.
<3>คำแถลงของคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย โปรดอ่านที่ ประชาไท: http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8593&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai และมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน: http://www.midnightuniv.org/midnight2544/0009999641.html
.
<4>โปรดดูรายละเอียดในข่าว ทล.เร่งมือขยายถนนสองแคว-หล่มสัก รับโครงข่าย East - West Corridor โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 19 สิงหาคม 2548 20:01 น. http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9480000112340 หรือกรณีอื่นที่ http://www.kodmhai.com/m4/m4-21/Nthailaw-4-21/N277.html หรือ http://www.dol.go.th/lo/smt/practice/april/12677-8.htm
.
<5>โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความของ ดร.โสภณ พรโชคชัย เรื่อง “เวนคืน: น้ำตา เสียสละ หน้าที่?” http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market86.htm

การคัดค้านโครงการขนาดใหญ่

การคัดค้านโครงการขนาดใหญ่ เมื่อคัดค้านสำเร็จ ทรัพยากรก็ยังอยู่แบบเดิม ชาวประมงขนาดเล็ก ชาวไร่สัปปะรด ว่านหางจระเข้ที่จ.ประจวบ เขาเก็บทรัพยากรเหล่านี้ใส่กระเป๋ากลับบ้านหรือ ผมยังไม่เห็นเลยครับ ผมไปเที่ยวที่บ่อนอก ก็ได้กินปลาทู อาหารทะเลจากทะเลที่นั่น ทรัพยากรเหล่านี้ก็ยังเป็นของส่วนรวมอยู่เสมอ
การให้ค่าชดเชยจะสามารถทดแทนสังคมหมู่บ้านหรือชุมชน ที่อยู่กันมาเป็นหลายสิบปีได้หรือ
ผมมีเพื่อนเป็นคนจ.ยะลา อยู่ใต้สายส่งไฟฟ้าแรงสูงของกฟผ. กฟผ.ประเมินราคาต้นลองกอง ต้นละ2000 บาท
เพื่อนผมบอกว่าเขาวิ่งเต้นยื่นคัดค้านขอ 10000 บาท แต่ กฟผ.ต่อรองมาเหลือ 5000 บาท ค่าวิ่งเต้นยื่นหนังสือ
ก็หมดไปแล้ว 5000 บาท ความยุติธรรมอยู่ตรงไหน คนที่มีสถาบันประเมิน ได้เข้ามาช่วยได้ไหมล่ะ
แล้วพวกกรมชลประทานที่สร้างเขื่อนที่แก่งเสือเต้นอีก คุณจะประเมินราคาป่าสักทองที่อุทยานแม่ยม ที่น้ำจะท่วมเท่าไร
คุณมีเงิน กีล้านถึงจะสร้างป่าสักทองธรรมชาติให้เหมือนเดิมได้

เขื่อนปากมูลที่จ.อุบล ทำลายวิถึชีวิตชาวประมง 6000 ครอบครัว กฟผ.จ่ายครอบครัวละ 90000 บาท ไม่กี่ปี เงินหมด
ชาวบ้านไปคุ้ยขยะ ไปรับจ้างกรีดยางที่ภาคใต้ ประเมินค่าวิถีชีวิตประมงเท่าไร ล่ะ
เดิมชาวบ้านเรียก 500000 บาท ก็บอกว่าแพง ไป กฟผ.บอกว่า ชาวบ้านเป็นพวกได้คืบจะเอาศอก ไม่รู้จักพอ ใช้เงินไม่เป็น ถ้าวันนี้คุณโสภณ ถูกปลดกลางอากาศ ต้องลง จากผอ.สถาบันประเมินของคุณ ไม่มีงานทำ คนปลดบอกว่าคุณทำความผิด แต่ตัวคุณเองบอกว่าไม่ผิด นี่คือความต่าง แต่งานของคุณไม่ได้ใช้ทรัพยากรธรรมชาติ คุณหิ้วกระเป๋าไปหาบริษัทใหม่ได้ แต่คนในท้องถิ่นเขาจะหิ้วกระเป๋าไปไหน

ผมต้องขอบคุณคุรกะรอกและชาวบ้านที่รักษาทะเลอันสวยงามและอุดมสมบูรณ์ไว้ให้พวกเราไปเที่ยวไปกินอาหารทะเลได้ทุกปี ผมสงสารคนมาบตาพุดครับที่ไม่สามารถเรียกหาดแสงจันทร์กลับมาได้