ศาลยกคำร้อง กรณีทนายดา ตอร์ปิโด ขอให้ศาล รธน. ตีความการพิจารณาคดีลับขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทนายขอเลื่อนสืบพยานจำเลย
วานนี้ (25 มิ.ย.)ที่ห้องพิจารณาคดี 904 ศาลอาญา ทนายของน.ส. ดารณี ชาญเชิงศิลปกุล ได้ยื่นคำร้องต่อศาลให้รอการพิจารณาพิพากษาคดีไว้ชั่วคราวตามมาตรา 211 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยระบุว่า การที่ศาลอาญามีคำสั่งเมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันนัดสืบพยานโจทก์นัดแรก ให้พิจารณาเป็นการลับ โดยคำสั่งดังกล่าวอาศัยอำนาจตามมาตรา 177 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ฝ่ายจำเลยระบุว่าการที่ศาลสั่งพิจารณาคดีลับดังกล่าว ห้ามมิให้ประชาชนทั่วไปเข้าฟังการพิจารณานั้นเป็นการใช้บทบัญัติกฎหมายขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตราที่ 40 (2) ซึ่งระบุว่าสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับทราบข้อเท็จจริง และการตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้งและพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะ และการได้รับทราบเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำพิพากษาหรือคำสั่ง
และรัฐธรรมนูญมาตรา 29 บัญญัติว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิดได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญ
แห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้
ฝ่ายจำเลยเห็นว่าบทบัญญัติมาตรา 117 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ศาลอาศัยอำนาจสั่งให้การพิจารณาคดีลับนั้นขัดและแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เคยมีการวินิจฉัยเรื่องนี้ จึงขอให้ศาลส่งความเห็นของจำเลยไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญํติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 211 โดยขอให้ศาลอาญารอการพิพากษาคดีนี้ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลพิจารณาแล้วยกคำร้องดังกล่าว โดยระบุว่าการพิจารณาไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรษ 211 เนื่องจากจำเลยมีทนายแก้ต่าง และสามารถนำพยานหลักฐานมายังศาลได้อย่างครบถ้วน
การพิจารณาคดีจึงดำเนินต่อไป อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากไต่สวนพยานโจทก์แล้ว ทนายของน.ส.ดารณี ได้แถลงต่อศาลขอยกเลิกการไต่สวนพยานจำเลยที่ตามกำหนดเดิมคือวันที่ 26 และ 30 มิ.ย. และขอนัดไต่สวนใหม่ไปเป็นวันที่ 28 ก.ค. และ 5 ส.ค. ศาลอนุญาต
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน












พวกมึงจะงุบงิบไปกันทำไม
พวกมึงจะงุบงิบไปกันทำไม
ความดี ที่บริสุทธิ์
ความดี ที่บริสุทธิ์ ไม่ต้องมีกฏเกณฑ์อะไรมารองรับ มันก็ดีของมันได้เองหละครับ
บ้านป่าเมืองเถื่อนของแท้
บ้านป่าเมืองเถื่อนของแท้ ถ้าไอ้กฎหมายนี้มันชอบธรรม มีเหตุผล ทำไมมันจะเปิดเผยไม่ได้ ทำไมต้องลับ ซวยจริงๆ ที่เกิดอยู่ใต้ร่ม....ของประเทศนี้
BBBBB BBBBB BBBBB -----------
BBBBB
BBBBB
BBBBB
-----------------
[นอกเรื่อง]
เรื่องหลินฮุ่ยออกลูกนั้น
ถือได้ว่า เปิดเผย โปร่งใส และเต็มไปด้วยธรรมาภิบาลและความชอบธรรม โดยแท้ !........
มันผู้ใดที่คลางแคลงใจ ถือว่ามันเป็นคนไร้คุณธรรม/จริยธรรม/และบรมธรรม
อีกทั้งไม่รักชาติ/จาบจ้วงเบื้องสูง/ไร้ความเป็นไทย/และเป็นริดสีดวงอีกต่างหาก.....
สมควรเฉดหัวให้ไปอยู่ประเทศอื่นที่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบแท้ๆซะ !
อาเมนก็มีด้วยประการฉะนี้
สวัสดี-ดีแต่พูด/ทำไม่เป็น
:)
BBBBB
BBBBB
BBBBB
จำไม่ได้หรือ? พลเอกพัลลภ
จำไม่ได้หรือ?
พลเอกพัลลภ แฉว่า
1.องคมนตรี(พลเอกสุรยุทธ์)
2.ประธานศาลฏีกา
3.ประธานศาลปกครอง
ประชุมกันที่บ้านนายปีย์ มาลากุล
มีการถามพลเอกพัลลภว่า
"ทำให้ ทักษิณ หายไปได้หรือไม่ (อุ้มฆ่า)"
คิดดูก็แล้วกัน ว่าไอ้พวกนี้ มันใหญ่ขนาดไหน
คดี ลอบฆ่าแปะลิ้ม ผ่านมาสองเดือน ยังจับแมว ไม่ได้ซักตัว
นับประสาอะไรกับคดี ดา ตอร์ปิโด
อะไร อะไร พวกมันก็ทำได้
เรื่องที่คุณดาพูดที่สนามหลวงค
เรื่องที่คุณดาพูดที่สนามหลวงคนเขารู้ว่าพูดว่าอะไรผิดตรงไหนระบุให้ชัดเจน...ผิดว่าไปตามผิด.ทำไมถึงต้องพิจารณาลับในเมื่อชาวบ้านเขารู้หมดแล้วหรืออยากทำอะไรที่ปิดหูปิดตาชาวบ้าน อย่าให้ประชาชนเขาวิจารณ์พวกท่านมากกว่านี้เลยทุกวันนี้อดทนและอึดอัดกับมาตรฐานการดำเนินการของพวกท่านมากพอแล้ว...อย่ากดดันประชาชนมากไปนี้..ผลในวันข้างหน้าจะยิ่งใหญ่มาก
ไม่รู้จริงเสือกแสดงความเห็น
ไม่รู้จริงเสือกแสดงความเห็น คือถ้าปล่อยให้มีการพิจารณาคดีกันอย่างเปิดเผย มันอาจเป็นการผิดกฎหมายได้ กรณีเผยแพร่คำฟ้องและคำคัดค้านทั้งของโจทย์และจำเลย ในคดีหมินพระบรมเดชานภาพ ศาลจะปล่อยให้มีการเผยแพร่ได้ไงล่ะไอ้ควาย ถ้าปล่อยให้มีการไต่สวนอย่างเปิดเผยก็ผิดกฎหมายซีว่ะ แม่งไม่รู้จริงแล้วเฝ้าโจมตีศาลอยู่ได้ เพราะโง่อย่างนี้เชียวถึงถูกไอ้ทักษิณหลอกได้อย่างง่ายดาย แม่งโง่แล้วอวดฉลาด
ทราบจากเพื่อนว่าคุณดา
ทราบจากเพื่อนว่าคุณดา พูดให้ร้ายในหลวงอย่างขาดหลักฐาน นั่นเรื่องหนึ่ง
แ่ต่การไต่สวนลับ ทำให้คนสงสัยได้ว่าคุณดาถูกกลั่นแกล้ง
อาจารย์ใจหนีคดี ก็เพราะรู้อยู่ว่าเมื่อถึงขั้นศาล เขาจะงุบงิบตัดสินกัน
เปิดเผยสิครับ ผิดว่าไปตามผิด
น้องดา ก็พูดแรงไป
น้องดา ก็พูดแรงไป ไม่นานก็ออกมาแล้วหละ ถือซะว่า ครั้งนึงในชีวิต เข้าไปขอลดหย่อนไปเรื่อยๆ ไม่น่าจะถึง 2 ปีหรอก ทำใจน้องเอ๋ย
Oh my Bhudda
Oh my Bhudda !
ชีวิตฉันมีแต่หมาพาไป จะไปหนไดมีหมานำ อ้วกกกกกกกกก
น่าสนสารเขาจริง ๆ...
น่าสนสารเขาจริง ๆ...
ประเทศอะไรไม่มีความยุติธรรม
ประเทศอะไรไม่มีความยุติธรรม สังคมในประเทศนั้น ๆ จะไม่มีความสงบสุข
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ จะมีองค์กรสงสัยตุลาการไทย แม้ ผมเองยังสงสัยว่าองค์กรตุลาการไทย คอรับชั่นเชิงอำนาจ สังเกตุจากการได้อำนาจมากมายโดยไม่มีองค์กรที่มีประสิทธิภาพมาตรวจสอบและคานอำนาจ ,นำบุคคลากรเข้าไปแทรกอยู่ทุกองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการ หรือกึ่งตุลาการ โดยไม่มีองค์กรใดทัดทาน แม้รัฐบาลก็ได้ประโยชน์จากคำตัดสินขององค์กรตุลาการ
อำนาจเหล่านี้นำมาซึ่งผลประโยชน์มากมายที่องค์กรตุลาการได้รับ ไม่ว่าเงินเดือน ,สวัสดิการที่เหนือข้าราชการอื่น และ ดึงดูดอำนาจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนยากที่จะมีใครหยุดยั้ง ต่อไปคงขอมีกองกำลังติดอาวุธส่วนตัว และ ขอเป็นผู้สั่งการฝ่ายนิติบัญญํติ และ ฝ่ายบริหาร เอง ทั้งที่ไม่มีส่วนยึดโยงกับประชาชน มันไม่ต่างจากการปกครองโดยทหารหรอก
นี่แสดงถึงความเป็นประเทศด้อยพัฒนาของไทยที่เชื่อในองค์กร แต่ไม่เชื่อในระบบที่คานอำนาจ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
หมวด 1 บททั่วไป
มาตรา 6 รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้
หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย
ส่วนที่ 4 สิทธิในกระบวนการยุติธรรม
มาตรา 40 บุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ดังต่อไปนี้
(1) สิทธิเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยง่าย สะดวก รวดเร็ว และทั่วถึง
(2) สิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันขั้นพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับทราบข้อเท็จจริงและตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้ง และพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะ และการได้รับทราบเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำพิพากษา หรือคำสั่ง
(3) บุคคลย่อมมีสิทธิที่จะให้คดีของตนได้รับการพิจารณาอย่างถูกต้องรวดเร็ว และเป็นธรรม…
หมวด 10 ศาล
ส่วนที่ 2 ศาลรัฐธรรมนูญ
มาตรา 211 ในการที่ศาลจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด ถ้าศาลเห็นเองหรือคู่ความโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่าบทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 6 และยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับบทบัญญัตินั้น ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย ในระหว่างนั้นให้ศาลดำเนินการพิจารณาต่อไปได้ แต่ให้รอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าคำโต้แย้งของคู่ความตามวรรคหนึ่งไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัย ศาลรัฐธรรมนูญจะไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาก็ได้
คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ใช้ได้ในคดีทั้งปวง แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุดแล้ว
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ภาค 3 วิธีพิจารณาในศาลชั้นต้น
ลักษณะ 2 การพิจารณา
มาตรา 177 ศาลมีอำนาจสั่งให้พิจารณาเป็นการลับ เมื่อเห็นสมควรโดยพลการหรือโดยคำร้องขอของคู่ความฝ่ายใด แต่ต้องเพื่อประโยชน์แห่งความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันความลับอันเกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศมิให้ล่วงรู้ถึงประชาชน
คดีนี้ ฝ่ายจำเลยระบุว่า “การที่ศาลสั่งพิจารณาคดีลับดังกล่าว ห้ามมิให้ประชาชนทั่วไปเข้าฟังการพิจารณานั้น เป็นการใช้บทบัญัติกฎหมายขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 40 (2) ซึ่งระบุว่า สิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผย การได้รับทราบข้อเท็จจริง และการตรวจเอกสารอย่างเพียงพอ การเสนอข้อเท็จจริง ข้อโต้แย้งและพยานหลักฐานของตน การคัดค้านผู้พิพากษาหรือตุลาการ การได้รับการพิจารณาโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการที่นั่งพิจารณาคดีครบองค์คณะ และการได้รับทราบเหตุผลประกอบคำวินิจฉัย คำพิพากษา หรือคำสั่ง และรัฐธรรมนูญมาตรา 29 บัญญัติว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้และเท่าที่จำเป็น และจะกระทบกระเทือนสาระสำคัญแห่งสิทธิและเสรีภาพนั้นมิได้”
ศาลพิจารณาแล้วยกคำร้องดังกล่าว โดยระบุว่า “การพิจารณาไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 211 เนื่องจากจำเลยมีทนายแก้ต่าง และสามารถนำพยานหลักฐานมายังศาลได้อย่างครบถ้วน”
ในเรื่องนี้ เป็นเรื่องการควบคุมความชอบโดยรัฐธรรมนูญ (CONTROLE DE CONSTITUTIONNALITE) ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมีเจตนารมณ์ที่บัญญัติมาตรา 211 ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้แก่องค์กรตุลาการ (ศาลทั่วไป ซึ่งมิใช่ศาลรัฐธรรมนูญ) และคู่ความในคดี มีอำนาจหน้าที่และมีสิทธิที่จะควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ประกาศใช้บังคับแล้ว และเป็นกฎหมายที่จะนำมาใช้บังคับต่อคดีในอำนาจศาลนั้นว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวนี้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ (INCONSTITUTIONNALITE)
การเปิดโอกาสให้มีการนำเสนอคดีรัฐธรรมนูญ (CONTENTIEUX CONSTITUTIONNEL) ในลักษณะเช่นนี้ เป็นการควบคุมภายหลังที่กฎหมายมีผลใช้บังคับแล้ว (CONTROLE A POSTERIORI) รัฐธรรมนูญกำหนดอำนาจหน้าที่และสิทธิแก่ผู้มีอำนาจ (AUTORITES) คือ
1. โดยศาล (JURIDICTIONS) ซึ่งเป็นกรณีที่ศาลเห็นเองว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดีนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
2. โดยคู่ความ (PATIE) ซึ่งอาศัยการโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลว่า บทบัญญัติแห่งกฎหมายนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ เพื่อให้การควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้นเปิดกว้างยิ่งขึ้น มีประสิทธิภาพและสามารถคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน (DROITS ET LIBERTES FONDAMENTAUX) ได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ อำนาจในการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในทางองค์กรตุลาการ เป็นอำนาจเฉพาะแต่เพียงศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ศาลทั่วไป หามีอำนาจหน้าที่ (COMPETENCE) ในการวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญไม่ เพราะอำนาจในการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจที่รัฐธรรมนูญบัญญัติมอบหมายให้แก่องค์กรเฉพาะที่มีความเชี่ยวชาญในการวินิจฉัยและตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 216 วรรคห้า จึงบัญญัติว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ และมาตรา 211 วรรคแรก บัญญัติโดยกำหนดให้ศาลที่ได้รับความเห็นของคู่ความฝ่ายที่โต้แย้งนั้น ส่งความเห็นเช่นว่านั้นไปตามทางการ เพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้พิจารณาวินิจฉัย และเพื่อป้องกันการประวิงคดีหรือทำให้คดีล่าช้าออกไป มาตรา 211 วรรคสอง จึงบัญญัติให้เป็นหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่จะให้ความเห็นว่าคำโต้แย้งของคู่ความฝ่ายที่โต้แย้งนั้นเป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยหรือไม่ และศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้นที่มีอำนาจที่จะรับหรือไม่รับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณา หาใช่อำนาจของศาลทั่วไปไม่ ศาลทั่วไปรวมทั้งศาลที่เป็นเจ้าของคดีที่คู่ความได้โต้แย้งคัดค้านในเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะไม่ส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้ และหากศาลทั่วไปกระทำการฝ่าฝืนมาตรา 211 นี้ ย่อมถือได้ว่า ศาลนั้นมิได้ปฏิบัติตามมาตรา 197 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่บัญญัติให้ศาลต้องดำเนินการให้เป็นไปโดยยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ และถือว่าการกระทำของศาลนั้นไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญเช่นกัน ซึ่งมีผลให้บุคคลหรือองค์กรที่มีอำนาจทั้งหลายสามารถดำเนินการตามกฎหมายต่อศาลนั้นที่เป็นผู้ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญโดยอาศัยบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ๆ ได้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้หลักการนี้เป็นไปตามหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมที่ปกครองโดยกฎหมาย โดยไม่มีผู้ใดอยู่เหนือกฎหมาย แม้จะเป็นองค์กรที่ต้องใช้อำนาจและบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายนั้นเองก็ตาม
โดยความเคารพอย่างสูงต่อศาลอาญาในคดีนี้ คำวินิจฉัยที่ยกคำร้องของฝ่ายจำเลยที่ว่า “การพิจารณาไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 211 เนื่องจากจำเลยมีทนายแก้ต่าง และสามารถนำพยานหลักฐานมายังศาลได้อย่างครบถ้วน” เป็นการวินิจฉัยไม่ตรงประเด็นที่จำเลยร้องขอ ซึ่งกรณีคำร้องขอนี้เป็นเรื่องการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หาใช่เรื่องการจัดหาทนายความ และความสามารถในการนำสืบพยานหลักฐานใดไม่
นอกจากนี้ ประเด็นคำร้องในเรื่องนี้ของฝ่ายจำเลย เป็นเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญที่มีต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ใช้บังคับแก่คดีของตน ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 211 บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้ง ให้ศาลส่งความเห็นเช่นว่านั้นตามทางการเพื่อศาลรัฐธรรมนูญจะได้วินิจฉัย ศาลอาญาหามีอำนาจหน้าที่ในการวินิจฉัยต่อประเด็นเรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ไม่ และศาลอาญาจะไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด หรือบรรทัดฐานสูงสุด (มาตรา 6 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย) หาได้ไม่
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้บัญญัติให้ศาลเป็นองค์กรตุลาการที่แบ่งแยกอำนาจระหว่างองค์กรตุลาการด้วยกันโดยชัดเจนแล้ว เช่น อำนาจในทางตุลาการคดีทั่วไป เป็นอำนาจของศาลยุติธรรม อำนาจในการควบคุมการกระทำทางปกครอง เป็นอำนาจของศาลปกครอง อำนาจในการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ การใช้อำนาจขององค์กรตุลาการทุกองค์กรต้องชอบด้วยรัฐธรรมนูญและต้องชอบด้วยหลักการแบ่งแยกอำนาจระหว่างองค์กรตุลาการด้วยเช่นกัน
ในกรณีนี้ ทนายความฝ่ายจำเลยอาจดำเนินการโดยยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลอาญา ซึ่งควรแสดงให้ปรากฏชัดเจนต่อศาลสูง ในประเด็นดังต่อไปนี้
1. มาตรา 177 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในเรื่องสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ในกรณีสิทธิพื้นฐานในกระบวนพิจารณา ซึ่งอย่างน้อยต้องมีหลักประกันขั้นพื้นฐานเรื่องการได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผยตามมาตรา 40 (2) (โดยอาศัย มาตรา 211 ประกอบมาตรา 6 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย) โดยต้องแสดงการโต้แย้งพร้อมด้วยเหตุผลตามมาตรา 211
2. แสดงให้ปรากฏแก่ศาลสูงในเรื่องนี้เป็นเรื่องอำนาจในการควบคุมความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ โดยอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาคำโต้แย้งของคู่ความฝ่ายจำเลยที่เห็นว่า บทบัญญัติของมาตรา 177 แห่งประมาลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 211 มิได้บัญญัติให้อำนาจแก่ศาลอื่น แต่โดยทางตรงกันข้าม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในมาตรา 211 นี้ บัญญัติให้ศาลเองต้องส่งความเห็นเช่นว่านั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย
3. แสดงหรืออ้างอิงให้ปรากฏในเรื่องการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาล ซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปโดยยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ ตามกฎหมาย และในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์ (มาตรา 197) โดยศาลไม่อาจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้ เพราะมาตรา 211 ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า ในการนี้ศาลต้องพิจารณาพิพากษาคดีความโดยปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ
4. แสดงให้ประจักษ์ในเหตุผลต่าง ๆ ที่กล่าวไว้ทั้งหมดนี้ หรืออาจเพิ่มเติมบางประเด็น แล้วแต่ดุลพินิจของทนายความฝ่ายจำเลย
สิทธิและเสรีภาพเป็นของประชาชน ได้รับการบัญญัติรับรองโดยรัฐธรรมนูญ ทุกคนและทุกองค์กรของรัฐจึงต้องให้ความเคารพ และสร้างหลักประกันแก่ประชาคมโดยส่วนรวม การฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติใดของรัฐธรรมนูญ เป็นการทำลายบรรทัดฐานสูงสุด (NORME SUPERIERE) แห่งรัฐ อันถือเป็นการทำลายทุกบรรทัดฐานภายในประเทศ เป็นการไม่เคารพต่อหลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมที่เป็นเจตจำนงร่วม (VOLONTE GENERALE) ของประชาชน รวมทั้งทำลายสิทธิและเสรีภาพของปวงชน
**รู้สึกว่าท่านที่แสดงความเห็
**รู้สึกว่าท่านที่แสดงความเห็นนี้ เข้าใจการพิจารณาคดีลับไม่ถูกต้อง เพราะแท้ที่จริงแล้วการพิจารณาคดีลับคือไม่ให้บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีเข้าไปฟังการพิจารณาคดีเท่านั้น ไม่ใช่การพิจารณาดคีลับหลังจำเลย โดยจำเลยไม่มีโอกาสต่อสู้ทั้งนี้มีบัญญัตไว้ใน ป.วิอาญา
*มาตรา 172 การพิจารณาและสืบพยานในศาล ให้ทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย เว้นแต่บัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น ฯ
*มาตรา 177 ศาลมีอำนาจสั่งให้พิจารณาเป็นการลับ เมื่อเห็นสมควรโดยพลการ
หรือโดยคำร้องขอของคู่ความฝ่ายใด แต่ต้องเพื่อประโยชน์แห่งความสงบเรียบร้อย
หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันความลับอันเกี่ยวกับความปลอดภัย
ของประเทศมิให้ล่วงรู้ถึงประชาชน
* มาตรา 178 เมื่อมีการพิจารณาเป็นการลับ บุคคลเหล่านี้เท่านั้นมีสิทธิอยู่ในห้อง
พิจารณาได้ คือ
(1) โจทก์และทนาย
(2) จำเลยและทนาย
(3) ผู้ควบคุมตัวจำเลย
(4) พยานและผู้ชำนาญการพิเศษ
(5) ล่าม
(6) บุคคลผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องและได้รับอนุญาตจากศาล
(7) พนักงานศาลและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยแก่ศาล แล้วแต่จะเห็นสมควร
**คดีนี้ที่ทราบจากสื่อมวลชนว่า คุณด่าว่าร้ายพระเจ้าอยู่หัวโดยปราศจากความจริง จึงถูกฟ้องคดีนี้
ในการพิจรณาคดีโดยปกติก็จะเปิดเผย พยานโจทก์จำเลย ก็ต้องให้การต่อศาล พยานโจทก์ก้ต้องให้การว่าจำเลยทำผิดทีไหน จำเลยว่าร้ายพระเจ้าอยุ่หัวอย่างไร จึงเป็นความผิด จึงเห็นว่าไม่สมควรที่จะเอาคำพูดที่ถูกฟ้องมาพูดให้ประชาชนหรือนักข่าวฟัง และคำพูดดังกล่าวหากคนฟังเอาไปพูดต่อก็จะเป็นความผิดอีก การพิจารณาคดีลับสิทธิของจำเลยมีอยู่อย่างไรอันเกี่ยวกับคดี*และตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมิได้เสียไป เว้นแต่เรื่องประชาชนและนักข่าวเข้าฟังไม่ได้เท่านั้น
**จำเลยจะผิดหรือไม่ผิดอยู่ที่การกระทำของจำเลยว่าองค์ประกอบที่กฎหมายถือว่าเป็นความผิดหรือไม่
**ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนหรือนักข่าวเข้าฟังได้แล้วจำเลยจะไม่ผิด
**มีคดีไม่กี่ประเภทเท่านั้นที่ให้พิจารณาคดีเป็นการลับ
พลเอกพันลบที่เป็นแกนนำสอบตกขอ
พลเอกพันลบที่เป็นแกนนำสอบตกของพันธมิตรใชหรือเป่า