สถาบันอิศรา: รัฐไขปมใต้เดือดระลอกใหม่ กับคำถามถึงความสำเร็จลดสถิติความรุนแรง
สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาร้อนระอุอีกครั้ง ในรอบ 20 วันที่ผ่านมา คำถามที่ระเบ็งเซ็งแซ่ในสังคมก็คือ เหตุร้ายที่ชายแดนใต้กลับมาปะทุอย่างรุนแรงอีกครั้งได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ฝ่ายความมั่นคงก็ยืนยันมาตลอดเกือบ 1 ปีที่ผ่านมาว่า สถิติการก่อความไม่สงบลดจำนวนลงแล้ว
วันพุธที่ 10 มิถุนายน 2009
สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับมาร้อนระอุอีกครั้ง โดยในรอบ 20 วันที่ผ่านมานับตั้งแต่เปิดภาคเรียนใหม่เมื่อวันที่ 18 พ.ค.จนถึงคืนวันที่ 8 มิ.ย. มีครูถูกสังหารไปแล้ว 4 คน ได้รับบาดเจ็บ 5 คน ชุดคุ้มครองครูถูกโจมตี 6 ครั้ง มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ 15 นาย
นอกจากนั้นยังมีเหตุการณ์ประเภทช็อคความรู้สึกสังคมไล่มาตั้งแต่การก่อ วินาศกรรมย่านธุรกิจ 9 จุดกลางเมืองยะลาเมื่อวันที่ 27 พ.ค. เหตุระเบิดคาร์บอมบ์กลางอำเภอยี่งอ จ.นราธิวาส มีผู้เสียชีวิต 2 ราย บาดเจ็บ 19 คน เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. และล่าสุดคือเหตุบุกยิงพี่น้องมุสลิมเสียชีวิต 11 ศพถึงในมัสยิด ที่บ้านไอปาแย ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส
คำถามที่ระเบ็งเซ็งแซ่ในสังคมก็คือ เหตุร้ายที่ชายแดนใต้กลับมาปะทุอย่างรุนแรงอีกครั้งได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ฝ่ายความมั่นคงก็ยืนยันมาตลอดเกือบ 1 ปีที่ผ่านมาว่า สถิติการก่อความไม่สงบลดจำนวนลงแล้ว
แหล่งข่าวระดับสูงจากกองบัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร (พตท.) แยกแยะเหตุรุนแรงออกเป็น 2 บริบท ซึ่งมีสาเหตุแตกต่างกัน กล่าวคือ
1.เหตุการณ์ลอบทำร้ายครู และเจ้าหน้าที่ชุด รปภ.ครู ถือเป็นการก่อเหตุปกติที่กลุ่มก่อความไม่สงบกระทำทุกครั้งในห้วงเปิดภาค เรียนใหม่ ซึ่งชุด รปภ.ครูถือเป็น "เป้าเคลื่อนที่" ที่ป้องกันยากที่สุด แต่ปีนี้ความสูญเสียค่อนข้างร้ายแรงกว่าช่วง 1 ปีก่อนหน้า
2.เหตุการณ์คาร์บอมบ์ที่ อ.ยี่งอ และเหตุสังหารหมู่ถึงในมัสยิดที่ อ.เจาะไอร้อง พตท.มองว่าต้นเหตุสำคัญมาจากการจับกุมรองหัวหน้าระดับเขต หรือที่เรียกว่า "กัส" ในพื้นที่นราธิวาสเมื่อราว 2 เดือนก่อน ทำให้ฝ่ายตรงข้ามวางแผนแก้แค้น และตั้งรองหัวหน้าระดับเขตคนใหม่เข้ามา จึงต้องก่อเหตุรุนแรงเพื่อเรียกความมั่นใจ และสร้างความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน
ที่สำคัญ เหตุร้ายซึ่งเกิดในพื้นที่ใหม่ๆ และไม่เคยเกิดเหตุรุนแรงมานานอย่าง อ.ยี่งอ เป็นผลจากโครงการหมู่บ้านเสริมสร้างสันติสุข หรือ "หมู่บ้าน 3 ส." ที่ พตท.ส่งกำลัง "ชุดพัฒนาสันติ" เข้าไปอาศัยอยู่กับชาวบ้านในพื้นที่สีแดง 217 หมู่บ้านทั่วสามจังหวัด ทำให้แกนนำระดับหมู่บ้านไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เหมือนเดิม บางส่วนต้องหนีออกนอกพื้นที่ และหันกลับมาก่อเหตุรุนแรงในพื้นที่ที่ไม่เคยเกิดเหตุมานาน ซึ่งมีระดับการคุมเข้มต่ำกว่าพื้นที่สีแดง
มุมวิเคราะห์จากหน่วยกำลังในพื้นที่สอดรับกับการประชุม "วงใหญ่" ของหน่วยงานความมั่นคงเมื่อวานนี้ ที่มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) นั่งหัวโต๊ะ ซึ่งสรุปว่า ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงเอาชนะฝ่ายก่อความไม่สงบทั้งทาง ยุทธศาสตร์และยุทธวิธี กล่าวคือ
ในแง่ยุทธวิธี กลุ่มผู้ไม่หวังดีไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระจากโครงการหมู่บ้าน 3 ส. ขณะที่การข่าวในพื้นที่ดีขึ้น สามารถปิดล้อมตรวจค้นจับกุมแนวร่วมและยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ตลอดจนอุปกรณ์ที่ ใช้ในการก่อเหตุรุนแรงได้เป็นจำนวนมาก
ในระดับยุทธศาสตร์ ฝ่ายความมั่นคงสามารถหยุดการสร้างความเข้าใจผิดในเวทีนานาชาติที่ฝ่ายขบวน การพยายามทำมาตลอดได้ การนำเอกอัครราชทูตจากชาติยุโรปลงพื้นที่ สามารถสร้างความเข้าใจได้อย่างดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่สงครามศาสนา แม้จะมีข้อกล่าวหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่บ้าง แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่ยอมรับได้
ภาพรวมของการแก้ปัญหาดีขึ้นกระทั่งในการประชุมใหญ่ขององค์การการประชุมอิส ลาม หรือโอไอซี เมื่อปลายเดือน พ.ค.ที่กรุงดามัสกัส ประเทศซีเรีย ไม่ได้บรรจุกรณีสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยเป็นวาระพิเศษที่ต้องหารือ
วงประชุมหน่วยงานความมั่นคงชายแดนใต้ฟันธงว่า นี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความรุนแรงจากฝ่ายขบวนการในห้วงเวลานี้ เพื่อตรึงสถานการณ์และทำให้ประชาคมโลกเห็นว่าสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ยังมีปัญหา พร้อมๆ กับการใช้ประเด็นสิทธิมนุษยชนและความอยุติธรรม โดยเฉพาะความคืบหน้าล่าสุดของ "คดีตากใบ" เป็นเครื่องมือในการปลุกระดม
แม้บทวิเคราะห์จากฝ่ายความมั่นคงจะมีเหตุผลพอรับฟังได้ แต่ประเด็นที่จะมองข้ามมิได้เป็นอันขาดก็คือ เหตุการณ์กราดยิงถึงในมัสยิดซึ่งมีความละเอียดอ่อนสูงมาก และเมื่อตรวจสอบข่าวลือในพื้นที่ก็พบว่า มีการสร้างกระแสสวนทางกับบทสรุปของฝ่ายความมั่นคง นั่นคือกระจายข่าวไปในทิศทางเดียวกันว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อแก้แค้นที่ "คนของรัฐ" ตกเป็นเหยื่อไปหลายรายในรอบ 20 วันที่ผ่านมา
เป้าหมายชัดเจนว่าต้องการ "ตอกลิ่ม" ให้เกิดความขัดแย้งระหว่างรัฐกับชาวมลายูมุสลิมในพื้นที่ ระหว่างผู้คนสองศาสนา และยกระดับสถานการณ์ไปพร้อมกัน
โจทย์ของรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงก็คือ เหตุใดสิ่งที่เรียกว่า "เดินมาถูกทางแล้ว" และ "เอาชนะได้ทั้งยุทธศาสตร์และยุทธวิธี" จึงถูกตอบโต้สวนกลับได้อย่างรุนแรงเช่นนี้...หรือนั่นเป็นเพียงภาพลวงตา?
ที่สำคัญเป็นสถานการณ์ความรุนแรงในช่วงที่งบด้านการทหารกำลังถูกตั้งคำถาม จากสังคมและฝ่ายการเมือง ซึ่งนี่คืออีกหนึ่งคำถามที่ฝ่ายความมั่นคงต้องตอบให้ได้เช่นกัน
แนวรบที่ชายแดนใต้กำลังสร้างโจทย์ข้อใหญ่ที่รัฐคงก้าวข้ามไม่ง่ายอย่างที่คิด!
(บางส่วนของรายงานชิ้นนี้ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ หน้าในประเทศ ฉบับวันที่ 10 มิ.ย.2552)
ที่มา: http://www.isranews.org/cms/
Comments
..... ไม่เห็นด้วยกับการใช้
.....
ไม่เห็นด้วยกับการใช้ "การเมืองนำการทหาร" เลย
เพราะเกรงว่านักการเมืองจะล้มตามมากเกินไป..สงสารประชาชนจะโดนสอยด้วย
.........
มีข่าวลือว่า
"จนท.ลงมือทำเองเพราะต้องการให้ชาวมุสลิมระแวงมุสลิมกันเอง"
มีคนลือว่า "สาเหตุที่ จนท.ทำเพราะทำงานมวลชนไม่ได้ผลเลย"
มีคนลือว่า "จนท.ทำเองเพราะหวังผลทางการเมือง"
คือใช้ "การเมืองนำการทหาร"
คือเล่นงานชาวบ้านที่เป็นนักการเมืองเสียก่อน
เพราะไม่สามารถเล่นงานนักการทหารหรือนักรบไร้เงาได้
เมื่อแยกปลาออกจากน้ำไม่ได้(แยกมวลชนออกจากนักรบไม่ได้)
ก็เลยหาทางให้ปลากัดกันเองเสียเลย(ให้มุสลิมโกรธมุสลิม)
นี่คือการใช้แผน "การเมืองนำการทหาร"..ใช่ไม่ใช่ พี่น้อง
.............
ชาวบ้าน 3 จังหวัดเขาลือกันแบบนี้ จึงไม่น่าเป็นผลดีต่อ จนท.
(วานนี้ได้ฟังชาวบ้านพูดทั้งวันเป็นภาษายาวี)
.........
กลยุทธจะเหมือนกับที่เนวินส่งนักรบเสื้อน้ำเงินไล่ตีเสื้อแดงที่พัทยาหรือเปล่า
(ยุทธวิธีปลอมตัวเป็นชาวบ้าน)
หรือกลยุทธ หาคนใส่เสื้อแดงตีเสื้อแดง(ที่บุรีรัมย์)
หรือกลยุทธ เสื้อเหลืองตีเสื้อแดง(ที่นางเลิ้ง)
หรือกลยุทธ... ใส่เสื้อแดงเผารถเมล์
ล้วนเป็นกลยุทธที่เนวินกับสุเทพและทหารร่วมกันสร้างสรรค์ขึ้น??
................
นี่คือข่าวลือหรือจริงก็ไม่รู้? เนวินตอบด้วยนะคะ
...........
พวกสุเทพและเปรมชอบใช้ "การเมืองนำการทหาร"
คือเล่นงานนักการเมืองก่อน แล้วค่อยเล่นงานการทหาร
เช่น
สอยทักษิณ สอยพรรคไทยรักไทย ตัดสิทธิ์ 111 ยุบพรรคต่างๆ
ซึ่งเป็นการเล่นงานนักการเมืองก่อน..(การเมืองนำ=การเมืองโดนก่อน)
จากนั้นก็ใช้การทหารทีหลัง..เช่น สงกรานต์เลือดเดือดที่ดินแดง..พวกการ์ด นปช.ก็เลยโดนทีหลัง
...........
ถ้าใช้การเมืองนำการทหาร
ใครเป็นนักการเมืองก็ต้องโดนสอยก่อนนะซี่...
(แบบชาวบ้านผู้มีสิทธิเลือกตั้งกำลังละมาดหรือเปล่า)
ทำไมไม่ใช้การทหารก่อน..คือเล่นงานพวกถืออาวุธก่อน เช่น พวก คมช. พวกพันธมิตร พวก เสื้อน้ำเงิน สุเทพ ฯลฯ เพราะพวกนี้ เป็นพวกการทหาร
แล้วค่อยสอยนักการเมืองทีหลัง คือ พวกอภิสิทธิ์ ชัยชิดชอบ โสภณ กินรำฯลฯ
ในเมื่อฝ่าย จนท.ทหาร
ในเมื่อฝ่าย จนท.ทหาร วิเคราะห์มั่วๆ และโกหกกันเอง
ทหารชั้นผู้น้อยก็ต้องถูกส่งให้มาตาย
การวิเคราะห์ที่น่าจะผิดพลาด ได้แก่
1.การถล่มจนท.ของฝ่ายต่อต้าน...เป็นเพราะเขารำลึกวันสำคัญ ครบรอบปี
จนท.ทหาร..ก้เลยระวังตัวแต่วันสำคัญ...
แต่ความจริงเขาเลือกถล่มวันที่สบโอกาสต่างหาก..วันใดก็ได้
2.การวิเคราะห์ว่า..เพราะฝ่ายต่อต้านเพรี่ยงพล้ำ จึงล้างแค้นประชาชน
..เมื่อเขาเพลี่ยงพล้ำ..(ใกล้แพ้)...คุณก็ปลอดภัย เพราะเขามิได้เล่นงานคุณ
เพราะคุณเก่ง ทำงานเข้าป้า ใครทำอะไรไม่ได้..เหมือนพวกเสื้อแดงที่ทำอะไรตอบโต้คุณไม่ได้เลย..เสื้อแดงเลยโกรธด่ากันเอง