รัฐสวัสดิการด้านสุขภาพ: ตรวจสอบระบบหลักประกันสุขภาพ

ประเทศไทยมีระบบสวัสดิการพื้นฐานด้านสุขภาพสำหรับประชาชนทุกคนมาเป็นเวลา ๗ ปีแล้ว บัตรทอง รักษาโดยไม่ต้องจ่าย ณ จุดบริการ สามารถครอบคลุมคนกว่า ๔๗ ล้านคน เมื่อนับรวมกับสวัสดิการข้าราชการ ๖ ล้านคน ประกันสังคม ๑๐ ล้าน คน จนถึงวันนี้มีคนไทยอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้รับสวัสดิการรักษาใดใด ซึ่งคือคนไทยที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ ชนพื้นเมือง คนไทยพลัดถิ่น คนไม่ได้แจ้งเกิดไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง เป็นคนเร่ร่อนที่ไม่มีใครรับรองสถานภาพได้ เป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่สามารถจัดการได้ ทั้งนี้ เนื่องจากอคติต่อคนเหล่านี้ การวิตกกังวลเกินกว่าเหตุว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่คนไทย ที่รัฐไทยไม่ควรใส่ใจให้ความช่วยเหลือจัดสรรงบประมาณให้ ขณะที่ในทางปฏิบัติในโรงพยาบาลแนวตะเข็บชายแดน โรงพยาบาลที่ต้องดูแลคนเร่ร่อน คนไร้หลักแหล่ง ก็ต้องให้บริการรักษาคนเหล่านี้เมื่อเจ็บป่วยมารับการรักษา  โดยต้องแบ่งปันงบประมาณมาจากค่าใช้จ่ายรายหัวในระบบหลักประกันสุขภาพที่มีจำกัดให้การช่วยเหลือดูแลกันไป แต่ผู้รับบริการเหล่านี้ก็ได้รับแรงกดดันอย่างมาก โดยโรงพยาบาลจะเรียกเก็บเงินก่อน หากไม่มีให้จริงๆ ก็ให้ทำสัญญาเป็นหนี้ หรือปฏิเสธการรักษาไว้ก่อน จนกว่าจะมีการเจรจาต่อรองจากคนไข้ หากคนไข้คนใดกลัว ไม่กล้า ต่อรองก็จะเสี่ยงต่อการไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นหนี้การรักษาทั้งทางตรงกับโรงพยาบาล หรือการไปกู้ยืมมาจ่ายค่ารักษา  นับว่าเป็นความไม่ก้าวหน้าของระบบหลักประกันสุขภาพในประเทศไทย ที่ยังจัดการดูแลคนเหล่านี้ไม่ได้

ส่วนความก้าวหน้าของระบบบัตรทองที่เกิดขึ้น คือการเพิ่มค่าใช้จ่ายรายหัวขึ้นในแต่ละปี  โดยเฉพาะสองปีล่าสุด ที่รัฐบาลอนุมัติเพิ่มขณะที่ลดงบประมาณหรือจำกัดในส่วนงานอื่นๆ  มีการเพิ่มสิทธิประโยชน์สำคัญคือ การรักษาผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง จากเดิมที่ไม่คุ้มครองต้องจ่ายเงินเอง โดยเริ่มเมื่อ ๑ มกราคม ๒๕๕๑ ที่ผู้ป่วยไตวายทุกรายที่พร้อมจะรักษาด้วยการล้างไตด้วยตนเองทางช่องท้องทั้งผู้ป่วยเดิมและใหม่ จะได้รับการรักษาฟรีทุกราย  ผู้ป่วยรายใหม่หากต้องการใช้เครื่องฟอกไตต้องจ่ายเงินเอง ยกเว้นคนที่แพทย์ระบุว่าล้างทางช่องท้องไม่ได้ ต้องใช้เครื่องจะได้รับการรักษาฟรีด้วย  ส่วนผู้ป่วยรายเดิมก่อนวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๑ ที่ล้างไตด้วยเครื่องฟอกไตอยู่แล้ว และต้องใช้ระบบนี้ต่อไป หรือไม่ประสงค์มาใช้วิธีล้างทางช่องท้อง ระบบหลักประกันสุขภาพ ช่วยค่าใช้จ่ายในการฟอกครั้งละ ๑,๐๐๐ บาท ( ๑ ใน ๓) ส่วนผู้ป่วยจ่ายเอง ๕๐๐ บาทต่อครั้ง  ทั้งนี้  ทางระบบหลักประกันสุขภาพ พยายามเจรจาขอซื้อบริการจากโรงพยาบาลในราคาครั้งละ ๑,๕๐๐ บาท  ซึ่งในช่วงแรกได้รับแรงต้านจากกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่ยอมเข้าร่วมให้บริการด้วยเหตุผลว่าทำให้เสียราคาที่เคยเก็บได้ถึง ๒,๐๐๐ บาทจากข้าราชการ และประกันสังคม อย่างไรก็ตามเมื่อเวลาผ่านมา ๖ เดือนเริ่มมีโรงพยาบาล คลีนิก เอกชนเข้ามาร่วมบริการมากขึ้น ในราคา ๑,๕๐๐ บาท แต่ก็ยังไม่มากพอ  มีผู้ป่วยไตวายอีกจำนวนมากที่ต้องร่วมจ่ายมากกว่า ๕๐๐ บาทต่อครั้ง เพราะทางโรงพยาบาลเรียกเก็บมากกว่า ๑,๕๐๐ แต่ระบบหลักประกันสุขภาพจ่ายให้ได้  ๑,๐๐๐ บาทส่วนเกินทั้งหมดประชาชนผู้ป่วยไตต้องรับภาระเอง  สถานการณ์นี้อยู่ในระหว่างสร้างแรงจูงใจและประสานให้โรงพยาบาล คลินิกต่างๆ ยอมให้บริการมากขึ้น  เป็นความก้าวหน้าแบบจำกัด ต้องติดตามต่อไป

สิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่อาจไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้างแต่เป็นส่วนสำคัญสำหรับคนที่ประสบปัญหา เช่น กรณีข่มขืน ผู้หญิงต้องได้รับยาคุมกำเนิดฉุกเฉิน (ในเวลา ๗๒ ชั่วโมงหรือ ๓ วัน)  และยาต้านไวรัสเอชไอวีต่อเนื่อง ๑ เดือนเพื่อป้องกันการรับเชื้อเอชไอวี  ทันทีทุกราย มียาเหล่านี้อยู่ในโรงพยาบาลแต่ผู้ปฏิบัติมักไม่ใส่ใจและผลักภาระให้ผู้เสียหายดำเนินการซื้อหามาเอง เรื่องนี้ประชาชนต้องช่วยกันบอกต่อและขอใช้สิทธินี้ทันที เพราะเรื่องเหล่านี้ช้าไม่ได้  ผู้ถูกข่มขืนเพศอื่นๆ ต้องได้รับยาต้านไวรัสเอชไอวี ทันทีเหมือนกัน

ในส่วนการป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ  ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้พยายามสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วยการร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการจัดตั้งกองทุนหลักประกันสุขภาพในพื้นที่ โดยเป็นการร่วมจ่ายเงินเข้ากองทุนระหว่าง กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และงบประมาณจากท้องถิ่นตามจำนวนรายหัวประชากรในพื้นที่นั้นๆ  เช่น องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หนึ่งมีประชากร ๑๕,๐๐๐ คน เป็น อบต.ขนาดกลาง  กองทุนหลักประกันสุขภาพจ่ายเข้ากองทุนหลักประกันสุขภาพอบต.จำนวน ๓๗.๕๐ บาทต่อหัว รวมเป็น  ๕๖๒,๐๐๐ บาท ทางอบต.สมทบ ร้อยละ ๒๐ ของงบจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เท่ากับ ๑๑๒,๕๐๐ บาท จะทำให้ในปีนั้น กองทุนหลักประกันสุขภาพตำบลนี้มีจำนวนรวม  ๖๗๕,๐๐๐ สำหรับใช้ในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการป้องกัน ส่งเสริม สนับสนุนดูแลสุขภาพของตนในระดับชุมชน  การดำเนินงานเริ่มมาได้  ๓ ปีแล้ว มีทั้งกองทุนที่ดำเนินกิจกรรมหลากหลาย กองทุนที่ยังไม่ได้ทำอะไรเท่าไร อย่างไรก็ตามสิ่งที่ขาดไปคือการรับรู้ของประชาชน ชาวบ้านในตำบล และการเข้ามีส่วนร่วมกำหนดทิศทางการส่งเสริมป้องกันโรคที่สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของชุมชนยังไม่เป็นจริง  เรื่องเหล่านี้ยังขาดการสร้างการรับรู้ให้ประชาชน และยังขัดแย้งกันระหว่างงานนี้ควรเป็นงานของใครระหว่างหน่วยงานสาธารณสุข หรือให้ประชาชนทำกันเอง นับเป็นความท้าทายของระบบหลักประกันสุขภาพ ที่มีวิสัยทัศน์ว่า ประชาชนเป็นเจ้าของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๔๕

ประเทศไทยอยู่ในระหว่างสร้างหลักประกันให้กับประชาชนด้วยระบบรัฐสวัสดิการ  ทั้งสวัสดิการรักษาพยาบาล สวัสดิการชราภาพ และสวัสดิการเรียนฟรี ซึ่งยังต้องพิสูจน์ความสามารถในการจัดระบบการเงินการคลังที่ยุติธรรม รวมถึงการจัดการบริหารอย่างโปร่งใส  ที่ชุมชน ประชาชนต้องตรวจสอบสุขภาพของตนเองอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะได้รัฐบาลไหนมาบริหารประเทศ นี่คือสวัสดิภาพระยะยาวที่สมควรทำอย่างยิ่ง
 

Comments

รัฐสวัสดิการ

รัฐสวัสดิการ เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับประเทศที่กำลังพัฒนา อย่างประเทศไทย

แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครที่จะให้ความสนใจ อาจจะมาจากหลายเหตุผล แต่มีอยู่เหตุผลหนึ่งคือ ผู้ปกครองไม่ต้องการให้ผู้ด้อยโอกาส ได้ลืมตาอ้าปากได้

รัฐบาลที่ถูกอุ้มขึ้นมาในปัจจุบัน โดยศักยภาพที่มีอยู่นั้น เป็นได้แค่คนที่ช่างเจรจา คล้ายๆ กับพวกลิเก หาคนที่มีความคิดก้าวหน้าแทบจะไม่มี

คนที่ออกมาต่อต้าน นายกทักษิณ ส่วนมากเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของ ทรท. โดยเฉพาะหวยบนดิน ที่ทำให้พวกนี้ขาดรายได้ และที่สำคัญ กลัวว่าคนที่ด้อยโอกาสทั้งหลาย จะไม่มีให้กดขี่อีกต่อไป

คนไทย ปากก็บอกว่ารักชาติ แต่ไม่รู้ว่าชาตินี้หรือชาติหน้า ชาติไหน แต่ที่เห็นส่วนมากรักตัวเองเป็นที่ตั้ง ถ้ารักชาติจริง จะต้องมองถึงประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นใหญ่

จึงสรุปได้ว่า คนที่รักชาติอย่างบริสุทธิ์ใจ ส่วนมากคือคนเสื้อแดง และพวกที่ยึดมั่นต่อคุณธรรมเป็นที่ตั้งนั่นเอง

ความเสมอภาคและเป็นธรรมของผู้ใ

ความเสมอภาคและเป็นธรรมของผู้ใช้แรงงานในระบบประกันสังคม
พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา

“นายอภิสิทธิ์ ย้ำตอนท้ายว่า สำหรับรัฐบาลนั้น ผมขอให้ความมั่นใจว่าจะดูแลแก้ไขปัญหาของประเทศ และพี่น้องประชาชน ตลอดจนของผู้ใช้แรงงานให้ มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความมั่นคงในชีวิต โดยการทำงานจะยึดหลักนิติธรรม ความเสมอภาค ความเป็นธรรม ความเท่าเทียมกันภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง”
ข้อความข้างต้น เป็นคำกล่าวของนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่กล่าวทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย เนื่องในวันแรงงานแห่งชาติวันที่ 1 พฤษภาคม 2552 นี้ (จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ)
มีคำถามว่าประชาชนในประเทศไทยได้รับการปฏิบัติอย่างเสมอภาคและเป็นธรรมจากรัฐบาลทุกเรื่องหรือเปล่า?
ถ้าพิจารณาในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (30 บาทเมื่อเริ่มต้น และเปลี่ยนมาเป็นศูนย์บาทในปัจจุบัน)ที่ประชาชน 47 ล้านคนได้รับการดูแลรักษาสุขภาพฟรีทุกโรค ถือว่าเป็นสวัสดิการที่ดีมากสำหรับประชาชนกลุ่มนี้ แต่ในส่วนของผู้ใช้แรงงานที่เป็นผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม และนายจ้างผู้ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมนั้น ยังไม่ได้รับสวัสดิการการดูแลรักษาสุขภาพอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม (เป็นธรรม) เหมือนประชาชนกลุ่มบัตรทอง

เนื่องจากประชาชนที่เป็นลูกจ้างและเป็นผู้ประกันตนนั้น ทุกคนต้องจ่ายเงินร้อยละ 5 ของรายได้ของตนทุกเดือน เพื่อสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม และนายจ้างก็ต้องจ่ายเงินสมทบในจำนวนเท่ากันทุกเดือน ลูกจ้างจึงจะได้รับสิทธิ์ในการดูแลรักษาสุขภาพและความเจ็บป่วยที่มิได้เกิดเนื่องจากการทำงาน
ลูกจ้างส่วนมากก็เป็นผู้มีรายได้น้อยและยากจน แต่กลับต้องจ่ายเงินของตนเองทุกเดือน จึงจะได้รับการดูแลรักษาความเจ็บป่วยรวมทั้งการคลอดบุตร ในขณะที่ประชาชนอีก 47 ล้านคน ไม่ต้องจ่ายเงินของตนเองเลย แต่ได้รับการดูแลรักษาสุขภาพอย่างเต็มที่จากรัฐบาล
ฉะนั้นในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ คงจะยังไม่สามารถถือได้ว่ารัฐบาลยึดหลักความเสมอภาคและเป็นธรรมแก่ประชาชนทุกหมู่เหล่า
และประชาชนที่ใช้แรงงานในระบบประกันสังคมนี้ จะมีชีวิตที่มั่นคงและมีคุณภาพชีวิตที่ดีเสมอกันกับประชาชนบัตรทองได้อย่างไร ในเมื่อทำงานได้รับค่าแรงต่ำแล้ว ยังถูกหักเงินค่าจ้างมาสำรองจ่ายค่าดูแลรักษาสุขภาพ ผ่านกองทุนประกันสังคมด้วย
ฉะนั้นเพื่อความเสมอภาคและเท่าเทียมกันในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ รัฐบาลควรขยายขอบเขตความคุ้มครองในหลักประกันสุขภาพให้แก่ประชาชนผู้ใช้แรงงานที่เป็นผู้ประกันตนตามพ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 และเงินที่ผู้ประกันตนต้องจ่ายสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมทุกเดือนนั้น ก็ควรเป็นกองทุนที่ใช้เพื่อสิทธิประโยชน์อย่างอื่นตามพ.ร.บ.ประกันสังคม นอกเหนือจากค่าดูแลรักษาสุขภาพและการคลอดบุตร
ในขณะนี้ ที่ทั่วโลกต่างก็ประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ประเทศไทยเองก็มีข่าวว่าลูกจ้างจะตกงานกันเป็นแสนๆคน เพราะนายจ้างไม่สามารถขายสินค้าได้เหมือนเดิม นายจ้างจึงขาดรายได้ที่จะยังคงจ้างลูกจ้างได้เหมือนเดิม และลูกจ้างก็ตกงาน ฉะนั้นรัฐบาลควรลดเงินที่ทั้งนายจ้างและลูกจ้างต้องจ่ายสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม เพื่อให้นายจ้างยังมีเงินเหลือสำหรับประกอบธุรกิจ มีเงินจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างต่อไป และลูกจ้าง(บางส่วน)ก็อาจจะไม่ถูกเลิกจ้าง และสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างที่นายกรัฐมนตรีกล่าวไว้
ส่วนกองทุนประกันสังคมนั้น ถึงแม้จะได้เงินสมทบน้อยลง แต่ถ้ากองทุนไม่ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลลูกจ้างผู้ประกันตนปีละ 1,900 บาทต่อคน (โดยรัฐบาลต้องจ่ายค่าหัวในการรักษาพยาบาลประชาชนให้หมดทั้ง 63 ล้านคน อย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกันจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ) กองทุนประกันสังคมก็จะมีเงินเหลือเพิ่มขึ้นถึงปีละประมาณ สองหมื่นล้านบาท ซึ่งกองทุนประกันสังคมก็จะมีเงินจ่ายค่าสวัสดิการอื่นๆอย่างเหมาะสมและพอเพียง จนครบทั้ง 7 อย่างตามที่บัญญัติไว้ในพ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533

ส่วน การเจ็บป่วยที่มีสาเหตุจากการทำงานนั้น ผู้ใช้แรงงานหรือลูกจ้าง จะได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนทดแทนตามพ.ร.บ.เงินทดแทนพ.ศ.2537 ที่ให้ความคุ้มครองและดูแลลูกจ้างที่ประสบอันตราย สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพ ตาย หรือสูญหายจากการทำงาน หรือปกป้องรักษาทรัพย์สินของนายจ้าง (Work-Related Accidents) และเจ็บป่วย หรือเป็นโรคจากการทำงาน (Occupational & Work-Related Diseases)

แต่ในสภาพที่รัฐบาลกำลังใช้งบประมาณแบบขาดดุลอยู่นี้ การจะขยายขอบเขตความครอบคลุมของระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้แก่ประชาชนทุกคนอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน อาจทำให้รัฐบาลมีภาระที่ยากลำบากในการที่จะจัดสรรงบประมาณเพิ่มอีกสองหมื่นล้านบาทมาให้การดูแลรักษาสุขภาพแทนผู้ใช้แรงงานในระบบประกันสังคม

จึงมีคำถามอีกว่า ถึงเวลาหรือยัง ที่รัฐบาลควรกำหนดให้ประชาชนทุกคน ต้องรับผิดชอบในการร่วมจ่ายเงินเข้ากองทุนหลักประกันสุขภาพสมทบกับงบประมาณจากรัฐบาล ซึ่งจะทำให้ประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของการรักษาพยาบาล และทำให้กองทุนหลักประกันสุขภาพ สามารถจัดสรรเงินให้แก่โรงพยาบาลที่แบกรับภาระการรักษาประชาชนได้อย่างสมดุล สามารถเบิกค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลประชาชนได้ตามที่จ่ายจริง ไม่ต้องแบกรับภาระงบประมาณขาดดุลจากการทำงานดูแลรักษาประชาชนอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้

ความคิด ความต้องการ

ความคิด ความต้องการ ความอยากก็คิดกันไปได้มากมาย สถานการณ์จริงมันไม่ง่ายๆอย่างที่คิดเอาเอง ระหว่างหลักการของมนุษยธรรมกับงบประมาณในกระเป๋า กับการแอบแฝงของการมีส่วนได้เสียกับนโยบายต่างๆ แม้ว่ารัฐบาลไทยอยากจะให้การรักษาแก่คนต่างด้าวที่ไม่มีบัตร แต่ยอดเงินที่ได้รับมันนับเฉพาะคนที่มีสิทธิ ถ้าผู้เขียนบทความเป็นผู้ที่รับผิดชอบท่านจะทำอย่างไร หรือถ้าท่านเป็นนายกท่านจะมีนโยบายอย่างไร และถ้าไปดูกันจริงๆ แล้วโรงพยาบาลรัฐที่มีน้ำใจหลายแห่งก็ต้องให้การรักษาคนเหล่านี้อยู่ ถึงอย่างไรรัฐบาลไทยก็ยังไม่ก้าวหน้าพอที่จะกีดกันไม่ให้เข้าประเทศเลยกรณีไม่มีประกันสุขภาพ หรือไม่อ้างกม.กับคนที่เจ็บป่วยพะงาบอยู่ว่าI'm sorry, we can't help.

ส่วนการให้ยาต้านเอชไอวีกรณีถูกข่มขืนเพื่อป้องกันเหยื่อ ก็เป็นแนวทางปฏิบัติมาตรฐานอยู่แล้ว แต่ก็อาจจะคิดไม่ถึงมั้งว่าจะมีเพศอื่นที่อายุเกินการคุ้มครองสิทธิเด็กที่จะต้องได้รับการบริการนี้ด้วย

ส่วนการเรียกร้องให้นำกองทุนหลักประกันสุขภาพมาใช้สำหรับผู้เอาประกันสังคม ก็ต้องดูว่าผู้ใช้ประกันสังคมจะยอมมาเท่าเทียมกับสิทธิของหลักประกันสุขภาพหรือไม่ เพราะความเท่าเทียมนั้นส่วนใหญ่เราหวังจะเท่าเทียมคนที่เหนือกว่าไม่ใช่คนที่ต่ำกว่า นีแหละชีวิต

"เพราะความเท่าเทียมนั้นส่วนให

"เพราะความเท่าเทียมนั้นส่วนใหญ่เราหวังจะเท่าเทียมคนที่เหนือกว่าไม่ใช่คนที่ต่ำกว่า"

โพสต์ได้จริงใจมาก

ก่อนอื่นขอบอกว่า ไม่เห็นด้วย

ก่อนอื่นขอบอกว่า ไม่เห็นด้วย กับการที่กองทุนหลักประกันสุขภาพ จะต้องไปจ่ายเงินให้กับกองทุนสุขภาพตำบลที่มันซ้ำซ้อน
มันเป็นการนำเอางบประมาณไปใช้ในทางที่ผิดๆ และอาจทำให้ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติพังทะลายลงได้ เนื่องจากงบประมาณที่มากเกินจริง
ได้เคยสอบถามชาวต่างชาติหลายชาติทั้งฝั่งฟากจากสหรัฐ และจากฝั่งยุโรป รวมทั้งญี่ปุ่น
ต้องบอกว่า ประชาชนไทย ในยุครัฐบาลทักษิณที่ได้นำระบบประกัน30บาทรักษาทุกโรคมาใช้ ต้องถือว่าโชคดีที่สุดเป็นธรรมมากที่สุด เพราะระบบประกันสุขภาพที่รัฐบาลทักษิณนำมามอบให้เป็นของขวัญกับประชาชนไทยนั้น มันสามารถใช้ได้จริงและมีประสิทธิภาพจริงไม่แพ้ระบบสาธารณสุขของสหรัฐหรือยุโรปและญี่ปุ่น แต่โทษที ของไทยเสีย30บาท แถมคนไข้ไม่ต้องคอยคิวเพื่อการรักษานาน
ในอดึต ตอแหลแลนด์นั้น คนไทยที่นอกจากจะต้องทำงานเพื่อหาเงินไปเสียภาษี(ค่าเช่าที่ดันอาศัยประเทศตอแหลแลนด์อยู่) เวลาที่เจ็บไข้ได้ป่วย ก็ยังต้องหาเงินมารักษาตัวเอง จนจำนวนมากต้องขายแม้นกระทั่งไร่นา บ้านช่อง เพื่อมารักษาโรคภัยไข้เจ็บของตนเองเสร็จแล้วก็ตายตามระเบียบ ทิ้งหนี้ที่ไปกู้ยืมมา ให้ลูกหลานต้องตามไปใช้ บ้านช่องที่เคยมีอยู่ลูกหลานก็ไม่ได้อาศัยเพราะถูกยึดเนื่องจากเอาไปจำนองเพื่อมารักษาอาการเจ็บไข้ของตน ไร่นาที่เคยมีอยู่ก็หมดไป ต้องไปตระเวณบุกรุกที่ป่าสงวน สิ่งเหล่านี้ มิใช่นิยาย แต่ทว่ามันคือความจริง ที่สุดเจ็บปวด แต่ทว่าผู้คน ไม่อยากที่จะจดจำมันหรือเพราะมันไม่ได้เกิดขึ้นกับตนเองหรือคนในครอบครัว
คำถามมันมีอยู่ว่า เราจะเก็บเงินภาษีไปทำไม ถ้าเงินภาษีที่เก็บไปนั้น ไม่ถูกนำมาดูแลประชาชนที่ได้เสียภาษีไป
มันคงไม่ใช่เราเสียภาษีไปเพื่อให้เหล่าบรรดาข้าราชการ เอาไว้รับประทานเพื่อไม่ให้เป็นโจร? ใช่หรือไม่
ต้องถามตนเอง
ชีวิตมันจะมีค่าอะไร ถ้าหากไม่รู้จักที่จะกระทำเพื่อคนอื่น มันก็จะไม่แตกต่างไปจากกาฝาก
ในยุโรป และแคนาดา ประชาชนได้รับการรักษาฟรีเช่นเดียวกับระบบประกันสุขภาพแบบยุคทักษิณ แต่ทว่า ประชาชนในยุโรปต้องรอคอยคิวการรักษาที่นานมาก บางทีนานเป็นปี(สำหรับโรคที่รอการรักษาได้ไม่รีบด่วน)จนกระทั่งในยุโรปอียูถึงกับมีข้อตกลงให้ประชาชนในคอมมูนิตี้ของตนอียูอังกฤษ สามารถที่จะไปรักษาในประเทศไหนในยุโรปก็ได้ที่คิวการรักษามันสั้นหรือว่าง
ส่วนในสหรัฐ นั้นก็ต้องอาศัยระบบทำประกัน(ถ้าจะว่าไปคนอเมริกันนั้นน่าสงสารกว่าคนไทยในกรณีเช่นนี้แต่ทว่าคนอเมริกันเล่นฟ้องพวกหมอกันดุมากจนหมอบางสาขาของอเมริกันแทบไม่มีใครอยากเรียนหรืออยากเป็นเพราะโดนฟ้องแน่นอนทุกรายเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือไม่ก็เอาปืนมายิงหมอฆ่าหมอตามที่เป็นข่าวโด่งดังไม่กี่วันนี้ทั้งๆที่คนที่ฆ่าก้ไม่ใช่คนไข้ แต่ทว่าไม่เห็นด้วยกับการรักษาของหมอเช่นพวกหมอที่รับจ้างทำแท้งค์ทั้งๆที่ในสหรัฐนั้นการทำแท้งนั้นถุกกฏหมาย)
ดังนั้นจึงอาจกล่าวว่า ระบบประกันสุขภาพของไทยยุคทักษิณนั้นเวิรคที่สุด เพราะประชาชนที่เจ็บป่วยต่างล้วนได้รับการรักษา ซึ่งในอดีต รับรองว่าไม่มีทาง ไม่ว่าจะมีพวกที่ไปออกหน่วยสร้างกุศลอะไรนั่น ไม่ใช่ของจริง
แต่30บาทรักษาทุกโรคนั้นของจริง
หลักการที่ดีของมัน ตรงที่มันมีความเชื่อว่า ประชาชนทุกคนควรได้รับการเข้าสู่ระบบประกันสุขภาพ ควรได้รับการรักษาเมื่อป่วยไข้ เพราะทุกคนล้วนเสียภาษีด้วยกันทั้งนั้น ถึงแม้นจะเป็นคนจนข้นแค้น เขาก็ยังต้องเสียภาษีแม้นว่าพวกเขาจะไม่ได้เสียภาษีเงินได้เพราะรายได้ไม่ถึงที่จะต้องเสียภาษี แต่ทว่าพวกเขาก็ต้องเสียภาษีแวต ภาษีน้ำมัน ภาษีสรรพสามิตอื่นๆรวทั้งภาษีท้องถิ่นจิปาถะ อย่าลืมว่า เจ้าของปั๊มน้ำมันไม่เคยมีการแจกน้ำมันให้ใครมันฟรีๆ แลพภาษีก็เก็บณที่จ่ายทันที
เรียกว่าซื้อของปั๊บเก็บภาษีทันทีนั่นเอง ยกเว้นไปซื้อกล้วยปิ้งกลวยทอดไก่ทอดลูกชิ้นปิ้งข้างถนน
ความเชื่อที่ว่าพวกร้านค้าที่ทำมาค้าขายเขาก็ต้องเสียภาษีเงินได้ภาษีการค้า ภาษีป้ายภาษีโรงเรือนช่วยเก็บภาษีแวต9ล9
เหล่านี้เขาก็ควรที่จะต้องได้รับการดูแลเช่นกัน
ส่วนข้าราชการนั้นก็มีสิทธิของข้าราชการที่จะได้รับการดูแลรักษาอยู่แล้ว เพราะข้าราชการนั้นเงินเดือนน้อย และทำงานให้กับรัฐ ดังนั้นข้าราชการก็ควรที่จะได้รับสิทธิการรักษา(ซึ่งมันก็ดีกว่า30บาทอยู่แล้ว)ตามสิทธิซึ่งเงินงบประมาณส่วนนี้ย่อมมีอยู่
รัฐวิสาหกิจ ก็เช่นกัน พวกนี้เงินเดือนมากกว่าพวกข้าราชการมากแบบชนิดฟ้ากับเหว พวกนี้ก็มีสิทธิของตนเองอยู่แล้วแถมพวกนี้เวลาเกษียณอายุไปได้เงินบำเหน็จนี่นับสิบล้านบาทยิ่งถ้าพวกทำงานธนาคารประเทศไทยนี่ยิ่งไม่ต้องห่วงรับกันเละรวยสะดือปลิ้น เพราะเงินเดือนสูง ดังนั้นเงินบำเหน็จจึงมากเป็นเงาตามตัว
นี่ยังไม่นับพวกสสแสบที่ทำงานแผลบเดียวไม่กี่ปีดันขอบำนาญ นับว่ารายำมาก ปากบอกทำเพื่ีอประชาชนนี่มันตอแหลกันนี่้ื สงสัยประชาชนที่ว่าคือตัวมันเองและลูกเมีย
พวกนี้ก็มีสิทธิการรับการรักษาและก็มีงบประมาณประจำปีของพวกเขาอยู่แล้ว
ส่วนพวกลูกจ้างที่ทำงานตามโรงงานอุตสาหกรรมตามบริษัทต่างๆพวกนี้ต่างก็เข้าสู่ระบบประกันสังคม รวมทั้งบริษัทที่ใหญ่ๆและดีดี เขาต่างก็ช่วยเหลือค่ารัก๋ษาพยาบาลให้กับคนงานหรือพนักงานของเขาอยู่แล้วต่างหากซึ่งไม่เกี่ยวกับประกันสังคม
เท่านั้น ยังไม่พอ ประเทศไทยยังมีประกันของบริษัทประกันชีวิตเอกชนที่ให้ประกันทางด้านสุขภาพที่คนที่ทำประกันเอาไว้ต้องเสียเบี้ยประกันเอาเอง(หมายถึงคนที่มีกำลังทรัพย์เหลือหรือบางทีบริษัทก็ทำให้กับพนักงานของตน)
แล้วยังมีประกันบุคคลที่สามที่ผู้ที่ครอบครองรถยนตร์จักรยานยนตร์ที่ต้องเสีย แบบชนิดเสียขาดมันทุกปี(หมายความว่ามีหน้าที่เสียอย่างเดียวไม่สามารถเรียกคืนได้ จะได้ใช้ก็ต่อเมื่อเกิดอุบัตวเหตุ แต่คำถามมันมีว่าใครมันอยากจะก่ออุบัตวเหตุนอกจากไิอ้ควายหรือไอ้พวกขาดสติไร้จิตสำนึก พูดง่ายๆตั้งขึ้นมาเพื่อแดกฟรีกันดีดีนี่เอง)
แล้วนี่ยังมีภาษีบุหรี่เหล้าของสสส อีกต่างหากที่ส่วนใหญ่ก็เป็นคนจนหรือจับกังอีกนั่นแหละที่มันจะสูบบุหรี่และกินเหล้า
ดังนั้นเราจะเห็นว่า การที่แยกออกมาชัดเจนอย่างนี้ดีแล้ว เพราะมันจะสามารถคุมงบประมาณได้ ควบคุมค่ารักษาพยาบาลได้ตามความเป็นจริง
เงินกองทุนประกันสังคม ที่ดูเหมือนมาก ความจริงมันไม่ได้มาก อย่าลืมว่าเงินจำนวนนี้นอกจากที่จะต้องจ่ายเป็นค่ารักษาพยาบาลของคนงานที่เข้าสู่กองทุนประกันสังคมแล้ว มันยังต้องใช้จ่ายให้กับคนงานที่ต้องตกงาน คลอดบุตร หรือเป็นเงินบำนาญตอนเกษียณอายุตามแต่ที่จะกำหนดว่าคนงานนั้นๆทำงานนานกี่ปีจึงจะได้เงินบำนาญหรือบำเหน็จ
ดังนั้นจึงบอกว่ามันไม่ได้มาก ไม่ใช่เห็นว่าเงินกองทุนประกันสังคมมีอยู่สี่หรือห้าแสนล้านแล้วคิดว่าเยอะ จะไปซี้ซั้วหมุนมาดึงมาใช้แบบไอ้รัดทะบวมโจรแมงสาปเน่ามันคิดที่จะแอบกระทำ บอกได้คำเดียวถึงขั้นบรรลัย และคนที่บรรลัย คือคนงานตาดำๆที่ส่งเงินเข้าสู่กองทุนประกันสังคมรวมทั้งคนไทยที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ที่เสียภาษีแล้วรัฐก็เอาเงินภาษีส่วนหนึ่งไปสมทบให้กับกองทุนประกันสังคม
คนที่ทำมาค้าขายเล็กๆน้อยๆตามตึกแถว คนค้าขายตามฟุตบาทแผงลอย และคนอื่นๆอีกมากที่ไม่ได้มีรายได้ประจำ
พวกนี้ระบบประกันสังคมที่รัฐได้ให้กับเขาคือ30บาทรักษาทุกโรค พวกเขาไม่ได้รับเงินบำนาญ ไม่มีทั้งๆที่พวกเขาบางกลุ่มต้องเสียภาษีเงินได้ ภาษีนิติบุคคลทุกปี
มันต่างจากสหรัฐและยุโรป ที่ใครก็ตามที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับรัฐ ชนิดที่ถึงกำหนด พวกเขาเหล่านั้นจะได้รับการเลี้ยงดูด้วยเงินบำนาญไปจนตาย โดยที่ประชาชนเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องเป็นข้าราชการแต่อย่างใด นี่แหละ ความยุติธรรม หรือการใช้ภาษีที่ถุกต้องเพื่อประชาชนทุกคนแบบชนิดฝนตกทั่วฟ้า
การที่จะเอาระบบโคเพย์ หรือร่วมจ่าย เท่ากับเป็นการทำร้ายไม่แต่ระบบประกันสุขภาพ แต่ทว่าจะทำลายมันทุกคนแม้นแต่กระทั่งพวกข้าราชการที่มีเงินเดือนน้อยอยู่แล้วสต้องพบกับวิบากกรรมมันหนักขึ้น
การรักษาพยาบาล จริงๆแล้ว ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ แทบไม่เคยมีอะไรใหม่ ที่ใหม่มีแต่เทคโนโลยี่ ยาที่ว่าใหม่ ก็ไม่ใช่ว่าามีมาก และก็ไม่จำเป็นเสมอไปที่จะต้องใช้ยาใหม่ล่าสุดในการรักษา เพราะมันก็ไอ้โรคเดิมๆที่มีมาตั้งแต่สร้างโลก
ไอ้ที่การรักษามันแพงขึ้น นั่นเพราะ การกำหนดของพวก ข้าราชการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาต่างหาก ที่ได้ทำให้มันพิกลพิการจนค่ารักษามันแพงจนชนิดต้องขนหัวลุก
สามปีนับตั้งแต่ที่พวกโจรทรราชมันทำลายประเทศโดยการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งแล้วใช้รัดถะบวมโจรก่อการร้ายยึดสนามบินยึดทำเนียบเข้ามครองเมือง มันได้ทำให้ประเทศชาติต้องพินาศ และส่อเค้าไปว่าพวกโจรศรีธนญชัยชั่วเหล่านี้พะยายามที่จะทำลายระบบประกันสุขภาพลงไปให้กลับไปแบบในอดีตก่อนยุคทักษิณ มันพยายามทำให้ระบบประกันสุขภาพ
ต้องใช้เงินมากจนต้องร่วมจ่าย แบบกรณีเรียนฟรีตอแหลของพวกมัน ที่ผู้ปกครองต้องร่วมจ่ายมากเสียยิ่งกว่าตอนไม่เรียนฟรีเสียอีก นี่แหละ ไอ้แมงสาปเน่ารัดทะบวมโจรก่อการร้ายยึดสนยามบินศรีธนญชัย