ถึงเวลาแล้วที่ DKBA และ KNU ต้องหันมาสามัคคี

บรรดาชนเผ่าปกาเก่อญอเราสิ่งหนึ่งที่เราเห็นจากการการเมือง แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอในการเคลื่อนไหวในการสร้างขบวนของชนเผ่าเรา สิ่งที่เราจะได้รับซึ่งสิทธิ เสรีภาพ ตามที่มีมาแต่เกิด นั้นเราต้องเท่าทันต่อสถานการณ์ทางการเมืองทั้งภายในและภายนอก และมีเป้าหมายและอุดมการณ์ทางการเมืองที่ชัดเจน ที่สมบูรณ์แบบของประเทศนั้น อิสระ เสรี ที่เราอยากมีคงได้มาไม่ยาก
 
หากเรามองย้อนกลับจากจุดเริ่มต้นของการต่อต้านทหารเผด็จการพม่าจนถึง ปัจจุบัน เป้าหมายการเคลื่อนไหวทางการเมืองของผู้นำบางคนอาจจะไม่ชัดเจน เนื่องจากบางคนหาผลประโยชน์จากการต่อต้าน บางคนไม่เข้าใจการเคลื่อนไหวทางการเมือง จึงเป็นช่องโหว่ของศัตรูและง่ายต่อการที่ศัตรูจะใช้ช่องโหว่นี้ ทำลายเราในทางอ้อม
 
ถ้าเรามองกลับถึงความเป็นปกาเก่อญอใน DKBA เรื่องความเข้าใจในด้านการเมืองของผู้นำ เขาจะมีความรู้ความเข้าใจมากน้อยขนาดไหนเราไม่ว่า เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดผู้ที่เท่าทันเหตุการณ์ตอนนั้นจะรู้ดี เป็นเพราะฝ่ายศัตรูใช้ช่องโหว่ในทางอ้อม เป็นเพราะเหล่าพี่น้อง DKBA ลืมการเคลื่อนไหวของผู้นำชนเผ่าปกาเก่อญอ ซอ บา อูจี ที่วางแนวทางไว้ ด้วยความที่ไม่เข้าใจการเมืองอย่างถ่องแท้นั้น ผู้นำบางส่วนจึงหลงผิดเชื่อตามที่ศัตรูชักชวนอย่างง่ายดายแล้วหันไปทำงานร่วมกับศัตรูแทน
 
เหล่าพี่น้อง DKBA ถ้าหากมีความเข้าใจต่อการเมืองจริง จากการที่เข้าร่วมกับศัตรูในระยะ 14 ปีนั้น สมควรแล้วหรือยังที่จะกลับมาประสานกับเหล่าพี่น้อง ในพื้นที่แห่งประวัติศาสตร์ (ทีโซยห่อ) แล้วทำความเข้าใจเรื่องการเมืองกับประชาชนปกาเก่อญอด้วยกัน ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับเผ่าปกาเก่อญอเรา ว่าช่วงที่อยู่ภายใต้การบัญชาของทหารเผด็จการพม่าที่เป็นศัตรู หันมารวมตัวและร่วมมือกัน เพื่อวันหนึ่งเราจะได้อยู่อย่างอิสระ เสรีภาพ ด้วยสิทธิ ที่มีมาแต่เกิดคงจะได้ สิ่งเหล่านี้พี่น้อง DKBA ทำได้ไม่ถึงที่สุด เนื่องจากฝ่ายศัตรูไม่ได้ให้อิสระในการดำเนินงาน ถึงขั้นที่ว่า การจัดงานวันเฉลิมฉลองขึ้นปีใหม่ ยังต้องขออนุญาตจากฝ่ายศัตรู หากอนุญาตก็ทำได้ แต่ด้านการเมืองนั้นเราไม่สามารถพูดอะไรได้เลย
 
ฉะนั้นพี่น้อง DKBA (บางส่วน) สิ่งที่ฝ่ายศัตรูได้ให้สิทธิ เท่าที่ทำได้ และเท่าที่ให้ได้นั้น สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงการวางยาและเป็นการเปิดช่องประตูเล็กน้อย เพื่อความอยู่รอดของเหล่าทหารเท่านั้น ครั้งนั้นคำพูดของพี่น้อง DKBA เริ่มจากคำที่ว่า เหล่าผู้นำของ KNU เป็นผู้ที่โกงกิน คอรัปชั่น ได้รับเงินทอง บัดนี้คำพูดนั้นกลับมาสู่พวกที่พูดแล้ว
 
เหล่าผู้นำ DKBA มีบ้านใหญ่โตอยู่ 2-3 หลัง มีรถยนต์ขับ 3-4 คัน ส่วนเหล่าทหารที่อยู่ตามแนวชายแดนนั้นไม่มีอะไรที่จะเข้ามาหา เขาต้องอยู่อย่างลำบาก อดๆ อยากๆ แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือ มีศัตรูที่ให้ไปสู้รบฆ่าฟันกับชนเผ่าเดียวกันและคอยห้ำหั่นกันเอง ทำร้ายเผ่าพันธุ์ และประชาชนของตัวเองอย่างไร้ความปราณี ส่วนเหล่าทหารที่เฝ้าบ้านเมืองแทนที่จะคอยดูแลปกป้องประชาชน กลับเป็นเหมือน มีเชือกผูกไว้ที่มีผู้นำทหารคอยชักจูงอยู่ตลอด และเมื่อประชาชนของเขาที่ไปทำงานต่างบ้านต่างเมืองถูกจับแล้วถูกส่งกลับเข้ามา ยังมีการรีดไถเงินอีกกลายเป็นช่องทางหรือแหล่งการเก็บภาษีมนุษย์ของเขาอีกทางหนึ่ง
 
ที่เขียนเช่นนี้ไม่ใช่จะโยนความผิด หรือใส่ร้ายป้ายให้กับ DKBA ไม่ว่า DKBA หรือ KNU และเหล่าปกาเก่อญอ ทุกพื้นที่ เราทุกคนคือลูกหลานชนเผ่าปกาเก่อญอ ทั้งหมด สิ่งที่เป็นความผิด เป็นอคติ ที่มีอยู่นั้นให้ละทิ้งทั้งหมด แล้วมารวม มาหลอมจิตใจกันอยู่ด้วยกันด้วยความสามัคคี ร่วมกันต่อต้านทหารเผด็จการพม่าที่เป็นศัตรูของเราและที่เป็นศัตรูกับประชาชนชาวพม่าทุกคน มาร่วมต่อสู้กันอย่างกล้าหาญ ด้วยวัฒนธรรมของทหารเผด็จการพม่าขณะนี้ ไม่มีใครในโลกให้การสนับสนุน ในทางกลับกันจะมีแต่แรงบีบจากทั่วโลก ดังนั้นเราต้องอยู่ด้วยความเข้าใจการเมืองทั้งภายในและภายนอก อยู่ด้วยความรักความเข้าใจ ร่วมกันต่อต้านทหารเผด็จการพม่าด้วยความ สามัคคี กล้าหาญและเข้มแข็ง อีกไม่นานชัยชนะของเราจะมาถึง
 
 

Comments

*วิธีการ แบ่งแยก

*วิธีการ แบ่งแยก แล้วปกครอง
ตั้งแต่ครั้ง บุเรงนอง เป็นใหญ่
ยังคงใช้ ได้ดี มุ่งมีชัย
เชื้อพม่า เป็นใหญ่ แต่ผู้เดียว

*กะเหรี่ยงพุทธ กะเหรี่ยงคริสต์ แตกจิตใจ
ผู้ที่ได้ คือพม่า มาเก็บเกี่ยว
ผลประโยชน์ พม่าได้ ไปเพียวเพียว
ผู้นำเดี่ยว คือพม่า มาบังคับ

*วิธีการ แบ่งแยก แล้วปกครอง
วิธีของ เผด็จการ มารสับปลับ
ผู้ฉลาด รู้ได้ ไม่คำนับ
ไม่อยู่ใต้ กำกับ เผด็จการ

*กะเหรี่ยงสู้ เพื่ออยู่ เป็นกะเหรี่ยง
ไม่เอนเอียง เป็นพม่า สู้กล้าหาญ
ไม่ยอมรับ กับอำนาจ อันธพาล
รัฐบาล ทหารพม่า มาราวี

*ส่วนที่สู้ ก็สู้ไป ต่างไล่ล่า
ประชาชน ธรรมดา พากันหนี
ฝ่ายได้เปรียบ เร่งรุกโรม โหมโจมตี
รานศักดิ์ศรี ของมนุษย์ สุดทำลาย

*หากไม่สู้ ก็อยู่ไร้ สิทธิ์เสรี
จะให้มี ความเท่าเทียม นั้นอย่าหมาย
หากไม่รวม กำลัง ทั้งใจกาย
ก็จะถูกทำลาย สลายลง

*ความมั่นคง เผด็จการ

*ความมั่นคง เผด็จการ ทหารพม่า
จะต้องฆ่า ประชาชน คนเผ่าอื่น
มีอำนาจ สูงสุด เป็นจุดยืน
เหมือนข่มขืน ต่างเผ่า เข้าย่ำยี

*ความมั่นคง ของชาติ เผด็จการ
คือรุกราน ประชาชน คนต่างสี
ให้สยบ นอบน้อม ยอมภักดี
ลิดรอนสิทธิ์ เสรี ความเป็นคน

*เอกภาพ ของชาติ เป็นที่ตั้ง
สิ่งวาดหวัง คุมง่าย ไม่เสียผล
คนทุกเผ่า เสียสละ ละตัวตน
ยอมให้ชน พม่าแท้ แผ่ปกครอง

*ความสงบ ของบ้านเมือง เป็นเรื่องใหญ่
จึงต้องใช้ การปราบ หยาบสยอง
ห้ามเรียกร้อง ใดใด ใครกล้าลอง
เผด็จการ ทหารครอง เข่นฆ่าคน

*ผู้ต้องการ เสรีภาพ จึงต้องสู้
สู้เพื่ออยู่ อยู่เพื่อสู้ ชูเหตุผล
ชนชั้นนำ ย่ำศักดิ์ศรี เสรีชน
หากแม้นยอม จำนน ยิ่งย่ำยี