สื่อรัฐบาลทหารพม่านำเสนอความไม่พอใจรัฐบาลไทยกรณีคดีออง ซาน ซูจี

หลังจากไทยในฐานะประธานอาเซียนใช้เวทีอาเซมเตือนพม่าเรื่องการดำเนินคดีนางออง ซาน ซูจี ล่าสุดหนังสือพิมพ์รัฐบาลพม่าแพร่คำสัมภาษณ์รัฐมนตรีต่างประเทศพม่าที่ย้ำว่าคดีดังกล่าวเป็นเรื่องภายใน และโต้ว่าไทยต่างหากต้องเปิดเจรจาในชาติ เพราะมีกลุ่มสีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน มาประท้วง มีการล้มการประชุมอาเซียน และยังแพร่คำสัมภาษณ์ พล.อ.สนธิ ที่ว่าหากไทยมีปัญหากับพม่าไทยจะแพ้ด้วย

เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. ที่ผ่านมา สื่อรัฐบาลพม่าเผยเป็นนัยถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างรัฐบาลทหารกับประธานอาเซียน (ASEAN) คนปัจจุบันของไทย เนื่องจากไทยได้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหารพม่าในเรื่องการดำเนินคดีกับนางออง ซาน ซูจี

หนังสือพิมพ์ของรัฐบาลพม่าได้ตีพิมพ์เรื่องเกี่ยวกับการประชุมของอาเซียนกับสหภาพยุโรป (EU) ที่กรุงพนมเปญเมื่อวันที่ 27-28 พ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมีนายหม่อง มินต์ (Maung Myint) รักษาการแทนรัฐมนตรีต่างประเทศของพม่าเข้าร่วมด้วย

โดยหนังสือพิมพ์ของพม่าได้กล่าวถึงการที่ไทยแสดงความเป็นห่วงในเรื่องการฟ้องร้องนางออง ซาน ซูจี ในการพบปะอย่างไม่เป็นทางการวันที่ 27 พ.ค. ซึ่งนายหม่อง มินต์ ก็ได้ตอบโต้ไปว่า "เรื่องนี้ไม่ควรจะถูกยกมาเป็นวาระในการประชุมของอาเซียนอีกแล้ว"

เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่พม่าคนอื่นๆ นายหม่อง มินต์เรียกการดำเนินคดีของซูจีว่า "เป็นเรื่องของกระบวนการด้านกฎหมายภายในประเทศ"

นอกจากนี้หนังสือพิมพ์ของพม่ายังได้รายงานคำกล่าวของหม่อง มินต์อีกว่า "ประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศก็แสดงว่าตนสนใจฟังเรื่องนี้โดยไม่มีเหตุผลเลย" ซึ่งในที่นี้กล่าวถึงวการประชุมอาเซียน-อียู ในวันที่ 28 พ.ค.

โดยนอกจากนี้รักษาการรัฐมนตรีต่างประเทศยังได้กล่าวอีกว่า "จริงๆ แล้ว ควรจะเป็นประเทศไทยต่างหากต้องมีการเจรจาระดับชาติ นานแล้วที่เห็นประเทศไทยมีการประท้วงของกลุ่มต่าง ๆ อย่าง สีแดง , สีเหลือง และสีน้ำเงิน ที่พยายามจะขับไล่รัฐบาล ทั้งยังมีการมาทำลายการประชุมอาเซียนซัมมิทด้วย"

เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าอีกเรื่องหนึ่งมีตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์เมียนมา อลิน (แสงแห่งพม่า) ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ภาคภาษาพม่าของรัฐบาลพม่า โดยพาดหัวว่า "พลเอกสนธิเตือนรัฐบาลไทยไม่ควรก่อให้เกิดความตึงเครียดกับพม่า

โดยมีเนื้อความที่อ้างอิงจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 28 พ.ค. ซึ่งหนังสือพิมพ์เมียนมา อลิน ได้นำมาตีพิมพ์เมื่อ 2 มิ.ย. ว่า พล.อ.สนธิ บุญรัตนกลิน ผู้ก่อรัฐประหารขับไล่อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร เตือนว่าหากไทยมีปัญหากับพม่า ไทยจะแพ้

ในเนื้อหาข่าวจากเมียนมา อลิน พล.อ.สนธิ ยังได้กล่าวอีกว่า พม่ามีทั้งทรัพยากรริมชายฝั่งและนอกชายฝั่ง รวมถึงยังมีทรัพยากรที่สามารถผลิตพลังงานนิวเคลียร์ได้ด้วย ซึ่ง พล.อ.สนธิ ได้ออกมาพูดถึงเรื่องเพียงหลังจากที่กษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของไทย ออกมาวิจารณ์รัฐบาลพม่าได้เพียงวันเดียว

ขณะที่ในวันที่ 1 มิ.ย. นายกษิต ภิรมย์ ยังได้กล่าวอีกว่า การเปลี่ยนแปลงของพม่ามีความจำเป็นมาก โดยมันจะไม่ใช่เป็นเพียงสิ่งจำเป็นสำหรับความมั่นคงในพม่า แต่ยังเป็นความมั่นคงสำหรับประเทศใกล้เคียงอย่างไทยและบังกลาเทศด้วย

นายกษิต กล่าวในหนังสือพิมพ์ของบังกลาเทศว่า ประเทศฟิลิปปินส์, ไทย, อินโดนิเชีย และ บังกลาเทศ เคยผ่านการมีรัฐบาลทหารมาก่อน "ในบางช่วง"

"พวกเราทั้งหมดก็ได้กำจัดรัฐบาลทหารออกไปและกลายเป็นสังคมประชาธิปไตย" กษิต กล่าว โดยเขายังได้เสนออีกว่าอินโดนีเซียเป็นแบบแผนที่ดีสำหรับพม่าในการที่จะทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย

"ดังนั้น คำถามถึงพม่าคือ เหตุใดพวกเขาถึงไม่สามารถเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นสังคมเปิดได้ มันจะเป็นเรื่องดีสำหรับประเทศในเขตนี้ทั้งหมด มันจะเป็นเรื่องดีสำหรับเราทุกคน" กษิต กล่าว

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าเริ่มคงที่ตั้งแต่การรัฐประหารในปี 1988 ของพม่า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพราะ "นโยบายธุรกิจมาก่อน" ของประเทศไทย ไทยเป็นประเทศแรกที่เข้าไปลงทุนในพม่าหลังจากที่มีเหตุปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมโดยรัฐบาลทหาร มาตอนนี้ไทยก็เป็นประเทศคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของพม่าไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ในช่วงปลายปี 1990 มีความตึงเครียดส่วนหนึ่งเกิดขึ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากรัฐมนตรีต่างประเทศของไทยพยายามเปลี่ยนการใช้นโยบาย "เกี่ยวพันเชิงสร้างสรรค์" ของอาเซียนกับพม่า มาเป็นนโยบาย "เกี่ยวพันเชิงยืดหยุ่น" แทน

ในปัจจุบัน พรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของไทยในขณะนี้ ได้ทำการวิจารณ์อย่างเปิดเผยกับกรณีที่รัฐบาลพม่าดำเนินคดีกับนางออง ซาน ซูจี

สมาชิกอีกหลายประเทศของอาเซียนรวมถึงผู้ก่อตั้งอาเซียนอย่างอินโดนีเชีย, ฟิลิปปินส์, สิงค์โปร และ มาเลเซีย ได้วิจารณ์คล้ายๆ กันในเรื่องนางออง ซาน ซูจี ส่วนกัมพูชาก็แสดงความเป็นห่วงในเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

สมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่สนับสนุนแถลงการณ์ของไทยที่วิพากษ์การดำเนินคดีกับนางออง ซาน ซูจี และเรียกร้องให้ปล่อยตัวนักโทษการเมืองทุกคน เนื่องจากเห็นว่าการกระทำของพม่าถือเป็นการท้าทายต่อกฏบัตรอาเซียน ซึ่งมีเรื่องของสิทธิมนุษยชนเกี่ยวข้องด้วย

ที่มา: แปลจาก Hints of Burma-Thailand Tension Appear in State-run Media, Wai Moe, Irrawaddy, 02-06-2009 http://www.irrawaddy.org/article.php?art_id=15815

Comments

ปรสิต

ปรสิต นี่มันก็ยังคงโอหังหน้าด้านไม่รู้จักอายและโกหกตอแหลไม่เลิก ตดออกมาทางปากได้ว่าตอแหลแลนด์เป็นประเทศประชาธิปไตย ประชาธิปไตยอะไรที่ดันมีรัฐบาลที่มาจากการบุกปล้นสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิและดอนเมือง
แถมบุกปล้นทำเนียบขโมยข้าวของทำลายทรัพย์สินในทำเนียบ ซึ่งมันคือรัฐบาลโจรก่อการร้ายชัดๆ
พม่ามันยังไม่ต้องเที่ยวหน้าด้านเป็นขอทานไปกู้เงินใครตอนนี้ แต่ตอแหลแลนด์นี่ หน้าหนาขนาดขอทานกู้เงินมันทั่วสิบทิศ
กะกู้เงิน8แสนล้านบาท ที่มันผิดกฏหมายชัดๆ แต่ก็ยังพยายามที่จะกระทำ และไม่เท่านั้นกะกู้เงินมันขนาด60%ของจีดีพี
สิ่งที่พม่าพูดนั้นมีส่วนถูก ที่ว่าตอแหลแลนด์เกิดความแตกแยก ที่สำคัญ เป็นคนไทยแท้ๆเชื้อชาติเดียวกันเผ่าเดียวกันที่เกิดความแตกแยก ด้วยเพราะฝีมือของไอ้แมงสาปเน่า ที่บอกว่าประชาวิบัติเป็นพรรคคนใต้ ที่แบ่งแยกประเทศออกเแ็นเสี่ยงๆ
ส่วนพม่าที่มันถึงแม้นจะแตกแยกแต่นั่นเพราะปัญหาเรื่องชนกลุ่มน้อยหลายเผ่า ที่มันรวมกันขึ้นมาเป็นพม่า
ดังนั้นที่พม่าพูด ให้ตอแหลแลนด์หันกลับมองตนเองก่อนนั้นชอบแล้ว

คำแปลสำหรับคำว่า

คำแปลสำหรับคำว่า นโยบาย"Constructive Engagement" คือ "การเกี่ยวพัน (หรือปฏิสัมพันธ์)เชิงสร้างสรรค์" ไม่ใช่ ข้อตกลงเชิงพัฒนาโครงสร้าง (ฟังคล้ายกำลังจะก่อสร้างถนนหนทางกันอยู่)
นโยบาย Flexible Engagement คือ การเกี่ยวพันเชิงยืดหยุ่น

ว่าแล้วเชียวถูกตอกกลับหน้าแหก

ว่าแล้วเชียวถูกตอกกลับหน้าแหกหงายแก๋งอีกแว้ว กะสิดเอ๊ย เออยังเหลือพี่เลาที่กะสิดหัวเถิกยังมีโอกาสแสดงฟามฟายให้พี่น้องชาวลาวได้หัวเราะตลกปกฮา ตลกคาแฟ่มาเอง

จะเห็นได้ว่า

จะเห็นได้ว่า ในอดีตยามใดที่ประเทศชาติอ่อนแอ คนในชาติแตกความสามัคคีกันแบ่งเป็นก๊กเป้นเหล่า เพื่อนบ้านเขารู้จึงไม่เกรงใจ ดังนั้นกลุ่มคนที่ยังต้องการอำนาจและดำเนินการสร้างความแตกแยกในชาติต้องพึงสังวรณ์ไว้ด้วย ซึ่งเราก็รู้กันทั่วไปว่าถ้ากลุ่มเหล่านั้นเป็นใคร จงหยุดดำเนินการ 2 มาตรฐานและคืนประชาธิปไตยให้กับปวงชนเสียทีความสมานฉันท์ความสุขสงบก็คงจะตามมา

จะเห็นได้ว่า

จะเห็นได้ว่า ในอดีตยามใดที่ประเทศชาติอ่อนแอ คนในชาติแตกความสามัคคีกันแบ่งเป็นก๊กเป้นเหล่า เพื่อนบ้านเขารู้จึงไม่เกรงใจ ดังนั้นกลุ่มคนที่ยังต้องการอำนาจและดำเนินการสร้างความแตกแยกในชาติต้องพึงสังวรณ์ไว้ด้วย ซึ่งเราก็รู้กันทั่วไปว่าถ้ากลุ่มเหล่านั้นเป็นใคร จงหยุดดำเนินการ 2 มาตรฐานและคืนประชาธิปไตยให้กับปวงชนเสียทีความสมานฉันท์ความสุขสงบก็คงจะตามมา