เวทีอภิปรายกฏหมายหมิ่นฯ: สิทธิมนุษยชนกับความกลัวในสังคมไทย
ศรีประภา เพชรมีศรี ระบุ กม.หมิ่นฯ ไม่มีอยู่จริง มีเพียง ม.112 ที่ถูกใช้ราว กม.ความมั่นคง ประวิตร โรจนพฤกษ์ แจง 5 สาเหตุที่คนต้องเงียบ เตือนเมื่อต้องเงียบ เสรีภาพก็หายไปด้วย ศราวุฒิ ประทุมราช เสนอคง 112 ไว้ แต่ให้ย้ายออกจากหมวดความมั่นคง จรัญ โฆษณานันท์ ชี้มาตรา 112 น่าสนใจเพราะมีความหลากหลายในตัว ทั้งเป็นคำสั่งของรัฐาธิปัตย์ ที่ทำให้เกิดความกลัว แต่ก็มีเหตุและผลในตัวเองเรื่องสิทธิมนุษยชนของกษัตริย์ หากแต่ยังขาดการยอมรับในสิทธิเสรีภาพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน
22 มี.ค.52 โครงการประกาศนียบัตรกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และภาควิชาปกครอง รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการอภิปรายทางวิชาการ เรื่อง "หลากมิติกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ" ณ ห้องจี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มธ. มีผู้สนใจร่วมฟังประมาณ 100 คน
การอภิปรายในช่วงบ่าย เป็นเรื่อง "สิทธิมนุษยชนกับความกลัวในสังคมไทย" ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล ผู้อำนวยการหลักสูตรปริญญาโท สาขาสิทธิมนุษยชน ม.มหิดล
"สังคมใดก็ตามที่ประกาศว่าเป็นสังคมประชาธิปไตยแต่อยู่ใต้ความกลัวและความเงียบงัน ไม่อาจเป็นประชาธิปไตยไปได้ เมื่อสิทธิคือหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย การที่รัฐไม่อาจรับรองหรือคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ และหลายกรณีได้กลายเป็นผู้จำกัดหรือละเมิดเสียเอง ตรงนี้จะเรียกว่าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยไม่ได้"
ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาฯ ม.มหิดล กล่าวถึงเสรีภาพซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานสำคัญอันหนึ่งของหลักมนุษยชนว่า ต้องมีเสรีภาพจากความกลัว เพราะถ้าสังคมอยู่ในภาวะแห่งความกลัวจะทำให้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ถูกจำกัดหรือละเมิดได้
ลักษณะของสังคมแห่งความกลัวเกิดขึ้นได้ในหลายสถานการณ์ โดยในช่วงทศวรรษที่ 1950-1980 ประเทศไทยและหลายๆ ประเทศภายใต้การนำของอเมริกา อยู่ภายใต้ความกลัวคอมมิวนิสต์ ทั้งที่ไม่ได้รู้ว่าคอมมิวนิสต์เป็นอย่างไร คนไทยถูกทำให้กลัวด้วยการให้เหตุผลว่าคอมมิวนิสต์เป็นภัยต่อความมั่นคง เป็นภัยต่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และความกลัวทำให้รู้สึกว่าถูกคุกคาม ทั้งที่อาจเป็นการคุกคามที่อาจมีอยู่จริงหรืออาจเป็นเพียงการคุกคามในความคิด แต่สิ่งเหล่านี้ทำให้คนที่ถูกมองว่ามีส่วนร่วมในกระบวนการคุกคามนั้น คุกคามการดำรงอยู่ของสถาบันอันใดอันหนึ่ง
"เปลวไฟแห่งความกลัว พอมันถูกจุดขึ้นเนื่องมาจากข้อกล่าวหาหรืออะไรก็แล้วแต่ ในที่สุดแล้วมันเหมือนจะควบคุมไม่ได้ เพราะนอกจากจะถูกทำให้เป็นวาระแห่งชาติแล้ว มันถูกปั่นไปไกลถึงขนาดที่ว่ามันเป็นเรื่องที่จะยกขึ้นมาถกเถียงไม่ได้ เหมือนกับว่าสังคมเราอยู่ในภาวะสงคราม ดูไปก็ไม่ต่างจากสมัยที่เรากลัวคอมมิวนิสต์สักเท่าไร ซึ่งทุกคนมีสิทธิจะถูกเรียก ถูกมองว่าเป็นศัตรู แต่เป็นศัตรูของใครก็แล้วแต่ ในที่นี้คือเป็นศัตรูของสถาบัน อย่างที่เราเคยได้ยินว่ามีกลุ่มพยายามล้มล้างสถาบัน" ดร.ศรีประภากล่าว
ดร.ศรีประภากล่าวต่อมาถึงลักษณะของสังคมแห่งความกลัวว่า เป็นสังคมที่ไม่เชื่อมั่นในความรู้ความสามารถในการแยกแยะของประชาชน ไม่คิดว่าประชาชนจะคิดทำเรื่องดีๆ ให้ประเทศได้ ในสังคมแบบนี้การเข้าถึงข้อมูลและการสื่อสารได้น้อย เพราะรัฐตรวจสอบควบคุมอย่างเกินเลยและได้เข้าไปควบคุมความคิดเห็นประชาชนด้วย มีการตรวจสอบระดับความจงรักภักดีของสถาบัน ควบคุมคนที่มองว่าจะต่อต้านสถานบันใดหนึ่งและจับไปขังคุก อีกทั้งรัฐยังพึ่งพากฎหมายที่ลงโทษรุนแรงเข้มงวด เช่น ความพยายามเพิ่มโทษมาตรา 112 หรือในการออกกฎหมายหลายๆ ฉบับ นอกจากนี้ยังมีความเชื่ออย่างมั่นคงว่า การรักษาหรือการคงอยู่ของสถาบันใดสถาบันหนึ่งเป็นคุณค่าสำคัญที่สุดในสังคม
ผลกระทบที่เกิดขึ้น นอกจากเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดและเสรีภาพทางวิชาการที่ถูกจำกัดหรือละเมิดอย่างชัดเจน ยังกระทบสิทธิในการทำงาน สิทธิในชีวิตส่วนตัว และสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ ในความเป็นจริงที่มีความพยายามควบคุมเสรีภาพในการพูดคุยวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างปิดเผยเกิดขึ้น นอกจากแสดงถึงความไม่เชื่อมั่นต่อประชาชนในการตัดสินใจชั่งน้ำหนักผิดถูก ยังสะท้อนความไม่เชื่อมั่นในความมั่นคงของรัฐหรือสถาบันใดสถาบันหนึ่งด้วย นอกจากนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คือ การพูดคุยบนพื้นฐานที่ไม่มีข้อมูลถูกต้อง ครบถ้วน สมบูรณ์ ทำให้ในสังคมแห่งความกลัวการซุบซิบนินทากลายเป็นสถาบัน กลายเป็นวัฒนธรรม เมื่อทุกคนทำ ซึ่งในที่สุดมันไม่ได้ส่งผลดีให้ใครเลย
ดร.ศรีประภากล่าวต่อมาถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพที่ได้รับการรับรองในกฎหมายว่า กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันและก่อนหน้านี้ ในมาตรา 4 ได้บัญญัติว่า ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครองนอกจากนี้ในหมวด 3 มาตรา 26-69 ก็ได้ระบุในเรื่องดังกล่าวไว้ ซึ่งเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยันว่าประเทศไทยมีมาตรฐานบางอย่างในเรื่องนี้ที่ระบุไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่แม้ว่าจะถูกล้มได้ง่ายก็ตาม
"เวลาที่องค์กรของรัฐปฏิบัติการที่ไม่สอดคล้องกับที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้ น่าจะต้องถูกตั้งคำถามโดยที่ไม่ต้องเกรงกลัวว่ากำลังหมิ่นศาลหรือหมิ่นใครก็แล้วแต่ เพราะว่าอย่างไรก็ตาม ตามรัฐธรรมนูญเขามีหน้าที่ภาระผูกพันที่จะต้องดูแลให้เป็นไปตามนั้น" ดร.ศรีประภากล่าว พร้อมย้ำว่าองค์กรของรัฐทั้งหลายที่ทำหน้าที่ควบคุมหรือใช้กฎหมาย ต้องกลับไปพิจารณาว่าการกระทำที่ผ่านมาเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญหรือไม่
ทั้งนี้ เมื่อดูบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญจะพบว่าสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน คือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมือง สิทธิพลเมือง
มาตรา 26 การใช้อำนาจโดยองค์กรของรัฐทุกองค์กรต้องคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ และเสรีภาพ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้การใช้อำนาจ
มาตรา 27 สิทธิเสรีภาพที่ได้รับการรับรอง ผูกพันองค์กรของรัฐทั้งหมด รวมทั้งรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นๆ
มาตรา 29 การจำกัด สิทธิ และ เสรีภาพ ของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อการที่รัฐธรรมนูญนี้กำหนดไว้และเท่าที่จำเป็นเท่านั้น และจะกระทบกระเทือน สาระสำคัญ แห่งสิทธิและเสรีภาพนั้น มิได้
มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน
"สังคมใดก็ตามที่ประกาศว่าเป็นสังคมประชาธิปไตยแต่อยู่ใต้ความกลัว และความเงียบงัน ไม่อาจเป็นประชาธิปไตยไปได้ เมื่อสิทธิคือหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย การที่รัฐไม่อาจรับรองหรือคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้ และหลายกรณีได้กลายเป็นผู้จำกัดหรือละเมิดเสียเอง ตรงนี้จะเรียกว่าเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยไม่ได้"
"สังคมใดก็ตามที่ความเห็นต่างไม่ได้รับการยอมรับ หรือไปถึงขั้นกลายเป็นอาชญากรรม เป็นสังคมที่ในที่สุดทำให้ประชาชนต้องคิดเหมือน หรือไม่ต้องคิดเลย สังคมแบบนี้น่าจะเป็นสังคมที่เสื่อมถอยลงเรื่อยๆ เพราะความแตกต่างโดยพื้นฐานคือความร่ำรวยของสังคม ซึ่งความร่ำรวยนี้เป็นพื้นฐานสำคัญของประชาธิปไตย ไม่ใช่ความขัดแย่ง"
"ถ้าความจงรักภักดีที่เกิดจากการบังคับ ไม่อาจเป็นการจงรักภักดีที่ยั่งยืนได้ ดังนั้น ถ้าหากถึงขนาดต้องมีการพิสูจน์ความจงรักภักดีก็สะท้อนว่ามันอาจจะไม่ได้มีอยู่จริง ซึ่งคิดว่ามันเป็นสิ่งที่จะต้องทบทวน" ดร.ศรีประภากล่าว ถึงความพยายามตรวจสอบความจงรักภักดีที่มีอยู่ในขณะนี้
ดร.ศรีประภากล่าวยกตัวคำพูดของประธานาธิบดี รูสเวลล์ ของอเมริกา ในปี 1933 ที่ว่า "สิ่งเดียวที่เราต้องกลัวอย่างยิ่งคือความกลัวนั่นเอง" เพราะความกลัวแตกหน่อขยายออกไปได้ และเมื่อมันขยายออกไปจนไม่มีขอบเขต สังคมก็จะกลายเป็นสังคมแห่งความเงียบ แม้แต่สื่อที่เป็นผู้ทำลายความเงียบก็จะเงียบงัน สังคมมีแต่ความอึดอัด เก็บกด และในที่สุดจะนำสู่การปะทุได้
นอกจากนั้น ดร.ศรีประภาได้กล่าวยกคำพูดในการเสวนาเมื่อวานนี้ (21 มี.ค.52) ของ ศ.ธงทอง จันทรางศุ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยให้สัมภาษณ์กับ บีบีซี ที่ว่า "สถาบันพระมหากษัตริย์ในประเทศไทยมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา" ซึ่งในสังคมไทยการเปลี่ยนแปลงที่เห็นคือการเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช ที่รัฐและสถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งเดียวกัน สู่ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่รัฐและสถาบันแยกจากกัน
แต่ในสังคมไทยโดยเฉพาะผู้ที่มีอำนาจใช้กฎหมายยังไม่รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลง และยังไม่ตัดขาดกับอดีตก่อนการเปลี่ยนแปลงในปี 2475 จึงยังยึดโยงกับระบอบเก่า
"ระบบการปกครองไทย กฎหมายไทย รวมทั้งมาตรา 112 จึงมีการใช้โดยทำให้เห็นว่ารากเหง้าของระบบเก่ายังไม่ถูกถอนไป อย่างน้อยที่สุดในความคิดของผู้ใช้กฎหมายและผู้มีอำนาจในสังคม" ดร.ศรีประภากล่าว
ส่วนวิธีการใช้มาตรา 112 กับกฎหมายว่าด้วยความมั่นคงทั้งหลาย ที่ให้อำนาจกับรัฐไว้มากมายและดูเหมือนจะเป็นการให้อำนาจโดยไม่ต้องรับผิดชอบ ดังนั้นการใช้มาตรา 112 ไม่ว่าเพื่อประโยชน์ของตนเอง กลุ่ม หรือผลประโยชน์ทางการเมือง หลายกรณีไปละเมิดสิทธิของผู้กล่าวหาโดยที่แทบไม่มีสิทธิต่อสู้ ทั้งที่มีการยืนยันแล้วว่าไม่มีกฎหมายว่าด้วยการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และมาตรา 112 เป็นมาตราในกฎหมายอาญา
"เวลาเราพูดเรื่องกฎหมายหมิ่นฯ เรากำลังพูดในสิ่งที่มันไม่มีอยู่ แต่สิ่งที่มันมีอยู่จริงคือมาตรา 112 ซึ่งมีการใช้ราวกับว่ามันเป็นกฎหมายความมั่นคง" ดร.ศรีประภากล่าวทิ้งท้าย
"ทำไมถึงเงียบ เงียบเพราะกลัว เงียบเพราะถูกทำให้กลัว เงียบเพราะไม่กล้า
เงียบเพราะถูกทำให้ไม่กล้า เงียบเพราะไม่มีสิทธิ
หรือเงียบเพราะไม่รู้สิทธิ เงียบเพราะกลัวสูญเสียอิสรภาพ ต้องเข้าไปอยู่ในคุกในตาราง
แต่เพราะต้องเงียบ เสรีภาพคุณก็ขาดไปเช่นกัน"
ประวิตร โรจนพฤกษ์ สื่อมวลชน กล่าวถึงความหลากหลายของความเงียบกับกฎหมายหมิ่นฯ โดยแบ่งออกเป็น 1.เงียบเพราะกลัวหรือถูกทำให้กลัว โดยยกตัวอย่างถึงการตัดสินใจไม่รณรงค์ปฏิรูปกฎหมายหมิ่นฯ และกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ของสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 13 มี.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากกลัวว่าจะถูกโยงเข้ากับขบวนการล้มเจ้า และขบวนการใน 3 จังหวัดภาคใต้ และกรณีนักศึกษาออกซ์ฟอร์ด ซึ่งขณะนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไปพูดที่ออกซ์ฟอร์ด นักศึกษาที่ร่วมลงรายชื่อยื่นจดหมายเรียกร้องในลักษณะเดียวกันให้แก่นายกฯ ถูกล็อบบี้ไม่ให้ประท้วงหรือยื่นจดหมาย โดยแรงกดดันจากทางสถานทูตและเพื่อนคนไทยร่วมสถาบัน จนเกิดเป็นคำถามที่ว่าทำไมต้องกลัวที่จะแสดงความคิดเห็น
วัฒนธรรมความกลัวและความเงียบมากับความคลุมเครือ ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตนทำหรือพูดจะปลอดภัยหรือเปล่า เหมือนเล่นไพ่ 9 เก ที่ต้องทายเอาว่าฝ่ายตรงข้ามถือไพ่อะไรและจะทำอย่างไร อีกแง่หนึ่งผู้ที่จะพูดหรือจะทำจะต้องคิดว่าจะเกิดหรือไม่เกิดปัญหาหรือไม่ และความคลุมเครือนี้เป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะราคาความเสี่ยงที่สูงขึ้นเรื่อยๆ จากกรณีที่ถูกจับ ถูกปราบ ทำให้ต้องป้องกันไว้ก่อน จนแม้กระทั่งสื่อที่ปวารณาตนว่าจะสนับสนุนการสร้างสังคมประชาธิปไตยอย่างประชาไทก็ยังต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการเซ็นเซอร์และทำให้เงียบของรัฐว่าด้วยกฎหมายหมิ่นฯ
นอกจากนี้ กรณีนักวิชาการต่างประเทศที่มีชื่อเสียงกว่า 50 ท่าน อาทิ นอม ชอมสกี้ และเอมมานูเอล วาเลนสไตล์ที่ร่วมลงชื่อยกเลิกกฎหมายหมิ่นฯ ก็ยังถูกกล่าวหาจากคอลัมนิสต์ไทยอย่างลอยๆ ระบุว่านักวิชาการเหล่านี้น่าจะเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการล้มเจ้าโดยไม่มีหลักฐาน อีกทั้งการเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อกระแสหลักจำนวนมากในเรื่องนี้ โดยสื่อกระแสหลักไทยส่วนใหญ่เลือกจะไม่รายงานข่าว ถึงแม้เรื่องปัญหากฎหมายหมิ่นฯ จะเป็นประเด็นที่สื่อต่างประเทศพูดถึงอย่างกว้างขวาง แต่สื่อกระแสหลักไทยกลับเงียบเพราะทั้งกลัวและเห็นด้วยกับความเงียบ
2.เงียบ เพราะถูกทำให้เงียบ ยกตัวอย่าง นิตยสารฟ้าเดียวกัน ซึ่งร้านหนังสืออย่างดอกหญ้า นายอินทร์ เลิกรับจำหน่ายหนังสือดังกล่าว กรณีโชติศักดิ์ อ่อนสูง ผู้ต้องหาคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ต้องไว้หนวดไว้เคราใส่หมวกเบสบอล เพื่อหลบหนี เพราะกลัวถูกติดตามและทำร้าย หลังจากสื่ออย่างผู้จัดการกล่าวหาว่าเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการล้มเจ้าที่มีนายทักษิณ ชินวัตรอยู่เบื้องหลัง
กรณีการจับกุมผู้โพสต์ข้อความตามเว็บ อย่างเช่น นายสุวิชา ท่าค้อ และกรณีที่นิตยสาร "ดิ อีโคโนมิสต์" ไม่ได้ถูกจำหน่ายในประเทศไทย เพราะผู้จัดส่งในเมืองไทยปฏิเสธเนื่องจากเห็นว่ามีเนื้อหาพาดพิงกับราชวงศ์ไทย และเกรงว่าจะเข้าข่ายหมิ่นสถาบัน
3.เงียบ เพราะต้องการให้คนอื่นเงียบ และไม่ยอมให้มีการถกเถียงอย่างแท้จริง โดยกล่าวขยายความว่า สื่อกระแสหลักจำนวนหนึ่งแม้อยากโต้เถียงกับสื่อตะวันตก แต่กลับดำเนินการโดยลงความเห็นด้านเดียวไม่มีพื้นที่ให้กับความเห็นต่างอย่างจริงจัง ยกตัวอย่าง บทความเดวิด สเตรคฟัส (นักวิชาการอิสระจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซินฯ) ที่พยายามส่งไปเผยแพร่ในสื่อกระแสหลักแต่ไม่ถูกตอบรับ ต้องนำไปลงในบล็อกของ http://bangkokpundit.blogspot.com
"ผู้มีอำนาจในวงการสื่อไทยจำนวนไม่น้อยมีความเชื่อแบบนี้ มักชอบยัดเยียดข้อมูลด้านเดียว อย่างเช่น เวลานายแฮร์รี่ นิโคไลน์ได้รับพระราชอภัยโทษ หนังสือพิมพ์เนชั่นและบางกอกโพสต์เขียนบทความชมพระเมตตา แต่ไม่ยอมพูดว่าถึงอย่างไรนายนิโคไลน์ก็ติดคุกไปแล้วกว่า 5 เดือน และยังไม่รวมถึงคนไทยอีกจำนวนหนึ่งที่ยังอยู่ในคุก และอาจจะต้องเข้าคุก" ประวิตรกล่าว
4.เงียบ เพราะถูกปลูกฝังตอกย้ำโดยข้อความและข้อมูลที่ผลิตซ้ำๆ และ 5.พวกไม่ยอมเงียบ ยกตัวอย่าง อ.ใจ อึ๊งภากรณ์ ที่แทบไม่มีตัวอย่างให้เห็น เพราะพูดแล้วอาจต้องติดคุกหรือลี้ภัย ส่วน ส.ศิวรักษ์ ซึ่งเคยโดนคดีมาแล้ว 3-4 ครั้งและปัจจุบันก็มีคดีค้างอยู่อีก อ.สุลักษณ์ ต้องย้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า จงรักภักดีต่อสถาบันอย่างแท้จริง ชวนคิดว่าหากพูดว่าไม่จงรักภักดีแล้วผลจะเป็นอย่างไร
ในกรณีการ "ห้าม" ประวิตรกล่าวถึงป้าย "ห้ามปัสสาวะ ที่นี่" ซึ่งถึงแม้จะห้าม แต่ส้วมสาธารณะใน กทม. มีไม่พอ และธรรมชาติของมนุษย์ก็ต้องขับถ่าย บริเวณป้ายนั้นจึงยังคงเหม็นปัสสาวะอยู่ดี เปรียบได้กับมนุษย์ที่โดยธรรมชาติเป็นสัตว์ที่คิดวิพากษ์วิจารณ์และตั้งคำถามต่างๆ นานา หากทำในที่สาธารณะผ่านสื่อกระแสหลักไม่ได้ หากพูดในที่สาธารณะอย่างที่สนามหลวงไม่ได้ พวกเขาก็ไประบายลงทางอินเทอร์เน็ต จนเป็นคดีในปัจจุบัน
"ทำไมถึงเงียบ เงียบเพราะกลัว เงียบเพราะถูกทำให้กลัว เงียบเพราะไม่กล้า เงียบเพราะถูกทำให้ไม่กล้า เงียบเพราะไม่มีสิทธิ หรือเงียบเพราะไม่รู้สิทธิ เงียบเพราะกลัวสูญเสียอิสรภาพ ต้องเข้าไปอยู่ในคุกในตาราง แต่เพราะต้องเงียบ เสรีภาพคุณก็ขาดไปเช่นกัน" เขากล่าว พร้อมเสริมว่า สังคมที่ประชาชนไม่มีสิทธิแสดงความเห็นอย่างแท้จริง โดยปราศจากความกลัว ไม่สามารถเรียกได้ว่ามีระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
"หากเรายอมรับยอมให้วัฒนธรรมความกลัวและความเงียบเป็นเรื่องปกติเมื่อใด และชาชินกับมัน ไม่ตั้งคำถามต่อสภาพที่เป็นอยู่ เราก็ไม่มีทางเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์และมีศักดิ์ศรีได้ ทางออกทางเดียวคือ ต้องสู้และสร้างวัฒนธรรมที่ยอมรับและเชิดชูเสรีภาพทางความคิดและการแสดงออก เพราะมันคือเสาหลักอันสำคัญของสังคมประชาธิปไตย"
อย่างไรก็ตาม ประวิตรได้ยกตัวอย่างการกระทำของตัวเองในการเตือนด้วยความกลัวเพื่อให้คนอื่นระวังที่จะพูดหรือแสดงออก และย้ำว่า "เราแต่ละคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของกลไกแห่งความเงียบได้โดยรู้ตัวและไม่รู้ตัวก็ตาม"
"เรากำลังตกอยู่ในความหวาดกลัวจนทำให้ไม่กล้าจะแสดงความเห็นโดยสุจริตของเรา
นี่เป็นประเด็นของสังคมไทยที่เราไม่สามารถก้าวพ้นความหวาดกลัวไปได้"
ศราวุฒิ ประทุมราช นักสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ความจริงไม่อยากเรียกตัวเองว่านักสิทธิมนุษยชน แต่อยากเรียกว่านักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนมากกว่า เพราะตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยาเป็นต้นมา ไม่มีนักสิทธิมนุษยชนในประเทศ พอเสียงปืนดังทุกอย่างก็เงียบ
เวลาพูดถึงสิทธิเสรีภาพ เรื่องความกลัวเป็นประเด็นหนึ่งที่ปรากฏในปฏิญญาสิทธิมนุษยชนสากล ในคำปรารภเขียนว่า โดยที่การไม่นำพาและการเหยียดหยามต่อสิทธิมนุษยชน ยังผลให้มีการกระทำอันป่าเถื่อน ซึ่งเป็นการละเมิดมนุษยชนธรรมของมนุษยชาติอย่างร้ายแรง และได้มีการประกาศว่าปณิธานสูงสุดของสามัญชนได้แก่ ความต้องการให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ในโลกด้วยอิสรภาพในการพูด ในความเชื่อถือ และพ้นจากความหวาดกลัวและความขาดแคลน นี่เป็นหลักใหญ่ของหลักสิทธิมนุษยชน ไม่ต้องไปตั้งคำถามว่าเป็นตะวันตกหรือตะวันออกคิดขึ้นมา เพราะปัญหาอยู่ที่อิสรภาพควรเป็นพื้นฐานของมนุษย์หรือไม่
เขากล่าวว่า นอกจากนี้ในปฏิญญานี้ข้อ 19 ก็รับรองไว้ว่าเราทุกคนมีสิทธิในการแสดงความเห็นและการแสดงออก โดยมีองค์ประกอบคือ สิทธิในการแสวงหาข้อมูลข่าวสาร รับข้อมูลข่าวสาร และแจกจ่ายข้อมูลข่าวสาร ซึ่งก็มีข้อจำกัดด้วยว่าต้องเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นตามสมควรด้วย ไม่ใช่พูดอะไรก็ได้แล้วไปหมิ่นประมาท ซึ่งก็ต้องดูในรายละเอียดว่าอย่างไรคือหมิ่นประมาท กรณีของกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็ควรอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์เดียวกัน แต่เนื่องจากกฎหมายนี้อยู่ในหมวดความมั่นคง ทำให้มีใครก็ได้ไปแจ้งความ
เขากล่าวว่า เคยได้ยินเรื่องหนึ่งที่ทนายความอาวุโสท่านหนึ่งเล่าว่า มีชาวบ้านภาคใต้กำลังจะติดรูปพระบรมฉายาลักษณ์ ใช้ปากคาบน็อตไว้ มือก็ไม่ว่างถือค้อน และวางรูปไว้ข้างล่าง เพื่อนบ้านผ่านมาถามว่าทำอะไร เขาก็ใช้เท้าชี้ไปบอกติดไอ้นี่ ปรากฏว่าเพื่อนบ้านไปแจ้งความและเขาถูกจับ หรือกรณีชาวจีนโพ้นทะเลแก่ๆ คนหนึ่งที่อุทัยธานี เข้าไปในศาลแล้วเจอรูปที่ติดอยู่บนบัลลังก์ ก็พูดขึ้นมาว่าในศาลไม่ควรมีรูปเคารพอื่นก็ถูกหาว่าละเมิด ตอนนี้แกก็อยู่ในคุก
"เรากำลังตกอยู่ในความหวาดกลัวจนทำให้ไม่กล้าจะแสดงความเห็นโดยสุจริตของเรา นี่เป็นประเด็นของสังคมไทยที่เราไม่สามารถก้าวพ้นความหวาดกลัวไปได้" ศราวุฒิกล่าวและว่า ถ้าเป็นกฎหมายหมิ่นประมาทโดยทั่วไปมีเหตุยกเว้นโทษได้ แต่กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่มีการยกเว้นโทษเพราะอ้างกันว่ารัฐธรรมนูญบัญญัติว่าล่วงละเมิดไม่ได้ อย่างไรก็ตาม โทษที่คนเล็กคนน้อยเผชิญอยู่หลายกรณีก็เป็นเรื่องที่ไม่ได้พาดพิงชัดเจน"
"ผมไม่เห็นด้วยว่าจะต้องไปยกเลิก แต่เราย้ายหมวดมาเป็นเรื่องหมิ่นประมาทโดยทั่วไปได้ไหม และกำหนดให้มีองค์กรที่จะเป็นผู้เสียหายแจ้งความ ไม่เช่นนั้นก็จะถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองตลอดเวลา" ศราวุฒิกล่าว
"เหล่านี้เป็นประเด็นเรื่องความไม่รู้ เป็นเรื่องอวิชชาของคนที่มองไม่ออกว่า เรื่องของสิทธิจริงๆ แล้วไม่มีสิทธิใดที่ absolute จริง แต่ว่าสิทธิต่างๆ ต้องมีการ provide มีการ balance แม้กระทั่งในสถานการณ์ที่มีวิกฤติฉุกเฉิน ความมั่นคง อะไรก็แล้วแต่ คุณจะบอกว่าฉุกเฉินจนถึงขนาดที่ปิดปากคนไม่ให้พูดทุกอย่าง มันก็ไม่ได้"
รศ.จรัญ โฆษณานันท์ คณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง กล่าวว่า มาตรา 112 เป็นกฎหมายที่น่าสนใจเพราะมีความหลากหลายในตัวเรียกว่าเป็นพหุลักษณ์ คืออาจแสดงออกเป็นคำสั่งของรัฐาธิปัตย์ บังคับ ข่มขู่ ที่ทำให้เกิดความกลัว แต่ก็มีความเป็นเหตุและผลในตัวเอง เรื่องสิทธิมนุษยชนของกษัตริย์ในฐานะบุคคล ซึ่งมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีสิทธิในเกียรติยศชื่อเสียง แต่ทั้งนี้ ยังขาดการยอมรับในสิทธิเสรีภาพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน เช่น สิทธิแสดงความคิด สิทธิในความเชื่อมโนธรรม หรือสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งควรต้องมีการใช้สิทธิอื่นที่เชื่อมโยงและให้มีความสมดุล
มาตรา 112 เกี่ยวพันกับวัฒนธรรมหรือจิตวิญญาณความเป็นไทย แต่น่าเสียดายที่ถูกผูกขาดคำนิยามโดยชนชั้นผู้มีอำนาจ ซึ่งในแง่ของความเป็นจริงกฎหมายนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือของชนชั้นนำที่จะควบคุมอำนาจ ครอบงำความเชื่อต่างๆ แง่นี้จึงมีธรรมชาติในทางการเมืองสูง คือการบังคับใช้เชื่อมโยงกับการเมือง และสุดท้ายในความเป็นพหุลักษณ์สะท้อนสิ่งที่เป็นอนิจจัง ความไร้ระเบียบของกฎหมายที่ไม่แน่นอน รวนเร แปรปรวนในการใช้หรือการตีความ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดสิ่งที่คล้ายกับตาบอดคลำช้างของทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้าน
รศ.จรัญกล่าวต่อว่า ยังมีคนที่อยู่ในความเงียบและความกลัว โดยแบ่งเป็น 2 แบบ คือ 1.เงียบเพราะเห็นดีเห็นชอบกับกฎหมาย ไม่เห็นด้วยกับกรยกเลิก แก้ไข และอยากให้มีการจับกุมเงียบๆ คิดว่ากลุ่มนี้มีความเชื่อแบบอวิชชาแฝงอยู่ ทำให้เกิดความคิดว่ากฎหมายนี้เป็นกฎหมายที่ได้รับการยกเว้น หรือเป็นกฎหมายที่อยู่เหนือสิทธิมนุษยชน
เขาอธิบายถึง วาทกรรมความเป็นไทยซึ่งมองว่ากษัตริย์เป็นศูนย์รวมเอกภาพ ความจงรักภักดี และเป็นสถาบันที่อยู่เหนือการการติชมใดๆ นั้น มีอุดมการณ์ราชาชาตินิยมแฝงอยู่ โดยยกตัวอย่างการให้สัมภาษณ์ของ สว.ซึ่งเป็นนักกฎหมายคนหนึ่งที่ว่า มาตรา 112 ไม่ล้าสมัย ไม่ขัดหลักการประชาธิปไตย ไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน รายละเอียดเป็นเรื่องสังคมวัฒนธรรมไทย ซึ่งแต่ละยุค แต่ละสมัย ในแต่ละสังคมย่อมมีกฎหมายที่สะท้อนวัฒนธรรมของตนเอง
การอ้างแบบนี้มีปัญหาว่าใครเป็นผู้อธิบายหรือนิยามวาทกรรมเรื่องความเป็นไทยขึ้นมา วัฒนธรรมจิตวิญญาณของไทยใครเป็นผู้กำหนด กำหนดเพื่อใคร ใครได้ประโยชน์ ตรงนี้เป็นการเมืองเบื้องหลังคำนิยามที่ถูกละเลยที่จะพูดถึง เช่นเดียวกันนี้ ในเรื่องความมั่นคงก็มีการพูดถึงกันมาก โดยเป็นการยกประเด็นความมั่นคงอยู่เหนือสิทธิเสรีภาพ และไม่เกี่ยวเรื่องการแสดงคามคิดเห็น
"เหล่านี้เป็นประเด็นเรื่องความไม่รู้ เป็นเรื่องอวิชชาของคนที่มองไม่ออกว่า เรื่องของสิทธิจริงๆ แล้วไม่มีสิทธิใดที่ absolute จริง แต่ว่าสิทธิต่างๆ ต้องมีการ provide มีการ balance แม้กระทั่งในสถานการณ์ที่มีวิกฤติฉุกเฉิน ความมั่นคง อะไรก็แล้วแต่ คุณจะบอกว่าฉุกเฉินจนถึงขนาดที่ปิดปากคนไม่ให้พูดทุกอย่าง มันก็ไม่ได้" รศ.จรัญกล่าวย้ำ
รศ.จรัญกล่าวต่อมาถึงกฎหมายอาญา มาตรา 116 ว่า กฎหมายที่ระบุความผิดฐานปลุกปั่น ยุยงให้ประชาชนไม่เคารพหรือล้มล้างกฎหมายหรือรัฐบาลดังกล่าว อยู่ในหมวดความมั่นคงเช่นเดียวกับมาตรา 112 แต่ได้มีการเขียนยอมรับให้มีการชั่งน้ำหนักเรื่องสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แสดงให้เห็นว่าสิทธิและความมั่นคงไม่ได้เป็นคนละเรื่องที่แยกจากกันเด็ดขาด
นอกจากนี้ ความมั่นคงไม่สามารถล้มล้างสิทธิได้เสมอไป ดังกรณีตัวอย่างคำพิพากษาของศาลอเมริกา เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.51 คดีที่เกี่ยวกับนักโทษที่ถูกคุมขังที่อ่าวกวนตานาโม ที่มีอดีตประธานาธิบดี จอร์จ บุช เป็นจำเลย คดีนี้ สืบเนื่องจากการที่รัฐบาลของประธานาธิบดีอเมริกาต้องการออกกฎหมายจำกัดสิทธิของนักโทษที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายไม่ให้มีสิทธิในการฟ้องร้อง สิทธิที่จะร้องขอต่อศาลให้มีการสอบสวนว่าการคุมขังชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยอ้างสถานการณ์สงครามพิเศษ ซึ่งศาลฎีกาของอเมริกาได้ตัดสินว่า นโยบายหรือการกระทำของจอร์จ บุช ขัดกับรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่าถึงแม้จะอยู่ระหว่างสงครามก็ไม่สามารถที่จะเพิกถอนในสิ่งที่เป็นหมายของศาลในการตรวจสอบการคุมขังได้
ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 116 ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต
(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย
(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ
(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี
รศ.จรัญ กล่าวต่อมาถึงความคิดในแบบที่ 2.เงียบเพราะฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกลัวหรืออะไรก็แล้วแต่ เบื้องหลังความกลัวที่สำคัญเกี่ยวเนื่องทั้งวัฒนธรรม วาทกรรมความเป็นไทย และกฎหมาย แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดความกลัวมากๆ คือ กฎหมาย ทั้งเรื่องของโทษ การตีความ และการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ
ในประเด็นเรื่องโทษ หากมองในเชิงเปรียบเทียบ เดวิด สเตรคฟัส ได้เคยเขียนไว้แล้วว่า การวางโทษความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ต่างๆ ในระดับสากลโดยทั่วไปจะออกมาในแนวโทษปรับทั้งสิ้น คือไม่มีการใช้โทษรุนแรงต่าง ยกตัวอย่างเช่น กรณีของประเทศเนเธอร์แลนด์ คนที่เคยเรียกพระราชินีแห่งเนเธอร์แลนด์ว่าโสเภณีได้รับโทษปรับ 200 ยูโร หรือนิตยสารสเปนที่ลงภาพล้อเลียนเจ้าชายและภรรยาก็ได้รับโทษปรับ
แต่ปัญหาของไทย คือความรุนแรงของโทษเป็นความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นไม่หยุดหย่อน ตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พระราชกำหนดลักษณะหมิ่นประมาท รศ.118 จำคุกไม่เกิน 3 ปี ต่อมามีกฎหมายลักษณะอาญา รศ.127 เพิ่มโทษเป็น 7 ปี กฎหมายลักษณะอาญา พ.ศ.2499 ไม่เกิน 7 ปี หลัง 6 ต.ค.2519 ปรับเพิ่มเป็น 3-15 ปี ตรงนี้สะท้อนความผิดปกติในตัวกฎหมาย โดยโทษที่เป็นอยู่ในปัจจุบันคือจำคุก 3-15 ปี เป็นโทษที่หนักกว่ายุคสมบูรณาญาสิทธิราช ทั้งที่อยู่ในยุคที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย จึงเหมือนเป็นการถอยหลังเข้าคลองไปสู่สมัยอยุธยาที่ใช้กฎหมายตราสามดวง ในยุคความคิดแบบเทวราชา สมมุติเทวดาเริ่มทรงอิทธิพลมาก นอกจากนี้การที่โทษเพิ่มขึ้นยังสวนกระแสกับวิวัฒนาการของสังคม
เขากล่าวต่อมาว่า เมื่อเทียบมาตรา 112 กับมาตรา 116 (ความผิดฐานยุยงปลุกปั่นให้กระด้างกระเดื่องต่อรัฐบาลหรือกฎหมาย) ซึ่งมาจากการยกร่างกฎหมายลักษณะอาญา โดยแยกจากมาตราเดียวกันในกฎหมายอังกฤษ ทั้ง 2 มาตรามีอัตราโทษเท่ากัน ไม่เกิน 7 ปี แต่การปรับแก้หลัง 6 ต.ค.2519 มีการปรับเพิ่มโทษมาตรา 112 ให้สูงขึ้น (เพิ่มเป็น 3-15 ปี) ขณะที่มาตรา 116 อัตราโทษยังคงเดิม ตรงนี้สะท้อนความผิดพลาดที่สำคัญของผู้แก้กฎหมาย
ปัญหาคือ นัยยะสำคัญของมาตรา 116 ระบุถึงการดูหมิ่นกฎหมายหรือล้มล้างกฎหมาย และการที่รากเหง้าของมาตรา 116 กับ 112 มีโทษเท่ากัน เพราะถือว่าสิ่งที่กฎหมายมุ่งคุ้มครองคือพระมหากษัตริย์และกฎหมาย เปรียบเสมือนสิ่งที่มีคุณค่าทัดเทียมกัน ซึ่งในสังคมตะวันตกที่ใช้หลักยุติธรรมมักจะใช้กฎหมายเป็นใหญ่ หรือ "กฎหมายคือกษัตริย์" การแก้ไขเพิ่มโทษมาตรา 112 ให้มีมากกว่า 116 ความหมายคือเป็นการแก้ให้พระมาหากษัตริย์มีความสำคัญมากกว่ากฎหมาย ยกสถานะกษัตริย์ให้อยู่เหนือกฎหมาย
ความไม่เป็นธรรมของบทลงโทษมาตรา 112 คือ ขัดกับหลักประชาธิปไตยที่กษัตริย์ควรอยู่ภายใต้กฎหมาย และขัดกับหลักนิติธรรมอย่างร้ายแรง ดังนั้น ทางออกทางเดียวคือการลดโทษในปัจจุบันลงมา อย่างน้อยคือให้เหลือ 7 ปีเท่ากับในมาตรา 116 ไม่ใช่การเพิ่มโทษ
ทั้งนี้ เขากล่าวว่า อุปสรรคสำคัญคือสังคมไทยไม่ยอมรับในเรื่องบทยกเว้นโทษหรือบทยกเว้นความผิด ซึ่งอยู่ในกฎหมายหมิ่นประมาท มาตรา 329 และมาตรา 330 โดยอ้างเหตุผลหลักตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 8 ที่ระบุว่า พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ และผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใด ๆ มิได้ และมักมีการอ้างว่าหากขาดมาตรา 112 แล้วมาตรา 8 จะอยู่ไม่ได้ เพราะไม่มีสภาพบังคับ ซึ่งเขาเห็นว่า มาตรา 8 ของรัฐธรรมนูญคือ การห้ามฟ้องพระมหากษัตริย์ทั้งทางแพ่งและทางอาญา บนพื้นฐานของการเคารพในสถานะความเป็นประมุขสูงสุดของชาติ ซึ่งเป็นมาตราที่มีอยู่ของรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ทั่วๆ ไปในประเทศที่มีลักษณะเป็นสหราชอาณาจักร ส่วนมาตรา 112 เป็นเรื่องห้ามหมิ่นประมาทหรือห้ามดูหมิ่นกษัตริย์ เป็นคนละเรื่องเดียวกัน ดังนั้นมาตรา 8 สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีมาตรา 112
"ผมว่าลึกๆ แล้ว ความคิดที่จะปฏิเสธเรื่องข้อยกเว้นโทษ หรือปฏิเสธสิทธิอย่างอื่นที่จะมาขันแข่งกับเรื่องเกียรติยศชื่อเสียงของกษัตริย์ ก็คือเรื่องของความเชื่อเรื่องความเป็นไทยต่างๆ เรื่องความจงรักภักดี ความเชื่อเรื่องสมมติเทพ ที่ผสมกลมกลืนคลุกเคล้า จนกลายเป็นความเชื่อมั่นอันหนึ่งที่ฝังอยู่ลึกๆ คือความเชื่อที่ว่าพระมหากษัตริย์ไม่ทรงกระทำความผิด หรือไม่อาจกระทำความผิดได้ พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือความผิด เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงไม่มีประเด็นที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์พระองค์" รศ.จรัญกล่าวเสนอความคิดเห็น
ในเรื่องพระมหากษัตริย์กับการกระทำความผิด รศ.จรัญกล่าวว่า มี 3 วาทกรรมที่ซ้อนกันอยู่ และมีการแย่งช่วงชิงกันว่าอันไหนสำคัญกว่า คือ 1."The king can do no wrong, the king can do nothing" กษัตริย์กระทำผิดไม่ได้ตามหลักคิดสากล ตามรัฐธรรมนูญ กษัตริย์ไม่มีอำนาจ การใช้อำนาจต้องกระทำผ่านตัวแทน ซึ่งมีการนำตรงนี้มาย้ำอยู่เรื่อยๆ โดยเฉพาะเรื่องพระราชอำนาจ หรือพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ 2."The king can do no wrong but the king can do something" กษัตริย์ทำอะไรไม่ผิด แต่ทำบางสิ่งบางอย่างได้ นี่คือวาทกรรมแบบไทยๆ ที่สะท้อนลึกๆ ในเรื่องสมมติเทพที่ยังมีอยู่
3. "The king can do wrong" พระมหากษัตริย์กระทำผิดได้ ซึ่งเป็นที่ฮือฮาหลังพระราชดำรัส เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.48 แต่ความจริงหลักคิดนี้สาวไปได้ถึงหลักพระธรรมศาสตร์ของนิติปรัชญาหรือปรัชญาทางการเมืองไทยโบราณได้ในแบบพุทธรรมนิยม ซึ่งหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช เคยพูดประเด็น "The king can do wrong" ตั้งแต่ปี 2510 ว่านี่คือหลักกฎหมายไทย โดยยกกฎมณเฑียรบาลบทที่ 106, 113 ในกฎหมายตราสามดวง ซึ่งพูดเกี่ยวกับเรื่องการทัดทานพระราชอำนาจ โดยเฉพาะอำนาจที่ใช้โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายยุติธรรม
"แต่ว่าในความเป็นจริงหลักการนี้เป็นเพียงมายาคติที่มีอยู่ในสังคมไทยมาโดยตลอด ภายใต้ระบบคิดที่มีเรื่องของเจ้าชีวิต มีบทกฎหมายอื่นที่ขัดแย้งกันอยู่ในตัว เช่น บทกฎหมายที่ห้ามขัดพระบรมราชโองการ เพราะฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้จึงมีลักษณะคล้ายเป็นนิยามเรื่องหนึ่ง ที่จะถูกหยิบขึ้นมาโชว์ให้เห็นว่านี่คือ สถานะอำนาจในการใช้ของกษัตริย์ที่มันดูงดงาม และเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม แต่ในความเป็นจริงมันไม่ค่อยปรากฏออกมา แล้วก็เป็นกฎหมายที่เอาไปคุยโอ้อวด แต่ปฏิบัติไม่ได้" รศ.จรัญ เสนอความคิดเห็น
รศ.จรัญ กล่าวต่อมาถึง บทกฎหมายในประเทศอื่นๆ เช่น ตัวบทกฎหมายจีนโบราณ ที่มีหลักเกี่ยวกับเรื่อง "The king can do wrong" เพราะในอารยธรรมของจีนโบราณ กษัตริย์ต้องอยู่ใต้อาณัติสวรรค์ ถ้าทำผิดถูกเพิกถอนได้ ซึ่งอาจจะนำสู่การล้มล้าง หรือปฏิเสธ นอกจากนี้ในราชสำนักจีนโบราณ ตั้งแต่ยุคจักรพรรดิถังไถจง มีตำแหน่งขุนนางทักท้วง เป็นผู้คอยทักท้วงทัดทานจักรพรรดิ โดยมีเรื่องราวและชื่อเสียงของบุคคลในตำแหน่งนี้ระบุไว้ในประวัติศาสตร์ หรือในเรื่องนักกฎหมายที่ซื่อสัตย์ของจีนคือเปาบุ้นจิ้น เหล่านี้โยงเพื่อให้เห็นว่า "The king can do wrong" เป็นหลักที่มีอยู่จริงในวัฒนธรรมตะวันออก ทั้งยังมีตัวอย่างปัจจุบันคือ รัฐธรรมนูญของภูฎาน ฉบับปัจจุบันปี 2008 ซึ่งพูดถึงเรื่องการสละราชสมบัติของกษัตริย์ในกรณีจงใจละเมิดรัฐธรรมนูญ ตรงนี้เป็นการยืนยันว่าพระมหากษัตริย์กระทำผิดได้ หลักการเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญและสังคมไทยอาจต้องมาคิดทบทวน
มาตราหมิ่นบุคคลธรรมดา
มาตรา 329 ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต
(1) เพื่อความชอบธรรม ป้องกันตนหรือป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม
(2) ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าที่
(3) ติชม ด้วยความเป็นธรรม ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือ
(4) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมเรื่องการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุม
ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท
มาตรา 330 ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิดพิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ
แต่ห้ามไม่ให้พิสูจน์ ถ้าข้อที่หาว่าเป็นหมิ่นประมาทนั้นเป็นการใส่ความในเรื่องส่วนตัว และการพิสูจน์จะไม่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน
ในส่วนข้อเสนอ รศ.จรัญ กล่าวว่า 1.ควรมีการแก้กฎหมาย และ 2.การตีความกฎหมายโดยศาล สามารถทำให้มีความก้าวหน้า กล้าตีความโดยไม่ยึดติดกับถ้อยคำ อย่างมีจุดประสงค์ที่จะขยายสิทธิเสรีภาพ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ยุติธรรมในสังคมมากขึ้น และตีความในลักษณะลบล้างคำพิพากษาเก่าๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับคดีหมิ่น ที่มีลักษณะที่เป็นแบบตุลาการภิวัตน์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งส่วนตัวมองในแง่ลบ คือ มีลักษณะการใช้กฎหมายที่ไม่ยึดมั่นในหลักการ จำกัดสิทธิ ลิดรอนประชาธิปไตย และอาจมีเรื่องความเกี่ยวพันธ์ทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง
"สถาบันกษัตริย์อยู่เหนือกฎหมายไม่ได้ คุณจะไปยกสถาบันกษัตริย์ให้อยู่เหนือกฎหมายไม่ได้ด้วยการเพิ่มโทษการดูหมิ่นกษัตริย์มากกว่าการดูหมิ่นกฎหมายบ้านเมือง เพราะว่าเราพูดถึงเรื่องประชาธิปไตย พูดถึงเรื่องการปกครองโดยรัฐธรรมนูญ เรื่องของหลักนิติธรรม ให้ได้โดยมาตรา 3 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ที่กฎหมายเป็นใหญ่สูงสุด เพราะฉะนั้น หากยึดตาม 3 วรรค 2 แล้ว มาตรา 112 ขัดรัฐธรรมนูญ" รศ.จรัญ กล่าว
คำชี้แจง
เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น
- ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
- ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
- อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง
ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค
จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ
* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน









บางกอก
คนรักในหลวงอย่างผม จะรู้สึกชื่นชมมากเลยครับถ้านักวิชาการนักกฎหมายหลายๆท่านตามบทความข้างบนจะเอาเวลาและความรุ้ความสามารถที่มีไปใช้ประโยชน์ในการปกป้องประชาชนจากกฎหมายอื่น ที่ชัดเจนว่าละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชนมากยิ่งกว่า ปอ.๑๑๒ กฏหมายอย่างเช่นพรบ.ปปง นั้น ละเมิดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญยิ่งกว่ากฎหมายใด และริดรอนสิทธิของคนกลุ่มใหญ่ยิ่งกว่าเฉพาะพวกมีเจตนาหรือไม่มีเจตนาล้มเจ้ามากนัก ไม่เห็นมีนักวิชาการนักสิทธิมนุษยชนหน้าไหนออกมาปกป้องสิทธิ์ให้ประชาชน เห็นมีแต่มาร้องแรกแหกกระเชอเอากับกฎหมายหมิ่นที่คนใจเป็นไทยแท้ยากนักที่จะกระทำการละเมิดได้....ถามจริงว่าถ้ายกเลิกปอ.๑๑๒ไปแล้วนี่ คนไทย๖๕ล้านคนนี่มีคนได้ประโยชน์จริงๆสักกี่คนกี่ครอบครัวครับ,แล้วจะมีคนสักกี่ร้อยคนที่จะใช้ประโยชน์จากการยกเลิกกม.นี้....เสียเวลาร่ำเรียนกันจนเป็นดอกเตอร์เป็นศาสตราจารย์ ไม่ลองคิดทำอะไรให้เป็นประโยชน์กับคนส่วนใหญ่มากกว่านี้บ้างหรือครับ....แก่ๆกันแล้วอย่าให้ต้องพูดมากกว่านี้เลย คันนักของขึ้นก็ไปลุยกับกม.ยึดทรัพย์เจ็ดชั่วโคตรอย่างกม.ปปง. หรือ ไปทำเรื่องกม.ภาษีมรดกอะไรทำนองนั้น มันจะคุ้มกับเวลาที่เสียไปกับการร่ำเรียนมามากกว่า......หรือว่าเป็นพวกใจกล้าขาสั่น กล้าเล่นแต่เรื่องที่รู้อยู่ว่าไม่โดนตอบโต้แน่ๆเท่านั้น...
ขำกลิ้ง
ผมชอบเวปนี้จัง มีข่าวลักษณะนี้ตลอด ชอบครับ ชอบอ่าน ก็ว่ากันไป อ้ายเรามันชาวบ้านธรรมดาไม่ได้มีตุ้งมีตังค์เหมือนคนอื่นเขา คนรวยเวลาเขาไปเที่ยวต่างประเทศ เขาก็เอามาออกข่าวกันเป็นวรรคเป็นเวร อ้ายเรามันคนจน ก็ได้แต่เฝ้าดูเขาหน้าจอทีวี ไม่ได้ว่าใครนะ น้อยใจตัวเองที่เสือกเกิดมาเป็นคนจน ก็แปลกดีนะคนรวยเวลาทำผิดก็ไม่ต้องรับโทษ แถมยังโฟนอินเข้ามาได้อีกต่างหาก ไม่มีไอ้หน้าไหนไปจับ แต่ถ้าเป็นคนจนล่ะมึง วิสามัญแม่งเลย เฮ้อประเทศไทย
สะพานแดง.......
ยิ่งจงรักภักดี ต่อสถาบันมากยิ่งต้องแก้ เพราะคนที่นำมาใช้เป็นเพียงกลุ่มบุคคลที่ชิ้นอยู่กับอำนาจศักดินา มีแต่ความเกียจค้าน ฉวยโอกาสเอาความจงรักภักดีบังหน้าจึงทำให้สถาบันเสือมถอยลงทุกวัน จึงสมควรแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานะการณ์ปัจจุบัน
ปัญญา รุ่งทอง
เห็นด้วยกับ อ.จรัญ โฆษณานันท์ เต็มร้อยครับ
doctorJ
khunบางกอก
Considering your rhetoric, I think it's kinda easy for guy with your kind of intelligence to grasp the point of the debates in these seminars. Regarding your arguement stating that how LM can affects public interest( you think it doesn't ). Wasn't the "republic scandal" made against Thaksin that was used as an excuse to overthrow him and staging a coup in 2006. Need I remind you how much the coup affected everybody, how much the 2007constitution affected democracy in this country. Was a weak coalition government like Abhisit, the result of the 07 constitution. Now LM was abused for the same political purpose, how could it NOT affect public interest.
สะท้อน
การไม่จงรักภักดีเป็นความผิด หากไม่เรียกว่าเราอยู่ใต้เผด็จการแล้วจะเรียกว่าอะไร???
พ.อ. สรรเสริญ โฆษกกองทัพบกออกมาให้ข่าวว่า กองทัพไทยเป็นสุภาพบุรุษ
ไม่ทำการลอบสังหาร(ทักษิณ)แน่นอน...เหตุผล ปฎิวัติง่ายกว่าลอบสังหาร ???
วันก่อนๆ ประชาชนยังไม่รู้อะไรจริง อะไรเท็จ ประชาชนสับสน...เมื่อเวลาผ่านไปๆๆ ความจริงก็เริ่มปรากฏ
- อะไรเล่าจะเลวต่ำช้าสามานย์ยิ่งกว่าการสดุดีตนเองให้ผู้อื่นฟัง การมองดูโทษของผู้อื่นอย่างเดียว เลวร้ายยิ่งกว่าการยกย่องตัวเอง
- บาปเป็นสิ่งที่ซ่อนเร้นไว้ไม่ได้ บาปจะปรากฏอยู่บนใบหน้าของผู้กระทำอย่างแจ่มชัด ความจริงข้อนี้เราอาจจะไม่ประจักษ์แจ้ง แต่ก็เป็นความจริงที่มีอยู่ในโลก
- ของปลอมทุกชนิดไม่อาจผ่านด่านการทดสอบจากกาลเวลาได้ ใครผ่านด่านไม่ลุ่มหลงในสิ่งจอมปลอมได้ ผู้นั้นจะมีผลงานที่ดียิ่งขึ้น
- คนหนึ่งลงมือโขมย คนที่สองช่วยโขมย คนที่สามคิดจะโขมย ทั้งสามคนนี้ได้ชื่อว่าเป็นโขมยทั้งสิ้น
- ที่ใดมีความหลอกลวงแม้จะมีความดีอยู่บ้าง ก็จงอย่าได้เยี่ยงกรายไป ณ ที่นั้นเลยแม้เพียงเพื่อความดีดังกล่าว ขืนย่างกรายเข้าไปก็เท่ากับไปร่วมมือกับความชั่ว
- คำพูดที่ว่า ภูเขาที่มองเห็นในระยะไกลดูสวยงามนั้น ใช้ได้กับแทบจะทุกสิ่งในชีวิต
- ความชั่วเจริญงอกงามในที่มืด แต่จะสูญสิ้นในที่สว่าง
doctorJ
continue:
This doesn't mean I agree with everything Thaksin did. In fact, I still loathe how he abuse and exploit the 1997 constitution. But what is happening at the moment is surely not the cure. The abusive enforcement of LM also not do the country any good. If you can't realise what is the core problems of the mess we are facing, then you can count your time left for you before we are all dragged into the abyss.
ว ณ ปากนัง
*การขัดขวาง วัฒนธรรม ประชาธิปไตย
เป็นปัญหา ยิ่งใหญ่ ไร้ศักดิ์ศรี
สิ่งที่มี แต่ชื่อ คือไม่มี
จึงเหมือนไร้เสรี ประชาธิปไตย
*จึงต้องเอา ปัญหา มาตีแผ่
หาทางแก้ ร่วมกัน ไม่หวั่นไหว
เอาให้แน่ ชนชอบ ระบอบใด
รักษ์ประชาธิปไตย หรือเผด็จการ
*ประชาธิปไตย ภายใต้ ความหวาดกลัว
เหมือนกดหัว เอาไว้ ไม่คิดหาญ
อยากเงยหน้าอ้าปากอยากคิดอ่าน
ถูกหาต้านอำนาจความมั่นคง
*เป็นประชาธิปไตยใส่หน้ากาก
มีบทพากย์เอาไว้ให้ไหลหลง
สิทธิ์เสรีที่จะพูดบอกตรงตรง
ความมั่นคงกดไว้ให้เงียบงัน
ว ณ ปากนัง
*อันสิทธิมนุษยชน
เป็นสากล ไทยรับรอง ต้องสร้างสรรค์
ความมั่นคง ของปวงชน เป็นสำคัญ
ความมุ่งมั่น คือประชาธิปไตย
*หากมุ่งแต่ ความมั่นคง ของตนเอง
เที่ยวข่มเหง คนคิดต่าง สร้างเงื่อนไข
เท่ากับสร้าง ปัญหา พาพิษภัย
ความมั่นคง ภายใน ไร้ยุติธรรม
หมิ่น
กฎหมายหมิ่นประมาท
1.สำหรับคนทั่วไป คุณวิจารณ์เขาได้ ถ้าสิ่งที่คุณวิจารณ์เป็นเรื่องจริง
และเป็นประโยชน์ ต่อส่วนรวม คุณไม่ต้องรับโทษ
2.สำหรับในหลวง ราชินี รัชทายาท ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
ถ้าคุณวิจารณ์
แม้จะเป็นเรื่องจริง และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม
คุณก็ต้องติดคุก 3-15 ปี
การที่เราพูดเรื่องจริงที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม แล้วต้องติดคุก 3-15 ปี
เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ต้องแก้ไข
สะท้อน
มีเวทีอภิปรายเรื่องการหมิ่นฯกันได้ นับว่าดี... การปิดกั้นไม่ให้พูดถึงย่อมเป็นไปไม่ได้
เรามีประมุข หากถูกปิดกั้นไม่ให้พูดถึง หากประชาชนพากันหันหลังให้ แล้วเราจะมองหน้ากันได้อย่างไร...มีผู้พยายามไม่ปรับแก้หรือยกเลิกกฏหมายนี้ เพราะจะเอาไว้ใช้ทำลายศัตรูทางการเมืองของตน
การจงรักภัคดี...เป็นนามธรรม คือมันเกิดๆหายๆได้ในจิตใจของผู้คนในทุกขระจิต มันเป็นเรื่องภายในจิตใจ ตรวจสอบกันไม่ได้ แม้จะแสดงกิริยาทางกายก้มโค้งนบนอบหมอบกราบหรือเพ็จทูลพูดออกมา จะหมายถึงว่านั่นเป็นการจงรักภักดี..มันไม่ใช่เลย ในประวัติศาสตร์พระมหากษัตริย์ถูกลอบปลงพระชนม์มาเสียนักต่อนักแล้ว ก็จากผู้ที่แสดงกิริยาก้มโค้งหมอบกราบพูดนี่เองประชาชนผู้อยู่ห่างไกลไม่มีโอกาศจะทำได้เลย
รัฐบาลตัวแทนทหาร,พธม.นำเงินประชาชนอกแจกประชาชน เงินนี้ เป็นเงินของประชาชน รัฐบาลตัวแทนหทาร นำออกมาแจก ประชาชนนำไปใช้จ่าย แล้วก็หมด หมดแล้วก็หาใหม่ไม่ได้ฝืดเคืองจนต่อไปตามเดิม เพราะไม่ได้เอาไปผลิตสินค้าออกขาย เงินนี้จะไหลไปสู่มือพ่อค้า เงินนี้จึงเป็นการช่วยพ่อค้าชนชั้นกลางไปเสีย ไม่ใช่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจแน่นอน แต่มีเป้าหมาย หวังให้ชาวบ้านนิยมรัฐบาลตัวแทนทหารและพธม.ฯ
รับกันมารายละ ๒๐๐๐ บาท เมื่อนำมารวมกันเป็นกองทุน คงได้จำนวนไม่น้อย หากเอาเงินกองทุนนี้ มาเป็นทุนเพื่อต่อสู้ทวงคืนประชาธิปไตย เช่นการต่อสู้ทั่วๆไปต้องใช้ทุนเสมอ ก็จะคุ้มค่าเป็นผลประโยชน์มหาศาลต่อประชาชน ดีกว่าเอาไปจ่ายแล้วก็หมด..พ่อค้าฟันกำไรไปง่ายๆ
พรรคการเมืองเขาระดมทุนกัน....แล้วก็เอามาเป็นทุนมอมเมาประชาชน ให้เลือกเขาเข้าสภาฯ เมื่อได้เข้าไปแล้ว ก็กลายพันธ์ลอกคราบออก เป็นงู แล้วก็ไล่ฉกหาประโยชน์ให้ตนทุกรูปแบบ
ประชาชนอย่างเราๆกว่าจะ"รวมกลุ่ม"กันได้ก็ยากไม่น้อย..แต่"การรวมทุน"ของ กลุ่มยิ่งยากขึ้นไปอีก ดังนั้นเมื่อรัฐบาลตัวแทนเผด็จการ เอาเงินมาแจก มันจึงเป็นโอกาศดีของประชาชนที่จะ "ระดมทุน"ของกลุ่มกันได้ไม่ยาก จะได้เอาไปใช้จ่ายในการเรียกร้องประชาธิปไตยกลับคืน
ขอเรียกร้อง
ดีมาก
ทุกท่านล้วนเป็นผู้ที่มีคุณวุฒิ คุณธรรม ความเห็นของแต่ละท่านล้วนเป็นสิ่งที่หน้าฟังหน้าคิดทั้งสิ้น ขอชื่นชมและสนับสนุนทุกท่าน ขอให้สิ่งที่ทุกท่านหวังและปราถนากลายเป็นความจริงขึ้นในทันทีทันใด ประเทศไทยจะได้ไม่ถูกต่างชาติหัวเราะ เพราะกฏหมายที่ล้าสมัยยิ่งกว่ายุคกรุงศรีอยุธยายังถูกนำมาใช้เพื่อทำลายความคิดเห็นที่แตกต่าง อยากให้ไทยเหมือนนานาอารยะประเทศที่กฏหมายทุกฉบับ จะต้องถูกปรับปรุงแก้ไขให้ทันสมัยตามยุคตามสมัย เป็นไปตามภาวะที่โลกมีการเจริญก้าวหน้าขึ้นทุกวินาที
ไม่เคยเห็นที่ไหนในโลกที่กฏหมายถูกนำมาเขียนแบบย้อนยุค แม้แต่ในแถบแอฟริกาเขาก็ไม่ทำกัน การออกกฏหมายเพื่อจำกัดความคิดความเห็นที่แตกต่าง ในโลกแห่งความถูกต้องแห่งความเป็นจริง ทุกสิ่งต้องปรับตามสภาวะของธรรมชาติ การฝืนธรรมชาติ รังแต่จะทำให้สิ่งๆนั้นฝุพังเร็วยิ่งขึ้น พังง่ายยิ่งขึ้น
ปลง
**จะโฟนอิน หมิ่นทหาร อีกนานไหม
จะรุกไล่ ให้อับจน ใครทนได้
สุรยุทธ์ และจรัญ แม้จัญไร
อย่าด่าไป ถึงป๋าเปรม เกมส์จบกัน
* จะด่าใคร ก็ขอให้ ไว้หน้าบ้าง
คนชั้นล่าง มันจะรู้ ผู้เสกสรร
ต่อหน้าดี มีเมตตา สารพัน
เบื้องหลังนั้น มันแสนทราม สุดย่ามใจ
***ผู้ก่อกรรม ทำวิบัติ รัฐประหาร
คนหัวล้าน คนหัวขาว คนหัวใส
สุมหัวกัน ภาพมันฟ้อง ต้องเข้าใจ
มวลชนไล่ ไปให้พ้น อับจนจริง..
ขำกลิ้ง
ผมจะคอยดูน้ำหน้าพวกคุณ ว่าจะซ่ากันได้ซักแค่ไหน ถ้าคิดจะเก่งก็เก่งให้จริงก็แล้วกัน อยากให้เจอหน่วยจรยุทธ์จริงเลยแล้วจะหนาว ซ่ามากไปแล้วชอบดึงฟ้าให้ต่ำ คนที่รับผิดชอบทำไมไม่จัดการว่ะ ปล่อยให้เป็นแบบนี้ตลอดได้ไงว่ะ มันมากไปแล้วเว้ย จาบจ้วงมากขึ้นเรื่อยๆตลอด เป็นข้าราชการทำซ่งติงอะไรว่ะ ไม่ใส่ใจเท่าที่ควรนี่หว่า แล้วไอ้ทักษิณปล่อยให้มันเห่าโฟนอินปลุกระดมตลอดได้ไง ไม่ไหวล่ะมั้งถ้ายังปล่อยให้เป็นแบบนี้
Go bullshit bananas !!
อยากให้ประเทศไทยมีการเลือกตั้งประมุขด้วย
ถ้าสนธิชนะการเลือกตั้ง
พวกที่สนับสนุนและให้ท้ายสนธิ จะกราบมันลงไม๊!!!
อยากเห็น
ถอน
กฏหมายศักดิ์สิทธิ์ ครอบจักรวาล
แค่ทักษิณโฟนอิน อ้างถึงพระบารมีของพระเจ้าอยู่หัวและอำนาจประชาชนเท่านั้นที่จะช่วยนำพาให้กลับบ้าน ทางฝ่ายรัฐรัฐบาลก็ใช้หลังพิงวังทันที หาว่าทักษิณอาจมีความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ..ก็อย่างนี้ไงที่คนมันเอาเรื่องหมิ่นฯมาเป็นเครื่องมือ..มันพูดไปได้อย่างไรว่าเขาหมิ่นฯ ตัวมันเองนั่นแหละชอบอ้างเบื้องสูงทำลายคู่ต่อสู้....อย่างนี้มันต้องแก้ อย่างนี้มันต้องถอน
The Other
เพื่อไทย-เสื้อแดงสู้เพื่อใคร
----------------------------*
3 เดือนที่พรรคประชาธิปัตย์พร้อมด้วยพรรคพันธมิตรอื่นๆ ร่วมเป็นรัฐบาลมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยซึ่งถูกพรรคประชาธิปัตย์จับขั้วใหม่ ต้องกลายมาเป็นฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
การต่อสู้ของพรรคฝ่ายค้านได้พยายามดำเนินมาเรื่อยๆ แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากอดีตพรรคร่วมรัฐบาลเก่า แม้บางครั้งจะต้องใช้ม็อบคนเสื้อแดงกดดันก็ตาม
เพราะสังคมรู้เท่าทันพรรคเพื่อไทยว่ามีเป้าหมายแฝงอยู่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ทั้งนี้ด้วยการเริ่มที่พรรคเพื่อไทย เสนอให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรมนักโทษการเมือง ด้วยการนำเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ โดยประธานสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง
หลังจากไปประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคเพื่อไทยที่จังหวัดนครราชสีมา แต่ปรากฏว่าพรรคร่วมรัฐบาลอย่างกลุ่มเพื่อนเนวินปฏิเสธไม่สนับสนุนพระราช บัญญัติดังกล่าว
แต่นั่นก็ยังไม่ทำให้สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรพรรคเพื่อไทยลดละความพยายาม โดย ร.ต.ท.ชวรินทร์ ลัทธศักดิ์ศิริ ได้ออกมาปล่อยข่าวว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์เบื่อพรรคร่วม รั
ฐบาล พร้อมกับแพลมข้อเสนอรัฐบาลแห่งชาติออกมา ซึ่งการแพลมเรื่องดังกล่าวคล้ายกับการนำเสนอเรื่อง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติของ ร.ต.อ.เฉลิม
The Other
เกมนี้เป็นการรู้เท่าทันของผู้จัดการ รัฐบาล นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่ได้ออกมาปฏิเสธชนิดตัดเยื่อขาดใย แม้ว่าเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552
ม็อบกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งก็นำโดยสมาชิกพรรคเพื่อไทยอย่างนายวีระ มุสิกพงศ์ นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ และ นายจตุพร พรหมพันธุ์ จะได้นัดชุมนุมและเคลื่อนย้ายมาปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลทั้งนี้อ้างว่าเพื่อ ติดตามข้อเรียกร้อง ที่เสนอต่อรัฐบาลก่อนหน้านั้น
ไม้ตายอีก ขั้นคือ การยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ออกมาขู่ว่าเป็นไม้ตายที่รัฐบาลหมดหนทางดิ้นแน่นอน เรื่องนี้เกี่ยวโยงกับประเด็นเรื่องเงินๆ ทองๆ ในวงเงิน 250 ล้านบาท ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์รับมาจาก ทีพีไอและทุกอย่างก็ผ่านไปโดยคณะรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายถูกโหวตให้ได้รับชัย ชนะ
และไม้ตายขั้นสุดท้ายที่พรรคเพื่อไทยใช้ข่มขู่รัฐบาลคือการนัดชุมนุมใหญ่คน เสื้อแดง 26 มีนาคมนี้ โดยขู่ว่าจะชุมนุมยืดเยื้อไม่ชนะไม่เลิก
เช่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่โฟนอินเข้ามาปลุกผู้สนับสนุนบ่อยและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
----------------------------------------------------------------------------------------------
The Other
ล้มเจ้า ?
จะพลิกฟ้าคว่ำดินสิ้นมนุษย์
ค้นเถอะความพิสุทธิ์อันปรารถนา
ไปบัญญัติความฝันและมรรคา
ขับเคลื่อนโลกนำพาความเป็นคน
โดยสิทธิเสรีภาพ
ที่กำซาบสมัยยุคไปทุกหน
จากสามัญอันไม่สิ้นการดิ้นรน
สืบไปถึงอริยะชน ผู้ปล่อยวาง
โดยความเท่าในศักดิ์ศรีวิถีมนุษย์
มีตัณหาเป็นที่สุดไม่แตกต่าง
อวิชชามืดบอดสืบทอดทาง
อุดมการณ์อำพราง เพ้อชีวิต
ปรารถนาใดเล่าที่เจ้าค้น
ความเทียมเท่าเราคนรู้ถูกผิด
ท่ามกลางความเป็นตายสหายมิตร
ศักดิ์และสิทธิ์จักเทียมเท่าอย่างเข้าใจ
โลกล้มลุกคลุกคลานทางความคิด
อุดมการณ์มาร์กซิสต์สังคมใหม่
อภิวัฒน์มรรคาประชาธิปไตย
เจ้าเพรียกหาอะไร หรือเสรี
ป้า
ผายลม[ตด ]แบบเอ๊กซิเดนหน้ารูปท่าน จะโดนกฎหมายหมิ่นไม๊ ถามจริง
ต้องถามว่าถ้าไม่ยกเลิกจะเกิดผลอะไรบ้าง
สถาบันกำลังเสียหายจากการที่ต่างประเทศมองว่ากฏหมายหมิ่นคือการริดรอนสิทธิในประเทศไทย ไม่ใช่คนไทยเท่านั้นที่เสียหายจากสายตาของชาวโลก คนที่ถามว่าจะได้ประโยชน์อะไรจากการยกเลิกกฏหมายหมิ่นก็ยังที่ว่า ภาพพจน์ของประเทศไทยจะดุดีขึ้น และสถาบันจะไม่ตกเป็นเป้าโจมตีของต่างประเทศโดยโยงเรื่องข้อหาหมิ่นเข้าสู่เรื่องสิทธิเสรีภาพในประเทศ ถึงไม่มีกฏหมายหมิ่นคนไทยก็ยังเหมือนเดิมคือเคารพต่อสถาบันไม่มีใครจะออกมาหมิ่นสถาบัน ส่วนการตีความที่พยายามให้อีกฝ่ายมีความผิดเกี่ยวกับสถาบันก็จะไม่ถูกนำมาใช้ การเมืองก็จะเริ่มแยกออกจากสถาบัน และไม่มีใครใช้ข้อหาเรื่องการหมิ่นมาเป็นเครื่องมือเพื่อความชอบธรรมของตัวเอง
ขำ ขำ
ความคิดเห็นที่ 14
ขำกลิ้ง
"จาบจ้วงมากขึ้นเรื่อยๆตลอด "
จะถามว่า "จาบจ้วง" แปลว่าอะไรอ่ะ
ทำลืมแหกปากอยู่ไม่กี่เดือน
อ้าวเห้ย คหที่17 ก็รัฐบาลไอ้มาคพร่องมรึงเคยเสนอรัฐบาลแห่งชาติมาก่อนเขาก็นึกว่ารัฐบาลมรึงชอบแนวทางนี้อยากสมานฉันท์ร่วมกันทำงานไงล่ะ ความจำเสื่อมเหรอมรึง ไอ้มาคพูดไปไม่กี่เดือนมานี่ตลอดต้องมีรัฐบาลแห่งชาติเพื่อความสมานฉันท์ของคนในสังคม พอพวกมรึงมาเป็นรัฐบาลเขาก็เสนอตามสิ่งที่พวกมรึงเคยเรียกร้องไง่ล่ะว่ะ ทำลืมไอ้ฟาย พรบปรองดองก็ทำตามความต้องการพวกมรึงเหมือนกันถ้าเป็นรัฐบาลแห่งชาติก็ต้องเปิดโอกาศให้บุคลากรทำงานได้ก็ไม่คล้องจองเข้ากันเหรอว่ะ ความคิดเห็นของไอ้มาคทั้งนั้น
พรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองว่ะ
คหที่17 นี่มันแกล้งโง่เปล่าว่ะ พรรคเพื่อไทยก็คือพรรคที่ทักษิณสร้างมา บุคลากรที่ฉลาดที่สุดในพรรคก็คือทักษิณ ไม่ใช่สิฉลาดที่สุดในประเทศ เออไม่ใช่น่าจะฉลาดระดับโลกถึงจะถูก ไม่เอาทักษิณจะเอาสุนัขที่ไหนว่ะ คนทั้งพรรคประชาธิปัตย์เอาสมองมายัดรวมกันยังโง่กว่าทักษิณเลย มันก็ต้องต่อสุ้เพื่ออดีตหัวหน้าพรรคซิว่ะเพราะนโยบายต่างๆที่หาเสียงก็เอาชื่อทักษิณหาเสียงจนชนะเลือกตั้ง มรึงจะให้เพื่อไทยไปชูใครเป็นผู้นำล่ะว่ะ โง่จริงๆเลยมรึงนิ
แล้วก็ไ่ม่ต้องมาเสรือกเอาคนเสื้อแดงไปรวมกับพรรคเพื่อไทยเพราะมันคนละพวกกันแม้จะต่อต้านรัฐบาลนอมินีทหารเหมือนกัน ที่บอกว่าไม่เหมือนเพราะคนเสื้อแดงไม่ได้เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมทักษิณกับพันธมิตร นี่คือเหตุผลส่วนหนึ่งที่แยกระหว่างเรื่องที่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมของสังคมกับพรรคการเมือง
ผีเสื้อน้ำ
อจ.จรัญ สุดยอดของนักนิติปรัชญาไทย ทุกถ้อยคำล้วนมีนัยและความหมาย ชื่มชมอย่างยิ่ง
คนซิ่ดนีย์
ขอชมอาจารย์จรัญ สุดยอดกระบวนยุทธ์ทางความคิด ปัญญาแหลมคมอย่างคงเส้นคงวา ไม่เสียชื่อมหาวิทยาลัยซี่ดนี่ย์ที่ผลิตนักกฏหมายมือดีมาให้โต้คลื่นกระแสหลักของสังคมไทย จรัลจบปอตรีด้านกฏหมายเกียรตินิยม อันดับสองจากรามกำแหง เขาเป็นนักสู้ มีความมุ่งมั่น แนวแน่ จริงจังเพื่อคนส่วนใหญ่ของประเทศในสายตาของผม สมัยเขาเป็นนักศึกษาปอโท อยู่ในซิ่ดนีย์ เขาเป็นตัวอย่างที่ดี หาทุนเรียนเองได้อย่างน่านับถือ ในเวลาเดียวกันอาจารย์ธงชัย นักประวัติศาสตร์มือฉมังในพอศอนี้ จบปอตรีประวัติศาสตร์เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทองจากธรรมศาตร์มาเป็นนักเรียนทุนปอเอกของมหาวิทยาลัยซิ่ดนี่ (สมัยนั้นนักเรียนไทยในซิ่ดนีย์นับตัวได้) มักจะแลกเปลี่ยนความคิดทางทางเมืองอยู่เสมอเมื่อมีเวลาในยามว่าง วันนี้แต่ละท่านต่างตกผลึกหลังจากสะสมประสบการณ์จากทุกซอกทุกมุมในมุมมองสังคมไทยถึงก้นบึ่ง แนวความคิดทางสองท่านที่สะท้อนออกมานั่นคือตัวตนที่แท้จริง เราขอเอาใจช่วย
ว ณ ปากนัง
*สิ่งเพรียกหา คือประชาธิปไตย
ที่กินได้ จับต้องได้ ไร้ปัญหา
รับรองสิทธิ์ เสรี ที่มีมา
อย่ากล่าวหา กันง่ายง่าย ไม่ภักดี
*ไม่คว่ำฟ้า พลิกแผ่นดิน แต่อย่างใด
มุ่งหวังให้ ความเป็นคน ดลศักดิ์ศรี
มีความคิด เห็นได้ ไม่เฆี่ยนตี
ไม่เป็นที่ ถูกเหยียบย่ำ ถูกทำลาย
*ประกาศตน เป็นประเทศ ประชาธิปไตย
จะต้องให้ สิทธิ์เสรี มีความหมาย
ไม่มีพวก อีแอบ คิดแยบคาย
คอยทำร้าย คนคิดต่าง อย่างที่เป็น
*ไม่เคยคิด ล้มเจ้า เผาเมืองป่วน
รู้ที่ควร ไม่ควร ล้วนคิดเห็น
ความภักดี อยู่ที่ใจ ใฝ่ร่มเย็น
อย่านำมา ฆ่าเข่น เป็นเครื่องมือ
The Other
แดงทราม ลามไม่สิ้น
-----------------------
นรกชังสั่งมาบ้าไม่สิ้น
เพลิงแค้นใครเผาแผ่นดินเสียหม่นไหม้
จ้างระยำลำพองเงินของใคร
โหมแรงไฟโง่เขลาแผดเผาเมือง
ต่ำช้าและป่าเถื่อน
คอยย้ำเยือนปั่นปลุกไปทุกเรื่อง
ทรามจักแฝงให้แดงวุ่นด้วยขุ่นเคือง
ไม่ประเทืองใดประทังจนพังยับ
ไม่ฉิบหายไม่เลิกรา
ไม่จบสิ้นชีวายังไม่กลับ
กี่ผิดชั่วหัวใจไม่ยอมรับ
คุณแค้นคับอะไรในแผ่นดิน
มันไม่ใช่การต่อสู่
เป็นแต่ความอดสูให้ท้องถิ่น
ย่ำแต่ความเถื่อนถ่อยรอยราคิน
ย้ำบอดบ้าเสียชาชินในสันดาน
มันไม่ใช่ความเป็นธรรมที่เรียกร้อง
แต่เป็นการจดจ้องประหัตประหาร
ใช่วิถีอริยะเที่ยวระราน
เป็นแต่กุ๊ยอันธพาล ไร้ราคา
คนไทคนหนึ่ง
กฎหมายหมิ่นจะเลิกจะปรับปรุงอย่างไรจะไม่เลิกจะเพิ่มโทษมากขึ้นก็อย่าเก็บมาคิดให้รกสมองเลยคิดได้แต่ทำไม่ได้พวกนักการเมืองระดับอดีตนายกยังดูหมิ่นประชาชนว่าขายสิทธิ์ขายเสียงออกทีวีน่าจะมีบทลงโทษเหมือนกันด้วย
งงกับคนไทยยุคสุดท้ายจริงๆ
***อำมาตย์ ต้องถอยกรูด เพราะตูดเปิด
ความประเสริฐ ไม่มีเหลือ ให้เชื่อถือ
ทำเขาล้ม ต้มเขากิน จนเลื่องลือ
คนอึงอื้อ ฮือต่อต้าน ทั่วบ้านเมือง
***จะเป็นไง ถ้ามีไข่ ขว้างใส่ป๋า
จะเป็นไง ใครก็ด่า พวกผ้าเหลือง
จะเป็นไง ไทยทั่วทิศ คิดแค้นเคือง
จะเป็นไง ถ้าบ้านเมือง ไม่มีธรรม..
cicero
ช่วยถอดเทป เต็มๆทีเถอะครับ
ชอบตอนจบ ที่ อ.จรัญ กล่าวถึง "เทเลโฟน ลอว์" (ต้องคนที่ไปฟังที่ มธ. จะรู้)
โคตรเทพครับ ขอคารวะห้าจอก
ดช.เฟียม
FFFFFFFFFFFFFFFFFFFFF
ใครก็ได้ที่นั่งหน้าจอ
กรุณาช่วยกระซิบเบาๆบอกเฮียคห.29(otorrhea)หน่อยว่า ห้องน้ำอยู่ซ้ายมือตรงไป.....
อ้อ!บอกเฮียแกด้วยว่าทิชชู่หมดพอดี...ให้เอาติดมือไปด้วย
ขอขอบคุณอย่างสุดซึ้ง
FFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFFF