ม.เที่ยงคืนมอบเหรียญ เจริญ วัดอักษร หนุนกลุ่มแม่รำพึงปกป้องทรัพยากร


เมื่อวันที่ 29 มี.ค.51 นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน นำโดย รศ.สมเกียรติ ตั้งนโม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน จัดพิธีมอบเหรียญ "เจริญ วัดอักษร" ประจำปี 2551 ให้แก่ นายวิฑูร บัวโรย ประธานกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง ในฐานะตัวแทนกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ณ ศูนย์เฝ้าระวังที่ 1 ในพื้นที่ป่าพรุ บ้านดอนสำนัก ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในฐานะที่ร่วมกันปกป้องทรัพยากรสิ่งแวดล้อมให้กับสังคมไทยโดยรวม จากการรุกล้ำสิ่งแวดล้อม ทำลายแหล่งทำกิน และเศรษฐกิจของวิถีชุมชน กรณีการขยายโครงการโรงถลุงเหล็กเครือสหวิริยา โดยมีชาวบ้านเดินทางมาร่วมงานกว่า 300 คน


ในช่วงเช้า ชาวบ้านกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึงได้ทำการขึ้นป้าย "ศูนย์ศึกษาป่าชุ่มน้ำแม่รำพึง" บริเวณทางเข้าป่าพรุ ใกล้กับป้าย "พื้นที่เสี่ยงภัยต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม" ซึ่งนักวิชาการมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนได้มาทำการปักป้าย เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2550 โดยในครั้งนี้มีเจ้าอาวาสวัดนาผักขวางเป็นผู้ทำพิธีเจิมป้าย และรศ.สมเกียรติ เป็นประธานในพิธี


รศ.สมเกียรติ กล่าวประกาศว่า บริเวณศูนย์ศึกษาป่าชุ่มน้ำแม่รำพึง ในอนาคตจะต้องเป็นศูนย์ศึกษาการต่อสู้ของชาวบ้านเพื่อรักษาทรัพยากร ในฐานะมหาวิทยาลัยแม่รำพึง ด้วยความเหมาะสมสำหรับเป็นสถานที่ศึกษาแบบห้องเรียนธรรมชาติที่เยาวชนสามารถเข้ามาศึกษาได้ เพราะมีทั้งป่า น้ำ และสัตว์ป่า


จากนั้นเป็นการแสดงปาฐกถานำโดย นายสุจิตต์ วงษ์เทศ และการกล่าวปาฐกถาพิเศษ 2 ปี การต่อสู้ เพื่ออนุรักษ์ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บางสะพาน โดยนายสุพจน์ ส่งเสียง รองประธานกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง เรื่อง "ชุมชนท้องถิ่นและการต่อสู้เพื่อพิทักษ์ทรัพยากร" เกี่ยวกับเรื่องราวการต่อสู่ของชาวบ้านบางสะพานกับการพัฒนาที่เข้ามาในพื้นที่ และเหตุแห่งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในหมู่ชาวบ้าน


นายสุพจน์กล่าวว่า ในปัจจุบันและอนาคตชาวบ้านมีเรื่องที่จะต้องต่อสู้และตรวจสอบอีกมากมาย เช่น การรุกที่ดินสาธารณะป่าชายเลนกว่า 1,000 ไร่ การตั้งนิคมอุตสาหกรรมเหล็กบางสะพาน (เวสเทิร์นซีบอร์ด) โครงการโรงถลุงเหล็กครบวงจร 500,000 ล้านบาท โครงการท่าเรือน้ำลึกความยาวท่าเรือ 2.04 ก.ม. โครงการขุดคลองแก้ปัญหาน้ำท่วม 1,200 ล้านบาท ที่บิดเบือนข้อเท็จจริง การสร้างเขื่อนและฝาย 4 โครงการใหญ่ ปัญหาผังเมืองรวมบางสะพาน การก่อสร้างถนนตัดผ่านชุมชนจากถนนเพชรเกษมไปถึงท่าเรือน้ำลึก การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินทับสะแก และโครงการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ อ.ปะทิว จ.ชุมพร


"เป้าหมายสูงสุดในการต่อสู้ของเราก็คือ กลับไปใช้ชีวิตปกติธรรมโดยไม่มีการต่อสู้ใดๆ อีก อันหมายถึงไม่มีผู้ก่อการร้ายมาเบียดเบียนธรรมชาติอีกต่อไป แต่หากผู้ก่อการร้ายยังไม่หมดไป เราก็จะดูแลรักษาแหล่งอาหารระดับชาติแห่งนี้ และพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ให้คงไว้ด้วยวิถีชีวิตดั่งเดิมที่ยั่งยืนจริง เราได้จริง ทั่วถึงจริง ต่อไปชั่วลูก ชั่วหลานโดยไม่ย่อท้อ ตลอดไป" นายสุพจน์กล่าว


นายสุพจน์กล่าวให้สัมภาษณ์ถึงการรับมอบเหรียญ "เจริญ วัดอักษร" ของชาวบางสะพานในวันนี้ว่า เหรียญที่ได้รับ ไม่ใช้รางวัลที่ได้มาจากการแข่งขันหรือแย่งชิง หรือได้ด้วยความอยากได้ แต่เป็นการได้มาจากผู้ที่ติดตาม ยอมรับ และเข้าใจในการต่อสู้ของชาวบ้าน จากกิจกรรมที่ชาวบ้านไม่ได้อยากทำ แต่ต้องทำด้วยสถานการณ์ที่บีบบังคับ ซึ่งก็ถือเป็นรางวัลแห่งชัยชนะของการเสียสละ ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าไม่ได้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว และมีกำลังใจที่พร้อมจะยืนหยัดต่อสู้ต่อไป


ทั้งนี้ การมอบเหรียญ "เจริญ วัดอักษร" เริ่มต้นจากการที่มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และนักวิชาการอิสระ ได้ยกย่องนายเจริญ วัดอักษร นักต่อสู้ภาคประชาชนของชาวบ้านกรูด-บ่อนอก จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งถูกยิงเสียชีวิต เมื่อวันที่ 21มิ.ย.2547 ให้เป็นสัญลักษณ์ที่มอบให้กับนักต่อสู้เพื่อสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง ในการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย โดยผ่านกิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การปกป้องทรัพยากร หรือการเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชนในทุกรูปแบบ


ในปี 2549 เครือข่ายคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซและโรงแยกก๊าซธรรมชาติไทย-มาเลเซีย และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง อ.จะนะ จ.สงขลา เป็นผู้ได้รับเหรียญและแสดงปาฐกถาประจำปี ในวันจันทร์ที่ 10 ก.ค. 2549 ณ บริเวณลานหอยเสียบ อ.จะนะ จ.สงขลา และปี 2551 ได้มอบให้กับกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์




ลองดู

http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms01&ID=2563&Key=mailtoBK

โสภณ พรโชคชัย : ขอวิจารณ์แนวคิด “รักท้องถิ่น” ของคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย

3 กรกฎาคม 2550

เรื่อง ขอวิจารณ์แนวคิด “รักท้องถิ่น”

เรียน คุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย

จาก นายโสภณ พรโชคชัย

ตามคำแถลงของท่านเรื่อง “ทำไมต้อง ‘รักท้องถิ่น’?” [1] ซึ่งเผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ออนไลน์ “ประชาไท” ได้ปรากฏข้อความบางตอนซึ่งสะท้อนแนวคิดที่น่าสนใจดังนี้:

“. . . กูอยู่ของกูมาอย่างนี้ จะดีจะชั่วกูก็อยู่ของกูมาแต่รุ่นปู่ย่า ทำมาหากินเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวมาโดยอาศัยทรัพยากรรอบตัว คือ ผืนดิน แม่น้ำ ป่าเขา ทะเล . . . เมื่อวันหนึ่งมีคนจะมาทุบหม้อข้าว จะมาแบ่งแยกทำลายชุมชนของเรา เราจึงมีแต่ต้องลุกขึ้นสู้ . . . เพื่อรักษาปากท้อง หม้อข้าว และหม้อรกของเราไว้ อย่ามาพูดคำว่า ‘ผลประโยชน์ของชาติ’ หรือ ‘ผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่’ กับเราแต่เพียงลอยๆ เพื่อเป็นข้ออ้างให้เราต้องเสียสละ เพราะคนส่วนใหญ่ ย่อมประกอบด้วยคนส่วนน้อย คนเล็กคนน้อยมารวมกัน ศักดิ์ศรีของคนส่วนใหญ่ จะเกิดขึ้นได้อย่างไรถ้าคนส่วนน้อยถูกย่ำยี”

การที่ประชาชนในพื้นที่หนึ่งซึ่งอยู่อาศัยกันมานาน แต่ต้องได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เป็นเรื่องน่าเศร้า และหากยิ่งต้องออกจากพื้นที่ไปหรือสูญเสียอาชีพที่ทำอยู่ด้วยแล้ว ย่อมเป็นความเดือดร้อนอย่างยิ่ง ดังนั้นประเด็นนี้จึงอยู่ที่การจ่ายค่าทดแทนให้สมควร ซึ่งครอบคลุมความสูญเสียอสังหาริมทรัพย์ อาชีพและรายได้ (หม้อข้าวไม่ถูกทุบ) รวมทั้งการจัดหาที่อยู่อาศัยใหม่

การทดแทนที่เหมาะสมสามารถคำนวณได้จากการประเมินค่าทรัพย์สินตามหลักวิชา เช่น ค่าทดแทนความสูญเสียอสังหาริมทรัพย์ ต้องจ่ายตามราคาตลาดที่เป็นธรรม ความสูญเสียอาชีพคำนวณเป็นมูลค่าจากการแปลงรายได้สุทธิของการประกอบกิจการประมงหรืออื่นๆ เป็นต้น การประเมินค่าทรัพย์สินเป็นวิชาที่ใช้เพื่อสร้างความเป็นธรรมโดยเฉพาะแก่ประชาชนทั่วไป

ปัญหาของการเจาะจงซื้อหรือเวนคืนที่ผ่านมา ก็คือการคำนวณค่าทดแทนต่ำกว่าความเป็นจริง การละเลยค่าทดแทนบางรายการ (เช่น โอกาสของรายได้ในอนาคต) การจ่ายค่าทดแทนช้า การขาดการประเมินค่าทรัพย์สินตามหลักวิชาอย่างรอบด้าน และการขาดการทบทวนผลการประเมินอย่างรอบคอบระหว่างผู้มีส่วนได้เสียทั้งหลาย ดังนั้นหากมีการซื้อหรือเวนคืนที่เป็นธรรมแล้ว ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบย่อมไม่ต่อต้านและไม่รู้สึกถูกย่ำยี

อย่างไรก็ตาม ความเคยชินหรือความสูญเสียทางจิตใจเฉพาะบุคคลเป็นสิ่งที่ไม่อาจนำมาเป็นเหตุผลในการขออยู่ต่อได้ เพราะหากนำความนี้มาอ้าง ก็คงไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้ หรืออาจคิดค่าทดแทนที่สูงเกินจริง ที่ผ่านมาแม้แต่สุสาน เจดีย์ หรือวัดวาอารามยังต้องรื้อย้าย [2] ในกรณีการเวนคืนเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ความรู้สึกทางจิตใจเหล่านี้ก็สมควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง

ผู้ที่ถูกเวนคืนไม่ใช่ผู้เสียสละเพื่อคนส่วนใหญ่ ตราบเท่าที่ได้รับค่าทดแทนที่เป็นธรรม [3] ผู้ถูกเวนคืนมีสิทธิไม่ยอมรับค่าทดแทนจากการเวนคืนที่คำนวณได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องไปพิสูจน์กันในชั้นศาล ประเทศทั่วโลกต่างมีโครงการพัฒนาสาธารณูปโภคใหม่ๆ ตามความจำเป็นของยุคสมัย การเวนคืนจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และประชาชนทุกหมู่เหล่ามีหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หาไม่ก็จะเป็นการขัดขวางความเจริญของชาติไปอย่างน่าเสียดาย

หากประชาชนในแต่ละพื้นที่ของประเทศพากันจับจองทรัพยากรของส่วนรวม เช่น ทะเล ลำคลอง หรือป่าเขา มาเป็นของตนด้วยถือว่าตนอยู่ใกล้และได้ใช้ประโยชน์มานาน ประชาชนส่วนใหญ่ที่เข้าไม่ถึงทรัพยากรเหล่านี้ก็คงกลายเป็นผู้ด้อยโอกาส ถ้าการปฏิบัติเช่นนี้กลายเป็นบรรทัดฐาน ก็คงทำให้ประเทศแตกแยกกันไปหมด และเกิดความวุ่นวายแย่งชิงทรัพยากรของส่วนรวมไม่มีที่สิ้นสุด บรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้องนี้จะพันธนาการประเทศของเราให้ถอยหลังเข้าคลอง ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านหรือทั่วโลกต่างพัฒนาไปไกลโดยไม่ติดกับปัญหานี้เพราะต่างยอมรับในสิทธิของชาติเหนือสิทธิส่วนบุคคล

ในการลงทุนโรงไฟฟ้าในพื้นที่บ่อนอกนั้น หากแม้ภาครัฐมาลงทุนเอง บางท่านก็ยังคงไม่ยินดีเช่นกัน อย่างไรก็ตามเราควรสนับสนุนการลงทุนสาธารณูปโภคหากเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า สามารถผลิตไฟฟ้าโดยไม่กระทบสิ่งแวดล้อม เสียภาษีอากรแก่ประเทศเพื่อนำไปใช้พัฒนาประเทศในระยะยาว ให้โอกาสในการสร้างงานสำหรับประชาชนในพื้นที่ และให้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

บางครั้งอาจมีข้อคำนึงว่า การดำเนินโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่เป็นการเปิดโอกาสการฉ้อราษฎร์บังหลวง ข้อนี้คงต้องอาศัยการตรวจสอบอย่างจริงจังของทุกฝ่ายโดยเฉพาะภาคประชาชนที่มุ่งหวังจะสอดส่องเพื่อประโยชน์ของประเทศอย่างแท้จริง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าภาคประชาชนหรือองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำหน้าที่ด้านการนี้กลับมีจำนวนไม่มาก และขาดบทบาทที่กว้างขวางและต่อเนื่องเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามเราคงไม่สามารถอาศัยข้ออ้างเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวงนี้ มาถือครองทรัพยากรของประเทศเป็นของตนเอง

อนึ่งข้อวิจารณ์นี้หมายเฉพาะถึงแนวคิดข้างต้นของท่านเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อจำกัดประเด็นในการแลกเปลี่ยนและอภิปรายให้ตรงตามสาระ ส่วนประเด็นอื่นๆ ก็คงจะได้อภิปรายในโอกาสต่อไป

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

ด้วยความเคารพ
นายโสภณ พรโชคชัย [4]

[1] คำแถลงของคุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย แสดงอยู่ในเว็บไซต์ประชาไท โปรดอ่านที่ http://www.prachatai.com/05web/th/home/page2.php?mod=mod_ptcms&ContentID=8593&SystemModuleKey=HilightNews&System_Session_Language=Thai

[2] โปรดดูรายละเอียดในข่าว ทล.เร่งมือขยายถนนสองแคว-หล่มสัก รับโครงข่าย East - West Corridor โดย ผู้จัดการรายสัปดาห์ 19 สิงหาคม 25480 20:01 น. http://www.manager.co.th/mgrWeekly/ViewNews.aspx?NewsID=9480000112340 หรือกรณีอื่นที่ http://www.kodmhai.com/m4/m4-21/Nthailaw-4-21/N277.html หรือ http://www.dol.go.th/lo/smt/practice/april/12677-8.htm

[3] โปรดดูรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความของผมเรื่อง “เวนคืน: น้ำตา เสียสละ หน้าที่?” http://www.thaiappraisal.org/Thai/Market/Market86.htm

[4] ผมทำงานเป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สินและนักวิจัยด้านอสังหาริมทรัพย์ครับ เคยทำประเมินค่าทดแทนให้กับยายไฮ ขันจันทา กรณีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในโครงการสาธารณูปโภคให้ทั้งภาครัฐและเอกชนเจ้าของทรัพย์สิน และเคยศึกษาเกี่ยวกับการประเมินค่าทดแทนผลกระทบของเสียงกรณีสนามบินสุวรรณภูมิ เป็นต้น ท่านสามารถติดต่อผมได้ที่ sopon@thaiappraisal.org

หากพบเห็นข่าวหรือบทความ ภายในเว็บไซต์ประชาไท ที่มีเฉพาะหัวข้อ แต่ไม่แสดงเนื้อหา โปรดอีเมลแจ้งรายละเอียด URL ของข่าวหรือบทความ มาที่ webmaster@prachatai.com หรือโทร. 02 690 2711 ทีมงานจะเร่งดำเนินการแก้ไขให้แสดงผลได้ตามปกติภายใน 48 ชั่วโมง

ขออภัยในความไม่สะดวก: www.prachatai.com

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน