กระบอกเสียงนักศึกษาใต้ ตอนที่ 2: สะท้อนความจริงจากชายแดนใต้ที่ถูกปิด

ข้อมูลลำดับที่ 2 จากการลงพื้นที่สัมภาษณ์ญาติพี่น้องของชาวบ้านผู้เสียหายจากการควบคุมตัวโดยรัฐ ซึ่งมีทั้งผู้เสียชีวิตและผู้ถูกซ้อมทรมาน ในพื้นที่หมู่บ้านรือเปาะ หมู่ 3 ต ดูซงญอ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส โดยสหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สนน.จชต.)

 

 

 

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สนน.จชต.)

 

 

 

กรณีชาวบ้านถูกเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการในพื้นที่

ซ้อมทรมานและใช้ศาลเตี้ยพิพากษาประหารชีวิต

 

 

สืบเนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน และมีความยืดเยื้อไม่มีท่าทีว่าจะสิ้นสุดลงได้ในเร็ววัน ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งไทยมุสลิมและไทยพุทธ ทำให้เกิดภาวะความหวาดระแวง และความหวาดกลัว จนนำไปสู่การเกิดความแตกแยกในสังคมตามมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่มันก็ได้เกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน

 

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สนน.จชต.) ซึ่งเป็นองค์กรนักศึกษาในพื้นที่ ที่ก่อตั้งขึ้นมาบนหลักการและเหตุผลเพื่อมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ด้วยการมีบทบาทเป็นตัวเชื่อมประสานระหว่างองค์กรต่างๆ และเป็นกระบอกเสียงนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่ง เพื่อเป็นสื่อทางเลือกให้กับภาคสังคมได้ทำความเข้าใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน

 

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สนน.จชต.) ได้ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2551 จากการประชุมแลกเปลี่ยนและระดมความคิดของแกนนำนักศึกษาในสามองค์กรนักศึกษาในพื้นที่ คือ สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดปัตตานี (สนป.) สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดยะลา (สนย.) และ สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดสงขลา (สนส.) มติที่ประชุมให้ นาย รอมซี ดอฆอ เป็นเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สนน.จชต.)

 

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สนน.จชต.) ได้จัดกิจกรรม ลงพื้นที่ศึกษาปัญหาข้อเท็จจริง จากเสียงสะท้อนที่มาจากชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในหลายๆกรณี เพื่อเป็นกระบอกเสียงและให้ชาวบ้านได้มีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นและได้บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้สังคมได้รับรู้

 

ในกรณีนี้ได้เก็บข้อมูลโดยการลงพื้นที่สัมภาษณ์ที่ญาติพี่น้องผู้เสียหาย ซึ่งมีทั้งผู้เสียชีวิตและผู้ถูกซ้อม ในพื้นที่หมู่บ้านรือเปาะ หมู่ 3 ต ดูซงญอ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นพื้นที่ภายใต้การดูแลพื้นที่ของ หน่วยเฉพาะกิจ 34 มาจาก กองพล9 กาญจนบุรี ตั้งอยู่ที่อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ทั้งนี้ การจับกุมหรือควบคุมตัวผู้เสียหายทั้งหมดไม่มีหมายศาลและไม่ได้แจ้งว่าใช้อำนาจอะไรในการจับกุม

 

 

คณะที่ลงพื้นที่ ได้แก่

1. นายรอมซี  ดอฆอ  เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาจังหวัดชายแดนภาคใต้

            2.นายอุสมาน มะสง คณะทำงานยุติธรรมเพื่อสันติภาพ

            3.นายตูแวดานียา ตูแวแมแง ประธานเครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน

            4.นักศึกษาจากราชฎักยะลา, มอ.ปัตตานี, มอ.หาดใหญ่ จำนวน 11คน                 

 

สัมภาษณ์          ภรรยาของ ผู้เสียหายคนที่ 1

มารดาของผู้เสียหายคนที่ 2

มารดาของผู้เสียหายคนที่ 3

            มารดาของผู้เสียหายคนที่ 4,5

 

จากการสำรวจพบว่าในหมู่บ้านมีผู้เสียหายทั้งหมด 15 คน ทั้ง 15 คน ขณะนี้อยู่ในเรือนจำจังหวัดนราธิวาส และเจ้าหน้าที่ออกหมายจับเพิ่มอีก 4 คน

 

·         เสียชีวิตในขณะอยู่ในการควบคุมตัว 2 คน คือ ..........  และ ..........

·         ส่วนผู้เสียหายที่โดนซ้อมทรมานมี 9 คน

  

เหตุการณ์ก่อนมีการจับกุม สืบเรื่องจากเช้าวันที่ 14 มกราคม 2551 เวลา 8.00 น. ได้เกิดเหตุระเบิดรถฮัมวี่ 1 คัน และยิงถล่มโดยการซุ่มโจมตีจากด้านข้าง ทำให้ทหารเสียชีวิต 8 นาย โดนอาวุธมีดปาดคอเสียชีวิต 1 นาย ทั้งหมดเป็นทหารจาก ฉก.34 ตั้งอยู่ที่วัด ทางเข้าหมู่บ้านรือเปาะ ประมาณ 2 กิโลเมตร เหตุเกิดห่างจากหมู่บ้านรือเป๊าะประมาณ 2 กิโลเมตร และเกิดในขณะที่กำลังทหารกำลังลาดตระเวน หลังจากนั้น 3 วันเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปปิดล้อมจับกุมผู้ต้องสงสัยในหมู่บ้านรือเปาะ

 

 

00000

 

 

ผู้เสียหายคนที่ 1 นาย .......... อายุ 47 ปี อาชีพรับจ้างกรีดยาง

เกิดเหตุวันที่ 14 มกราคม 2551 เขากำลังกรีดยางอยู่กับภรรยาในสวนยาง ภรรยาเล่าว่า ในขณะที่กำลังเก็บขี้ยางอยู่ เธอกับสามีได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น รู้สึกกลัวเลยรีบชวนสามีกลับบ้าน

 

วันรุ่งขึ้นคือวันที่ 15 มกราคม 2551 ในขณะที่เธอและสามีเสร็จจากการรับประทานอาหารเช้าที่ร้านน้ำชาและกำลังจะออกไปกรีดยาง ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารมาประกาศในหมู่บ้านว่า วันนี้ห้ามทุกคนออกไปกรีดยาง เธอและสามีจึงไม่ได้ไปกรีดยาง

 

วันที่ 16 มกราคม 2551 ในตอนเช้าตรู่ขณะที่สามีออกไปกินข้าวยำที่ร้านน้ำชา เวลาประมาณ 8.00 น. ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารมาล้อมที่บ้านของเธอและได้ตะโกนถามว่า "ไหนบ้าน.......... .......... อยู่บ้านหรือเปล่า" หลังจากนั้นก็ให้ลูกไปตามพ่อที่ร้านน้ำชา พอมาถึงบ้านเห็นของบนบ้านถูกรื้อกระจัดกระจายไปหมด แล้วเจ้าหน้าที่บอกว่าขอเชิญตัวไปที่ ฉก.ที่จะแนะเพื่อสอบสวนเพียงแป๊บเดียวแล้วจะส่งตัวกลับมา แต่จนถึงวันนี้สามีก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย ตอนนี้ลำบากมากเพราะไม่มีรายได้ เธอไม่สามารถทำงานได้เพราะเป็นอัมพฦกษ์เพิ่งหาย

           

หลังจากนั้น เธอรับรู้ในภายหลังว่าสามีถูกส่งตัวมาที่ค่ายอิงคยุทธบริหารจังหวัดปัตตานีและพาไปที่ ศปก.ตร. เธอได้เข้าเยี่ยมครั้งแรกที่ ศปก.ตร. จังหวัดยะลา สามีเล่าให้เธอฟังว่า ตอนอยู่ในค่ายอิงคยุทธบริหารโดนซ้อม และถูกเจ้าหน้าที่สาดน้ำร้อนที่ใบหน้าและเอาน้ำร้อนกรอกใส่ปาก หลังจากนั้นได้ยัดกระบอกปืนเข้าไปในปากบังคับให้รับสารภาพในขณะที่น้ำร้อนยังเต็มปาก และให้บอกว่าได้ทำอะไรไปบ้างและพาไปอยู่ในห้องเย็น 3 ชั่วโมง แล้วตากแดดตั้งแต่สิบโมงเช้าถึงตีสอง  ตอนที่เธอไปเยี่ยมก็เห็นว่าสามีปากเป็นแผลแฉะจนทานอาหารไม่ได้ และหน้าเหมือนคนโดนน้ำร้อนลวก ตั้งแต่เจ้าหน้าที่อนุญาตให้เยี่ยมเธอไปเยี่ยมสามีทุกวัน ขณะนี้สามีอยู่ที่เรือนจำจังหวัดนราธิวาส วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551 เป็นวันแรกที่สามีขึ้นศาล

 

 

ผู้เสียหายคนที่ 2 นาย .......... อายุ 32 ปี อาชีพรับจ้างกรีดยาง

เกิดเหตุวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551 เขาเป็นไข้ไม่สามารถไปกรีดยางได้จึงนอนอยู่ที่บ้าน ส่วนแม่ไปกรีดยาง เขาถูกจับในวันพฤหัสบดี หลังจากเกิดเหตุระเบิดรถฮัมวี 4 วัน

 

 

ในขณะที่ .......... น้องชายของเขากำลังขับรถไปเติมน้ำมันปั้มในหมู่บ้าน มีรถกระบะสีขาว รถจีเอ็มซี ขับเข้ามาในหมู่บ้าน และรถดังกล่าวได้จอดตรงน้องชาย เจ้าหน้าที่ขอดูบัตรประจำตัวประชาชน หลังจากนั้นก็พาตัวขึ้นรถไปชี้ตัวพี่ชายที่บ้าน เมื่อไปถึงบ้านเจ้าหน้าที่ได้ถามหาคนที่ชื่อ .......... ซึ่งหมายถึงอีกชื่อเขา ขณะนั้นเขากำลังนอนหลับอยู่บนบ้านเพราะเป็นไข้ เจ้าหน้าที่ได้ขึ้นมาบนบ้านและขอดูบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมกับค้นบ้าน ปรากฏว่าไม่ได้ของกลางประการใด

 

เวลา 11.00 น. เจ้าหน้าที่ได้พาเขาไปที่หน่วยเฉพาะกิจที่ตั้งอยู่ตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน สักพักแม่ของเขาก็เห็นรถหกล้อคันที่มารับตัวลูกชายขับผ่านหน้าบ้านอีกครั้งไปทางตีนเขาในหมู่บ้านขณะที่เธอกำลังจะละหมาด พอตกเย็นมีรถมาจอดหน้าบ้าน สักพักหนึ่งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านได้ถามว่ามีผ้าไหมหรือเปล่า อยากได้ผ้าเอาไปคลุมศพ.......... เมื่อเธอได้ฟังว่าจะเอาไปคลุมศพลูกชายก็หมดสติทันที

 

ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนเข้าไปรับศพเขาที่เชิงเขา Hulu Gunung ซึ่งเป็นภูเขาที่ห่างจากหมู่บ้านไม่กี่กิโลเมตร ผู้ใหญ่บ้านเล่าให้ฟังว่าได้เข้าไปในเขตภูเขาซึ่งพบว่ามีทหารเต็มไปหมด และแบกศพเขาขึ้นรถเพียงลำพังโดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทหารกลุ่มนั้น

 

หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ทหารได้มาตามแม่ที่บ้านบอกว่าผู้กองให้ไปที่มัสยิด และให้แม่เดินทางไปที่รถมอเตอร์ไซด์ที่จอดอยู่ข้างถนน ซึ่งเป็นมอเตอร์ไซด์ที่น้องชายของเขาจอดทิ้งไว้หลังจากที่ถูกนำตัวขึ้นรถให้ไปพบพี่ชายที่บ้าน เพราะทางเจ้าหน้าที่ทหารเชื่อว่ารถคันดังกล่าวมีระเบิดและให้แม่เดินเข้าไปที่รถคนเดียว แต่ปรากฏว่าไม่ได้เกิดเหตุระเบิดใดๆ หลังจากนั้นแม่ก็เดินกลับบ้าน และประมาณ 2 วันหลังจากนั้นแม่ก็ไปเอารถกลับมาไว้ที่บ้านเพราะไม่อยากทิ้งไว้ และเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้มาเอารถไปแต่อย่างใด

 

 

หลังจากเกิดเหตุการณ์ ผู้กองบอกว่าจะให้เงินค่าทำขวัญแก่แม่ แต่หลังจากเกิดเหตุผู้กองก็ยังไม่เคยมาที่บ้าน แต่ได้ให้เงินแก่ลูกชายของเขา 5000 บาทเป็นค่าเล่าเรียน

 

 

ผู้เสียหายคนที่ 3  ..........

เช้าวันที่เกิดเหตุระเบิดรถฮัมวี เขาและแม่ขายข้าวยำอยู่ที่บ้าน หลังจากนั้นก็ไปกรีดยาง เมื่อกลับจากกรีดยางได้ไปซื้อกับข้าวเพื่อเตรียมทำข้าวยำขายในวันรุ่งขึ้น ระหว่างขับมอเตอร์ไซด์กลับบ้านมาถึงด่านตรวจทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยเฉพาะกิจของทหารในพื้นที่ เจ้าหน้าที่ทหารห้ามเข้าไปในหมู่บ้านโดยบอกว่ามีเหตุการณ์ระเบิดข้างในหมู่บ้าน หลังจากที่เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาถามเขาว่าบ้านอยู่ที่ไหน พร้อมทั้งขอดูบัตรประชาชน และนำไปในป้อมเล็กๆ ครู่หนึ่งจึงเอาบัตรมาคืน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็อนุญาตให้เดินทางเข้าหมู่บ้านได้ เมื่อถึงบ้านเขากับแม่ช่วยกันเสียบลูกชิ้นที่จะเตรียมไว้ขาย หลังจากนั้นได้ไปเล่นตะกร้อที่สนามที่โรงเรียนและกลับบ้านตอนหัวค่ำตามปกติ

 

วันรุ่งขึ้นเวลาประมาณ 8.00 น. มีเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรและเจ้าหน้าที่ทหารจากหน่วยเฉพาะกิจที่ตั้งอยู่ที่วัดทางเข้าในหมู่บ้านได้มาล้อมที่บ้านจำนวนหลายร้อยนาย ขณะนั้นแม่ของเขากำลังขายลูกชิ้นหน้าบ้าน แต่ตัวเขาเองออกไปข้างนอก ขณะกำลังเดินทางกลับเพื่อนบ้านบอกกับเขาว่าเจ้าหน้าที่กำลังล้อมบ้าน เขาจึงรีบมา เจ้าหน้าที่ได้เชิญตัวเขาไปโรงพักเพื่อสอบสวน โดยบอกว่าจะสอบสวนแป๊บเดียวแล้วปล่อยตัวกลับบ้าน แต่จนถึงทุกวันนี้เขายังคงถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำประจำจังหวัดนราธิวาส

 

หลังจากเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ทหารได้มาค้นที่บ้านสามครั้งพร้อมกับเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดแต่ไม่พบหลักฐานใดๆ

 

สถานที่ควบคุมตัวหลังการจับกุมเปลี่ยนแปลงหลายที่ โดยเจ้าหน้าที่ได้พาไปสอบสวนที่หน่วยเฉพาะกิจที่จะแนะ 2 วัน ควบคุมตัวที่ ศปก.ตร. จังหวัดยะลา 22 วัน หลังจากนั้นพามาที่ศาลจังหวัดนราธิวาสและในวันเดียวกันพาไปที่ สภต.ตันหยง วันแรกที่อยู่ตันหยงไม่ได้รับการอนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยม และสามารถเข้าเยี่ยมได้อีก 3 วันถัดมา หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่พามาควบคุมตัวที่เรือนจำจังหวัดนราธิวาส

 

 

 

ผู้เสียหายคนที่ 4  .......... (สามี) มีลูก 5 คน

ผู้เสียหายคนที่ 5  .......... (ภรรยา) มีลูก 5 คน

 

หลังจากเกิดเหตุการณ์ระเบิดรถฮัมวี ประมาณ 6 วัน เจ้าหน้าที่ทหารได้จับกุมภรรยาก่อน ขณะนี้เธออยู่ที่เรือนจำจังหวัดนราธิวาส โดยเจ้าหน้าที่กล่าวหาว่าเป็นผู้ช่วยลำเลียงอาวุธปืนส่งให้ผู้ก่อการใช้ในการก่อเหตุ และสาวถึงผู้เป็นสามี เธอบอกว่า 6 วันที่แล้ว สามีได้ออกไปดะวะห์ แต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่มัสยิดไหน แต่ในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็จับกุมเขาที่มัสยิดแห่งหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นเขาไม่รู้ว่าภรรยาของตัวเองถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวไปก่อนหน้านั้นแล้ว

 

หลังจากนั้น ในตอนเย็น เจ้าหน้าที่ได้มาหาแม่ของ .......... (สามี) เพื่อนำตัวแม่ไปรับศพเขา โดยได้นำแม่ขึ้นเฮลิปคอปเตอร์บินไปเอาศพเขาที่จะแนะ

 

ตอนที่ทำความสะอาดศพของเขา (เพาซี) ชาวบ้านที่ทำความสะอาดศพบอกว่า ตามใบหน้าของศพบวมช้ำเป็นสีน้ำเงิน ส่วนที่ร่างกายมีรูเหมือนโดนของมีคมแทงสามแห่ง 1.บนไหล่ด้านหน้า   2.ด้านหลังบริเวณหน้าอกข้างขวา  3.ด้านหนังบริเวณหน้าอกข้างซ้าย

 

ส่วนภรรยา ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ ศปก.ตร. แม่ที่ได้ไปเยี่ยมเล่าว่าโดนซ้อมหนัก โดนเหยียบและเตะจนลุกขึ้นไม่ได้ เธอขึ้นศาลครั้งแรกวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2551ที่ศาลจังหวัดยะลา

 

 

 

หมายเหตุ     เนื่องจากพื้นที่บ้านรือเปาะ เจ้าหน้าที่เข้มงวดในการควบคุมการเข้าออก อีกทั้งหลังจากที่สัมภาษณ์ผู้เสียหายได้ 2 คน เจ้าหน้าที่ทหารได้มาเฝ้าอยู่หน้าบ้าน พร้อมกับพูดจาข่มขู่ไม่ให้ทางคณะนักศึกษาได้คุยกับชาวบ้าน และขึ้นไปขอชื่อของผู้สัมภาษณ์บนบ้าน จึงทำให้ชาวบ้านกลัวที่จะพูด และไม่สามารถสัมภาษณ์ต่อได้ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ได้เชิญคณะทำงานเข้าไปคุยใน ฉก. 34 ที่ตั้งอยู่ที่วัดทางเข้าหมู่บ้านรือเปาะ แต่เป็นการคุยอย่างดีในลักษณะพยายามอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ให้ทางคณะทำงานเข้าใจ แต่เป็นข้อมูลที่ตรงกันข้ามกับชาวบ้านอย่างสิ้นเชิง

 

จากการสัมภาษณ์ทางชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ทหาร หมู่บ้านรือเปาะได้ถูกประกาศเป็นหมู่บ้านสันติสุข (หมู่บ้านสีเขียว) ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์วันที่14 มกราคม 2551 ซึ่งเป็นหมู่บ้านเดียวในจะแนะ

 

 

 

อ่านย้อนหลัง

กระบอกเสียงจากนักศึกษาใต้ : สะท้อนความจริงจากแดนใต้ที่ถูกปิด ตอนที่ 1

ติ๊ก

อยากเป็นนายกฯ เพราะพวกนี้มันชอบให้เราจัดการแบบซัดดัม หรือจีนจัดการกับพวกอิสลามในประเทศ เรามัวแต่พูดถึงแต่สิทธิมนุษยชน แต่ไม่เคยถามชาวพุทธหรือทหารชั้นผู้น้อยว่าเป็นอย่างไร อิสลามในภาคใต้ขมเห่งชาวพุทธในพื้นที่ขนาดไหมใครพูดถึงบ้างฟังแต่ว่าราชการข่มเหงอิสลาม ต้องจัดกาโดยเด็ดขาด ไม่ต้องส่งดำเนินคดี จับได้ยิงทิ้งอย่างเดียว มี่ที่ไหนมีใครเคยยอมรับว่าทำผิดบ้าง พวกนี้จะบอกว่าตัวเองไม่ทำไม่ผิดตลอดเมื่อโดนจับ

ไทยกลาง

ก็โดยปกติแล้ว คนมุสลิม ชอบฆ่าคนพุทธ
ฆ่าพระ ฆ่าครู ฆ่าๆๆๆๆๆๆๆๆ ไม่เว้นวัน

เมื่อไหร่จะเลิดฆ่าเสียที
หรือว่าพระเจ้าของพวกแขกเหี้ยๆ มันชอบฆ่าว่ะ

คนดี

ใครทำดีขอให้ได้ดี อย่ากลัวคนชั่ว ใครทำชั่วขอให้ตายโหง

คนยะลา

เปิดเผยตัวมาดีแล้ว พวกเราจะได้ฆ่ามันสะดวก ทีพ่อแม่มันเชือดคอคนไทยพุทธ เผาทั้งเป็น ไม่เห็นสัตว์ หน้าหมา เคราแพะตนไหนออกมาพูด หรือ ขอร้องไม่ให้ฆ่ากัน ตอนนี้พวกมันถูกฆ่าแก้แค้นกันแล้ว มันจึงให้ลูกหลานมันออกมาแก้ต่าง ที่ยะลา ชาวบ้านอยากจะเผา วิทยาลัยครูยะลาเสียแล้ว เพราะที่ผ่านมา ที่นี้เป็นที่ส้องสุม สร้างคนให้เป็นโจร คอยฆ่าคนอื่น อัปรีย์ สำหรับไอ้คนที่สถาปนาตนเองเป็นประธานสมาพันธ์ นั้น ถ้าคนไทยพุทธ พอจะทราบว่าบ้านพ่อแม่มันอยู่ที่อำเภออะไร ตำบล หมู่บ้าน จะได้ปลุกระดมให้คนไปจับแม่มันกรีดให้ทั่วตัว ส่วนพ่อมัน ตัดคอสับให้ละเอียด แล้วต้มให้หมากิน

สส

อย่าฆ่ากันเลยครับ คนทำข่าวที่คอยนำข่าวออกมาเสนอด้านเดียวเพื่อมาปลุกระดมให้ มีความ เจ็บแค้นทำไม เป็นความจริงขนาดไหนก็ไม่รู้ แต่เอามาออกข่าวเสียยาว ถ้าหากที่บ้านคุณ ลูกคุณทำผิด แล้วคุณไม่รู้ไม่เห็นกับตา คุณจะ ว่าลูกคุณผิดหรือเปล่า ถ้าหากว่าคุณนักข่าวที่นำเสนอว่าลูกคุณผิด ผมยอมให้คุณ เอาตีนเหยียบขี้มาทาหน้า เลย ถ้าเจ้าหน้าที่หรือคนแจ้งความลูกคุณ คุณต้องต่อสู้ทุกวิถีทางใช้ใหม
คนที่คุณเอามาออกข่าวก็เหมือนกัน อาจจะผิดเต็มร้อย หรือเกินร้อย แต่ญาติเขาต้อง บอกไม่ผิด แต่ข้อความที่ผู้ทำงานได้รับมา เป็นข้อความที่ไม่สามารถติดสินได้ว่าเขาผิดไม่ผิด ทำไมไม่ไปแจ้งความให้มีการสืบสวนก่อน ทำไมมาเสนอเป็นข่าวให้แจ็บแค้น และแตกแยก เพราะคนที่ถูกปฎิบัติเยี่ยงนั้น ถ้าเป็นญาติผม ๆ ก็ต้องจองเวรกับเจ้าหน้าที่ (ให้ดำเนินการตามฏกหมายดีกว่าครับ) อย่านำเสนอเลย

นศจ.

เฮ่อ ๆ ๆ ๆ

สามสี่คนข้างบนนั้นสงสัยเพิ่งเกิดสมัยที่คนข้างวังสั่งให้ปล้นปืนเพื่อสร้างสถานการณ์ล้มล้างระบอบทรราชทักษิณ เพราะกลัวว่าความเป็นทรราชของตนจะถูกล้มล้างซะก่อน

คนในเขตชายแดนจังหวัดภาคใต้เขาอยู่กันมาด้วยความหวาดหวั่นครั่นคร้ามจากภัยคุกคามของข้าราชการทหาร ตำรวจ พลเรือนมากว่า 60 ปีแล้ว คนข้างบนสามสี่คนคงไม่เคยสัมผัสหรืออยากจะรับรู้

อยากจะบอกว่าเหตุการณ์เชื่อดคอพระก็ดี ฆ่าอิมามก็ดี ล้วนเป็นฝีมือจากเบื้องบนสั่งมาทั้งสิ้น พวกปฏิบัติการไม่ใช่ทั้งมุสลิม (แท้) และไม่ใช่ทั้งพุทธ (จริง) หรอกจะบอกให้

ที่สำมะคัน งานนี้มีทั้งซีไอเอ วะฮะบี ปชป องคมนตรี มีส่วนร่วมอย่างเต็มสูบด้วย

คนที่เจ็บที่สุดคงหนีไม่พ้นคนในพื่นที่ที่ต้องทนอยู่อย่างจำยอมครับ

มั่นคง

ความพยายามโง่ๆของกระโปกโจร ไม่ได้ผลหรอกประชาชนรู้ทัน

ใจเย็น

ใจเย็นๆจ้า อย่าใช้อารมรมณ์ โตๆกันมั้งนั้นแล้ว และก้ออย้าคลั่งชาตินัก รู้มั๊ยครายรุกรานดินแดนสามจังหวัดภาดใต้ และกดขี่เขาใจเย็นๆ อยากให้พวกคุณไปลงพื้นที่ ไต่ถามพี่น้องมุสลิมมั๊งซี พึงอย่าไปตัดสินด้วยอารมณ์อย่างเดียว

มั่นคง

โผล่มาอีกตัวพวกกระโปกโจร ท่องจำประวัติศาสตร์ฉบับโจรเขียนมาขยายต่อ

มนุษย์ครึ่งเทวดา

ถ้าสมมุติว่า ชะตากรรมของคนในพื้นที่ชายแดนใต้ ที่กำลังจะถูกกลืนเชื้อชาติและวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับอัตตลักษณ์ของตัวเอง โดยเจ้าผู้ปกครองที่กดขี่ในคราบของนักบุญ ซึ่งไม่มีแม้กระทั่งช่องว่างเล็กๆให้กับคนในพื้นที่ ได้พูด ได้บอกกล่าวชี้แจงในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น... ถ้าขืนพูดหรือตะโกน ผลก็คือ ถูกฆ่า ถูกอุ้มหาย ถูกจับกุม ถูกกล่าวหาว่าเป็นโจร ฯลฯ ได้เกิดขึ้นกับคนที่เป็นชาวไทยพุทธผู้รักความเป็นธรรมบ้าง คุณจะทำอย่างไร?

หากพบเห็นข่าวหรือบทความ ภายในเว็บไซต์ประชาไท ที่มีเฉพาะหัวข้อ แต่ไม่แสดงเนื้อหา โปรดอีเมลแจ้งรายละเอียด URL ของข่าวหรือบทความ มาที่ webmaster@prachatai.com หรือโทร. 02 690 2711 ทีมงานจะเร่งดำเนินการแก้ไขให้แสดงผลได้ตามปกติภายใน 48 ชั่วโมง

ขออภัยในความไม่สะดวก: www.prachatai.com

คำชี้แจง

เว็บไซต์ประชาไท ให้บริการพื้นที่แสดงความคิดเห็นต่อข่าวและบทความแบบสาธารณะ ขอความร่วมมือในการแสดงความคิดเห็นโดยเคารพกฎหมาย, ความเห็นที่แตกต่าง และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น

  • ประชาไทแสดงหมายเลขไอพี* ของผู้โพสต์ประกอบความเห็นเสมอ
  • ประชาไทไม่มีนโยบายกรองข้อความก่อนการแสดงผล
  • อย่างไรก็ตามขอสงวนสิทธิ์ในการปิดการแสดงความเห็นที่ไม่เป็นไปตามกติกาหากตรวจสอบพบภายหลัง

ทั้งนี้ข้อความที่โพสต์จะยังไม่ปรากฎในทันที ซึ่งเป็นข้อจำกัดด้านเทคนิค

จึงเรียนมาเพื่อทราบและขอบคุณในความร่วมมือ

* หมายเลขไอพีปัจจุบันใช้เป็นข้อมูลที่เชื่อมโยงกลับไปที่ข้อมูลการเชื่อมต่อ อินเทอร์เน็ต ซึ่งอาจระบุไปถึงแหล่งที่มาการโพสต์หรือบุคคลที่โพสต์ได้ นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มาตรา 26 กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ไว้ 90 วัน