โลกที่ใฝ่ฝัน-และ-โลกในแบบที่มันเป็น

ซาเสียวเอี้ย


 


"คุณเชื่อเรื่องนางฟ้าไหม"


 


เด็กหญิงที่แต่งตัวเหมือน "อลิซ" ในดินแดนมหัศจรรย์เอ่ยถามสาวใหญ่ท่าทางใจดีที่กำลังรีดนมวัวอยู่


 


"เมื่อก่อนฉันก็เคยเชื่อนะ"


 


…นั่นคือคำตอบของคนที่ผ่านโลกมามากกว่า...


 


และประโยคที่ตามมาก็คือ "พอโตขึ้น...เธอก็จะเลิกเชื่อเรื่องพวกนี้ไปเองน่ะแหละ"


 



โปสเตอร์ Pan"s Labyrinth หรือ El Laberinto del Fauno


 


ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่...โลกแห่งเทพนิยายและจินตนาการ ถูกทำให้กลายเป็นเรื่องของ "เด็กๆ ช่างฝัน" และเด็กน้อยที่กำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ มักจะถูกบอกให้ "เลิกเชื่อ" ในโลกใบเดิมที่เต็มไปด้วยสิ่งที่พิสูจน์ไม่ได้ว่า "มีอยู่จริง" หรือไม่


 


เรื่องของโลกอีกใบที่เต็มไปด้วยนางฟ้า เทพยดา เจ้าหญิง และเจ้าชายแห่งดินแดนที่อยู่เหนือข้อจำกัดใดๆ ของมนุษย์ กลายเป็นนิทานเล่าขานเพื่อให้เด็กๆ ที่ยังไม่รู้จักความโหดร้ายของโลกได้ซ่อนตัวจากความจริงที่เป็นอยู่เพียงชั่วคราว...


 


แต่โลกแห่งเทพนิยายในหนังเรื่อง Pan"s Labyrinth หรือ El Laberinto del Fauno (ปี 2006) ไม่ได้มีแค่เรื่องชวนฝันของเจ้าหญิง เจ้าชาย และนางฟ้าเท่านั้น แต่มันทั้งมืดหม่นและบัดซบพอๆ กับโลกแห่งความจริงที่เกิดขึ้นในปี 1944 ณ ประเทศสเปน


 


สงครามกลางเมืองจบสิ้นลงไปแล้ว...แต่การต่อสู้ เข่นฆ่า ปล้นสะดมแย่งชิงเสบียง รวมถึงความเพิกเฉยไม่อนาทรร้อนใจต่อเพื่อนร่วมโลก ยังดำเนินต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด


 


ผู้กำกับ Guillermo del Toto (Mimic, Hellboy) ถ่ายทอดเทพนิยายสีมืดหม่นออกมาได้อย่างเยียบเย็นชวนขนลุก และเศร้าเสียจนคนใจอ่อนน้ำตาซึมกับชะตากรรมของ "โอเฟเลีย" (Ivana Baguero) เด็กหญิงวัย 11 ปีที่เชื่อว่าเธอมองเห็น "ฟอน" หรือ "เทพอารักษ์" แห่งโลกกว้างและป่าใหญ่ (แสดงโดย Doug Jones) ซึ่งบอกเธอว่า "เธอคือวิญญาณของเจ้าหญิง "โมอันน่า" ที่หายไปจากโลกใต้ผืนดิน"


 


ฟอนมอบภารกิจ 3 ประการให้โอเฟเลียทำ เพื่อทดสอบว่าจิตวิญญาณของเจ้าหญิงแห่งโลกที่มองไม่เห็น ยังคงอยู่ในตัวเธอหรือไม่


 


หากสิ่งที่มอบหมายไม่สำเร็จลุล่วง นั่นหมายความว่าเธอได้กลายเป็นพวก "มนุษย์" ไปแล้วอย่างสมบูรณ์ เธอจะไม่ได้รับอนุญาตให้กลับไปยังโลกที่จากมา และในไม่ช้า เธอก็จะแก่เฒ่า เจ็บปวด และตายไปจากโลกนี้เช่นเดียวกับมนุษย์คนอื่นๆ


 



โอเฟเลียเผชิญหน้ากับฟอน (หรือ Pan เมื่อถูกแปลจากภาษาสเปนเป็นอังกฤษ)


 


ในขณะที่โอเฟเลียต้องปฏิบัติภารกิจเพื่อพิสูจน์ตัวตน โลกของคาร์เมน (Ariadna Gil) ซึ่งเป็นแม่ของเธอก็กำลังเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน


 


คาร์เมนพาโอเฟเลียไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในค่ายทหารที่อยู่ใกล้กับป่าลึกในหุบเขา


 


ที่นั่น, เด็กหญิงได้พบกัปตันวิดัล (Sergi Lopez) นายทหารใหญ่ที่กลายมาเป็นพ่อเลี้ยงของเธอ


 


ที่นั่น, ผู้ใหญ่แต่ละคนล้วนมีภารกิจที่ต้องทำให้ลุล่วงไปทั้งสิ้น


 


สิ่งที่คาร์เมนถูกสามีคนใหม่คาดหวังว่าจะต้องทำให้สำเร็จ คือการให้กำเนิดลูกชายของเขาออกมาดู "โลกใบใหม่"อย่างแข็งแรงปลอดภัย ในขณะที่กัปตันวิดัลมีภารกิจอันยิ่งใหญ่ คือการปราบปรามกองกำลังของพวก "กบฏ" ที่ยังคงต่อสู้กับกองทัพของผู้นำเผด็จการ "ฟรานซิสโซ ฟรังโก" ที่ทำรัฐประหารยึดอำนาจมาจากรัฐบาลฝ่ายสังคมนิยมที่ชนะการเลือกตั้งได้สำเร็จ


 


นอกเหนือจากนั้นก็ยังมี "เมอร์เซเดส" (Maribel Verdu) แม่บ้านของวิดัล ซึ่งคอยดูแลช่วยเหลือโอเฟเลียอย่างเอาใจใส่ ก็กำลังดำเนินการบางอย่างที่ไม่อาจบอกใครได้เช่นกัน


 


ท่ามกลางการต่อสู้ระหว่างกลุ่มทหารของกัปตันวิดัลและกลุ่มกบฏที่ซ่อนตัวในป่าใหญ่ของสเปน โอเฟเลียก็ต้องต่อสู้เพื่อภารกิจของเธอไปด้วย


 


เด็กหญิงวัย 11 ขวบต้องเผชิญหน้ากับการ "ฆ่า" สิ่งมีชีวิตที่โหดร้ายให้ตายตกไป เพื่อรักษาสิ่งที่เธอเห็นว่ามีความหมายกับโลกใบนี้มากกว่า


 


เทพนิยายของผู้กำกับกีเญอโม เดล โทโร จึงไม่ได้ชวนฝัน ถึงขั้นที่ไม่เหมาะกับเด็กๆ ทั่วไปอย่างยิ่ง โลกของนางฟ้าเทพยดาไม่ได้สวยงามปลอดภัยอย่างที่เราเคยได้ยิน แต่โลกแห่งนั้นมีความโหดร้ายไม่ต่างกันกับโลกที่เรายึดถือในปัจจุบันขณะ


 


ถึงกระนั้นก็ตาม โลกของเจ้าหญิงโมอันน่าและฟอนก็ยังเป็นโลกที่ปราศจากคำโกหกและความเจ็บปวด นั่นคือดินแดนที่โอเฟเลียฝันใฝ่จะไปให้ถึง แม้ว่าผู้ใหญ่หลายคนที่แวดล้อมตัวเธอจะพยายามพร่ำบอกว่าโลกแห่งจินตนาการที่มองไม่เห็นนั้น จะทำให้การมองความเป็นจริงที่เกิดขึ้นผิดเพี้ยนไป


 



Pale Man ปีศาจไร้หน้าที่โอเฟเลียพบเจอขณะปฏิบัติภารกิจที่ฟอนมอบหมาย


 


การ "ทำในสิ่งที่เชื่อ" ให้สำเร็จลุล่วงไป คือเป้าหมายที่โอเฟเลียและผู้ใหญ่หลายต่อหลายคนในค่ายทหาร (และบนภูเขา) พยายามดิ้นรนไปให้ถึง


 


ต่างคนต่างมี "โลกที่ใฝ่ฝัน" คนละใบ และเราก็ได้เห็นการต่อสู้ของคนหลายแบบที่มีอุดมการณ์คนละชุดกันอย่างสิ้นเชิง


 


โลกของผู้ที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างเมอร์เซเดสและโอเฟเลีย อาจเป็นภาพสะท้อนที่ยั่วล้อกันไป เพราะในขณะที่โอเฟเลียเชื่อมั่นว่าโลกที่ฟอนบอก "มีอยู่จริง" และเธอตั้งใจอย่างยิ่งที่จะไปให้ถึง แต่ชั่วเวลาหนึ่ง โลกที่เมอร์เซเดส ใฝ่ฝันกลับถูกสั่นคลอนด้วยคำถามว่า "ถ้าภารกิจที่ทำอยู่ไม่สำเร็จจะเป็นอย่างไร?"


 


และโลกที่กัปตันวิดัลอยากจะให้มันเป็น ก็แตกต่างจากโลกที่กลุ่มกบฏในหุบเขาอยากจะให้เป็น


 


เมื่อเปรียบเทียบโลกแห่งเทพนิยายของโอเฟเลียเข้ากับเหตุการณ์ในปี 1944 ของสเปน เราจะเห็นจากหลายๆ ฉากของ Pan"s Labyrinth ที่ส่อเค้าว่าผู้กำกับกีเญอโมพยายามถ่ายทอดอุดมการณ์ทางการเมืองของคนแต่ละกลุ่มออกมาพร้อมกับฉากแฟนตาซีและฉากสงครามอันบ้าคลั่ง


 


เมื่อฟอนบอกให้โอเฟเลียพิสูจน์ตัวเองว่าเธอเป็น "พวกเดียวกับเขา" หรือ "พวกมนุษย์" นั้น ไม่ต่างอะไรจากการที่คนบางกลุ่มพยายามจัดหมวดหมู่-แบ่งประเภทผู้คน ตามความเชื่อ ศรัทธา ค่านิยม หรือไม่ก็เชื้อชาติเผ่าพันธุ์


 


ไม่ว่ายุคไหนๆ เรื่องแบบนี้ไม่เคยหายไปจากเราสักที...


 


นอกจากนี้ กัปตันวิดัลที่ดูโหดเหี้ยมในสายตาของโอเฟเลีย เพราะเขากำลังทำลายชีวิตของแม่เธออย่างช้าๆ ด้วยการบีบคาร์เมนให้กำเนิด "ทายาท" ที่จะมาสืบทอดอำนาจและอนาคตไปจากเขา ทั้งที่สภาพร่างกายของคาร์เมนอ่อนแออย่างยิ่ง


 


แต่ในทางกลับกัน ความใฝ่ฝันที่จะส่งมอบ "อนาคตดีๆ" ไปยังลูกชายของเขาก็เป็นเรื่องจริง และมีคุณค่าต่อกัปตันวิดัล ถึงขั้นที่เขายอมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มันมา


 


หากเรามองกันที่เจตนาเพียงอย่างเดียว คนที่เชื่อแบบนี้อาจไม่ได้เลวร้ายอะไรนักหนา แต่ความเชื่อของเขาอาจทำให้คนอื่นๆ ที่เห็นต่างไม่มีที่อยู่ที่ยืนในโลกใบเดียวกัน


 


การเลือก "ลูก" แทนที่จะเลือก "แม่" และความพยายามของกัปตันวิดัลที่จะกำจัดโอเฟเลียไปให้พ้นๆ ทาง บางทีอาจหมายถึงการเลือกที่จะละทิ้งทำลายแผ่นดินแม่และผลพวงของสเปนในอดีต เพื่อไปสู่อนาคตที่เขาเห็นว่า "ดีกว่า"


 


เพียงแต่ว่า...มันเป็นสังคมที่ผู้อยู่ตรงฐานล่างต้องยอมรับคำสั่งและปฏิบัติตามสิ่งที่ชนชั้นปกครองต้องการอย่างไม่มีการตั้งคำถามใดๆ


 


ซึ่งในทางปฏิบัติจริง คงเป็นไปได้ยาก หรือถ้าหากทุกอย่างเป็นไปตามที่กัปตันวิดัลต้องการ แรงต้านจากการถูกบีบบังคับและกดดันก็ต้องปะทุออกมาอยู่ดี ไม่ช้าก็เร็ว...


 


สัญลักษณ์ต่างๆ ถูกนำมาร้อยเรียงในหนังเรื่องนี้อย่างลงตัว และสื่อถึงความเป็นจริงอันแสนเศร้าในสังคมที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งโดยไม่ชี้นิ้วกล่าวโทษฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจนเกินไป


 


ท้ายที่สุดแล้ว เขาวงกตของฟอน (ซึ่งไม่รู้จะไปสิ้นสุดลงตรงไหน) และการเสาะแสวงหาหนทางไปให้ถึงใจกลาง "ดินแดนแห่งนั้น" ของโอเฟเลีย จึง (น่าจะ) หมายถึงตัวแทนของ "จิตวิญญาณเสรี" ทุกดวง ที่ไม่ยินยอมให้อำนาจหรือชะตากรรมใดๆ เข้ามายึดครองและออกคำสั่ง


 


หนทางจะไปให้ถึงโลกใต้ดิน (ที่ที่ไม่มีทั้งคำโกหกหรือความเจ็บปวด) หรือ "โลกที่ใฝ่ฝัน" ของเรา จึงต้องอาศัยการออกแรงต่อสู้อย่างไม่ท้อถอย แม้ว่าโลกที่เป็นอยู่มันจะโหดร้ายและบั่นทอนให้หมดแรงมุ่งไปข้างหน้าเพียงใดก็ตาม


 


ไม่เช่นนั้นแล้ว เราอาจถูกปล่อยให้ตายไปอย่างอ้างว้างในโลกบัดซบที่เป็นอยู่ แทนที่จะไปให้ถึงโลกใบที่เราใฝ่ฝัน อยากจะเห็นและอยากจะเป็น 'ส่วนหนึ่ง' ของมัน...


 



 


**Pan"s Labyrinth ถูกบรรจุเป็นแผ่น dvd แล้ว ด้วยชื่อภาษาไทยว่า อัศจรรย์แดนฝัน มหัศจรรย์เขาวงกต (ขอบอกตามตรงว่าชื่อไม่เข้ากับเนื้อหาข้างในอย่างแรง)**


 

Comments

you know who

เคยอ่านรีวิวในบล็อกอื่น
เขาเรียกไอ่ตัว Pale Man ว่า ^*ผีจ๊ะเอ๋^*
ดูน่ารักน่าชังนะ
พอได้ดูหนังจริงๆ นี่คนละเรื่องเลย
ผีจ๊ะเอ๋น่ากลัวมาก...[emo11.gif]

คนไทยคนที่2

นิยายเรื่องนี้มันเกิดขึ้นในเสปญ ถ้าหากจะเปรียบเทียบกับเรื่องแมนอ๊อฟลามันช่า(ดอน คิโฮเต้) มันก็คล้ายๆกันนะแต่ว่าเกิดขึ้นในคนละยุค
เราจะเห็นว่าการเมืองของเสปญนั้นรุนแรงมาก รุนแรงฆ่าฟันกันเสียจนกระทั่งผุ้คนต้องอาศัยความฝันเข้าช่วยปลอบประโลมเพื่อที่มันจะได้มีชีวิตที่อยู่ต่อไปได้
ไม่ว่าจะดอนคิโฮเต้และดญ โอเฟเรีย