วธ.รณรงค์ ตั้งชื่อเล่นเด็ก ปลุกกระแส "บักหำน้อย"

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า เนื่องจากปี 2550 เป็นปีภาษาไทย เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 วธ.ได้จัดโครงการรณรงค์ตั้งชื่อเล่นของเด็กและเยาวชน หันมาใส่ใจชื่อเล่นไทยและภาษาท้องถิ่น โดยมอบให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดขอนแก่นสำรวจชื่อเล่นของเด็กและเยาวชนที่ผู้ปกครองนิยมตั้งให้บุตรหลานและมีผลต่อการใช้ภาษาไทยในจังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่ 1-30 มิ.ย.ที่ผ่านมา


 


จากแบบสำรวจ 3,000 ชุด ได้รับคืน 2,828 ชุด คิดเป็นร้อยละ 94.26 พบว่ามีการตั้งชื่อเป็นภาษาไทย 1,531 คน คิดเป็นร้อยละ 54.13 มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษจำนวน 1,297 คน คิดเป็นร้อยละ 45.87 แบ่งเป็นระดับประถมศึกษาจำนวน 668 คน คิดเป็นร้อยละ 53.05 ระดับมัธยมศึกษาจำนวน 523 คน คิดเป็นร้อยละ 40.32 ระดับอุดมศึกษาจำนวน 86 คน คิดเป็นร้อยละ 6.63


 


ปลัด วธ. กล่าวว่า จากผลการสำรวจพบว่า มีแนวโน้มว่าผู้ปกครองนิยมตั้งชื่อเล่นบุตรหลานเป็นภาษาอังกฤษมากขึ้นตามลำดับ ชื่อยอดนิยมเช่น บอล ซึ่งอาจคล้องกับชื่อเล่นของ "ภราดร ศรีชาพันธุ์" ฮีโร่ชาว จ.ขอนแก่น นอกจากนี้ ทางสำนักงานวัฒนธรรมขอนแก่น ยังสำรวจพบว่าชื่อในภาษาท้องถิ่นและมีความหมายดีดี เช่น คำว่า "บุญ" นำหน้า อาทิ บุญมี บุญมา บุญสี บุญตา คำว่า "คำ" นำหน้า อาทิ คำมี คำมา ทองคำ คำสี คำสา รวมทั้งคำว่า "บักหำน้อย" ที่เรียกแทนเด็ก ซึ่งชื่อและคำในภาษาท้องถิ่นเหล่านี้นับวันกำลังเลือนหายไป


 


ปลัด วธ. กล่าวอีกว่า ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงมิถุนายนที่ผ่านมา วธ.ร่วมกับมหาวิทยาลัยขอนแก่น นำเด็กในจังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด และชัยภูมิ รวม 240 คน เข้าค่ายเยาวชนศิลปะและการอนุรักษ์ภาษาไทยและภาษาถิ่นเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภาษากับปราชญ์ท้องถิ่น ปลูกฝังเด็กรักภาษาไทยและภาษาถิ่น พบว่าเด็กที่เข้าค่ายส่วนใหญ่มีชื่อเล่นเป็นภาษาอังกฤษเกือบร้อยละ 70 นอกจากนี้ วธ.จะสำรวจชื่อเล่นในจังหวัดภาคอื่นๆ โดยให้สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเร่งสำรวจข้อมูลการตั้งชื่อดังกล่าว เพื่อรวบรวมข้อมูลทั้งหมดนำไปหารือกับราชบัณฑิตยสถาน เพื่อวางแนวทางจัดทำหนังสือการตั้งชื่อเล่นที่ถูกโฉลก สร้างค่านิยมในการตั้งชื่อเล่นเป็นภาษาไทย กระตุ้นให้เกิดความภูมิใจในความเป็นไทยต่อไป


 


 


ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์

Comments

ann

สับสนในชีวิตเคยมั่นคงในอาชีพ ถูกจ้างให้ออกจากงานก่อนกำหนดใครเจอบ้าง ดูรายละเอียดทางแก้ก่อนล่วงหน้าที่ family77.pro.tc

ABZee

ตั้งชื่อไทยแล้วจะมีความเป็นไทย?

ปรึกษาใครบ้างรึยังเนี่ย

Kookai

ผมมีคำถามว่ายังคิดถึงท้องถิ่นอีกหรือ? และเห็นว่านี่ก็อีกเรื่องที่แก้ปัญหาแบบผักชีโรยหน้า
นี่คือผลของการทำลายภูมิปัญญาและความเป็นพื่นบ้านจากรัฐบาลกลางแห่งสยาม

การปกครองส่วนท้องถิ่นเราไม่เคยเข้มแข๊ง ภาษา ศิลป วัฒนธรรมพื้นบ้านกำลังถูกทำลาย คนในพื้นที่เองก็ไม่เห็นความสำคัญ งานประเพณีหลายอย่างของอิสานก็เถื่อนจนน่ารังเกียจเช่นประเพณีบุญต่างๆ ที่มีแต่ขี้เหล้าเมายา การเต้นอย่างสนุกสนานของคนเฒ่าแก่ที่ถือขวดเหล้า ไปพร้อมกับเด๊กวัยรุ่นบ้านนอกที่อายุไม่ถึง 20

ชุมชนอ่อนแอจนไม่มีหลักการ ไร้หลักการ ทุกอย่างรอเจ้านาย ข้าฯของรัฐ ผู้สูงศักดิ์และมีอำนาจ บารมี ชุมชนไม่กล้าคิดทำอะไร หรือ คนที่คิดอะไร ทำอะไรตามหลักการก็อยู่ไม่ได้ ไม่มีคนที่กล้าต่อสู้เพื่อความถูกต้อง เพราะสู้ไปก็ตายเปล่า เราจึงไม่มีคนที่กล้าสู้เพื่อความถูกต้อง เราจึงไม่มีคนที่ได้รับการชื่นชมเพราะทำในสิ่งที่ถูกต้อง เรามีแต่ชื่นชมคนที่มียศ งานการดี ทำตัวทันสมัย มีอำนาจ แม้จะได้อำนาจมาแบบผิดๆ เช่น ปล้นอำนาจเขามา เราถึงเห็นชุมชนทุกแห่งละทิ้งวัฒนธรรมท้องถิ่น เพราะแต่ละคนก็เบื่อและไม่ภูมิใจกับสิ่งที่เป็นของดั้งเดิม

คนที่มีการศึกษา ได้งานการดี เป็นครู ตำรวจ ทหาร หรือ นักธุรกิจ ก็ปฎิเสธภาษาวัฒนธรรมพื้นบ้าน เพราะอาย หรือ ไม่ก็เห็นว่าเชย ค่านิยมไม่เกิด ชุมชนพื้นบ้านเองก็ไม่พัฒนา พากันเข้าป่า วัฒนธรรมบางอย่างบรรพบุรุษไม่เคยสั่งสอน ก็พากันทำตามกันไป เช่น การกินเหล้าในงานบุญต่างๆ ในพื้นที่อิสาน กินกันตั้งแต่ผู้ใหญ่ยันเด๊กวัยรุ่น ทั้งที่ผิดกฎหมาย แต่ชุมชนก็เฉย ผู้ใหญ่บ้าน อบต. นายอำเภอ ผู้ว่าฯ ก็เฉย บอกว่าเป็นประเพณี !!!! ยิ่งเป็นตัวเร่งให้ภาษา หรือ ศิลปพื้นบ้านตายเร๊วมากขึ้น

อย่าว่าแต่ปัญหาของการตั้งชื่อเลย นั่นมันปลายเหตุ ปัญหาใหญ่คือคนอิสานกำลังทิ้งความเป็นลาวอิสานแล้ว ไม่มีใครอยากเป็นลาวอิสาน ถามคนอิสานสิว่าภูมิใจในความเป็นอิสานหรือไม่? ถ้ายังตอบว่าภูมิใจ ต้องถามต่อว่าตรงใหน? ทุกวันนี้ภาษาและสัญญลักษณ์ของอิสานคือ คนจน คนด้อยโอกาส คนขับแทกซี่ กรรมกร แม้แต่เครื่องดนตรีที่อิสานภูมิใจนักหนา คือ แคน และ พิณ ก๊เห็นเป็นเครื่องมือเพื่อขอทานกันบ่อยๆ

ขอนแก่นและ อีกหลายจังหวัด ในตัวอำเภอ จะพบว่าเด๊กรุ่นใหม่ไม่พูดภาษาท้องถิ่นแล้ว บางคนเกิดและโตในอิสานแต่พูดอิสานไม่ได้ ร้ายยิ่งกว่นั้น พ่อแม่ที่เป็นครูและเติบโตมาจากบ้านนอกแท้ๆ ยังไม่พอลูกพูดอิสาน เห็นพูดกลางเป็นแถว ผมมาอยู่กรุงเทพฯ ร่วม 20 ปี นานมาแล้ว จนทุกวันนี้ลูกพี่น้อง โตกันหมด ลูกเพื่อนก็เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ผมพบว่าครอบครัวเหล่านั้น ไม่พูดภาษาอิสานกับลูกๆ ของพวกเขาเลย
เป็นค่านิยมที่อันตรายต่อวัฒนธรรมชุมชนมาก

ปัญญาชนของสังคมแท้ๆ กลับไม่นำทิศทางให้สังคม แล้วเราพัฒนาประเทศเพื่ออะไร เราพัฒนาหรือทำลายกันแน่ ทำไมทุกคนที่เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การางาน มีโอกาสทางสังคม จึงไม่ยกช่วยกันยกระดับ ภาษา ศิลป วัฒนธรรมท้องถิ่น!!!!????

ผมคิดว่า ในสังคมที่พัฒนาจริง ปราชญ์ หรือ ชนชนนำ หรือ ชนชั้นปกครองต้องสนับสนุน ภาษา ศิลปและวัฒนธรรม เพราะนั่นคือการตอบแทนที่มีคุณค่าต่อสังคม หลังจากประสบความสำเร๊จส่วนตัวแล้ว
การแก้ปัญหาที่ถูกต้องคือต้องให้ท้องถิ่นเข้มแข๊ง ให้ท้องถิ่นปกครองตนเอง ให้มีภาษาพื้นบ้าน เข้าไปในหลักสูตรการเรียนการสอนบ้าง นอกเหนือจากหลักสูตรภาษากลาง ให้สอดแทรกหลักสูตร ภาษา ศิลป วัฒนธรรมทอ้งถิ่นเข้าไปในทุกโรงเรียน ทุกชั้นเรียน อย่างน้อย สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง กระทรวงวัฒนฯ ต้องรณรงค์ให้ จนท.รัฐ ครู อาจารย์ หรือ นักธุรกิจ ซึ่งมีอิทธิพลทางสังคม ในการแสดงออก ทำตัวเป็นตัวอย่าง ไม่ว่าจะการพูด สนับสนุนให้พูดภาษาท้องถิ่นในการแสดงต่างๆ ของท้องถิ่น การแสดง สนับสนุนการแสดงพื้นบ้าน ในงานพิธี เข่น งานบวชให้ใช้งานแสดงลิเก (ภาคกลาง) หรือ หมอลำ ( ภาคอิสาน) เป็นต้น

ผมเสียดายที่รัฐบาลทักษิณกำลังจะให้ท้องถิ่นได้กำหนดหลักสูตรผ่านโรงเรียนในสังกัดได้ ตามนโยบายที่ให้โรงเรียนทอ้งถิ่นไปสังกัด การปกครองส่วนท้องถิ่น นี่เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ชุมชนสามารถริเริ่มหลักสูตรต่างๆ เพื่อรักษา ภาษา และภูมิปัญญาท้องถิ่นได้

กระทรวงวัฒนธรรม อย่างแก้ปัญหาแบบผักชีโรยหน้าเลย ไม่ได้ผลหรอก ตราบใดที่ท้องถิ่นไม่เข้มแข๊ง ท้องถิ่มอ่อแอ ท้องถิ่นไม่สามารถริเริ่มใดๆ ได้ ก็อย่างหวังว่าจะแก้ปัญหาได้

Abnormal

นี่แหละผลงานและมันสมองของรํฐบาล
คุณธรรม จริยธรรมสูงเทียมฟ้า
เล็กๆใช่ ใหญ่ๆไม่ทำ