ประชาธิปไตยที่ "ไม่แตกต่าง" ในเอเชียใต้

เรียบเรียงข้อมูลจากบทความ Same-Same


จากหนังสือพิมพ์ Nepali Times


 



 


ใครที่คิดว่าสภาวะการเมืองในประเทศไทยน่าเบื่อจนเกินจะทน อาจดูมีความหวังมากขึ้น ถ้าได้อ่านผลงานศึกษาวิจัยที่จัดทำโดยสำนักพิมพ์ International IDEA ซึ่งได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อว่า "พรรคการเมืองในแถบเอเชียใต้: ความท้าทายแห่งการเปลี่ยนแปลง" (The Political Parties in <?xml:namespace prefix = st1 ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:smarttags" />South Asia - Challenge of Change) ซึ่งก็คือการศึกษาวิจัยพรรคการเมืองใน บังคลาเทศ อินเดีย เนปาล ปากีสถาน และศรีลังกา


 


บทความวิจารณ์หนังสือเล่มดังกล่าวถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ Nepali Times ฉบับวันที่ 2-7 พฤษภาคม 2550 และเป็นหนังสือที่ถูกพูดถึงพอสมควรในแวดวงนักวิชาการเนปาล


 


หนังสือเล่มนี้จะมีทั้งหมด 7 บท สำหรับการถกเถียงในเรื่องของบริบท เนื้อหา สถานการณ์ เงื่อนไข และปัจจัยที่ทำให้เกิดพรรคการเมืองในระดับภูมิภาค


 


คนอ่านจะได้เห็นว่าชะตากรรมของระบอบการเมืองของประเทศในแถบเอเชียใต้ ล้วนมีความสั่นคลอนไม่แน่นอน ไม่ต่างจากการเมืองไทยในตอนนี้สักเท่าไหร่ และการสืบทอดอำนาจทางการเมืองที่พิกลพิการ ขาดการถ่วงดุลระหว่างอำนาจและเสรีภาพในยุคหลังสงครามเย็น (1960"s) ส่งผลให้ระบบการเมืองในปัจจุบัน มีสภาพที่ถูกควบคุมและครอบงำไม่ให้เกิดเสรีภาพตามแบบประชาธิปไตยอย่างที่ควรจะเป็น


 


มีเพียงอินเดียเท่านั้นที่ยกเว้น เพราะอินเดียใกล้ชิดกับสหภาพโซเวียตมากกว่าสหรัฐอเมริกา แต่เรื่องตลกร้ายก็คือว่าการทำงานที่ผิดปกติของพรรคการเมืองเป็นเรื่องที่มักจะเกิดขึ้นในประเทศที่เข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านเพื่อให้เกิดประชาธิปไตยมากกว่า


 


CK Lal ซึ่งเป็นผู้วิจารณ์หนังสือเล่มนี้กล่าวว่า...เหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่สุดของทุกๆ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ถูกครอบงำคือ "พรรคการเมือง" ทั้งหลาย เพราะพวกเขาล้มเหลวที่จะปรากฏตัวในฐานะตัวละครหลักของกระบวนการทางการเมือง


 


ภาพดังกล่าวเห็นได้ชัดเจนจากระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีขอบเขตจำกัดซึ่งเกิดขึ้นในระหว่างที่เกิดยุคสงครามเย็นเป็นส่วนใหญ่ และส่งต่อมาถึงยุคปัจจุบัน เช่น ในประเทศอินโดนีเซีย ระบอบการปกครองแบบลูกผสมซึ่งประชาชนถูกกวาดต้อนให้ทำตามผู้มีอำนาจทางการทหาร (ก่อนจะกลายมาเป็นผู้นำประเทศ) ได้รับการเรียกขานว่าเป็น "ประชาธิปไตยแบบชี้นำ" หรือ Guided Democracy


 


ในขณะที่ประเทศปากีสถาน นายพลอายุบ ข่าน เรียกระบอบเผด็จการของตัวเองว่าเป็น "ประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน" (Basic Democracy) และพรรคการเมืองในปัจจุบัน (ของปากีสถาน) ก็ไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่า "พื้นที่แห่งการตอบสนองความทะเยอทะยานของปัจเจกบุคคล"


 


ทางด้านบังคลาเทศ ธุรกิจการเมืองที่สืบทอดต่อๆ กันมา มีลักษณะคล้ายกับการสืบทอดกิจการของครอบครัว และพรรคการเมืองในเนปาลซึ่งกษัตริย์มเหนทราพยายามพูดถึงระบอบประชาธิปไตยเพื่อความหลากหลายของเชื้อชาติ หรือ Indigenous Democracy ที่ตอบรับกับธาตุลม น้ำ และดิน ของเนปาล ถูกมองเป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ ส่วนหนึ่งของฉากการเมืองในแถบเอเชียใต้


 


ถึงแม้ว่าผู้บริจาคเงินให้แก่ประเทศยากจนทั้งหลายจะพอรู้แล้วว่าการบรรเทาปัญหาความยากจนต้องการการปกครองแบบธรรมาภิบาล แต่มันเป็นเรื่องซึ่งไม่มีทางเกิดขึ้นได้ถ้าขาดแรงกระตุ้นหรือการผลักดันจากพรรคการเมือง


 


ทว่าการก่อตั้งพรรคการเมืองดีๆ กลับเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลย ไม่เคยมีสูตรสำเร็จ และไม่มีวิธีการที่จะสามารถจำลองนโยบายที่มีประสิทธิภาพจากที่อื่นๆ มาใช้ในระบอบการเมืองแถบเอเชียใต้ได้เลย


 


ปัญหาของพรรคการเมืองในเอเชียใต้ส่วนใหญ่เกิดจากกองทัพทหารเข้ายึดครองพื้นที่พรรคการเมือง ทั้งที่เป็นกองทัพเก่าแก่ เช่นที่เป็นอยู่ในรัฐสภาของเนปาล แต่ก็ยังล้มเหลวในการปกครอง รวมถึงความไม่มีเสถียรภาพ


 


แม้แต่กองกำลัง Maoists ที่นิยมลัทธิเหมาแบบสุดโต่งก็เป็นได้แค่พรรคการเมืองที่มีแนวคิดแบบสังคมนิยมซึ่งถูกขนานนามว่าเป็นเพียงความสิ้นหวังเท่านั้น และพรรคการเมืองอื่นๆ ที่สำคัญก็สืบทอดขั้วอำนาจกันภายในพรรคจนกลายเป็นเรื่องปกติไม่ต่างอะไรจากการสืบทอดราชวงศ์


 


ด้วยเหตุนี้ การศึกษาเรื่องดังกล่าวจึงเกิดขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อชี้ให้เห็นว่าการสร้างรากฐานประชาธิปไตยจากประสบการณ์คือสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนแต่ละประเทศ


 


ในการศึกษาครั้งนี้ พรรคการเมืองในเอเชียใต้จึงถูกนำมาสรุปว่า "ไม่มีอะไรแตกต่าง" กันเลย เพราะไม่ได้มีแต่ผู้นำปากีสถานอย่าง "เบนาร์ซี บุตโต" เท่านั้นที่รู้จักสบถสาบานว่าจะยอมเจรจากับฝ่ายตรงข้ามที่คิดเห็นต่างกัน เพื่อให้เกิดระบอบประชาธิปไตยขึ้น (แต่ก็ไม่เคยทำ)


 


ในขณะที่ในเนปาลสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ว่าพรรคการเมืองต้องการที่จะสืบทอดอำนาจ ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตาม คนเนปาลจึงได้เห็นดารา-นักแสดง ซึ่งเป็นที่นิยมชมชอบในหมู่ผู้คนถูกทาบทามมาเป็นนักการเมือง…


 


แม้รายงานการวิจัยเล่มนี้จะถูกสรุปว่าไม่ต่างอะไรจากหนังสืออื่นๆ ในหมวดหมู่เดียวกัน เพราะข้อมูลที่หนัก มีการกำหนดทิศทางหนังสือไว้ตั้งแตแรก เต็มไปด้วยข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างเดียว แต่แทบจะไม่มีภาพประกอบอะไรเลย หนังสือเล่มนี้จึงเต็มไปด้วยคำอธิบาย แต่ไม่ได้ช่วยให้เกิดปัญญาในการเรียนรู้และรับมือกับปัญหาสักเท่าไหร่


 


แต่กระนั้นก็ดี การได้อ่านทบทวนถึงความเป็นมา ปัญหา และความเป็นไปอันน่าหนักใจในปัจจุบัน น่าจะช่วยให้นักอ่านที่เป็นคอการเมืองมองเห็นภาพบางอย่างชัดเจนขึ้น และอาจจะนำไปสู่การรับมือกับภาวะหรือสถานการณ์แห่งความวุ่นวายที่ใครๆ ต่างพูดถึงได้


 

Comments

คนกินคน

พรรคการเมืองก็ไม่หนีไปจากความเป็นชนชั้น การเป็นนักการเมืองคือการได้เป็นชนชั้นปกครอง มันเป็นธรรมชาติของชนชั้นปกครองหรือผู้ล่าที่จะกดขี่ข่มเหงขูดรีดโกหกหลอกลวงเหยื่อทุกวิถีทาง อยู่ที่เหยื่อหรือผู้ถูกปกครองว่าจะรู้จักเอาตัวรอดหรือสร้างเกราะกำบังป้องกันตนเองหรือตอบโต้อย่างมีน้ำหนัก ประเทศที่อ้างว่าเจริญแล้ว ผู้ถูกปกครองสามารถเอาตัวรอดป้องกันตนเองหรือตอบโต้อย่างมีน้ำหนักกว่าประเทศด้อยพัฒนา(จิตใจ) แต่ก็ตกเป็นเหยื่อในที่สุด เพราะผู้ปกครองมันก็พัฒนาการกดขี่ขูดรีดโกหกหลอกลวงไปด้วยพร้อมๆ กัน ใครว่าคนอเมริกันดีกว่าใครๆ ในโลก ก็แค่เหยื่อของบุช เท่านั้น ถ้ายังมีชนชั้น ก็ยังมีการกดขี่ขูดรีดและหลอกลวงเสมอ โง่มากขนาดยอมฆ่าคนเพื่อชนชั้นปกครอง ตรงนี้ละเป็นเครื่องวัดว่าประเทศไหนเลวน้อยหรือเลวมากกว่ากัน

na

ดีมาก