ความรุนแรงที่ "รัฐไทย" ไม่สามารถจะแก้ไขด้วยกรอบเดิม






มุมคิดจากนักเรียนน้อย เป็นผลงานภาคปฏิบัติในชั้นเรียนของนักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ส่งมาให้ประชาไทพิจารณานำเผยแพร่ เยาวชนที่สนใจสามารถส่งผลงานมาได้ที่ netcord@prachatai.com


 


ณภัค เสรีรักษ์


คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์


 


กรณีที่ครูโรงเรียนบ้านกูจิงลือปะ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส สองคนถูกรุมทำร้าย เมื่อเดือนพฤษภาคม 2549 ถือเป็นเหตุการณ์ที่สะเทือนใจประชาชน และก่อให้เกิดประเด็นถกเถียงในสังคมอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคุณค่าความเป็นมนุษย์ หรือในเรื่องการแบ่งแยกดินแดน และจากเหตุการณ์ในวันนั้นเอง เราจึงได้รู้จักกับ "คุณครูจูหลิง" หนึ่งในสองครูที่เป็นเหยื่อจากเหตุการณ์ครั้งนั้น


 


อันที่จริง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีมาเป็นเวลานานแล้ว ถ้านับเฉพาะในช่วงหลังก็เป็นเวลาประมาณสามปีตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม 2547 จากสถิติจนถึงต้นเดือนธันวาคม 2549 พบว่า มีผู้เสียชีวิต 1,908 คน และบาดเจ็บ 2,920 คน และหน่วยงานของรัฐก็ไม่สามารถจะแก้ไขปัญหา หรือทำให้ความรุนแรงลดลงได้เลย เพราะการมองปัญหาและความพยายามในการแก้ปัญหานั้นไม่ตรงจุด


 


สิ่งที่ประชาชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการคือ การยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และเสรีภาพในการดำเนินชีวิต ขณะที่นโยบายและมาตรการต่างๆ ซึ่งรัฐบาลไทยใช้ตลอดมานั้นต้องการสร้าง "ความเป็นไทย" ซึ่งมีนิยามที่คับแคบ และทำลายความแตกต่างและความหลากหลาย ดังตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน คือคำร้องของเพลงชาติไทยในหลายๆท่อน ไม่ว่าจะเป็น "ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย" หรือ "เป็นประชารัฐไผทของไทยทุกส่วน"


 


ถ้าเรายังคงมองปัญหาในกรอบที่ยึดติดกับความเป็น "เชื้อชาตินิยม" เราคงไม่มีทางแก้ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้ได้ เราต้องไม่มองว่านี่คือเหตุการณ์ที่ "คนไทย" ถูกทำร้าย แต่เป็นเหตุการณ์ที่ "คนคนหนึ่ง" ถูกทำร้าย เราจึงต้องออกจากกรอบเดิมให้ได้ หรือว่าเราร้องเพลงชาติกันบ่อยเกินไป หรือบางทีเราอาจต้องแต่งเพลงชาติกันใหม่ หรือ "รัฐปัตตานี" อาจเป็นทางออกที่ดีกว่า ถ้าทำให้สังคมโลกเป็นสุขกว่าที่เป็นอยู่

Comments

mad dog

นักแสวงหาผลประโยชน์ ไม่มีวันสำนึกได้ ทุกเรื่องที่เป็นเหตุแห่งปัญหา ทำให้ความรุนแรงไม่มีวันยุติ ..ไม่เว้นแม้กระแส คลั่งชาติ ก็เป็นแค่เพียงส่วนหนึ่ง ..นั่น เพราะว่าถ้าสถานการณ์ป่วนอย่างนี้แล้วเป็นประโยชน์ จึงมีตัวป่วนอยู่ตลอด(ใครไม่รู้) เพราะฉนั้น เหยื่อ ก็คือ เหยื่อ ..ทางแก้ ก็คงมีทางเดียว คือความร่วมมือจากทุกคน...โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่อยู่อาศัยในพื้นที่ปัญหา...ไม่ว่าจะเชื้อชาติ ศาสนาใด ต้องช่วยกันขจัด หรือ อย่างน้อยก็จำกัด คนเลว ไม่ให้ออกฤทธิ์ออกเดชได้ .. อย่าให้โอกาสมาเป็น ผู้นำ ผู้ปกครองบ้านเมือง..ก็น่าจะพอหวังได้ถึงความสงบในวันหน้า...คงต้องช่วยตัวเองแหละ แต่ถ้ารู้อยู่ว่ามันทั้งเลวทั้งโกง ...หรือประมาณว่าบกพร่องโดยสุจริต ..หรือจะกินจะโกงมั่ง ก็ยังแบ่งเศษเนื้อเศษกระดูกมาให้บ้าง..ก็ยังเลือกมันอยู่ ...เทวดาก็คงช่วยไมได้.

เรื่องของปู้

ความสงบที่แท้จริง คือความเข้าใจและสมานฉันท์ที่ถ่องแท้ให้กับผู้คนที่อาศัย ถึงแม้นตอนนี้รัฐได้พยายามทำอยู่ แต่จะมีคนของรัฐสักกี่คนที่ตั้งใจทำ แนวคิดจากบทความทำให้ท่านที่อ่านควรคำนึงถึงความเป็นจริงที่อาจนำมาใช้ในการแก้ปัญหาที่เรื้อรังของภาคใต้ในอนาคตข้างหน้าหากความเป็นหนึ่งเดียวยังไม่เกิดขึ้นในชาติของเรา