กรรมการสิทธิฯ อัดสิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็นภายใต้ คมช.แย่กว่ายุคสฤษดิ์-ถนอม
จรัล ชี้ บล็อกรายงานข่าว ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ซีเอ็นเอ็นเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพ ระบุการสัมนานี้หลายกลุ่มมาไม่ได้เนื่องจากถูกข่มขู่อันเป้นผลกระทบจากการรัฐประหาร 19 ก.ย. ยันหากมีปัญหาจะเรียกทหารมาพบ
ประชาไท - 17 ม.ค.50 คณะอนุกรรมการว่าด้วยสิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จัดสัมมนา 'สิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็น' ณ ห้องประชุม 101 สำนักคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมทั้งออกแถลงการณ์สถานการณ์และปัญหาการถูกละเมิดสิทธิในการแสดงความคิดเห็นที่แต่ละกลุ่ม หรือแต่ละบุคคลได้รับหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย. 49
นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานอนุกรรมการ กล่าวถึงสถานการณ์ล่าสุดในการละเมิดสิทธิในการแสดงความคิดเห็นว่า เกิดขึ้นสดๆร้อนๆเมื่อคืนวันที่ 15 ม.ค. 50 โดย ซีเอ็นเอ็นซึ่งเป็นสถานีข่าวของโลกได้ รายงานข่าวการสัมภาษณ์อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร แต่มีคนโทรมาบอกว่าเปิดแล้วไม่มีเพราะยูบีซีไม่ถ่ายทอด คาดว่าเป็นผลมาจากผู้ช่วยคณะมนตรีวามมั่นคงแห่งชาติ (คมช) ได้เชิญสื่อไปพบเพื่อขออย่าให้รายงานข่าวเกี่ยวกับอดีตนายกฯก่อนหน้านี้ ซึ่งสามารถทำให้ยูบีซีไม่ถ่ายทอดได้จริง จึงเรียกว่าการจำกัดเสรีภาพ
"คือมีเสรีภาพบ้างแต่ถ้าการเคลื่อนไหวใดๆที่คมช.หรือมองว่ากระทบกระเทือนกับเขาก็จะจำกัด" นายจรัลกล่าว
นอกจากนี้ นายจรัล กล่าวอีกว่า สิทธิเสรีภาพเป็นความจำเป็นและเป็นความต้องการของมนุษย์ เช่น การพูด ถ้าไม่ได้พูดก็ลำบาก สมัยที่เป็นนักศึกษาช่วงเผด็จการจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร ก็พูดลำบาก เพราะมีความกลัว แม้แต่อาจารย์ในมหาวิทยาลัยก็พูดไม่ได้บางเรื่อง เพราะอาจจะมีสันติบาลนั่งอยู่แบบนี้ก็เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการพูด เวลานี้ก็เช่นกันถูกจำกัดพูดหลายอย่างไม่ได้
หลังจากนั้น เมื่อตัวแทนชุมชนคลองเตยบอกเล่าสถานการณ์ว่าเวลาชาวบ้านมีการจัดประชุมเพื่อการพัฒนาชุมชนทหารได้เข้าไปขอดูวาระและบันทึกการประชุม นายจรัลจึงแสดงความเห็นเพิ่มเติมว่า ทุกสิทธิเสรีภาพมีข้อจำกัด ใครๆก็รู้ เช่น อยากมีเสรีภาพไว้ผมแบบมิตร ชัยบัญชา แต่เวลาบวชก็ต้องสละก็ต้องโกน หรือไปเรียนายร้อยก็ต้องตัด หรือเสรีภาพในการการพูดก็ถูกจำกัด เช่น การฟังการพูดบนเวทีบางทีก็โต้ไม่ได้เพราะมันอาจมีปัญหา คือทุกคนรู้ขอบเขตอยู่แต่จะมาอ้างง่ายๆไม่ได้ว่า ห้ามพูด ห้ามประชุม สมัยสฤษดิ์- ถนอม ช่วง พ.ศ.2501-2511 ยังไม่ทำแบบนี้ คือไม่ขอวาระหรือบันทึกการประชุม
ในการสัมนานี้ นายจรัล ยังระบุด้วยว่า สิทธิเสรีภาพเริ่มมีปัญหาจากสาเหตุประการแรกคือ การรัฐประหารวันที่ 19 ก.ย. ซึ่งได้เปลี่ยนระบอบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตยอันจัดตั้งและกำหนดโดยรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 ที่หลายคนมีส่วนร่วมตั้งแต่การแสดงความเห็น ประชาพิจารณ์ เดินขบวนพลังสีเขียว จนมีสภา คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง มีองค์กรอิสระ จนเป็นระบอบ และที่สำคัญคือ รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540ได้รับรอง ค้ำประกันสิทธิเสรีภาพประชาชนมากกว่าที่ผ่านมา อีกทั้งนำเอาแนวคิดสิทธิมนุษยชนมาตราเป็นกฎหมายหลายมาตรา
แต่การรัฐประหารมายกเลิกและประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวและรับรองสิทธิเสรีภาพไว้มาตราเดียวคือ มาตรา 3 โดยมีอัยการศึกและคำประกาศที่ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพประชาชน เช่น ห้ามชุมนุนมเกิน 5 คน ซึ่งตอนนี้ไม่รู้ว่าการยกเลิกประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้วหรือไม่ เพราะถ้าไม่แสดงว่ายังไม่ยกเลิก การจะยกเลิกและมีผลต้องไปประกาศในราชกิจานุเบกษา ซึ่งก็คือหนังสือราชการ
ทั้งนี้ โดยสรุปคือประชาชนจำนวนหนึ่งถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ ประชาชนทั่วไปอาจจะยังไมกระทบกระเทือนนัก แต่บางกลุ่มกระทบกระเทือนไปแล้ว เช่น จะประชุมสัมมนาเคลื่อนไหวทางการเมืองก็จะถูกข่มขู่ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุชุมชนหลายแห่งไม่กล้ามาสัมมนาครั้งนี้เพราะกลัวว่าเมื่อกลับไปจะถูกยึดเครื่องส่งเนื่องจากมีทหารคุมอยู่ด้วย ซึ่งบางครั้งก็มีเรียกไปพบ หรือกลุ่มนักศึกษาที่เคลื่อนไหวคัดค้านไม่ให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบก็ถูกข่มขู่โดยการคัดชื่อออกจากการเป็นคณะกรรมการองค์การนักศึกษา หรือกลุ่มส.ส.โดยเฉพาะพรรคไทยรักไทยถ้าพูดอะไรก็จะถูกเรียกตัว
หรือเสรีภาพในการรวมกลุ่มชุมนุมบางเรื่องหายไปซึ่งก่อนนี้ทำได้เกือบทุกเรื่อง อีกประการคือ เสรีภาพที่ไม่ต้องมีชีวิตอย่างหวาดกลัวก็หายไป เวลานี้คนกลัว เช่น จะถูกเตือนถูกจับ บรรยากาศเหล่านี้เกิดขึ้นหลายกลุ่ม ในกรุงเทพฯ อาจยังไม่รู้สึกเพราะยังไม่เห็น แต่กรรมการสิทธิฯได้รับการร้องเรียนหลายกรณีแล้ว
"ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันมีคนไม่น้อยที่เห็นด้วยกับรัฐประหาร การเปลี่ยนแปลงการเมือง และระบอบปัจจุบัน เพราะฉะนั้นเวลาเราพูดอะไรก็จะบอกว่าพวกนี้พูดไม่จริง สื่อยังมีเสรีภาพเยอะ คมช.แค่ขอความร่วมมือ พวกที่พูดแบบนี้คือพวกลิ่วล้อทักษิณ กรรมการสิทธิฯก็รอการร้องเรียนเพื่อป้องกันคำกล่าวหาว่ากรรมการสิทธิฯบางคนเป็นลิ่วล้อทักษิณ แต่คาดว่าคงไม่มีปัญหาอะไรในการพูดวันนี้ แต่ถ้ามีสัปดาห์หน้าก็จะเริ่มเชิญทหารมา"
หลังการสัมนา คณะอนุกรรมการฯได้ออกแถลงการณ์สรุปสถานการณ์จากการสัมนาครั้งนี้ ความว่า การจัดสัมมนาครั้งนี้ได้มีการเชิญตัวแทนจากองค์กรต่างๆ และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็นเช่น ชาวบ้านกลุ่มผู้เดือดร้อนจากกรณีเขื่อนราษีไศล กรณีเขื่อนปากมูน กรณีป่าดงมะไฟ กรณีเขื่อนหัวนา ซึ่งเป็นตัวแทนสมัชชาคนจน ผู้นำชาวบ้านชุมชนคลองเตย วิทยุชุมชนคลองเตยที่ถูกหน่วยงานของรัฐเข้าไปควบคุมแทรกแซงสื่อวิทยุชุมชนภายหลังจากมีการรัฐประหาร เพื่อแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
ผู้แทนจากกลุ่มสมัชชาคนจนได้บอกเล่าถึงปัญหาหลังจากการรัฐประหารถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐติดตามการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง บางกรณีมีการข่มขู่คุกคามโดยอ้างกฎอัยการศึก และประกาศ คปค. ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ซึ่งสถานการณ์ความกลัวในเรื่องคลื่นใต้น้ำได้ก่อให้เกิดการควบคุม ตรวจสอบ ห้ามปราม ข่มขู่แกนนำชาวบ้านไม่ให้มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถประชุมปรึกษาหารือเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ได้รับความเดือดร้อนได้ตามปกติ นับเป็นการจำกัดสิทธิของชาวบ้านอย่างมาก ส่วนที่ ตำบลยางตาล จังหวัดนครสวรรค์ ยังมีกรณีที่ทหารประกาศเขตพื้นที่ทับที่ดินของชาวบ้านอีกด้วย
ผู้นำชาวบ้านชุมชนคลองเตย กล่าวถึงปัญหาว่าไม่สามารถทำกิจกรรมใดๆภายในชุมชนได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของรัฐอ้างว่ายังไม่มีการยกเลิกกฎอัยการศึกในการประชุมของชาวบ้านแต่ละครั้งจะถูกทหารขอดูวาระการประชุม และรายงานการประชุมทุกครั้ง แต่อยากให้ช่วยเหลือในสิ่งที่ชาวบ้านไม่สามารถจัดการเองได้ เช่น กรณีที่ชาวบ้านถูกกลุ่มมาเฟียรังแก
คณะอนุกรรมการฯ เห็นว่าปัญหาดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญมาจากการประกาศกฎอัยการศึก จึงขอเรียกร้องให้มีการประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งยกเลิกประกาศ คปค.ฉบับที่ 6 ที่ห้ามพี่น้องผู้ใช้แรงงานเคลื่อนไหวเรียกร้องใดๆ และประกาศ คปค.ฉบับที่ 7 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่าย ให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ยุติการกระทำใดๆที่เป็นการข่มขู่คุกคามอันจะเป็นอุปสรรคต่อการใช้สิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็น ทั้งนี้เนื่องจากสิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็น เป็นรากฐานสำคัญในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
ประการสำคัญ ประชาธิปไตยไม่อาจเกิดขึ้น และดำรงอยู่ได้โดยปราศจากสิทธิเสรีภาพ และการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน
000
แถลงการณ์
เรื่อง สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
โดยคณะอนุกรรมการว่าด้วยสิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็น ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
วันนี้ (16 มกราคม 2550) นายจรัล ดิษฐาอภิชัย กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานอนุกรรมการว่าด้วยสิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็น ได้เปิดแถลงข่าวภายหลังการสัมมนาเรื่อง "สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น" โดยปรากฏรายละเอียดดังนี้
การจัดสัมมนาครั้งนี้ได้มีการเชิญตัวแทนจากองค์กรต่างๆ และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็นเช่น ชาวบ้านกลุ่มผู้เดือดร้อนจากกรณีเขื่อนราษีไศล กรณีเขื่อนปากมูน กรณีป่าดงมะไฟ กรณีเขื่อนหัวนา ซึ่งเป็น ตัวแทนสมัชชาคนจน , ผู้นำชาวบ้านชุมชนคลองเตย , วิทยุชุมชนคลองเตยที่ถูกหน่วยงานของรัฐเข้าไปควบคุมแทรกแซงสื่อวิทยุชุมชน ภายหลังจากมีการรัฐประหาร เป็นต้น มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น บอกเล่าถึงสถานการณ์และปัญหาการถูกละเมิดสิทธิในการแสดงความคิดเห็นที่แต่ละกลุ่ม หรือแต่ละบุคคลได้รับ เพื่อแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
โดยในการสัมมนา ผู้แทนจากกลุ่มสมัชชาคนจนได้บอกเล่าถึงปัญหาหลังจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐติดตามการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง รวมถึงบางกรณีมีการข่มขู่คุกคาม โดยอ้างกฎอัยการศึก และประกาศ คปค. ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ซึ่งสถานการณ์ความกลัวในเรื่องคลื่นใต้น้ำได้ก่อให้เกิดการควบคุม ตรวจสอบ ห้ามปราม ข่มขู่แกนนำชาวบ้านไม่ให้มีการเคลื่อนไหวใดๆ ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถประชุมปรึกษาหารือเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ตนได้รับความเดือดร้อนได้ตามปกติ นับเป็นการจำกัดสิทธิของชาวบ้านอย่างมาก และที่ ตำบลยางตาล จังหวัดนครสวรรค์ ยังมีกรณีที่ทหารประกาศเขตพื้นที่ทับที่ดินของชาวบ้านอีกด้วย
ส่วนผู้นำชาวบ้านชุมชนคลองเตย กล่าวถึงปัญหาว่าไม่สามารถทำกิจกรรมใดๆภายในชุมชนได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ของรัฐอ้างว่ายังไม่มีการยกเลิกกฎอัยการศึก ทั้งในการประชุมของชาวบ้านแต่ละครั้ง จะถูกทหารขอดูวาระการประชุม และรายงานการประชุมทุกครั้ง ทั้งนี้ชาวบ้านไม่ต้องการให้ คมช.มาคอยควบคุม โดยเฉพาะการเสนอให้ความช่วยเหลือชุมชนในสิ่งที่ชาวบ้านเองสามารถทำได้อยู่แล้ว แต่อยากให้ช่วยเหลือในสิ่งที่ชาวบ้านไม่สามารถจัดการเองได้มากกว่า เช่นกรณีที่ชาวบ้านถูกกลุ่มมาเฟียรังแก
ด้วยเหตุดังกล่าว คณะอนุกรรมการว่าด้วยสิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็น ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เห็นว่าปัญหาดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญมาจากการประกาศกฎอัยการศึก ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้มีการประกาศยกเลิกกฎอัยการศึกในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งยกเลิกประกาศ คปค.ฉบับที่ 6 ที่ห้ามพี่น้องผู้ใช้แรงงานเคลื่อนไหวเรียกร้องใดๆ และประกาศ คปค.ฉบับที่ 7 ที่ห้ามชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่าย ให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพของประชาชน ด้วยการยุติการกระทำใดๆที่เป็นการข่มขู่คุกคามอันจะเป็นอุปสรรคต่อการใช้สิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็น ทั้งนี้เนื่องจากสิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็น เป็นรากฐานสำคัญในการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน
ประการสำคัญ ประชาธิปไตยไม่อาจเกิดขึ้น และดำรงอยู่ได้โดยปราศจากสิทธิเสรีภาพ และการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน
รายชื่อคณะอนุกรรมการว่าด้วยสิทธิเสรีภาพทางความคิดเห็น
นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานอนุกรรมการ
นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ อนุกรรมการ
ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง อนุกรรมการ
ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อนุกรรมการ
นายธนศักดิ์ จงชนะกิจ อนุกรรมการ
นายศราวุฒิ ประทุมราช อนุกรรมการ
นางสาวชนะกาญจน์ พันธุ์เดิมวงศ์ อนุกรรมการ
Comments
wet
อัดแล้วทำอะไรได้ พวกขี้ข้าเผด็จการ
หนุ่ม
หลายๆคนเริ่มตื่ ไม่หลงลมสนธิ แต่หลายคนก็ยังงมงาย เช่น พวกไฮโซบ้าบอ
DDD
จรัล เหวง ประทีป ต่อสายลิ่วล้อ ทักษิณ ตั้งอฃแต่ก่อนเกิด รั๙ประหาร พวกเขา ร่วมกันเคลื่อนไหว ทางการเมือง ต้านรัฐประหารและออกแถลงการณ์ เช่น ใน www.peace.in.th ก่อนและหลัง 19 ก.ย
อย่างนี้แล้วพูดยังไงก็เชื่อไม่ได้ว่าไม่เกี่ยวกับระบอบทักษิณ
ความจริงก๊วนนี้คือลิ่วล้อทักษิณตัวจริง
เพื่อเก่าเขาฝากมาแปะ
แถลงการณ์ที่แสนน่าเบื่อของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ
คุณจรัล ...คุณธเนศ
อยากถามว่ายุคสฤษดิ์ ถนอม...มีการฆ่าคนถึง 2500ศพ หรือ ไม่
มีการฆ่ากันตายแบบที่กรือเซะ ที่ตากใบ
มีการคุกคามสื่อ ถอดรายการต่างๆ โทรศัพท์ไปให้ถอดรายการ ค้นสถานีวิทยุชุมชน 92.25 ไล่พนักงานไอทีวีกบฏ ไล่รายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ฯ
โกงที่วัด ซื้อที่รัชดา ฯเป็นเมียยนายกดันอยากทำธุรกิจ เข้าแข่งประมูลที่ดิน
ผันเงินงบประมาณไปหาเสียง
ก่อความแตกแยก ใครไม่เลือกเรา เอาไว้พัฒนาทีหลัง
ทำสัปดนสารพัดสารเพ สาธยายไม่หมด
ถามว่า พวกสู ไปมุดหัวอยู่ที่ไหน
ไอ้ทรราชย์หน้าเหลี่ยมกระทำระยำตำบอนกับคนที่อยู่ตรงข้ามมันไปทั่ว แม้แต่คณะกรรมสิทธิ มันก็ไม่เห็นหัว
ถามว่าพวกสู ได้ทำอะไร
นังประทีป ไม่ต้องพูดถึง มันเป็นคนในระบอบทักษิณอยู่แล้ว แต่คนอย่างพวกสู ใช้อะไรคิด
เสียดายที่เคยมีคนแนะนำให้ไหว้ เสียมือจริงๆ
ต่อไปนี้ ขอให้อยู่ไกลๆกันหน่อย เดี๋ยวอดไม่ได้..
ภาคประชนอย่าใส่เกียรว่าง...
เวลานี้เริ่มเกิดความคลุมเครือ (ในขณะที่ฝ่ายทหารกลับแจ่มชัดขึ้นทุกวัน) ว่าอะไรกำลังต่อสู้กับอะไร
ดูเหมือนภาคประชาชนจะพากันอ่อนแรง หรือปล่อยให้กระแสคลี่คลายไปเอง หรืออาจเพราะเริ่มมีความเบื่อ คมช. จึงปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปเอง ดังคำที่พูดว่า "ปล่อยเกียร์ว่าง" หรือ "ค่อยๆ ดูไป"
แต่ฝ่ายที่หยิบฉวยความเพลี่ยงพล้ำของ คมช.และฝ่ายทหารดูเหมือนจะไม่หยุดนิ่ง
พวกเขาจะกระโดดเข้าขม้ำทันทีเมื่อเหยื่อพลาด
ดูกรณีเขายายเที่ยงนั่นสิ แค่นี่ก็เป็นเรื่อง ทำเอานายกคนซื่อแทบจะเสียรังวัด
ทั้งๆ ที่ไอ้ทักษิณโกงบ้านกินเมืองขนาดนั้น ยังกลับเข้าอกเข้าใจกันได้ (ท่านนักสิทธิมนุษยชน และนักประชาธิปไตยลองไปเปรียบเทียบดูว่า มาตรฐานของท่านมันเอียงกะเท่เร่แค่ไหน)
มาเรื่อง "สื่อ" ทั้งที่เขาก็ว่าเรื่องออกข่าวทักษิณเรื่องเดียว แถมยังไม่ทันลงมือ เท่านี้ข่าวก็โพนทะนา รวมทั้งส่งกระแสการซุบซินไปทั่วเมือง ว่า "ทหารคุกคามสื่อ"
ก็ทีสมัยทักษิณมันคุกคามยิ่งกว่านี้ตั้งหลายเท่าก็ไม่เห็นคนเหล่านี้จะลุกขึ้นมาว่าอะไร โดยเฉพาะนักสิทธิมนุษยชนหญ่าย และสองหมอ
ดังนั้นภาคประชาชนต้องอย่าใส่เกียร์ว่างเหมือนกัน
มีความจำเป็นต้องเขียนอธิบายและช่วยกันทำความเข้าใจของผู้คนให้กระจ่างเหมือนกัน
อย่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลหรือ คมช.แต่เพียงอย่างเดียว
[emo18.gif][emo18.gif]
เอาใจช่วยรัฐบาลขิงแก่....แม้จะมีใอ้พวกขิงขึ้นราแทรกเข้ามาบ้าง....ก็ยังดีกว่าใอ้รัฐบาลประชาธิปไตยสามาณย์ที่ใช้เงินซื้อเสียงเข้ามาเป็นรัฐบาลเผด็จการ....จะเอาปืนจี้หรือเอาเงินจี้..ก็ครือกันแหละว้า....อย่ามาอ้างลากตั้งหรือไม่ลากตั้งเล้ยยย....เสร็จมันก็รวบอำนาจเบ็ดเสร็จครือกัน....แต่เที่ยวนี้เป็นรัฐประหารที่กระทำต่อโจรปล้นชาติ....ก็ยังดีกว่าประชาธิปไตยสามาณย์ของให้พวกชาติชั่วขายชาติ
คนไทย
ในนี้มีพวกควายที่เป็นลิ่วล้อทหารด้วยหรือนี่ฮ่าๆๆๆ
ข้ามให้พ้นอุดมการณ์แบบเผด็จการเดือนตุลา
ที่น่าสนใจคือ ความเห็นประเภทที่คุณเจ้าของความเห็นที่ 6 เห็นแล้วรู้สึกว่าเป็นลิ่วล้อทหาร (เช่น คห 4-5) คือความเห็นของอดีตคนเดือนตุลาที่ปัจจุบันหันมาพิทักษ์ระบอบเผด็จการและศักดินา ด้วยความเชื่อ(ส่วนใหญ่คงด้วยความบริสุทธิ์ใจ) ว่าตัวเองมีทางเลือกเพียงสองทาง และเผด็จการทหาร+ศักดินาเป็นทางเลือกที่แย่น้อยกว่าทักษิณ (เมื่ออินมากๆ เข้าตอนนี้คนกลุ่มนี้หลายคนมองว่าเป็นทางเลือกที่ "พึงปรารถนา" ไปเสียด้วยซ้ำ)
ส่วนอดีตคนเดือนตุลาอีกกลุ่มที่มีตรรกดแบบเดียวกัน แต่เลือกคนละฝั่ง (เพราะเชื่อว่าทักษิณเป็นตัวแทนพลังที่ก้าวหน้ากว่า) ได้แก่ อ.สมศักดิ์ เจียมฯ (และอาจรวมถึง อ.พิชิต ด้วย)
ที่เหลือนอกจากกลุ่มที่ล่มหัวจมท้ายกับทักษิณแล้ว ก็เป็นกลุ่มที่เคยคัดค้านทักษิณ คัดค้าน ม.7 และคัดค้านเผด็จการ กลุ่มนี้จะถูกโจมตีจากทั้งสองกลุ่มแรก วันร้ายคืนร้ายก็ถูกโจมตีจากเพื่อนฝูงว่าการยึดหลักการเป็นความสุดโต่ง หรือถูกกล่าวหาจากกลุ่มแรกที่อินมากๆ ว่าเป็นสมุนหรือรับเงินทักษิณ (และในไม่ช้าก็อาจจะถูกปิดปากด้วย คมช. ด้วย)
คนเกลียดเผด็จการ
ประเทศไทยเหมาะกับการปกครองแบบเผด็จการ เพราะเรายังไม่เข้าใจในคำว่าประชาธิปไตย ดีพอ และกับความไม่มีระเบียบ และเคารพกฏกติกาของคนไทยเป็นจุดออ่นที่ทำใประชาธิปไตย ไม่ยอมเดินหน้า
วิไล
อนาถใจจริงๆ ประเทศไทย เศรษฐกิจกำลังไปดี ปรับฐานจนแข็งแกร่ง มีเงินคงคลังหลายหมื่นล้าน อยู่ดีๆก็ทุบทิ้งอยากเหมือนภูฏาน นั่นเล็กนิดเดียว ยังห่มกันแบบชาวเขาอยู่เลย
คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงควรเป็นคำมงคล แต่อนิจจาถูกบิดเบือน และเป็นที่มาของการปฏิวัติครั้งนี้ เพราะพวกปฏิวัติใช้คลุมหัว ถือปืนออกมาปล้น ท่องคำนี้ไว้ เศรษฐกิจที่จะล่มจะได้อ้างว่าไม่แคร์ ต้องการแบบพอเพียงต่างหาก
วิไล
อนาถใจจริงๆ ประเทศไทย เศรษฐกิจกำลังไปดี ปรับฐานจนแข็งแกร่ง มีเงินคงคลังหลายหมื่นล้าน อยู่ดีๆก็ทุบทิ้งอยากเหมือนภูฏาน นั่นเล็กนิดเดียว ยังห่มกันแบบชาวเขาอยู่เลย
คำว่าเศรษฐกิจพอเพียงควรเป็นคำมงคล แต่อนิจจาถูกบิดเบือน และเป็นที่มาของการปฏิวัติครั้งนี้ เพราะพวกปฏิวัติใช้คลุมหัว ถือปืนออกมาปล้น ท่องคำนี้ไว้ เศรษฐกิจที่จะล่มจะได้อ้างว่าไม่แคร์ ต้องการแบบพอเพียงต่างหาก
THAI
I agree with comment 9