ประชาไท

Syndicate content
Updated: 7 min 51 sec ago

‘อัครเดช’ อดีตจำเลยคดี 112 ได้รับอิสรภาพ “ผมคิดเล่นๆ ว่าอยากเป็นรมว.ยุติธรรม”

Thu, 23/06/2016 - 22:50
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7183/27854780515_02cde1c970_b.jpg" style="height: 500px; width: 354px;" //p p23 มิ.ย.2559 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เวลาประมาณ 12.00 น. อัครเดช หรือ เค อดีตนักศึกษาชั้นปี 4 ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งพ้นโทษและได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ โดยมีเพื่อนและเจ้าหน้าที่มูลนิธิเพื่อเพื่อน (FFA) มารอรับ โดยทางมูลนิธิมอบเงินช่วยเหลืออดีตผู้ต้องขังคดีการเมืองรายนี้เป็นเงิน 2,000 บาท nbsp;/p pอัครเดช ตกเป็นจำเลยในคดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ ตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 14 (1) , (2) , (3) , (4) , (5) ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์nbsp;/p pเขาถูกจับกุมเมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2557 ขณะอายุ 24 ปี และเป็นนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ กำลังจะขึ้นชั้นปีที่ 4 ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เขาถูกขังตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาพ่อของเขายื่นประกันตัวรวม 4 ครั้งแต่ศาลไม่อนุญาตให้ประกันด้วยเหตุว่าเกรงจะหลบหนี/p pเขาถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ใช้นามแฝง “น้าดมก็รักในหลวงนะ” โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก 1 ข้อความในวันที่ 15 มี.ค.57 จากนั้นในช่วงปลายเดือนมีนาคมมีผู้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษเขากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สุทธิสารพร้อมนำหลักฐานเชื่อมโยงมายังตัวอัครเดชมาให้เจ้าหน้าที่ด้วย ขณะที่นายสุรพล พ่อของจำเลยเคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ก่อนหน้าจะถูกจับกุมลูกชายทะเลาะกับคนในเฟซบุ๊กที่มีความคิดทางการเมืองไม่ตรงกัน และโพสต์ข้อความตั้งคำถามไปเพียงแต่มีการพาดพิงสถาบันอันเนื่องมาจากบทสนทนาทางการเมือง/p p30 ก.ย.2557 ที่ศาลอาญา มีการนัดสมานฉันท์ในคดีนี้ โดยจำเลยให้การรับสารภาพพร้อมแถลงประกอบรับสารภาพขอให้ศาลรอลงอาญา ผู้พิพากษามีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะประวัติก่อนจะพิพากษา/p p4 พ.ย.2557 nbsp;ศาลอาญาอ่านคำพิพากษา ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง ลงโทษฐานดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นบทหนักสุด จำคุกnbsp;5nbsp;nbsp;ปี คำรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุกจำเลยไว้nbsp;2nbsp;ปี nbsp;6nbsp;เดือน เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ประกอบการกระทำของจำเลยเป็นการเหยียดหยามสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นที่เคารพของประชาชนชาวไทย ทั้งจำเลยกระทำในลักษณะโฆษณา ทำให้ผู้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงและพบเห็นข้อความดังกล่าวได้ นับเป็นเรื่องร้ายแรง ไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษ ริบของกลาง/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7323/27576908780_1041998bb4.jpg" style="width: 500px; height: 357px;" //p pภายหลังได้รับอิสรภาพ อัครเดช ให้สัมภาษณ์ว่า เขายังคงสงสัยอยู่จนปัจจุบันว่าเขาทำสิ่งใดผิด และมีความเป็นห่วงพ่อวัย 53 ปีซึ่งก็ถูกจำคุกอยู่เช่นเดียวกันจากคดีที่เกี่ยวพันกับการเมือง คดีของพ่อต้องขึ้นศาลทหารและยังไม่มีความคืบหน้า ส่วนเรื่องการศึกษานั้นเขาวางแผนว่าจะหาทางเรียนต่ออีกครั้งและหางานทำเลี้ยงชีพ/p p“การเรียนเริ่มใหม่เมื่อไรก็ได้ ไม่เสียใจ ไม่จบก็เรียนไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็จบ แล้วจะหางานทำก๊อกๆ แก๊กๆ ปกติตอนเรียนหนังสือก็ไม่ได้ขอตังค์พ่ออยู่แล้ว ขายของในเน็ตบ้าง ซ่อมรถ ทำก่อสร้างไปด้วย หาเงินเลี้ยงตัวเองอยู่แล้ว” อัครเดชกล่าว/p pเขากล่าวถึงชีวิตภายในเรือนจำว่า เขามีความประพฤติดี ไม่เกเร และเรียนมหาวิทยาลัย จึงได้รับความไว้วางใจให้ช่วยเหลืองานเจ้าหน้าที่ และเหตุที่ได้ออกจากเรือนจำเร็วกว่ากำหนด ถูกคุมขังเพียง 2 ปี 3 วันเพราะได้รับการลดวันจำคุกจากการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไปในวาระโอกาสต่างๆ ขณะที่อยู่ในเรือนจำเขาเล่นดนตรีและร้องเพลง สร้างกิจกรรมนันทนาการให้กับผู้ต้องขังด้วยกัน รวมถึงสอนการเล่นกีตาร์ให้กับผู้ต้องขังที่สนใจ/p pเมื่อถามว่าเขารู้สึกอย่างไรในวันที่พ้นโทษ เขาตอบว่า nbsp;“มันไม่ได้ต่างกันนักข้างในกับข้างนอก มันอยู่ในกรอบที่จำกัดมากเหมือนกัน การพูดการคิดเหมือนกันเลย ข้างในแย่ยังไงข้างนอกแย่อย่างนั้น บางคนอาจมองว่าคุกนั้นลำบากมาก แต่เอาจริงๆ ถ้าเป็นคนระดับล่างๆ ข้างนอกก็ลำบากแบบเดียวกันนั่นแหละ ในรั้วเรือนจำมันเหมือนเป็นความโหดร้ายที่ชัดเจน มันไม่พรางหน้าเหมือนข้างนอก คนในเมืองอาจไม่เห็นหรอกว่าความโหดร้ายตามตรอกซอกซอย ตามสลัม เป็นยังไง แต่ข้างในมันชัด การมีอยู่ของความโหดร้ายนั้นทั้งข้างในข้างนอกมีเหมือนกัน แต่ข้างนอกมันพรางตาหรือคนทั่วไปอาจไม่ได้มองมัน” nbsp;/p pเมื่อถามถึงสิ่งที่สะเทือนใจ เศร้าใจ เขาตอบว่า “ที่รู้สึกเสียใจก็คือ นี่มัน พ.ศ.ไหนแล้ว บ้านเมืองเรายังไม่ไปถึงไหนเลย ข้างในก็ยังโหดร้ายขนาดนี้อยู่เลย มัน พ.ศ.ไหนแล้ว เราเป็นประชาธิปไตยมากี่ปีแล้ว ทำไมมันอยู่ตรงนี้” nbsp;/p pเมื่อถามว่าเขาสนใจการเมืองได้อย่างไร เขาตอบว่า “ผมสนใจการเมืองมานานแล้ว ผมเรียนที่ใต้ พ่ออยู่กรุงเทพฯ ไม่รู้เลยว่าอุดมการณ์ต่างกันหรือเปล่า แต่พอกลับมาคุยกันก็เจอว่าเหมือนกันเฉยเลย ผมมีช่วงเวลาวัยรุ่นน้อย สิบแปดก็โตเลย ทำงานเลย แล้วก็อ่านข่าวตลอด การเมืองมันกระทบกับเราทุกคน”/p pเมื่อถามว่าเขามีความฝันหรือไม่ เขาตอบว่า “ตอนอยู่ข้างในคิดเล่นๆ ว่า ซักวันนึงก็อยากเป็นรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรมเหมือนกัน จะได้มาเปลี่ยนเรื่องพวกนี้ ราชทัณฑ์จะได้เข้าใจผู้ต้องขังมากขึ้น เราในฐานะผู้ต้องขัง รู้สึกเลยว่า บางทีมันก็เกินไป และโดยเฉพาะผู้ต้องขังที่มาด้วยคดีแบบนี้ด้วย ผมไม่ได้โดนเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ไม่เข้าใจอย่างเดียว ผู้ต้องขังด้วยกันก็ด้วย เขาไม่เข้าใจ พอรู้ว่าหมิ่นผู้ต้องขังที่เกลียดเรื่องพวกนี้ก็กระทืบเลย โดนตั้งแต่วันแรกที่เข้าไป แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะก็เอาตัวรอดได้”/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://prachatai.com/category/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%8A" target="_blank"อ่านข่าวเกี่ยวกับอัครเดช/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/5ZVRpjE9t88" height="1" width="1" alt=""/

PERMATAMAS หนุน ม.อ.เป็น 'พื้นที่กลาง' หวังได้ถกแถลงทางออกปมสิทธิฯ-โรงไฟฟ้าถ่านหิน

Thu, 23/06/2016 - 22:41
pPERMATAMAS ออกแถลงการณ์เห็นด้วยกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในการยืนยันการเป็นพื้นที่กลาง และยินดีสนับสนุนให้เป็นเจ้าภาพสร้างพื้นที่กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและถกแถลงเพื่อหาทางออกทั้งในประเด็นสิทธิมนุษยชนและโรงไฟฟ้าถ่านหินในเร็ววัน/p p!--break--!--break--/p p23 มิ.ย. 2559 ตูแวดานียา ตูแวแมแง และดิเรก เหมนคร ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนชายแดนใต้ ปกป้องสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อมเพื่อสันติภาพ (PERMATAMAS) ออกแถลงการณ์เครือข่าย PERMATAMAS เรื่อง “เห็นด้วยกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ในการยืนยันการเป็นพื้นที่กลาง และยินดีสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าภาพสร้างพื้นที่กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและถกแถลงเพื่อหาทางออกทั้งในประเด็นสิทธิมนุษยชนและโรงไฟฟ้าถ่านหินในเร็ววัน”/p pโดยแถลงการณ์ ระบุว่า จากการที่เครือข่าย PERMATAMASnbsp;ได้มีการจัดเสวนาสาธารณะ “สันติภาพจอมปลอม เมื่อรัฐคุกคามนักสิ่งแวดล้อมและนักสิทธิ” ในวันนี้ 21 มิ.ย.2559 แต่มีเหตุให้ต้องเปลี่ยนสถานที่จัดการเสวนา และทางมหาวิทยาลัยได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2559 “ยืนยันการเป็นพื้นที่กลางเพื่อหนุนเสริมกระบวนการสันติภาพชายแดนใต้” นั้น ทางเครือข่ายฯ ขอแสดงความชื่นชมและเห็นด้วยกับจุดยืนของทางมหาวิทยาลัยในการเป็นพื้นที่กลางสำหรับทุกฝ่ายในการร่วมกันแสวงหาทางออกอย่างสร้างสรรค์เพื่อสันติภาพชายแดนใต้/p pบทสรุปประการสำคัญของวงเสวนาที่จัดไปแล้วนั้น มีความชัดเจนว่า สังคมชายแดนใต้/ปาตานีที่ยังเป็นพื้นที่ขัดแย้งในหลายประเด็นโดยเฉพาะประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและความรุนแรง รวมทั้งประเด็นความขัดแย้งด้านการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมนั้น ส่วนหนึ่งที่เป็นปัญหาบานปลายและขัดแย้งร้าวลึก เกิดจากที่ผ่านมาเสียงของภาคประชาชนต่อประเด็นปัญหาต่างๆนั้นไม่ได้ถูกใส่ใจจากผู้มีอำนาจเท่าที่ควร และการขาดซึ่งองค์กรที่มาทำหน้าที่เป็นกลไกที่ทุกฝ่ายยอมรับในการสร้างพื้นที่กลางให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งความเป็น “มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์” มีความเหมาะสมอย่างยิ่งที่จะมารับภาระหน้าที่นี้/p pเครือข่าย PERMATAMAS จึงคาดหวังกับการเกิดขึ้นจริงของพื้นที่กลางตามที่ทางมหาวิทยาลัยได้แถลงไว้ โดยมีทางมหาวิทยาลัยสามารถมีบทบาทอย่างกระตือรือร้น (pro-active) ในการเป็นกลไกการจัดการ อำนายความสะดวก และเป็นเป็นกลไกผลักดันการสร้างฉันทามติและแสวงหาคำตอบที่ดีที่สุดไปทีละประเด็นได้ มหาวิทยาลัยสามารถสร้างให้เกิดกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริง การถกแถลงอย่างสร้างสรรค์ด้วยข้อมูลและหลักวิชาการ รวมทั้งการแสวงหาทางออกด้วยความเข้าใจ ทั้งในประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม และประเด็นอื่นๆ อันจะทำให้เงื่อนปมแห่งความรุนแรงที่มัดแน่นค่อยๆคลายไปทีละปม และหนทางแห่งสันติวิธีค่อยๆเกิดเป็นความหวังของผู้คน/p pและเพื่อให้จุดยืน “ในการเป็นพื้นที่กลาง” ดังกล่าวของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ตามที่ได้แถลงไว้ ได้เกิดเป็นรูปธรรมสร้างสรรค์และเป็นส่วนสำคัญแห่งความหวังของสังคมชายแดนใต้ในการหนุนเสริมสันติภาพของชายแดนใต้ได้จริง ทางเครือข่าย PERMATAMAS และนักวิชาการที่เห็นด้วยกับการสร้างรูปธรรม ”การเป็นพื้นที่กลาง” ให้เกิดขึ้นจริง จะขออนุญาตนัดหมายเข้าพบเพื่อหารือกับท่านอธิการบดีในเร็ววันนี้/p p"สังคมชายแดนใต้/ปาตานีรอคอยการมีพื้นที่กลางที่มีการจัดการอย่างไม่มีอคติมานานกว่า 12 ปีของสถานการณ์ความไม่สงบ ทางเครือข่ายฯยืนยันว่า จะยินดีร่วมมือและหนุนเสริมกับทางมหาวิทยาลัยสงขานครินทร์ในการสร้างพื้นที่กลางให้เป็นรูปธรรมแห่งความหวังในการสร้างสันติภาพชายแดนใต้อย่างมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนให้เป็นจริงในเร็ววัน" nbsp;แถลงการณ์ PERMATAMAS ระบุตอนท้าย/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/06/66468" target="_blank"ปมเปลี่ยนที่จัดเสวนา #039;สันติภาพจอมปลอม#039; รัฐคุกคามนักสืบสิ่งแวดล้อมและนักสิทธิ/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/o2LaXTSuDEw" height="1" width="1" alt=""/

แถลงข้อเสนอถึงออง ซาน ซูจีแก้ปัญหา 'โรฮิงญา' ไร้รัฐ-ตำรวจห้ามสื่อถาม

Thu, 23/06/2016 - 22:24
pเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้มที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ FCCT ห้ามเครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐจัดเสวนาแนวทางแก้ปัญหาไร้รัฐของชาวโรฮิงญา โดยให้อ่านข้อเสนอ 15 นาทีแล้วปิดงาน ห้ามสื่อซักถาม เครือข่ายเรียกร้อง 'ออง ซาน ซูจี' ทบทวนกฎหมายยุครัฐบาลทหารพม่า พ.ร.บ.สัญชาติ ค.ศ. 1982 ที่มีผลเพิกถอนสัญชาติชาวโรฮิงญา ให้หน่วยงานระหว่างประเทศมีส่วนแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ ผู้อพยพ และช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7552/27580652040_3e42080c5d_z.jpg" style="width: 560px; height: 375px;" //p p23 มิ.ย. 2559 10.30 น. ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ แห่งประเทศไทย หรือ FCCT มีการจัดแถลงยื่นข้อเสนอการแก้ไขปัญหาผู้อพยพย้ายถิ่นชาวโรฮิงยาจากประเทศพม่า เพื่อเสนอต่อ ออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ ซึ่งเดินทางเยือนประเทศไทยในช่วงวันที่ 23-25 มิ.ย. 2559 นี้/p pในการแถลงข่าวซึ่งจัดโดยเครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ (CRSP) และ Asylum Access Thailand (AAT) สามารถจัดได้ไม่เกิน 15 นาทีเท่านั้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน. ลุมพินี เข้ามาควบคุมพื้นที่ FCCT และขอให้ผู้จัดงานยกเลิกการแถลงข่าว โดยอ้างว่าเข้าข่ายความผิดในมาตรา 116 ตามประมวลกฎหมายอาญา และการแถลงข่าวอาจส่งผลกระทบต่อรายงานเรื่องบัญชีการค้ามนุษย์ที่ไทยอยู่ในบัญชีที่ 3 (Tier 3) หรือกลุ่มประเทศที่มีสถานการณ์ค้ามนุษย์เลวร้าย ติดต่อกัน 2 ปี และสหรัฐอเมริกากำลังจะเผยแพร่รายงานออกมาเร็วๆ นี้/p pทั้งนี้ ผู้แถลงข่าวได้ทำการเจรจาต่อรอง จนทางเจ้าหน้าที่อนุญาตให้จัดกิจกรรมเพียงแค่อ่านแถลงการณ์อย่างเดียวเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ตั้งวงเสวนาหรือ ถาม-ตอบคำถามใดๆ ในขณะเดียวกันภายในงานพบว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจกระจายกำลังกันอยู่โดยรอบสถานที่ประมาณ 20 ราย/p pโดยพุทธนี กางกั้น เจ้าหน้าที่จาก Fortify Rights ผู้จัดงาน กล่าวว่า เมื่อวานนี้ (22 มิ.ย.)ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจติดต่อผ่านมายังผู้ประสานงานขององค์กรว่า ขอให้ยกเลิกกิจกรรมดังกล่าว แต่ในเช้าวันจัดงานก็ได้มีการเรียกตัวกลุ่มผู้จัดไปพบที่ สน.ลุมพินี ในช่วงเช้า เพื่อเจรจาว่าจะให้กิจกรรมดำเนินไปเพียงแต่อ่านข้อเสนอแต่เพียงเท่านั้น ไม่อนุญาตให้เกิดการสัมภาษณ์หรือตอบคำถามใดๆ จากสื่อมวลชน เนื่องจากเกรงว่าคำถามจะนำไปสู่ประเด็นที่อ่อนไหวได้ นอกจากการเรียกพบกลุ่มผู้จัดในตอนเช้า ยังมีการเรียกพบฮัญจี อิสมาอิล เลขาธิการกลุ่มโรฮิงยาในประเทศไทย ที่บริเวณหน้าโรงแรมอินเตอร์คอนดิเน็นตัล อีกด้วย/p pพุทธนี ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เหตุผลที่ต้องขอให้ยกเลิกการจัดงานเพราะว่าขณะนี้ ออง ซาน ซูจี มีกำหนดการเดินทางมาเยี่ยมประเทศไทย จึงไม่อยากให้เสียความสัมพันธ์อันดี เนื่องจากไทยกับพม่ากำลังจะมีข้อตกลงหลายๆ อย่างร่วมกัน โดยเจ้าหน้าที่ได้เน้นย้ำว่าครั้งนี้เป็นการตักเตือน ไม่ใช่การตั้งข้อหา แต่หากไม่มีการปฏิบัติตามก็จะมีการใช้มาตรการที่เข้มข้นมากขึ้น/p pพุทธนี ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงสถานการณ์เรื่องผู้อพยพโรฮิงญาในไทยว่า มีความเป็นห่วงต่อกลุ่มผู้อพยพ เนื่องจากหากเจ้าหน้าที่ตำรวจมีความกังวลมากเกินไปต่อหัวข้อดังกล่าวก็อาจจะทำให้กลุ่มชาวโรฮิงญาในไทยได้รับความลำบากในการใช้ชีวิตมากขึ้น จึงอย่าจะขอให้เข้าใจว่าเป้าหมายหลักของการจัดงานจริงๆ แล้ว เพียงต้องการที่จะนำเสนอข้อเสนอของภาคประชาสังคมที่ต้องการจะนำเสนอเรื่องชาวโรฮิงญา ไม่ได้มีเจตนาที่จะไปพูดถึงเรื่องความมั่นคงแต่อย่างใด/p pโดยข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาชาวโรฮิงญามีดังนี้/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strong000/strong/span/p p style="margin-left: 40px;"เรื่อง ข้อเสนอการแก้ไขปัญหาผู้อพยพย้ายถิ่นชาวโรฮิงญาจากประเทศพม่า/p p style="margin-left: 40px;"กราบเรียน ฯพณฯ ของ ออง ซาน ซูจี ประธานที่ปรึกษาแห่งรัฐ และรัฐมนตรีต่างประเทศ/p p style="margin-left: 40px;"เนื่องในโอกาสที่ท่านมาเยือนประเทศไทย ในวันที่ 23-25 มิถุนายน 2559 เราเครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ (CRSP) ที่ประกอบด้วยสถาบันวิชาการ องค์กรสิทธิมนุษยชน องค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรศาสนาในประเทศไทยเห็นว่า ที่ได้ทำงานช่วยเหลือศึกษากลุ่มผู้อพยพเคลื่อนย้ายในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้อพยพชาวโรฮิงยาทั้งจากประเทศพม่าและบังคลาเทศ จึงเรียกร้องต่อท่านดังนี้/p p style="margin-left: 40px;"ให้ทบทวน พ.ร.บ. ความเป็นพลเมือง (สัญชาติ) ค.ศ. 1982 เพื่อยุติการไร้รัฐ ไร้สัญชาติของกลุ่มชาติพันธุ์ชาวโรฮิงญา รวมถึงให้คืนสถานะสัญชาติให้กับชาวโรฮิงญาที่เคยมีสัญชาติพม่ามาก่อนการบังคับใช้ พ.ร.บ. ความเป็นพลเมืองฉบับดังกล่าว/p p style="margin-left: 40px;"ให้รัฐบาลพม่าอนุญาตให้หน่วยงานระหว่างประเทศเข้าถึงและดำเนินกิจกรรมให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์โดยเฉพาะชาวโรฮิงญาในพื้นที่รัฐยะไข่ ที่เข้าไม่ถึงบริการและความช่วยเหลือ/p p style="margin-left: 40px;"ให้ยุติการเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยในรัฐต่างๆ ในประเทศพม่า โดยเฉพาะชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ และให้พิจารณารับรองสนธิสัญญาที่รับรองสิทธิมนุษยชน เช่น CERD และปฏิญญาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของบุคคลไร้รัฐและปฏิญญาในการลดจำนวนคนไร้รัฐในประเทศ/p p style="margin-left: 40px;"ให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมกับประเทศที่เกี่ยวข้อง และองค์กรระหว่างประเทศ รวมทั้งประบวนการบาหลี (Bali Process) ในการแก้ไขปัญหาผู้อพยพลี้ภัยและผู้เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์จากประเทศพม่าที่รวมถึงชาวโรฮิงญา และให้หลักประกันในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม/p p style="margin-left: 40px;"ให้รัฐบาลพม่าตั้งคณะทำงานร่วมกันกับประเทศที่เกี่ยวข้อง เตรียมความพร้อมและพิสูจน์สัญชาติในกระบวนการส่งกลับโดยสมัครใจของผู้อพยพตามแนวชายแดนไทย-พม่า โดยการมีส่วนร่วมจากประชาสังคม/p p style="margin-left: 40px;"เครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ (CRSP)/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://prachatai.org/journal/2016/06/66486" target="_blank"ออง ซาน ซูจี เยือนไทยพบแรงงานพม่า-หารือประยุทธ์-จนท.ห้ามกลุ่มสิทธิแถลงเรื่องโรฮิงญา/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/zkztDk-K7Lc" height="1" width="1" alt=""/

นปช.ร้องกรรมการสิทธิ์ ตรวจสอบกรณีคสช.ห้ามเปิดศูนย์ปราบโกง

Thu, 23/06/2016 - 22:21
!--break--!--break-- p23 มิ.ย.2559 a href="http://www.tnamcot.com/content/497965"สำนักข่าวไทย/a รายงานว่า ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) นำโดย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พร้อมด้วยนางธิดา ถาวรเศรษฐ พร้อมสมาชิกกลุ่มมายื่นหนังสือต่อกรรมการสิทธิมนุษยชน(กสม.) มีนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิฯ เป็นผู้รับเรื่อง โดยกลุ่มนปช.ขอให้ตรวจสอบกรณีรัฐบาลขัดขวางการตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ ซึ่งถือว่าเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ/p p“ก่อนที่นปช.จะเปิดศูนย์ปราบโกงฯ วันที่ 5 มิถุนายนไม่มีฝ่ายไหนขัดขวาง แม้แต่นายกรัฐมนตรี หรือกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ก็สนับสนุน แต่มามีปัญหา 2 วันก่อนจะเปิดศูนย์ฯ ในภูมิภาควันที่ 19 มิถุนายน โดยพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าทำไม่ได้ และมีเจ้าหน้าตำรวจมาปิดล้อมและไม่ให้เปิด จนเมื่อวานนี้ (22 มิ.ย.) ได้มีหมายเรียกแกนนำนปช. 19 คน โดยไม่รระบุข้อหาว่าทำผิด พ.ร.บ.ประชามติ แต่กลับระบุว่ามีความผิดตามประกาศ คสช.ที่ 3/2558 ชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน ทั้งที่การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ กฎหมายสูงสุดของประเทศ ควรเปิดให้แสดงความคิดเห็นของทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้าน ขนาดประเทศอังกฤษจะทำประชามติแยกอังกฤษออกจากอียู ยังให้ประชาชนแสดงความเห็นได้เต็มที่ แต่ของประเทศไทยการแสดงความเห็นของประชาชนอยู่ในบรรยากาศความกลัว” นายจตุพร กล่าว/p pนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า สิทธิมนุษยชนของคนไทยอยู่ในขั้นวิกฤติแล้ว บรรยากาศการออกเสียงประชามติ การแสดงความเห็นต่าง ควรได้รับการคุ้มครองเป็นพิเศษ แต่ขณะนี้การแสดงความเห็นของประชาชนถูกควบคุม ลิดรอน จำกัดสิทธิ ทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ถูกยัดเยียดข้อกล่าวหา เป็นผู้ต้องหา เป็นจำเลย เป็นผู้ต้องขัง ซึ่งวิกฤตินี้ กรรมการสิทธิมีบทบาทอย่างไรบ้างในการทำหน้าที่ท่ามกลางรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร/p p“ขณะนี้ครู ก.และครู ข.ยัดเยียดให้ครู ค. ที่เป็นอาสาสมัครที่ได้รับมอบหมายไปทำหน้าที่ชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญกับประชาชน ถูกคุกคามละเมิดสิทธิอย่างร้ายแรง เพราะถูกยัดเยียดเนื้อหาให้ไปพูดสนับสนุนให้รับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ครูค.บางคนอาจจะไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ จึงค่อนข้างแน่ใจว่าใกล้วันประชามติจะมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างอยุติธรรมกับคนที่เห็นต่างมากขึ้น แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพวกผม ในวันที่ 30 มิถุนายนที่ออกหมายเรียกจะมีการปฎิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ขอยืนยันว่าว่าสิ่งที่พวกผมทำไม่มีความผิด ผมพร้อมจะเอาชีวิตและอิสรภาพเดินไปข้างหน้าอย่างไม่ลังเล นี่ไม่ใช่การท้าทาย แต่ต้องวัดหัวใจกัน” นายณัฐวุฒิ กล่าว/p pนางธิดา เรียกร้องให้กรรมการสิทธิกู้เกียรติภูมิ เพราะกรรมการสิทธิชุดเก่าก็เข้าข้างกับฝ่ายละเมิดสิทธิ ขอให้กรรมการสิทธิชุดนี้แสดงท่าทีเรื่องดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตุว่าการที่นายกรัฐมนตรีโทรศัพท์คุยกับนายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ เชื่อว่าเลขาฯ ยูเอ็นคงพูดเพียงสั้นๆ และเห็นว่าการที่นายกรัฐมนตรีโทรศัพท์ไปหาถือว่ายิ่งกว่าไปฟ้อง นินทาพรรคการเมือง ซึ่งไม่ควรเอาเรื่องในประเทศไปฟ้องใคร ที่ผ่านมาเราร้องเรียนแต่เรื่องสิทธิมนุษยชน แต่ต่อไปจะไปร้องเกี่ยวกับการเลือกตั้งและประชามติ/p pด้านนางอังคณา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้กรรมการสิทธิได้แสดงความห่วงใยต่อเนื้อหาของประกาศกกต.ที่กำหนดอะไรทำได้ไม่ได้ เนื่องจากเห็นว่ามีความเคร่งครัดมาก ไม่เปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ ส่วนที่มาร้องเรียนก็จะรับไว้พิจารณา จะพยายามเร่งดำเนินการ/p pผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่ทางกลุ่ม นปช.จะมา ทางกองบัญชาการตำรวจนครบาล 2 หรือ บก.น.2 ได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ จำนวน 1 หมวด หรือ 48 นาย มาดูแลความเรียบร้อย เนื่องจากทางการข่าวได้รับรายงานว่ากลุ่มนปช.จะเดินทางมาจำนวนมาก จึงเกรงว่าจะเกิดปัญหามือที่สาม/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/x0Qz7gO3V24" height="1" width="1" alt=""/

สุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศรับรัฐธรรมนูญ-ตั้งแต่ 24 มิถุนาจะ Live สดทุกวัน 14.00 น.

Thu, 23/06/2016 - 19:49
pสุเทพ เทือกสุบรรณ โพสต์ว่าจะไปลงประชามติรับรัฐธรรมนูญ และตั้งแต่ศุกร์นี้จะพูดเรื่องรัฐธรรมนูญทุกวันในเวลา 14.00 น. ทางเฟซบุ๊ก Live/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7507/27856099505_a0aac0054e_z.jpg" style="width: 560px; height: 370px;" //p p23 มิ.ย. 2559 สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ได้โพสต์ในa href="https://www.facebook.com/suthep.fb/photos/a.211362745542882.58583.209372495741907/1262594380419708/?type=3amp;theater"เฟซบุ๊ก/aว่า "ตั้งแต่ 24 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป ผมจะพูดเรื่องรัฐธรรมนูญทุกวัน ตอนบ่ายสองโมง" ทั้งนี้จะเป็นการถ่ายทอดสดผ่าน a href="https://www.facebook.com/suthep.fb"https://www.facebook.com/suthep.fb/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/SrZ8Hqw9dbw" height="1" width="1" alt=""/

เงินคูณ 1ในจำเลย'เครือข่ายบรรพต'ยอมแพ้ต่อเวลา รับสารภาพ ศาลสั่งจำคุก 5 ปี

Thu, 23/06/2016 - 19:46
!--break--!--break-- pเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.2559 ที่ศาลทหาร มีนัดสอบคำให้การเงินคูณ หนึ่งในจำเลยที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่ใน ‘a href="http://prachatai.com/journal/2015/03/58562"เครือข่ายบรรพต/a’ โดยเงินคูณรับสารภาพและศาลพิพากษาจำคุก 10 ปี รับสารภาพลดกึ่งหนึ่ง คงเหลือโทษจำคุก 5 ปี/p p“ผมอยากต่อสู้คดี เพราะรู้สึกว่าโดนพ่วงมาแบบไม่น่าจะเป็นประเด็นได้เลย แต่ตอนนี้มันก็ผ่านมาปีกว่าแล้ว สถานการณ์บ้านเมืองก็ไม่น่าจะคลี่คลายโดยเร็ว ผมประเมินว่าอีกหลายปีกว่าจะมีเลือกตั้ง แล้วผมก็ต้องถูกขังค้างเติ่งอย่างนี้ ผมพยายามสู้แล้วไม่ใช่ไม่สู้ โดยยื่นเรื่องว่าควรต้องพิจารณาคดีที่ศาลอาญา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ ตอนยื่นเรื่องศาลบอกขอเวลา 15 วัน หลังจากนั้น 8nbsp;nbsp; เดือนผมไม่ถูกเบิกตัวมาศาลอีกเลย 15 วันกับ 8 เดือนมันคนละเรื่อง ผมจึงคิดว่าผมควรยอมรับสภาพและรู้แน่ชัดว่าตัวเองต้องติดกี่ปี” เงินคูณกล่าว/p pทั้งเงินคูณและศิวาพร เป็น 2 คนในจำนวน 12 คนที่ขอต่อสู้คดี จึงถูกแยกคดีออกมาฟ้องใหม่ (a href="http://prachatai.com/journal/2015/07/60360"สำหรับคดีของ 10 คนที่เหลืออ่านที่นี่/a) จากนั้นจำเลยทั้งสองส่งให้ศาลตีความว่าคดีดังกล่าวควรจะอยู่ในอำนาจศาลอาญาหรือไม่ ซึ่งทั้งศาลอาญาและศาลทหารเห็นตรงกันว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของศาลทหาร ต่อมาเงินคูณกลับคำให้การเป็นรับสารภาพ ขณะที่ศิวาพรยังคงยืนยันขอต่อสู้คดี ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าว่าจะนัดคดีเมื่อใดเนื่องจากอัยการต้องทำคำฟ้องใหม่อีกครั้ง/p pนอกจากนี้ยังมีจำเลยในเครือข่ายบรรพตที่ถูกแยกฟ้องคดีตั้งแต่แรกอีก 2 คนคือ อัญชัญ และธารา คดีของทั้งคู่ยังอยู่ระหว่างการสืบพยานในศาลทหาร ทั้งเงินคูณ ศิวาพร อัญชัญ และธารา ถูกคุมขังในเรือนจำตั้งแต่วันจับกุมเมื่อราวเดือนม.ค.-มี.ค.2558/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/-tfM9k8WTWQ" height="1" width="1" alt=""/

ส.ส.เดโมแครตนั่งประท้วงกลางสภา 26 ชั่วโมง-เรียกร้องลงมติควบคุมอาวุธปืน

Thu, 23/06/2016 - 19:40
pส.ส.พรรคเดโมแครตในสหรัฐฯ พากันประท้วงเรียกร้องให้มีการอภิปรายและลงมติกันในระเด็นกฎหมายควบคมอาวุธปืนที่เข้งวดขึ้นเพื่อหวังป้องกันเหตุกราดยิงในสหรัฐฯ ที่เกิดเหตุบ่อยครั้งขึ้น พวกเขาประท้วงด้วยการนั่งปักหลักบนพื้นห้องของที่ประชุมสภาในขณะที่การอภิปรายในเรื่องอื่นๆ ยังดำเนินต่อไป เมื่อผ่านไป 26 ชั่วโมง พวกเขาจึงยุติการนั่งประท้วงดังกล่าว/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7308/27785493731_862bc03882_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ff8c00;"ส.ส.พรรคเดโมแรต ปักหลักประท้วงในสภาคองเกรสเป็นเวลา 26 ชั่วโมง เรียกร้องให้มีการลงมติกฎหมายป้องกันการแพร่หลายของเหตุความรุนแรงจากอาวุธปืน (ที่มาของภาพประกอบ: /spanspan style="color:#ff8c00;"a href="http://www.voanews.com/content/house-democrats-hold-marathon-sit-in-to-demand-gun-reform/3388648.html"VOA/a)/span/strong/p p23 มิ.ย. 2559 กลุ่ม ส.ส. พรรคเดโมแครต ของสหรัฐอเมริกา พากันนั่งปักหลักประท้วงในสภาคองเกรส เพื่อเรียกร้องให้มีการโหวตลงมติร่างกฎหมายป้องกันการแพร่หลายของเหตุความรุนแรงจากอาวุธปืน เช่น การขยายการตรวจสอบภูมิหลังของผู้ซื้ออาวุธปืนรวมถึงการซื้อแบบออนไลน์เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎป้องกันไม่ให้ผู้อยู่ในรายชื่อผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นผู้ก่อการร้ายของเอฟบีไอสามารถซื้อปืนได้/p pส.ส.เดโมแครตนั่งปักหลักประท้วงกันตั้งแต่ช่วงกลางวันของวันที่ 22 และยังคงปักหลักประท้วงอย่างต่อเนื่องมาจนถึงช่วงเช้าของวันที่ 23 การประท้วงในครั้งนี้นำโดย จอห์น ลูอิซ ส.ส. ผู้เคยทำงานด้านสิทธิพลเมือง ลูอิซกล่าวว่าจะต้องมีพ่อแม่ของคนอีกกี่คนต้องหลั่งน้ำตาแห่งความเจ้บปวดก่อนที่เราจะทำอะไรสักอย่าง พวกเขาต้องไม่แสร้งทำเป็นละเลยความจริงที่ว่ามีเหตุรุนแรงจากอาวุธปืนเกิดขึ้นในประเทศพวกเขา/p pเดอะการ์เดียนรายงานว่าในช่วงเย็นจนถึงเที่ยงคืนของวันพุธในขณะที่การนั่งปักหลักประท้วงกำลังดำเนินต่อไปนั้นผู้ปักหลักประท้วงก็พยายามตะโกน เปล่งคำขวัญ หรือร้องเพลง เพื่อก่อกวนกระบวนการของโฆษกสภา มีการด่าทอกันกับ ส.ส.พรรคริพับริกัน จนเกรงว่าจะขยายเป็นเหตุรุนแรงอยู่บางช่วง พวกเขานั่งปักหลักประท้วงไปเรื่อยๆ แม้จะเป็นช่วงที่มีการอภิปรายในประเด็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องอาวุธปืน ส.ส.พรรคเดโมแครตยังคงผลัดกันหมุนเวียนเข้าออกพื้นที่ประท้วงกับที่นั่งในสภาเพื่อร่วมโหวตในประเด็นอื่นๆ โดยที่ยังคงพื้นที่ประท้วงไว้ได้/p pในบางช่วงผู้นั่งปักหลักประท้วงก็ร่วมกันร้องเพลงประท้วงยอดนิยมของการเรียกร้องสิทธิพลเมืองอย่างเพลง "We Shall Overcome" หรือ "พวกเราต้องฝ่าฟันไปให้ได้" และหลังจากที่มีการโหวตนประเด็นอื่นๆ เสร็จสิ้นกลุ่ม ส.ส.เดโมแครตก็พากันตะโกนว่า "ให้พวกเราได้โหวต ให้พวกเราได้โหวต ให้พวกเราได้โหวต" ก่อนที่จะมีการพักประชุมสภาฯ/p pส.ส.เดโมแครตพากันประท้วงในเรื่องนี้หลังจากที่มีเหตุกราดยิงผู้คนจำนวนมากในสถานบันเทิงของคนรักเพศเดียวกันในเมืองออร์แลนโดช่วงสัปดาห์ที่แล้ว nbsp;อย่างไรก็ตาม ส.ส.จากพรรคริพับลิกันจากเท็กซัสก็ยืนประจัญหน้ากับส.ส.จากออร์แลนโดแล้วตะโกนใส่ว่า "กลุ่มอิสลามหัวรุนแรงเป็นผู้สังหารประชาชนเหล่านี้" ส.ส.ริพับลิกันรายนี้อ้างว่าเขาโมโหที่พรรคเดโมแครตพยายามจะทำให้ประเด็นการสังหารประชาชนในสถานบันเทิงเป็นประเด็นเรื่องการควบคุมอาวุธปืนแต่อย่างเดียว/p pลูอิซ และส.ส.พรรคเดโมแครตรายอื่นๆ ยังส่งจดหมายเปิดผนึกให้กับโฆษกสภาเพื่อเรียกร้องเรื่องการออกกฎหมายควบคุมอาวุธปืน โดยระบุถึงปัญหาอาวุธปืนที่ตลอดช่วง 12 ปีที่ผ่านมาได้คร่าชีวิตผู้คนในสหรัฐฯ มากกว่าโรคเอดส์ สงคราม และการใช้ยาเสพติดเกินขนาดแต่รัฐสภาไม่มีมาตรการใดๆ เลยในการป้องกันความเสียหายเหล่านี้ พวกเขาจึงขอเป็นตัวแทนครอบครัวผู้ที่เป็นห่วงในเรื่องอาวุธปืนปักหลักประท้วงจนกว่าจะมีการอภิปรายและลงมติในเรื่องนี้อย่างจริงจัง/p pล่าสุดหลังดำเนินการประท้วงมาเป็นเวลาเกือบ 26 ชั่วโมง ส.ส.พรรคเดโมแครต กลุ่มดังกล่าวได้ยุติการประท้วง โดยรายงานของ a href="http://www.voanews.com/content/house-democrats-hold-marathon-sit-in-to-demand-gun-reform/3388648.html"VOA/a จอห์น ลูอิซ กล่าวว่า "การต่อสู้ยังไม่จบ นี่เป็นขั้นตอนหนึ่ง"/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000cd;"strongเรียบเรียงจาก/strong/span/p pspan style="color:#0000cd;"BREAKING: Democrats Just Staged a Sit-In to Demand Gun Reform Vote, US Uncut, 22-06-2016 /spana href="http://usuncut.com/politics/democrats-sit-in-house-gun-control/"span style="color:#0000cd;"http://usuncut.com/politics/democrats-sit-in-house-gun-control//span/a/p pspan style="color:#0000cd;"Democrats continue House sit-in demanding vote on gun control, The Guardian, 23-06-2016 /spana href="https://www.theguardian.com/us-news/2016/jun/22/house-democrats-stage-sit-vote-gun-control"span style="color:#0000cd;"https://www.theguardian.com/us-news/2016/jun/22/house-democrats-stage-sit-vote-gun-control/span/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/wFeKtqMrh7w" height="1" width="1" alt=""/

แจกเอกสาร NDM โดนข้อหาชุมนุมเกิน 5 คน- 7 นศ.ลั่นไม่ประกันตัว เตรียมถูกฝากขัง

Thu, 23/06/2016 - 19:36
pทหารนาวิกโยธินรวบ โรมและสมาชิก NDM นักศึกษาจากหลายสถาบัน พร้อมคนงานไทรอัมพ์รวม 13 คน ขณะแจกเอกสารรณรงค์ประชามติร่างรธน.ย่านนิคมบางพลี โดนตั้งข้อหาขัดคำสั่ง คสช.ชุมนุมเกิน 5 คน ยอมประกันตัว 6 คน ขณะนศ.7 คนไม่ประกัน ยืนยันไม่ได้ทำสิ่งได้ผิด นอนห้องขังสถานีตำรวจ เตรียมฝากขังศาลทหาร/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7301/27754366932_2e59b8acd8.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7582/27753332632_03f0994c6c.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/mZoQWDShb28" width="560"/iframe/p p23 มิ.ย. 2559 เมื่อราว 17.30 น. ขณะที่สมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่แจกเอกสารรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่หน้านิคมอุตสาหกรรมบางพลี จ.สมุทรปราการ เจ้าหน้าที่ทหารนาวิกโยธินได้เข้ามาเจรจากับรังสิมันต์ โรม สมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่ ให้หยุดทำกิจกรรม จากนั้นไม่นานก็มีการอุ้มรังสิมันต์และเพื่อนขึ้นรถกระบะไปโดยอ้างว่าจะนำตัวไปพบนายอำเภอ/p pเวลา 18.50 น. ที่ สภ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ มีนักกิจกรรมคาดว่าราว 13 คนถูกควบคุมตัวมายังสถานีตำรวจ โดยในจำนวนนี้เป็นคนงานซึ่งเป็นกรรมการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์รวมอยู่ด้วย 3 คนเนื่องจากมาร่วมช่วยแจกเอกสารแจ้งข่าวเรื่องการลงทะเบียนใช้สิทธินอกเขตให้แก่คนงานด้วย/p pขณะนี้ทนายกำลังเดินทางไปยังสถานีตำรวจแต่ยังไม่ถึงที่หมาย อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดถูกนำตัวเข้าไปรอในห้องสอบสวนไปแล้วราวครึ่ง ชม. โดยรังสิมันต์ โรม นักศึกษา ป.โท ธรรมศาสตร์ และ นันทพงศ์ ปานมาศ นักศึกษารามคำแหง ถูกควบคุมตัวไปที่ว่าการอำเภอก่อนจะนำตัวมาที่สถานีตำรวจ ขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาใดๆ/p pเวลา 22.40 น. ภาวิณี ชุมศรี ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ให้สัมภาษณ์ว่า ล่าสุด ตร. สภ.บางเสาธง แจ้งบันทึกจับกุมแก่ นักศึกษาขบวนการประชาธิปไตยใหม่และกรรมการสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ รวม 13 คน ด้วยข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ที่ 3/2558 เรื่องการชุมนุมเกิน 5 คน โดยทั้ง13 คน ยืนยันไม่ลงชื่อในบันทึกจับกุม จากนั้นคาดว่าจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำโดยพนักงานสอบสวน เบื้องต้นผู้ถูกจับกุมจำนวนหนึ่งยืนยันจะไม่ประกันตัว และจะถูกควบคุมตัวไว้ที่ สภ.บางเสาธง ก่อนจะนำตัวฝากขังศาลทหาร กรุงเทพฯ ในวันพรุ่งนี้ (24 มิ.ย.)br /br /ต่อมา a href="https://www.facebook.com/lawyercenter2014/posts/1026233344093186"เพจศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน /aรายงานว่าnbsp;ล่าสุดมีนักกิจกรรม 6 คนจะขอยื่นประกันตัวรวมถึงพนักงานจากจากกลุ่มแรงงานไทรอัพท์ ส่วนนักกิจกรรมจาก NDM อีก 7 คนยืนยันจะไม่ประกันตัวเพราะเห็นว่าไม่ควรเสียหลักทรัพย์หรือเงินเพื่อให้ได้รับเสรีภาพที่ถูกพรากไปโดยเจ้าหน้าที่ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิดใด ๆ/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7301/27760418902_4fc55abfb0.jpg" style="height: 300px; width: 316px;" //p pเวลาประมาณ 22.45 น. องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) โพสต์ในเพจเฟซบุ๊กแสดงความไม่เห็นด้วยกับเจ้าหน้าที่พร้อมข้อเรียกร้องbr /br /"องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้คำนึงถึงสิทธิเเละเสรีภาพในการเเสดงออกของทุกฝ่าย โดยมีข้อคิดเห็นดังนี้br /1. ขอแสดงความไม่เห็นด้วยต่อการเข้าควบคุมตัวด้วยวิธีการที่รุนแรง ไม่เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายbr /2. ขอให้มีการตรวจสอบการควบคุมที่ตัวเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่br /3. หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้ที่ถูกควบคุมตัวจะได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใสและเที่ยงธรรม"/p pเวลา 23.51 น. ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ออกa href="https://www.facebook.com/newdemocracymovement/photos/a.958539464196431.1073741828.958469920870052/1159747964075579/?type=3"แถลงการณ์ /aเรียกร้องปล่อยตัวผู้จัดกิจกรรมทั้งหมด พร้อมยืนยันการรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็นเสรีภาพที่ประชาชนพึงกระทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ หรือรณรงค์ให้ไม่ร่วมลงประชามติก็ตาม นอกจากนี้ ระบุด้วยว่า ในการทำกิจกรรมเมื่อช่วงเย็นมีการแจกเอกสารลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตจังหวัด เนื่องจากที่ผ่านมามีผู้ลงทะเบียนน้อยกว่าที่เคย การจัดกิจกรรมครั้งนี้จึงเป็นการพิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชนโดยตรง ชี้การกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารในครั้งนี้ผิด ทั้งในแง่ของการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และการบ่อนทำลายผลประโยชน์ของประชาชน/p pรายชื่อทั้ง 13 คน ได้แก่br /1. นายรังสิมันต์ โรมbr /2. นายนันทพงศ์ ปารมาศbr /3. นายกรกช แสงเย็นพันธ์br /4. นายวรวุฒิ บุตรมาตรbr /5. นางสาวกรชนก ชนะคูณbr /6. นางสาวเตือนใจ แวงคำbr /7. ปีใหม่ รัฐวงษาbr /8. นายสมสกุล ทองสุกใสbr /9. นายอนันต์ โลเกตุbr /10. นางสาวพรรทิพย์ แสงอาทิตย์br /11. นายธีรยุทธ นาบนารำbr /12. นายยุทธนา ดาศรีbr /13. นายรักษ์ชาติ วงศ์อธิชาติ/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/hf5rigdqB0Q" width="560"/iframe/p p style="text-align: center;"nbsp;/p div class="note-box" div class="note-box" pstrongแถลงการณ์ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (New Democracy Movement - NDM)/strongbr /เรื่อง การจับกุมตัวผู้จัดกิจกรรมแจกเอกสารรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตจังหวัดbr /ตามที่เมื่อเวลาประมาณ 17.30 น. ของวันที่ 23 มิถุนายน 2559 เจ้าหน้าที่ทหารได้เข้าจับกุมตัวสมาชิกขบวนการประชาธิปไตยใหม่และประชาชนรวม 13 คน ที่จัดกิจกรรมแจกเอกสารรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญและเอกสารลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตจังหวัด ที่ตลาดเคหะบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ โดยนำตัวมาที่สถานีตำรวจภูธรบางเสาธง พร้อมทั้งแจ้งข้อหาชุมนุมทางการเมืองเป็นจำนวน 5 คนขึ้นไปตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 และเตรียมนำตัวไปพิจารณาคดีที่ศาลทหารในวันรุ่งขึ้นนั้นbr /ขบวนการประชาธิปไตยใหม่มีความเห็นว่าการรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญเป็นเสรีภาพที่ประชาชนพึงกระทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการรณรงค์ให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ หรือรณรงค์ให้ไม่ร่วมลงประชามติก็ตาม เพราะการให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจะทำให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วน และตัดสินใจลงประชามติได้อย่างตรงตามความต้องการของพวกเขาอย่างแท้จริง/p pอีกทั้งในครั้งนี้ ผู้จัดกิจกรรมยังได้แจกเอกสารลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตจังหวัด ซึ่งที่ผ่านมามีผู้ลงทะเบียนเป็นจำนวนน้อยกว่าที่เคยมีในการเลือกตั้งที่ผ่านมามาก อันสะท้อนถึงความไม่มีประสิทธิภาพของหน่วยงานภาครัฐ การจัดกิจกรรมครั้งนี้จึงเป็นการช่วยให้ประชาชนรับทราบถึงสิทธิและการรักษาสิทธิของพวกเขา เป็นการพิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชนโดยตรง/p pการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารในครั้งนี้จึงเป็นสิ่งที่ผิด ทั้งในแง่ของการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน และการบ่อนทำลายผลประโยชน์ของประชาชน/p pขบวนการประชาธิปไตยใหม่ขอประณามการกระทำของเจ้าหน้าที่ทหารและ คสช. และขอเรียกร้องให้ปล่อยตัวผู้จัดกิจกรรมทั้งหมดโดยปราศจากเงื่อนไข/p pสุดท้ายนี้ ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ขอให้ประชาชนทั้งหลายลองทบทวนถึงเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาในช่วงเวลานี้ ว่าประชามติครั้งนี้มีความเป็นธรรมหรือไม่ และร่างรัฐธรรมนูญนี้มีเพื่อผลประโยชน์ของใครกันแน่/p pขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (New Democracy Movement - NDM)br /23 มิถุนายน 2559/p /div pnbsp;/p /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/jJ6jMG1iM-A" height="1" width="1" alt=""/

ไทยพีบีเอสชวนประชาชนร่วมตรวจสอบ กก.นโยบาย ภายใน 27 มิ.ย.นี้

Thu, 23/06/2016 - 18:47
pไทยพีบีเอสโพสต์ชวนประชาชน ร่วมตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครกรรมการนโยบาย 5 ตำแหน่ง ระบุส่งข้อมูล ภายใน 27 มิ.ย. นี้/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7310/27820882776_eda2c3d8b0_z.jpg" style="width: 550px; height: 509px;" //p pnbsp;/p p23 มิ.ย. 2559 วานนี้ (22 มิ.ย.) เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส โพสต์รายชื่อผู้สมัครกรรมการนโยบายไทยพีบีเอส พร้อมระบุเชิญชวนประชาชน ร่วมตรวจสอบคุณสมบัติผู้สมัครฯ โดยระบุว่าสามารถส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องไปที่ ประธานกรรมการสรรหากรรมการนโยบายไทยพีบีเอส สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เลขที่ 145 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ 10210 หรือที่อีเมล [email protected];ภายในวันที่ 27 มิ.ย. 2559/p pสำหรับการสรรหาคณะกรรมการนโยบายครั้งนี้ เป็นการสรรหากรรมการนโยบายองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) ที่ว่างลงจำนวน 5 ตำแหน่ง คือ ด้านการบริหารจัดการองค์กร 2 ตำแหน่ง และด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาชุนชนหรือท้องถิ่น การเรียนรู้และการศึกษา การคุ้มครองและพัฒนาเด็กเยาวชนหรือครอบครัว หรือการส่งเสริมสิทธิของผู้ด้อยโอกาสทางสังคม 3 ตำแหน่ง/p pด้านการบริหารจัดการองค์กร มีผู้สมัคร 30 ราย อาทิnbsp;นพ.วิชัย โชควิวัฒน อดีตกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ ประธานกรรมการนโยบาย ส.ส.ท./p pด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาชุนชนหรือท้องถิ่นฯ มีผู้สมัคร 42 ราย อาทิ วิทยากร เชียงกูล อมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ไพโรจน์ พลเพชร จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน/p pดูรายชื่อที่nbsp;a href="http://event.thaipbs.or.th/bog/news/?id=429"http://event.thaipbs.or.th/bog/news/?id=429/a/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/jX7UXvbrBm4" height="1" width="1" alt=""/

ออง ซาน ซูจี เยือนไทยพบแรงงานพม่า-หารือประยุทธ์-จนท.ห้ามกลุ่มสิทธิแถลงเรื่องโรฮิงญา

Thu, 23/06/2016 - 18:21
pออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ และ 3 รัฐมนตรีพม่า เยือนไทยในฐานะแขกรัฐบาล วันแรกเยี่ยมแรงงานพม่าที่สมุทรสาคร ศุกร์ปาฐกถาบัวแก้ว-หารือประยุทธ์-ลงนามความตกลง เสาร์ยกเลิกแผนเยือนค่ายผู้อพยพบ้านถ้ำหินเนื่องจากสภาพอากาศ - ตลอดการเยือนงดสัมภาษณ์-ตอบคำถามสื่อ ขณะที่ตำรวจเข้มห้ามแถลงข่าวเรื่องโรฮิงญาที่ FCCT ทำได้แค่ชี้แจงสั้นๆ/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7300/27242808673_d355ce90a4_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"strongออง ซาน ซูจี (ซ้าย) ที่ปรึกษาแห่งรัฐ ของรัฐบาลพม่า และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (ขวา) นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช./strong/span/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7336/27242650143_7416fc5317_z.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" //p pstrongspan style="color:#ff8c00;"ออง ซาน ซูจี และคณะรัฐมนตรี เดินทางมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2559 โดยมีสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีให้การต้อนรับ (ที่มา: /spana href="https://www.facebook.com/ThaiMFA/posts/1245291828844156"span style="color:#ff8c00;"กระทรวงการต่างประเทศ/span/aspan style="color:#ff8c00;")/span/strong/p p23 มิ.ย. 2559 a href="http://www.mfa.go.th/main/th/media-center/14/67868"ข่าวสารนิเทศ ของกระทรวงการต่างประเทศ/a เปิดเผยว่า ออง ซาน ซูจี ในฐานะที่ปรึกษาแห่งรัฐ ของรัฐบาลพม่า มีกำหนดเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล ตามคำเชิญของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 23-25 มิถุนายน 2559 พร้อมด้วยรัฐมนตรีสำคัญ ประกอบด้วยนายเต็ง ส่วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ตรวจคนเข้าเมือง และประชากร นายจ่อ วิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวางแผนและการคลัง และนายจ่อ ติน รัฐมนตรีด้านกิจการต่างประเทศพม่า/p pทั้งนี้ออง ซาน ซูจี และคณะเดินทางมาถึงเมื่อเวลา 11.00 น. ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีให้การต้อนรับ จากนั้นในเวลา 16.00 น. ออง ซาน ซูจีและคณะ เดินทางไปพบปะแรงงานพม่าที่ตลาดทะเลไทย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร/p pขณะที่ในวันที่ 24 มิ.ย. ออง ซาน ซูจี มีกำหนดจะเข้าเยี่ยมคารวะเข้าพบหารือข้อราชการกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยประเด็นสำคัญที่ทั้งสองฝ่ายจะหยิบยกขึ้นหารือในครั้งนี้ ได้แก่ ความร่วมมือด้านแรงงาน ความร่วมมือด้านการพัฒนาและความเชื่อมโยง เป็นต้น ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายมีกำหนดจะลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านแรงงาน ความตกลงว่าด้วยการจ้างแรงงาน และความตกลงว่าด้วยการข้ามแดน เพื่อประโยชน์ร่วมกันของภาคเอกชนไทยและแรงงานพม่าที่ทำงานในไทยด้วย/p pโอกาสนี้ นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจะให้การต้อนรับนางออง ซาน ซู จี ซึ่งจะเดินทางไปกล่าวปาฐกถาพิเศษกับนิสิตนักศึกษาไทยในหัวข้อ “Myanmar, ASEAN and the World: The Way Forward” ที่กระทรวงการต่างประเทศ/p pในวันที่ 25 มิ.ย. ตามกำหนดการเดิมในช่วงเช้า ออง ซาน ซูจี จะเดินทางเยือนพื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบที่บ้านถ้ำหิน จ.ราชบุรี อย่างไรก็ตาม ในรายงานของa href="http://www.tnamcot.com/content/497253"สำนักข่าวไทย/a เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า มีการยกเลิกกำหนดการเดินทางไปเยี่ยมที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้หนีภัยการสู้รบจากพม่า ที่บ้านถ้ำหิน จ.ราชบุรี เนื่องจากปัญหาทางด้านสภาพอากาศที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง/p pทั้งนี้ในกำหนดการสำหรับสื่อมวลชนที่เผยแพร่โดยกรมสารนิเทศ ตลอดการเยือนของออง ซาน ซูจี จะกำหนดสถานที่และเวลาให้สื่อมวลชนถ่ายภาพ และไม่มีการให้ตั้งคำถามหรือสัมภาษณ์ ออง ซาน ซูจี/p pการเดินทางเยือนประเทศไทยครั้งนี้ ถือเป็นการเดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนครั้งแรกของนางออง ซาน ซูจี ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องภายหลังจากการเดินทางเยือนพม่าของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะผู้แทนพิเศษของนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8-9 พฤษภาคม 2559/p pขณะเดียวกัน เช้าวันนี้ เมื่อเวลา 10.30 น. ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย (FCCT) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี ไม่อนุญาตให้เครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐจัดเสวนา ได้แก่ นายศิววงศ์ สุขทวี ผู้ประสานงานเครือข่าย พุทธนี กางกั้นnbsp;เจ้าหน้าที่จาก Asylum Access Thailand และนายฮาจิ อิสมาอิล เลขาธิการกลุ่มโรฮิงญาในประเทศไทย/p pโดยหลังตกลงกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เครือข่ายจึงแถลงสั้นๆ ถึงสาเหตุที่ถูกยุติการจัดแถลงข่าว โดยเจ้าหน้าที่อนุญาตให้ผู้อภิปรายอ่านแถลงการณ์ข้อเรียกร้องและงดตอบคำถามสื่อมวลชน โดยทางเครือข่ายมีข้อเสนอต่อออง ซาน ซูจี เพื่อพิจารณาในการพัฒนาแนวทางจัดการกลุ่มชาติพันธุ์ชาวโรฮิงญา และให้ทบทวน พ.ร.บ.สัญชาติ ที่ออกสมัยรัฐบาลทหารพม่าเมื่อ ค.ศ. 1982 ที่ทำให้ชาวโรฮิงญากลายเป็นบุคคลไร้สัญชาติ/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/06/66490" target="_blank"แถลงข้อเสนอถึงออง ซาน ซูจีแก้ปัญหา #039;โรฮิงญา#039; ไร้รัฐ-ตำรวจห้ามสื่อถาม/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/MCDiQO6QZYE" height="1" width="1" alt=""/

นักกีฬาทีมผู้ลี้ภัยจะเข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิก 2016 ที่บราซิล

Thu, 23/06/2016 - 17:05
pYes! Magazine นำเสนอเรื่อง การจัดตั้งทีมนักกีฬาโอลิมปิกจากผู้ลี้ภัยเป็นครั้งแรกในกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อน 2016 ที่บราซิล จากที่ในโลกตอนนี้มีผู้ลี้ภัยมากถึง 20 ล้านคน ทำให้คณะกรรมการโอลิมปิกสากลที่ต้องการให้เกิดการมีส่วนร่วมมากขึ้นจึงประกาศตั้งทีมใหม่ให้กับนักกีฬาที่เป็นผู้ลี้ภัยโดยเฉพาะ/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7441/27777929281_fffaa30697_z.jpg" style="width: 560px; height: 374px;" //p pในบทความของ Yes! ระบุถึงเรื่องราวของผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย 2 พี่น้อง คือ ยุสรา และซาราห์ มาร์ดินี โดยที่ทั้งสองคนต่างก็หนีตายจากสงครามกลางเมืองในซีเรีย เดินทางโดยสารภาคพื้นดินผ่านประเทศเลบานอนและตุรกี จนกระทั่งขึ้นเรือร่วมกับผู้ลี้ภัยอื่นๆ อีก 18 คนและประสบภัยกลางทะเลอีเจียนเพื่อเครื่องยนตร์เรือขัดข้อง พี่น้องมาร์ดินีและผู้ลี้ภัยหญิงอีกคนหนึ่งกระโดดลงน้ำแล้วช่วยกันผลักเรือไปจนถึงเกาะเลสโบสภายในเวลา 3 ชั่วโมง/p pมาร์ดินีมีแผนการจะกล่าวในที่ประชุมแถลงข่าวที่กรุงเบอร์ลินว่ามันคงน่าอดสูถ้าหากเธอจมน้ำตายไปตั้งแต่ตอนนั้น มีผู้ลี้ภัยจำนวนมากจมน้ำเสียชีวิตในการพยายามเดินทางไปถึงยุโรปอย่างปลอดภัย ในปีนี้ก็ปาเข้าไป 2,500 รายแล้ว แต่ความอดสูที่มาร์ดินีหมายถึง คือการที่เธอเป็นนักกีฬาแข่งขันว่ายน้ำ และเธอได้รับคัดเลือกเป็นหนึ่งใน 10 นักกีฬาโอลิมปิกสังกัดทีมผู้ลี้ภัยในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิคปี 2559 ที่ริโอเดอจาเนโร ประเทศบราซิล สำหรับผู้คนที่สูญเสียถิ่นฐานบ้านเกิดและสูญเสียสัญชาติของตัวเองไป การกีฬากลายเป็นสิ่งที่คืนส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์ให้กับพวกเธอ/p pก่อนหน้าที่จะมีการจัดทีมให้แก่ผู้ลี้ภัยมาร์ดินีและเพื่อนร่วมทีมของเธอคงกลายเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการเข้าร่วมโอลิมปิก แต่การที่พวกเธอไม่สามารถเข้าร่วมได้ก็ถือเป็นสิ่งที่ขัดต่อกฎบัตรโอลิมปิกเองที่ระบุไว้ว่าการเล่นกีฬาถือเป็นสิทธิมนุษยชน มนุษย์ทุกคนต้องมีโอกาสฝึกฝนการกีฬาโดยไม่ถูกแบ่งแยกกีดกันด้วยอะไรก็ตาม/p pข้อความในกฎบัตรดังกล่าวถือแนวคิดที่มีคุณค่า แต่ก้ทำให้เกิดปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งคือการที่โอลิมปิกเป็นงานแข่งขันกีฬาระหว่างประเทศ แม้ว่าทุกคนจะมีสิทธิเข้าแข่งกีฬาแต่ว่าไม่ใช่นักกีฬาทุกคนที่จะมีสังกัดประเทศ คณะกรรมการโอลิมปิกสากลจึงสร้างทีมโอลิมปิคผู้ลี้ภัยขึ้นเพื่อหวังว่าจะช่วงแก้ปัญหานี้/p pทีมของผ้ลี้ภัยประกอบด้วยนักกีฬา 10 คน ทุกคนคือผู้ที่สหรัฐฯ ให้สถานะว่าเป็นผู้ลี้ภัย นอกจากมาร์ดินีแล้วยังมีนักว่ายน้ำรายอื่นๆ อีกที่มาจากซีเรียได้แก่ รามี อนิส มีนักยูโดสองรายที่มาจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกคือ โปโปล มิเซนกา และ โยลานด์ บุกาซา มาบิกา นักวิ่งมาราธอนที่มาจากเอธิโอเปีย โยนาส ไคนด์ และนักวิ่งอีก 5 คนจากประเทศเซาท์ซูดาน ได้แก่ เจมส์ เนียง เชียงเจียก, ยีช เพอ เบียล, เปาโล อโมตุน โลโคโร, โรส นาทิเก โลโคเนียน, แองเจลินา นาดา โลฮาลิธ ผู้คนเหล่านี้ประกอบขึ้นเป็นทีมนักกีฬาโอลิมปิกผู้ลี้ภัย (ROA)/p pโทมัส บาค ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกนานาชาติกล่าวว่าการจัดตั้งทีมกีฬานี้จะเป็นสัญลักษณ์ของความหวังให้กับผู้ลี้ภัยในโลกของเราและทำให้เกิดความตระหนักรู้ถึงผลกระทบวิกฤตผู้ลี้ภัย เขายังกล่าวในการประกาศการคัดเลือกทีมนักกีฬาต่อไปปว่าการตัดสินใจครั้งนี้ยังถือเป็นการส่งสัญญาณต่อประชาคมโลกว่าผู้ลี้ภัยคือเพื่อนร่วมโลกที่มีส่วนในการเติมเต็มสังคม ทีมผู้ลี้ภัยเหล่านี้ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากโครงการโอลิมปิกโซลิแดริตีที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยเหลือคณะกรรมการแต่ละชาติที่ต้องการงบประมาณองค์กรหรือการสนับสนุนด้านการฝึกซ้อม/p pสำหรับในแง่พิธีการต่างๆ นั้นทีมผู้ลี้ภัยจะเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้สู่พิธีเปิดในฐานะผู้ที่ไม่ได้เป็นตัวแทนของชาติใดโดยเฉพาะและจะถือธงของโอลิมปิกแทนธงชาติ อย่างไรก็ตามนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นักกีฬาไม่สังกัดประเทศใดได้ลงเล่นในกีฬาโอลิมปิก บิล มัลลอน นักประวัติศาสตร์โอลิมปิกและผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมนักประวัติศาสตร์โอลิมปิกนานาชาติกล่าวว่าเคยมีคนที่ลงแข่งโดยไม่สังกัดสัญชาติใดมาก่อนเนื่องจากภาวะสงครามหรือการการคว่ำบาตรทางการเมืองในประเทศของพวกเขา เช่นในปี 2535 นักกีฬาชาวยูโกสลาเวียคนหนึ่งผู้ที่ประเทศเขาถูกสั่งแบนเพราะความเกี่ยวข้องกับสงครามบอลข่านยังได้รับอนุญาตให้ลงแขงในฐานะ "นักกีฬาโอลิมปิกอิสระ"/p pอย่างไรก็ตาม Yes! ชี้ว่าการอนุญาตให้ผู้ลี้ภัย 10 คน เข้าร่วมแข่งขันก็ม่ได้หมายความว่าคนทุกคนจะสามารถเข้าถึงการร่วมแข่งขันได้ยังมีคนบางกลุ่มที่อยู่ในสถานะทางการเมืองที่ถูกบีบคั้นจนไม่สามารถส่งนักกีฬาไปร่วมงานโอลิมปิกได้ เช่น ชาวทิเบตผู้อยู่ภายใต้การยึดครองของจีนแผ่นดินใหญ่พวกเขาต้องลงแข่งภายใต้ธงชาติสาธารณรัฐประชาชนจีนไม่เช่นนั้นก็จะลงแข่งไม่ได้เลย แต่การที่จัดตั้งทีมผู้ลี้ภัยขึ้นทำให้มีความหวังถึงการแข่งขันที่มีส่วนร่วมมากขึ้นในอนาคต เทนซิง เชรัป ผู้จัดการโครงการมูลนิธิชาวทิเบตอเมริกันแห่งรัฐมินนิโซตากล่าวชื่นชมคณะกรรมการโอลิมปิกที่ได้สร้างพื้นที่ให้กับผู้ลี้ภัยและยอมรับเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่แค่เรื่องเกี่ยวกับกีฬาแต่อย่างเดียวแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใฝ่หาเสรีภาพด้วย/p pในขณะที่ข่าวคราวของผู้ลี้ภัยมักจะเน้นไปในเรื่องความยากลำบากและโศกนาฏกรรม ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางเป็นหมู่คณะเสี่ยงอันตราย หรือค่ายผู้ลี้ภัยที่ทรุดโทรม บิลล์ แคนนี ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายงานบริการผู้อพยพและผู้ลี้ภัยของสภาพระสังฆราชคาทอลิกแห่งสหรัฐฯ กล่าวว่าการนำเสนอภาพข่าวเช่นนี้เป็นการทำให้เรื่องราวของผู้ลี้ภัยขาดแง่มุมความเป็นมนุษย์ และเขาหวังว่าโอลิมปิคจะสามารถทำให้ผู้ลี้ภัยสามารถเล่าเรื่องราวส่วนตัวเกี่ยวกับครอบครัวของพวกเขาได้ทำให้ผู้คนสามารถเล็งเห็นได้ว่าผู้ลี้ภัยเหล่านี้แทบไม่แตกต่างจากเราเลย/p pการที่มีผู้ชมจำนวนมากในกีฬาโอลิมปิกที่ ริโอ เดอจาเนโร ถือเป็นโอกาสที่จะทำให้วิกฤตผู้ลี้ภัยดีขึ้น จากที่มีสถิติระบุถึงจำนวนผู้ชมกีฬาโอลิมปิกผ่านทางโทรทัศน์อย่างล้นหลาม มันเป็นเรื่องสำคัญในช่วงที่ผู้คนทั่วโลกมีมุมมองทางลบต่อผู้ลี้ภัย แม้แต่เรื่องราวของผู้ลี้ภัยที่เป็นนักกีฬาก็เต็มไปด้วยความวิบากแต่ก็สมควรต้องมีคนรับรู้อย่างมิเซนกากับมาบิกา นักยูโดจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโกผู้หนีออกจากความโหดร้ายในประเทศตัวเองแล้วลงทะเบียนเป็นผู้ลี้ภัยในช่วงปี 2556 ที่มีการแข่งขันยูโดชิงแชมป์ในริโอ/p pมิเซนกาหนีออกจากประเทศหลังจากที่แม่ของเขาถูกสังหารและพี่ชายเขาหายตัวไป เขาบอกว่า "ผมเห็นสงครามมามากเกินไป เห็นการเสียชีวิตมากเกินไปแล้ว" เรื่องราวของมาบิกาก็คล้ายๆ กัน เธอสูญเสียครอบครัวให้กับการสู้รบในคองโก ทั้งสองคนต่างก็หันเข้าสู่หนทางแห่งยูโดเพื่อเป็นทางออก มาบิกาบอกว่า "ยูโดเป็นชีวิตของฉัน มันช่วยให้ฉันหนีจากสงครามแล้วเดินไปยังเส้นทางอื่นได้"/p pแคนนีกล่าวว่าถ้าผู้คนได้เข้าใจว่าผู้ลี้ภัยเป็นใครและต้องผ่านอะไรมาบ้าง ก็น่าจะทำให้คนในประเทศของแคนนีคือสหรัฐฯ ยอมรับพวกเขาให้ได้ใช้ชีวิตใหม่ในประเทศได้มากขึ้น/p pในขณะเดียวกันนักกีฬาก็ได้รับการฝึกซ้อมในประเทศที่พวกเขาขอลี้ภัย เช่น นักวิ่งจากเซาท์ซูดานได้รับการฝึกซ้อมในกรุงไนโรบี ประเทศเคนยา ผู้ฝึกสอนพวกเขาคือ เตกลา โลรูเป เธอเป็นคนชนะเลิศการแข่งมาราธอนสองครั้งและเคยลงแข่งโอลิมปิกสามครั้ง เธอบอกว่าเมื่อเธอหรือใครก็ตามได้มองไปที่พวกเขาแล้วก็จะเห็นได้ว่าผู้คนไม่ได้เลือกอยากจะเป็นผู้ลี้ภัย พวกเราเองก็อาจจะกลายเป็นผู้ลี้ภัยเมื่อไหร่ก็ได้/p pยุสรา มาดินี ฝึกซ้อมโดยได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติเยอรมนี ไมเคิล เชิร์ป รองหัวหน้าฝ่ายสื่อของคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งชาติเยอรมนีกล่าวว่าเยอรมนีภูมิใจที่ได้สนับสนุนยุสราและส่งเสริมความพยายามในการแข่งขันกีฬาโอลิมิกของเธอ และสองพี่น้องมาดินีเป้นตัวอย่างที่น่าประทับใจของประชากรผู้ลี้ภัยในเยอรมนีที่มีเพิ่มขึ้นมากกว่า 1 ล้านคนในช่วง 15 เดือน ที่ผ่านมา เชิร์ปบอกอีกว่าการที่ผู้ลี้ภัยเล่านี้สูญเสียบ้านเกิดและทนทุกข์จากการเดินทางที่เลวร้ายทำให้พวกเขาให้แรงบันดาลใจแก่ชาวเยอรมันได้/p pมาดินีมองเห็นว่าเรื่องราวส่วนตัวของเธอเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้จากการแถลงข่าวในกรุงเบอร์ลินเมื่อเดือน ก.พ.เธอกล่าวว่า "ปัญหาในซีเรียทำให้ฉันมายืนอยู่ตรงนี้และเป้นเหตุผลว่าทำไมฉันถึงแข็งแกร่งยิ่งขึ้นและฉันต้องการไปให้ถึงเป้าหมายของตัวเอง" มาดินีกล่าวอีกว่าเธอต้องการเป็นแรงบันดาลใจให้กับทุกคน ให้พวกเขาเชื่อพวกเขาสามารถทำในสิ่งที่ใจตัวเองเชื่อได้/p pผู้คนทั่วโลกจะได้รับฟังเรื่องราวของทีมโอลิมปิกผู้ลี้ภัยภายในปีนี้ คนหายพันล้านจะได้เห็นผู้ลี้ภัยลงแข่งขันทัดเทียมกับคนอื่นๆ ในขณะที่กีฬาโอลิมปิกดำเนินตามกฎบัตรของตัวเองในแง่ที่จะไม่มีการแบ่งแยกกีดกันผู้คนที่จะลงแข่ง/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000cd;"strongเรียบเรียงจาก/strong/span/p pspan style="color:#0000cd;"Olympians Without Nations: First-Ever Team of Refugees Heads to Summer Games, Yes! Magazine, 09-06-2016 /spana href="http://www.yesmagazine.org/people-power/olympians-without-nations-first-ever-team-of-refugees-heads-to-summer-games-20160609"span style="color:#0000cd;"http://www.yesmagazine.org/people-power/olympians-without-nations-first-ever-team-of-refugees-heads-to-summer-games-20160609/span/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/VsfBeZzROXQ" height="1" width="1" alt=""/

ประยุทธ์ขอบคุณสนช. รับหลักการ ร่าง พ.ร.บ.งบฯ60 ยอด 2.733 ล้านล้าน เผยมีกำลังใจมากขึ้น

Thu, 23/06/2016 - 16:10
pพล.อ.ประยุทธ์ ระบุไม่ยอมให้แผ่นดินนี้มันต่ำไปกว่านี้อีกแล้วnbsp;ขอบคุณสมาชิก สนช.ที่รับหลักการnbsp;ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560nbsp;ซึ่งดําเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล โดยวางกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จํานวน 390,000 ล้านบาทnbsp;/p div style="text-align: center;" !--break--!--break--/div div style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/8/7572/27826687186_39453455d9.jpg" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div23 มิ.ย. 2559 a href="http://www.tnamcot.com/content/498100"สำนักข่าวไทย/a รายงานว่า ภายหลังที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ใช้เวลา 8 ชั่วโมง พิจารณาร่าง พ.ร.บ.บัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 วงเงิน 2.733 ล้านล้านบาท ที่ประชุม สนช.มีมติเอกฉันท์ รับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2560 ในวาระแรก ด้วยคะแนน 189 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว จำนวน 50 คน แปรญัตติ 15 วัน ระยะเวลาดำเนินการ 90 วัน/div divnbsp;/div divโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวขอบคุณสมาชิก สนช.ที่รับหลักการ และได้เสนอแนะความเห็นต่าง ๆ ซึ่งในวันนี้รู้สึกมีกำลังใจมากขึ้น เพราะสิ่งที่คิดไม่ได้มุ่งให้เกิดความขัดแย้ง และต้องการทำให้ประชาชนเกิดความพอใจ พร้อมทั้งขอบคุณรัฐมนตรีที่ช่วยชี้แจงให้สมาชิก สนช.เกิดความเข้าใจ ซึ่งการจัดทำงบประมาณครั้งนี้ มีการปรับปรุงแก้ไขให้ตรงกับความต้องการ โดยนำทุกปัญหาและความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมาเตรียมความพร้อม และเพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฎิรูปประเทศและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ/div divnbsp;/div div“รัฐบาลให้ความสำคัญในการปรับโครงสร้าง โดยเฉพาะเรื่องของข้าราชการ ต้องบูรณาการข้ามกระทรวง รวมถึงเรื่องข้อกฎหมายที่ สนช.ต้องเตรียมการ ให้มีความยั่งยืน ทันสมัย เอื้อประโยชน์ต่อการค้าและการลงทุน และต้องนำไปสู่การปฎิบัติให้เกิดขึ้นจริง และอยากให้ทุกคนช่วยสร้างความเข้าใจกับประชาชนและสังคม เพื่อหาจุดลงตัวให้ได้ อีกทั้งต้องช่วยกันสร้างประเทศไทยให้เกิดความเข้มแข็ง กระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่นมากขึ้น ทั้งเรื่องเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว รวมถึงการผลิตคนและการศึกษา เพื่อให้คนกลับสู่บ้าน พัฒนาชุมชนชนบทให้เป็นชุมชนเมือง” พล.อ.ประยุทธ์nbsp; กล่าว/div divnbsp;/div divสำนักข่าวไทยรายงานด้วยว่า การอภิปรายของสมาชิก สนช.ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการจัดทำงบประมาณฯ ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติในอีก 20 ปีข้างหน้า พร้อมเน้นย้ำให้ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และต้องการให้ตัดลดงบประมาณที่สิ้นเปลือง เช่น งบฯ ดูงานต่างประเทศ เพื่อนำงบฯ มาพัฒนาโครงการอื่น ๆ ที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ/div h3span style="color:#0000cd;"ดําเนินนโยบายงบประมาณแบบขาดดุล/span/h3 divจากคําแถลงประกอบงบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 nbsp;ระบุตอนหนึ่งในส่วนของฐานะและนโยบายการคลัง ว่าnbsp;วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 จํานวน 2,733,000 ล้านบาท เป็นการดําเนินนโยบาย งบประมาณแบบขาดดุล โดยกําหนดรายได้สุทธิจํานวน 2,343,000 ล้านบาท และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จํานวน 390,000 ล้านบาท ปัจจุบันฐานะเงินคงคลัง ณ วันที่ 3 มิ.ย. 2559 nbsp;มีจํานวนทั้งสิ้น 233,228 ล้านบาท โดยรัฐบาลจะบริหารเงินคงคลังให้อยู่ ในระดับที่เหมาะสม และบริหารรายรับและรายจ่ายของรัฐให้มีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อไป nbsp;nbsp;/div h3span style="color:#0000cd;"ไม่ยอมให้แผ่นดินนี้มันต่ำไปกว่านี้อีกแล้วnbsp;/span/h3 diva href="http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9590000062796"ผู้จัดการออนไลน์ /aรายงานด้วยว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จากการจัดอันดับในเว็บไซต์วิกิพีเดียของนานาชาติในเรื่องต่างๆ ที่เรานำมาพิจารณา สังเคราะห์ เพื่อวางแผนงานของ คสช. พบว่ามีคนอยากเกิดในประเทศไทยเป็นอันดับที่ 50 จาก 80 ประเทศ แต่วันนี้ไม่รู้ว่าจะยังอยากมาเกิดเป็นคนไทยหรือไม่ เพราะคนไทยไม่เหมือนชาติอื่นในโลก ทุกคนรักชาติ มีความหวังดี แต่หาจุดร่วมกันไม่ได้ ร่วมมือกันไม่ได้ มักเอาเรื่องความขัดแย้งหรือปัญหาใหญ่มาพูดกันก็ไปไม่ได้ จึงต้องหาให้ได้ว่าอะไรเป็นปัญหาหลัก และปัญหารอง แล้วนำมาพูดกัน ทุกคนต้องคิดใหม่ทั้งหมด ถ้าคิดแบบเดิมไม่มีวันสำเร็จ/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div div"เรื่องงบประมาณฯ รัฐบาลมีข้อจำกัดมากขึ้น เพราะมีรายจ่ายงบประมาณแผ่นดินเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้ ขณะที่การขึ้นภาษีทำได้ยาก รัฐบาลพยายามทำทุกอย่าง หากจะมาบอกว่าทุจริตหรือโกง ก็ให้ไปสอบมา รัฐบาลทำทุกอย่างให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม วันนี้สังคมตื่นตัวเรื่องประชามติ ผมก็ไม่ขัดแย้ง การเมืองก็เป็นอย่างนี้ ผลโพลออกมาว่าประชาชนมีกี่คนที่เข้าใจรัฐธรรมนูญ แล้วจะให้ทำอย่างไรถ้าความขัดแย้งยังเป็นเช่นนี้ ผมไม่ใช่ศัตรูใคร และประเทศไทยไม่เป็นภาระของโลก ไม่เป็นภาระยูเอ็น แต่มีบางคนชอบไปสร้างภาระให้ยูเอ็น ผมไม่เข้าใจ ที่ไปร้องเรียนกันนั้นเป็นคนไทยหรือไม่ ยืนยันว่ากฎหมายต้องเป็นกฎหมายไม่เช่นนั้นก็อยู่กันเช่นนี้ ถึงอย่างไรรัฐบาลโดนด่าอยู่แล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว/div divnbsp;/div divนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า สิ่งที่ตนพูดเพิ่มเติม ต้องกราบขอโทษพวกพี่ๆ ด้วย มันเป็นตัวตน ไม่ว่ากี่ปีกี่เดือนกี่วันก็เป็นแบบนี้ หลายคนบอกว่านายกฯ ต้องไม่เป็นแบบนี้ ตนพยายามทุกวัน นอนตื่นมาก็เตือนตัวเองว่า อย่าเป็น พอก้าวแรกออกมาจากบ้านก็เริ่มเหมือนเดิม เพราะปัญหามันเข้ามาแล้ว เข้ามาตลอด เดี๋ยวตรงนั้นเดี๋ยวตรงนี้ ทุกอย่างจะแก้ไขไม่ได้เลยหากทุกคนยังติดกับดักตัวเอง ติดอัตตาตัวเอง ดังนั้น ต้องปรับปรุงทั้งหมด ตนเองก็ต้องปรับปรุง ต้องปฏิรูปตัวตนเอง มันใช้อย่างอื่นไม่ได้เลย ต้องใช้หัวใจและสมอง หาช่องทางความร่วมมือกันให้ได้/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div div“วันนี้ผมยอมทุกอย่าง เพราะมันคือชีวิตผม ชีวิตพวกผมที่เสี่ยงทุกวันนี้ ถ้าผมทำไม่สำเร็จมันก็อยู่กันไม่ได้ ผมจะไม่ยอมให้แผ่นดินนี้มันต่ำไปกว่านี้อีกแล้ว จะเกิดอะไรก็เกิด ผมก็สู้ทุกอย่าง แต่ให้ถูกวิธีแล้วกัน ไม่ใช่ตะโกนบอกอยู่ต่อๆ โดนทุกวัน มันต้องเป็นไปตามกระบวนการของมัน โรดแมปมันมีของมันอยู่” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว/div divnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/_Wwv-G6b3lE" height="1" width="1" alt=""/

บันทึกผู้ลี้ภัย : สมศักดิ์ เล่า 6 ชม.ของการเดินป่าออกประเทศ กับมู้ดชั่วคราวที่ผ่านมาแล้วผ่านไป

Thu, 23/06/2016 - 16:02
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/8/7283/27818797726_9070f172e4.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ที่มาภาพ เฟซบุ๊กnbsp;/spana href="https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/1028335183886427"span style="color:#ff8c00;"Somsak Jeamteerasakul/span/aspan style="color:#ff8c00;"nbsp;/span/p pเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ที่ผ่านมาnbsp;สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลnbsp;อดีตอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์nbsp;ซึ่งปัจจุบันได้ลี้ภัยทางการเมืองอยู่ประเทศฝรั่งเศส ภายหลังการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดย สมศักดิ์ โพสต์ข้อความและภาพผ่านa href="https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/1028335183886427"เฟซบุ๊กส่วนตัว/aในลักษณะสาธารณะ เล่าถึง การเดินทางออกจากประเทศไทย ที่ต้องผ่านป่าเขาเป็นเวลา 6 ชั่วโมง/p pสมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ตั้งแต่ต้นปี 2554 ที่ทหารมุ่งจะเล่นงานตน ทำให้ตนต้องหลบไปนอนบ้านคนอื่นหลายคืน โดยเฉพาะช่วงต้นปี 2557 ที่ถูกมือปืนไปยิงถล่มถึงบ้าน จนต้องออกจากบ้านโดยไม่ได้กลับเข้าไปอีก จนเมื่อเกิดรัฐประหารครั้งนี้ จนถึงบัดนี้ ในฐานะปุถุชน บางครั้ง นานๆ ที ตนก็ถามตัวเองเหมือนกันว่า "เราเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงมากไปหรือเปล่า" สมศักดิ์ ระบุว่าในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ความจริง ตนรู้ว่าสามารถที่จะใช้ชีวิตที่ปกติกว่านี้ได้ ต่อให้สมมุติแตะเรื่องสถาบันกษัตริย์ ถ้าเพียงจำกัดตัวเองไว้ที่แค่เสนอเรื่องแก้หรือเลิกกฎหมาย 112 ต่อให้ถูกเพ่งเล็งอย่างไร ก็ไม่เดือดร้อน ตกเป็นเป้าเล่นงานของทหารถึงระดับนี้ ยังไงก็สามารถใช้ชีวิตในเมืองไทย ทำราชการไปจนเกษียณอายุแน่ๆ nbsp;แต่การที่ไม่จำกัดตัวเองแค่นั้น แต่พูดเขียนถึงเรื่องบทบาทสถานะของสถาบันกษัตริย์ในด้านต่างๆ และพยายามผลักดันให้มีการแก้ปัญหาสถาบันกษัตริย์ทั้งเรื่องการเมือง เรื่องวัฒนธรรม ฯลฯ และทีสำคัญยังทำในลักษณะที่เรียกว่าออกมาเคลื่อนไหวสาธารณะทางโลกออนไลน์อย่างเต็มที่ มันมีความเสี่ยงที่พอรู้ๆ อยู่/p p"ในปีหลังๆ โดยเฉพาะใน 2 ปีที่ผ่านมา ที่ต้องมาอยู่ไกลบ้านขนาดนี้ มีความลำบากกว่าอยู่บ้านเยอะ และมีความเป็นไปได้ว่าชีวิตนี้อาจจะไม่ได้กลับไปอีกเลยก็ได้ บางครั้ง ก็นึกแวบๆ ขึ้นมาในใจเหมือนกัน แต่ก็ไม่ได้คิดมากหรือนานอะไร เป็นเพียงมู้ดชั่วคราวที่ผ่านมาแล้วผ่านไป"nbsp;สมศักดิ์ กล่าว/p p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/8/7666/27853313145_e8814bb783.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color: rgb(255, 140, 0);"ที่มาภาพ เฟซบุ๊กnbsp;/spana href="https://www.facebook.com/somsakjeam/posts/1028335183886427"span style="color: rgb(255, 140, 0);"Somsak Jeamteerasakul/span/aspan style="color: rgb(255, 140, 0);"nbsp;/span/p div class="note-box" p"...จึ่งพลัดมาไกล ทิ้งไว้โรยรา..."/p pต้นเดือนมิถุนายนนี้ เป็นวันครบ 2 ปี ที่ผมเดินออกจากประเทศไทย/p pผมใช้คำว่า "เดิน" (ไม่ใช่ "เดินทาง") อย่างจงใจ เพราะวันนั้น ผมใช้เวลาราว 6 ชั่วโมง เดินขึ้นๆ ลงๆ บนยอดของเทือกเขาแห่งหนึ่งออกจากประเทศไทย เป็นการเดินที่เหนือยที่สุดในชีวิต ถึงตอนท้ายเมื่อใกล้จุดหมาย ขาผมเกือบไม่เหลือแรงจะยืนหรือเดินต่อเลย.../p pระหว่างทางเดิน ก็พยายามบอกตัวเองแบบขำๆ ว่า สมัยหนุ่มหลัง 6 ตุลา ผมไม่ได้เข้าป่า เพราะติดคุก เพิ่งมามีโอกาสเข้าป่าเดินเขาตอนแก่นี่เอง/p pในระหว่าง 6 ชั่วโมงนั้น มีบางช่วงฝนตกพรำๆ ลงมา ทำให้ทางเดินลำบากขึ้นอีก ผมลื่นไถล ล้มหลายครั้ง จนเนื้อตัวเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนดินโคลนไปหมด หลายช่วงของเส้นทาง เป็นทางเดินแคบๆขอบเขา ผมก็นึกขำๆ กับตัวเองว่า ถ้าผมบังเอิญพลัดตกไป คอหักตาย ก็คงน่าสนใจพิลึก (คิดจริงๆ คือมันเหนื่อยมากน่ะ ก็พยายามคิดอะไรตลกๆ กับตัวเองแก้เหนื่อย)/p pตลอด 6 ชั่วโมงบนยอดเขา แทบไม่มีช่วงที่เป็นพื้นราบเลย มีแต่จังหวะชันขึ้น หรือชันลง (จังหวะชันลงนี่ไม่ใช่เดินง่าย กลับยากกว่าอีก เพราะต้องคอยเกร็งขา จิกพื้นไว้ ไม่ให้ลื่นไถลพรวดลงมา)/p pบางช่วง มีปลิงลอดเสื้อผ้าเข้ามาเกาะกินเลือดตามตัว (แม้จะพยายามระวังแล้ว) เสื้อเชิ้ตตัวที่ผมใส่วันนั้น ทุกวันนี้ ยังพอเห็นรอยคราบเลือดเป็นหย่อมๆ เพราะซักไม่ออก เนื่องจากมีช่วงหนึ่ง ปลิก 3-4 ตัวมุดเข้ามาถึงกลางหลัง ดูดเลือดผมสักพักใหญ่กว่าผมจะรู้สึกตัว มีเลือดซึมเสื้อเปียกฝนเปียกเหงื่อเป็นดวงแล้ว ..../p p2 ปีที่ผ่านมา - หรือถ้าจะว่าไปจริงๆ ตั้งแต่ต้นปี 2554 ที่ทหารมุ่งจะเล่นงานผมแน่ ทำให้ผมต้องหลบไปนอนบ้านคนอื่นหลายคืน ผ่านมาถึงช่วงต้นปี 2557 ที่ถูกมือปืนไปยิงถล่มถึงบ้าน จนต้องออกจากบ้านโดยไม่ได้กลับเข้าไปอีก จนเมื่อเกิดรัฐประหารครั้งนี้ จนถึงบัดนี้ - ในฐานะปุถุชน บางครั้ง นานๆที ผมก็ถามตัวเองเหมือนกันว่า เราเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงมากไปหรือเปล่า ... ในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ความจริง ผมรู้ว่าผมสามารถที่จะใช้ชีวิตที่ปกติกว่านี้ได้ ต่อให้สมมุติผมแตะเรื่องสถาบันกษัตริย์ ถ้าผมเพียงจำกัดตัวเองไว้ทีแค่เสนอเรื่องแก้หรือเลิกกฎหมาย 112 ต่อให้ถูกเพ่งเล็งอย่างไร ก็ไม่เดือดร้อน ตกเป็นเป้าเล่นงานของทหารถึงระดับนี้ ยังไงก็สามารถใช้ชีวิตในเมืองไทย ทำราชการไปจนเกษียณอายุแน่ๆ การที่เราไม่จำกัดตัวเองแค่นั้น แต่พูดเขียนถึงเรื่องบทบาทสถานะของสถาบันกษัตริย์ในด้านต่างๆ (จากกรณีสวรรคตถึง 6 ตุลา ฯลฯ) และพยายามผลักดันให้มีการแก้ปัญหาสถาบันกษัตริย์ทั้งเรื่องการเมือง เรื่องวัฒนธรรม ฯลฯ และทีสำคัญยังทำในลักษณะที่เรียกว่าออกมาเคลื่อนไหวสาธารณะทางโลกออนไลน์อย่างเต็มที่ มันมีความเสี่ยงที่พอรู้ๆอยู่ ... ในปีหลังๆ โดยเฉพาะใน 2 ปีที่ผ่านมา ที่ต้องมาอยู่ไกลบ้านขนาดนี้ มีความลำบากกว่าอยู่บ้านเยอะ และมีความเป็นไปได้ว่าชีวิตนี้อาจจะไม่ได้กลับไปอีกเลยก็ได้ .. บางครั้ง ก็นึกแวบๆขึ้นมาในใจเหมือนกัน ... แต่ก็ไม่ได้คิดมากหรือนานอะไร เป็นเพียงมู้ดชั่วคราวที่ผ่านมาแล้วผ่านไป...../p p............./p pความจริง คิดๆเตรียมๆจะเขียนอะไรมากกว่านี้ เช่นจะเขียนเล่าว่าความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นจาก 6 ตุลา มันเหมือนเป็นอะไรที่เผาอยู่ในตัวเรามากว่า 30 ปี และคอยผลักให้เราทำในสิ่งทีทำในหลายปีนี้อย่างไร .... แต่เขียนๆไปชักรู้สึกไม่อยากเขียนเท่าไรนัก ผมเป็นคนไม่ถนัดและไม่ค่อยชอบเขียนเรื่องตัวเองเท่าไรอยู่แล้ว ... ไว้โอกาสอื่นก็แล้วกัน/p pปารีสbr /เวลา 01:52 นbr /22 มิถุนายน 2016(2559)/p /div pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/04/65240" target="_blank"ยังไม่ยอม สมคิดจ่ออุทธรณ์คำสั่งศาลปกครองหลังถอนคำสั่งไล่ออกสมศักดิ์ต่อ/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2015/11/62597" target="_blank"1 ปีที่รีเทิร์น #039;สศจ#039; ปล่อยคลิปตามรอยปรีดีในปารีส/a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2015/11/62383" target="_blank"โกรธมาก สมศักดิ์โวยทหารมาถ่ายรูปบ้านแม่วัย 93 ถาม quot;ป่านนี้ก็น่าจะรู้แล้วว่า ผมอยู่ประเทศไหนquot;/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2014/08/55219" target="_blank"ติดป้ายตามหา quot;สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลquot; ที่ธรรมศาสตร์/a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2014/06/54038" target="_blank"ศาลทหารออกหมายจับสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และแนวร่วม นปช. ไม่มารายงานตัว/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2014/02/51744" target="_blank"ยิงใส่บ้าน ‘สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล’ หลังกองทัพบกให้ข่าวจ่อจัดการหมิ่นสถาบัน/a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2014/02/51646" target="_blank"ทบ.ฮึ่ม ‘สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล’ โพสต์พาดพิงสถาบัน อาจเข้าข่ายผิด ม.112/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/A3HNJ6gXxhc" height="1" width="1" alt=""/

สืบพยานนัดหน้า 27 ก.ย.คดีพ่นสีสเปรย์-ปล่อยลมรถทหาร

Thu, 23/06/2016 - 15:51
!--break--!--break-- pเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. 2559 เวลาประมาณ 09.30 น. ที่ศาลทหารกรุงเทพมีการสืบพยานคดีหมายเลขดำที่ 6 ก./2557 ที่อัยการศาลทหารกรุงเทพ เป็นโจทก์ฟ้องพรรณมณี ชูเชาวน์ จำเลยที่ 1 และนายสมบัติ โกมัยพันธ์ จำเลยที่ 2 ความผิดทางอาญาข้อหาฝ่าฝืนประกาศ คสช. ที่ 7/2557 ทำลายทรัพย์สินทางราชการ ต่อสู้และทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ โดยในวันนี้เป็นวันนัดสืบพยานโจกท์ซึ่งเป็นทหารที่อยู่ในเหตุการณ์วันที่ 28 พ.ค.2557 หรือการชุมนุมประท้วงรัฐประหารของประชาชนที่ไปรวมตัวกันที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ/p pทั้งนี้ ศาลทหารนัดสืบพยานโจทก์ครั้งต่อไปในวันที่ 27 ก.ย.2559/p pพรรณมณี ชูเชาวน์ จำเลยที่1 อายุ nbsp;42 ปีเป็นข้าราชการอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวตามหมายจับศาลทหารเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2557 เธอยอมรับว่าได้พ่นสีสเปรย์รถทหาร ขณะมีการชุมนุมต้านรัฐประหารที่อนุสาวรีย์ชัยฯ จริงแต่ทำไปโดยไม่ทราบว่าเป็นความผิด และยืนยันว่าไม่มีใครจ้างวาน วันที่ 31 พ.ค. 2557 หลังพรรณมณีถูกควบคุมตัวนำฝากขัง เธอได้รับการประกันตัวโดยวางหลักทรัพย์เป็นเงินสด 40,000 บาท พร้อมปฏิเสธว่าไม่ได้ต่อสู้และทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ ส่วนสมบัติ โกมัยพันธ์ วัย 43 ปีถูกจับกุมและควบคุมตัววันที่ 2 มิ.ย.2557ตามหมายจับศาลทหาร เขายอมรับว่าได้ไปร่วมการชุมนุมต้านรัฐประหารที่อนุเสาวรีย์ชัยฯ แต่ไม่ได้ปล่อยยางลมรถทหารส่วนที่นำมือวางตรงจุกเติมลมยางรถของทหารเพราะนึกสนุกแต่มีคนถ่ายรูปไว้ พร้อมปฏิเสธว่าไม่ได้ต่อสู้และทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ ต่อมา 3 มิ.ย.2557 สมบัติได้รับการประกันตัว โดยวางหลักทรัพย์เป็นเงินสด 40,000 บาท อย่างไรก็ตามตั้งแต่ได้รับการประกันตัวเมื่อปี 2557 ถึงปัจจุบันทั้งคู่ยังถูกห้ามชุมนุมและแสดงความคิดเห็นใดๆ ทางการเมือง และห้ามเดินทางออกนอกประเทศ/p pพรรณมณีกล่าวว่า การถูกกำจัดสิทธิเสรีภาพไม่ให้ร่วมชุมนุมหรือแสดงความเห็นทางการเมืองใดๆ นั้นส่งกระทบต่อเธอเพราะเดิมอยู่ในกลุ่มทำกิจกรรมทางการเมืองอยู่แล้ว ซึ่งเธอมองว่าเป็นการห้ามที่ผิดแปลกไปจากหลักการทั่วไป/p pด้านสมบัติบอกว่าไม่ได้หวังสิ่งใดมากนัก เพราะคู่ความคือเป็นทหารแล้วต้องมาขึ้นศาลทหารอีก นอกจากนี้แม้ว่าจำเลยได้รับการประกันตัว แต่การต่อสู้คดีที่ยาวนานมรวมถึงก่อนหน้านี้ได้ร้องขอต่อศาลแล้วว่าไม่ขอสืบพยานที่ไม่มีความสำคัญแต่ศาลไม่อนุญาตนั้นส่งผลกระทบต่อสมบัติที่ต้องลางานเพื่อมาศาลบ่อยครั้ง/p pในการสืบพยานโจทก์ในครั้งนี้ พยานเป็นเจ้าหน้าที่ทหารที่อยู่ในที่เกิดเหตุ โดยพยานเบิกความว่า ทำหน้าที่เป็นหัวหน้าชุดคุ้มครองความปลอดภัยให้กับกองทัพปฏิบัติการจิตวิทยา หรือ พัน ปจว. เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจให้กับประชาชนเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองที่บริเวณอนุสาวรีย์ชัยฯ ปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ประมาณ 15.00 น.-18.00 น. โดยช่วงแรกสถานการณ์ปกติแต่ เมื่อเวลา 17.00 น. ผู้ชุมนุมราว 50 คน เริ่มทยอยเข้ามาตรงเกาะกลางอนุสาวรีย์ชัยฯ เจ้าหน้าที่พูดให้ผู้ชุมนุมยกเลิกการชุมนุม แต่ผู้ชุมนุมเริ่มมีการใช้คำพูดด่าและขว้างปาสิ่งของใส่สห. ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง สุดท้ายจึงให้ตำรวจมาล้อมพาชุดปฏิบัติหน้าที่ของพยานโจทก์ออกไปอยู่ที่เกาะราชวิถีโดยรถต้นแบบยังอยู่ที่เดิม ผู้ใต้บังคับบัญชาของพยานโจทก์บาดเจ็บบริเวณเท้า ขา แข้ง ประมาณ 2-3 ราย และจำไม่ได้ว่าผู้ชุมนุมคนใดทำอะไรกับเจ้าหน้าที่บ้าง เพราะสถานการณ์คับขันและผู้ชุมนุมมีจำนวนมาก โดยชุดปฏิบัติหน้าที่ของพยานโจทก์ได้รับการเน้นย้ำจากผู้บังคับบัญชาว่าหากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นให้ใช้เพียงโล่กันภัยเท่านั้นและพยานไจทก์ไม่ได้โต้กลับทั้งไม่รู้จักผู้ร่วมชุมนุมมาก่อน/p pพยานตอบทนายความถามค้านว่า อย่างไรก็ตามผู้ชุมนุมนั้นมีลักษณะเดินผ่านไปมา และสิ่งที่ได้ยินชัดเจนจากผู้ชุมนุมคือ “ทหารออกไป” แต่ไม่มีผู้ชุมนุมมาด่าโดยตรงและส่วนโล่กันภัยนั้นมีความยาวคลุมลงมาจนถึงเข่า ส่วนผู้ใต้บังคับบัญชาถูกทำร้ายที่บริเวณขาจากการใช้แผงเหล็กนั้นระบุไม่ได้ว่าเป็นใคร และไม่มีใบรับรองแพทย์มายืนยันในการเบิกความ/p pพยานโจทก์เบิกความต่อว่า ขณะเกิดเหตุถ้าประชาชนออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยโดยการประท้วงถือว่าผิดกฎหมาย แต่ถ้าออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยโดยไม่ประท้วงไม่ผิดกฎหมาย และไม่ทราบถึงสิทธิตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/OY93bm0v8rs" height="1" width="1" alt=""/

ฎีกายกฟ้องอดีตรองโฆษกเพื่อไทยหมิ่นอภิสิทธิ์ ปมแถลงพาดพิงแทรกแซงคดีฟิลิปมอร์ริส

Thu, 23/06/2016 - 15:40
!--break--!--break-- p23 มิ.ย. 2559nbsp;นพดล หลาวทองnbsp; ทนายความ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางมาที่ศาลอาญารัชดา เพื่อยื่นอุทธรณ์ โต้แย้งคำพิพากษาศาลอาญาที่ยกฟ้องคดีกรณี ยิ่งลักษณ์เป็นโจทก์ฟ้อง จิรชัย มูลทองโร่ย ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความรับผิดทางละเมิดจากโครงการรับจำนำข้าวฐานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา157 ไปเมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา/p pโดย นพดล ระบุ เป็นการยื่นอุทธรณ์ เพื่อขอความเป็นธรรม เนื่องจากศาลอาญาได้สั่งคำร้องและดำเนินกระบวนการพิจารณาที่ไม่เป็นปกติ มีการให้จิรชัย ที่เป็นจำเลย แถลงโต้แย้งคำฟ้องโจทก์ได้และศาลสั่งรับไว้พิจารณา และยกฟ้องทั้งที่ยังไม่มีการสั่งฟ้องก่อน/p h3span style="color:#0000cd;"ฎีกายกฟ้องอดีตรองโฆษกเพื่อไทยหมิ่นอภิสิทธิ์/span/h3 pขณะที่วันเดียวกันnbsp;ศาลอาญา รัชดา นัดฟังคำพิพากษา ศาลฎีกา ในคดีที่ เกียรติ สิทธิอมรnbsp; คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)nbsp; และประธานผู้แทนหอการค้าไทยเป็นโจทก์ฟ้อง ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ฯ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทยเป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาท จากกรณีระหว่างวันที่ 6 – 7 มี.ค. 54 จำเลย ในฐานะหัวหน้าทีมอภิปราย ได้แถลงข่าวที่พรรคเพื่อไทย เกี่ยวกับการไม่ไว้วางใจ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ nbsp;นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น โดยมีการพาดพิงมาถึงโจทก์ทำนองว่าโจทก์เป็นบุคคลที่วิ่งเต้น แทรกแซงคดี ของบริษัทฟิลิป มอร์ริสฯ ซึ่งแสดงราคานำเข้าบุหรี่จากต่างประเทศ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี โดยโจทก์อาจได้ผลประโยชน์จากต่างประเทศ ซึ่งล้วนเป็นเท็จทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ เห็นว่าจำเลยกระทำผิดจริง ให้จำคุก 3 เดือน ปรับ 4 หมื่นบาท พร้อมโฆษณาคำพิพากษาใน หนังสือรายวัน โดยโทษจำคุกให้รอลงอาญา/p divทั้งนี้ ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่ากรณี ที่จำเลยได้ให้ข่าวกับสื่อมวลชนเป็นเพียงการแสดงความคิดเห็น โดยสุจริตเป็นการนำข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบที่ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงภาษีบุหรี่ ของ บริษัท ฟิลิปมอริส มาเปิดเผยความคืบหน้าต่อสื่อมวลชน ซึ่งเป็นการเฝ้าระวังผลประโยชน์ของประเทศชาติ และทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้าน ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ฎีกาฟังไม่ขึ้น การกระทำของจำเลยในวันที่ 6 มีนาคม 2554 จึงไม่มีพฤติการณ์กระทำความผิด พิพากษายกฟ้องตามศาลชั้นต้น/div divnbsp;/div divemที่มา : a href="http://www.tnamcot.com/content/category/%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1"สำนักข่าวไทยnbsp;/a/em/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/vVejDAk-g70" height="1" width="1" alt=""/

ศาลรธน.ลงมติปม 'ม.61 วรรค2' กม.ประชามติ ขัด รธน. 29 มิ.ย.นี้

Thu, 23/06/2016 - 14:44
pวิษณุ ชี้ศาล รธน.ไม่ขอคำชี้แจงเพิ่มกรณี ม.61 วรรคสอง กม.ประชามติ เป็นเรื่องดีจะได้จบประเด็นนี้เร็วnbsp;มอง นปช.เมื่อเลือกเผชิญหน้า ก็ลำบาก ระบุคนมาลงทะเบียนใช้สิทธินอกเขตน้อย อาจไม่มีแรงจูงใจเหมือนเลือกตั้ง ปมครู ค. โดนขู่ เป็นความผิดร้ายแรง ระบุไม่มีงบฯให้ต่างปท.มาสังเกตการณ์/p p!--break--!--break--/p p23 มิ.ย.2559 จากกรณีสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารข่าว ระบุภายหลังการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณากรณีผู้ตรวจการแผ่นดิน เสนอความเห็นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมาตรา 61 วรรคสอง ของพ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ขัดต่อรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 4 หรือไม่ โดยที่ประชุมได้พิจารณาคำขอของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ขอให้พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สนช. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติnbsp;nbsp; และนายสมชาย แสวงการ สนช. ในฐานะเลขานุการnbsp; กมธ.วิสามัญ มาแถลงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมด้วยวาจาต่อศาล nbsp;ซึ่งศาลเห็นว่า เอกสารหลักฐานในสำนวนมีเพียงพอที่ศาลจะวินิจฉัยได้แล้ว จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตตามคำขอ nbsp;และแจ้งให้ประธานnbsp; สนช.ทราบ nbsp;จากนั้นศาลได้มีการอภิปรายเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัย และได้นัดแถลงด้วยวาจาพร้อมลงมติในวันพุธที่ 29 มิ.ย.เวลา 13.30 น. nbsp;/p pวันนี้ (23 มิ.ย.59) วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ไม่รับก็ดี จะได้จบประเด็นนี้เร็ว การลงประชามติจะได้เดินหน้าต่อไป โดยไม่มีอุปสรรค พร้อมย้ำว่า ไม่ควรทำอะไรที่เสี่ยงจะดีที่สุด และว่า ไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับใดที่ดีที่สุด เว้นแต่จะใช้ไประยะหนึ่งถึงจะรู้ว่าดีหรือไม่ แต่ก็อย่าตีความว่าจะให้ใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อน/p h3span style="color:#0000cd;"ชี้นปช.เมื่อเลือกเผชิญหน้า ก็ลำบากnbsp;/span/h3 pกรณีพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามออกหมายเรียก 19 แกนนำกลุ่ม นปช. ให้มารับทราบข้อกล่าวหา ฝ่าฝืนประกาศ คสช. เรื่องการชุมนุมหรือมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป จากการเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ที่ผ่านมา วิษณุ กล่าวว่าnbsp;ไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะเคยเตือนแล้วให้ระวัง แต่เมื่อเลือกเผชิญหน้า ก็ลำบาก nbsp;ต้องดูที่เจตนา/p pส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งข้อสังเกตว่า การกระทำของแกนนำ นปช. ขัดเงื่อนไขการประกันตัวชั่วคราวของศาลในคดีก่อการร้าย วิษณุ กล่าวว่า ไม่สามารถให้ความเห็นได้ และมองว่า ผู้ที่จะพิจารณาเรื่องนี้ก็คืออัยการ และหากแกนนำ นปช.ไม่มาตามหมายเรียก ก็มีกระบวนการตามขั้นตอนของกฎหมายnbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"ระบุคนมาลงทะเบียนใช้สิทธินอกเขตน้อย อาจไม่มีแรงจูงใจเหมือนเลือกตั้ง/span/h3 pส่วนการลงทะเบียนเพื่อออกเสียงประชามตินอกเขตจังหวัด วิษณุ nbsp;เห็นว่าตัวเลขผู้ลงทะเบียนยังน้อย เพราะการทำประชามติอาจไม่มีแรงจูงใจเหมือนการเลือกตั้ง ส.ส.nbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"ปมครู ค. โดนขู่nbsp;เป็นความผิดร้ายแรง/span/h3 pต่อกรณีมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ระบุว่า มีปัญหาระหว่างการลงพื้นที่ชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญของ ครู ค.ที่ถูกข่มขู่ว่าจะติดตั้งกล้องถ่ายวิดีโอเพื่อตรวจสอบ วิษณุ กล่าวว่า เป็นความผิดร้ายแรง เพราะเป็นการข่มขู่เจ้าหน้าที่ ว่า ไม่ทราบรายละเอียด แต่เท่าที่ทราบนายมีชัยขอให้ตำรวจช่วยดูแลคุ้มครองเจ้าหน้าที่ เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน/p h3span style="color:#0000cd;"ไม่มีงบฯให้ต่างปท.มาสังเกตการณ์/span/h3 divส่วนกรณีที่ นปช. ยื่นหนังสือขอให้สหประชาชาติ(ยูเอ็น) มาดูแลการลงประชามติของไทย nbsp;วิษณุ กล่าวว่า ไม่มีความเห็น แต่ไทยไม่มีงบประมาณให้ต่างประเทศมาสังเกตการณ์การทำประชามติ แต่หากเป็นการเลือกตั้งมีความเป็นไปได้ที่จะเชิญให้องค์กรต่างประเทศเข้ามาสังเกตการณ์ได้/div divnbsp;/div divemที่มาa href="http://www.tnamcot.com/content/497642" สำนักข่าวไทย/a/em/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/qewK83qseOU" height="1" width="1" alt=""/

วิวัฒนาการงานเขียนของหฤษฎ์ จากหยงเล่อถึง Synchronise

Thu, 23/06/2016 - 14:42
!--break--!--break-- pnbsp;/p pหฤษฎ์ มหาทน (ปอน) เป็นนักอ่านมาตั้งแต่เด็กด้วยการปลูกฝังของคุณแม่ แม้ว่าคุณแม่จะเสียชีวิตไปตั้งแต่ปอนมีอายุได้ 9 ขวบ แต่นิสัยรักการอ่านของหฤษฎ์ก็เติบโตมาโดยไม่ลดน้อยถอยลง เขาไปร้านเช่าหนังสือในมหาวิทยาลัยขอนแก่นทุกวัน วันละหลายร้าน แต่ร้านที่มีนิยายให้เขาเช่ามาอ่านมากที่สุดคือร้านปากกาทอง ย่านหลังมหาวิทยาลัย เขาอ่านนิยายแทบทุกประเภทตั้งแต่แฟนตาซี สยองขวัญ จนถึงนิยายรักโรแมนติก เมื่ออ่านมากเข้า หฤษฎ์ก็เริ่มรู้สึกเบื่อนิยายที่คนอื่นเขียน จนกระทั่งเมื่อเว็บไซต์เด็กดี.คอมเป็นที่นิยม เขาจึงคิดจะเขียนนิยายของตัวเองขึ้นมาเผื่อเผยแพร่ให้คนอื่นอ่านnbsp;br /br /นามปากกาที่หฤษฎ์ ใช้เป็นนามปากกาแรก ซึ่งใช้เป็นชื่อไอดีในเว็บไซต์เด็กดี.คอม คือ “หยงเล่อ” ซึ่งเป็นชื่อภาษาจีนที่อาจารย์มวยจีนแปลตั้งให้จากชื่อ “หฤษฎ์” ของเขาเอง นามปากกานี้ยังพ้องกับชื่อของฮ่องเต้องค์ที่สามแห่งราชวงศ์หมิง คือจักรพรรดิหยงเล่อผู้สร้างกองเรือมหาสมบัติเป่าฉวน และมหาสารานุกรมหยงเล่อต้าเตี่ยนnbsp;br /br /งานเขียนเรื่องยาวเรื่องแรกที่ออกเผยแพร่ในเว็บไซต์เด็กดี.คอม คือนิยายเรื่อง “หยดน้ำตากลางฟ้าสีดำ”nbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7314/27851425385_2d5950526a_z_d.jpg" style="width: 400px; height: 396px;" //p pเรื่องราวแสนเศร้า ความรักของเด็กหนุ่มที่มีต่อเด็กสาว ซึ่งมียมทูตคอยเป็นที่ปรึกษาให้เด็กหนุ่มคนนั้น ชะตากรรมที่ผกผันกับชีวิตที่หม่นหมองเป็นเหมือนการถอดชีวิตของตัวหฤษฎ์เองออกมาผ่านนิยาย หฤษฎ์เขียนถึงนิยายเรื่องนี้ว่าnbsp;/p blockquotep“เราเริ่มเขียนนิยายเรื่องนี้ตอนอายุ 15 เขียนจบตอนอายุ 18 สามปีหลังจากนั้นเอามันมาแก้ไขอีกครั้ง แต่ไม่อาจทำใจลบของเดิมทิ้งได้ ในเรื่องที่เขียนทั้งหมด หยดน้ำตาฯ เป็นเรื่องที่พิเศษที่สุด ไม่อาจบอกได้ว่าหยดน้ำตาสมบูรณ์หรือดีกว่าเรื่องอื่น ภาษาหยาบ ติดขัด ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน เนื้อเรื่องเคลื่อนไปข้างหน้าเหมือนไร้การวางแผน หนัก เจ็บปวด และรุนแรง กระนั้นหยดน้ำตาฯ เป็นภาพตัวตนในวัยมัธยมปลายของเรา”nbsp;nbsp;/p /blockquote pความหม่นเศร้าในชีวิตวัยเด็กและมัธยมของหฤษฎ์ กลั่นผสมกับไลท์โนเวลแนวโศกนาฏกรรมของสนพ. เจบุ๊คส์ ในเครือบลิสที่เขาชื่นชอบ เช่น ยมทูตสีขาว (しにがみのバラッド Shinigami no Ballad) ใต้ฟ้าจันทร์ครึ่งดวง (半分の月がのぼる空) ออกมาเป็นเรื่องหยดน้ำตากลางฟ้าสีดำ เรื่องหยดน้ำตาฯนี้ไม่ได้รับการตีพิมพ์จากสนพ. มีเพียงแต่การพิมพ์ทำมือเย็บกาวเพื่อแจกจ่ายให้เพื่อนไม่กี่คนได้อ่าน และเผยแพร่ลงบนเว็บเด็กดีเท่านั้น ซึ่งตัวละครบางตัวในเรื่องนี้ นำไปสู่การเปิดตัวละครสำคัญในผลงานเรื่องแรกที่ได้รับการตีพิมพ์ของเขา “เรื่องของผมกับผี”/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7335/27239321293_e0fbbb23e3_z_d.jpg" //p pระหว่างการสอบเข้ามหาวิทยาลัย หฤษฎ์ได้สมัครเขียนนิยายไลท์โนเวลเข้าประกวดกับ สนพ.รักพิมพ์ โดยส่งพล็อตเรื่องและบทนำบางส่วนเข้าประกวด ผลออกมาปรากฏว่าเขาไม่ได้รับรางวัล แต่บรรณาธิการสนใจจะให้ตีพิมพ์เป็นเล่มหากสามารถเขียนจนจบเรื่องได้ และผลงาน “เรื่องของผมกับผี” ก็ได้รับการตีพิมพ์ก่อนที่หฤษฎ์จะเข้าเรียนชั้นปีที่ 1 ในคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์nbsp;br /br /นามปากกา “ฟ้าไร้ดาว” ถูกใช้เป็นครั้งแรกกับ “เรื่องของผมกับผี” เรื่องราวของเด็กหนุ่มอีกคนที่อยู่มาวันหนึ่งก็สามารถมองเห็นผีได้ เมื่อพ่อกับแม่ของเขาเสียชีวิตลงกะทันหันในอุบัติเหตุ และเมื่อเรื่องราวดำเนินไป เขาก็ได้พบกับยมทูตไร้นามตนหนึ่งที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับสภาพการเห็นผีของตัวเอง และพบกับทางเลือกว่าจะเดินต่อไปอย่างไรกับชีวิตbr /br /จะเห็นได้ว่า นิยายในยุคต้นของหฤษฎ์ ค่อนข้างจะเป็นนิยายแนว Coming of Age ที่ตัวเอกต้องไปพัวพันกับ “ความตาย” และมีโทนที่ค่อนข้างหม่นเศร้าสมกับนามปากกา “ฟ้าไร้ดาว” ซึ่งแรงบันดาลใจนอกจากจะมาจากชีวิตของหฤษฎ์เองที่ค่อนข้างลำบากในวัยเด็ก ยังมาจากยามค่ำคืนของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่เขามักจะเดินท่ามกลางแสงไฟสีส้มอ่อนใต้ฟ้าสีดำที่ไร้ดวงดาวกับเพื่อน หรือบางครั้งก็เดินคนเดียวเพื่อกลับบ้านที่ไม่มีใครรออยู่ ประกอบกับอิทธิพลของไลท์โนเวล และนิยายแนวสยองขวัญ โดยเฉพาะผลงานของโอตสึอิจิ เช่น ฤดูร้อน ดอกไม้ไฟ กับร่างไร้วิญญาณของผม และ GOTH คดีฆ่าตัดข้อมือ ทำให้วิธีการเล่าเรื่องตัดสั้นฉับไวและใช้ประโยคสนทนาสั้นๆ กับวลีที่ทิ้งความรู้สึกไว้มากกว่าจะใช้พรรณนาโวหารยาวๆ nbsp;/p blockquotep“ผมปล่อยน้ำตาให้ไหลออกมาตรงนั้นเงียบๆbr /เมื่อมันหยุดไหล ผมจะเชิดหน้าขึ้นแล้วใช้ชีวิตต่อไปอย่างเข้มแข็งbr /ก็พ่อกับแม่ไว้ใจผมขนาดนั้นเลยนี่นา”nbsp;/p /blockquote p style="text-align: right;"strongเรื่องของผมกับผี ตอนที่ 1nbsp;/strong/p pเมื่อหฤษฎ์เข้าเรียนในคณะรัฐศาสตร์ สาขาการเมืองระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเข้าร่วมชุมนุมวรรณศิลป์ แนวทางการเขียนของเขาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ได้รับอิทธิพลจากงานเขียนเชิงทฤษฎีและแนวคิดรัฐศาสตร์มากขึ้น โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องวาทกรรมของ มิเชล ฟูโกต์ และแนวคิดทางการเมืองระหว่างประเทศ หฤษฎ์ได้เรียนรู้วิธีคิดหลักจากอาจารย์สามท่าน คือ ศ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ในวิชาวรรณกรรมกับการเมืองซึ่งเขาได้เขียนวิเคราะห์นิยายหลากหลายเรื่อง อันจะเป็นรากฐานการเขียนวิจารณ์ของเขาต่อไปในอนาคต อ.เดชา ตั้งสีฟ้า ในเรื่องของบาดแผลจากสงครามและการลงพื้นที่จริงที่ชายแดนพม่า และ ศ.เกษียร เตชะพีระ ในเรื่องพื้นฐานแนวคิดการตีความในหนังสือรวมถึงการใช้ชีวิตให้ผ่านพ้นจากความปวดร้าวในอดีตnbsp;/p blockquotep“ผมยังจดจำคำพูดหนึ่งของ อ.เกษียร ตลอดเวลาว่าem “เรื่องโลกไม่เป็นดั่งใจ” /embr /ทำให้มันเป็นเรื่องตลกแล้วเราจะอยู่กับมันได้” nbsp;/p /blockquote p style="text-align: right;"จากสเตตัสเฟซบุ๊กของหฤษฎ์/p pระหว่างการเรียนรัฐศาสตร์นี้เอง ที่ทำให้หฤษฎ์เขียนผลงานชิ้นเยี่ยมของเขาขึ้นมา เพื่อเข้าร่วมประกวดในงาน”นักเขียนหน้าใส” ของสนพ.แจ่มใสครั้งที่ 2 คือ “ทูตแห่งเซนทาเรีย กับมงกุฎสายรุ้ง”nbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7433/27239321413_d9f3109e7b_z_d.jpg" //p pเรื่องราวของเลโอ เดอ ดานาโร ทูตแห่งเซนทาเรีย กับ เรย์ หัวขโมยแสนกล ที่โชคชะตาพลิกผันได้พบกับเหล่าผู้ปกครองแผ่นดินแห่งฟรานซ์ โจรสลัด แม่มดแห่งป่าดำ มวลแมวผู้ไม่ทุกข์ร้อน และพญามังกรเลเวียธาน ซึ่งแต่ละฝ่ายมีปรัชญาการดำเนินชีวิตและความคิดเกี่ยวกับอำนาจและเวทมนตร์แตกต่างกันไป หฤษฎ์ได้สร้างบุคลาธิษฐานของวาทกรรมและความเชื่อให้กลายเป็นเวทมนตร์และอัญมณีเวทมนตร์ ใช้สำนวนภาษาและคำที่แตกต่างกันออกไปเพื่อเน้นสารที่ต้องการจะสื่อ เช่น ใช้คำว่า “จ้าวหญิง” (Female Lord) แทน ”เจ้าหญิง” (Princess) หรือให้เผ่าแมวใช้ภาษาอีสานเพื่อแปลกแยกแนวคิดที่แตกต่าง “ทูตแห่งเซนทาเรีย กับมงกุฎสายรุ้ง”ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ในการประกวด และได้รับตีพิมพ์ ยอดขายและเสียงตอบรับดีในระดับหนึ่งถือเป็นอีกงานที่สร้างชื่อให้กับหฤษฎ์ ซึ่งครั้งนี้ใช้นามปากกาว่า Starless Nightnbsp;br /ใน “ทูตแห่งเซนทาเรียกับมงกุฎสายรุ้ง” เรื่องราวยังไม่จบลงด้วยดีและหฤษฎ์ยังเขียนภาคต่อในชื่อ “ทูตแห่งเซนทาเรียกับศิลาแห่งคำสัญญา” ซึ่งไม่ได้ตีพิมพ์เนื่องจากไม่สามารถหาหัวสำนักพิมพ์ที่เหมาะสมลงได้ และยังวางแผนจะเขียนภาค 3 ซึ่งจะเป็นภาคจบ ในตอน “ทูตแห่งเซนทาเรีย กับวงแหวนของมิตรภาพ” แต่ยังไม่ได้เขียนออกมา นอกจากซีรีส์ “ทูตแห่งเซนทาเรีย” ระหว่างเรียนในมหาวิทยาลัย หฤษฎ์ดำรงตำแหน่งประธานชุมนุมวรรณศิลป์ถึงสองสมัย ผลิตงานเรื่องสั้นและวิจารณ์หนังสือออกมาเพื่อลงในจุลสารของชุมนุมมากมาย และยังคงลงนิยายแบบทดลองหลากหลายแนวในเว็บไซต์เด็กดี.คอมnbsp;br /br /เมื่อเรียนจบ หฤษฎ์คิดว่าตนเองล้มเหลวในผลงานยุคหลังจาก”ทูตแห่งเซนทาเรีย” เนื่องจากไม่ได้รับการตีพิมพ์ และเมื่อส่งประกวดก็ไม่ได้รับรางวัลต่อเนื่องหลายครั้ง ทำให้เขาเริ่มคิดหาวิธีเขียนแบบอื่นที่จะช่วยให้คนอ่านสนุกสนานและติดตามไปได้ โดยดูภาพยนตร์และอนิเมชันติดต่อกัน จนกระทั่งเขาได้เสนอแนวคิดการเขียนนิยายร่วมกันกับคุณไผ่ รุ่นพี่ที่สนิทกันมายาวนานผู้หนึ่งที่ขอนแก่น แล้วใช้วิธีร่วมกันคิดพล็อตและนำมาขยายให้เป็นบทนิยาย ออกมาเป็นนิยายเรื่อง “รีอาลิสออนไลน์ ดับวิกฤตโลกปริศนา” โดยผ่านการพิจารณาตีพิมพ์กับ สนพ.มีดีส์ ในเครือสยามอินเตอร์มัลติมีเดียnbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7303/27749973422_0a8f49f0e5_z_d.jpg" style="width: 560px; height: 202px;" //p pรีอาลิส ออนไลน์ เป็นเรื่องของตัวละครมากมายในโลกของเกมออนไลน์ ที่มีปมซับซ้อนและผูกพันกันอยู่ในระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ ตัวละครแต่ละตัวมีเรื่องราวของตนเองให้เล่าขานและเปลี่ยนมุมมองนำเสนอเพื่อให้เห็นความจริง(รีอาลิส)ในแต่ละแง่จนครบ ไม่ใช่เพียงนิยายเกมออนไลน์แต่แท้จริงแล้วเป็นนิยายทริลเลอร์ไซไฟที่เข้มข้นnbsp;br /br /นามปากกา Synchronise มาจากวิธีการร่วมเขียนนิยายแบบใหม่นี้ หฤษฎ์คิดว่าเป็นวิธีที่จะทำให้งานมีประสิทธิภาพ โดยการแบ่งส่วนที่แต่ละฝ่ายเขียนได้ดี แล้วเอามาประกอบกัน ซึ่งจะทำให้เขียนงานได้หลายเรื่องพร้อมกันเป็นรูปแบบคล้ายสตูดิโออนิเมชั่นหรือกองถ่ายภาพยนตร์ “รีอาลิสออนไลน์” สามารถเขียนได้ต่อเนื่องยาวถึง 6 เล่ม และมีแผนจะจบในเล่มที่ 7 แต่ประสบข้อขัดข้องจึงยังไม่อาจพิมพ์เล่มจบได้nbsp;br /br /และเมื่อแนวคิดวิธีการเขียนนิยายแบบใหม่นี้ลงตัว หฤษฎ์ก็ได้ร่วมมือกับ มร.อเมริกัน (นามปากกา) เพื่อสร้างผลงานต่อเนื่องหลายเรื่อง โดยเปลี่ยนจากการเสนอไปยังสำนักพิมพ์ซึ่งประสบภาวะยอดขายลดลง เป็นการพิมพ์เองในนามของสำนักพิมพ์ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ เช่นเดียวกับนักเขียนหลายคนในยุคนี้ และใช้วิธีการจ้างนักวาดปกที่มีชื่อเสียงในวงการนักวาดมาดึงดูดความสนใจลูกค้า รับพรีออเดอร์และทำการตลาดด้วยตนเอง ซึ่งนิยายของหฤษฎ์ยุคหลังจะได้รับอิทธิพลจากอนิเมชันและภาพยนตร์สูงมาก ทั้งการตัดฉาก เล่าเรื่อง วางพล็อตให้ติดตามต่อในแต่ละตอน และเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับการสร้างตัวละครเด่นเพื่อให้ผู้อ่านผูกพันมากขึ้นกว่างานเขียนรุ่นก่อน งานยุคล่าสุดของหฤษฎ์ที่เขียนร่วมกับผู้อื่น เช่น “ผมอยากเป็นคนธรรมดาแต่แฟนในจินตนาการที่ได้แบบมาจากเพื่อนสมัยเด็กดันออกมาจากหนังสือและต้องเข้าร่วมสงครามเทพไปซะได้”/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7375/27851426215_a5bf9dcd8d_o_d.jpg" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7524/27749973812_d4de1e7c40_z_d.jpg" style="width: 400px; height: 400px;" //p pอย่างไรก็ตาม งานรุ่นหลังของหฤษฎ์ ขาดเสน่ห์ในอารมณ์ความรู้สึกลึกซึ้งที่เคยมีในงานยุคแรก และเนื้อหาไม่ลึกเท่าทูตแห่งเซนทาเรีย ไม่แปลกที่กระแสตอบรับเป็นไปในระดับกลางๆ และคนส่วนใหญ่จะรู้จักตัวตนของเขาผ่านสเตตัสเฟซบุ๊คที่เขียนวิจารณ์ภาพยนตร์ อนิเมชัน หรือการเดินทางมากกว่าnbsp;br /br /นิยายเรื่องล่าสุดของหฤษฎ์ ที่เขียนขึ้นเสร็จก่อนจะถูกจับกุมและตั้งข้อหาจนถูกคุมขังไม่กี่วัน คือ Tales: ปริศนาเรื่องเล่าเขย่าขวัญ เป็นผลงานที่เขาเขียนขึ้นด้วยคนเดียว ผิดจากงานยุคหลังอื่น ๆ ด้วยความตั้งใจ และมีบรรยากาศต่อเนื่องคล้ายคลึงกับ “เรื่องของผมกับผี”nbsp; Tales: ปริศนาเรื่องเล่าเขย่าขวัญ เป็นเรื่องราวของ เอิร์ธ เด็กหนุ่มมัธยมปลายที่กลัวผีอย่างรุนแรง แต่ต้องเข้าไปเผชิญกับเหตุการณ์สยองขวัญในรั้วโรงเรียน โดยมีสาวน้อยมัธยมต้นปริศนาคอยเข้ามาแนะนำ ยั่วหยอก เตือนภัย และช่วยเหลือเพื่อไขปริศนาเรื่องเล่าเขย่าขวัญที่เขาได้พบว่า แท้จริงแล้วเกิดจากสิ่งใดnbsp; ถือว่าเป็นงานที่ดีที่สุในช่วงหลังของตัวหฤษฎ์เองก็ว่าได้/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7285/27851425915_d50640c037_z_d.jpg" style="width: 400px; height: 555px;" //p pผลงานของหฤษฎ์พัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปตามวุฒิภาวะและสิ่งที่ได้เรียนรู้เสมอตั้งแต่ “หยงเล่อ” จนถึง ”Synchronise” เราหวังว่าจะได้อ่านผลงานของเขาต่อเนื่อง และมีเรื่องใหม่ ๆ ให้เราได้เพลิดเพลินสนุกสนานและเรียนรู้ไปพร้อมกับตัวหฤษฎ์เอง ในโลกที่ฟ้าสดใสกระจ่างดาว/p pnbsp;/p pstrongเผยแพร่ครั้งแรกใน: nbsp;a href="https://www.facebook.com/notes/theerapat-charoensuk/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B9%8C-%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%96%E0%B8%B6%E0%B8%87-synchronise/10156933226310234"เฟซบุ๊ก THEERAPAT CHAROENSUK/a/strong/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/sWz3WtWNqbU" height="1" width="1" alt=""/

'ศูนย์ทนายสิทธิ' ออกบทวิเคราะห์ 2 ปีรัฐประหาร อัดพรางอำนาจปืนในรูปกระบวนการยุติธรรม

Thu, 23/06/2016 - 13:45
pให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน 86 คดี 119nbsp;ผู้ต้องหา/จำเลย ขอ คสช.ยกเลิกและยุติการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร ยกเลิกและยุติการใช้ ม. 44 คืนอำนาจสู่ประชาชนโดยเร็ว จัดให้มีการเลือกตั้ง มีการร่างรธน.ซึ่งมีที่มาจากประชาชน/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/t09lnlQQolc" width="560"/iframe/p pเมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ที่ผ่านมาnbsp;ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้เผยแพร่วิดีโอคลิปและบทวิเคราะห์ 2 ปีรัฐประหาร ตั้งชื่อ "พรางอำนาจปืนในรูปกระบวนการยุติธรรม" โดยระบุว่า สถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนภายหลังรัฐประหารสำเร็จ กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ถูกชี้นำบงการโดย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช. )และฝ่ายทหาร เป็นเครื่องมือที่ช่วยปรับภาพลักษณ์ให้กับการใช้อำนาจของ คสช. ทำให้ภาพการปกครองของ คสช. เป็นการปกครองโดยกฎหมายหรือนิติรัฐในทางรูปแบบ แต่หากพิเคราะห์ในทางเนื้อหาของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมดังกล่าว รวมทั้งรัฐธรรมนูญชั่วคราว จะพบความบิดเบือนหลักการและความบกพร่องของกระบวนการหลายประการ ที่ทำให้เห็นว่ากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีสถานะเป็นเพียงส่วนประกอบของกลไกการกดบังคับที่ คสช. ใช้ในการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชน/p divศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ระบุว่า ขณะนี้ได้ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 86 คดี รวมผู้ต้องหาหรือจำเลยจำนวน 119 คน/div divnbsp;/div divนอกจากคดีที่ศูนย์ทนายความฯ ได้ให้ความช่วยเหลือแล้ว ตลอดสองปีที่ผ่านมา ยังมีผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนและได้รับผลกระทบจากการใช้อำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติอีกเป็นจำนวนมาก โดยพบว่านับตั้งแต่มีการรัฐประหารจนถึงวันที่ 30 เม.ย. 2559 เจ้าหน้าที่ทหารเรียกบุคคลมารายงานตัว หรือเรียกไป “ปรับทัศนคติ” ในค่ายทหาร อย่างน้อยจำนวน 1,006 คน เจ้าหน้าที่แทรกแซงหรือปิดกั้นไม่ให้มีงานเสวนาหรือกิจกรรมสาธารณะเกิดขึ้นอย่างน้อยจำนวน 130 งาน และมีการจับกุมควบคุมตัวบุคคลภายใต้กฎอัยการศึกและคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 อย่างน้อย 579 คน/div divnbsp;/div divรายงานชิ้นนี้นำเสนอบทวิเคราะห์กลไกการใช้อำนาจของ คสช. ตลอดสองปีเศษที่ผ่านมา ในฐานะที่เป็นทั้งเครื่องมือสำคัญในการควบคุมและรองรับอำนาจการปกครอง ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกดบังคับการแสดงออกทางการเมืองทุกประเภท และทำให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการใช้อำนาจของ คสช. และเจ้าหน้าที่ทหารดำเนินไปอย่างเป็นระบบ โดยสามารถแบ่งกลไกเหล่านี้ออกเป็น 4 ประการหลักๆ ได้แก่ 1) การเรียกบุคคลรายงานตัวและการจับตาสอดส่องโดยรัฐ 2) การสร้าง “กฎหมาย” และ “กระบวนการยุติธรรมที่ชี้นำโดยทหาร” 3) การใช้กฎหมายปกติและกฎหมายพิเศษเป็นเครื่องมือปราบปรามทางการเมือง และ 4) การใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 รองรับการใช้อำนาจให้ปราศจากการรับผิด (อ่านรายละเอียดได้ที่เว็บบล็อก ของศูนย์ทนายความฯ a href="https://tlhr2014.wordpress.com/2016/06/22/2years_report/"คลิก/a)/div divnbsp;/div div divศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิฯ ขอยืนยันให้ คสช. ยกเลิกและยุติการดำเนินคดีพลเรือนในศาลทหาร ยกเลิกและยุติการใช้อำนาจตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 และคืนอำนาจสู่ประชาชนโดยเร็ว จัดให้มีการเลือกตั้ง และมีการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งมีที่มาจากประชาชน/div /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Fx7JtchOYeQ" height="1" width="1" alt=""/

สัมภาษณ์: พิเชษฐ กลั่นชื่น ศิลปินโขนร่วมสมัยในประเทศที่ ‘ไร้หลักการ เหตุผล และวัฒนธรรม’

Thu, 23/06/2016 - 13:40
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7336/27817137866_b81745880c_z.jpg" style="width: 540px; height: 359px;" //p pหากความหมายของโขน คือการแต่งตัวตามขนบธรรมเนียม การอนุรักษ์ และความอลังการของเสื้อผ้า ซึ่งเปรียบเสมือน ‘เครื่องราชูปโภค’ ที่มีหน้าที่เล่นเพื่อความบันเทิงแก่พระมหากษัตริย์เท่านั้น การเต้นโขนที่ถอดความอลังการของเครื่องแต่งกาย หน้าผม หัวโขน และฉากแสงสีที่ดูยิ่งใหญ่ออก พร้อมสอดแทรก ปรับปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และพัฒนา ย่อมถูกมองว่าเป็นการ ‘ทำลาย’ ศิลปวัฒนธรรม/p pเจาะลึกความหมายของคำว่า ‘วัฒนธรรม’ ไทย สะท้อนมุมมองที่เกิดขึ้นในแวดวงศิลปะประเภทเวที ความ ‘กลัว’ ที่เกิดขึ้นจากการวิพากษ์สถานการณ์บ้านเมืองและเนื้อหาที่สอดแทรกอยู่ในงาน ผ่านบทสัมภาษณ์พิเชษฐ กลั่นชื่น นักเต้นโขนไทย ผู้ผนวกโขนเข้ากับศิลปะการแสดงร่วมสมัย เล่นด้วยกางเกงสีดำธรรมดา พร้อมกับหัวโขนสีเงินสลับดำที่ไร้ความอลังการใดๆ ของเครื่องแต่งกายเต็มยศและหัวโขนที่เต็มไปด้วยสีสัน/p pคนต่างชาติต่างยกย่องพิเชษฐในฐานะนักเต้นโขน ผู้อนุรักษ์ศิลปะประเภทนี้โดยการนำสิ่งเดิมมาพัฒนาเพื่อเพิ่มคุณค่าและสามารถปรับใช้ได้ในปัจจุบัน นอกจากนั้น พิเชษฐยังเป็นนักเต้นโขนไทยที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเทศกาลศิลปะการแสดงนานาชาติจากทั่วโลกมากที่สุด และเป็นเจ้าของ ‘Pichet Klunchun Dance Company’ บริษัทเต้นเอกชนที่มีพนักงานรับเงินเดือนประจำจากการซ้อมเต้นและออกงาน โดยหวังให้อาชีพนี้สามารถเลี้ยงชีพและไม่เป็นเพียงงานอดิเรกอีกต่อไป/p pspan style="color:#0000cd;"strongทำไมคุณถึงพูดว่า /strongstrong‘ประเทศไทยไม่มีวัฒนธรรม’/strong/span/p pstrongพิเชษฐ: /strongคำว่า ‘วัฒนธรรม’ ต้องบวกรวมไปถึงองค์ความรู้ ประเทศเรามีรูปแบบและวิธีการต่างๆ แต่องค์ความรู้ที่อยู่ข้างในไม่เคยถูกอธิบาย พัฒนา หรือสานต่อ สิ่งที่เกิดขึ้นมันเป็นเพียงแค่การทำซ้ำและทำซ้ำในวิธีการที่แตกต่างไป เช่น มันถูกสร้างเป็นหนัง ละคร รูปเขียน หรือดนตรี มันคือสิ่งเดิม เพียงแค่เปลี่ยนวิธีการนำเสนอ ผมถึงได้บอกว่า ‘เราไม่ได้มีวัฒนธรรม’/p pวัฒนธรรมต้องถูกหยิบใช้และพัฒนาได้ ต้องสร้างความภาคภูมิใจที่ไม่ใช่ความคลั่งและสามารถเชื่อมต่อไปสู่คนอื่นได้ เช่น หากพูดถึงประเทศที่มีวัฒนธรรมเข้มแข็งมากๆ อย่างประเทศญี่ปุ่น จะเห็นว่ากิโมโนนั้นอยู่ในทุกๆ พื้นที่ ทั้งในงานศิลปะ ประวัติศาสตร์ ธุรกิจ และภาพยนตร์ แม้จะถูกพัฒนาในรูปแบบที่หลากหลาย ตัวมันเองก็ยังมีรูปแบบ และวิธีการที่เป็นแบบเก่าและโบราณ คนรุ่นใหม่จึงเห็นเส้นทางการพัฒนาของมัน แต่ก็ยังสามารถค้นคว้าหาความรู้จากสิ่งเดิมได้/p pทุกวันนี้เราหยิบใช้ความเป็นอดีตอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่จริงๆแล้ว วัฒนธรรมในมุมมองผมคือการมีวัฒนธรรมของวันนี้ และวันข้างหน้าไปพร้อมๆ กันด้วย/p pspan style="color:#0000cd;"strongเหมือนกับเป็นการแขวน /strongstrong(วัฒนธรรม) ไว้บนหิ้ง/strong/span/p pมันรุนแรงยิ่งกว่าการแขวนไว้บนหิ้ง ไทยมีความเชื่อว่าตัวเองมีวัฒนธรรมเพียงชนชาติเดียวบนโลกใบนี้ และเราก็เชื่อว่าเรามีวัฒนธรรมที่ดีที่สุดด้วย เหมือนความเชื่อที่ว่าอาหารไทยอร่อยที่สุดในโลก แต่ร้านอาหารไทยกลับเปิดในญี่ปุ่นน้อยกว่าร้านอาหารญี่ปุ่นเปิดในไทย ร้านอาหารไทยที่เปิดที่ยุโรปก็น้อยกว่าร้านยุโรปที่เปิดในเมืองไทย แต่ทุกคนก็ยังเชื่อว่าของเราอร่อยที่สุด ถ้าของเราอร่อยที่สุดทำไมเราไม่เปิดเยอะแยะแบบร้านญี่ปุ่นในไทยที่พบได้ทั่วหัวระแหง เมื่อพิจารณาเรื่องนี้ดีๆ แล้วคุณจะเห็นว่าเรากำลังหลอกตัวเองอยู่/p blockquotepstrong“ทุกวันนี้เราหยิบใช้ความเป็นอดีตอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่จริงๆแล้ว วัฒนธรรมในมุมมองผมคือการมีวัฒนธรรมของวันนี้ และวันข้างหน้าไปพร้อมๆ กันด้วย”/strong/p /blockquote pnbsp;/p pspan style="color:#0000cd;"strongคุณคิดว่าศิลปะในสายตาคนไทยเป็นยังไง/strong/span/p pเรามีชุดความคิดเรื่องวัฒนธรรมเพียงชุดเดียวว่า วัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ในอดีตที่ผ่านมาศิลปวัฒนธรรมถูกสร้างขึ้นเพื่อกำหนดกฎเกณฑ์อะไรบางอย่างที่มนุษย์ไม่รู้ เพื่อปกป้องอะไรบางอย่างที่มนุษย์ไม่ต้องการให้สูญหายหรือเปลี่ยนแปลงไป เช่น ขบวนท่ารำนาฏศิลป์ไทยมักจะถูกปกป้องด้วยเทพเจ้า การทำให้รู้สึกยากเพื่อให้คนปกป้องดูแล ซึ่งเป็นเหมือนกุศโลบายที่ถูกกำหนดเอาไว้ แต่ในปัจจุบันวิธีการหรือสิ่งเหล่านั้นมันเปลี่ยนแปลงไป นาฏศิลป์ที่ไม่เคยถูกบรรจุเอาไว้ในการเรียนการสอนก็ถูกบรรจุ เสมือนว่าตัวมันถูกปลดปล่อยจากแนวคิดและการปกป้องแบบเดิมแล้ว ฉะนั้น วิธีการคิดและการปกป้องแบบสมัยก่อนก็ควรถูกยกเลิกไปด้วยพร้อมๆ กัน/p pที่ผ่านมา การเลือกบุคคลที่จะมารับการถ่ายทอดวิชาจะต้องมีความฉลาด ร่างกายที่พร้อม และความจำที่เป็นเลิศ เพราะสมัยก่อนไม่มีการบันทึก แต่ปัจจุบันการเลือกใครสักคนไม่จำเป็นต้องใช้หลักการและวิธีคิดแบบอดีตอีกแล้ว ควรต้องมองหาองค์ความรู้ของ ‘วันนี้’ ให้ได้/p pเวลาเราเรียนศิลปะในสมัยก่อน เราไม่ต้องประกอบอาชีพก็ได้เพราะอยู่ในรั้วในวัง มีข้าวกิน แต่วันนี้ทุกคนที่เรียนต้องประกอบอาชีพเพราะไม่มีใครมาเลี้ยงดูเรา ซึ่งหากเราจะยึดสิ่งนี้เป็นอาชีพ สิ่งสำคัญคือเราต้องปรับเปลี่ยน แก้ไข พัฒนา และสร้างใหม่ได้ เพื่อให้มันเป็นที่ยอมรับในฐานะอาชีพมากกว่าเป็นเรื่องของความเชื่อ และหากมีการต่อต้านก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร เพียงแค่ทำผลงานให้เขาเห็นแค่นั้นเอง/p pspan style="color:#0000cd;"strongการสูญเสียความเป็นต้นฉบับน่ากลัวไหม/strong/span/p pเราจะสูญเสียความเป็นต้นฉบับไปได้ยังไง มันไม่มีวันสูญเสียไป ยกตัวอย่างบทท่อง ‘ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ’ ที่ท่องกันทุกวัน ถามว่าหากมีอีกบทท่องหนึ่งขึ้นมา ที่ใช้ไม้มาลัย-ไม้ม้วนทั้งหมดเท่ากัน และคนรุ่นใหม่มองเห็นวิธีการที่จำง่ายกว่า สั้นกว่า กระชับกว่า แล้วได้ประโยชน์เท่ากัน ทำไมเราต้องดื้อจะทำแบบเดิม เราใช้อดีตกับทุกบริบทและการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ หากบริบทรอบตัวมันเปลี่ยนไปแล้ว ยังคิดว่า คนประเทศนี้สามารถนั่งดูโขนละครทีละ 5 ชั่วโมง 3 ชั่วโมงได้อยู่เหรอ ไม่ใช่แล้ว การคิดหัวชนฝาแบบนี้ไม่ถูก/p pคนชอบตั้งคำถามว่า มีของใหม่แล้วของเก่าจะเสียไปไหม ผมพยายามตอบคำถามว่าคนเหล่านี้คิดอะไรอยู่ ผมมักตั้งคำถามทุกครั้งว่า ‘ทำไมคุณถึงเปลี่ยนจากจักรยานเป็นมอเตอร์ไซค์’ เพราะว่าคุณเริ่มที่จะต้องเดินทางเร็วขึ้น คุณจะต้องไปทำงานไกลขึ้นหรือเปล่า คุณก็เห็นอยู่แล้วว่าจักรยานเอาไว้ขี่ไปซื้อของหน้าปากซอยที่รถไม่พลุกพล่าน มันก็ตอบได้ว่าพฤติกรรมต้องสอดคล้องกับสังคมที่เปลี่ยนไป/p pspan style="color:#0000cd;"strongมันเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวอะไรบางอย่างหรือเปล่า เราเลยไม่กล้าเปลี่ยนแปลงมัน/strong/span/p pเพราะเราไม่มีความร่วมมือกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เราจึงต้องสร้างรูปแบบ และชุดความคิดหนึ่ง สำหรับยึดเหนี่ยวเพื่อทำให้ประเทศชาติเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน เป็นหลักคิดที่ใช้มานานตั้งแต่สมัยจอมพล ป. เห็นได้จากเมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจะต้องมีละครชนิดหนึ่งที่เรียก ‘ละครปลุกใจ’ อย่างละครอานุภาพพ่อขุนรามคำแหง ละครอานุภาพแห่งการเสียสละ แต่วิธีการสร้างแบบนี้ใช้ไม่ได้แล้วสำหรับตอนนี้ โลกเข้าสู่ยุคที่เรียก ‘เรียลลิตี้ไทม์’ หรือยุคความเป็นตัวตนของบุคคล ทุกคนต้องการมีตัวตนชัดเจน มีสิทธิที่จะเลือก มีเด็กไทยเยอะแยะที่ไม่เคยไปเมืองนอกแต่ชอบวงดนตรีเมืองนอกและไม่ฟังวงดนตรีเมืองไทยแม้แต่นิดเดียว นี่คือความเป็นปัจเจกและการสร้างอะไรกลุ่มก้อนใหญ่ๆ จะเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว/p blockquotepstrong“ทำไมเราต้องดื้อจะทำแบบเดิม เราใช้อดีตกับทุกบริบทและการเปลี่ยนแปลงไม่ได้ หากบริบทรอบตัวมันเปลี่ยนไปแล้ว ยังคิดว่า คนประเทศนี้สามารถนั่งดูโขนละครทีละ /strongstrong5 /strongstrongชั่วโมง /strongstrong3 /strongstrongชั่วโมงได้อยู่เหรอ ไม่ใช่แล้ว การคิดหัวชนฝาแบบนี้ไม่ถูก”/strong/p /blockquote pnbsp;/p pspan style="color:#0000cd;"strongข้อพิพาทจดทะเบียนโขนเขมร-ไทย อะไรคือปัญหา/strong/span/p pในมิติของกระทรวงวัฒนธรรมต้องหาผลงานที่เป็นรูปธรรมให้ตัวเอง การปกป้องวัฒนธรรมหรือทำให้เกิดกระแสนั้นส่งผลให้เจ้ากระทรวงเป็นเหมือนฮีโร่หรือคนดี ทั้งที่การจดทะเบียนโขนจะจดเมื่อไหร่ก็ได้เพราะโขนไทยก็คือโขนไทย โขนเขมรก็คือโขนเขมร ผมว่ามันเป็นเหมือนการหางานให้ตัวเองและทำให้กระทรวงถูกกล่าวถึง ทั้งๆ ที่มันถูกทำมาแล้วเป็นสิบปี เราก็ยังกลับมาทำอีก แต่ก็ได้ชื่อว่าทำใหม่เพราะเป็นผู้ปกครองกลุ่มใหม่/p pกรณีนี้มันส่งผลทำให้ประชาชนเข้ามาวิพากษ์ วิจารณ์ โต้เถียง ทะเลาะ มันเป็นกระจกที่สะท้อนอย่างชัดเจนว่ากระทรวงไม่เคยให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องความแตกต่างระหว่างโขนไทยและโขนเขมรหรือเส้นแบ่งที่มันไม่ได้เกี่ยวข้องกันกับประชาชนชาวไทยเลยแม้แต่น้อย ในเวลาเดียวกันเขมรก็ไม่เคยให้ความรู้กับประชาชนเขมรเลย จึงทำให้เกิดสงครามของประชาชนผู้ไม่รู้/p pspan style="color:#0000cd;"strongบทบาทที่รัฐควรมีเพื่อสนับสนุนแวดวงศิลปะคืออะไร/strong/span/p pพอเราพูดถึงศิลปะการแสดง โขนจะไม่เอาตัวเข้ามาเกี่ยว เพราะเขาถือว่าตัวเองเป็นวัฒนธรรมที่พิเศษกว่าตรงที่เป็นภาพลักษณ์และความสง่างามของประเทศ ในตอนนี้คนที่ดูแลโขนหรือนักแสดงโขนไม่ได้สนใจเลยว่าโขนจะพัฒนาหรือไม่ เรื่องที่เล่นก็มีเรื่องเดียว บทที่เล่นก็มีไม่กี่บทวนไปวนมา 200 ปีได้แล้ว เพราะเขาเป็นข้าราชการ ซึ่งไม่ได้แสดงเป็นอาชีพและได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล หากวันหนึ่งโขนป็อปปูล่ากว่านี้ เล่นเยอะกว่านี้ เขาจะยิ่งโมโหเพราะมันเพิ่มภาระงานให้เขาทั้งที่เงินเท่าเดิม มันไม่มีวันที่จะไปได้มากกว่านี้แล้ว/p pรัฐรู้ไหมว่าศิลปะทำหน้าที่อะไร หรือมีนโยบายหลักคิดสำคัญอะไรเกี่ยวกับศิลปะ หากยังคิดว่าศิลปะเป็นเพียงเครื่องเฉลิมฉลองหรือของขายแล้วได้เงิน มันก็จะอยู่แบบนี้ตลอดไป แต่หากรัฐเห็นว่าศิลปะคือสวัสดิการของสังคมและเปลี่ยนศิลปะเป็นเครื่องมือที่ทำให้ประชาชนได้รับรู้และรับทราบเกี่ยวกับอนาคตวันข้างหน้า วงการศิลปะก็จะเปลี่ยนแปลงทันที/p pงานศิลปะของวันนี้สะท้อนความเป็นประชาธิปไตยของประเทศนั้น หากประเทศนั้นถูกปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย งานศิลปะจะขยายตัวได้ทันที แต่หากประเทศนั้นยังเป็นประเทศที่เชื่อเรื่องเทวดาฟ้าดิน ศาสนาแบบงมงาย และไม่มีประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ศิลปะก็จะไปในทิศทางเดียวคือเทพเจ้า ศาสนา ฯลฯ และมีปัญหาเรื่องการนำเสนอความคิดอย่างอิสระของศิลปิน/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7501/27775570081_f25eea5f3c_z.jpg" style="width: 540px; height: 360px;" //p pspan style="color:#0000cd;"strongแสดงว่าสังคมที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไม่เอื้อให้ศิลปินได้แสดงออกอย่างเต็มที่/strong/span/p pเราสร้างงานศิลปะแบบร่วมสมัยเพื่อเป็นกระจกที่สะท้อนเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม สร้างงานเพื่อค้นหารูปแบบและหลักคิดใหม่สำหรับอนาคตข้างหน้า เราสร้างเพื่อแสดงทัศนคติมุมมองของศิลปินที่มีต่อสังคม การเมือง การปกครอง ศาสนาหรืออะไรก็แล้วแต่ และเมื่อไหร่ที่สังคมไม่เป็นประชาธิปไตย และมีข้อกำหนดว่างานต้องเป็นแบบนั้น แบบนี้ ศิลปินไม่สามารถสะท้อนความคิด ทัศนคติของเขาได้ งานศิลปะก็จะไม่สามารถสะท้อนอนาคตได้ นี่คือปัญหาและข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในวันนี้ของคนทำงานศิลปะ/p pspan style="color:#0000cd;"strongบรรยากาศแบบนี้เหมาะกับงานศิลปะประเภทไหน/strong/span/p pต่อให้สถานการณ์เป็นแบบไหนคุณก็ทำได้หมดในประเทศเรา แต่คุณไม่รู้ว่าทำแล้วจะโดนอะไร คุณไม่รู้ว่าอารมณ์คนที่จะเล่นเราเป็นยังไงถ้าไม่สนับสนุนเขาหรือไม่เอื้อต่อเขา ประเทศนี้ฐานคิดไม่ได้เติบโตมากับความรับผิดชอบและหน้าที่ การเมืองการปกครองเป็นรูปแบบของความรับผิดชอบและหน้าที่ตามกฎกติกาที่มันวางไว้แบบที่ควรจะเป็น แต่ประเทศเรามีรูปแบบและวิธีคิดประหลาดๆ เช่น ประโยคที่พูดว่า ‘เรามีของเราเอง’ เมื่อไหร่ที่เราเริ่มพูดแบบนี้ นั่นเป็นปัญหาแล้ว รูปแบบของเรามันใช้ได้แค่กับวัฒนธรรมครอบครัว เมื่อมีครอบครัวอื่นอยู่ด้วยการใช้วัฒนธรรมแบบนี้ก็คงไม่เหมาะและเหมือนเป็นการแก้ตัว/p pspan style="color:#0000cd;"strongที่ผ่านมาคนในวงการอยู่กันอย่างไร ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้/strong/span/p pส่วนหนึ่งของคนที่ทำงานเธียเตอร์หรือเต้นบ้านเรา น้อยมากที่จะพูดถึงหรือวิจารณ์เรื่องเหตุบ้านการเมือง หากวิพากษ์ก็จะมุ่งเน้นไปในเรื่องอดีตอย่างเหตุการณ์ 14 ตุลา มากกว่าในเรื่องของความเป็นปัจจุบัน nbsp;ศิลปินในฝั่งนี้ของบ้านเราไม่ได้เทคแอคชั่น ลงไปเล่น หรือสนใจเกมนี้อย่างเต็มที่ มักวิพากษ์วิจารณ์ผ่านอะไรบางอย่างที่ถูกฉาบเอาไว้ จนแทบจะอ่านไม่ออกว่ามีเรื่องราวที่ซ่อนอยู่/p pspan style="color:#0000cd;"strongเป็นเพราะอะไร มีความกลัวหรือกังวลไหม/strong/span/p pการตัดสินคนถูกคนผิดในบ้านเมืองนี้มันไม่ได้ตัดสินด้วยหลักการและเหตุผล ถูก-ผิดในประเทศนี้มันไม่ได้เป็นไปตามตัวบทกฎหมาย แต่คุณทำอะไรก็ได้ตามความพึงพอใจ เมื่อไหร่ที่มันตัดสินแบบนี้ มันก็ตายแล้ว เราจะไปเสี่ยงกับคนที่ไม่มีหลักการและเหตุผลทำไม ผมคิดว่ามันน่ากลัวมากจนไม่ควรเสี่ยง ถ้าเราสู้กับคนที่ใช้เหตุผลเราพอสู้ได้ แต่ถ้าต้องสู้กับคนที่ใช้ความพึงพอใจและพวกพ้อง ผมสู้ไม่ไหว/p pspan style="color:#0000cd;"strongเคยแตะประเด็นการเมืองไหม มีผลตอบรับอย่างไร/strong/span/p pประเทศนี้ การแสดงประเภทเวทีถูกเรียกว่า ‘เครื่องราชูปโภค’ และเอาไว้เล่นตอนพระมหากษัตริย์ทานข้าวnbsp; ทัศนคติของคนไทยจึงเชื่อว่ามันทำหน้าที่เดียวคือให้ความบันเทิง ครูบาอาจารย์จึงมักไม่ยุ่งเรื่องการเมือง แม้แต่คนชั้นปกครองที่มีสิทธิเซ็นเซอร์หรือจัดการกับมันก็เชื่อว่า มันเป็นเรื่องของความบันเทิงที่มันไม่มีพิษมีภัย จึงทำให้เมื่อสอดแทรกการวิพากษ์เหตุบ้านการเมือง คนที่มาใส่ใจเลยเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยมากเพราะไม่ได้มีวัฒนธรรมศิลปะประเภทเวทีที่วิพากษ์วิจารณ์ด้านการเมืองมาก่อน ฉะนั้น จึงมีคนน้อยมากที่สามารถอ่านความรู้หรือความหมายของมันแล้วเข้าใจ/p blockquotepstrong“ในมิติของกระทรวงวัฒนธรรมต้องหาผลงานที่เป็นรูปธรรมให้ตัวเอง การปกป้องวัฒนธรรมหรือทำให้เกิดกระแสนั้นส่งผลให้เจ้ากระทรวงเป็นเหมือนฮีโร่หรือคนดี ทั้งที่การจดทะเบียนโขนจะจดเมื่อไหร่ก็ได้เพราะโขนไทยก็คือโขนไทย โขนเขมรก็คือโขนเขมร ผมว่ามันเป็นเหมือนการหางานให้ตัวเองและทำให้กระทรวงถูกกล่าวถึง ทั้งๆ ที่มันถูกทำมาแล้วเป็นสิบปี เราก็ยังกลับมาทำอีก แต่ก็ได้ชื่อว่าทำใหม่เพราะเป็นผู้ปกครองกลุ่มใหม่”/strong/p /blockquote pnbsp;/p pมีงานหลายชิ้นที่ผมพูดถึงเรื่องเหตุบ้านการเมือง ตั้งแต่ปี 2549 ไล่มาเรื่อย แต่ไม่มีใครใส่ใจเพราะเขาคิดว่ามันเป็นเรื่องความบันเทิง ผมก็ปล่อยออกไปให้มันบันเทิงอย่างที่เขาคิด เช่นเมื่อห้าปีที่แล้วงานชุด ‘ขาว-ดำ’ ซึ่งได้รับอิทธิพลจากรามเกียรติ์ ตัวละครที่ชนะกลับเป็นผู้หญิง งานผมมีกระบวนการที่ละเอียดอ่อนมากกว่าที่จะทำอะไรแบบตรงไปตรงมาจนเกินไป/p pอาทิตย์ที่แล้ว (16 มิถุนายน 2559) ผมโพสต์ ‘บทความวิชากู’ ในเฟซบุ๊ก ชื่อว่า ‘choreographer โต้ตอบ’ เพื่อสะท้อนเหตุการณ์ที่กลุ่มพลเมืองโต้กลับถูกไม่ให้เต้น ส่วนหนึ่งในบทความกล่าวว่า “เมื่อทำการตรวจสอบตามหลักวิชากูที่ได้ร่ำเรียนมา ทั้งฝั่งอเมริกาและยุโรป ยังค้นหาไม่พบเลยว่าการเต้นตีเข่าที่ทำขึ้นมานั้นส่งผลร้ายกับการลงประชามติได้อย่างไร เพราะเทคนิคการเต้นของแต่ละคนไม่มีความสมบูรณ์ ภาษาร่างกายที่ถ่ายทอดออกมาก็ไม่ตรงตามหลักการเต้น ภาษาที่ใช้ก็คลาดเคลื่อนเพราะส่วนใหญ่ใช้หลักการแบบ improvisation หลักการนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรใช้อย่างยิ่งถ้าต้องการสื่อสารแบบหวังผลแม่นยำ และถูกต้องในความหมาย”/p pโดยหลักคิดแล้ว การเต้นประกอบด้วยพื้นที่ เวลา และปฏิกิริยาของร่างกาย ถ้าเกิดสามส่วนนี้เราถึงเรียกมันว่า ‘เต้น’ แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมากคือเรื่องของภาษา คนจะจับคนที่เต้นเพลงตีเข่าควรจะมีความรู้และสามารถอธิบายความรู้เรื่องศิลปะการเต้นให้ประชาชนได้รับรู้ด้วย ส่วนคนที่จะเต้นก็ควรมาเรียนเต้นให้มันรู้เรื่องว่าจะต้องใช้ท่าแบบไหนให้มันมีความหมายตรงเป้า/p pในฐานะนักออกแบบท่าเต้น ผมคิดว่าวิธีการของเขานั้นไม่ถูก หากเราขึ้นศาลกันเพราะท่าเต้นผิด ศาลจะเชิญคนที่มีความรู้เรื่องการใช้ร่างกายมานั่งและแกะท่าเต้นทีละท่า ท่าของเพลงตีเข่าเปรียบเหมือนคนพูดจาไม่รู้เรื่อง เหมือนผมจะอธิบายเรื่องต้มยำกุ้ง แล้วเป็นแบบนี้ “ต้มยำกุ้งนะครับ หอไอเฟลสนุกดี น้ำตกไปที่บ้านเราเลย เฮ้ย เพื่อนทำไมไม่กลับมาสักทีวะ ชั้นงงกับแกมากเลยเนี่ยโดเรม่อนยังไม่กลับบ้านอีก” คือมันไม่รู้เรื่องต้มยำกุ้งเลยแม้แต่นิดเดียว ฉะนั้น ถ้าขึ้นศาลกันตามหลักการและเหตุผล คนพวกนี้ไม่มีความผิดอะไรเลยเพราะมันเต้นไม่ถูกภาษา ผมจึงบอกว่ามันเป็นเรื่องของการตัดสินใจตัวบุคคล กูจะจับหรือกูจะไม่จับมึง จะเล่นมึงหรือจะไม่เล่นมึง พอไม่ใช้เหตุผลก็เลยเป็นเรื่องของความพึงพอใจ/p pในส่วนของท่าเต้น ไม่ได้มีอะไรผิด อย่างท่าส่ายนิ้วซ้าย-ขวา (พิเชษฐทำท่าประกอบ) ประกอบเพลงท่อน ‘ไม่รู้ ไม่รู้’ แต่ละคนที่เต้นทำท่าไม่เหมือนกัน เช่น บางคนทำเป็นที่ปัดน้ำฝน บางคนทำเป็นลูกตุ้ม ฯลฯ มันตีความได้เยอะมากเหมือนกับวิธีการที่คุณชอบตีความภาษากันในรัฐธรรมนูญหรืออะไรก็แล้วแต่ การเต้นก็เช่นกัน/p blockquotepstrong“งานศิลปะของวันนี้สะท้อนความเป็นประชาธิปไตยของประเทศนั้น หากประเทศนั้นถูกปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย งานศิลปะจะขยายตัวได้ทันที แต่หากประเทศนั้นยังเป็นประเทศที่เชื่อเรื่องเทวดาฟ้าดิน ศาสนาแบบงมงาย และไม่มีประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง ศิลปะก็จะไปในทิศทางเดียวคือเทพเจ้า ศาสนา ฯลฯ และมีปัญหาเรื่องการนำเสนอความคิดอย่างอิสระของศิลปิน”/strong/p /blockquote pnbsp;/p pหากแยกในส่วนภาษาผมคิดว่าเป็นปัญหานิดหน่อย อาจแค่แสลงใจ แต่ไม่ได้เป็นความผิด ถ้าผิดก็ผิดที่ตัวคนเต้นเพราะมีเบื้องหลังอยู่เยอะ เคสนี้เลยน่าสนใจ เมื่อเราเอาภาษาแบบนี้ผนวกกับพฤติกรรมการเต้นแบบนี้ จากคนกลุ่มนี้รวมกัน นี่แหละคือศิลปะส่งผลกระทบกับจินตนาการและความรู้สึก/p pผมยกตัวอย่างการวิเคราะห์ท่าทางจากวิธีการใช้ร่างกาย เช่น การชี้นิ้ว เดินแอ่นอก ซึ่งแสดงถึงความก้าวร้าว แสดงถึงการใช้อำนาจ นอกจากนั้นยังบอกได้อีกว่าคนที่มีลักษณะและใช้ร่างกายแบบนี้ ชี้นิ้วแบบนี้ เดินแบบนี้ เป็นคนที่ไม่มีความมั่นใจและขี้กลัว จึงต้องทำร่างกายให้ดูน่ากลัว เหมือนเม่นที่ต้องพองขน หรืออึ่งอ่างที่ต้องทำตัวพอง ทั้งๆ ที่มันอ่อนแอมาก/p pspan style="color:#0000cd;"strongการจับกุมนักแสดง มีผลทำให้คนในวงการเกิดความกลัว และยิ่งไม่กล้าแสดงออกไหม/strong/span/p pอาจเป็นเพราะเราไม่ได้เน้นวัฒนธรรมเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น และจากสถานการณ์ก็ไม่น่าจะมีคนทำมากขึ้นเพราะไม่ว่าพูดเรื่องนี้เท่าไหร่ก็เหมือน ‘ป่วยการ’ เท่าที่ผมเฝ้าดูประเทศนี้มาไม่มีใครที่จะช่วยเหลือเราได้ มีคนตายเยอะมากทั้งที่ไม่รู้ว่าทำไมตายแล้วก็เงียบไปเฉยๆ ตั้งแต่โตมาเราก็เห็นอยู่แล้วว่าสังคมนี้ไม่ได้ตัดสินด้วยเหตุผล แต่ตัดสินด้วยความพึงพอใจและความแค้น สิ่งที่ผมกลัวที่สุดคือจิตอาฆาตของคน ไม่มีใครยอมรับว่าแต่ละคนล้วนมีความผิดร่วมกัน มีคนที่พยายามจะบอกว่าตัวเองบริสุทธิ์ และเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของตนเองแบบแตะต้องไม่ได้/p pประเทศนี้มันมีปัญหาคือถ้าผมพูดฝั่งไหนจะเป็นฝั่งนั้นทันที ทัศนคตินี้มันทำให้ผมแทบไม่อยากคุยกับใครหรือสื่อสารกับใครในเรื่องการเมืองเพราะมันแคบและและมืดบอด คือถ้าเมื่อไหร่ที่มึงไม่อยู่ฝั่งกูมึงผิด ถ้ามึงพูดคำว่ารักชาติหลังจากกู มึงก็ไม่รักแล้ว เหมือนใครพูดก่อนคนนั้นชนะ ผมเคยฟังคนคุยกัน และถามกันว่า ‘ไอ้เชี่ย ทำไมมึงไปอยู่เสื้อแดง’ แต่คนเสื้อแดงจะพูดว่า ‘ไอ้เชี่ย ทำไมมึงไปอยู่เสื้อเหลือง’ ไม่ได้นะ มันเหมือนกับการอยู่เสื้อแดงเป็นคนเหี้ย การอยู่เสื้อเหลืองเป็นคนดี หลักคิดนี้เป็นหลักคิดที่ตลกดี แต่ทุกคนก็คิดกันหมด/p pเราไม่เคยมีผู้นำ นักการเมือง ครูบาอาจารย์ คนทำงานบริษัทที่ทำความผิดหรือถูกบอกว่าทำความผิด ลาออกสักคนเดียว อันนี้มันชัดเจนว่าตรรกะของคนประเทศนี้คือ ถ้ามึงดื้อแล้วอยู่ มึงถูก ถ้ามึงออกเมื่อถูกกล่าวหา มึงผิดจริง เรามีตรรกะอะไรบางอย่างที่เมื่ออยู่แล้วถูกได้ มันเป็นแบบนี้ เหมือนการพูดว่า ‘คนไม่ดีจะแพ้ภัยตัวเองไปเอง คนที่ดีเทวดาฟ้าดินจะคุ้มครองให้อยู่ต่อไปได้นาน’/p pspan style="color:#0000cd;"strongมองประเทศไทยในอนาคตเป็นอย่างไร /strong/span/p pมันจะเละ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความแตกแยกมากกว่าเดิม สถานการณ์ที่เกิดตอนนี้มันคือการล้างแค้นกันไปมาไม่จบสิ้น ยิ่งล้างแค้นมากเท่าไหร่ คนที่เจ็บแค้นก็มากขึ้นเท่านั้น ศิลปะจะไม่มีบทบาทในการเยียวยา พวกโลกสวยเพ้อเจ้อเท่านั้นที่จะบอกศิลปะสร้างโลก ซึ่งใช้กับประเทศนี้ไม่ได้หรอก สำหรับผมช่วงนี้เป็นช่วงของขบวนการที่จะแตกละเอียด เกิดความขัดแย้ง ม็อบเสื้อเหลืองเสื้อแดงใช้ไม่ได้แล้ว ก็เลยผุดคนอีกแบบหนึ่ง เช่น ม็อบที่ผ่านมาในฝั่งทหารจะใช้คนธรรมดาถือถุงพลาสติก แม่บ้าน มนุษย์ป้า เพื่อไม่ให้เห็นว่าเป็นม็อบจัดตั้ง ยิ่งวิธีการนี้สร้างขึ้นมากเท่าไหร่ ความสับสนของสังคมจะยิ่งมากขึ้น ฉะนั้น ขบวนการในการกลับมารวมกันจะยากจนอาจไม่มีทางเป็นไปได้/p blockquotepstrong“ผมไม่ได้ทำงานเพื่อศิลปวัฒนธรรม ผมทำงานเพื่อตัวเองและพยายามจะเปลี่ยนหลักคิดของทุกคน ว่าพวกเขาไม่ได้ทำเพื่อคนอื่นแต่ทำเพื่อตัวเอง ผมทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองรำสวยที่สุดโดยไม่ต้องมานั่งบอกว่า ที่ซ้อมรำทุกวันนี้เป็นเพราะอยากให้คนอื่นได้เห็นความงาม ผมจะไม่บ่นว่าผมไม่มีเงิน ถ้าอยากมีเงินก็ไปทำอาชีพอื่นสิ และผมไม่กลัวเลยหากผมทำความผิด แต่เมื่อไหร่ที่มันไม่มีเหตุผลและความยุติธรรมในสังคม ผมกลัว”/strong/p /blockquote pnbsp;/p pspan style="color:#0000cd;"strongแสดงว่าต้องมีคนยอมผ่อนบ้าง เพื่อให้กลับสู่ความพอดี/strong/span/p pก่อนอื่นต้องยอมรับว่าเราทะเลาะกัน ไม่พอใจกัน ตอนนี้ทุกคนไม่ยอมรับ และพยายามบอกว่าเราคุยกันได้ ทั้งๆ ที่ไม่มีใครคุยกันสักคน ต้องรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองอย่าไปก้าวก่ายหน้าที่ของคนอื่น การพูดจาอะไรในประเทศนี้ มันยาก เพราะมีข้อแม้ หากผมพูดว่า ‘ทหารผิดตั้งแต่ปฏิวัติ’ ก็จะมีคนค้านว่า ‘จะปล่อยให้คอร์รัปชันมันมีอยู่แบบนี้เหรอ’ ฉะนั้น จะเห็นได้ว่าคนไม่ได้ยอมรับกติกาพื้นฐานตั้งแต่ต้น ทุกคนก็หากติกาใหม่ไปเรื่อย และใช้ชีวิตแบบไม่รับผิดชอบโดยถือว่าตัวเองเป็นคนดี อันนี้ยิ่งไปกันใหญ่/p pผมไม่ได้ทำงานเพื่อศิลปวัฒนธรรม ผมทำงานเพื่อตัวเองและพยายามจะเปลี่ยนหลักคิดของทุกคน ว่าพวกเขาไม่ได้ทำเพื่อคนอื่นแต่ทำเพื่อตัวเอง ผมทำยังไงก็ได้ให้ตัวเองรำสวยที่สุดโดยไม่ต้องมานั่งบอกว่า ที่ซ้อมรำทุกวันนี้เป็นเพราะอยากให้คนอื่นได้เห็นความงาม ผมจะไม่บ่นว่าผมไม่มีเงิน ถ้าอยากมีเงินก็ไปทำอาชีพอื่นสิ และผมไม่กลัวเลยหากผมทำความผิด แต่เมื่อไหร่ที่มันไม่มีเหตุผลและความยุติธรรมในสังคม ผมกลัว/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/DiiHD11RBIg" height="1" width="1" alt=""/

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร

Thu, 23/06/2016 - 13:24
div class="field field-type-filefield field-field-picture-small" div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/quote/2016/06/66473" class="imagecache imagecache-100x100pixel_news_icon imagecache-linked imagecache-100x100pixel_news_icon_linked"img src="http://prachatai.org/sites/default/files/imagecache/100x100pixel_news_icon/files/picturesmall/a1_340.jpg" alt="" title="" width="100" height="100" class="imagecache imagecache-100x100pixel_news_icon"//a /div /div /div div"น้ำนี่บังคับมากไม่ได้นะครับ น้ำรู้ใจตนเองว่าต้องไปจากที่สูงไปที่ต่ำ ไม่ใช่จากสูงไปที่สูงกว่า ถ้าไม่มีที่ต่ำกว่าที่จะไป ก็ไปไม่ได้ครับ"/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-quote-detail" div class="field-items" div class="field-item odd" ผู้ว่าฯ กทม. /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/puM55MFJGJU" height="1" width="1" alt=""/