ประชาไท

Syndicate content
Updated: 12 min 33 sec ago

สมาคมนักเขียนสากล PEN ร้องปล่อย 2 นักแสดง 'เจ้าสาวหมาป่า'

Thu, 26/02/2015 - 15:50
pสมาคมนักเขียนสากล PEN เรียกร้องปล่อยตัวสองนักแสดงเจ้าสาวหมาป่า ชี้การจำคุกละเมิดกติการะหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี ห่วงนักเขียน นักวิชาการ นักกิจกรรมในไทยเสี่ยงถูกคุกคาม-คุมขังจากการแสดงความเห็นอย่างสันติ/p p!--break--!--break--/ppbr /26 ก.พ. 2558 สมาคมนักเขียนสากล (PEN) ออกแถลงการณ์กรณีภรณ์ทิพย์ และ ปติวัฒน์ สองนักแสดงเจ้าสาวหมาป่า ถูกตัดสินจำคุก 2 ปี 6 เดือน จากความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เมื่อวันที่ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา/p pโดยสมาคมนักเขียนสากล (PEN) ชี้ว่า การตัดสินจำคุกทั้งสองคนถือเป็นการละเมิดมาตรา 9 (สิทธิในกระบวนการยุติธรรม) และมาตรา 19 (เสรีภาพในการแสดงความเห็น) ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งไทยเป็นรัฐภาคี/p pทั้งนี้ PEN ยังมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ประกอบด้วยbr /1. ปล่อยตัวนักแสดงทั้งสองโดยทันทีอย่างไม่มีเงื่อนไข เนื่องจากการแสดงของพวกเขาถือเป็นการแสดงออกโดยสันติ ตามที่ได้รับการรับรองไว้ในมาตรา 9 และมาตรา 19 ของ ICCPRbr /2. ย้ำถึงความกังวลต่อความปลอดภัยของนักเขียน นักวิชาการ และนักกิจกรรมในประเทศไทย ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกคุกคามและคุมขังเพียงเพราะการแสดงความเห็นอย่างสันติbr /3. เรียกร้องให้ทางการไทยแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา โดยเฉพาะมาตรา 112 เพื่อให้คุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกตามกติกาสากลที่ไทยมีพันธะผูกพัน/p pอนึ่ง เมื่อวันที่ 23 ก.พ. ศาลอาญาพิพากษาจำคุก ปติวัฒน์ (สงวนนามสกุล) และภรณ์ทิพย์ (สงวนนามสกุล) คนละ 5 ปี ในความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากการแสดงละครเรื่องเจ้าสาวหมาป่า เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2556 ในงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลา ที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ แต่จำเลยทั้งสองรับสารภาพ จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญาnbsp;/p pbr /nbsp;/p pstrongที่มา:/strongbr /Thailand: Student activists sentenced for insulting the monarchy in a play/p pa href="http://www.pen-international.org/newsitems/thailand-student-activists-sentenced-for-insulting-the-monarchy-in-a-play/"http://www.pen-international.org/newsitems/thailand-student-activists-sentenced-for-insulting-the-monarchy-in-a-play//a/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2015/02/58052" target="_blank"จำคุก #039;ภรณ์ทิพย์-ปติวัฒน์#039; คดีเจ้าสาวหมาป่า ผิด 112 สารภาพเหลือ 2 ปี 6 เดือน ไม่รอลงอาญา/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ikDdoGt-eNQ" height="1" width="1" alt=""/

คปก.จี้ สนช.ชะลอร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์-รัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ยันต้องฟังความเห็นปชช.

Thu, 26/02/2015 - 14:58
pคปก.จี้ สนช.ชะลอร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ และ พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ยันต้องรับฟังความเห็นประชาชน ชี้ร่างทั้งสองยังไม่ครอบคลุมแรงงานหลายกลุ่ม แนะเร่งรับรอง ILO 87 98/p p!--break--!--break--/ppbr /25 ก.พ. 2558 คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) โดย คณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้ส่งบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะเรื่อง “ร่างพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ (ฉบับที่...) พ.ศ.... และร่างพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (ฉบับที่...) พ.ศ....” เสนอต่อนายกรัฐมนตรี ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ โดย คปก.ขอให้ชะลอการเสนอร่าง พ.ร.บ.ทั้งสองฉบับไว้ก่อนเพื่อทบทวนหลักการและสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. เพื่อปรับปรุงร่างกฎหมายให้สอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ โดยกระทรวงแรงงานจะต้องดำเนินกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างเปิดเผยและทั่วถึง เพื่อให้ระบบแรงงานสัมพันธ์เป็นระบบที่มีประสิทธิภาพและนำไปสู่การพัฒนาประเทศทั้งในภาคส่วนอุตสาหกรรมและระบบเศรษฐกิจโดยรวมได้ในที่สุด เนื่องจากร่างกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ทั้งสองฉบับมีความสำคัญและจะส่งผลกระทบต่อแรงงานในประเทศไทยเป็นอย่างมากbr /br /คปก.มีความเห็นว่าร่างพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ (ฉบับที่...) พ.ศ.... และร่างพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (ฉบับที่...) พ.ศ.... ยังขาดการรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชน และไม่มีการหยิบยกเอาเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.... ฉบับบูรณาการแรงงานของภาคประชาชนมาพิจารณาประกอบการจัดทำร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ นอกจากนี้ ขอบเขตการบังคับใช้กฎหมายทั้งสองฉบับยังไม่ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ ข้าราชการ ลูกจ้างของส่วนราชการ รวมถึงผู้ทำงานในหน่วยงานของรัฐที่ไม่ใช่ส่วนราชการและไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ เช่น องค์กรมหาชน หน่วยงานนิติบุคคลของรัฐ องค์กรอิสระของรัฐ เป็นต้น ทำให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำbr /br /ยิ่งไปกว่านั้น คปก.เห็นว่าหลักการและสาระสำคัญของร่างกฎหมายทั้งสองฉบับไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 87 ว่าด้วยเสรีภาพและการคุ้มครองสิทธิในการรวมตัว และอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 98 ว่าด้วยสิทธิในการรวมตัวและการร่วมเจรจาต่อรองและไม่สอดคล้องพันธกรณีระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี อย่างไรก็ตาม คปก.เสนอว่าในระหว่างที่ยังมิได้ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาดังกล่าวกระทรวงแรงงานและรัฐบาลควรนำหลักการของอนุสัญญาดังกล่าวมาปรับใช้ในการจัดทำร่างพระราชบัญญัติnbsp;br /br /ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา คปก.ได้จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นเรื่อง “ทิศทางการพัฒนากฎหมายแรงงานสัมพันธ์ของประเทศไทย” โดยมีผู้เข้าร่วมการประชุม เช่น กรรมาธิการแรงงานจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผู้แทนกระทรวงแรงงาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภานายจ้าง องค์กรแรงงานระหว่างประเทศประจำประเทศไทย (ILO) องค์กรภาคประชาสังคม เป็นต้น ซึ่งผู้เข้าร่วมการประชุมต่างเห็นพ้องกันว่าควรมีการแก้ไขร่างกฎหมายทั้งสองฉบับให้คุ้มครองครอบคลุมไปถึงลูกจ้างที่อยู่ในภาคธุรกิจหรือกิจการขนาดเล็กด้วย นอกจากนี้ การร่างกฎหมายดังกล่าวจะต้องนำเอาหลักการในอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 87 และ 98 มาบัญญัติไว้ให้ชัดเจน ผู้แทนแรงงานทั้งภาคเอกชน และรัฐวิสาหกิจเรียกร้องให้ถอนร่างทั้งสองฉบับมาปรับปรุงให้ดีก่อน เพื่อให้แก้ปัญหาได้ถูกจุดและส่งเสริมแรงงานสัมพันธ์ให้สามารถแก้ไขความขัดแย้งได้อย่างแท้จริง/p pbr /nbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://www.lrct.go.th/th/?wpfb_dl=1609" target="_blank"อ่านความเห็น คปก. ต่อร่าง พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ และ พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ /a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ecaHEYAdz2U" height="1" width="1" alt=""/

‘อานนท์ นำภา’ โดนอีก 5 กระทง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เตรียมรับทราบข้อกล่าวหาสัปดาห์หน้า

Thu, 26/02/2015 - 14:02
!--break--!--break-- pnbsp;/p p26 ก.พ.2558 นายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิฯ โพสต์แจ้งในเฟซบุ๊กว่า พนักงานสอบสวนโทรแจ้งเขาว่าจะมีการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์/p pผู้สื่อข่าวสอบถามอานนท์ เขากล่าวว่า วันนี้เขาว่าความอยู่ต่างจังหวัด พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน โทรมาแจ้งว่า พ.ท.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารพระธรรมนูญแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกล่าวหาเขาเพิ่มอีก 5 กระทง ในความผิดมาตรา 14 (2) พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เขาคาดว่าจะสามารถเข้ารับทราบข้อกล่าวหากับพนักงานสอบสวนได้ในสัปดาห์หน้า/p p“ผมไม่ได้กังวลใจอะไร ทหารคงใช้กฎหมายในการจัดการเพื่อหยุดความเคลื่อนไหว ก็คงต้องสู้กันไปตามระบบ ตามกระบวนการ ยืนยันว่าจะสู้คดีแบบฮิปสเตอร์ให้ถึงที่สุด” อานนท์กล่าว/p pมาตรา 14 ระบุว่า ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน/p pก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 19 ก.พ.พนักงานสอบสวนเรียกอานนท์เข้าให้ปากคำเพิ่มเติม หลังจากเขาถูกแจ้งข้อกล่าวหาฝ่าฝืนคำสั่งคสช.เรื่องการชุมนุมจากกรณีจัดกรรมเลือกตั้งที่(รัก)ลักเมื่อ 14 ก.พ. ในการให้ปากคำเพิ่มเติมนั้นในเวลาราว 4 ชั่วโมง โดยพนักงานสอบสวนนำข้อความในเฟซบุ๊กของ “อานนท์ นำภา” ปริ๊นท์ออกมาnbsp;20 หน้า A4nbsp; มีประมาณ 30 ข้อความ เป็นข้อความระหว่างวันที่ 9-14 ก.พ.และสอบถามว่าเป็นเฟซบุ๊กของอานนท์หรือไม่ แต่ละข้อความมีความหมายอย่างไร/p pสำหรับ พ.ท.บุรินทร์ เป็นทหารพระธรรมนูญ พล.ม.2 รอ. มีบทบาทในการจับกุมผู้ชุมนุมหรือนักกิจกรรมที่ฝ่าฝืนกฎอัยการศึกหลายรายในช่วงหลังรัฐประหาร บางส่วนได้รับการปล่อยตัว บางส่วนถูกแจ้งข้อกล่าวหา นอกจากนี้ยังเป็นผู้แจ้งความกับกองปราบฯ ในมาตรา 112 หลายกรณี เช่นกรณีของนายโอภาส, นางสาวจารุวรรณ เป็นต้น ส่วนคดีที่อยู่ระหว่างสืบพยานในศาลทหาร และมี พ.ท.บุรินทร์ เป็นพยานโจทก์ คือ คดีฝ่าฝืนคำสั่งคสช.ไม่มารายงานตัวของนายสิรภพ กรณ์อุรุษ ซึ่งในคดีดังกล่าวมีอานนท์ นำภา เป็นทนายความnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/nCnC3CcCrOw" height="1" width="1" alt=""/

กวีประชาไท: ประกาย

Thu, 26/02/2015 - 09:24
!--break--!--break-- p style="margin-left: 40px;"br /พายุใหญ่โหมซัดอย่างบัดซบbr /หอบฝุ่นทรายกลืนกลบจมเมืองร้างbr /เมฆลอยต่ำเยียบเย็นไม่เห็นทางbr /มิแตกต่างคืนวันหวั่นสะทกbr /br /ความหวาดกลัวแทรกซึมทุกหย่อมย่านbr /ทั้งนอกบ้านในบ้านสะท้านวิตกbr /ต่างนิ่งเงียบงงงันตัวสั่นงกbr /สัตว์เลื้อยคลานสกปรกปกครองเมืองbr /br /บ้างโห่ร้องสรรเสริญจนเกินหน้าbr /ทั้งเลียแข้งเลียขาพริ้มตาเชื่องbr /ต่างมือตีนซาตานต่างฟันเฟืองbr /คอยปั้นเรื่องกำจัดสิ่งปฏิกูลbr /br /แผ่นดินแยกแตกร้าวเป็นรอยลึกbr /ชำแหละซากสำนึกจนสิ้นสูญbr /ไม่เห็นความเป็นธรรมโศกาดูรbr /อำนาจเถื่อนเพิ่มพูนกร่างลำพองbr /br /เกิดประกายเล็กเล็กจากเด็กดื้อbr /บนแผ่นดินมืดตื้อไร้ดาวส่องbr /ฟ้าคำรามแต่ละครั้งดั่งครางร้องbr /คล้ายเสียงกลองปีศาจเตรียมฟาดฟันbr /br /เป็นประกายความกล้าท้าลมโกรกbr /จุดนำทางสู่โลกเสรีนั้นbr /เปิดดวงใจทุกผู้รู้เท่าทันbr /ผิดถูกอคติกั้นพรางดวงตาbr /br /เหยื่ออธรรมนำจิตเคยคิดต่างbr /กลับคืนสู่แสงสว่างในไม่ช้าbr /ประกายฝันวาบไสวในอุราbr /เป็นโคมไฟนำฝ่าพายุร้าย/p p style="margin-left: 40px;"nbsp;/p p style="margin-left: 40px;"nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/0pSSfadQzQM" height="1" width="1" alt=""/

‘อภิสิทธิ์’ ถามถ้าขณะนั้นไม่ทำอะไร จะละเว้นปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ หลัง ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาสั่งสลายเสื้อแดง

Thu, 26/02/2015 - 03:01
p‘อภิสิทธิ์’ ย้อนถาม ถ้าในขณะนั้น ไม่ดำเนินการใด ๆ เลย ก็จะเกิดคำถามว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ หลัง ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาส่อทำผิดต่อ ‘หน้าที่’ สั่งสลายเสื้อแดงปี53 จนมีคนตายจำนวนมาก/p p!--break--!--break--/p pnbsp;/p pหลังจากที่วานนี้(24 ก.พ.58) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)nbsp; มีมติแจ้งข้อกล่าวหา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะnbsp; นายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) และสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี (ในขณะนั้น) nbsp;มีพฤติการณ์ส่อกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ กรณีสั่งใช้กำลังทหารขอคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)nbsp; ระหว่างวันที่ 10 เม.ย. ถึง 19nbsp; พ.ค.53/p pวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงด้วยว่า ที่ประชุมมีมติว่า ภายหลังจากที่ได้มีการใช้กำลังทหารเพื่อขอคืนพื้นที่ในวันที่ 10 เมษายน 2553 แล้วปรากฏว่ามีผู้เสียชีวิต และ ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก การที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสอง ซึ่งเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเป็นผู้มอบนโยบายในการขอคืนพื้นที่nbsp;stronguกลับละเว้นไม่สั่งระงับ ยับยั้ง ทบทวนวิธีการ หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้กำลังทหาร และวิธีการควบคุมการปฏิบัติงานให้รัดกุมยิ่งขึ้น รวมถึงไม่ได้ปรับแผนปฏิบัติให้สอดคล้องประสานกัน ทั้งในระดับนโยบาย/u/strongnbsp;การบังคับบัญชาและการปฏิบัติในพื้นที่ ในการใช้กำลังทหารเข้าขอคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งไม่ได้มีเฉพาะกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงและอาวุธ แต่ยังมีกลุ่มผู้ชุมนุมที่เข้าร่วมชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ และ ประชาชนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม (a href="http://prachatai.org/journal/2015/02/58080"อ่านรายละเอียด/a)/p pล่าสุด 25 ก.พ.58 a href="http://www.tnamcot.com/2015/02/25/%E0%B8%AD%E0%B8%A0%E0%B8%B4%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C-%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B8%87%E0%B8%9B-%E0%B8%9B-%E0%B8%8A/"สำนักข่าวไทย/a รายงานบทสัมภาษณ์ของ อภิสิทธิ์ ถึงกรณีดังกล่าวว่า พร้อมยอมรับกระบวนการตรวจสอบทุกอย่างจาก ป.ป.ช. ยืนยันว่าเหตุการณ์เมื่อปี 2553 ที่มีสถานการณ์การใช้อาวุธและก่อการร้าย ในฐานะนายกรัฐมนตรีขณะนั้น ได้สั่งการตามกระบวนการทางกฎหมาย ตามขั้นตอน มีนโยบายชัดเจนในการหลีกเหลี่ยงการสูญเสียnbsp; รวมทั้งเมื่อสถานการณ์มีการพัฒนาไป มีการปรับเปลี่ยนแนวทางการปฎิบัติ เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียเท่าที่จะทำได้nbsp; ซึ่งต้องไปชี้แจงข้อเท็จจริงกับทางป.ป.ช. เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ ว่ามีการดำเนินการปรับเปลี่ยนแผนการทำงาน ทั้งในการปฏิบัติและในระดับนโยบายตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา และมีการแจ้งเตือนประชาชนตามขั้นตอนอยู่ตลอด ว่าประชาชนต้องหลี่กเหลี่ยงสถานการณ์ในขณะนั้นอย่างไรบ้าง/p pอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าในขณะนั้น ไม่ดำเนินการใด ๆ เลย ก็จะเกิดคำถามว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่nbsp; สถานการณ์ขณะนั้น เป็นความยากลำบาก และต้องประเมินเหตุการณ์ ขณะนั้นตามความเป็นจริง ที่ต้องควบคุมและคืนสถานการณ์ให้กลับสู่ภาวะปกติภายใต้กองกำลังที่มีอาวุธnbsp; ขอยืนยันว่า ได้ทำตามกฎหมาย หลีกเหลี่ยงความสูญเสียnbsp; และมั่นใจในความบริสุทธิ์nbsp; ซึ่งทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของป.ป.ช./p pอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ระหว่างรอหนังสือจากทาง ป.ป.ช. ก็จะเตรียมข้อมูลและเอกสาร เพื่อนำไปชี้แจงnbsp; เรื่องนี้ต้องปรึกษาหารือกับอีกหลายคน อาทิ พระสุเทพ ปภากโร หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)nbsp; ในขณะนั้น รวมถึงอยากปรึกษาผู้เกี่ยวข้องอีกหลายคน อาทิ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก ซึ่งเป็นตำแหน่งในขณะนั้น เพราะหากป.ป.ช.ได้รับทราบข้อมูลจากบุคคลที่เกี่ยวข้องนี้ ก็จะเป็นประโยชน์ เพราะจะสามารถยืนยันหลักคิดการทำงาน และการปรับเปลี่ยนแผนงานที่เกิดขึ้นจริง แต่ก็ไม่ทราบว่าบุคคลทั้ง 3 จะสะดวกไปเป็นพยานหรือไม่/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/xudgtQ394MU" height="1" width="1" alt=""/

โฆษกทบ. ยันทหารไม่เกี่ยว ‘สมศักดิ์’ ถูกไล่ออกจากมธ.

Thu, 26/02/2015 - 02:45
!--break--!--break-- pจากการณีที่ สมคิด เลิศไพฑูรย์ ลงนามคำสั่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 356/2558 ไล่ สมศักดิ์ เจียมธีรสกุลnbsp;ออกจากราชการ โดยไม่อนุมัติคำขอของสมศักดิ์ที่ลาปฏิบัติงานเพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางวิชาการ แต่ให้ลงโทษออกจากราชการแทน/p pและต่อมาสมศักดิ์ ได้โพสต์เฟซบุ๊กโดยระบุตอนหนึ่งด้วยว่าหลังรัฐประหาร 22 พ.ค.57 นั้น ได้สั่งให้ตนเอง เมื่อไม่ไปรายงานตัว ก็ส่งกำลังทหารพร้อมอาวุธครบมือ 2 คันรถไปที่บ้านของตน เมื่อไม่พบ ก็ได้ให้เจ้าหน้าที่ทั้งทหารและตำรวจติดตามรังควาน (harassment) ต่อภรรยา แม่ และพี่ชายของของตนถึงบ้านและที่ทำงานของพวกเขา โดยที่ญาติของตนเหล่านั้น ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือรู้เห็นในการกระทำใดๆ ของตนเลย ทำเช่นนี้เป็นเวลาติดต่อกันนับเดือน พร้อมกันนั้น คณะทหารดังกล่าวยังได้ทำการยกเลิกหนังสือเดินทางของตน และออกหมายจับตัวตนที่ไม่ยอมไปรายงานตัวด้วย (a href="http://prachatai.org/journal/2015/02/58082"อ่านรายละเอียด/a)/p pล่าสุดวันนี้(25 ก.พ.58) a href="http://www.tnamcot.com/2015/02/25/%E0%B9%82%E0%B8%86%E0%B8%A9%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%9A-%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5/"สำนักข่าวไทย/a รายงานว่า พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีที่สมศักดิ์ โพสต์เฟซบุ๊กหลังจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มีคำสั่งให้ออกจากราชการโดยอ้างว่ามีทหารไปที่บ้าน ส่งคนตามรังควานญาติ ถูกยัดข้อหาหมิ่นเบื้องสูง และคาดว่าจะไม่ได้รับความยุติธรรม ว่าการให้ข้อมูลในลักษณะดังกล่าว เป็นการกล่าวอ้างในมุมมองของนายสมศักดิ์เอง อีกทั้งนายสมศักดิ์ยังได้ให้ข้อมูลที่ไม่ครบและบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริง เนื่องจากตั้งแต่ต้นปี 2557 ก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) จะเข้ามาขับเคลื่อนประเทศ nbsp;สมศักดิ์ ได้ถูกเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาในความผิดคดีอาญาอยู่ก่อนแล้ว จากนั้นในช่วงหลังจึงถูกกล่าวหาเพิ่มเติมว่ากระทำการฝ่าฝืนประกาศคำสั่งคสช./p p“ที่ผ่านมานายสมศักดิ์ ไม่ได้แสดงถึงเจตนาที่จะออกมาพิสูจน์หรือแก้ต่างในข้อกล่าวหาดังกล่าว ตามกระบวนการของกฎหมาย และเมื่อไม่มาพบพนักงานเจ้าหน้าที่ ก็เป็นเรื่องปกติที่เจ้าหน้าที่จะต้องพยายามติดตามตัวมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม การที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไล่นายสมศักดิ์ออกจากราชการมีเหตุผลและเป็นไปตามกฎระเบียบของทางมหาวิทยาลัย เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด” พ.อ.วินธัย กล่าว/p pstrongยันไล่ออกสมศักดิ์ เหตุขาดราชการเกิน 15 วัน ปัดไม่เกี่ยวแสดงความเห็นการเมือง/strongbr /ด้านa href="http://www.tnnthailand.com/news_detail.php?id=57208amp;t=news" TNN /aรายงานว่า สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวถึงกรณีที่ มธ. มีหนังสือไล่สมศักดิ์ออกจากราชการว่า หนังสือไล่ออกจากราชการดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบของราชการที่หากละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 15 ในคราวเดียว โดยไม่มีเหตุผลอันสมควรและมีพฤติการณ์อันแสดงถึงความจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ ให้มีโทษสถานเดียวคือไล่ออก โดยนายสมศักดิ์ไม่มาปฏิบัติงานสอนตั้งแต่ช่วงเดือนสิงหาคม 2557 ที่ผ่านมา และได้ยื่นหนังสือลาออกในช่วงเดือนธันวาคม 2557 ซึ่งขณะนั้น คณะศิลปศาสตร์ต้นสังกัดได้ส่งจดหมายเรียกให้นายสมศักดิ์ กลับมาปฏิบัติหน้าที่แล้ว/p pแต่นายสมศักดิ์ไม่ได้กลับเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งตามระเบียบราชการแล้ว มหาวิทยาลัยก็ต้องตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และกรรมการสอบข้อเท็จจริงได้มีความเห็นกลับมาว่า นายสมศักดิ์ ละทิ้งการปฏิบัติราชการจริง มหาวิทยาลัยจึงต้องตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งมีผลให้มีคำสั่งไล่ออกจากราชการในเวลาต่อมา ทั้งนี้ นายสมศักดิ์ สามารถยืนอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการอุทธรณ์ของมหาวิทยาลัยได้ภายใน 30วัน ตามกฎหมาย/p p“การลงโทษนายสมศักดิ์ ครั้งนี้ ไม่เกี่ยวข้องกับกรณีที่นายสมศักดิ์ ออกไปแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เพราะถือเป็นเสรีภาพทางวิชาการ และไม่เกี่ยวข้องกับคดีหมิ่นสถาบันฯ เพราะเรื่องนี้ นายสมศักดิ์ถูกแจ้งความดำเนินคดีทางอาญาไปแล้ว ซึ่งต้องเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการดำเนินการตามกฎหมาย ยืนยันว่าคำสั่งตั้งกรรมการทั้ง 2 ชุด และสำนวนการสอบสวนทั้งหมดเป็นเรื่องของการขาดราชการไม่มาทำงาน 100% และคณะกรรมการทั้งสองชุดก็ได้เชิญนายสมศักดิ์มาสอบถามข้อเท็จจริง แต่นายสมศักดิ์ก็ไม่ได้เดินทางมาให้ข้อมูล” สมคิดกล่าว/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/2PxLRPbvmzE" height="1" width="1" alt=""/

อนุกรรมการสิทธิลงพื้นที่คอนสาร รับประสานหน่วยงานก่อนเส้นตายไล่รื้อ 6 มี.ค.

Thu, 26/02/2015 - 02:40
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8613/16645245221_3192257faa.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8641/16646639905_2cdc0fb325.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p pเมื่อวันที่ 24 ก.พ.2558 เวลาประมาณnbsp; 10.00 – 16.30 น. เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ในฐานะรองประธานอนุกรรมการด้านที่ดินและป่า ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นำทีม ลงพื้นที่ชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เพื่อรับฟังและตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนหาแนวทางสู่การแก้ไขปัญหาให้เกิดความเป็นธรรม ด้วยเล็งเห็นถึงผลกระทบสถานการณ์คับขันใกล้ครบเส้นตายไล่รื้อ 6 มี.ค.นี้ที่เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ป่าไม้กำหนด/p pเพิ่มศักดิ์ ระบุว่า ผลกระทบในกรณีป่าไม้ ที่ดินทำกิน ที่ได้มีนโยบายทวงคืนผืนป่า โดยมีเป้าหมายและจัดการป่าอย่างเข้มข้น นโยบายดังกล่าวก่อให้เกิดส่งผลกระทบต่อประชาชนไปทั่วภูมิภาค เนื่องจากมีชาวบ้านส่วนมากที่ใช้ประโยชน์ทำกินในพื้นที่มาก่อน รวมทั้งในสถานการณ์ที่คับขันของชุมชนโคกยาว ล่าสุดเมื่อ 6 ก.พ.58 การที่เจ้าหน้าที่สนธิกำลังทั้งทหาร ป่าไม้ ตำรวจ เข้ามาปิดประกาศให้อพยพออกจากพื้นที่ ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 64 เป็นการสร้างความไม่ปกติสุขในการดำเนินชีวิตให้กับชาวบ้าน ไม่ใช่การคืนความสุข แต่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในฐานะที่ชุมชนอยู่มาก่อน ทั้งที่ในพื้นที่พิพาทได้มีนโยบายข้อเสนอในที่ประชุมให้ชะลอและยุติการดำเนินการใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอันปกติสุขของประชาชน แต่ในทางปฎิบัติกลับสวนทางกัน nbsp;ฉะนั้นภาครัฐควรทำให้เห็นความสำคัญในการมีส่วนร่วมของการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติอย่างยั่งยืนโดยชุมชนด้วย/p pรองประธานอนุกรรมการ กล่าวอีกว่า ความขัดแย้งกรณีที่ดินป่าไม้มีสาเหตุมาจากการแสวงหาผลประโยชน์โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย เช่น การอนุญาตให้เอกชนเช่าทำประโยชน์ในเขตป่าและที่ดินของรัฐ ทำให้ชาวบ้านเกิดความรู้สึกต่อต้านความไม่เป็นธรรม แม้ชุมชนจะมีหลักฐานพร้อมข้อเท็จจริงในสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกินมาก่อนการประกาศเขตป่าฯ nbsp;แต่ขาดโอกาสที่จะเข้าพบและอธิบายข้อมูลให้กับผู้มีอำนาจสั่งการให้เกิดความเข้าใจnbsp; สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นปัญหาเรื้อรังมาตลอด ฉะนั้นเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะผู้มีอำนาจสั่งการควรเปิดใจรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงnbsp; ให้เกิดการมีส่วนร่วมตัดสินใจกันหลายฝ่าย ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐตัดสินเพียงฝ่ายเดียวnbsp; ไม่เช่นนั้นชาวบ้านจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บุกรุกมาโดยตลอด/p pเพิ่มศักดิ์ ให้ความเห็นอีกว่า ตามที่ชาวบ้านได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึง 8 หน่วยงาน หลังจากเจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้ามาปิดประกาศไล่รื้อในวันที่ 6 ก.พ.นั้น ตามหนังสือระบุว่าให้พิจารณายกเลิกคำสั่งไล่รื้อ และให้พิจารณารองรับแผนการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนโดยชุมชนnbsp; ตามที่ได้ลงมารับฟังข้อเท็จจริงโดยชุมชนโคกยาว มีแผนที่จะจัดการทรัพยากรคืนผืนป่า พัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน มาก่อนหน้านี้ nbsp;ดังนั้นรัฐบาลควรต้องนำมาทบทวนnbsp; โดยสิ่งสำคัญอย่างแรกคือมุมมองและทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีต่อประชาชนว่า ชาวบ้านไม่ได้บุกรุก หากเป็นผู้บุกเบิกที่ดินทำกิน ด้วยการปลูกพืชผักท้องถิ่นในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิ่งนี้เป็นการแสดงให้สังคมเข้าใจว่าพืชเศรษฐกิจ เช่น ไม้ยูคาฯที่เจ้าหน้าที่นำเข้ามาปลูก นอกจากผลกระทบจากความเสื่อมโทรมของหน้าดิน และอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่มานับจากปี 2528 มีความต่างกันอย่างไรบ้าง/p p“สำหรับการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ในพื้นที่ให้รวบรวมหลักฐาน ทำฐานข้อมูล เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อผู้มีอำนาจโดยตรง nbsp;โดยคณะกรรมการสิทธิฯ จะร่วมสรุปปัญหา และทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเสนอข้อเสนอจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ให้เข้าใจถึงปัญหาและผลกระทบ รวมทั้งกระบวนการดำเนินการต่างๆ ที่เคยมีการตรวจสอบมาแล้ว โดยจะให้ทุกภาคส่วนมีร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ถูกต้อง ก่อนครบกำหนดไล่รื้อภายในวันที่ 6 มี.ค. นี้” เพิ่มศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8620/16026749443_3e9730e48b.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8673/16459078188_0ac58899a3.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pด้านนายเด่น คำแหล้ ชาวบ้านชุมชนโคกยาว กล่าวว่า หลังจากวันที่ 6 ก.พ. 58nbsp; เจ้าหน้าที่สนธิกำลังทหาร ตำรวจ ป่าไม้ จำนวนประมาณ 100 นาย เข้ามาปิดป้ายหนังสือประกาศคำสั่งที่ ทส.1621.4/2404 ลงวันที่ 26 ม.ค.2558 เรื่อง สั่งให้ผู้ถือครองพื้นที่ออกจากป่าสงวนแห่งชาติ หรืองดเว้นการกระทำใดๆ หรือรื้อถอน หรือแก้ไข ทำประการอื่นใดแก่สิ่งที่เป็นอันตราย หรือสิ่งที่ทำให้เสื่อมสภาพในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง พืชผลอาสินทั้งหมดออกจากป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่มีคำสั่ง ทั้งนี้ผู้เดือดร้อนมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่ง ภายใน 15nbsp; วัน นับแต่วันได้รับคำสั่ง จากนั้นทางชุมชนได้เดินทางยื่นหนังสือทั้ง 8 หน่วยงาน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง รวมทั้งขอให้ยกเลิกหนังสือคำสั่งบังคับให้ออกจากพื้นที่ และขอให้พิจารณารับรองแผนการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนโดยชุมชนโคกยาว/p pนายเด่น บอกอีกว่า อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่สร้างความทุกข์ใจแบบนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง แม้จะเดินทางไปยื่นหนังสือเพื่อร้องเรียนมาทุกครั้ง ก็ไม่เคยเป็นที่ยุติ เจ้าหน้าที่มักฉวยโอกาส หาจังหวะเข้ามาพยายามให้ออกจากพื้นที่อยู่เสมอ ที่ผ่านมาก็ไม่มีจิตใจจะทำอะไรกันแล้ว ลูกหลานก็เกรงกลัว และกังวล ห่วงเหมือนกันว่าบ้านตัวเองจะถูกทหารเข้ามาไล่รื้อโดยเฉพาะช่วงหลัง 6 ก.พ.ที่ผ่านมา nbsp;แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้น พี่น้องของเราย่อมหวาดผวา กลัว แต่เป็นเรื่องที่ปฎิเสธไม่ได้ เพราะความไม่ปลอดภัยในการดำเนินชีวิต ได้ตามเข้ามาประชิดอีกระลอกเพราะวันที่ 6 มี.ค.นี้ ครบกำหนดไล่รื้อ คนในชุมชนก็ยืนยันชัดเจนว่าไม่ยอมออกไปไหน จะอยู่บนพื้นดินทำกินเดิมที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษnbsp; แต่ด้วยสภาพพื้นที่แวดล้อมไปด้วยป่า ตั้งอยู่บนเชิงเขา ที่มืดสนิท ไฟฟ้าไม่มี ยามดึกแม้จะเกิดเสียงอะไรดังขึ้นก็ตาม จะก่อให้เกิดความกังวลใจ หวาดผวาขึ้นมาได้เสมอ เพราะในช่วงสถานการณ์แบบนี้พวกเราจึงช่วยกันเฝ้าระวังภัยกันตลอดเวลา กลัวเจ้าหน้าที่จะจู่โจมเข้ามาคุกคาม ข่มขู่ หรือปฎิบัติการรื้อถอนช่วงกลางคืน/p pนายเด่น บอกถึงแผนการรับมือว่า ชุมชนมีแนวทางจัดการที่ดินในพื้นที่นำร่องในรูปแบบโฉนดชุมชน เนื้อที่ประมาณ 830 ไร่ ที่ชุมชนมีความพยายามเสนอแนวทางการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน มาก่อนหน้านั้น กล่าวคือ ชุมชนขอเป็นผู้ดำเนินการวางแผนการจัดการทั้งในเรื่องการจำแนกพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดิน การพัฒนาระบบการผลิตที่ยั่งยืน โดยการเลือกรูปแบบการผลิตที่สอดคล้องกับ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และระบบภูมินิเวศ รวมทั้งการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สมดุล คือ สมาชิกจะใช้ที่ดินเพื่อทำการเกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยเท่านั้นnbsp; ห้ามนำที่ดินไปทำธุรกิจอุตสาหกรรม ไม่มีกิจกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และมีข้อตกลงร่วมกันว่า สมาชิกมีหน้าที่ที่จะต้องช่วยกันปรับรูปแบบการผลิตให้พัฒนาไปสู่การเกษตรกรรมอินทรีย์แบบยั่งยืน เพื่อการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและที่อยู่อาศัยของชุมชน เป็นต้น/p p“แต่ข้อพิพาทในพื้นที่ยังมีปัญหามาโดยตลอด แม้จะมีกระบวนการแก้ไขปัญหามาหลายครั้ง แต่ในภาคปฎิบัติหน่วยงานภาครัฐยังไม่สามารถดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ถึงที่สุดผลกระทบกลับหนักหน่วงขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะหลังการปิดประกาศไล่รื้อครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ส.ค.57 และมีเหตุการณ์แบบนี้หลายครั้ง ล่าสุดเจ้าหน้าที่ยกกำลังขึ้นมากว่าร้อยนาย เมื่อวันที่ 6 ก.พ.ทำให้การดำเนินชีวิตขาดความสุข เกิดความหวั่นเกรงภัยจะถูกเจ้าหน้าที่เข้ามาไล่รื้อ การทำมาหากินขาดช่วง การเตรียมการคืนผืนป่า เพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนก็ติดขัด ดังนั้นหากรัฐบาลมองตามเงื่อนไขที่ระบุว่า การดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมมาก่อน จะถือว่าเป็นความโชคดีของชาวบ้าน ผืนดินอันน้อยนิดที่ทำเพียงการเกษตรจะได้มีความมั่นคง และแน่นอนว่า นั่นคือการคืนความสุขให้ประชาชน” นายเด่น กล่าวทิ้งท้าย/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/qHfk9uuxLJA" height="1" width="1" alt=""/

อนุกรรมการสิทธิลงพื้นที่คอนสาร รับประสานหน่วยงานก่อนเส้นตายไล่รื้อ 6 มี.ค.

Thu, 26/02/2015 - 02:40
!--break--!--break-- p align="right"nbsp;/p pเมื่อวันที่ 24 ก.พ.2558 เวลาประมาณnbsp; 10.00 – 16.30 น. เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ในฐานะรองประธานอนุกรรมการด้านที่ดินและป่า ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) นำทีม ลงพื้นที่ชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เพื่อรับฟังและตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมร่วมแลกเปลี่ยนหาแนวทางสู่การแก้ไขปัญหาให้เกิดความเป็นธรรม ด้วยเล็งเห็นถึงผลกระทบสถานการณ์คับขันใกล้ครบเส้นตายไล่รื้อ 6 มี.ค.นี้ที่เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ เจ้าหน้าที่ป่าไม้กำหนด/p pเพิ่มศักดิ์ ระบุว่า ผลกระทบในกรณีป่าไม้ ที่ดินทำกิน ที่ได้มีนโยบายทวงคืนผืนป่า โดยมีเป้าหมายและจัดการป่าอย่างเข้มข้น นโยบายดังกล่าวก่อให้เกิดส่งผลกระทบต่อประชาชนไปทั่วภูมิภาค เนื่องจากมีชาวบ้านส่วนมากที่ใช้ประโยชน์ทำกินในพื้นที่มาก่อน รวมทั้งในสถานการณ์ที่คับขันของชุมชนโคกยาว ล่าสุดเมื่อ 6 ก.พ.58 การที่เจ้าหน้าที่สนธิกำลังทั้งทหาร ป่าไม้ ตำรวจ เข้ามาปิดประกาศให้อพยพออกจากพื้นที่ ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 64 เป็นการสร้างความไม่ปกติสุขในการดำเนินชีวิตให้กับชาวบ้าน ไม่ใช่การคืนความสุข แต่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ในฐานะที่ชุมชนอยู่มาก่อน ทั้งที่ในพื้นที่พิพาทได้มีนโยบายข้อเสนอในที่ประชุมให้ชะลอและยุติการดำเนินการใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอันปกติสุขของประชาชน แต่ในทางปฎิบัติกลับสวนทางกัน nbsp;ฉะนั้นภาครัฐควรทำให้เห็นความสำคัญในการมีส่วนร่วมของการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติอย่างยั่งยืนโดยชุมชนด้วย/p pรองประธานอนุกรรมการ กล่าวอีกว่า ความขัดแย้งกรณีที่ดินป่าไม้มีสาเหตุมาจากการแสวงหาผลประโยชน์โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย เช่น การอนุญาตให้เอกชนเช่าทำประโยชน์ในเขตป่าและที่ดินของรัฐ ทำให้ชาวบ้านเกิดความรู้สึกต่อต้านความไม่เป็นธรรม แม้ชุมชนจะมีหลักฐานพร้อมข้อเท็จจริงในสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกินมาก่อนการประกาศเขตป่าฯ nbsp;แต่ขาดโอกาสที่จะเข้าพบและอธิบายข้อมูลให้กับผู้มีอำนาจสั่งการให้เกิดความเข้าใจnbsp; สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นปัญหาเรื้อรังมาตลอด ฉะนั้นเจ้าหน้าที่ โดยเฉพาะผู้มีอำนาจสั่งการควรเปิดใจรับฟังข้อมูลข้อเท็จจริงnbsp; ให้เกิดการมีส่วนร่วมตัดสินใจกันหลายฝ่าย ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐตัดสินเพียงฝ่ายเดียวnbsp; ไม่เช่นนั้นชาวบ้านจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บุกรุกมาโดยตลอด/p pเพิ่มศักดิ์ ให้ความเห็นอีกว่า ตามที่ชาวบ้านได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึง 8 หน่วยงาน หลังจากเจ้าหน้าที่สนธิกำลังเข้ามาปิดประกาศไล่รื้อในวันที่ 6 ก.พ.นั้น ตามหนังสือระบุว่าให้พิจารณายกเลิกคำสั่งไล่รื้อ และให้พิจารณารองรับแผนการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนโดยชุมชนnbsp; ตามที่ได้ลงมารับฟังข้อเท็จจริงโดยชุมชนโคกยาว มีแผนที่จะจัดการทรัพยากรคืนผืนป่า พัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน มาก่อนหน้านี้ nbsp;ดังนั้นรัฐบาลควรต้องนำมาทบทวนnbsp; โดยสิ่งสำคัญอย่างแรกคือมุมมองและทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีต่อประชาชนว่า ชาวบ้านไม่ได้บุกรุก หากเป็นผู้บุกเบิกที่ดินทำกิน ด้วยการปลูกพืชผักท้องถิ่นในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สิ่งนี้เป็นการแสดงให้สังคมเข้าใจว่าพืชเศรษฐกิจ เช่น ไม้ยูคาฯที่เจ้าหน้าที่นำเข้ามาปลูก นอกจากผลกระทบจากความเสื่อมโทรมของหน้าดิน และอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่มานับจากปี 2528 มีความต่างกันอย่างไรบ้าง/p p“สำหรับการเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ในพื้นที่ให้รวบรวมหลักฐาน ทำฐานข้อมูล เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงต่อผู้มีอำนาจโดยตรง nbsp;โดยคณะกรรมการสิทธิฯ จะร่วมสรุปปัญหา และทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมเสนอข้อเสนอจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ให้เข้าใจถึงปัญหาและผลกระทบ รวมทั้งกระบวนการดำเนินการต่างๆ ที่เคยมีการตรวจสอบมาแล้ว โดยจะให้ทุกภาคส่วนมีร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ถูกต้อง ก่อนครบกำหนดไล่รื้อภายในวันที่ 6 มี.ค. นี้” เพิ่มศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย/p pด้านนายเด่น คำแหล้ ชาวบ้านชุมชนโคกยาว กล่าวว่า หลังจากวันที่ 6 ก.พ. 58nbsp; เจ้าหน้าที่สนธิกำลังทหาร ตำรวจ ป่าไม้ จำนวนประมาณ 100 นาย เข้ามาปิดป้ายหนังสือประกาศคำสั่งที่ ทส.1621.4/2404 ลงวันที่ 26 ม.ค.2558 เรื่อง สั่งให้ผู้ถือครองพื้นที่ออกจากป่าสงวนแห่งชาติ หรืองดเว้นการกระทำใดๆ หรือรื้อถอน หรือแก้ไข ทำประการอื่นใดแก่สิ่งที่เป็นอันตราย หรือสิ่งที่ทำให้เสื่อมสภาพในเขตป่าสงวนแห่งชาติ และให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง พืชผลอาสินทั้งหมดออกจากป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่มีคำสั่ง ทั้งนี้ผู้เดือดร้อนมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่ง ภายใน 15nbsp; วัน นับแต่วันได้รับคำสั่ง จากนั้นทางชุมชนได้เดินทางยื่นหนังสือทั้ง 8 หน่วยงาน เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง รวมทั้งขอให้ยกเลิกหนังสือคำสั่งบังคับให้ออกจากพื้นที่ และขอให้พิจารณารับรองแผนการจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนโดยชุมชนโคกยาว/p pนายเด่น บอกอีกว่า อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่สร้างความทุกข์ใจแบบนี้เกิดขึ้นหลายครั้ง แม้จะเดินทางไปยื่นหนังสือเพื่อร้องเรียนมาทุกครั้ง ก็ไม่เคยเป็นที่ยุติ เจ้าหน้าที่มักฉวยโอกาส หาจังหวะเข้ามาพยายามให้ออกจากพื้นที่อยู่เสมอ ที่ผ่านมาก็ไม่มีจิตใจจะทำอะไรกันแล้ว ลูกหลานก็เกรงกลัว และกังวล ห่วงเหมือนกันว่าบ้านตัวเองจะถูกทหารเข้ามาไล่รื้อโดยเฉพาะช่วงหลัง 6 ก.พ.ที่ผ่านมา nbsp;แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้น พี่น้องของเราย่อมหวาดผวา กลัว แต่เป็นเรื่องที่ปฎิเสธไม่ได้ เพราะความไม่ปลอดภัยในการดำเนินชีวิต ได้ตามเข้ามาประชิดอีกระลอกเพราะวันที่ 6 มี.ค.นี้ ครบกำหนดไล่รื้อ คนในชุมชนก็ยืนยันชัดเจนว่าไม่ยอมออกไปไหน จะอยู่บนพื้นดินทำกินเดิมที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษnbsp; แต่ด้วยสภาพพื้นที่แวดล้อมไปด้วยป่า ตั้งอยู่บนเชิงเขา ที่มืดสนิท ไฟฟ้าไม่มี ยามดึกแม้จะเกิดเสียงอะไรดังขึ้นก็ตาม จะก่อให้เกิดความกังวลใจ หวาดผวาขึ้นมาได้เสมอ เพราะในช่วงสถานการณ์แบบนี้พวกเราจึงช่วยกันเฝ้าระวังภัยกันตลอดเวลา กลัวเจ้าหน้าที่จะจู่โจมเข้ามาคุกคาม ข่มขู่ หรือปฎิบัติการรื้อถอนช่วงกลางคืน/p pนายเด่น บอกถึงแผนการรับมือว่า ชุมชนมีแนวทางจัดการที่ดินในพื้นที่นำร่องในรูปแบบโฉนดชุมชน เนื้อที่ประมาณ 830 ไร่ ที่ชุมชนมีความพยายามเสนอแนวทางการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน มาก่อนหน้านั้น กล่าวคือ ชุมชนขอเป็นผู้ดำเนินการวางแผนการจัดการทั้งในเรื่องการจำแนกพื้นที่การใช้ประโยชน์ที่ดิน การพัฒนาระบบการผลิตที่ยั่งยืน โดยการเลือกรูปแบบการผลิตที่สอดคล้องกับ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และระบบภูมินิเวศ รวมทั้งการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้สมดุล คือ สมาชิกจะใช้ที่ดินเพื่อทำการเกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยเท่านั้นnbsp; ห้ามนำที่ดินไปทำธุรกิจอุตสาหกรรม ไม่มีกิจกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศ และมีข้อตกลงร่วมกันว่า สมาชิกมีหน้าที่ที่จะต้องช่วยกันปรับรูปแบบการผลิตให้พัฒนาไปสู่การเกษตรกรรมอินทรีย์แบบยั่งยืน เพื่อการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและที่อยู่อาศัยของชุมชน เป็นต้น/p p“แต่ข้อพิพาทในพื้นที่ยังมีปัญหามาโดยตลอด แม้จะมีกระบวนการแก้ไขปัญหามาหลายครั้ง แต่ในภาคปฎิบัติหน่วยงานภาครัฐยังไม่สามารถดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม ถึงที่สุดผลกระทบกลับหนักหน่วงขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะหลังการปิดประกาศไล่รื้อครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ส.ค.57 และมีเหตุการณ์แบบนี้หลายครั้ง ล่าสุดเจ้าหน้าที่ยกกำลังขึ้นมากว่าร้อยนาย เมื่อวันที่ 6 ก.พ.ทำให้การดำเนินชีวิตขาดความสุข เกิดความหวั่นเกรงภัยจะถูกเจ้าหน้าที่เข้ามาไล่รื้อ การทำมาหากินขาดช่วง การเตรียมการคืนผืนป่า เพื่อพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนก็ติดขัด ดังนั้นหากรัฐบาลมองตามเงื่อนไขที่ระบุว่า การดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมมาก่อน จะถือว่าเป็นความโชคดีของชาวบ้าน ผืนดินอันน้อยนิดที่ทำเพียงการเกษตรจะได้มีความมั่นคง และแน่นอนว่า นั่นคือการคืนความสุขให้ประชาชน” นายเด่น กล่าวทิ้งท้าย/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/1sMWTx_aSJE" height="1" width="1" alt=""/

อดีต 38 ส.ว.โต้ข้อกล่าวหา ป.ป.ช. ปมแก้ที่มาส.ว.ให้มาจากการเลือกตั้ง ยันแก้ไขรธน.ถูกต้อง

Thu, 26/02/2015 - 02:26
pที่ประชุม สนช.พิจารณาถอดถอนอดีตส.ว. 38 คน ที่ร่วมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปมที่มา ส.ว.ให้มาจากการเลือกตั้งnbsp; ป.ป.ช.แถลงเปิดคดี จำแนกพฤติการณ์ 4 ฐานความผิด ฝ่ายอดีตส.ว. ยันแก้ไขรธน.ถูกต้องตามกฎหมาย/p p!--break--!--break--/p pnbsp;/p p25 ก.พ.2558 การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณากระบวนการถอดถอนอดีตส.ว.38 คน ออกจากตำแหน่ง กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มาส.ว.โดยมิชอบ ซึ่งเป็นขั้นตอนการแถลงเปิดสำนวนของคณะกรรมการป.ป.ช.และการแถลงโต้แย้งการเปิดสำนวนของผู้ถูกกล่าวหา นายพรเพชรได้เชิญตัวแทนฝ่ายผู้กล่าวหาคือ นายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการป.ป.ช. และตัวแทนฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 29 คน เข้าสู่ห้องประชุม/p pนายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการ ป.ป.ช.nbsp;ได้แถลงเปิดสำนวนย้ำว่าอดีตส.ว. 38 คนมีพฤติการณ์จงใจส่อว่าใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อกฎหมาย ฝ่าฝืนไม่ปฎิบัติตามจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามกฎหมาย ป.ป.ช.จึงเป็นเหตุให้สามารถถอดถอนได้nbsp; โดยแบ่งข้อกล่าวหาออกเป็น 3 กลุ่มคือกรณีแรกคือร่วมลงชื่อเสนอญญัติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยนายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยและพวกnbsp; กลุ่มที่สองร่วมให้ความเห็นชอบลงมติในวาระใดวาระหนึ่ง และกลุ่มที่สามที่ร่วมลงชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญและร่วมลงมติให้ความเห็นชอบ แต่หลังจากไต่สวนจำแนกกลุ่มตามฐานความผิดแล้วพบว่ามีอดีตสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 38 คนเท่านั้นที่เข้าข่ายมีความผิด ซึ่งตามคำร้องของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพวกยื่นคำร้องให้มีการถอดถอนจำนวน 50 คน/p pนายวิชัย กล่าวว่าnbsp; ป.ป.ช.มีอำนาจในการไต่สวนถอดถอนกรณีดังกล่าว แม้รัฐธรรมนูญปี 50 จะไม่มีผลบังคับใช้แล้ว แต่ประกาศ คสช.ฉบับที่ 24/2557 ให้พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ยังมีผลบังคับใช้ต่อไป ประกอบกับรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2557 มาตรา 6 ให้สนช.ทำหน้าที่เป็นส.ส.และส.ว. ซึ่งสนช.มีข้อบังคับการประชุมปี 2557 ระบุให้สนช.มีอำนาจถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ ดังนั้นป.ป.ช.ย่อมมีอำนาจในการไต่สวนเรื่องดังกล่าว พร้อมส่งรายงานคำร้องถอดถอนมายัง สนช.เพื่อดำเนินการถอดถอนได้/p pจากนั้น นายกฤช อาทิตย์แก้ว อดีตส.ว.กำแพงเพชร กล่าวว่า กลุ่มส.ว.ขอปฎิเสธว่าไม่ได้ทำความผิดตามฟ้องของป.ป.ช.ทุกประเด็น และถือเป็นเอกสิทธิ์ของส.ว.ที่จะร่วมลงชื่อและลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญได้nbsp; เมื่อพิจารณาคำร้องของนายอภิสิทธิ์nbsp; เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิก เห็นว่าเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นไปตามมาตรา 61 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และยังขัดต่อข้อบังคับการประชุมสนช.ที่ไม่มีการระบุที่อยู่ของผู้ถูกร้องให้ชัดเจน การจัดทำคำร้องยังมีข้อน่าสงสัยที่มีการใช้แบบและขนาดตัวอักษรที่ไม่เหมือนกัน ประกอบการการพิจารณารับคำร้องของสนช.เชื่อว่ามีบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่สมาชิกสนช.เข้าไปมีส่วนร่วมพิจารณาด้วย เมื่อคำร้องไม่สมบรูณ์และกระบวนการพิจารณามีปัญหาจึงเชื่อว่าการพิจารณาถอดถอนของสนช.จึงทำไม่ได้/p pตัวแทนส.ว.ได้แถลงชี้แจง อาทิ นายวิทยา อินาลา อดีตส.ว.นครพนม แถลงว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอมีเพียงร่างเดียวไม่มีการแก้ไขสอดไส้ปลอมแปลงร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด ด้านนายดิเรก ถึงฝั่ง อดีตส.ว.นนทบุรี แถลงสรุปการชี้แจงว่า กลุ่มส.ว.ไม่มีเจตนาจะทำให้เกิดปัญหา และไม่ได้แก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตนเอง เพราะเมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งอีกหรือไม่ ขอยืนยันว่าไม่มีการทับซ้อนหรือขัดกันของผลประโยชน์nbsp; ทั้งหมดทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550nbsp; มาตรา 291ทุกประการnbsp; ดังนั้นการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนญย่อมได้รับความคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญ ข้อกล่าวหาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองนั้นnbsp; การแก้ไขให้ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมดไม่เห็นจะเกี่ยวกับการล้มล้างการปกครองตรงไหน ขอยืนยันว่าส.ว.ทั้งหมดไม่คิดล้มล้างการปกครองเพราะได้ผ่านประสบการณ์ทำงานเพื่อประเทศชาติมาอย่างยาวนานกันทุกคน จึงไม่มีความคิดจะทำเช่นนี้/p pเมื่อตัวแทนส.ว.ได้แถลงข้อชี้แจงแล้วที่ประชุมได้ตั้งกรรมาธิการซักถามทำหน้าที่รวบรวมคำถามจากสมาชิกเพื่อดำเนินการซักถามผู้ถูกถอดถอน กำหนดให้มีคณะกรรมาธิการ 7 คนnbsp; และให้สมาชิกที่ต้องการซักถามยื่นข้อซักถามภายในเวลา 12.00 น. ของวันที่ 27nbsp; ก.พ. ที่ประชุมยังได้งดเว้นข้อบังคับการประชุมสนช ข้อ 24 วรรค 3 เป็นการชั่วคราว เนื่องจากข้อบังคับกำหนดให้นัดประชุมครั้งต่อไปภายใน 7 วัน แต่ตรงกับวันหยุดนักขัตฤกษ์ ที่ประชุมจึงกำหนดนัดประชุมเพื่อพิจารณาข้อซักถามในวันที่ 5 มี.ค. เวลา 10.00 น./p pnbsp;/p pemspan style="color:#696969;"เรียบเรียงจาก /spana href="http://www.radioparliament.net/parliament/viewNews.php?nId=3804#.VO4hYvmUei0"span style="color:#696969;"ข่าวรัฐสภา/span/aspan style="color:#696969;" และ /spana href="http://www.tnamcot.com/2015/02/25/%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%95-38-%E0%B8%AA-%E0%B8%A7-%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%88/"span style="color:#696969;"สำนักข่าวไทย/span/a/em/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/rx0aWUVTD7I" height="1" width="1" alt=""/

ม.อ.ปัตตานีเตรียมเปิด “Peace Comm.” ขยายงานสื่อสารสันติภาพ ชี้มากกว่า peace journalism

Thu, 26/02/2015 - 02:14
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8568/16645131381_2d5d4ac736.jpg" style="width: 500px; height: 376px;" //p pstrongnbsp;“Peace Comm.” มากกว่า “peace journalism”/strong/p pผศ.ดร.วลักษณ์กมล จ่างกมล คณบดีคณะวิทยาการสื่อสาร (วสส.) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) เปิดเผยว่า ในงานวันสื่อสันติภาพชายแดนใต้/ปาตานี 2015 "สันติ (ที่มองเห็น) ภาพ" [Visible/Visionary Peace] ในวันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2558 ที่คณะวิทยาการสื่อสาร ตนจะกล่าวเปิดเสวนาวิสัยทัศน์ เรื่อง ‘Peace Comm.’: การศึกษาและพัฒนาสื่อเพื่อสันติภาพด้วย/p pผศ.ดร.วลักษณ์กมล เปิดเผยต่อไปว่า “Peace Comm.” เป็นคำที่กว้างและควรใช้มานานแล้ว แต่ส่วนใหญ่คนมักจะรู้จักแต่คำว่า “peace journalism” ซึ่งในความเป็นจริง peace journalism เป็นส่วนหนึ่งของ Peace Comm.ซึ่งชื่อเต็มก็คือ peace communication ที่เป็นเสมือนพฤติกรรมการสื่อสารของมนุษย์/p p“เราคาดหวังว่า Peace Comm.จะเป็นร่มใหญ่ในประเด็นการสื่อสารเพื่อสันติภาพของมนุษย์หรือปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง ที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดสันติภาพหรือมีเป้าหมายเพื่อสันติสุขของสังคม” ผศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าว/p pผศ.ดร.วลักษณ์กมล เปิดเผยต่ออีกว่า หน้าที่คร่าวๆ ใน Peace Comm. ประกอบด้วย 1.peace journalism ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้สื่อข่าวที่ทำงานในเชิงการสื่อสารเพื่อสันติภาพ 2.peace media ที่อาจจะดูว่าทับซ้อนกับ peace journalism อยู่บ้าง แต่จะเน้นที่ตัวสื่อที่ผลิตออกมาแล้วเป็นหลัก และสิ่งที่ผลิตออกมาจะมีเป้าหมายเพื่อสันติภาพ/p pstrongเปิดกว้างให้ทุกคนสามารถสื่อความคิดได้/strong/p p“Peace Comm. จะรวมเอาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมขององค์กรภาคประชาสังคมหรือแม้แต่กิจกรรมของประชาชนที่ทำอยู่เป็นประจำ เช่น การฝึกอบรบ การณรงค์ต่างๆ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น โครงการเดินสันติชายแดนใต้ถือเป็นหนึ่งใน Peace Comm. เพราะการเดินก็คือการสื่องสารในตัวมันเอง เพราะทุกพฤติกรรมของมนุษย์ที่ต้องการจะสื่อความหมายนั้นถือว่าเป็นการสื่อสารทั้งหมด” ผศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าว/p pnbsp;“หากใช้คำว่า peace communication จะเป็นการเปิดกว้างในการทำงาน เพราะการสื่อสารจะไม่ใช่แค่หน้าที่ของสื่อ นักวิชาการ หรือนักผลิตรายการ แต่เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนในการที่จะสื่อความคิดของเขาออกไป” ผศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าว/p pstrongเชื่อมงานวิจัยกับการเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม/strong/p pผศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าวด้วยว่า ถ้าให้ความรู้เรื่อง peace communication ได้ จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้คนทุกระดับ ให้เขาเห็นว่าเขาเองก็มีบทบาทในการสร้างสันติภาพได้โดยผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่จำเป็นต้องผลิตเป็นตัวสื่อก็ได้ เพราะเรามองว่ากิจกรรมต่างๆ ในชุมชนอย่างการทำประมงพื้นบ้าน ถ้าทำให้สังคมสงบหรืออยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ นั่นก็คือ peace communication เช่นกัน/p pผศ.ดร.วลักษณ์กมล เปิดเผยว่า คณะวิทยาการสื่อสารเห็นว่าการจะรณรงค์ในเรื่อง peace communication จะต้องใช้ความรู้จากการทำวิจัยและต้องเชื่อมโยงทั้งกับเครือข่ายภาคประชาสังคมและภาคประชาชน และที่สำคัญการบริการวิชาการจะต้องสัมพันธ์กับงานวิจัยและการเชื่อมโยงเครือข่าย เพราะจะทำให้ peace communication สามารถขับเคลื่อนไปได้/p pstrongเล็งตั้ง peace communication center/strong/p pผศ.ดร.วลักษณ์กมล เปิดเผยด้วยว่า คณะวิทยาการสื่อสารตั้งใจว่าในอนาคตจะจัดตั้งศูนย์การศึกษาและพัฒนาการสื่อสารเพื่อสันติภาพขึ้นมาเป็น peace communication center ทำหน้าที่ขับเคลื่อนและส่งเสริมศักยภาพของผู้คนในชุมชนให้เข้าใจถึงการสื่อสารเพื่อสันติภาพ เพราะในความเป็นจริงเมื่อเราพูดถึงการสื่อสารเพื่อสันติภาพจะมีคนบางกลุ่มคิดว่า ตัวเขานั้นไม่เกี่ยวข้องเพราะไม่ได้เป็นสื่อ ซึ่งถือเป็นความเข้าใจผิด/p pผศ.ดร.วลักษณ์กมล คาดว่า จะเริ่มงาน Peace Comm.ได้ในเดือนตุลาคม 2558 นี้ โดยจะชูขึ้นมาเป็นพันธกิจของคณะวิทยาการสื่อสาร กิจกรรมหลักๆ ที่จะดำเนินการก็คือ การฝึกอบรมหลักการเกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อสันติภาพ การอบรมนักข่าวพลเมืองร่วมกับ ThaiPBS การทำสื่อชุมชน จัดหาอุปกรณ์เคลื่อนที่ไว้ใช้ในการถ่ายทอดสด เป็นต้น/p pstrongเตรียมเปิดสอนแห่งแรกในไทย/strong/p pผศ.ดร.วลักษณ์กมล เปิดเผยว่า คาดว่า Peace Comm. center จะเป็นหน่วยงานอิสระที่อยู่ในคณะวิทยาการสื่อสารเหมือนหน่วยวิจัยแต่ไม่ได้ทำงานวิจัยอย่างเดียว เพราะจะมีงานบริการวิชาการและเชื่อมโยงกับเครือข่ายอื่นๆ ด้วย และสามารถใช้สอนนักศึกษาด้วย เพราะนักศึกษาอาศัยอยู่ในพื้นที่ปัญหาจริง จึงควรให้นักศึกษาเข้าใจ peace communication ด้วย ที่สำคัญยังไม่มีมหาวิทยาลัยไหนในประเทศไทยที่เปิดสอนเรื่องนี้โดยตรง/p pnbsp;“เราจึงคิดว่าควรสร้างนักศึกษาของเราให้มีจุดเด่นและสามารถเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในพื้นที่ได้ นอกจากนั้นยังให้บริการความรู้แก่ภาคประชาสังคมหรือส่งเสริมการทำกิจกรรมเกี่ยวกับการสื่อสารต่างๆ ที่เรามีเครือข่ายเดิมอยู่แล้ว อย่าง ThaiPBS หรือ Deep South Watch ที่ทำเรื่อง Peace Comm.อยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้เรียกnbsp; Peace Comm. เท่านั้นเอง” ผศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าว/p pstrongหนุนเสริม safety net/strong/p pnbsp;“เราพยายามไม่ไปทับซ้อนงานขององค์กรเครือข่าย แต่เราจะส่งเสริมหรือหนุนเสริมให้เข้มแข็งมากขึ้น อย่างเครือข่ายภาคประชาสังคมจะมีตาข่ายนิรภัย (safety net) เราก็จะเป็นตัวผยุงความเข้มแข็งของตาข่ายนิรภัยให้เพิ่มมากขึ้น จะเป็นตัวเชื่อมโยงตาข่ายนิรภัยกับชาวบ้าน”ผศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าว/p p“เรามุ่งที่จะทำให้คนในพื้นที่สามารถสื่อสารเองได้ ทำให้เขาเห็นว่าสิ่งที่เขากำลังทำอยู่นั้นคือ Peace Comm. หรือให้เขาตระหนักว่าสิ่งที่เขาทำอยู่จะนำไปสู่สันติภาพหรือไม่? และที่สำคัญไม่ต้องมีความรู้เรื่องการสื่อสารก็ทำได้เพราะการสื่อสารเป็นธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว” ผศ.ดร.วลักษณ์กมล กล่าว/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/sPZKBhWFM80" height="1" width="1" alt=""/

จี้ กสทช.ออกประกาศยุติปัดเศษทุกโปรฯ

Thu, 26/02/2015 - 01:46
pคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) เผยโปรโมชั่นมือถือ AIS DTAC และ TRUE MOVE คิดค่าโทรเป็นวินาทีแพงขึ้น แต่สิทธิประโยชน์ลดลง ไม่เป็นธรรมแก่ผู้บริโภค จี้ กสทช.ออกประกาศยุติการปัดเศษทุกโปรโมชั่น/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8618/16644682201_f1f38e43ac_o.png" //p p25 ก.พ. 2558 ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) จัดงานแถลงข่าว “หยุดหลอกลวงผู้บริโภค” เผยโปรโมชั่นมือถือ AIS DTAC และ TRUE MOVE คิดค่าโทรเป็นวินาทีแพงขึ้น แต่สิทธิประโยชน์ลดลง ไม่เป็นธรรมแก่ผู้บริโภค/p pรุจน์ โกมลบุตร ประธานอนุกรรมการฯ ด้านสื่อสารและโทรคมนาคม กล่าวว่า กรณีผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ทั้ง AIS DTAC และ TRUE MOVE ได้นำเสนอรายการส่งเสริมการขายที่คิดค่าโทรเป็นวินาทีออกมาเป็นทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคนั้น คณะกรรมการฯ พิจารณาแล้วเห็นว่าโปรโมชั่นในลักษณะดังกล่าว มีอัตราค่าบริการที่ไม่เป็นธรรมแก่ผู้บริโภค เนื่องจากต้องจ่ายในราคาค่าบริการแพงขึ้น แต่สิทธิประโยชน์ลดลง เมื่อเปรียบเทียบกับแพคเกจเดิมที่ไม่คิดค่าโทรเป็นวินาที และขอปฏิเสธโปรโมชั่นใหม่ที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เสนอ โดยไม่ยอมรับว่านี่คือแนวทางที่ถูกต้องในการตอบสนองต่อมติ สปช. และขอเรียกร้องให้หยุดการเอาเปรียบผู้บริโภค โดยเลิกคิดค่าบริการด้วยวิธีการปัดเศษอย่างไม่เป็นธรรม/p pเขาเรียกร้องต่อ กสทช. ด้วยว่า ต้องปฏิบัติหน้าที่กำกับดูแลโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้บริโภค เหนือกว่าการแสวงหากำไรส่วนเกินของผู้ประกอบการ และควรสั่งการให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหลายเลิกคิดค่าบริการโดยการปัดเศษวินาทีเป็นนาทีในทุกครั้งของการโทรทันที/p p“ในเรื่องของการปัดเศษ เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนกับเราไปซื้อหมูกิโลกรัมละ 140 บาท เราไปซื้อหมู 1 กิโล 2 ขีด ถ้าปัดเศษแปลว่าเราต้องซื้อในราคา 2 กิโลคือ 280 บาท แต่ได้หมูมาแค่ 1 กิโล 2 ขีด เท่านั้น ก็ถือว่าเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค” รุจน์กล่าว/p pชลดา บุญเกษม อนุกรรมการฯ ด้านสื่อสารและโทรคมนาคม กล่าวว่า เมื่อเปรียบเทียบโปรโมชั่นnbsp; isecond 345 บาท โทรได้ 4,800 วินาทีต่อเดือน หรือ 80 นาที กับแพคเกจเดิม ismart 399 บาท โทรได้ 150 นาทีต่อเดือน พบว่า แพงขึ้นถึง 65.3 เปอร์เซ็นต์ อีกทั้งโปรโมชั่นที่ออกมามีความซับซ้อน แสดงตัวเลขที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจว่าสามารถโทรได้มาก แต่ความจริงแล้วเมื่อคิดเป็นนาทีกลับน้อยกว่าแบบเหมาจ่ายของโปรโมชั่นที่มีอยู่เดิม อยากให้ผู้ให้บริการยกเลิกการเอาเปรียบผู้บริโภคด้วยวิธีนี้และ กสทช.ต้องบังคับไม่ให้ออกโปรโมชั่นเช่นนี้มาbr /br /“กสทช.ควรจะต้องทำความเข้าใจ บอกกับผู้ให้บริการเครือข่ายว่าให้คิดค่าบริการเป็นวินาที เลิกปัดเศษ อย่าคิดเป็นนาทีบ้าง เป็นวินาทีบ้าง ตามโปรโมชั่นที่เสนอมามันไม่ได้บอกเลยว่าคุ้มครองผู้บริโภคตรงไหนหรือไม่เอาเปรียบผู้บริโภคตรงไหน” ชลดากล่าว/p pไพบูลย์ ช่วงทอง กรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านสินค้าและบริการทั่วไป กล่าวว่า การคิดค่าบริการแบบปัดเศษวินาทีเป็นการกระทำที่เอาเปรียบผู้บริโภค และเป็นการค้ากำไรเกินควร กสทช. ต้องใช้มาตรการป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค ห้ามผู้ประกอบการคิดค่าบริการในส่วนที่ผู้บริโภคไม่ได้มีการใช้งานจริงทั้งในส่วนที่เป็นค่าโทรศัพท์และค่าบริการอินเทอร์เน็ต/p pไพบูลย์ ชี้ว่า การออกโปรโมชั่นใหม่นี้เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ต้นเหตุของปัญหาคือการคิดเวลาที่เกินจริง แม้ กสทช. จะอยู่ในฐานะองค์กรกำกับดูแล แต่ก็จะเห็นว่ามีการปล่อยให้ผู้ประกอบการเอาเปรียบผู้บริโภคซ้ำแล้วซ้ำเล่า กสทช. ไม่มีความสำนึกรับผิดชอบในการกำกับดูแลเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค หากองค์กรกำกับดูแลไม่สามารถทำหน้าและปล่อยให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภคต่อไป ประเทศนี้ก็สิ้นหวัง การปฏิรูปไม่เกิดประโยชน์/p p“การคิดค่าบริการโดยปัดเศษการใช้งานอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเข้าข่ายเป็นการค้ากำไรเกินควร กสทช. ควรรวมเรื่องการคิดค่าโทรศัพท์เป็นวินาทีเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อหาในประกาศ การกระทำอันที่น่าจะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคมโดยการอาศัยการใช้เครือข่ายหรือการโฆษณา อันมีลักษณะเป็นการค้ากำไรเกินควร หรือก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญ พ.ศ. ….” ไพบูลย์กล่าว/p pด้าน มณี จิรโชติมงคลกุล เครือข่ายผู้บริโภค กรุงเทพมหานคร เรียกร้องให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกราย รวมทั้ง กสทช. ควรให้ข้อมูลผู้บริโภคอย่างถูกต้อง ไม่ทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสน หรือหลอกลวงด้วยวิธีการอันซับซ้อน ซึ่งไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ สปช. เช่น การทำให้เป็นเรื่องของการต้องเปลี่ยนระบบการคิดอัตราค่าบริการใหม่ รวมถึงการออกโปรโมชั่นทางเลือก ซึ่งโปรโมชั่นใหม่ที่ 3 ค่ายมือถือเปิดตัวออกมานั้น แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า เป็นการเสนอทางเลือกที่ไม่น่าเลือก เพราะโปรโมชั่นใหม่ของแต่ละค่ายต่างมีอัตราค่าบริการที่แพงกว่าโปรโมชั่นที่มีอยู่ในท้องตลาดเดิม ซ้ำยังลดสิทธิประโยชน์ของผู้บริโภคให้น้อยลง บางค่ายยังแอบแฝงการปัดเศษเข้ามาในโปรโมชั่นใหม่ที่นำเสนอในฐานะที่เป็นโปรวินาทีด้วย/p p“ทั้งนี้ในการนำเสนอโปรโมชั่นวินาทีต่างๆ ของแต่ละค่าย พบว่ามีการพยายามนำเสนอรายละเอียดให้มีความซับซ้อนชวนสับสน ดูผิวเผินเหมือนให้สิทธิประโยชน์ที่คุ้มค่าและเป็นธรรม แต่แท้จริงแล้วเป็นการนำเสนอทางเลือกเพื่อไม่ให้เกิดทางเลือก ซึ่งอาจคาดหมายต่อไปได้ว่า เมื่อในที่สุดปรากฏผลว่าผู้บริโภคไม่ให้การตอบรับโปรโมชั่นวินาที ผู้ให้บริการและ กสทช. ก็จะใช้สถานการณ์ดังกล่าวเป็นข้ออ้างต่อไปได้ว่า ผู้บริโภคไม่ต้องการระบบการคิดเงินเป็นวินาที ทั้งที่ความจริงการนำเสนอโปรโมชั่นทางเลือกนั้นเป็นการพยายามบิดเบือนและเป็นการตีความอย่างศรีธนญชัยเพื่อทำให้เรื่องการคิดค่าบริการแบบไม่ปัดเศษกลายเป็นเรื่องที่สังคมไม่ต้องการ” มณีกล่าว/p pคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน มีข้อเสนอเรียกร้อง 4 ข้อbr /1.ขอให้ยกเลิกโปรโมชั่นวินาทีทั้งหมด เนื่องจากสร้างความสับสนให้แก่ผู้บริโภคและไม่มีการคิดเป็นวินาทีจริง ให้คงแพคเกจเดิมที่คิดเป็นนาทีต่อไป เพียงแต่ตอนคิดค่าบริการให้คิดตามจริงเป็นวินาทีbr /2.ขอความร่วมมือจากค่ายมือถือและ กสทช. ช่วยในเรื่องของการให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่ายขึ้น ข้อมูลข่าวสารนั้นต้องง่ายต่อการพิจารณาของผู้บริโภคให้มากขึ้นbr /3.ให้ กสทช. ใช้มาตรการป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค ให้ค่ายมือถือทุกค่ายคิดค่าโทรเป็นวินาทีเท่านั้น ไม่คิดค่าโทรด้วยวิธีแฝงอื่นใดทั้งสิ้นbr /4.ผู้บริโภคต้องใช้วิจารณญาณใคร่ครวญว่าต้องการใช้โปรโมชั่นแบบใดที่รู้สึกว่ายุติธรรมกับตนจริงๆ/p pรุจน์ กล่าวปิดท้ายว่า ยังไม่มีการวางกรอบระยะเวลาของข้อเสนอ แต่คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนสนใจ เป็นวาระของคณะกรรมการ รอดูอีกสักระยะว่าจะมีการปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง แต่คิดว่าเสียงผู้บริโภคนั้นสำคัญ ถ้าทุกคนช่วยกัน บริษัททั้งหลายก็จะทนไม่ได้ต้องลุกขึ้นมาแข่งขันกันในที่สุด/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/v2iFHuoAlHY" height="1" width="1" alt=""/

แอมเนสตี้ฯ เปิดรายงานละเมิดสิทธิทั่วโลก เสนอไทยยกเลิกกฎอัยการศึก-แก้ไข ม.112

Thu, 26/02/2015 - 01:36
!--break--!--break-- p25 ก.พ. 2558 ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล นำเสนอรายงานประจำปี 2557-2558 สรุปภาพรวมรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก/p pปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำประเทศไทย ได้สรุปภาพรวมรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลกว่า nbsp;เหล่าผู้นำในแต่ละประเทศมีความล้มเหลวในการปกป้องพลเรือนจากภัยสงคราม ลามถึงเรื่องปัญหาผู้ประสบภัยจากสงคราม ทั้งยังมีการบังคับให้พลเรือนเป็นบุคคลศูนย์หาย ในหลายประเทศมีการปราบปรามเอ็นจีโอที่ออกมาเรียกร้อง โดยรัฐใช้ความรุนแรงเข้าควบคุม ยกอย่างกรณีในประเทศฮ่องกงที่ผู้ประท้วงชุมนุมเรียกร้องเสรีภาพทางการเมืองนำโดยนักศึกษา แต่ทางรัฐบาลกลับมีการใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามข่มขู่คุกคามเหล่านักศึกษาและผู้ชุมนุมที่ชุมนุมอย่างสงบ ทั้งยังนี้มีรายงานเรื่องที่หลายประเทศใช้วิธีการทรมานพลเรือนเพื่อให้ได้มาซึ่งการรับคำสารภาพหรือข้อมูล ส่วนที่สำคัญที่สุดคือการใช้ความรุนแรงเข้าปราบปรามนักโทษทางความคิดไม่ว่าจะเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างหรือความเชื่อทางศาสนา มีทั้งหมด 62 ประเทศ โดย 18 ประเทศที่มีอาชญากรรมสงครามที่ทำให้พลเรือนเป็นเหยื่อ ใน 119 ประเทศที่มีการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น มี 28 ประเทศที่ระบุว่าการขอทำแท้งคืออาชญากรรมส่งผลให้เหล่าสตรีที่ถูกข่มขืนอาจเข้าไม่ถึงสวัสดิการทางการแพทย์ซึ่งเสี่ยงต่อการเสียชีวิต และ 78 ประเทศ ที่ระบุเรื่องของการเป็นเพศทางเลือกหรือการมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8604/16646362815_b45827ed85.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8666/16460195389_e0b2ebc3a7.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //p pปริญญายังเปิดเผยอีกว่า ในส่วนของฝั่งเอเชียแปซิฟิก พบว่า ในปี 2557 มีการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในเรื่องของการออกมาเรียกร้องสิทธิเสรีภาพทั้งของตนเองและสังคม เช่น เมียนม่าร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฮ่องกง ฯลฯ โดยนักเคลื่อนไหวออกมาเรียกร้องการตรวจสอบรัฐบาล แต่ที่น่าเป็นห่วงคือกลุ่มผู้ชุมนุมที่เรียกร้องอย่างสันติวิธี โดนรัฐใช้ความรุนแรงเข้าทำการปราบปรามฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาล ทั้งในจีน เกาหลีเหนือ กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ศรีลังกา เกาหลีใต้ ปากีสถาน และประเทศไทย ด้านของสื่อก็ได้รับการข่มขู่คุกคามอย่างกว้างขวาง รวมทั้งถูกสังหาร ทั้งในประเทศจีน ศรีลังกา อัฟกานิสถาน อินเดีย ฯลฯ nbsp;ทั้งนี้หลายประเทศในเอเชียแปซิฟิกมีเหยื่อและครอบครัวเหยื่อที่ได้รับผลกระทบความเสียหายจากปฏิบัติการที่โหดร้าย โดนทรมานจากการตรวจสอบเพื่อซัดทอดข้อกล่าวหา และการขัดแย้งกันด้วยอาวุธ เช่น ในอัฟกานิสถานที่มีรายงานตัวเลขจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ที่มีผู้ขอลี้ภัยจากสงครามถึง 2 ล้านคน และยังมีอีกนับ 6 แสนคน ที่ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น และในเมียนมาร์ที่ยังคงมีความขัดแย้งในเรื่องชาติพันธ์ทั้งในรัฐฉานและรัฐคะฉิ่น โดยกองกำลังติดอาวุธปลดแอกตนเองและจากรัฐบาลเมียนมาร์/p pผอ.แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำประเทศไทย ยังกล่าวเสริมอีกว่า เอเชียแปซิฟิกยังคงมีปัญหาเรื่องของสิทธิสตรีและเด็ก โดยการละเมิดบังคับให้สมรสหรือสังหารเพื่อศักดิ์ศรี และการออกกฎหมายทำแท้งเป็นอาชญากรรม แม้ว่าผู้หญิงจะโดนข่มขืน และประเด็นในเรื่องของเพศสภาพ มีหลายประเทศในโซนเอเชียแปซิฟิกที่คุกคามขุมขังเพียงเพราะมีเพศสัมพันธ์กับเพศเดียวกัน ด้านความอดทนอดกลั้นในด้านศาสนาและชาติพันธ์ที่แตกต่างกันมีการหมิ่นศาสนาและความขัดแย้งด้านชาติพันธุ์จนนำไปสู่การใช้ความรุนแรง ในส่วนของหลายประเทศบรรษัทไม่มีการเคารพเรื่องของสิทธิมนุษยชน ส่งผลให้พลเรือนต้องรับผลกระทบทางด้านสุขภาพ หรือต้องอพยพออกจากที่อยู่อาศัยของตนเอง และระบบนิเวศน์ชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมได้รับความเสียหายจากการเข้าไปทำเหมืองเป็นต้น/p pทั้งนี้ปริญญาเปิดเผยการสรุปภาพรวมรายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในไทยอันครอบคลุมประเด็นหลัก ได้แก่ 1) การทรมานภายใต้บริบทการปราบปรามความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ 2) สภาพเรือนจำและสถานที่กักขัง 3) กฎหมายภายในประเทศที่กำหนดให้การทรมานเป็นความผิดทางอาญา 4) หลักการห้ามผลักดันกลับ (non-refoulement) 5) การทรมานและความรับผิด/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8593/16026469473_b7d6d7401b.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8655/16645367992_1d9c5273e0.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //p pผลกระทบที่รุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ กว่า 80% ที่เสียชีวิต เป็นพลเรือน ซึ่งผิดกฎหมายสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรม ในส่วนของปัญหาทางการเมือง ปีที่ผ่านมามีการใช้ความรุนแรงโดยมีกองกำลังติดอาวุธทั้งจากภาครัฐและกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส.นอกจากนี้สถานการณ์ในเรือนจำและสถานที่กักขังในประเทศไทย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล มีความกังวลว่าสภาพในเรือนจำและการปฏิบัติต่อผู้ถูกคุมขังอาจเข้าข่ายเป็นการทรมาน การปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้ายและย่ำยีศักดิ์ศรี ทั้งความรุนแรงทางร่างกายและความรุนแรงทางเพศขัดต่อข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับปฏิบัติต่อผู้ต้องขังขององค์การสหประชาชาติ โดย มี134 เรื่อง ใน 138 คน ที่ได้รับความเสียหายจากการทรมานซึ่งมาจากเจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายความมั่นคง การบังคับให้กลายเป็นบุคคลศูนย์หาย จากรายงานที่มีการร้องเรียนในประเทศไทยมี 89 เรื่องอยู่ที่องค์กรสหประชาชาติ(UN) ว่ามีผู้ถูกบังคับศูนย์หาย โดยมีเพียง 2 กรณีเท่านั้นที่ทางรัฐบาลมีคำตอบให้กับUN รายแรกได้รับอิสรภาพ และมีอีก 1 รายยังไม่ได้รับการปล่อยตัว/p pในด้านวิกฤตการณ์ทางการเมือง ยังมีการประกาศใช้กฎอัยการศึกหลังรัฐประหาร โดยประชาชนถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมอย่างสงบ ทางรัฐบาลทหารไทยได้ออกกฎห้ามชุมนุมเกิน 5 คน มีการปิดกั้นเสรีภาพสื่อ ทั้งการสั่งปิดสื่อชุมชนและการห้ามสื่อวิพากษ์วิจารณ์ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ห้ามจัดสัมมนาวิชาการเป็นเชิงกระทบต่อความมั่นคง ควบคุมพลเรือนโดยพลการแบบไม่ต้องแจ้งข้อกล่าวหา จำนวนไม่เกิน 7 วัน ทั้งนี้มีมากกว่า 193 คนถูกบังคับให้ไปรายงานตัว และมีหลายรายที่โดนขึ้นศาลทหารจากการขัดคำสั่งไม่ไปรายงานตัวของ คสช. ทางรัฐบาลทหารไทยยังมีการลงโทษกลุ่มผู้ต่อต้านการรัฐประหารแบบไม่มีการไต่สวนที่เป็นธรรม รวมทั้งออก พ.ร.บ.ศาลทหาร ให้พลเรือนที่เป็นจำเลยคดีความมั่นคงถูกพิจารณาคดีในศาลทหารและไม่สามารยื่นอุทธรณ์ได้ รวมทั้งกฎหมายอาญามาตรา 112 ที่บังคับให้พลเรือนต้องรับการพิจารณาคดีในศาลทหาร/p pปริญญายังแจงอีกว่า ความล้มเหลวของรัฐไทยในการปกป้องสิทธิของนักสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย มี 42 กรณี ถูกอุ้มหายและขู่ฆ่า ยังไม่รวมกรณีถูกคุกคามและและถูกข่มขู่ รวมถึงการค้ามนุษย์ในประเทศไทย เช่น ชาวโรฮิงยา และอุยกูร์ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลไทยบกพร่องในนโยบายไม่สามารถจัดการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมได้ สุดท้ายประเด็นเรื่องโทษประหารชีวิต แม้ในปี 2557 ยังไม่มีการประหารนักโทษ แต่ทางแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยังคงดำเนินหน้ารณรงค์ยกเลิกโทษประหารในประเทศไทยต่อไป/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8683/16460199249_2402693490.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8653/16645372382_6bd738fe87.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //p pภายในงานแถลงการณ์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้นำเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย ดังนี้/p pในด้านวิกฤตการณ์ทางการเมืองเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายฉุกเฉิน กฎหมายความมั่นคง ที่จำกัดเสรีภาพของพลเรือน ทั้งการแสดงออก การชุมนุม การปิดกั้นสื่อ ยุติการเซ็นเซอร์เว็บไซต์โดยอ้างว่าเป็นไปเพื่อคุ้มครองกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ(ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112) เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศ โดยให้ยกเลิกข้อบัญญัติที่อนุญาตให้บุคคลสามารถฟ้องร้องบุคคลอื่นในข้อหาละเมิดกฎหมายอาญา ม. 112 เสนอให้กำหนดอัตราโทษให้ได้สัดส่วนต่อฐานความผิดและให้ชะลอการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพระหว่างที่รอการแก้ไขกฎหมาย ยุติการจับกุมและควบคุมตัวโดยพลการและประกันว่าผู้ถูกควบคุมตัวทุกคนจะได้รับการนำตัวเข้าสู่การไต่สวนของคณะตุลาการอย่างเป็นอิสระโดยทันที ยุติการใช้ศาลทหารเพื่อไต่สวนคดีต่อพลเรือนไม่ว่าในกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ถอนข้อกล่าวหาบุคคลที่ถูกดำเนินคดีเพียงเพราะใช้เสรีภาพในการแสดงออก รวมทั้งปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังภายใต้ข้อกล่าวหาที่ว่านั้นโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข ต้องยุติการควบคุมตัวบุคคลโดยพลการ ยุติการใช้โทษจำคุกเพื่อคุกคามผู้ประท้วงอย่างสงบ รวมทั้งยุติมาตรการที่ขัดขวางไม่ให้มีการอภิปรายและโต้เถียงทางการเมือง ให้ทางการประกาศอย่างชัดเจนถึงรายละเอียดส่วนบุคคลและสถานที่ควบคุมตัวบุคคลทุกคนโดยเฉพาะในระหว่างการใช้กฎอัยการศึก และปล่อยตัวบุคคลที่ถูกควบคุมตัวโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข/p pซาลิต เซ็ตติ เลขาธิการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า ใน 2557 เป็นปีแห่งหายนะสำหรับประชาชนหลายล้านคนที่ตกอยู่ในวังวนความรุนแรง การตอบสนองสงครามระดับโลกต่อความขัดแย้งและการปฏิบัติการโดยไม่ชอบทั้งรัฐและกลุ่มติดอาวุธ ยังเป็นเรื่องน่าละอายและไม่เป็นผล ในขณะที่ประชาชนต้องเผชิญกับการทำร้ายและการปราบปรามที่ป่าเถื่อนมากขึ้น ประชาคมนานาชาติยังต้องมีบทบาทที่จำเป็น/p p"องค์การสหประชาชาติก่อตั้งเมื่อ70ปีก่อน เราจะต้องไม่เห็นความโหดร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ปัจจุบันเรากำลังเห็นความรุนแรงในวงกว้าง และเป็นวิกฤตใหญ่หลวงด้านผู้ลี้ภัยที่เป็นผลมาจากความรุนแรงเหล่านั้น ที่ผ่านมามีความล้มเหลวในการค้นหาทางออกเพื่อรับมือกับความจำเป็นเร่งด่วนมากที่สุดในยุคของเรา" เลขาธิการแอมเนสตี้ฯ กล่าว/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8669/16439077757_01653a9856.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8605/16458801098_83c173d6e8.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8590/16458811298_37135dbb27.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8633/16644966521_5db662bc62.jpg" style="width: 500px; height: 381px;" //p pด้านรองอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระบวนการยุติธรรม เพื่อความยุติธรรม เพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ได้มีการออก ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหาย พ.ศ. .... หรือเรียกสั้นๆ ว่าร่างกฎหมายทรมานและสูญหายฯ หรือจะเรียกให้เข้าใจง่ายๆ ว่าร่างกฎหมายป้องกันการซ้อมทรมานและอุ้มหาย/p p“ทางเจ้าหน้าที่เองก็รู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมากที่ต้องรับเรื่องพิจารณาว่ามีเจ้าหน้าที่เองที่เป็นผู้ทรมาน ผู้ถูกกล่าวหา และนายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเรื่องนี้ ได้มอบหมายไปยังท่านวิษณุ เครืองาม เพื่อจัดการเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยอย่างดีทีสุด”รองอธิบดีกล่าว/p pนอกจากนี้ยังมีนางรอมือละห์ แซเยะ ภรรยานายมูฮาหมัดอัณวัร หะยีเต๊ะ(อันวาร์) อดีตนักข่าวอิสระในพื้นที่ชายแดนใต้ ผู้ทำงานถึง 12 ปี ต้องคดีเมื่อ 2548 เป็นเหยื่อของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถูกกล่าวหาว่าเป็น อั่งยี่ ซ่องโจร span style="color:#ff8c00;"(อ่านรายละเอียดได้ที่ http://prachatai.org/journal/2013/05/46736)/spannbsp; ภรรยาของอันวาร์ เผยว่า ก่อนที่สามีจะถูกดำเนินคดี ทางเจ้าหน้าที่ได้ทำการเชิญตัวอันวาร์ในลักษณะเหมือนเป็นญาติมานั่งทางข้าวที่บ้าน และกล่าวกับครอบครัวอย่างเป็นมิตรว่าจะมีการสอบปากคำเล็กน้อยจากนั้นจะปล่อยตัวกลับมา แต่ในที่สุดสามีตนกลายเป็นจำเลยสั่งคม โดยสื่อทุกสื่อทั้งสื่อออนไลน์และสื่อสิ่งพิมพ์ ได้พิพากษาอันวาร์ว่าเป็นผู้ต้องหาผู้ก่อการร้าย ทั้งที่ยังไม่มีการพิจารณาคดี ตลอด 11 ปี จนถึงในปี 2552 ศาลอุธรณ์จึงได้สั่งยกฟ้องอันวาร์ แต่เมื่อในปี 2556 ศาลได้เรียกตัวสามีกลับไปเพื่อพิจารณาคดีตามศาลชั้นต้นอีกครั้ง/p pรอมือละห์ ยังเสริมว่า เมื่อตั้งข้อสังเกตอย่างรอบคอบ ไม่ใช่ไม่เคารพคำตัดสินของศาล แต่ต้องตั้งคำถามกับกระบวนการยุติธรรม ข้อกล่าวที่สามีตนได้รับไม่มีน้ำหนัก แต่หลังจากศาลตัดสินกลับเจ้าหน้าที่มาที่บ้านอีกครั้ง และกล่าวหาว่าสามีตนว่ามีส่วนในการสังหารพระภิกษุในพื้นที่ ทั้งที่อันวาร์ซึ่งอยู่ในเรือนจำไม่สามารถออกจากคุกไปก่อเหตุได้อีก ทั้งยังมีกรณีที่น้องชายตนนั้นถูกเรียกตัวไปจากที่ทำงาน ไม่มีการบอกให้ครอบครัวรับรู้ และได้มาทราบทีหลังว่าถูกเจ้าหน้าที่ทหารจับไป โดยได้รับคำพูดที่เจ็บปวดจากเจ้าหน้าที่ว่า เมื่อไม่ได้ทำอะไรผิดทางญาติก็ไม่มีความจำเป็นต้องเดือดร้อนดิ้นรนตามหา/p p“เจ้าที่ขาดสามัญสำนึกอย่างรุนแรง ลองถอดชุดทหารแล้วกลายมาเป็นปุถุชน หากญาติพี่น้องลูกเมียหายตัวไปตัวทหารเจ้าหน้าที่จะยังนิ่งเฉยไม่ตามหาใช่หรือไม่ ไม่ว่าใครที่มารับรู้เรื่องราวของอันวาร์ ต้องเกิดคำถามว่ากระบวนการยุติธรรมอยู่ที่ไหน เราจะเชื่อมั่นอะไรได้อีก ไม่ใช่ว่าไม่เคารพศาล แต่หากศาลไม่ตัดสินอันวาร์เมื่อปี 2556 ในปี 2557 อันวาร์ก็ต้องโดนข้อกล่าวหาเรื่องใหม่อีก ไม่ว่าใครที่พลัดหลงเข้าไปอยู่ในแบล็คลิสต์ มันไม่มีความปลอดภัยหลงเหลือ ดังนั้นไม่แปลกใจว่าทำไมคนที่อยู่ในพื้นที่ชายแดนใต้ถึงไม่ยอมให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แล้วเลือกที่จะหนีหายไปที่ไหนได้ ไปต่างประเทศก็ได้ ไปมาเลเซียก็ได้ ที่รู้สึกปลอดภัยแล้วอีกหลายปีค่อยกลับมา ความร่วมมือมันไม่เกิด เปิดปากปกป้องสิทธิ์ก็หาว่าต่อต้านไม่ทำตาม ศึกษาหาความรู้เพื่อช่วยเหลือตนเองและครอบครัวก็ถูกมองว่าไม่รักชาติ และเราจะมีชีวิตที่ปลอดภัยได้อย่างไร ได้โปรดส่งคืนความสุขความยุติธรรมให้เราเถอะค่ะ” รอมือละห์ กล่าวทิ้งท้าย/p pnbsp;/p table border="1" cellpadding="1" cellspacing="1" style="width: 500px;" tbody tr td pspan style="color: rgb(0, 0, 255);"แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เสนอข้อเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปฏิบัติ ดังนี้/span/p pstrongกฎหมายด้านความมั่นคงในประเทศ/strong/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ปฏิรูปหรือยกเลิกกฎหมายฉุกเฉินที่ไม่สอดคล้องต่อพันธกรณีของประเทศไทยตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกฎหมายที่จำกัดสิทธิที่จะมีเสรีภาพรอดพ้นจากการควบคุมตัวโดยพลการ เสรีภาพในการแสดงความเห็น การรวมตัวและการชุมนุมโดยสงบ และเสรีภาพในการเดินทาง/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ยุติการจับกุมและควบคุมตัวโดยพลการและประกันว่าผู้ถูกควบคุมตัวทุกคนจะได้รับการนำตัวเข้าสู่การไต่สวนของคณะตุลาการอย่างเป็นอิสระโดยทันที โดยเป็นองค์คณะที่มีคุณสมบัติในการพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของการควบคุมตัวบุคคล/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ยุติการใช้ศาลทหารเพื่อไต่สวนคดีต่อพลเรือนไม่ว่าในกรณีใด ๆ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการละเมิดพันธกิจของไทยที่มุ่งคุ้มครองสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม/p pstrongกฎหมายจำกัดเสรีภาพในการแสดงความเห็น/strong/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ฟื้นฟูสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุมโดยสงบโดยทันที ปัจจุบันมาตรการปราบปรามอย่างกว้างขวางต่อการใช้สิทธิเหล่านี้ กำลังทำให้เกิดบรรยากาศของความหวาดกลัว/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; แก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศ โดยให้ยกเลิกข้อบัญญัติที่อนุญาตให้บุคคลใดๆ สามารถฟ้องร้องบุคคลอื่นในข้อหาละเมิดกฎหมายหมิ่นฯ การกำหนดอัตราโทษให้ได้สัดส่วนต่อฐานความผิด และให้ชะลอการใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ระหว่างที่รอการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ยุติการเซ็นเซอร์เว็บไซต์โดยอ้างว่าเป็นไปเพื่อคุ้มครองกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ถอนข้อกล่าวหาบุคคลใด ๆ ที่ถูกดำเนินคดีเพียงเพราะใช้เสรีภาพในการแสดงออก รวมทั้งปล่อยตัวผู้ที่ถูกคุมขังภายใต้ข้อกล่าวหาที่ว่านั้นโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข/p pstrongวิกฤตทางการเมือง/strong/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;ให้มีการทบทวนถึงวิธีการที่ใช้เพื่อควบคุมฝูงชนระหว่างการเดินขบวนประท้วง และประกันว่าเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงปฏิบัติตามหลักสากลในการสลายฝูงชนและการใช้กำลัง อย่างเช่น จรรยาบรรณของเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมาย (Code of Conduct for Law Enforcement Officials)nbsp;และหลักการพื้นฐานเกี่ยวกับการใช้อาวุธปืนของเจ้าพนักงานผู้บังคับใช้กฎหมาย (Basic Principles on the Use of Force and Firearms by Law Enforcement Officials)nbsp;ขององค์การสหประชาชาติ รวมทั้งการใช้กำลังเป็นวิธีการสุดท้าย และให้ใช้เท่าที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;ให้ประกันว่าจะมีการสอบสวนข้อร้องเรียนว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงโดยทันที อย่างรอบด้านและอย่างเป็นอิสระ และให้มีการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และในระหว่างการสอบสวน ให้สั่งพักราชการบุคคลใด ๆ ที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการละเมิดดังกล่าว/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;ให้ประกันว่าผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนและครอบครัวได้รับการเยียวยาช่วยเหลืออย่างเต็มที่/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;การปราบปรามต่อผู้ประท้วงอย่างสงบต้องยุติลงโดยทันที และต้องยุติการควบคุมตัวบุคคลโดยพลการ การใช้โทษจำคุกเพื่อคุกคามผู้ประท้วงอย่างสงบ มาตรการอื่นใดที่ขัดขวางไม่ให้มีการอภิปรายและโต้เถียงทางการเมือง และการขัดขวางไม่ให้บุคคลมีส่วนร่วมในชีวิตสาธารณะ/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;ให้ทางการประกาศอย่างชัดเจนถึงรายละเอียดส่วนบุคคลและสถานที่ควบคุมตัวบุคคลทุกคนโดยเฉพาะในระหว่างการใช้กฎอัยการศึก ทางหน่วยงานเรียกร้องให้ปล่อยตัวบุคคลที่ถูกควบคุมตัวโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข เนื่องจากพวกเขาถูกควบคุมตัวเพียงเพราะใช้สิทธิมนุษยชนของตนในการประท้วงอย่างสงบ ทั้งสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออกและการชุมนุม และควรตั้งข้อหาและฟ้องคดีต่อผู้ต้องสงสัยโดยใช้ฐานความผิดทางอาญาตามกฎหมาย และให้ดำเนินการผ่านศาลพลเรือน และดูแลให้กระบวนการยุติธรรมสอดคล้องกับมาตรฐานว่าด้วยความเป็นธรรมระหว่างประเทศ/p pstrongการทรมานและการปฏิบัติอื่นๆ ที่โหดร้าย/strong/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; กำหนดข้อบัญญัติตามกฎหมายในประเทศให้สอดคล้องกับข้อบัญญัติในอนุสัญญาต่อต้านการทรมานขององค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะการกำหนดฐานความผิดด้านการทรมานอย่างชัดเจนตามนิยามที่กำหนดในอนุสัญญา/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ให้สอบสวนอย่างเป็นอิสระและรอบด้านต่อข้อกล่าวหาการทรมานและการปฏิบัติอื่นๆ ที่โหดร้ายที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่ทางการ ทั้งนี้เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ประกันการเยียวยาและชดเชยอย่างรอบด้านแก่เหยื่อและครอบครัวที่ถูกกระทำทรมานหรือได้รับการปฏิบัติที่โหดร้าย/p pstrongการขัดแย้งกันด้วยอาวุธในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย/strong/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ดำเนินการสอบสวนโดยทันที อย่างมีประสิทธิภาพ และอย่างไม่ลำเอียงกรณีการสังหารที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทุกกรณี โดยเฉพาะในส่วนที่เจ้าหน้าที่ความมั่นคงมีส่วนเกี่ยวข้อง และให้นำตัวผู้ถูกกล่าวหาเข้ารับการไต่สวนตามกระบวนการยุติธรรมที่ได้มาตรฐานสากลของความเป็นธรรม ไม่ให้สั่งลงโทษประหารชีวิต/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ให้มีการแก้ไขเนื้อหาของกฎอัยการศึกอย่างกว้างขวาง หรือให้ยกเลิกไป/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ในการนำมาตรการฉุกเฉินมาใช้นั้น ให้ใช้ตามหลักกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากลอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้แก้ไขข้อบัญญัติในพรก.ฉุกเฉินฯที่ไม่สอดคล้องกับหลักกฎหมายและมาตรฐานดังกล่าว รวมทั้งการแก้ไขมาตรา 17 ที่มีข้อยกเว้นไม่ให้ฟ้องร้องดำเนินคดีต่อเจ้าพนักงานในสภาพการณ์ทั่วไป/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ประกันว่าผู้ที่ถูกควบคุมตัวตามสถานที่ต่างๆ และตามค่ายทหารสามารถเข้าถึงทนายความ ญาติพี่น้อง และได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเหมาะสม และมีการอนุญาตให้หน่วยงานสิทธิมนุษยชนที่เป็นอิสระเข้าเยี่ยมสถานควบคุมตัวทุกแห่ง/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ให้หาทางสืบหาและแจ้งให้ทราบถึงที่อยู่ของทนายสมชาย นีลไพจิตรและบุคคลอื่นที่ถูกบังคับให้สูญหาย เพื่อประกันว่าจะมีการนำตัวผู้ที่รับผิดชอบต่อการสูญหายมาลงโทษ/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ให้สัตยาบันรับรองต่ออนุสัญญาสากลว่าด้วยการคุ้มครองมิให้บุคคลสูญหาย (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) และดำเนินการที่จำเป็นเพื่อบังคับใช้อนุสัญญาในระดับประเทศโดยทันทีหลังมีการให้สัตยาบัน/p pstrongผู้ลี้ภัยและผู้เข้าเมือง/strong/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ให้เคารพต่อหลักการไม่ส่งกลับ (non-refoulement)และประกันว่าจะไม่มีการขับไล่ ส่งกลับ หรือบังคับให้เดินทางกลับไปยังประเทศหรือดินแดนกรณีที่มีความเสี่ยงว่าต้องกลับไปเผชิญการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรง โดยเฉพาะในประเทศพม่าหรือลาว/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ให้มีการสอบสวนกรณีการบังคับขับไล่ชาวโรฮิงญา และประกันว่ามีการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ และให้มีการดำเนินการที่จำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการบังคับขับไล่เช่นนี้อีกในอนาคต/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ให้เคารพต่อพันธกรณีที่ต้องอนุญาตให้ผู้แสวงหาที่พักพิงสามารถเข้าถึงกระบวนการแสวงหาที่พักพิงอย่างจริงจัง และให้ได้รับการติดต่อกับ UNHCR และประกันว่าบุคคลที่หลบหนีจากภัยคุกคามจะได้รับการคุ้มครองระหว่างประเทศ/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ให้ยุติการควบคุมตัวผู้ลี้ภัยอย่างไม่มีเวลากำหนดและโดยพลการ และยุติการควบคุมตัวผู้ลี้ภัยในสภาพที่แออัดเป็นเวลานาน/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาว่าด้วยสถานะของผู้ลี้ภัย 1951 และพิธีสาร 1967 (1951 Convention Relating to the Status of Refugees and its 1967 Protocol)/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ให้ปฏิบัติตามพันธกรณีที่มีต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับคนงานพลัดถิ่น เพื่อประกันว่าคนงานเหล่านี้ได้รับค่าแรงที่เป็นธรรมและได้รับผลตอบแทนที่เท่าเทียมจากการทำงาน มีสภาพการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ มีโอกาสได้พักผ่อน ทำกิจกรรมสันทนาการ และมีการจำกัดชั่วโมงทำงานอย่างชอบด้วยเหตุผล/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ให้ยุติการละเมิดใด ๆ ที่กระทำต่อคนงานพลัดถิ่น ทั้งการค้ามนุษย์และการรีดไถ/p pstrongโทษประหารชีวิต/strong/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ประกาศพักการประหารชีวิตในทางปฏิบัติอย่างเป็นทางการโดยทันที เพื่อให้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการแม่บทว่าด้วยสิทธิมนุษยชนnbsp; ฉบับที่ 3 โดยมีเจตจำนงที่จะออกกฎหมายให้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในท้ายที่สุด/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; เสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อลดจำนวนความผิดทางอาญาที่มีบทโทษประหารชีวิต/p p·nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ลงนามและให้สัตยาบันรับรองพิธีสารเลือกรับฉบับที่สองของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (Second Optional Protocol to the International Covenant on Civil and Political Rights) ที่มุ่งยกเลิกโทษประหารชีวิต/p /td /tr /tbody /table pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/As1wxpQQx0k" height="1" width="1" alt=""/

กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเคาะ 200 ส.ว. มาจากสรรหา

Thu, 26/02/2015 - 01:33
pคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้สมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่เกิน 200 คน มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม หรือการสรรหา จากบุคคล 5 กลุ่ม และดำรงตำแหน่งวาระ 6 ปี ห้ามต่อกัน 2 วาระ/p p!--break--!--break--/p p25 ก.พ.2558 การประชุมนอกสถานที่ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ พัทยา จังหวัดชลบุรี ยังคงเป็นการพิจารณาต่อเนื่อง ในภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี หมวด 3 รัฐสภา/p pโดย พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิชnbsp; ที่ปรึกษาและโฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่าnbsp; ในช่วงบ่ายวันนี้ (25 ก.พ.58)เป็นการพิจารณาในส่วนของวุฒิสภา ซึ่งที่ประชุมกำหนดให้มีสมาชิกวุฒิสภา จำนวนไม่เกิน 200 คน มาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม หรือการสรรหา จากบุคคล ประกอบด้วย/p p1. ผู้ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา และประธานศาลฏีกา ไม่เกิน 10 คนnbsp;/p p2. ผู้ซึ่งเคยเป็นข้าราชการฝ่ายพลเรือน ตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าnbsp; ข้าราชการฝ่ายทหาร ตำแหน่งปลัดกระทรวงกลาโหมnbsp; ผู้บัญชาการทหารสูงสุดnbsp; ผู้บัญชาการเหล่าทัพnbsp; พนักงานของรัฐในรัฐวิสาหกิจnbsp; องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ ประเภทละไม่เกิน 10 คน แต่ต้องไม่เป็นผู้บริหารท้องถิ่นหรือสมาชิกสภาท้องถิ่น/p p3. ผู้แทนองค์กรวิชาชีพหรืออาชีพที่มีกฎหมายจัดตั้ง ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว.จำนวนไม่เกิน 10 คนnbsp;/p p4. องค์กรด้านต่างๆ เช่น เกษตรกรรม แรงงาน วิชาการ ชุมชน ท้องถิ่น จำนวนไม่เกิน 50 คน และ/p p5. ผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมด้านต่างๆ เช่น การเมือง ความมั่นคง การบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ ไม่เกิน 100 คนnbsp;nbsp;/p pโดยให้มีคณะกรรมการสรรหาบุคคลด้านต่างๆ ทำหน้าที่สรรหาบุคคลจำนวนสองเท่าของจำนวนที่กำหนด หรือ 200 คน เพื่อให้สมัชชาพลเมือง ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น คัดเลือกให้เหลือ 100 คนnbsp; นอกจากนี้ สมาชิกวุฒิสภาต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 40 ปีบริบูรณ์ ไม่มีลักษณะต้องห้าม เช่น ไม่ดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐภายในเวลา 2 ปี ก่อนเข้ารับตำแหน่ง และจะไปดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญไม่ได้เช่นกัน หากยังไม่พ้นจากวาระไม่เกิน 2 ปี โดยมีวาระดำรงตำแหน่ง 6 ปี และจะดำรงตำแหน่งติดต่อกันสองวาระไม่ได้ อย่างไรก็ตามในส่วนของผู้ซึ่งมาจากการเลือกกันเองขององค์กร กมธ.ได้ตัดด้านสื่อสารมวลชนออก เนื่องจากเห็นว่า สื่อมวลชนควรมีความเป็นกลางไม่ฝักใฝ่ทางการเมือง และเพื่อให้การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนเป็นไปอย่างมีอิสระไม่ถูกครอบง่ำจากนักการเมือง โดยการเสนอตัดในส่วนนี้ออกได้มีการหารือกับองค์กรที่เกี่ยวข้องแล้ว ทั้งนี้ในวันพรุ่งนี้ กรรมาธิการยกร่างฯ จะพิจารณาต่อในส่วนของคณะรัฐมนตรี/p pnbsp;/p pemspan style="color:#696969;"ที่มา : /spana href="http://www.radioparliament.net/parliament/viewNews.php?nId=3806#.VO4K-_mUei0"span style="color:#696969;"ข่าวรัฐสภา/span/a/em/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ipwH92m58Yw" height="1" width="1" alt=""/

สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป: จับตา กม.ปิโตรเลียม-เหมืองแร่-แผนพิทักษ์ป่าไม้ รอนสิทธิ ปชช.

Thu, 26/02/2015 - 01:33
pหลายชุมชน-ภาคประชาสังคมถกเรื่องปฏิรูป จับตากฎหมายปิโตรเลียม ไม่รองรับสิทธิชุมชน ผลักภาระให้ ปชช.พิสูจน์ความเสียหายเอง ส่วนกฎหมายแร่ ที่ผ่านมาเวลาเกิดเรื่องปนเปื้อนร้องเรียนไปหน่วยงานไหนก็ไม่ขยับ ด้านแผนแม่บทป่าไม้ก็ใช้เร่งขับคนออกจากป่า ขณะที่ชาวบ้านอีสาน-ใต้ ขอให้เลิกกฎอัยการศึก ขอ “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับแสดงความเห็นต่อเรื่องที่จะกระทบชุมชน/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8613/16455213870_75ae8c37f7_z.jpg" style="width: 560px; height: 316px;" //p p25 ก.พ. 2558 - ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มีการจัดเวทีสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป ครั้งที่ 2 “จับตาการเพิ่มอำนาจรัฐ ปกป้องอำนาจประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องดีกว่าเดิม” โดยมีบำรุง คะโยธา เป็นผู้เปิดสภาประชาชนดังกล่าว ทั้งนี้ตลอดช่วงเช้า มีการอภิปรายหัวข้อ “จับตาการเพิ่มอำนาจรัฐ ปกป้องประชาชน กฎหมายแร่ เพิ่มอำนาจรัฐรอนสิทธิประชาชน” โดยเป็นการหยิบยกกรณีปัญหาจากพื้นที่ ซึ่งชุมชนต่างๆ ที่เข้าร่วมการประชุมเห็นว่าเป็นการลิดรอนสิทธิของประชาชน/p pstrongสัมปทานปิโตรเลียม ปกป้องสิทธิชุมชนbr /กรณีปัญหา: บ้านนามูล-ดูนสาด อ.กระนวน จ.ขอนแก่น/strong/p pstrongอิฐบูรณ์ อ้นวงษา/strong หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคกล่าวว่ากฎหมายเกี่ยวกับปิโตรเลียมของไทยอยู่ภายใต้ร่าง พ.ร.บ. ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ซึ่งระบุว่า รัฐเป็นเจ้าของปิโตรเลียม และรัฐจะมอบสิทธิให้กับเอกชนเข้ามาดำเนินกิจการต่างๆ โดยภาพรวมเป็นการระบุถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่รัฐจะได้รับจากปิโตรเลียม แต่ไม่มีการรองรับสิทธิและประโยชน์ของประชาชนและชุมชนแม้ว่าจะมีความพยายามในการแก้ไขกฎหมายดังกล่าวมาแล้วไม่ต่ำกว่า 6 ครั้ง/p pอิฐบูรณ์กล่าวต่อว่ากฎหมายฉบับนี้มีความล้าหลัง เพราะในกฎหมายระบุว่าหากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นกับคู่สัญญาจะต้องดำเนินคดีในศาลต่างประเทศไม่ใช่ศาลไทย อันเนื่องมาจากอยู่ภายใต้ข้อตกลงอนุญาโตตุลาการ แม้ว่าในขณะนั้นประเทศไทยจะมีศาลเกิดขึ้นแล้วก็ตามกระบวนการพิจารณาความเสียหายอันเกิดจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปัจจุบันยังใช้กฎหมายการละเมิดทั่วไป ที่ประชาชนต้องดำเนินการพิสูจน์ด้วยตัวเอง และมีคดีที่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้น้อยมากประชาชนไม่ได้รับประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติ ในขณะเดียวกันต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่าย เพราะมีการกำหนดราคาค่าก๊าซจากส่วนกลาง และรายได้ที่รัฐได้รับจากปิโตรเลียมไม่มีการระบุว่าจะนำไปใช้ประโยชน์เพื่อประชาชนและชุมชนซึ่งควรต้องดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม/p pstrongกฎหมายแร่ เพิ่มอำนาจรัฐลิดรอนสิทธิประชาชนbr /กรณีปัญหา: การสัมปทานเหมืองแร่ทองคำและเหมืองแร่โปแตส/strong/p pstrongสมิทธ์ ตุงคะสมิต/strong ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรังสิตกล่าวว่าในช่วงที่มีการให้สัมปทานเหมืองแร่ทองคำ รัฐบาลในขณะนั้นไม่มีการอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการเปิดเหมือง แต่ให้ความหวังกับชาวบ้านในพื้นที่ว่าจะทำให้พื้นที่มีความเจริญ ประชาชนส่วนใหญ่จึงไม่ทราบว่าการเปิดเหมืองแร่ทองคำจะทำให้ได้รับผลกระทบจากสารพิษไซยาไนด์ ซึ่งเป็นสารที่นำมาใช้ในกระบวนการแยกทองออกจากหิน โดยสารไซยาไนด์ไม่สามารถกำจัดให้หมดไปได้ ทางเหมืองจะปล่อยให้ระเหยไปตามธรรมชาติ โดยการนำไปทิ้งไว้ในบ่อทิ้งกากแร่ ซึ่งมีลักษณะเป็นบ่อกลางแจ้งขนาดใหญ่ นอกจากนี้ประชาชนยังได้รับผลกระทบจากสารหนูและแมงกานีส ซึ่งเป็นสารที่มาพร้อมกับทองคำ มีผลให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง ส่งผลกระทบต่อระบบประสาท เปลี่ยนแปลงยีนส์และก่อให้เกิดโรคมะเร็ง รวมทั้งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาพบว่า เด็กคลอดใหม่มีอาการผิดปกติเพิ่มขึ้น เช่น อาการหัวโต ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและเจ็บป่วยจำนวนมาก/p pสมิทธ์กล่าวต่อว่า ตลอดระยะกว่า 10 ปีที่ผ่านมาที่มีการร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ แต่ไม่มีหน่วยงานใดให้ความสำคัญกับภาคประชาชนอย่างแท้จริง ดั้งนั้นกรณีที่เกิดขึ้นนี้สามารถนำไปใช้เป็นบทเรียนให้กับประชาชนในพื้นที่อื่นๆ ว่ารัฐมีความรู้มากมายในการจัดการกับเรื่องต่างๆ ภาคประชาสังคมควรเตรียมรับมือและต่อสู้ โดยสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเพิ่มความรู้ให้กับประชาชน/p pstrongแผนแม่บทพิทักษ์ป่าไม้ กรณีปัญหา: สวนป่าโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ/strong/p pstrongธนากร อัฐประดิษฐ์/strong สหพันธ์เกษตรภาคเหนือกล่าวว่า แผนแม่บทพิทักษ์ป่าไม้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มพื้นที่ป่าในประเทศไทยให้มีอย่างน้อยร้อยละ 40 ของประเทศ โดยแผนแม่บทฉบับดังกล่าวมีข้อสังเกตที่สำคัญหลายประการ ได้แก่ ประชาชนจะได้รับผลกระทบจากการสูญเสียพื้นที่ทำกิน การได้มาซึ่งกลุ่มคนที่ทำหน้าที่ดูแลเรื่องพิทักษ์ป่าไม้เป็นเจ้าหน้าที่รัฐจำนวน 17 คน ซึ่งขาดความหลากหลายและการมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคม การร่างกฎหมายดำเนินการเพียง 45 วันเท่านั้น นอกจากขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชนแล้วยังขาดการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบอีกด้วย เป็นการแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด เพราะหากวิเคราะห์ตามหลักการเสียพื้นที่ป่า ต้องมีการกล่าวถึงป่าที่หายไปในช่วงของการให้สัมปทานป่าไม้ ซึ่งไม่มีการระบุไว้ในแผนแม่บทแต่อย่างใด ไม่มีการกล่าวถึงที่ดิน ส.ป.ก. และเกิดการกีดกันชาวบ้านให้ออกนอกพื้นที่ โดยหากพิจารณาจากแผนที่ที่แสดงพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทยจะพบว่า เป็นพื้นที่เดียวกับที่มีชาวบ้านอาศัยอยู่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าชาวบ้านเป็นผู้ดูแลและอนุรักษ์ป่าไม้เหล่านั้นมากกว่าเป็นผู้ทำลาย/p pstrongเด่น คำแหล้ /strongประชาชนจากstrongnbsp;/strongต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากแผนแม่บทพิทักษ์ป่าไม้กล่าวว่า มีชาวบ้านจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากแผนแม่บทพิทักษ์ป่าไม้อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยเด่นได้เล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมามีป้ายปิดประกาศของ คสช. ฉบับที่ 64/2557 ไว้ที่หมู่บ้านเพื่อทวงคืนพื้นที่ป่า ระบุว่าให้ชาวบ้านรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกจากพื้นที่ภายใน 15 วัน ซึ่งเป็นการประกาศที่ไม่มีการชี้แจงล่วงหน้า หลังจากนั้นชาวบ้านได้ทำเรื่องขออุทธรณ์เรื่อยมา และล่าสุดมีคำตัดสินว่า ให้ทำการรื้อถอนออกจากพื้นที่ภายในวันที่ 6 มีนาคมที่จะถึงนี้ หากไม่รื้อถอนด้วยตนเอง ทางเจ้าหน้าที่จะเข้ารื้อถอน แต่ชาวบ้านต้องจ่ายค่ารื้อถอนด้วย/p pstrongพื้นที่ปลอดภัยของประชาชนbr /กรณีปัญหา: การทำกิจกรรมในพื้นที่ภาคใต้และพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ/strong/p pstrongอรนุช ผลภิญโญ /strongจากเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสานกล่าวว่าภายหลังจากมีการเข้ายึดอำนาจของ คสช. ประชาชนไม่มีพื้นที่ที่ปลอดภัย เนื่องจากประชาชนไม่มีสิทธิเสรีภาพแม้แต่การที่จะพูดคุยหารือเกี่ยวกับปัญหาของชุมชน เพราะมีเจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาควบคุมและสั่งห้าม มีการตัดต้นยางพาราของชาวบ้านทิ้ง โดยอ้างว่าเป็นของนายทุน เพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อน เจ้าหน้าที่ทหารทำตัวเป็นผู้คุ้มครองนายทุนให้เข้าไปปล้นทรัพยากรชุมชน เช่น การให้นายทุนเข้าไปขนแร่ออกจากพื้นที่ เจ้าหน้าที่เป็นเครื่องมือของหน่วยงานรัฐบางหน่วยงาน โดยเฉพาะกรมอุทยานป่าไม้ ในการไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ทำกิน และมีชาวบ้านหลายคนถูกจับและถูกเรียกร้องค่าเสียหาย เพราะปกป้องสิทธิประโยชน์ให้กับชุมชน/p pอรนุชกล่าวต่อว่าขอเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกกฎอัยการศึก ยุติกฎหมายและคำสั่งที่มีผลเสียต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน เช่น คำสั่งเรื่องการปรับทัศนคติ และยุติการทำร้ายประชาชนโดยใช้แนวคิดเรื่องความมั่นคงมาเป็นข้ออ้าง/p pด้าน strongอัครเดช ฉากจินดา/strong แกนนำกลุ่มรักเมืองกระบี่กล่าวว่า การทำกิจกรรมในพื้นที่ภาคใต้เพื่อคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ยังไม่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการรับฟังและแสดงความคิดเห็นเพราะมีการระดมเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจพร้อมอาวุธมาคุ้มครองเชิงข่มขู่กลุ่มคัดค้าน ปัจจุบันชาวบ้านจำนวนมากยังไม่ทราบว่าหากมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้นจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง โดยในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากจะมีการระบุถึงพื้นที่ปลอดภัยของประชาชนควรระบุให้ชัดเจนถึงกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็นให้มีความหลากลาย ได้รับการยอมรับ และสามารถปฏิบัติได้จริง/p pทั้งนี้ภายหลังการแสดงความเห็น มีการเผยแพร่ “คำประกาศสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูปฉบับที่ 3: ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มอำนาจประชาชน” เฝ้าระวังการเพิ่มอำนาจรัฐ สร้างพื้นที่ปลอดภัยของประชาชน” โดยมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดการใช้อำนาจรัฐควบคุมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และต้องใช้ความระมัดระวังในการบริหารราชการแผ่นดิน ทบทวนการใช้กฎอัยการศึก เปิดหรือสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนในการแสดงความคิดเห็น ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาท้องถิ่น การแก้ไขปัญหาชุมชน การปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ตนเองสามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย a href="http://prachatai.org/journal/2015/02/58094"(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)/a/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2015/02/58094" target="_blank"คำประกาศสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป: เรียกร้องรัฐหยุดใช้อำนาจควบคุมสิทธิเสรีภาพ ปชช./a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/E9dnPrZp7Js" height="1" width="1" alt=""/

‘TCIJ’ ออกแถลงการณ์โวย ‘อิศรา’ กรณีลงข่าวเลิกจ้างกระชั้น

Thu, 26/02/2015 - 00:05
!--break--!--break-- p25 ก.พ.2558 nbsp;ศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง หรือ TCIJ ออกa href="http://tcijthai.com/tcijthainews/view.php?ids=5417"แถลงการณ์/aกรณีสำนักข่าวอิศราลงข่าว a href="http://www.isranews.org/isranews-news/item/36768-tcij_580225.html"“สุชาดา” รับปิด สนง.TCIJnbsp;ย้ายไปเชียงใหม่สิ้นเดือนนี้nbsp;–ไม่ปิดเว็บไซต์ /aโดยในข่าวได้อ้างถึงคำให้สัมภาษณ์ของสุชาดา จักพิสุทธ์ ผู้อำนวยการและบรรณาธิการบริหาร TCIJ พร้อมระบุถึงรายงานข่าวที่แจ้งว่า TCIJ มีการเลิกจ้างกระทันหันทำให้นักข่าวได้รับผลกระทบ หางานใหม่ไม่ทัน nbsp;/p pแถลงการณ์ของ TCIJ มีเนื้อหาเป็นคำชี้แจงของสุชาดา ซึ่งยืนยันว่าไม่ได้ให้สัมภาษณ์เรื่องดังกล่าว พร้อมตั้งคำถามต่อมาตรฐานการทำหน้าที่สื่อ และขอให้ผู้บริหารอิศราตรวจสอบการทำข่าวดังกล่าว/p pรายละเอียดมีดังนี้/p pstrongแถลงการณ์ TCIJ กรณีสนข.อิศราเขียนข่าวเอง บิดเบือน TCIJ เลิกจ้างกระชั้น/strong/p pตามที่สำนักข่าวอิศรา หรือnbsp;a href="http://www.isranews.org/"www.isranews.org/anbsp;นำเสนอข่าววันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558 พาดหัวข่าวnbsp;“สุชาดา”รับปิด สนง.TCIJnbsp;ย้ายไปเชียงใหม่สิ้นเดือนนี้nbsp;–ไม่ปิดเว็บไซต์nbsp;nbsp;โดยเนื้อหาของข่าวเขียนเสมือนหนึ่งได้สัมภาษณ์นางสุชาดา จักรพิสุทธิ์nbsp; ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลและข่าวสืบสวนเพื่อสิทธิพลเมือง (TCIJ) หรือnbsp;a href="http://www.tcijthai.com/"www.tcijthai.com/anbsp;ว่าจะมีการปิดสำนักงานและเลิกจ้างพนักงานประจำnbsp; อีกทั้งรายงานข่าวว่าnbsp; การเลิกจ้างมีการบอกล่วงหน้าเพียง 1 เดือน ประหนึ่งไม่เป็นธรรมต่อพนักงานnbsp; ส่วนเนื้อหาที่พาดพิงแหล่งทุนและการหารายได้ของ TCIJnbsp; แท้จริงแล้ว เว็บข่าวอิศราไปคัดลอกมาจากหน้าเว็บไซต์nbsp;a href="http://www.tcijthai.com/"www.tcijthai.com/anbsp;ในส่วนของ”เกี่ยวกับเรา”/p pในนามของ TCIJ และในฐานะผู้รับผิดชอบองค์กรnbsp; ดิฉัน-นางสุชาดา จักรพิสุทธิ์ ขอแถลงให้ทราบว่า ดิฉันไม่ได้ให้สัมภาษณ์แก่สำนักข่าวอิศราแต่อย่างใดnbsp; มีเพียงนักข่าวของสำนักข่าวอิศราnbsp; ติดต่อทางโทรศัพท์เพื่อขอสัมภาษณ์nbsp; แต่ได้ให้การปฏิเสธว่าไม่พร้อม ไม่ได้ปิด เป็นการย้าย office base เท่านั้นเอง ซึ่งนักข่าวคนดังกล่าวได้โทรกลับมาขอสัมภาษณ์อีกเป็นครั้งที่สอง เมื่อเวลาสองทุ่มกว่าของคืนวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ดิฉันได้ยืนยันไม่ให้สัมภาษณ์nbsp; และบอกว่าเอาไว้ค่อยคุยกันหลังเดือนพฤษภาคมดีกว่า/p pข่าวที่ถูกนำเสนอไปโดยปราศจากข้อเท็จจริงนี้nbsp; ย่อมส่งผลเสียหายและสร้างความเข้าใจผิดต่อnbsp;TCIJnbsp;nbsp;ทั้งที่ในความเป็นจริงคือ พนักงานnbsp;TCIJnbsp;ทุกคนจะได้รับการชดเชยแรงงานnbsp; 3 เดือนnbsp; แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการตกเป็นข่าวก็คือnbsp; เหตุการณ์ครั้งนี้nbsp; สะท้อนปัญหาของสำนักข่าวอิศราและวัฒนธรรมการสื่อข่าว ที่เป็นปัญหาของสื่อมวลชนไทยnbsp; ดังนี้/p ul liประเด็นการย้ายสำนักงานnbsp;TCIJnbsp;มีคุณสมบัติ”เป็นข่าว”ตรงไหนหรือ ? มีอะไรที่เป็นปัญหาของส่วนรวมnbsp; สมควรเป็นข่าวnbsp; เมื่อเทียบกับประเด็นนายทุนเอาเปรียบเกษตรกรแล้วจ่ายเงินพิเศษอุดหนุนสื่อ ?/li /ul ul liวัฒนธรรมการสื่อข่าวที่นักข่าวไทยมักใช้วิธีโทรศัพท์ถามไถ่เพียงไม่กี่ประโยคnbsp; ทำให้แหล่งข่าวคิดว่าเป็นการสนทนาทั่วไปnbsp; และไม่บอกแหล่งข่าวว่าจะนำไปเขียนเป็นข่าวnbsp; ถือเป็นการปฏิบัติโดยมิชอบ nbsp; ผิดต่อหลักวิชาชีพ/li /ul ul liสำนักข่าวอิศราnbsp; ดำเนินงานโดยนักข่าวมืออาชีพที่ผันตัวเองมาจากสื่อใหญ่ จึงถือว่าเป็นเว็บไซต์ข่าวทางเลือกnbsp; ที่พึงมีความเคารพผู้บริโภคข่าว/ผู้ตกเป็นข่าว และพึงนำเสนอข่าวบนพื้นฐานของข้อมูลและข้อเท็จจริงทั้งสิ้นnbsp; โดยปราศจากอคติหรือการเลือกข้างและวาระซ่อนเร้นใดๆ/li /ul ul liTCIJnbsp;ขอตั้งข้อสงสัยต่อเจตนาในการนำเสนอข่าวนี้ของบรรณาธิการสำนักข่าวอิศราnbsp; ทั้งที่นักข่าวของสำนักข่าวอิศราเองยอมรับว่าตนมิได้เป็นคนเขียนnbsp; และขอเรียกร้องให้ผู้บริหารสำนักข่าวอิศราnbsp;nbsp;ตรวจ สอบเจตนาและแหล่งที่มาของข่าวนี้nbsp; อีกทั้งสำนักข่าวอิศราก็มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯnbsp; จึงสมควรเป็นแบบอย่างในวิชาชีพสื่อnbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;nbsp;/li /ul pnbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;ลงชื่อ/p pnbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; นางสุชาดา จักรพิสุทธิ์/p pnbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;nbsp;ผู้อำนายการและบรรณาธิการบริหาร TCIJ/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/wdqUYsLBKTw" height="1" width="1" alt=""/

ธงชัย วินิจจะกูล: มหาอวิชชาลัย

Wed, 25/02/2015 - 19:30
pมหาอวิชชาลัยสร้างคนที่เชื่องๆ อยู่ในกรอบ ทำลายปัจเจกภาพของผู้เรียน ไม่มีมหาวิทยาลัยที่ไหนในโลกหรอกที่แจ้งตำรวจให้จับนักศึกษาตัวเองเพียงเพราะเขาคิดแตกต่างnbsp;มหาอวิชชาลัยไม่ปกป้องนักศึกษาหรืออาจารย์ที่ถูกรังแกจากอำนาจรัฐ ..../p p!--break--!--break--/p pในสังคมรวยปัญญา มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งอุดมปัญญา อุดมศึกษา และอุดมจรรยา/p pในสังคมจนปัญญา มหาอวิชชาลัยเป็นทะเลทรายแห้งแล้งปัญญา การศึกษา และจรรยา/p pอุดมปัญญา หมายถึง การแสวงหาความรู้ยิ่งๆ ขึ้นไป ปรับเปลี่ยนให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคม บ่อยครั้งควรนำหน้าหรือชี้นำการเปลี่ยนแปลงด้วยซ้ำไป การแสวงหาความรู้ใหม่ๆ “ต้อง” ส่งเสริมการคิดนอกกรอบ ท้าทายความคิดที่มีอยู่เดิมbr /br /ปัจจัยพื้นฐานของการส่งเสริมเช่นนี้คือ “ต้อง” มีเสรีภาพในการแสดงออกและความเคารพต่อการคิดแตกต่างกัน ทั้งยังรังเกียจผู้ที่มักดูถูกเหยียดหยามผู้อื่นที่คิดต่างจากตน มหาวิทยาลัยในสังคมรวยปัญญาจึงเปี่ยมด้วยความหลากหลายเพราะนักศึกษานักวิชาการกล้าคิดกล้าลองกล้าแสดงออกตามศักยภาพของตนbr /มหาวิทยาลัยในสังคมรวยปัญญาไม่เต็มไปด้วยข้อห้ามที่จำกัดการคิด เพราะการคิดไม่ใช่อาชญากรรม แถมมีมาตรการเพื่อปกป้องเสรีภาพทางความคิดและการแสดงออก มิให้ถูกจำกัดหรือกลัวที่จะคิดและแสดงออก เช่น ห้ามลงโทษเลิกจ้างหรือไล่ออกด้วยเหตุทางความคิด/p pนี่เป็นอุดมคติที่เป็นรากฐานของมหาวิทยาลัยในสังคมรวยปัญญาทั้งโลก/p pอุดมศึกษา หมายถึง เป็นแหล่งให้การศึกษาอบรมบ่มเพาะคนรุ่นถัดๆ ไปให้เป็นผู้รู้ คือมีความรู้และมีวิจารณญาณเพื่อเลือกสรรและรู้จักใช้ความรู้เหล่านั้นอย่างเหมาะสมเพื่อประโยชน์ต่อตนเองและรับใช้ผู้อื่น ไม่ใช่เพียงความรู้เทคนิคจำนวนหนึ่งเพียงเพื่อทำตามตัวอย่างที่มีมาก่อนหรือทำตามครูบาอาจารย์อย่างงมงาย หรือทำซ้ำๆ ซากๆ อย่างปรับประยุกต์ไม่ได้คิดเองไม่เป็น/p pการอบรมบ่มเพาะคนเช่นนี้ต้องอาศัยความรู้กว้าง ไม่คับแคบ ให้รู้จักทางเลือกและรู้จักตัดสินใจเลือกปรับเปลี่ยนตามความจำเป็น ดังนั้นต้องไม่ผลิตคนที่คับแคบ เชื่องตามอำนาจหรือคำบัญชา ทั้งต้องใจกว้างต่อความแตกต่าง เพื่อรู้จักอยู่ร่วมกับผู้อื่นที่หลากหลายต่างกัน มีความสัมพันธ์กันอย่างอารยะ และรู้จักผลกระทบที่ตัวเองอาจกระทำต่อผู้อื่น/p pดังนั้นอุดมศึกษาตามอุดมคติจึงมักไม่มีเรื่องงมงายหรือพิธีกรรมหรือความเชื่อตายตัวที่บังคับให้นักศึกษาต้องทำตามโดยห้ามคิดห้ามใช้สมอง ต้องยอมให้มีการละเมิด ให้มีการแหวกกรอบ แหกคอก หาเรื่อง คิดท้าทายความคิดความเชื่อที่มีอยู่เดิม ไม่จำเป็นต้องทำตัวสอดคล้องกับผู้อื่นไปหมด อุดมศึกษาในสังคมที่รวยปัญญาจึง “ต้อง” อนุญาตให้นักศึกษากล้าทดลองเพราะพวกเขาอยู่ในวัยของการเรียนรู้ที่ต้องการท้าทายและกล้าทดลองโดยต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายต่อผู้อื่น มหาวิทยาลัยในสังคมรวยปัญญาคือห้องทดลองทางปัญญาที่ก่อความเสียหายจำกัดแต่ก่อผลบวกมหาศาล/p pอุดมจรรยา หมายถึง ประชาคมมหาวิทยาลัยต้องอยู่ด้วยหลักการและจรรยาบรรณทางวิชาชีพและทางวิชาการเป็นบรรทัดฐาน ไม่แกว่งปัดเป๋ไปตามอำนาจหรือผลประโยชน์ ไม่เลือกข้างทางการเมือง (หมายถึงว่านักศึกษาบุคลากรเลือกข้างได้ แต่มหาลัยต้องยืนให้มั่นเพื่อต้อนรับความหลากหลายทางการเมืองของปัจเจกบุคคลจำนวนมากให้ได้) และไม่แกว่งไกว่ไปตามความใฝ่ต่ำทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอคติ ความเกลียดชัง ความ เคียดแค้น หรือหลงตัวเอง/p pมหาวิทยาลัยในสังคมรวยปัญญาจึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่แหล่งให้การศึกษาและองค์ความรู้ใหม่เท่านั้น แต่มักถูกคาดหวังให้เป็นประภาคารของสังคมด้วย เพื่อนำทางให้ผู้คนที่อยู่ท่ามกลางความมืดมัวของความไม่รู้ ให้สามารถมองเห็นหลักหมายที่พวกเขาควรเดินมุ่งไป ประภาคารมีภารกิจต้องยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางทะเลเชี่ยวและความมืดมิดอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของเวลาทั้งหมดให้ได้/p pเกียรติภูมิของมหาวิทยาลัยชั้นนำในโลกมิได้มาจากการสามารถผลิตบัณฑิตเพื่อป้อนตลาดเพียงแค่นั้น นั่นเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่มาจากความมั่นคงต่อภารกิจตามอุดมคติของมหาวิทยาลัยดังที่กล่าวมา สั่งสมต่อมาหลายชั่วคนแม้จะเผชิญอุปสรรคสารพัดก็ตาม/p pมหาอวิชชาลัยในสังคมจนปัญญา มีลักษณะตรงกันข้ามกับมหาวิทยาลัยในสังคมรวยปัญญาทุกประการ กล่าวคือ หนึ่ง เป็นทะเลทรายที่ทำให้ปัญญาความรู้เหือดหาย ไม่ส่งเสริมความรู้ใหม่ๆ แต่ผลิตซ้ำและตอกย้ำความงมงายของสังคม แถมยังกลัวการพัฒนาความรู้ใหม่ๆ กลัวความคิดท้าทาย จึงต้องจำกัดและกำจัดเสรีภาพที่พอมีอยู่ให้แห้งเหือดลงไปทุกที ใครหากแหวกกรอบก็ต้องอัปเปหิออกจากมหาอวิชชาลัยไปเลยbr /br /สอง มหาอวิชชาลัยเป็นสถาบันที่มุ่งผลิตนักศึกษาที่มีความสามารถทำตามๆ กัน ไม่สามารถใช้วิจารณญาณอย่างมีเหตุมีผลได้ ฝึกฝนอบรมให้คนรุ่นถัดๆ ไปเชื่องกลัวต่ออำนาจ หวาดกลัวการใช้สมอง แต่กลับบ้าอำนาจต่อผู้ต่ำชั้นกว่าbr /br /มหาอวิชชาลัยสร้างคนที่เชื่องๆ อยู่ในกรอบ ทำลายปัจเจกภาพของผู้เรียน ผลิตมนุษย์สมองฝ่อที่คิดได้แค่แคบๆ สั้นๆ มองไกลๆ ไม่เป็น ปรับตัวไม่เป็น กลัวการเปลี่ยนแปลง กลัวคนที่คิดต่าง กลัวที่ตัวเองจะแตกต่างจากคนอื่นด้วยซ้ำไป ไม่มีมหาวิทยาลัยที่ไหนในโลกหรอกที่แจ้งตำรวจให้จับนักศึกษาตัวเองเพียงเพราะเขาคิดแตกต่างออกนอกกรอบbr /br /มหาอวิชชาลัยไม่ปกป้องนักศึกษาหรืออาจารย์ที่ถูกรังแกจากอำนาจรัฐ เพราะมหาอวิชชาลัยเป็นแค่เครื่องมือของอำนาจในสังคมจนปัญญาเพื่อผลิตประชาชนพันธุ์เชื่องๆ ตามที่ Big Brother ปรารถนาbr /br /สาม มหาอวิชชาลัยไม่ยืนยันหลักการ ไม่ทำตัวเป็นประภาคาร ทั้งกลับทำตัวเป็นแค่เครื่องมือของชนชั้นนำในการแพร่ความหลงตัวเองอย่างดัดจริต และหลอกตัวเองอย่างดักดานจนเห็นกะลาเป็นจักรวาลbr /br /ทั้งหมดนี้มิใช่การก่นด่าอย่างอคติด้วยความโกรธเกรี้ยว แต่เป็นการสรุปรวบยอดถึงความเกี่ยวโยงเชื่อมร้อยกันหมดของมหาวิทยาลัยกับสังคม การสร้างความรู้ใหม่กับเสรีภาพและความหลากหลาย การอบรมบ่มเพาะประชากรที่เข้มแข็งกับภัยของการผลิตคนที่คับแคบเชื่องตามอำนาจ ความสำคัญอันดับหนึ่งของหลักการและจรรยาบรรณและภารกิจตามอุดมคติของมหาวิทยาลัยbr /br /(มาถึงวันนี้ ผมเชื่อว่าผมรู้จักมหาวิทยาลัยในสังคมรวยปัญญาพอสมควร จึงพอรู้ว่ามหาวิทยาลัยต่างกับมหาอวิชชาลัยอย่างไร ต้องการปัจจัยต่างๆ เชื่อมโยงกันอย่างไร เมื่อสิบกว่าปีก่อน ผมเคยพูดเขียนวิจารณ์โลกวิชาการและมหาวิทยาลัยของไทยเพียงเบาๆ ก็ถูกมองว่าเป็นคนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงมาอบรมสั่งสอนพวกแก่พรรษาในมหาวิทยาลัยของไทย ทั้งๆ ที่คนเหล่านั้นโดยมากรู้จักมหาวิทยาลัยชั้นนำอย่างผิวเผินจากประสบการณ์สมัยเรียนหรือจากการเดินทางไปดูงานแค่นั้นเอง)br /br /ผมเห็นว่ามหาวิทยาลัยในประเทศไทยได้ล้มละลายแทบกลายเป็นมหาอวิชชาลัยกันไปหมด ทุกแห่งล้มละลายทางจรรยาต่อสังคม เพราะกลายเป็นแค่เครื่องมือค้ำจุนสังคมจนปัญญา จนทั้งระบบอุดมศึกษาและสังคมโดยรวมตกต่ำง่อยเปลี้ยอย่างเหลือเชื่อ บางแห่งยังพอประคองตัวรอดได้ในทางการศึกษา แค่ไม่กี่แห่งและบางสาขาวิชาเท่านั้นที่สมควรต่อชื่อเสียงทางปัญญาbr /br /ธรรมศาสตร์ก็เป็นมหาวิทยาลัยที่ผมเห็นว่าในภาพรวมได้ล้มละลายหรือได้กลายเป็นมหาอวิชชาลัยไปแล้วทั้งทางปัญญา การศึกษา และจรรยาบรรณ ตั้งแต่หลายปีก่อนวันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558 เสียอีกนักวิชาการดีๆ ที่นั่นช่วยพยุงให้เราเข้าใจว่ายังดีอยู่ต่อมาbr /br /ผู้มีปัญญาทั้งหลายในมหาวิทยาลัยจงช่วยกันตรองดูเถอะว่าเราจะปล่อยให้มหาวิทยาลัยอยู่ในภาวะลักษณะใกล้ล้มละลายเช่นนี้ หรือได้เวลาแล้วที่จะต้องช่วยกันกอบกู้ฟื้นชีวิตของมหาวิทยาลัยขึ้นมาใหม่ ผลักไสภาวะมหาอวิชชาลัยให้หลุดออกไปbr /br /เริ่มต้นด้วยการให้ความคุ้มครองกับนักวิชาการและนักศึกษาที่กล้าแหวกกรอบ ท้าทายขัดกับผู้มีอำนาจในสังคม เพียงแค่นี้ก็จะเปิดช่องทางให้กับเสรีภาพอีกมากมายทั้งในมหาวิทยาลัยและในสังคม แล้วช่องทางที่เปิดขึ้นนี้จะช่วยให้ความหลากหลายทางปัญญาผลิดอกออกผลขึ้นมาใหม่br /br /ผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่ต้องการเติบใหญ่ในแวดวงอื่นๆ กรุณาออกไปพ้นๆ เสียเถอะ อย่าเอามหาวิทยาลัยเป็นเพียงบันไดไตเต้าของพวกคุณเลย เพราะการทำเช่นนั้นก็คือเป็นกาฝากที่ดูดเอาพลังชีวิตของมหาวิทยาลัยจนใกล้ตายกันหมดแล้วbr /nbsp;/p pnbsp;/p pnbsp;/p pspan style="color:#000080;"strongหมายเหตุ: อัพเดตล่าสุดเมื่อ 25 ก.พ. 2558 เวลา 23.22 น. /strong/span/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/G586-RmvSB0" height="1" width="1" alt=""/

ภรณ์ทิพย์: กลุ่มละครกับความฝัน

Wed, 25/02/2015 - 17:36
!--break--!--break-- table border="0" cellpadding="0" cellspacing="0" style="width:629px;" width="629" tbody tr td style="width:623px;" pspan style="color:#ff8c00;"strong112 the series/strong/span/p pnbsp;/p pspan style="color:#ff8c00;"เป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้ที่ถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมายหมายอาญามาตรา 112 หรือ กฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ในมุมมองที่สังคมยังไม่ค่อยรู้จัก และสื่อมวลชนมักนำเสนอแต่เรื่องราวของคดีความจนละเลยข้อเท็จจริงส่วนนี้ไปnbsp;/span/p pspan style="color:#ff8c00;"งานชุดนี้ เป็นการร้อยเรียงเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของผู้ถูกดำเนินคดีนี้ เพื่อที่จะสะท้อนมุมมองที่หลากหลายต่อผู้ถูกดำเนินคดีในฐานะที่เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง และให้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกระทบของการถูกดำเนินคดีที่มีต่อชีวิตพวกเขาที่มากไปกว่าการสูญเสียอิสรภาพในเรือนจำ โดยไม่มุ่งหาคำตอบว่าพวกเขาเหล่านั้นกระทำความผิดต่อกฎหมายจริงหรือไม่nbsp;/span/p pspan style="color:#ff8c00;"งานชุดนี้ เขียนขึ้นโดยทีมงานและอาสาสมัครของ iLaw ที่ทำหน้าที่สังเกตการณ์การพิจารณาคดี และให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมต่อผู้ถูกดำเนินคดีจากการใช้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นnbsp;/span/p pspan style="color:#ff8c00;"สำหรับชื่อของเจ้าของเรื่องเล่าจะเปิดเผยเฉพาะผู้ที่เต็มใจให้สังคมรับรู้เท่านั้น ผู้ที่ขอสงวนชื่อจริง เราจะตั้งชื่อของเขาใหม่ในเครื่องหมาย "...."/span/p /td /tr /tbody /table pnbsp;/p p"เราคิดเรื่องกฎหมายกันก่อนwbrแสดง และพูดกันหลังเวทีก่อนขึ้นแwbrสดงด้วยซ้ำ เราคิดว่ามันเหมือนกับละครจwbrักรๆ วงศ์ๆ ที่ฉายกันตอนเช้าทางโทรทัศนwbr์ ซึ่งมีเรื่องเจ้าอยู่ด้วย แล้วเราก็คิดว่ามันไม่มีทางwbrเป็นไปได้ที่จะมาดำเนินคดีกwbrับละคร ซึ่งเป็นเรื่องไร้สาระมาก"/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pทีมงานละคร "เจ้าสาวหมาป่า" คนหนึ่งเล่าให้ฟัง หลังจากที่กอล์ฟ-ภรณ์ทิพย์ และแบงค์-ปติวัฒน์ ถูกจับกุมและดำเนินคดีด้วยมwbrาตรา 112 ในฐานะผู้กำกับละครและนักแสwbrดงตามลำดับ ทั้งสองคนไม่ได้รับสิทธิประwbrกันตัวระหว่างการสอบสวนและพwbrิจารณาคดี ก่อนถูกศาลพิพากษาให้จำคุก 2 ปี 6 เดือน เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2558nbsp;/wbr/wbr/wbr/wbr/p pอ่านรายละเอียดคดี "ละครเวทีเจ้าสาวหมาป่า" ได้ที่nbsp;a href="http://l.facebook.com/l.php?u=http%3A%2F%2Ffreedom.ilaw.or.th%2Fcase%2F558%23detailamp;h=bAQEo0Ahzamp;enc=AZNp4eYU1xcSj4oTrV0pP2KoR-fbmhngdkzhkr4Dga332rJqs7GEYH7Xl87S_Kho0VmValP4sKFSvRzn6ExeFG4QOCubd2_uzuXEkx4jmmtk18LlDCmiEc4IbB1mz3AFlgqsE9nTTbSSqN0_Cl5VcqODamp;s=1" target="_blank"http://freedom.ilaw.or.th/wbrcase/558#detail/wbr/abr /br /."ที่มาของละคร คือ ตอนนั้นเป็นช่วงใกล้ 14 ตุลาฯ เราเลยร่วมโครงการในงาน 40 ปี 14 ตุลา เขียนโครงการไปมีจุดประสงค์wbrจะพัฒนาศักยภาพละคร เพราะคนที่ทำงานด้านละครมีไwbrม่เยอะ ทางกลุ่มประกายไฟการละครจึงwbrทำโครงการนี้เพื่อชวนเยาวชนwbrและนักเคลื่อนไหวจากหลากหลาwbrยกลุ่มเข้ามาลองทำกิจกรรมกาwbrรสื่อสารผ่านละคร กลุ่มประกายไฟเหมือนเป็นผู้wbrประสานงาน มีคนอายุตั้งแต่ 10-40 เข้ามาร่วมกันทำ workshop และคิดร่วมกันว่าในละครเรื่wbrองนี้จะสื่อสารประเด็นอะไรบwbr้าง"nbsp;br /br /"ชื่อ "เจ้าสาวหมาป่า" นั้นกอล์ฟเป็นคนคิด แต่คิดขึ้นมาเร็วๆ เพราะทางมูลนิธิ 14 ตุลาฯ ต้องการเร่งประชาสัมพันธ์กิwbrจกรรมไปก่อน แต่ตอนหลังพอหลายๆ คนมาช่วยกันเขียนเรื่อง เนื้อหาก็เปลี่ยนไปเป็นคนละwbrเรื่องกับที่ตอนแรกกอล์ฟคิดwbrไว้เลย"nbsp;br /br /"เราตั้งใจจะสื่อสารเรื่องชwbrนชั้น ช่วงนั้นเรื่องสีเสื้อเป็นปwbrระเด็นร้อนแรง ตอนสุดท้ายของเรื่องมีเด็กอwbrอกมาเอาหมอนฟาดกันแล้วขนไก่wbrฟุ้งไปหมด เป็นสัญลักษณ์แทนว่าการสาดสwbrีใส่กัน แล้วนำไปสู่การฆ่ากันไม่ใช่wbrทางออก เราจะต้องไปให้ถึงปัญหาในเชwbrิงโครงสร้าง"br /br /"นักแสดงไม่มีค่าตัวนะ คนทำงานละครเรื่องนี้ทุกคนไwbrม่มีค่าตัวเลย ขอทุนมาทำอุปกรณ์ ทำฉาก ค่าเดินทางไปซื้อของก็เกือบwbrจะไม่พออยู่แล้ว"nbsp;br /br /ทีมงานคนหนึ่งอธิบายให้ฟังเwbrกี่ยวกับละครอันเป็นที่มาขอwbrงการดำเนินคดี ในขณะที่เพื่อนของเธอสองคนตwbr้องติดคุก และเพื่อนอีกหลายคนยังต้องอwbrยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ เพราะไม่มั่นใจว่าถูกออกหมาwbrยจับหรือไม่ และไม่มั่นใจว่าภายใต้กฎอัยwbrการศึก ทหารและตำรวจจะบุกเข้ามาค้นwbrบ้านเมื่อไรbr /br /."กลุ่มประกายไฟการละครรวมตัwbrวกันมาตั้งแต่ประมาณปี 52 กิจกรรมหลักของกลุ่มเราจะไปwbrสอนละครให้เด็กในพื้นที่ต่าwbrงจังหวัด กอล์ฟเป็นคนมีความฝันว่า อยากให้เด็กต่างจังหวัดสามาwbrรถเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นwbrในบ้านของเขาผ่านละคร เล่าผ่านศิลปะ อยากให้เด็กมีวิธีสื่อสารมาwbrกกว่าการพูดตรงๆ หรือการออกมาถือป้าย ซึ่งทำกันมาหลายปีแต่ไม่สำเwbrร็จ"br /br /"กอล์ฟจะเป็นคนทำงานต่อเนื่wbrองกับเด็กๆ เช่น เวลามีงานอะไรในกรุงเทพฯ ก็จะชวนเด็กๆ ที่เคยไปสอน ให้มาบอกเล่าเรื่องราว หรือให้ขึ้นไปแจมตามเวทีต่าwbrงๆ"br /br /"ช่วงหลังการสลายการชุมนุมปwbrี 53 เราเล่นละครตามข้างถนน เกี่ยวกับเรื่องคนที่เสียชีwbrวิต ตอนแรกเล่นละครแบบไม่มีเงินwbrก่อน เสื้อผ้าที่ใช้ก็เป็นเสื้อผwbr้าบริจาคเอามาเย็บเอง เครื่องแต่งหน้าก็ขอบริจาคมwbrาจากคนที่ไม่ใช้แล้ว พอตอนหลังคนเริ่มสนใจก็เลยเwbrปิดกล่องรับบริจาคเอาเงินมาwbrทำอุปกรณ์ เวลาไปแสดงแต่ละครั้งนักแสดwbrงไม่เคยได้เงินจากกองกลางเลwbrยเพราะต้องเก็บเงินไว้เป็นคwbr่าทำละครเรื่องต่อไป"br /br /สมาชิกคนหนึ่งของ "ประกายไฟการละคร" เล่าถึงกลุ่มกิจกรรมเล็กๆ ที่ทำงานอย่างอิสระด้วยใจรัwbrก แต่ตอนหลังต้องแยกย้ายกันไปwbrเพราะสถานการณ์บ้านเมืองและwbrเพื่อความปลอดภัยbr /br /."เวลาทำกิจกรรมกอล์ฟจะเป็นคwbrนขี้โมโห แต่ใจดีกับเพื่อนและน้องๆ กอล์ฟเป็นคนมีระเบียบวินัยใwbrนตัวเองสูงมากในการทำงาน ทำให้เพื่อนเคารพและให้เกียwbrรติมันจะเป็นคนครีเอทดี และควบคุมคนได้ เลยมีพาวเวอร์ในการออกคำสั่wbrงว่าฉากนี้ต้องเป็นแบบนี้นะwbrnbsp;แต่ก็ไม่ใช่ว่าเราจะแย้งไม่wbrได้ กอล์ฟก็รับฟัง"nbsp;br /br /"กอล์ฟเป็นเด็กที่จบมัธยมจาwbrกพิษณุโลก ทำกิจกรรมมาตั้งแต่สมัยเรียwbrนมัธยมแล้ว พอมาเรียนต่อรามคำแห่งก็ทำกwbrิจกรรมต่อ ก่อนมาทำเรื่องการเมืองกอล์wbrฟทำกิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนwbrาศักยภาพเยาวชน กอล์ฟชอบไปสอนหนังสือให้เด็wbrกต่างจังหวัดในหมู่บ้านที่ยwbrากจน ไม่มีโอกาสไปเรียนพิเศษ สอนวาดภาพบ้าง สอนภาษาอังกฤษบ้าง เช่น ที่จังหวัดมุกดาหาร ที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และในชุมชนคลองเตย บางครั้งก็ไปช่วยงานกิจกรรมwbrของเครือข่าย บางครั้งก็ไปเปิดพื้นที่ใหมwbr่เอง แต่กอล์ฟมาดังในภาพที่ทำงานwbrประเด็นการเมือง"br /br /"กอล์ฟเป็นคนมีพรสวรรค์เรื่wbrองศิลปะ เป็นคนชอบวาดรูปมาก ตอนอยู่มัธยมเป็นแชมป์สีน้ำwbrnbsp;กอล์ฟฝันอยากเป็นครูสอนศิลปwbrะให้กับเด็กบนดอย ฝันอยากทำโรงเรียนให้กับเด็wbrก เป็นโรงเรียนในจินตนาการที่wbrสอนเด็กจากธรรมชาติที่อยู่รwbrอบตัว สอนโดยไม่เลือกว่าเด็กต้องนwbrับถือศาสนาอะไร แต่แม่ก็ไม่เห็นด้วยเพราะเชwbrื่อว่าถ้าเป็นครูอาจจะไส้แหwbr้ง"nbsp;br /br /"หลังจากมาทำละครกับมูลนิธิwbrnbsp;14 ตุลาฯ ครั้งนี้ กอล์ฟได้เจอคนหลากหลายรวมทัwbr้งเด็กๆ กอล์ฟมีความฝันที่สวยงามและwbrเชื่อว่าเด็กๆ สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้"nbsp;br /br /เพื่อนนักกิจกรรมที่รู้จักกwbrอล์ฟมาหลายปี เล่าถึง "ความเป็นกอล์ฟ" และความฝันอันสวยงามที่ยังไwbrม่มีโอกาสจะมาถึงในเวลาอีกอwbrย่างน้อยสองปีครึ่งnbsp;br /br /ถึงแม้คนตัวเล็กๆ ที่มีความตั้งใจจะไม่อาจมีเwbrสรีภาพได้ภายใต้บรรยากาศทางwbrการเมืองที่เข้มงวดnbsp;br /ถึงแม้กลุ่มละครกลุ่มเล็กๆ ที่มีความทรงจำจะไม่อาจมีชีwbrวิตต่อไปได้ภายใต้การปราบปรwbrามอย่างรุนแรงnbsp;br /แต่ความฝันเล็กๆ ที่มีรอยยิ้มนี้ คงไม่อาจถูกลดทอนไปได้ด้วยกwbrฎอัยการศึก กรงขัง หรือกระบวนการยุติธรรม/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/dMA_XcSK7qY" height="1" width="1" alt=""/

สมเกียรติ TDRI แจงทำไมเศรษฐกิจดิจิทัลไม่เปลี่ยนผ่าน แต่เปลี่ยนกลับและถอยหลังลงคลอง

Wed, 25/02/2015 - 17:15
pสมเกียรติ TDRI วิจารณ์ชุดกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัลถอยหลังลงคลอง สวนกระแสโลก ชี้จะกำหนดใครนำเศรษฐกิจดิจิทัลให้ชั่งน้ำหนักความล้มเหลวดู มองรัฐล้มเหลวมากกว่า/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7290/16453103140_68d5a3a1dd.jpg" //p pbr /25 ก.พ. 2558nbsp; ในงานเสวนาวิชาการเรื่อง "Digital Economy เปลี่ยนผ่านหรือเปลี่ยนกลับ? ตลาดแข่งขันเสรีหรือรัฐวิสาหกิจ?" จัดโดยศูนย์วิจัยกฎหมายและการพัฒนา คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ มีการหยิบร่าง พ.ร.บ.บางส่วนจากชุดร่างกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล ร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจสังคม และ ร่าง พ.ร.บ.กสทช. มาพูดคุย/p pสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เสนอว่า ในกระบวนการออกกฎหมาย ควรมีการประเมินผลกระทบในการออกกฎหมาย หรือ Regulatory Impact Analysis (RIA) ด้วย การจะทำ RIA ต้องนิยามวัตถุประสงค์ให้ชัดเจน และดูว่ามีทางเลือกอะไรบ้างเพื่อบรรลุเป้าหมายและดูผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผ่านการจัดรับฟังความเห็น และแต่ละวิธีมีต้นทุนและประโยชน์อย่างไร เพื่อดูว่าการดำเนินการของรัฐเพิ่มหรือลดสวัสดิการของสังคม เพราะออกระเบียบมีต้นทุนที่สังคมต้องปฏิบัติตาม ทั้งนี้ หากที่ผ่านมาดำเนินการตามนี้ หลายปัญหาที่จะต้องสัมมนากันวันนี้ก็จะไม่มี/p pสมเกียรติวิจารณ์ว่า กฎหมายชุดนี้ มีปัญหาเยอะมาก เพราะนอกจากนิยามวัตถุประสงค์แล้ว ไม่บอกเลยว่ามีทางเลือกอะไรและไม่มีการดูผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย ผู้ประกอบการเอกชน รัฐ ประชาชนทั้งฐานะผู้เสียภาษี ผู้บริโภค หรือพลเมือง/p pเขาชี้ว่า ถ้าดูหลักคิดในการออกกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัลจะพบว่า กฎหมายให้ความสำคัญกับกลไกตลาดน้อยมาก ให้ความสำคัญกับกลไกของรัฐเยอะมาก สวนกระแสโลกที่มีพัฒนาการจากการใช้กลไกรัฐไปสู่กลไกตลาด ยกตัวอย่าง ในร่าง พ.ร.บ.กสทช. ที่ระบุว่า การจัดสรรคลื่นความถี่ ต้องคำนึงการจัดสรรให้เพียงพอต่อการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐ แปลว่า กฎหมายเห็นคุณค่าในบริการสาธารณะ แต่มีสร้อยว่า "ของรัฐ" ซึ่งสะท้อนวิธีคิดว่า บริการสาธารณะต้องทำโดยหน่วยงานรัฐ นี่เป็นปัญหาว่า ไม่ใช่เปลี่ยนผ่าน แต่เปลี่ยนกลับหรือถอยหลังเข้าคลอง/p pประธาน TDRI อธิบายว่า ในอดีต เทคโนโลยียังมีต้นทุนสูง ตลาดยังรองรับได้น้อยราย การให้รัฐเป็นผู้ให้บริการจึงสมเหตุ แต่เมื่อเทคโนโลยีถูกลง ตลาดใหญ่ขึ้น รับได้หลายราย จึงเริ่มมีการคลี่คลายสู่รัฐร่วมเอกชน หรือ PPP และเปลี่ยนมาเป็นสัมปทาน และสุดท้ายสู่ระบบใบอนุญาตที่เอกชนเป็นผู้นำเป็นหลัก วิวัฒนาการมาทางนี้กันหมด พร้อมยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกาที่ประกาศหลักการเศรษฐกิจดิจิทัล เมื่อ 1990 ที่เน้นเรื่องการนำโดยเอกชนไม่ใช่รัฐ/p pstrongจะให้รัฐหรือตลาดทำ/strongbr /สมเกียรติชี้ว่า หากจะพิจารณาว่าจะให้รัฐหรือตลาดทำคงต้องชั่งที่ความล้มเหลว ซึ่งปัจจุบัน ตาชั่งเอียงไปทางความล้มเหลวของรัฐมากกว่าของเอกชนเข้าไปทุกที อาทิ การเทรดคะแนนเสียงในธุุรกรรมในตลาดการเมืองหรือภาครัฐ ซึ่งบางครั้งส่งผลต่อผลกระทบต่อประชาชน เช่น การร่วมกันผ่านกฎหมายของสองกลุ่มที่ต้องการใช้เงินเยอะ ทำให้ภาระตกอยู่กับประชาชน และยังมีความล้มเหลวอีกหลายมิติที่ตลาดไม่มี เช่น การที่เราทุกคนเป็นเจ้าของรัฐวิสาหกิจ ในฐานะผู้เสียภาษี แต่เมื่อทุกคนเป็นเจ้าของจึงไม่มีใครเป็นเจ้าของ ไม่มีใครสนใจว่า TOT CAT จะได้กำไรหรือไม่ เพราะไม่มีใครถือหุ้นใหญ่ ไม่มีแรงจูงใจกำกับดูแลตรวจสอบการทำธุรกิจว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่ ขณะที่เอกชนไม่มีปัญหานี้ เพราะเขาต้องสนใจว่าตัวเองจะกำไรหรือขาดทุนอย่างไร/p pนอกจากนี้ จากบทเรียนที่ผ่านมา ยังเห็นการยกสมบัติให้เอกชน เพราะไม่มีประสิทธิภาพบริหารเอง เช่น เอาคลื่นความถี่ไปปล่อยต่อ ดังนั้น จะเห็นว่าภาครัฐล้มเหลวเยอะมาก ถ้าต้องการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัล ต้องชั่งว่าระหว่างรัฐกับเอกชนใครล้มเหลวมากกว่ากัน/p pโดยสรุป สมเกียรติมองว่า ร่างกฎหมายชุดนี้ถอยหลังลงคลองในสี่ประเด็น ได้แก่/p p1. การไม่แยกแยะระหว่างฝ่ายกำหนดนโยบาย ฝ่ายกำกับดูแล และผู้ประกอบการ ยกตัวอย่าง ทีโอที ที่เป็นทั้งคนทำนโยบาย กำกับ และให้บริการ โดยที่ผ่านมา มีความพยายามแยกสามส่วนออกจากกันแต่ร่างกฎหมายใหม่จะทำให้สามตัวนี้เบลอกันอีก/p p2. แนวคิดว่า บริการสาธารณะต้องทำโดยรัฐ ทั้งที่ที่ผ่านมา พบแล้วว่าเอกชนสามารถบริการสาธารณะได้ เช่น การมีช่องข่าวเนชั่น สปริงนิวส์ ซึ่งในกฎหมายก็กำหนดสัดส่วนรายการประเภทต่างๆ ไว้อยู่แล้ว หรือกรณีโทรคมนาคม หากต้องการให้ประชาชนในท้องที่ห่างไกลเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ก็สามารถกำหนดได้ผ่านนโยบาย รัฐไม่จำเป็นต้องทำเอง/p p3. แนวคิดจัดสรรคลื่นความถี่แทนการใช้กลไกตลาด กลับถอยไปใช้วิธีคัดเลือก (บิวตี้คอนเทสต์) ทั้งที่แนวทางประเทศพัฒนาแล้ว ใช้การประมูลเพื่อหาคนที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเขาเชื่อว่าหากใช้วิธีบิวตี้คอนเทสต์ การวิ่งเต้นจะเกิดขึ้น 100% ในไทย จะกลายเป็นใครวิ่งเต้นได้เยอะที่สุด ไม่ใช่ว่าใครมีประสิทธิภาพสูงสุด/p p4. ไม่มีระบบธรรมาภิบาล โดยยกตัวอย่างกรณีมีการให้เหตุผลที่ต้องดึงเงินจากกองทุน กทปส. เดิมของ กสทช. ไปไว้กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่ตั้งขึ้นใหม่ โดยผู้กำหนดนโยบายบอกว่า ต้องดึงเงินเพราะจากการตรวจสอบของ สตง.พบว่า กสทช. มีปัญหาเยอะ แต่การดึงเงินไปเช่นนี้ไม่ได้แก้ความล้มเหลวของระบบกำกับดูแลเลย เพราะเงินยังเหลือที่ กสทช.อีกมาก ส่วนเงินที่จะโยกไปอีกกองก็ยิ่งมีกลไกตรวจสอบแย่กว่า กสทช. เสียอีก/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2015/02/58092" target="_blank"สุรางคณาเผยรับข้อท้วงติงแก้ชุดร่างกม.เศรษฐกิจดิจิทัล เปิดวิจารณ์วงปิดอาทิตย์หน้า /a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/_tRPkAQ_QaU" height="1" width="1" alt=""/

คำประกาศสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป: เรียกร้องรัฐหยุดใช้อำนาจควบคุมสิทธิเสรีภาพ ปชช.

Wed, 25/02/2015 - 17:07
pเปิดเวทีสภาประชาชนฯ ครั้งที่ 2 จับตาวาระเพิ่มอำนาจรัฐในการแก้ไข รธน. พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดใช้อำนาจรัฐควบคุมสิทธิเสรีภาพระชาชน ทบทวนการใช้กฎอัยการศึก เปิดหรือสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนในการแสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาชุมชน และปกป้องสิ่งแวดล้อมให้ประชาชนอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8613/16455213870_75ae8c37f7_z.jpg" style="width: 560px; height: 316px;" //p p25 ก.พ. 2558 – ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มีการจัดเวทีสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป ครั้งที่ 2 “จับตาการเพิ่มอำนาจรัฐ ปกป้องอำนาจประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องดีกว่าเดิม” โดยมีบำรุง คะโยธา เป็นผู้เปิดสภาประชาชนดังกล่าว ทั้งนี้ตลอดช่วงเช้า มีการอภิปรายกรณีปัญหาจากพื้นที่ ซึ่งชุมชนต่างๆ ที่เข้าร่วมการประชุมเห็นว่าเป็นการลิดรอนสิทธิของประชาชน ได้แก่ การสัมปทานเหมืองแร่ทองคำและเหมืองแร่โปแตส ที่บ้านนามูล - ดูนสาด อ.กระนวน จ.ขอนแก่น แผนแม่บทพิทักษ์ป่าไม้ กรณีปัญหา: สวนป่าโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ พื้นที่ปลอดภัยของประชาชน กรณีปัญหา: การทำกิจกรรมในพื้นที่ภาคใต้ และพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ/p pทั้งนี้ในเวลา 11.30 น. ในที่ประชุมมีการอ่าน "คำประกาศสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูปฉบับที่ 3: ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มอำนาจประชาชน” เฝ้าระวังการเพิ่มอำนาจรัฐ สร้างพื้นที่ปลอดภัยของประชาชน” โดยมีข้อเรียกร้องให้รัฐบาลหยุดการใช้อำนาจรัฐควบคุมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และต้องใช้ความระมัดระวังในการบริหารราชการแผ่นดิน ทบทวนการใช้กฎอัยการศึก เปิดหรือสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนในการแสดงความคิดเห็น ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาท้องถิ่น การแก้ไขปัญหาชุมชน การปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ตนเองสามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย โดยมีรายละเอียดของคำประกาศดังนี้/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strong000/strong/span/p p style="margin-left: 40px;"strongคำประกาศสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูปฉบับที่ 3: "ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มอำนาจประชาชน"/strongbr /strongเฝ้าระวังการเพิ่มอำนาจรัฐ สร้างพื้นที่ปลอดภัยของประชาชน”/strong/p p style="margin-left: 40px;"ในวาระการปฏิรูปประเทศไทยและสภาวะการบริหารราชการแผ่นดินที่ไม่ปกติ ได้มีหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์กรภาคธุรกิจบางองค์กร ใช้โอกาสนี้อพยพโยกย้ายชุมชน คุกคามจำกัดการใช้สิทธิชุมชนในการปกป้องคุ้มครองตนเองให้สามารถดำรงอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี การละเมิดสิทธิชุมชน การปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่วมตัดสินใจกำหนดทิศทางการพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง การขยายอำนาจรัฐในการอนุมัติอนุญาตโครงการที่ต้องใช้ความรอบคอบ ในการศึกษา การรับฟังความเห็นของประชาชน จนอาจส่งผลเสียหายอย่างร้ายแรง ดังกรณี/p p style="margin-left: 40px;"1) การใช้กองกำลังเจ้าหน้าที่รัฐ เข้าไปควบคุมการแสดงความคิดเห็น การรวมกลุ่มร้องเรียนหรือแก้ไขปัญหาชุมชนหรือการใช้สิทธิชุมชน เช่น การขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมที่บ้านนามูล-ดูนสาด จ.ขอนแก่น หรือ การควบคุมการประชุมรับฟังความคิดเห็นการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ที่ จ.กระบี่/p p style="margin-left: 40px;"2) การจัดทำและเร่งปฏิบัติการตามแผนแม่บทพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้แห่งชาติ ซึ่งส่งผลเป็นการทำลายพืชผลทรัพย์สินของเกษตรกร ในพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในภาคอีสาน และการอพยพชุมชนบ้านโคกยาวและบ้านบ่อแก้ว อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ/p p style="margin-left: 40px;"3) การเร่งรัดให้มีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเช่น พระราชบัญญัติแร่ พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม โดยขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และอาจมีการเพิ่มอำนาจหน่วยงานราชการ การลดขั้นตอนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และอนุมัติอนุญาตโดยไม่รอการกำหนดหลักการสิทธิเสรีภาพ และการวางระบบปฏิรูปการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่/p p style="margin-left: 40px;"ปัญหาความขัดแย้งที่ดำรงอยู่ในสังคม มีรากฐานมาจากความเหลื่อมล้ำ การรวมศูนย์อำนาจ การกระจุกตัวของรายได้ ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่เป็นธรรม การจัดสวัสดิการโดยรัฐที่ไม่ทั่วถึงสำหรับคนทุกคน/p p style="margin-left: 40px;"สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูปเห็นว่า รัฐบาลต้องหยุดการใช้อำนาจรัฐควบคุมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และต้องใช้ความระมัดระวังในการบริหารราชการแผ่นดิน ทบทวนการใช้กฎอัยการศึก เปิดหรือสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนในการแสดงความคิดเห็น ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาท้องถิ่น การแก้ไขปัญหาชุมชน การปกป้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ตนเองสามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและปลอดภัย/p p style="margin-left: 40px;"ด้วยจิตคารวะbr /สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูปbr /25 กุมภาพันธ์ 2558/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Bv-XaY3j9v4" height="1" width="1" alt=""/

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 19-25 ก.พ. 2558

Wed, 25/02/2015 - 16:22
p!--break--!--break--/p pstrongกองปราบฯ รวบป้าจอมตุ๋นหลอกไปทำงานเกาหลี/strongbr /br /(20 ก.พ.) ที่กองปราบปราม พ.ต.อ.อัคราเดช พิมลศรี รักษาการ ผบก.ป. สั่งการให้ พ.ต.อ.จิรภพ ภูริเดช ผกก.1 บก.ป.พ.ต.ท.พัฒนพงศ์ ศรีพิณเพราะ สว.กก.1 บก.ป.นำกำลังจับกุม นางลลิตา สาปไตยบรมรัฐ อายุ 64 ปี อยู่บ้านเลขที่ 18/184 ซ.นวลจันทร์ 36 แยก 10 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กทม. ตามหมายจับศาลอาญา ที่ 5661/2547 ลงวันที่ 24 ธันวาคม 2557 ข้อหาร่วมกันจัดหางานโดยไม่ได้รับอนุญาต และหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถจัดหางานในต่างประเทศได้โดยได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สิน โดยจับกุมตัวได้ที่บ้านพักของผู้ต้องหาbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; nbsp;br /ทั้งนี้ ผู้ต้องหาได้ก่อเหตุหลอกลวงแรงงานไทยว่าสามารถส่งไปทำงานในโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประเทศเกาหลีใต้ได่ โดยอ้างว่ามีรายได้ดี แต่ต้องจ่ายเงินค่าดำเนินการรายละ 50,000-100,000 บาท เมื่อเหยื่อหลงเชื่อโอนให้ ปรากฏว่าผู้ต้องหาได้นำเงินหลบหนีไป โดยก่อเหตุมาตั้งแต่ปี 2537 ทั้งใน จ.เชียงราย ขอนแก่น สระบุรี นครราชสีมา กรุงเทพมหานคร รวม 11 คดี แต่รอดการถูกจับกุมมาตลอดทำให้คดีหมดอายุความไป 3 คดี ต่อมาชุดจับกุมสืบทราบว่าผู้ต้องหาหนีมากบดานที่บ้านพักใน กทม.จึงนำกำลังจับกุมได้ดังกล่าวbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; nbsp;br /สอบสวนนางลลิตาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา โดยอ้างว่าไม่เคยก่อเหตุตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด อาจเป็นการเข้าใจผิด อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ไม่ปักใจเชื่อคำให้การของผู้ต้องหา จึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง รับไว้ดำเนินคดีต่อไปbr /br /(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 20-2-2558)br /br /strongพนักงานชาร์ปชุมนุม 200 คน ประท้วงขอโบนัส 2.2 เดือน/strongbr /nbsp;br /เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2558 กลุ่มพนักงานบริษัทเฟดเดอรัล อิเลคทริค จำกัด ผู้ได้รับใบอนุญาตผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ยี่ห้อชาร์ป ประมาณ 200 คน รวมตัวชุมนุมหน้าบริษัท บนถนนกิ่งแก้ว บริเวณปากซอยกิ่งแก้ว 34 ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เพื่อเรียกเรียกร้องโบนัส โดยล่าสุดมีการเจรจาต่อรองขอโบนัส 2.2 เดือน และเงินบวกเพิ่มอีก 10,000 บาทbr /nbsp;br /ด้าน นายพนมพร ขันขวา เลขาสหภาพแรงงานบริษัทฯ กล่าวว่า เบื้องต้นมีการเจราจากับนายจ้างมาแล้ว จำนวน 15 ครั้ง ตั้งแต่เดือนกันยายน ปีที่ผ่านมาแต่ไม่ได้ข้อสรุปวันนี้จึงมีการนัดรวมตัวกันที่ด้านหน้าบริษัท จากนั้น เวลา 10.00 น.จะส่งตัวแทนเดินทางไปยื่นหนังสือที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ โดยจะมี ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงานจะเดินทางมารับหนังสือ และร่วมประชุมกับ ตัวแทนของบริษัท พร้อมด้วยลูกจ้าง เพื่อหาข้อสรุป ที่ แต่หากไม่ได้ตามที่เรียกร้องก็จะชุมนุมยืดเยื้อต่อไปbr /nbsp;br /ด้าน พ.ต.อ.พีรพล โชติกเสถียร ผกก.สภ.บางแก้ว กล่าวว่า ก่อนมีการชุมนุมทราบว่าทางพนักงานได้ทำหนังสือแจ้งให้ฝ่ายทหารให้ทราบก่อนแล้ว เพราะยังอยู่ในกฎอัยการศึกโดยทางฝ่ายความมั่นคงขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องด้วยความสงบไม่ดื่มแอลกอฮอล์ และไม่ชุมนุมกีดขวางจราจร และต้องเลิกชุมนุมภายในเวลา 18.00น.ของวันนี้ โดยเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ ได้เรียกแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมให้เข้าไปเจรจาเพื่อหาข้อยุติ ภายในบริษัท เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบความเดือดร้อนต่อประชาชน โดยขอเวลาในการพูดคุยเป็นการส่วนตัวbr /nbsp;br /ส่วนการดูแลรักษาความปลอดภัยและการจราจรมีกำลังทหารจาก ป.พัน21 รอ.และเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.บางแก้ว เข้าดูแลความสงบเรียบร้อย และอำนวยความสะดวกด้านจราจร เนื่องจากช่วงเช้าเวลาเร่งด่วนการจราจรติดขัดอย่างมาก เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งระบายการจราจรและขอความร่วมมือให้ผู้ชุมนุมเปิดช่องจราจรให้ใช้ได้ตามปกติbr /br /(คมชัดลึก, 23-2-2558)br /br /strongกมธ.วิสามัญเห็นชอบ ประกันสังคมคงสิทธิ “ว่างงาน”/strongbr /br /(23 ก.พ.) นางอรุณี ศรีโต ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกันสังคม พ.ศ. ... เปิดเผยว่า วันนี้มีการประชุมกมธ. เป็นครั้งสุดท้าย โดย กมธ. เห็นชอบให้กลับไปใช้ข้อความตามมาตรา 33 ของ พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2533 ที่ระบุให้ผู้ประกันตนที่ลาออกจากงานเองสามารถรับเงินสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานได้ ตามความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ระบุว่า การแก้ไขกฎหมายประกันสังคม ประเด็นใดที่เป็นการลิดรอนสิทธิผู้ประกันตนก็อย่าทำ ขณะเดียวกัน ร่าง พ.ร.บ. ประกันสังคม ที่ตัดสิทธิกรณีว่างงานออกนั้นเป็นร่างเดิมที่ สปส. จัดทำไว้นาน 4 - 5 ปี แล้ว จึงควรพิจารณาให้รอบคอบและไม่กระทบต่อสิทธิของผู้ประกันตนที่มีอยู่br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; nbsp;br /นางอรุณี กล่าวอีกว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับแก้ไขนี้เป็นการสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนในหลายด้าน เช่น การให้ผู้ประกันตนมีสิทธิเลือกผู้แทนเข้ามาเป็นกรรมการประกันสังคม (บอร์ด สปส.) โดยตรง กำหนดให้บอร์ด สปส. ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก่อนเข้ามาดำรงตำแหน่ง การเพิ่มสัดส่วนให้บอร์ดมีกรรมการเป็นผู้หญิงมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ประเด็นเหล่านี้ยังเป็นร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ต้องรอพิจารณาของสนช. ก่อนว่าจะเห็นชอบหรือไม่ ทั้งนี้ คาดว่า ร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวจะเข้าสู่การพิจารณาวาระที่ 2 และ 3 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในเดือนมีนาคมนี้br /br /(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 23-2-2558)br /br /strongตรวจเรือประมง 599 ลำ พบจ้างแรงงานเด็กผิด กม.-จ่ายค่าจ้างต่ำกว่าเกณฑ์/strongbr /br /(24 ก.พ.) ที่โรมแรมปริ๊นส์ ตั๊น พาร์ค นายพีรพัฒน์ พรศิริเลิศกิจ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุม ชี้แจงการจ้างงานในงานประมงทะเลให้แก่สมาคมที่เกี่ยวกับการประมงทะเล ว่า กสร. ได้มีมาตรการคุ้มครองแรงงานประมงโดยได้ออกกฎกระทรวง คุ้มครองแรงงานในงานประมงทะเล พ.ศ. 2557 ซึ่งมีการใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค. 2557 ในกฎกระทรวงฉบับนี้มีข้อกำหนด เช่น กำหนดแบบสัญญาจ้าง การจ่ายค่าจ้างไม่น้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ การจัดเวลาพักของลูกจ้างให้มีเวลาพักไม่น้อยกว่า 10 ชั่วโมงต่อการทำงาน 24 ชั่วโมง หรือไม่น้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อการทำงาน 7 วัน ตลอดจนสภาพแวดล้อม ในการทำงานที่ปลอดภัย ยาปฐมพยาบาลเบื้องต้น ที่พักและห้องส้วมถูกสุขลักษณะbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; nbsp;br /อธิบดี กสร. กล่าวอีกว่า หลังจากกฎกระทรวงมีผลบังคับใช้ในช่วงเวลาเกือบ 2 เดือน กสร. ได้ออกตรวจเรือประมงไปแล้ว 599 ลำ ในหลายจังหวัด เช่น สมุทรสาคร สมุทรปราการ ชลบุรี โดยใช้วิธีการตรวจแบบบูรณาการในแต่ละจังหวัด กสร. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมเจ้าท่า ตำรวจน้ำ กองทัพเรือ กระทรวงการพัฒนาและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งจากผลการตรวจเรือประมง พบว่า มีนายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎกระทรวงในหลายกรณี เช่น การใช้แรงงานเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี 5 คน จ่ายค้าจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 56 คน ลูกจ้างต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาต 7 คน ทั้งนี้ โดยส่วนใหญ่พบปัญหาที่พัก และห้องส้วมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ รวมทั้งสภาพความ ปลอดภัยในการทำงานโดย กสร. ได้ออกคำสั่งให้นายจ้างปฏิบัติให้ถูกต้อง หากนายจ้างยังคงฝ่าฝืน จ้างลูกจ้างอายุต่ำกว่า 18 ปีหรือต่างด้าวที่ไม่มีใบอนุญาตก็จะดำเนินคดีทาง กฎหมายbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; nbsp;br /นายกลม ไกรวัตนุสสรณ์ นายกสมาคมประมงจังหวัดสมุทรสาคร กล่าวว่า มองว่า กฎกระทรวงคุ้มครองแรงงานในงานประมง ทะเลนี้ซึ่งใช้บังคับกับเรือประมงที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป เป็นกฎหมายที่กว้างเกินไป ทำให้ผู้ประกอบ การเรือประมงขนาดเล็ก เช่น เรือประมงพื้นบ้าน ปฏิบัติตามได้ยาก จึงอยากให้แยกออกกฎหมายลูก มารองรับbr /br /(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 24-2-2558)br /br /strongชงนำเข้าแรงงานประมงผ่านระบบเอ็มโอยู แก้ปัญหาค้ามนุษย์/strongbr /br /(24 ก.พ.) ที่กรมการจัดหางาน นายธีรพล ขุนเมือง รองอธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน กล่าวภายหลังประชุมหารือการกำหนดวิธีการขั้นตอนการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน (กนร.) โดยมีผู้แทนกรมการจัดหางาน (กกจ.) สมาคมประมงแห่งประเทศไทย เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหารือ ว่า ในที่ประชุมได้หารือถึงการนำเข้าแรงงานประมงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยผ่านบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศ (เอ็มโอยู) ไทยกับ 3 ประเทศ คือ พม่า ลาว และ กัมพูชา ซึ่งจะให้ผู้ประกอบการเรือประมงยื่นขอโควตานำเข้าแรงงานต่างด้าวที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดแต่ละแห่งbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; nbsp;br /นายธีรพล กล่าวอีกว่า เบื้องต้นจะประกาศรับสมัครแรงงานไทยก่อน หากมีผู้สนใจน้อยก็จะรวบรวมรายชื่อนำเข้าแรงงานต่างด้าวผ่านเอ็มโอยู โดยสมาคมประมงฯ จะคัดเลือกบริษัทจัดหางานที่ขึ้นทะเบียนกับ กกจ. เพื่อนำเข้าแรงงาน ซึ่งจะมีการทำสัญญาจ้างเพื่อให้แรงงานต่างด้าวได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย มีการประชุมชี้แจงรายละเอียดการทำงานและข้อกฎหมายให้แรงงานรับทราบ หากผู้ประกอบการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายก็จะลงโทษอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือถึงการแก้ไขเอ็มโอยูระหว่างไทยกับทั้ง 3ประเทศ จากเดิมที่แรงงานต้องกลับประเทศต้นทาง 1 ปี หลังจากทำงานครบกำหนด 4 ปี เปลี่ยนเป็นให้กลับประเทศต้นทาง 30 วันเพื่อไปดำเนินการด้านเอกสารและไม่ให้กระทบต่อการดำเนินกิจการของนายจ้างแล้วกลับเข้ามาทำงานอีก 4 ปี โดยในปี 2558 จะมีแรงงานที่ต้องกลับประเทศตามเอ็มโอยูจำนวน 55,143 คน ทั้งนี้ จะนำข้อสรุปนี้เสนอต่อที่ประชุม กนร. ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; nbsp;br /ด้าน นายภูเบศ จันทนิมิ ประธานสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมีแรงงานถูกกฎหมายในภาคประมงประมาณ 100,000 คน จากความต้องการที่แท้จริง 300,000 คน ทำให้ขาดแคลนแรงงานจำนวนมาก สมาคมฯจึงหารือร่วมกับภาครัฐเพื่อขอนำเข้าแรงงานตามเอ็มโอยู โดยเบื้องต้นมีการแจ้งความต้องการแรงงานต่างด้าวแล้วกว่า 3,000 คน ซึ่งการขอนำเข้าแรงงานตามเอ็มโอยูก็เพื่อแสดงให้นานาชาติเห็นว่าไทยโดยเฉพาะภาคประมงไม่มีการใช้แรงงานผิดกฎหมายและไม่มีการค้ามนุษย์ ทั้งนี้ จะเร่งประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกที่ตกค้างอยู่เร่งนำแรงงานต่างด้าวมาขึ้นทะเบียนเพื่อให้ได้รับความคุ้มครองbr /br /(ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 24-2-2558)br /br /strongครม.ไฟเขียวจ่ายเงินสะสมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้มากกว่านายจ้าง/strongbr /br /นายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในที่ประชุมครม.เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ประชุมเห็นชอบให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ฉบับที่ ..) ตามที่กระทรวงการคลังnbsp; เสนอ โดยจะเปิดโอกาสให้ลูกจ้างสามารถส่งเงินเข้ากองทุนมากกว่านายจ้าง เพื่อเป็นการสนับสนุนการออมbr /br /พร้อมทั้งกำหนดให้ลูกจ้างหรือนายจ้างสามารถหยุดหรือเลื่อนการส่งเงินสะสมหรือเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการชั่วคราวได้ในกรณีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจสาธารณภัย หรือเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจbr /br /ทั้งสามารถให้ลูกจ้างที่สิ้นสมาชิกภาพสามารถโอนเงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไปยังกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพหรือกองทุนอื่นทีมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นหลักประกันในกรณีการออกจากงานหรือการชราภาพได้โดยหลังจากนี้เสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ต่อไปbr /br /(มติชน, 25-2-2558)br /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/1n1q-QBo1Ys" height="1" width="1" alt=""/