ประชาไท

Syndicate content
Updated: 8 min 24 sec ago

ภาคประชาชนสงขลาวอน สธ.-สปสช.หยุดขัดแย้ง จับประชาชนเป็นตัวประกัน

Sat, 31/01/2015 - 15:26
divภาคประชาชนสงขลาของบเหมาจ่ายรายหัว 3,300 บาท ไม่ร่วมจ่ายพร้อมเรียกร้อง สธ.และ สปสช.หยุดขัดแย้ง หยุดจับประชาชนเป็นตัวประกัน หลัง สธ.ประกาศกร้าวไม่ทำงานร่วม สปสช./div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8592/15785778914_c232ed53e4_z_d.jpg" style="width: 550px; height: 368px;" //div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา เครือข่ายหลักประกันสุขภาพจังหวัดสงขลาได้จัดประชุมที่โรงแรมไดอิชิ หาดใหญ่ เนื่องจากกว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาเกิดความร้าวลึกระหว่าง สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุขและสำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ลุกลามไปถึงกรปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรกรแพทย์ในพื้นที่ทั้ง สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด ชมรมวิชาชีพต่างๆ อย่างกว้างขวางnbsp;/div divnbsp;/div divโดยมีผู้เข้าร่วมจากแกนนำเครือข่าย 9 ด้านระดมความคิดเห็นข้อเสนอต่อการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพ nbsp;ซึ่งมีข้อเรียกร้องเร่งด่วนไม่ให้เกิดผลกระทบยากที่จะเยียวยาความสัมพันธ์ของกลุ่มบุคลากรการแพทย์และผลเสียต่อผู้ป่วยผู้รับบริการลามไปถึงชุมชนในพื้นที่ nbsp;จึงขอเรียกร้องให้สาธารณสุขหยุดจับประชาชนเป็นตัวประกัน nbsp;ยื่นขอเสนอไม่ร่วมจ่าย ยืนยันงบเหมาจ่ายรายหัวการรักษาในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าประจำปี 2558 ต้องเพิ่มเป็น 3,300 บาท หลังถูกแช่แข็งมาเกือบ 5 ปี พร้อมเสนอกระบวนการมีส่วนร่วม ถ่วงดุลย์ตรวจสอบภาวะขาดทุนของโรงพยาบาลหน่วยบริการ ให้เกิดความโปร่งใส เปิดเผยต่อสาธารณะnbsp;/div divnbsp;/div divต่อประเด็นภาวะขาดทุนของโรงพยาบาล เครือข่ายหลักประกันสุขภาพภาคประชาชนได้มีข้อเสนอให้สาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพ สำนักงานประกันสังคม กรมบัญชีกลาง ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่เกี่ยวข้องในการดูแลการรักษาพยาบาล 3กองทุนใหญ่ เปิดเผยข้อมูล ค่าใช้จ่าย การจัดสรรงบประมาณ โดยมีการจัดเวทีอย่างสม่ำเสมอ และจัดตั้งกลไกระดับเขตมีองค์ประกอบทุกภาคส่วนที่เป็นกลางติดตามตรวจสอบพัฒนาระบบหลักประกันให้มีการบริหารที่มีประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายสู่การรวมกองทุนรักษาพยาบาลให้ลดความเหลื่อมล้ำ nbsp;สร้างความเป็นธรรม ระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว ดังที่ ขณะนี้มีคณะกรรมาธิการสภาปฏิรูปแห่งชาติกำลังดำเนินการโดยหลักการ ลดความเหลื่อมล้ำเช่นกันnbsp;/div divnbsp;/div divพร้อมกับเสนอให้สนช.ผ่าน nbsp;ร่างพรบ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการรับบริการสาธารณสุข หลังถูกดองมานานเกือบ 10 ปี ซึ่งจะลดปัญหาการฟ้องร้องระหว่างหมอกับคนไข้-เยียวยาผู้เสียหายเป็นธรรมรวดเร็วเหมือนกับมาตรา 41 ของ พรบ.หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และเพิ่มงบเหมาจ่ายรายหัวซึ่งถูกแช่แข็งมาตั้งแต่หลังน้ำท่วมใหญ่ปี หากคสช.แช่แข็งงบบัตรทองต่อคงอัตรา 2,895 บาทต่อหัวทำให้งบขาดกว่า 2.3หมื่นล้านบาท เนื่องจากมีการปรับเงินเดือนข้าราชการ 8% บวกกับอัตราเงินเฟ้ออีก 3% ส่งผลค่าใช้จ่ายรายหัวเพิ่มขึ้นจำนวนมาก เครือข่ายจึงมีข้อเสนอให้ คสช.จัดสรรงบเหมาจ่ายรายหัวประจำปี 2558 เป็นจำนวนเงิน 3,300 บาท ซึ่งก็จะไม่ต้องเกิดการรวมจ่ายและประชาชนกว่า 49 ล้านคนจะเข้าถึงการรักษาไม่เกิดปัญหาครัวเรือนล้มละลายดังอดีตก่อนปี 2545 ที่จะมีระบบหลักประกันสุขภาพ/div divnbsp;/div divทั้งนี้ที่ประชุมได้เน้นถึงกระบวนการมีส่วนร่วม การสร้างความเป็นเจ้าของระบบของทุกภาคส่วน โดยยืนยันว่าการจัดสรรให้เกิดกองทุนสุขภาพท้องถิ่น มีประโยชน์ต่อชุมชนการรักษาพยาบาลในระดับปฐมภูมิ ลดความแออัดในโรงพยาบาลทั่วไป ซึ่งถือว่าการจัดสรรให้องค์กรภาคประชาชนได้จัดกิจกรรม และร่วมเป็นกรรมการทุกระดับมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากในกลไกกองทุนอื่นไม่ได้ให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมเช่นนี้ หากมีการยุบกองทุนย่อย ก็จะทำให้การรักษาพยาบาลตกเป็นภาระหนักอยู่กับบุคลากรการแพทย์เช่นเดิม ที่ผ่านมาระบบกำลังปรับตัว หากเกิดปัญหาก็ควรมีกลไก เวทีรายงานผลการดำเนินงานของ สปสช.ให้สาธารณะได้ตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอทุกไตรมาส ไม่ควรเป็นการสร้างเงื่อนไขขัดแย้งเพื่อยุบรวมกองทุนย่อยที่มีทิศทางดีขึ้นในการพัฒนาระบบบริการที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ให้กลับสู่การรวมอำนาจการจัดการโดยสาธารณสุขเช่นเดิมnbsp;/div divnbsp;/div divช่วงท้ายการประชุม เครือข่ายหลักประกันสุขภาพภาคประชาชนจังหวัดสงขลา เน้นย้ำว่ากลุ่มคนรักหลักประกันอันเป็นภาระกิจที่ต้องช่วยติดตามพัฒนาพิทักษ์ระบบยังต้องร่วมกันให้เกิดการรับรู้ข้อมูลการเข้าถึงสิทธิการรักษาพยาบาลในกลุ่ม ภาคีเครือข่ายที่ยังไม่ทราบและเข้าใจระบบ และร่วมกันถือป้ายยืนยันว่า "เรา...ภาคประชาชนสนับสนุน สาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ดูแลและใส่ใจสุขภาพประชาชน" nbsp;"อย่า...จับประชาชน nbsp;ผู้ป่วยเป็นตัวประกัน" "ประชาชนเสียภาษีต้นทาง...แล้ว ไม่ต้องร่วมจ่ายปลายทาง และของบเหมาจ่ายรายหัวประจำปี 2558 จำนวน 3,300 บาท"/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/tq5CQIMxRdc" height="1" width="1" alt=""/

ทำไมอียิปต์ยังนิยมบังคับผู้หญิง 'ขลิบอวัยวะเพศ' แม้ผิดกฎหมาย

Sat, 31/01/2015 - 13:07
pเมื่อประเพณีเก่าแก่และคุณค่าดั้งเดิมถูกอ้างเพื่อสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้หญิงในอียิปต์ด้วยการตัดอวัยวะกระตุ้นเร้าทางเพศ (FGM) ตั้งแต่ช่วงย่างเข้าวัยรุ่น ผู้รณรงค์ต่อต้าน FGM เผยว่าแม้จะมีกฎหมายห้ามแต่คนก็ยังทำกันมาก เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นจากความไม่เท่าเทียมกันทางเพศที่ฝังรากลึกและต้องรณรงค์สร้างความตระหนักไปด้วย/p p!--break--!--break--/ppbr /29 ม.ค. 2558 หลังจากมีกรณีที่แพทย์ในอียิปต์ถูกตัดสินให้มีความผิดฐานทำให้ผู้หญิงเสียชีวิตจากการขลิบอวัยวะเพศสตรี (FGM) เป็นครั้งแรกจากการตัดสินของศาลอุทธรณ์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่าประเทศอียิปต์ซึ่งประกาศให้การขลิบอวัยวะเพศสตรีเป็นเรื่องผิดกฎหมายไปแล้วตั้งแต่ปี 2551 แต่เหตุใดยังคงมีการขลิบอยู่ และดูเหมือนว่าในทางสถิติแล้วอียิปต์เป็นประเทศที่มีการให้ผู้หญิงต้องขลิบมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก/p pในคดีที่ถูกตัดสินเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานอกจากแพทย์ผู้ทำการขลิบอวัยวะเพศแล้วบิดาของเด็กสาวอายุ 13 ปี ที่เป็นคนสั่งให้เธอไปขลิบก็ถูกตัดสินให้มีความผิดเช่นกันแต่ด้วยโทษที่เบาลงคือให้ใช้แรงงานหนักเป็นเวลา 3 เดือน ส่วนแพทย์ชื่อรัสลัน ฟาดล์ ถูกจำคุกโทษฐานฆาตกรรมและประกอบการศัลยกรรมที่ผิดกฎหมาย/p pเรื่องนี้นับเป็นชัยชนะของกลุ่มที่ต่อต้านการขลิบอวัยวะเพศหญิงในอียิปต์ ซึ่งแม้ว่าจะมีกฎหมายสั่งห้ามไปแล้วในปี 2551 แต่ก็ไม่เคยมีผู้ใดถูกสั่งลงโทษเมื่อฝ่าฝืนข้อห้าม/p pซาอุด อาบู เดย์เยห์ ที่ปรึกษาองค์กรอิควอลิตี้นาว (Equality Now) ซึ่งเป็นองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิสตรีกล่าวว่า คำตัดสินครั้งนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์ เป็นบทเรียนสำหรับผู้ที่ต้องการให้มีการขลิบอวิยวะเพศหญิงในอียิปต์/p pองค์กรยูนิเซฟระบุว่าผู้หญิงในอียิปต์ที่มีอายุระหว่าง 15-49 ปี ร้อยละ 91 ถูกขลิบอวัยวะเพศนับเป็นจำนวน 27.2 ล้านคนจากการสำรวจในปี 2556 ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่มากที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ แม้ว่าจะเคยมีกฎหมายห้ามในเรื่องนี้แล้วตั้งแต่ปี 2551 แต่ก็ยังคงมีการขลิบอย่างกว้างขวางในอียิปต์และมีการรายงานการกระทำเกี่ยวกับเรื่องนี้น้อยมาก โดยแม้ว่าจะมีการฟ้องร้องในเรื่องนี้แต่ก็มีโอกาสน้อยมากที่เรื่องจะไปถึงชั้นศาลเพราะอัยการท้องถิ่นจำนวนมากเชื่อว่าเรื่องการขลิบเป็นเรื่องส่วนบุคคล/p pผู้คนในอียิปต์เชื่อว่าการขลิบอวัยวะเพศหญิงเพื่อห้ามไม่ให้ผู้หญิงมีความรู้สึกทางเพศจะทำให้ผู้หญิงมีโอกาสคบชู้น้อยลง แต่จริงๆ แล้วถือเป็นการกระทำที่อันตรายและสร้างความเจ็บปวดแก่สตรี แต่หลายครอบครัวในอียิปต์ก็ยังคงเลือกจะให้มีการขลิบต่อไปโดยไม่สนใจกฎหมายเพราะเชื่อว่าเป็นเรื่องสำคัญทางจริยธรรม รวมถึงคิดว่าเป็นประเพณีที่ดีงามที่อนุรักษ์กันมานาน ในอียิปต์ยุคปัจจุบันมีการขลิบผู้หญิงทั้งแบบที่นำส่วนคลิตอริสออกอย่างเดียวรวมถึงบางกรณีมีการนำส่วนของแคมเล็กออกด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะถูกสั่งให้ขลิบในช่วงอายุ 9 ถึง 13 ปี แต่ก็มีบางรายที่ถูกขลิบตั้งแต่ 9 เดือน/p pดีนา อาเดล ผู้สื่อข่าวเว็บไซต์โกลบอลโพสต์เผยแพร่ประสบการณ์ของผู้หญิงชาวอียิปต์ที่เคยถูกขลิบ ผู้หญิงที่ชื่อโซมายาเล่าว่าในตอนที่เธออายุ 12 ปี คือราว 20 ปีที่แล้วเธอเคยถูกบอกแบบเดียวกับเด็กผู้หญิงคนอื่นๆ ว่าการขลิบเป็นพิธีกรรมที่จะทำให้เธอกลายเป็นผู้หญิงเต็มตัวและถือเป็นการ "ทำให้บริสุทธิ์" โซมายาเล่าเรื่องตอนที่เธอถูกขลิบในมุมที่ชวนสยดสยอง เธอบอกว่าเธอรู้สึกเจ็บปวดมากมีเลือดอยู่เต็มไปหมด หลังจากหมอนำส่วนคลิตอริสของเธอออกแล้วเธอก็สลบไป เมื่อโซมายาฟื้นขึ้นก็พบว่ายังคงมีเลือดอยู่เต็มไปหมดและเธอนอนอยู่บนพื้นเพราะหมอไม่อยากให้เลือดของเธอเปื้อนเฟอร์นิเจอร์/p pมีการถกเถียงว่าประเพณีการขลิบนี้เริ่มตั้งแต่เมื่อใด คนจำนวนมากเชื่อว่าเริ่มมาตั้งแต่ในยุคที่อียิปต์ยังคงปกครองโดยฟาห์โร จากบันทึกในประวัติศาสตร์โดยนักภูมิศาสตร์กรีกชื่อสตราโบผู้ไปเยือนอียิปต์ช่วงปี 518 ระบุว่ามีการขลิบทั้งเพศชายและหญิงเกิดขึ้นในอียิปต์ซึ่งถือเป็นการบันทึกถึงการขลิบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์/p pอย่างไรก็ตาม ประเพณีการขลิบในอียิปต์มีคนมองว่าเป็นหน้าที่ทางศาสนาโดยมีทั้งชาวมุสลิมและชาวคริสต์ไปขลิบ แม้ว่าผู้นำทางศาสนาอิสลามในอียิปต์จะเคยกล่าวต่อต้านการขลิบในปี 2549 ที่ผ่านมา/p pขณะที่บางส่วนก็มองว่าการขลิบเป็นเรื่องที่ดีในด้านสุขภาวะ แต่ อิมาม อันวาร์ นรีแพทย์ของอียิปต์กล่าวว่าจริงๆ แล้วการขลิบอวัยวะเพศสตรีกลับส่งผลเสียในระยะยาวทั้งการติดเชื้อ การไม่สามารถมีลูก และเกิดปัญหาในการคลอดได้ นอกจากนี้ยังส่งผลในช่วงหลังขลิบใหม่ๆ ที่อาจจะทำให้เกิดการเลือดออกมากเกินไป ความยากลำบากในการปัสสาวะ หรือบางครั้งก็ทำให้เสียชีวิตได้/p pนอกจากนี้ในกรณีของโซมายา เธอเล่าว่าการขลิบทำให้เธอเจ็บปวดในการมีเพศสัมพันธ์และทำให้ไม่เต็มใจที่จะเปิดเผยในเรื่องอารมณ์และเรื่องเพศทำให้ชีวิตครอบครัวเธอกับสามีพังทลาย/p pผู้หญิงในอียิปต์มีชีวิตค่อนข้างลำบาก มีผู้หญิงในอียิปต์มากกว่าร้อยละ 99 บอกว่าเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศแบบใดแบบหนึ่งมาก่อน แม้ว่ารัฐธรรมนูญใหม่ในอียิปต์จะระบุเรื่องสิทธิสตรีโดยสนับสนุนให้ได้รับการศึกษาและส่งเสริมการเข้าร่วมดำรงตำแหน่งทางการเมืองแต่ก็ยังคงมีการใช้ความรุนแรงต่อสตรีและมีการเหมารวมทางเพศอยู่/p pสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ทำให้นักกิจกรรมส่วนหนึ่งมองว่ากฎหมายไม่สามารถเป็นทางออกได้เสมอไปเพราะผู้คนยังมีความเชื่อว่าการให้ผู้หญิงขลิบเป็นเรื่องดีหรือมีความจำเป็นแม้กระทั่งตัวเจ้าหน้าที่อัยการเองทำให้ไม่มีการสั่งฟ้องคดีนี้และก่อนหน้านี้ในกรณีของแพทย์รัสลัน ฟาดล์ เขาและพ่อของเด็กสาวเคยถูกตัดสินให้พ้นผิดมาก่อน จนกระทั่งมีการตัดสินไปในอีกทางหนึ่งในชั้นศาลอุทธรณ์/p pวิวัน โฟอาด ผู้รณรงค์ต่อต้านการขลิบในสตรีกล่าวว่า กลุ่มผู้นำศาสนาและผู้นำชุมชนมีส่วนในการทำให้คนเชื่ออย่างผิดๆ ว่า ถ้าหากไม่ขลิบผู้หญิงจะทำให้พวกเธอกลายเป็นคนที่เสพติดกามารมณ์ แต่ตัวเธอเองคิดว่าความเชื่อแบบนี้แสดงให้เห็นความไม่เท่าเทียมกันระหว่างหญิงกับชายที่หยั่งรากลึกในทางวัฒนธรรมอียิปต์จากความคิดที่ว่า ผู้ชายควรจะควบคุมผู้หญิงและสัญชาตญาณทางธรรมชาติของพวกเธอ/p pการต่อสู้ในเรื่องนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่โฟอาดบอกว่ายังต้องมีการสร้างความตระหนักรู้ให้กับสังคมว่าการขลิบอวัยวะเพศผู้หญิงเป็นสิ่งที่ผิด และยังควรมีการเสริมพลังให้กับผู้หญิงในสังคมอียิปต์มากขึ้น นอกจากนี้โฟอาดมองว่าการขลิบอวัยวะเพศผู้หญิงยังส่งผลทางลบต่อวิถีชีวิตของผู้ชายเองด้วย เช่นในเรื่องความสัมพันธ์อย่างในกรณีของโซมายา/p pโซมายาเลิกกับสามีในขณะที่ตั้งครรภ์และมีอายุเพียง 19 ปี ตั้งแต่นั้นมาเธอต้องเลี้ยงลูกด้วยตัวเองจนกระทั่งปัจจุบันลูกของโซมายาอายุได้ 11 ปีแล้ว ซึ่งเป็นช่วงอายุที่หญิงชาวอียิปต์หลายคนถูกกดดันให้ขลิบ แต่โซมายาบอกว่าเธอจะไม่ทำกับเด็กคนนี้แบบเดียวกับที่แม่ของเธอเคยทำไว้กับเธอ/p pstrongเรียบเรียงจาก/strong/p pFor the first time, Egypt has convicted a doctor for female genital mutilation, Globalpost, 26-01-2015br /a href="http://www.globalpost.com/dispatch/news/regions/middle-east/egypt/150126/historic-moment-FGM-egypt-first-conviction"http://www.globalpost.com/dispatch/news/regions/middle-east/egypt/150126/historic-moment-FGM-egypt-first-conviction/a/p pDespite first conviction, female genital mutilation remains common in Egypt, Gobalpost, 27-01-2015br /a href="http://http://www.globalpost.com/dispatch/news/regions/middle-east/egypt/150126/fgm-trial-egypt-laws-of-men"http://www.globalpost.com/dispatch/news/regions/middle-east/egypt/150126/fgm-trial-egypt-laws-of-men/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/_TJsYA5WEiI" height="1" width="1" alt=""/

'ประยุทธ์' สั่ง ผบ.ทบ.ตามข่าวเลขาสถานทูตสหรัฐพบเสื้อแดง

Fri, 30/01/2015 - 21:48
divพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก เผยนายกสั่งตามข่าวเลขานุการเอกสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐเดินสายภาคอีสานพบแกนนำเสื้อแดง ยืนยันไม่ได้ทำรุนแรงกับผู้ที่ถูกเชิญมาพูดคุยเพื่อปรับทัศนคติ ไม่ยืนยันว่าจะเชิญใครมาอีกหรือไม่/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div30 ม.ค. 2558 พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบกและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์สื่อถึงการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซีย ว่า เป็นการหารือภาพรวมที่เป็นประโยชน์ อาทิ เศรษฐกิจ ความมั่นคง ส่วนกระบวนการพูดคุยสันติสุขที่มีรายงานข่าวว่าจะเริ่มในเดือนเมษายนนี้ ซึ่งจะพยายามให้มีความคืบหน้าในเรื่องนี้ ซึ่งดูความพร้อม 2 ประเทศ รวมทั้งมาเลเซีย ในฐานะผู้อำนวยความสะดวก โดยในการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อต้นสัปดาห์ นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุข หารือกับ สมช.เพื่อวางกรอบการพูดคุยก่อน/div divnbsp;/div divส่วนกรณี ที่เชิญบุคคลที่แสดงความคิดเห็นทางการเมืองมาพูดคุยทำความเข้าใจ นั้น ผู้บัญชาการทหารบก ยืนยัน ไม่ได้กระทำอะไรรุนแรง เป็นเพียงการพูดคุยเพื่อความร่วมมือและปรับทัศนคติในการแสดงความคิดเห็น ซึ่งแต่ละคนที่เชิญมามีความเข้าใจ การพูดคุยเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะเชิญใครมาพูดคุยทำความเข้าใจอีกหรือไม่/div divnbsp;/div div“ผมติดตามถึงท่าทีของสหรัฐฯ เช่นเดียวกัน และหวังว่าจากการที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เชิญอุปทูตสหรัฐ มาทำความเข้าใจ เชื่อว่า สหรัฐมีความเข้าใจมากขึ้น ส่วนกรณีการเดินสายภาคอีสานของเลขานุการเอกประจำสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย พบแกนนำคนเสื้อแดงนั้น นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ติดตามอย่างต่อเนื่อง” ผู้บัญชาการทหารบก กล่าว/div divnbsp;/div divส่วนการเรียกบุคคลเข้ามารายงานตัวเพื่อปรับทัศนคติของ คสช. วันนี้ มีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อดีตแกนนำ นปช. หลังพูดคุย 1 ชั่วโมง นายณัฐวุฒิให้สัมภาษณ์ว่า พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ด้วยอัธยาศัยที่ดี แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันด้วยเหตุผล และได้ข้อยุติร่วมกันว่าเจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือในการแสดงออกทางการเมือง ซึ่งก็ยินดีให้ความร่วมมือเพื่อไม่ให้เกิดการเผชิญหน้า หรือเกิดสถานการณ์วุ่นวาย และนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน/div divnbsp;/div divnbsp;/div divstrongโฆษก ทบ.หวังเลขาฯทูตสหรัฐมีมารยาททางการทูต ให้เกียรติไทย/strong/div divnbsp;/div divด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณีมีกระแสข่าวเลขานุการเอกสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เดินทางไปพบแกนนำเสื้อแดงในภาคอีสาน ว่า ยังไม่ทราบในรายละเอียดว่า ไปปฏิบัติงานหรือไปทำกิจกรรมภารกิจอะไร แต่ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะดำเนินกิจกรรมต่างๆ ตามความเหมาะสมอยู่แล้ว ถ้าเรื่องนั้นๆไม่มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ เชื่อว่าผู้แทนมิตรประเทศหรือนักการทูตทุกคนจะให้เกียรติประเทศที่ตนเองพำนักอยู่ และคงไม่ทำอะไรที่จะทำให้กระทบกับความสัมพันธ์ โดยเฉพาะเรื่องการเมืองหรือการแทรกแซงนโยบาย เพราะอาจจะส่งผลต่อความรู้สึกต่อคนของประเทศที่พำนักอยู่ได้/div divnbsp;/div div“โดยปกตินักการทูตจะมีธรรมเนียมและมารยาททางการทูตที่เป็นมาตรฐานสากลอยู่แล้ว และคิดว่าหลาย ๆ ประเทศให้เกียรติประเทศไทยเสมอมา โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาที่มีความสัมพันธ์กันมานานกว่าร้อยปี” โฆษกกองทัพบกกล่าว/div divnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div divspan style="color:#ff8c00;"strongที่มาข่าวเรียบเรียงจากสำนักข่าวไทย/strong/span/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/WOaathlWh_Q" height="1" width="1" alt=""/

ไม่น่ารอด 'บวรศักดิ์' ยันควบรวม 'กรรมการสิทธิ-ผู้ตรวจการแผ่นดิน'

Fri, 30/01/2015 - 21:22
divบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เผยคณะกรรมาธิการมีมติควบรวมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยใช้ชื่อ "ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน" พร้อมยืนยันไม่ได้ลดทอนอำนาจของสององค์กร/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div30 ม.ค. 2558 a href="http://www.radioparliament.net/parliament/viewNews.php?nId=3665#.VMuSDWisWWk"เว็บไซต์วิทยุรัฐสภา/aรายงานว่านายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีมติควบรวม คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยใช้ชื่อว่า "ผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน" เนื่องจากทั้งสององค์กรมีลักษณะงานที่คล้ายคลึงกัน และเพื่อเป็นการยกระดับสององค์กรให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพสูงสุด ในการเพิ่มสิทธิประโยชน์และคุ้มครองประชาชน ไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิหรือกรณีไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบราชการหรือการเมือง รวมทั้งอำนวยความสะดวกให้ประชาชนไปร้องทุกข์ได้ในที่เดียวแบบวันสต็อปเซอร์วิส/div divnbsp;/div divประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ยังยืนยันด้วยว่า การควบรวมดังกล่าวไม่ได้มีการลดทอนอำนาจของสององค์กร แต่ยังคงอำนาจของแต่ละองค์กรไว้ตามเดิม โดยไม่กระทบต่อบุคคลากรทั้งสองหน่วยงาน และจะมีการยกระดับกฎหมายขององค์กร ให้เป็น พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ โดยผู้ตรวจการแผ่นดินและพิทักษ์สิทธิมนุษยชน จะมีจำนวน 11คน nbsp;แบ่งงานเป็น 11 ด้าน ตามความเหมาะสมเรื่องสิทธิเสรีภาพและความต้องการของประชาชนเป็นหลัก/div divnbsp;/div divนอกจากนี้เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 2558 การประชุมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญรายมาตรา เป็นการพิจารณาหมวดว่าด้วยการใช้อำนาจรัฐ เรื่องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยปรับจำนวนของคณะกรรมการ จากที่กำหนดไว้ 10 คน เป็น 9 คน รวมตำแหน่งประธานกรรมการ มีวาระดำรงตำแหน่ง 9 ปี ได้เพียงวาระเดียวและต้องไม่เคยเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช.มาก่อน ซึ่งไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมีประสบการณ์ในด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ทั้งนี้ ยังกำหนดให้วุฒิสภามีอำนาจลงมติให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.พ้นจากตำแหน่งด้วยคะแนนไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เมื่อมี ส.ส.หรือประชาชนเข้าชื่อร้องขอ และหากมีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เรื่องการกระทำผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ฐานทุจริตต่อหน้าที่ ร่ำรวยผิดปกติ ห้ามไม่ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่ระหว่างที่ศาลรับคำร้องไว้จนกว่าจะมีคำพิพากษา นอกจากนี้ กำหนดเพิ่มอำนาจหน้าที่ ป.ป.ช. ในการไต่สวน จากเดิมไต่สวนเฉพาะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้สามารถไต่สวนและวินิจฉัยกรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และตัวการ ผู้ใช้และผู้สนับสนุนการกระทำความผิดในกรณีร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ด้วย/div divnbsp;/div divขณะเรื่องคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน กำหนดให้มี จำนวน 7 คน วาระการดำรงตำแหน่ง 5 ปี มีสัดส่วนของชายหญิงที่เหมาะสม และใช้องค์ประกอบของกรรมการสรรหาเช่นเดียวกับคณะกรรมการสรรหา กกต. อย่างไรก็ตาม มีกรรมาธิการบางส่วนเสนอให้ปรับองค์ประกอบการสรรหาให้ต่างจากการสรรหา กกต. โดยจะต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ เป็นที่ยอมรับ และมาจากการแนะนำของรัฐสภาเช่นเดิม ซึ่งภายในวันนี้กรรมาธิการจะพิจารณาหมวดว่าด้วยการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐให้แล้วเสร็จทั้งหมด/div divnbsp;/div divก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2558 พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กมธ. ได้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญรายมาตราเสร็จแล้วทั้งสิ้นจำนวน 120 มาตรา และพิจารณาต่อในภาค 3 นิติธรรม ศาล และองค์กรการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ในหมวด 2 การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ โดยได้มีการกำหนดเพิ่มให้กรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ใช้อำนาจตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน รวมทั้งสำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ของตน พร้อมทั้งหลักฐานที่เกี่ยวข้องของคู่สมรส และบุตร ซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือองค์กรตรวจสอบอื่น พร้อมทั้งให้เปิดเผยต่อสาธารณชนโดยเร็ว จากเดิมกฎหมายบัญญัติให้แค่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) สมาชิกวุฒิสภา ( ส.ว.) ข้าราชการการเมืองอื่น ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น และเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติต้องยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินเท่านั้น นอกจากนี้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังเพิ่มบทบัญญัติเรื่องการกระทำที่เป็นการขัดแห่งผลประโยชน์ โดยผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องไม่กำหนดนโยบายหรือเสนอกฎหมายที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเอง และผู้มีส่วนได้เสีย รวมไปถึงไม่นำความสัมพันธ์ส่วนตัวมาประกอบการใช้ดุลยพินิจในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นคุณหรือเป็นโทษแก่บุคคลนั้นๆ ด้วย/div divnbsp;/div divพลเอกเลิศรัตน์ กล่าวอีกว่า กมธ.ยังได้กำหนดให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีต้องไม่ดำรงตำแหน่งใดในหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือตำแหน่งที่เกี่ยวกับการบริหารส่วนท้องถิ่น รวมถึงต้องไม่ดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่มุ่งหาผลกำไร ตลอดจนจะต้องไม่แทรกแซงหรือก้าวก่าย หรือเข้ามาเป็นคู่สัญญากับรัฐในโครงการสัมปทานอันมีลักษณะเป็นผูกขาดตัดตอนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/C6I2OFEYifA" height="1" width="1" alt=""/

58 ปี ธรณีพี่นี้มอบแร่แด่นายทุน

Fri, 30/01/2015 - 20:32
divช่วงเวลา 58 ปีที่ผ่านมา หลังจากประเทศไทยมี พ.ร.บ.แร่ ในปี 2510 ผ่านร้อนผ่านหนาวกับระบอบประชาธิปไตยและความขัดแย้งของขั้วอำนาจทางการเมือง จนถึงรัฐบาลทหารในปี 2558 เหมืองทอง นโยบาย กฎหมายที่เกี่ยวกับแร่ สะท้อนข้อเท็จจริงว่า ธุรกิจเหมืองแร่ที่ทุกฝ่ายสมคบคิดโอบอุ้มคุ้มครองกันมาโดยตลอดมีการเติบโตขึ้นภายใต้โครงสร้างที่เอื้อสิทธิและสมประโยชน์ร่วมกันระหว่างนักลงทุนกับชนชั้นนำ/div p!--break--!--break--/p div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8592/16400673781_b6144cd00a_z_d.jpg" style="width: 550px; height: 286px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8638/16400672591_0bbff948c7_z_d.jpg" style="width: 350px; height: 392px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7359/16214786248_6d8347f889_z_d.jpg" style="width: 550px; height: 240px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8594/16376444186_0c04c93f80_z_d.jpg" style="width: 550px; height: 254px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7442/15779956904_d5ce108c33_z_d.jpg" style="width: 350px; height: 386px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7373/16214784178_0e573c8500_z_d.jpg" style="width: 550px; height: 310px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7353/16400668161_b7e28b6267_z_d.jpg" style="width: 550px; height: 265px;" //div divnbsp;/div divพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ.2510 เป็นกฎหมายแร่ฉบับแรกที่เกิดขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ช่วงอุตสาหกรรมเหมืองแร่ดีบุกเฟื่องฟู nbsp;ในสมัย จอมพลถนอม กิตติขจรnbsp;/div divnbsp;/div divเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ คือ การนำทรัพยากรธรณีขึ้นมาใช้ในการพัฒนาประเทศเปิดกว้างการลงทุนในกิจการเหมืองแร่ผ่านระบบสัมปทานผูกขาดทรัพยากรแร่ไว้เป็นของรัฐ และการขออนุญาตทำเหมืองแร่อยู่ภายใต้อำนาจรัฐ/div divnbsp;/div divในประเทศไทยพลังท้าทายอำนาจรัฐครั้งแรกเกิดจากชนวนเหตุแห่งการทุจริตในวงราชการการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลเผด็จการ และข่าวซากกระทิงที่ถูกล่าจากป่าทุ่งใหญ่นเรศวรจำนวนมากในซากเฮลิคอปเตอร์ที่เกิดอุบัติเหตุตกกลางทุ่งนาในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม รวมถึงความเหลื่อมล้ำในสังคมได้สร้างแรงประทุภายในทำให้เกิดการรวมตัวของนักศึกษาและประชาชนในประเทศเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจาก จอมพลถนอม ในปี 2516 และนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2518 นับเป็นการลุกฮือของมวลประชาชนเป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 20 ที่ประชาชนเรียกร้องประชาธิปไตยได้สำเร็จ/div divnbsp;/div divแต่อีกด้านหนึ่งในมิติของทิศทางการพัฒนาประเทศโดยใช้ทฤษฎีทางเศรษฐกิจเป็นธงนำโดยที่ “แร่ยังเป็นของรัฐ”nbsp;/div divnbsp;/div divการจัดการทรัพยากรแร่ การกระตุ้นการลงทุนพัฒนาแหล่งแร่ในประเทศ โดยลดข้อจำกัดในการสำรวจศักยภาพแร่ ความพยายามที่จะขยายเขตทำเหมืองแร่ให้ครอบคลุมสัมปทานแร่ซึ่งอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ได้มากขึ้น ทำให้รัฐพยายามขยายขอบเขตอำนาจ ซึ่งสะท้อนภาพเด่นชัดจากการแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาในพรบ.แร่ พ.ศ.2510 รวม5 ฉบับจากปี 2516 ในรัฐบาลจอมพลถนอม ปี 2522 ในรัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ปี 2526 และ 2528 ในรัฐบาล พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ปี 2534 ในรัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน และปี 2545 ในรัฐบาล พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตรnbsp;/div divnbsp;/div divการแก้ไขกฎหมายแร่ทุกครั้ง หมายถึง การเอื้อให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนทำเหมืองแร่ไม่ว่าจะเป็น การให้สัมปทานทำเหมืองใต้ดินลึกเกิน nbsp;100 เมตรได้โดยไม่ต้องขออนุญาตเจ้าของที่ดินด้านบนการอนุญาตให้ขุดเจาะน้ำเกลือใต้ดิน หรือการให้รัฐมนตรีโดยการอนุมัติของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจเต็มในการกำหนดพื้นที่ที่ได้สำรวจแล้วว่ามีแหล่งแร่อุดมสมบูรณ์และมีมูลค่าสูงเป็น “เขตแหล่งแร่” เพื่อให้ประทานบัตรทำเหมืองแร่ได้และยังมีความพยายามที่ยังไม่สำเร็จอีกหลายครั้งที่จะนำพื้นที่ที่เป็นแหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึมซึ่งระบุใน พรบ.แร่ ไม่ให้มีการทำเหมืองแร่มาให้อาชญาบัตรและประทานบัตรแก่นักลงทุนให้ได้/div divnbsp;/div divนโยบายเศรษฐกิจในการใช้ทรัพยากรแร่โดยระบบสัมปทานที่เปิดทางเอื้อต่อนักลงทุนในลักษณะนี้ มีตัวอย่างจากกรณีศึกษาเหมืองแร่ทองคำที่เปิดดำเนินการแล้ว 2 แห่งในประเทศ/div divnbsp;/div divย้อนกลับไป 30 กว่าปีก่อนในสมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ โดย นายประมวล สภาวสุ ดำรงตำแหน่งเป็น รมว.อุตสาหกรรม นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็น รมช.อุตสาหกรรมสมรสกับ ท่านผู้หญิงอรนุช นางสนองพระโอษฐ์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ/div divnbsp;/div divส่วน ดร. ประภาส จักกะพาก เป็น อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี สมรสภรรยาในตระกูลจูตระกูล กลุ่มธุรกิจเก่าแก่ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วงนั้นมีตระกูลธุรกิจไม่กี่ตระกูลที่มีกิจการหลักทรัพย์ซึ่งมีอิทธิพลอย่างมากต่อตลาดการเงินของประเทศไทย/div divnbsp;/div divในช่วงเวลาดังกล่าวบริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ทินเดร็ดยิงเบอฮัด และ บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด ธุรกิจของตระกูล กาญจนะวณิชย์ ได้รับอนุญาตประทานบัตรทำเหมืองแร่ในทะเล โดยทำสัญญาให้ผลประโยชน์พิเศษตอบแทนในการอนุญาตทำเหมืองในทะเล ระหว่าง บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ทินเดร็ดยิงเบอฮัด และ บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ จำกัด กับ กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรม โดย มติครม. วันที่ 23 ธันวาคม 2523 แต่งตั้งดร.ประภาส อธิบดีกรมทรัพยากรธรณีเป็นผู้แทนภาครัฐบาลไปเป็นคณะกรรมการในบริษัททุ่งคาฮาเบอร์ฯ/div divnbsp;/div divต่อมา กรมทรัพยากรธรณี กับ บริษัท อ่าวขามไทย จำกัด ธุรกิจของตระกูล ชาญวีรกุล และบริษัท ชลสิน จำกัด ทำสัญญาเกี่ยวกับการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2527 และ มติครม. วันที่ 2 ตุลาคม 2533 แต่งตั้งดร. ประภาส อธิบดีกรมทรัพยากรธรณีเป็นผู้แทนภาครัฐบาลไปเป็นคณะกรรมการในบริษัทชลสินฯ/div divnbsp;/div divภาพของกลุ่มธุรกิจที่รวมกลุ่มเป็นพันธมิตรต่อกันในยุคนั้นปรากฏชัดเจนในรายชื่อผู้ถือหุ้นสำคัญๆ ของบริษัททุ่งคาฮาเบอร์ ซึ่งประกอบด้วย สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กระทรวงการคลังธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) โดยที่นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา เป็นประธานกรรมการบริษัททุ่งคาฮาเบอร์ฯ nbsp;และนายจิรายุยังได้รับโปรดเกล้าให้ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จากปี 2530 มาจนปัจจุบัน/div divnbsp;/div divล่วงเลยมาในปี 2531 หลังการค้นพบแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ทำให้เกิดวลีโด่งดังที่ใช้เรียกขานในยุคนั้นว่า "โชติช่วงชัชวาล"พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ยุบสภาผู้แทนราษฎร ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรีคนที่17 ชื่อ พลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ มี นายบรรหาร ศิลปอาชาเป็น รมว.อุตสาหกรรม/div divnbsp;/div divวันที่ 10 ม.ค. 2532 มติครม. อนุมัติให้กระทรวงอุตสาหกรรม ออกอาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ อาชญาบัตรพิเศษ และประทานบัตร สำหรับการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ ในพื้นที่จังหวัดเลย จังหวัดหนองคาย และบริเวณใกล้เคียง เพื่อการพัฒนาเหมืองแร่ทองคำเป็นโครงการใหญ่ 4 แปลง จำนวน 1.51 ล้านไร่ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ/div divnbsp;/div divด้านกระทรวงอุตสาหกรรมผู้ชงเรื่อง ออกประกาศ กำหนดพื้นที่เพื่อการพัฒนาเหมืองแร่ทองคำเป็นโครงการใหญ่ 4 แปลง ได้แก่ แปลงที่ 1 พื้นที่ภูโล้น-นางิ้ว 400 ตร.กม แปลงที่ 2 พื้นที่ปากชม-หาดคำภีร์ 740 ตร.กม แปลงที่ 3 พื้นที่ถ้ำพระ-ภูหินเหล็กไฟ 740 ตร.กม แปลงที่ 4 พื้นที่น้ำคิว-ภูขุมทอง 545 ตร.กม ในวันที่ 19 ก.ค. 2532 จากนั้นนำพื้นที่แปลงใหญ่ 4 แปลง เปิดประมูลให้เอกชนสำรวจแร่และทำเหมืองแร่/div divnbsp;/div divการนำพื้นที่ออกประมูลในครั้งนั้นรัฐบาลได้ค่าตอบแทน 16.07 ล้านบาท จาก บริษัท ผาคำ เอ็กซ์พลอเรชั่นแอนด์ ไมนิ่ง จำกัด บริษัท ทุ่งคาฮาร์เบอร์ จำกัด และบริษัท ภูเทพ จำกัด เอกชนที่ชนะการประมูลพื้นที่ทั้ง 4 แปลง/div divnbsp;/div divนับเป็นการให้สิทธิผูกขาดแก่ผู้ประกอบการเหมืองแร่บนพื้นที่ขนาดใหญ่ด้วยช่องทางพิเศษ โดยละเมิดกฎหมายที่ดินฉบับอื่นๆ และละเมิดสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดินของรัฐ เอกชน หรือที่ดินส่วนบุคคลอย่างชัดเจน เนื่องจากหากผู้ประกอบการรายอื่นจะขอสำรวจหรือทำเหมืองในที่ดินของผู้ประกอบการที่ได้สิทธิพิเศษจากการประมูลนี้ อันดับแรกจะต้องได้รับอนุญาตและผู้ประกอบการที่ได้สิทธิจะต้องทำเรื่องขอถอนที่ดินออกจากอาชญาบัตรผูกขาดสำรวจแร่ก่อน/div divnbsp;/div divหลังรัฐประหารโค่นรัฐบาลชาติชาย โดย คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) ผ่านเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 ภายใต้ความขัดแย้งทางอำนาจทางการเมืองของกลุ่มทหารและชนชั้นนำ และการทุจริตคอรัปชั่นในบรรดารัฐมนตรีร่วมรัฐบาลอย่างกว้างขวาง ช่วงเวลา 2 ปีนั้น ประเทศไทยเปลี่ยนนายกฯ จาก นายอานันท์ ปันยารชุน พลเอก สุจินดา คราประยูร นายมีชัย ฤชุพันธุ์ จนในที่สุดการเลือกตั้งเกิดขึ้นอีกครั้ง และ นายชวน หลีกภัย เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มี นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็น รมว.คลังและนายสิปปนนท์ เกตุทัต เป็น รมว.อุตสาหกรรมnbsp;/div divnbsp;/div divและระหว่างสถานการณ์ทางการเมืองวุ่นวายนั้น บริษัท ทุ่งคำ จำกัด ได้ก่อตั้งขึ้นในวันที่ 1 พ.ย. 2534 โดย บริษัททุ่งคาฮาร์เบอร์ถือหุ้น 95.9% จากนั้นอีก 4 วัน (5 พ.ย. 2534) มีการทำสัญญาว่าด้วย การสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ แปลงที่สี่ พื้นที่น้ำคิว-ภูขุมทอง โดยไม่ระบุระยะเวลาสิ้นสุด ระหว่าง กรมทรัพยากรธรณี บริษัททุ่งคาฮาเบอร์ และ บริษัททุ่งคำ โดยที่ นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นกรรมการและเป็นผู้มีอำนาจลงนามในสัญญา ของ บริษัททุ่งคาฮาเบอร์และอยู่ในช่วงที่นายอานันท์ ปันยารชุน ดำรงตำแหน่งเป็น นายกรัฐมนตรี/div divnbsp;/div divด้านกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มีนายอาณัติ อาภาภิรมเป็น รัฐมนตรีและเคยมีบทบาทอย่างมากในตำแหน่งผู้ว่าการ การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ระหว่างปี 2530 ถึง ปี 2534/div divnbsp;/div divคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (คปก.) มีมติที่ประชุม วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2535 อนุมัติให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินในที่ดินที่จำแนกออกจากป่าไม้ถาวรและพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพิ่มเติม ตามมติคณะรัฐมนตรี ป่าหมายเลข 23 อำเภอเชียงคาน อำเภอเมืองเลย อำเภอภูกระดึง อำเภอภูเรือ อำเภอนาแห้ว อำเภอด่านซ้าย อำเภอวังสะพุง และกิ่งอำเภอภูหลวง รวม 18 แปลง เนื้อที่ประมาณ 238,970 ไร่ (พื้นที่ให้ความยินยอมอยู่ในป่าหมายเลข 23 แปลง 9) และ ให้กันพื้นที่เป็นพื้นที่จำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาทรัพยากรธรณี ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ/div divnbsp;/div divส่วนกรมป่าไม้ ที่มีนายทิวา สรรพกิจ ดำรงตำแหน่งอธิบดี คณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ เห็นชอบให้กันเขตแหล่งแร่ในท้องที่จังหวัดเลยออกจากเขตป่าอนุรักษ์เพิ่มเติม/div divnbsp;/div divกระบวนการนี้นำไปสู่ พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่บางแห่งในอำเภอเชียงคาน อำเภอเมืองเลย อำเภอนาแห้ว อำเภอภูเรือ อำเภอวังสะพุง อำเภอด่านซ้าย อำเภอภูหลวง อำเภอภูกระดึง และอำเภอผาขาว จังหวัดเลย ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน พ.ศ. 2536 ในสมัยพลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ ขึ้นว่าการเป็น รมว.อุตสาหกรรม และมีผลทำให้พื้นที่ส่วนหนึ่งที่ บริษัททุ่งคำ ได้รับอนุญาตให้ทำการสำรวจแร่ทองคำอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดิน/div divnbsp;/div divสถานการณ์ทางจังหวัดพิจิตร และเพชรบูรณ์ในช่วงเวลาเดียวกัน บริษัทอัครา ไมนิ่ง จำกัด ในเครือ Kingsgate Consolidated NL ของออสเตรเลีย จดทะเบียนก่อตั้ง เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2536 และได้อาชญาบัตรพิเศษสำรวจหาแหล่งแร่ทองคำ จากสายแร่ที่พาดผ่านจากตอนบนของอีสาน จากเลย มาสู่รอยต่อเพชรบูรณ์ พิจิตร พิษณุโลก บริเวณเขาหม้อ เขาเจ็ดลูก ประทานบัตร 14 แปลงแรก เนื้อที่ประมาณ 110,000 ไร่ เรียกว่า “เหมืองทองชาตรี”มีพื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเช่นกัน/div divnbsp;/div divกล่าวได้ว่า การเปิดให้ที่ดิน ส.ป.ก. สามารถนำไปให้นักลงทุนทำเหมืองแร่ได้ อุบัติในช่วงเวลานั้น/div divnbsp;/div divต่อมา พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดย นายกร ทัพพะรังสี เป็น รวม.อุตสาหกรรม มีมติ ครม. เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 2540 อนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ ให้กรมทรัพยากรธรณีแก้ไขสัญญาเกี่ยวกับการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ ระหว่างกรมทรัพยากรธรณี กับบริษัท อ่าวขามไทย จำกัด และบริษัท ชลสิน จำกัด ในข้อกำหนดเกี่ยวกับการชำระค่าภาคหลวงแร่ทองคำ ให้อัตราค่าภาคหลวงแร่ไม่มีกำหนดตายตัว แต่จะปรับเปลี่ยนไปตามกฎหมายโดยอัตโนมัติ/div divnbsp;/div divในรัฐบาลชวน 2 นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภเป็น รมว.อุตสาหกรรมนายปองพล อดิเรกสารเป็น รมว. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ เลขาคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินฯ คือ นายปลอดประสพ สุรัสวดี มีความเคลื่อนไหวทางนโยบายและกฎหมายที่สำคัญๆ คือ คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินฯ ออกระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่อง การให้ความยินยอมในการนำทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์ตามกฎหมายอื่น พ.ศ. 2541/div divnbsp;/div divตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ผู้ประกอบการเหมืองแร่สามารถขออนุญาตใช้ประโยชน์ที่ดิน ส.ป.ก. เพื่อนำไปทำเหมืองแร่ได้ตามกฎหมายโดยจะมีการเรียกเก็บเงินแก่ผู้ใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 อัตราร้อยละ 2 ของราคาที่ดินคูณด้วยจำนวนปีที่ใช้ประโยชน์ที่ดิน ส่วนที่ 2 ให้คิดจำนวนเงินเท่ากับการเก็บค่าภาคหลวงแร่/div divnbsp;/div divจากนั้น มติ ครม. วันที่ 6 กรกฎาคม 2542 ให้กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมทรัพยากรธรณี ดำเนินโครงการเร่งรัดการสำรวจและประเมินศักยภาพทรัพยากรแร่ เป็นระยะเวลา 7 ปี (2543-2549) วงเงินรวม 1,512 ล้านบาท เพื่อสำรวจพื้นที่ที่มีศักยภาพทางแร่สูง 60 พื้นที่ทั่วประเทศ เนื้อที่ประมาณ 22,750,000 ไร่ โดยจ้างเหมาเอกชนสำรวจแร่ ทั้งนี้ให้ผ่อนผันมติคณะรัฐมนตรีทุกฉบับที่เกี่ยวกับข้อหวงห้ามในการเข้าไปสำรวจ และใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพิ่มเติม และพื้นที่ลุ่มน้ำ ชั้นที่ 1 ซึ่งแหล่งแร่ทองคำเป็นเป้าหมายหลัก/div divnbsp;/div div11 พ.ย. 2542 ประกาศคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 กำหนดให้กรมทรัพยากรธรณี จัดสรรค่าภาคหลวงแร่ตามกฎหมายว่าด้วยแร่ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยจัดสรรปีละ 4 งวด ทั้งนี้ ค่าภาคหลวงแร่ที่จัดเก็บในแต่ละปี ตาม พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.2510 จะส่งเข้าคลัง 40% ส่วนอีก 60% จะจัดสรรให้ องค์การบริหารส่วนจังหวัด 20% อบต. เจ้าของพื้นที่ที่มีการทำเหมือง 20% อบต. อื่นๆ ในจังหวัดที่มีการทำเหมือง 10% และอบต. อื่นนอกจังหวัด 10%/div divnbsp;/div divในปี 2543กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ และกระทรวงอุตสาหกรรม ออกตัวเต็มที่ในการชูนโยบายที่จะใช้ประโยชน์ทรัพยากรแร่ของประเทศ สร้างโอกาสและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและประกอบการกิจการเหมืองแร่ชักจูงการลงทุนจากต่างประเทศในการพัฒนาเหมืองแร่ขนาดใหญ่ เน้นที่ การทำเหมืองแร่ทองคำ โดยการเร่งรัดสำรวจแหล่งทรัพยากรแร่ทั่วประเทศ และจัดทำฐานข้อมูลวัตถุดิบด้านทรัพยากรแร่ ให้มีความพร้อมในเชิงพาณิชย์และเชิงนโยบายซึ่งในปีเดียวกันนั้น บริษัทอัคราไมนิ่ง เริ่มดำเนินการทำเหมืองแร่ทองคำที่แหล่งชาตรี/div divnbsp;/div divเมื่อเข้ายุครัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น รมว.อุตสาหกรรม นายนภดล มัณฑะจิตร เป็น อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี และนายอนุสรณ์ เนื่องผลมาก เป็น อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.)/div divnbsp;/div div2 ต.ค. 2545 พระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 กรมทรัพยากรธรณี กระทรวงอุตสาหกรรมได้ปรับบทบาทความรับผิดชอบในภารกิจเดิม กระจายเป็น 4 หน่วยงาน คือ งานด้านเหมืองแร่และโลหกรรม สังกัดอยู่ในกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ มีหน้าที่รับผิดชอบการดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยแร่และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง งานด้านสำรวจธรณีวิทยาและศักยภาพแหล่งแร่ สังกัดอยู่ใน กรมทรัพยากรธรณี งานด้านสำรวจและพัฒนาน้ำบาดาล สังกัดอยู่ในกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และ งานด้านเชื้อเพลิงธรรมชาติ สังกัดอยู่ในกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน/div divnbsp;/div divกรมทรัพยากรธรณี ถูกปรับบทบาทเป็นแค่หน่วยงานเพื่อการศึกษาและสำรวจ ส่วนงานบริหารจัดการทั้งหมดและการจัดเก็บรายได้ย้ายไปขึ้นตรงกับ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่/div divnbsp;/div divด้านความเคลื่อนไหวของกรมป่าไม้ ในช่วงนายฉัตรชัย รัตโนภาส เป็นอธิบดี วันที่ 17 ม.ค. 2548 มีการออกระเบียบกรมป่าไม้ว่าด้วยการอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยภายในเขตป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2548 คือ การอนุญาตให้ใช้ที่ป่าเพื่อการทำเหมืองแร่/div divnbsp;/div divนอกจากนั้น มติ ครม. วันที่ 8 มีนาคม 2548 ให้กรมทรัพยากรธรณีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พิจารณากำหนดพื้นที่เขตศักยภาพแร่เพื่อการทำเหมือง ในพื้นที่ลุ่มน้ำ ชั้น 1และพื้นที่ป่าอนุรักษ์ (ยกเว้นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า) เพื่อให้สามารถอนุญาตประทานบัตรและต่ออายุประทานบัตรแทนการผ่อนผันการทำเหมืองในพื้นที่ดังกล่าวจากคณะรัฐมนตรีเป็นแต่ละรายคำขอ หรือรายผู้ประกอบการ มติ ครม. นี้อยู่ในช่วงที่นายสมศักดิ์ โพธิสัตย์ เป็นอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี และควบตำแหน่งประธานคณะกรรมการประสานงานเกี่ยวกับการสำรวจทรัพยากรธรณีในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (CCOP)/div divnbsp;/div divหลังปี 2549 กระแสราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง การขับเคลื่อนเชิงนโยบายเกิดขึ้นอีกครั้งโดยมี เหมืองทองคำเป็นเป้าหมายใหญ่ที่ประเทศไทยต้องการให้นักลงทุนต่างชาติ/div divnbsp;/div divวันที่ 2 มิถุนายน 2549 กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ได้ปรับหลักเกณฑ์การเสนอผลประโยชน์พิเศษเพื่อประโยชน์แก่รัฐในการขออาชญาบัตรพิเศษสำหรับการสำรวจแร่ทองคำ ซึ่งมีผลผูกพันเมื่อได้รับอนุญาตประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่ที่ได้รับอาชญาบัตรพิเศษ โดยให้ผู้ขอประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำเสนอผลประโยชน์พิเศษเพื่อประโยชน์แก่รัฐตอบแทนการอนุญาตประทานบัตรในพื้นที่สำรวจแร่ตามอาชญาบัตรพิเศษในอัตราก้าวหน้า รวมถึง การขอประทานบัตรเพื่อทำเหมืองแร่ทองคำในเขตลุ่มน้ำ 1 เอ และ 1 บี ให้ผู้ขอประทานบัตรเสนอผลประโยชน์พิเศษเพื่อประโยชน์แก่รัฐในอัตราเป็น 2 เท่า/div divnbsp;/div divกันยายน 2549 บริษัททุ่งคำ ได้รับอนุญาตให้ประกอบโลหกรรมแร่ทองคำ และเปิดการทำเหมืองแร่/div divnbsp;/div divและระหว่างที่เหมืองทอง 2 แห่งในประเทศเปิดทำเหมืองได้ด้วยการผลักดันนโยบายและกฎหมายเกี่ยวกับเหมืองแร่ทองคำตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา ความผกผันทางการเมืองครั้งใหญ่อีกครั้งของประเทศก็อุบัติขึ้นจากสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรเพื่อประท้วงและขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยมีชนวนเหตุหลัก คือ การทุจริตเชิงนโยบาย ผลประโยชน์ทับซ้อน อาทิ การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดยเฉพาะการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รวมถึงนโยบายการค้าเสรีกับต่างประเทศ ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่ถูกเรียกในช่วงเวลานั้นว่า ระบอบทักษิณ ทุนนิยมสามานย์ โกงชาติโกงแผ่นดิน เป็นต้นnbsp;/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม การประท้วงขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ สิ้นสุดลง ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 หลังการก่อรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นำโดย พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน/div divnbsp;/div divในปี 2550 มีประกาศใช้รัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งทั่วไป พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ดำรงตำแหน่งเป็น นายกรัฐมนตรี นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ เป็น รมว.อุตสาหกรรม และ นายอนุสรณ์ เนื่องผลมาก เป็นอธิบดี กพร. แต่เพียง 2 เดือนของรัฐบาลชุดนี้ กพร. และ บริษัททุ่งคาฮาเบอร์ บริษัททุ่งคำ ทำสัญญาจ่ายผลประโยชน์พิเศษเป็นเงินแก่รัฐบาล ร้อยละ 1.5 ของกำไรหลังจากชำระค่าภาคหลวงแร่แล้ว เมื่อวันที่ 30 มี.ค. 2550 และเพียงไม่กี่วัน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้อนุญาตให้บริษัททุ่งคาฮาเบอร์ สามารถทำการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทฯ ในตลาดหลักทรัพย์ ในวันที่ 4 พ.ค.2550/div divnbsp;/div divต่อเนื่องมาในวันที่ 17 ต.ค. 2550 กระทรวงอุตสาหกรรม ประกาศใช้กฎกระทรวง เรื่อง การกำหนดอัตราค่าภาคหลวงแร่ พ.ศ. 2550 ปรับปรุงพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่บางชนิด จากเดิมที่ใช้อัตราคงที่ร้อยละ 2.5 ของราคาที่อธิบดีประกาศ เป็นอัตราก้าวหน้า โดยอัตราสูงสุดที่ปรับขึ้น คือ ร้อยละ 20 ของราคาทองคำต่อกรัม สำหรับราคาส่วนที่เกิน 1,500 บาทขึ้นไป/div divnbsp;/div div23 ม.ค.2551 กรมป่าไม้อนุญาตให้ บริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด เข้าทำประโยชน์ในฟื้นที่ป่า ในช่วงที่นายสมชัย เพียรสถาพร เป็น อธิบดี/div divnbsp;/div divเข้าสู่สมัยที่ นายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ในปี 2551ครม. มีมติเห็นชอบให้ขยายสิทธิพิเศษการลงทุนในกิจการเหมืองแร่แก่นักลงทุนอาเซียน จากที่ไทยเคยให้นักลงทุนอาเซียนที่จะเข้ามาลงทุนในไทยถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ 49 เป็น ร้อยละ 60 เท่ากับที่ให้แก่นักลงทุนออสเตรเลียnbsp;/div divnbsp;/div divประเด็นที่น่าสนใจ ซึ่งคาดว่าจะเป็นสถานการณ์สั่นคลอนทางการเมืองที่นักการเมืองต้องรับแรงกดดันทางสังคมอย่างหนัก นายอนุสรณ์ เนื่องผลมาก อธิบดี กพร. นายมณฑป วัลยะเพ็ชร์ ผอ.สำนักอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ขอลาออกจากการเป็นกรรมการ บริษัททุ่งคาฮาร์เบอร์ และ บริษัทชลสิน เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2551หลังจากมีตำแหน่งในฐานะกรรมการบริษัทฯ ทั้งสองมา 28 ปี และ 18 ปี ตามลำดับ โดยให้กระทรวงการคลังส่งผู้แทนมาเป็นกรรมการบริษัทฯ ทดแทน/div divnbsp;/div divทั้งนี้ ในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ที่พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจากคำวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติดำรงตำแหน่งของศาลรัฐธรรมนูญ และ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี วันที่ 9 กันยายน 2551 โดยนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และพลตำรวจเอกประชา พรหมนอก เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรี ในวันเดียวกันนั้น รัฐบาลมี มติ ครม. วันที่ 9 กันยายน 2551เห็นชอบการกำหนดพื้นที่เขตศักยภาพแร่เพื่อการทำเหมืองแร่ (Mining Zone) ในพื้นที่ลุ่มน้ำ ชั้นที่ 1A และพื้นที่ป่าอนุรักษ์/div divnbsp;/div divและในปีเดียวกัน เมื่อปรับ ครม. นายสุวิทย์ คุณกิตติเป็น รมว.อุตสาหกรรม บริษัทอัครไมนิ่งฯ ได้รับอนุญาตในการขอขยายพื้นที่และโรงงานทำเหมืองแร่และผลิตโลหกรรมเพิ่มเติมโดยใช้ชื่อว่า “โครงการเหมืองแร่ทองคำชาตรีเหนือ”/div divnbsp;/div divต่อมาในปี 2553 – 2556 ในช่วงเวลาที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เป็น รมว. กระทรวงอุตสาหกรรม นายสมเกียรติ ภู่ธงชัยฤทธิ์ เป็น อธิบดี กพร./div divnbsp;/div div13 ธ.ค. 2553 กพร. ประกาศใช้ระเบียบว่าด้วยการดำเนินการเกี่ยวกับคำขอประทานบัตร การออกประทานบัตร การต่ออายุประทานบัตร และการโอนประทานบัตร (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2553 เพื่อให้สามารถจัดเก็บเงินค่าตอบแทนการใช้ที่ดินเพื่อทำเหมืองแร่ในเขตปฏิรูปที่ดิน ข้อ 2.3 ในกรณีผู้ถือประทานบัตรขอขนแร่ออกจากเหมืองแร่ ให้เรียกเก็บค่าตอบแทนการใช้ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินในอัตราเท่ากับการเก็บค่าภาคหลวงแร่ที่ผู้ถือประทานบัตรชำระให้แก่เจ้าพนักงานอุตสาหกรรมแร่ประจำท้องที่ โดยให้เรียกเก็บพร้อมกับค่าภาคหลวงแร่และนำส่งคลังจังหวัด/div divnbsp;/div divประกาศนโยบายการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ เนื้อหาโดยสรุปที่ระบุไว้ในประกาศ คือในพื้นที่แหล่งแร่ทองคำที่ภาครัฐเป็นผู้สำรวจพบแหล่งแร่ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) จะดำเนินการเพื่อประกาศกำหนดเขตเป็นพื้นที่เพื่อการพัฒนาเหมืองแร่ทองคำเป็นโครงการใหญ่ โดยจะคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาทำการพัฒนาแหล่งแร่nbsp;/div divnbsp;/div divการขอสิทธิสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำให้กระทำโดยการขออนุญาตอาชญาบัตรพิเศษเท่านั้น และผู้ขอต้องสนองตอบต่อนโยบายการเพิ่มมูลค่าในการทำเป็นโลหะทองคำบริสุทธิ์ โดยเสนอโครงการผลิตทองคำให้เป็นโลหะบริสุทธิ์ เพื่อรองรับผลผลิตจากโครงการของผู้ขอ หรือสามารถดำเนินการร่วมกับผู้ขอรายอื่น เพื่อให้สอดคล้องตามความเป็นไปได้ของโครงการผลิตทองคำบริสุทธิ์/div divnbsp;/div divในกรณีที่พื้นที่การขอสิทธิสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 พื้นที่ที่ยื่นขอสิทธิสำรวจจะต้องมีศักยภาพเพียงพอ และพื้นที่ที่ยื่นขอทำเหมืองแร่ จะต้องมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างยิ่ง โดยจะต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับการขออนุญาตใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 โดยการนำเรื่องเข้าพิจารณาในคณะรัฐมนตรีเป็นรายๆ ไป/div divnbsp;/div divรวมถึง กพร. ยังได้บรรจุเรื่อง การแก้ไข พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2510 ไว้ในยุทธศาสตร์ของหน่วยงานอีกครั้ง หัวใจสำคัญของกฎหมายที่ยังคงเดิม คือ “แร่ยังเป็นของรัฐ” โดยรัฐมีสิทธิขาดในการจะนำไปให้นักลงทุนสำรวจหรือให้สัมปทานทำเหมืองได้อย่างเต็มที่nbsp;/div divnbsp;/div divสาระสำคัญของกฎหมายที่พยายามจะแก้ไข คือ การกำหนดพื้นที่เขตศักยภาพแร่ และการกันเขตศักยภาพแร่ทุกชนิดเพื่อการทำเหมืองแร่ออกจากพื้นที่ป่าไม้ ไม่ว่าจะเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมายเฉพาะหรือตามมติคณะรัฐมนตรี แหล่งต้นน้ำหรือป่าน้ำซับซึม และพื้นที่ที่มีกฎหมายเฉพาะหวงห้ามการเข้าใช้ประโยชน์ใดๆ มาประกาศเป็นเขตแหล่งแร่ เพื่อสามารถนำพื้นที่ที่สงวนไว้สำหรับอนุรักษ์ไปให้เอกชนประมูลเพื่อการสำรวจและทำเหมืองแร่ได้มากขึ้น รวมถึงเงื่อนไขของพื้นที่ที่เป็นพื้นที่คุณภาพลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เอ หรือ 1 บี ซึ่งห้ามไม่ให้การทำเหมืองแร่ แต่เดิมต้องให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติ ตามรายละเอียดของพื้นที่เป็นรายๆ ไป ก็ได้ให้อำนาจกับอธิบดี เพื่อลดขั้นตอนในการขออนุญาตสัมปทานสำรวจแร่และทำเหมืองแร่โดยไม่ต้องผ่านมติคณะรัฐมนตรีnbsp;/div divnbsp;/div divนอกจากนั้น ยังเปิดโอกาสให้รัฐและเอกชนทำสัญญาต่างตอบแทนระหว่างกัน โดยรัฐมนตรีสามารถออกประกาศกระทรวงเพื่อกำหนดให้แร่บางชนิด บางประเภท และการทำเหมืองบางขนาดไม่ต้องขอสัมปทานสำรวจแร่และทำเหมืองแร่ได้ ทำให้เอกชนที่ชนะการประมูลไม่ต้องทำอีไอเอและเอชไอเอ แล้วแต่กรณี/div divnbsp;/div divทั้งนี้ ในแผนยุทธศาสตร์กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2554 – 2557 ระบุไว้ชัดเจนว่า รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 66 และมาตรา 67 ที่กำหนดให้ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการของรัฐมากขึ้น รวมถึง กฎหมายในการจัดการสิ่งแวดล้อม กฎระเบียบและนโยบายของหน่วยงานภายนอก เช่น กรมทรัพยากรธรณี การออกเอกสารสิทธิในพื้นที่เขต สปก. กรมป่าไม้ การประกาศพื้นที่โบราณสถานของกรมศิลปากร มติ ครม. การจัดแบ่งเขตชั้นคุณภาพลุ่มน้ำเพิ่มเติม/ ประกาศพื้นที่เขตอนุรักษ์ การกำหนดอายุพื้นที่ป่าไม้ มาตรา 6 ทวิ ของกรมทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดคืออุปสรรคต่อภารกิจด้านการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมแร่ของ กพร./div divnbsp;/div divเมื่อเข้าสู่สมัยของนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตำแหน่ง รมว.อุตสาหกรรมถูกปรับ 3 ครั้ง ตามลำดับเวลา ได้แก่ รมว.อุตสาหกรรม นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูลหม่อมราชวงศ์พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ และนายประเสริฐ บุญชัยสุข/div divnbsp;/div divในเดือนสิงหาคม 2556 บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดตเต็ด จำกัด ประกาศแผนการที่จะจดทะเบียนสินทรัพย์ในประเทศไทยในตลาดหลักทรัพย์ หากได้รับใบอนุญาตสำรวจเหมืองแร่ทองคำแปลงใหม่ โดยจะเดินหน้าเสนอขายหุ้น บริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด แก่ประชาชนทั่วไป เพื่อนำเงินไปลงทุนในโครงการอื่นๆ เช่น เหมืองเงินบาวเดนส์ ในรัฐนิวเซาธ์เวลส์ ซึ่งจะเริ่มโครงการในปี 2559/div divสำหรับภาพรวมของการจัดเก็บค่าภาคหลวงแร่ทองคำอธิบดี กพร.เปิดเผยผ่านสื่อมวลชนว่า ในปี 2556 รัฐบาลได้ค่าภาคหลวงแร่ทองคำเพียง 468 ล้านบาท/div divnbsp;/div divส่วนรายงานสถานการณ์อุตสาหกรรมเหมืองแร่ของไทยปี 2555 และแนวโน้มปี 2556 เอกสารของกพร.ได้ให้ข้อมูลตัวเลขที่น่าสนใจ เพราะการขุดทรัพยากรอันมีค่าของประเทศและใช้แล้วหมดไป รวมถึงการทำลายทิ้งขว้างทรัพยากร ระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ดีของผู้คนในชุมชนในประเทศ จากการสกัด ทองคำ 1 บาทหนัก 15.24 กรัมจากหินที่มีสินแร่ชั้นดีปนประมาณ 20 ตัน สร้างรายได้เข้ารัฐจากค่าภาคหลวงแร่ 5 ปี เท่ากับ 2,121 ล้านบาท/div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7298/16215029530_f034ec31e6_z_d.jpg" style="width: 550px; height: 183px;" //div divnbsp;/div divคำถามคือ การพัฒนาเศรษฐกิจโดยให้นายทุนสร้างกำไรโดยการขุดทองขายให้ต่างชาติ และความคุ้มค่าต่อการให้สัมปทานเหมืองแร่ในประเทศมีราคาเพียงเท่านี้ หรือ มีราคาอีกเท่าไหร่ที่ไม่มีการเปิดเผย?/div divnbsp;/div divมาในรัฐบาลปัจจุบัน ภายหลังรัฐประหารในนามคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และการแต่งตั้งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมี นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช ดำรงตำแหน่งเป็น รมว.อุตสาหกรรม และยังเป็นผู้ถือหุ้นในกลุ่ม บริษัท ฟ้าร้อง จำกัด บริษัทอัคราไมนิ่ง และบริษัทอัครา รีซอสเซส ที่ได้สัมปทานทำเหมืองแร่ทองคำ และดำรงตำแหน่งอยู่ในคณะกรรมการบริหารธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ที่ได้มีการอนุมัติปล่อยเงินกู้จำนวนกว่า 4 พันล้านบาทให้กับบริษัทดังกล่าว โดยลาออกจากตำแหน่งเหล่านี้เพียง 3 วันก่อนรับตำแหน่ง ส่วนอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ คือ นายปณิธาน จินดาภูnbsp;/div divnbsp;/div divนายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม ได้ประกาศว่า กระทรวงอุตสาหกรรมเตรียมใช้นโยบายเหมืองทองคำฉบับใหม่ปี 2558 โดยจัดทำนโยบายการให้สัมปทานแร่ทองคำใหม่ กับผู้ประกอบการเหมืองทอง 300 แปลง มูลค่าลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาท คาดมีศักยภาพผลิตทองคำได้ 170 ตัน หลังจากไม่ได้ให้อาชญาบัตรและประทานบัตรแร่ทองคำมาเป็นเวลา 8 ปี และเพิ่มข้อกำหนดผู้ประกอบการที่จะได้รับสัมปทานต้องตั้งโรงงานสกัดทองคำบริสุทธิ์ในไทย/div divnbsp;/div divล่าสุดมติ ครม. ได้ผ่านร่าง พ.ร.บ.แร่ พ.ศ.... ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ ไปเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2557โดยร่างดังกล่าวอยู่ระหว่างการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาnbsp;/div divnbsp;/div divประเด็นสำคัญของเนื้อหาในกฎหมาย คือ จะมีการลดขั้นตอนและกระบวนการพิจารณาอนุมัติ-อนุญาตสัมปทานสำรวจและทำเหมืองแร่ และ ให้อำนาจเต็มกับข้าราชการประจำเป็นผู้ออกประทานบัตร โดยประทานบัตรการทำเหมืองขนาดเล็กในเนื้อที่ไม่เกิน 100 ไร่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัด ขนาดกลางในเนื้อที่ไม่เกิน 625 ไร่ โดยอธิบดี กพร. และ การทำเหมืองในทะเลและเหมืองใต้ดินที่มีขนาดใหญ่กว่าสองประเภทแรกโดยปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึง ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสามารถกำหนดพื้นที่ใดให้เป็นเขตแหล่งแร่เพื่อการทำเหมืองแร่ได้เป็นอันดับแรกก่อนการสงวนหวงห้ามโดยการเปิดให้เอกชนประมูลพื้นที่แหล่งแร่นั้น/div divnbsp;/div divstrongหากประมวลและเชื่อมโยงความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 58 ปีที่ผ่านมา หลังจากประเทศไทยมี พ.ร.บ.แร่ ในปี 2510 ผ่านร้อนผ่านหนาวกับระบอบประชาธิปไตย และความขัดแย้งของขั้วอำนาจทางการเมือง จนถึงรัฐบาลทหารในปี 2558/strong/div divnbsp;/div divstrongเหมืองทอง นโยบาย กฎหมายที่เกี่ยวกับแร่ สะท้อนข้อเท็จจริงว่า ธุรกิจเหมืองแร่ที่ทุกฝ่ายสมคบคิดโอบอุ้มคุ้มครองกันมาโดยตลอดมีการเติบโตขึ้นภายใต้โครงสร้างที่เอื้อสิทธิและสมประโยชน์ร่วมกันระหว่างนักลงทุนกับชนชั้นนำ โดยได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายจากส่วนราชการและจากรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย/strong/div divnbsp;/div divstrongส่วนผลประโยชน์ที่แท้จริงของชาติ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สังคม และชุมชน ก็เป็นแค่เสียงเรียกร้องในมุมเล็กๆ ของประชาชนในชาติกันต่อไป./strong/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/tnw3JfhxA5Q" height="1" width="1" alt=""/

เสวนา ‘ส่องเทรนด์โลกหนังสือ 2015’

Fri, 30/01/2015 - 20:09
divเสวนาพูดคุยถึงเรื่องกระแสการอ่านในปี 2015 ของเมืองไทยและทั่วโลก การกลับมาและคงอยู่ที่ชัดเจนของหนังสือเล่ม จากที่เคยถูกมองว่าจะถูกกลืนหายไปท่ามกลางการเติบโตของอุปกรณ์การอ่านดิจิตอล/div p!--break--!--break--/p div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7388/15782297743_931b797cb9_z_d.jpg" style="width: 550px; height: 411px;" //div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2558 ที่ผ่านมา ณ อุทยานการเรียนรู้ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชั้น 8 มีการเสวนา “ส่องเทรนด์โลกหนังสือ 2015” พูดคุยเพื่อเจาะลึกโดยมีวิทยากร นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ รอง ผอ.ฝ่ายข่าวไทยพีบีเอสและเป็นนักเขียนรางวัลศรีบูรพา นายศิริพงษ์ วิทยวิโรจน์ อดีตบรรณาธิการสำนักพิมพ์มติชน นายโตมร ศุขปรีชา อดีตบรรณาธิการนิตยสารจีเอ็มโดยมี ทราย เจริญปุระ มาเป็นผู้ดำเนินรายการ/div divnbsp;/div divเนื้อหาการเสวนาพูดคุยถึงเรื่องกระแสการอ่านในปี 2015 ของเมืองไทยและทั่วโลก เนื่องจากขณะนี้มีการวิจัยจากต่างประเทศหลายสำนักอ้างอิงถึงการกลับมาและคงอยู่ที่ชัดเจนของหนังสือเล่ม จากที่เคยถูกมองว่าจะถูกกลืนหายไปท่ามกลางการเติบโตของอุปกรณ์การอ่านดิจิตอล รวมทั้งแนวหนังสือที่มาแรงของไทยและโลก และวิธีการสร้างวัฒนธรรมการอ่านในสังคมต่าง ๆ ที่ประสบความสำเร็จ/div divnbsp;/div divstrongภาพรวมของวงการหนังสือในเมืองไทย สื่อดิจิตอลที่เข้ามามีบทบาท ส่งผลต่อการเติบโตของวงการหนังสือในเมืองไทยและระดับโลกอย่างไร/strong/div divnbsp;/div divนายวันชัย กล่าวว่า เทคโนโลยีทำให้การดูกับการอ่านใกล้กันมาก จนกระทั่งการปฏิวัติทางเทคโนโลยีในเรื่องอินเตอร์เน็ตก็พัฒนาไปเรื่อย ๆ เราดูมากขึ้นแต่อ่านน้อยลง โดยเฉพาะแท็บเล็ต โน้ตบุค ยิ่งทำให้เราดูมากขึ้น จนกระทั่งอ่านกับดูใกล้กันขึ้นมา ยกตัวอย่างแม็กกาซีนสร้างออกมาเพื่อการดูมากกว่าการอ่าน ทุกวันนี้เราดูหนังสือพิมพ์ ไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์ นิยามคำว่าการอ่านคือ อ่านไป คิดไป แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว เพราะสังคมทุกวันนี้เป็น Speed of time นี่คือเหตุผลว่าทำไมมันเป็นชัยชนะของเทคโนโลยี ทำไมวันนี้หนังสือพิมพ์ถึงล้มหายตายจากไป หนังสือพิมพ์ก็ต้องมาอยู่รอดโดยการดูผ่านสื่อออนไลน์ ถามว่าทุกวันนี้มีใครอ่านหนังสือพิมพ์ผ่านกระดาษบ้าง รวมถึงคนรุ่นใหม่ด้วย เมื่อ 2-3 ปีก่อน เคยมีการสำรวจนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาเวิร์ด ปรากฏว่า 80% ของนักศึกษา อ่านจากอินเตอร์เน็ตในรูปแบบของเทคโนโลยี นั่นหมายความว่าวิธีการเขียนของหนังสือพิมพ์ในเว็บไซต์ก็เปลี่ยนไปในเว็บไซต์จะกระชับ สั้น เพราะว่าการดูในแท็บเล็ตก็คือดูผ่านๆ แทบจะเรียกว่าเราดูหัวข้อข่าว ทุกวันนี้เราบริโภคข่าวจากเฟซบุ๊กทวิตเตอร์ ถามว่าทุกวันนี้เรารู้ข่าวจากไหนมีสักกี่เปอร์เซ็นที่อ่านจากหนังสือพิมพ์ ทุกวันนี้คนบริโภคข่าวผ่านเฟซบุ๊ก ยิ่งเป็นอุปกรณ์อย่างแท็บเล็ตโน๊ตบุ๊ค มันทำให้การอ่านกับการดูรวมเป็นเนื้อเดียวกัน ที่อเมริกา ปัญหาใหญ่ของคนทำทีวีคือไม่มีใครซื้อทีวีแล้ว ปริมาณของการซื้อทีวีลดลงอย่างรวดเร็ว ทิศทางใหญ่ของโลกก็คือการดูการอ่านมันผ่านอุปกรณ์เดียวก็คือแท็บเล็ตพฤติกรรมคนเวลาดูอะไรผ่านเร็วๆก็จะดูผ่านแท็บเล็ต แต่สุดท้ายกระดาษมันจะมีเสน่ห์ของมัน คนที่ต้องการอ่านอะไรเป็นเรื่องเป็นราว ก็ยังอ่านได้จากกระดาษ หนังสือเล่มยังคงเรียกร้อง แต่หนังสือบางประเภทยังไงก็กู่ไม่กลับอย่างเช่นไกด์บุ๊ก ถึงจุดหนึ่ง คนกลุ่มหนึ่งจะรู้สึกว่าหนังสือน่าจะยังใช้ได้อยู่/div divnbsp;/div divนายโตมร พูดต่อประเด็นนี้ว่า การอ่านของไทยเป็นวิธีการอ่านแบบที่จะใช้คำว่าดูก็ได้ หรือบริโภคโดยผ่านการเล่า ก็คือเล่าให้ฟัง ผ่านการแสดง ผ่านลำตัด เราถ่ายทอดความจริงผ่านปากต่อปาก เป็นการเล่าให้ฟังหรือการแสดง เพราะฉะนั้นคนไทยเวลาที่บริโภคสื่อ จะคุ้นเคยกับการที่ตนเองนั่งเฉยๆและมีคนมาป้อนข้อมูลให้ แต่วิธีการอ่านหนังสือแบบโลกตะวันตก จะต้องเปิดหนังสือมาอ่านและทำความเข้าใจ มันฝังอยู่ในโครงสร้างของภาษาด้วย ภาษาไทยเป็นภาษาที่สวยงาม ไพเราะ เพราะฉะนั้นเวลาที่เราอ่านวรรณคดี ขุนช้างขุนแผน ฯ เวลาเราอ่านออกเสียงมามันจะเพราะ มีคำที่ไพเราะ มันมาจากวิธีการถ่ายทอดความรู้ ความงาม ความจริง โดยผ่านการเล่า แต่ว่าของฝรั่ง แค่คำหนึ่งมันก็จะมีความคิด คือจะมีวิธีคิดที่ต่างกัน ด้วยตัวภาษาจะทำให้เราเห็นโลกไม่เหมือนกัน และส่งผลกระทบมาถึงวัฒนธรรมการอ่านด้วย ในสังคมที่วัฒนธรรมการอ่านเข้มแข็ง สังคมก็ให้คุณค่ากับคนผลิต อย่างงานมหกรรมหนังสือ เราอาจจะตื่นเต้นว่ามันหลายร้อยล้าน แต่จริงๆแล้วถ้าเทียบกับอุตสาหกรรมอื่นๆถือว่าน้อยมาก/div divnbsp;/div divนายสิริพงษ์ กล่าวเสริมในเรื่องของงานสัปดาห์หนังสือล่าสุดถึงแนวโน้มของยอดขายที่ลดลงว่า คนเยอะขึ้นจริง แต่ยอดขายลดลงทุกสำนักพิมพ์ ตลาดหนังสือไม่ค่อยดี ยอดขายลดลง 20-30เปอร์เซ็นซึ่งน่าตกใจที่ลดมากขนาดนี้ ย้อนหลังไปเมื่อ4-5 ปีก็จะนิ่งๆหรือเพิ่มขึ้นมานิดหน่อยก็ไม่คิดว่ามันจะตกถึงขนาด 20% อาจเป็นเพราะในเรื่องของเศรษฐกิจ คนเริ่มระมัดระวังการใช้จ่าย เท่าที่สังเกต คนที่เป็นนักอ่านก็เปลี่ยนพฤติกรรมการซื้อไปเยอะอย่างเห็นได้ชัด คือซื้อเฉพาะเล่มที่จะอ่าน จบแล้วค่อยไปซื้อใหม่ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่จะซื้อทีละหลายเล่มเก็บไว้nbsp;/div divnbsp;/div divstrongแนวหนังสือแบบไหนที่กำลังฮิตในตอนนี้/strong/div divnbsp;/div divนายวันชัย กล่าวว่า ตนว่าหนังสือแนวความเชื่อ ศาสนา กำลังมาแรงมาก หรือหนังสือ How To แนวนี้อมตะนิรันดร์กาล เดี๋ยวนี้คนไทยอยากรวยเร็ว ไม่อยากเป็นลูกจ้าง หุ้นมาก่อนเลย ร้านซีเอ็ด หนังสือ 20 อันดับขายดี 5 เล่มก็คือหุ้น มันก็ชัดเจนและสะท้อนกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่จบมาแล้วอยากรวย ความเสี่ยงสูง แต่ขอให้รู้เทคนิค หนังสือหุ้นก็จะเป็นหนังสือ KnowHow ที่ประสบความสำเร็จมาก แน่นอนว่าตอนนี้หนังสือความเชื่อ หนังสือ Know How หรือ How To ขายดีแน่นอน แต่ที่น่าจับตาคือ หนังสือนิยาย วรรณกรรมต่างๆของไทยในช่วงปีที่ผ่านมาขายไม่ดี ยอดขายตกอย่างมีนัยยะสำคัญ จนบางสำนักพิมพ์ต้องปิดตัวไป แต่ถ้าเป็นวรรณกรรมดีๆก็อีกเรื่องหนึ่งถ้าถามถึงหนังสือขายดีที่สุดในโลกคือ เดอะลอร์ดออฟเดอะริงค์ที่เป็นอมตะนิรันดร์กาลคือแฮรี่พอร์ตเตอร์ยอดขายประมาณเกือบสองร้อยล้านเล่ม ส่วนตัวคิดว่านิยาย วรรณกรรมต่างๆที่พูดมามันมีสูตรสำเร็จบางอย่าง แต่นักเขียนบ้านเรานั้นไปไม่ถึง นักเขียนของฝรั่งที่ประสบความสำเร็จระดับถล่มทลายส่วนใหญ่จะใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ผสมกับจินตนาการ เมื่อมองกลับมายังเมืองไทยตนยังไม่ค่อยเห็น และยังไม่ค่อยเห็นอะไรที่จะทำให้วรรณกรรมไทยกลับฟื้นขึ้นมาได้ เพราะดูแล้ววรรณกรรมของเมืองนอกคนเขียนเขาทำงานหนักมาก เขาไม่ได้จิบกาแฟและเขียนบนโต๊ะ แต่อีกอย่างหนึ่งที่มาแรงคือนิยายจีนกำลังภายในที่เขียนโดยคนไทย อันนี้น่าสนใจ มียอดขายสูงขึ้นเรื่อยๆ/div divnbsp;/div divนายวันชัย กล่าวต่อว่า วรรณกรรมส่วนใหญ่ของคนยุโรปมันสะท้อนปัญหาของคนในเวลานั้น นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมวรรณกรรมของยุโรปถึงอยู่กับคนยุโรปได้ตลอดเวลา เพราะว่ามันอยู่กับตัวเอง พอย้อนกลับมาของเมืองไทย มันมีไม่กี่วรรณกรรมที่มันสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆในสังคมไทย/div divnbsp;/div divนายโตมร กล่าวว่า หากมองในโลกของหนังสือที่ขายไม่ดี มันมีกระแสอะไรที่น่าสนใจบ้าง จริงๆนักเขียนรุ่นตนที่อายุสี่สิบกว่าๆ หลังจากรุ่นอายุสี่สิบแทบจะไม่มีนักเขียนที่มาเป็นคลื่น ตอนยุคตนมีผุดมากันเต็ม มาเป็นแผง หลากหลายเต็มไปหมด และหลังจากนั้นมันก็หยุด คนรุ่นถัดจากนั้นไม่เขียนหนังสือกันแล้วหรือยังไง แทบจะไม่มีคลื่นแบบนี้เลย ถ้ามีก็คงจะเป็นนิ้วกลมที่โผล่มา แต่ตนเห็นกระแสอีกอย่างหนึ่งที่คนอาจไม่ค่อยพูดถึงคือ ตนคิดว่านักเขียนที่อายุยี่สิบแปดขึ้นไป ตอนนี้น่าสนใจมาก รุ่นสี่สิบทั้งหลาย ส่วนใหญ่จะเขียนงานที่เป็น นอน-ฟิคชั่น แทบจะไม่มีใครเขียนนิยาย เรื่องสั้นเลย แต่เมื่อพอมาถึงรุ่นสามสิบ ตนพบว่า มีนักเขียนที่ลุกขึ้นมาทำงานฟิคชั่น ในกระแสโลกหรือสังคมไทยที่มันถีบฟิคชั่นไป ในสังคมการอ่านของไทยไม่สนใจฟิคชั่นเลย ปรากฏว่าตนเห็นนักเขียนในรุ่นนี้หลายคนมากที่หันมาหาฟิคชั่นและมีอีกกลุ่มหนึ่งในวัยสามสิบที่น่าสนใจคือแนวนักเขียนแซลมอน อะบุ๊ค เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นนักเขียนกำลังมาแรง มีวิธีเขียนไม่เหมือนกับคนยุคสี่สิบ คนยุคสามสิบจะมีการใช้ภาษาบางอย่างที่มีลักษณะเฉพาะของตนเอง รู้สึกว่าเป็นการใช้ภาษาที่น่าสนใจดี ตนมองว่าตอนนี้วงการหนังสือรุ่นใหม่มีอนาคต อาจจะยังไม่เป็นหนังสือBest Seller แต่ในอนาคตตนคิดว่ากลุ่มนี้จะโตขึ้น ค่อยๆขยายวงกว้างขึ้น และกลุ่มที่เขียนฟิคชั่น เรื่องสั้น นิยาย ทั้งหลาย ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยพึ่งตลาด เพราะเดี๋ยวนี้มันมีสิ่งที่เอื้ออำนวยให้นักเขียนรุ่นใหม่ได้เผยแพร่ กระจายผลงานตัวเองได้ผ่านออนไลน์ ตนคิดว่าอันนี้เป็นสิ่งที่น่าจับตามอง/div divnbsp;/div divนายสิริพงษ์กล่าวว่า สำนักพิมพ์ในเมืองไทย หนังสือเล่ม หนังสือที่พิมพ์ออกมาใหม่แต่เนื้อหาเป็นเรื่องเก่า โดยเฉพาะงานแปลต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องของลิขสิทธิ์ วรรณกรรมคลาสสิคที่เริ่มทยอยพิมพ์ออกมามันเริ่มหมดลิขสิทธิ์ และก็มีหลายเล่มที่ทยอยพิมพ์ออกมา จะสังเกตได้ว่าหนังสือไทยเริ่มเกิดสำนักพิมพ์ที่จับงานหมดลิขสิทธิ์ขึ้นมาตีพิมพ์ใหม่ค่อนข้างเยอะ บางเล่มเป็นกระแสด้วย และตีพิมพ์ตรงช่วงจังหวะพอดีไม่ว่าจะด้วยเรื่องหมดลิขสิทธิ์หรือสถานการณ์อะไรก็แล้วแต่/div divnbsp;/div divstrongพัฒนาอุปกรณ์ เครื่องมือในการอ่านดีไหม/strong/div divnbsp;/div divนายสิริพงษ์ กล่าวว่า ถ้าของเมืองไทยที่เห็นก็คือแท็บเล็ตสมาร์ทโฟน เป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าเป็นเครื่องอ่านแบบอีบุ๊กบ้านเรามันไม่เติบโต เริ่มแรกที่เขาเริ่มทำอีบุ๊กขึ้นมา ในเมืองไทยก็เหมือนต่างประเทศ เปิดปุ๊บก็ได้รับความนิยม แต่ช่วงหลังๆมันก็คงยังดีอยู่ อีบุ๊กจะมีกลุ่มคนอ่านพิเศษชัดเจนอยู่กลุ่มหนึ่งก็คือกลุ่มคนรุ่นใหม่ ในรุ่นวัยเริ่มต้นทำงาน หนังสือที่ขายดีในรูปแบบอีบุ๊กก็คือหนังสือแนวรักๆ โรมานซ์ ไปดูเบสเซลเลอร์ตลอดทุกปีในบ้านเราเป็นหนังสือพวกนี้ทั้งนั้น สิ่งใหม่อย่างหนึ่งก็คือ อีบุ๊กจะมีนักเขียนเกิดใหม่ นักเขียนเหล่านี้จะไม่มีงานที่พิมพ์เป็นกระดาษ พอเขียนจบก็จะส่งขายผ่านอีบุ๊กไปเลย ในเมืองไทยมีแบบนี้อยู่เยอะพอสมควร และก็เป็นเทรนด์เดียวที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ เกิดในอเมซอน นักเขียนที่เกิดขึ้นมาและก็มีผลงาน ส่วนหนึ่งก็เขียนบล็อก เขียนเพื่อจะขายแต่ผลิตเป็นอีบุ๊กโครงสร้งของอเมซอนจะมีเพิ่มเติมก็คือ เป็นอีบุ๊กแล้วน่าจะเป็นกระดาษ สามารถสั่งซื้อได้ ของบ้านเรายังไปไม่ถึงตรงจุดนั้นnbsp;/div divnbsp;/div divตนคิดว่าคนรุ่นใหม่ๆ คุ้นเคยกับเทคโนโลยีมากกว่าคนรุ่นเก่า คนรุ่นใหม่จะไม่ค่อยรู้สึกแปลกกับการอ่านผ่านแท็บเล็ตหรืออะไรก็ตาม แต่ว่ามันมีข้อจำกัดคือมันอ่านนานๆไม่ได้ หากอ่านหนังสือที่มันซีเรียส มานั่งอ่านบนอุปกรณ์แบบแท็บเล็ตก็ไม่ไหว เพราะฉะนั้นแนวหนังสือที่จะอ่านได้คือบันเทิงเริงรมณ์เป็นหลัก หรือไม่ก็หนังสือที่อ่านได้ง่ายๆ ในระดับโลกอีบุ๊กมันเติบโตไปเรื่อยๆ ในอเมริกาตลาดอีบุ๊กสูงที่สุดในโลก กว่า 20 % เป็นอีบุ๊ก ที่เหลือเป็นกระดาษ ปีที่ผ่านมาอีบุ๊กไม่เติบโตแต่เริ่มนิ่ง ขณะที่หนังสือพิมพ์กระดาษก็ยังคงนิ่ง แต่ว่าแนวโน้มในระยะยาว อีบุ๊กยังคงจะเติบโตไปอีก ประมาณสัก 6-7 ปีข้างหน้า ทั่วโลกอีบุ๊กจะขึ้นไปอยู่ที่ประมาณสัก 29% คือเวลาเรามองเห็นตลาดที่มันนิ่งในอเมริกาเพราะตลาดมันเริ่มอิ่มตัวก็จะค่อยๆเติบโตอย่างช้าๆ แต่มันมีตลาดประเทศกำลังพัฒนาอย่างจีน อินเดีย เม็กซิโก อีบุ๊กจะเติบโตเพราะว่าการเข้าถึงหนังสือกระดาษของเขามีโอกาสน้อย พอเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเข้าถึง ก็สามารถอ่านอีบุ๊กผ่านจอราคาถูกๆได้ ด้วยราคาที่ถูกกว่าหนังสือเล่มสำหรับคนเหล่านั้น การอ่านมันก็เลยขยายตัวไปโดยปริยาย ตนเคยเห็นข้อมูลของยูเนสโกที่ไปสำรวจบางประเทศแถบเอเชียพบว่า เขาใช้สมาร์ทโฟนเข้าถึงหนังสือและอ่านให้ลูกฟัง เพราะฉะนั้นมันถึงได้เติบโต/div divnbsp;/div divนายสิริพงษ์ กล่าวต่อว่า เท่าที่ผ่านมาสำนักพิมพ์ก็ใช้โซเชียลมีเดียกันเยอะ ในด้านมาเก็ตติ้ง การรับฟีดแบ็ค คือมันมีอยู่แล้ว แต่ยังไม่เห็นคนที่ตั้งใจจะใช้มันอย่างจริงจัง ที่เห็นส่วนมากคือจะใช้สร้างตลาด แฟนคลับ แต่ยังไม่เห็นการใช้สำรวจตลาดในเมืองไทยอย่างจริงจัง อย่างที่ปรากฏการณ์ใหม่ๆของบางสำนักพิมพ์ทดลองทำก็คือ หากตอนนี้จะพิมพ์เรื่องนี้ มีใครสนใจก็ให้มาจองไว้ก่อน เพื่อดูปริมาณว่าควรจะพิมพ์มากน้อยแค่ไหน ซึ่งมันก็ช่วยได้เยอะ แต่ที่น่าจะพัฒนาไปกว่านี้ก็คือการสื่อสารที่จริงจังระหว่างสำนักพิมพ์กับคนอ่าน เพื่อให้คนเขียนจะได้นำคอนเทนตรงนี้ไปผลิตหนังสือให้ตรงความต้องการกับคนอ่าน/div divnbsp;/div divนายโตมร กล่าวว่า คนที่อยู่รอบตัวมีคินเดิลกันหมด แทบทุกคนก็ใช้คินเดิลอ่านหนังสือกันหมด หนังสือส่วนใหญ่ที่ซื้อกันก็เป็นหนังสือที่หายากในเมืองไทย เพราะฉะนั้นจึงซื้อผ่านทางอเมซอน แต่ว่ามีอีกเทรนด์หนึ่งก็คือ บางคนใช้วิธีซื้อหนังสือเสียงของฝรั่ง ซึ่งมันน่าสนใจมากตรงที่ว่าเขาไปจับเอาดาราดังๆมาอ่าน เวลาที่ดาราอ่านเรื่องต่างๆ แล้วมันก็มีการตีความ ซาบซึ้ง เข้าถึงหนังสือได้มากขึ้น แต่ถ้าฟังไปด้วยเวลาที่ขับรถ หรือเวลาที่เดินออกกำลังกาย หากเป็นหนังสือที่เป็นฟิคชั่นจะไม่ดี ถ้าใจเราไม่อยู่กับหนังสือ พลาดไปตอนหนึ่งก็ต้องย้อนกลับไปใหม่ แต่ถ้าเป็นนอน-ฟิคชั่นก็จะดีหน่อย พลาดอะไรบางอย่างไปมันก็พอจะรู้เรื่องได้บ้างแต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนพูดเหมือนกันคือ คินเดิลไม่สามารถกรีดหน้าแบบหนังสือเล่มได้/div divnbsp;/div divนายวันชัย กล่าวว่า ถ้าใช้โซเชียลมีเดียอย่างฉลาดก็แทบจะไม่ต้องซื้อสื่อเลย มีนักเขียนจำนวนมากทั้งในและนอกประเทศมีแฟนเพจ ก็อาศัยการขายในออนไลน์ เพราะเขามีแฟนเพจของเขา ถ้าฉลาดในการใช้โซเชียลมีเดีย จะรู้ว่ามันถูก และคุ้มค่าในระยะสั้น ตรงส่วนนี้มีประโยชน์ อีกอย่างหนึ่งคือตนคิดว่าคินเดิลเกิดในเมืองไทยยาก เพราะว่าคนไทยไม่ใช่คนอ่านหนังสือ มันประสบความสำเร็จในแท็บเล็ต แต่ว่ามันใช้ดู ถ้าอ่านจริงๆ ตนคิดว่ามันอาจจะเกิดได้จำนวนหนึ่ง ไม่ได้ถล่มทลาย ในอนาคตมีกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจในเรื่องของประเภทหนังสือ ทุกวันนี้สังคมไทยมันก้าวสู่สังคมคนสูงอายุ ประชากรไทยส่วนใหญ่มีลูกกันครอบครัวละคน ข้อดีของคนสูงอายุคือมีเวลาว่าง ใช้เทคโนโลยีไม่ค่อยเป็น ที่สำคัญมีเงินมาก คิดว่าคนเหล่านี้มีการซื้อ เพราะมีเวลาในการอ่าน ที่สำคัญคือเขาเริ่มนิ่ง เขาอยากจะรู้อะไร คนเหล่านี้ส่วนใหญ่สนใจอดีต งานประวัติศาสตร์ งานวรรณกรรมดีๆ อ่านได้ตลอด ตนคิดว่ามีกลุ่มคนที่ซื้องานพวกนี้เยอะมาก ในแง่ของหนังสือตนก็มองว่านี่เป็นช่องทางหนึ่งที่สามารถขายได้เรื่อยๆ มันน่าจะดีกว่าหนังสือหุ้น ที่โผล่มามาและหายไปเลยnbsp;/div divnbsp;/div divstrongทิศทางของหนังสือในปีนี้จะเป็นอย่างไร นักเขียนจะยังคงอยู่ได้ไหมกับการที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท/strong/div divnbsp;/div divนายโตมร กล่าวว่า เราก็อยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ หากพูดถึงโซเชียลมีเดียก็จะนึกถึงเฟซบุ๊กทวิตเตอร์ แต่ว่าจริงๆแล้วมันก็เป็นการใช้โซเชียลมีเดียอีกแบบหนึ่ง ที่น่าจะเกิดประโยชน์กับแวดวงการอ่านได้ ด้วยโซเชียลมีเดีย ในอนาคตจะเหมือนกับว่าเราอยู่ในไบเบิล ก็คือพูดภาษาเดียวกันมากขึ้น ในการพูดภาษาเดียวกัน หนังสือในแบบที่มันพยายามสร้างความเข้าใจคือ เขียนให้มันง่าย ทำให้คนเข้าใจ สิ่งที่เป็นนอน-ฟิคชั่น มันก็พยายามที่จะบอกเราถึงสาระทั้งหลาย มันน่าจะเป็นสื่อกลาง และหลังจากนั้นจะเกิดปฏิสัมพันธ์อะไรต่อไปก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าน่าจะเป็นเทรนด์ที่สำคัญ/div divnbsp;/div divนายวันชัย กล่าวปิดท้ายว่า อย่างที่บอกไปว่าฝีมือการเขียนนิยายวรรณกรรมบ้านเรามันยังไม่พัฒนา ตนยังเชื่อว่าสูตรสำเร็จของการเขียนวรรณกรรม มันต้องมีความรู้บวกจินตนาการ ถ้าเราสามารถที่จะพัฒนาความรู้กับจินตนาการมันจะดีขึ้นมากกว่านี้ สุดท้ายอยากจะบอกว่า หนังสือมันก็สะท้อนคุณภาพของคนในสังคม/div divnbsp;/div div"ถ้าผมเป็นฝรั่งมาเมืองไทย แล้วเห็นชั้นวางหนังสือในร้าน มีแต่หนังสือหุ้นเต็มไปหมด ผมคงคิดว่าเมืองไทยนี่เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงและไม่แน่นอนสูงจริงๆ"/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/OlWIahOLmeI" height="1" width="1" alt=""/

คนกรีดยางตรังหนุนร่าง พ.ร.บ.การยาง ค้านใส่ไม้ยางแนบท้าย พ.ร.บ.สวนป่า

Fri, 30/01/2015 - 19:46
!--break--!--break-- div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8607/16214752360_9d44e210ea_z_d.jpg" style="width: 550px; height: 413px;" //div divnbsp;/div divเมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 30 มกราคม 2558 ที่ศาลาประชุมหมู่บ้านม.3 ต.นาข้าวเสียอ.นาโยง จ.ตรัง nbsp;เครือข่ายคนกรีดยางจ.ตรัง นำโดยนายสุวิทย์ ทองหอม นายสมคิด ทองหนัน นายสาโรช ขำณรงค์ นัดรวมตัวเกษตรกรที่กรีดยางพาราในจังหวัดตรัง ประมาณ 100 คนแถลงการณ์สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.... ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กำลังพิจารณาในวันเดียวกันและคัดค้านการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.สวนป่า พ.ศ. 2535 ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา/div divnbsp;/div divเครือข่ายคนกรีดยาง จ.ตรัง ระบุเหตุผลของการสนับสนุนว่า nbsp;เพราะในร่าง พ.ร.บ.การยางฯ มีการให้คำจำกัดความของคำว่าเกษตรกรสวนยาง รวมถึงผู้กรีดยางพารานอกจากนี้ในร่าง พ.ร.บ. การยางฯ ยังได้บัญญัติถึงการจัดสวัสดิการให้ชาวสวนยางพาราด้วย ซึ่งในร่างเดิมของ พ.ร.บ.นั้นไม่ได้ระบุไว้/div divnbsp;/div divส่วนประเด็นคัดค้านการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.สวนป่า พ.ศ. 2535 นั้น เครือข่ายคนกรีดยาง จ.ตรัง ระบุว่า การมีไม้ยางพาราในบัญชีแนบท้าย อาจส่งผลให้มีการตรวจสอบเข้มงวดว่าไม้ยางพาราไหนถูกปลูกในแปลงที่จดทะเบียนตาม พ.ร.บ.สวนป่าฯ หรือปลูกโดยเกษตรกร อาจส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนในตอนต้องตัดโค่น และขนย้ายไม้ยางพาราได้อย่างลำบากมากขึ้น/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"strongแถลงการณ์เครือข่ายคนกรีดยาง จ.ตรัง ฉบับที่ 1/strong/div divnbsp;/div divตามที่คนกรีดยางซึ่งได้รวมตัวกันเป็น “เครือข่ายคนกรีดยาง จ.ตรัง” และภาคใต้ ในนาม “แนวร่วมกู้ชีพชาวสวนยาง” ได้ยื่นข้อเรียกร้องไปยังรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหายางพารา และเรียกร้องให้มีการปรับปรุงแก้ไขร่าง พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย โดยให้มีnbsp;/div divnbsp;/div div1.เกษตรกรชาวสวนยาง หมายความว่า ผู้ทำสวนยางและมีสิทธิ์ได้รับผลผลิตจากต้นยางในสวนยางที่ทำนั้น และรวมถึงคนกรีดยาง (ความตามร่างเดิมไม่มีคนกรีดยาง)/div divnbsp;/div div2.ให้มีบทบัญญัติว่าด้วย การจัดสวัสดิการชาวสวนยาง (ซึ่งในร่างเดิมไม่มี)/div divnbsp;/div divและในวันนี้ (30 มกราคม 2558) กรรมาธิการวิสามัญประจำสภาฯ จะทำการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว/div divnbsp;/div divพวกเราเครือข่ายคนกรีดยางฯ ต้องการจะสื่อสารไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญว่า พวกเราต้องการสนับสนุนให้มีการพิจารณาเพื่อเห็นชอบให้คนกรีดยาง ได้เป็นเกษตรกรชาวสวนยาง ตามนิยามแห่งพ.ร.บ.ฉบับนี้ และให้ชาวสวนยางได้มีสวัสดิการบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ด้วย/div divnbsp;/div divพวกเราเครือข่ายคนกรีดยาง จ.ตรัง ไม่เห็นด้วย และคัดค้าน พ.ร.บ.สวนป่า พ.ศ.2535 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งได้มีบัญชีแนบท้ายอยู่ด้วย อันอาจจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนในการตัดโค่น ขนย้ายไม้ยางพาราไม่ได้อย่างมีอิสรเสรี ได้อีกต่อไป/div divnbsp;/div divดังนั้น “เครือข่ายคนกรีดยาง จ.ตรัง” ในนาม “แนวร่วมกู้ชีพชาวสวนยาง” จึงได้นัดรวมตัวกัน เพื่อแสดงพลังให้เห็นว่า/div divnbsp;/div div1.พวกเราสนับสนุนร่างพ.ร.บ.การยางฯ ดังกล่าวข้างต้น/div divnbsp;/div div2.คัดค้านพ.ร.บ.สวนป่า ซึ่งมีม้ยางพาราแนบท้ายอยู่ด้วย/div divnbsp;/div divหากไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์อันบริสุทธิ์นี้ พวกเราจะรวมตัวกันต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเรียกร้องและเจตนารมณ์ของพวกเราข้างต้น อย่างถึงที่สุด/div divnbsp;/div divด้วยความศรัทธาและเชื่อมั่นในพลังประชาชน/div divเครือข่ายคนกรีดยาง จ.ตรัง/div div30 มกราคม 2558/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/JD4JbjU1-Dw" height="1" width="1" alt=""/

'Jaris' เครือข่ายสภานักเรียน มุ่งสร้างพื้นที่กลางเพื่อสันติภาพปาตานี

Fri, 30/01/2015 - 19:06
divกำเนิด “Jaris : Jaringan Dewan Siswa Patani” หรือเครือข่ายสภานักเรียนปาตานี องค์กรคนรุ่นใหม่มุ่งเป็นพื้นที่กลางให้สภานักเรียนโรงเรียนอิสลามในชายแดนภาคใต้ เสริมศักยภาพความเป็นผู้นำนักเรียนและชุมชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ปัญหาสังคม ยาเสพติด ฯลฯ/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8626/15779523664_5d834bf4e1_z_d.jpg" style="width: 550px; height: 413px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"span style="color:#0000cd;"มูฮำหมัดคอยรี หะยีบากา ประธาน Jaris/span/div divnbsp;/div divความขัดแย้งและความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้/ปาตานี ก่อให้เกิดองค์กรภาคประชาสังคมหลายต่อหลายองค์กรขึ้นมาในพื้นที่ที่มีมีเป้าหมายเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของแก้ปัญหาในพื้นที่ ล่าสุดคือองค์กร “Jaris” มีชื่อเต็มว่า “Jaringan Dewan Siswa Patani” หรือคณะทำงานเครือข่ายนักเรียนปาตานี ซึ่งเป็นการรวมตัวของเครือข่ายสภานักเรียนโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามในพื้นที่/div divnbsp;/div divJaris ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2557 ที่ผ่านมา ซึ่งนายมูฮำหมัดคอยรี หะยีบากา ประธาน Jaris เล่าว่า Jaris เกิดจากนักศึกษาที่เรียนในหลักสูตรของวิทยาลัยประชาชน (People College) เมื่อปี 2556 เทอมสุดท้าย ซึ่งขณะนั้นทุกคนต้องไปฝึกงานโดยให้แต่ละคนไปคิดเองว่าจะฝึกงานเรื่องอะไรและที่ไหน/div divnbsp;/div divนักศึกษาบางกลุ่มเลือกฝึกงานโดยการจัดอบรมเพิ่มศักยภาพแก่คณะกรรมการสภานักเรียนในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม โดยเริ่มจัดอบรมให้กับคณะกรรมการสภานักเรียนโรงเรียนบำรุงศาสน์วิทยา ต.กอตอตือร๊ะ อ.รามัน จ.ยะลา/div divnbsp;/div divจากนั้นในปี 2557 นักศึกษากลุ่มนี้ได้ประชุมถอดบทเรียนจากการที่ฝึกงานดังกล่าว ซึ่งที่ประชุมคิดว่าการอบรมดังกล่าวเป็นประโยชน์อย่างมาก ที่ประชุมจึงมีมติที่จะเดินหน้าในการจัดอบรมเพิ่มศักยภาพแก่คณะกรรมการสภานักเรียนต่อไป จึงแต่งตั้งคณะทำงานเครือข่ายสภานักเรียนปาตานีขึ้นมา อย่างไม่เป็นทางการ/div divnbsp;/div divสำหรับคณะทำงานของ Jaris มาจากอดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎยะลาและบางส่วนกำลังศึกษาอยู่ในจังหวัดยะลาnbsp;/div divnbsp;/div divนายมูฮำหมัดคอยรี บอกว่า หน้าที่หลักๆ ของ Jaris คือ การเพิ่มศักยภาพแก่คณะกรรมการสภานักเรียนในเรื่องต่างๆ เช่น เทคนิคการพูดในที่สาธารณะ เทคนิคการการควบคุมนักเรียน เทคนิคการทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ เทคนิคการสื่อสารกับนักเรียน เป็นต้น โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมาเป็นวิทยากร/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มความรู้ความสามารถแก่คณะกรรมการสภานักเรียนโรงเรียนต่างๆ เพื่อพวกเขานำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการพัฒนากิจกรรมในโรงเรียนของตัวเองได้ รวมทั้งไปใช้ในการพัฒนาชุมชนของตัวเองได้ด้วย/div divnbsp;/div divหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งของ Jaris คือการเปิดพื้นที่กลางให้แก่คณะกรรมการสภานักเรียนของโรงเรียนต่างๆ ได้พื้นที่ในการพูดคุยหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยมระหว่างสภานักเรียนของโรงเรียนต่างๆ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกัน/div divnbsp;/div divนายมูฮำหมัดคอยรี เล่าว่า ที่ผ่านมา Jaris ได้จัดอบรมไปแล้ว 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2557 มีคณะกรรมการสภานักเรียนจาก 5 โรงเรียนเข้าร่วม ได้แก่ 1.โรงเรียนบำรุงศาสน์วิทยา 2.โรงเรียนพัฒนาอิสลามวิทยา อ.เมือง จ.ยะลา 3.โรงเรียนประทีปวิทยา อ.เมือง จ.ปัตตานี 4.โรงเรียนผดุงศาสน์ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี 5.โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามใน อ.มายอ จ.ปัตตานี/div divnbsp;/div divครั้งที่ 2 เดือนกันยายน 2557 จัดที่สำนักงานศึกษาธิการภาค 12 อ.เมือง จ.ยะลา มีตัวแทนคณะกรรมการสภานักเรียนจาก 5 โรงเรียนเดิมเข้าร่วม รวมกับตัวแทนโรงเรียนอื่นๆ เช่น โรงเรียนวัฒนธรรมพ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี โรงเรียนอิสลามบาเจาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส โรงเรียนสตรีอิสลามวิทยามูลนิธิ อ.เมือง จ.ยะลา เป็นต้น/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7352/16400242281_14239a0706_z_d.jpg" style="width: 550px; height: 413px;" //div divnbsp;/div divการอบรมครั้งนี้ได้ให้ความรู้เรื่องบทบาทและหน้าที่ของคณะกรรมการสภานักเรียน ความรู้ที่ทันสมัย ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชน กฎหมายเบื้องต้น สิทธิขั้นพื้นฐาน เป็นต้น โดยเชิญตัวแทนมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมและเครือข่ายอาสาสมัครผู้ช่วยทนายความมาให้ความรู้/div divnbsp;/div divหลังจากจัดอบรมไปแล้วปรากฏว่ามีอีกหลายโรงเรียนได้ขอให้จัดอบรมด้วย แต่ปัญหาคือทาง Jaris ไม่มีงบประมาณดำเนินการ เพราะการจัดอบรมที่ผ่านมาใช้เงินบริจาคเท่านั้น/div divnbsp;/div divถึงแม้ Jaris มีงบประมาณจำกัด แต่ด้วยความที่ทีมงานต้องการพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการสภานักเรียน จึงประสานงานกับวิทยาลัยประชาชนให้สนับสนุนการจัดอบรมอีกครั้ง ระหว่างวันที่ 23 – 25 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา ที่ Poksu Homestay ริมหาดตะโละกาโปร์ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ทั้งงบประมาณและวิทยากร/div divnbsp;/div divนายมูฮำหมัดคอยรี บอกด้วยว่า จากการถอดบทเรียนในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา พบว่า Jaris เองยังไม่มีเป้าหมายหรือยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน แต่มีจิตอาสาที่จะเข้ามาทำงานตรงนี้ ดังนั้นการจัดอบรมครั้งล่าสุดนี้ก็เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์และเป้าหมายของ Jaris ให้ชัดเจนมากขึ้น/div divnbsp;/div divเมื่อถามว่าอะไรคือเป้าหมายของ Jaris นายมูฮำหมัดคอยรี ตอบว่า “เราต้องการสร้างพื้นที่กลางสำหรับสภานักเรียนปาตานีได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกันในประเด็กต่างๆ เพื่อให้สภานักเรียนในฐานะเยาวชนปาตานีได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาสังคม ปัญหายาเสพติด ปัญหาความขัดแย้งและอื่นๆ รวมทั้งการสร้างคณะกรรมการสภานักเรียนรุ่นใหม่ๆ ที่มีคุณภาพ”/div divnbsp;/div divส่วนในอนาคตวางแผนไว้ว่า Jaris จะจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ มีสำนักงานและมีคนทำงานมากขึ้น และเพิ่มเครือข่ายให้มากขึ้นด้วย/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/e0z6CA8kHAM" height="1" width="1" alt=""/

กรมการปกครองมีหนังสือด่วนคุมข้าราชการโพสต์หมิ่นเบื้องสูง

Fri, 30/01/2015 - 18:49
divอธิบดีกรมการปกครองร่อนหนังสือถึงผู้ว่าราชการทั่วประเทศ ควบคุมข้าราชการใช้คอมพิวเตอร์ของราชการในการเล่นโซเชียล์มีเดีย ป้องกันโพสต์หมิ่นเบื้องสูง/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div30 ม.ค. 2558 a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20150130/632026/%E0%B8%A1%E0%B8%97.%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%A3%E0%B8%81.%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9A%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87.html"เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ/aรายงานว่า กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยได้มีหนังสือด่วนที่สุดออกมาเมื่อวันที่ 28 ม.ค. ที่ผ่านมา เรื่อง "แนวทางการใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องมือสื่อสารของทางราชการ" โดยระบุแนวทางของทางราชการกรมการปกครองว่า ให้บุคลากรใช้คอมพิเตอร์หรือเครื่องมือสื่อสารของทางราชการเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ห้ามไม่ให้บุคลากรใช้คอมพิวเตอร์ ในทางส่วนตัวที่ใช้โปรแกรม โซเชียลมีเดีย เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ หรือการส่งอีเมลล์ ที่เข้าข่ายความผิดอาญา และให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นควบคุมดูแลการใช้คอมพิวเตอร์ หากมีบุคลากรกระทำความผิด จะถือเป็นความบกพร่องของผู้บังคับบัญชาด้วย/div divnbsp;/div divด้านนายกฤษฎา บุญราช อธิบดีกรมการปกครอง (ปค.) กล่าวว่า การออกหนังสือดังกล่าว เนื่องจากเมื่อช่วงต้นเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา มีข้าราชการฝ่ายปกครอง อ.เมือง จ.สระแก้ว ใช้ชื่อเฟซบุ๊ก “UnchaUnyo” เผยแพร่รูปภาพ และข้อความที่มีลักษณะหมิ่นสถาบันเบื้องสูง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินคดี ซึ่งต้องดูผลของรูปคดีว่าจะออกมาเป็นอย่างไร หากมีความผิดก็ต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางระเบียบราชการต่อไป อย่างไรก็ตามการออกหนังสือดังกล่าว ไม่ใช่เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพแต่เป็นการป้องกันไม่ให้ใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องมือสื่อของทางราชการ ไปในทางที่ส่อให้เกิดความเสียหาย/div divnbsp;/div divนายกฎษฎา ได้กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีการสอบคัดเลือกข้าราชการเพื่อเข้ารับการศึกษาอบรบหลักสูตรนายอำเภอ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557ว่า ขณะนี้ มีผู้ขอยื่นคำร้อง 12 ราย อาทิ ข้อสอบไม่ชัดเจน ทั้งนี้ หลังวันที่ 3 ก.พ.จะมีการรวบรวมคำร้อง พร้อมทั้งจะมีการชี้แจง หากคำร้องเกี่ยวข้องกับข้อสอบ โดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ส่วนคำร้องที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบ กรมการปกครองจะเป็นชี้แจง ขณะที่ คำร้องต่างๆ ที่เกี่ยวกับการทุจริตในการสอบ ม.ธรรมศาสตร์จะเป็นผู้รับผิดชอบ/div divnbsp;/div div"การสอบครั้งนี้ดูยุ่งยาก เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่เปิดให้ดูคะแนน ภายหลังการสอบ เพื่อให้ผู้สอบสามารถท้วงติงได้ ทั้งนี้เพื่อความโปร่งใส หากหลังการชี้แจงแล้ว ผู้สอบยังไม่พอใจก็สามารถไปฟ้องต่อศาลปกครองได้"นายกฤษฎา กล่าว/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/weZORUktp2g" height="1" width="1" alt=""/

คปก.เสนอแยกศาลแรงงานออกจากศาลยุติธรรม แนะต้องปฏิรูปทั้งระบบ

Fri, 30/01/2015 - 17:52
p!--break--!--break--/p div30 มกราคม 2558 nbsp;คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) นำโดย ศ.ดร.คณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะเรื่อง “กระบวนการยุติธรรมด้านแรงงานในระบบศาลคู่” โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายแรงงานเข้าร่วมอภิปรายอาทิ ตุลากาศาลปกครองสูงสุด ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เป็นต้น ทั้งนี้ คปก.ได้ยื่นข้อเสนอกรอบการยกร่างรัฐธรรมนูญต่อนายกรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาปฏิรูปแห่งชาติไปเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา โดยในส่วนของกระบวนการยุติธรรมด้านแรงงานนั้นคปก.เสนอให้มีการแยกศาลแรงงานออกจากศาลยุติธรรม เช่นเดียวกับที่มีการแยกศาลปกครองออกจากศาลยุติธรรมตามระบบศาลคู่ของประเทศไทยnbsp;/div divnbsp;/div divศ.ดร.คณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เปิดเผยว่า การแยกศาลแรงงานออกจากศาลยุติธรรมนั้นเพื่อให้ผู้พิพากษาศาลแรงงานมีความเชี่ยวชาญในการพิจารณาคดีแรงงานที่มีลักษณะคดีแตกต่างจากคดีในศาลยุติธรรมทั่วไป อีกทั้งจะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนวิธีพิจารณาคดีแรงงานให้ผู้พิพากษาศาลแรงงานลงมาตรวจสอบค้นหาความจริงให้ได้มากที่สุด เนื่องจากคำพิพากษาคดีแรงงานมีความสำคัญและมีผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง และจะต้องเน้นระบบการพิจารณาคดีแบบไต่สวน โดยจะต้องวางแนวทางให้ศาลชั้นต้นมีลักษณะเป็นศาลพิจารณา (Trial Court) ที่มีประสิทธิภาพเพื่อให้ข้อเท็จจริงยุติที่ศาลชั้นต้นnbsp;/div divnbsp;/div divด้าน นางสาวฉันทนา เจริญศักดิ์ ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2558 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติหลักการร่างพรบ.เกี่ยวกับระบบการอุทธรณ์และฎีการวม 9 ฉบับ โดยมี ร่างพรบ.จัดตั้งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ พ.ศ....และร่างพรบ.จัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน (ฉบับที่..) พ.ศ....(แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การอุทธรณ์และฎีกา) โดยมีสาระสำคัญเป็นการจัดตั้งศาลอุทธรณ์คดีแรงงานขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาปริมาณคดีแรงงานที่ค้างอยู่เป็นจำนวนมากในศาลฎีกาแผนกคดีแรงงาน อีกทั้งยังกำหนดระยะเวลาในการพิจารณาคดีไว้เพื่อลดปัญหาความล่าช้าในการพิจารณาคดี อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายดังกล่าวยังเปิดช่องให้มีการฎีกาคดีแรงงานได้โดยการ “ขออนุญาต” ในกรณีเป็นคดีที่อาจกระทบต่อการพัฒนากฎหมายที่เป็นปัญหาสำคัญnbsp;/div divnbsp;/div divการประชุมในครั้งนี้ ดร.ต่อพงศ์ กิตติยานุพงศ์ ได้นำเสนอผลการศึกษา เรื่อง “การพัฒนากระบวนวิธีพิจารณาคดีแรงงานในระบบไต่สวน” โดยมีข้อเสนอว่าหากจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในศาลแรงงานปัจจุบันจะต้องมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงกระบวนวิธีพิจารณาคดีแรงงานที่จะต้องแตกต่างจากศาลยุติธรรม ซึ่งรวมถึงคุณสมบัติของผู้พิพากษาศาลแรงงานที่จะต้องสร้างให้มีความรู้ความเข้าใจและมีความเชี่ยวชาญในคดีแรงงานอย่างแท้จริง nbsp;/div divnbsp;/div divนายสมชัย วัฒนการุณ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด กล่าวแสดงความเห็นว่า ประเด็นสำคัญที่จะต้องพิจารณาในการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีแรงงานนั้นจะต้องพิจารณาว่าเมื่อแก้ไขแล้วจะอำนวยให้เกิดความยุติธรรมในสังคมได้หรือไม่ และสิ่งที่ศาลยุติธรรมแก้ไขในแนวทางดังกล่าวนั้นตอบโจทย์กระบวนยุติธรรมทั้งระบบหรือไม่ ทั้งนี้มองว่าโครงสร้างของศาลยุติธรรมในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายผู้พิพากษานั้นไม่อำนวยต่อการสร้างความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้กับผู้พิพากษาศาลแรงงาน และการจะนำกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้กับคดีแรงงานควรมีขอบเขตและคำนึงถึงความสอดคล้องกับลักษณะของคดีแรงงานด้วย อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการพิจารณาคดีของศาลแรงงานเป็นเรื่องสำคัญหากจะแก้ไขต้องคำนึงถึงปัญหาทั้งโครงสร้างรวมถึงสภาพที่เกิดขึ้นจริงของศาลแรงงานในทางปฏิบัติด้วยnbsp;/div divnbsp;/div divด้านศ.เกษมสันต์ วิลาวรรณ กรรมการกฤษฎีกาคณะที่ 9 และอดีตผู้พิพากษาอาวุโส ศาลแรงงานกลาง เปิดเผยว่า ความพยายามแรกเริ่มในการจัดตั้งศาลแรงงานคือต้องการให้เป็นศาลที่มีความแตกต่างจากศาลยุติธรรม โดยวางระบบให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านทั้งวิธีพิจารณาคดีและระบบของผู้พิพากษา ศ.เกษมสันต์กล่าวแสดงความเห็นด้วยต่อข้อเสนอในการแยกศาลแรงงานออกจากศาลยุติธรรมเช่นที่ศาลปกครองแยกออกมาเป็นอึกศาลหนึ่งตามระบบศาลคู่ อย่างไรก็ตาม หากจะทำให้เกิดผลจริงในทางปฏิบัตินั้นอาจเป็นไปได้ยาก สิ่งสำคัญคือต้องเข้าไปดูในเนื้อหาสาระการปฏิบัติของศาลแรงงานให้ยึดในระบบไต่สวน เนื่องจากเป็นระบบที่เหมาะสมกับวิธีพิจารณาคดีแรงงานในการทำให้ได้มาซึ่งข้อเท็จจริงที่มากกว่าและเป็นประโยชน์กว่าระบบกล่าวหา โดยจะต้องมีความยึดโยงความจริงของข้อเท็จจริงให้มากเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาคดี ซึ่งศาลแรงงานเองก็ได้มีความพยายามที่จะให้ผู้พิพากษาเป็นผู้ดำเนินการตรวจพยานหลักฐานต่างๆ ซึ่งก็เป็นไปตามแนวทางของคปก.ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ อยากให้ทุกฝ่ายทำความเข้าใจต่อกระบวนการไกล่เกลี่ยว่าโดยหลักการเป็นเรื่องที่ต่างฝ่ายต่างต้องมีเจตนาที่จะร่วมกันให้เกิดความตกลงกันได้ด้วยความสมัครใจ อย่างไรก็ตาม การวางแนวทางของศาลแรงงานนั้นเห็นว่าหากบัญญัติได้ในระดับรัฐธรรมนูญจะเป็นการดี/div divnbsp;/div divทางภาคเอกชนนั้นนายชัยปิติ ม่วงกูล กรรมการกฎหมายสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หากจะมีการปฏิรูปกระบวนการแรงงานนั้นควรมองเชื่อมโยงในเรื่องเศรษฐกิจและการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน (AEC) ด้วย เนื่องจากในทางการค้าระหว่างประเทศนั้นหากมีคดีแรงงานเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั้งระดับภายในประเทศและระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ในอนาคตคาดว่าปัญหาคดีแรงงานจะมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นด้วย/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ นางสาววิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ได้กล่าวว่า ปัญหาที่ผู้ใช้แรงงานประสบนั้นมีทั้งปัญหาความล่าช้าในการพิจารณาคดี และในช่วงหลังจากผู้ใช้แรงงานถูกนายจ้างเลิกจ้าง อย่างไรก็ตาม มีความเห็นว่าการไกล่เกลี่ยในศาลแรงงานควรเป็นไปเพื่อให้เกิดการยอมความกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้างอย่างแท้จริงบนหลักการที่ไม่ทำให้ลูกจ้างได้รับสิทธิที่น้อยลง และเห็นว่าการจัดตั้งศาลแรงงานโดยเฉพาะนั้นยังคงมีความสำคัญ/div divnbsp;/div divทั้งนี้ ทางคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายจะรวบรวมความเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุมรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้นำไปประมวลผลและจัดทำเป็นข้อเสนอในระดับรัฐธรรมนูญต่อไป เพื่อให้เกิดการพัฒนาทั้งระดับองค์กรและตัวบุคคลในกระบวนการยุติธรรมด้านแรงงาน/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/jFSV3QuisDQ" height="1" width="1" alt=""/

กวีประชาไท: สิทธิความเป็นคน

Fri, 30/01/2015 - 17:23
!--break--!--break-- pimg alt="lt;--break- /" src="/sites/default/modules/wysiwyg/plugins/break/images/spacer.gif" title="lt;--break--"/p pnbsp;/p pภาพความคิดความฝันแสนบรรเจิwbrดbr /จะพริ้งเพริศเพียงใดก็ไร้ค่wbrาbr /สิทธิความเป็นคนบนมายาbr /ถูกกดขี่บีฑาด้วยโทษทัณฑ์br /br /เมื่อมุ่งหมายป้ายความผิดปิwbrดทางสู้br /ด้วยลบหลู่ก้าวล่วงสรวงสวรรwbrค์br /จึ่งทวยเทพเทวามารวมกันbr /แล้วฟาดฟันฟันฟาดจนขาดใจbr /br /ด้วยสิทธิ์เสียงเพียงไพร่ไรwbr้แรงต้านbr /ตุลาการแปลงสารสร้างเงื่อนไwbrขbr /สิทธิการประกันตนบนหลักใดbr /ฤากดไว้ให้บอบช้ำต้องจำยอม/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pภาพความคิดความฝันแสนบรรเจิwbrด/wbr/p pจะพริ้งเพริศเพียงใดก็ไร้ค่wbrาbr /สิทธิความเป็นคนบนมายาbr /ถูกกดขี่บีฑาด้วยโทษทัณฑ์br /br /เมื่อมุ่งหมายป้ายความผิดปิwbrดทางสู้br /ด้วยลบหลู่ก้าวล่วงสรวงสวรรwbrค์br /จึ่งทวยเทพเทวามารวมกันbr /แล้วฟาดฟันฟันฟาดจนขาดใจbr /br /ด้วยสิทธิ์เสียงเพียงไพร่ไรwbr้แรงต้านbr /ตุลาการแปลงสารสร้างเงื่อนไwbrขbr /สิทธิการประกันตนบนหลักใดbr /ฤากดไว้ให้บอบช้ำต้องจำยอม/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p..........................wbr..................br /br /สมยศ ชีวิตที่ผ่านไป 2 ปีในคุมขังbr /กับความผิดที่ถูกยัดเยียดbr /br /แสดงออกอย่างชัดแจ้งถึงสิทธwbrิความเป็นคนbr /ของพลเมืองประเทศตอแหล/wbr/wbr/p pnbsp;/p pnbsp;/p p๐๐๐๐/p pข้าพเจ้าคุ้นเคยกับคุณสมยศตั้งแต่ปี 2549 หลังทหารยึดอำนาจbr /พบปะแลกเปลี่ยนความคิดกันหลายครั้งในหลายกิจกรรมbr /ขอชื่นชมที่คุณสุกัญญาและลูกชายมีความเข้มแข็ง สง่างามในสังคมbr /ยังระลึกถึงคุณสมยศเสมอ/p pวันหนึ่งข้างหน้าเราคงได้พบกันพร้อมๆกับคุณสมยศ/p pPaul Unter/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/w_ki5CN0klo" height="1" width="1" alt=""/

คณะกรรมการสิทธิค้านควบรวมกับผู้ตรวจการแผ่นดิน

Fri, 30/01/2015 - 17:15
divคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติออกแถลงการณ์เรื่องการยกร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบรวมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกับผู้ตรวจการแผ่นดิน ระบุงานของกรรมการสิทธิฯ มีชัดเจนแตกต่างจากองค์กรอื่น ส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนเป็นที่ตั้งตามกลไกของสหประชาชาติ/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div30 ม.ค. 2558 nbsp;คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติออกแถลงการณ์เรื่อง การยกร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบรวมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกับผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมีรายละเอียด nbsp;ดังนี้/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"strongแถลงการณ์คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ/strong/div div style="text-align: center;"strongเรื่อง การยกร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบรวม/strong/div div style="text-align: center;"strongคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกับผู้ตรวจการแผ่นดิน/strong/div divnbsp;/div divตามที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนและมีการเผยแพร่ กรณีโฆษกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้แถลงข่าวว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในการประชุม เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2558 nbsp;ได้พิจารณาการยกร่างรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวข้องกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ nbsp;โดยมีมติให้ตั้งคณะทำงานศึกษาข้อดีข้อเสียในการควบรวมองค์กรคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกับผู้ตรวจการแผ่นดินเข้าด้วยกัน nbsp;เนื่องจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่าอำนาจหน้าที่ของทั้งสององค์กรมีความซ้ำซ้อนกันอยู่ โดยให้คณะทำงานรับฟังความเห็นและข้อมูลจากองค์กรที่เกี่ยวข้องด้วยนั้น/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divกสม. ขอเรียนว่า แนวคิดที่จะพิจารณาเรื่องการควบรวมคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติกับผู้ตรวจการแผ่นดินเข้าด้วยกันนั้น อาจสื่อความหมายว่ารัฐบาลให้ความสำคัญต่อการส่งเสริม nbsp;คุ้มครองสิทธิมนุษยชนแตกต่างไปจากเดิม อย่างไรก็ตาม nbsp;กสม. มีความเห็นต่อประเด็นดังกล่าว nbsp;ดังนี้/div divnbsp;/div div1. อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีลักษณะที่ชัดเจน และแตกต่างจากองค์กรอื่น กล่าวคือ nbsp;คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีหน้าที่ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคของบุคคลที่ได้รับการรับรองหรือคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ หรือตามกฎหมายไทย หรือดำเนินงานให้เป็นไปตามสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมีพันธกรณีที่จะต้องปฏิบัติตาม และเป็นไปตามหลักการปารีส (Paris Principle) รวมถึงเสนอแนะนโยบาย ข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับต่อรัฐสภา และคณะรัฐมนตรี nbsp;เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือและการประสานงานระหว่าง nbsp; หน่วยราชการ องค์การเอกชน และ องค์การอื่นใดด้านสิทธิมนุษยชนเป็นสำคัญ nbsp;nbsp;/div divnbsp;/div divทั้งนี้จะเห็นได้ว่า ขอบเขตงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมุ่งไปที่การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนเป็นที่ตั้ง nbsp;และมีหน้าที่ตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกกรณีไม่ว่าผู้กระทำละเมิดจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานใด ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของรัฐ nbsp;หรือเอกชนก็ตาม nbsp;และไม่จำกัดว่าการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือหน่วยงานดังกล่าวนั้นจะชอบด้วยกฎหมาย nbsp;แต่มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม nbsp;ย่อมอยู่ในขอบเขตการทำหน้าที่ของ กสม. ทั้งสิ้น โดยเฉพาะอำนาจหน้าที่ที่สำคัญในการตรวจสอบการกระทำหรือละเลยการกระทำ nbsp;ซึ่งไม่เป็นไปตามพันธกรณีระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และไม่มีองค์กรอื่นตรวจสอบ nbsp;นอกจาก กสม. เท่านั้น โดยเป็นไปตามกลไกของสหประชาชาติ/div divnbsp;/div div2. กรณีที่กล่าวถึงความซ้ำซ้อนระหว่าง กสม. และผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นเรื่องขั้นตอน วิธีการในการตรวจสอบข้อร้องเรียน ถึงแม้ว่าจะดูเสมือนหนึ่งว่ามีความคล้ายคลึงกันในทางสอบสวนหาข้อเท็จจริงตามคำร้องเรียน nbsp;แต่การทำหน้าที่ดังกล่าว มิได้ซ้ำซ้อนกันในเรื่องของอำนาจหน้าที่ตามภารกิจแต่อย่างใด อีกทั้งการทำหน้าที่ขององค์กรทั้งสองในการตรวจสอบนั้นจะก่อให้เกิดผลดีที่ทุกคำร้องเรียนจะได้รับการตรวจสอบในบริบทและมิติที่แตกต่างกัน/div divnbsp;/div divดังนั้น ปัจจัยสำคัญในการพิจารณาว่าควรควบรวมสององค์กรดังกล่าวเข้าด้วยกันหรือไม่ ไม่ควรนำวิธีการทำงานของแต่ละองค์กรมาเป็นเหตุผลในการสรุปว่ามีอำนาจหน้าที่ซ้ำซ้อนกันหรือไม่ nbsp; เพราะแม้ว่าทั้งสององค์กรจะมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียน nbsp;แต่เป้าหมายในการตรวจสอบหรือการวินิจฉัยตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละองค์กรมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง nbsp;อีกทั้งย่อมเป็นผลดีต่อสังคมและประชาชนที่จะพึงได้รับประโยชน์จากการทำหน้าที่ที่แตกต่างกันดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นnbsp;/div divnbsp;/div div3. การบริหารจัดการองค์กร บุคลากร และทรัพยากร กล่าวคือ สำนักงาน กสม. เป็นหน่วยงานอิสระที่มีโครงสร้างเป็นราชการสังกัดคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีหน้าที่สนับสนุนการดำเนินงานของ กสม. และฐานะองค์กรไม่ขึ้นตรงต่อฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) หรือฝ่ายอื่นใดทั้งสิ้น และได้มุ่งเน้นในการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่ให้สอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ขององค์กรมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากล nbsp;ส่วนสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นหน่วยงานอิสระที่มีพนักงานของรัฐในการสนับสนุนการดำเนินงานของผู้ตรวจการแผ่นดิน ดังนั้นการบริหารจัดการองค์กร บุคลากร โดยรวมสำนักงานทั้งสองเข้าด้วยกันอาจมีกรณีที่เป็นปัญหาในการบริหารจัดการ ซึ่งมีลักษณะเป็นองค์กรคนละรูปแบบตามที่กล่าว/div divnbsp;/div divคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ยินดีที่จะส่งผู้แทนไปร่วมเสนอข้อมูลและความเห็นในรายละเอียดเกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียในการควบรวมองค์กรดังกล่าวต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญหรือคณะทำงานที่เกี่ยวข้องต่อไป nbsp;ในประการสำคัญ กสม. เห็นด้วยว่า ควรจะได้มีการปรับปรุงองค์ประกอบ nbsp;อำนาจหน้าที่ และประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็วอย่างต่อเนื่องและเป็นธรรม เป็นที่คาดหวังและเชื่อมั่นของประชาชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้สมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ/div divnbsp;/div divคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ/div div30 nbsp;มกราคม nbsp;2558 nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;nbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/kCRT-IGHfE4" height="1" width="1" alt=""/

จันจิรา สมบัติพูนศิริ : ทำความเข้าใจการเสียดสีผ่านพื้นที่ทางประวัติศาสตร์

Fri, 30/01/2015 - 16:59
pถอดคำบรรยายฉบับเต็ม งานเสวนาทำความเข้าใจปรากฏการณ์ Charlie Hebdo ในประเทศฝรั่งเศส จันจิรา ชี้ หากจะเข้าใจชาร์ลี ต้องเข้าใจพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมการเสียดสีของยุโรป/p p!--break--!--break--/p pimg alt="lt;--break- /" src="/sites/default/modules/wysiwyg/plugins/break/images/spacer.gif" title="lt;--break--"/p pหมายเหตุ : เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2558 ที่ห้อง ร.102nbsp; ชั้น 1 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ได้มีการจัดงานเสวนาวิชาการ “ทำความเข้าใจปรากฎการณ์ Charlie Hebdo ในประเทศฝรั่งเศส” โดยคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีวิทยากรทั้งหมด 3 คน ประกอบด้วย ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และจันจิรา สมบัติพูนศิริ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย จิติภัทร พูนขำ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภายในงานมีผู้สนใจเข้าร่วมการเสวนา ราว 150 คน/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8646/15773871434_3c4c290288.jpg" //p pประชาไทถอดความคำบรรยายฉบับเต็มของวิทยากรแต่ละคน รวมทั้งช่วงตอบคำถาม แบ่งเป็น 4 ตอน โดยในตอนนี้เป็นคำบรรยายของ จันจิรา สมบัติพูนศิริ/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8574/15781032513_ec9e54f8dc.jpg" //p pstrongspan style="color:#0000ff;"จันจิรา สมบัติพูนศิริ : พื้นที่ทางประวัติศาสตร์ กับความหวาดกลัวของยุโรป/span/strong/p pstrongspan style="color:#ffa500;"พื้นที่ทางประวัติศาสตร์ และวัฒธรรมการเสียดสีในยุโรป/span/strong/p pเนื่องจากตัวเองเป็นผู้สอนวิชายุโรป และได้ทำงานวิจัยเรื่องอารมณ์ขัน เลยอยากพาดูยุโรปในฐานะพื้นที่ทางประวัติศาสตร์และพื้นที่ทางวัฒนธรรมคู่กับพัฒนาการของการสีเสียด (satire) ดังที่จะเห็นได้จากกรณี Charlie Hebdo ว่าตรงนั้นมันสะท้อนให้เห็นภาวะทางอารมณ์ และการปะทะกันของพื้นที่ทางวัฒนธรรมในยุโรปขณะนี้อย่างไรซึ่งอาจารย์ชัยวัฒน์ได้กล่าวไว้ถึงเรื่องความกลัวในยุโรปเราจะมาดูกันว่าเป็นอย่างไร/p pCharlie Hebdo เป็นนิตยสารการ์ตูน ที่ทำการ์ตูนล้อเลียนโดยเป้าหมายที่สำคัญคือ ศาสนา ดังจะเห็นได้ว่าทุกศาสดาของทุกศาสนาโดนล้อเลียนหมด ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า Charlie Hebdo เป็นนิตยสารที่ไม่พยายามพูดในสิ่งที่ถูกต้องทางการเมือง(politically incorrect) อะไรก็ตามที่เราเห็นว่าเป็นเรื่องที่เราควรจะเคารพความแตกต่างทางศาสนา ควรจะเคารพเรื่องเพศ ควรจะเคารพเรื่องหลักจริยศาสตร์ บางอย่างในสังคม/p pสิ่งที่ Charlie Hebdo ทำคือการข้าม หรือท้าทายเส้นเหล่านี้ ที่สังคมบอกว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่เสรีภาพในการแสดงออก (Freedom of Expression) แต่ว่าสิ่งที่ชาร์ลีเอ็บโดทำคือการล้ำเส้น a joke too far การจะมาถึงจุดนี้ได้ เราต้องมองตัวการสีเสียด ในสิ่งที่ชาร์ลีเอ็บโดทำว่ามีรากในยุโรป ซึ่งทำให้เรามองเห็นเป็นกระจกของวิธีคิดเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกในยุโรปได้เหมือนกัน/p pการสีเสียด มีที่มาจากนิยายปรัมปราของกรีซจากเทพเจ้าไดโอนีซุส (Dionysus) คือตัวไดโอนีซุสเป็นเทพแห่งการทำลายล้างคือ ทำลายล้าง establishment อะไรที่สังคมยึดถือ เป็นธรรมเนียม เป็นจรรยา เป็นสิ่งที่ดีงาม ตัวไดโอนีซุสมีแนวโน้มที่จะล้อเลียนและถากถาง ทำให้เห็นว่า สิ่งที่เราเห็นว่าดีงามอีกหน้าหนึ่งมันคืออะไร เพราะฉะนั้นตัวไดโอนีซุสเองต่อมาจึงเป็นที่มาของเทศกาลที่เรียกว่า dionysian rites ซึ่งคือการเฉลิมฉลองการละเมิดหลักศีลธรรมจรรยาในสังคมเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ในช่วงพิธีกรรมนั้น/p pกระทั่งถึงช่วงยุคกลางในยุโรปที่ศาสนาคริสต์มีบทบาทมากขึ้นพิธีกรรมนี้ได้ถูกห้าม ถึงขั้นห้ามหัวเราะที่เกินงามมากๆ ซึ่งการหัวเราะที่เกินงามมากๆ มันจะบ่อนทำลายศาสนา คุณต้องเป็นศาสนิกที่สำรวม โดยตัวศาสนาคริสต์เองในช่วงแรกได้รับอิทธิพลมาจากพิธีกรรมไดโอนีเซียนเล็กน้อย จะมีพิธีกรรมอย่างเทศกาลตูดคือ พิธีกรรมที่อนุญาตให้คนละเมิดเกณฑ์ทางสังคมบางอย่างที่คนยึดถือกัน รวมถึงทำลายขั้นของชนชั้นบางอย่างในสังคมลง เช่นมีการสลับบทบาท ผู้ชายแต่งเป็นผู้หญิงในพิธีกรรมนั้น ผู้หญิงแต่งเป็นผู้ชายและทำพฤติกรรมแบบผู้ชายได้ พระเองก็ทำพฤติกรรมเช่นฆราวาสพฤติกรรมอย่างเช่นเต้นรำ ร้องเพลง ดื่มเหล้า นี่คือทำให้เห็นว่าการสีเสียดมันพัฒนามา โดยมีรากฐานแบบนี้ nbsp;/p pในช่วงที่ยุโรปผ่านยุคกลางมามันกลายเป็นว่า การถางถางเสียดสีมันเปลี่ยนไปจากตัวพฤติกรรมกลายมาเป็น คำพูด ฉะนั้นคำพูด จึงเป็นคำพูดที่มาพร้อมๆ กับภูมิปัญญา และความฉลาด ซึ่งมันแสดงว่าถ้าคุณต้องการมีบทสนทนากับคู่สนทนาได้ในร้านน้ำชาในช่วงที่ยุโรปผ่านยุคกลางมาแล้ว คุณจะต้องมีบทสนทนาที่ชาญฉลาด เป็นการพูดจาตลกๆ ที่มันฉลาดๆ ได้ เพราะฉะนั้นการสีเสียดมันถูกเห็นเป็นเครื่องมือของปัญญาชนบางอย่าง เช่นจะเห็นได้จากขบวนการปัญญาชนบางอย่างที่ต่อต้านฝ่าย establishment ทั้งหลายใช้การเสียดสีล้อเลียนลงในสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งหมายความว่าตัวการล้อเลียนเองมันแบกเอากระเป๋าทางประวัติศาสตร์อันนี้มาและเติบโตในบริบทใหญ่ในยุโรปซึ่งมันสู้กับศาสนา ทีนี้เวลาที่คุณสู้กับศาสนาเครื่องมืออันหนึ่งที่คนชอบใช้กันคือ การเสียดสีมันทำให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นสิ่งที่ไม่ศักดิ์สิทธิ์ การสู้กับศาสนจักรที่ใหญ่ การเสียดสีล้อเลียนมันจึงมีบทบาทแบบนี้ ตลกเสียดสีแบบนี้มันเป็น การต่อต้านอำนาจในยุโรป เป็นการต่อสู้เพื่อจะหลุดพ้นยุคกลาง ซึ่งอำนาจที่ต่อสู้ด้วยคือ อำนาจจากศาสนจักร/p pตอนที่ดิฉัน อ่านบทความของอาจารย์ ‘ชัยวัฒน์’ จบ ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่ส่งจดหมายไปหาอาจารย์ชัยวัฒน์ คือเวลาที่อาจารย์เรียกร้องให้มีการเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ อยากให้มีพื้นที่ที่ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นพื้นที่ซึ่งเราจะไม่ไปแตะต้องด้วยตลกล้อเลียน คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ เหตุการณ์เกิดขึ้นในพื้นที่ซึ่งคือยุโรป สิ่งที่เกิดขึ้นคือ คุณกำลังเอาโลกทัศน์แบบที่ยุโรปบอกว่าผ่านมาแล้ว เคยต่อสู้จนสิ้นสุดไปแล้วกับศาสนา แล้วก็บอกว่าโลกทัศน์แบบนี้มันกลับมาใหม่ เพราะฉะนั้นคนในยุโรปจึงไม่ยอมเพราะ เขาให้พื้นที่กับโลกแบบยุคกลางไม่ได้/p pสิ่งสำคัญคือ เราต้องดูว่าการล้อเลียนเสียดสีมันเกิดขึ้นที่ไหน คือเกิดขึ้นที่พื้นที่ในยุโรป พื้นที่ทางประวัติศาสตร์มันเป็นแบบไหน คือมันเป็นประวัติศาสตร์ที่อาศัย joke อาศัยการเสียดสีล้อเลียนในการสู้กับศาสนจักร ฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ยอมรับในเสรีภาพในการแสดงออกแล้ว สังคมมันเจริญก้าวหน้าแล้ว การที่จะให้กลับไปยอมรับการเคารพรูปปั้น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เท่ากับว่าเป็นการพาสังคมสู่การก้าวถอยหลังกลับไป จึงอยากพาให้ดูภาพใหญ่ในยุโรปซึ่งไปไกลกว่าดีเบทเรื่องเสรีภาพในการสื่อสารเสรีภาพในการแสดงความเห็น สิ่งที่เกิดขึ้นกับ Charlie Hebdo มันเป็นการเตะหมาเข้าปากหมู ต้องบอกว่าตอนนี้ยุโรปมีความกลัวเรื่องความเสื่อม การตกต่ำของอำนาจยุโรป/p pstrongspan style="color:#ffa500;"ความกลัวของยุโรป และความล้มเหลวในการสร้างสังคมที่มีความหมาย กับคนหลายกลุ่ม/span/strong/p pความกลัวประจวบเหมาะกับกระแสชาวมุสลิม ที่อพยพมาจากแอลจีเรีย ซึ่งเคยเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ทั้งหมดนี้ทำให้ชาวยุโรปจำนวนหนึ่งมีท่าทีที่จะมองว่าเป็น Islamization มีนวนิยายเล่มหนึ่งที่เพิ่งเขียนขึ้นมาและเป็นประเด็นให้โต้เถียงกันมาก็คือในเนื้อหามันพูดถึงว่าฝรั่งเศสในปี 2022 จะมีประธานาธิบดีเป็นชาวมุสลิมคนแรกและบังคับใช้กฎหมายชารีอะฮ์ ทีนี้ข้อสรุปของนักเขียนไม่ได้เป็นข้อสรุปแบบฝ่ายขวาที่กลัวชาวมุสลิม แต่ข้อสรุปของเขาคือ สมมุติว่าความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ ถ้ามันมีการบังคับใช้กฎหมายแบบนี้ มันจะจำกัดพวกนายทุนหน้าเลือดได้หรือไม่ นี่คือโจทย์ของเขา แต่พวกฝ่ายขวาเอานวนิยายเล่มนี้ไปตีความในอีกแบบหนึ่งว่า เราจะถูกกระแสอิสลามครอบงำยุโรป ทำไงดีว่ะ ซึ่งอาการ paranoid นี่มันประจวบกับอาการกลัวการตกต่ำของอารยะธรรมยุโรปขนานใหญ่/p pการเกิดกรณีที่สื่ออย่าง Charlie Hebdo ถูกโจมตี ยิ่งเป็นการตอกย้ำในจินตนาการของฝ่ายขวาในยุโรปให้พวกเค้ารู้สึกจริงยิ่งขึ้น ตอนแรกเพียงแค่กลัวกระแสผู้อพยพชาวมุสลิม ทั้งๆ ที่ชาวมุสลิมในฝรั่งเศส และในปารีสเองเป็น คนกลุ่มน้อยมาก มีฐานะยากจนไม่ได้รับสวัสดิการอย่างเท่าเทียมกับชาวฝรั่งเศสเอง ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มันต้องข้ามกับจินตนาการที่มีของผู่คนในฝรั่งเศส และในยุโรป/p pนั่นหมายความว่าตอนนี้เรากำลังเผชิญกับ Fundamentalism กับ extremism ทั้งสองฝ่าย สิ่งที่กำลังเจอคือ คนที่ส่องกระจกกันเอง เราจะเจอกับคนที่โกรธกับการถูกเหยียดหยาม โกรธกับการถูกhumiliated และใช้ความรุนแรงโต้กลับ และเมื่อเกิดเหตุแบบนี้ ยิ่งเป็นการเสริมจินตนาการว่าต่อไปนี้เราต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อเพื่อป้องกันการครอบงำบางอย่างของอิสลามในยุโรป เพราะฉะนั้นไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยว่าจะมีโพลล์ออกมาว่าในปี 2017 มีโอกาสที่ผู้นำทางฝ่ายขวาอย่าง ‘ฌอง-มารี เลอ เป็น’ อาจจะขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของฝรั่งเศส คนนี้เป็นฝ่ายขวาที่ไม่ใช่ ‘ซาร์กอซี’ ซึ่งเป็นฝ่ายขวากลาง หากว่าnbsp; ‘ฌอง-มารี เลอ เป็น’ ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีเมื่อไหร่ดอฉันคิดว่าชาวมุสลิมในฝรั่งเศสจะประสบความยุ่งยากไม่น้อย/p pฉะนั้นอยากที่ประเด็นไว้ประเด็นไว้อีกนิดหน่อยคือ เมื่อเช้าดิฉันอ่านข่าวและรู้สึกโกรธกับข่าวพระพม่ากลุ่ม 696 ซึ่งเป็นพระกลุ่มชาตินิยม ซึ่งออกมาพูดในสาธารณะว่า “ตัวแทน UN ที่เข้ามารายงานสถานการณ์ชาวโรฮิงญาในพม่าเป็น กระหรี่ คือเป็นการใช้ภาษา sexist ในการเหยียดคนไม่เห็นด้วยกับตนเอง คำถามก็คือ นี่มันไม่ใช่ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะในสังคมมุสลิม หรือเกิดขึ้นในสังคมยุโรปเท่านั้น แต่ภาวะแบบสุดโต่งแบบนี้นี้มันกำลังเกิดขึ้นในหลายที่ทั่วโลก ซึ่งมันสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกบางอย่างของคนในโลก มันสะท้อนความกลัว ความไม่แน่นอนในชะตากรรม และรวมถึงความล้มเหลวในการสร้างสังคมที่มีความหมายกับคนหลายกลุ่ม/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://prachatai.org/journal/2015/01/57663" target="_blank"ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ : ผมไม่ใช่ชาร์ลี.../a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/R6AOWD63PwQ" height="1" width="1" alt=""/

ฟลัดข้อความถล่มเพจ ‘โอบาม่า-สถานทูตเมกา’ ประกาศก้อง ‘เรามีความสุขกับกฎอัยการศึก’ เตือนอย่าเผือก

Fri, 30/01/2015 - 15:15
pผู้ใช้เฟซบุ๊กชาวไทยบางส่วนระดมโพสต์ข้อความซ้ำๆ เพจบารัค โอบามา และสถานเอกอัคราชทูตสหรัฐอเมริกา ยันคนไทยส่วนใหญ่ขอเตือนอเมริกาอย่าแทรกแซงกิจการภายใน ย้ำ ‘เรามีความสุขดีที่มีการใช้กฎอัยการศึก’/p p!--break--!--break--/p pหลังจาก แดเนียล รัสเซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ฝ่ายกิจการเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ปาฐกถาที่สถาบันศึกษาความมั่นคงและนานาชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 26 ม.ค.ที่ผ่านมา (a href="http://prachatai.org/journal/2015/01/57600"อ่านรายละเอียด/a) สร้างปฏิกิริยากับฝ่ายต่างๆ จำนวนมากทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย จนกระทั่ง ดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องเชิญ อุปทูตสหรัฐอเมริกา มาคุยเพื่อพูดคุย(a href="http://prachatai.org/journal/2015/01/57624"อ่านรายละเอียด/a) พร้อมแสดงความผิดหวังอย่างมาก ถือเป็นการแทรกเเซงการเมืองไทย/p pผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมาจนกระทั่งวันนี้(30 ม.ค.)ที่หน้าเฟซบุ๊กแฟนเพจ ‘a href="https://www.facebook.com/usembassybkk/"U.S. Embassy Bangkok/a’ ของสถานเอกอัคราชทูตสหรัฐอเมริกา ประจำประเทศไทย รวมทั้งเฟซบุ๊กเพจ ‘a href="https://www.facebook.com/barackobama/posts/10152867858306749"Barack Obama/a’ ของบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา มีผู้เข้าไปโพสต์ รวมทั้งแสดงความเห็นใต้โพสต์ของเพจดังกล่าว ด้วยข้อความซ้ำๆจำนวนมากว่า นี่คือราชอาณาจักรไทย เป็นประเทศอิสระ ที่สามารถจัดการเรื่องภายในได้ด้วยตัวเอง จึงไม่มีอะไรที่จะต้องเกี่ยวข้องกับคุณ มันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของคุณ พวกเราซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ขอเตือนอเมริกา อย่าแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย ในเรื่องที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก เรามีความสุขดีที่มีการใช้กฎหมายนี้/p p"Here is the Kingdom of Thailand. We are independent country. We can handle all our internal matters by ourselves. We have nothing to do with you. It’s none of your business. We, the majority of Thai people are warning you, don’t interfere in Thailand’s internal affairs regarding Martial Law. We are very happy with this law as it stands."/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8566/16213381518_096bf906d0_z.jpg" style="width: 600px; height: 546px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8676/16375040496_2237e592a7_o.jpg" style="width: 600px; height: 553px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"emตัวอย่างข้อความทั้ง 2 แฟนเพจ/em/span/p pอย่างไรก็ตามในเพจนี้ก็มีผู้เข้าไปแสดงความเห็นแย้งกับการโพสต์ข้อความดังกล่าวซ้ำๆ ด้วย/p pนอกจากนี้a href="http://hilight.kapook.com/view/115016"กระปุกออนไลน์/aรายงานด้วยว่า เฟซบุ๊ก V For Thailand ได้โพสต์ข้อความเชิญชวนให้นักรบไซเบอร์ทั้งหลาย ทำกิจกรรมบทเรียนสั่งสอนสหรัฐอเมริกา ด้วยการขอให้ทุกคนเข้าไปที่เฟซบุ๊กทั้ง 2 เพจดังกล่าว โพสต์ข้อความภาษาอังกฤษข้างต้น ให้มากที่สุด อีกด้วย/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/DAfrNSJw1X4" height="1" width="1" alt=""/

iLaw ตอน5: เก็บตกก่อน-หลังรัฐประหาร การเซ็นเซอร์ตัวเอง การปิดกั้นสื่อออนไลน์ วิทยุชุมชนฯลฯ

Fri, 30/01/2015 - 09:04
!--break--!--break-- div divnbsp;/div divnbsp;/div divปี 2557 ประเทศไทยเปิดศักราชด้วยบรรยากาศทางการเมืองที่ร้อนแรง โดยเฉพาะการนำสื่อมาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมือง นำไปสู่การควบคุมสื่อของทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายประชาชน สำหรับฝ่ายรัฐ กสทช. ยังคงควบคุมการทำงานของสื่ออย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมือง ก็พยายามกดดันแทรกแซงการทำงานของสื่อทั้งรายใหญ่และรายย่อย เพื่อให้นำเสนอข้อมูลตามความเชื่อทางการเมืองของกลุ่มตนnbsp;/div divnbsp;/div divสถานการณ์คุกคามสื่อรุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อกองทัพประกาศใช้กฎอัยการศึกในวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 และได้ออกประกาศควบคุมสื่อ ห้ามก่อให้เกิดความขัดแย้งหรือต่อต้านการปฏิบัติงานของกองทัพ ทำให้สื่อไม่มีอิสระในการนำเสนอข้อมูลอย่างรอบด้าน จากนั้นอีกสองวัน กองทัพประกาศยึดอำนาจการปกครองและส่งกำลังเข้าควบคุมการทำงานของสื่อมวลชน ออกประกาศให้ปิดวิทยุขนาดเล็กที่ยังไม่มีใบอนุญาตทั่วประเทศ และปิดกั้นการเข้าถึงสื่ออนไลน์ทั้งวิธีการ "บล็อค" และการขอความร่วมมือnbsp;/div divnbsp;/div divการออกประกาศควบคุมสื่อของกองทัพอย่างน้อย 8 ฉบับ ปฏิบัติการเยี่ยมเยียนสื่อของเจ้าหน้าที่ทหาร และการละเมิดน้อยใหญ่ที่เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จยังทำให้เกิดบรรยากาศความกลัวจนบางสื่อเลือกที่จะเซ็นเซอร์ตัวเอง จนกระทั่งสิ้นปีบรรยากาศแห่งการละเมิดเสรีภาพสื่อและประชาชนก็ไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนคลายลง/div /div divnbsp;/div divstrongเก็บตกเหตุการณ์ก่อนการรัฐประหาร (1) : กสทช. ยังใช้อำนาจอย่างต่อเนื่อง/strong/div divnbsp;/div diva href="http://www.prachatai.com/journal/2014/04/52645"9 เมษายน 2557/anbsp;กสทช. เปิดศูนย์ตรวจสอบเนื้อหาวิทยุและโทรทัศน์ที่ผิดกฎหมาย โฆษณาเกินจริง พร้อมจับตารายการที่มีเนื้อหาละเมิดกฎหมายอาญา มาตรา 112nbsp;/div divnbsp;/div diva href="http://www.prachatai.com/journal/2014/04/52707"12 เมษายน 2557/anbsp;กสทช. สั่งถอดรายการ "ทุกข์ปัญหามีคำตอบ" ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม H Plus ดำเนินรายการโดย คฑาพล แก้วกาญจน์ ผู้อ้างว่าเป็นเพอร์ซิอุส เนื่องจากมีข้อความที่อาจเข้าข่ายการกระทำที่เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภค/div divnbsp;/div divstrongเก็บตกเหตุการณ์ก่อนการรัฐประหาร (2) : การคุกคามการทำงานของสื่อโดยประชาชนด้วยกันเอง/strong/div divกลุ่มผู้ชุมนุม กปปส. เป็นตัวแสดงที่มีบทบาทมากในการเมืองไทยตั้งแต่ปลายปี 2556 จนถึงกลางปี 2557 ก่อนการรัฐประหาร กลุ่ม กปปส. ซึ่งมีมวลชนสนับสนุนจำนวนมากประกาศปิดกรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องการจัดการปกครองรูปแบบใหม่ การเคลื่อนไหวของผู้ชุมนุมก็มีเหตุการณ์ที่กระทบต่อการทำงานอย่างอิสระของสื่อมวลชน/div divnbsp;/div diva href="http://news.voicetv.co.th/democracycrisis/94308.html"16 มกราคม 2557/anbsp;เกิดเหตุทำร้ายร่างกายฐานิส สุดโต ช่างภาพของเครือเนชั่น ที่บริเวณการชุมนุมของ กปปส.ที่สวนลุมพินีnbsp;/div divnbsp;/div diva href="http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9570000021350"24 กุมภาพันธ์ 2557/anbsp;หลวงปู่พุทธะอิสระ แกนนำ กปปส. นำมวลชนปิดทางเข้าออกหน้าสถานีโทรทัศน์ วอยซ์ทีวี พร้อมปราศรัยว่า จะปักหลักค้างคืน จนกว่าจะให้ชาวนาออกรายการของวอยซ์ทีวี เพื่อชี้แจงความจริง/div divnbsp;/div diva href="http://www.thairath.co.th/content/407631"4 มีนาคม2557/anbsp;หลวงปู่พุทธะอิสระ แกนนำ กปปส. พร้อมผู้ชุมนุมเดินทางไปที่สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อยื่นหนังสือขอให้สำนักงาน กสทช. ระงับการออกอากาศช่องเอเชียอัพเดต เนื่องจากนำเสนอข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง และปลุกระดมมวลชนให้เกิดความเข้าใจผิดnbsp;/div divnbsp;/div diva href="http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9570000030681"18 มีนาคม 2557/anbsp;แกนนำ กปปส. นำผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนไปที่ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว ซึ่งเป็นที่ตั้งสถานีโทรทัศน์เอเชียอัพเดตและสถานที่แถลงข่าวของเเนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการเเห่งชาติ (นปช.) เพื่อเรียกร้องให้เจ้าของสถานที่ ไม่ให้ นปช. เช่าสถานที่nbsp;/div divnbsp;/div diva href="http://www.prachatai.com/journal/2014/05/53059"7 พฤษภาคม2557/anbsp;นิค นอสติทซ์ ช่างภาพชาวเยอรมัน ถูกข่มขู่โดยชาย 3 คน ที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญระหว่างรอทำข่าวศาลวินิจฉัยคดีโยกย้ายถวิล เปลี่ยนศรี ซึ่งนิคเข้าใจว่าเป็นการ์ด กปปส. เนื่องจากปรากฏสัญลักษณ์ กปปส. ที่ชายทั้งสามnbsp;/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ ยังมีการใช้ความรุนแรงจากกลุ่มคนไม่ทราบฝ่าย เพื่อสร้างความหวาดกลัวให้กับสื่อมวลชนในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร โดยก่อนการรัฐประหารมีอย่างน้อย 2 เหตุการณ์nbsp;/div divnbsp;/div diva href="http://www.thairath.co.th/content/402006"7 กุมภาพันธ์ 2557/anbsp;มีเหตุคนร้ายปาระเบิดใส่สถานีวิทยุเพื่อมวลชน เรดการ์ด ของ “โกตี๋” ที่จังหวัดปทุมธานี มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1 ราย ต่อมาnbsp;a href="http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000034688"26 มีนาคม 2557/anbsp;ที่สถานีวิทยุชุมชนคนเสื้อแดงใน อ.แม่สอด จ.ตาก ของโกตี๋ถูกคนร้ายใช้อาวุธสงครามกราดยิงถล่ม พบปลอกกระสุนปืนอาก้าตกอยู่ที่ถนนฝั่งตรงข้ามจำนวน 20 ปลอก มีผู้บาดเจ็บ 1 ราย ถูกยิงแขนขวา/div divnbsp;/div diva href="http://www.prachatai.com/journal/2014/05/53016"24 เมษายน 2557/anbsp;เกิดเหตุคนร้ายลอบยิงเครื่องยิงระเบิดชนิดเอ็ม 79 เข้าใส่สำนักงานใหญ่หนังสือพิมพ์เดลินิวส์/div divnbsp;/div divการดำเนินงานของสื่อมวลชนภายใต้บรรยากาศแห่งความกลัวและความคาดหวังจากกลุ่มการเมืองกลุ่มต่างๆ ที่อยากเห็นสื่อที่เป็นกลางกลับทำให้สื่อต้องเซ็นเซอร์ตัวเองและพยายามสร้างภาพลักษณ์ของสถานีให้มีความเป็นกลางทางการเมือง เช่น กรณีของnbsp;a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/05/53455"พรทิพย์ โม่งใหญ่/anbsp;ผู้สื่อข่าวช่องโมโน 29 ในเครือโมโนกรุ๊ป ใช้เทปกาวปิดปากตัวเองและถ่ายภาพคู่กับทหาร เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ในวันต่อมา ปรากฏว่า บริษัทโมโนกรุ๊ปออกประกาศ ระบุว่าการกระทำของนักข่าวคนดังกล่าวดังเป็นการกระทำและความเห็นส่วนตัว โดยทางบริษัทไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย และพรทิพย์ ไม่ได้เป็นพนักงานของบริษัทตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคม 2557 ท้ายจดหมายยังระบุด้วยว่า ช่องโมโน 29 มีความเป็นกลาง ไม่ได้อิงพรรคการเมืองหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง/div divnbsp;/div divstrongหลังการยึดอำนาจ กองทัพออกประกาศจำกัดเสรีภาพสื่อและประชาชน/strong/div divหลังจากกองทัพบกประกาศใช้ “พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457” เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2557 ก็ออกประกาศและคำสั่งเพื่อควบคุมสื่อ โดยระบุเหตุผลในลักษณะเดียวกันว่า “เพื่อให้ประชาชนทุกฝ่ายได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง อันจะส่งผลต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศ” ได้แก่/div divnbsp;/div diva href="http://www.chiangmainews.co.th/page/?p=295171"คำสั่งกองอำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (กอ.รส.) ฉบับที่ 3/2557/anbsp;ห้ามนำเสนอข่าว แจกจ่าย จำหน่ายสิ่งพิมพ์ ที่ส่งผลต่อการรักษาความสงบเรียบร้อย/div divnbsp;/div diva href="http://thainews.prd.go.th/centerweb/News/NewsDetail?NT01_NewsID=TNPOL5705200010190"คำสั่ง กอ.รส.ฉบับที่ 9/2557/anbsp;เรื่องห้ามสร้างความขัดแย้งหรือต่อต้านการปฏิบัติงานของ กอ.รส. โดยห้ามเจ้าของกิจการสื่อสิ่งพิมพ์ และรายการวิทยุโทรทัศน์ทุกประเภท เชิญบุคคลที่มิได้ดำรงตำแหน่งราชการในปัจจุบัน ให้สัมภาษณ์หรือแสดงความคิดเห็นที่อาจก่อให้เกิดการขยายความขัดแย้ง และอาจนำไปสู่ความรุนแรงนอกจากนี้ ยังให้ผู้ว่าราชการจังหวัดและตำรวจมีอำนาจระงับการชุมนุม หรือกิจกรรมที่ต่อต้านการปฏิบัติงานของ กอ.รส./div divnbsp;/div divเมื่อมีการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ก็มีการออกประกาศที่เกี่ยวกับการขัดขวางเสรีภาพการนำเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อและการแสดงออกของประชาชน ได้แก่/div divnbsp;/div diva href="http://library2.parliament.go.th/giventake/content_ncpo/ncpo-annouce4.pdf"ประกาศ คสช. ฉบับที่ 4/2557/anbsp;ขอให้สถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีวิทยุโทรทัศน์ สถานีวิทยุชุมชน สถานีโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทุกช่อง งดรายการประจำของสถานี และถ่ายทอดรายการจากสถานีวิทยุกองทัพบก เพื่อให้การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างถูกต้องnbsp;/div divnbsp;/div diva href="http://library2.parliament.go.th/giventake/content_ncpo/ncpo-annouce14.pdf"ประกาศ คสช. ฉบับที่ 14/2557/anbsp;nbsp;มีเนื้อหาเช่นเดียวกันกับคำสั่งกอ.รส. ฉบับที่ 9/2557ห้ามสื่อทุกประเภทสัมภาษณ์บุคคลที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งราชการ และให้อำนาจผู้ว่าฯ และตำรวจ ระงับการชุมนุมหรือกิจกรรมที่ต่อต้านการทำงานของ คสช./div divnbsp;/div diva href="http://library2.parliament.go.th/giventake/content_ncpo/ncpo-annouce15.pdf"ประกาศ คสช. ฉบับที่ 15/2557/anbsp;ขอให้ระงับการถ่ายทอดออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม เคเบิล โทรทัศน์ระบบดิจิตอล จำนวน 14 ช่อง และระงับการออกอากาศของสถานีวิทยุชุมชนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายnbsp;/div divnbsp;/div diva href="http://library2.parliament.go.th/giventake/content_ncpo/ncpo-annouce18.pdf"ประกาศ คสช. ฉบับที่ 18/2557/anbsp;ให้งดเว้นการนําเสนอข้อมูลข่าวสาร 7 ลักษณะ เช่น หมิ่นสถาบันฯ ยุยงปลุกปั่นและเป็นภัยต่อความมั่นคงวิจารณ์การทำงานของ คสช. และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ฯลฯ แต่ไม่ได้ระบุโทษของการฝ่าฝืนเอาไว้/div divnbsp;/div diva href="http://library2.parliament.go.th/giventake/content_ncpo/ncpo-annouce97.pdf"ประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/2557/anbsp;เป็นการนำประกาศฉบับที่ 14 และ 18 มารวมกัน ห้ามบุคคลและสื่อทุกประเภท สัมภาษณ์นักวิชาการ และอดีตข้าราชการจนอาจขยายความขัดแย้งหรือนำไปสู่ความรุนแรง พร้อมทั้งห้ามสื่อทุกประเภทนำเสนอข้อมูลข่าวสาร 7 ลักษณะเหมือนในประกาศฉบับที่ 18 โทษสำหรับผู้ฝ่าฝืนคือ สั่งระงับการจำหน่ายจ่ายแจกระงับรายการ และดำเนินคดีในความผิดฐานนั้นๆ ตามแต่เนื้อหาของรายการ/div divnbsp;/div diva href="http://library2.parliament.go.th/giventake/content_ncpo/ncpo-annouce103.pdf"ประกาศ ฉบับที่ 103/2557/anbsp;เป็นการแก้ไขเพิ่มเติม ประกาศฉบับที่ 97 หลังมีเสียงค้านอย่างหนักจากสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ เพื่อผ่อนปรนให้สื่อวิจารณ์ได้บ้าง แต่ห้ามวิจารณ์การปฏิบัติงานโดยมีเจตนาไม่สุจริตและทำลายความน่าเชื่อถือด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ หากฝ่าฝืนเจ้าหน้าที่จะส่งเรื่องให้องค์กรวิชาชีพสอบสวนทางจริยธรรม/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ คสช. ยังออกประกาศที่เกี่ยวกับการปิดกั้นสื่อสังคมออนไลน์ด้วย โดยมีทั้งสิ้น2 ฉบับ คือnbsp;a href="http://library2.parliament.go.th/giventake/content_ncpo/ncpo-annouce12.pdf"ประกาศฉบับที่ 12/2557/anbsp;ขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับสื่อสังคมออนไลน์ ระงับการให้บริการในการส่งข้อความ เชิงปลุกระดม ยั่วยุ สร้างความรุนแรง และnbsp;a href="http://library2.parliament.go.th/giventake/content_ncpo/ncpo-annouce17.pdf"ประกาศ ฉบับที่ 17/2557/anbsp;ให้ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตติดตาม ตรวจสอบ และระงับยับยั้งการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน ยุยงปลุกปั่น อันจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยภายในราชอาณาจักร หรือกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ/div divnbsp;/div divnbsp;/div p style="text-align: center;"a href="http://freedom.ilaw.or.th/sites/default/files/imagecache/wysiwyg_imageupload_colorbox_preset/wysiwyg_imageupload/1/media_line1.jpg" rel="colorboxgroup" title=""img alt="130" src="https://farm9.staticflickr.com/8657/16213175949_b43a0acb88_o_d.jpg" style="border: none; width: 500px; height: 334px;" title="" //a/p pnbsp;/p pstrongเก็บตกเหตุการณ์หลังการรัฐประหาร (1) : รูปธรรมของการใช้อำนาจทหารเพื่อควบคุมการทำงานของสื่อมวลชน/strong/p pa href="http://www.prachatai.com/journal/2014/05/53402"22 พฤษภาคม 2557/anbsp;คสช.ยึดอำนาจการปกครองและออกประกาศฉบับที่ 4/2557 โดยให้งดรายการประจำสถานีของทุกช่อง เพื่อให้การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างถูกต้อง แต่คืนวันดังกล่าว ไทยพีบีเอสกลับนำเสนอข่าวสารออนไลน์ผ่านทางเว็บไซต์ยูทูป จนกระทั่งทหารสั่งให้ยุติการออกอากาศรายการข่าวออนไลน์และคุมตัววันชัยตันติวิทยาพิทักษ์รองผู้อำนวยสถานีไปค่ายทหารทันที/p divnbsp;/div diva href="http://www.prachatai.com/journal/2014/05/5350"25 พฤษภาคม 2557/anbsp;คสช.เชิญผู้บริหารหนังสือพิมพ์ 18 ฉบับ “ร่วมหารือ” ที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดีnbsp;/div divnbsp;/div diva href="http://www.prachatai.com/journal/2014/06/54017"13 มิถุนายน 2557/anbsp;จำลอง สิงห์โตงาม ผู้อำนวยสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ออกคำสั่งให้เจริญศรี หงส์ประสงค์ ผู้อำนวยการส่วนผลิตข่าวและรายการข่าว ช่อง 11 หยุดปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเผยแพร่เนื้อหาที่ละเมิดประกาศคสช. ฉบับที่ 14 และ 18 ว่าด้วยการห้ามสร้างความขัดแย้งหรือการต่อต้านการปฏิบัติงานของคสช. แต่ต่อมาได้a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/06/54032"ยกเลิกคำสั่งปลดผู้อำนวยการรายดังกล่าว/aแล้ว/div divnbsp;/div div26 กรกฎาคม2557 คสช. ออกa href="http://library2.parliament.go.th/giventake/content_ncpo/ncpo-order108.pdf"คำสั่งฉบับที่ 108/2557/anbsp;เรื่องการตักเตือนสื่อสิ่งพิมพ์ซึ่งฝ่าฝืนข้อห้าม เนื่องจาก ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 251 วันที่ 26 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม 2557 ตีพิมพ์ข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อทําลายความน่าเชื่อถือของคสช. ถือว่าเป็นการฝ่าฝืนประกาศ ฉบับที่ 97/2557 และ 103/2557 จึงออกประกาศเป็นการตักเตือนหลังจากนั้นnbsp;a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/08/54864"ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 252/anbsp;ขึ้นปกดำล้วน และหยุดวางจำหน่าย ผู้จัดการสุดสัปดาห์ เป็นเวลา 1 เดือน/div divnbsp;/div diva href="http://bit.ly/1Ev7zp2"14 พฤศจิกายน 2557/anbsp;นายทหารกลุ่มหนึ่งเข้าพบผู้บริหารไทยพีบีเอสเพื่อขอให้ยุติการนำเสนอรายการ “เสียงประชาชนต้องฟังก่อนปฏิรูป” หลังจากไม่พอใจวิธีการตั้งคำถามและพูดพาดพิงถึงการรัฐประหารของณาตยา แวววีรคุปต์ผู้ดำเนินรายการ โดยผู้บริหารไทยพีบีเอสยอมทำตามข้อเรียกร้องของทหารและถอดณาตยาจากการเป็นผู้ดำเนินรายการ/div divnbsp;/div diva href="http://www.manager.co.th/AstvWeekend/ViewNews.aspx?NewsID=9570000134573amp;Html=1amp;TabID=2amp;"15 พฤศจิกายน 2557/anbsp;ระหว่างการประชุมของผู้บัญชาการทหารบกที่ค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 จ.นครราชสีมา ได้เกิดเหตุทหารฝ่ายเสนาธิการ กองทัพภาคที่ 2 ดึงกระเป๋ากล้องวิดีโอและกระชากตัวผู้สื่อข่าวโมเดิร์นไนน์ทีวี ซึ่งเข้าไปทำข่าวภายในห้องประชุมให้ออกมาจากห้องทันทีโดยไม่ได้พูดหรือบอกกล่าวแต่อย่างใด วันถัดมา กองกิจการพลเรือน กองทัพภาคที่ 2 ออกa href="http://www.thailandoutlook.tv/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000132056amp;Html=1amp;CommentReferID=25776177amp;CommentReferNo=15amp;"หนังสือแถลงการณ์/aชี้แจงว่า ไม่ได้มีการใช้ความรุนแรงถึงขั้นการกระชากผู้สื่อข่าว มีเฉพาะการใช้มือไปสัมผัสกับสายกระเป๋าสะพายกล้องที่คล้องตัวอยู่ และพยายามแจ้งให้นักข่าวหญิงทราบ และออกจากสถานที่ประชุมฯ นอกจากนี้ ในแถลงการณ์ยังขอความกรุณาจากสื่อมวลชนให้เสนอข้อมูลที่ถูกต้องและเหมาะสม เพื่อมิให้กระทบต่อภาพลักษณ์ของกองทัพด้วยnbsp;/div divnbsp;/div diva href="http://www.prachatai.com/journal/2014/12/56924"10 ธันวาคม 2557/anbsp;พชรปพน พุ่มประพันธ์ ผู้สื่อข่าวช่อง 3SD ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว“@Pacharapapon”เล่าถึงเหตุการณ์ที่มีเจ้าหน้าที่ทหารบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยตะโกนห้ามถ่ายภาพและให้หยุดถ่ายขณะที่เจ้าตัวกำลังรายงานสดเกี่ยวกับความหมายและสัญลักษณ์ต่างๆ ของอนุสาวรีย์ฯ ทั้งนี้ ทหารระบุว่า ต้องขออนุญาตก่อนจึงจะถ่ายทำรายการได้nbsp;/div divnbsp;/div divstrongเก็บตกเหตุการณ์หลังการรัฐประหาร (2) : บรรยากาศทางการเมืองทำให้สื่อต้องเซ็นเซอร์ตัวเอง/strong/div divรูปแบบของการคุกคามเสรีภาพสื่อช่วงหลังรัฐประหารไม่ได้มีแค่การใช้อำนาจรัฐควบคุมสื่อโดยตรงเท่านั้น แต่เมื่อรัฐสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนขึ้นอย่างเป็นระบบผ่านการออกกฎและคำสั่งต่างๆ รวมถึงใช้กำลังทางกายภาพปิดกั้น จับกุมและลงโทษสื่อที่ไม่สยบยอมต่ออำนาจ ทำให้สื่อจำนวนไม่น้อยเลือกวิธีการเซ็นเซอร์ตัวเองก่อนจะถูกดำเนินการที่รุนแรงกว่า เท่าที่รวบรวมข้อมูลได้ มีดังนี้/div divnbsp;/div divสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกันส่งa href="http://www.prachatai.com/journal/2014/06/53896"จดหมายแจ้งสมาชิกวารสารฟ้าเดียวกัน/anbsp;ลงวันที่ 3 มิถุนายน 2557 ขอชะลอการพิมพ์วารสารฉบับใหม่ โดยระบุว่า หลังการรัฐประหารมีการปิดสื่อและตรวจเนื้อหาอย่างเข้มข้น วารสารฟ้าเดียวกันถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ จนสร้างความหวาดกลัวให้กับทุกส่วนการผลิต เพื่อความปลอดภัยจึงขอชะลอการตีพิมพ์ไปก่อนnbsp;/div divnbsp;/div diva href="http://www.prachatai.com/journal/2014/06/53911"10 มิถุนายน 2557/anbsp;ภิญโญ ไตรสุริยธรรมมา ยุติผลิตรายการ "Amarin Newsnight" หลังออกอากาศได้หนึ่งสัปดาห์ โดยระบุว่า การรัฐประหารทำให้สถานการณ์ทั้งภายนอกและภายในสถานีเปลี่ยน จึงขอรักษาจุดยืนและหลักการวิชาชีพ ทางด้านผู้บริหารอมรินทร์ระบุยุติเพราะวิธีคิดต่างกัน และยืนยันว่าจากกันด้วยดี/div divnbsp;/div divSpokedark.tv ผู้ผลิตอินเทอร์เน็ตทีวีรายการ "เจาะข่าวตื้น" ที่วิพากษ์วิจารณ์เสียดสีในประเด็นสังคมการเมือง ตัดสินใจหยุดผลิตรายการเจาะข่าวตื้นท่ามกลางบรรยากาศการรัฐประหาร รายการเท่าที่ผลิตออกมาตามข้อตกลงกับลูกค้าก็ต้องเปลี่ยนประเด็นการพูดคุยโดยเน้นข่าวต่างประเทศ ก่อนจะกลับมาออกอากาศเต็มรูปแบบอีกครั้งในเดือนตุลาคม 2557nbsp;/div divnbsp;/div diva href="http://www.prachatai.com/journal/2014/08/55083"15 สิงหาคม 2557/anbsp;มติชนสุดสัปดาห์ฉบับที่ 1774 ประจำวันที่ 15-21 สิงหาคม 2557 ไม่มีวางจำหน่ายในแผงหนังสือ เนื่องจากบทกวีในหน้าท้ายๆ ซึ่งแต่งโดยผู้ใช้นามปากกาว่า “ระริน มุข” มีสะกดคำผิดหนึ่งจุด ซึ่งอาจทำให้ถูกตีความว่าผิดกฎหมายได้/div divnbsp;/div diva href="http://www.khaosodenglish.com/detail.php?newsid=1416915075"23 พฤศจิกายน 2557/anbsp;เว็บไซต์ข่าวภาษาอังกฤษ “บางกอกโพสต์” เผยแพร่บทสัมภาษณ์ครั้งแรกของอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลังการรัฐประหาร แต่วันต่อมาบทสัมภาษณ์ดังกล่าวถูกลบหายไปจากเว็บไซต์ โดยวาสนา นาน่วม เจ้าของบทความดังกล่าวชี้แจงผ่านa href="https://www.facebook.com/WassanaJournalist/posts/807855799272880:0"เฟซบุ๊ก/aว่า บทความดังกล่าวไม่ได้มาจากการให้สัมภาษณ์ของยิ่งลักษณ์ เพียงแต่เป็นการพูดคุยกันและหยิบส่วนที่เป็นเรื่องเบาๆ ว่าชีวิตในแต่ละวันเปลี่ยนไปอย่างไรมาเขียนเท่านั้น เพราะตนทราบดีว่าอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะให้สัมภาษณ์ในประเด็นทางการเมืองได้nbsp;/div divnbsp;/div divนอกจากกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวยังมีรายงานว่าหลังทหารส่งกำลังเข้าควบคุมสื่อขนาดใหญ่ในวันที่ยึดอำนาจ ทหารยังคงแบ่งกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งไว้เฝ้าระวังการทำงานของสื่ออยู่เป็นเวลาหลายเดือน เจ้าหน้าที่ทหารนั่งสังเกตการณ์ประจำอยู่ในห้องกองบรรณาธิการของสื่อบางสำนักด้วย และจะคอยทักท้วงเมื่อมีการนำเสนอเนื้อหาที่เป็นผลร้ายต่อคสช.nbsp;/div divnbsp;/div divยังมีรายงานว่ามีการเรียกตัวผู้บริหารและนักข่าวจากสื่อสำนักต่างๆ ให้ไปพูดคุยทำความเข้าใจกับนายทหารระดับสูงเป็นระยะๆ ขณะที่ กสทช. ก็เรียกประชุมผู้ประกอบกิจการกระจายเสียงทั้งโทรทัศน์และวิทยุ มาพูดคุยตักเตือนเกี่ยวกับการนำเสนอเนื้อหาที่กระทบต่อ คสช. เป็นระยะเช่นกัน แม้การใช้อำนาจออกคำสั่งเพื่อปิดกั้นสื่อมวลชนอย่างชัดแจ้งยังมีปริมาณเท่าที่สามารถนับได้ แต่ท่ามกลางบรรยากาศที่สื่อมวลชนต้องทำหน้าที่ภายใต้กรอบที่แคบและอ่อนไหว ย่อมส่งผลต่อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนอย่างมหาศาลnbsp;/div divnbsp;/div divstrongเก็บตกเหตุการณ์หลังการรัฐประหาร (3) : สื่อท้องถิ่นขนาดเล็กต้องปิดตัวตามประกาศ 15/2557nbsp;/strong/div divภายหลังการรัฐประหาร การควบคุมสื่อท้องถิ่นเป็นไปอย่างเข้มงวดประกาศ คสช. ฉบับที่ 15/2557 ระงับการออกอากาศของสถานีวิทยุชุมชนที่ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเป็นประกาศที่เพ่งเล็งไปที่สื่อท้องถิ่นโดยรูปแบบการควบคุมสื่อท้องถิ่น มีดังนี้/div divnbsp;/div divมีรายงานจากเกือบทุกพื้นที่ว่า เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจบุกเข้าตรวจค้นถ่ายรูป และยึดอุปกรณ์ออกอากาศของสถานีวิทยุชุมชน เคเบิลท้องถิ่น และหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นบางแห่งมีการขอสำเนาบัตรประชาชนและตรวจดีเอ็นเอของผู้เกี่ยวข้องด้วย แม้ว่าสื่อเหล่านั้นจะไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวในประเด็นการเมือง เช่น วิทยุชุมชนด้านสิ่งแวดล้อม วิทยุชุมชนในประเด็นศาสนา การกระทำลักษณะนี้เกิดขึ้นตั้งแต่เย็นวันที่22 พฤษภาคม ต่อเนื่องเรื่อยมา สื่อบางแห่งถูกทหารเข้าตรวจสอบอยู่เป็นระยะเพื่อให้แน่ใจว่าได้หยุดออกอากาศแล้วจริงๆตัวอย่างเช่น/div divnbsp;/div divstrongภาคเหนือ/strongnbsp;ใน จ.เชียงใหม่nbsp;a href="http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRRd01URTRORGN6Tmc9PQ=="สถานีวิทยุชุมชนรักเชียงใหม่ 51/anbsp;เอฟเอ็ม 92.5 เมกกะเฮิร์ตซ์ ของ เพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มเสื้อแดงรักเชียงใหม่ 51มีเจ้าหน้าที่ทหารบุกเข้าตรวจค้นที่สถานีและถูกปิดตั้งแต่รัฐประหาร ใน จ.ลำปาง ทหารเข้าควบคุมa href="http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000057234"สถานีวิทยุชุมชนคนรักประชาธิปไตยและสถานีวิทยุเสียงประชาชนคนท้องถิ่น/anbsp;คลื่น 96.25 เมกกะเฮิร์ตซ์ซึ่งเป็นที่ตั้งของ นสพ.ท้องถิ่นสะกิดข่าวด้วย นอกจากนี้ แมพเรดิโอ สถานีวิทยุเพื่อเผยแพร่ข่าวสารให้กับคนต่างกลุ่มชาติพันธุ์ ซึ่งตั้งอยู่ทั้งใน อ.แม่สอด และใน จ.เชียงใหม่ ก็ถูกทหารเข้าตรวจค้นทำให้ออกอากาศไม่ได้ ส่งผลกระทบต่อการรับรู้ข่าวสารของคนต่างกลุ่มชาติพันธุ์/div divnbsp;/div divstrongภาคอีสานnbsp;/stronga href="http://bit.ly/1H65qhB"สถานีวิทยุวอยส์พีเพิ่ลเรดิโอ/anbsp;100.00 และ 100.75 เมกกะเฮิร์ตซ์ ซึ่งตั้งอยู่ใน จ.อุดรธานี ของ อานนท์ แสนน่าน ผู้ก่อตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย มีทหารบุกเข้าไปตรวจค้นภายในสถานี และยึดอุปกรณ์การออกอากาศ เช่นเดียวกับสถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร 97.5 เมกกะเฮิร์ตซ์ ที่มีกำลังทหารเข้าไปปิดสถานีตั้งแต่ช่วงเย็นของวันที่ทำการรัฐประหาร นอกจากนี้ ที่ จ.อุบลราชธานี “ดีเจต้อย” แกนนำเสื้อแดงกลุ่มชักธงรบ เล่าว่า หลังการรัฐประหาร มีทหารมาที่สำนักงานเพื่อเชิญไปรายงานตัว และถูกกักตัวเป็นเวลา 6 คืน หลังถูกปล่อยตัวยังคงมีทหารแวะมาที่สำนักงานอยู่เป็นระยะ โดยทุกครั้งที่มาก็จะถ่ายภาพดีเจต้อยคู่กับสำนักงานไว้ด้วย/div divnbsp;/div divstrongภาคกลางnbsp;/strongสถานีวิทยุชุมชนบางใหญ่เรดิโอ จ.นนทบุรี 99.75 เม็กกะเมกกะเฮิร์ตซ์ ที่แม้จะหยุดออกอากาศไปแล้วตั้งแต่วันที่รัฐประหาร แต่ยังคงมีทหารอาศัยอำนาจตามประกาศ คสช. เข้ามาตรวจค้นสถานี ใน จ.เพชรบูรณ์ ทหารเข้าตรวจค้นa href="http://sakdaper.blogspot.com/2014/05/blog-post_2805.html"สถานีวิทยุชุมชนคลื่นไอเดียเรดิโอ/anbsp;104.25 เมกกะเฮิร์ตซ์ และยึดสิ่งของหลายรายการ ที่ จ.ฉะเชิงเทราสถานีวิทยุชุมชนคนแปลงยาว หลังปิดตัวลงไปไม่นานก็ได้รับอนุญาตจากทหารให้กลับมาออกอากาศต่อได้ แต่ต่อมาก็ถูกทหารอีกหน่วยหนึ่ง ที่ขาดการสื่อสารกันบุกเข้ามามาปิดซ้ำอีกรอบ อ้างว่าไม่เคยมีการอนุญาตให้ออกอากาศได้เลยnbsp;/div divnbsp;/div divstrongภาคใต้/strongnbsp;ที่ จ.ปัตตานี ตำรวจนอกเครื่องแบบจากหน่วยสืบสวนสอบสวนจำนวน 5 นาย บุกตรวจค้นบ้านเช่าของผู้สื่อข่าวa href="http://www.prachatai.com/journal/2014/09/55675"สถานีวิทยุมีเดียสลาตัน/aและนักกิจกรรมเพื่อสิทธิมนุษยชนอ้างอำนาจตามกฎอัยการศึกโดยไม่มีหมายค้น โดยขอบัตรประชาชนของแต่ละคน พร้อมข้อมูลครอบครัว เพื่อบันทึกข้อมูล ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์สถานีวิทยุชุมชนบ่อนอก ก็ถูกเจ้าหน้าที่ทหารแวะมาเพื่อตรวจสอบว่าได้หยุดออกอาการแล้วจริงหรือไม่ พร้อมมาถามข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินกิจการสถานี/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ ยังมีกรณีที่เจ้าหน้าที่รัฐเชิญสื่อมวลชนท้องถิ่นเข้ารับฟังการชี้แจง โดยขอความร่วมมือให้งดการนำเสนอข่าวในลักษณะต่อต้านการทำงานของ คสช. ข่าวสารลักษณะปลุกปั่น การต่อต้านของนักศึกษาที่มีความคิดหัวรุนแรง เช่น ที่nbsp;a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/12/56780"จ.พะเยา/anbsp;และa href="http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9570000137626"จ.พิษณุโลก/a/div divnbsp;/div divหลังประกาศ คสช. ฉบับที่ 15/2557 สื่อวิทยุชุมชน และเคเบิลท้องถิ่น ที่เคยได้รับการผ่อนผันให้ออกอากาศ โดยกสทช. ต้องปิดตัวลงทั้งหมดทันที สื่อที่ต้องการดำเนินกิจการต่อต้องยื่นเรื่องขออนุญาตกลับมาออกอากาศใหม่ โดยต้องลงชื่อในข้อตกลง (เอ็มโอยู) ว่าจะไม่นำเสนอเนื้อหาในประเด็นที่ขัดแย้งกับ คสช. สื่อหลายแห่งได้รับอนุญาตและกลับมาออกอากาศได้แล้วในปัจจุบัน สื่อหลายแห่งยังไม่ได้รับอนุญาตให้กลับมาออกอากาศได้ สื่อหลายแห่งเลือกที่จะไม่ขออนุญาตกลับมาออกอากาศเพราะไม่ต้องการออกอากาศในบรรยากาศเช่นนี้ วิทยุชุมชนหลายแห่งไม่มีกำลังแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในกระบวนการขออนุญาตซึ่งตกประมาณ 50,000 บาทต่อแห่ง ทำให้ปัจจุบันสื่อระดับท้องถิ่นมีจำนวนลดลงมาก/div divnbsp;/div divจากวิทยุขนาดเล็กที่ออกอากาศอยู่ก่อนประกาศคสช. ฉบับที่ 15/2557 กว่า 7,000 แห่ง กลับมายื่นขออนุญาตออกอากาศใหม่ประมาณ 5,300 แห่ง และได้รับอนุญาตให้กลับมาออกอากาศแล้วประมาณ 3,300 แห่ง/div divnbsp;/div divstrongเก็บตกเหตุการณ์หลังการรัฐประหาร (4) : ข่าวสารและสีสันบนโลกออนไลน์ที่หายไป/strong/div divnbsp;/div divหลังสื่อกระแสหลักและสื่อชุมชนถูกปิดกั้นอย่างเข้มงวด สื่อออนไลน์จึงเป็นพื้นที่สุดท้ายสำหรับการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารขณะที่ คสช. ก็อาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึกปิดกั้นการเข้าถึงเว็บไซต์ต่างๆ จำนวนมาก ส่วนหนึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เคลื่อนไหวทางการเมือง เช่น Dangdd.com, nbsp;uddtoday.net, uddred.blogspot.com, nbsp; thaipoliticalprisoners.wordpress.com เป็นต้นเว็บไซต์ที่เป็นสื่อทางเลือก เช่น สำนักข่าวประชาไท, สำนักข่าวประชาธรรม หรือมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ก็ถูกปิดกั้น ที่น่าสนใจคือเว็บไซต์สำนักข่าวต่างประเทศ อย่างเช่น dailymail.co.uk, standard.co.uk หรือ ข่าวของสำนักข่าวรอยเตอร์บางชิ้น ก็ถูกปิดกั้น/div divnbsp;/div div28 พฤศจิกายน 2557 เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยในเว็บไซต์ของHuman Rights Watch องค์กรสิทธิมนุษยชนสากล ถูกปิดกั้นการเข้าถึง ขณะที่เว็บไซต์ข่าวกีฬา เช่น nbsp;www.livescore.com, nbsp;www.atpworldtour.comยังถูกปิดกั้นอย่างต่อเนื่อง สันนิษฐานว่ามีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพนัน ส่วนเว็บไซต์ดูภาพยนตร์ออนไลน์ เช่นnbsp;a href="http://www.freemovie-hd.com/" title="www.freemovie-hd.com"www.freemovie-hd.com/a, www2.siam-movie.com ก็ไม่สามารถเข้าถึงได้ สันนิษฐานว่ามีเหตุผลจากการนำสัญลักษณ์การชูสามนิ้ว จากภาพยนตร์เรื่อง Hunger Games ไปใช้เคลื่อนไหวต่อต้าน คสช./div divnbsp;/div divดูรายงานการปิดกั้นสื่อออนไลน์หลังการรัฐประหาร ได้ที่นี่ gt;gt;gt;nbsp;a href="http://freedom.ilaw.or.th/blog/OnlineMedia2014"http://freedom.ilaw.or.th/blog/OnlineMedia2014/a/div divnbsp;/div divบรรยากาศของสื่อสังคมออนไลน์ หรือ โซเชียลเน็ตเวิร์ค ก็เปลี่ยนไป เฟซบุ๊กเพจที่เคยรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยอย่างชัดเจนหลายแห่งปิดตัวลง เช่น เฟซบุ๊กเพจสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย (สปป.) คณะรณรงค์แก้ไขมาตรา 112 เป็นต้น นักเคลื่อนไหวบนโลกไซเบอร์หลายคนหายหน้าไปหรือลดระดับความเข้มข้นของเนื้อหาลง เช่น สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล, สมบัติ บุญงามอนงค์ เป็นต้น ทำให้สีสันบนสื่อสังคมออนไลน์ลดลงไปอย่างมาก/div divnbsp;/div diva href="https://thainetizen.org/2014/12/freedom-net-2014-thailand-content/"28 พฤษภาคม 2557/anbsp;ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยไม่สามารถเข้าถึงเฟซบุ๊กได้ด้วยช่องทางปกติเป็นเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ปลัดกระทรวงไอซีทีให้สัมภาษณ์ว่า คณะรัฐประหารมีคำสั่งให้ปิดกั้นเฟซบุ๊กชั่วคราวเพื่อระงับเหตุขัดแย้งซึ่งขัดกับคำให้สัมภาษณ์ของโฆษก คสช. ที่ปฏิเสธข่าวดังกล่าวต่อมา ปลัดไอซีทีคนดังกล่าวถูก คสช.สั่งปลดออกจากตำแหน่ง/div divnbsp;/div divเมื่อการใช้อำนาจปิดกั้นเฟซบุ๊กอาจกระทบกับการใช้ชีวิตตามปกติของประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองมากจนเกินไป คสช. จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีการขอความร่วมมือเป็นรายบุคคลแทน/div divnbsp;/div diva href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1404469304amp;grpid=03amp;catid=03"4 กรกฎาคม 2557/anbsp;ธนาพล อิ๋วสกุล บ.ก.วารสารฟ้าเดียวกัน โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กระบุว่า คสช. โทรมาขอความร่วมมือไม่ให้โพสต์ข้อความใดๆที่อาจจะทำให้คนเข้าใจผิด และมีทัศนคติไม่ดีกับคณะรัฐประหารดังนั้น เจ้าตัวจึงขอไม่โพสต์ข้อความที่จะก่อให้เกิดผลลบต่อคณะรัฐประหารต่อมาวันที่nbsp;a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/10/56088"19 ตุลาคม 2557/anbsp;เจ้าหน้าที่ทหารโทรมาแจ้งว่าไม่สบายใจและขอให้ลบข้อความที่เล่าเรื่อง “เก็บตกงานพบปะ สนทนา กับนักเขียน ประจักษ์ ก้องกีรติ” บนเพจเฟซบุ๊กของสำนักพิมพ์ออกไป โดยข้อความในเฟซบุ๊กดังกล่าวระบุถึงความพยายามของทหารที่จะควบคุมสำนักพิมพ์/div divnbsp;/div diva href="http://www.prachatai.com/journal/2014/11/56560"17 พฤศจิกายน 2557/anbsp;เฟซบุ๊ก “ร่วมกันเปิดประตูเขื่อนปากมูล ถาวร”ประกาศยุติการเคลื่อนไหว โดยให้เหตุผลว่าเจ้าหน้าที่ทหารใน จ.อุบลราชธานีขอความร่วมมือให้ยุติการเคลื่อนไหวผ่านทางเฟซบุ๊ก เนื่องจากผู้ใหญ่ไม่สบายใจต่อการแสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กนี้และหากไม่ยุติการเคลื่อนไหวจำเป็นต้องใช้อำนาจตามกฎอัยการศึก ต่อมา 18 พฤศจิกายน 2557 เจ้าหน้าที่ทหารโทรมาอีกครั้งโดยขอความร่วมมือให้ปิดเฟซบุ๊กส่วนตัวของกฤษกร ศิลารักษ์ ผู้ประสานงานขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) กรณีเขื่อนปากมูลเนื่องจากมีการแสดงความคิดเห็นที่ไม่เหมาะสม/div divnbsp;/div divนอกจากการขอความร่วมมือให้ปิดเฟซบุ๊กและลบข้อความทางการเมืองที่ไม่เหมาะสมแล้ว ยังมีกรณีที่ คสช. ขอความร่วมมือให้ประชาชนโพสต์ข้อความตามที่เจ้าหน้าที่รัฐต้องการบนเฟซบุ๊กส่วนตัวอีกด้วย เช่น กรณีของa href="http://www.prachatai.com/journal/2014/11/56405"วิทูวัจน์ ทองบุ/anbsp;หนึ่งในผู้ลงชื่อในแถลงการณ์ไม่ร่วมการปฏิรูปกับรัฐบาลเผด็จการ ของเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนอีสาน โดยเจ้าตัวเปิดเผยว่า ภายหลังจากการรายงานตัวและพูดคุยเจ้าหน้าที่ทหารขอให้ยุติการเคลื่อนไหวที่ต่อต้านรัฐบาลและ คสช.มิเช่นนั้นจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายนอกจากนี้ ยังขอให้โพสต์ข้อตกลงตามเอกสารที่เจ้าหน้าที่บันทึกมาให้ลงบนa href="https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=821017417949714amp;id=100001243910118"เฟซบุ๊กของเจ้าตัว/anbsp;สรุปใจความได้ว่า ตนจะยุติการเคลื่อนไหวทุกรูปแบบทั้งบนท้องถนน และสื่อสังคมออนไลน์ และจะให้ความร่วมมือในการพัฒนาประเทศต่อไป นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าจะสนับสนุนการปฏิรูปตามนโยบายของรัฐบาล และตามช่องทางที่รัฐบาลเปิดพื้นที่nbsp;/div divnbsp;/div divstrongเก็บตกเหตุการณ์หลังการรัฐประหาร (5): วงการหนังสือกลายเป็นภัยความมั่นคงของรัฐ/strong/div divในช่วงประกาศใช้กฎอัยการศึก มีกระแสข่าวตามโซเชียลเน็ตเวิร์คว่าa href="https://twitter.com/RichardBarrow/status/468702606592712704"ร้านหนังสือคิโนคูนิยะ/aนำหนังสือเกี่ยวกับการเมืองไทย 6 เล่มออกจากชั้นหนังสือ ได้แก่ 1.Democracy amp; National Identity in Thailandnbsp;2.Legitimacy Crisis in Thailand 3.Bangkok May 2010 4.The Simple Truth 5.Making Democracy 6.Free Thai: The New History/div divnbsp;/div divหลังการรัฐประหารทหารเข้าตรวจค้นร้านnbsp;a href="http://prachatai.org/journal/2014/08/55204"“Book Re:public”/anbsp;ร้านหนังสือใน จ.เชียงใหม่ ซึ่งเคยเป็นสถานที่ทำกิจกรรมสนับสนุนประชาธิปไตย เจ้าของร้านเล่าว่า ทหารในเครื่องแบบติดอาวุธเข้ามาถ่ายรูปในร้านและหนังสือที่วางขายเกือบทุกเล่ม และห้ามนำภาพโปสเตอร์ของนักการเมืองและแกนนำคนเสื้อแดงชื่อดังคนหนึ่งมาตั้งบริเวณหน้าร้าน การมาสำรวจร้านของทหารเกิดขึ้นเฉลี่ยสัปดาห์ละ 3 - 4 ครั้ง นอกจากนี้ ร้านหนังสือnbsp;a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1403532219"“ฟิลาเดเฟีย”/anbsp;ใน จ.อุบลราชธานีก็ถูกทางทหารจับตามองเช่นกัน เนื่องจากจุดยืนและการจัดกิจกรรมของร้านในอดีต/div divnbsp;/div diva href="http://www.komchadluek.net/detail/20140702/187501.html"2 กรกฎาคม 2557/anbsp;คณะกรรมการรางวัลพานแว่นฟ้าประกาศยกเลิก “รางวัลพานแว่นฟ้าแห่งรัฐสภาไทย” ปีที่ 13 ระบุเหตุผลว่า เพื่อความเหมาะสมกับสภาพสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน จึงขอยกเลิกการประกวดดังกล่าว โดยรางวัลพานแว่นฟ้าเป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผลงานเขียนวรรณกรรมการเมือง ซึ่งจัดโดยสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยและรัฐสภาไทย เพื่อสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และให้ประชาชนได้ใช้เสรีภาพแสดงออกทางการเมืองและสืบสานวรรณกรรมการเมืองให้มีส่วนปลุกจิตสำนึกประชาธิปไตย/div divnbsp;/div divสำหรับงานสัปดาห์หนังสือที่จัดขึ้นในเดือนตุลาคม 2557 ซึ่งเป็นงานสัปดาห์หนังสือครั้งแรกหลังมีการรัฐประหาร ก็พบการพยายามปิดกั้นจากเจ้าหน้าที่ทหาร โดยnbsp;a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/10/56088"บ.ก.สำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน/anbsp;เล่าว่า มีทหารขอเข้ามาตรวจค้นบูทของสำนักพิมพ์ตั้งแต่คืนก่อนเปิดงานโดยอ้างว่ามีหนังสือหมิ่นฯ นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ทหารได้ติดต่อสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย เพื่อขอบันทึกภาพวีดีโอและสังเกตการณ์ในงานพบปะสนทนากับนักเขียนที่จัดโดยสำนักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน แต่ทางสมาคมฯ ยืนยันสิทธิในการจัดจำหน่ายหนังสือ และปฏิเสธคำขอร้องของเจ้าหน้าที่ทหาร/div divnbsp;/div diva href="http://www.prachatai.com/journal/2014/11/56467"12 พฤศจิกายน 2557/anbsp;ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติอาศัยอำนาจตามพ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ห้ามสั่งเข้า หรือนำเข้าหนังสือ “A Kingdom in Crisis” เพื่อเผยแพร่ในราชอาณาจักร เนื่องจากเป็นสิ่งพิมพ์ที่เป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ หรือจะกระทบต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร/div divnbsp;/div divstrongเก็บตกเหตุการณ์หลังการรัฐประหาร (6) : เมื่ออำนาจเต็มมือ จึงมีการละเมิดหลายรูปแบบ/strong/div divเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐต้องดำเนินตามนโยบายการปิดกั้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เพื่อรักษาภาพลักษณ์การคืนความสุขของ คสช. ไว้ให้เหนียวแน่นที่สุด จึงปรากฏเป็นการใช้อำนาจเข้าละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนในหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่อาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึก และที่ไม่แน่ชัดว่ามีอำนาจกระทำตามกฎหมายหรือไม่ เช่น/div divnbsp;/div divการขอความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่รัฐและตำรวจในท้องถิ่นตรวจสอบและปลดป้ายการแขวนป้ายประกาศที่แสดงการต่อต้านการรัฐประหาร การทำงานของรัฐบาล และคสช. เพื่อป้องกันไม่เกิดปัญหาความขัดแย้งเช่น ชุมชนในจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดอุบลราชธานี หรือกรณีการแขวนป้ายแสดงข้อความไม่เห็นด้วยกับนโยบายของ คสช. ในa href="http://www.khaosodenglish.com/detail.php?newsid=1417418805amp;section=11amp;typecate=06"ยะลา/anbsp;โดยมีการจับกุมผู้ต้องสงสัย 1 คนnbsp;/div divnbsp;/div divการถ่ายบัตรประชาชนของผู้ชุมนุมไว้เป็นหลักฐาน และตั้งรางวัลนำจับโดยให้ประชาชนบันทึกภาพผู้เข้าร่วมชุมนุมต่อต้าน คสช. ไว้เป็นหลักฐาน หากภาพดังกล่าวนำไปสู่การจับกุมได้จะได้รับเงินรางวัลจำนวน 500 บาท เช่น กรณีที่a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1404627284"ประชาชนมาชุมนุมที่บริเวณสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกา/anbsp;กรณีa href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1403497376"การรวมตัวทำกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ/anbsp;ซึ่งในงานนี้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมต้องลงชื่อกับเจ้าหน้าที่เพื่อเข้าพื้นที่ทำกิจกรรมและa href="http://www.prachatai.org/journal/2014/06/54203"ห้ามไม่ให้ทำกิจกรรมปล่อยลูกโป่ง/aโดยให้เหตุผลว่า เกรงว่าลูกโป่งจะลอยเข้าเขตพระราชฐาน/div divnbsp;/div divเช่นเดียวกับการจัดa href="http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRRd016UXhOREE1T1E9PQ==amp;subcatid="กิจกรรมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิตจากการชุมนุมทางการเมือง/aโดยกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งมีตำรวจนอกเครื่องแบบประมาณ 10 นาย มาสังเกตการณ์และถ่ายรูปผู้มาร่วมทำบุญทุกคนพร้อมบัตรประจำตัวประชาชน/div divnbsp;/div divเหตุการณ์ที่น่าจดจำคือ เจ้าหน้าที่ทหารอาศัยอำนาจตามกฎอัยการศึกเข้าตักเตือนพร้อมยึดอุปกรณ์ประกอบอาชีพเช่น กรณีa href="http://www.prachatai.com/journal/2014/06/54314"พ่อค้าขายปลาหมึกทอด/anbsp;ริมถนนทิพเนตร จ.เชียงใหม่ซึ่งสวมเสื้อสีแดงสกรีนภาพใบหน้านายจตุพร พรหมพันธ์ เจ้าหน้าที่ทหาร 5 นาย ขอให้พ่อค้ารายดังกล่าวถอดเสื้อออกโดยไม่มีเสื้อให้เปลี่ยนและยึดเสื้อแดงไปทันที คล้ายกันกับกรณีเจ้าหน้าที่ทหารเข้ารื้อเต็นท์และยึดสินค้าจากa href="http://www.prachatai.com/journal/2014/12/56886"ร้านขายผลิตภัณฑ์สตรอว์เบอร์รีชื่อ “@ PAI”/anbsp;ที่มีเจ้าของเป็นแกนนำเสื้อแดงเชียงใหม่และทำโลโก้เป็นรูปการ์ตูนคนหน้าเหลี่ยม คล้ายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นอกจากนี้ ยังมีกรณีของร้านอาหาร “สุดสะแนน” ซึ่งทหารราวหนึ่งร้อยนายพร้อมอาวุธบุกเข้าไปในร้านขณะเปิดทำการเนื่องจากมีรายงานว่าจะมีการจัดงานวันเกิดหม่อมเต่านาแต่ก็ไม่พบการจัดงานดังกล่าวแต่อย่างใด/div divnbsp;/div divnbsp;/div div h4strongสรุปสถานการณ์ประจำปี 2557 กรณีอื่นๆ/strong/h4 pa href="http://freedom.ilaw.or.th/blog/Arrest2014"สรุปสถานการณ์ปี 2557 1/5 : การเรียกบุคคลไปรายงานตัว การจับกุมและการควบคุมตัวตามกฎอัยการศึก/a/p pa href="http://freedom.ilaw.or.th/blog/LeseMajeste2014"สรุปสถานการณ์ปี 2557 2/5: คดีหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ เดินหน้าหนึ่งก้าวก่อนถอยหลังสามก้าว/a/p pa href="http://freedom.ilaw.or.th/blog/PoliticalCharges2014"สรุปสถานการณ์ปี 2557 3/5: เสรีภาพการชุมนุม/การแสดงออกสาธารณะ และการตั้งข้อหาทางการเมือง/a/p pa href="http://freedom.ilaw.or.th/blog/Defamation2014"สรุปสถานการณ์ปี 2557 4/5: การฟ้องคดีหมิ่นประมาท และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เพื่อปิดกั้นการแสดงออก/a/p /div pnbsp;/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://www.prachatai.org/journal/2015/01/57374" target="_blank"iLaw ตอน1 : ภาพรวม-ภาพลึกหลังรัฐประหาร การเรียกรายงานตัว คุมตัว บางกรณีมีซ้อม/a /div div class="field-item even" a href="http://www.prachatai.org/journal/2015/01/57460" target="_blank"iLaw ตอน2: คดีหมิ่นเจ้า เดินหน้าหนึ่งก้าว ก่อนถอยหลังสามก้าว/a /div div class="field-item odd" a href="http://www.prachatai.org/journal/2015/01/57468" target="_blank"iLaw ตอน3: เสรีภาพการชุมนุม การแสดงออกสาธารณะและการตั้งข้อหาทางการเมือง/a /div div class="field-item even" a href="http://www.prachatai.org/journal/2015/01/57646" target="_blank"iLaw ตอน4: การฟ้องคดีหมิ่นประมาทและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เพื่อปิดกั้นการแสดงออก/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/It2Ard88HmM" height="1" width="1" alt=""/

ใบตองแห้งออนไลน์: ประชาธิปไตยพรีเมียม

Fri, 30/01/2015 - 08:21
!--break--!--break-- pnbsp;/p pโอ๊ว ท่านนายกฯ ประยุทธ์ ตอบโต้ยิ่งลักษณ์ได้สะใจแฟนๆ แหม ตัวเองโดนตัดสิทธิเข้าหน่อย บังอาจพูดจ๋อยๆ "ประชาธิปไตยตายแล้ว" ทั้งที่ "เราก็ยังสร้างประชาธิปไตยอยู่ทุกวัน ผมอยากจะบอกว่านี่เป็นประชาธิปไตย ที่ดีกว่าปกติอีก"/p pฟังแล้วเป็นปลื้ม ยิ่งกว่าพ่อปลื้ม เราอยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ปกติแต่ดีกว่าปกติ ประชาธิปไตยที่ไม่ต้องมีการเลือกตั้ง แต่ได้นายกฯ คนดี มีอำนาจยิ่งกว่า 377 เสียง ประชาธิปไตยที่ไม่ทำร้ายความเห็นต่าง เพราะถ้าใครเห็นต่างก็แค่เชิญมาปรับทัศนคติ ประชาธิปไตยที่เอาใจใส่คนจน เพราะดูแลทุกคนโดยไม่ให้มีปากเสียง/p pเราอยู่ในระบอบที่ดีกว่าปกติจริงๆ อำนาจจากเลือกตั้งไม่เคยปราบทุจริตได้ อำนาจจากเลือกตั้งไม่เคยสั่งล้างท่อน้ำเหม็น แต่พอยึดอำนาจเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เลิกรัฐธรรมนูญเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ ก็จับทุจริตรัฐบาลเก่าได้ทันใด/p pแถมท่านยังใจกว้าง ตั้ง สนช. 220 คนมากับมือ แต่เปิดให้ลงมติอย่างอิสระ แล้วพวกเขาก็โหวตกันอย่างเป็นประชาธิปไตย โดยปราศจากแรงจูงใจทางการเมือง ทั้งที่ท่านก็ไม่อยากถูกมอง "รังแกผู้หญิง" แต่ทำไงได้ 190 เสียงเป็นใครบ้างก็ไม่รู้/p pประชาธิปไตยจริงๆ นะครับ ไม่เชื่อไปถามครูหยุย ยินดีเอาคอเป็นประกัน ไม่มีใครสั่งครูหยุยได้/p pเสียอย่างเดียว ฝรั่งมันไม่เข้าใจประชาธิปไตย เที่ยวมาเรียกร้องให้เลิกกฎอัยการศึก ทั้งที่ไม่มีใครเดือดร้อน คนไทยมีความสุขจะตาย ข้าราชการรัฐวิสาหกิจได้ขึ้นเงินเดือน นี่ก็จะได้วันหยุดเพิ่มอีก/p pอย่าว่าแต่คนไทยเลย เห็นไหม เจสสิกา อัลบา สวยขนาดไหนยังนุ่งบิกินีถ่าย IG ได้ เสียดายไม่ยักไปเดินเกาะเต่า/p p8 เดือนเข้าไปแล้วนะครับ ไอ้กันยังไม่ยอมปรับทัศนคติ ไม่เหมือนญี่ปุ่นที่จะเชิญท่านไปลงนามรถไฟความเร็วสูง แถมยังมีหน้าอ้างประชาคมโลก ไม่รู้เลยเรอะว่า ชาวโลก 4,700 ล้านคนใน 6,000 ล้านคนเป็นฝ่ายเรา 100%/p pเจอคำถามสวนว่าถ้าสหรัฐอยู่ในสถานการณ์อย่างประเทศไทย จะใช้กฎอัยการศึกไหม ผู้ช่วยรัฐมนตรีก็ไปไม่เป็น เห็นไหม ฝรั่งโง่กว่าคนไทยอีก เกิดมาทั้งชีวิตไม่เคยเห็นรัฐประหาร เสียชาติเกิด คนไทยสิมีวาสนา เดี๋ยวก็ได้เลือกตั้งเดี๋ยวก็ได้แต่งตั้ง คนดีๆ ในสังคมเราไม่ต้องหาเสียงให้เมื่อยตุ้ม นั่งรอแป๊บๆ ก็มีรัฐประหารชวนมาร่างกติกา/p pฝรั่งตีความประชาธิปไตยล้าหลังกว่าเรา ฝรั่งยังเอาประชาธิปไตยปกติ ไม่เอาประชาธิปไตยที่ดีกว่าปกติ ยังให้คุณค่าเสรีภาพ ทั้งที่ศีลธรรมสำคัญกว่า เห็นไหม ให้เสรีภาพ ล้อเลียนศาสนา ถึงโดนฆ่าตายเป็นเบือ คนไทยพากัน สมน้ำหน้า ไม่รู้จักรักษาตัวรอดเป็นยอดดี/p pประชาธิปไตยแบบฝรั่งมันก็ทื่อๆ อย่างนี้ มันถือว่าต้องมีหลักนิติรัฐ มีความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย ถ้ามีใครฉีกรัฐธรรมนูญ ตั้งตัวเป็นกฎหมาย แล้วบอกให้ประชาชนเคารพกฎหมาย มันก็รับไม่ได้ บอกว่าไม่ชอบธรรม ไม่รู้จักแยกแยะความดีความชั่ว ความดีต้องอยู่เหนือกฎหมายสิ/p pสนช.ตัดสิทธิยิ่งลักษณ์ ไม่สำคัญหรอกใครตั้ง เพราะ สนช.คนดีเสียอย่าง ครูหยุยเคยโกงใครที่ไหน ครูหยุยแค่ขึ้นเวทีม็อบไม่เอาเลือกตั้ง จำนำข้าวโกงเห็นๆ ชาวนาเคยขายข้าวได้ 7-8 พัน รัฐบาลดันรับจำนำ 15,000 ทำให้ชาวนาคับแค้นจนผูกคอตาย ตัดสิทธิแล้วไม่เห็นมีใครไม่พอใจ มีแค่สิงห์ทอง บัวชุม กับสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล 2 คน ประเทศไทยไม่เหมือนอเมริกา บิล คลินตัน อื้อฉาวเรื่องโมนิกา เลวินสกี้ ยังไม่มีปัญญา Impeachment/p pประชาธิปไตยแบบฝรั่งไม่เข้าใจคนดี อคติมองทุกคนมีผลประโยชน์ ผู้มีอำนาจทุกฝ่ายต้องตรวจสอบได้ ไม่รู้เลยเรอะว่าท่านไม่ได้เอาสมบัติชาติมาเป็นสมบัติตน ไม่รู้เลยเรอะว่าประเทศนี้มีคนดีเยอะรอสมัครสมัชชาคุณธรรมล้น ประชาธิปไตยแบบฝรั่งไม่ไว้ใจนายทุน ไม่ไว้ใจผู้ถืออาวุธ ไม่ไว้ใจผู้มีตำแหน่ง ตรงข้ามความจริงในสังคมไทย คนดีๆ ทั้งนั้นอยู่ในระบบราชการ ในกองทัพ ในบรรษัท CSR ทายาทเบียร์ยังรักชาติยิ่งกว่าใคร/p pว่าที่จริงประเทศไทยเป็นเอกราชมาตั้งแต่เทือกเขา อัลไต เรามีประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่มาตั้งแต่ประชาธิปไตยฝรั่งยังเป็นวุ้น ไม่เห็นจะต้องไปยึดคำว่า Demo-crazy ตามฝรั่ง ใครจะว่าประชาธิปไตยตายแล้วก็ช่างหัวมัน ให้กระทรวงวัฒนธรรมจัดประกวดคำศัพท์ใหม่ นิยามระบอบการปกครองของคนดีแบบไทยๆ ให้เป็นแบบอย่างแก่ชาวโลก 4,700 ล้านคนดีไหมครับ/p pอย่าไปใช้มันเลย คำว่าประชาธิปไตยของฝรั่ง/p pnbsp;/p pnbsp;/p pstrongที่มา:/strong a href="http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReU1qVTFORGc0TWc9PQ%3D%3Damp;subcatid"ข่าวสดออนไลน์/a/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/xXk3n067qtI" height="1" width="1" alt=""/