ประชาไท

Syndicate content
Updated: 6 min 40 sec ago

นักวิชาการวิพากษ์แนวคิดเซ็กส์กับการเมือง และ ‘นายกฯ ปู’

Tue, 21/05/2013 - 14:54
pแถลงเปิดรับบทความวิชาการเรื่องเพศวิถี ชลิดาภรณ์ร่วมเสวนาชี้เรื่องเพศเป็นเรื่องสาธารณะ ชี้กระแส “นายกฯ ปูผัดผงกะหรี่” คนต้านอย่าปกป้องแค่ศักดิ์ศรีนายกฯ nbsp;แต่ต้องปกป้องศักดิ์ศรีของเพศหญิง รวมทั้ง ‘กะหรี่’ ด้วย/p !--break--!--break-- p20 พ.ค.56nbsp; ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ สมาคมเพศวิถีศึกษา และ 21 องค์กรเครือข่าย แถลงข่าวเปิดตัวงานวิชาการเพศวิถีศึกษาครั้งที่ 4 ประจำปี 2556 ด้วยเสวนาหัวข้อ span dir="RTL""/spanspan dir="RTL"สาธารณะ รัฐ เซ็กส์ กับ นายกฯ ปู/spanspan dir="RTL""/span โดยมีสุชาดา ทวีสิทธิ์ และอัญชนา สุวรรณานนท์ เป็นผู้แถลงข่าวการประชุมวิชาการ และในช่วงการเสวนา มีอาจารย์กฤตยา อาชวนิจกุล และ อาจารย์ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ เป็นผู้ร่วมการเสวนา/p pสุชาดากล่าวว่า เหตุผลที่เลือกหัวข้อการเสวนา “สาธารณะ รัฐ เซ็กซ์ กับนายกฯ ปู” เนื่องจากต้องการให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องดังกล่าว รวมทั้งกลับมาวิจารณ์ตนเองว่าการทำให้เซ็กซ์เป็นเรื่องต้องห้ามในสังคมก่อให้เกิดปัญหามากเพียงใด เช่นการเกลียดกลัวคนรักร่วมเพศ การมองเซ็กซ์เป็นเรื่องบัดสีและสกปรก การพูดคุยเรื่องดังกล่าวถูกจำกัดไว้ในพื้นที่ส่วนตัว ภาวะดังกล่าวเป็นการเปิดช่องคนบางกลุ่มผูกโยงเซ็กซ์เข้ากับการเมือง ใช้ความหมายเชิงสัญลักษณ์เพื่อโจมตีและลดทอนคุณค่าของฝ่ายตรงข้าม รวมถึงก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมทางเพศในเยาวชนที่รัฐได้เปิดช่องให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้หญิงอย่างไม่เป็นธรรม วาทกรรมเรื่องเซ็กซ์ของสังคมแท้จริงแล้วจึงเป็นเพียงแค่เครื่องมือที่รัฐใช้สร้างกติกาในการควบคุมพฤติกรรมคนเท่านั้น การประชุมวิชาการในครั้งนี้จึงต้องการปกป้องสิทธิมนุษยชน ให้สังคมเอาเรื่องเพศที่อยู่ใต้พรมออกมาสู่สาธารณะ โดยเวทีเสวนาของเราจะมีการเปิดรับบทความใน 5 หัวข้อได้แก่ 1.เควียร์ (queer) เพศหลากหลาย และสตรีนิยมเป็นญาติกันหรือไม่ 2.รัฐไทยกับการปกป้องคุ้มครองเพศวิถี 3.เซ็กซ์ในสื่อสมัยใหม่ (new media) 4.เพศวิถีข้ามรัฐ ลอดพรมแดน 5.พื้นที่สาธารณะกับการเกลียดกลัวเรื่องเพศ (รายละเอียดเพิ่มเติม: a href="http://www.ssa.ipsr.mahidol.ac.th"www.ssa.ipsr.mahidol.ac.th/a )/p p style="text-align: center;"br /img alt="" src="/sites/default/files/u7/images_1.jpg" height="209" width="290" //p pในช่วงของการเสวนา กฤตยากล่าวว่า การแสดงออกทางเพศของเราถูกกดทับไว้ให้สอดคล้องกับความต้องการของรัฐ รัฐพยายามกำหนดว่าเซ็กซ์แบบใดถูก แบบใดผิด เช่นกำหนดอายุขั้นต่ำ กำหนดจำนวนคนที่มีเซ็กซ์ ยิ่งไปกว่านั้นยังกำหนดพฤติกรรมของคนในระดับค่านิยมความเชื่อ เช่น หญิงไทยต้องรักนวลสงวนตัว ผู้หญิงต้องนั่งหุบขา ในขณะที่ผู้ชายกลับถูกควบคุมน้อยกว่าผู้หญิง ซึ่งค่านิยมเหล่านี้เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เช่น ในยุคจอมพล ป. มีการออกนโยบายลูกดก ให้รางวัลแก่สตรีที่มีบุตรหลายคน เนื่องจากในช่วงนั้นประเทศกำลังขาดแคลนแรงงาน และมีความเป็นไปได้ว่ากระแสดังกล่าวอาจจะกลับมา เนื่องจากในยุคปัจจุบันคนไทยมีลูกน้อยลง รัฐบาลอาจจะสร้างแรงจูงใจให้ผู้หญิงผลิตบุตรให้กับรัฐ ผู้หญิงจึงกลายเป็นเพียงเครื่องผลิตประชากรให้กับรัฐ/p pนอกจากรัฐแล้ว สังคมเองก็เข้ามากำหนดกรอบให้กับเซ็กซ์ของเราเช่นกัน สังคมทำให้ปัจเจกเข้าใจว่าความสัมพันธ์แบบใดที่สังคมยอมรับเช่น ผัวเดียวเมียเดียว แต่งงาน มีเซ็กซ์ในที่รโหฐาน และความสัมพันธ์แบบใดที่สังคมไม่ยอมรับเช่น การร่วมเพศทีละหลายๆ คน การนอกใจ ซึ่งความเข้าใจเหล่านี้เป็นผลผลิตจากรัฐอีกเช่นกัน แม้กระทั่งท่วงท่าในการมีเซ็กซ์ซึ่งควรเป็นสิ่งที่ปัจเจกควรมีอิสระในการเลือกมากที่สุด สังคมก็ยังเข้ามากำหนดว่าท่าใดคือท่ามาตรฐาน/p pชลิดาภรณ์กล่าวว่า เรามักเข้าใจกันว่าเซ็กซ์เป็นเรื่องที่อยู่ในพื้นที่ส่วนตัว (private sphere) หากเป็นเช่นนั้นแปลว่าปัจเจกควรมีเสรีภาพเต็มร้อยในการกำหนดเรื่องเซ็กซ์ของตัวเอง แต่ในความเป็นจริงกลับตรงกันข้าม กรองแก้ว ตัวละครจากเรื่องสุภาพบุรุษจุฑาเทพกล่าวไว้ว่า “เพราะโลกนี้ไม่ได้มีเราเพียงสองคน ยังมีครอบครัว ขบนจารีต ประเพณี ความควรมิควร อีกมากมายที่เราต้องคำนึงถึง” ประโยคดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วปัจเจกมิได้มีเสรีภาพในเรื่องเซ็กซ์อย่างแท้จริง สังคมกำหนดกรอบกติกามากมายในเรื่องเซ็กซ์ อีกทั้งยังบังคับใช้และผลิตซ้ำกฎกติกาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รัฐที่อ้างว่าตนเป็นเสรีประชาธิปไตยมีน้อยมากที่จะให้เสรีภาพทางเพศแก่ประชาชนจริงๆ กรณีล่าสุดที่มีการบุกจับกองถ่ายภาพนู๊ด และมีการตั้งข้อหากับพริตตี้ที่เป็นนางแบบถ่ายนู๊ดโดยสมัครใจว่าเป็น “การกระทำอันควรอับอาย” นี่เป็นการใช้อำนาจที่เผด็จการมหาโหด เพราะเป็นการห้ามมิให้คนสมยอมทำข้อตกลงกัน รัฐพยายามปิดทางกบฏ ทางความคิดของประชาชน หากรัฐยังคงดำเนินนโยบายเช่นนี้ย่อมห่างไกลจากคำว่าเสรีประชาธิปไตย ฉะนั้นเราจึงสรุปได้ว่าเซ็กซ์เป็นเรื่องสาธารณะ และรัฐได้พยายามอย่างหนักในการกำหนดเรื่องเซ็กซ์ของประชาชน/p p style="text-align: center;"img alt="" src="/sites/default/files/u7/article-11264--175_jpg_pagespeed_ce_bemhoyvuv9.jpg" height="193" width="323" //p pในประเด็นเรื่องนายกฯ ปู โดยปกติสื่อ และคนทั่วไปมักเรียกท่านนายกว่านายกฯ ปู แทนคำว่านายกฯ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งการเรียกชื่อเล่นผู้หญิงมันแสดงถึงความเอ็นดู แต่การเอ็นดูในระดับสาธารณะมันน่ากลัว เพราะนั้นเท่ากับเราไม่ได้มองเห็นนายกรัฐมนตรี แต่เราเห็นแค่ “น้องหนูปู” คนหนึ่งเท่านั้น นายกฯ ท่านนี้ถูกทิ่มแทงด้วยเซ็กซ์เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรูปลักษณ์ การแต่งกาย และการเล่นหูเล่นตา ในขณะที่นักการเมืองชายก็มีเหมือนกัน ประเด็นที่น่าสนใจคือเรามักเห็นความพยายามลดทอนความน่าเชื่อถือของนักการเมืองผู้ชายโดยการเรียกว่า “เจ๊” เพื่อแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมทางเพศของคนผู้นั้นมีความเบี่งเบน การใช้เพศโจมตีฝ่ายตรงข้ามจึงเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อย แต่ในกรณีของผู้หญิงจะรุนแรงกว่า ในต่างประเทศก็เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นแองเกล่า มาเคล ผู้นำประเทศเยอรมันนี หรือฮาลารี่ คลินตัน รมว.กระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ การต่างถูกโจมตีด้วยเรื่องรูปลักษณ์ และการแสดงออกทั้งสิ้น/p pชลิดาภรณ์กล่าวต่อว่า ยิ่งในสภาวะที่ความขัดแย้งทางการเมืองมีความรุนแรง การโจมตีด้วยเรื่องเพศก็ยิ่งรุนแรงขึ้นล่าสุดก็คือวาทกรรม “ปูผัดผงกะหรี่” ซึ่งเป็นการสะท้อนอคติทางเพศที่รุนแรงมาก ที่มีทั้งคนออกมาด่า และคนออกมาปกป้องคุณยิ่งลักษณ์ว่าท่านเป็นคนดี ท่านไม่ใช่กะหรี่ ทั้งสองฝ่ายนี้ต่างติดกับอคติทางเพศด้วยกันทั้งคู่ ฝ่ายแรกติดกับเพราะเอาเรื่องเพศมาโจมตีลดทอนความน่าเชื่อถือ ส่วนฝ่ายหลังติดกับเพราะออกมาปกป้องศักดิ์ศรีของนายกฯ เพียงคนเดียว แทนที่จะปกป้องศักดิ์ศรีของเพศหญิง รวมถึงศักดิ์ศรีของ “กะหรี่” กะหรี่มักเป็นตัวแทนของผู้หญิงเลว มีคุณค่าความเป็นคนน้อยกว่าผู้หญิงทั่วๆ ไป กระหรี่เป็นสิ่งที่รัฐใช้ในการกำหนดกรอบกติกา หากผู้หญิงต้องการอยู่ห่างจากคำว่ากระรี่ ก็จำต้องปฏิบัติตามกติกาของรัฐ ฉะนั้นกะหรี่จึงมีคุณปการแก่เราทุกคน เพราะหากไม่มีกะหรี่ เราจะไม่รู้ว่าผู้หญิงเลวเป็นอย่างไร และจะไม่รู้ว่าผู้หญิงที่ดีควรเป็นอย่างไรหากไม่มีกระหรี่เป็นคู่ตรงข้าม ทั้งที่จริงๆ แล้วกะหรี่คือผู้หญิงที่กล้าหาญไม่ยอมสยบต่อกรอบกติกาเผด็จการมหาโหดของรัฐ และกลายเป็นกบฎทางเพศต่อรัฐในที่สุด/p pชลิดาภรณ์กล่าวทิ้งท้ายว่า อยากจะให้มองเรื่องนี้เสียใหม่ มองว่านี่เป็นโอกาสที่เราจะกลับมาทบทวนเรื่องเซ็กซ็กับการเมืองเสียใหม่ เพื่อที่จะก้าวข้ามมันไปให้ได้/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/WDXKYLrnkEY" height="1" width="1"/

เส้นทางสายเกลือ...สมุทรสาคร อนุรักษ์และต่อยอดวิถี “นาเกลือ” ไม่ให้สูญจากสังคมไทย

Tue, 21/05/2013 - 14:45
pนาเกลือเป็นอาชีพดั้งเดิมของคนไทยที่สืบทอดกันมายาวนาน แต่สารพัดปัญหาที่ต้องเผชิญ ทำให้ขาดแรงจูงใจสำหรับคนรุ่นใหม่เข้ามาสืบทอด เส้นทางสายเกลือจึงดูเหมือนจะค่อยๆ เลือนหายไปจากสังคมไทย/p !--break--!--break-- pจากข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ทำนาเกลือสมุทร เมื่อปี 2554 พบว่าจังหวัดสมุทรสาคร มีเกษตรกรที่ทำนาเกลือ 242 ครัวเรือน พื้นที่ 12,572 ไร่ จังหวัดเพชรบุรี มีเกษตรกรที่ทำนาเกลือ 137 ครัวเรือน พื้นที่ 9,880 ไร่ และจังหวัดสมุทรสงคราม มีเกษตรกรที่ทำนาเกลือ 111 ครัวเรือน พื้นที่ 4,535 ไร่/p pก่อนที่วิถีการทำนาเกลือจะกลายเเป็นเพียงตำนานและสูญหายไปจากสังคมไทย สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (สอร.) หรือ TK park ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร และอุทยานการเรียนรู้สมุทรสาคร จัดกิจกรรรมและนิทรรศการ “เส้นทางสายเกลือ...ที่สมุทรสาคร” ขึ้น เนื่องจากสมุทรสาคร เป็นจังหวัดที่มีการนาเกลือ นอกจากนี้ยังมีจำนวนเกษตรกรและพื้นที่ทำนาเกลือมากที่สุดในประเทศไทย/p pดร.ทัศนัย วงศ์พิเศษกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้และผู้อำนวยการสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ หรือ TK park กล่าวว่า การจัดนิทรรศการเส้นทางสายเกลือ...ที่สมุทรสาคร เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการพัฒนาและเผยแพร่องค์ความรู้เรื่องเกลือ ซึ่ง 3 หน่วยงานได้ร่วมกันจัดทำขึ้นเพื่อสืบทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการทำนาเกลือ และวิถีชีวิตของเกษตรกรที่ทำนาเกลือในจังหวัดสมุทรสาคร รวมทั้งต่อยอดองค์ความรู้ เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ จากเกลือให้มีคุณภาพมาตรฐาน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและส่งเสริมเกลือไทยไปสู่สากลได้ในที่สุด/p pภายในงานนิทรรศการ“เส้นทางสายเกลือ...ที่สมุทรสาคร” ครั้งนี้nbsp; เป็นการเปิดเวทีระดมองค์ความรู้จากเกษตรกรตัวจริงที่ทำนาเกลือมาทั้งชีวิตกว่า 30-40 ปี เช่น ลุงปื๊ด เกษตรกรชาวนาเกลือเจ้าของฉายา “จอมยุทธ์กองเกลือ”nbsp; ลุงสมคิด เจ้าของฉายา “จอมยุทธ์เดินน้ำ” รวมทั้งผู้ก่อตั้งโรงเรียนนาเกลือแห่งแรกในประเทศไทย และกลุ่มคนผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์จากเกลือจนก้าวไกลไปต่างประเทศได้ เช่น กลุ่มอาชีพเกลือทะเลกังหันทอง จากจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งได้มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิถีการทำนาเกลือแบบต่างๆnbsp; รวมไปถึงการสาธิตกระบวนการแปรรูปเกลือสมุทรในรูปแบบต่างๆ เช่น ไอศกรีมแท่งโบราณดับร้อน,nbsp; เกลือขัดผิวทำเองได้ง่ายนิดเดียว, แป้งเกลือจืดผสมทานาคา และไข่เค็มจากดินนาเกลือnbsp; นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับเกลือที่สนุกสนานสำหรับเด็กๆ อาทิ ประดิษฐ์กังหันลม, ผลึกเกลือหน้าตาเป็นอย่างไร, การระบายสีน้ำโดยใช้เทคนิคโรยเกลือnbsp; เป็นต้นbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ลุงปื๊ด หรือ นาย ลิขิต นาคทับทิมnbsp; ชาวนาเกลือสมุทรสาครวัย 57 ปีผ่านแสงแดดสายฝนบนวิถีการทำนาเกลือมาค่อนชีวิต เล่าว่า สำหรับอาชีพการทำนาเกลือ ดินฟ้าอากาศถือเป็นเรื่องสำคัญ ปีไหนแล้งมากการทำนาเกลือจะยิ่งดี แต่ถ้าปีไหนฝนชุกชาวนาเกลือก็ย่ำแย่ และยิ่งทุกวันนี้ยังมีปัญหาเรื่องขาดแคลนแรงงาน เด็กรุ่นใหม่ชอบทำงานในโรงงานมากกว่าทำนาเกลือ จึงหาคนงานได้ยาก และยังไม่สามารถหาคนรุ่นต่อไปรับหน้าที่สานต่ออาชีพอย่างจริงจัง/p p“เมื่อ 7 – 8 ปีก่อนนี้จะได้ผลผลิตเฉลี่ย 50%nbsp; ในปีไหนที่สภาพดินฟ้าอากาศแปรปรวน ก็จะได้ผลผลิตน้อยnbsp; อย่างพอตากนาเกลือไว้พอน้ำทะเลจะแห้ง ฝนก็กลับตก สลับกันแบบนี้อยู่ตลอด พอเป็นแบบนี้เราก็ขาดทุน อย่างล่าสุด 2 – 3 ปีที่ผ่านมาเราก็ทำนาเกลือได้อยู่ประมาณ 3 – 4 เดือน เดือนละ 1 -2 รอบ ช่วงเดือนที่เหลือก็จะเป็นช่วงเวลาว่างที่ทำให้แรงงานที่มีต้องไปหางานอื่นทำ ซึ่งส่วนใหญ่พอได้ไปแล้วก็ไม่ยอมกลับมาทำนาเกลือต่อเลย เพราะอยากได้งานประจำ ยิ่งคนรุ่นใหม่เขาก็เลือกที่จะทำงานในอาชีพอื่น ๆ ตั้งแต่แรก ลูกหลานเรายิ่งแล้วใหญ่ เขาเห็นมาตั้งแต่เกิดว่า อาชีพทำนาเกลือทำยาก ทั้งเหนื่อย ทั้งลำบาก ก็ไม่อยากทำกันแล้วnbsp; ขนาดตอนนี้สบายกว่าสมัยก่อนเยอะแล้วนะ มีอุปกรณ์สมัยใหม่nbsp; มีเครื่องทุ่นแรง แต่ก็ยังเหนื่อยอยู่ดี เพราะต้องต่อสู้กับแดดกับฝน แล้วราคาเกลือก็ไม่ดี ตัวรายได้ที่ไม่เสถียรก็อาจจะไม่ดึงดูดใจหนุ่มๆสาวๆ” ลุงปื๊ดเล่าให้ฟังถึงสภาพปัญหา/p pขณะที่ นายเลอพงษ์nbsp;nbsp; จั่นทองnbsp; ประธานกรรมการสหกรณ์นาเกลือ ต.โคกขาม อ.เมือง เกษตรกรชาวนาเกลือวัย 60 ปีที่ยังคงยึดอาชีพการทำนาเกลือไว้อย่างภาคภูมิใจบนผืนแผ่นดิน 40 ไร่ที่ได้รับการสืบทอดมายาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5nbsp; เช่นเดียวกับเพื่อนเกษตรกรในบริเวณเดียวกันรวม 270 ครอบครัว พร้อมกันนี้ยังได้ใช้พื้นที่ของนาเกลือเป็น “ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร หรือ "ศูนย์เรียนรู้การทำนาเกลือ" สำหรับเพื่อนเกษตรกร ประชาชนที่สนใจรวมไปถึงเด็ก ๆ และเยาวชนเพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับการทำนาเกลือไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานก่อนที่ อาชีพการทำนาเกลือกำลังจะกลายเป็นตำนานเพราะไร้คนสานต่อ/p pนายเลอพงษ์เล่าให้ฟังว่า ในอดีตการทำนาเกลือต้องพึ่งพาธรรมชาติและแรงงานเป็นหลัก แต่ปัจจุบันเริ่มมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยบ้าง และส่งผลดีการทำนาเกลือขึ้นมาก เช่นnbsp; การใช้มอเตอร์ไฟฟ้ามาปั่นกังหันเพื่อวิดน้ำเข้า-ออกจากนา แทนกังหันลมสามารถช่วยเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้น นอกจากนี้ก็เริ่มมีพัฒนาการการทำเกลือแบบใหม่nbsp; เช่นที่จังหวัดเพชรบุรีเริ่มใช้และได้ผลดีคือ การทำนาเกลือบนผ้าใบ/p p“ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ วิถีนาเกลือที่กำลังจะสูญหาย เพราะทุกวันนี้ชาวนาเกลือมีจำนวนลดลงและไม่มีคนรุ่นใหม่มาสานต่อ เป็นเวลากว่า 3 ปีแล้วที่ทางสหกรณ์ได้พยายามสืบสายวิถีนาเกลือnbsp; โดยนำไปบรรจุลงในหลักสูตรของโรงเรียนท้องถิ่น และเปิดพื้นที่นาเกลือให้นักเรียนได้เข้ามาศึกษากระบวนการทำนาเกลือ และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยปรารถนาให้คนรุ่นใหม่เข้าใจถึงคุณค่าของนาเกลือดังเช่นบรรพบุรุษ และภาคภูมิใจในอาชีพของท้องถิ่น ให้สมดังพระมหากรุณาธิคุณที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เคยพระราชทานที่ดินเพื่อประกอบอาชีพนาเกลือให้ชาวโคกขาม”/p pด้านนายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมุทรสาคร ให้ความเห็นว่า การจัดงานครั้งนี้นอกจากเป็นการอนุรักษ์ และสืบสานอาชีพดั้งเดิมของคนสมุทรสาครให้อยู่สืบต่อไปแล้ว/p pยังเป็นสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับเด็กและเยาวชนเกี่ยวกับความสำคัญของเกลือ รวมทั้งการต่อยอดองค์ความรู้เพื่อพัฒนาวิถีการทำนาเกลือ และผลิตภัณฑ์จากเกลือให้มีคุณภาพมาตรฐาน จนสามารถส่งออกไปยังต่างประเทศได้nbsp;/p p“ปัจจุบันทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญเกลือกันมากขึ้น เนื่องจากอาชีพทำนาเกลือตามธรรมชาติเริ่มจะหมดไปจากบ้านเรา เป็นโอกาสดีที่ประชาชนจะได้ความรู้ ความเข้าใจมากขึ้น พร้อมช่วยอนุรักษ์และหาวิธีการพัฒนาแหล่งผลิตเกลือ และเส้นทางสายเกลือต่อไป สมุทรสาคร เป็นจังหวัดที่ผลิตเกลือมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งเกลือนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนต้องใช้และขาดไม่ได้มาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะการถนอมอาหาร จึงจัดโครงการเส้นทางสายเกลือขึ้น เพื่อสืบทอดองค์ความรู้การทำนาเกลือ และวิถีชีวิตเกษตรกรนาเกลือ เผยแพร่องค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นการทำนาเกลือ และนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ก้าวไปสู่ระดับสากล”/p pนอกจากนี้ ดร.ทัศนัย วงศ์พิเศษกุล ยังกล่าวถึงการจัดนิทรรศการเส้นทางสายเกลือ...ที่สมุทรสาคร ครั้งนี้ด้วย ว่า “องค์ความรู้ที่ได้รับการนิทรรศการครั้งนี้ล้วนแต่สามารถนำไปต่อยอดได้ในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสำหรับเด็ก คู่มือประกอบอาชีพในอนาคต นิทรรศการ และหนังสือความรู้อื่น ๆ ที่เชื่อมโยงกับการประกอบอาชีพเกี่ยวกับเกลือเพื่อสร้างองค์ความรู้ให้รอบด้าน และใช้ได้จริงเพื่อแสดงให้เห็นว่าห้องสมุดมีชีวิตไม่ได้จบแค่การมีหนังสือมาให้บริการเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือบทบาทในการกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาและบริหารจัดการองค์ความรู้ในท้องถิ่น เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมแห่งการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยในที่สุด”nbsp;/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7403/8762668779_b66de296e9_z.jpg" style="width: 640px; height: 426px;" //p p style="text-align: center;"1.นิทรรศการภาพวิถีนาเกลือ/p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm6.staticflickr.com/5467/8763793190_7f5b5ed701_z.jpg" style="width: 640px; height: 480px;" /br /2. แลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับเรื่อง เกลือ/p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm6.staticflickr.com/5459/8763782750_50bb3e1d10_z.jpg" style="width: 640px; height: 480px;" /br /3. สมพงษ์ รอดดาราnbsp; ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรนาเกลือ สมุทรสาคร แลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับวิถีนาเกลือที่จังหวัดสมุทรสาคร/p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm6.staticflickr.com/5346/8762653089_d00a28752b_z.jpg" style="width: 640px; height: 426px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8134/8763776474_af846b5f8a_z.jpg" style="width: 426px; height: 640px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm3.staticflickr.com/2872/8763770092_4beaf66d09_z.jpg" style="width: 640px; height: 426px;" //p p style="text-align: center;"4.-6. ผลิตภัณฑ์จากนาเกลือ ประเภทต่างๆ ซึ่งนำมาจัดแสดงเพื่อให้ความรู้ภายในนิทรรศการฯ/p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7450/8762638585_44116a725c_z.jpg" style="width: 426px; height: 640px;" /br /7.ลุดปื๊ด เจ้าของฉายา จอมยุทธ์กองเกลือ/p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm3.staticflickr.com/2876/8762635793_f3215ab0e1_z.jpg" style="width: 426px; height: 640px;" /br /8. โชว์การรื้อเกลือ/p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm4.staticflickr.com/3728/8763760244_89c6d3393e_z.jpg" style="width: 480px; height: 640px;" /br /9. ลุงปื๊ด กับภรรยาคู่ชีวิต/p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm3.staticflickr.com/2894/8763757902_d224f3ea33_z.jpg" style="width: 640px; height: 426px;" /br /10.นาเกลือ/p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8401/8763753786_fd17c4fdd1_z.jpg" style="width: 640px; height: 480px;" /br /11.ดอกเกลือ ผลิตผลจากนาเกลือ/p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm6.staticflickr.com/5323/8763751416_6550d4cf73_z.jpg" style="width: 640px; height: 426px;" /br /12.นายเลอพงษ์ จั่นทอง ทายาทและเกษตรกรนาเกลือbr /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/PYMy5y9yBp0" height="1" width="1"/

อนุกก.คุ้มครองผู้บริโภคย้ำ ความเร็วการส่งข้อมูล 3G ต้องไม่ต่ำกว่า 345Kb

Tue, 21/05/2013 - 13:35
pอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เผยบริษัทยังทำผิดเงื่อนไขใบอนุญาต เหตุโปรโมชั่น กำหนดค่าเอฟยูพี ต่ำกว่าที่กำหนด ย้ำต้องไม่ต่ำกว่า 345 กิโลบิตต่อวินาที หลังพบ แจ้งมาตรฐานความเร็วขั้นต่ำที่ผู้บริโภคได้รับตกลงเหลือเพียง 64 กิโลบิตต่อวินาทีเท่านั้น พร้อมหนุน กสทช. เร่งรัดบริษัทลดค่าบริการให้ได้ 15%/p p!--break--!--break--/p pbr / /pp(20 พ.ค.56) เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคด้านกิจการโทรคมนาคม กสทช. เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะอนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีการหารือกันเกี่ยวกับบริการ 3G ในหลายประเด็น ซึ่งที่ประชุมได้มีมติสนับสนุนการดำเนินการของ กสทช. กรณีเร่งรัดเพื่อให้เกิดการลดค่าบริการ 3G ลงร้อยละ 15 ให้กับผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะอนุกรรมการยังพบว่าผู้ให้บริการยังไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่ 3 ในประเด็นคุณภาพการให้บริการและการคุ้มครองผู้ใช้บริการ ซึ่งระบุว่า ผู้รับใบอนุญาตต้องจัดให้มีการควบคุมคุณภาพบริการให้เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานของคุณภาพการให้บริการโทรคมาคมประเภทข้อมูลสำหรับโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบุว่า ความเร็วเฉลี่ยในการส่งข้อมูลของบริการ 3G ต้องไม่ต่ำกว่า 345 กิโลบิตต่อวินาที/p p“จากข้อมูลโปรโมชั่นของผู้ให้บริการพบว่า อัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลต่ำกว่าที่กำหนดตามประกาศ กสทช. เรื่อง มาตรฐานของคุณภาพการให้บริการโทรคมนาคมประเภทข้อมูลสำหรับโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ คือความเร็วในการดาวน์โหลดต้องไม่ต่ำกว่า 345 กิโลบิตต่อวินาที และความเร็วในการอัปโหลดต้องไม่ต่ำกว่า 153 กิโลบิตต่อวินาที แต่จากรายการส่งเสริมการขายใหม่เพื่อให้บริการ 3G พบว่าได้กำหนดอัตรารับรองในการรับส่งข้อมูลขั้นต่ำนั้นต่ำลงกว่าเมื่อครั้งเป็นบริการ 2G คือ อัตราความเร็วในการรับส่งข้อมูลขั้นต่ำเหลือเพียง 64, 128 และ256 กิโลบิตต่อวินาที เท่านั้น” อนุกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคกล่าว/p pเดือนเด่นกล่าวด้วยว่า ที่ประชุมยังเห็นว่า ควรมีการกำหนดมินิมัมแพ็คเกจ ที่เป็นมาตรฐานไว้และหากพบว่ามีการใช้บริการเกินกว่ามินิมัมแพ็คเกจ ก็ควรมีการแจ้งเตือนกับผู้ใช้บริการ เพื่อป้องกันปัญหาค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ/p p"ผู้ให้บริการควรมีการแจ้งเตือนเรื่องค่าใช้จ่ายการใช้บริการ เช่นในต่างประเทศ หากการใช้บริการของผู้ใช้บริการมีการเปลี่ยนแปลงไปแบบผันผวนเช่น ใช้มากกว่าปกติไป 2 ถึง 3 เท่าตัว จะต้องแจ้งผู้ใช้บริการทราบ เพื่อเป็นกลไกในการคุ้มครองผู้บริโภคแบบอัตโนมัติ ซึ่งสำหรับประเทศไทยพบว่า มีบางบริษัทที่โทรสอบถามลูกค้าหากมีการใช้บริการที่มากผิดปกติ ซึ่งควรทำให้เป็นมาตรฐานเป็นการทั่วไป " เดือนเด่นกล่าว/p pนอกจากนี้ยังพบว่า ผู้บริโภคที่ใช้บริการ 3G ประสบปัญหาโดยรวมคือ กรณีโปรโมชั่นเดิม หรือลูกค้ารายเดิมที่เคยใช้บริการ 3G ภายใต้โครงข่าย 2G นั้นพบว่า มีการลดค่าบริการให้จริง แต่บริษัทมิได้แจ้งรายละเอียดสิทธิประโยชน์ให้ผู้ใช้บริการทราบ เช่น ลดค่าบริการให้ลูกค้าจาก 699 บาทเหลือ 499 บาท แต่ไม่แจ้งสิทธิประโยชน์ให้ทราบ, ลดค่าบริการให้จริงแต่ก็ลดสิทธิประโยชน์ลงด้วย เช่น เคยใช้บริการเสียงได้ 400 นาทีถูกลดเหลือ 300 นาที, หรือยังไม่ดำเนินการลดค่าบริการให้กับผู้ใช้บริการเลย/p pรวมถึงการไม่โอนย้ายเงินคงเหลือในระบบให้ในกรณีการโอนย้ายบริการจาก 2G ไป 3G ของผู้ใช้บริการระบบเติมเงิน หรือกรณีการโอนย้ายเครือข่ายแล้วไม่สามารถใช้บริการไม่ได้ เมื่อผู้ใช้บริการต้องการโอนย้ายไปผู้ให้บริการรายใหม่ แต่บริษัทไม่ดำเนินการให้โดยอ้างว่าต้องอยู่กับผู้ให้บริการรายเดิม 90 วัน ซึ่งประกาศ กสทช. ไม่เคยกำหนดให้ผู้ใช้บริการต้องกับอยู่ผู้ให้บริการรายเดิม 90 วัน แต่ผู้ใช้บริการสามารถโอนย้ายเครือข่ายเมื่อใดก็ได้, ปัญหาความครอบคลุมของพื้นที่ให้บริการ เช่น มีการประชาสัมพันธ์ แต่ไม่มีการให้บริการในพื้นที่นั้น เป็นต้น/p pbr /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/zHSRNWmIMI4" height="1" width="1"/

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: 3 ปีแห่งการฟอกถ่านให้ขาว

Tue, 21/05/2013 - 12:19
!--break--!--break-- pnbsp;/p pหลังจากที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้กล่าวปาฐกถาที่มองโกเลียเมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งได้ชี้ให้เห็นปัญหาประชาธิปไตยในประเทศไทย ที่เกิดจากการรัฐประหาร การคุกคามของฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตย และการกวาดล้างปราบปรามประชาชน ในที่สุด วันที่ 8 พฤษภาคม พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ออกแถลงการณ์ของพรรค ส่งให้กับนานาประเทศ เพื่อคัดค้านคำปาฐกถา ซึ่งแถลงการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ ได้สะท้อนให้เห็นอีกครั้งของการโกหกบิดเบือน ฟอกถ่านให้ขาว และใส่ร้ายป้ายสีประชาชน แถลงการณ์นี้เท่ากับว่าพรรคประชาธิปัตย์ได้ขยายวาทกรรมโกหกบิดเบือนในสังคมไทยให้เผยแพร่ไปทั่วโลก/p pในคำแถลงของพรรคประชาธิปัตย์ ได้อ้างว่าที่มาของปัญหาการเมืองในประเทศไทยว่า เกิดจากการบริหารของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เต็มไปด้วยการคอรัปชั่น จนทำให้ฝ่ายทหารต้องเข้าแทรกแซงในเดือนกันยายน พ.ศ.2549 และแต่งตั้งรัฐบาลพลเรือนชั่วคราว ซึ่งเป็นการอธิบายเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่การรัฐประหาร ทั้งที่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานใดที่จะพิสูจน์ได้เลยว่า การบริหารของรัฐบาลทักษิณมีการทุจริตมากมายเช่นนั้น และยิ่งไม่สามารถที่จะเป็นข้ออ้างสำหรับการก่อรัฐประหารล้มล้างประชาธิปไตยได้เลย ต่อมา แถลงการณ์ก็อธิบายการจัดตั้งรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในเดือนธันวาคม พ.ศ.2551 ว่า มาจากการที่พรรคพลังประชาชนถูกยุบ และทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคพลังประชาชนจำนวนหนึ่งหันมาสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ โดยไม่อธิบายพลังทางการเมืองที่แวดล้อมกดดัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาลรัฐธรรมนูญที่มีบทบาทสำคัญในการใช้ข้อกฏหมายอันเหลวไหลมาล้มรัฐบาลพลังประชาชนและเปิดทางให้พรรคประชาธิปัตย์ได้จัดตั้งรัฐบาล/p pแต่การโกหกบิดเบือนเรื่องใหญ่ที่สุดก็คือ เรื่องการกวาดล้างปราบปรามประชาชนเมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม พ.ศ.2553 ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะใช้กำลังทหารเข้ากวาดล้างจนมีผู้เสียชีวิตถึง 91 คนและบาดเจ็บนับพันคน แถลงการณ์ได้ให้คำอธิบายดังนี้/p pspan style="color:#000080;"em“ในช่วงรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ สภาพการเมืองไทยมีการเผชิญหน้า และมีความรุนแรง สืบเนื่องมาจากแนวทางแก้ว 3 ประการ ของพ.ต.ท.ทักษิณและกลุ่มผู้สนับสนุน คือ พรรคเพื่อไทย กลุ่มคนเสื้อแดง และกองกำลังติดอาวุธ โดยนางสาวยิ่งลักษณ์nbsp; ชินวัตรนั้นก็ได้มีส่วนร่วมในการประท้วงกับกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งศาลยุติธรรมได้มีคำพิพากษาให้เป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย และไม่ใช่เป็นไปตามแนวทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ การชุมนุมได้มีการละเมิดสิทธิ เสรีภาพพื้นฐานของผู้อื่น และยังมีกองกำลังที่เรียกว่า ชายชุดดำ ใช้อาวุธสงคราม เช่น ลูกระเบิด /ememM67 M79 และอาวุธสงครามต่างชนิด แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ,,,เป็นการชุมนุมที่มีกองกำลังติดอาวุธ ก่อการร้ายต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ และทำร้ายประชาชนผู้บริสุทธิ์ ฝ่ายรัฐบาลนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ได้นำประเทศกลับสู่ภาวะปกติด้วยกลไกต่างๆ ภายในขอบเขตของกฎหมาย ผู้เสียชีวิต 91 คน...มีทั้งข้าราชการ ทหาร และตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษากฎหมายและความมั่นคงของประเทศ ประชาชนผู้บริสุทธิ์ และผู้ประท้วงหลายคนถูกเข่นฆ่าด้วยกลุ่มกองกำลังติดอาวุธ/em”/span/p pคำอธิบายเช่นนี้ ก็เป็นการตอกย้ำถึงการโกหกโดยตลอด 3 ปีที่ผ่านมาที่ว่า การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในเดือนเมษายนและพฤษภาคม พ.ศ.2553 นั้นเป็นการใช้ความรุนแรงและก่อการร้ายของประชาชนต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ ส่วนการเข่นฆ่าสังหารเกิดจากกลุ่มชายชุดดำ ซึ่งเป็นกองกำลังของฝ่ายผู้ชุมนุม โครงเรื่องในการเล่าเรื่องนี้แบบพรรคประชาธิปัตย์จึงกลายเป็นว่า กลุ่มคนเสื้อแดงมาชุมนุมประท้วงที่ถนนราชดำเนินและราชประสงค์ โดยตั้งกองกำลังติดอาวุธมาด้วย จากนั้น ก็ใช้อาวุธเหล่านั้นยิงเจ้าหน้าที่ทหาร และยิงกันเองจนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก แม้ว่าจะมีการกระชับพื้นที่จนประชาชนจำนวนมากหนีไปอยู่ในวัดปทุมวนาราม คนชุดดำก็ยังตามไปยิงผู้บริสุทธิ์ในวัดอีก 6 ศพ ส่วนรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่ประกาศภาวะฉุกเฉิน ตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)มาควบคุมสถานการณ์ ส่งทหารติดอาวุธสงครามพร้อมมาล้อมที่ชุมนุม และแม้ว่าจะมีการยิงกระสุนนับแสนนัดก็ไม่ได้สังหารใครเลย แต่ในที่สุดก็สามารถนำประเทศคืนสู่ภาวะปกติได้ด้วยกลไกกฎหมาย/p pการเล่าเรื่องแบบนี้อาศัยการข้ามเรื่องหรือแกล้งไม่เล่าข้อเท็จจริงจำนวนมาก เช่น การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงเริ่มตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม โดยไม่มีความรุนแรงเลย ไม่มีหลักฐานใดเลยที่แสดงว่า คนเสื้อแดงที่มาชุมนุมขนอาวุธมาจากบ้าน ข้อเรียกร้องของการชุมนุมคือ ให้อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ การจัดตั้งกำลังอาวุธจะไม่มีส่วนใดเลยที่จะช่วยให้บรรลุข้อเรียกร้อง ความรุนแรงเริ่มเกิดในวันที่ 10 เมษายน โดยการที่ทหารฝ่ายรัฐบาลเริมเปิดฉาก”กระชับพื้นที่”โดยการใช้อาวุธเข้าสลายฝูงชน จากนั้น ศอฉ.ได้ประกาศ”ผังล้มเจ้า”เพื่อกล่าวหากลุ่มผู้ชุมนุมว่า ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ และใช้กองทหารปิดล้อมการชุมนุมทุกด้าน การกวาดล้างประชาชนครั้งใหญ่เรียกว่า “ขอพื้นที่คืน”เริ่มจากการสังหาร พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ด้วยการยิงด้วยสไนเปอร์ ในวันที่ 13 พฤษภาคม จากนั้น ก็ยังได้ใช้สเปอร์ยิงประชาชนจำนวนมาก การล้อมกระชับและเข่นฆ่า จนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม ฝ่ายแกนนำผู้ชุมนุมจึงประกาศยุติการชุมนุมแล้วถูกจับกุม หลังจากนั้นจึงเกิดการเผาห้างเซนทรัลเวิร์ล และศูนย์การค้าอีกหลายแห่ง โดยคนเสื้อแดงถูกกล่าวหาว่าเป็นคนทำ จึงถูกโจมตีว่าเป็นพวก”เผาบ้านเผาเมือง” แต่ในกรณีนี้ เมื่อผ่านมาแล้ว 3 ปี ก็ไม่มีหลักฐานใดที่จะระบุได้เลยว่า คนเสื้อแดงเป็นคนเผาสถานที่เหล่านั้น คนเสื้อแดงที่ถูกจับกุมดำเนินคดีก็ถูกยกฟ้องเพราะหลักฐานอ่อน และนี่เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้การโจมตีเรื่องเผาบ้านเผาเมืองกลายเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล/p pสรุปได้ว่า โครงเรื่องที่เล่าแบบพรรคประชาธิปัตย์เป็นโครงเรื่องที่เหลวไหลมาก แต่โครงเรื่องแบบนี้มีความจำเป็น เพื่อที่จะปกปิดความชั่วของรัฐบาลอภิสิทธิ์และ ศอฉ. ที่เป็นผู้รับผิดชอบในการกวาดล้างสังหารประชาชน แต่ที่น่าแปลกใจคือ โครงเรื่องแบบนี้ได้รับการยอมรับ และฝ่ายพันธมิตรกลุ่มเสื้อเหลือง ส่วนมากก็ยอมรับและเล่าเรื่องในแบบเดียวกัน และกลับโจมตีแกนนำของผู้ชุมนุมว่าเป็นต้นเหตุของการเข่นฆ่าสังหาร/p pจนมาถึงขณะนี้เมื่อถึงโอกาสครบรอบ 3 ปีของการเข่นฆ่าสังหารประชาชน การดำเนินคดีต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้รับผิดชอบในการเข่นฆ่าก็ยังคืบหน้าช้ามาก และนายทหารที่เข้าร่วมสั่งการ ก็ยังไม่มีใครถูกจับกุมดำเนินคดีเลย ทั้งยังมีข่าวถึงการเสนอกฎหมายปรองดอง ที่จะนิรโทษให้กับฝ่ายทหารและผู้สั่งการ จึงคาดหมายล่วงหน้าได้ว่า คดีสังหารประชาชนครั้งใหญ่นี้ ก็จะเป็นมวยล้ม ศาลที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเล่นงานประชาชนตลอดมา จะไม่มีประสิทธิภาพในการเอาผิดฆาตกรตัวจริงได้/p pนี่คือความอยุธิธรรมในสังคมไทย และเป็นชะตากรรมของฝ่ายประชาชนไทย/p pnbsp;/p pstrongที่มา: โลกวันนี้วันสุข ฉบับที่/strongstrongnbsp;411 nbsp;วันที่ 18 พฤษภาคม 2556/strong/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/yEzdfdsr3co" height="1" width="1"/

ส่องอดีตระวังอนาคต องค์การเภสัชกรรม

Tue, 21/05/2013 - 11:53
!--break--!--break-- pเมื่อวันศุกร์ที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา บอร์ดองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ที่มี นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เป็นประธานมีมติปลด นพ.วิทิต อรรถเวชกุล ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการ อภ.ด้วยข้อหาร้ายแรง 3 ข้อหา คือ จงใจทำให้ผู้ว่าจ้างเสียหาย, ประมาทเลินเล่อทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรง และ ฝ่าฝืนข้อบังคับ ระเบียบวินัย ขัดขืนคำสั่ง โดยบอร์ดมีเสียงเอกฉันท์ ซึ่งก่อนหน้าการประชุม 1 วัน มีรายงานข่าวว่า อธิบดีหลายกรมในกระทรวงสาธารณสุขถูกสั่งห้ามเดินทางต่างประเทศจนกว่าจะประชุมเสร็จ/p pในวันประชุม เกือบ 15.00 น. นพ.สุพรรณ ศรีธรรมา รองปลัด สธ.รีบเดินทางกลับมาจากสุราษฎร์ธานี ต้องกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้าห้องประชุมให้ทันในเวลา แล้วอีกครึ่งชั่วโมงต่อมาบอร์ดเปิดการแถลงข่าวปลดดังกล่าว/p pเท่าที่ทราบ ในวาระดังกล่าว ไม่มีการรายงานผลการสอบสวนอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร มีเพียงการให้ นพ.สมชัย ภิญโญพรพาณิชย์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบโรงงานวัคซีน และ นพ.นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบวัตถุดิบพาราฯชี้แจงทางวาจาเท่านั้น ซึ่งข้อสรุปของการสอบสวนยังไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจง/p pความน่าสนใจอีกประการหนึ่ง คือ ที่ประชุมดังกล่าวยังแต่งตั้ง ภญ.พิศมร กลิ่นสุวรรณ รอง ผู้อำนวยการ อภ. ให้เป็นรักษาการผู้อำนวยการ อภ. ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองจัดซื้อยา 2 ภญ.พิศมร เคยถูกสอบสวนเรื่องทุจริตยา 1,400 ล้านบาท แต่ นพ.พิพัฒน์ ประธานบอร์ดกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องเก่า และเกิดขึ้นมาแล้วกว่า 14 ปี ซึ่งตัว ภญ.พิศมร ถูกตักเตือนและลงโทษสถานเบา ดังนั้นประเด็นนี้จึงไม่น่าจะเกี่ยวข้องกัน ทาง บอร์ด อภ.ได้พิจารณาถึงความเหมาะสมอย่างรอบคอบแล้ว ขณะเดียวกัน ภญ.พิศมร ก็จะเกษียณในเดือน ก.ย.นี้แล้ว/p pคดีทุจริตยา 1,400 ล้านบาท เมื่อปี 2541 นั้น มีนักการเมืองถูกจำคุก 2 คน คือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (นายรักเกียรติ สุขธนะ) และที่ปรึกษารัฐมนตรี (นายจิรายุ จรัสเสถียร) ข้าราชการประจำต้องถูกลงโทษไล่ออกไปถึง 7 คน ฯลฯ นั้น มีรูปแบบการทุจริตใน 3 ลักษณะคือ 1.การซื้อผ่านบริษัทที่อยู่ในลิสต์ของนักการเมือง แล้วบริษัทเหล่านี้จะโอนเงิน 20% มาให้นักเมือง 2.โรงพยาบาลจัดซื้อเอง ซื้อกับบริษัทใดก็ได้ แล้วโรงพยาบาลโอนเงิน 20% มาให้นักเมือง และ 3.คือการซื้อผ่านองค์การเภสัชกรรม ซึ่งจะไปซื้อกับบริษัทตามรายชื่อ แล้วโอนเงิน 20% ให้นักการเมือง/p pจากเอกสารรายงานการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนชุดที่มี อาลัย อิงคะวณิช รองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีขณะนั้นเป็นประธานระบุถึงการทุจริตในรูปแบบที่ 3 ว่า "กรณีดังกล่าว ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากระบบการสั่งซื้อยาและเวชภัณฑ์ และวัสดุการแพทย์จึงมีมูลค่ามหาศาล และเสมือนว่าเป็นการซื้อโดยสุจริต เพราะซื้อผ่านองค์การเภสัชกรรมซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่โดยแท้จริงแล้ว คณะกรรมการสอบสวนเห็นว่า ก็เป็นการซื้อไม่สุจริต ซื้อในราคาที่แพงกว่าที่ควรจะซื้อได้อยู่มาก/p pem"โดยอาศัยองค์การเภสัชกรรมเป็นเกราะกำบังเจตนาอันไม่สุจริตนั้น ในขณะเดียวกัน องค์การเภสัชกรรมก็มิได้ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติในเรื่องนี้แม้แต่น้อย เนื่องจากยิ่งมีการซื้อยา เวชภัณฑ์และวัสดุการแพทย์ราคาแพงมากเท่าใด องค์การเภสัชกรรมก็จะได้ค่าบริการเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น"/em/p pในรายงานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับองค์การเภสัชกรรม ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งในคดีทุจริตยา 1,400 ล้าน จนกระทั่งสามารถเอาผิดรัฐมนตรี สธ.ในขณะนั้นได้ พบการซื้อยาและเวชภัณฑราคาแพงผ่านองค์การเภสัชกรรมที่อาจเป็นการจงใจตามข้อสรุปดังกล่าวเกิดขึ้นใน 34 จังหวัด/p pคิดเฉพาะค่ายาและเวชภัณฑ์เฉพาะที่มีวงเงินจัดซื้อตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 294,663,700 บาท (ไม่นับรวมรายการย่อยและรายการที่มีหน่วยงานต่างๆสั่งซื้อโดยตรง) และเป็นตัวเลขหลังจากที่มีการเปิดโปงทุจริตจนมีการระงับการสั่งซื้อหรือส่งคืนยาและเวชภัณฑ์จำนวนมาก/p pรายงานดังกล่าวยังได้สรุปถึงพฤติกรรมของผู้รับผิดชอบในเรื่องการจัดซื้อขององค์การเภสัชกรรมในขณะนั้นว่า/p pem“ละเลยไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับองค์การเภสัชกรรมว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2524 ข้อ 19 และข้ออื่นๆ จัดซื้อพัสดุโดยไม่คำนึงถึงราคาพัสดุซึ่งเคยซื้อมาก่อน จนทำให้เกิดเหตุการณ์ พัสดุอย่างเดียวกัน บริษัทผู้ขายรายเดียวกัน ซื้อในช่วงเวลาเดียวกัน ราคาแตกต่างกันมากและเป็นราคาแพงมากผิดปกติ/em/p pemนอกจากนี้ ยังเป็นผู้ประสานแจ้งส่วนต่างๆในองค์การฯ ว่าผู้ขายรายใด จะจัดส่งสินค้าโดยตรง ซึ่งอ้างว่าได้รับแจ้งรายชื่อผู้ขายที่จะส่งสินค้าตรงไปจังหวัดจากเจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชารายงานมาให้ทราบ/em/p pemเมื่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ ได้เชิญเจ้าหน้าที่ซึ่งถูกระบุชื่อรายดังกล่าวมาให้ถ้อยคำในทันที ได้ให้การว่า ไม่เคยรายงานรายชื่อผู้ขายที่จะส่งสินค้าตรงไปจังหวัดให้ผู้อำนวยการกองจัดซื้อ 2 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาแต่อย่างใด และตนเองก็ไม่หน้าที่และไม่เคยได้รับมอบหมายให้ดำเนินการติดต่อสอบถามผู้ขายในเรื่องดังกล่าวด้วย”/em/p pกรณีทุจริตยาในครั้งนั้นแสดงให้เห็นว่า องค์การเภสัชกรรมนั้น เป็นหน่วยงานสำคัญในการจัดหาและผลิตยาเพื่อความมั่นคงของประเทศ การใช้ศักยภาพและประสิทธิภาพขององค์การเภสัชกรรมอย่างเต็มที่ สามารถอำนวยประโยชน์แก่ประเทศอย่างมหาศาล ทั้งการจัดหายาและเวชภัณฑ์คุณภาพดีราคาถูก เป็นตัวอ้างอิงเพื่อต่อรองราคายากับบริษัทยาต่างๆ เป็นกำลังหลักในการจัดหายากำพร้าที่มีผู้ผลิตน้อยรายเพราะไม่ทำกำไร/p pในทางกลับกัน ถ้ารู้เส้นสนกลในและข้อบังคับต่างๆ ของเจ้าหน้าที่บางคนก็สามารถทำให้หน่วยงานนี้เป็นเครื่องมือที่เอื้อการทุจริตจากเงินงบประมาณแผ่นดินได้อย่างเนียนๆ เช่นกัน/p pพึงตระหนักว่า ค่าคอมมิสชั่นในปัจจุบันพุ่งสูงถึง 30-35% ไม่ใช่แค่ 20% อย่างเมื่อ 15 ปีที่แล้ว/p pช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติของผู้บริหาร สธ.ทั้งนักการเมืองและข้าราชการประจำระดับสูง พร้อมกับการปล่อยข่าวทำลายชื่อเสียงองค์การเภสัชกรรม ทำลายชื่อเสียงของ นพ.วิทิต และทำลายความเชื่อมั่นในยาชื่อสามัญอย่างต่อเนื่อง คำถามคือ ใครคือผู้ได้รับประโยชน์/p pมีเพียงบริษัทยาข้ามชาติที่กำไรหดหายจากการพัฒนาขององค์การเภสัช, บริษัทวัคซีนที่ไม่ต้องการเห็นไทยพึ่งตัวเองได้, กลุ่มแพทย์พาณิชย์ที่หวังแสวงหากำไร และ นักธุรกิจที่หวังทำกำไรจากการแปรรูปองค์การเภสัชกรรมเท่านั้นที่จะได้รับผลประโยชน์โดยตรง...ขณะที่สังคมโดยรวมคือผู้พ่ายแพ้ ใช่หรือไม่?/p pการเปลี่ยนแปลงในองค์กรแห่งนี้ จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตาเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์/p pnbsp;/p pnbsp;/p pspan style="color:#000080;"strongหมายเหตุ:/strong เผยแพร่ครั้งแรกใน โพสต์ทูเดย์ 21 พ.ค.56/span/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/LWErJJAgQg0" height="1" width="1"/

โมซิน ฮามิด : การสร้างภาพเหมารวมศาสนาอิสลาม

Mon, 20/05/2013 - 23:43
pโมซิน ฮามิด ผู้เขียนเรื่อง "ศาสนิกชนผู้ลังเล" กล่าวถึงการมองโลกแบบเหมารวมว่าชาวมุสลิมเป็นกลุ่มคนที่คิดแบบเดียวกันหมด แต่จริงๆ แล้วพวกเขามีความเคร่งไม่เท่ากัน บ้างก็ตีความคำสอนต่างกัน เช่นเดียวกับชาวพุทธ และศาสนาอื่นๆ/p !--break--!--break-- pเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2013 โมซิน ฮามิด ผู้เขียนหนังสือเรื่อง "ศาสนิกชนผู้ลังเล" (The Reluctance Fundamentalist) ได้นำเสนอบทความที่กล่าวว่าชาวตะวันตกมักจะมองภาพชาวมุสลิมแบบเหมารวมเป็นพวกเดียวกันหมด ทั้งที่จริงๆ แล้วชาวมุสลิมกว่าหลายล้านคนทั้วโลกต่างก็มีแนวคิดความเป็นปัจเจกบุคคลในตัวเอง/p pฮามิดเล่าถึงประสบการณ์เมื่อปี 2007 หกปีหลังจากเหตุการณ์ 9/11 ในสหรัฐฯ หลังจากตีพิมพ์หนังสือเรื่อง "ศาสนิกชนผู้ลังเล" เขาก็เดินทางไปในยุโรปและอเมริกาเหนือ โดยสื่อที่สัมภาษณ์เขามักจะพูดถึงศาสนาอิสลามราวกับเป็นสิ่งที่มีความเป็นเอกภาพหนึ่งเดียว เป็นระบบการมองโลกที่มีความชัดเจนราวกับ 'ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์' ที่ต่างกับ 'ระบบปฏิบัติการ' ของสิ่งที่เรียกว่า "โลกตะวันตก"/p p"ผู้คนมักจะพูดซ้ำๆ ว่า 'พวกเราชาวยุโรป' มีมุมมองต่างจาก 'พวกคุณชาวมุสลิม' อย่างไร มันทำให้ผมโมโหจนถึงขั้นต้องเอาหนังสือเดินทางประเทศอังกฤษออกมาโบกเหนือศีรษะ" ฮามิดกล่าว/p pอย่างไรก็ตามฮามิดบอกว่าหลังจากที่มีภาพยนตร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากหนังสือของเขาเข้าฉาย คำถามดังกล่าวก็ลดน้อยลง แต่ยังคงมีบางแห่งที่มีแนวคิดเหมารวมว่าคนศาสนาอิสลามต้องคิดเหมือนกันหมดอยู่/p p"เมื่อไม่นานมานี้มีเพื่อนผมในลอนดอนที่ชอบเดินทางไปหลายที่บอกผมว่า ขณะที่ชาวมุสลิมอาจจะมีความก้าวร้าว แต่พวกเขาก็มีการรวมกลุ่มด้วยความเกื้อกูลต่อกัน" ฮามิตกล่าวในบทความ "ผมก็ตอบกลับไปโดยเล่าเรื่องขณะกำลังยืนต่อแถวในสนามบินกรุงริยาร์ด เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของซาอุฯ ขว้างหนังสือเดินทางใส่หน้าของแรงงานชาวปากีสถาน ถ้านั่นเรียกว่าความเกื้อกูล ผมก็รู้สึกว่าเราคงให้ความหมายคำนี้ไม่ตรงกัน"/p pฮามิดกล่าวอีกว่า อิสลามไม่ใช่เชื้อชาติ แต่แนวคิดหวาดกลัวอิสลามมีลักษณะในเชิงการเหยียดเชื้อชาติอยู่ ฮามิดบอกว่าชาวมุสลิมส่วนใหญ่ไม่ได้ 'เลือก' ว่าจะเป็นอิสลามแบบเดียวกับการเลือกอาชีพ หรือเลือกชื่นชมวงดนตรี ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ก็เหมือนกับกลุ่มความเชื่ออื่นๆคือเกิดมาพร้อมกับศาสนาติดตัว แต่พวกเขาก็มีการปรับเปลี่ยนพัฒนาความสัมพันธ์กับศาสนาในแบบของตัวเอง และมีมุมมองแนวคิดแบบปัจเจกบุคคลซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็น "ศาสนาย่อยๆ" ของพวกเขาเอง/p p"มีความเชื่อหลากหลายกว่าพันล้านความเชื่อในหมู่คนที่เรียกตัวเองว่าเป็นมุสลิม แต่ละคนก็มีต่างกัน เช่นเดียวกันคนที่เรียกตัวเองว่าชาวคริสต์ ชาวพุทธ หรือฮินดู แต่แนวคิดหวาดกลัวอิสลามก็ไม่ได้เล็งเห็นถึงความหลากหลายนี้ ไม่ได้เห็นความเป็นมนุษย์ในแต่ละปัจเจกบุคคล มันคือความพยายามป้ายสีสมาชิกในกลุ่มหนึ่งๆ ด้วยสีเดียวกันหมด ถ้าเช่นนั้นแล้วมันก็เหมือนกับแนวคิดเหยียดสีผิวดีๆ นี่เอง" ฮามิดกล่าว/p pในบทความระบุว่าแนวคิดหวาดกลัวอิสลามมาจากความคิดของพวกนักคิดสายทหารในสหรัฐฯ ของกลุ่มพรรคการเมืองในยุโรปที่หวาดกลัวต่างชาติ และแม้แต่ในวาทกรรมของกลุ่มอเทวนิยม ซึ่งในการถกเถียงของพวกเขามักจะให้ภาพอิสลามว่าเป็นสิ่งที่ 'เลวร้ายกว่า' ศาสนาทั่วไป "ราวกับกำลังพูดว่าพวกโจรจี้ปล้นเป็นคนไม่ดี แต่โจรจี้ปล้นที่เป็นคนดำนั้นแย่ยิ่งกว่า เพราะคนผิวดำถูกมองว่ามีความรุนแรงเป้นนิสัยติดตัวมากกว่า" ฮามิดกล่าว/p pฮามิดกล่าวอีกว่า แนวคิดหวาดกลัวอิสลามเกิดขึ้นซ้ำๆ ในข้อถกเถียงสาธารณะ ตั้งแต่กรณ๊การสร้างศูนย์วัฒนธรรมอิสลามในย่านดาวน์ทาวน์ของแมนฮัตตัน (ที่เรียกว่า "มัสยิดกราวน์ซีโร่") หรือการสั่งห้ามการสร้างหอคอยสุเหร่าในสวิตซ์เซอร์แลนด์ นอกจากข้อถกเะถียงสาธารณะแล้วมันยังเกิดขึ้นกับการปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจำวันด้วย/p pโดยฮามิดได้เล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวตอนที่เขาไปงานวันเกิดเพือนในกรุงมะนิลา โดยนั่งข้างผู้หญิงชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งหลังจากแนะนำตัวกันแล้วอีกฝ่ายหนึ่งก็พูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยว่าเธอจะไม่มีทางแต่งงานกับชายชาวมุสลิม "ผมตอบติดตลกกลับไปว่า 'มันเร็วไปสำหรับเรานะที่จะหารือกันเรื่องแต่งงาน' แต่ผมก็รู้สึกโกรธเคือง"/p p"ในอเมริกาช่วงก่อนเหตุการณ์ 9/11 ที่ผมใช้ชีวิตอยู่ มีบรรทัดฐานทางสังคมเรื่องความสุภาพทำให้ผมไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อน ไม่ว่าจะมีคนคิดแบบเดียวกับผู้หญิงคนนั้นมากแค่ไหนก็ตาม" ฮามิดกล่าว/p pฮามิดบอกว่า แนวคิดหวาดกลัวอิสลามมักจะลดความสำคัญของปัจเจก และให้ความสำคัญกับคนเป็นกลุ่ม เขาจึงหันมามองเรื่องภาพเหลารวมที่คนมองศาสนาอิสลาม เช่นแนวคิดที่ว่าชาวมุสลิมเชื่อเรื่องการขลิบอวัยวะเพศหญิง "แต่ในช่วงตลอด 41 ปี ที่ผมมีชีวิตอยู่ ผมได้คุยกับคนที่บอกว่าตัวเองเป็นมุสลิมแต่ทุกคนต่างก็เชื่อว่าพิธีกรรมแบบนี้เป็นเรื่องไร้มนุษยธรรม" ฮามิดกล่าว เขาบอกอีกว่าตัวเขาเองไม่เชื่อว่าพิธีกรรมแบบนี้จะมีอยู่จริงมาก่อนจนกระทั่งอ่านเจอในหนังสือพิมพ์เมื่อช่วงประมาณอายุ 20 ปี/p pขณะที่เมื่อพูดถึงบทบาทของผู้หญิงในการเมือง ฮามิดบอกว่าจริงอยู่ที่มีชาวมุสลิมหลายล้านคนไม่เชื่อว่าผู้หญิงควรจะมีบทบาททางการเมือง แต่ก็มีอีกหลายล้านคนที่ไม่มีปัญหาอะไรกับการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีหญิงขึ้นมาบริหารประเทศเช่นในประเทศที่มีชาวมุสลิมอยู่เป็นส่วนใหญ่อย่างปากีสถานหรือบังกลาเทศ ซึ่งการเลือกตั้งในปากีสถานเมื่อไม่นานมานี้ก็มีผู้หญิงได้รับเลือกตั้ง 448 คนทั้งในสภาระดับชาติและระดับจังหวัด/p pฮามิดเล่าว่ายายทวดของเขาส่งลูกสาวไปเรียนในมหาวิทยาลัย ยายของเขาก็เป็นประธานของสมาคมสตรีปากีสถาน ที่มำหน้าที่พัฒนาสิทธิสตรีในประเทศ แต่ขณะเดียวกันในหมู่ญาติๆ ของเขาก็มีบางคนที่อยู่ในกรอบอนุรักษ์ไม่ยอมเจอผู้ชายที่ไม่ใช่คนในสายเลือดตัวเอง บางคนสวมผ้าคลุมหัวขณะที่บางคนก็สวมมินิสเกิร์ต บางคนเป็นอาจารย์หรือมีธุรกิจของตนเองขณะที่บางคนก็แทบไม่ได้ออกจากบ้าน/p p"ถ้าคุณถามถึงศาสนาของพวกเธอ พวกเธอก็จะตอบเหมือนกันหมดว่า 'อิสลาม' แต่เมื่อคุณพยายามเอาคำๆ มาอธิบายแนวคิดทางการเมือง อาชีพ และค่านิยมทางสังคม พวกคุณคงรู้สึกลำบากมากในการพยายามสรุปพวกเธอให้อยู่ในมุมมองเดียว" ฮามิดกล่าว/p p"ศาสนาในชีวิตจริงต่างจากการข้อกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรในพระคัมภีร์ที่ถูกตีความอย่างเคร่งครัด มีน้อยคนมากที่จะดำเนินชีวิตตามการตีความคำสอนตามตัวอักษร มีหลายคนที่ไม่มีความรู้หรือมีความรู้เรื่องพระคัมภีร์เพียงน้อยนิด ส่วนคนที่รู้มากก็เลือกตีความตามที่ตนเห็นสะดวกหรือเป็นไปตามสามัญสำนึกทางจริยธรรมของตนเองว่าสิ่งไหนที่ดี" ฮามิดกล่าว "แล้วก็มีคนอื่นๆ ที่มองศาสนาของตัวเองเหมือนเป็นเชื้อชาติที่เขารับมาด้วยตนเอง แต่ก็ใช้ชีวิตแบบไม่ได้อยู่กับความเชื่ออะไร"/p pผู้เขียนบทความยังได้เล่าถึงกรณ๊ที่กลุ่มตอลีบันถ่ายวีดิโอเฆี่ยนผู้หญิงโดยอ้างว่าเป็นการลงโทษพฤติกรรม 'ละเมิดศีลธรรม' คนขับรถของครอบครัวฮามิดแสดงความเห้นในเรื่องนี้ว่าการกระทำของตอลีบันไม่เป็นอิสลามเพราะอิสลามบอกให้คนทำความดีโดยที่เขาไม่ได้อ้างอิงหรือตีความอะไรซับซ้อนเพื่อสนับสนุนความคิดตน ดังนั้นฮามิดจึงคิดว่ามาตรวัดด้านจริยธรรมของคนขับรถผู้นี้ไม่ใช่สิ่งที่มาจากคำสอนแต่เป็นความรู้สึกผิดชอบชั่วดีจากภายใน/p pมีบางคนกล่าวถึงหนังสือศาสนิกชนผู้ลังเลว่าเป็นเรื่องของคนที่เปลี่ยนแปลงตัวเองกลายเป็นผู้เคร่งครัดในหลักการศาสนาอิสลาม แต่ฮามิดก็ยืนยันว่าสิ่งที่ตัวละครเอกในเรื่องคือเฉงจิสกระทำไม่มีเรื่องใดเลยที่เป็นเรื่องในเชิงศาสนา ความเชื่อของตัวละครตัวนี้เหมือนนักมนุษย์นิยมฆราวาสนิยม แม้กระนั้นเองเฉงจิสก็ยังคงเรียกตัวเองว่าเป็นชาวมุสลิมและรู้สึกไม่พอใจนโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามคนอ่านจำนวนกลับมองว่าเฉงจีสเป้นตัวละครผู้เคร่งศาสนาอิสลาม/p pมีคำถามว่าทำไมผู้อ่านถึงตีความเช่นนี้ ฮามิดผู้เขียนเรื่องนี้อธิบายว่าเขาเขียนนิยายเล่มนี้โดยใส่ใจกับการแยกแยะเรื่องจุดยืนทางการเมืองออกจากเรื่องความเชื่อและศาสนาที่แฝงอยู่ เพื่อแสดงให้เห็นว่าคนๆ หนึ่งสามารถแสดงตัวตนทางการเมืองเป็นเรื่องได้โดยไม่จำเป็นต้องเชื่อในหลักศาสนาร่วมไปด้วย แต่คนก็มักจะอ่านมันกลับกันคือเห็นว่าคนๆ นี้มีระบบปฏิบัติการทางศาสนาเช่นนี้ เขาจึงคิดเช่นนี้ ซึ่งจริงๆ แล้วคนๆ หนึ่งอาจจะไม่มีระบบปฏิบัติการที่ว่าอยู่เลยก็ได้/p p"พอคิดเช่นนี้ พวกเราจึงกลายเป็นผู้สร้างภาพเหมารวมขึ้นมา ถ้าพวกเรามองศาสนาในแง่ของการปฏิบัติในโลกภายนอก พวกเราก็จะเห็นความหลากหลาย" ฮามิดกล่าว "บางทีการพยายามมองเหมารวมมันก็เป็น"/p pbr / /ppstrongเรียบเรียงจาก/strong/p pa href="http://www.guardian.co.uk/global/2013/may/19/mohsin-hamid-islam-not-monolith"Mohsin Hamid: 'Islam is not a monolith', /aThe Guardian, 19-05-2013br /nbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://prachatai.com/journal/2010/09/31025" target="_blank"แนะนำหนังสือ : The Reluctant Fundamentalist ศาสนิกชนผู้ลังเล/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Cj-AU2VbxOA" height="1" width="1"/

อดีตผู้พิพากษาศาลอาญา โต้ทักษิณคดีเผาเซ็นทรัลเวิร์ลด์ยังไม่สิ้นสุด

Mon, 20/05/2013 - 22:54
pทวี ประจวบลาภ อดีตผู้พิพากษาศาลอาญา โต้โฟนอินทักษิณบอกการชุมนุมนปช.ไม่ใข่ก่อการร้ายอ้างการยกฟ้องคดีเผาเซ็นทรัลเวิร์ลด์ ชี้ศาลอุทธรณ์อาจกลับคำพิพากษา ย้ำคดีอาญาก่อการร้ายของแกนนำก็ยังดำเนินอยู่/p p!--break--!--break--/p p20 พ.ค. 56 - a href="http://breakingnews.nationchannel.com/home/read.php?newsid=682299amp;lang=Tamp;catamp;key"เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ/a รายงานว่า นายทวี ประจวบลาภ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินงานรำลึกครบรอบ 3 ปีการชุมนุมสี่แยกราชประสงค์ของกลุ่มคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ระบุการชุมนุมของ นปช. ไม่ใช่ก่อการร้าย โดยยกตัวอย่างที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ พิพากษายกฟ้องคดีเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ และคดีที่ศาลแพ่งให้บริษัท เทเวศประกันภัยฯ จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ เนื่องจากเห็นว่าการชุมนุมเป็นเพียงการจลาจลไม่ใช่ก่อการร้าย ว่า ที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ได้นำคดีในศาลอาญากรุงเทพใต้มากล่าวอ้างนั้น คดียังไม่ถึงที่สิ้นสุดซึ่งหากมีการสู้คดีกันต่อก็ยังต้องใช้เวลาหลายปี และศาลอุทธรณ์ก็อาจกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นก็ได้ ขณะที่จำเลยที่ถูกฟ้องในศาลอาญากรุงเทพใต้ก็ยังเป็นคนละชุดกัน กับคดีอาญาที่แกนนำ นปช. ถูกฟ้องข้อหาก่อการร้ายต่อศาลอาญา ซึ่งพยานหลักฐานในการเอาผิดคดีก่อการร้ายที่ศาลอาญานั้นก็มีมากมายกว่า จึงเอามาเทียบเคียงและมีผลผูกพันกันไม่ได้ ส่วนคำพิพากษาศาลแพ่งนั้นก็จะวินิจฉัยคดีที่เป็นทางแพ่งอย่างเดียวเท่านั้น อย่างที่ตนเคยให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้านี้แล้วว่าจะไม่ส่งผลต่อคดีอาญา ขณะที่ตนคิดว่าทั้งสองคดีก็คงจะสู้กันต่อในชั้นอุทธรณ์และฎีกาซึ่งต้องใช้เป็นเวลาอีกหลายปีแน่นอน/p divขณะที่แหล่งข่าวอัยการระดับสูง กล่าวว่า การฟ้องคดีก่อการร้ายกับ แกนนำ นปช.นั้น ไม่ได้มีประเด็นแค่เรื่องการเผาเซ็นทรัลเวิลด์เพียงอย่างเดียว ซึ่งการฟ้องคดีนี้ยังมีเหตุการณ์อื่นที่เกี่ยวพันอีกหลายอย่าง เช่น การยิงอาวุธสงครามเข้าสถานที่ราชการหรือสถานที่สำคัญต่างๆ , การปิดถนนกีดขวางการจราจร , การเผาศาลากลางจังหวัด ซึ่งบางคดีศาลมีคำพิพากษาไปแล้วว่ากระทำความผิดจริงและตัดสินลงโทษจำคุกจำเลยบางคนไปแล้ว ขณะที่การฟ้องคดีของอัยการ ก็มั่นใจในหลักฐานว่า ยืนยันถึงการกระทำความผิดได้ว่ามีการสั่งการ ชักจูงจากแกนนำให้ก่อเหตุ/div divnbsp;/div divด้านนายอาคม รัตนพจนาร์ถ ทนายความฝ่ายจำเลยคดีเผาเซ็นทรัลเวิล์ด ที่ศาลอาญากรุงทพใต้ยกฟ้อง ก็กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ระยะเวลาที่คู่วามสามารถขยายเวลาอุทธรณ์ได้ คดีจึงยังไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนคดีที่ศาลแพ่งให้บริษัท เทเวศ ประกันภัยฯ จ่ายเงินค่าสินไหมทดแทนให้ห้างเซ็นทรัลเวิลด์นั้น ทราบว่า บริษัทยื่นขอขยายเวลาอุทธรณ์เพื่อต่อสู้คดีต่อไป/div divnbsp;/div divทั้งนี้ ในการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา อดีตนายกฯ กล่าวถึงวาทกรรมเผาบ้านเผาเมืองด้วยว่า วาทกรรมนี้ควรจะจบลงได้แล้ว เนื่องจากศาลอาญาพิพากษายกฟ้องจำเลยเผาเซ็นทรัลเวิลด์ในทุกคดี เนื่องจากหลักฐานอ่อนและวันนี้ต้องบอกว่า วาทกรรมเผาบ้านเผาเมืองควรจะจบได้แล้ว สรุปอีกครั้ง ศาลอาญาพิพากษาจำเลยเผา CTW ทุกคดี ชี้หลักฐานอ่อน รวมทั้งหยิบยกคำเบิกความของ พ.ต.ท.ชุมพล บุญประยูร ที่ปรึกษาด้านอัคคีภัยของห้างเซ็นทรัลที่ระบุว่า หากเจ้าหน้าที่ห้างไม่ถูกไล่ออก ไม่มีห้างไม่มีทางไหม้ได้เนื่องจากระบบการป้องกันดีเยี่ยม แต่เพราะถูกกลุ่มผู้ถืออาวุธไล่เจ้าหน้าที่ออก นอกจากนี้ยังหยิบยกกรณีที่ศาลแพ่งพิพากษาให้บริษัทเทเวศน์ประกันภัยจ่ายเงินสินไหมให้ CTW โดยชี้ว่าไม่ใช่การก่อการร้ายnbsp;/div divnbsp;/div div“ประชาธิปัตย์ใช้วาทกรรมเผาบ้านเผาเมืองไปสองรอบ รอบแรก กิน ส.ส.กทม. รอบสองกินผู้ว่ากทม. เพราะเขารู้ว่าคนกรุงเทพขี้ตกใจ ธรรมชาติมนุษย์ ถ้าช่วยตัวเองได้ดี จะเกิดความระแวงความกลัวได้ง่ายกว่าเกิดความรักความผูกพัน เวลาบอกว่าจะทำอะไรดีๆ เขาพิจารณาทีหลัง แต่เอาเรื่องที่กลัวไว้ก่อน ประชาธิปัตย์รู้จุดอ่อนนี้ดี จึงสร้างให้กลัวพวกเราตลอดเวลา แต่ตอนนี้ความจริงเปิดเผยแล้วก็อยากให้พี่น้อง กทม.ตื่นเถิด” ทักษิณกล่าวพร้อมระบุว่า ใครก็ตามหรือพรรคประชาธิปัตย์ชี้ช่องให้จับกุมผู้วางเพลิงตัวจริงได้ เขาพร้อมจะมอบเงินรางวัลให้ 10 ล้านบาท nbsp;/div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีก่อการร้ายที่อัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 ยื่นฟ้อง 24 แกนนำ นปช.นั้น ขณะนี้ได้สืบพยานโจทก์ไปแล้ว 2 ปาก คือ พ.อ.ธนากร โชติพงษ์ นายทหารปฏิบัติการ กรมข่าวทหารบก ที่เบิกความเกี่ยวกับสถานการณ์การชุมนุมที่เกิดขึ้นก่อน ศอฉ.จะประกาศใช้ พ.ร.บ.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ได้เบิกความยืนยันว่า ยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยเจรจากับแกนนำ นปช.แต่ไม่สำเร็จ ซึ่งการชุมนุมของ นปช.นั้นผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ขณะที่ระหว่างการชุมนุมของกลุ่มนปช. คือ มีคนกลุ่มที่ใช้อาวุธสงครามคุกคามสถานที่ราชการและสถานที่ต่างๆ ด้วย เช่น เหตุการณ์คนร้ายยิงจรวดอาร์พีจีใส่กระทรวงกลาโหม การยิงปืนเข้าไป ธ.กรุงเทพฯ หลายสาขา/div divnbsp;/div divที่มา: a href="http://breakingnews.nationchannel.com/home/read.php?newsid=682299amp;lang=Tamp;catamp;key"เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ/a/div div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2013/05/46805" target="_blank"ทักษิณโฟนอิน ดันนิรโทษกรรมประชาชน ไม่ได้กลับบ้านไม่เป็นไร/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/mYW7n1chFgo" height="1" width="1"/

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 14 - 20 พ.ค. 2556

Mon, 20/05/2013 - 21:45
!--break--!--break-- pstrongก.แรงงาน ยันไม่มีศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ ไม่กระทบเจ็บป่วยจากการทำงาน /strongbr /br /นายอาทิตย์ อิสโม รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวยืนยันว่า การที่สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนนี้ แม้จะไม่มีศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ก็จะไม่กระทบต่อการรับเรื่องร้องเรียน ตามที่สภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย กังวล เนื่องจากหากมีศูนย์ฯ ในสถาบันฯ ก็ต้องส่งเรื่องต่อไปให้หน่วยงานราชการที่มีอำนาจในการตรวจสอบ เพราะองค์กรอิสระซึ่งเปรียบเสมือนเอกชนไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบเอกชนด้วยกัน ได้br /br /ดังนั้น การร้องเรียนที่หน่วยงานราชการ เช่น สำนักความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) หรือหน่วยงานราชการอื่น ๆ จะสามารถดำเนินการตรวจสอบข้อร้องเรียนได้รวดเร็วกว่า อีกทั้งยังสามารถตรวจสอบความคืบหน้าได้ เพราะแต่ละหน่วยงานจะมีระเบียบที่กำหนดให้ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด ไว้อยู่แล้วbr /br /(สำนักข่าวไทย, 16-5-2556)/p pnbsp;/p pstrongปธ.ส.อ.ท.แจ้งจับอดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานกับพวก /strongbr /br /เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 17 พฤษภาคม ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เข้าพบ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดีนายประพันธ์ มณทการติวงศ์ อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และนายสนอง ป่าธนู ประธานสภาอุตสาหกรรม จ.ลพบุรี กับพวกรวม 13 ราย กรณีทุจริตเงินในโครงการ ยกระดับฝีมือแรงงานลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยกลับสู่สถานประกอบการ ใน จ.ลพบุรี เหตุเกิดตั้งแต่เดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2555 รวมมูลค่าความเสียหาย 6 ล้านบาทbr /nbsp;br /นายพยุงศักดิ์กล่าวว่า เมื่อเดือนสิงหาคม 2555 เจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนถึงความไม่โปร่งใสในโครงการดังกล่าว เนื่องจากมีการจ่ายเงินงบประมาณให้ผู้เข้าร่วมโครงการที่เป็นสมาชิกของสภา อุตสาหกรรมไม่ครบจำนวน จึงทำการตรวจสอบกระทั่งพบว่าคดีมีมูล ซึ่งงบประมาณที่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐจำนวน 12 ล้านบาท แต่มีการทุจริตไป 6 ล้านบาท โดยมีเจ้าหน้าที่ของรัฐและกลุ่มบุคคลเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย จึงเข้าแจ้งความดังกล่าวbr /br /(มติชนออนไลน์, 17-5-2556)/p pnbsp;/p pstrongนายกฯ ย้ำเร่งพัฒนาใต้ให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ /strongbr /br /พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ เผยหลังประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคงที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เน้นย้ำให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ชายแดนใต้ โดยเฉพาะเส้นทางคมนาคม รวมทั้งพัฒนาการศึกษา ที่จะส่งเสริมให้เรียนภาษามลายูและภาษาไทยควบคู่กัน เพื่อให้การศึกษานำไปสู่การจ้างงานในพื้นที่ได้br /br /ด้านผู้บัญชาการทหารบกได้ชี้แจงเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยว่า ขณะนี้มีความเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะช่วงเปิดภาคเรียน ที่สำคัญได้รับความร่วมมือจากสมาพันธ์ครูฯ การปฏิบัติหน้าที่จึงได้ผลน่าพอใจ เบื้องต้นยอมรับมีกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบทยอยเข้ามอบตัวต่อเนื่อง ส่วนแนวทางพูดคุยสันติภาพกลุ่มบีอาร์เอ็นยังไม่มีการหยิบยกขึ้นมาพูดคุย ซึ่งเรื่องนี้ยังอยู่ในความรับผิดชอบของ สมช.br /br /(สำนักข่าวไทย, 17-5-2556)/p pnbsp;/p pstrongปลดวิกฤติ /strongstrong'เหลื่อมล้ำ' ด้านสุขภาพ งานวิจัยเสนอตั้งกลไกอภิบาลระบบมาตรฐานเดียว /strongbr /br /ข้อมูลจากเวที "กลไกอภิบาลระบบหลักประกันสุขภาพเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ" ในงานประชุมวิชาการการวิจัยระบบสุขภาพ ประจำปี 2556 "จัดการความรู้สู่ระบบสุขภาพที่เป็นธรรม" จัดโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ได้ฉายภาพปัญหาโครงสร้างการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพของประเทศไทยให้ เห็นว่า ยังมีความแตกต่างหลากหลายของกองทุนสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นกองทุนระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ประกันสังคม ประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว พนักงานส่วนท้องถิ่นและข้าราชการ กทม. และหน่วยงานที่มีระบบประกันสุขภาพเป็นของตัวเอง ส่งผลให้ผู้รับบริการในแต่ละกองทุนได้รับสิทธิประโยชน์ไม่เท่าเทียมกัน และนำมาสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำbr /br /ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปรียบเทียบให้เห็นว่า ในต่างประเทศแม้จะมีกองทุนสุขภาพหลายกองทุนเหมือนประเทศไทย แต่ก็มีหน่วยงานที่กำกับดูแลเพียงหน่วยงานเดียว จึงทำให้การบริหารจัดการมีมาตรฐานเดียว แตกต่างกับประเทศไทยที่มีหน่วยงานทำหน้าที่ในการกำกับดูแลและมีวิธีการ บริหารที่หลากหลาย ซึ่งส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทั้งวิธีการจ่ายเงิน การเข้าถึงคุณภาพบริการ เป็นต้นbr /br /นักวิจัยจาก TDRI ยังได้สรุปประเด็นปัญหาความเหลื่อมล้ำของระบบสุขภาพ พบปัญหาใน 3 มิติที่มีความลักลั่นกันอย่างชัดเจน ได้แก่ 1.สิทธิประโยชน์ เช่น สวัสดิการรักษาพยาบาลราชการ ให้การคุ้มครองบิดา มารดา ภรรยา และบุตร ขณะที่สิทธิประโยชน์ของประกันสังคมให้เฉพาะผู้ประกันตน นอกจากนี้แม้เกิดการเจ็บป่วยโรคเดียวกันหากใช้ระบบประกันสุขภาพที่ต่างกัน การคุ้มครองก็ยังแตกต่างกัน 2.คุณภาพในการรักษา เช่น สิทธิการคลอดบุตร ระบบสวัสดิการข้าราชการ สามารถเบิกจ่ายได้ตามจริง ขณะที่ระบบประกันสังคมเหมาจ่ายได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ส่วนระบบประกันสุขภาพแห่งชาติเบิกตาม DRG ไม่เกิน 2 ครั้ง 3.ค่าใช้จ่าย คือ แต่ละกองทุนมีภาระค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน เช่น ประกันสังคม ภาระค่าใช้จ่ายมี 3 ส่วน ได้แก่ ผู้ประกันตน ผู้ประกอบการ และรัฐบาล"br /br /ดร.เดือนเด่น ชี้ว่าจากบทเรียนในต่างประเทศแม้จะมีระบบประกันสุขภาพหลายระบบ แต่ก็มีการจ่ายเพียงระบบเดียว ทำให้มีสิทธิประโยชน์ที่เท่าเทียมกันหรือเกือบเท่าเทียมกัน ดังนั้น ในประเทศไทยควรมีระบบสุขภาพเดียวดูแลครอบคลุมประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย โดยอาจไม่ต้องรวมกองทุน เพื่อให้ระบบการเบิกจ่าย การคุ้มครอง และสิทธิประโยชน์เป็นแบบเดียวกัน ส่วนสิทธิประโยชน์อื่นๆ เพิ่มเติมได้โดยให้ผู้ประกันตนหรือนายจ้างที่ไม่ใช่รัฐเป็นผู้จ่าย โดยหลักการสิทธิพิเศษเพิ่มเติมต้องไม่ไปแย่งชิงทรัพยากรด้านสุขภาพที่มีอยู่ อย่างจำกัดของรัฐ แต่เน้นสิทธิประโยชน์ทางสังคม เช่น การใช้บริการใน รพ.เอกชนbr /br /"ถ้าต้องเลือกให้มีเพียงระบบเดียว ระบบที่เหมาะ คือ ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เนื่องจากคนไทยเป็นสมาชิกของระบบนี้อยู่แล้วถึง 47 ล้านคน เป็นการง่ายที่จะขยายให้ครอบคลุมประชากรทั้งหมดในประเทศ ขณะที่ระบบอื่นๆ เช่น ประกันสังคมดูแลเฉพาะผู้ที่มีงานทำเท่านั้น"br /br /อย่างไรก็ตาม ดร.เดือนเด่น เสนอว่า การยกเลิกสิทธิ์ของข้าราชการเลยนั้นอาจไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม หากจะยกเลิกต้องหาวิธียกเลิกแบบค่อยเป็นค่อยไป เช่น การไม่ขยายระบบนี้ให้กว้างออกไปโดยจำกัดวงเท่าที่มีอยู่ จัดให้ข้าราชการบรรจุใหม่อยู่ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงการชดเชยการเสียสิทธิ์ นอกจากนั้นเสนอให้มีการจัดเก็บภาษีสุขภาพเพื่อมีแหล่งเงินด้านสุขภาพที่แน่ นอน และเสนอระบบการเบิกจ่ายที่ใช้ DRG และเหมาจ่ายรายหัว โดยมีศูนย์ข้อมูลและ Case mix Center ทั้งนี้ต้องมีระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งการรวมการบริหารจัดการทั้ง 3 กองทุนไว้ด้วยกัน จะมีผลดีทั้งด้านบริหารจัดการ การให้บริการ และการตรวจสอบได้ โดยสร้าง clinical audit ที่ดีมีคุณภาพbr /br /น.พ.วิเชียร เทียนจารุวัฒนา สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ในมุมมองของแพทย์ผู้ให้บริการต้องการที่จะให้การรักษาที่เท่าเทียมกัน สาเหตุที่ต้องถามสิทธิ์ของผู้ป่วยเนื่องจากอาจต้องรับภาระค่าใช้จ่ายที่มาก เกินไป นอกจากนี้สิทธิ์เพิ่มเติมของแต่ละกองทุนก็มีความแตกต่างกันชัดเจน จากการที่ผู้วิจัยได้เสนอให้มีการบูรณาการระบบสุขภาพให้เป็นระบบเดียวนั้น เป็นไปได้ยากเนื่องจากแต่ละกองทุนมีที่มาที่แตกต่างกันจึงต้องได้รับความ ชัดเจนและการสนับสนุนจากรัฐbr /br /น.ส.ชุณหจิต สังข์ใหม่ รองอธิบดีกรมบัญชีกลางแสดงความเห็นด้วยกับแนวคิดที่จะมีการรวม 3 กองทุนไว้ภายใต้การบริหารจัดการของหน่วยงานเดียว เป็นแนวคิดที่ดีเพราะจะได้ข้อมูลของประชาชนทั้งประเทศ เช่น ข้อมูลการรักษา ข้อมูลการใช้ยา สามารถนำมาใช้ในการกำหนดสิทธิ์พื้นฐาน และถ้าสามารถควบคุมเงินได้จะทำให้ช่องว่างของความเท่าเทียมลดลง แต่สำหรับแนวคิดที่จะยกเลิกระบบสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการโดยมี การทดแทนด้วยวิธีการต่างๆ นั้น มองว่าเป็นไปได้ยากที่จะเกิดขึ้น แต่อาจทำได้โดยการลดรายจ่ายในบางส่วนให้เหมาะสมกับการเบิกbr /br /น.พ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มองว่า ในประเทศไทยปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านสิทธิประโยชน์ไม่มีความต่างกันมาก แต่การเข้าถึงบริการยังคงเหลื่อมล้ำกันอยู่ เช่น ข้าราชการสามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลของรัฐที่ไหนก็ได้ แต่กองทุนอื่นต้องไปใช้ในหน่วยบริการที่ได้ลงทะเบียนไว้เท่านั้น จึงต้องมีกลไกในการอภิบาลระบบ โดยต้องเป็นกลไกที่กำหนดให้ผู้ให้บริการ และผู้ซื้อบริการแยกออกจากกัน และสร้าง National clearing house ให้เป็นระบบบริการของประชาชนรวมเป็นที่เดียว ให้สามารถบริหารจัดการและพัฒนาระบบสุขภาพภายใต้ทิศทางและมาตรฐานเดียวกันbr /br /นางสุพัขรี มีครุฑ รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เห็นด้วยถ้ามีการกำหนดสิทธิขั้นพื้นฐานที่เท่ากันหมดทั้ง 3 กองทุน และหากกองทุนใดต้องการพิจารณาให้เพิ่มเติมจะมีการเพิ่มเติมได้ตามที่เห็นควร โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรทำอย่างไรไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน เช่น เรื่องข้อมูล ที่จะทำให้ระบบไม่แตกต่างกันมากนัก ทั้งนี้ส่วนที่ควรให้ความสำคัญคือมีการจัดตั้งหน่วยงานกำหนดนโยบายกำกับทิศ ทางระบบสุขภาพ โดยแยกจากบทบาทการให้บริการของกระทรวงสาธารณสุข และควรมีหน่วยงานกลางกำหนดมาตรฐานการรักษาให้เป็นแบบเดียวกันในทุกสิทธิ์br /br /ทางด้าน น.พ.สมเกียรติ วัฒนศิริชัยกุล ผู้แทนจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)กล่าวสรุปสาระสำคัญและข้อเสนอว่า พบปัญหาอุปสรรคและช่องว่างความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในระบบสุขภาพมาจาก 1.ความเหลื่อมล้ำระหว่างระบบประกันสุขภาพที่ขาดกลไกอภิบาลระบบในภาพรวม 2.ความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่จากปัญหาการกระจายทรัพยากรและความพร้อมของ ระบบบริการในแต่ละพื้นที่ และ 3.ขาดประสิทธิภาพในการบริการและการใช้ทรัพยากร รวมถึงการบริหารระบบประกันสุขภาพ โดย สวรส.ได้สรุปประเด็นและพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย "สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำด้านระบบสุขภาพ" มีข้อเสนอที่สำคัญ คือnbsp; 1.มีกลไกการอภิบาลระบบสุขภาพระดับชาติที่เป็นเอกภาพ และมีธรรมาภิบาล ระบบประกันสุขภาพมีชุดสิทธิประโยชน์พื้นฐานที่จำเป็น และมีการออกแบบระบบให้มีมาตรฐานเดียวกัน เช่น พัฒนากลไกการเงินการคลังด้านสุขภาพ รวมถึงการสร้างกลไกการจัดการเพื่อรองรับระบบการพัฒนา ซึ่งขณะนี้ยังขาด National clearing house ที่จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่าง 3 กองทุนbr /br /2.การกระจายอำนาจบริหารไปสู่ระดับเขต โดยแบ่งพื้นที่บริหารเป็น 12 เขตบริการ ยกเว้นกรุงเทพฯ จะทำให้การบริการด้านสุขภาพมุ่งเน้นไปสู่ประชาชนได้มากที่สุดbr /br /3.พัฒนาระบบประกันสุขภาพและระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ และมีความยั่งยืน ประเด็นการพัฒนาต้องคำนึงถึงผู้ให้บริการและการให้บริการ ข้อจำกัดทางการแพทย์ และสิ่งแวดล้อมอื่นๆ เช่น Medical hub การเคลื่อนไหวของกำลังคนในยุค AEC เป็นต้นbr /br /(บ้านเมือง, 18-5-2556)/p pnbsp;/p pstrongพนักงาน สวทช.ยกเลิกประท้วง แฉการเมืองสั่งสกัด /strongbr /br /ความคืบหน้ากรณีมีการแจกใบปลิวในกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)โจมตีการทำงานของนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งเรื่องความไร้ธรรมาภิบาล การตัดงบฯวิจัย และกล่าวหาถึงความไม่ชอบมาพากลในเรื่องต่างๆโดยพนักงานสวทช.นัดประท้วงในวัน จันทร์ที่20 พฤษภาคมนั้นbr /br /เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเคลื่อนไหวประท้วงของพนักงานในสวทช.ดังกล่าว สร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายการเมืองเป็นอย่างมาก โดยหลังข่าวแพร่สะพัดออกไปมีการเรียกนายทวีศักดิ์ ?กออนันตกูล ผอ.สวทช. เข้าพบเพื่อสอบถามข้อเท็จจริง ก่อนสั่งให้นายทวีศักดิ์ ไปสั่งไม่ให้พนักงาน สวทช.เข้าร่วมกิจกรรมดังกล่าว พร้อมกับชี้แจงข้อเท็จจริง ซึ่งปรากฎในใบปลิวให้กับพนักงาน สวทช.br /br /นอกจากนี้ฝ่ายการเมืองยังสั่งให้นายทวีศักดิ์ ไปสอบหาตัวคนทำใบปลิวและแกนนำในการประท้วงมาให้ได้ พร้อมกับตำหนินายทวีศักดิ์อย่างรุนแรงกรณีไม่สามารถขอความร่วมมือให้พนักงาน ยุติการเคลื่อนไหวได้โดยเด็ดขาดเนื่องจากเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคมที่ผ่านมายังมีการล่าชื่อพนักงาน สวทช.กว่า 800 คน เพื่อเตรียมยื่นให้กับนายวรวัจน์ลงมาพบปะและชี้แจงปัญหาต่อพนักงานในวัน ที่20 พฤษภาคมนี้br /br /“ผู้มีอำนาจโกรธเรื่องพนักงานล่าชื่อมาก ถึงกับเรียกผอ.สวทช.ไปพบ ตำหนิว่า”ปากว่าตาขยิบ” ทำให้ผอ.สวทช.ต้องทำอีเมล์ขึ้นอีกหนึ่งฉบับส่งถึงผู้บริหารฝ่ายต่างๆในสวทช. เพื่อให้ขอความร่วมมือไปยังพนักงานยุติการประท้วงในวันที่ 20 พฤษภาคมและให้ยุติการสื่อสารใดๆที่จะทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นในสวทช.”แหล่ง ข่าวระบุbr /br /ทั้งนี้ในส่วนของพนักงานสวทช.หลังได้รับอีเมล์แล้ว เห็นว่าจะยุติการประท้วงในวันที่ 20 พฤษภาคมออกไปก่อนเพื่อรอดูท่าทีของฝ่ายการเมืองว่าจะแก้ไขปัญหาต่างๆใน สวทช.ได้อย่างไร ส่วนการยื่นหนังสือถึงนายวรวัจน์ที่จะให้ลงมาพบปะพนักงานนั้น ก็ยกเลิกเช่นกันพร้อมกันนำรายชื่อพนักงานที่ร่วมลงชื่อนั้นไปทำลายทิ้งแล้ว เพราะเกรงว่าจะถูกผู้มีอำนาจตามเช็คบิลภายหลังเนื่องจากมีการประกาศว่า งานนี้จะต้องเอาคืนแน่br /br /แหล่งข่าวระบุด้วยว่า แม้ว่าจะไม่มีการออกมาประท้วงอย่างเป็นทางการ แต่พนักงานจะใช้วิธีการประท้วงเงียบเป็นการภายในเพื่อสะท้อนให้ผู้มีอำนาจ รับทราบถึงความไม่พอใจที่เกิดขึ้น ซึ่งเดิมได้นัดหมายกันว่าจะแต่งชุดดำประท้วงก็ถูกสกัดกั้นจึงเปลี่ยนมาเป็น นัดกันใส่เสื้อสีขาว กางเกงดำ สายคล้องคอสีดำแทน แต่ก็ยังถูกขอร้องอีก ทางพนักงานเลยเปลี่ยนมาเป็นใส่เสื้อผ้าสีสันสดใสในวันที่ 20 พฤษภาคมนี้ ส่วนวันอื่นๆ อาจจะมีบางส่วนที่ใส่แต่งชุดดำประท้วงก็ได้br /br /สำหรับประเด็นที่พนักงานสวทช.ไม่พอใจและประท้วงนายวรวัจน์ครั้งนี้ อาทิ 1.การตัดงบฯวิจัยของสวทช.เกือบ 1พันล้านบาท 2. การประชุมบอร์ด กวทช.ที่ไม่ต่อเนื่องเพราะผ่านมา? 6 เดือนนัดประชุมแค่ 2ครั้ง ทำให้เกิดภาวะความชะงันในการทำงานและ3. ความล่าช้าในการพิจารณาแต่งตั้งผอ.สวชท.คนใหม่แทนคนเก่าที่จะหมดวาระลงวัน ที่ 30 มิถุนายนนี้ส่งผลให้เกิดสูญญาการในการทำงานเจ้าหน้าที่ขาดขวัญและกำลังใจ ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานของ สวทช.br /br /(แนวหน้า, 18-5-2556)/p pnbsp;/p pstrongคืนสภาพผู้ประกันตน ม./strongstrong39 ขาดส่งเงินสมทบ กลับมาเป็นผู้ประกันตน /strongbr /br /20 พ.ค. 56 - สปส.เตรียมพิจารณาให้ผู้ประกันตน ม.39 ที่ขาดส่งเงินสมทบ ด้วยเหตุสุดวิสัย กลับเข้าเป็นผู้ประกันตน หลังมีผู้ยื่นขออุทธรณ์เป็นจำนวนมาก ขณะที่จำนวนผู้ประกันตน ม.39 ที่ยังไม่คืนสภาพกว่า 300,000 คนbr /br /นายอารักษ์nbsp; พรหมณีnbsp; รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ในฐานะโฆษก สปส. เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39nbsp; ของกองทุนประกันสังคม ซึ่งต้องสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน เนื่องจากขาดส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกันหรือภายใน 12 เดือนส่งเงินสมทบไม่ครบ 9 เดือนได้อุทธรณ์มายัง สปส. จำนวนมากnbsp; เพื่อขอกลับเข้ามาเป็นผู้ประกันตน โดยร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ... ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นการพิจารณาในวาระที่ 2nbsp; ได้เขียนกำหนดให้ผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 และสิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตน เนื่องจากมีเหตุสุดวิสัยnbsp; ทำให้ขาดส่งเงินสมทบได้สามารถกลับเข้ามาเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39nbsp; ได้โดยให้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ สปส.br /br /ทั้งนี้ เมื่อร่างแก้ไข พ.ร.บ.ประกันสังคมผ่านสภาฯ แล้ว สปส.จะต้องมาออกระเบียบรองรับในกรณีข้างต้น โดยคาดว่า สปส.อาจจะต้องมอบอำนาจให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัด และสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครเขตพื้นที่ต่าง ๆ เป็นผู้พิจารณาคืนสภาพความเป็นผู้ประกันตนให้แก่ผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนมา ตรา 39 ที่มีเหตุสุดวิสัย เช่น ไปต่างประเทศnbsp; เจ็บป่วยnbsp; ทำให้ขาดส่งเงินสมทบ ซึ่งในกรณีเจ็บป่วยจะต้องเคยส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 3 เดือนก่อนขาดสิทธิ ส่วนการคืนสิทธิ์เงินชราภาพจะคำนวณให้เฉพาะระยะเวลาที่นำส่งbr /br /โดยช่วงเวลาที่สามารถกลับมาใช้สิทธิประโยชน์กรณีต่าง ๆ นั้น เป็นไปตามเงื่อนไขที่ สปส. กำหนด อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ สปส. ได้ออก พ.ร.บ.การกลับเป็นผู้ประกันตน พ.ศ.2554 โดยให้ผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 มายื่นเรื่องเพื่อขอกลับเข้ามาเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ภายใน 1 ปี โดยสิ้นสุดไปเมื่อวันที่ 12 พ.ค.2555nbsp; ซึ่ง สปส. ก็ได้มีจดหมายแจ้งไปยังผู้ที่เคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่มีอยู่ทั้งหมดnbsp; 389,418nbsp; คนnbsp; แต่ในจำนวนนี้มีผู้มายื่นเรื่องขอกลับเข้ามาเป็นผู้ประกันตนเพียง 58,487 คนซึ่งทั้งหมดได้รับการคืนสภาพความเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39nbsp; เรียบร้อยแล้วnbsp; ทำให้ยังเหลืออีกประมาณ 330,931nbsp; คนที่ยังไม่ได้คืนสภาพความเป็นผู้ประกันตนมาตรา 39br /br /(สำนักข่าวไทย, 20-5-2556)/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Ufn6YGa65_Q" height="1" width="1"/

ศาลปัตตานีเตรียมไต่สวนกรณีทหารยิงชาวบ้านดับ 4 รายที่ปุโละปุโย

Mon, 20/05/2013 - 21:38
pศาลปัตตานีมีกำหนดนัดไต่สวนเหตุการตายของชาวบ้าน 4 ราย ที่เสียชีวิตจากการยิงของทหารพรานขณะถูกสกัดตรวจรถที่ต.ปุโละปุโย จ.ปัตตานี ในขณะที่ญาติเตรียมฟ้องกองทัพบกเหตุได้ค่าเยียวยาไม่เพียงพอnbsp;/p p!--break--!--break--/p div20 พ.ค. 56 - มีรายงานจากมูลนิธิผสานวัฒนธรรม และมูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิมว่า ในวันที่ 22 - 23 พ.ค. 56 เวลา nbsp;9.00-16.00 น. ศาลจังหวัดปัตตานี nbsp;จะนัดไต่สวนพยานคดีชันสูตรพลิกศพ nbsp;กรณีเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปืนยิงทำให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ ตามมาตรา 150 ป.วิ อาญา เนื่องจากเป็นความตายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ เหตุดังกล่าวเกิดเมื่อวันที่ nbsp;29 nbsp;ม.ค. 55 nbsp;ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ.ปัตตานีnbsp;/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ ในคดีที่ผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 5 รายในเหตุการณ์เดียวกันนี้ได้ฟ้องเรียกค่าเสียหายทางละเมิดในระหว่างปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ต่อศาลปกครองสงขลานั้น nbsp;ผู้ได้รับบาดเจ็บทั้ง 5 รายในฐานะผู้ฟ้องคดี ได้ร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลด้วย ต่อมาเมื่อวันที่ 23 เม.ย. 56 ศาลปกครองสงขลาได้ไต่สวนผู้ฟ้องคดีไปแล้ว 4 ราย และจะได้ไต่สวนผู้ฟ้องคดีอีกหนึ่งรายในวันที่ 22 พ.ค. 56 เวลา 09.30 น. เพื่อพิจารณาว่าสมควรที่จะมีคำสั่งให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมแก่ผู้ฟ้องคดีทั้งห้าหรือไม่ nbsp;โดยภายหลังจากการไต่สวนเรื่องการขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลแล้ว ศาลจึงจะได้พิจารณาเรื่องรับฟ้องและตามกระบวนพิจารณาต่อไป nbsp;ทั้งนี้ nbsp;การพิจารณาคดีของศาลปกครองสงขลาดังกล่าวบุคคลภายนอกจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ารับฟังการพิจารณาคดีแต่อย่างใด nbsp;/div divnbsp;/div divสำหรับเหตุของคดีนี้ เจ้าหน้าที่ทหารพราน กองร้อยทหารพรานที่ 4302 บ้านน้ำดำ ต.ปุโละปุโย อ.หนองจิก จ. ปัตตานี อ้างว่าได้นำกำลังเข้าติดตามคนร้าย และตั้งจุดสกัดกั้นทางเบี่ยงบนถนนสี่เลนส์เข้าหมู่ที่ 1 ต.ปุโละปุโย พบรถยนต์กระบะของชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ทหารพรานได้สกัดกั้นรถยนต์คันดังกล่าวและได้ยิงเข้าใส่จนเป็นเหตุให้ชาวบ้านเสียชีวิต 4 ราย และชาวบ้านได้รับบาดเจ็บอีก 5 ราย ต่อมาพนักงานอัยการจังหวัดปัตตานี ได้ยื่นคำร้องขอไต่สวนชันสูตรพลิกศพทั้ง 4 ราย เพื่อให้ศาลทำการไต่สวนและทำคำสั่งว่าผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ตามมาตรา 150 ป.วิ อาญา เนื่องจากเป็นความตายที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่nbsp;/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divทั้งนี้ ญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ได้รับเงินเยียวยาจากทาง ศอ.บต.แล้ว รายละจำนวน 7.5 ล้านบาท แต่กรณีผู้ได้รับบาดเจ็บอีก 5 รายนั้นได้รับเงินเยียวยา 500,000 – 765,000 บาท ซึ่งมูลนิธิฯ มองว่ายังไม่เพียงพอต่อความเสียหายที่ได้รับ ทางครอบครัวจึงได้ยื่นฟ้องกองทัพบกและสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนทางละเมิดต่อศาลปกครองสงขลา เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมต่อไป nbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div pnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/7pUS1S2HUiI" height="1" width="1"/

สมาคมพิทักษ์รธน. ฟ้อง 'ปลอดประสพ' ฐานละเมิดประมวลจริยธรรม

Mon, 20/05/2013 - 20:11
pสมาคมองค์การพิทักษ์รธน.ไทย ยื่นฟ้องปลอดประสพ สุรัสวดี ต่อศาลปกครอง ฐานกระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากการตำหนิภาคประชาชนที่ต้านการประชุมด้านน้ำแห่งเอเชียแปซิฟิกว่าเป็น “พวกขยะเกะกะ” ชี้เข้าข่ายละเมิดสิทธิและเสรีภาพปชช./p p!--break--!--break--/p p20 พ.ค. 56 - นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า วันนี้เวลา 10.00 น. สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน เดินทางไปศาลปกครองกลางเพื่อยื่นฟ้องนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยการให้สัมภาษณ์ตำหนิภาคประชาชนที่จะใช้สิทธิในการชุมนุมประท้วงแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในเวทีการประชุมด้านน้ำแห่งเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 ที่เชียงใหม่ ว่า “จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการจับกุมดำเนินคดีทั้งหมด” และเปรียบเปรยผู้ที่จะมาชุมนุมว่าเป็น “พวกขยะเกะกะ”nbsp;/p divนายศรีสุววรณระบุว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 29 ให้การคุ้มครองไว้ ผนวกกับมาตรา 63 ก็ได้บัญญัติสิทธิของประชาชนว่าสามารถทำได้ ซึ่งคำพูดดังกล่าวเข้าข่ายผิดประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 297 ประกอบระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2551 ข้อ 11 และข้อ 12 ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องใช้อำนาจตามข้อ 30 ในการสั่งลงโทษอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือต้อง “สั่งปลด” รัฐมนตรีที่กระทำการละเมิดประมวลจริยธรรมดังกล่าว แต่นายกรัฐมนตรีก็เพิกเฉย หาได้กระทำการใด ๆ ตามที่กฎหมายกำหนดไม่ สมาคมฯ จึงร่วมกับภาคประชาชนมายื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษา 3 ข้อ คือ/div divnbsp;/div div1) ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดี ห้ามการกระทำหรือให้สัมภาษณ์ในลักษณะดูถูก เหยียดหยาม หรือละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนและผู้ฟ้องคดี ตลอดระยะเวลาที่อยู่ในตำแหน่งทางปกครองหรือทางการเมือง และให้รายงานให้ศาลและผู้ฟ้องคดีทราบทุก ๆ 3 เดือน หรือตามดุลยพินิจศาล/div divnbsp;/div div2) ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีกล่าวคำขอโทษประชาชนและผู้ฟ้องคดี ผ่านสื่อโทรทัศน์สาธารณะของรัฐและเอกชน รวมทั้งประกาศถ้อยคำขอโทษในหนังสือพิมพ์ที่มียอดจำหน่ายสูงสุดของประเทศไล่เรียงกันลงมาอย่างน้อย10 ฉบับ เป็นระยะเวลาติดต่อกันอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 15 วัน โดยค่าใช้จ่ายของผู้ถูกฟ้องคดี หรือตามดุลยพินิจศาล/div divnbsp;/div div3) ขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการลงโทษผู้ถูกฟ้องคดีตามความร้ายแรงแห่งการกระทำตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2551 ภายใน 7 วัน หรือตามแต่ศาลจะเห็นสมควร/div divnbsp;/div divนายศรีสุวรรณกล่าวว่า ล่าสุด ศาลปกครองกลางได้รับคดีไว้พิจารณาเป็นคดีหมายเลขดำที่ 1039/2556 แล้ว/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Cbgztzo-i1A" height="1" width="1"/

รายงาน: หลากทัศนะ “นิรโทษกรรม-ปรองดอง” จากเสื้อแดง @ราชประสงค์

Mon, 20/05/2013 - 19:47
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5322/8756775187_48f14ecc2f.jpg" style="width: 500px; height: 393px;" //p pnbsp;/p pหลังรองนายกฯ เฉลิม อยู่บำรุง นำเสนอร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง เวอร์ชั่นเหมายกเข่ง แข่งกับร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทยและคณะที่กำหนดนิรโทษกรรมเฉพาะประชาชน ก็ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ ข้อขัดแย้งในสังคมรวมทั้งคนเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ ว่าจะเลือกทางออกแบบใด เพื่อตอบโจทย์หลักเรื่องนักโทษการเมืองที่ยังหลงเหลือในเรือนจำจำนวนไม่น้อย ต่างคนต่างแนวทาง ส.ส.เพื่อไทยจำนวนมากลงนามให้การสนับสนุนฉบับเฉลิม ขณะที่ นปช.เองก็แสดงจุดยืนสนับสนุนฉบับวรชัย แม้กระทั่งทักษิณ ชินวัตร ก็ออกมาลดกระแสร้อนด้วยการสนับสนุนฉบับวรชัยเช่นกัน ‘ประชาไท’สุ่มคุยกับผู้ชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมาว่าพวกเขาคิดอย่างไร มองเรื่องนี้อย่างไร/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5338/8753944979_66585eb4ff_z.jpg" height="250" width="190" //p pspan style="color:#0000ff;"strongนัยนา น่วมศิริ อายุ 40 ปี อาชีพแม่บ้าน จังหวัดสมุทรปราการ/strong/span/p pคนผิดก็ต้องว่าไปตามผิด จะไปเหมาคนเสื้อแดงรวมกับประชาธิปัตย์ไม่ได้ ไม่เห็นด้วยเลยกับกฎหมายปรองดองของเฉลิม เพราะคนเสื้อแดงเราไม่ได้ทำผิดอะไร ออกมาชุมนุมโดนข้อหา จับเข้าคุก มันสมควรได้นิรโทษกรรม แต่คนปราบปรามเข่นฆ่าคนเว้นโทษไม่ได้ ถึงแม้ของเฉลิมจะบอกว่ารวมทักษิณด้วยก็ไม่ได้ ทักษิณก็ไม่เกี่ยวอะไร จะไปรวมกับเขาไม่ได้ ไม่ต้องเอาเขามาข้องเกี่ยว แต่นักโทษการเมือง น่าจะปล่อยเขาให้หมด จะกักขัง หน่วงเหนี่ยวเขาไว้ มันไม่ถูก/p p3 ปีที่ผ่านมา เราก็ไม่ได้พอใจพรรคเพื่อไทย แต่ก็ดีกว่าประชาธิปัตย์ ไม่พอใจแทบจะทุกเรื่อง เขากลัวไปหมด อะไรที่ประชาชนเรียกร้องก็ทำไม่ค่อยจะได้ แต่ก็ดีกว่าประชาธิปัตย์ในสายตาประชาชนอย่างเราเห็นว่ายังไม่เข้มแข็งพอ เขาเป็นคนที่ประชาชนเลือกมาน่าจะแข็งแรง เข้มแข็งกว่านี้ อยากให้มีจุดยืนที่แข็งแกร่งกว่านี้ แต่เขาอ่อนแอ อ่อนไหวเกินไป แต่ก็ต้องให้เขาเป็นไปเรื่อยๆ ก่อน จนกว่าบ้านเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ก็ทรงๆ ไปเราก็ช่วยหนุนเต็มที่ไม่ให้ใครมาทำลายระบอบ นปช.เองก็ยังไม่ค่อยเข้าตา ไม่ค่อยมาทางประชาชน แบบที่สู้ไม่ต้องอ่อนไหวเลย ไม่ค่อยแฮปปี้เท่าไหร่แต่ก็ต้องมา เราไม่ได้ทำเพื่อพรรคเพื่อไทย แต่เราทำเพื่อประเทศชาติ เพื่อคนข้างหลัง ถ้าสำเร็จคนข้างหลังก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเรา/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3728/8755067798_31d178ec46.jpg" height="250" width="181" //p pspan style="color:#0000ff;"strongดวงพร ราชนาวี อายุ 64 ปี จังหวัดสงขลา/strong/span/p pถ้าเหมาเข่งก็ต้องให้หมด จะเว้นไม่ได้ ถ้ายกโทษทั้งหมดก็น่าจะเห็นด้วยอยู่ แต่เว้นใครไม่ได้ เว้นทักษิณไม่ได้ หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ได้ แต่แบบที่ให้เฉพาะประชาชนก็เห็นด้วยnbsp; จริงๆ ทักษิณเขาอยู่ต่างประเทศ ไม่เกี่ยว ไม่ใช่แกนนำ ที่เขาทำกฎหมายปรองดองนี่เขาก็คงอยากให้มันสงบ นักโทษการเมืองก็น่าจะปล่อยๆ ออกมาได้แล้ว จะขังเขาทำไม เขาก็เหมือนกับเรา แล้วจะไปปรักปรำเขาทำไม คนที่ลูกตาย ถ้าลูกเราตายจะรู้สึกยังไง ต้องคิดถึงหัวอกคนอื่นมั่ง วันนี้ถึงต้องมา มาให้เขารู้ว่านี่แหละ ของจริง ไม่ใช่ของปลอม/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7325/8755067302_42ce075766.jpg" height="243" width="300" //p pstrongspan style="color:#0000ff;"โพธิ์คิน ขวาอุ่นหล้า อายุ 31 ปี อาชีพลูกจ้างบริษัทเอกชน จังหวัดบึงกาฬ/span/strong/p pผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับของคุณเฉลิม แต่เห็นด้วยกับของคุณวรชัย เหมะ ที่สนับสนุนในส่วนผู้ร่วมชุมนุมที่ไม่เกี่ยวกับผู้นำ ผมมองว่าคุณอภิสิทธิ์ มีความผิดโดยตรงจากการสั่งสลายการชุมนุม คนที่มีความผิดก็ควรได้รับความผิด ไม่ต้องการปรองดองด้วย ส่วนที่สนับสนุนการนิรโทษกรรมเพราะคนที่มาร่วมชุมนุม ส่วนมากมาเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย แล้วมาเจอการสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง ความรู้สึกของผมจึงอยากให้นิรโทษกรรมพี่น้องเราเพื่อให้เกิดการปรองดองอย่างแท้จริง แล้วก็อยากให้รวมคดี 112 ด้วย คดีนี้เป็นคดีที่ตัดสินคนที่มีความเห็นต่างด้านการเมือง คนที่เห็นต่างแค่คำว่า รัก หรือ ไม่รักแค่นั้นเอง ถ้าผมเห็นต่างแล้วจะจับผมเข้าคุก อย่างนี้ผมก็เห็นว่าไม่เป็นธรรม/p pส่วนของทักษิณนั้น ผมมองว่าทักษิณไม่ผิด เอาคนที่เป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองมาตัดสิน กรณีทักษิณก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมปกติไป/p pวาระ 3 ปี ให้มองบทบาทแกนนำ ผมมองว่าแกนนำยังอยู่ข้างประชาชน เป็นแนวร่วม ไม่ได้แตกแยกอะไร พร้อมจะต่อสู้ไปด้วยกันในระบอบประชาธิปไตย ทั้งที่มีคนเสี้ยมก็ไม่รู้สึกอะไร พวกเรายังเป็นกลุ่มเป็นก้อนจะพร้อมสู้ไปด้วยการให้เกิดประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ส่วนบทบาทของรัฐบาล ผมมองกว่า รัฐบาลยังไม่มีอำนาจโดยแท้จริง การจะตัดสินนโยบาย ปฏิบัติให้ได้ตามนโยบายที่วางไว้ ยังไม่สามารถทำได้อย่างที่หาเสียงไว้ ไม่มีอำนาจแท้จริง อยากให้รัฐบาลมองว่ายังไงประชาชนยังสนับสนุนนโยบายที่วางไว้ เช่น สนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นต้น พวกเราพร้อมสนับสนุนอย่างเต็มที่ คนมองว่ารัฐบาลมีอำนาจล้นมือ ถ้ามีอำนาจจริงก็เอาคุณทักษิณกลับบ้านมาได้แล้ว/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7310/8755065874_00905b7e22.jpg" height="212" width="300" //p pspan style="color:#0000ff;"strongอภิวัฒน์ เดชคุณมาก อายุ 66 ปี อาชีพแพทย์แผนโบราณ จังหวัดชลบุรี nbsp;/strong/span/p pแบบนั้นก็ดีนะ ยกให้หมดเลยแล้วหลังจากนั้นใครผิดก็เล่นเลย ที่ผ่านมากูก็จะจับมึง มึงก็จะจับกู ตามความเห็นส่วนตัวใช้ได้เลย เพราะสองฝ่ายต่างก็ตาย แต่สัดส่วนอาจต่างกันอยู่ แต่มันก็ดีกว่าหลายๆ วิธี เราหยวนๆ แล้วเริ่มต้นใหม่ ถ้าใครแหลมทำผิดอีกก็เอาเลยกลุ่มนั้น/p pส่วนฉบับของเหมะ เห็นเขาพูดกันทุกวัน แต่ดูเหมือนประชาธิปัตย์เขาไม่ได้ยินกับทฤษฎีของวรชัย มันใช้ได้ทั้งสองฉบับ แต่คิดว่าของเฉลิมน่าจะดีกว่า ไหนๆ เหตุการณ์มันก็เลยไปแล้ว ไม่ได้เกี่ยวกับทักษิณด้วย เพราะเขาก้าวล่วงจะกลับหรือไม่กลับไปแล้ว เขาอยู่ได้ทุกตารางนิ้วในโลก แค่พื้นที่นิดเดียวประเทศไทยในแผนที่โลก เขาอาจจะเบื่อก็ได้ ที่เห็นด้วยกับของเฉลิมเพราะอยากให้มันเริ่มต้นใหม่ได้ เป็นแนวคิดที่ดีที่สุด ส่วนคนตายเราก็ต้องเยียวยา ดูแล ไม่ใช่ดูแลแต่คนที่ตาย คนบาดเจ็บ พิการก็ควรให้เขาด้วย เขาหากินไม่ได้ ตายกับอยู่มันพอกันหรืออาจทรมานกว่าด้วยซ้ำ/p pบทบาทพรรคเพื่อไทย พอใจเป็นส่วนใหญ่แต่ยังคาใจว่าทำไมยังลังๆ เลๆ เกี่ยวกับการตัดสินใจอะไรบางอย่างที่เป็นโชคชะตาของประเทศ พอมีองค์กรที่ไม่ได้สังกัดอยู่กับอำนาจอธิปไตยสามอย่างของชาติ มาร่วมตัดสินความเป็นไปของชาติ มันไม่น่าจะถูกต้อง มันนานมากแล้วเรื่องที่ทะเลาะกัน ความผิดความถูกอะไรนี่ เรามาตั้งต้นใหม่ เดินเกมกันใหม่ดีกว่า ดีมั้ย/p pbr /span style="color:#0000ff;"strongอังคณางค์ (ไม่ขอเปิดเผยนามสกุล) อาชีพแม่บ้าน จังหวัดสมุทรปราการ/strong/span/p pเรื่องพ.ร.บ. ปรองดองฉบับของเฉลิม มองว่าไม่อยากให้ผ่าน เพราะการอภัยโทษทุกคนแบบเหมาเข่งจะทำให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เป็นบทเรียนต่อประชาชนและอนาคต เพราะที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองทีไร ผู้กระทำผิดก็ไม่เคยได้รับการลงโทษ ส่วนเหตุการณ์ในปี 53 ก็ขอให้นิรโทษกรรมชาวบ้านเสื้อแดง ส่วนแกนนำการชุมนุม หากผิดจริงก็ต้องรับผิดชอบ ถือว่าเป็นการมีสปิริต รับผิดชอบสิ่งที่ทำnbsp;/p pส่วนเรื่องบทบาทของพรรคเพื่อไทย ยอมรับว่ามาจากการเลือกตั้งของประชาชนจริง แต่บทบาทที่ต้องเป็นรัฐบาล ทำให้ไม่สามารถเข้ามาโอบอุ้มความต้องการหรือผลประโยชน์ของคนเสื้อแดงมากเกินไปได้ ทำให้บทบาทค่อนข้างอ่อนไปในจุดนี้ และยังเห็นว่ารัฐบาลยังมีความกลัวอำนาจมืด เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์ประกอบอื่นๆ ที่อยู่ในระบบซึ่งหวังจะบ่อนเซาะอำนาจของพรรคเพื่อไทยnbsp; แต่การกล่าวปาฐกถาของนายกรัฐมนตรีที่มองโกเลีย ก็ทำให้เห็นว่ารัฐบาลเริ่มมีความกล้าที่จะต่อสู้เพื่อความยุติธรรมมากขึ้น แต่ก็มองว่ายังเป็นเรื่องยาก เพราะเพียงแค่การแก้เรื่องส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ยังเป็นไปได้ยากnbsp;/p pสิ่งที่จำเป็นต้องทำมากที่สุดตอนนี้คือการปล่อยนักโทษการเมือง ให้พวกเขาได้ออกมาต่อสู้คดีอย่างเป็นธรรม ให้มีสิทธิได้ประกันตัว หากผิดก็ว่าไปตามผิด ควรให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ตัดสินnbsp;/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8413/8753941525_0b49c92669.jpg" height="300" width="254" //p pspan style="color:#0000ff;"strongสำเนา บุญมาแย้ม อายุ 67 ปี อดีตคนขับรถแท็กซี่ จังหวัดสุพรรณบุรี/strong/span/p pจริงๆ ก็ไม่ได้อยากได้หรอก พ.ร.บ.ปรองดองนี่ ทำไปแล้วมันไม่ถาวร ปกติเราใช้ฉบับ 40 รัฐบาลหมาบ้ามันมาเปลี่ยนเป็น 50 บ้านเมืองมันถึงได้วุ่นวาย ใจอยากได้ 40 กลับมาทั้งฉบับ/p pอ๋อ เขาทำให้นักโทษการเมืองเหรอ พวกนักโทษการเมืองนี่อยากให้เอาออกมาให้หมดเลย เอาออกมาให้หมดก่อนทักษิณกลับบ้าน ทักษิณยังไงรากหญ้าก็ชอบ เพราะเขาสร้างประโยชน์ให้เยอะ ไม่เบี่ยงเบน ไม่รักลำเอียง เขาชอบคนรากหญ้า คนยากคนจน/p p(ถามถึงบรรหาร) บรรหารเป็นพรรคประชาธิปัตย์ เขาหมดไปแล้ว คนเขาไม่ศรัทธาแล้ว แต่เสื้อแดงสุพรรณก็ยังไม่เยอะเท่าไหร่หรอกนะ แต่เขาก็เลือกเพื่อไทย ดูคะแนนเสียงเพื่อไทยในสุพรรณสิ/p pตอนนี้ประชาธิปไตยมันเดินหน้าไม่ได้ เพราะมันยังปลอม ไม่ใช่ประชาธิปไตยแท้จริง ยิ่งลักษณ์เป็นมาปีกว่ายังไม่ไปถึงไหน เพราะมันมีไอ้นู่นมาแทรกตรงนู้น ไอ้นี่มาแทรกตรงนี้ ทำอะไรไม่ได้ มันสุดระทม/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7287/8753940751_d5e3d4e055_z.jpg" height="290" width="300" //p pstrongspan style="color:#0000ff;"ณัฐสิรี ประสานทวีผล อาชีพทำงานอิสระ กรุงเทพฯ/span/strong/p pของเฉลิมเขาจะรวมหมดใช่มั้ย ไม่ชอบ คนสั่งฆ่าเราก็ไม่ได้ติดคุกสิ ก็ได้ใจฆ่าเราตลอดเวลา เราเอาของวรชัยดีกว่า เอาแต่ประชาชนออกมา แกนนำให้เขาจัดการกันเอง เรารักแกนนำเรา แต่แกนนำเราก็ต้องเข้าตามกระบวนการ แต่ประชาชนเขามาด้วยความบริสุทธิ์ใจ ถ้าทำอย่างของเฉลิมคนสั่งก็ลอยนวลเลย/p pถ้าอยากได้ทักษิณกลับ ทักษิณคอยเวลาก่อน จะมารวมกับพวกเลวๆ อย่างนี้ไม่ได้ ทักษิณจะเอาชีวิตประชาชนไปแลกกับการได้กลับมาเหรอ ถ้าทำอย่างนี้ทักษิณจะไม่มีค่า ถ้าเขาทำอย่างนั้นจะหมดค่าทันที ฉันบอกได้เลย/p pป้าไม่ได้บ้าทักษิณ ไม่ได้สนใจ ไม่เคยยุ่งการเมืองเลย ตอนทักษิณถูกเอาออกไปก็ยังไม่สนใจ คิดว่าคนนี้ไปคนนั้นมามันเรื่องธรรมดา แต่ป้าออกมาครั้งแรกตอนสมัครโดนคดีผัดกับข้าว ตกใจว่าทำสมัครผัดข้าวตกกระทะ ป้าเลยเริ่มออกมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ นั่นครั้งแรก เรามาดูว่าทำไมแค่ผัดกับข้าวทำไมต้องปลดจากนายกฯ ไม่ได้ชอบสมัครเป็นพิเศษด้วย หลังจากนั้นก็ออกมาทุกครั้งที่มีชุมนุม ป้ามารู้มากตอนสุรชัย แซ่ด่าน ป้าเลยมาตาสว่างแล้วเริ่มสนใจการเมือง ลองมาถามตอนนี้ป้าตายแทนประชาชนที่เขาออกมาสู้ได้เลย ที่ทำเนียบก็อยู่ ที่ราชประสงค์ก็อยู่จนตำรวจมาลากไป ที่ผ่านฟ้าก็โดนแก๊สน้ำตากับเขา เราเห็นความชั่วร้ายแล้วทนไม่ได้ น้องเคยเห็นไหม มอเตอร์ไซด์เอาคนเจ็บพาดมา ไม่มีคนซ้อนด้วย ป้านั่งอยู่ข้างโรงพยาบาลnbsp; คนแล้วคนเล่า คนที่สั่งฆ่าเรามันใช่คนหรือเปล่า มันรักประชาชนของมันไหม/p pเรื่องรัฐบาลเขาอ่อน ป้าก็เข้าใจ แต่มันอ่อนเกินไป ไม่ทันเกมเขาเลย ส่วนนปช. คนอื่นคิดยังไงไม่รู้ แต่ป้ายังตามนปช.ส่วนกลาง เราก็คิดแตกต่างกันได้ แต่เมื่อถึงเวลา เราก็มารวมกันได้อีกเหมือนกับวันนี้/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"span style="color:#0000ff;"strongimg alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3685/8755062388_253697e0c2_z.jpg" height="226" width="301" //strong/span/p pspan style="color:#0000ff;"strongไพรัช แสงศรี อายุ 49 ปี อาชีพเจ้าของร้านอาหาร กรุงเทพฯ nbsp;/strong/span/p pไม่ค่อยได้ตามนะ เรื่องพรบ.ปรองดอง คือ ถ้ามองแบบเดิมพัน การนิรโทษยกเข่ง คุณทักษิณได้ประโยชน์น้อยกว่าคุณอภิสิทธิ์ กับคุณสุเทพแน่นอน เพราะจะพูดถึงความผิดแล้วมันแรงกว่าเยอะ ถามว่าเห็นด้วยไหม มันก็บางอารมณ์ ถ้าอยากให้สงบก็โอเค แต่บางทีก็มีความแค้น คนเสื้อแดงจะเข้าใจความรู้สึกนี้ว่าเขาทำอะไรไว้บ้าง/p pฉบับคุณวรชัย เหมะ มันก็เหมือนกับที่คุณจตุพรบอกไว้ว่าแกนนำเขาจะไม่รับ พี่ก็ว่าโอเค นักโทษการเมืองก็ควรจะนิรโทษกรรมให้หมด พวกประชาชนมาด้วยใจ จะไปตั้งข้อหารุนแรงอะไรกับเขา แล้วเสื้อแดงก็ถูกกระทำอยู่ฝั่งเดียว อย่างที่เขาพูดกันว่าสองมาตรฐาน/p pพี่ชอบทักษิณมาตั้งแต่สมัยไทยรักไทยนะ ชอบผลงานเขา เราสัมผัสได้จริงๆ ที่บ้านฐานะพี่ก็โอเค สามสิบบาทก็ไม่ได้พึ่งพา แต่ไม่ใช่ว่าเราจะชอบเขาเพราะเขาดีต่อเราคนเดียว แต่เราชอบเพราะเขาดีกับคนเยอะ และเป็นคนที่ต่ำต้อยกว่า หลายๆ นโยบายเราก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ที่เขาโดนวิจารณ์ ภาคใต้มันซับซ้อนและแก้ไขยาก ใครมาทำก็โดนหมดแหละ ส่วนสงครามยาเสพติด มันเป็นนโยบายที่ดี แต่มันมีปัญหาในขั้นตอน เกิดการฆ่าตัดตอน จริงๆ มันก็ไม่เกี่ยวกับทักษิณ/p pบทบาทรัฐบาลเพื่อไทย พอใจมาก ยิ่งลักษณ์ต้องมาแก้ของเก่าเยอะ เลยเดินหน้าช้าหน่อย แต่ถึงช้าก็ยังไวกว่าอีกรัฐบาลนึง/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2893/8755059202_fb6de10f74.jpg" height="225" width="300" //p pspan style="color:#0000ff;"strongรพินทร์ (ไม่ขอเปิดเผยนามสกุล) ประธานแกนนำจังหวัดระยอง อาชีพ ทำการประมงnbsp;/strong/span/p pเห็นด้วยกับพ.ร.บ. นิรโทษกรรมของรองนายกฯ เฉลิม อยู่บำรุง เพราะเห็นว่าเป็นรูปแบบที่คล้ายกับกรณีที่เกิดขึ้นในประเทศแอฟริกาใต้ และกัมพูชา หากว่าพ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่าน แม้ในช่วงแรกอาจนำมาซึ่งความวุ่นวายบ้าง แต่ในระยะยาวก็อาจทำให้ประเทศสงบขึ้นได้ เนื่องจากเป็นสัญลักษณ์ที่จะนำสันติภาพมาสู่ประเทศไทย ไม่งั้นก็จะมีแต่ความแตกร้าวnbsp;/p pที่มีคนกล่าวว่ากฎหมายนี้ทำเพื่อจะนำทักษิณกลับประเทศนั้นไม่จริง เพราะคนที่ได้ประโยชน์จากการนิรโทษกรรมจะมีจำนวนมากทั้งจากฝั่งเสื้อเหลืองและฝั่งเสื้อแดง และก็จะทำให้ประชากรที่เหลืออยู่เกิดความยอมรับ แต่ทั้งหมดก็อยู่ที่รัฐสภาว่าจะตัดสินว่าจะผ่านพ.ร.บ. นิรโทษกรรมฉบับไหน/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000ff;"strong"สายลมรัก" จากแดงไซเบอร์ เว็บบอร์ดบ้านราษฎร์, ประชาทอล์ค ฯลฯ อาชีพ ข้าราชการnbsp;/strong/span/p pสนับ สนุนร่างพ.ร.บ. นิรโทษกรรมของวรชัย เหมะ ที่ให้นิรโทษเฉพาะประชาชนทั่วไป ไม่รวมแกนนำและเจ้าหน้าที่รัฐ ในกรณีของทักษิณ มองว่าหากเขาทำผิดก็ต้องรับผิด ไม่จำเป็นต้องนิรโทษกรรม คนเสื้อแดงในโลกไซเบอร์กว่าร้อยละ 90 ก้าวข้ามทักษิณไปแล้ว ไม่ได้ต่อสู้เพื่อทักษิณ เพียงแต่มองว่าทักษิณเป็นผู้ถูกกระทำคนหนึ่งเท่านั้น หากรัฐบาลจะนิรโทษกรรมให้แก่คนสั่งการฆ่าประชาชน จะรับไม่ได้เด็ดขาด หากพรรคเพื่อไทยทำจริง คิดว่าคนเสื้อแดงพร้อมจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาลnbsp;/p pร่างพ.ร.บ. ของนายกฯ เฉลิม เสมือนเป็นการหวังดีประสงค์ร้าย ยิ่งทำให้เกิดการต่อต้านร่างนี้ และยิ่งต่อต้านการกลับมาของ ทักษิณ ชินวัตรnbsp;/p pสำหรับ 3 ปีที่ผ่านมา พรรคเพื่อไทยมีวิสัยทัศน์ที่อ่อนลง มีท่าทีประนีประนอมมากขึ้น และมองสิ่งต่างๆ จากผลประโยชน์ของตนเองมากกว่าของสาธารณะ โดยเฉพาะของคนเสื้อแดง nbsp;อาจเป็นเพราะว่าอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าและคายไม่ออกที่ต้องถูกจับตาจากองค์กรอย่างศาลรัฐธรรมนูญ เช่น เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ ถึงแม้เพื่อไทยจะยอมศาลบ้างในบางเรื่อง แต่ก็ไม่ได้ยอมหมด หากว่ายอมทั้งหมดมวลชนจะไม่พอใจและเริ่มเสียความเชื่อมั่นnbsp;/p pส่วนนปช. มองว่าเพียงแค่เป็นกลุ่มผลประโยชน์เท่านั้น เพราะหลังจากการต่อสู้จบลง เกิดการเลือกตั้งปี 54 แกนนำเสื้อแดงบางส่วนได้เข้าไปมีตำแหน่งในรัฐบาล นปช. ก็พยายามจะไม่ขัดใจรัฐบาล และการจัดการชุมนุมแต่ละครั้งก็รู้สึกว่าเป็นไปแบบพอเป็นพิธีเท่านั้น แถมยังมาต่อว่าเสื้อแดงกลุ่มอื่นทำกิจกรรมไม่ตรงแนวทางเดียวกับตนอีก/p pบางทีก็สงสัยว่ามีนปช. อยู่ไปทำไม หรือมีไปเพื่ออะไร/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000ff;"strongโบว์ (ไม่เปิดเผยชื่อจริง) อายุ 48 ปี อาชีพรับจ้างทั่วไป กรุงเทพฯ/strong/span/p pปรองดองแบบของเฉลิม (อยู่บำรุง) คลุมทั้งหมดแต่ญาติผู้เสียชีวิตเขาจะยอมไหม ประชาชนทั่วไปจะรับได้ไหม ถึงผมจะรับได้ก็ต้องมี “แต่” อีก ความเห็นผมนะ คนเสียชีวิตเสียแล้วก็ไม่ได้กลับมา แต่มันก็อยู่ว่าญาติผู้เสียชีวิตจะยอมไหม ต้องคุยกันยาว ถ้ายอม สองคนอภิสิทธิ์ สุเทพก็ลอยนวลอีก ผมก็ไม่ค่อยชอบใจ แต่ที่แน่ๆ ฉบับวรชัย (เหมะ) น่าจะดีกว่า ณ เวลานี้ อย่างทักษิณเขาไม่ได้ฆ่าคนตาย แต่คนฆ่าคนตายเราก็ยอมไม่ไหว ที่ถึงที่สุด ต่อให้มีกฎหมายปรองดองแบบไหนก็ตาม ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ได้แก้ มันก็เท่านั้นเอง/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/LaM_n1epzI8" height="1" width="1"/

'สารี' ร่อนจดหมายเปิดผนึก ชวนลงชื่อต้านการปลดผอ.องค์การเภสัช

Mon, 20/05/2013 - 19:30
p'สารี อ๋องสมหวัง' เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดแคมเปญค้านการปลดหมอวิทิต ผอ.องค์การเภสัช ชี้เป็นเกมส์ของกลุ่มธุรกิจยาข้ามชาติเพื่อทำลายองค์การเภสัชกรรม ร้องร่วมลงชื่อผ่าน change.org/p p!--break--!--break--/p p20 พ.ค. 56 - ทางเว็บไซต์ a href="https://www.change.org/th/%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%8D%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5-%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%95-%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%8D%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%87-%E0%B8%9C%E0%B8%AD-%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%AF"change.org/a ได้มีการสร้างแคมเปญรณรงค์เชิญชวนให้บุคคลร่วมลงชื่อต้านการปลดนพ.วิทิต อรรถเวชกุล ผอ. องค์การเภสัชกรรม ที่ถูกปลดเมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา จากมติของกรรมการบริการองค์การเภสัชกรรม ที่มีนพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี ซึ่งแถลงว่านพ.วิทิต บกพร่องต่อหน้าที่ จากกรณีการสำรองวัตถุดิบผลิตยาพาราเซตามอล 148 ตัน อย่างไรก็ตาม ในแคมเปญระบุว่า การปลดนพ.วิทิต เป็นไปอย่างไม่เป็นธรรม โดยไม่มีกระบวนการสืบสวนสอบสวนอย่างโปร่งใส และไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจง/p divแคมเปญรณรงค์ ซึ่งริเริ่มโดยสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ระบุว่า การปลดนพ.วิทิต เป็น "เกมส์ของกลุ่มธุรกิจยาข้ามชาติและการแพทย์พาณิชย์ เพื่อทำลายองค์การเภสัชกรรม" เนื่องจากองค์การเภสัขกรรม เป็นกำลังหลักในการผลิตยาชื่อสามัญราคาถูก คุณภาพดี ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยาได้ง่าย นอกจากนี้ ยังชี้ว่า นพ. วิทิตยังมีผลงานที่ชัดเจนหลายอย่าง อาทิ การทำให้ราคายาเป็นธรรม การจัดหาเวชภัณฑ์ต่างๆ ที่จำเป็นอย่างทันท่วงทีในช่วงเกิดอุทกภัย/div divnbsp;/div divแคมเปญดังกล่าว เรียกร้องให้ประชาชนทั่วไปร่วมลงชื่อผ่านทางเว็บไซต์ a href="https://www.change.org/th/%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%8D%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%84%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%90%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5-%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%95-%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%8D%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%87-%E0%B8%9C%E0%B8%AD-%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%AF"change.org/a เพื่อยุติการปลดนพ.วิทิต อรรถเวชกุล จากตำแหน่งผอ.องค์กรเภสัชกรรมโดยทันที/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"0000/div divnbsp;/div divstrongนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี: ยุติการปลดหมอวิทิต จากตำแหน่ง ผอ.องค์การเภสัชฯ/strong/div divnbsp;/div divคุณหมอวิทิต อรรถเวชกุล ถูกปลดจากตำแหน่ง ผอ.องค์การเภสัชกรรม ไม่ใช่แค่อีกหนึ่งเรื่องน้ำเน่าทางการเมือง แต่เป็นเกมส์ของกลุ่มธุรกิจยาข้ามชาติและการแพทย์พาณิชย์ เพื่อทำลายองค์การเภสัชกรรม/div divnbsp;/div divองค์การเภสัชกรรมเป็นกำลังหลักในการผลิตยาชื่อสามัญราคาถูกคุณภาพดี โดยเฉพาะยาจำเป็นช่วยชีวิตในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และยังเป็นกำลังหลักในการจัดหายาของประเทศเพื่อประกันความมั่นคงว่า ต้องมียาใช้ยามจำเป็นหรือยามภัยพิบัติ/div divnbsp;/div divคุณหมอวิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม เป็นผู้ที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ มีความรู้ความสามารถ ดังกรณีบุกเบิกงานที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว เมื่อมาอยู่องค์การเภสัชกรรมได้ทำให้องค์กรพัฒนาอย่างก้าวกระโดดบนผลประโยชน์ของชาติ/div divnbsp;/div divคุณหมอวิทิตได้ทำงานร่วมกับบุคลากรเจ้าหน้าที่และสหภาพองค์การเภสัชอย่างทุ่มเท มีผลงานเป็นที่ประจักษ์มากมาย เช่น ทำให้ราคายาเป็นธรรม ส่งผลให้ราคายาทั้งที่ผลิตในประเทศและนำเข้าจากต่าง ประเทศต้องลดราคาลง ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มต่างๆ เข้าถึงยามากขึ้น อาทิ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลาสซีเมีย ผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผู้ป่วยจิตเวช ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ในช่วงมหาอุทกภัยมีบทบาทโดดเด่นในการจัดหาเวชภัณฑ์ที่จำเป็นต่าง ๆ ทันที เช่น น้ำเกลือ วัคซีน น้ำยาล้างไต รวมถึงโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตยาที่ได้การรับรองระดับมาตรฐานองค์การ อนามัยโลก WHO GMP ดำเนินโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนก และการวิจัยวัคซีนทั้งชนิดเชื้อตายและเชื้อเป็นของไข้หวัดใหญ่/ไข้หวัดนก อีกทั้งยังทำหน้าที่จัดหาและสำรองยากำพร้าซึ่งเป็นยาที่มีการใช้ในจำนวนน้อย แต่จำเป็นต่อชีวิตของผู้ป่วย/div divnbsp;/div divท่ามกลางความก้าวหน้าขององค์การ เภสัชกรรมที่มีคุณหมอวิฑิตเป็นผู้บริหารเช่นนี้ ได้สร้างผลสะเทือนต่อบริษัทยาข้ามชาติที่กำไรหดหายมหาศาล บริษัทวัคซีนที่ไม่ต้องการเห็นไทยพึ่งตัวเองได้ การแสวงหากำไรจากการจ่ายยาราคาแพงอย่างไม่สมเหตุสมผล และนักเล่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่หวังทำกำไรจากการแปรรูปองค์การเภสัชกรรม/div divnbsp;/div divแต่ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวอย่างผิดปกติของผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนักการเมืองและข้าราชการประจำระดับสูง ทำให้องค์การเภสัชกรรมและคุณหมอวิทิตเสื่อมเสียชื่อเสียง และทำลายความเชื่อมั่นในคุณภาพของยาชื่อสามัญอย่างต่อเนื่อง/div divnbsp;/div divจนเมื่อวันศุกร์ที่ 17 พ.ค. 56 บอร์ดองค์การเภสัชกรรม ที่มีนพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เป็นประธานมีมติปลด คุณหมอวิทิต ออกจากตำแหน่งอย่างไม่เป็นธรรม ไม่มีกระบวนการสืบสวนสอบสวนอย่างโปร่งใสเป็นธรรม และไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจง นอกจากนี้ บอร์ดพิจารณาวาระสำคัญเช่นนี้โดยที่ไม่มีรายงานเป็นลายลักษณ์อักษร มีเพียงการรายงานผลการสอบสวนทางวาจาเท่านั้น/div divnbsp;/div divตามกฎหมาย บอร์ดจะต้องนำเรื่องนี้เข้าสู่คณะรัฐมนตรีเพื่อขอความเห็นชอบ เราเชื่ออย่างจริงใจว่า ท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และรัฐมนตรีคนอื่นๆ ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นในการแสวงประโยชน์ครั้งนี้ จึงขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกคนยับยั้งการปลดหมอวิทิต โดยไม่เห็นชอบกับบอร์ด แล้วสั่งให้นำกลับไปสอบสวนอย่างโปร่งใส่ โดยให้ผู้ถูกกล่าวหาได้รับสิทธิพื้นฐานและได้รับความเป็นธรรมอย่างแท้จริง/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/G0cUUmABX0g" height="1" width="1"/

‘พีมูฟ’ ยกกรณีปากมูน ร้อง ‘ประชุมน้ำโลก’ จัดการน้ำต้องมอง ‘คนรากหญ้า'

Mon, 20/05/2013 - 18:16
pnbsp;/p div !--break--!--break--/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://fbcdn-sphotos-d-a.akamaihd.net/hphotos-ak-ash3/521931_389010534555500_214469984_n.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //div divnbsp;/div divวันที่ 19 พ.ค.56 เวลา 13.30 น.ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็wbrนธรรม (ขปส.) หรือพีมูฟ ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 29 ‘ในสังคมประชาธิปไตย การชุมนุม คือการใช้ประชาธิปไตยทางตรง’ ในโอกาส ที่เดือนพฤษภาคมเคยมีเหตุการณ์สำคัญต่อประวัติศาสตร์ทางการเมืองของประเทศ ยืนยันความเชื่อมั่นในแนวทางของการใช้ประชาธิปไตยทางตรง คือการชุมนุม การเรียกร้อง ว่าเป็นวิถีทางที่ภาคประชาชน คนเล็ก คนน้อย สามารถกระทำได้ในระบอบสังคมประชาธิปไตย โดยผู้มีอำนาจจำเป็นที่จะต้องสนับสนุน และคุ้มครองการแสดงออกดังกล่าว และไม่ควรให้เกิดเหตุการณ์เลวร้wbrายเช่นในอดีตที่ผ่านมาอีกในสัwbrงคมไทยbr /nbsp;/wbr/wbr/wbr/div divพร้อมกันนี้ พีมูฟได้ออกจดหมายเปิดผนึwbrก ‘การบริหารจัดการน้ำต้องเป็นไปเพื่อทุกคน ยั่งยืนและเป็นธรรม’ เรียกร้องให้ผู้นำแต่wbrละประเทศที่เข้าร่วมการประชุwbrมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิwbrภาคเอเชียแปซิฟิกที่จัดขึ้wbrนระหว่างวันที่br /14-20 พ.ค.56 ณ จ.เชียงใหม่ ต้องบริหารจัดการน้ำเพื่wbrอประโยชน์ของทุกคนอย่างเป็wbrนธรรมและยั่งยืนbr /nbsp;/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divรายละเอียด ของแถลงการณ์และจดหมายเปิดผนึกดังกล่าว มีดังนี้/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"strong000/strong/div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"strongimg alt="" src="https://fbcdn-sphotos-f-a.akamaihd.net/hphotos-ak-frc1/604174_389010754555478_1944594838_n.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //strong/div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"strongแถลงการณ์ฉบับที่ 29br /ในสังคมประชาธิปไตย การชุมนุม คือการใช้ประชาธิปไตยทางตรง/strong/div divbr /ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็wbrนธรรม (ขปส.) ได้ปักหลักชุมนุมอย่างสงบ มาตั้งแต่วันที่ 6 พฤษภาคม 2556 แล้ว ตลอดเวลาของการเรียกร้องเพื่wbrอให้เกิดการแก้ไขปัญหา พวกเราต้องชุมนุมทั้งในท้wbrองถนนและในสถานที่ราชการ หน่วยงานต่างๆ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องต่อการแก้wbrไขปัญหาของพวกเราnbsp;br /br /ในโอกาสที่เดือนนี้ (เดือนพฤษภาคม) ซึ่งเคยมีเหตุการณ์สำคัญต่wbrอประวัติศาสตร์ทางการเมืwbrองของประเทศ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีตนั้wbrนได้มีการสูญเสีย ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นเลย ณ ที่นี่ พวกเรา ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็wbrนธรรม (ขปส.) ขอคารวะและน้อมรำลึกถึงดวงวิwbrญญาณของผู้ที่เสียชีวิตในเหตุwbrการณ์ที่ผ่านมาด้วยbr /br /พวกเรายืนยันว่า วิถีทางที่พวกท่านได้กระทำไว้นัwbr้น พวกเราขบวนการประชาชนเพื่อสัwbrงคมที่เป็นธรรม (ขปส.) เชื่อมั่นในแนวทางของการใช้wbrประชาธิปไตยทางตรง คือ การชุมนุม การเรียกร้อง ว่าเป็นวิถีทางที่ภาคประชาชน คนเล็กคนน้อย สามารถกระทำได้ในระบอบสัwbrงคมประชาธิปไตยnbsp;br /br /อย่างไรก็ตาม ในเส้นทางประชาธิปไตย ประชาชนทุกคนมีสิทธิ และเสรีภาพ ซึ่งสามารถแสดงออกได้อย่างอิสระ โดยที่ผู้มีอำนาจ จำเป็นที่จะต้องสนับสนุน และคุ้มครองการแสดงออกดังกล่wbrาวด้วยbr /br /โอกาสแห่งเดือนประวัติศาสตร์นี้ ขอให้เหตุการณ์อันเลวร้ายในอดีต ได้กลายเป็นอดีต และหวังว่าทุกภาคส่วนในสังคม จะคุ้มครอง ปกป้องระบอบประชาธิปไตยนี้ร่wbrวมกัน พร้อมกันนี้พวกเรายังหวังว่wbrาเหตุการณ์ในอดีตจะไม่เกิดขึ้wbrนอีกในอนาคตในสังคมไทยnbsp;/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"strongขอคารวะ แด่ดวงวิญญาณผู้กล้าหาญnbsp;br /ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็wbrนธรรม (ขปส.)br /19 พฤษภาคม 2556/wbr/strong/div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"strong000/strong/div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"strongจดหมายเปิดผนึก/strong/div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"strongการบริหารจัดการน้ำต้องเป็นไปเพื่อทุกคน ยั่งยืนและเป็นธรรม/strong/div divnbsp;/div divรายการรัฐบาลท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตรได้เป็นเจ้าภาพการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำ แห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก/div divครั้งที่2 (Asia Pacific water summit) หรือประชุมน้ำโลก ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวัน ที่ ๑๔ - ๒๐ พฤษภาคม ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ ๗ รอบพระชนมพรรษา จ.เชียงใหม่/div divnbsp;/div divการประชุมครั้งนี้จะมีการออกปฏิญญาเชียงใหม่ซึ่งชัดเจนว่า จะมีการส่งเสริมความร่วมมือมีเครือข่ายร่วมกัน/div divซึ่งรัฐบาลไทยได้เตรียมกองทุน และจะเสนอตัวเองเป็นศูนย์สำหรับเป็นตัวประสานงานในเรื่องการพัฒนาด้านน้ำ เป็นเครือข่ายข้อมูล การจัดตั้งศูนย์บูรณาการด้านข้อมูลเรื่องน้ำ ซึ่งอยู่ในแผนงบประมาณ 3.5 แสนล้านแล้ว (รศ.ดร.อภิชาต อนุกุลอำไพ) ที่เรียกว่า A6 B4 วงเงิน 4 พันล้าน เพื่อนำไปพัฒนาเครือข่ายข้อมูล ระบบข้อมูล และศูนย์/div divบัญชาการ/div divnbsp;/div divการประชุมเรื่องน้ำ ที่กำลังดำเนินการของรัฐบาลไทยและรัฐบาลหลายประเทศในขณะนี้พวกเรามีข้อกังวล/div divจากประสบการณ์ที่เจ็บปวดในเรื่องการจัดการน้ำของรัฐบาล ที่มักสร้างโครงการขนาดใหญ่เข้าไปละเมิดวิถีชีวิตและ/div divสิทธิของชุมชน ดังเช่น เขื่อนปากมูลได้ทำลายอาชีพประมงของชาวบ้านปากมูน ซึ่งยืดเยื้อเรื้อรังมายาวนานกว่า ๒๔ ปีขณะที่ยังไม่มีรัฐบาลชุดไหน ตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาที่พวกท่านเป็นผู้สร้างเลย/div divnbsp;/div divพวกเราขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) อยากเรียกร้องต่อผู้นำที่มาจากหลายประเทศดังนี้/div divnbsp;/div div๑.การดำเนินการการบริหารจัดการน้ำ ของแต่ละประเทศควรผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้มีส่วนได้/div divเสียก่อนดำเนินงานโครงการ/div divnbsp;/div div๒.รัฐบาลแต่ละประเทศต้องตระหนักว่าประชาชนรากหญ้าต้องเป็นคนกลุ่มแรกที่ได้รับผลประโยชน์จาก/div divการบริหารจัดการน้ำ/div divnbsp;/div div๓.รัฐบาลแต่ละประเทศ ต้องมีมาตรการในการรับผิดชอบต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม/div divnbsp;/div divพวกเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า พวกท่านที่เป็นผู้นำของแต่ละประเทศ จะได้เข้าใจข้อกังวล และได้คำนึงถึง/div divประสบการณ์อันเลวร้ายของชาวบ้านที่ปากมูน ไปประกอบการพิจารณาตัดสินใจ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดอีกต่อไป/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"strongด้วยจิตคารวะ/strong/div div style="text-align: center;"strongขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)/strong/div div style="text-align: center;"nbsp;/div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/tL3_JS73XSI" height="1" width="1"/

'พีมูฟ' จี้รัฐบาล ตามความคืบหน้า 'โฉนดชุมชน'

Mon, 20/05/2013 - 15:53
pขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) มอบผลผลิตให้รัฐบาล เป็นสัญลักษณ์แทนความมั่นคงทางอาหารของชาวบ้าน ทวงความคืบหน้ากรณีโฉนดชุมชน และการนำปัญหาอีก 4 เรื่องเข้าประชุมครม. ในวันพรุ่งนี้/p p!--break--!--break--/p pวันนี้ (20 พ.ค. 56) เวลา 13.00 น. ผู้ชุมนุมขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือที่รู้จักในนามพีมูฟได้เคลื่อนขบวนไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล ประตู4 (ตรงข้ามก.พ.) นำผลผลิตจากแปลงโฉนดชุมชนซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์และความมั่งคงทางอาหารมอบให้แก่รัฐบาล โดยมีสุภรณ์ อัตถาวงศ์ (แรมโบ้อีสาน) รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนรับมอบพืชผลและผลไม้จากขปส./p div divพร้อมกันนั้น ขปส.ได้อ่านแถลงการณ์ฉบับที่ 30 แถลงขอเป็นกำลังให้รัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของคนจน และเดินหน้าขจัดทุกข์คนจนด้วยการเดินหน้าโฉนดชุมชน และนำกรณีปัญหา ทั้ง ๔ เรื่องเข้า ครม. พรุ่งนี้ (21 พ.ค. 56) และหวังว่าในการประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) ที่จัดขึ้น ณ ตึกบัญชาการ ชั้น 3 nbsp;ห้อง 301 ทำเนียบรัฐบาลในเวลา 13.30 น. วันนี้ จะเป็นการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm3.staticflickr.com/2810/8756177617_4f7157fd30.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div divnbsp;/div div style="text-align: center;"0000/div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"strongแถลงการณ์ฉบับที่ 30/strong/div div style="text-align: center;"strongทุกข์ของคนจน คือทุกข์ของรัฐบาลnbsp;/strong/div div style="text-align: center;"ขจัดทุกข์คนจนด้วยการเดินหน้าโฉนดชุมชน และนำกรณีปัญหา ทั้ง 4 เรื่องเข้า ครม. พรุ่งนี้/div divnbsp;/div divตามที่นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง) เป็นตัวแทนรัฐบาล มาเจรจากับตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2556 ที่ทำเนียบรัฐบาลนั้น ซึ่งการเจรจาครั้งดังกล่าว ได้ข้อสรุปร่วมกัน ดังนี้/div divnbsp;/div div1. จะเร่งนำกรณีปัญหาที่ได้ข้อยุติแล้วเข้าสู่การพิจารณาในการประชุม ครม.nbsp;/div div2. จะเร่งเดินหน้านโยบายโฉนดชุมชนด้วยการเปิดประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2556 (วันนี้)/div div3. จะเร่งแก้ไขปัญหาที่คั่งค้าง ให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว เพื่อนำเข้าพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ในวันที่ 27 พฤษภาคม 2556 (ต่อมาเลื่อนเป็นวันที่ 28 พฤษภาคม 2556)/div divnbsp;/div divในช่วงเวลา 20 วันที่ผ่านมา ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ได้ให้ความร่วมมือกับรัฐบาล เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหลายเรื่องและหลายครั้ง ติดขัดกับขั้นตอน และระบบราชการที่ไม่ค่อยจะตอบสนองนโยบายของรัฐบาลอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้กรณีปัญหาทั้ง 4 เรื่องที่มีข้อยุติแล้ว 1.) การแก้ไขปัญหาเขื่อนปากมูล 2.) โครงการนำร่องธนาคารที่ดิน 5 พื้นที่ 3.) การคุ้มครองพื้นที่โฉนดชุมชน 4.) การก่อสร้างบ้านในโครงการบ้านมั่นคง ไม่ถูกนำเข้าสู่การพิจารณาในการประชุม ครม. ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ที่ผ่านมา/div divnbsp;/div divในวันนี้ (20 พ.ค.56) ซึ่งจะเป็นวันประชุมคณะกรรมการประสานงานเพื่อจัดให้มีโฉนดชุมชน (ปจช.) ประชุมเพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาของพวกเรา ตามแนวนโยบายโฉนดชุมชน และนอกจากนี้แล้ว วันนี้ก็จะเป็นวันสุดท้ายในการเตรียมการเพื่อบรรจุกรณีปัญหาทั้ง 4 เรื่อง เข้าสู่วาระการประชุม ครม. ในวันพรุ่งนี้ (21 พ.ค.56)nbsp;/div divnbsp;/div divขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) เห็นว่าช่วง 20 วันที่ผ่านมา รัฐบาลได้เร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาของพวกเรามาด้วยดีแล้วนั้น ในวันนี้ พวกเราหวังว่าการประชุมคณะกรรมการประสานงาน ฯ (ปจช.) จะประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนี้ พวกเรายังหวังว่า คงไม่มีอุปสรรค หรือข้อขัดข้องประการใด ที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ จนทำให้กรณีปัญหาทั้ง 4 เรื่อง ไม่สามารถนำเข้าสู่การพิจารณาใน ครม. ในวันพรุ่งนี้ได้/div divnbsp;/div divดังนั้น ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ขอเป็นกำลังให้รัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของคนจน และเดินหน้าขจัดทุกข์คนจนด้วยการเดินหน้าโฉนดชุมชน และนำกรณีปัญหา ทั้ง 4 เรื่องเข้า ครม. พรุ่งนี้nbsp;/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"ด้วยความเชื่อมั่นในพลังประชาชน/div div style="text-align: center;"ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)/div div style="text-align: center;"20 พฤษภาคม 2556/div divnbsp;/div /div p style="text-align: center;"nbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7432/8757311272_b168fc7f9e.jpg" style="width: 333px; height: 500px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8419/8756187007_c3bf5e1a9f.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7391/8756180321_d2b670ec65.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm6.staticflickr.com/5326/8756181885_babbb7c82c.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Ds8v-sBbkdo" height="1" width="1"/

ญี่ปุ่นเตรียมขึ้นค่าจ้าง หวังกระตุ้นเศรษฐกิจให้แรงงานได้จับจ่าย

Mon, 20/05/2013 - 08:38
!--break--!--break-- divเมื่อวันที่ 19 พ.ค. 56 ที่ผ่านมานาย Akira Amari รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ของญี่ปุ่น ได้เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่าเขามีแผนการที่จะเปิดเจรจากับผู้แทนภาคธุรกิจและกลุ่มสหภาพแรงงาน ในการที่จะโน้มน้าวให้ภาคธุรกิจปรับขึ้นค่าแรงในประเทศ/div divnbsp;/div divAmari เปิดเผยในรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งว่าบริษัทต่างๆ ได้กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นจากนโยบายเศรษฐกิจ “Abenomics” ของนายกรัฐมนตรี Shinzo Abe รวมทั้งค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง แต่ภาคธุรกิจก็ยังไม่ได้ปรับระดับค่าจ้างให้สูงขึ้นแต่อย่างใด/div divnbsp;/div divโดยขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่งประเภทหรูหราและเครื่องประดับกลับมากระเตื้องขึ้น รัฐบาลญี่ปุ่นก็เชื่อมั่นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องยกระดับค่าจ้างขึ้นเพื่อเพิ่มความมั่นใจของผู้บริโภค ทั้งนี้ Amari ยังเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่าเขามีความหวังว่าการเจรจาสามฝ่ายที่เขาจะนำเสนอนี้จะช่วยให้เกิดการปฏิรูประบบการจ้างงานอีกด้วย/div divnbsp;/div divAmari ระบุต่อไปว่าเขากำลังประสานงานกับนายกรัฐมนตรี Abe ในรายละเอียด ทั้งนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรี Abe ก็เคยโยนหินถามทางเกี่ยวกับประเด็นนี้มาก่อนแล้วแต่ผู้นำทางภาคธุรกิจก็ยังไม่เต็มใจนักในการเพิ่มค่าแรงขึ้น เขากล่าวต่อไปว่ารัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการเพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของภาคธุรกิจ และคาดว่ารายละเอียดของมาตรการนี้จะมีการประกาศในช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้/div divnbsp;/div divทั้งนี้เมื่อวันที่ 17 พ.ค. ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรี Abe พึ่งจะแถลงยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ ที่มุ่งเน้นส่งเสริมให้ภาคเอกชนมีการลงทุนให้มากขึ้น nbsp;รวมทั้งสนับสนุนให้มีการส่งออกสินค้าเกษตรและสินค้าด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเพิ่ม โดยรัฐบาลญี่ปุ่นจะตั้งเป้าการลงทุนของภาคเอกชนภายในประเทศประจำปีที่ 70 ล้านล้านเยน (682 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)nbsp;/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ ยุทธศาสตร์กระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่นี้ยังจะกระตุ้นการจ้างงานให้แก่กลุ่มผู้หญิง มีการฝึกอบรมทักษะให้กับคนหนุ่มสาวเพื่อแก้ไขวิกฤตขาดแคลนแรงงาน รวมทั้งแผนปรับปรุงระบบประกันสุขภาพ และการตั้งเขตผ่อนผันเศรษฐกิจพิเศษ (Special Deregulation Zones) อีกด้วย/div divnbsp;/div divnbsp;/div divstrongที่มาเรียบเรียงจาก:/strong/div divnbsp;/div divspan style="color:#0000cd;"http://www.japantimes.co.jp/news/2013/05/20/business/amari-wants-wage-talks-with-bigwigs/#.UZlqBKLwkXo/span/div divnbsp;/div divspan style="color:#0000cd;"http://www.bloomberg.com/news/2013-05-17/abe-s-growth-strategy-to-support-investment-in-japan-technology.html/span/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/hvwnQnU0x-A" height="1" width="1"/

เวทีคู่ขนานจัดการน้ำที่เชียงใหม่-เรียกร้องการมีส่วนร่วมของชุมชน

Mon, 20/05/2013 - 02:05
pเครือข่ายลุ่มน้ำเหนือ-อีสานจัดเสวนาคู่ขนานเวทีจัดการน้ำที่เชียงใหม่ พร้อมอ่านแถลงการณ์-ทำหุ่นล้อ 'ปลอดประสพ' - 'หาญณรงค์' ห่วงใช้เงินกู้ 3.5 แสนล้าน แต่ชุมชนลุ่มน้ำยังขาดข้อมูลและไม่มีส่วนกำหนดนโยบาย ด้านnbsp;'Thai Flood' ติงเวทีประชุมเรื่องน้ำที่เชียงใหม่ขาดเรื่องศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมประชาชน/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm9.staticflickr.com/8134/8753987049_0de7e67054.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p19 พ.ค. 56 เวลา 10.00 น. ณ ร้านหนังสือ Book Re:public จังหวัดเชียงใหม่ เครือข่ายประชาชนในลุ่มน้ำภาคเหนือและภาคอีสานได้จัดเวทีประชาชน “การจัดการน้ำ: ผู้นำต้องฟังเสียงจากรากหญ้า” ณ ร้านหนังสือ Book Re:public จังหวัดเชียงใหม่/p pโดยเวทีครั้งนี้เป็นการจัดคู่ขนานไปกับการจัดประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Water Summit) ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่เช่นกัน ระหว่างวันที่ 14-20 พฤษภาคม ภายใต้หัวข้อ “ความมั่นคงด้านน้ำ” โดยเวทีประชาชนได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงการขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการจัดประชุมระดับนานาชาติครั้งนี้ และแสดงความคิดเห็นเรื่องการจัดการน้ำแบบรวมศูนย์อำนาจ ขาดการเคารพต่อประชาชนในท้องถิ่น และไม่เปิดโอกาสให้มีประชาชนมีส่วนร่วม/p p style="text-align: center;"nbsp;/p p style="text-align: center;"span style="color:#000080;"strong000/strong/span/p pstrongหาญณรงค์ เยาวเลิศ/strong ประธานมูลนิธิเพื่อการจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) กล่าวว่าได้ติดตามการจัดประชุมนานาชาติมาตั้งแต่ต้น แต่มีความจำเป็นของการจัดเวทีคู่ขนานนี้ เพราะการจัดนิทรรศการและไฮไลต์ของงานในครั้งนี้ เราเคยนึกว่าจะพูดเรื่องการจัดการน้ำของชุมชน วิธีอยู่กับน้ำหรือสู้กับน้ำของชุมชนต่างๆ แต่ปรากฏว่าเราเห็นแต่นิทรรศการของบริษัทเค-วอเตอร์ บริษัทจีน ซึ่งร่วมทุนกับบริษัทอิตาเลียนไทย หรือบริษัทขนาดใหญ่ต่างๆ แต่ไม่เห็นว่าการทำงานของประชาชนว่าจะมีมีส่วนร่วมได้อย่างไร/p pแผนการจัดการน้ำที่เป็นอยู่ ซึ่งใช้งบเงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท มีลักษณะเป็นการจัดการจากข้างบนลงข้างล่าง คนในพื้นต่างๆ ซึ่งอยู่ในแผนของพื้นที่การจัดการน้ำนี้แทบไม่ทราบข้อมูลและไม่มีส่วนร่วมใดๆ ไม่มีการทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ ภาคประชาชนจึงเรียกร้องให้มีการจัดประชุม ให้มีการนำเสนอข้อมูลทางเทคนิคจากทั้งนักวิชาการ และภาคประชาชนในพื้นที่ แต่ไม่มีการหารือในเรื่องนี้เลย ทั้งที่จะมีการเซ็นสัญญาโครงการแล้ว และนำเรื่องเข้าครม. นี่คือสิ่งที่ตนกังวล และรัฐบาลกลับมองการเรียกร้องเรื่องนี้ในอีกแง่มุมหนึ่ง โดยอยากให้มีการเสียสละ แต่กลับมองว่าเราเป็นขยะทางสังคม/p pตนยืนยันว่าการเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ไม่ได้ไปก่อความวุ่นวาย หรือทำลายการประชุม แต่เห็นว่ากระบวนการที่ควรจะเป็นในแผนการจัดการน้ำ 3.5 หมื่นล้าน นั้น ต้องมีการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้ชัดเจนก่อน และค่อยไปดำเนินการเรื่องการออกแบบและผู้รับเหมา นอกจากนั้นยังต้องมีการคิดถึงการจัดการน้ำระหว่างประเทศ ที่มีพรมแดนใกล้กัน เช่น แม่น้ำโขง หรือสาละวิน แต่กลับไม่มีหัวข้อหรือท่าทีเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ในการประชุม/p p style="text-align: center;"nbsp;/p p style="text-align: center;"span style="color:#000080;"strong000/strong/span/p pstrongมนตรี จันทรวงศ์/strong ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.เหนือ) ได้ตั้งคำถามถึงแผนการจัดการน้ำโดยภาครัฐในสามประเด็นใหญ่ ได้แก่ หนึ่ง ระบบที่รัฐบาลพัฒนาขึ้นมาหลังน้ำท่วมในปี 2554 ที่เรียกว่า “Single command” ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักนิติรัฐ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในระดับลุ่มน้ำ โดยเฉพาะการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสุขภาพ (EIA/HIA) ทำให้เกิดคำถามในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างรัฐบาลกับบริษัทที่เข้ามาประมูลต่างๆ/p pแผนนี้ยังได้ทำลายโครงสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารจัดการน้ำ ในรูปของ “คณะกรรมการจัดการน้ำแห่งชาติ” และ “คณะกรรมการลุ่มน้ำ” แต่กลับไปตั้ง “คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ” (กบอ.) ขึ้นมาแทน และแผนบริหารยังมุ่งที่ผลลัพธ์ คือน้ำต้องไม่ท่วมภาคกลางและกทม.ตลอดไป มากกว่าให้ความสำคัญกับกระบวนการ ทั้งกระบวนการวางแผน กระบวนการมีส่วนร่วม หรือกระบวนการตรวจสอบ ซึ่งขัดแย้งกับหลักการประชาธิปไตย อีกทั้งระบบ Single command นี้ยังสะท้อนความผิดพลาดในระดับปฏิบัติมาแล้ว เมื่อปี 2555 ที่มีการสั่งให้ระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์อย่างต่อเนื่อง จนทำให้เกิดน้ำท่วมครั้งที่สองในอยุธยา ทั้งที่สามารถผันออกไปตามประตูระบายน้ำต่างๆ ได้ แต่กลับไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบจากความผิดพลาดนี้ได้/p pประเด็นที่สอง คือ คำถามเรื่องประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา ก่อนหน้านี้รัฐบาลไทยได้ให้องค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่นมาช่วยศึกษาการจัดการน้ำ โดย JICA ทำร่วมกับสภาพัฒน์ และได้รายงานเสนอแนะแผนการจัดการน้ำท่วมที่ใช้งบแสนกว่าล้านบาท โดยไม่จำเป็นต้องเงินถึง 3.5 แสนล้าน แต่มีประสิทธิภาพ และเน้นการใช้โครงสร้างเดิมที่มี ไม่เลือกวิธีการสร้างเขื่อนใหม่ แต่รัฐบาลยังไม่ได้ให้เหตุผลที่ชัดเจนใดๆ ต่อสังคม ในการที่ไม่เลือกใช้วิธีการแก้ปัญหาจากงานศึกษาของ JICA แต่กลับเลือกใช้แผนของ กบอ. แทน/p pประเด็นที่สาม คือประเด็นสิทธิของประชาชนในทรัพยากรน้ำ รัฐบาลได้อาศัยโอกาสนี้อ้างว่าไม่มีหน่วยงานกลางในการจัดการน้ำ จึงต้องมีการตั้งกระทรวงน้ำหรือออกกฎหมายน้ำ โดยน้ำเป็นทรัพยากรธรรมชาติเดียวที่ยังไม่มีกฎหมายมาควบคุม ถ้ากฎหมายนี้ออกมา ส่งผลทำให้ประชาชนทุกระดับมีภาระที่จะต้องจ่ายค่าน้ำ และค่าขอใบอนุญาตใช้น้ำ เช่นเดียวกับการเก็บค่าน้ำบาดาล รวมทั้งทำลายความรู้ในการใช้น้ำของประชาชนออกไป/p pรวมทั้งปัญหาใหญ่อีกประการหนึ่งคือการจัดการลุ่มน้ำในระดับข้ามพรมแดน ซึ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น กรณีของคุณสมบัด สมพอน นักพัฒนาของลาว ที่ได้ถูกอุ้มหายตัวไป โดยเขาเป็นตัวตั้งตัวตีในการวิพากษ์วิจารณ์การสร้างเขื่อนไซยะบุรีในลาว เป็นตัวอย่างหนึ่งของความรุนแรงของรัฐในการเข้ามาแก้ปัญหา หวังว่าประเทศไทยจะไม่เกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้น และเรายังต้องมีการพัฒนาดูแลปัญหาเรื่องนี้ในระดับภูมิภาคด้วย/p p style="text-align: center;"nbsp;/p p style="text-align: center;"span style="color:#000080;"strong000/strong/span/p pstrongปรเมศวร์ มินศิริ /strongจากศูนย์ข้อมูลเพื่อการช่วยเหลือผู้ประสบภัย (Thai Flood) ได้เล่าถึงการเข้าไปชมนิทรรศการของงานประชุมเรื่องการจัดการน้ำ และพบบูธของบริษัทต่างประเทศขนาดใหญ่ เช่น บูธเกาหลีแต่งชุดเกาหลีเลย แต่ว่าเล่าเรื่องที่จะทำในเมืองไทย ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าเขาได้รับงานแล้วหรือ ในกรณีเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเกิดน้ำท่วม แม้ว่าเขาจะต้องรีบแก้ปัญหามาก แต่เขาตั้งกรรมการ 600 กว่าคน โดยไม่ได้มีแต่มุมมองด้านวิศวะ แต่มีมุมมองด้านสังคม เกษตร กฎหมาย สุขภาพ ทุกสิ่งทุกอย่างรวมกัน แล้วจึงบอกว่าอันนี้มีผลกระทบอะไร แต่วิธีที่ไทยใช้คือรีบๆ ทำ ให้บริษัทหนึ่งมารับไป แล้วคิดไปทำไป nbsp;ในเวทีของสภาวิศวกร ในที่ประชุมน้ำครั้งนี้ ก็มีการพูดถึงความเป็นห่วงในเรื่องเหล่านี้ เช่น เรื่องเขตระยะเวลาที่ใช้ การศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมของประชาชน/p pตอนแรกระหว่างดูงานนิทรรศการเรื่องน้ำ ตนคาดหวังว่าจะเจอว่ารัฐบาลทำบูธบอกว่าหนึ่งปีหลังประสบปัญหาน้ำท่วมมา เราได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง และแผนงานที่จะให้ประชาชนดู แล้วซีกหนึ่งจะให้เอกชนเช่าบูธขายของ หรือให้หน่วยงานต่างๆ มาออกก็ได้ แต่ปรากฏว่าพอเดินเข้าไปกลับอินเตอร์มาก มีบริษัทเกาหลี-จีน และบอร์ดนิทรรศการของรัฐบาลกลับเป็นเนื้อหาเดิมที่จัดเมื่อปีที่แล้ว แต่ย่อส่วนลง เราได้ข่าวว่ารัฐบาลบอกว่าอยากจะเป็นผู้นำทางด้านน้ำในประเทศแถบนี้ ก็เลยร่างปริญญาเชียงใหม่ขึ้นมา ซึ่งเขาบอกว่า ครม.อนุมัติแล้ว แต่ประชาชนยังไม่ได้เห็น แล้วจะเอาร่างนี้ไปให้ผู้นำโลกที่มาร่วมงานเซ็น โดยไม่ได้ใช้ความรู้นำในการเชิญชวนคนมาร่วมกันคิดกันทำเลย/p pนอกจากนั้นการพิจารณาเรื่องน้ำ จำเป็นต้องพิจารณาสามเรื่องร่วมกัน คือเรื่องน้ำ เรื่องอาหาร และเรื่องพลังงาน สามส่วนนี้แนวโน้มของโลกคือการคิดและพิจารณาร่วมกัน การขยายเครือข่ายเรื่องนี้จึงน่าจะคิดเรื่องเหล่านี้ด้วย/p pในเวทีช่วงต่อมายังได้มีชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนต่างๆ เช่น ตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนแก่งเสือเต้น เขื่อนแม่ขาน เขื่อนแม่แจ่ม เขื่อนชมพู เขื่อมปากมูน และเขื่อนโป่งอาง ได้กล่าวถึงผลกระทบของเขื่อนต่างๆ ต่อวิถีชีวิตชาวบ้าน ผลกระทบต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ รวมทั้งยังมีตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนในลุ่มน้ำโขงและสาละวิน ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาระบบการจัดการน้ำในระดับภูมิภาคด้วย/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm8.staticflickr.com/7377/8753986791_4822070f78.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm3.staticflickr.com/2822/8753986555_610f200895.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pหลังจากนั้นในเวลาราว 12.00 น. เครือข่ายประชาชนในลุ่มน้ำภาคเหนือและภาคอีสานได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ “การจัดการทรัพยากรน้ำต้องมีส่วนร่วม เคารพสิทธิชุมชน สร้างมาตรฐานสิ่งแวดล้อมภูมิภาค” (ดูรายละเอียดด้านล่าง) นอกจากนั้นทางเครือข่ายยังได้มีกิจกรรมการชูป้ายเรียกร้องสิทธิการจัดการลุ่มน้ำต่างๆ การแสดงออกล้อเลียนนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรี และประธานบริหารกบอ. ซึ่งออกมาวิพากษ์วิจารณ์การเคลื่อนไหวของภาคประชาชน/p pทั้งนี้ จากที่มีข่าวก่อนหน้านี้ว่าทางกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ได้มีการจัดตั้ง "กองกำลังอาสาสมัครพิทักษ์เมืองเชียงใหม่" และประกาศว่าจะต่อต้านหากมีการชุมนุมของเอ็นจีโอใกล้กับประชุมผู้นำน้ำโลกนั้น ล่าสุดกลุ่มดังกล่าวไม่ได้เดินทางมาในเวทีการประชุมคู่ขนานของภาคประชาชนนี้แต่อย่างใด แต่มีการชุมนุมอยู่บริเวณโรงแรมแกรนด์วโรรสแทน โดยในเวทีคู่ขนานครั้งนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจมาดูแลรักษาความปลอดภัยอีกด้วย/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"span style="color:#000080;"strong000/strong/span/p pstrongแถลงการณ์ เครือข่ายประชาชนในลุ่มน้ำภาคเหนือและภาคอีสาน/strong/p pstrongการจัดการทรัพยากรน้ำต้องมีส่วนร่วม เคารพสิทธิชุมชน สร้างมาตรฐานสิ่งแวดล้อมภูมิภาค/strong/p p19 พฤษภาคม 2556/p pในวาระที่มีการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Water Summit) ที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 14-20 พฤษภาคม 2556 นั้น แม้ว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้นำจากหลายประเทศ แต่พบว่าการประชุมกลับมิได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม และปัญหาผลกระทบต่อประชาชนแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีความพยายามข่มขู่ คุกคาม ไม่ให้มีการจัดกิจกรรมแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจากรัฐบาล เป็นการคุกคามเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และเป็นหลักปฏิบัติของประเทศประชาธิปไตย/p pเครือข่ายภาคประชาชนในลุ่มน้ำภาคเหนือและภาคอีสาน มีข้อกังวลและข้อเสนอต่อปัญหาด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ ทั้งในประเทศและในระดับภูมิภาค ดังนี้/p pกรณีโครงการแก้ปัญหาอุทกภัย ภายใต้เงินกู้ 3.5 แสนล้าน เป็นโครงการที่รัฐบาลเป็นผู้วางแผนและตัดสินใจเองอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ปราศจากการปรึกษาหารือกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้เกิดความคิดและข้อมูลที่หลากหลาย ขั้นตอนกระบวนการทั้งหมดที่ผ่านมา เป็นไปอย่างเร่งรีบ ไม่มีขั้นตอนและมาตรการที่รับรองว่าจะสามารถดำเนินโครงการไปจนสามารถแก้ไขปัญหาอุทกภัยได้จริง และมีการตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายว่า นอกจากการคอรัปชั่นแล้ว โครงการ 3.5 แสนล้าน อาจนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด/p pโครงการภายใต้ชุดโครงการ 3.5 แสนล้านบาท อาทิ nbsp;เขื่อนแม่แจ่ม เขื่อนแม่ขาน เขื่อโป่งอาง เขื่อนแก่งเสือเต้น (หรือเขื่อนยมบน ยมล่าง) เขื่อนคลองชมพู และเขื่อนแม่วงศ์ ถูกนำมาบรรจุในแผน โดยยังไม่มีการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ ที่ชี้ชัดว่าสามารถแก้ไขปัญหาอุทกภัยได้จริง ที่สำคัญ รัฐบาลไม่สร้างกระบวนการปรึกษาหารือกับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ชาวบ้านในพื้นที่ต่างไม่ได้รับข้อมูลโครงการ ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นหรือมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ/p pกรณีแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำนานาชาติของ 6 ประเทศ คือ จีน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม เป็นปัญหาเรื้อรังยาวนานมานับตั้งแต่เขื่อนกั้นแม่น้ำโขงแห่งแรกในประเทศจีนสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2542 ผลกระทบข้ามพรมแดนต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขงบริเวณพรมแดนไทย-ลาว การขึ้นลงของน้ำผิดธรรมชาติเนื่องจากการใช้งานเขื่อนทางตอนบนส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อพันธุ์ผลาธรรมชาติแม่น้ำโขงทางท้ายน้ำ โดยเฉพาะพรมแดนไทย-ลาวที่จังหวัดเชียงราย สร้างความเสียหายต่อการประมง การเก็บไก การปลูกผักริมน้ำ และวิถีชีวิตพึ่งพาแม่น้ำโขง/p pนอกจากนี้ยังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันในปี 2551 และเหตุการณ์แม่น้ำโขงแห้งขอดในรอบ 60 ปีในปี 2553 จวบจนปัจจุบัน ยังไม่มีการเจรจาการแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนดังกล่าวระหว่างรัฐบาลประเทศท้ายน้ำและรัฐบาลจีนแต่อย่างใด คนหาปลาและชาวบ้านริมโขงจำนวนมากต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง/p pแม่น้ำโขงทางตอนล่างยังมีโครงการเขื่อนไซยะบุรี ในประเทศลาว และอีก 11 โครงการไฟฟ้าพลังน้ำที่จะสร้างกั้นแม่น้ำโขง เขื่อนไซยะบุรีเริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2555 ท่ามกลางเสียงคัดค้านมากมายจนกลายเป็นกรณีความขัดแย้งในระดับนานาชาติ โครงการเขื่อนแห่งนี้ก่อสร้างโดยบริษัทไทย เงินกู้จากธนาคารไทย 6 แห่ง ไฟฟ้าส่งขายประเทศไทย เป็นเขื่อสัญชาติไทยในดินแดนลาว ที่จะส่งผลกระทบเสียหายร้ายแรงต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขงและพันธุ์ปลาธรรมชาติ ซึ่งข้อมูลระบุว่าร้อยละ 70 ของพันธุ์ปลาแม่น้ำโขงเป็นปลาอพยพทางไกลวางไข่และหากิน/p pเขื่อนไซยะบุรี เดินหน้าอย่างรวดเร็วทั้งๆที่ยังไม่ผ่านข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ. 2538 ที่4ประเทศแม่น้ำโขงตอนล่างลงนามไว้ คณะมนตรีแม่น้ำโขงยังไม่ให้ความเห็นชอบ ขณะที่เขื่อนอื่นๆ อาทิ เขื่อนปากแบง เขื่อนสานะคาม เขื่อนปากลาย กำลังจะเริ่มกระบวนการเร็วๆ นี้/p pแม่น้ำสาละวิน แม่น้ำนานาชาติระหว่างจีน พม่า ไทย ก็เกิดโครงการเขื่อนขนาดใหญ่กว่า 30 โครงการตลอดลุ่มน้ำ ทั้งในเขตทิเบตและยุฯนานของจีน ในรัฐชาติพันธุ์ของพม่า อาทิ เขื่อนกุ๋นโหลง เขื่อนท่าซางในรัฐฉาน เขื่อนยวาติ๊ดในรัฐคะเรนนี และเขื่อนฮัตจีในรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งทั้งหมดนี้ลงทุนโดยบริษัทและรัฐวิสาหกิจจากไทยและจีน เพื่อส่งออกไฟฟ้า/p pสถานการณ์ในพม่าพบว่าทุกเขื่อนที่วางแผนบนแม่น้ำสาละวิน เป็นเขื่อนกลางสนามรบ ที่ยังคงมีความขัดแย้งและการปะทะกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ ขณะที่ชาวบ้านเจ้าของพื้นที่ ทั้งชาวไทใหญ่ คะยา กะเหรี่ยง ต้องหนีภัยความตายมายังชายแดนไทย ไม่มีสิทธิที่จะออกเสียงเพื่อปกป้องทรัพยากรของตน/p pการเปิดเสรีการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีหลักธรรมภิบาล มีกฎหมายสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจและการลงทุนข้ามพรมแดน โดยเฉพาะในโครงการขนาดใหญ่ที่จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อชุมชน ดังเช่นโครงการเขื่อนต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น/p pเครือข่ายประชาชนในลุ่มน้ำภาคเหนือและภาคอีสาน ขอแสดงจุดยืนคัดค้าน การพัฒนาทรัพยากรน้ำที่ไม่เคารพสิทธิของชุมชน และระบบ single-command หรือ ระบบสั่งการแบบรวมศูนย์ ไม่ใช่คำตอบของการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญ/p pเพื่อความยั่งยืนและความเป็นธรรม เพื่อทรัพยากรน้ำที่เราจะรักษาให้ลูกหลาน/p pเครือข่ายประชาชนในลุ่มน้ำภาคเหนือและภาคอีสาน/p pnbsp;/p pnbsp;/p pรายชื่อผู้ลงนามแถลงการณ์/p p1.คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.อพช.เหนือ)/p p2.สมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต/p p3.เครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา/p p4.เครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง/p p5.เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน (คสข.)/p p6.เครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ/p p7.ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)/p p8.คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคอีสาน (กป.พอช.อีสาน)/p p9.เครือข่ายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม/p p10.มูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ(ประเทศไทย)/p p11.สมัชชาองค์กรเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ/p p12.ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพอีสาน (ศสส.)/p p13.ศูนย์พัฒนาเด็กเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมแม่น้ำโขง/p p14.กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี/p p15.คณะกรรมการชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากแนวสายส่งไฟฟ้าแรงสูง 500 kv. จ.อุดรธานี/p p16.กลุ่มอนุรักษ์และฟื้นฟูลุ่มน้ำลำพะเนียง/p p17.กลุ่มอนุรักษ์แม่น้ำโขง อ.ปากชม จ.เลย/p p18.กลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่แจ่ม อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่/p p19.มูลนิธิฮักเมืองแจ่ม จ.เชียงใหม่/p p20.เครือข่ายลุ่มน้ำแม่แจ่ม 19 สาขา จ.เชียงใหม่/p p21.สถาบันอ้อผะญา/p p22.คณะกรรมการคัดค้านเขื่อน ต.สะเอียบ จ.แพร่/p p23.กลุ่มคัดค้านใหม่/p p24.กลุ่มชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนแม่ขาน ต.ออบขาน จ.เชียงใหม่/p p25.กลุ่มชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนแม่ขาน หมู่บ้านแม่ขนินใต้ ต.บ่อหลวง อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่/p p26.เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำอง จ.พะเยา และจ.เชียงใหม่/p p27.เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก/p p28.สมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูล/p p29.สหพันธ์เกษตรภาคเหนือ (สกน.)/p p30.สหพันธ์เกษตรภาคใต้ (สกต.)/p p31.เครือข่ายสลัม 4 ภาค/p p32.เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.)/p p33.เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.)/p p34.เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด (คปท.)/p p35.เครือข่ายเกษตรพันธสัญญา/p p36.เครือข่ายสิทธิสถานะบุคคล/p p37.กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงไฟฟ้าชีวมวล/p p38.ชุมชนนักกิจกรรมภาคเหนือ/p p39.กลุ่มตะกอนยม ต.สะเอียบ จ.แพร่/p p40.โครงการเสริมศักยภาพองค์กรชุมชนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำแก่งละว้า/p p41.เครือข่ายอนุรักษ์และฟื้นฟูแก่งละว้า จ.ขอนแก่น/p p42.กลุ่มพิทักษ์สิทธิการจัดการทรัพยากรชุมชนลุ่มน้ำชีตอนล่าง/p p43.กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโคกหินขาว/p p44.เครือข่ายชุมชนคนฮักน้ำของ จ.อุบลฯ/p p45.เครือข่ายนักวิชาการนิเวศวัฒนธรรมอีสาน/p p46.สถาบันปัญญาปีติ/p p47.กลุ่มเยาวชนจิตอาสาหญ้าแพรกสาละวิน/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/DeyulTxZ_BI" height="1" width="1"/

สหภาพแรงงานนำประชาชนอิตาลีร่วมแสนประท้วง จี้รัฐสร้างงานหลังคนหนุ่มสาวตกงานเพียบ

Mon, 20/05/2013 - 01:48
pที่อิตาลี ประชาชนและสมาชิกสหภาพแรงงานร่วม 100,000 คนใช้ 'สีแดง' เป็นสัญลักษณ์ออกมาประท้วงที่นายกคนใหม่เคยสัญญาว่าจะลดอัตราการว่างงาน แต่เมื่อเข้าดำรงตำแหน่งกลับเน้นไปที่การปฏิรูปภาษีทรัพย์สินมากกว่า/p p!--break--!--break--/p div style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="http://www.youtube.com/embed/eGRUWupzBU4" width="560"/iframe/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"span style="color:#0000cd;"คลิปบรรยากาศการประท้วง (ที่มา: BBC)/span/div divnbsp;/div div19 พ.ค. 56 - สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าประชาชนชาวอิตาลีร่วม 100,000 คน นำโดยกลุ่มสหภาพแรงงาน ออกมาประท้วงที่กรุงโรม เพื่อประท้วงนโยบายรัดเข็มขัดของรัฐบาล และเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี Enrico Letta มุ่งมาที่นโยบายสร้างงานมากกว่า/div divnbsp;/div divก่อนหน้านี้เป็นเวลาหลายสัปดาห์หลังจากการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่การเมืองของอิตาลีอยู่ในสภาพสุญญากาศ เนื่องจากไม่มีพรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงข้างมาก จนในที่สุดอิตาลีก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมครั้งใหญ่ โดยรวมพรรคการเมืองปีกกลางซ้ายและพรรคปีกกลางขวาด้วยกัน/div divnbsp;/div divสัญลักษณ์สีแดงและธงแดง พร้อมถ้อยคำเรียกร้องให้มีการสร้างงานตำแหน่งใหม่ๆ ถูกนำมาใช้ในการเดินขบวนครั้งนี้ เพื่อกดดันรัฐบาลผสมซึ่งนำโดยพรรค Partito Democratico ของนายกรัฐมนตรี Letta พรรคฝ่ายซ้ายสายกลาง ในภาวะที่ประเทศต้องพบกับช่วงเวลาการถดถอยทางเศรษฐกิจยาวนานที่สุดในรอบ 40 ปี/div divnbsp;/div divปัจจุบันอิตาลีมีหนี้สาธารณะสูงถึง 127% ของจีดีพี ซึ่งสูงเป็นอันดับที่สองของประเทศยูโรโซน รองจากกรีซ และมีอัตราการว่างงานสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 11.8% ซึ่งในจำนวนนี้ 38% เป็นคนหนุ่มสาวที่มีอายุต่ำกว่า 25 ปี โดยในปี 2012 อิตาลีเป็นอันดับสามของประเทศกลุ่มยูโรโซนรองจากกรีซและสเปนที่มีคนหนุ่มสาวว่างงานมากที่สุด/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"span style="color:#0000cd;"img alt="" src=" http://news.bbcimg.co.uk/media/images/65741000/gif/_65741437_italy_stats_464-02.gif" style="width: 464px; height: 350px;" //span/div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"span style="color:#0000cd;"อัตราการว่างงานของคนหนุ่มสาวในประเทศกลุ่มยูโรโซน จากข้อมูลในปี 2012/span/div divnbsp;/div divโดยก่อนที่ Letta จะก้าวขึ้นสู่ตำแหน่ง เขาได้สัญญาว่าจะลดอัตราการว่างงานในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แต่เมื่อเข้าดำรงตำแหน่งเขากลับมุ่งเน้นไปที่การปฏิรูปภาษีทรัพย์สินมากกว่า นอกจากนี้ในการประท้วงยังมีการนำภาพของของ Angela Merkel นายกรัฐมนตรีเยอรมันผู้นำกลุ่มยูโรโซนที่เริ่มนำมาตรการรัดเข็มขัดมาใช้ในยุโรปมาตัดต่อสวมชุดนาซีอีกด้วยnbsp;/div divnbsp;/div divสององค์กรสหภาพแรงงานภาคอุตสาหกรรมเหล็กของอิตาลีอย่าง FIOM และ CGIL เป็นผู้จัดการรณรงค์เดินขบวนครั้งนี้ โดย Maurizio Landini ผู้นำของ FIOM ระบุว่าได้เรียกร้องให้รัฐบาลชุดนี้เปลี่ยนความคิดทางการเมือง จากแนวคิดเดิมของรัฐบาลอดีตนายกรัฐมนตรี Mario Monti และ nbsp;Silvio Berlusconi/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ Landini ยังระบุว่าประเทศอิตาลีกำลังดำเนินไปอย่างไร้ทิศทาง ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยในขณะนี้อีกด้วย/div divnbsp;/div divnbsp;/div divstrongที่มาข่าวบางส่วนจาก:/strong/div divnbsp;/div diva href="http://www.bbc.co.uk/news/world-europe-22581759"Italy coalition: Thousands rally in Rome against cuts /aspan style="color:#0000cd;"(BBC, 19/5/2013)/span/div divnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Jku_MqCFJZI" height="1" width="1"/

ทักษิณ ชินวัตร

Mon, 20/05/2013 - 01:15
div class="field field-type-filefield field-field-picture-small" div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/quote/2013/05/46807" class="imagecache imagecache-100x100pixel_news_icon imagecache-linked imagecache-100x100pixel_news_icon_linked"img src="http://prachatai.com/sites/default/files/imagecache/100x100pixel_news_icon/files/picturesmall/tk_0.jpg" alt="" title="" width="100" height="100" class="imagecache imagecache-100x100pixel_news_icon"//a /div /div /div p“วันนี้กฏหมายนิรโทษกรรมของวรชัย ผมไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นผมถือว่าให้พี่น้องเราหลุดออกจากห้องขังมาก่อน เพราะเขาเหล่านั้นคือผู้บริสุทธิ อย่าทำร้ายเขาเลย เขาคนจน แค่นี้เขาก็แย่อยู่แล้ว ทำร้ายเขาทำไม ขอเห็นใจ ศาลให้ประกันตัวเถอะ บางคนก็ไม่ยอมให้ประกัน มันจะหนีไปไหน จนจะตาย”/p div class="field field-type-text field-field-quote-detail" div class="field-items" div class="field-item odd" 19 พ.ค. 56, โฟนอินมายังสี่แยกราชประสงค์ที่ชุมนุมเสื้อแดงรำลึก 3 ปีสลายการชุมนุม /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/7CtxYhrTJ34" height="1" width="1"/