ประชาไท

Syndicate content
Updated: 13 min 21 sec ago

ยกเลิกจัดงานรายงานซ้อมทรมานในไทย เจ้าหน้าที่อ้างผู้บรรยายไม่มีใบอนุญาตทำงาน

Wed, 28/09/2016 - 14:53
pเจ้าหน้าที่รัฐกีดกันการจัดกิจกรรมเปิดเผยรายงานการซ้อมทรมานในไทย ระหว่าง ปี 2557-2558 โดยให้เหตุผลว่าผู้บรรยายของแอมเนสตี้ อินเตอเนชั่นนอล จากสหราชอาณาจักร ไม่มีใบอนุญาตทำงาน ชี้จัดได้แต่ผู้บรรยายอาจถูกดำเนินคดี กฎหมายแรงงาน - แอมเนสตี้ชี้ รัฐไทยควรดำเนินคดีกับผู้ซ้อมทรมาน มิใช่ผู้รายงาน/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/6/5481/29946119966_0c644bd44f.jpg" style="width: 500px; height: 262px;" //p p28 ก.ย. 2559 โรงแรมโฟร์วิงส์กรุงเทพ สถานที่จัดงานเผยแพร่รายงานจากสำนักเลขาธิการใหญ่ แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล แห่งกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เรื่อง "บังคับให้มันพูดให้ได้ภายในพรุ่งนี้ : การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายภายในประเทศไทย" (“Make Him Speak by Tomorrow”: Torture and Other Ill-Treatment in Thailand) โดยผู้บรรยาย 3 คนประกอบด้วย เลอรอง เมลลอง รักษาการผู้แทนข้าหลวงใหญ่ว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษชน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้nbsp; ราเฟนดี จามินnbsp;ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ยูวาล จินบาร์ นักวิจัยจากแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลnbsp; ซึ่งเจ้าหน้าที่สันติบาลและเจ้าหน้าที่จากกรมแรงงานได้เข้ามาพูดคุยกับผู้จัดงานว่า ผู้บรรยายซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของแอมเนสตี้จากสหราชอาณาจักร 2 คน ไม่มีใบอนุญาตทำงาน/p pโดยเจ้าหน้าที่กล่าวว่า ไม่ได้สั่งห้ามให้ไม่มีการจัดงาน เพียงแต่หากกิจกรรมยังดำเนินต่อไป ผู้บรรยายอาจถูกดำเนินคดีในกฎหมายแรงงานของไทยได้/p pยูวาล จินบาร์ นักวิจัยจากแอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวหลังประกาศยกเลิกการจัดงานว่า ตนไม่ขอพูดถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้มากนัก แต่ก็เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลปัจจุบันไม่ยินดีนักที่จะให้มีการวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้น แม้รายงานดังกล่าวไม่ได้ทำขึ้นเพื่อต่อต้านหรือโจมตีประเทศไทย เป็นเพียงการศึกษาเก็บข้อมูล และเผยแพร่เพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยมีความเข้าใจสถานการณ์การซ้อมทรมานที่เกิดขึ้น โดยท้ายที่สุดแล้วรายงานฉบับนี้ก็จะมีการเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ททั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ/p pเลอรอง เมลลอง รักษาการผู้แทนข้าหลวงใหญ่ว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษชน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้nbsp; แสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าวผ่านทางa href="https://twitter.com/LaurentMeillan/status/781001523828518912"ทวิตเตอร์/aว่า เขาเสียใจที่ไม่สามารถพูดในงานดังกล่าวได้ พร้อมระบุว่าเหตุการณ์วันนี้ยืนยันถึงรูปแบบของการคุกคามต่อการรวบรวมข้อมูลเรื่องของทรมานของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในไทย และว่าการตัดสินใจเช่นนี้ยังทำให้เกิดคำถามสำคัญถึงความสามารถขององค์กรระหว่างประเทศในการจัดงานสาธารณะเช่นนี้ในไทยด้วยnbsp;/p pทั้งนี้รายงานที่จะเปิดเผยในกิจกรรมดังกล่าวเป็นการเก็บข้อมูลการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย 74 กรณี ระหว่างปี 2557-2558 มีทั้งการทุบตี การใช้ถุงพลาสติกรัดให้ขาดอากาศหายใจ การใช้มือหรือใช้เชือกบีบคอหรือผูกคอ การกรอกน้ำอย่างต่อเนื่อง การช็อตอวัยวะเพศด้วยไฟฟ้า และการทำให้อับอายในรูปแบบต่าง ๆnbsp;/p h3แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนลออกแถลงการณ์หลังทางการไทยกีดกันไม่ให้จัดงาน/h3 pแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล แสดงความเห็นกรณีถูกทางการไทยกีดกันไม่ให้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวรายงาน เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา โดยระบุว่า การทำให้นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนที่เน้นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนเงียบเสียงลง ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายnbsp;nbsp;/p p"ทางการไทยควรต้องแก้ปัญหาเรื่องการทรมาน ไม่ใช่ให้นักกิจกรรมด้านสิทธิมนุษยชนมาทำงานแทน แทนที่จะข่มขู่เราด้วยการจับกุมและการดำเนินคดี พวกเขาควรนำตัวผู้ที่ทำการทรมานมารับผิด มันเป็นเรื่องน่าตกใจที่การออกมาพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนถูกทำให้เป็นอาชญากรรม ขณะที่การทรมานกลับลอยนวลพ้นผิด" มินาร์ พิมเพิล ผู้อำนวยการอาวุโสงานปฏิบัติการระดับโลกของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลระบุ/p p"เราถูกบอกว่างานไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ ทางการอ้างว่าพวกเขาไม่ได้สั่งให้ยกเลิกงาน แต่ขณะเดียวกันก็เตือนว่า หากตัวแทนของแอมเนสตี้พูดในงาน พวกเขาก็อาจจะถูกจับกุมและดำเนินคดีภายใต้กฎหมายแรงงานของไทย" มินาร์ พิมเพิล ระบุ/p pเขากล่าวด้วยว่า ไม่เคยมีการเตือนเรื่องนี้ล่วงหน้า โดยก่อนหน้านี้ แอมเนสตี้ฯ ได้ทำงานร่วมกับทางการไทยอย่างสร้างสรรค์ตั้งแต่ช่วงแรกของงานเรื่องการทรมานและการปฏิบัติที่แย่นี้ ก่อนจะมาเปิดตัวรายงานที่เมืองไทย พวกเขายังได้แบ่งปันข้อค้นพบกับเจ้าหน้าที่ และเขียนถึงนายกฯ และรัฐมนตรีสำคัญๆ ของไทยด้วย/p pทั้งนี้ แอมเนสตี้ฯ ยืนยันว่า จะยังสืบสวน รวบรวมข้อมูลและรณรงค์ต่อต้านการทรมานทั่วโลก รวมถึงในไทยต่อไป/p pnbsp;/p h3เนื้อหาบางส่วนจากรายงาน "span class="s1"บังคับให้มันพูดให้ได้ภายในพรุ่งนี้/span : span class="s1"การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายภายในประเทศไทย/span" (“Make Him Speak by Tomorrow”: Torture and Other Ill-Treatment in Thailand)/h3 table border="1" cellpadding="1" cellspacing="1" style="width: 500px" tbody tr td p class="p1" style="text-align: center;"bประเทศไทย/bspan class="s1"b:nbsp;/b/spanbวัฒนธรรมการทรมานภายใต้ระบอบทหาร/b/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; /spanตามข้อมูลในรายงานของแอมเนสตี้span class="s1" /spanอินเตอร์เนชั่นแนลที่เผยแพร่ในวันนี้ระบุว่าspan class="s1" /spanหลังจากใช้กำลังยึดอำนาจทำการรัฐประหารเมื่อปีspan class="s1" 2557 /spanหน่วยงานของกองทัพไทยปล่อยให้วัฒนธรรมการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอย่างอื่นspan class="s2"แผ่ขยาย/spanไปทั่วประเทศspan class="s1" /spanโดยเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจใช้การทรมานกับผู้ต้องสงสัยว่าก่อความไม่สงบspan class="s1" /spanฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองspan class="s1" /spanและบุคคลที่มีความspan class="s2"เปราะบางอย่างมาก/spanกลุ่มต่างspan class="s1" /spanๆspan class="s1" /spanของสังคมspan class="s1"nbsp;/span/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; /spanรายงานเรื่องspan class="s1"inbsp;/ibi“/i/b/spanbบังคับให้มันพูดให้ได้ภายในพรุ่งนี้/bspan class="s1"bi:nbsp;/i/b/spanbการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายในประเทศไทย/bspan class="s1"bi”nbsp;/i/b(i“Make Him Speak by Tomorrow”: Torture and Other Ill-Treatment in Thailand/i) /spanที่เก็บข้อมูลการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายspan class="s1" 74 /spanกรณีซึ่งเป็นspan class="s2"การกระทำ/spanของspan class="s2"เจ้าหน้าที่/spanทหารและตำรวจspan class="s1" /spanมีทั้งการทุบตีspan class="s1" /spanการใช้ถุงพลาสติกรัดให้ขาดอากาศหายใจspan class="s1" /spanการใช้มือหรือใช้เชือกบีบคอหรือผูกคอspan class="s1" /spanการกรอกน้ำอย่างต่อเนื่องspan class="s1" (waterboarding) /spanการช็อตอวัยวะเพศด้วยไฟฟ้าspan class="s1" /spanและการทำให้อับอายในรูปแบบต่างspan class="s1" /spanๆspan class="s1"nbsp;/span/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;i“/i/spanรัฐบาลไทยอาจอ้างว่าเอาจริงกับการแก้ปัญหาการทรมานspan class="s1"i /i/spanแต่การปฏิบัติเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดกว่าคำพูดspan class="s1"i /i/spanรัฐบาลทหารของไทยได้ปล่อยให้วัฒนธรรมการทรมานspan class="s2"เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง/spanspan class="s3"inbsp;/i/spanโดยผู้กระทำผิดไม่ต้องรับผิดspan class="s1"i /i/spanและผู้เสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรมspan class="s1"i”nbsp;/i/spanbราเฟนดี/bspan class="s1"b /b/spanbจามิน/bspan class="s1"nbsp;/spanspan class="s4"ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก/spanspan class="s5" /spanspan class="s4"แอมเนสตี้/spanspan class="s5" /spanspan class="s4"อินเตอร์เนชั่นแนล/spanspan class="s6"nbsp;/spanกล่าวspan class="s1"nbsp;/span/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; /spanกฎอัยการศึกและประกาศคำสั่งต่างๆspan class="s1" /spanที่ถูกบังคับใช้ในช่วงหลังการทำรัฐประหารได้ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารในการควบคุมตัวบุคคลโดยไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอกspan class="s1" /spanโดยพวกเขาถูกควบคุมตัวในสถานที่อย่างไม่เป็นทางการร่วมหนึ่งสัปดาห์span class="s1" /spanผู้เสียหายจำนวนมากซึ่งได้ให้ข้อมูลกับแอมเนสตี้span class="s1" /spanอินเตอร์เนชั่นแนลว่าในช่วงเวลาการถูกควบคุมตัวดังกล่าวพวกเขาตกเป็นเหยื่อการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้าย/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; /spanเจ้าหน้าที่ตำรวจของไทยเองก็มีการใช้การทรมานและปฏิบัติที่โหดร้ายต่อประชาชนหลากหลายกลุ่มเช่นกันspan class="s1" /spanทั้งคนเข้าเมืองspan class="s1" /spanผู้ต้องสงสัยว่าเสพยาเสพติดspan class="s1" /spanกลุ่มชาติพันธุ์span class="s1" /spanและกลุ่มบุคคลอื่นๆspan class="s1"nbsp;/spanแอมเนสตี้span class="s1" /spanอินเตอร์เนชั่นแนลได้รับข้อมูลว่าการปฏิบัติมิชอบเหล่านี้เพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างมากภายหลังรัฐประหาร/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; /spanในบรรยากาศที่คนไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์ทางการอย่างเปิดเผยspan class="s1" /spanและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกฟ้องคดีหมิ่นประมาททางอาญาspan class="s6"nbsp;/spanเนื่องจากการเปิดโปงข้อมูลการทรมานspan class="s1" /spanเป็นเหตุให้ประชาชนไม่ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายจำนวนมากspan class="s1" /spanรายงานฉบับนี้เผยให้เห็นหลักฐานที่บ่งบอกเรื่องราวอันโหดร้ายของผู้เสียหายและครอบครัวspan class="s1" /spanซึ่งspan class="s2"ในรายงานฉบับนี้ได้/spanมีการปกปิดข้อมูลบางส่วนของพวกเขาด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย/p p class="p2"span class="s1"‘/spanbยิงผมเถอะและส่งศพไปให้/bspan class="s7"bกับ/b/spanbครอบครัวผมด้วย/bspan class="s1"’/span/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; /spanไม่นานหลังรัฐประหารspan class="s1"nbsp;b“/b/spanbตุล/bspan class="s1"b”/bnbsp;(/spanนามสมมุติspan class="s1") /spanถูกทหารจับกุมและควบคุมตัวในสถานที่ลับเป็นเวลาเจ็ดวันspan class="s1" /spanในช่วงเวลาดังกล่าวspan class="s1" /spanเขาถูกซ้อมด้วยการทุบตีและวิธีอื่นๆspan class="s1" /spanอย่างรุนแรงซ้ำแล้วซ้ำอีก/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;i“/i/spanพวกเขาเอาถุงพลาสติกมาคลุมหัวจนผมเป็นลมสลบไปspan class="s1"i /i/spanจากนั้นก็เอาถังน้ำเย็นมาราดใส่span class="s1"i”/inbsp;/spanเขาบอกกับแอมเนสตี้span class="s1" /spanอินเตอร์เนชั่นแนลspan class="s1"nbsp;i“/i/spanเขาช็อตไฟฟ้าที่อวัยวะเพศและที่หน้าอกของผมspan class="s1"i /i/spanขาของผมถูกผูกไว้span class="s1"i /i/spanส่วนที่หน้าผมมีการเอาเทปกาวมาติดและเอาถุงพลาสติกคลุมหัวไว้span class="s1"i”/i/span/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; /spanหลังจากspan class="s1" “/spanวันที่เลวร้ายspan class="s2"ที่/spanสุดspan class="s1"” /spanตามที่span class="s3"“/spanspan class="s2"ตุล/spanspan class="s3"”nbsp;/spanบอกspan class="s3"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/spanspan class="s2"เขา/spanบอกให้ทหารช่วยจบชีวิตของเขาspan class="s1"inbsp;“/i/spanยิงผมเถอะspan class="s3"inbsp;/i/spanspan class="s2"และส่งศพไปให้กับครอบครัวผมด้วย/spanspan class="s3"i”/i/spanspan class="s6"i”/i/spanspan class="s1"inbsp;/i/spanเขาร้องขอต่อผู้span class="s2"กระทำการ/spanทรมานเขาspan class="s1"nbsp;/span/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; /spanผู้เสียหายจากการทรมานจำนวนมากซึ่งให้ข้อมูลกับแอมเนสตี้span class="s1" /spanอินเตอร์เนชั่นแนลบอกว่าspan class="s1" /spanพวกเขาถูกทรมานในช่วงเจ็ดวันแรกของการควบคุมตัวspan class="s1" /spanซึ่งเป็นช่วงที่เจ้าหน้าที่ทหารมีอำนาจควบคุมตัวพวกเขาในสถานที่อย่างไม่เป็นทางการspan class="s1" /spanและไม่ให้ติดต่อกับโลกภายนอกspan class="s2"หรือ/spanมาตรการป้องกันการปฏิบัติที่โหดร้ายspan class="s2"ใดๆ/span/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;b“/b/spanbรุสกี/bspan class="s1"b”/bnbsp;/spanผู้เสียหายจากการทรมานอีกคนหนึ่งต้องเผชิญกับชะตากรรมที่โหดร้ายspan class="s2"ซึ่ง/spanส่งผลกระทบทั้งทางกายและใจspan class="s1" /spanเขาถูกซ้อมซ้ำแล้วซ้ำอีกspan class="s1" /spanถูกกรอกน้ำอย่างต่อเนื่องspan class="s1" /spanถูกคลุมศีรษะด้วยถุงขยะspan class="s1" /spanถูกรัดคอด้วยสายไฟspan class="s1" /spanและถูกขู่ด้วยปืนและระเบิดspan class="s1" /spanทหารยังใช้มือดึงอวัยวะเพศและไม่ปล่อยให้เขาได้นอนหลับ/p p class="p2"span class="s1"b‘/b/spanbบังคับให้มันพูดให้ได้ภายในพรุ่งนี้/bspan class="s1"b’/b/span/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; /spanรายงานนี้เผยให้เห็นถึงวัฒนธรรมซึ่งเปิดโอกาสและส่งเสริมให้เกิดการทรมานทั่วโครงสร้างของกองทัพไทยspan class="s1" /spanผู้ให้สัมภาษณ์ในรายงานคนหนึ่งซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าหน่วยระดับล่างของกองทัพบกบอกว่าspan class="s1" /spanทหารที่ได้รับมอบหมายให้สอบปากคำผู้ถูกควบคุมตัวมักจะได้รับแจ้งว่าspan class="s1"nbsp;i“/i/spanบังคับให้มันพูดให้ได้ภายในพรุ่งนี้span class="s1"i”/i/span/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;i“/i/spanเจ้าหน้าที่จะถูกลงโทษถ้าทำงานแล้วไม่ได้ผลspan class="s1"i”nbsp;/i/spanอดีตหัวหน้าหน่วยในระดับล่างของกองทัพบกให้ข้อมูลกับแอมเนสตี้span class="s1" /spanอินเตอร์เนชั่นแนลspan class="s1"nbsp;i“/i/spanภายในกองทัพspan class="s1"i /i/spanพวกเขาใช้อำนาจในการควบคุมสั่งการspan class="s1"i /i/spanไม่ได้ใช้ความคิดspan class="s1"i /i/spanคำสั่งของผู้บังคับบัญชาถือเป็นที่สุดspan class="s1"i.../i/spanถ้าคุณทำงานไม่ได้ผลspan class="s1"i /i/spanคุณจะถูกลงโทษspan class="s1"i” nbsp;/i/span/p p class="p2"bแรงจูงใจทางกฎหมายที่ก่อให้เกิดการทรมาน/bspan class="s1"bnbsp;/b/span/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; /spanแม้ว่าไทยจะเป็นรัฐภาคีของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานแห่งสหประชาชาติspan class="s1" (UN Convention against Torture) /spanและจำเป็นต้องเคารพข้อบทนี้span class="s1" /spanแต่ยังไม่มีกฎหมายในประเทศไทยซึ่งกำหนดโทษอาญาเป็นการเฉพาะให้กับการทรมานspan class="s1" /spanกฎหมายไทยยังอนุญาตให้ผู้พิพากษาใช้ดุลพินิจในการรับพิจารณาspan class="s1" “/spanหลักฐานspan class="s1"” /spanซึ่งได้มาจากการทรมานด้วยspan class="s1" /spanและศาลมักไม่สั่งให้มีการสอบสวนแม้จะมีการร้องเรียนว่ามีการทรมานspan class="s1" /spanเช่นเดียวกับพนักงานอัยการซึ่งแทบไม่เคยสอบสวนเรื่องนี้เลย/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; /spanสถานการณ์เลวร้ายลงไปอีกspan class="s6"nbsp;/spanเนื่องจากกรอบกฎหมายที่ประกาศใช้ภายหลังรัฐประหารspan class="s2"ได้/spanspan class="s6"nbsp;/spanspan class="s7"ซึ่ง/spanให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารในการควบคุมตัวบุคคลโดยพลการspan class="s1" /spanบังคับให้อยู่ในสถานที่ลับได้ถึงเจ็ดวันspan class="s1" /spanซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีใครสามารถเห็นการทรมานที่เกิดขึ้นspan class="s1" /spanและspan class="s2"ไม่มีใคร/spanได้ยินเสียงร้องของผู้เสียหายspan class="s2"จากการทรมานเล็ดลอดออกมา/span/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; /spanพระราชบัญญัติกฎอัยการศึกซึ่งมีการประกาศใช้ในพื้นที่ที่มีความรุนแรงทางภาคใต้อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปีspan class="s1" 2549 /spanและประกาศคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติspan class="s1" (/spanคสชspan class="s1".) (/spanซึ่งเป็นชื่อของรัฐบาลทหารspan class="s1") /spanมีอำนาจเหนือข้อบทที่ช่วยคุ้มครองป้องกันการทรมานตามกฎหมายไทยspan class="s1" /spanแอมเนสตี้span class="s1" /spanอินเตอร์เนชั่นแนลพบว่ามีการใช้การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอย่างspan class="s2"รุนแรงใน/spanกรณีที่ผู้ซักถามเป็นทหารในช่วงเวลาที่มีการควบคุมตัวที่ไม่มีการตรวจสอบซึ่งกระทำได้ตามอำนาจของกฎหมายพิเศษเหล่านี้/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;i“/i/spanเหยื่อส่วนใหญ่ไม่กล้าพูดspan class="s1"i /i/spanแม้พวกเขาจะร้องเรียนspan class="s1"i /i/spanแต่ศาลก็มักจะเพิกเฉยspan class="s1"i /i/spanในขณะเดียวกันศาลดังกล่าวกลับยอมรับคำสารภาพที่ได้มาจากการบังคับspan class="s1"i /i/spanแม้ว่าในเวลาต่อมาจำเลยจะถอนคำให้การดังกล่าวก็ตามspan class="s1"i /i/spanผู้กระทำการทรมานไม่ต้องถูกลงโทษเนื่องจากความผิดของพวกเขาspan class="s1"i /i/spanในขณะที่เหยื่อต้องเผชิญกับความอยุติธรรมครั้งแล้วครั้งเล่าspan class="s1"i”nbsp;/i/spanราเฟนดีspan class="s1" /spanจามินกล่าว/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; /spanไม่นานหลังรัฐประหารspan class="s1"nbsp;b“/b/spanbเลิศ/bspan class="s1"b”/bnbsp;/spanspan class="s3"(/spanนามสมมติspan class="s3")/spanspan class="s1"nbsp;/spanถูกสอบปากคำเป็นเวลาspan class="s2"กว่า/spanสิบชั่วโมงในแต่ละวันspan class="s6"nbsp;/spanในช่วงสี่วันที่เขาไม่ได้รับน้ำดื่มspan class="s2"เลย/spanspan class="s1"nbsp;/spanspan class="s2"ในระหว่างการสอบปากคำ/spanจะมีผู้ชายสองหรือสามคนทุบตีเขาspan class="s7" /spanมีทั้งที่ใช้กำปั้นspan class="s1"nbsp;/spanspan class="s2"ใช้/spanเท้าspan class="s1" /spanและใช้ปืนตีเขาspan class="s1"nbsp;nbsp;/span/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; /spanเลิศบอกว่าspan class="s1" /spanเจ้าหน้าที่ซ้อมเขาเพื่อบังคับให้span class="s2"เขา/spanสารภาพspan class="s1" /spanในวันที่สองของการสอบปากคำspan class="s1" /spanทหารคนหนึ่งบอกว่าspan class="s1"nbsp;i“/i/spanวันนี้ถ้าแกไม่พูดspan class="s1"i /i/spanครอบครัวแกเดือดร้อนแน่span class="s1"inbsp;/i/spanฉันรู้นะว่าครอบครัวแกอยู่ที่ไหนspan class="s1"i”/i/span/p p class="p2"span class="s7"bสู่/b/spanspan class="s2"bแนวทางที่จะทำให้/b/spanbไทย/bspan class="s2"bไปสู่การ/b/spanspan class="s7"bที่/b/spanbปลอดจากการทรมาน/b/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; /spanรายงานของแอมเนสตี้span class="s1" /spanอินเตอร์เนชั่นแนลมีข้อเสนอแนะซึ่งเป็นขั้นตอนง่ายspan class="s1" /spanๆspan class="s1" /spanที่ทางการไทยสามารถปฏิบัติตามspan class="s1" /spanเพื่อแก้ปัญหาข้อบกพร่องทางกฎหมายและในเชิงโครงสร้างซึ่งมีส่วนสนับสนุนให้เกิดการทรมานได้/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; /spanทั้งนี้รวมถึงการยุติการควบคุมตัวโดยปราศจากการตรวจสอบspan class="s1" /spanการเอาผิดทางอาญากับการทรมานspan class="s1" /spanการห้ามไม่ให้ศาลรับฟังspan class="s1"nbsp;“/spanหลักฐานspan class="s1"”nbsp;/spanที่ได้มาจากการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นspan class="s3"nbsp;/spanๆspan class="s1" /spanการสอบสวนตามข้อมูลในรายงานที่เปิดโปงว่ามีการทรมานspan class="s1" /spanและการนำตัวผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมspan class="s1" /spanการจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลที่เป็นอิสระเพื่อควบคุมดูแลสถานที่ควบคุมตัวต่างspan class="s1" /spanๆspan class="s1" /spanและการเยียวยาให้กับผู้span class="s2"ที่/spanตกเป็นเหยื่อ/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;i“/i/spanการทรมานไม่เพียงทำให้เหยื่อรู้สึกอับอายspan class="s1"i /i/spanหากยังทำลายศักดิ์ศรีของผู้กระทำการทรมานspan class="s1"inbsp;/i/spanspan class="s2"โดย/spanทำลายความเป็นมนุษย์ของพวกเขาอีกด้วยspan class="s1"i /i/spanมาตรการป้องกันการทรมานไม่เพียงช่วยคุ้มครองผู้span class="s2"ที่/spanถูกควบคุมตัวspan class="s1"i /i/spanหากยังเป็นการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบซึ่งเป็นผู้ควบคุมตัวผู้ที่ตกเป็นเหยื่อspan class="s1"i /i/spanและยังเป็นการคุ้มครองรัฐที่เจ้าหน้าที่เหล่านี้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนอีกด้วยspan class="s1"i”/inbsp;/spanราเฟนดีspan class="s1" /spanจามินกล่าว/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; /spanปัจจุบันประเทศไทยอยู่ระหว่างการจัดทำร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายspan class="s1" /spanซึ่งอาจเอาผิดทางอาญากับการทรมานและกำหนดมาตรการคุ้มครองป้องกันการทรมานได้/p p class="p2"span class="s1"nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;i“/i/spanหากมีการแก้ไขเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวให้สอดคล้องกับอนุสัญญาต่อต้านการทรมานฯspan class="s1"i /i/spanแห่งสหประชาชาติspan class="s1"i /i/spanและโดยเฉพาะหากมีการประกันให้มีการสอบสวนข้อกล่าวหาว่ามีการทรมานอย่างเป็นอิสระspan class="s1"i /i/spanย่อมเป็นก้าวย่างสำคัญที่นำไปสู่การขจัดการปฏิบัติมิชอบที่โหดร้ายเหล่านี้ให้หมดไปจากประเทศไทยspan class="s1"i”/inbsp;/spanราเฟนดีspan class="s1" /spanจามินกล่าว/p /td /tr /tbody /table pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/o6GDnupTbXY" height="1" width="1" alt=""/

มาแล้ว องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันแนะสอบปมครอบครัว 'ปรีชา' อย่างโปร่งใส ยกประยุทธ์สุจริตซื่อตรง

Wed, 28/09/2016 - 14:26
pองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันแนะสอบปมครอบครัว 'พล.อ.ปรีชา' อย่างโปร่งใสตามกระบวนการขั้นตwbrอนของกฎหมาย ชื่นชม พล.อ.ประยุทธ์สุจริตซื่อตwbrรง มีนโยบายชัดเจนและมีผลงwbrานในการปราบปรามลงโทษผู้ทุจwbrริตคดโกง/wbr/wbr/wbr/wbr/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8485/29946216986_c569f5cae7.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ภาพ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานและกล่าวปาฐกถาเนื่องในงาน "วันต่อต้านคอร์รัปชันแห่งชาติ 2559" ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวงnbsp;ที่มาภาพ เว็บทำเนียบฯnbsp;/span/p pเมื่อวันที่ 27 ก.ย. ที่ผ่านมา เฟซบุ๊กแฟนเพจ 'a href="https://www.facebook.com/act.anticorruptionThailand/photos/a.115029758661780.23984.109925262505563/662038443960906"องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน/a' ของnbsp;องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้เผยแพร่ความเห็นต่อกรณีข่าวของครwbrอบครัว พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหมnbsp;และน้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.และนายกฯ ที่กำลังเป็นประเด็นสังคมอัwbrนอาจจะนำพาไปสู่ปัญหาของควาwbrมเชื่อมั่นในความซื่อตรงของwbrผู้นำประเทศ ดังนี้/wbr/wbr/wbr/wbr/p p1. จะต้องมีการตรวจสอบติดตามใหwbr้ข้อเท็จจริงปรากฎอย่างชัดเwbrจนและรวดเร็วและการตรวจสอบตwbr้องเป็นไปตามกระบวนการขั้นตwbrอนของกฎหมายโดยไม่มีการเข้าwbrไปก้าวก่ายหรือครอบงำอย่างเwbrด็ดขาด ทุกอย่างต้องให้โปร่งใส อยู่ในสายตาของสาธารณชนbr /br /2. และเพื่อเป็นการป้องกันมิใหwbr้กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นอีก รัฐบาลต้องให้ความสำคัญในกาwbrรกำหนดนโยบายเรื่อง ประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) ในการบริหารจัดการโครงการต่wbrาง ๆ ทั้งนี้เพราะระบบอุปถัมภ์ หรือ การเอื้อประโยชน์ต่อคนใกล้ชwbrิดเป็นจุดอ่อนของสังคมไทย และเป็นจุดเริ่มต้นที่ร้ายแwbrรงของการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นสิ่งที่จะต้องทำให้หมดไwbrปจากประเทศ ต้องช่วยกันต่อต้านไม่ให้ค่wbrานิยมในการอุปถัมภ์เป็นข้ออwbr้างในการทุจริตคดโกงbr /br /องค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลใwbrนการต่อสู้กับการคอร์รัปชันwbrและชื่นชมในความสุจริตซื่อตwbrรงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะผู้นำประเทwbrศที่มีนโยบายชัดเจนและมีผลงwbrานในการปราบปรามลงโทษผู้ทุจwbrริตคดโกง เราเชื่อมั่นว่า เรื่องนี้จะได้รับการตรวจสอwbrบ สะสางอย่างโปร่งใสตามกระบวนwbrการยุติธรรม และจะเป็นการกำหนดบรรทัดฐานwbrใหม่ของประเทศไทยต่อไปในภายwbrหน้า/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/8/7504/29946216056_e41faaf7a0_b.jpg" //p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/09/68096" target="_blank"#039;ปรีชา#039; บอกเพิ่งรู้ลูกใช้บ้านในค่ายตั้งบริษัท ด้านขาใหญ่ต้านโกงปัดจ้อปมนี้พัลวัน/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/vPVF5OtXOVY" height="1" width="1" alt=""/

สถานการณ์แรงงานประจำสัปดาห์ 21-28 ก.ย. 2559

Wed, 28/09/2016 - 14:14
pเถ้าแก่ลอยแพ! แรงงานประมงไทยในมาเลเซีย หลังถูกทางการอินโดฯ จับกุมรุกน่านน้ำ/หนุ่มสาวเมินงานหนัก คาดอีก 5 ปีข้างหน้า 'ไทย' ขาดแรงงานภาคเกษตร/ปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมรับข้อเสนอ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือ สทน. เพิ่มวันหยุดประจำปีลูกจ้างจาก 6 วัน เป็น 8 วัน/กระทรวงแรงงาน เตรียมเป็นต้นแบบหางานให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่หลังเกษียณอายุราชการให้มีงานทำต่อ/พนักงาน สนง.พัฒนาธุรกิจการค้าฯ กว่า 100 คน ร้องผู้บริหาร หลัง พณ.ใช้นโยบาย One Roof ยุบรวมหน่วยงาน และเหลือสัญญาจ้างเพียง 1 เดือน ส่อถูกลอยแพ ชี้ ถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมเตรียมร้อง “นายกฯ” ช่วยเหลือ/p p!--break--!--break--/p divstrongเถ้าแก่ลอยแพ! แรงงานประมงไทยในมาเลเซีย หลังถูกทางการอินโดฯ จับกุมรุกน่านน้ำ/strong/div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภรรยา และคนในครอบครัวรวม 20 คน ของแรงงานประมงอวนลาก 5 คน ที่เดินทางไปทำงานในประเทศมาเลเซีย ตั้งแต่วันที่ 10 ส.ค.2559 เดินทางมายังที่ว่าการอำเภอเมือง จ.สตูล อีกครั้ง เพื่อขอพบนายอำเภอเมืองสตูล เพื่อร้องให้ช่วยเหลือแรงงานดังกล่าวกลับมาในประเทศไทย หลังขาดการติดต่อไป 2 สัปดาห์ และไม่มีความคืบหน้าในการช่วยเหลือ หลังเมื่อวันที่ 5 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้เข้าร้องขอความช่วยเหลือจากศูนย์ดำรงธรรมสำนักงาน จ.สตูล แต่ก็ไร้วี่แววการให้ความช่วยเหลือ/div divnbsp;/div divซึ่งยิ่งสร้างความกังวลใจให้แก่คนในครอบครัว และเป็นห่วงมากยิ่งขึ้น หลังมีข่าวว่าทางการต่างประเทศที่ควบคุม 5 แรงงานประมงไทยไป มีความทุกข์ทรมาน และมีอาการเจ็บป่วยด้วยโรคหอบหืด และโรคตับอักเสบ แถมยังไม่ได้รับยาในการรักษาอีกด้วย/div divnbsp;/div divนางสมพร เรืองเดช อายุ 30 ปี บ้านเลขที่ 210 ม.2 ต.เจ๊ะบิลัง อ.เมือง จ.สตูล ภรรยาหนึ่งในแรงงานประมงอวนลาก ที่ถูกทางการประเทศอินโดนีเซียควบคุมตัวไป ในข้อหาบุกรุกน่านน้ำเพื่อทำการประมงว่า เป็นห่วง และกังวลหัวหน้าครอบครัวมาก หลังถูกควบคุมตัวในระยะแรกติดต่อสอบถามสารทุกข์ได้ แต่มาระยะหลังขาดการติดต่อมาร่วมสัปดาห์ ยิ่งมีความเป็นห่วง จึงเดินทางมาร้องขอความช่วยเหลือจากนายอำเภอเมืองสตูล ช่วยประสานให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนในการรับตัวแรงงานไทย 5 คน ในประเทศอินโดนีเซีย กลับมา เพราะมีหลายคนมีโรคประจำตัว อย่างโรคหอบหืด และโรคตับ เกรงว่าจะได้รับอันตราย/div divnbsp;/div divนางอุไร สมนึก อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 641 ม.2 ต.เจ๊ะบิลัง อ.เมือง จ.สตูล บอกว่า สามีของตนซึ่งเป็นไต้ก๋งเรือ ตอนนี้ทราบมาว่า ถูกแยกตัวออกไปจากลูกเรือ ซึ่งเป็นพี่น้องกันก็ไม่สามารถติดต่อได้ว่าเป็นอย่างไร เพราะสามีเป็นโรคตับ ต้องรับการรักษา ยาหมดหลายวันแล้ว ทางครอบครัวเป็นห่วง และกังวลมาก เพราะร้องไปที่ศูนย์ดำรงธรรมสำนักงาน จ.สตูล ก็ไม่ทราบความคืบหน้า ยิ่งไม่สบายใจว่าจะเป็นอย่างไร จึงอยากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องช่วยติดตามด้วย/div divnbsp;/div divขณะที่ นายศักดา วิทยาศิริกุล นายอำเภอเมืองสตูล กล่าวว่า กรณีนี้ได้ตรวจสอบ และติดตามแล้วพบว่า แรงงานไทยใน จ.สตูล ทั้ง 5 คน เดินทางไปทำงานในประเทศมาเลเซีย เพื่อทำประมงอวนลาก แต่ไปเดินเรือหาปลาในน่านน้ำประเทศอินโดนีเซีย โดยไม่มีใบอนุญาตในการประกอบอาชีพแรงงาน โดยใช้พาสปอร์ตไปในฐานะนักท่องเที่ยวลักลอบเข้าเมืองไปแทน พอเกิดเรื่องทำให้การช่วยเหลือมีความอยากลำบาก/div divnbsp;/div divแต่ถึงอย่างไรขณะนี้จะเร่งทำหนังสือขึ้นไปยังจังหวัด และติดตามต่อไปยังกระทรวงการต่างประเทศ ในการประสานความช่วยเหลือแรงงานทั้ง 5 คน เบื้องต้น จากการประสานพบว่า สามารถประกันตัวได้ในวงเงินคนละ 430,000 บาท ซึ่งทางครอบครัวไม่สามารถหาวงเงินดังกล่าวได้ เบื้องต้น อย่างไรก็ต้องถูกลงโทษไปตามกระบวนการก่อน และจะเร่งหาแนวทางในการประสานอีกครั้ง และขณะนี้ก็พบว่า เถ้าแก่ในประเทศมาเลเซียที่เป็นผู้ว่าจ้างได้ลอยแพแรงงานไทยทั้ง 5 คนแล้ว/div divnbsp;/div divนายอำเภอเมืองสตูล กล่าวด้วยว่า ยังมีแรงงานในพื้นที่ จ.สตูล พบนับ 100 ราย ที่ลักลอบเดินทางไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้านโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบอาชีพจากจัดหางานจังหวัด หากไม่มีปัญหาไม่เป็นไร แต่หากมีปัญหาเกิดขึ้นการให้ความช่วยเหลือ เมื่อถูกเอารัดเอาเปรียบ หรือถูกกระทำจากนายจ้างก็ยากที่จะให้ความช่วยเหลือได้/div divnbsp;/div divสำหรับลูกเรือทั้ง 5 คน ประกอบด้วย นายสาหมาด เรืองเดช อายุ 47 ปี (ไต๋เรือ) ที่อยู่ 614 หมู่ 2 ต.เจ๊ะบิลัง อ.เมือง จ.สตูล พร้อมลูกเรืออีก 4 คน ประกอบด้วย นายสมพร เรืองเดช อายุ 30 ปี นายอดิศร หมัดระหีม อายุ 30 ปี นายภิรุณ บุญกระจ่าง อายุ 36 ปี และนายพิชิต จันทร์แก้ว อายุ 28 ปี โดยทั้งหมดเป็นเครือญาติกัน อยู่ในพื้นที่ ต.เจ๊ะบิลัง อ.เมือง จ.สตูล/div divnbsp;/div diva href="http://http://www.manager.co.th/South/ViewNews.aspx?NewsID=9590000094742"ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 21/9/2559/a/div divnbsp;/div divstrongประกันงัดบำนาญ-สุขภาพโกยเบี้ย อัพเกรดสัญญาเพิ่ม/เจาะลูกค้าพรีเมี่ยมครึ่งปีหลัง/strong/div divnbsp;/div divนายบัณฑิต เจียมอนุกูลกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจนเนอราลี่ ประกันชีวิต (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากร่วมเป็นพันธมิตรกับธนาคารเกียรตินาคินมานานกว่า 1 ปีครึ่ง ล่าสุดบริษัทได้ออกแบบประกันบำนาญชุดใหม่ เพื่อขายผ่านช่องทางแบงก์แอสชัวรันซ์ (ขายผ่านธนาคาร) โดยให้ชื่อว่า "ประกันบำนาญ KKGEN Infinite Annuity 88/5" ขายผ่านธนาคารเกียรตินาคิน และเจาะกลุ่มลูกค้าพรีเมี่ยมทั้งในกรุงเทพฯและจังหวัดหัวเมืองใหญ่ที่มีรายได้เดือนละ 50,000 บาทขึ้นไป/div divnbsp;/div divโดยประกันบำนาญชุดนี้ ลูกค้าสามารถจ่ายเบี้ยประกัน 5 ปี รับความคุ้มครองถึงอายุ 88 ปี ซึ่งจุดเด่นคือ ลูกค้าเริ่มเงินบำนาญตั้งแต่อายุ 55 ปี ซึ่งเร็วกว่าผลิตภัณฑ์บำนาญของบริษัทอื่นๆ ในตลาดที่ให้รับเงินบำนาญเมื่อถึงวัย 60 ปีบริษัทคาดว่าจะมีลูกค้าสนใจซื้อประกันบำนาญชุดนี้เดือนละ 20 รายต่อสาขาธนาคาร/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ ยังมีผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพเพื่อขายลูกค้าระดับบนอีกชุด ในชื่อ "เฮลท์ ล่ำซำ" ที่ให้ความคุ้มครองแบบเหมาจ่ายในหลักล้านบาท มีเบี้ยประกันเฉลี่ย 35,000-50,000 บาท/กรมธรรม์/ปี ซึ่งปัจจุบันมีลูกค้านิยมซื้อประกันชุดนี้ผ่านเทเลเซล (ขายผ่านโทรศัพท์) เป็นส่วนใหญ่/div divnbsp;/div divด้านนางสาวพัชรา ทวีชัยวัฒนะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารการตลาดและสื่อสารองค์กร บริษัท อลิอันซ์ อยุธยา ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า จากนโยบายของบริษัทที่เน้นผลิตภัณฑ์ความคุ้มครองและสุขภาพ ในกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงบนที่มีรายได้เฉลี่ยมากกว่า 35,000 บาท/เดือน และมีความสามารถชำระเบี้ยประกันภัยเฉลี่ยมากกว่า 25,000 บาท/ปี ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้นำเสนอสัญญาเพิ่มเติม "สุขภาพ ปลดล็อค เอ็กซ์ตร้า" หรือ My Health Plus Extra เริ่มขายมาตั้งแต่เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ปัจจุบันมีลูกค้าจำนวน 4,000 กรมธรรม์/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ชุดนี้มีจุดเด่นที่ เพิ่มราคาเบี้ยประกันเพียง 2% แต่มีความคุ้มครองเพิ่มขึ้น 2 เท่า หรือมีความคุ้มครองสูงสุด 2-10 ล้านบาท ดังนั้น บริษัทจึงคาดว่าจะมีลูกค้าที่เคยซื้อสัญญาเพิ่มเติมสุขภาพ "ปลดล็อค" หรือ My Health Plus ประมาณ 10-20% จากลูกค้าปัจจุบันที่มีจำนวน 9,300 กรมธรรม์ที่สนใจอัพเกรดเป็นสัญญาเพิ่มเติมตัวใหม่/div divnbsp;/div divทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนลูกค้าที่ซื้อสัญญาเพิ่มเติม "สุขภาพ ปลดล็อค เอ็กซ์ตร้า" เป็น 10,000 กรมธรรม์ หรือมีเบี้ยประกันประมาณ 244 ล้านบาทภายในสิ้นปี 2559 นี้ นอกจากนี้ ภายในครึ่งปีหลังนี้เตรียมออกผลิตภัณฑ์แบบสัญญาเพิ่มเติมด้านสุขภาพตัวใหม่อีกชุด เพื่อเพิ่มสัดส่วนในกลุ่มผลิตภัณฑ์คุ้มครองของบริษัทให้ขึ้นไปที่ระดับ 35% จากปัจจุบันอยู่ที่ 33% ของผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตรวมของบริษัท/div divnbsp;/div divนายอามาน คาปัวร์ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการตลาด บริษัท เอฟดับบลิวดี ประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลิตภัณฑ์สัญญาเพิ่มเติมประกันสุขภาพแบบเหมาจ่าย "ดิเอ็กซ์คลูซีฟ แคร์" ที่บริษัทนำมาเสนอกับลูกค้านั้น มีจุดเด่นคือ ไม่จำกัดวงเงินสูงสุดของค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ในแต่ละประเภท ไม่จำกัดจำนวนการใช้สิทธิ์ไม่ว่าจะเป็นค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉินที่เกิดจากอุบัติเหตุ การพบแพทย์เพื่อติดตามผลการรักษา ค่าเคมีบำบัด รังสีบำบัด และการผ่าตัดที่ไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล/div divnbsp;/div divโดยผลิตภัณฑ์ชุดนี้มีความคุ้มครองให้เลือก 3 แผน ได้แก่ แบบวงเงินผลประโยชน์ 550,000 บาท, 1,100,000 บาท และ 3,300,000 บาท รับประกันบุคคลชาย-หญิง อายุ 1 เดือน-70 ปี สามารถต่ออายุได้ถึง 84 ปี/div divnbsp;/div diva href="http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1474266730"ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 21/9/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongหนุ่มสาวเมินงานหนัก คาดอีก 5 ปีข้างหน้า 'ไทย' ขาดแรงงานภาคเกษตร/strong/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 21 ก.ย. นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กล่าวหลังเปิดสัมมนาเหลียวหลังแลหน้าสู่ "Full employment for All Ages 2021" เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมการจัดหางานครบ 23 ปี ว่า การพัฒนาการบริการด้านแรงงาน ต้องทำให้ตรงจุด และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยเฉพาะการส่งเสริมการมีงานทำทั้งในและต่างประเทศ การแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน การเพิ่มผลิตภาพแรงงาน โดยในปี 2559 กกจ. ให้บริการจัดหางานทั่วประเทศ มีคนสมัครกว่า 9 แสนคน ได้รับการบรรจุงานกว่า 3 แสนคน สร้างรายได้ 4.7 หมื่นล้านบาท แต่ในอนาคตรูปแบบการจ้างงานจะเปลี่ยนไปจากเดิมใน 5 - 10 ปี รูปแบบการจ้างงาน ภาคการผลิตหลัก 3 ภาค คือ ภาคการเกษตร ภาคการอุตสาหกรรม และภาคการบริการ จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จึงต้องเตรียมความพร้อมรองรับ/div divnbsp;/div divนายอารักษ์ กล่าวว่า ปัจจัยด้านอายุของแรงงาน ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจ้างงานค่อนข้างมาก มีผลโดยตรงจากการเข้าสู่สังคมสูงอายุ เห็นได้ชัดในกลุ่มแรงงานภาคการเกษตรที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง การจ้างงานจะน้อยลง ใน 5 ปี ปัจจุบันคนทำงานนี้เป็นกลุ่มคนสูงอายุ ขณะที่แรงงานรุ่นใหม่จะไม่เข้ามาแทนที่ เพราะมีทางเลือกอื่นที่ดึงดูดใจมากกว่า/div divnbsp;/div divส่วนภาคอุตสาหกรรม ทำงานโรงงาน ควบคุมเครื่องจักร จะเป็นกลุ่มที่มีการจ้างงานลดน้อยลงมากที่สุด จะมีการใช้เทคโนโลยี เครื่องจักร เข้ามาทำงานแทนคน มีการเลิกจ้าง ลดการลงทุน ย้ายฐานการผลิต ขณะที่งานด้านการบริการต่างๆ จะมีการจ้างงานเพิ่มมากขึ้นแทนที่ภาคการเกษตร ในอนาคตอาชีพกลุ่มนี้จะสร้างรายได้ค่อนข้างมาก การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน จะทำให้การท่องเที่ยว และการส่งออกขยายตัวเพิ่มขึ้นในกลุ่มประเทศสมาชิก/div divnbsp;/div divนายอารักษ์ กล่าวถึง การแก้ไขการขาดแคลนแรงงาน ว่า ทุกภาคส่วนต้องร่วมกัน กกจ.ทำตามลำพังโดดเดี่ยวไม่ได้ ต้องนำโครงสร้างการจ้างงานเข้าไปประกอบกับการกำหนดแผนให้กระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับความเป็นจริง แม้ว่าแรงงานภาคเกษตรจะลดลง แต่ไปเพิ่มในภาคบริการ การส่งแรงงานไปทำงานต่างประเทศยังมีอนาคต และไทยยังมีจุดขายที่เป็นครัวโลก ส่งออกข้าวเลี้ยงดูคนทั่วโลก ส่งออกพ่อครัวแม่ครัว สอดรับกับนโยบายครัวไทยสู่ครัวโลก จึงต้องยกระดับคนกลุ่มนี้ ต้องนำวิทยาการและเทคโนโลยี สร้างมูลค้าสินค้าทางการเกษตรให้มากขึ้น ต้องพัฒนาให้ผู้สูงอายุทำงานต่อเนื่อง มีรายได้ และต้องวางแผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั้งระบบ ตั้งแต่ก่อนเกิดจนเข้าสู่วัยแรงงาน เพื่อให้เป้าหมายการทำงานไปในทิศทางเดียวกัน/div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลการวิจัยทิศทางการเปลี่ยนแปลงของอาชีพ ปี 2558-2562 ที่กองวิจัยตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน ทำการสำรวจและวิเคราะห์จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุความต้องการแรงงานมีเพิ่มทุกปี แต่มีอัตราการขยายตัวต่ำ เฉลี่ยเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.53 โดยปี 2558 ต้องการแรงงาน 37.99 ล้านคน และปี 2562 ต้องการ 38.80 ล้านคน โดยภาคบริการจะมีแรงงานมากที่สุด อัตราขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 1.75 ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวมากที่สุด ในปี 2558 มีจำนวน 16.87 ล้านคน และในปี 2562 จะเพิ่มเป็น 18.08 ล้านคน/div divnbsp;/div diva href="http://www.thairath.co.th/content/729580"ที่มา: ไทยรัฐ, 21/9/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมรับข้อเสนอ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ หรือ สทน. เพิ่มวันหยุดประจำปีลูกจ้างจาก 6 วัน เป็น 8 วัน/strong/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 22 ก.ย. ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงข้อเสนอสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) ที่ต้องการให้กระทรวงแรงงานแก้ไขกฎหมายเพิ่มวันหยุดพักผ่อนประจำปีให้กับลูกจ้างแรงงานจาก 6 วัน เป็น 8 วัน ว่า ถ้าหากมีการเสนอเรื่องเข้ามา ก็พร้อมจะนำมาพิจารณา โดยมีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวควรมีการทำประชาพิจารณ์ขอความเห็นชอบจากทุกฝ่ายทั้งนายจ้าง และลูกจ้าง ว่าเห็นด้วยหรือไม่ และผู้ประกอบการมีความพร้อม เนื่องจากอาจส่งผลต่อแผนการผลิตหากต้องมีการปรับในเรื่องวันหยุดที่มากขึ้น/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตามการเพิ่มวันหยุดถ้าไม่มีการประกาศตามกฎหมาย ที่ผ่านมากระทรวงแรงงาน ได้ขอความร่วมมือกับสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลูกจ้างหยุดงานได้ โดยเฉพาะวันสำคัญต่างๆ ที่ผู้ประกอบการพร้อมให้ความร่วมมือ/div divnbsp;/div diva href="http://www.thairath.co.th/content/730574"ที่มา: ไทยรัฐ, 22/9/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongกระทรวงแรงงาน เตรียมเป็นต้นแบบหางานให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่หลังเกษียณอายุราชการให้มีงานทำต่อ/strong/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 23 ก.ย. พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า อีก 20-30 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ฉะนั้นกระทรวงแรงงานจะมีแผนดำเนินนโยบายโมเดลจ้างแรงงานผู้สูงอายุหลังเกษียณ ให้เป็นต้นแบบการหางานให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่หลังเกษียณอายุให้มีงานทำ/div divnbsp;/div divเบื้องต้นขณะนี้กระทรวงฯได้เริ่มแล้ว โดยมีการจัดศูนย์บริการจัดหางานคนพิการและผู้สูงอายุไปเมื่อวันที่ 10 ส.ค. ส่วนขั้นตอนต่อไปจะมีการสำรวจข้อมูลต่างๆ เพื่อทำเป็นข้อมูลดำเนินการ เช่น สำรวจตามสถานประกอบว่าปัจจุบันมีผู้สูงอายุทำงานเท่าไหร่ ฯลฯ/div divnbsp;/div divขณะนี้อนาคตมองว่าเรื่องนี้ทุกส่วนราชการจะต้องมาหารือร่วมกัน เพื่อดำเนินการจ้างแรงงานผู้สูงอายุหลังเกษียณอย่างจริงจัง โดยกระทรวงแรงงานจะดูในเรื่องของการจ้างงานเป็นหลัก/div divnbsp;/div diva href="http://www.posttoday.com/social/general/456259"ที่มา: โพสต์ทูเดย์, 23/9/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongกรมส่งเสริมการค้าฯ เร่งผลักดันผู้ประกอบการรับตราสัญลักษณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรฐานการใช้แรงงานที่เป็นธรรม/strong/div divnbsp;/div div"มาลี โชคล้ำเลิศ" อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า "ตามนโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, อภิรดี ตันตราภรณ์ ในการส่งเสริมภาพลักษณ์สินค้าและบริการของไทยในตลาดต่างประเทศนั้น การจัดทำตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีในเชิงคุณภาพของสินค้าและบริการ/div divnbsp;/div divรวมถึงจริยธรรมของผู้ประกอบการไทย เพื่อเสริมสร้างการยอมรับและความเชื่อมั่นของประเทศคู่ค้าและผู้บริโภคในตลาดโลก ที่ผ่านมาพบว่าผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศไว้วางใจสินค้าที่มีตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark จนทำให้สินค้าอุตสาหกรรมมียอดการส่งออกเป็นที่น่าพอใจ โดยผู้ประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark จะต้องผ่านการตรวจประเมิน คือ 1) อุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) และ 2) มาตรฐานแรงงานที่เป็นธรรม"/div divnbsp;/div divกรมฯ เปิดรับสมัครให้ผู้ประกอบการส่งออกสามารถสมัครขอรับตราสัญลักษณ์ Thailand Trust Mark ได้ถึง 3 ครั้ง ทุกๆ 4 เดือน เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้มีการพัฒนาตนเองให้มีคุณสมบัติครบตามที่กำหนด ปัจจุบันมีผู้ประกอบการส่งออกไทยได้รับตราสัญลักษณ์ TTM แล้วกว่า 685 บริษัท แบ่งเป็นอุตสาหกรรมอาหาร 233 บริษัท อุตสาหกรรมหนัก 177 บริษัท อุตสาหกรรมไลฟ์สไตล์ 127 บริษัท อุตสาหกรรมแฟชั่น 49 บริษัท อุตสาหกรรมอื่นๆ 83 บริษัท และธุรกิจบริการ 16 บริษัท (ข้อมูล ณ เดือน มิ.ย.59)/div divnbsp;/div divสำหรับผู้ประกอบการที่มีความสนใจ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดให้ลงทะเบียนสมัครเพื่อขอรับตราสัญลักษณ์นี้ได้ผ่านเว็บไซต์ www.thailandtrustmark.com สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่โทร.1169/div divnbsp;/div diva href="http://www.ryt9.com/s/bmnd/2516484"ที่มา: บ้านเมือง, 24/9/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongรบ.ปัดตัดสวัสดิการ ขรก.ให้ศึกษาความเป็นไปได้ประกันเข้ามาดูค่ารักษาแทนรัฐ/strong/div divnbsp;/div divพลตรี สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงแนวคิดที่จะให้บริษัทประกันเข้ามาดูแลระบบค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการแทนรัฐ ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างให้สมาคมประกันวินาศภัยและสมาคมประกันชีวิตไปศึกษาความเป็นไปได้ระยะเวลา 1 เดือน ว่า สามารถทำได้หรือไม่ โดยยืนยันว่า ทุกอย่างจะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ และคำนึงถึงประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ/div divnbsp;/div div“รัฐบาลให้คำมั่นกับพี่น้องข้าราชการ ว่า จะไม่ตัดสิทธิสวัสดิการเดิมที่มีอยู่ เพราะค่ารักษาพยาบาลเป็นสิทธิอันพึงมีพึงได้ของข้าราชการ แต่สิ่งสำคัญคือ ทำอย่างไรให้ทุกคนได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ และใช้เงินงบประมาณของแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเรื่องนี้เป็นหนึ่งในหลายเรื่องสำคัญที่รัฐบาลต้องการวางรากฐานเพื่อการปฏิรูปอย่างยั่งยืนในอนาคต”/div divnbsp;/div divพลตรี สรรเสริญ กล่าวต่อว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อยากให้สังคมเปิดใจกว้าง ร่วมกันคิดพิจารณาถึงข้อดีข้อเสีย มากกว่าจะวิพากษ์วิจารณ์จนประเทศไม่สามารถขับเคลื่อนต่อไปข้างหน้าได้ โดยในหลายประเทศก็มีการใช้ระบบนี้เข้ามาดูแลสวัสดิการข้าราชการ ทำให้เกิดความโปร่งใส ป้องกันการใช้สิทธิซ้ำซ้อน การเวียนใช้สิทธิ หรือการเบิกยาเกินควร และช่วยบังคับให้รัฐต้องดูแลส่งเสริมสุขภาพของประชาชนทางอ้อมด้วย/div divnbsp;/div div“ปัจจุบันข้าราชการส่วนหนึ่งต้องสำรองจ่ายเงินค่ารักษา แล้วนำใบเสร็จไปเบิกต้นสังกัด และบางส่วนใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงกับโรงพยาบาลที่ลงทะเบียนไว้ โดยเข้ารักษาได้เฉพาะในโรงพยาบาลของรัฐเท่านั้น นอกจากนี้ ในแต่ละปีรัฐต้องใช้งบประมาณดูแลค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ 60,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ/div divnbsp;/div divจึงได้กำหนดเงื่อนไขของการศึกษาความเป็นไปได้ว่า ข้าราชการจะต้องได้รับสิทธิสวัสดิการเหมือนเดิม และค่าประกันแต่ละปีต้องไม่มากกว่าที่รัฐบาลจ่ายอยู่ หากไม่ได้ทั้ง 2 เงื่อนไข รัฐบาลก็จะบริหารเองต่อไป/div divท่านนายกฯ กำชับให้กระทรวงการคลัง ไปรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องข้าราชการควบคู่กับการศึกษาความเป็นไปได้ของทั้ง 2 สมาคมด้วย ทั้งนี้ รัฐบาลอาจพิจารณาให้สิทธิประโยชน์บางส่วน เพื่อให้บริษัทประกันสามารถดำเนินการได้ และจะส่งเสริมระบบ e-payment ในภาคประกันภัย ตามนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ”/div divnbsp;/div diva href="http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9590000096494"ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 25/9/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongสตม.ช่วย 21 สาวไทยถูกหลอกค้ากามที่โอมาน รวบ 3 นายหน้าคนไทยร่วมขบวนการ/strong/div divnbsp;/div divเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 ก.ย. ที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองทอ.กรุงเทพฯ สนามบินดอนเมือง พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. แถลงข่าวการช่วยเหลือหญิงไทยที่ถูกหลอกไปบังคับค้าประเวณีที่ตะวันออกกลางว่า ทางเจ้าหน้าที่สามารถช่วยหญิงสาวกลับมายังประเทศไทยได้ จำนวน 21 คน และสามารถจับกุมคนร้ายที่เป็นคนไทย ที่ร่วมกับคนโอมานหลอกหญิงไทยไปขายบริการ จำนวน 3 คน คือ1.น.ส.สุภานัน ยิ่งพิมาย อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ ศาลอาญารัชดา ที่ 1781/2559 วันที่ 15 ก.ย.59 2.น.ส.ณัฎฐณิชา คงประเสริฐ อายุ 36 ปี ผู้ต้องหาตามหมายตามหมายจับที่ 1785/2559 วันที่ 15 ก.ย.59 และ 3.น.ส.ปาลิดา กลีบบัว อายุ 27 ปี ซึ่งถูกจับกุมก่อนหน้านี้ ในข้อหาสมคบกันในการตกลงกันตั้งแต่ 3 คน ขึ้นไปเพื่อการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ ร่วมกันเป็นธุระจัดหาเพื่อสนองความใคร่ของผู้อื่น และเป็นธรุจัดหาเพื่อให้กระทำการค้าประเวณี/div divnbsp;/div divพล.ต.ท.ณัฐธร กล่าวว่า เนื่องจากพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.สั่งการให้ สตม.การคัดกรอง ผู้โดยสารที่เดินทางผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองทุกเส้นทางการเดินเข้าออก รวมทั้งซักถามคนไทยที่ถูกส่งกลับ จากต่างประเทศโดยเฉพาะแถบตะวันออกกลางจนกระทั่งเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2559 ได้ข้อมูลว่า มีหญิงไทยจำนวน 3 คนถูกหลอกให้ไปทำงานเป็นหมอนวดแผนโบราณรายได้ดีที่ประเทศโอมาน โดยกลุ่มคนร้ายจะออกอุบายว่า จะออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางที่พักและอาหารให้ทั้งหมด แต่เมื่อไปถึงกลับถูกหลอกบังคับให้ขายตัว โดยคนร้ายจะยึดพาสปอร์ตแล้วจะบอกกับเหยื่อว่า ต้องทำงานใช้หนี้ทั้งหมดเป็นเงิน 160,000 บาท หากหลบหนีจะถูกทำร้าย จนในที่สุดเหยื่อทั้ง 3 คน ขอให้ชาวอินเดียที่มาใช้บริการช่วยเหลือพาหลบหนีไปพบเจ้าหน้าที่แล้วส่งต่อกลับไทย จนเป็นที่มาของการออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 5 คน เป็นหญิงไทย 3 คน ชายชาวต่างชาติ 2 คน และทราบว่ายังมีคนไทยต้องให้ช่วยอีกเป็นจำนวนมาก ส่วนผู้ต้องหาที่เป็นชาวต่างชาติทางตำรวจโอมานกำลังเร่งติดตามมาดำคดีตามกฎหมาย/div divnbsp;/div diva href="https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_22368"ที่มา: ข่าวสด, 25/9/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongรับเหมารายเล็ก-กลางซึมไตรมาส4งานก่อสร้างใหม่มีน้อย แถมโดนต่อรองราคาลง 3-5%/strong/div divnbsp;/div divนายกฤษดา จันทร์จำรัสแสง ที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท วงศ์จันทร์ เปิดเผยว่า ภาพรวมของอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยในไตรมาส 4 ปีนี้ยังไม่ฟื้นตัว โดยเฉพาะผู้รับเหมาก่อสร้างรายเล็กที่รับงานก่อสร้างที่มีมูลค่างานไม่เกิน 100 ล้านบาท/ปี และรายกลางที่รับงานตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไป ถึงไม่เกิน 500 ล้านบาท มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง เนื่องจากงานก่อสร้างใหม่นั้นยังออกมาค่อนข้างน้อยสำหรับกลุ่มงานที่ความสามารถของผู้รับเหมารายเล็ก-กลางจะทำได้ และส่วนใหญ่ถูกต่อรองให้ลดราคางานก่อสร้างลงอีก 3-5% เนื่องจากเห็นว่าวัสดุก่อสร้างไม่ได้มีการปรับราคาขึ้นและแรงงานก่อสร้างไม่ได้ขาดแคลน/div divnbsp;/div div"เวลานี้งานก่อสร้างใหม่ยังมีน้อยมาก โดยเฉพาะงานก่อสร้างอาคารของภาครัฐจึงทำให้เกิดการแข่งขันของผู้รับเหมารายเล็กและรายกลางไปแย่งชิงเพื่อรับงานก่อสร้าง แม้จะมีระบบอี-ออกชั่นประมูลงาน แต่ก็ต้องกดราคาเพื่อแข่งขันกัน ในส่วนของรับเหมารายใหญ่นั้นไม่น่าห่วง เนื่องจากงานก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ออกมาประมูลค่อนข้างเยอะ บางส่วนอาจจะมีการแบ่งงานให้รับเหมารายกลาง รับไปช่วยดำเนินงาน"/div divnbsp;/div divนายธัช ธงภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส (พีพีเอส) กล่าวว่า ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจะต้องเร่งปรับตัว โดยจะต้องมุ่งหาสิ่งที่ตนเองมีความชานาญ อย่างบริษัท พีพีเอส จะมีความชานาญด้านการบริหารงานและควบคุมงานก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม ภาพรวมอุตสาหกรรมก่อสร้างในช่วงครึ่งปี/div divnbsp;/div divหลังปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากการที่ภาครัฐเร่งลงทุน โครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ขณะเดียวกันสภาพเศรษฐกิจ มีสัญญาณการฟื้นตัว ส่งผลให้ธุรกิจภาคเอกชนเริ่มมีความมั่นใจในการลงทุนโครงการใหม่/div divnbsp;/div divด้าน นางวันเพ็ญ ธนธรรมสิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เวลธ์ ดีเวลลอปเปอร์ กล่าวว่า บริษัทดำเนินธุรกิจรับเหมาก่อสร้างประเภทศูนย์การค้าและคอมมูนิตี้มอลล์ ในชื่อบริษัท เอสพีซี หรือสแตนดาร์ด เพอร์ฟอร์มานซ์ ได้ก่อตั้งบริษัท เวลธ์ ดีเวลลอปเปอร์ มาเพื่อพัฒนาธุรกิจอสังหาฯ เนื่องจากมองเห็นโอกาสการเติบโตทางด้านอสังหาริมทรัพย์ ล่าสุดบริษัทได้นำที่ดินมาพัฒนาโครงการเดอะซี (The ZEA) เป็นคอนโดมิเนียมสูง 39 ชั้น จำนวน 585 ยูนิต มูลค่าโครงการ 2,700 ล้านบาท ตั้งอยู่ที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี/div divnbsp;/div div"ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างต้องปรับตัว เช่น บริษัทยังมีงานก่อสร้างไฮเปอร์มาร์เก็ต รวมไปถึงคอมมูนิตี้มอลล์หลายแห่ง แต่ก็มองเห็นโอกาสในการพัฒนาโครงการ อสังหาฯ เอง เนื่องจากสามารถบริหารจัดการต้นทุนก่อสร้างได้ดีกว่า แต่สิ่งที่ขาดคือแบรนด์สินค้า" นางวันเพ็ญ/div divnbsp;/div diva href="http://www.posttoday.com/"ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์, 26/9/2559/a/div divnbsp;/div divstrong15 จว.เฮ ขึ้นค่าแรง 304-360 บาท บอร์ดค่าจ้างไฟเขียวเริ่ม 1 ม.ค.60/strong/div divnbsp;/div divม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า คณะกรรมการค่าจ้าง (ไตรภาคี) ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนภาครัฐ ตัวแทนฝ่ายลูกจ้าง และนายจ้าง อยู่ระหว่างพิจารณาปรับอัตราค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำซึ่งจะนำมาใช้ในปี 2560 หลังจากก่อนหน้านี้เคยพิจารณาข้อเสนอขอปรับค่าแรงขั้นต่ำที่อนุกรรมการค่าจ้างระดับจังหวัดรวม 6 จังหวัด แต่ชะลอดำเนินการออกไปเนื่องจากมองว่าสถานการณ์ยังไม่เหมาะสม และให้อนุกรรมการทั้ง 6 จังหวัด นำกลับไปทบทวนแล้วเสนอมาใหม่ ล่าสุดจากข้อมูลผลสรุปของอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัด 77 จังหวัดทั่วประเทศพบว่า มี 13 จังหวัดเสนอขอปรับค่าแรงขั้นต่ำ ขณะนี้อยู่ระหว่างให้คณะอนุกรรมการเฉพาะกิจพิจารณา ภายใน 1 เดือนจากนี้ไปจะได้ข้อสรุปชัดเจนว่าจะประกาศปรับค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำในจังหวัดใดบ้าง/div divnbsp;/div divส่วนจังหวัดอื่นๆ ที่เหลือ หากจังหวัดใดต้องการให้ปรับค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มเติม คณะอนุกรรมการค่าจ้างระดับจังหวัดต้องจัดทำข้อมูลรายละเอียดเสนอมายังกระทรวงแรงงาน ภายในวันที่ 30 กันยายนนี้ จะได้นำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาตามขั้นตอน โดยจะเร่งดำเนินการให้ได้ข้อสรุปโดยเร็วที่สุด/div divnbsp;/div divสำหรับ 13 จังหวัดที่อนุกรรมการค่าจ้างขอให้ปรับขึ้นค่าจ้าง ประกอบด้วย 1.เพชรบูรณ์ 2.สกลนคร 3.พระนครศรีอยุธยา 4.ฉะเชิงเทรา 5.ปราจีนบุรี 6.ชลบุรี 7.กระบี่ 8.ภูเก็ต 9.นราธิวาส 10.อ่างทอง 11.สระบุรี 12.ปทุมธานี และ 13.สมุทรสาคร ส่วนอีก 64 จังหวัด รวมทั้งกรุงเทพมหานคร (กทม.) อนุกรรมการระดับจังหวัดไม่ได้เสนอขอปรับขึ้นค่าจ้าง ทั้งนี้ในส่วนของ 11 จังหวัดแรกเสนอให้ปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 2 อัตรา โดยฝ่ายนายจ้างเสนอปรับค่าจ้างขึ้นวันละ 15 บาท ขณะที่ลูกจ้างเสนอปรับขึ้นค่าจ้างวันละ 60 บาท ขณะที่ภาพรวมการขอปรับค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยอยู่ที่ 4-60 บาท/div divnbsp;/div divม.ล.ปุณฑริกกล่าวว่า การพิจารณาค่าแรงขั้นต่ำครั้งนี้นอกจากจะมีตัวแทนจากหลายหน่วยงานร่วมพิจารณา ในรูปของอนุกรรมการเฉพาะกิจ อาทิ ผู้แทนกระทรวงแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงพาณิชย์ นักวิชาการ รวมทั้งตัวแทนลูกจ้างและนายจ้างแล้ว สูตรที่นำมาใช้ประกอบการพิจารณายังเป็นสูตรใหม่ โดยนำปัจจัยต่าง ๆ รวม 10 ปัจจัย มาชั่งน้ำหนัก ได้แก่ 1.ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอัตราค่าจ้างที่ลูกจ้างได้รับอยู่ 2.ข้อเท็จจริงอื่นโดยคำนึงถึงดัชนีค่าครองชีพ 3.อัตราเงินเฟ้อ 4.มาตรฐานการครองชีพ 5.ต้นทุนการผลิต 6.ราคาสินค้าและบริการ 7.ความสามารถของธุรกิจ 8.ผลิตภาพแรงงาน 9.ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ และ 10.สภาพทางเศรษฐกิจและสังคม/div divnbsp;/div divดังนั้นนอกจาก 13 จังหวัดที่อนุกรรมการระดับจังหวัดเสนอขอปรับขึ้นค่าแรงแล้ว หากอนุกรรมการเฉพาะกิจเห็นว่ามีจังหวัดอื่น ๆ ที่เห็นควรให้มีการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำด้วย โดยนำ 10 ปัจจัยดังกล่าวมาเป็นเกณฑ์ประกอบการพิจารณาแล้วเห็นว่าเข้าข่าย อนุกรรมการเฉพาะกิจอาจเสนอให้ปรับขึ้นค่าแรงพร้อม 13 จังหวัดแรกด้วยก็ได้ ทั้งนี้ เบื้องต้นอาจประกาศปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจากปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 300 บาทต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเดิมรวมทั้งหมด 15 จังหวัด โดยจะให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2560 ขณะที่อัตราค่าจ้างขั้นต่ำเดิมประกาศใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2556 ที่ผ่านมา/div divnbsp;/div divส่วนแต่ละจังหวัดจะปรับขึ้นเท่าใดนั้นพิจารณาตามสภาพพื้นที่ สภาพข้อเท็จจริงของข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์เศรษฐกิจ เงินเฟ้อ ค่าครองชีพ ความสามารถของนายจ้าง ฯลฯ อาจปรับขึ้นแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน เนื่องจากองค์ประกอบหลาย ๆ ปัจจัยแตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่ เพราะโดยหลักการเมื่อนำปัจจัยต่าง ๆ มาพิจารณาตามสูตรตัวเลขจะออกมาว่าควรปรับขึ้นมากน้อยแค่ไหน เป็นหลักวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ อนุกรรมการเฉพาะกิจจึงต้องพิจารณาด้วยว่า ทั้ง 15 จังหวัดที่มีแนวโน้มว่าจะให้ปรับขึ้นค่าแรงควรปรับขึ้นในอัตราเท่า ๆ กันจาก 300 บาทต่อวัน เป็น 360 บาทต่อวันทั้งหมด หรือปรับขึ้นมากน้อยตามความเหมาะสมและสภาพความเป็นจริงแต่ละจังหวัด/div divnbsp;/div divสำหรับข้อเสนอของฝ่ายลูกจ้างก่อนหน้านี้ที่ขอปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีก60 บาท เป็น 360 บาทต่อวัน โดยหยิบยกเหตุผลสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน และค่าครองชีพที่สูงขึ้นมาก อยู่ที่อนุกรรมการเฉพาะกิจจะพิจารณาว่าเห็นชอบด้วยกับข้อเสนอหรือไม่ จากนั้นจะเสนอให้คณะกรรมการค่าจ้าง (บอร์ดไตรภาคี) พิจารณาก่อนนำไปออกประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอัตราใหม่ต่อไป/div divnbsp;/div diva href="http://http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1474862015"ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 26/9/2559/a/div divnbsp;/div divstrongกรมการจัดหางาน เผยมีตำแหน่งงานว่างทั่วประเทศกว่า 2 แสนอัตรา แนะคนหางานใช้แอฟพิเคชั่น Smart Job Center เพื่อความสะดวก/strong/div divnbsp;/div divนายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน บอกว่า สถานการณ์การจ้่างงานล่่าสุดมีสถานประกอบการจำนวน 7,310 แห่ง แจ้งความต้องการจ้างพนักงาน รวม 206,053 คน แบ่งเป็นกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 127,309 ภาคเหนือ 9,826 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 21,383 คน ภาคกลาง 12,482 คน ภาคตะวันออก 17,391 คน ภาคตะวันตก 1,786 คน และภาคใต้ 15,876 คน ตำแหน่งที่เปิดรับมากสุด/div divnbsp;/div divได้แก่ ช่างไฟฟ้าทั่วไป ,พนักงานบริการลูกค้า, เจ้าหน้าที่คลังสินค้า,พนักงานขายสินค้า ,แรงงานในด้านการผลิตต่างๆ การตลาด ,พนักงานขับรถ, พนักงานบัญชี ,เสมียน และพนักงานธุรการ ขณะที่จำนวนคนหางานรวมทั่วประเทศ จำนวน 287,134 คน/div divnbsp;/div divส่วนใหญ่สนใจสมัครในตำแหน่งพนักงานบันทึกข้อมูล พนักงานบริการลูกค้า สำหรับประชาชนที่สนใจ สมัครงานผ่านแอฟพิเคชั่น Smart Job Center หรือ เว็ปไซด์ของกรมการจัดหางานได้/div divnbsp;/div diva href="http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/719915"ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 26/9/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongชงร่างค่าตอบแทน ผู้รับงานทำที่บ้าน/strong/div divnbsp;/div divน.ส.พรรณี ศรียุทธศักดิ์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน กล่าวว่ า เมื่อเร็วๆนี้ที่ประชุมคณะกรรมการคุ้มครองการรับงานไปทำที่บ้านได้เห็นชอบร่างประกาศคณะกรรมการคุ้มครองการรับงานไปทำที่บ้านเรื่องอัตราค่าตอบแทนในงานที่รับไปทำที่บ้าน เพื่อให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม สร้างแรงจูงใจให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านมีการพัฒนาทักษะฝีมือเทียบกับแรงงานในระบบโดยร่างประกาศมีเนื้อหาสรุปว่า อัตราค่าตอบแทนของผู้รับงานไปทำที่บ้านต้องไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำตามที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนดซึ่งปัจจุบันอยู่ที่วันละ 300 บาท โดยแยกเป็น 2 กรณีคือ กรณีที่มีการจ้างงานกันในสถานประกอบการอัตราค่าตอบแทนต้องไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างในสถานประกอบการ เมื่อคำนวณต่อหน่วยตามลักษณะงาน คุณภาพอย่างเดียวกันและปริมาณเท่ากัน เช่น ผู้ว่าจ้างมีโรงงานผลิตกระเป๋าสานพลาสติกจ่ายค่าจ้างวันละ 300 บาทโดยลูกจ้างในโรงงานผลิตชิ้นงานได้ 10 ใบ เมื่อเทียบเคียงกันผู้รับงานไปทำที่บ้านก็ต้องผลิตชิ้นออกมาให้ได้เท่ากันอธิบดีกสร กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ไม่มีการจ้างงานกันในสถานประกอบการนั้นก็ต้องได้รับค่าตอบแทนไม่น้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเช่นกันโดยให้เป็นไปตามที่ผู้จ้างงานและผู้รับงานไปทำที่บ้านทำความตกลงกันว่าจะต้องผลิตชิ้นงานได้กี่ชิ้น แต่หากทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ให้แจ้งต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้ช่วยวินิจฉัยให้ได้ข้อตกลงร่วมกัน ทั้งนี้ หากผู้ว่าจ้างผู้รับงานไปทำที่บ้านไม่ปฏิบัติตามประกาศมีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท จำคุกไม่เกิน 3 เดือนหรือทั้งจำทั้งปรับ ขณะนี้ร่างประกาศฉบับนี้ได้ผ่านการพิจารณาของฝ่ายกฎหมายของกระทรวงแรงงานแล้วและได้เสนอต่อม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงานในฐานะประธานคณะกรรมการคุ้มครองการรับงานไปทำที่บ้านเพื่อพิจารณาลงนามคาดว่าประกาศจะมีผลบังคับใช้ในเดือนกันยายนนี้/div divnbsp;/div diva href="http://www.nationtv.tv/main/content/social/378518514/"ที่มา: Nation TV, 27/9/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongผู้ประกันตนทวงถาม สปส. ชดเชย จ่ายค่าส่วนต่าง “ทำฟัน” ก่อนยกเลิกประกาศแนบท้ายไม่เกิน 900 บาท/strong/div divnbsp;/div divนายมนัส โกศล ประธานเครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) กล่าวว่า แม้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จะยกเลิกการกำหนดอัตราค่าบริการทันตกรรมแนบท้าย และให้ผู้ประกันตนรับบริการทันตกรรมได้ 900 บาทต่อปี โดยไม่มีเงื่อนไขแล้ว แต่ก่อนหน้านั้น ที่มีการออกบัญชีแนบท้ายมา และส่งผลให้ผู้ประกันตนต้องจ่ายเพิ่ม เช่น ตามบัญชีแนบท้าย ค่าอุดฟันกำหนดไม่เกิน 300 บาทต่อซี่ แต่เมื่อไปอุดฟันตามคลินิกต้องจ่าย 400 บาท ผู้ประกันตนต้องจ่ายเองอีก 100 บาท ทาง สปส. จะมีการจ่ายชดเชยย้อนหลังให้หรือไม่/div divnbsp;/div divนพ.ชาตรี บานชื่น ประธานกรรมการการแพทย์ สปส. กล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่มีการพูดในที่ประชุมกรรมการการแพทย์ แต่หากมีข้อร้องเรียน หรือข้อร้องทุกข์ใด ๆ สามารถเสนอเรื่องเข้ามาได้ ก็จะมีการพิจารณาอีกครั้ง แต่โดยหลักทาง สปส. มุ่งประโยชน์ผู้ประกันตนเป็นหลัก โดยให้รับบริการทันตกรรมได้ 900 บาทต่อปี โดยไม่มีการกำหนดอัตราค่าบริการรายกรณี เช่น อุดฟัน ขูดหินปูน หรือ ถอนฟัน แต่หากไปรับบริการคลินิกเอกชน หรือสถานพยาบาลเอกชน ก็ต้องเข้าใจว่าหากค่าบริการเกินกว่า 900 บาทที่กำหนด ผู้ประกันตนจะต้องออกส่วนต่างเอง/div divnbsp;/div diva href="http://www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9590000096887"ที่มา: ASTV ผู้จัดการออนไลน์, 26/9/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divstrongกระทรวงแรงงาน แจงต่างด้าวกัมพูชาถูกกฎหมายกลับไปลงทะเบียนเลือกตั้งได้ พร้อมช่วยเชิญชวนให้นายจ้างอนุญาตยันยกเลิกค่าธรรมเนียมให้ไม่ได้/strong/div divnbsp;/div divม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กรณีที่ นางมู ซก ฮัว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกิจการสตรี กัมพูชา ในฐานะ ส.ส.เมืองพระตะบอง เรียกร้องขอให้รัฐบาลไทยออกประกาศอนุญาตให้แรงงานกัมพูชาที่อยู่ในไทยทั้งถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมายประมาณ 1.1 ล้านคนได้สิทธิกลับกัมพูชาเพื่อไปลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งระหว่างวันที่ 1ก.ย.-29 พ.ย.นี้ โดยไม่เสียสิทธิการกลับเข้ามา รวมถึงไม่ต้องจ่ายเงินค่าขาดงานให้นายจ้าง ว่า ถ้าเป็นแรงงานกัมพูชาที่ถูกกฎหมายในกลุ่มที่ถือพาสปอร์ตสามารถไปได้ แต่จะต้องตกลงกับนายจ้างว่าจะให้ไปได้หรือไม่ ส่วนแรงานกัมพูชาที่ถือบัตรอนุญาตทำงานชั่วคราว (บัตรสีชมพู) กลุ่มนี้ไม่สามารถเดินทางไปได้ รวมถึงขอเรียกร้องการยกเว้นค่าธรรมเนียมก็ไม่สามารถทำได้เพราะต้องปฏิบัติหลักของตามกฎหมาย/div divnbsp;/div divแต่ถึงอย่างไรถ้ากัมพูชาขอความร่วมมือเข้ามา กระทรวงแรงงานก็จะต้องปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกันกับการเลือกตั้งที่มีเมียนมาครั้งที่แล้ว คือ ขอความร่วมมือเชิญชวนให้นายจ้าง อนุญาตให้แรงงานต่างด้าวกัมพูชาที่ถูกกฎหมาย ลางานไปเลือกตั้งโดยที่สามารถกลับเข้ามาทำงานต่อได้ เพราะถ้าเป็นเรื่องทางการเมืองกระทรวงแรงงานคงต้องดำเนินการให้อยู่ในความเป็นกลาง ม.ล.ปุณฑริก กล่าว/div divnbsp;/div divขณะที่ นายอารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า ตามหลักการถ้าเป็นต่างด้าวที่ถือพาสปอร์ตก็สามารถไปได้ แต่ต้องขออนุญาตลางานกับนายจ้างก่อน แต่ถ้าเป็นกลุ่มต่างด้าวที่ถือบัตรชมพู ซึ่งยังไม่มีเอกสารประจำตัว การเดินทางไปไม่น่าที่จะทำได้ เพราะถือว่าเข้าเมืองมาโดยไม่ถูกกฎหมาย ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้ต้องดำเนินการตามระเบียนของกฎหมายพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน/div divnbsp;/div divการที่จะขอแรงงานต่างด้าวกัมพูชาทั้งในส่วนที่ถูกและไม่ถูกกฎหมาย เดินทางไปนั้นในส่วนนี้ต้องเป็นนโยบายทางรัฐบาล เป็นผู้พิจารณา ซึ่งทางกระทรวงแรงงานไม่สามารถเข้าไปก้าวล่วงได้ คนที่ไปได้ก็จะต้องปฏิบัติตามระเบียบของสถานประกอบการที่จะตกลงกัน เพราะการลาไปเลือกตั้งไม่ใช่วันหยุดตามประเพณีปกติ นายอารักษ์ ระบุ/div divnbsp;/div diva href="http://www.posttoday.com/social/general/457085"ที่มา: โพสต์ทูเดย์, 28/9/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divพนักงาน สนง.พัฒนาธุรกิจการค้าฯ กว่า 100 คน ร้องผู้บริหาร หลัง พณ.ใช้นโยบาย One Roof ยุบรวมหน่วยงาน และเหลือสัญญาจ้างเพียง 1 เดือน ส่อถูกลอยแพ ชี้ ถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมเตรียมร้อง “นายกฯ” ช่วยเหลือ/div divnbsp;/div divเมื่อเวลาประมาณ 10.00 น. วันที่ 28 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พนักงานราชการ สังกัดสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ประมาณ 100 คน เดินทางมาเรียกร้องต่อผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ กรณีได้รับผลกระทบจากการปรับนโยบาย One Roof ที่จะมีการยุบรวมหน่วยงานในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ที่อยู่ในส่วนภูมิภาคให้ไปสังกัดสำนักงานพาณิชย์จังหวัด เพราะขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนในการต่อสัญญาจ้างอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร/div divnbsp;/div divทั้งนี้ หลังจากที่มีคำสั่งให้โอนย้ายพนักงานราชการของสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด ไปสังกัดสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ซึ่งอยู่ภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์ จะมีการต่อสัญญาจ้างพนักงานราชการให้เพียง 1 เดือน คือ เดือน ต.ค.59 และไม่มีหลักประกันว่าต่อไปจะได้รับการต่อสัญญาจ้างหรือไม่ จากปกติสัญญาจ้างจะมีระยะเวลา 4 ปี และยังมีข่าวอีกว่า จะมีการปรับตำแหน่งพนักงานราชการลง หรือเลิกจ้าง แล้วหันไปใช้ระบบการจ้างเหมาบริการแทน ซึ่งจะทำให้พนักงานราชการ ถูกลดเงินเดือน โดยมีอัตราจ้างตั้งแต่ 9,000 - 13,000 บาทเท่านั้น/div divnbsp;/div divด้านตัวแทนพนักงานราชการที่เดินทางมายื่นหนังสือเรียกร้องในครั้งนี้ ชี้แจงว่า ถ้ายังไม่มีความชัดเจน พนักงานราชการของสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัดทั่วประเทศ 262 คน จะได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก เพราะปกติพนักงานราชการของทุกหน่วยงานรัฐ จะได้รับการต่ออายุสัญญาจ้าง 4 ปี แต่ตอนนี้ได้รับการต่อสัญญาจ้างเพียง 1 เดือน จึงไม่รู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร จะมีงานทำต่อหรือไม่ แล้วถ้าถูกปรับไปเป็นพนักงานจ้างเหมาบริการ จะกระทบต่อครอบครัวแน่นอน เพราะรายได้จะลดลง บางคนลดลงมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ปัจจุบัน/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ ยังจะกระทบต่องานให้บริการที่อยู่ในความดูแลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เช่น การรับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท การขอหนังสือรับรองนิติบุคคล การส่งงบการเงินผ่านระบบ e-Filing เป็นต้น/div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์ได้ปรับใช้นโยบาย One Roof และปรับตำแหน่งพาณิชย์จังหวัดทุกจังหวัดเป็นระดับอำนวยการสูง และได้เพิ่มเงินประจำตำแหน่งอีกเป็น 20,000 บาท โดยมีการตัดตำแหน่งลูกจ้างเหมาบริการออก ปรับลดเงินเดือนแม่บ้าน และพนักงานขับรถ เพื่อนำเงินไปเพิ่มให้กับพาณิชย์จังหวัด ซึ่งทำให้ลูกจ้างเหมาบริการ และพนักงานราชการได้รับผลกระทบอย่างมาก/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตาม ล่าสุดนายวิชัย โภชนกิจ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ ได้เชิญตัวแทนพนักงานราชการเข้าไปหารือ เพื่อชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งหากการหารือไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน พนักงานราชการจะเดินทางไปยังศูนย์ดำรงธรรม ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นข้อเรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรี ให้เข้ามาช่วยเหลือต่อไป/div divnbsp;/div diva href="http://www.thairath.co.th/content/736911"ที่มา: ไทยรัฐ, 28/9/2559nbsp;/a/div divnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/9dwMs2EPiSk" height="1" width="1" alt=""/

แรงงานผี: สภาวะไม่ใช่คนในพื้นที่ทำงาน กรณีศึกษาแม่บ้านและภารโรง

Wed, 28/09/2016 - 12:45
!--break--!--break--pbr /nbsp;/p h4strongบทคัดย่อ/strong/h4 pการศึกษาเรื่องแรงงาน การจ้างงานกรณีแม่บ้าน มีผู้ศึกษาในหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิทธิแรงงาน สวัสดิการ กระทั่งแรงงานแม่บ้านข้ามชาติ ในบทความนี้ให้ความสำคัญกับแม่บ้าน-ภารโรงที่ทำงานอยู่ในสถานศึกษา โดยให้ความสำคัญกับพื้นที่ทำงานและพื้นที่พักผ่อนของแรงงานเหล่านี้ การศึกษานี้ทำโดยการสำรวจเบื้องต้นและการตั้งข้อสังเกตถึงการปฏิสัมพันธ์กับพื้นที่ทำงานภายในสถานศึกษาในระดับอุดมศึกษาเป็นหลักและพบว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความสัมพันธ์กับสภาพการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย/p h4br /strongแม่บ้าน-ภารโรง สถานะที่กำกวม/strong/h4 pเมื่อช่วงเดือนสิงหาคม 2559 การแชร์ภาพและเนื้อหาในโลกโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับธีรภัทร วรรณฤมล คณบดีคณะสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปลอมตัวเป็นพนักงานรักษาความสะอาดในวันปฐมนิเทศของคณะ เพื่อปลุกจิตสำนึกนักศึกษาใหม่ ได้สร้างความฮือฮาเป็นอย่างยิ่ง โดยเขากล่าวว่า "สาเหตุที่ทำเพราะต้องการให้นักศึกษาได้รู้จักเรียนรู้การมองคนและคุณค่าของทุกคน และมีจิตสำนึกในการรักษาความสะอาด เพื่อเป็นประชาชนที่มีคุณภาพในอนาคต"a href="#_ftn2" name="_ftnref2" title=""[2]/a ผู้เขียนเห็นว่า ปรากฏการณ์นี้แสดงให้เห็นได้ดีอย่างยิ่งของสภาวะ "ไร้ตัวตน" ของพนักงานรักษาความสะอาด หรือที่รู้จักกันในนามแม่บ้าน-ภารโรง/p pแม่บ้าน-ภารโรง พนักงานทำความสะอาด (janitor/cleaner ในที่นี้จะใช้คำว่า "แม่บ้าน-ภารโรง") แตกต่างจากงานแรงงานอีกชนิดที่มีลักษณะงานที่ใกล้เคียงกันอย่างแม่บ้านในฐานะแรงงาน-งานบ้าน (Domestic workers) นับว่าฝ่ายหลังมีประเด็นระดับนานาชาติที่องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ให้ความสำคัญในการปรับปรุงมาตรฐานสิทธิแรงงาน-งานบ้าน (Domestic workers ในที่นี้จะใช้คำว่า "แม่บ้าน") เมื่อปี 2554/2011a href="#_ftn3" name="_ftnref3" title=""[3]/a ปัญหาของแรงงาน-งานบ้าน มักจะมีมิติที่ซ้อนขึ้นมาอีกส่วน นั่นคือ สัมพันธ์กับแรงงานข้ามชาติ-ข้ามทวีปอีกด้วย ดังที่เห็นได้จากข่าวการละเมิดสิทธิแม่บ้านในพื้นที่ครัวเรือนอยู่เสมอ เช่น ปัญหาแม่บ้านกัมพูชาที่ถูกผู้ว่าจ้างชาวมาเลเซียข่มเหงเมื่อปี 2554 จนมีการสั่งระงับการส่งแม่บ้านที่มาเลเซียa href="#_ftn4" name="_ftnref4" title=""[4]/a ขณะที่รัฐบาลอินโดนีเซียมีแผนจะทยอยลดการส่งออกแรงงานหญิงที่เป็นแม่บ้านไปยังมาเลเซีย สิงคโปร์ ฮ่องกง ตะวันออกกลางและภูมิภาคอื่นๆ โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่แม่บ้านอินโดนีเซียถูกทำร้าย เมื่อปี 2557 เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก หรือกรณีที่แม่บ้านชาวอินโดนีเซียถูกผู้ว่าจ้างชาวฮ่องกงทำร้าย จนตัดสินใจต่อสู้กลับด้วยวิธีทางกฎหมาย กล่าวกันว่าในฮ่องกงมีแรงงานต่างชาติทำงานแม่บ้านจำนวนกว่า 325,000 คน ส่วนใหญ่มาจากอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ และมีอยู่บ่อยครั้งที่พวกเธอจะถูกทารุณโดยผู้ว่าจ้าง สถานะของแม่บ้านอินโดนีเซียในสิงคโปร์ และมาเลเซียยังมีปัญหาเช่นกัน ไม่ว่าจะถูกทำร้ายร่างกายโดยนายจ้างผู้หญิงในประเทศแรก เมื่อปี 2010 หรือการถูกเหยียดหยามและทำร้ายร่างกายในมาเลเซียa href="#_ftn5" name="_ftnref5" title=""[5]/a กระทั่งกรณีแม่บ้านอินโดนีเซียฆ่านายจ้างและคนในครอบครัว แล้วถูกตัดสินประหารชีวิตที่ซาอุดิอาระเบียถึงสองราย ในเดือนเมษายน 2558a href="#_ftn6" name="_ftnref6" title=""[6]/a ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์พบว่า มีแม่บ้านกว่า 146,000 คนที่ส่วนใหญ่มาจากฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย, อินเดีย, บังกลาเทศ, ศรีลังกา, เนปาล และ เอธิโอเปียมีสถานะที่ย่ำแย่ จนองค์กรฮิวแมนไรท์วอทช์ได้ออกมาเรียกร้องให้ปรับปรุงสภาพการจ้างงานในปี 2557a href="#_ftn7" name="_ftnref7" title=""[7]/a ล่าสุดองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ได้เปิดเผยสภาพการจ้างงานที่ย่ำแย่ในอาชีพ "แม่บ้าน"a href="#_ftn8" name="_ftnref8" title=""[8]/a ว่าร้อยละ 90 หรือ 60 ล้านคนจาก 67 ล้านคนของคนทำงานบ้านในโลกไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการ-ประกันสังคม งานบ้านถูกมองว่าเป็นงานที่ถูกประเมินคุณค่าต่ำและไม่ได้รับการปกป้อง โดยกลุ่มแรงงานข้ามชาติถือเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด และส่วนใหญ่แล้วคนทำงานบ้านกว่าร้อยละ 80 เป็นผู้หญิง/p pในประเทศไทยมีองค์กรที่เรียกร้องเพื่อสิทธิของแม่บ้านอย่างเช่น เครือข่ายปฏิบัติการเพื่อแรงงานข้ามชาติ เครือข่ายแรงงานหญิงคนทำงานบ้านสากล มูลนิธิร่วมมิตรไทย-พม่า มูลนิธิเพื่อนหญิง มูลนิธิเพื่อสุขภาพและการเรียนรู้ของแรงงานกลุ่มชาติพันธุ์ ฯลฯ ได้มีการประเมินตัวเลขในปี 2553 ไว้ว่าจำนวนคนทำงานบ้าน หรือแม่บ้านมีจำนวนกว่า 4 แสนคน สร้างเม็ดเงินสะพัดกว่า 27,000 ล้านบาท แต่พวกเขามักไม่ได้รับการคุ้มครอง และสวัสดิการพื้นฐานที่พวกเขาควรจะได้รับ รวมไปถึงการให้ทำงานเกินหน้าที่ที่ควรจะทำ และการถูกล่วงละเมิดทางเพศ จากข้อมูลนี้คนทำงานบ้านออกเป็น 3 ประเภท คือประเภทที่หนึ่ง เป็นงานบริการคนทำงานบ้านที่คนไทยทำในประเทศปี 2550 มีจำนวนกว่า 225,000 คน เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 1,100 ล้านบาท ประเภทที่สองเป็นแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาทำงานเป็นคนทำงานบ้าน ปี 2550 มีประมาณ 150,000 คน สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนประมาณ 9,000 ล้านบาทโดยแรงงานกลุ่มนี้จะมีค่าแรงขั้นต่ำอยู่ที่ 3,000-5,000 บาท ต่อเดือน ประเภทที่สาม คือแรงงานคนทำงานบ้านที่เป็นคนไทย แต่ไปเป็นคนทำงานบ้านที่ต่างประเทศมีประมาณ 25,000 คนในปี 2550 สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศมากกว่า 7,000 ล้านบาทa href="#_ftn9" name="_ftnref9" title=""[9]/a/p pกระทั่งบทความเร็วๆนี้ของเก่งกิจ กิติเรียงลาภที่สนทนากับงานเขียนของแล ดิลกวิทยรัตน์เมื่อสามสิบก่อนa href="#_ftn10" name="_ftnref10" title=""[10]/a ที่ว่าด้วยงานบ้าน (housework) ของผู้หญิงที่มักไม่ถูกนับเป็นงาน แต่ถือเป็นลักษณะเฉพาะ และงานบ้านมีส่วนสำคัญต่อการสร้างมูลค่าส่วนเกินในระบบทุนนิยม และงานบ้านไม่ใช่งานแห่งความรัก แต่คือการกดขี่ขูดรีดที่สังคมทุนนิยมกระทำต่อผู้หญิงผ่านระบบครอบครัวที่ผู้ชายเป็นใหญ่โดยผ่านสิ่งที่เรียกว่ารัก เซ็กส์ เรือนร่างและการใช้แรงงาน ผ่านการแยกงานบ้านออกจากงานนอกบ้าน/p pในที่นี้ไม่ได้มองว่า แม่บ้าน-งานบ้านเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญหรือไม่ควรถกเถียง แต่ผู้เขียนเห็นว่ามิติที่กล่าวมานั้นได้รับความสนใจกันอยู่บ้างแล้ว จึงสนใจที่จะนำเสนอมุมมองของ แม่บ้าน-ภารโรงที่เป็นแรงงานแม่บ้านที่อยู่ในพื้นที่นอกบ้านมากกว่า ในทางกลับกันแม่บ้าน-ภารโรงเหล่านี้ ก็คงเป็นแรงงานงานบ้านที่กลายเป็นแรงงานที่ไม่ถูกนับเช่นกันในที่พักอาศัยของพวกเธอเช่นเดียวกับที่แล และเก่งกิจได้นำเสนอนั่นเอง/p pแม่บ้าน-ภารโรงในความหมายแบบ Janitor/cleaner เป็นประเด็นที่ถูกกล่าวถึงไม่มากเท่าใดนัก อาจเป็นเพราะพวกเขาคือ แรงงานในชีวิตประจำวันที่คล้ายกับจะมีสถานภาพที่มั่นคงกว่า หรือไม่ตกเป็นข่าวที่ถูกล่วงละเมิดมากนัก ทั้งที่พวกเขาไม่มีองค์กรจัดตั้ง ไม่มีองค์กรสนับสนุนและเรียกร้องสิทธิ์ให้พวกเขาเหมือนอย่างอีกกลุ่มหนึ่งที่มักพ่วงประเด็นชาติพันธุ์, ประเด็นเพศสภาวะ, ประเด็นสหภาพแรงงาน ฯลฯ จึงอาจเรียกได้ว่าพวกเขาเป็นคนที่ไม่มีปากเสียงและ ไร้ตัวตนเป็นอย่างยิ่ง/p pอย่างไรก็ตาม ใช่ว่าจะไม่มีการศึกษาประเด็นนี้ เก่งกิจได้กล่าวไว้บ้างในบทความเดียวกันว่า งานนอกบ้านที่ผู้หญิงเข้ามามีบทบาทมากขึ้นคือการทำงาน "นอกบ้าน" ตัวเอง แต่ในนามบริการบ้านของคนอื่น หรือรูปแบบการจ้างงานผู้หญิงในภาคบริการที่แตกต่างจากโรงงานของผู้ชาย เนื่องจากผู้หญิงถูกกีดกันออกจากการรวมกลุ่มเป็นสหภาพแรงงาน และการทำงานกระจายไปตามบ้านคน และรูปแบบการจ้างงานอย่างไม่เป็นทางการทำให้พวกเธอไม่มีอำนาจต่อรองค่าแรง มีค่าแรงที่ต่ำกว่ามาตรฐานการยังชีพa href="#_ftn11" name="_ftnref11" title=""[11]/a แม้เก่งกิจจะไม่กล่าวถึงแม่บ้าน-ภารโรงโดยตรง แต่ในสภาพการจ้างงานของพวกเขาก็มีลักษณะใกล้เคียงที่ว่า ดังจะเห็นได้จากบทความที่ให้ภาพพวกเขาอย่างชัดเจนคือ "พนักงานทำความสะอาด ‘คุณพี่-คุณน้า-คุณป้า-คุณย่า-คุณยาย’ ในที่ทำงาน"a href="#_ftn12" name="_ftnref12" title=""[12]/a ได้มีการจำแนกว่า การจ้างงานพนักงานทำความสะอาดในสถานประกอบการและหน่วยงานต่างๆ จะมีอยู่ 3 รูปแบบคือ 1. สถานประกอบการนั้น ๆ จ้างเป็นพนักงานประจำโดยตรง 2. สถานประกอบการนั้น ๆ จ้างเป็นพนักงานชั่วคราว และ 3. สถานประกอบการนั้น ๆ จ้างผ่านบริษัทเหมาช่วง การจ้างในรูปแบบแรกค่อยๆ ลดลง และหันมาใช้การจ้างผ่านบริษัทเหมาช่วงแทนเพื่อลดต้นทุนด้านสวัสดิการ และเลี่ยงภาระหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งรวมไปถึงงานรักษาความปลอดภัย งานซ่อมบำรุง ในที่นี้นิยามของแม่บ้าน-ภารโรงนับว่าอยู่ภายใต้สภาพการจ้างงานทั้งสามประเภท ดังที่กล่าวไปแล้วคนกลุ่มนี้ไม่มีองค์กรจัดตั้งที่เข้มแข็งเพื่อเรียกร้องสภาพการจ้างงานที่ดีกว่าเดิม การศึกษาบางแห่งพบว่า พนักงานทำความสะอาดหญิงในบริษัทรับเหมาทำความสะอาด ไม่ได้มีการรวมตัวกัน มีเพียงการสานสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมอาชีพเพื่อผลประโยชน์การแลกเปลี่ยนข่าวสาร เป็นฟันเฟืองหนึ่งที่เอาตัวรอดในระบบการจ้างงานจากบริษัทหนึ่งไปสู่บริษัทหนึ่งbr /nbsp;/p h4strongแม่บ้าน-ภารโรง แรงงานผีในสถานศึกษา/strong/h4 pหลายปีที่ผ่านมาตำแหน่งภารโรงหรือ นักการภารโรงในสถานศึกษาระดับประถมศึกษา-มัธยมศึกษา กระทั่งมหาวิทยาลัยมีสถานะเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยที่อาจกล่าวได้ว่า เงินเดือนน้อย สถานภาพทางสังคมต่ำ แต่อาจจะมีความมั่นคง ก่อนจะเปลี่ยนสถานะไปสู่สภาพการจ้างที่มั่นคงน้อยลงเรื่อย งานวิจัยในปี 2529a href="#_ftn13" name="_ftnref13" title=""[13]/a พบว่าพวกเขามีบทบาท 3 ประเภทนั่นคือ/p pstrongงานประจำ /strongได้แก่ เปิด ปิดสำนักงาน ทำความสะอาดห้องเรียน อาคารเรียน ดูแล ตกแต่งรักษาความสะอาดบริเวณโรงเรียน จัดหาน้ำดื่ม น้ำใช้ในโรงเรียน การซ่อมแซม วัสดุ ครูภัณฑ์ของโรงเรียน บำรุงดูแลรักษาต้นไม้ในโรงเรียน การอยู่เวรยามรักษา ทรัพย์สิน และเดินหนังสือทั้งในและนอกโรงเรียน เป็นต้น/p pstrongงานในลักษณะมอบหมาย/strong เป็นงานที่ผู้บริหารโรงเรียนคือครูในโรงเรียนมอบหมาย ให้นักการภารโรงปฏิบัติเป็นครั้งคราว/p pstrongงานพิเศษ/strong เป็นงานที่ปฏิบัตินอกเหนืองานประจำ และงานที่ได้รับมอบหมาย เช่น งานส่วนรวมในชุมชนหรืองานระดมที่ผู้บังคับบัญชาหน่วยเหนือขึ้นไปสั่งการมา/p pไม่เพียงเท่านั้นในงานวิจัยนี้ยังนำเสนอว่า ในมุมมองของภารโรงพวกเขามีขอบข่ายคือnbsp; ซ่อมแซมวัสดุ ครุภัณฑ์ของโรงเรียน, การรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของโรงเรียน, การปรับปรุง ตกแต่งอาคารและบริเวณโรงเรียน, การรักษาความสะอาดของอาคารเรียนและบริเวณโรงเรียน, การให้บริการแก่คณะครู งานของภารโรงจึงอาจเรียกได้ว่าเป็น "คนรับใช้" ของครูในสถานศึกษานั่นเอง จึงไม่แปลกที่ทัศนคติของภารโรงนั้นมีความน้อยเนื้อต่ำใจว่าประกอบอาชีพที่ต่ำต้อย/p pด้วยภารกิจที่เกี่ยวข้องกับงานซ่อมบำรุงทั้งหลาย ส่วนใหญ่ในยุคเดิมนั้นภารโรงจึงมักเป็นเพศชาย ภาพของภารโรงนั้นอาจซ้อนทับได้กับตัวละครอย่าง "ไอ้ฟัก" ในนวนิยาย คำพิพากษาของชาติ กอบจิตติ ที่จัดพิมพ์ครั้งแรกในปี 2525 ความผูกพันของตำแหน่งนี้อยู่บนความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ที่มีลำดับชั้นดังนั้นการจ้างงานและสภาพการจ้างงานจึงมีลักษณะที่กินเวลาส่วนตัวเข้าไปด้วย เนื่องจากว่าผู้บังคับบัญชาพวกเขามีอำนาจให้คุณให้โทษ ดังที่พบการร้องเรียนว่า การพิจารณาความดีความชอบไม่ยุติธรรม/p pงานวิจัยระบุปัญหาของภารโรงก็คือ เรื่องวัสดุเครื่องมือขาดแคลน ไม่เพียงพอ ภาระงานที่มาก และเนื่องจากเป็นผู้รักษาความสะอาด ก็ต้องเจอกับปัญหาความไม่ร่วมมือจากนักเรียน ความไม่มั่นคงของพวกเขายังมีประเด็นเกี่ยวกับที่พักอาศัยอยู่ด้วย/p pอย่างไรก็ตาม ภารโรงได้กลายเป็นตำแหน่งของเพศหญิงมากขึ้นเรี่อยๆ และไม่ทราบว่าตั้งแต่เมื่อใด จนพบว่าบางแห่งได้ประกาศรับสมัครลูกจ้างชั่วคราวในตำแหน่ง "นักการภารโรง (แม่บ้าน)" ที่ระบุคุณสมบัติผู้สมัครว่าเป็น "เพศหญิง" ในอัตราเงินเดือน 4,870 บาทa href="#_ftn14" name="_ftnref14" title=""[14]/a แต่บางแห่งก็แยกตำแหน่ง "นักการภารโรง" กับ "แม่บ้านทำความสะอาด" ออกจากกันและไม่แยกเพศ ในอัตราเงินเดือน 7,740 บาททั้งคู่a href="#_ftn15" name="_ftnref15" title=""[15]/a บางแห่งตำแหน่งนักการภารโรง แยกออกเป็น นักการภารโรง (แม่บ้าน) และ นักการภารโรง (ภาคสนาม) อัตราเงินเดือน 5,340 บาทa href="#_ftn16" name="_ftnref16" title=""[16]/a แต่ที่ต่างออกไปคือ โรงเรียนที่อยู่นอกระบบราชการไทย พบว่า โรงเรียนนานาชาติเซนต์แอนดรู จ.ระยอง ให้ความสำคัญกับงานแม่บ้าน-ภารโรง โดยพบว่ามีการจ้างในสัดส่วนที่สูง พบว่า จ้างแม่บ้านจำนวนสี่สิบกว่าคน ต่อจำนวนนักเรียนประมาณ 250 คน ครูแปดสิบกว่าคน และยังมีสวัสดิการค่อนข้างดี กล่าวคือ เงินเดือนเริ่มที่ 10,000 บาท และมีช่วงเวลาทำงาน 5 วัน หยุด 2 วันa href="#_ftn17" name="_ftnref17" title=""[17]/a/p pแม่บ้าน-ภารโรง เป็นบุคคลที่มีตำแหน่งแห่งที่ชัดเจนก็จริง แต่กลับเป็นstrongคนที่ไม่ถูกมองเห็น/strong เมื่อเทียบกับแม่บ้าน (domestic workers) เนื่องจากเป็นคนที่มีภาระในพื้นที่สาธารณะหรือกึ่งสาธารณะที่สังคมไทยมักไม่ใส่ใจอยู่แล้ว ต่างจากแม่บ้านที่ถูกจ้าง หรือแรงงานแม่บ้านที่อยู่ในครัวเรือน ที่การทำความสะอาดและใส่ใจความสัมพันธ์ของกิจการและผู้คนในบ้านเป็นเรื่องที่ใกล้ตัว และอาจส่งผลกระทบโดยตรง หาความสะอาดและความสัมพันธ์นั้นไม่ถูกจัดการ ยังไม่ต้องนับว่า กรณีแม่บ้านนั้นได้รับความสนใจในระดับนานาชาติมากยิ่งขึ้น ขณะที่ตำแหน่งแม่บ้าน-ภารโรง กลับถูกละเลย ประเด็นดังกล่าวถูกยกขึ้นมาเป็นประเด็นอย่างยาวนานจนเรื่องสหภาพแรงงานด้านแม่บ้าน-ภารโรง และพนักงานทำความสะอาดเกิดขึ้นอย่างเป็นกิจลักษณะa href="#_ftn18" name="_ftnref18" title=""[18]/a แต่ในสังคมไทยนั้น ให้ความสำคัญน้อยมากกับสภาพการจ้างงานอยู่แล้ว การเรียกร้องของสหภาพแรงงานกลับไปเข้มแข็งอยู่กับเหล่าแรงงานที่มีรายได้และความมั่นคงเป็นอย่างดีในองค์กรวิสาหกิจอย่าง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย, การรถไฟแห่งประเทศไทย, การบินไทย ฯลฯ และแทบไม่ได้เป็นพลังที่ร่วมกันเคลื่อนไหวเพื่อแรงงานกลุ่มอื่นอย่างมีประสิทธิภาพมากนัก/p pnbsp;/p h4strongแม่บ้าน/strongstrong-ภารโรง แรงงานผีในสถาบันอุดมศึกษา/strong/h4 blockquotepผมแทบจะไม่เจอตัวเขา แต่รับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาได้ผ่านอุปกรณ์ทำความสะอาดและถังขยะที่ถูกเอาไปเททิ้งแทบทุกครั้งที่ผมเข้าห้องnbsp;nbsp;emnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; /em/p /blockquote p align="right"อาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่เปิดเผยนาม/p p align="right"29 สิงหาคม 2559/p pแต่เดิมในระบบราชการแม่บ้าน-ภารโรงมีตำแหน่งโครงสร้างอย่างชัดเจน รวมถึงมีพื้นที่อย่างห้องพักอย่างเป็นสัดส่วน ผู้เขียนเข้าใจว่ามาจากโครงสร้างบุคลากรข้าราชการที่สัมพันธ์กับพื้นที่และครุภัณฑ์ในฐานะ "ของหลวง" ที่หมายถึง "ของรัฐ" ไม่ใช่ "สาธารณะ"/p pขณะที่สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของรัฐที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งในเงื่อนไขการออกนอกระบบไปสู่การเป็นสถาบันอุดมศึกษาภายใต้กำกับของรัฐที่มีการจัดการบริหารแบบเอกชนมากขึ้น หรือการที่มหาวิทยาลัยรัฐอีกส่วนที่แม้จะยังไม่ออกนอกระบบแต่ก็ต้องปรับตัวมากขึ้นไปด้วย สภาพการจ้างงานแม่บ้าน-ภารโรง จึงมีอยู่สามประเภททั้งมีสถานะเป็นข้าราชการชั้นผู้น้อยหรือลูกจ้างประจำ, ลูกจ้างชั่วคราว และแม่บ้านที่ถูกส่งมาจากบริษัททำความสะอาด/p pตำแหน่งนักการภารโรงก็เริ่มมีการเปลี่ยนสถานะจากนักการภารโรงที่คอยทำความสะอาดไปเป็นนักการที่ดูแลวัสดุอุปกรณ์และซ่อมแซมอุปกรณ์ทั้งหลาย โดยที่ผู้รักษาความสะอาดจะมาจากบริษัทดังที่กล่าวไปแล้ว กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (หรือที่รู้จักกันในนามวิทยาลัยเพาะช่าง) a href="#_ftn19" name="_ftnref19" title=""[19]/a บางแห่งตำแหน่งนักการภารโรงก็ทยอยเกษียณ และมหาวิทยาลัยก็เลือกที่จะจ้างในฐานะลูกจ้างประจำ หรือลูกจ้างชั่วคราว กระทั่งการจ้างผ่านบริษัทรักษาความสะอาด/p h4br /strongพื้นที่ต่ำศักดิ์-พื้นที่แห่งความไร้ตัวตน-สภาวะของผีแรงงาน/strong/h4 pห้องและพื้นที่อาคารต่างๆ ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองโครงสร้างการบริหารงานบุคคลและกิจกรรมที่ถูกกำหนดมาจากผู้บริหารที่ต้องการให้พื้นที่นั้นรับใช้ใครและกิจกรรมอะไร สิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เลยคือ การกำหนดลำดับความสำคัญของพื้นที่ต่างๆ ในสังคมไทยยังมีมิติที่ซ้อนเข้ามาอีกนั่นคือ มิติของลำดับศักดิ์ของผู้ใช้อาคาร การใช้สอยของพื้นที่ถูกกำหนดด้วยสถานะทางสังคม ดังที่เราจะเห็นได้ถึงการแบ่งแยกห้องน้ำ ที่นอกจากจะแบ่งจากความเป็นชาย-หญิงแล้ว ยังแบ่งแยกระหว่างห้องน้ำอาจารย์-นักศึกษา หรือในท่าอากาศยานบางแห่งนอกจากจะมีห้องรับแขกพิเศษแล้ว ยังมีการกำหนดห้องทรงพระอักษร สำหรับพระราชวงศ์แยกมาอีกต่างหาก ในภาพที่ตัดกันพื้นที่ของแม่บ้าน-ภารโรง นับเป็นพื้นที่ที่อยู่ในลำดับชั้นต่ำที่สุด/p pบางแห่งได้จัดพื้นที่ไว้อย่างเป็นสัดส่วนเช่นกรณีห้างเซ็นทรัลพลาซ่า ลำปาง จัดเตรียมไว้บริเวณที่จอดรถชั้นใต้ดิน กั้นเป็นคอกและมีโต๊ะและม้านั่งยาวให้ ซึ่งบริเวณดังกล่าวยังใช้ร่วมกับพื้นที่นั่งพักสูบบุหรี่ แต่บางแห่งที่อาคารไม่ได้จัดเตรียมไว้ทำให้เหล่าแม่บ้านต้องทำตัวเป็นผีที่ "สิง" อยู่พื้นที่ที่เป็นช่องว่างเพื่อใช้สอยโดยพวกเขาเอง เช่น พื้นที่ใต้บันไดเลื่อน สนามบินสุวรรณภูมิ, ห้องเก็บของในห้องน้ำ ฯลฯ/p pในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ที่มีกิจกรรมหลักก็คือ การเรียนการสอน และการสนับสนุนกิจกรรมดังกล่าว ดังนั้นอาคารจึงให้ความสำคัญลดหลั่นกันลงมานั่นคือ ผู้บริหาร อาจารย์ นักศึกษา บุคลากรมหาวิทยาลัยและแม่บ้าน-ภารโรง เมื่อพิจารณาแล้ว ผู้ใช้อาคารสามประเภทแรก ไม่ได้มีลักษณะการใช้สอยอาคารที่ติดอยู่กับพื้นที่อย่างตายตัวนักในเวลาทำการ/p pขณะที่บุคลากรมหาวิทยาลัย แม่บ้าน-ภารโรงเป็นผู้ที่อยู่กับอาคารดังกล่าว พวกเขา "สิง" อยู่ในอาคารทั้งในแง่อุปมา และ "สิง" อยู่ในอาคารด้วยระเบียบข้อจำกัดที่ผูกมัดพวกเขา ดังที่เห็นได้จากคำสั่งราชการให้พวกเขาอยู่เวร เงื่อนไขดังกล่าวกลายเป็นภาระหนักอึ้งที่พวกเขาไม่มีอำนาจ แต่ต้องรับผิดชอบพื้นที่ ดังเห็นได้จาก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1944/2538/p pspan style="color:#000080;"em"uจำเลยเป็นลูกจ้างประจำของวิทยาลัยครู/uซึ่งสังกัดอยู่กับโจทก์ทำหน้าที่ยามรักษาการณ์ และรักษาความปลอดภัยnbsp;uจำเลยมีหน้าที่เข้าเวรตั้งแต่เวลา 24 นาฬิกาถึง 6 นาฬิกาวันรุ่งขึ้น nbsp;/u/ememปรากฏว่ามีคนร้ายงัดหน้าต่างเข้าไปลักเอาเครื่องอัดสำเนาเอกสารในอาคารหลังหนึ่งซึ่งมีเวร/ememประจำตึกเฝ้าอยู่ 1 คนโดยยังมีอาจารย์เวรและอาจารย์ผู้ตรวจเวรคอยดูแลตรวจตราอีกชั้นหนึ่งnbsp;uตามระเบียบผู้อยู่เวรประจำตึกมีสิทธินอนได้/u ส่วนยามต้องตรวจตราทั่วบริเวณไม่มีสิทธินอนพัก จนกว่าจะออกเวรยามจะต้องตรวจตราความเรียบร้อยตลอดเวลา เมื่อโจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า หลังจากจำเลยได้เข้ารับเวรต่อจากผลัดก่อนแล้วนั้น จำเลยทั้งสองมีหน้าที่ต้องสำรวจพื้นที่และทรัพย์สินในอาคารให้ครบทั้ง 30 อาคารซึ่งโดยวิสัยของผู้มีหน้าที่อยู่ยามที่ต้องดูแลuบริเวณที่มี/uuพื้นที่ถึง 150 ไร่nbsp; และมีอาคารถึง 30 อาคาร ขณะที่มีการเข้าเวรเพียงผลัดละ 2 คน /uทั้งไม่มีnbsp;nbsp;nbsp; ระเบียบชัดแจ้งให้กระทำ การดังกล่าวจำเลยไม่น่าจะต้องใช้ความระมัดระวังถึงระดับนั้นอีกทั้งของอาจจะหายในช่วงการอยู่เวรยามของผลัดก่อนก็ได้จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองประมาทเลินเล่อทำให้ทรัพย์สินของโจทก์เสียหายไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์"/em/spana href="#_ftn20" name="_ftnref20" style="background-color: rgb(255, 255, 255);" title=""span style="color:#000080;"[20/span]/a/p pแม้ว่าคดีความเกี่ยวข้องกับการอยู่เวรจะตัดสินให้พวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบพื้นที่อันกว้างขวาง แต่ภายใต้ระบบสายบังคับบัญชา การตรวจสอบ และการสอบสวนเชิงวินัยนั้นได้กดให้พวกเขาแบกภาระที่มองไม่เห็นนั้นอยู่ด้วย อย่างไรก็ตามการอยู่เวรนอนเฝ้าอาคารไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกับแม่บ้าน-ภารโรง ในสถานที่ราชการอื่นๆ ข้าราชการบางส่วนก็ต้องอยู่เวร เช่น กรณีครูเวรที่ตกเป็นคดีในปี 2523 เนื่องจากว่าโรงเรียนถูกงัดในวันที่เขานอนเวรอยู่a href="#_ftn21" name="_ftnref21" title=""[21]/a/p pnbsp;/p h4strongพื้นที่พักผ่อน/ห้องพักของแม่บ้าน-ภารโรงในสถาบันอุดมศึกษา/strong/h4 pภาระและหน้าที่ของแม่บ้าน-ภารโรงนั้น สัมพันธ์กับสภาพการจ้างงานอย่างยิ่ง กรณีของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาลัยเพาะช่าง ที่กล่าวไปแล้วพวกนักการเดิมยังมีห้องพักเดิมที่เคยเตรียมไว้ให้ แต่สำหรับแม่บ้าน-ภารโรงที่มากับบริษัททำความสะอาดกลับไม่มีพื้นที่ดังกล่าว ต้องนั่งตามโถงทางเดินแต่ละชั้นไปa href="#_ftn22" name="_ftnref22" title=""[22]/a เช่นเดียวกับที่ คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากรได้จ้างบุคลากรไว้สองประเภท นั่นคือ ลูกจ้างประจำที่ทำความสะอาดในแต่ละภาควิชา กับ พนักงานทำความสะอาดบริษัทที่รับผิดชอบบริเวณอาคารเรียน กลุ่มแรกจะมีที่นั่งพักให้เป็นกิจลักษณะ แต่ส่วนหลังจะเป็นพื้นที่คล้ายๆห้าง บริเวณห้องเก็บวัสดุ ใกล้ห้องน้ำ หรือกระทั่งตามบันไดa href="#_ftn23" name="_ftnref23" title=""[23]/a/p pนอกจากงานทำความสะอาดและงานที่เกี่ยวข้องเช่น การเปิด-ปิดห้องเรียน ล้างจาน ฯลฯ แล้ว พวกแม่บ้าน-ภารโรงยังทำหน้าที่เป็นผู้ที่อำนวยความสะดวกให้กับคณาจารย์ สำหรับลูกจ้างประจำพวกเขาอาจจะต้องนอนเฝ้าเวรด้วย อย่างกรณีของคณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่พบว่า ผู้ที่เป็นเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานส่วนงาน ลูกจ้างประจำ พนักงานมหาลัย ยกเว้นอาจารย์ หากมีเงินเดือนต่ำกว่า 30,000 บาท พวกเขามีหน้าที่ต้องอยู่เวร สำหรับพวกเงินเดือน 30,000 บาทขึ้นไป จะต้องรับผิดชอบมาตรวจเวร โดยจะแบ่งเป็นเวรกลางคืนที่มีทุกวัน ส่วนนี้จะเป็นหน้าที่ของบุคลากรชาย ส่วนเวรกลางวันในวันเสาร์-อาทิตย์จะเป็นของบุคลากรหญิง และเคยมีปัญหากรณีที่มีการเฝ้าเวรกลางคืน แล้วเจ้าหน้าที่คนสวนผู้เฝ้าเวรพบว่า ในห้องพักอาจารย์ลืมปิดพัดลม แล้วเกิดไฟไหมพัดลมจึงทุบกระจกเพื่อเข้าไปดับไป แต่กลับโดนสอบว่า เหตุใดถึงทุบกระจก เหตุใดไม่เอากุญแจมาไขห้องa href="#_ftn24" name="_ftnref24" title=""[24]/a ในวันธรรมดาที่พวกเขาไร้อำนาจ และตัวตนบนพื้นที่ดังกล่าว กลับเป็นว่าพวกเขาต้องมาแบกรับผิดชอบนอกเวลาราชการในนามของการเฝ้าเวรอาคารสถานที่เสียอีก/p pยังมีกรณีที่ฟังดูลี้ลับด้วย อาจารย์ท่านหนึ่งกล่าวว่า เขาพบแม่บ้าน-ภารโรง ประมาณ 1-2 ครั้ง ในระยะเวลา 8-9 เดือน แต่ที่บ่อยกว่ากลับเจอเพียงร่องรอยบางอย่างเท่านั้นเช่นอุปกรณ์ทำความสะอาด หรือถังขยะที่ถูกนำไปทิ้งแล้วในวันใหม่a href="#_ftn25" name="_ftnref25" title=""[25]/a ยิ่งแสดงให้เห็นถึงสภาวะที่ไร้ตัวตนของแรงงานเหล่านี้/p pจากการสำรวจเบื้องต้นของผู้เขียน พบว่าพื้นที่สำหรับพักผ่อน/ห้องพักของแม่บ้าน-ภารโรงอาจจำแนกได้เป็น 4 ประเภทนั่นคือ/p pประเภทที่หนึ่ง มีห้องหรือพื้นที่รองรับอย่างเหมาะสม แยกเป็นสัดส่วนอย่างชัดเจนและอาจมีสิ่งอำนวยความสะดวกจัดหาไว้ด้วย พื้นที่เช่นนี้ถือเป็นการออกแบบพื้นฐานที่ควรจะมี กรณีตัวอย่าง เช่น ห้องพักแม่บ้าน-ภารโรง ชั้นที่ 1 ตึก 9 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฏลำปาง อันเป็นอาคารเดียวกับสำนักงานคณะ บุคลากรที่ใช้ห้องนี้มีทั้งลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราว และยังไม่มีการว่าจ้างผ่านบริษัททำความสะอาด พวกแม่บ้านมีหน้าที่ปิด-เปิดอาคารและห้องเรียน ทำความสะอาด ห้องพักนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกตั้งแต่ เตาแก๊ส, ตู้เย็น, ตู้น้ำดื่ม, โต๊ะกินข้าว พร้อมอุปกรณ์จานชามต่างๆ พื้นที่นี้บ่อยครั้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการก็มาร่วมรับประทานอาหารเช้า กลางวันหรือช่วงพักอีกด้วย/p pประเภทที่ 2 มีห้องหรือพื้นที่รองรับโดยใช้ร่วมกับพื้นที่อาคารที่มีอยู่แล้ว เช่น ตึก HB2 คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ เป็นที่นั่งพักของลูกจ้างประจำที่ใช้ร่วมกับส่วนกลางของห้องพักอาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ และบ่อยครั้งที่นักศึกษา อาจารย์และแม่บ้านจะมีกิจกรรมร่วมกันในห้องนี้ ทำให้บริเวณห้องนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างเช่น เตาไมโครเวฟ ตู้กดน้ำ ตู้เย็น/p pอาคารคณะมนุษยศาสตร์1 ม.เกษตรศาสตร์ มีที่นั่งพักของแม่บ้าน-ภารโรง หน้าห้องน้ำอาจารย์ชาย พื้นที่ดังกล่าวมีลักษณะเป็นเพียงโต๊ะและเก้าอี้นั่งพักอยู่หน้าห้องน้ำที่มีพื้นที่ว่างเหลือ นอกจากนั้นยังมีบริเวณไม่ไกลกันนักที่เป็นห้องซักล้าง กล่าวกันว่าได้กลายเป็นสำนักงานของเหล่าแม่บ้าน-ภารโรงไปโดยปริยาย พวกเขาทั้งหมดมีสถานะเป็นพนักงานที่บริษัททำความสะอาดส่งมาa href="#_ftn26" name="_ftnref26" title=""[26]/a/p pอาคารคณะสังคมศาสตร์4 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์a href="#_ftn27" name="_ftnref27" title=""[27]/a มีลักษณะคล้ายกับอาคารคณะมนุษยศาสตร์ 1 คือ บริเวณใกล้ห้องน้ำจะมีพื้นที่ว่างอยู่ แต่จะใช้โต๊ะสูงกั้นแบ่งพื้นที่ไม่ให้คนมองเข้าไปได้/p pประเภทที่ 3 จัดเตรียมไว้ให้ในสภาพที่พอทนได้ หรือมีพื้นที่เหลืออยู่ในอาคาร แล้วแม่บ้านดัดแปลงไว้ใช้ในสถานการณ์เฉพาะหน้า เช่น เต๊นท์ที่พักแม่บ้าน-ภารโรง บริเวณอาคารศูนย์เอเชียศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต แม่บ้านเหล่านี้คือพนักงานจากบริษัททำความสะอาดเช่นกัน แตกต่างจากก่อนหน้านั้นมีลูกจ้างประจำสองคน ก่อนที่จะเกษียณและเสียชีวิต จะมีห้องพักภายในอาคารให้a href="#_ftn28" name="_ftnref28" title=""[28]/a/p pอาคาร HB7 คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ พบว่ามี 3 จุดที่มีการดัดแปลงการใช้พื้นที่a href="#_ftn29" name="_ftnref29" title=""[29]/anbsp; จุดแรกใช้ที่ว่างของอาคารบริเวณหนึ่งของชั้น มีขนาดประมาณ 2.5 x 3 เมตร เกิดจากการใช้ตู้ไม้กั้นเพื่อแบ่งพื้นที่และเก็บของจิปาถะ ภายในมีโต๊ะและเก้าอี้ พร้อมเก้าอี้เล็กเชอร์ไม้เก่าๆ หนึ่ง พร้อมกับพัดลม เป็นที่รวมตัวกันของแม่บ้านเวลากินข้าว ถือเป็นจุดที่กว้างขวางที่สุด มีหน้าต่างและแสงสว่างทำให้อากาศถ่ายเท จุดที่สองอยู่ในห้องเก็บของในพื้นที่ประมาณ 1 x 2 เมตร ล้อมรอบด้วยตู้เหล็กเก็บเอกสารและวัสดุ บริเวณนี้แม่บ้านนำเอาแผ่นฟิวเจอร์บอร์ดมารองนอน พร้อมกับเก้าอี้เล็กเชอร์ไม้เก่าๆ สำหรับวางสิ่งของอย่างขวดน้ำ ทิชชู่ รองเท้า หนังสือพิมพ์ มีเพียงคนเดียวที่ใช้พื้นที่นี้ คาดว่าเป็นการจัดเตรียมเอาเองตามมีตามเกิด แต่ก็ยังมีหน้าต่างและแสงสว่างธรรมชาติเข้ามา เวลากินข้าวก็จะไปรวมตัวกันในจุดแรกที่กล่าวถึง ส่วนจุดที่สาม เป็นพื้นที่ห้องเก็บของขนาด 1 x 1 เมตร สำหรับอยู่คนเดียว ภายในเก็บสิ่งของเครื่องใช้ของแม่บ้าน แค่พัดลมเครื่องเดียวก็กินพื้นที่ไปเศษหนึ่งส่วนสี่ของห้องแล้ว ห้องดังกล่าวเป็นห้องทึบมีเพียงประตูเท่านั้น ไม่มีหน้าต่างใดๆ ต้องอาศัยไฟฟ้าจากหลอดฟลูออเรสเซนต์เท่านั้น/p pห้องภารโรง (Janitor Room) อาคารเรียนรวม ม.ราชภัฏเลย ศูนย์ขอนแก่นa href="#_ftn30" name="_ftnref30" title=""[30]/a การขึ้นป้ายชื่อห้องดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงการจัดเตรียมจากผู้บริหาร แต่น่าเสียดายว่า ห้องดังกล่าวอยู่ติดกับห้องน้ำ และกลายเป็นห้องที่ใช้สำหรับเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาด มากกว่าจะเป็นพื้นที่พักผ่อนสำหรับมนุษย์ได้ เนื่องจากมีลักษณะที่คับแคบ ภายในไม่มีหน้าต่าง เช่นเดียวกับอีกห้องหนึ่งในอาคารเดียวกันพบว่าภายในมีลักษณะคล้ายส่วนซักล้างที่มีการปูกระเบื้องเพื่อใช้ในการเก็บอุปกรณ์ทำความสะอาด และซักล้างอุปกรณ์ดังกล่าว ทำให้แม่บ้านต้องไปอาศัยห้องสมุด โรงอาหาร โถงใหญ่ของอาคารเรียนรวมเป็นจุดพัก ซึ่งพวกเขาก็จะเดินไปมาเพื่อดูแลและทำความสะอาดพื้นที่ดังกล่าวไปด้วย/p pห้องเก็บของ ชั้นที่ 1 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฏเลยa href="#_ftn31" name="_ftnref31" title=""[31]/a มีเรื่องเล่าอยู่ว่า อาจารย์มักจะได้กลิ่นการทำกับข้าวลอยขึ้นมาชั้นที่สาม จากบริเวณห้องดังกล่าวช่วยตอกย้ำให้กับการรับรู้สถานะว่า มีอยู่ แต่มองไม่เห็นซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับความคลุมเครือและกำกวมของผี กระนั้นห้องเก็บของนี้ ภายในจะเป็นส่วนระบบท่อน้ำประปาและท่อโสโครก พื้นที่ว่างภายในได้ปรับใช้สำหรับวางโต๊ะ และมีชั้นวางของและจานชาม และสังเกตว่าภายในจะมีก๊อกน้ำ และรูระบายน้ำ พื้นที่ดังกล่าวคงใช้ในการล้างจานชามที่ใช้งานด้วย/p pประเภทที่ 4 ไม่ได้จัดเตรียมไว้ให้ แม่บ้านต้องไปอาศัยตามบันได ห้องน้ำ ข้อนี้อาจเป็นได้ว่า อาคารอาจมีห้องหรือพื้นที่รองรับไว้แต่ไม่เพียงพอกับปริมาณแม่บ้าน-ภารโรง เช่น อาคารวิทยาลัยการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคามไม่มีห้องพักให้แม่บ้าน ทำให้พวกเขาต้องไปกินข้าวในห้องควบคุมไฟฟ้า ของห้องเรียนใหญ่a href="#_ftn32" name="_ftnref32" title=""[32]/a/p pอาคาร E1 มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงa href="#_ftn33" name="_ftnref33" title=""[33]/a ไม่มีห้องพักให้แม่บ้าน-ภารโรง พบว่า แม่บ้านต้องไปแสวงหาพื้นที่พักผ่อนเอง เช่น แม่บ้านเลือกที่จะ "สิง" ห้องเครื่องระบบไฟฟ้า-แอร์ ที่นับว่าเสี่ยงอันตรายอยู่ด้วย แม่บ้าน-ภารโรงแห่งนี้เป็นพนักงานของบริษัททำความสะอาด/p h4br /strongสรุป/strong/h4 pเห็นได้ว่า สภาพพื้นที่ที่พักของแม่บ้าน-ภารโรงสอดคล้องกับสภาพการจ้างงานด้วย นั่นคือ แม่บ้าน-ภารโรงที่เป็นลูกจ้างประจำมักจะถูกนับเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างองค์กร และครุภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ขณะที่แม่บ้าน-ภารโรงที่มาจากบริษัททำความสะอาด หากองค์กรใจกว้างก็จะมีการจัดเตรียมพื้นที่ให้เขาอย่างเป็นสัดส่วน แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้รับสวัสดิการเชิงพื้นที่ เหล่าแม่บ้าน-ภารโรงก็ต้องปรับตัวในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการอาศัยชั่วคราวในพื้นที่ชั่วคราว ไม่ว่าจะเป็นโถงบันได ม้านั่งหิน หรือกระทั่งการ "สิง" พื้นที่ว่างที่หลงเหลืออยู่ภายในอาคาร ไม่ว่าจะเป็นห้องเก็บของ ห้องควบคุมไฟ ช่องว่างที่ไม่มีแม้แต่หน้าต่างจะระบายอากาศ เพื่อใช้เป็นที่พักผ่อนชั่วคราว ทั้งนี้อาจเกิดขึ้นทั้งการรับรู้หรือไม่รับรู้ของสถานศึกษานั้นๆด้วย สภาพการจ้างงานของแม่บ้าน-ภารโรงที่มีแนวโน้มย่ำแย่อันเนื่องมาจากการที่สถานศึกษาต้องการจะลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการในนามของพนักงานประจำ ทำให้มีการจ้างแม่บ้าน-ภารโรงมาจากบริษัททำความสะอาดมากขึ้น ทำให้สถานศึกษาเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบชีวิตของพวกเขา กรณีนี้ได้แสดงให้เห็นถึงสวัสดิการเชิงพื้นที่-ที่พัก อย่างไรก็ตามไม่ใช่เฉพาะสถาบันการศึกษาเท่านั้นที่พวกเขาประสบปัญหานี้ ในอาคารสาธารณะและสถานที่ราชการต่างๆก็ประสบปัญหาดังกล่าวเช่นกัน เพียงแต่ว่ายังไม่มีใครศึกษาอย่างจริงจัง/p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p pnbsp;/p h4strongเชิงอรรถ/strong/h4 div div id="ftn1" pa href="#_ftnref1" name="_ftn1" title=""[1]/a อาจารย์ สาขาวิชาสังคมศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง/p /div div id="ftn2" pa href="#_ftnref2" name="_ftn2" title=""[2]/a มติชนออนไลน์. "เจ๋งได้อีก! คณบดีสื่อสารมวลชน มช. ปลอมเป็นภารโรง หวังปลูกจิตสำนึกให้ น.ศ.ใหม่ (ชมคลิป)". อ้างอิงใน http://www.matichon.co.th/news/235534 (3 สิงหาคม 2559) อ้างอิงเมื่อ 30 สิงหาคม 2559/p /div div id="ftn3" pa href="#_ftnref3" name="_ftn3" title=""[3]/a International Trade Union Confederation. emDecent work, decent life for domestic workers : ITUC Action Guide/em, 2010, p.9/p /div div id="ftn4" pa href="#_ftnref4" name="_ftn4" title=""[4]/a กรุงเทพธุรกิจออนไลน์. "กัมพูชาร่วมมาเลเซียเพิ่มรักษาสิทธิ-ปลอดภัยลูกจ้างแม่บ้าน". อ้างอิงจาก http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/638502#sthash.zbTjgVGg.dpuf (4 สิงหาคม 2559) อ้างอิงเมื่อ 31 สิงหาคม 2559/p /div div id="ftn5" pa href="#_ftnref5" name="_ftn5" title=""[5]/a ทีมข่าวแรงงาน ประชาไท. "ชีวิตลำเค็ญ ‘คนทำงานแม่บ้าน’ จาก ‘อินโดนีเซีย’". อ้างอิงจาก nbsp;http://prachatai.com/journal/2015/02/58014 (20 กุมภาพันธ์ 2558) อ้างอิงเมื่อ 31 สิงหาคม 2559/p /div div id="ftn6" pa href="#_ftnref6" name="_ftn6" title=""[6]/a ทีมข่าวแรงงาน ประชาไท. "ชีวิตลำเค็ญ ‘คนทำงานแม่บ้าน’ จาก ‘อินโดนีเซีย (ตอน2)’". อ้างอิงจาก http://prachatai.com/journal/2015/04/58980 (26 เมษายน 2558) อ้างอิงเมื่อ 31 สิงหาคม 2559/p /div div id="ftn7" pa href="#_ftnref7" name="_ftn7" title=""[7]/a ประชาไท. "ฮิวแมนไรท์วอทช์จี้ยูเออีคุ้มครองแม่บ้านจากต่างชาติ". อ้างอิงจาก http://prachatai.com/journal/2014/10/56185 (24 ตุลาคมnbsp; 2557) อ้างอิงเมื่อ 31 สิงหาคม 2559/p /div div id="ftn8" pa href="#_ftnref8" name="_ftn8" title=""[8]/a ประชาไท. "คนทำงานบ้านทั่วโลกร้อยละ 90 ไม่มีประกันสังคม ที่ฮ่องกงร้อยละ 17 ถูกใช้แรงงานบังคับ". http://prachatai.com/journal/2016/03/64898 (28 มีนาคมnbsp; 2559) อ้างอิงเมื่อ 31 สิงหาคม 2559/p /div div id="ftn9" pa href="#_ftnref9" name="_ftn9" title=""[9]/a คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตยในพม่า (กรพ.). "ข่ายคนทำงานบ้าน เผยไร้สวัสดิการขั้นพื้นฐาน ร้องรัฐปกป้องคุ้มครองสิทธิอาชีพแม่บ้าน". http://www.tacdb-burmese.org/web/index.php?option=com_contentamp;view=articleamp;id=63:2010-11-16-05-51-28amp;catid=34:2010-10-18-12-23-22amp;Itemid=53 (16 พฤศจิกายนnbsp; 2553) อ้างอิงเมื่อ 31 สิงหาคม 2559/p /div div id="ftn10" pa href="#_ftnref10" name="_ftn10" title=""[10]/a เก่งกิจ กิติเรียงลาภ. "จาก 'มดลูกก็ปัจจัยการผลิต' ถึงภาคบริการ: ทำไมผู้หญิงต้องปลดแอกตัวเองจากระบบทุนนิยม". อ้างถึงจาก https://blogazine.pub/blogs/group-of-comrades/post/5276 (6 มีนาคม 2559) อ้างถึงเมื่อ 18 กันยายน 2559/p /div div id="ftn11" pa href="#_ftnref11" name="_ftn11" title=""[11]/a เก่งกิจ กิติเรียงลาภ, เรื่องเดียวกัน/p /div div id="ftn12" pa href="#_ftnref12" name="_ftn12" title=""[12]/a ประชาไท. "พนักงานทำความสะอาด ‘คุณพี่-คุณน้า-คุณป้า-คุณย่า-คุณยาย’ ในที่ทำงาน".nbsp; อ้างอิงจาก http://prachatai.com/journal/2015/08/60987 (23 สิงหาคมnbsp; 2558) อ้างอิงเมื่อ 31 สิงหาคม 2559/p /div div id="ftn13" pa href="#_ftnref13" name="_ftn13" title=""[13]/a ชาติชาย ฟักสุวรรณ. "บทบาทหน้าที่ของนักการภารโรงตามงานวิจัย". อ้างอิงจาก http://www.brr.ac.th/articles.php?article_id=263 (27 สิงหาคมnbsp; 2554) อ้างอิงเมื่อ 31 สิงหาคม 2559 น่าจะอ้างถึงงานวิจัยนี้ สานิต สมมิตร. emการศึกษาบทบาทหน้าที่และขวัญกำลังใจของนักการภารโรง สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาขอนแก่น/em วิทยานิพนธ์ การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2529./p /div div id="ftn14" pa href="#_ftnref14" name="_ftn14" title=""[14]/a emประกาศโรงเรียนแม่ทาวิทยาคม เรื่อง ประกาศรับสมัครลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่ง นักการภารโรง (แม่บ้าน)/em, 24 กันยายน 2557 อ้างอิงจาก http://www.maetha.ac.th/UserFiles/File/รับสมัครภารโรงแม่บ้าน.pdf อ้างอิงเมื่อ 31 สิงหาคม 2559/p /div div id="ftn15" pa href="#_ftnref15" name="_ftn15" title=""[15]/a emประกาศวิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ เรื่อง การรับสมัครลูกจ้างนักการภารโรงและแม่บ้านทำความสะอาด/em, 5 สิงหาคม 2559 อ้างอิงจาก http://www.tatc.ac.th/files/20100887_16080515150149.pdf อ้างอิงเมื่อ 31 สิงหาคม 2559/p /div div id="ftn16" pa href="#_ftnref16" name="_ftn16" title=""[16]/a สำนักประชาสัมพันธ์จังหวัดนครนายก. "วิทยาลัยเทคนิคนครนายก มีความประสงค์จะรับสมัครบุคคลเข้าทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่ง นักการภารโรง(แม่บ้าน) จำนวน 1 อัตรา อัตราจ้าง 5,340 บาท ตำแหน่ง นักการภารโรง (ภาคสนาม) จำนวน 2 อัตรา อัตรา 5,340 บาท". อ้างอิงจากnbsp; http://pr.prd.go.th/nakhonnayok/ewt_news.php?nid=932 (16 กรกฎาคมnbsp; 2558) อ้างอิงเมื่อ 31 สิงหาคม 2559/p /div div id="ftn17" pa href="#_ftnref17" name="_ftn17" title=""[17]/a ธนรรค เวชสุนทร, ผู้ปกครองนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเซนต์แอนดรู ระยอง, สัมภาษณ์, 29 สิงหาคม 2559/p /div div id="ftn18" pa href="#_ftnref18" name="_ftn18" title=""[18]/a Justice for Janitors History Project."Timeline". access from http://socialjusticehistory.org/projects/justiceforjanitors/timeline access on 2 September 2016/p /div div id="ftn19" pa href="#_ftnref19" name="_ftn19" title=""[19]/a อาจารย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (วิทยาลัยเพาะช่าง)ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 28 สิงหาคม 2559/p /div div id="ftn20" pa href="#_ftnref20" name="_ftn20" title=""[20]/a ค้นหาฎีกา. "คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1944/2538". อ้างอิงจาก https://deka.in.th/view-2399.html อ้างอิงเมื่อ 2 กันยายน 2559/p /div div id="ftn21" pa href="#_ftnref21" name="_ftn21" title=""[21]/a ค้นหาฎีกา. "คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1996/2523". อ้างอิงจาก https://deka.in.th/view-2399.html อ้างอิงเมื่อ 2 กันยายน 2559/p /div div id="ftn22" pa href="#_ftnref22" name="_ftn22" title=""[22]/a อาจารย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ (วิทยาลัยเพาะช่าง)ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 28 สิงหาคม 2559/p /div div id="ftn23" pa href="#_ftnref23" name="_ftn23" title=""[23]/a คมกฤช อุ่ยเต็งเค่ง, อาจารย์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสนามจันทร์, สัมภาษณ์, 28 สิงหาคม 2559/p /div div id="ftn24" pa href="#_ftnref24" name="_ftn24" title=""[24]/a พนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 2 กันยายน 2559/p /div div id="ftn25" pa href="#_ftnref25" name="_ftn25" title=""[25]/a อาจารย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 29 สิงหาคม 2559/p /div div id="ftn26" pa href="#_ftnref26" name="_ftn26" title=""[26]/a อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 2 กันยายน 2559/p /div div id="ftn27" pa href="#_ftnref27" name="_ftn27" title=""[27]/a อาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 3 กันยายน 2559/p /div div id="ftn28" pa href="#_ftnref28" name="_ftn28" title=""[28]/a พนักงานมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 29 สิงหาคม 2559 และ 2 กันยายน 2559/p /div div id="ftn29" pa href="#_ftnref29" name="_ftn29" title=""[29]/a พนักงานมหาวิทยาลัยสายสนับสนุน คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 2 กันยายน 2559/p /div div id="ftn30" pa href="#_ftnref30" name="_ftn30" title=""[30]/a อาจารย์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ศูนย์ขอนแก่น ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 2 กันยายน 2559/p /div div id="ftn31" pa href="#_ftnref31" name="_ftn31" title=""[31]/a อาจารย์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 29 สิงหาคม 2559/p /div div id="ftn32" pa href="#_ftnref32" name="_ftn32" title=""[32]/a อาจารย์ วิทยาลัยการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 1 กันยายน 2559/p /div div id="ftn33" pa href="#_ftnref33" name="_ftn33" title=""[33]/a อาจารย์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ไม่เปิดเผยนาม, สัมภาษณ์, 3 กันยายน 2559/p /div /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ngmfeXkcLuU" height="1" width="1" alt=""/

กวีประชาไท: สี่สิบปี 6 ตุลาคม 2519..

Wed, 28/09/2016 - 06:10
!--break--!--break-- p style="margin-left: 120px;"br /br /สี่สิบปี 6 ตุลาคมnbsp; 2519br /ความโศกเศร้า สูญเสีย ยังสืบสานbr /ยังตระหนก อกสั่นnbsp; เหมือนวันวานbr /เพียงเพิ่งผ่านnbsp; จลาจลnbsp; อับจนใจ/p p style="margin-left: 120px;"เสียงคนรุก พลุกพล่าน ในถนนbr /เสียงปืนกล กราดก้องnbsp; เสียงร้องไห้br /เสียงคนหยาม ย่ำเหยียบ ความเป็นไทbr /เสียงคนไทย แหบแห้ง กลางนคร/p p style="margin-left: 120px;"เสียงคนหาญาติมิตร ชีวิตวอดbr /เสียงคำพรอดพร่ำบ่น คนทุกข์ร้อนbr /เสียงคนโหด สั่งฆ่า มิอาทรbr /เสียงทอดถอน หัวใจ ไยชิงชัง/p p style="margin-left: 120px;"สีสิบปี 6 ตุลาคม 2519br /ยังรุกเร้า รุมใจ ไม่กลบฝังbr /ใครหนอโหดร้ายรุกปลุกพลังbr /ให้คนคลั่งทำร้าย ไทยด้วยกัน/p p style="margin-left: 120px;"สี่สิบปี ประเทศไทย ไยหยุดย่ำbr /ยิ่งเพิ่มคำชิงชังnbsp; ไม่สร้างสรรค์br /ความทุกข์ร้อน เพิ่มทวี มิต่างกันbr /ให้หวาดหวั่นว่าสงครามจะกลับมา/p pnbsp;/p pbr /nbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/_L9IRfezTKs" height="1" width="1" alt=""/

จดหมายถึง สกว. "อย่าตกเป็นเครื่องมือของทุนถ่านหิน"

Wed, 28/09/2016 - 05:41
pหมอชนบทติง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย รับงบประมาณการไฟฟ้าฝ่ายผลิตส่งเสริมการวิจัยชุมชนด้านพลังงาน หวั่นเป็นเครื่องมือทำงานมวลชนbr //p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"strong0000/strong/p pbr /สกว.หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ช่วงนี้ออกอาการแปลกผิดปกติ เกิดอาการตาลายสับสนไปรับงบ กฟผ.มาส่งเสริมการวิจัยในชุมชนเรื่องพลังงาน โดยทำท่าจะเน้นหนักในจังหวัดที่จะมีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเช่น กระบี่ สงขลา ปัตตานี นครศรีธรรมราช ตรัง ประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น ซึ่งเด็กประถมยังเข้าใจว่างานนี้มีเลศนัย/p pความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับ กฟผ.ในพื้นที่สร้างไม่สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินนั้นสูงมาก สกว.เป็นหน่วยงานสร้างความรู้ที่สั่งสมชื่อเสียงภาพลักษณ์มายาวนาน จนชาวบ้านยอมรับ ชุมชนมีความคิดเชิงบวกต่อ สกว.โดยเฉพาะงาน สกว.ท้องถิ่นที่เป็นความหวังและมีความโดดเด่นมาก แต่วันนี้ สกว.ท่าทางจะเดินเป๋ๆไปจากรอยทางเดิมเสียแล้ว ทำท่าจะกลายมาเป็นเครื่องมือให้กับกลุ่มทุนมารุกรานชุมชนในนามของการวิจัย/p pกฟผ.คงไม่ให้งบกับ สกว.ด่วยความบริสุทธิ์ใจหรอก เขาก็อยากใช้ สกว.เป็นเครื่องมือทำประชาสัมพันธ์ ทำงานมวลชนให้องค์กรตนเอง เพราะ กฟผ.ในวันนี้ชาวบ้านให้คะแนนต่ำติดดินมาก จะทำกิจกรรมปล่อยปลาปลูกป่าในพื้นที่ขัดแย้ง หากไม่แจกเสื้อแจกเงินแถมค่ารถและของชำร่วย แทบจะไม่มีใครเขาไปร่วม ทุกอย่างต้องใช้เงินจ้าง จนไปไม่ได้แล้ว จึงต้องหากลยุทธอื่น เช่นนี้แล้ว สกว.องค์กรที่มีเครดิตยาวนานจะไปเป็นเครื่องมือให้ กฟผ.ทำไม จะทำลายเครดิตตนเองที่สะสมมายาวนานทำไม นอกจากเป็นการทำลายเครือข่ายชุมชนที่เป็นพันธมิตรของ สกว.แล้ว ยังสร้างความลำบากใจและเท่ากับเป็นการทำลายเจ้าหน้าที่ สกว.ในพื้นที่ด้วย/p pทางออกเรื่องนี้ไม่ยากนัก หากความร่วมมือนี้เลิกได้ก็เลิกเสีย ความผิดพลาดเกิดได้ก็ควรรีบแก้ไข หากเลิกไม่ได้แล้วจริงๆ ก็ขอให้ปรับ TOR ไปเลือกพื้นที่ปฏิบัติการในจังหวัดอื่นที่ไม่มีข้อขัดแย้งของชุมชนกับ กฟผ.แทน/p pหัวใจขององค์กรที่มีหน้าที่สร้างความรู้คือความเชื่อมั่นและศรัทธาของสาธารณะต่อองค์กรเฉกเช่น สกว. การวางตัวที่เหมาะสมจึงสำคัญมาก มากกว่าเรื่องงบไม่พอ จงอย่าเห็นแก่เศษเงิน/p pผมจึงขออนุญาตตำหนิกันตรงๆ ด้วยความเชื่อมั่นต่อ สกว.ในการเบนหัวกลับมาสู่การเป็นองค์กรจัดความรู้ที่ไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพลของทุน/p p style="text-align: center;"นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจbr /26 กันยายน 2559/p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p p style="text-align: center;"nbsp;/p div class="ืnote-box" h2 class="title" style="margin: 0px 0px 15px; padding: 0px; border-width: 0px; border-style: initial; border-color: initial; outline: 0px; font-size: 24px; background-image: initial; background-position: initial; background-size: initial; background-repeat: initial; background-attachment: initial; background-origin: initial; background-clip: initial; line-height: 1.1em; color: rgb(13, 74, 147); font-weight: normal; width: auto; font-family: Geneva, Tahoma, quot;Nimbus Sans Lquot;, sans-serif;"a href="http://www.trf.or.th/index.php?option=com_contentamp;view=articleamp;id=3415:2014-02-12-04-20-04amp;catid=253:2014-02-12-04-13-24amp;Itemid=371" style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: none; background: transparent; text-decoration: none; color: rgb(13, 74, 147);"เกี่ยวกับโครงการ กฟผ. - สกว./a/h2 div class="rt-article-icons" style="margin: 0px; padding: 0px; border-width: 0px; border-style: initial; border-color: initial; outline: 0px; background-image: initial; background-position: initial; background-size: initial; background-repeat: initial; background-attachment: initial; background-origin: initial; background-clip: initial; width: 65px; overflow: hidden; float: right; color: rgb(51, 51, 51); font-family: Geneva, Tahoma, quot;Nimbus Sans Lquot;, sans-serif;" ul class="actions" style="margin: 0px; padding-right: 0px; padding-left: 0px; border: 0px; outline: 0px; background: transparent; list-style: none;" li class="print-icon" style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; background: transparent; line-height: 1.7em;"nbsp;/li /ul /div p style="margin: 0px 0px 0.0001pt; padding: 0px 0px 15px; border-width: 0px; border-style: initial; border-color: initial; outline: 0px; background-image: initial; background-position: initial; background-size: initial; background-repeat: initial; background-attachment: initial; background-origin: initial; background-clip: initial; color: rgb(51, 51, 51); font-family: Geneva, Tahoma, quot;Nimbus Sans Lquot;, sans-serif; text-align: center;"nbsp;/p p style="margin: 0px 0px 0.0001pt; padding: 0px 0px 15px; border-width: 0px; border-style: initial; border-color: initial; outline: 0px; background-image: initial; background-position: initial; background-size: initial; background-repeat: initial; background-attachment: initial; background-origin: initial; background-clip: initial; color: rgb(51, 51, 51); font-family: Geneva, Tahoma, quot;Nimbus Sans Lquot;, sans-serif; text-align: center;"img alt="egatlogo" height="70" src="http://www.trf.or.th/images/stories/images/TRFIMAGES/2557/egatlogo.png" style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; background: transparent;" width="159" /nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;img alt="TRFlogo2556" height="101" src="http://www.trf.or.th/images/stories/TRFlogo2556.jpg" style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; background: transparent;" width="66" //p p style="margin: 0px 0px 0.0001pt; padding: 0px 0px 15px; border-width: 0px; border-style: initial; border-color: initial; outline: 0px; background-image: initial; background-position: initial; background-size: initial; background-repeat: initial; background-attachment: initial; background-origin: initial; background-clip: initial; color: rgb(51, 51, 51); font-family: Geneva, Tahoma, quot;Nimbus Sans Lquot;, sans-serif; text-align: center;"nbsp;/p p style="margin: 0px 0px 0.0001pt; padding: 0px 0px 15px; border-width: 0px; border-style: initial; border-color: initial; outline: 0px; background-image: initial; background-position: initial; background-size: initial; background-repeat: initial; background-attachment: initial; background-origin: initial; background-clip: initial; color: rgb(51, 51, 51); font-family: Geneva, Tahoma, quot;Nimbus Sans Lquot;, sans-serif; text-align: justify;"strong style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; background: transparent;"span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; background: transparent; text-decoration: underline;"span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; font-size: 10pt; background: transparent; line-height: 15.3333px; font-family: Tahoma, sans-serif;"หลักการและเหตุผลnbsp;/span/span/strongstrong style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; background: transparent;"span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; background: transparent; text-decoration: underline;"span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; font-size: 10pt; background: transparent; line-height: 15.3333px; font-family: Tahoma, sans-serif;":/span/span/strong/p p style="margin: 0px 0px 0.0001pt; padding: 0px 0px 15px; border-width: 0px; border-style: initial; border-color: initial; outline: 0px; background-image: initial; background-position: initial; background-size: initial; background-repeat: initial; background-attachment: initial; background-origin: initial; background-clip: initial; color: rgb(51, 51, 51); font-family: Geneva, Tahoma, quot;Nimbus Sans Lquot;, sans-serif; text-align: justify;"span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; font-size: 10pt; background: transparent; line-height: 15.3333px; font-family: Tahoma, sans-serif;"ปัญหาด้านพลังงานเป็นปัญหาที่มีความสำคัญระดับต้นของโลก โดยเฉพาะประเทศไทยที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งมีการนำเข้าน้ำมันสูงถึงร้อยละ 80 ของปริมาณการใช้น้ำมันทั้งหมด ด้วยเหตุนี้หลายหน่วยงานได้มีการพัฒนาพลังงานทดแทนเพิ่มมากขึ้นเพื่อลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ และพลังงานชีวมวลต่างๆnbsp;/span/p p style="margin: 0px 0px 0.0001pt; padding: 0px 0px 15px; border-width: 0px; border-style: initial; border-color: initial; outline: 0px; background-image: initial; background-position: initial; background-size: initial; background-repeat: initial; background-attachment: initial; background-origin: initial; background-clip: initial; color: rgb(51, 51, 51); font-family: Geneva, Tahoma, quot;Nimbus Sans Lquot;, sans-serif; text-align: justify;"span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; font-size: 10pt; background: transparent; line-height: 15.3333px; font-family: Tahoma, sans-serif;"อย่างไรก็ตาม แม้พลังงานทดแทนจะได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แต่พลังงานทดแทนส่วนใหญ่ ให้กำลังการผลิตไฟฟ้าไม่คงที่ เช่น พลังงานน้ำ แสงอาทิตย์ หรือลม ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ฤดูกาลและลักษณะภูมิประเทศ ซึ่งอาจทำให้ระบบไฟฟ้าขาดเสถียรภาพได้ ประกอบกับการส่งเสริมให้ภาคเอกชนพัฒนาพลังงานหมุนเวียน เช่น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ โดยการเพิ่มอัตราการรับซื้อไฟฟ้า (/spanspan style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; font-size: 10pt; background: transparent; line-height: 15.3333px; font-family: Tahoma, sans-serif;"feed in tariffsspan style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; font-size: 13.3333px; background: transparent;") ย่อมมีผลให้ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องแบกรับค่าไฟฟ้าสูงขึ้น ดังนั้นนอกจากการสนับสนุนเรื่องพลังงานทดแทนเพื่อมาใช้แทนเชื้อเพลิงฟอสซิลแล้ว ยังจำเป็นต้องส่งเสริมการประหยัดพลังงานในรูปแบบต่างๆ ควบคู่กันไปด้วย/span/span/p p style="margin: 0px 0px 0.0001pt; padding: 0px 0px 15px; border-width: 0px; border-style: initial; border-color: initial; outline: 0px; background-image: initial; background-position: initial; background-size: initial; background-repeat: initial; background-attachment: initial; background-origin: initial; background-clip: initial; color: rgb(51, 51, 51); font-family: Geneva, Tahoma, quot;Nimbus Sans Lquot;, sans-serif; text-align: justify;"span style="text-indent: 36pt; background: transparent; margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; font-size: 10pt; line-height: 15.3333px; font-family: Tahoma, sans-serif;"การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ตกลงร่วมมือในการจัดตั้งและดำเนินงานnbsp;/spanstrong style="text-indent: 36pt; background: transparent; margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px;"span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; font-size: 10pt; background: transparent; line-height: 15.3333px; font-family: Tahoma, sans-serif;"“span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; font-size: 13.3333px; background: transparent;"โครงการร่วมสนับสนุนทุนวิจัยและพัฒนา กฟผ.nbsp;/span–nbsp;span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; font-size: 13.3333px; background: transparent;"สกว./span”/span/strongspan style="text-indent: 36pt; background: transparent; margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; font-size: 10pt; line-height: 15.3333px; font-family: Tahoma, sans-serif;"nbsp;เพื่อร่วมสนับสนุนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทางด้านพลังงานไฟฟ้า ตลอดจนงานวิจัยเชิงนโยบายทางด้านพลังงาน ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม โดยกรอบของงานวิจัยจะครอบคลุมตั้งแต่การศึกษาวิจัยศักยภาพของแหล่งพลังงานและวัตถุดิบสำหรับนำมาใช้ผลิตไฟฟ้า ความเหมาะสมของการใช้เทคโนโลยีเพื่อผลิตไฟฟ้า ตลอดจนการพัฒนาประสิทธิภาพและการปลูกจิตสำนึกของการใช้พลังงาน/span/p p style="margin: 0px; padding: 0px 0px 15px; border-width: 0px; border-style: initial; border-color: initial; outline: 0px; background-image: initial; background-position: initial; background-size: initial; background-repeat: initial; background-attachment: initial; background-origin: initial; background-clip: initial; color: rgb(51, 51, 51); font-family: Geneva, Tahoma, quot;Nimbus Sans Lquot;, sans-serif;"nbsp;/p p style="margin: 0px; padding: 0px 0px 15px; border-width: 0px; border-style: initial; border-color: initial; outline: 0px; background-image: initial; background-position: initial; background-size: initial; background-repeat: initial; background-attachment: initial; background-origin: initial; background-clip: initial; color: rgb(51, 51, 51); font-family: Geneva, Tahoma, quot;Nimbus Sans Lquot;, sans-serif; text-align: center;"img alt="pic-trf-egat-01" src="http://www.trf.or.th/images/stories/images/TRFIMAGES/2557/pic-trf-egat-01.png" style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; background: transparent;" //p p style="margin: 0px; padding: 0px 0px 15px; border-width: 0px; border-style: initial; border-color: initial; outline: 0px; background-image: initial; background-position: initial; background-size: initial; background-repeat: initial; background-attachment: initial; background-origin: initial; background-clip: initial; color: rgb(51, 51, 51); font-family: Geneva, Tahoma, quot;Nimbus Sans Lquot;, sans-serif;"nbsp;/p p style="margin: 0px 0px 0.0001pt; padding: 0px 0px 15px; border-width: 0px; border-style: initial; border-color: initial; outline: 0px; background-image: initial; background-position: initial; background-size: initial; background-repeat: initial; background-attachment: initial; background-origin: initial; background-clip: initial; color: rgb(51, 51, 51); font-family: Geneva, Tahoma, quot;Nimbus Sans Lquot;, sans-serif; text-align: justify;"strong style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; background: transparent;"span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; background: transparent; text-decoration: underline;"span style="margin: 0px; padding: 0px; border: 0px; outline: 0px; font-size: 10pt; background: transparent; line-height: 15.3333px; font-family: Tahoma, sans-serif;"วัตถุประสงค์ :/span/span/strong/p p style="margin: 0px 0px 0.0001pt; padding: 0px 0px 15px; border-width: 0px; border-style: initial; border-color: initial; outline: 0px; background-image: initial; background-position: initial; background-size: initial; background-repeat: initial; background-attachment: initial; background-origin: initial; background-clip: initial; color: rgb(51, 51, 51); font-family: Geneva, Tahoma, quot;Nimbus Sans Lquot;, sans-serif; text-align: justify;"span style="background-color: transparent; font-family: Tahoma, sans-serif; font-size: 10pt; text-indent: 36pt;"เพื่อร่วมสนับสนุนโครงการวิจัยและพัฒนาที่เกี่ยวกับการผลิต การส่ง และการใช้ไฟฟ้า ตลอดจนการวิจัยเชิงนโยบายด้านพลังงานที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับการวิจัยด้านพลังงานของประเทศไทยให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น/span/p /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/YQM-0a3k5wM" height="1" width="1" alt=""/

ชนบทที่เคลื่อนไหวกับพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (2)

Wed, 28/09/2016 - 05:31
!--break--!--break-- pnbsp;/p pstrongกรณีศึกษาการกลายมาเป็นผู้ประกอบการในชนบทของเกษตรกรและการขยายสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจnbsp;/strongbr /br /strongเกษตรกรในไต้หวันกับการกลายมาเป็นเป็นผู้ประกอบการในชนบทด้านการท่องเที่ยว/strongbr /br /การก่อรูปของเกษตรกรในไต้หวัน เกิดขึ้นในพื้นที่ของการท่องเที่ยวและการพักผ่อนยามว่าง ภายใต้โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวในชนบทของรัฐบาลไต้หวันที่มีชื่อว่า Pick-Your-Own farms (PYO) ซึ่งก็คือการสนับสนุนให้เกษตรกรในชนบทของไต้หวันพัฒนาขึ้นมาเป็นผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว (TPDAF, 1997) อย่างไรก็ตามกระบวนการดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากนโยบายของรัฐเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการที่สัมพันธ์กับบริบททางสังคมและเศรษฐกิจของไต้หวันทั้งในเมืองและชนบท ที่อนุญาติให้กระบวนการก่อรูปของผู้ประกอบการในชนบทด้านการท่องเที่ยวกลายเป็นจริงขึ้นมา (Lee, 2005)br /br /การก่อรูปของผู้ประกอบการในชนบทของไต้หวัน ในด้านแรกสัมพันธ์กับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม กล่าวคือ ตั้งแต่ช่วงหลังทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมในไต้หวันได้ทำให้รายได้โดยเฉลี่ย (average income) ของคนไต้หวันปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะผู้คนที่อยู่ในเขตเมืองที่การเพิ่มขึ้นของรายได้โดยเฉลี่ย ได้ส่งผลให้พวกเขามีกำลังในการบริโภคมากขึ้น และได้ขยายไปสู่การบริโภคเพื่อการท่องเที่ยวและการพักผ่อนย่อนใจ ซึ่งสัมพันธ์กับการขยายตัวของการเป็นผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวของเกษตรกรในสังคมไต้หวัน (Hsiau, 1984; National Statistics Bureau, 2000) นอกจากนั้นในปี 1999 รัฐบาลไต้หวันได้ประกาศลดเวลาการทำงานของแรงงานทั่วประเทศลง จาก 219.2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ในช่วงปี 1976 เหลือ 190.4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือเท่ากับเป็นการลดเวลาการทำงานจาก 6 วัน ต่อสัปดาห์ เหลือ 5 วันต่อสัปดาห์ (National Statistics Bureau, 2000) ซึ่งการลดจำนวนเวลาการทำงานลงนี้เอง ที่ทำให้เกิดวัฒนธรรมใหม่ในการใช้เวลาว่าง คือ ผู้คนเริ่มใช้เวลาว่างด้วยการเดินทางออกไปท่องเที่ยวในชนบท และในขณะเดียวกันเส้นทางการคมนาคมที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตัดถนนไฮเวย์เชื่อมต่อพื้นที่ต่างๆของไต้หวันเข้าหากัน คือจากเดิมในปี 1976 ประเทศไต้หวัน มีถนนไฮเวย์อยู่เพียง 17,101 กิโลเมตร แต่ต่อมาในปี 1999 รัฐบาลไต้หวันได้ตัดถนนไฮเวย์เพิ่มขึ้นมาเป็น 20,319 กิโลเมตร พร้อมๆกับการขยายตัวของการถือครองรถยนต์จาก 205 คันต่อประชากร 10,000 คน เป็น 2426 คัน ต่อประชากร 10,000 คน ตั้งแต่ช่วงปี 1976 จนถึง ปี 1999 (ibid) โดยสรุปแล้วความเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจในภาพใหญ่ได้ค่อยๆวางรากฐานให้กับการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวในชนบทของไต้หวันbr /br /อย่างไรก็ตามการขยายตัวของเศรษฐกิจในภาพใหญ่ โดยเฉพาะการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม ไม่ได้นำไปสู่การเกิดผู้ประกอบการในชนบทอย่างตรงไปตรงมา กล่าวคือ การขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมได้ส่งผลให้เกิดการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างมหาศาลในภาคเกษตรกรรมซึ่งเคยเป็นพื้นที่ของการผลิตที่เน้นการใช้แรงงานคนและสัตว์อย่างเข้มข้น โดยการเข้ามาของเทคโนโลยีทางการเกษตร เช่น เครื่องมือทางการเกษตรรุ่นใหม่ๆ หรือการใช้ปุ๋ยและสารเคมีชีวภาพ ได้ทำให้ภาคเกษตรสามารถใช้แรงงานคนน้อยลง (แรงงานสำรองในภาคเกษตรจึงไหลไปสู่ภาคอุตสาหกรรม) ในการผลิตสินค้าเกษตร อย่างไรก็ตามผลลัพธ์อันไม่พึงประสงค์ที่ตามมาก็คือ ต้นทุนในการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ คือ จากทศวรรษที่ 1980 จนถึง 1990 ต้นทุนทางการผลิตของเกษตรกรในชนบทเพิ่มสูงขึ้นถึง 30% (COA, 1999) ในขณะที่ราคาของพืชผลทางการเกษตรกลับไม่เพิ่มตาม เนื่องจากรัฐบาลไต้หวันต้องการที่จะตรึงราคาอาหารให้ต่ำพอที่จะเลี้ยงแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ด้วยเหตุนี้รายได้ในภาคการเกษตรของเกษตรกรไต้หวันจึงลดลงจาก 39% ของรายได้ทั้งหมดของผู้คนในชนบทช่วงปี 1976 เหลือเพียง 17% ในปี 1998 (ibid) อย่างไรก็ตามรายได้ของภาคชนบทในไต้หวันโดยรวมกลับไม่ได้ลดลงตามการถดถอยของภาคเกษตร ในทางกลับกันรายได้ของครัวเรือนในชนบทกลับปรับตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากการขยายตัวของรายได้ที่มาจากนอกภาคการเกษตร (non-farm enterprises) ซึ่งในความหมายหนึ่งก็คือ การเปลี่ยนจากสังคมชาวนาไปสู่สังคมของผู้ประกอบการในชนบท/p pสำหรับการปรับตัวเข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการในชนบทด้านการท่องเที่ยวของไต้หวันนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกระทันหันหลังจากที่รัฐบาลไต้หวันหันมาสนับสนุนการท่องเที่ยวในชนบท แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่มีความสืบเนื่องภายในภาคเกษตรกรรมของไต้หวันเอง กล่าวคือ ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 เศรษฐกิจของไต้หวันขยายตัวอย่างมากทั้งในภาคอุตสาหกรรมและภาคการเกษตร การขยายตัวของการผลิตข้าวเพื่อเป็นรากฐานให้กับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมได้ดำเนินมาถึงจุดที่มีส่วนเกินในการผลิตข้าวล้นตลาด รัฐบาลไต้หวันจึงได้พยายามแนะนำให้เกษตรกรในชนบทหันมาปลูกพืชชนิดอื่นแทนโดยเฉพาะผลไม้ (Chen, 1996) การปลูกผลไม้นั้นในผลตอบแทนที่ดีมากในระยะเริ่มต้น เนื่องจากการขยายตัวของผู้คนในเมือง ได้ทำให้การบริโภคผลไม้เพิ่มสูงขึ้น จนในที่สุดผลตอบแทนของการปลูกผลไม้สูงกว่าผลตอบแทนที่ได้รับจากการปลูกข้าว อย่างไรก็ตามตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา รัฐบาลไต้หวันได้พยายามอย่างมากในการเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งการจะเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลกได้นั้น รัฐบาลไต้หวันจะต้องเริ่มเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและยอมให้สินค้าจากต่างประเทศเข้ามาทำตลาดในไต้หวัน การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจนี่เองที่ทำให้ตลาดสินค้าเกษตรภายในประเทศได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง สินค้าเกษตรในไต้หวันต้องเผชิญหน้าจากสินค้าเกษตรจากต่างประเทศที่มีราคาถูกกว่า เนื่องจากประเทศที่ใหญ่กว่าย่อมมีกำลังแรงงานมากกว่าและสามารถผลิตสินค้าทางการเกษตรได้ในราคาที่ต่ำกว่า ส่งผลให้เกษตรกรในภาคชนบทของไต้หวันต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว (Lee, 2005)/p pการปรับตัวของเกษตรกรในไต้หวันนั้น ไม่ได้เริ่มต้นจากการขยับไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวในทันที แม้ว่ารัฐบาลไต้หวันจะเริ่มสนับสนุนการท่องเที่ยวในชนบทตั้งแต่มี 1965 เป็นต้นมา (Lee, 2005) ซึ่งอันที่จริงแล้วการปรับตัวในระลอกแรกของเกษตรกรในไต้หวันก็คือการพยายามที่จะถอยออกมาจากการเป็นผู้ผลิตให้กับตลาดสินค้าเกษตรที่ราคาตกต่ำ แล้วผันตัวมาเป็นผู้ขายโดยตรงให้กับผู้บริโภค เพื่อลดย่นระยะห่างระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภคลง ซึ่งจะช่วยให้สามารถทำกำไรได้มากขึ้น โดยการปรับตัวในละรอกแรกของเกษตรกร ก็คือ การออกมาขายสินค้าเกษตรข้างทางให้กับนักท่องเที่ยวที่จะมาจอดซื้อสินค้าเมื่อออกมาท่องเที่ยวนอกตัวเมือง และในขณะเดียวกันก็ได้เชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในสวนของเกษตรกรเอง ซึ่ง ณ จุดนี้นี่เองที่รัฐบาลไต้หวันเห็นโอกาสในการจะยกระดับผู้คนในชนบทที่ต้องการจะเปลี่ยนบทบาทของตนเองจากเกษตรมาสู่ผู้ขายหรือเจ้าของกิจการ ดังนั้นรัฐบาลไต้หวันจึงได้เริ่มโครงการ Pick-Your-Own farms ในช่วงปี 1982 ซึ่งเป็นโครงการที่จับการท่องเที่ยวในชนบทมาผนวกกับความต้องการที่จะเป็นผู้ประกอบการ (เพื่อหลุดออกจากความสัมพันธ์ทางตลาดที่เสียเปรียบ) ของเกษตรกรในไต้หวัน (ibid) และผลที่ได้ก็คือ การเกิดขึ้นของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวแบบใหม่/p pภายใต้โครงการ Pick-Your-Own farms รัฐบาลไต้หวันได้แนะนำให้เกษตรกรเปิดฟาร์มของตนเองเพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปสัมผัสประสบการณ์ของชนบท ทั้งนี้เกษตรกรไต้หวันเริ่มต้นจากการเปิดฟาร์มให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเก็บผลไม้ในสวน ซึ่งเป็นการสร้างแหล่งรายได้แบบใหม่ที่ต่างจากการเป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรในแบบเดิม อย่างไรก็ตามการขยายเข้าสู่พื้นที่ของการท่องเที่ยวไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่น เนื่องจากเกษตรกรพบว่า การเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเก็บผลไม้เพื่อสร้างแหล่งรายได้ใหม่ ไม่สามารถทำได้ตลอดทั้งปี ยกตัวอย่างเช่น ลิ้นจี่จะออกลูกเพียง 20 วันต่อปีเท่านั้น (Lee, 2005) ดังนั้นเกษตรกรจึงแก้ไขปัญหาด้วยการปลูกผลไม้มากกว่าหนึ่งอย่าง เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาในสวนได้ตลอดทั้งปี อย่างไรก็ตามการขยายจำนวนวันเพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในสวนมากขึ้นต่อปี ไม่ได้ทำให้การใช้เวลาในสวนของนักท่องเที่ยวมากขึ้น เพราะโดยเฉลี่ยแล้วนักท่องเที่ยวจะใช้เวลาเข้ามาเก็บผลไม้ในสวนเพียงแค่ 3 ชั่วโมงต่อครั้งเท่านั้น ดังนั้นเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากจำนวนเวลาพักผ่อนย่อนใจของนักท่องเที่ยวที่มากขึ้นได้อย่างเต็มที่ เกษตรกรในชนบทจึงได้ขยายการให้บริการไปสู่ที่พักและร้านอาหารในสวน ซึ่งสามารถดูซับเวลาและดึงดูดการจับจ่ายใช้สอยได้มากขึ้น จนในที่สุดที่พักและร้านอาหารได้กลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ ที่ขยายตัวเข้ามาแทนที่แหล่งรายได้เดิมคือการผลิตสินค้าเกษตรแบบเดิม/p pโดยสรุปการขยายเข้าสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวของภาคชนบทในไต้หวันนั้น เป็นผลลัพธ์มาจากปัจจัยในหลากหลายด้านประกอบกัน ทั้งความเปลี่ยนแปลงภายในภาคเกษตรของชนบทเอง ความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจในระดับมหภาค และการเปลี่ยนแปลงนโยบายของภาครัฐต่อชนบท ซึ่งทั้งหมดได้ช่วยในการก่อรูปของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในไต้หวันและการพัฒนาขึ้นเป็นผู้ประกอบการในชนบทของเกษตรกรไต้หวันในที่สุด/p pbr /strongกรณีศึกษาเกษตรกรในศรีลังกากับการขยายสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ของการเกษตร/strong/p pศรีลังกาเป็นประเทศที่ภาคเกษตรกรรมมีขนาดใหญ่มาก คือ เป็น 24 เปอร์เซ็นต์ ของ GDP หรือผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Kodithuwakku, 1997) และมีประชากร 2.2 ล้านคน (จากจำนวนประมาณ 17 ถึง 18 ล้านคน ในช่วงทศวรรษ 1990) ได้รับการจ้างงานโดยตรงในภาคเกษตรกรรม ซึ่งยังรวมไปถึงว่าภาคเกษตรยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประชากร 70% ของประเทศ ทั้งทางตรงและทางอ้อม (Samarathunga and Dasanayake, 1991) เพราะฉะนั้นลักษณะของการเปลี่ยนแปลงไปสู่ผู้ประกอบการในชนบทของศรีลังกา จึงยังมีลักษณะที่สัมพันธ์อยู่กับภาคการเกษตรอย่างแน่บแน่น แตกต่างจากไต้หวันที่ภาคเกษตรมีขนาดเล็กลงเรื่อยๆเมื่อเทียบกับการขยายตัวไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว (Lee, 2005)br /br /ดังนั้นลักษณะของการขยายไปสู่การเป็นผู้ประกอบการในชนบทของเกษตรกรในศรีลังกา จึงมีลักษณะของการควบรวมระหว่างแหล่งรายได้เดิมในภาคเกษตรและแหล่งรายได้ใหม่ ทั้งภายในและภายนอกภาคการเกษตร หรือที่เรียกว่า “pluriactivity” (De Vries, 1993) ทั้งนี้การควบรวมแหล่งรายได้ทั้งภายในและภายนอกภาคการเกษตรนั้น ถือเป็นพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (diversification) ประเภทหนึ่ง แต่จะมีลักษณะที่ยังสัมพันธ์อยู่กับภาคการเกษตรอย่างแนบแน่น กล่าวคือ ภาคการเกษตรยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญพอๆกับแหล่งรายได้จากการขยายไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านอื่นๆ ซึ่งยังรวมไปถึงว่าภาคการเกษตร หรือ ปัจจัยการผลิตในภาคการเกษตรยังคงเป็นศูนย์รวมของการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ๆ เช่น ชาวนาที่ขยายไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตร อาจสามารถสะสมทุนจนมากพอจนสามารถที่จะครอบครองที่ดินขนาดใหญ่ในชนบท และปล่อยที่ดินเหล่านั้นให้ชาวนารายย่อยเช่าที่ดินเพื่อปลูกข้าว ซึ่งในความหมายนี้การปล่อยที่ดินให้เช่าเพื่อปลูกข้าว ก็คือแหล่งรายได้ใหม่ของเกษตรกรที่ยังคงสัมพันธ์อยู่กับภาคเกษตรกรรมอย่างแน่บแน่น (Silva and Kodithuwakku, 2011) ซึ่งลักษณะดังกล่าวจะแตกต่างอย่างมากกับเกษตรกรที่ขยายไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลุดออกจากภาคเกษตรกรไปเลย เช่น การผลิตขนมอบขายผ่าน e-commerce ของผู้ประกอบการชนบทในประเทศมาเลเซีย (Hashim, et.al., 2011)/p pอย่างไรก็ตามการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการในชนบทของศรีลังกาที่สัมพันธ์อย่างแนบแน่นอยู่กับภาคการเกษตร ไม่ได้ดำเนินไปอย่างไร้บริบท ในทางการกลับกันการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการในชนบทและพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นความเปลี่ยนแปลงที่มีความสืบเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงในภาพกว้างของเศรษฐกิจศรีลังกา กล่าวคือ ในช่วงก่อนปี 1977 รัฐบาลศรีลังกามีเป้าหมายอยู่ที่การผลิตสินค้าเกษตรและอาหารเพื่อทดแทนการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหารจากต่างประเทศ (import substitution) (Kodithuwakku, 1997) นโยบายดังกล่าวตั้งอยู่บนแผนการที่จะการันตีราคาของสินค้าเกษตร (Guaranteed price schemes) ผ่านการประกันราคาสินค้าเกษตรในตลาดและการรับซื้อสินค้าเกษตรโดยตรงจากรัฐบาล ซึ่งภายใต้กระบวนการดังกล่าวรัฐบาลศรีลังกาจะรับหน้าที่เป็นผู้กระจายสินค้าเกษตร (distributor) และผู้นำเข้าสินค้าเกษตรรายใหญ่ที่สุดของประเทศ ทำให้รัฐบาลศรีลังกาสามารถควบคุมราคาและจำกัดการนำเข้าสินค้าเกษตรจากภายนอกประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ (Gunatileke et aI, 1992)/p pนอกจากนั้นรัฐบาลศรีลังกายังได้ทำการงดเว้นหรือลดการเก็บภาษีจากการนำเข้าปุ๋ย (ทำมาจนถึง 1988) ยาฆ่าแมลง และรถไถ เพื่อใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรภายในประเทศ (Gunatileke et. al., 1992; Moore, 1984) ทำให้ช่วงเวลาก่อนปี 1977 ภาคเกษตรกรรมในชนบทของศรีลังกาได้รับประโยชน์อย่างมากจากการปกป้องและสนับสนุนจากรัฐบาลศรีลังกา เพราะฉะนั้นจึงอาจสรุปได้ว่าการพัฒนาภาคเกษตรกรรมในชนบทของศรีลังกาก่อนปี 1977 ถูกควบคุมและถูกสร้างให้ต้องพึ่งพาการพัฒนาจากภาครัฐ (Kodithuwakku, 1997)/p pอย่างไรก็ตามการพึ่งพาการพัฒนาและพึ่งพิงการสนับสนุนอย่างมหาศาลจากภาครัฐได้กลายเป็นดาบสองคม เพราะหลังจากปี 1977 เป็นต้นมา พรรค UNP (United National Party) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลภายใต้การนำของ J. R. Jayewardene ซึ่งประกาศตัวสนับสนุนการเปิดเสรีทางการค้าและนโยบายการต่างประเทศที่สนับสนุนสหรัฐอเมริกา ได้ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงทิศทางเศรษฐกิจของประเทศศรีลังกา ที่จากเดิมก่อนปี 1977 ศรีลังกามีนโยบายส่งเสริมการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้าสินค้าเกษตร แต่พอพรรค UNP เข้ามาหลังปี 1977 ได้ตัดสินใจเปลี่ยนทิศทางของนโยบายเศรษฐกิจของประเทศไปสู่การส่งเสริมการส่งออกและการเปิดเสรีทางการค้า (export-oriented free market economy) (Bruton et al., 1992) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทิศทางของนโยบายทางเศรษฐกิจดังกล่าว ได้ทำให้รัฐบาลศรีลังกาลดการช่วยเหลือเกษตรกรและยกเลิกการปกป้องตลาดของสินค้าเกษตรภายในประเทศ (Gunatilleke et al., 1992) การถอยห่างออกจากตลาดของรัฐบาลศรีลังกาและการยกเลิกการแทรกแซงตลาด มีเป้าหมายอยู่ที่การเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาเป็นผู้นำตลาดแทนที่รัฐบาล ซึ่งในทางทฤษฎีก็คือการอาศัยภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการส่งออกสินค้าเกษตรโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ทั้งนี้ภาคเอกชนได้เข้ามาทำหน้าที่แทนรัฐทั้งการถ่ายทอดเทคโนโลยี การออกสินเชื่อ และการทำตลาด (ibid) ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนอกจากจะเป็นการเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางการผลิตที่เกษตรกรเคยอยู่ภายใต้การอุปถัมภ์จากรัฐ ให้กลายเป็นความสัมพันธ์ทางการผลิตที่เกษตรกรต้องสัมพันธ์อยู่กับเอกชน แต่ความสัมพันธ์กับเอกชนไม่ได้อยู่ในรูปแบบของการอุปถัมภ์ เช่น ช่วยประกันราคาสินค้าเกษตร หรือ การช่วยลดต้นทุนการผลิต ในทางตรงข้ามความสัมพันธ์ที่เกษตรกรในชนบทมีกับเอกชน คือ ความสัมพันธ์ในเชิงตลาด ที่ราคาและต้นทุนของเกษตรกรจะถูกผูกอยู่กับตลาดเสรีที่ไม่มีความแน่นอน ส่งผลให้แหล่งรายได้ที่เคยมีความแน่นอนในภาคเกษตรถูกท้าทายจากการเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของตลาดที่ไม่ได้มีรัฐคอยให้ความช่วยเหลือ เมื่อเป็นเช่นนี้เกษตรกรในชนบทของศรีลังกาจึงต้องมองหาทางขยับขยายแหล่งรายได้ที่กว้างไปกว่าการผลิตสินค้าเกษตรภายใต้การช่วยเหลือของรัฐในแบบเดิม ซึ่งนั่นก็คือการปรับตัวเข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการชนบทของเกษตรกรในประเทศศรีลังกา/p pการปรับตัวเข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการและการขยายไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเกษตรกรในชนบทของประเทศศรีลังกาได้เกิดขึ้นในสองระนาบ กล่าวคือ ในระนาบแรก ได้เกิดการเคลื่อนย้ายออกไปหางานนอกภาคเกษตรของคนหนุ่มสาว เพื่อหาแหล่งรายได้ใหม่ เช่น การเข้าไปเป็นแรงงานรับจ้างในภาคอุตสาหกรรมที่พึ่งเกิดขึ้นหลัง ปี 1977 (Silva et al., 1999) และในระนาบที่สอง คือ การควบรวมแหล่งรายได้ใหม่ควบคู่ไปกับแหล่งรายได้เดิมในภาคเกษตรกรรม เพื่อแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตรดั้งเดิมที่ตกต่ำและผันผวน เช่น ข้าว (ราคาข้าวที่ตกต่ำเป็นผลจากการเปิดเสรีตลาดสินค้าเกษตรและการถอยห่างจากตลาดของรัฐ) ซึ่งทำให้เกิดความพยายามที่จะมองหาโอกาสในการปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดมากขึ้น เช่น ซีเรียล ข้าวโพด และผลไม้ (World Bank, 2003)/p pแน่นอนว่าการขยายไปสู่การปลูกพืชแบบใหม่ที่ให้ผลกำไรมากกว่าเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในกระบวนการก่อรูปของผู้ประกอบการชนบทในทุกประเทศ อย่างไรก็ตามในศรีลังกานั้นลักษณะของการควบรวมแหล่งรายได้ใหม่กับแหล่งรายได้เดิมในภาคเกษตรกรรมของคนแต่ละกลุ่มกลับมีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างน่าสนใจ กล่าวคือ จากงานศึกษาของ Lasandahaso de Silva และ Sarath Kodithuwakku (2011) ได้แบ่งประเภทของผู้ประกอบการในชนบทของศรีลังกาออกเป็นสองกลุ่ม คือ กลุ่มที่เป็นเกษตรกรร่ำรวย (better-off) กับกลุ่มที่เป็นเกษตรกรยากจน (worse-off) โดยเกษตรกรทั้งสองกลุ่มมีแนวทางในการสร้างแหล่งรายใหม่เพื่อจัดการกับความไม่แน่นอนของตลาดที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น เกษตรกรร่ำรวยสามารถที่จะขยายพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่การปลูกผลไม้ซึ่งมีราคาดีกว่าสินค้าเกษตรแบบดั้งเดิมได้มากกว่าเกษตรกรที่ยากจน เนื่องจากมีความได้เปรียบด้านทรัพยากร เช่น การถือครองที่ดิน (Kodithuwakku and Rosa, 2002)/p pในอีกด้านหนึ่งแม้ว่าเกษตรกรร่ำรวยในชนบทจะมีความสามารถในการขยายไปสู่การปลูกสินค้าเกษตรชนิดใหม่ๆได้มากกว่าเกษตรกรที่ยากจนในชนบท แต่แหล่งรายได้สำคัญของเกษตรกรร่ำรวยกลับไม่ได้มาจากการปลูกพืช แต่มาจากแหล่งรายได้อื่นๆที่ไม่ใช่การทำการเกษตรโดยตรง (Weerahewa et al., 2007) ยกตัวอย่างเช่น การปล่อยเงินกู้ให้กับเกษตรกรรายเล็ก โดยใช้ที่ดินเป็นเครื่องค้ำประกัน ซึ่งแน่นอนว่าในสภาพที่ตลาดสินค้าเกษตรในประเทศเต็มไปด้วยความไม่มั่นคง เกษตรกรรายเล็กจึงเริ่มสูญเสียที่ดินให้กับเกษตรกรรายใหญ่ และเกษตรกรรายใหญ่ก็จะนำที่ดินเหล่านี้ไปให้เกษตรกรรายเล็กเช่าต่อ (Silva และ Kodithuwakku, 2011) ในกระบวนการนี้แหล่งรายได้ที่ไม่ได้มาจากภาคเกษตรโดยตรง แต่ยังสัมพันธ์แนบแน่นกับภาคการเกษตรได้ก่อให้เกิดการขยายไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจขึ้นมา ทั้งนี้เกษตรกรที่ร่ำรวยไม่ได้หยุดขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจของตัวเองแค่เรื่องของการให้เช่าที่ดิน แต่พวกเขาปรับตัวไปสู่การเป็นผู้ประกอบการเต็มตัวด้วยการพัฒนาเป็นนายหน้าในการซื้อขายที่ดินในชนบท การจัดตั้งโรงสีกับโรงงานแปรรูปข้าวเป็นแป้ง เพื่อเพิ่มมูลค้าให้กับข้าวซึ่งเป็นสินค้าเกษตรแบบดั้งเดิมที่ราคาไม่ดีนักให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ซึ่งภายใต้กระบวนการดังกล่าวเกษตรกรร่ำรวยยังได้เริ่มเรียนรู้ที่จะเก็งกำไรสินค้าเกษตรที่ได้จากการแปรรูป ผ่านการกักตุนสินค้าไว้ในโกดัง (ที่สร้างพร้อมๆกับโรงสีข้าว) เพื่อขายสินค้าเกษตรแปรรูปในช่วงเวลาที่สินค้าขาดแคลน (ibid)/p pและในขณะที่เกษตรร่ำรวยค่อยๆขยายพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจของตนเองขึ้นมาในรูปของการขยายบทบาทไปสู่การแปรรูปสินค้าเกษตรและการจัดการที่ดิน เกษตรกรที่ยากจนก็มีการสร้างแหล่งรายได้ใหม่เพื่อมาเสริมแหล่งรายได้เดิมจากการขายสินค้าเกษตรดั้งเดิมเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ในช่วงฤดูแล้งของศรีลังกา ที่เรียกว่าฤดู Yala คือช่วงตั้งแต่เมษายนจนถึงกันยายน เกษตรกรยากจนได้ใช้พื้นที่แล้งน้ำในนาขนาดเล็กของตนเองปลูกกล้วยซึ่งเป็นสินค้าเกษตรซึ่งสามารถส่งออกได้ (Weerahewa et al., 2007) นอกจากนั้นเกษตรกรยากจนยังได้ใช้ช่วงฤดู Yala ซึ่งพวกเขาไม่จำเป็นต้องดูแลที่นามากนัก ออกมาทำงานรับจ้างให้กับโรงสีและโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรขนาดย่อมของเกษตรกรที่ร่ำรวย (Silva และ Kodithuwakku, 2011)/p pกล่าวโดยสรุปลักษณะของการก่อรูปของผู้ประกอบการในชนบทและการขยายไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเกษตรกรในศรีลังกา เป็นความเปลี่ยนแปลงที่มีพลวัตและสัมพันธ์อยู่กับผู้คนหลายกลุ่ม เพราะแม้ว่าเกษตรกรทุกกลุ่มในชนบทจะได้รับแรงกระตุ้นจากการเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาลศรีลังกาต่อภาคเกษตรในรูปแบบเดียวกัน คือ การเผชิญหน้ากับความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรในตลาดเสรี แต่เกษตรกรแต่ละกลุ่มกลับมีความสามารถและเส้นทางในการปรับตัวไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ดังนั้นตัวอย่างในการศึกษาภาคชนบทของศรีลังกาจึงให้ภาพของการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการในชนบทและการขยายสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจว่าไม่ได้เกิดขึ้นกับเกษตรกรทุกคนในชนบทในระนาบเดียวกัน แต่มีความแตกต่างและหลากหลายที่สัมพันธ์กับบริบทของเกษตรกรกลุ่มนั้นๆว่าจะอนุญาติให้พวกเขาสามารถปรับตัวไปได้ในทิศทางใด/p pbr /strongกรณีศึกษาเกษตรกรผู้ปลูกเมล็ดกาแฟในเม็กซิโกกับการขยายสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ/strong/p pเม็กซิโกถือได้ว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศผู้ผลิตกาแฟที่สำคัญของโลกโดยเฉพาะกาแฟพันธุ์ Arabica (Eakin et al., 2005) ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจเม็กซิโก และยังสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับชีวิตของเกษตรมากมายในชนบทของประเทศ อย่างไรก็ตามความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของเศรษฐกิจเม็กซิโกตั้งแต่ช่วงหลังทศวรรษที่ 1990 เป็นต้นมา ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมากให้กับเกษตรกรที่ปลูกเมล็ดกาแฟ จนพวกเขาต้องปรับตัวเข้าสู่กระบวนการกลายเป็นผู้ประกอบการและขยายสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (Padron and Burger, 2015)/p pสภาพทางเศรษฐกิจของประเทศเม็กซิโก โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรมในชนบทก่อนทศวรรษ 1990 นั้น สัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับนโยบายการรักษาเสถียรภาพด้านราคา (price stabilization policies) ที่อยู่ภายใต้การกำกับขององค์การการค้าของรัฐบาล (state-trading enterprise) ที่ชื่อว่า CONASUPO (Compan ̃ı ́a Nacional de Subsistencias Populares) ซึ่งถูกตั้งขึ้นในช่วงกลางทศวรรษ 1960 เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนเกษตรกรในด้านของราคา เช่น การช่วยรับซื้อสินค้าเกษตรจากเกษตรกรในราคาที่สูงกว่าราคาของสินค้าเกษตรในตลาดโลก หรือ การควบคุมโควต้าการนำเข้าสินค้าเกษตรจากต่างประเทศเพื่อไม่ให้กระทบกับราคาของสินค้าเกษตรภายในประเทศ (Avalos-Sartorio, 2006)/p pอย่างไรก็ตามเมื่อเข้าสู่ช่วงทศวรรษที่ 1980 รัฐบาลเม็กซิโกเริ่มเข้าสู่การปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะภาคเกษตรกรรม ภายใต้การเปลี่ยนนโยบายจากที่เน้นการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรโดยรัฐบาล ไปสู่นโยบายที่ให้ตลาดเป็นตัวกำหนดการเคลื่อนไหวของราคาสินค้าเกษตร (market-based agricultural economy) เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศในภาพกว้าง (Avalos-Sartorio, 2006) ทั้งนี้การเข้ามาของนโยบายใหม่ได้กระทำผ่านการผูกราคาสินค้าเกษตรในประเทศเข้ากับราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก ด้วยความหวังที่ว่าการผูกราคาสินค้าเกษตรในประเทศเข้ากับราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกจะช่วยให้ราคาสินค้าเกษตรในประเทศลดต่ำลง ซึ่งจะส่งผลโดยตรงกับการลดต้นทุนด้านอาหารของแรงงานในประเทศ นอกจากนั้นในกระบวนการดังกล่าวรัฐยังสามารถที่จะตัดงบประมาณจำนวนมหาศาลที่เคยใช้ไปกับการอุ้มภาคการเกษตร และช่วยภาคอุตสาหกรรมในเมืองควบคุมต้นทุนเรื่องค่าแรงไปในตัว (ibid)/p pสำหรับนโยบายการปฎิรูปเศรษฐกิจดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงต้นทศวรรษที่ 1990 ผ่านการเข้าร่วมการเปิดเสรีทางการค้าภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ หรือ North American Free Trade Agreement (NAFTA) ซึ่งส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไพศาลต่อภาคการเกษตรของเม็กซิโก โดยเฉพาะเกษตรกรในชนบทที่ทำไร่กาแฟ (Padron and Burger, 2015)/p pการเปลี่ยนนโนบายเชิงเศรษฐกิจของรัฐบาลเม็กซิโกตั้งแต่ช่วงปี 1990 เป็นต้นมา ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยยะสำคัญต่อเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในชนบทของเม็กซิโก กล่าวคือ รัฐบาลเม็กซิโกได้ลดการช่วยเหลือด้านราคากับเกษตรผู้ปลูกเมล็ดกาแฟและยกเลิกกฎเกณฑ์ที่เคยใช้ในการคุ้มครองตลาดเมล็ดกาแฟภายในประเทศ จนส่งผลเกิดการไหลทะลักเข้ามาของเมล็ดกาแฟจากบรรษัทผู้ผลิตเมล็ดกาแฟข้ามชาติ ซึ่งทำให้อุปทานของเมล็ดกาแฟภายในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และราคาของเมล็ดกาแฟที่ยังไม่ถูกแปรรูปของเกษตรกรในประเทศตกต่ำลงอย่างเฉียบพลัน (Padron and Burger, 2015)/p pนอกจากนั้นการผูกราคาของเมล็ดกาแฟในประเทศเข้ากับราคาของเมล็ดกาแฟในตลาดโลก ยังส่งผลกระทบในแง่ลบต่อเกษตรกรมากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะเมื่อข้อตกลงนานาชาติว่าด้วยเรื่องกาแฟ หรือ International Coffee Agreement (ICA) ยุติลงไปในปี 1989 ส่งผลให้ไม่เหลือองค์กรหรือความร่วมมือใดๆในระดับนานาชาติที่สามารถมีอำนาจในการควบคุมอุปสงค์ของกาแฟในตลาดโลกได้ นอกจากนั้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน คือช่วงปี 1990 เวียดนามได้เข้ามาเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดเมล็ดกาแฟของโลก (เดิมมีเม็กซิโก ฮอลดูรัส และกัวเตมาลา) ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นส่งผลให้อุปทานของกาแฟในตลาดโลกปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินการควบคุม และส่งผลทางอ้อม คือ ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในเม็กซิโกต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติการของราคาเมล็ดกาแฟที่ตกต่ำลงอย่างกระทันหัน จนพวกเขาถูกบังคับให้ต้องปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง/p pในด้านหนึ่งการเผชิญหน้ากับวิกฤติกาแฟของเกษตรกรในชนบทที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1990 ได้สร้างรูปแบบของการปรับตัวไปสู่ผู้ประกอบการขึ้นมาสองชุด คือ หนึ่งการปรับตัวไปสู่ผู้ประกอบการในชนบทผ่านการขยายไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในแนวดิ่ง (vertical diversification) เช่น การขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจไปสู่การเพิ่มมูลค่าให้กับเมล็ดกาแฟดิบ กับสอง คือ การขยายไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในแนวนอน (horizontal diversification) เช่น การออกไปรับจ้างงานนอกภาคการเกษตร และ การเปลี่ยนไปสู่การปลูกพืชผมทางการเกษตรชนิดอื่นๆ เป็นต้น (Barghouti, 2004)/p pทั้งนี้จากการศึกษาของ Pardon และ Burger (2015) พบว่า เกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่สูง ซึ่งไม่มีถนนหนทางที่เชื่อมต่อกับเมืองได้สะดวก และเป็นชุมชนที่คนส่วนใหญ่ปลูกกาแฟมาตั้งแต่ช่วงก่อนวิกฤติราคากาแฟในปี 1990 มักจะเลือกปรับตัวผ่านการขยายพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในแนวดิ่ง เช่น การแปรรูปเมล็ดกาแฟดิบ ผ่านการตากแห้ง การคั่วกาแฟ และการขอใบรับรองคุณภาพกาแฟ ซึ่งภายใต้กระบวนการดังกล่าวเกษตรกรจะสามารถขยายจากการปลูกกาแฟดิบเพื่อส่งให้พ่อค้าคนกลาง ไปสู่การขายกาแฟที่ผ่านกระบวนการเพิ่มมูลค่าแล้วให้กับผู้บริโภคโดยตรง (พ่อค้าคนกลางเข้ามารับหน้าที่แทนรัฐเมื่อรัฐวิสาหกิจของรัฐตัดสินใจถอยออกจากตลาด แต่ก็ไม่ได้ช่วยลดความเสียหายที่เกิดจากยกเลิกการคุ้มครองตลาดของรัฐได้)/p pสำหรับสาเหตุที่เกษตรกรที่อยู่ในชุมชนที่ปลูกกาแฟมาตั้งแต่ก่อน 1990 ตัดสินใจขยายไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในแนวดิ่ง (ทั้งที่ราคาของกาแฟในตลาดตกลงอย่างต่อเนื่อง) สัมพันธ์อยู่กับปัจจัยหลายด้าน กล่าวคือ ในด้านแรกเกษตรกรกลุ่มนี้ไม่มีช่องทางในการเชื่อมต่อกับเมืองใหญ่ได้สะดวก ทำให้การขยายไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อยู่นอกเหนือพื้นที่ทางการเกษตรเป็นไปได้ยาก เช่น การเปิดร้านค้า หรือ การเข้าไปเป็นแรงงานในเมือง และสองการที่คนส่วนใหญ่ในชุมชนปลูกต้นกาแฟกันอย่างแพร่หลาย ทำให้การเข้าถึงเทคโนโลยีการแปรรูปกาแฟเกิดขึ้นได้ในราคาที่ไม่สูงมากนัก เพราะคนทั้งชุมชนสามารถลงทุนและใช้ปัจจัยการผลิตร่วมกันได้ ทำให้การเลือกแปรรูปกาแฟเป็นการปรับตัวที่มีต้นทุนต่ำที่สุดและผู้คนยังสามารถรักษาอัตลักษณ์ของการเป็นผู้ผลิตกาแฟต่อไปได้ (Padron and Burger, 2015)/p pในทางตรงกันข้ามเกษตรกรที่เลือกจะขยายไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในแนวนอน มักจะเป็นเกษตรกรรายใหญ่ ที่มีที่ดินเยอะ แต่ขาดแรงงานที่เพียงพอต่อการปลูกกาแฟ (กาแฟเป็นพืชที่ต้องอาศัยแรงงานในการผลิตอย่างเข้มข้นเมื่อเทียบกับพืชเศรษฐกิจชนิดอื่น) อันเนื่องมาจากสภาพทางภูมิศาสตร์ที่เชื่อมต่อกับเมืองใหญ่ได้สะดวก ทำให้เกษตรกรบางส่วนในพื้นที่ตัดสินใจขยายไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจนอกพื้นที่ทางการเกษตร เช่น การออกไปเป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้แรงงานทางการเกษตรในพื้นที่ดังกล่าวไม่เพียงพอต่อการปลูกเมล็ดกาแฟดิบ เกษตรกรรายใหญ่ในบริเวณดังกล่าว จึงเลิกปลูกต้นกาแฟที่ราคาตกต่ำ และขยายไปสู่การปลูกพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นที่ราคาดีกว่าและพึ่งพิงแรงงานที่ใช้ในการผลิตต่ำกว่า (Padron and Burger, 2015)/p pกล่าวโดยสรุปความเปลี่ยนแปลงจากการถอยออกจากคุ้มครองตลาดสินค้าเกษตรของรัฐ และการปล่อยให้ตลาดสินค้าเกษตรเคลื่อนไหวอย่างเสรีโดยอิงกับราคาของสินค้าเกษตรในตลาดโลก ได้ส่งผลโดยตรงกับเกษตรกรผู้ปลูกเมล็ดกาแฟดิบในชนบทของประเทศเม็กซิโก โดยความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้ส่งผลให้เกิดรูปแบบของการปรับตัวในลักษณะของการขยายไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย ทั้งในแนวดิ่งที่ยังคงสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับการผลิตกาแฟและในแนวระนาบที่เกษตรกรบางกลุ่มขยายออกไปจากพื้นที่ของการผลิตกาแฟ หรือในอีกความหมายหนึ่งก็คือ การก่อรูปของผู้ประกอบการในชนบทในประเทศเม็กซิโกนั่นเอง/p pจะเห็นได้ว่าการก่อรูปของความเป็นผู้ประกอบการในชนบทและการขยายตัวของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ ล้วนสัมพันธ์กับบริบทและเงื่อนไขของประเทศนั้นๆ ดังนั้นการจะทำความเข้าใจของการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการในชนบทได้ จึงต้องมองลึงลงไปยังเงื่อนไขภายในและภายนอกสังคมนั้นๆ ที่อนุญาติให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบทผ่านการก่อรูปของสังคมผู้ประกอบการ/p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p pnbsp;/p h4strongอ้างอิง/strong/h4 pBANK, W. 2003. Sri Lanka Promoting Agricultural and Rural Non-farm Sector Growth, Washington, World Bank./p pBARGHOUTI, S. M. 2004. Agricultural diversification for the poor: Guidelines for practitioners, Washington, Agriculture and Rural Development Department, World Bank./p pBRUTON, H. J., ABESEKARA, G., SALLRATNE, N. amp; YUSOF, Z. A. 1992. The Political Economy of Poverty Equity and Growth: Sri Lanka and Malaysia, Oxford, Oxford University Press./p pBUREAU, N. S. 2000. Statistics of Social Development in R.O.C. Taipei: National Statistics Bureau [Online]. Available: http://www.stat.gov.tw [Accessed]./p pC. C. O. 1999. Basic Agricultural Statistics, Taipei, COA./p pCHEN, W. T. 1996. Joining WTO and adjustment of food policies. Journal of Scientific Agriculture, 44, 161-72./p pDE VRIES, W. M. 1993. Farming with Other Gainful Activities in the Netherlands. Sociologia Ruralis, XXXIII./p pEAKIN, H., TUCKER, C. M. amp; CASTELLANOS, E. 2005. Market Shocks and Climate Variability: The Coffee Crisis in Mexico, Guatemala, and Honduras. Mountain Research and Development, 25, 304-309./p pFORESTRY), T. T. P. D. O. A. A. 1997. The Planning and Establishing Principles for Pick-Your-Own (PYO) Farms, Nantou, Taiwan./p pGUNATILEKE, G. 1992. The Entrepreneur and the Emerging Economic order. PIM Conference of Management Studies (BMICH Colombo). Postgraduate Institute of Management, University of Sri Jayawardenapura./p pGUNATILEKE, G., PERERA, M., WANIGARATNE, R. A. M. C., FERNANDO, R. E., LAKSMAN, W. D., CHANDRASIRI, J. K. M. D. amp; WANIGARATNE, R. D. 1992. Rural Poverty in Sri Lanka: Priority Issues and Policy Measures. Asian Development Review, 10./p pHASHIM, F., RAZAK, N. A. amp; AMIR, Z. 2011. Empowering rural women entrepreneurs with ict skills: An impact study of 1nita project in Malaysia. Procedia - Social and Behavioral Sciences, 15, 3779-3783./p pHSIAU, S. Y. 1984. Study on the Development and Problems of Pick-Your-Own Farms in Central and Northern Taiwan. Department of Horticulture, National Taiwan University./p pKODITHUWAKKU, K. A. S. S. 1997. Entrepreneurial Processes in an Apparently Uniform Context: A Study Of Rural Farmers in Sri Lanka. PhD, University of Stirling./p pKODITHUWAKKU, S. S. amp; ROSA, P. 2002. The Entrepreneurial Process and Economic Success in a Constrained Environment. Journal of Business Venturing, 17, 431- 465./p pLEE, M.-H. 2005. Farm tourism Co-operation in Taiwan. In: HALL, D., KIRKPATRICK, I. amp; MITCHELL, M. (eds.) Rural Tourism and Sustainable Business. Clevedon: Channel View Publications./p pMOORE, M. 1984. Categorizing Space: Urban-Rural or Core-Periphery in Sri Lanka. The Journal of Development Studies, 20./p pPADRÓN, B. R. amp; BURGER, K. 2015. Diversification and Labor Market Effects of the Mexican Coffee Crisis. World Development, 68, 19-29./p pR. DE SILVA, L. amp; KODITHUWAKKU, S. S. 2011. Pluriactivity, Entrepreneurship and Socio-economic Success of Farming Households. In: ALSOS, G. A. (ed.) The handbook of research on entrepreneurship in agriculture and rural development. Cheltenham: Edward Elgar/p pSAMARATHUNGA, P. A. amp; DISSANAYAKE, D. M. W. T. 1991. Potentials and Problems of Income and Employment Generation Through Small-Scale Processing of Coarse Grains, Pulses, Roots and Tubers in Sri Lanka. CGPRT Publication./p pSILVA, K. T., DE SILVA, S. B. D., KODITHUWAKKU, S., RAZZAK, M. G. M., ANANDA, J., GUNAWADENA, I. M. amp; LUX, D. 1999. No Future in Farming ?; The Potential Impact of Commercialization of Non-Plantation Agriculture on Rural Poverty in Sri Lanka, Kandy, Centre for Intersectoral Community Health Studies./p pWEERAHEWA, J., KODITHUWAKKU, S. amp; UDAYANGANIE, D. 2007. Agricultural Diversification in Sri Lanka. In: JOSHI, P., GULATI, A. amp; CUMMINGS, R. (eds.) Agricultural diversification and smallholders in South Asia. New Delhi: Academic Foundation./p pÁVALOS-SARTORIO, B. 2006. What can we learn from past price stabilization policies and market reform in Mexico? Food Policy, 31, 313-327./p pnbsp;/p pnbsp;/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://prachatai.org/journal/2016/09/68091" target="_blank"ชนบทที่เคลื่อนไหวกับพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (1)/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/NyrPPM0Nl8c" height="1" width="1" alt=""/

ครม.ไฟเขียว ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาที่เป็นธรรม

Tue, 27/09/2016 - 23:30
!--break--!--break-- p27 ก.ย. 2559 ที่ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดย ครม.nbsp;มีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาที่เป็นธรรม พ.ศ. ....nbsp; ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาnbsp;nbsp; ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป/p pสำหรับสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว ซึ่งเว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลได้สรุปไว้ดังนี้/p p1. กำหนดขอบเขตการใช้บังคับกฎหมายให้ใช้เฉพาะการทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาnbsp;nbsp;โดยกำหนดบทนิยามคำว่า“ระบบเกษตรพันธสัญญา”nbsp;ให้หมายถึงเฉพาะระบบการผลิตผลิตผลหรือบริการทางการเกษตรที่เกิดขึ้นจากสัญญาระหว่างผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรกับบุคคลธรรมดาซึ่งประกอบอาชีพเกษตรกรรมตั้งแต่สิบรายขึ้นไปnbsp; หรือกับองค์กรทางการเกษตรที่มีกฎหมายรองรับ โดยผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตด้วยเท่านั้น nbsp;nbsp;/p p2. กำหนดให้มีคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาขึ้นnbsp; โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานnbsp; มีอำนาจหน้าที่ในการเสนอแผนการพัฒนาระบบเกษตรพันธสัญญาต่อคณะรัฐมนตรี กำหนดแนวทางให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการให้เป็นไปตามแผน กำหนดรูปแบบของสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาnbsp; และออกประกาศเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการต่าง ๆnbsp; ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ nbsp;nbsp;/p p3. กำหนดให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีหน่วยงานในระดับพื้นที่ทำหน้าที่สำนักงานเลขานุการของคณะกรรมการ และให้มีอำนาจหน้าที่ในการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลและสภาพปัญหาเกี่ยวกับการทำเกษตรกรรมในระบบเกษตรพันธสัญญาเสนอต่อคณะกรรมการnbsp;/p p4.กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรที่ประสงค์จะประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญาหรือเลิกการประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญาต้องจดแจ้งnbsp; การประกอบธุรกิจหรือการเลิกประกอบธุรกิจต่อสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์nbsp; และให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์nbsp; จัดทำทะเบียนผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร และเปิดเผยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้nbsp;nbsp;/p p5. กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรต้องทำเอกสารสำหรับการชี้ชวนให้เกษตรกรทราบเป็นการล่วงหน้าก่อนทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาnbsp; และต้องส่งให้สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เก็บไว้เพื่อใช้เป็นเอกสารในการตรวจสอบ โดยเอกสารสำหรับการชี้ชวนดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาและจะต้องมีข้อมูลตามที่กำหนดnbsp;nbsp;/p p6. กำหนดให้อำนาจคณะกรรมการในการประกาศกำหนดแบบของสัญญาในกรณีที่การทำสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาใดอาจมีผลกระทบอย่างสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในกรณีที่การทำสัญญาไม่เป็นไปตามแบบที่คณะกรรมการกำหนด ให้ถือว่าสัญญาส่วนนั้นไม่มีผลใช้บังคับและให้นำความตามแนบมาใช้แทนnbsp;nbsp;/p p7. กำหนดให้ข้อตกลงหรือเงื่อนไขในสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญาอันเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามที่กำหนด ไม่มีผลใช้บังคับ/p p8. กำหนดให้คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายต้องเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนจึงจะมีสิทธินำข้อพิพาทเข้าสู่การพิจารณาของอนุญาโตตุลาการหรือนำคดีไปสู่ศาล ในกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประสงค์จะใช้กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทnbsp;nbsp;/p p9. กำหนดมาตรการคุ้มครองระหว่างกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยห้ามมิให้คู่สัญญาชะลอnbsp;ระงับ หรือยุติการปฏิบัติตามสัญญาจนเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายnbsp; กระทำการใด ๆnbsp; ให้คู่สัญญาอีกฝ่ายได้รับความเสียหายทั้งทางตรงและทางอ้อม ในกรณีที่สัญญาสิ้นสุดลงแล้ว หรือทำข้อตกลงเพิ่มเติมหรือแก้ไขสัญญาเพื่อให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรับความเสี่ยงภัยnbsp; รับภาระnbsp; หรือมีหน้าที่เพิ่มเติมโดยไม่มีค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรมnbsp;/p p10. กำหนดโทษปรับไม่เกินสามแสนบาทสำหรับผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตรซึ่งไม่แจ้งการประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญา ไม่แจ้งการยกเลิกการประกอบธุรกิจในระบบเกษตรพันธสัญญาnbsp; หรือไม่จัดทำเอกสารสำหรับการชี้ชวนก่อนการทำสัญญา/p p11.กำหนดโทษปรับไม่เกินสามแสนบาท และปรับอีกไม่เกินวันละห้าพันบาท ตลอดเวลาที่ฝ่าฝืนnbsp;nbsp;สำหรับคู่สัญญาซึ่งชะลอ ระงับnbsp; หรือยุติการปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาจนเป็นเหตุให้อีกฝ่ายหนึ่งได้รับความเสียหายในระหว่างกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทnbsp; หรือกระทำการใด ๆnbsp; ที่เป็นการเสียหายแก่อีกฝ่ายหนึ่งในกรณีที่สัญญาสิ้นสุดลงแล้วในระหว่างกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท nbsp;nbsp;/p p12.กำหนดโทษปรับไม่เกินสามแสนบาทสำหรับผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร ซึ่งดำเนินการใด ๆnbsp;nbsp;เพื่อให้การทำสัญญาไม่เข้าลักษณะของสัญญาในระบบเกษตรพันธสัญญา/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/SktPnArilE0" height="1" width="1" alt=""/

แกนนำแดง ร่วมพิธีรดน้ำศพ 'ลุงยิ้ม ตาสว่าง' หลังเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด

Tue, 27/09/2016 - 22:58
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8560/29855224242_60f3581c78.jpg" //p p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/6/5275/29855225522_45e8570e84.jpg" //p p style="text-align: center;"ที่มาภาพ เพจnbsp;a href="https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=1752148241691281amp;id=1426666687572773"Banrasdr Photo/a/p p27 ก.ย. 2559nbsp;เมื่อเวลา 18.00 น. ที่วัดหลักสี่ กรุงเทพฯnbsp;เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. การุณ โหสกุล สุรชาติ เทียนทอง อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยมวลชนเสื้อแดง ร่วมพิธีรดน้ำศพ พฤกษ์ พฤกษ์สุนันท์ หรือ 'ลุงยิ้ม ตาสว่าง' ที่เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งปอด โดยมีกำหนดฌาปนกิจศพในวันที่ 2 ต.ค. นี้/p pโดย พฤกษ์nbsp;ได้เสียชีวิตอย่างสงบ เมื่อเวลา 03.54 น. ที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ หลังจากป่วยเป็นมะเร็งมานาน ข่าวสดออนไลน์ รายงานดวยว่า พฤกษ์ รักษาตัวที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โดยเข้ารับเคมีบำบัดมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งอาการเริ่มทรุดหนักญาตินำตัวส่งโรงพยาบาล เมื่อวันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา/p divโดยเมื่อคืนที่ผ่านมาลุงยิ้มมีอาการอ๊อกซิเจนในเลือดต่ำ และความดันต่ำลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียชีวิตดังกล่าว/div pพฤกษ์ หรือ ชื่อในเฟซบุ๊ก 'a href="https://www.facebook.com/dangcaca"ลุงยิ้ม ตาสว่าง/a' เป็นนักกิจกรรมกลุ่มคนเสื้อแดง และเป็นผู้ที่ใช้เฟซบุ๊กในการเคลื่อนไหวทางการเมืองทั้งแสดงความคิดเห็น และรายงานสถานการณ์ จนมีผู้กดติดตามกว่า 50,000 ราย นอกจากนี้ช่วงที่มีการชุมนุมของกลุ่มnbsp;กปปส. เขายังเข้าไปถ่ายรูปแล้วนำมาโพสต์เชิงล้อเลียนในเฟซบุ๊กส่วนตัวอีกด้วย/p pหลังการรัฐประหาร ของ คสช. พฤกษ์nbsp;เป็น 1 ใน ผู้ที่ถูก คสช. เรียกรายงานตัวตามคำสั่ง คสช.ที่nbsp;44/2557nbsp;nbsp;ถูกควบคุมตัวในค่ายทหาร มทบ. 11 ก่อนถูกปล่อยตัวภายหลัง/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/06/53737" target="_blank"ชาวบ้าน-นักกิจกรรมมารายงานตัวตามคำสั่ง คสช. 44/2557/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Ry8XOPMK_Mk" height="1" width="1" alt=""/

ตร.ออกหมายเรียกเพิ่มอีก 5 ราย จากงาน 'พูดเพื่อเสรีภาพฯ' ที่ ม.ขอนแก่น ฝืนคำสั่ง คสช.

Tue, 27/09/2016 - 19:43
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8553/28736684103_441c7431c0_o.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ภาพกิจกรรมพูดเพื่อเสรีภาพฯ เมื่อวันที่nbsp;31 ก.ค. ที่ผ่านมา (แฟ้มภาพ)/span/p pเมื่อวันที่ 26 ก.ย. ที่ผ่านมา a href="http://www.tlhr2014.com/th/?p=2235"ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน/a รายงานว่า ภายหลังจากมีหมายเรียกผู้ต้องหาจากพนักงานสอบสวน สภ.เมืองขอนแก่นส่งไปที่บ้านของ ภานุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์ หรือ ไนซ์ ดาวดิน เมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยระบุให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา “ร่วมกันขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.” ในวันที่ 28 ก.ย. 2559 เวลา 10.00 น. ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้สอบถามไปยังพนักงานสอบสวนที่รับผิดชอบคดี เพื่อขอทราบรายละเอียดในคดีเพิ่มเติม/p pจากการสอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงทราบว่าได้มีการเรียกผู้ต้องหาเพิ่มอีกได้แก่nbsp;นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ อดีตสส.พรรคเพื่อไทย ผศ.พรรณวดี ตันติศิรินทร์ อาจารย์บัณฑิตศึกษา คณะพยาบาลศาสตร์ รังสิมันต์ โรม และนายเอ (นามสมุติ) รวม ภานุพงศ์ ด้วยเป็น 5 คน ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ร่วมกันชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่3/2558 จากเหตุร่วมกิจกรรม “พูดเพื่อเสรีภาพ รัฐธรรมนูญกับคนอีสาน” ที่จัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2559/p pจากเหตุการณ์เดียวกันนี้เจ้าหน้าที่ได้เรียกบุคคลทั้งหมด 6 คน ได้แก่ จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” ฉัตรมงคล เจนเชี่ยวชาญ นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นและสมาชิกกลุ่มดาวดิน, ณรงค์ฤทธิ์ อุปจันทร์ นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นและสมาชิกกลุ่มพลเมืองคนรุ่นใหม่, ณัฐพร อาจหาญ นักกิจกรรมขบวนการอีสานใหม่ แต่วันดังกล่าวไปในฐานะผู้สังเกตการณ์กิจกรรม ไม่ได้เป็นผู้จัดงาน และเจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนอีก 2 คน คือ ดวงทิพย์ ฆารฤทธิ์ และนีรนุช เนียมทรัพย์ ซึ่งไปในฐานะผู้สังเกตการณ์ เข้ารับทราบข้อกล่าวเดียวกันไปก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 31 ส.ค.2559 ขณะนี้จึงมีผู้ต้องหาจากกิจกรรมครั้งนี้รวมแล้ว 11 คน/p pคดีนี้สืบเนื่องจากกลุ่มพลเมืองคนรุ่นใหม่ ร่วมกับขบวนการประชาธิปไตยใหม่อีสาน (NDM) จัดงานดังกล่าวขึ้น เพื่อให้ความรู้และรณรงค์ประเด็นที่เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญก่อนที่จะมีขึ้นเมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาจัดงานมีเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัย ตำรวจและทหารพยายามมากดดันเพื่อให้ยุติการจัดงานและมีการดำเนินคดีตามมาในภายหลัง/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/08/67704" target="_blank" 6 ผู้ต้องหาคดี#039;พูดเพื่อเสรีภาพ#039; รับทราบข้อหา แอมเนสตี้เรียกร้องยุติสอบสวนทางอาญา/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2016/08/67508" target="_blank" เจ้าหน้าที่ศูนย์ทนาย-อีสานใหม่-นศ. ถูกดำเนินคดีเพียบ เหตุจัดเวทีที่มข./a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/VoAHcrb90Uw" height="1" width="1" alt=""/

วงเสวนา 35|53: เปลี่ยนรูปเปลี่ยนวิธีของขบวนการนักศึกษาจาก 2519 ถึง 2559

Tue, 27/09/2016 - 18:26
pวงเสวนาประจำปีของศูนย์การศึกษาสังคมและวัฒนธรรมร่วมสมัย “ว่าด้วยคนรุ่นใหม่” กนกรัตน์ เลิศชูสกุล เสนอ 3 ปัจจัยทางเศรษฐกิจ-สังคม-การเมือง ทำให้ยุคหลัง 2519 ขบวนการนักศึกษาเปลี่ยนแปลง ด้าน รังสิมันต์ โรม ชี้ปัจจุบันเป็นยุคสมัยที่ไม่มี “ขบวนการ” ของนักศึกษา ไร้จัดตั้ง แต่ละกลุ่มมีจุดร่วมคือแนวทางเสรีนิยม ขณะที่นลินี ตันธุวนิตย์ เชื่อว่าขบวนต่อสู้ในปัจจุบันแค่เปลี่ยนรูป แต่ยังสู้กับระบอบการเมืองเดิม/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8494/29928047816_9cc9630744_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"strongเวทีเสวนา "#3 “เปลี่ยนแปลง”: ว่าด้วย “คนรุ่นใหม่” กับการเคลื่อนไหวทางสังคม" ในสัมมนาวิชาการประจำปี 2559 ของศูนย์ศึกษาสังคมและวัฒนธรรมร่วมสมัย “35|53 หนุ่มสาวในห้วงของการเปลี่ยนผ่าน” จัดที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อ 25 กันยายนที่ผ่านมา (จากซ้ายไปขวา) กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นลินี ตันธุวนิตย์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รังสิมันต์ โรม ขบวนการประชาธิปไตยใหม่,nbsp;กรรณิกา วงสีสา นักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาการวิจัยทางสังคม คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ nbsp;และบัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ดำเนินรายการ/strong/span/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/1/392/19136244275_743864ed3c_z.jpg" style="width: 560px; height: 373px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongขบวนการประชาธิปไตยใหม่หน้าสถานีตำรวจนครบาลปทุมวัน เมื่อ 24 มิถุนายน 2558 (แฟ้มภาพ/ประชาไท)/strong/span/p pที่ห้องเอนกประสงค์ริมน้ำ ชั้น 1 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีวงเสวนาสัมมนาวิชาการประจำปี 2559 ของศูนย์ศึกษาสังคมและวัฒนธรรมร่วมสมัย “35|53 หนุ่มสาวในห้วงของการเปลี่ยนผ่าน” โดยในช่วงบ่าย มีเวทีเสวนา #3 “เปลี่ยนแปลง”: ว่าด้วย “คนรุ่นใหม่” กับการเคลื่อนไหวทางสังคม วิทยากรประกอบด้วย กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรรณิกา วงสีสา นักศึกษาปริญญาโท สาขาวิชาการวิจัยทางสังคม คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิมันต์ โรม ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ และ นลินี ตันธุวนิตย์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย/p p style="text-align: center;"span style="color:#0000cd;"strong000/strong/span/p pstrongกนกรัตน์ เลิศชูสกุล/strong เริ่มต้นนำเสนอว่า อยากชวนตั้งคำถามที่เป็นคำถามยุคสมัย ที่ใครๆ ก็ชอบถามว่า นักศึกษาหายไปไหน? ทำไมขบวนการนักศึกษาปัจจุบันจึงดูไม่มีพลัง ทำไมคนจำนวนน้อยเหลือเกินที่ทำกิจกรรมนักศึกษาในปัจจุบัน ทำไมยุทธศาสตร์จึงไม่สามารถนำพวกเขาไปสู่ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมขนาดใหญ่ แบบที่เราเคยเห็นภาพของนักศึกษาเคลื่อนไหวอย่างเป็นเอกภาพและมีพลัง ทำไมวันนี้เราเห็นคนอย่างรังสิมันต์ โรม หรือขบวนการนักศึกษาที่มีคนจำนวนน้อยมาก ทำงานเคลื่อนไหวแบบดาวกระจาย แต่ยังไม่เห็นภาพแบบที่เกิดในยุค 1970/p pโดยจะพยายามตอบคำถามต่อเรื่องนี้ว่า ทำไมขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมจึงเติบโตและประสบความสำเร็จ และทำไมในระยะหลังจึงไม่เห็นภาพของนิสิตนักศึกษาในฐานะพลังที่สำคัญต่อขบวนการต่อสู้ทางการเมืองและประชาธิปไตย และทำไมขบวนการนักศึกษาจึงเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปแบบที่เป็นขบวนที่มีคนทำงานน้อย ค่อนข้างทำงานยุทธศาสตร์หลากหลายและย้อนแย้งขัดแย้งกัน แต่ทำไมพวกเขายังเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ที่ทุกกลุ่มต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลือง เสื้อแดง ขบวนการทางสังคมทุกปีก ที่คิดว่านักศึกษาคือ “พันธมิตรทางยุทธศาสตร์” ที่สำคัญ ทุกปีกต้องมีขบวนการนักศึกษาหรือองค์กรที่มีชื่อว่าเป็นนักศึกษาในขบวนการแบบนี้/p pก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าขบวนการนักศึกษาในยุค 1970 เป็นผลผลิตที่เกิดขึ้นในเงื่อนไขเฉพาะ ที่เติบโตผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมืองทางสังคมที่เฉพาะ ก่อนหน้ายุค 1970 ก็ไม่ใช่ขบวนการที่มีพลัง พวกเขาเป็นขบวนการที่มีขนาดเล็กมาก และบ่อยครั้งเป็นเครื่องมือทางการเมืองทั้งฝ่ายซ้ายและขวา หรือเป็นเครื่องมือของรัฐด้วยซ้ำ/p pเหตุผลก็คือในยุคก่อน 1970 นักศึกษาเป็นคนกลุ่มน้อยของสังคม พวกเขาถูกสร้างขึ้นมาในฐานะเป็นกลไกของการสร้างรัฐไทยสมัยใหม่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเริ่มแรกไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อให้คนรุ่นใหม่มีจิตใจรักเสรี หรือต้องลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับสังคมและรัฐ แต่พวกเขาเป็นกลไกหนึ่งของการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ เพื่อป้อนคนเข้าสู่กลไกระบบราชการต่างๆ ก่อนยุค 1970 เราจึงไม่เห็นพลังของปัญญาชนที่มีพลังจากการจัดตั้งอย่างเข้มแข็งแบบยุค 1970 โดยเฉพาะช่วงหลัง 14 ตุลาคม 2516 ถึงก่อน 6 ตุลาคม 2519 และเราปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ขบวนการนิสิตเป็นพลังที่ทำให้ขบวนการฝ่ายซ้ายในป่าเติบโตขึ้นอย่างมาก/p pกนกรัตน์ ยังกล่าวถึงปัจจัยที่ทำให้ขบวนการนักศึกษาในปี 1970 เริ่มเติบโตขึ้นมาว่า หากอ่านงานเขียนของ เบเนดิก แอนเดอร์สัน (บ้านเมืองของเราลงแดง : แง่มุมทางสังคมและวัฒนธรรมของรัฐประหาร 6 ตุลาคม) และงานของประจักษ์ ก้องกีรติ (และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ:การเมืองวัฒนธรรมของนักศึกษาและปัญญาชนก่อน 14 ตุลา) เราจะเห็นว่าในช่วง 1970 จะเห็นการเติบโตของ “mass education” ผ่านการอัดฉีดงบประมาณในช่วงสงครามเย็นในยุคจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จนถึงยุคต้น 2510 มีการเติบโตของมหาวิทยาลัย สถาบันอุดมศึกษาจำนวนมาก และมีการผลิตมวลชนชั้นกลางที่ได้รับการศึกษา (mass educated middle class) ขึ้นเป็นครั้งแรก และคนกลุ่มนี้มีจำนวนที่เพิ่มขึ้นมาก นอกจากนั้นเงื่อนไขโครงสร้างทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขข้อจำกัดทางการเมืองภายใต้ระบอบเผด็จการ และเรื่องเศรษฐกิจ ทำให้คนพวกนี้เป็นพลังที่ต้องการยุติโครงสร้างและข้อจำกัดทางการเมืองเหล่านั้น และภายใต้การเมืองที่เริ่มเปิด เริ่มมีตัวแสดงทางการเมืองเข้ามามากขึ้น ขบวนการนักศึกษาก็เข้ามาเป็นกลไกสำคัญ ที่ช่วยในการผลักดัน ทั้งต่อพรรคการเมืองและภาครัฐ เราจะเห็นภาพของขบวนการนักศึกษาเข้าไปรณรงค์กับพรรคการเมืองที่เป็นพรรคฝ่ายก้าวหน้า โดยมีพลังถึงขั้นที่ธีรยุทธ บุญมีเอง ยกหูโทรศัพท์เพื่อโทรศัพท์หานายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในปัจจุบัน/p pนอกจากนี้ยังมีปัจจัยหนุนเสริมในเรื่องการเข้ามาสนับสนุนของพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย รวมทั้งพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และกระแสเติบโตของขบวนการนักศึกษาทั่วโลกด้วย ซึ่งถ้าเราลองคิดว่านี่คือปัจจัยที่ทำให้ขบวนการนักศึกษาเติบโตในยุค 1970 เรามาดูกันว่าหลัง 1970 โดยเฉพาะหลังป่าแตก (หมายถึงการล่มสลายของ พคท.) เงื่อนไขเหล่านี้ในการเมืองไทยเปลี่ยนไปมากแค่ไหน/p pหลังป่าแตก นักศึกษาที่เข้าป่ากลับมาพร้อมกับความผิดหวังต่อเงื่อนไขทางการเมือง พวกเขารู้สึกเป็น loss generation เป็นรุ่นที่สูญเสีย ไม่มีพื้นที่สำหรับความคิดก้าวหน้าและพรรคฝ่ายซ้าย รวมทั้งไม่ได้เตรียมพร้อมสร้างองค์กรทางการเมืองหลังยุค พคท. เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้ขบวนการนักศึกษาที่เคยเป็นกลไกสำคัญยุค 1970 ต่อมาจึงค่อนข้างอ่อนแอ แตกแยก และทะเลาะกันอย่างลึกไปถึงฐานรากของอุดมการณ์ด้วย/p pนอกจากนักศึกษายุค 1970 แล้ว คนที่เป็นนักศึกษารุ่นต่อมา ในเชิงปรากฏการณ์ขบวนการนักศึกษาก็ค่อนข้างจะมีขนาดเล็กลง และอ่อนแอเมื่อเทียบกับคนในยุค 1970 และหลังจากนั้นไม่ว่าจะเป็นในช่วงพฤษภาทมิฬ หรือการเติบโตของขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมในยุค 1990 หรือในช่วงปฏิรูปการเมือง ขบวนการนิสิตนักศึกษา กลายเป็นขบวนการที่ค่อนข้างมีขนาดเล็ก เป็นกลุ่มย่อยของขบวนการเคลื่อนไหวอื่น แต่ยังคงเป็น “พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” ที่ทุกขบวนการต้องการ/p pหากถามว่าทำไม ขอทิ้งประเด็นเอาไว้ให้คุยกันต่อ ก็คือในแง่หนึ่งมรดกจากยุค 1970 สร้างpolitical perception (ภาพการรับรู้ทางการเมือง) ของสังคมไทย ให้เชื่อว่าขบวนการนักศึกษาเป็นพลังที่จำเป็น และสำคัญในการผลักดันการเคลื่อนไหว เพราะฉะนั้นหลังยุค 1970 เป็นต้นมา ในทุกการเคลื่อนไหว ไม่ว่าจะเป็นพฤษภาคม 2535กลุ่มเอ็นจีโอ และการปฏิรูปการเมือง เราจะเห็นการเติบโตขึ้นและเข้าไปมีส่วนร่วมของนักศึกษาในฐานะที่เป็นพันธมิตรทางการเมือง หรือแม้แต่ในช่วงเสื้อเหลืองและเสื้อแดงเองก็ตาม เราจะเห็นการเติบโตขึ้นของขบวนการนักศึกษา แต่ในฐานะที่เป็นเครื่องมือทางการเมือง และเป็นกลไกทางการเมืองที่ไม่ได้เป็นตัวแสดงที่มีบทบาทนำในขบวนการเหล่านี้/p pทำไมจึงเป็นเช่นนั้น คำตอบแบบทั่วๆ ไป ที่หลายคนอาจจะรู้สึกอึดอัด แบบที่คุณรังสิมันต์ โรม เคยพูดที่จุฬาลงกรณ์เมื่อครั้งก่อน หรือบางคนรู้สึกเหมือนคับข้องใจที่ว่า ทำไมขบวนการที่พวกเขาเคลื่อนไหวจึงไม่มีพลัง ไม่สามารถจะระดมมวลชนได้เหมือนในอดีต บางคนอาจจะเสนอว่าไม่มีผู้นำนักศึกษาแบบยุค 1970 หรือขบวนการนักศึกษาไม่มีแล้วเพราะคนรุ่นใหม่ไม่สนใจการเมือง/p pโดยกนกรัตน์เสนอ 3 ปัจจัย ผ่านการเชื่อมโยงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง/p pหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ นำมาซึ่งการลดลงของความตึงเครียดทางการเมืองในหมู่คนรุ่นใหม่/p pสอง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม-การเมือง ทำให้เกิดการเติบโตขึ้นของตัวแสดงใหม่ๆ จำนวนมากที่มีศักยภาพมากกว่านักศึกษา ในการเข้าไปมีบทบาทในขบวนการทางเมืองที่ซับซ้อนมากขึ้น/p pสาม มีการเติบโตขึ้นของขบวนการทางการเคลื่อนไหวใหม่ๆ ที่ทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวของนิสิตนักศึกษา มีความจำเป็นในรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงไป/p pปัจจัยแรก เรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะช่วงยุค 1980 ถึง 1990 การเติบโตทางเศรษฐกิจได้ดูดซับความตึงเครียดที่เกิดจากการเติบโตขึ้นของ “มวลชนชนชั้นกลางที่ได้รับการศึกษา” ซึ่งแรงกดดันต่างจากยุค 1970 ที่โครงสร้างเศรษฐกิจ และปัญหาทางการเมืองค่อนข้างแข็ง/p pปัจจัยที่สอง มีการเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมือง เมื่อปัญหาทางการเมืองซับซ้อนมากขึ้น ภายใต้การเมืองที่เปิดเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นตั้งแต่ปลาย 1980 เข้าสู่ 1990 ทำให้เกิดตัวแสดงใหม่ๆ ชนชั้นกลางมีฐานทางการเมืองที่กว้างขวางมากขึ้น มีตัวแสดงอื่นๆ ที่มีบทบาทแทนที่นักศึกษา ที่ันักศึกษาเคยทำในปี 1970 ไม่ว่าจะเป็นบทบาทเอ็นจีโอแบบเป็น “แอ็กทิวิสต์” อาชีพเต็มเวลา แบบที่นักศึกษาก็ทำไม่ได้ เอ็นจีโอมีทรัพยากรจำนวนมาก ที่นักศึกษาไม่สามารถทำได้ต่อเนื่องแบบเอ็นจีโอ การเติบโตขึ้นของสื่อสารมวลชนยุค 1990 ทำให้การทำงานทางความคิดของนักศึกษาไม่สามารถสื่อสารได้อย่างประสิทธิภาพเท่าสื่อสารมวลชนยุค 1990 นอกจากนี้เรายังเห็นบทบาทของอาจารย์มหาวิทยาลัย นักการเมืองท้องถิ่น กลุ่มทุนการเมือง ที่เคลื่อนไหวทางการเมืองแบบที่นักศึกษาเคยทำในยุค 1970/p pนอกจากนี้ยังมีโครงสร้างทางการเมืองที่เปิดกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังปฏิรูปการเมืองในปี 1997 ที่มีกลไกทางการเมืองใหม่ๆ ที่ทำให้ชนชั้นกลางเข้ามาต่อสู้ทางการเมืองที่เป็นโครงสร้างการเมืองที่เป็นทางการมากขึ้น/p pปัจจัยสุดท้ายเป็นเรื่องกรอบคิดของขบวนการเคลื่อนไหวใหม่ๆ ในยุคปลาย 1990 ทั้ง New Social Movement หรือขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ และชุมชนนิยม ซึ่งการเคลื่อนไหวมีความต้องการที่จะระดมการสนับสนุนเครือข่ายจากหลากหลายชนชั้น และภายใต้การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างสังคม-การเมืองเช่นนี้ จึงไม่ใช่นักศึกษาที่เป็นแกนกลางต่อไป/p pเพราะฉะนั้น ทำไมเราจึงไม่เห็นภาพของขบวนการนักศึกษาที่เป็น “ขบวนการมวลชนที่เป็นเอกภาพ” แบบที่เคยเกิดขึ้นในปี 1970 จึงเป็นไปอย่างที่เสนอ 3 ปัจจัยดังกล่าว/p pแต่จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นหลังจากเกิดรัฐประหาร 2 รอบที่ผ่านมา ซึ่งทำให้ชนชั้นกลาง ฝ่ายค้านทางการเมืองกลุ่มอื่นๆ ถูกกดไว้ทางการเมือง ไม่มีพื้นที่ ขณะที่นักศึกษามีสิ่งเฉพาะตัวที่ตัวแสดงทางการเมืองอื่นๆ ไม่มี ไม่ว่าจะเป็นมรดกที่เขาได้มาจากยุค 1970 คือแรงบันดาลใจ ภาพความรับรู้ที่สังคมและชนชั้นนำไทยมีต่อนักศึกษา ในขณะที่พวกเขามีขนาดเล็กมาก และจริงๆ พวกเขาไม่มีแรงกดดันทางการเมืองมากเท่ากับภาพความรับรู้ที่สังคมและชนชั้นนำไทยมีต่อพวกเขา/p pนอกจากนั้นพวกเขายังมีสิ่งเฉพาะตัวอีกอย่างคือ กลุ่มนักศึกษามีความต่อเนื่องในการเคลื่อนไหว ในขณะที่กลุ่มฝ่ายค้านทางการเมืองอื่นๆ หากถูกรัฐปรามปราม หรือทำให้เงียบเสียง แต่นักศึกษามีธรรมชาติของการ re-generate (เกิดขึ้นใหม่) ตลอดเวลา คือผลิตคนรุ่นใหม่ขึ้นมาทุกปี เพราะฉะนั้นแม้ขบวนการนักศึกษาจะมีข้อจำกัดทางการเมืองในด้านทักษะ หรือประเด็นปัญหาเพื่อขับเคลื่อนขบวนมวลชน แต่จากคุณสมบัติเฉพาะที่เขามี ทำให้ขบวนการนักศึกษายังเป็นตัวแสดงที่ยังคงมีพื้นที่ทางการเมืองในปัจจุบัน/p p style="text-align: center;"span style="color:#0000cd;"strong000/strong/span/p pstrongกรรณิกา/strong strongวงสีสา/strong นำเสนอเรื่อง “นักเคลื่อนไหวไร้สังกัดในการประกอบสร้าง Subject” โดยมุ่งศึกษาในเรื่องที่ว่าตัวนักกิจกรรมว่าประกอบสร้างตัวเองอย่างไร หล่อหลอมวิธีคิดอย่างไร และนำไปสู่ปฏิบัติการของนักศึกษาอย่างไร โดยเน้นศึกษาผ่านการลงสนาม และสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วมกับนักศึกษาที่ทำกิจกรรม/p pในเรื่องของการเก็บข้อมูล กรรณิกา กล่าวว่า จะเห็นว่าในการลงไปทำงานด้วย เวลาลงไปภาคสนาม ต้องร่วมทำกิจกรรมด้วยเพื่อให้ใกล้ชิดแหล่งข้อมูลมากขึ้น กว่าจะพูดคุยแต่ละเรื่อง หรือพูดคุยเรื่องเนื้อหาวิธีการทำกิจกรรม บางเรื่องก็มีเรื่องความละเอียดอ่อนด้านข้อมูล เพราะมีการทำงานทางความคิดของกลุ่มนักศึกษา บางทีเมื่อลงพื้นที่ก็ไม่สามารถเข้าถึงบางข้อมูลได้ในช่วงวงประชุม แต่ก็อาศัยการเก็บข้อมูลผ่านกิจกรรมที่นักศึกษาทำงาน พอถึงช่วงประชุม ผู้ศึกษาก็ถอยออกมา โดยอาศัยรับรู้ข้อมูลผ่านการพูดคุยกับผู้ทำกิจกรรมที่เข้าถึงข้อมูลอีกครั้งหนึ่งแทน/p pต่อคำถามจากผู้ดำเนินรายการที่ว่า นักวิจัยต้องวางตัวเป็นกลางกับสิ่งที่ศึกษา และสิ่งนี้เป็นความท้าทายต่อผู้วิจัยแค่ไหน และเมื่อถึงจุดนั้นมีวิธีจัดการต่อสถานการณ์อย่างไร กรรณิกา ตอบว่า ในเรื่องของการวางตัวของผู้ศึกษา กับเรื่องราวหรือกลุ่มที่กำลังศึกษานั้น มีอาจารย์ หรือนักกิจกรรมรุ่นพี่แนะนำว่า ถ้าเราเชื่อเรื่องการต่อสู้หรือการเปลี่ยนแปลง เราควรมีวิธีคิดที่ชัดเจน หรือเมื่อเราทำงานก็บอกไปว่าเราเชื่อแบบนี้ คิดแบบนี้ แล้วสิ่งนี้จะนำไปสู่อะไร สำหรับตัวเอง มีความเชื่อเรื่องการเคลื่อนไหว เรื่องการเรียกร้องความเป็นธรรม มีกรณีศึกษาบางกลุ่มที่ลงไปเรียนรู้กับชาวบ้านในพื้นที่ เช่น กรณีเหมืองแร่ จ.เลย นักศึกษาก็พูดเลยว่า ประชาชนออกมาเคลื่อนไหวเพราะไม่ได้รับความเป็นธรรม สภาพแวดล้อมทำให้เขาอยู่ไม่ได้ จึงต้องออกมาเคลื่อนไหว โดยในงานของผู้ศึกษาก็จะย้ำชัดเจนว่าผู้ศึกษาเชื่อเรื่องการเคลื่อนไหวเพื่อการเปลี่ยนแปลง และให้พื้นที่ของนักกิจกรรมที่เชื่อแบบนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ทางสังคมในปัจจุบันนี้ด้วย/p pต่อเรื่องลักษณะเด่นของนักกิจกรรมในปัจจุบัน กรรณิกา กล่าวว่า นักกิจกรรมกลุ่มที่เขาได้ทำการศึกษา ไม่ได้ขับเคลื่อนประเด็นใดประเด็นหนึ่ง แต่ทำกิจกรรมตามสถานการณ์ นักศึกษาในพื้นที่ภาคอีสานอย่างกลุ่มดาวดิน จะเกาะติดพื้นที่เมืองเลย และเคลื่อนไหวกับกลุ่มชาวบ้านที่ จ.เลย ซึ่งทำกิจกรรมในพื้นที่มากว่า 10 ปี นักกิจกรรมในภาคอีสานอีกกลุ่มเช่น ปลูกฮัก จะเน้นทำงานทางความคิดกับนักศึกษา/p pต่อคำถามว่า แนวทางแบบไหนส่งอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของนักศึกษาปัจจุบันมากที่สุด กรรณิกา เสนอว่า นักกิจกรรมในปัจจุบันไม่ได้มีวงถกเถียง หรือแลกเปลี่ยนที่ชัดเจน หรืออ่านหนังสืออย่างหนักเพื่อเข้าใจทฤษฎีการเมือง แต่ทั้งหมดถูกย่อยผ่านเวทีเสวนา หรือพื้นที่โซเชียลมีเดีย ที่มีการสรุปข้อมูลแนวคิดสั้นๆ พร้อมไปกับการทำกิจกรรมเคลื่อนไหวตลอดเวลา/p p style="text-align: center;"span style="color:#0000cd;"strong000/strong/span/p pstrongรังสิมันต์ โรม/strong กล่าวว่า สิ่งที่ศึกษามาหลักๆ ในเรื่องความคิดชี้นำของนักศึกษา ซึ่งความคิดชี้นำนี้เหมือนรากของขบวนการนักศึกษา ที่จะใช้อธิบายขบวนการนักศึกษาในแต่ละรุ่น/p pโดยก่อนหน้านี้ ได้อ่านสิ่งที่กนกรัตน์อภิปรายเกี่ยวกับคนเดือนตุลาก่อนหน้านี้ ทำให้ผมนึกถึงคนรุ่นผมว่าได้รับแรงบันดาลใจอย่างไรจากคนรุ่นเดือนตุลา ก่อนหน้านี้สมัยปีหนึ่ง ผมเคยนึกอยากเห็นภาพคนเต็มอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยอีกครั้ง คงเหมือนเราคิดว่าซานตาคลอสมีจริง และพอเราอยู่ไปเรื่อยๆ เราก็พบว่าซานตาคลอสไม่มีอยู่จริง เป็นไปไม่ได้ที่จะมีภาพนั้นเกิดขึ้น/p pไม่ว่าเราจะรู้ตัวหรือไม่ จริงๆ แล้วเรามักคิดถึงภาพเหตุการณ์เดือนตุลาเกิดขึ้นในเมืองไทย ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา แต่เราอาจไม่รู้ตัว ผมคิดถึงพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นัยยะหนึ่งของการเคลื่อนไหวในช่วง 14 ตุลา คือการเป็นรอยัลลิสต์ ซึ่งทั้งพันธมิตรฯ และกลุ่มอื่นๆ แม้บอกว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตย แต่ก็มีนัยยะแอบแฝงเรื่องอื่นเสมอ การเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยเป็นเพียงการสร้างความชอบธรรมให้กับความเคลื่อนไหว แต่ขณะเดียวกันมีการสอดแทรกเรื่องอื่น และเรื่องนี้ก็เข้มข้นขึ้นเมื่อเห็น กปปส. เช่นเดียวกับเสื้อแดง การเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยก็ไม่ใช่ทั้งหมด แต่มีนัยยะอื่นๆ ตามมาเหมือนกัน ซึ่งนัยยะเช่นนี้เป็นเครื่องชี้นำขบวนการต่อสู้ของแต่ละฝั่งด้วยซ้ำไป/p pสำหรับคนรุ่นผมเกิดมาพร้อมกับการล่มสลายทางเศรษฐกิจในปี 2540 เราเกิดมาโดยการเห็นความแตกแยกทางการเมืองในแบบที่ไม่สามารถผสานรอยร้าวได้ต่อไป ถ้าพูดแบบ สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ก็คือคนเดือนตุลาที่มีบทบาทเคลื่อนไหวไม่สามารถผสานรอยร้าวได้อีก และได้ส่งต่อความขัดแย้งนี้มายังคนรุ่นปัจจุบัน จากรุ่นสู่รุ่น/p pในแง่นี้คนรุ่นพวกเราถูกบังคับให้เกลียดชังคนอีกฝั่งโดยที่เราไม่รู้จักพวกเขา เช่น เกลียดทักษิณ โดยในปี 2549 ผมแทบไม่มีพื้นฐานการเมืองขณะนั้น แต่เราต้องเกลียดทักษิณ เพราะว่าคือทักษิณ โดยที่เราไม่ได้เข้าใจอะไร ในแง่นี้อุดมการณ์ที่เป็นนัยยะของการเคลื่อนไหวแบบพันธมิตร หรือแบบไทยรักไทยหรือเสื้อแดง ก็ได้ส่งต่อความแยกที่เกิดขึ้น ซึ่งยิ่งทำให้ขบวนการนักศึกษาในช่วงต้นก่อนถึงรัฐประหารปี 2557 แทบไม่มีที่ยืน เพราะมีผู้เล่นอื่นๆ อยู่แล้ว/p pสิ่งนี้ทำให้ขบวนการนักศึกษาไม่ได้มีความสำคัญอีกต่อไป เพราะถูกแทนที่โดยขบวนการของพันธมิตรฯ กปปส. หรือเสื้อแดง/p pซึ่งเป็นเรื่องดีตรงที่ว่าขบวนการนักศึกษา เติบโตไปอีกแบบหนึ่ง แทนที่เรื่องขบวนการ หรือการจัดตั้งอย่างเป็นระบบ ที่ค่อยๆ หายไป เพราะไม่ประสบความสำเร็จ ขณะที่ความคิดเสรีนิยมและปัจเจกชน เกิดขึ้นในหมู่คนรุ่นใหม่ตามมหาวิทยาลัย และคนรุ่นใหม่เหล่านี้เอียนกับนัยยะที่เกิดขึ้น เวลาคนรุ่นใหม่พูดถึงประชาธิปไตยอย่างเดียว ไม่มีเรื่องอื่นแอบแฝง ข้อดีสำคัญของการแตกแยกทางการเมือง 10 ปีมานี้ก็คือทำให้ขบวนการนักศึกษาเกิดรูปแบบใหม่ คือเล็ก และไม่เป็นขบวน และพัฒนาการทางความคิดของเสรีนิยมก็เกิดขึ้นเรื่อยๆ ทีนี้ก่อนเกิดรัฐประหารตอนที่ผมยังอยู่ปี 1 ปี 2 ก็มักมีคำถามจากคนรุ่นเดือนตุลา หรือพฤษภา 35 ว่าตกลงขบวนการนักศึกษาหายไปไหน/p pจริงๆ แล้ว ขบวนการนักศึกษาไม่เคยหายไปไหน มีกิจกรรมนักศึกษาอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่ว่าบทบาทที่นักศึกษาสนใจทางการเมืองแล้วแพร่หลายไปยังสื่อต่างๆ มันไม่มีเท่านั้นเอง หากแต่มันอยู่อยู่ที่เดิมตลอดเวลา นอกจากนี้อย่างที่อาจารย์กนกรัตน์นำเสนอ ยังมีขบวนการอื่นๆ มาแทนที่นักศึกษา ทำให้บทบาทของนักศึกษาไม่มีความสำคัญ/p pแต่ความไม่มีความสำคัญนี้ ทำให้นักศึกษากลับมาอีกครั้งเมื่อเกิดรัฐประหารในปี 2557 นักศึกษาสำคัญขึ้นมา เพราะว่าทุกคนถอยหลังหมด นักศึกษาก็อยู่จุดเดิมนี่แหละ แต่พอทุกคนถอยหลัง นักศึกษาก็กลับมาตระหนักว่าพวกเขาอยู่แนวหน้าแล้วนี่ โดยที่อาจจะไม่รู้ตัว ในแง่นี้ทำให้นักศึกษา อยู่ๆ ก็มีบทบาทโดยที่ตัวเองไม่ได้เตรียมความพร้อม เมื่อทุกคนถอยหลัง นักศึกษาที่ไม่ได้จัดตั้งแบบใหญ่มาก่อน ก็จึงเห็นขบวนนักศึกษากลุ่มเล็กๆ เล่นกับสื่อ และนักศึกษาก็ไม่ได้ถูกจัดตั้งมาก่อน เพราะพวกเขาไม่ได้เชื่อเรื่องการจัดตั้งเป็นขบวน ไม่มีการจัดตั้งระหว่างนักศึกษาในกรุงเทพฯ และต่างจังหัด เมื่อเกิดรัฐประหาร นักศึกษาจึงเริ่มตระหนักว่ามีบทบาท และเริ่มก่อรูปก่อร่างขบวนขึ้นหลังจากรัฐประหาร/p pความน่าสนใจของขบวนนักศึกษาในก่อนรัฐประหาร หนึ่ง นักศึกษายุคนั้นสนใจประเด็นของตัวเอง ถ้าเราพิจารณาความคิดชี้นำสำคัญของนักศึกษาก่อนรัฐประหาร คือ เรื่องเสรีภาพเนื้อตัวร่างกาย เราเห็นกลุ่มต้านโซตัส กลุ่มที่สนใจเรื่องชุดนักศึกษา มีการเรียกร้องสิ่งเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ผมเข้าใจว่าในอดีตก็มี เพียงแต่ว่าแต่ไม่สามารถขจัดความคิดแบบอำนาจนิยมออกไปจากการเคลื่อนไหวช่วงเดือนตุลาคมได้ ผมเข้าใจการเคลื่อนไหวในเดือนตุลาทศวรรษ 1970 อาจจะสนใจปากท้องของชาวบ้าน มากกว่าสนใจเรื่องของตัวเอง/p pขณะที่ความคิดชี้นำของนักศึกษาปัจจุบันจะสนใจประเด็นตัวเองค่อนข้างมาก โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาในกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม นักศึกษาต่างจังหวัด เช่น ดาวดิน เขายังเกาะติดพื้นที่ เขาสนใจประเด็นชาวบ้านต่อไป นี่เป็นจุดสำคัญมากที่สะท้อนให้เห็นว่าขบวนของนักศึกษามีความแตกต่างกัน นักศึกษาต่างจังหวัดอาจจะเป็นแนวชุมชนนิยม เน้นการลงพื้นที่ ในกรุงเทพฯ อาจไม่เน้นลงพื้นที่แบบนั้น อาจมีลงพื้นที่บ้าง นักศึกษาหลายกลุ่มก็สนใจประเด็นของตัวเองมากๆ ข้อพิสูจน์ของผมคือดูได้จากชื่อกลุ่ม มีกลุ่มต่างๆ ที่เกิดขึ้นที่มีนามสกุล “เสรี” สะท้อนให้เห็นว่า ความคิดที่เป็นตัวกำกับคืออะไร เราจะเห็น ธรรมศาสตร์เสรี เสรีเกษตร เสรีนนทรี ฯลฯ/p pผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่เราต้องศึกษา นอกจากความคิดชี้นำที่เป็นเครื่องสะท้อน ผมอยากให้ศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องของ ขบวนการนักศึกษาก่อนรัฐประหาร 2557 นั้นขาดการจัดตั้ง จุดเริ่มต้นการสร้างคนแตกต่างกัน พูดกันอย่างถึงที่สุดนักศึกษามีความขัดแย้งกัน และถึงขนาดที่การจัดรวมตัวเป็นขบวนการเดียวกันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย/p pมากไปกว่านั้น อาจถึงขนาดที่ว่าความคิดของนักศึกษาบางกลุ่มที่อาจจะเป็นฝ่ายเสรีนิยม แทบจะปฏิเสธการเคลื่อนไหวแบบขบวนการนักศึกษาที่มีหลายกลุ่มต่อไป พวกเขาเชื่อเรื่อง normalize ทางสังคม คือเมื่อทุกคนเชื่อในเสรีภาพเหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องปฏิสัมพันธ์อย่างไรเสียการเปลี่ยนแปลงทางสังคมก็ต้องเกิดขึ้น/p pซึ่งถ้าเป็นนักศึกษาในอดีตซึ่งได้รับอิทธิพลจากการเคลื่อนไหวของคนเดือนตุลาคม เดือนพฤษภาคม ที่ส่งต่อมาเรื่อยๆ และมีความคิดชี้นำในลักษณะสังคมนิยม เขาเชื่อเรื่องของขบวน ว่าจะเคลื่อนไหวอะไรได้ คุณจำเป็นต้องจัดตั้งขบวนตรงนี้ขึ้นมา ในแง่นี้ความคิดชี้นำที่แตกต่างกัน ในรูปแบบต่างๆ เลยทำให้นักศึกษาช่วงก่อนรัฐประหารไม่สามารถต่อกันได้ และกว่าจะเริ่มต่อได้ก็สายเสียแล้ว/p pส่วนในอนาคต ระลอกการเคลื่อนไหวของนักศึกษานั้น ปัจจุบันนี้ปัญหาของประเทศไทยแม้จะมีในลักษณะที่ไม่ฟังเสียงประชาชน แต่ด้วยความเจริญเติบโตเศรษฐกิจที่โตขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนไม่ได้พึ่งพิงหรืออยู่รอดกับทรัพยากรชุมชนต่อไป มีปัจจัยอื่นๆ เข้ามา ทำให้ประชาชนไม่น้อยถีบตัวเองมาเป็นชนชั้นกลาง ในแง่นี้เอง ปัญหาต่างๆ ถ้าเราเทียบปัญหาในปัจจุบันเรื่องปัญหาทรัพยากรในปัจจุบันกับอดีต ปัญหาในอดีตรุนแรงกว่าในปัจจุบัน ขบวนการที่จะเกาะติดพื้นที่สู้ร่วมกับชาวบ้าน ณ วันนี้จึงมีขนาดลดลง ขณะที่ความคิดนักศึกษาในเมือง ความคิดแบบเสรีนิยม ผ่านนักวิชาการต่างๆ ทำให้ความคิดของนักศึกษาในเมืองยุคปัจจุบันเติบโตขึ้นมา และเชื่อว่าเทรนด์ในอนาคตจะเป็นเสรีนิยมทั้งหมด คือจะเป็นขบวนการหรือเปล่าไม่สนใจ ข้าพเจ้ามีเฟซบุ๊ค มีคนติดตามสองสามหมื่นคน ข้าพเจ้าก็จะเคลื่อนไหวบางอย่างได้ ซึ่งจะทำให้ขบวนการเคลื่อนไหวแบบ 14 ตุลา หรือ 6 ตุลา ยากที่จะได้เห็นในปัจจุบัน/p pรังสิมันต์ กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม ถ้าเรามองในสายตาอำนาจรัฐ ถ้าเชื่อว่าการต่อสู้ของขบวนการนักศึกษาจะมีประสิทธิภาพได้ต้องเป็นขบวน จัดคนมาเยอะๆ ซึ่งจากประสบการณ์ในการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่รัฐ เขากลัวเรื่องน้ำผึ้งหยดเดียวจริงๆ เพียงแต่ว่าระยะหลังเขาเริ่มประมาท เขาคงเชื่อแล้วว่าเราคงไม่สามารถกลับไปสู่จุดนั้นได้ แต่การก่อรูปของนักศึกษาที่ไม่ได้เป็นขบวน เป็นการเคลื่อนไหวเป็นหน่วยย่อยๆ แบบนี้ มันกลับส่งผลสะเทือนทางความคิด ไปยังนักศึกษารุ่นใหม่ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ วันนี้เราอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนสังคมทันที แต่ทำให้ภาพความคิดความเชื่อคนรุ่นปัจจุบัน การส่งต่อความคิด มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม เคยเห็นกลุ่มหนึ่งในธรรมศาสตร์ เขาจัดมีตติ้งมีคนมาเป็นร้อย คนที่มาเป็นแกนแต่ละคณะ ถามว่าคนเหล่านี้จะมาทำงานหลังมีตติ้งกี่คน อาจจะไม่มีเลยนะ เขาอาจจะคุยกันแค่เพียงไม่นาน หลังจากนั้นเขากลับไปทำงานของเขาเอง และภายใต้ตัวชี้นำทางความคิด ที่เป็นลักษณะนามธรรม ทำให้คนเหล่านี้ทำงานไปได้เรื่อยๆ โดยไม่จำเป็นต้องทำงานในลักษณะขบวนต่อไป/p pการที่เพจเฟซบุ๊ค เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าสังคม ผมเชื่อว่าขบวนการนักศึกษาจะเปลี่ยนสังคมในแบบที่เรานึกไม่ถึง เพจเฟซบุ๊คหลายเพจถูกบริหารหรือดูแลโดยคนรุ่นใหม่ คนรุ่นไม่ห่างจากพวกเรา ในขณะที่คนรุ่นพฤษภาคม หรือคนเดือนตุลา ไม่สามารถทำงานผ่านเฟซบุ๊คได้/p pในช่วงท้าย รังสิมันต์ยังฝากบททดลองถาม 3 ข้อ ได้แก่ หนึ่ง ขบวนการนักศึกษาช่วงเดือนตุลา หรือช่วงเดือนพฤษภา 35 สิ่งชี้นำทางความคิดของเขาคืออะไร และเครื่องชี้นำทางความคิด ในเชิงขบวนการมีความเชื่อมั่นขนาดไหน สอง เรื่องความคิดชี้นำทางความคิด มีทั้งเรื่องของการปฏิเสธขบวน และการเชื่อมั่นในขบวน เรื่องนี้เกิดขึ้นกับช่วงเดือนตุลา และพฤษภา 35 หรือไม่ และสาม เป็นคำถามที่ผมคิดว่า ถ้าเสร็จสิ้นภารกิจต้าน คสช. แล้วจะทำงานวิจัยเรื่องนี้ ก็คือผมเชื่อว่า ปัจจัยการล่มสลายทางเศรษฐกิจปี 2540 น่าจะส่งผลต่อความคิดความเชื่อของคนรุ่นเราค่อนข้างมาก อย่างคนรุ่นผมเราผ่านอะไรมาเยอะจริงๆ นะโดยที่เราไม่รู้ตัว ยังจำได้ ตอนผมเป็นเด็กเล็กๆ จูงมือแม่ เห็นคนตกงานที่ จ.ภูเก็ต จำนวนมากมหาศาล ผมได้เห็นเห็นความขัดแย้งที่ไม่อาจประนีประนอมกันได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมสนใจตอนนี้คือ การล่มสลายของเศรษฐกิจในปี 2540 ส่งผลอะไร หรือกำกับความคิดบางอย่างของคนรุ่นผมมากแค่ไหน/p pสิ่งหนึ่งที่ผมพูดอาจจะพูดถึง อาจจะเป็นตัวแทนความคิดแบบที่ผมเชื่อ คนรุ่นผมอาจจะได้รับแรงบันดาลใจจากคนเดือนตุลา จากการต่อสู้ของคนเดือนตุลา แต่วันนี้เราไม่ได้คอสเพลย์เป็นคนเดือนตุลา เราเป็นตัวของเราเอง เราไม่ใช่มรดกคนเดือนตุลา เราสร้างเจเนอเรชั่นของเราใหม่ เพื่อที่ 10 ปีข้างหน้า คนรุ่นเราจะได้มีที่ยืนของเราเอง ไม่ได้อยู่ภายใต้เงาคนเดือนตุลา/p p style="text-align: center;"span style="color:#0000cd;"strong000/strong/span/p pstrongนลินี ตันธุวนิตย์ /strongเริ่มต้นกล่าวว่า เราไม่ได้พูดว่าเดือนตุลาไม่มีอะไรนะ หรือคนเดือนตุลาไม่มีอะไร ไม่ใช่อย่างนั้น ก็ให้บังเอิญว่าเกิดในยุคนั้น เข้าธรรมศาสตร์ปี 2517 ไม่รู้ว่าจะเรียกคนเดือนตุลาหรือเปล่านะ แต่ก็อยู่แถวนั้นแหละ ประเด็นคือตัวเองก็รู้สึกก็ดีใจ เวลามีคนพูดถึง อ้อ ฉันก็อยู่ตรงนั้น ที่ไปเดินก็เดินนะ แต่ไม่ได้ขึ้นเวที ไม่ได้ถือ รูปถือธงทั้งนั้น เดินก็เดินอยู่หางแถว/p pเห็นด้วยกับคุณรังสิมันต์ว่า คนรุ่นหลังไม่ได้เป็นวัดรอยเท้า ไม่ได้เป็นมรดก หรือเป็นความสืบเนื่อง แล้วเราก็เห็นว่าคนที่เคลื่อนไหวในยุคนั้นก็เปลี่ยนค่ายเปลี่ยนสี ทำไมเดี๋ยวนี้พูดแบบนี้ ก็คิดว่าเขาอาจจะคิดแบบนี้ตั้งนานแล้วมั้ง เพราะฉะนั้นเราจึงหันมาสนใจ 2 เรื่องต่อไปนี้/p pหนึ่ง เวลาเราศึกษาขบวนการทางสังคม เราจะเน้นศึกษาเรื่องรูปแบบของการเมือง เช่น โครงสร้างเป็นแบบนี้ เงื่อนไขเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ เพราะฉะนั้นจึงเคลื่อนไหวแบบนี้/p pสอง เริ่มมีการหันมาให้ความสนใจกับเรื่องรูปแบบ ซึ่งเดิมคนเห็นว่าเป็นเรื่องเชย แต่ว่าแนวคิดนี้กลับมาใหม่ แนวคิดเรื่องการศึกษาผ่านรูปแบบมีความน่าสนใจ เริ่มจากการเคลื่อนไหวในงานวรรณกรรมศิลปะ แล้วก็สถาปัตยกรรม ที่เริ่มหันมาสนใจกับฟอร์ม แต่ฟอร์มในที่นี้ไม่ได้มองโดดๆ ออกมาจากโครงสร้าง/p pนลินียังเสนอว่า การแบ่งยุคทางการเมืองก็เป็นการเมืองโดยตัวของมันเอง แกนที่ใช้ในการแบ่ง ไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของประชาชน แต่ยังคงใช้การแบ่งยุคทางประวัติศาสตร์ เราก็แบ่งตามรัชกาล หรือแบ่งตามเมืองหลวง แนวคิดทางสังคมศาสตร์ เวลาพูดถึงขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมก็ยังมีอคติทางโครงสร้าง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราพูดเรื่องการเมืองเรื่องชนชั้น หรือแนวคิดการระดมทรัพยากร การจัดวางทฤษฎีแบบนี้ ก็เป็นการใช้อคติในเชิงโครงสร้าง/p pหรือกรณีที่การศึกษาสนใจเรื่องการเคลื่อนไหว ก็มักกระโดดไปเป็นการวิเคราะห์จิตวิทยา สนใจพฤติกรรมร่วมหมู่ของผู้คับข้องใจ โกรธแค้น จิตวิทยาฝูงชน จึงเห็นว่ารูปแบบการศึกษามันกระโดดไป โดยทั้งหมดนี้เป็นการศึกษาขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมโดยเน้น “รูปแบบทางการเมือง” ข้อจำกัดของมันคือมองไม่เห็นคน/p pเวลาเราพูดถึง 6 ตุลาคม เรามักมีข้อสันนิษฐานว่าขบวนการที่เคลื่อนไหวในเวลานั้นมีเอกภาพ แต่ที่จริงเหมือนเรามองสามี-ภรรยา เขาตักข้าวตักปลาให้กินกัน แต่ที่จริงเราก็จะเห็นว่าเขาเองก็มีความขัดกัน/p pเพราะฉะนั้นเวลาพูดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เราจะมองอย่างเป็นเอกภาพไม่ได้ เอกภาพไม่ได้เป็นเหตุของการเคลื่อนไหวแต่มันเป็นผล วัฒนธรรมก็เป็นผลของการเคลื่อนไหว เกิดจากการปะทะ ประสานกันของการเคลื่อนไหว ถ้าเราจะมองว่าต้องสร้างขบวนก่อนและเคลื่อนไหว ดิฉันว่าก็น่าจะยังไม่ใช่/p pนอกจากนี้มีการศึกษาอีกแบบหนึ่ง หากการศึกษาแนวแรกเป็นอคติเชิงโครงสร้าง การศึกษาอีกแบบก็เป็นอคติเชิงรูปแบบ คือการวิเคราะห์ว่าการเคลื่อนไหวทางสังคมปัจจุบันเป็น New Social Movement หรือ ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ ไม่ต่อสู้เรื่องการเมืองในระบบ ไม่อิงชนชั้น ไม่มีเป้าหมายเรื่องการปลดปล่อยแต่หันมาต่อสู้เพื่อให้ยุติการเลือกปฏิบัติ และตัวแสดงหลักคือชนชั้นกลางใหม่ การศึกษานี้เน้นเรื่องรูปแบบ ประเด็นคือไม่เห็นโครงสร้างที่กดทับ นี่ก็เป็นจุดอ่อนทางสังคมศาสตร์ ถ้าเอียงไปทางโครงสร้าง ก็เอียงไปทางรูปแบบ/p pมีงานของนักเขียนที่ระบุว่าไม่มีอะไรในงานศึกษาแนว ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมรูปแบบใหม่ เพราะเรายังอยู่ใน regime (ระบอบ) เดิม และมีเงื่อนไขทางชนชั้น อย่างเช่น ถ้าเราพูดเรื่องผู้หญิงท้องไม่พร้อม นี่เป็นเรื่องเพศภาวะ หรือชนชั้น เรายังอยู่ในระบอบของชนชั้นและทุนนิยมโดยไม่เลิกราเสียที ถ้าคุณท้องไม่พร้อมหรือท้องในวัยเรียนในมหาวิทยาลัย แล้วคุณเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย อาจารย์มหาวิทยาลัยก็ท้องในวัยเรียนทั้งนั้นกว่าจะเรียนจบอายุ 35 ถ้าไม่ท้องตอนนั้นแล้วจะท้องกันตอนไหน แต่ท้องวัยเรียนแบบนี้ไม่เป็นไร เพราะอาจารย์มหาวิทยาลัยเขาจัดการเรื่องนี้ได้ หรือคนที่มีเงินก็แก้เรื่องนี้ได้ เพราะฉะนั้นประเด็นต่างๆ ก็ยังเกี่ยวข้องกับระบอบของยุคสมัย ก็คือทุนนิยม และการเคลื่อนไหวก็เปลี่ยนรูปแบบ แต่สำหรับเนื้อหาและสาระสำคัญนั้น ถ้าแนวการวิเคราะห์ติดอยู่ที่รูปแบบ ก็จะมองไม่เห็นในเรื่องชนชั้น หรือโครงสร้างที่กดทับ ไม่เห็นการเชื่อมต่อระหว่างการต่อสู้แบบเก่าและใหม่ เพราะอยู่ๆ การต่อสู้ไม่ได้สวิตซ์จากเก่ามาเป็นใหม่/p pที่รังสิมันต์นำเสนอก็น่าสนใจ ถ้าเรากำหนดตัวเองว่าที่จริงเราไม่ได้อยู่ข้างหน้า แต่คนอื่นถอยหลังต่างหาก เพราะฉะนั้นจึงต้องแสวงหาแนวร่วมในแนวระนาบไปก่อนช่วงคราว ดิฉันคิดว่า สมมติเราเอาการเมืองหรือการเคลื่อนไหวมาวางไว้ แล้วดูว่านักกิจกรรมอยู่ตำแหน่งไหน เพราะจะทำให้เขาเลือกวิธีการได้/p pการเคลื่อนไหวตอนนี้ เขาเป็นผู้บริโภค และเขาก็เป็นวัยรุ่น ถ้าใช้แนวศึกษาแบบนี้เราจะเห็นอะไรในการเคลื่อนไหว ก็คือ เราจะเห็นว่ารูปแบบการเคลื่อนไหวอาจจะไม่สะท้อนโครงสร้างการเมือง ซึ่งโครงสร้างการเมืองอาจจะไม่เปลี่ยน แต่รูปแบบทางการเมืองเปลี่ยน คือการกดทับ การเลือกปฏิบัติ ยังเหมือนเดิม แต่รูปแบบใช้อำนาจเปลี่ยน และการเคลื่อนไหวก็คือต่อต้านการใช้อำนาจไม่เป็นธรรม การไม่ยอมจำนนต่อการเลือกปฏิบัติและการใช้อำนาจ ดิฉันคือว่าในแง่นี้สำนึกแบบนี้ไม่เปลี่ยน แต่รูปแบบเปลี่ยน ดังนั้น ถ้าเราเข้าใจรูปแบบของการเคลื่อนไหว จะช่วยให้เราเข้าใจคนได้มากขึ้น และที่รังสิมันต์บอกว่าทำไมคนที่อยู่ต่างจังหวัดเกาะติดชุมชน ก็ต้องให้เครดิตขบวนการชาวนาชาวไร่ เพราะการเคลื่อนไหวที่เข้มแข็งของเขา อย่าคิดว่าอุดมการณ์มาจากเดือนตุลา หรือมาจากนักคิดที่ใหญ่โต แต่มาจากพ่อใหญ่แม่ใหญ่ที่สู้หมดหน้าตักนี่แหละ คือขบวนการต่อสู้ไม่ได้เรียนรู้จากพวกชื่อดังเท่านั้น/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/09/68082" target="_blank"วงเสวนา 35|53 (1) ชี้สิทธิการศึกษา สาธารณสุข มีแววถอยกลับไปก่อนยุค 2535/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/AIWvZycXwu4" height="1" width="1" alt=""/

โปรดเกล้าฯ พ.ร.ฏ.กําหนดวันเปิดทําการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง 1 ต.ค.นี้

Tue, 27/09/2016 - 17:59
!--break--!--break-- pเมื่อวันที่ 26 ก.ย. ที่ผ่านมาnbsp;ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชกฤษฎีกากําหนดวันเปิดทําการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง พ.ศ. 2559 ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ 26 ก.ย. พ.ศ. 2559 เป็นปีที่ 71 ในรัชกาลปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่าโดยที่เป็นการสมควรกําหนดวันเปิดทําการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางเพื่อทําการพิจารณาพิพากษาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบต่อไป โดยมีnbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาnbsp;นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ/p divมาตรา 3 ให้เปิดทําการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. พ.ศ. 2559 เป็นต้นไปnbsp;มาตรา 4 ให้ประธานศาลฎีการักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้/div divnbsp;/div divlทั้งมีมีหมายเหตุระบุถึงเหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ ด้วยว่า โดยที่มาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ พ.ศ. 2559 บัญญัติว่า ให้จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง โดยยกฐานะแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐในศาลอาญาขึ้นเป็นศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง และจะเปิดทําการเมื่อใดให้ประกาศโดยพระราชกฤษฎีกา บัดนี้ พร้อมที่จะเปิดทําการศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางแล้ว จึงจําเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8340/29668005480_01e72175a2_b.jpg" style="width: 600px; height: 724px;" //div div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2015/12/63119" target="_blank"ครม.ไฟเขียวตั้งศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ฟันข้าราชการ เอกชน ภาคธุรกิจ/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2016/06/66359" target="_blank"สนช.ไฟเขียวประกาศใช้ร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลอาญาคดีทุจริตฯ เป็นกฎหมาย/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/_7_7_pl8rsA" height="1" width="1" alt=""/

โปรดเกล้าฯ พ.ร.บ.สภาความมั่นคงฯ ฉ.ใหม่ เพิ่มที่นั่ง รมว.ยุติธรรม-ICT

Tue, 27/09/2016 - 17:31
!--break--!--break-- pเมื่อวันที่ 26 ก.ย. ที่ผ่านมาnbsp;a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2559/A/085/1.PDF"ราชกิจจานุเบกษา/a ได้เผยแพร่nbsp;พระราชบัญญัติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2559 ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ 26 ก.ย. พ.ศ. 2559 เป็นปีที่ 71 ในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยสภาความมั่นคงแห่งชาติจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตรา พ.ร.บ.ขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งมีnbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาnbsp;นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ/p pประกาศดังกล่าวมีระบุหมายเหตุ ถึงเหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ว่า เนื่องจากบริบทสถานการณ์ด้านความมั่นคงและแนวโน้มภัยคุกคามต่อความมั่นคงในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปทั้งภายในประเทศและภายนอกประเทศโดยมีความเชื่อมโยงกับมิติด้านต่างๆ และมีความรุนแรงและสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น แต่โดยที่กลไกการดําเนินการด้านความมั่นคงตามที่บัญญัติไว้ในnbsp;พ.ร.บ.สภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2502 ยังไม่เอื้อต่อการปฏิบัติภารกิจในการจัดทําและบริหารนโยบายและยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงให้ไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมรวมทั้งในการติดตาม ประเมิน วิเคราะห์ และการแจ้งเตือนสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดภัยคุกคาม หรือการประกาศสถานการณ์อันเป็นภัยคุกคามและการประกาศระดับความร้ายแรงของภัยคุกคาม ตลอดจนการดําเนินการอื่นที่จําเป็นในการป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์นั้น ดังนั้น เพื่อให้การดําเนินการด้านความมั่นคงแห่งชาติและการรักษาความมั่นคงแห่งชาติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและพร้อมรองรับสถานการณ์ด้านความมั่นคงและแนวโน้มภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติยิ่งขึ้น จึงจําเป็นต้องตราnbsp;พ.ร.บ.นี้/p pโดย พ.ร.บ.ดังกล่าว มีรายละเอียดดังนี้/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8077/29667628540_6748b10003_b.jpg" style="width: 650px; height: 603px;" //p div class="ืnote-box" div class="note-box" pnbsp; nbsp; nbsp; “มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2559”br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;มาตรา 3 ให้ยกเลิกbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(1) พระราชบัญญัติสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2502br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(2) พระราชบัญญัติสภาความมั่นคงแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2507br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;“ความมั่นคงแห่งชาติ” หมายความว่า ภาวะที่ประเทศปลอดจากภัยคุกคามต่อเอกราช อธิปไตยบูรณภาพแห่งอาณาเขต สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ ความปลอดภัยของประชาชน การดํารงชีวิตโดยปกติสุขของประชาชน หรือที่กระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติหรือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งความพร้อมของประเทศที่จะเผชิญสถานการณ์ต่าง ๆอันเกิดจากภัยคุกคามทุกรูปแบบbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;“นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ” หมายความว่า นโยบายและแผนหลักของชาติที่เป็นกรอบหรือทิศทางในการดําเนินการป้องกัน แจ้งเตือน แก้ไข หรือระงับยับยั้งภัยคุกคามเพื่อธํารงไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งชาติbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;“ภัยคุกคาม” หมายความว่า ภาวะหรือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความไม่มั่นคง ซึ่งเป็นปัญหาที่มีความรุนแรง สลับซับซ้อน หากไม่ดําเนินการแก้ไขจะเกิดผลกระทบในวงกว้างต่อความมั่นคงแห่งชาติbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;“สภา” หมายความว่า สภาความมั่นคงแห่งชาติbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;“สมาชิก” หมายความว่า สมาชิกสภาความมั่นคงแห่งชาติbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;“หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่นรัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;“สํานักงาน” หมายความว่า สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;“เลขาธิการ” หมายความว่า เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;มาตรา 5 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;หมวด 1 สภาความมั่นคงแห่งชาติbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;มาตรา 6 ให้มีสภาความมั่นคงแห่งชาติ ประกอบด้วยสมาชิกดังต่อไปนี้br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(1) นายกรัฐมนตรีเป็นประธานสภาbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(2) รองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธานสภาbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(3) รัฐมนตรีว่าการกระทวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และผู้บัญชาการทหารสูงสุดbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;ให้เลขาธิการเป็นสมาชิกและเลขานุการ และให้เลขาธิการแต่งตั้งข้าราชการของสํานักงานเป็นผู้ช่วยเลขานุการเพื่อประโยชน์ในการดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ของสภา สภาอาจมีมติให้เชิญรัฐมนตรีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่มีอํานาจหน้าที่โดยตรงเกี่ยวกับเรื่องที่จะพิจารณา หรือผู้ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านความมั่นคงหรือนักวิชาการด้านความมั่นคงในเรื่องนั้น ให้เข้าร่วมประชุมเป็นครั้งคราวในฐานะสมาชิกเฉพาะกิจด้วยก็ได้ ในกรณีเช่นนั้น ให้ผู้ที่ได้รับเชิญและมาประชุมมีฐานะเป็นสมาชิกตามวรรคหนึ่งสําหรบการประชุมครั้งที่ได้รับเชิญนั้นbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;มาตรา 7 สภาความมั่นคงแห่งชาติมีอํานาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(1) จัดทํานโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(2) เสนอแนะและให้ความเห็นในการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติในมิติด้านความมั่นคง หรือประเด็นเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติ หรือการแก้ไขเพิ่มเติมหรือปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติต่อนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณีbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(3) พิจารณากําหนดยุทธศาสตร์หรือแผนด้านความมั่นคงเฉพาะเรื่อง แผนเตรียมพร้อมแห่งชาติและแผนบริหารวิกฤตการณ์ ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(4) กําหนดแนวทางหรือมาตรการในการป้องกันหรือแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติเพื่อเสนอนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีพิจารณาbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(5) ประเมินและวิเคราะห์สถานการณ์ภาพรวมในเชิงยุทธศาสตร์อันเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(6) กํากับและติดตามการดําเนินการตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(7) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่น หรือตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมายbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;มาตรา 8 ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ประธานสภาโดยความเห็นชอบของที่ประชุมสภา มีอํานาจเรียกให้หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐส่งข้อมูลหรือเอกสารใด ๆที่เกี่ยวข้องมาเพื่อใช้ประกอบการพิจารณา หรืออาจขอให้บุคคลใดๆ มาชี้แจงด้วยก็ได้br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;มาตรา 9 ให้นําบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอํานาจดําเนินการพิจารณาทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองมาใช้บังคับแก่การประชุมสภาโดยอนุโลมbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;มาตรา 10 สภามีอํานาจแต่งตั้งคณะที่ปรึกษาของสภาซึ่งมีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับความมั่นคงในด้านต่าง ๆ ด้านละไม่เกินเจ็ดคน ซึ่งอย่างน้อยต้องประกอบด้วยหัวหน้าส่วนราชการที่มีอํานาจหน้าที่โดยตรงในด้านที่จะได้รับการแต่งตั้ง และผู้ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านความมั่นคงหรือนักวิชาการด้านความมั่นคงในด้านนั้น คณะที่ปรึกษาตามวรรคหนึ่งมีอํานาจหน้าที่ติดตาม ประเมิน วิเคราะห์สถานการณ์อันเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติในด้านที่ได้รับการแต่งตั้ง เพื่อเสนอความเห็นต่อสภา หรือพิจารณาเรื่องเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติตามที่สภามอบหมายหลักเกณฑ์และวิธีการในการแต่งตั้ง และการปฏิบัติหน้าที่ของคณะที่ปรึกษา ให้เป็นไปตามที่สภากําหนดbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;มาตรา 11 สภาจะแต่งตั้งผู้เคยเป็นสมาชิกเฉพาะกิจตามมาตรา 6 วรรคสาม คณะกรรมการคณะอนุกรรมการ หรือคณะทํางาน เพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่สภามอบหมายก็ได้การประชุมคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือคณะทํางาน ให้นํามาตรา 9 มาใช้บังคับโดยอนุโลมหลักเกณฑ์และวิธีการในการแต่งตั้ง และการปฏิบัติงานของผู้เคยเป็นสมาชิกเฉพาะกิจที่ได้รับแต่งตั้งตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่สภากําหนดbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;มาตรา 12 ให้ประธานสภา สมาชิก ผู้เคยเป็นสมาชิกเฉพาะกิจซึ่งได้รับแต่งตั้งตามมาตรา 11 กรรมการ และอนุกรรมการ ได้รับเบี้ยประชุมและประโยชน์ตอบแทนอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีกําหนดที่ปรึกษาตามมาตรา 10 มีสิทธิได้รับค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์อื่นตามที่คณะรัฐมนตรีกําหนดbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;หมวด 2 ความมั่นคงแห่งชาติbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;ส่วนที่ 1 นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;มาตรา 13 เพื่อประโยชน์ในการธํารงไว้ซึ่งความมั่นคงแห่งชาติ ให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติขึ้นตามข้อเสนอแนะของสภาในการจัดทํานโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ให้สภาจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องและของประชาชนด้วยการประกาศใช้และการแก้ไขปรับปรุงนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติให้ทําเป็นประกาศพระบรมราชโองการและประกาศในราชกิจจานุเบกษาbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;มาตรา 14 นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ต้องมีสาระที่ครอบคลุมถึงนโยบายภายในประเทศ นโยบายต่างประเทศ และนโยบายการทหารกับการเศรษฐกิจ และอื่น ๆอันเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติให้สอดคล้องต้องกัน เพื่อให้กิจการของหน่วยงานของรัฐสามารถประสานกันได้อย่างใกล้ชิดเป็นผลดีต่อความมั่นคงแห่งชาติ และอย่างน้อยต้องกําหนดเป้าหมายและแนวทางการดําเนินการในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติในเรื่องดังต่อไปนี้ด้วยbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(1) การเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติและการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(2) การปกป้องและรักษาผลประโยชน์แห่งชาติbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(3) การพัฒนาระบบการเตรียมพร้อมแห่งชาติและศักยภาพการป้องกันประเทศbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(4) การรักษาความมั่นคงภายในประเทศและระหว่างประเทศbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;มาตรา 15 เมื่อมีพระบรมราชโองการประกาศให้ใช้นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติแล้ว ให้คณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานของรัฐ แล้วแต่กรณี ใช้เป็นกรอบหรือแนวทางหรือดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ในการจัดทําแผนการบริหารราชการแผ่นดิน แผนนิติบัญญัติ การกําหนดยุทธศาสตร์หรือแผนด้านความมั่นคงเฉพาะเรื่อง แผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ แผนบริหารวิกฤตการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ หรือการกําหนดแผนงานหรือโครงการที่เกี่ยวกับนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ หรือการปฏิบัติราชการอื่นใด ให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนระดับชาติดังกล่าวหลักเกณฑ์และวิธีการในการจัดทํายุทธศาสตร์หรือแผนด้านความมั่นคงเฉพาะเรื่อง หรือการกําหนดแผนงานหรือโครงการตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่สภากําหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;มาตรา 16 ให้สํานักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานของรัฐให้สอดคล้องกับนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาสนับสนุนงบประมาณสําหรับแผนงานหรือโครงการเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติซึ่งเป็นเรื่องสําคัญ ให้หน่วยงานของรัฐเสนอแผนงานหรือโครงการดังกล่าวต่อสํานักงานเพื่อพิจารณาให้ความเห็น และให้หน่วยงานของรัฐที่มีอํานาจหน้าที่ในการจัดทํางบประมาณ นําความเห็นดังกล่าวไปประกอบการพิจารณาด้วยแผนงานหรือโครงการใดจะถือเป็นแผนงานหรือโครงการเรื่องสําคัญตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกําหนดbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;มาตรา 17 ให้สํานักงานติดตามผลการดําเนินงานตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ยุทธศาสตร์หรือแผนด้านความมั่นคงเฉพาะเรื่อง และแผนงานหรือโครงการซึ่งเป็นเรื่องสําคัญตามมาตรา 16 เพื่อสนับสนุน อํานวยการ หรือประสานการดําเนินการที่จําเป็น รวมทั้งให้คําแนะนําเกี่ยวกับการเร่งรัดหรือปรับปรุงการดําเนินงานดังกล่าว ให้เป็นไปอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพในกรณีที่สํานักงานเห็นว่าการดําเนินงานใดของหน่วยงานของรัฐไม่เป็นไปตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ ยุทธศาสตร์หรือแผนด้านความมั่นคงเฉพาะเรื่อง หรือแผนงานหรือโครงการตามวรรคหนึ่ง ให้เสนอความเห็นต่อสภาเพื่อพิจารณาเสนอเรื่องต่อนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามที่เห็นสมควรต่อไปbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;ส่วนที่ 2 การรักษาความมั่นคงแห่งชาติbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;มาตรา 18 ให้สํานักงานติดตาม ประเมิน และวิเคราะห์สถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ และจัดทําฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์ในการป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์อันเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติในกรณีที่มีสถานการณ์ซึ่งมีความเสี่ยงอันจะนําไปสู่ภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ ให้สํานักงานแจ้งเตือนสถานการณ์ดังกล่าวพร้อมเสนอความเห็น แนวทาง มาตรการ หรือการดําเนินการอื่นที่จําเป็นในการป้องกันหรือแก้ไขสถานการณ์นั้น ต่อนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องแล้วแต่กรณี เพื่อพิจารณาดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ต่อไป และให้สํานักงานรายงานการดําเนินการดังกล่าวต่อสภาbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;มาตรา 19 ในกรณีที่มีสถานการณ์อันเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ ให้สภาประกาศระดับความร้ายแรงของภัยคุกคามดังกล่าว พร้อมทั้งเสนอความเห็น แนวทาง มาตรการ หรือการดําเนินการอื่นที่จําเป็น ต่อนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติหรือสั่งการให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายเพื่อป้องกัน แก้ไข หรือระงับยับยั้งภัยคุกคามดังกล่าวbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรียังไม่พิจารณาดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้สภาเป็นผู้ใช้อํานาจสั่งให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐดําเนินการตามวรรคหนึ่งได้เท่าที่จําเป็นและเหมาะสมจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือมีการดําเนินการตามวรรคหนึ่งเมื่อการใช้อํานาจของสภาสิ้นสุดลงตามวรรคสองแล้ว ให้สภารายงานผลการดําเนินการให้คณะรัฐมนตรีทราบโดยเร็วbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการประกาศให้สถานการณ์ใดเป็นสถานการณ์อันเป็นภัยคุกคามและการยกเลิกการประกาศ รวมทั้งการกําหนดระดับความร้ายแรงของภัยคุกคาม ให้เป็นไปตามที่สภากําหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;มาตรา 20 ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีเห็นว่าการพิจารณาเรื่องใดเป็นเรื่องสําคัญที่จะกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ ให้นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีส่งเรื่องให้สภาให้ความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณา หรือในกรณีที่สภาเห็นว่าการดําเนินการในเรื่องใดเป็นเรื่องสําคัญเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติ ให้สภาเสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;หมวด 3 สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;มาตรา 21 ให้มีสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีอํานาจหน้าที่ดังต่อไปนี้br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(1) รับผิดชอบในงานธุรการของสภา และศึกษาและรวบรวมข้อมูลด้านความมั่นคงที่เกี่ยวกับงานของสภาbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(2) จัดทําร่างนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติตามเป้าหมายและแนวทางที่สภากําหนดเพื่อเสนอต่อสภาbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(3) เสนอแนะและให้ความเห็นต่อสภาหรือคณะรัฐมนตรีเพื่อประกอบการพิจารณากําหนดนโยบายยุทธศาสตร์ แผนงาน และการอื่นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(4) ให้คําปรึกษา เสนอแนะ และให้ความเห็น ตลอดจนอํานวยการและประสานการปฏิบัติงานใดๆเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(5) ติดตาม ประเมิน วิเคราะห์ และแจ้งเตือนสถานการณ์ด้านความมั่นคง การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ สภาวะแวดล้อมด้านความมั่นคงในเชิงยุทธศาสตร์ พิสูจน์ทราบและคาดการณ์ภัยคุกคามและการประเมินกําลังอํานาจของชาติbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(6) ประสานงานหรือร่วมมือกับหน่วยงานต่างประเทศในกิจการด้านความมั่นคงระหว่างประเทศด้านความมั่นคงในเชิงยุทธศาสตร์ ด้านการประเมินสภาวะแวดล้อม และด้านวิชาการที่เกี่ยวกับความมั่นคงbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(7) ศึกษา วิจัย รวบรวม พัฒนา ส่งเสริม และเผยแพร่ข้อมูลหรือองค์ความรู้เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(8) ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้และกฎหมายอื่น หรือตามที่สภานายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรีมอบหมายbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;มาตรา 22 ให้มีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการและบริหารราชการของสํานักงาน ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี และให้มีรองเลขาธิการเป็นผู้ช่วยสั่งและปฏิบัติราชการให้เลขาธิการเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ โดยในการพิจารณาเสนอชื่อผู้ซึ่งสมควรดํารงตําแหน่งเลขาธิการ ให้สภาเสนอชื่อบุคคลเพื่อประกอบการพิจารณาด้วยbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;บทเฉพาะกาลbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;มาตรา 23 บรรดาคําสั่งหรือมติของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ที่มีผลใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้คงมีผลใช้บังคับได้ต่อไปเพียงเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้ทั้งนี้ จนกว่าสภาความมั่นคงแห่งชาติตามพระราชบัญญัตินี้จะมีคําสั่งหรือมติเป็นอย่างอื่นbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;มาตรา 24 ให้คณะกรรมการและคณะอนุกรรมการซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติตามพระราชบัญญัติสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2502 ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมายได้ต่อไป ทั้งนี้ จนกว่าสภาความมั่นคงแห่งชาติตามพระราชบัญญัตินี้จะมีมติเป็นอย่างอื่นbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;ผู้รับสนองพระบรมราชโองการbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;นายกรัฐมนตรี”/p /div /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/K_Ju05ekbA8" height="1" width="1" alt=""/

งัด ม.44 ตั้ง 'พล.ต.สรรเสริญ' ควบ รก.อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์

Tue, 27/09/2016 - 15:06
pระบุเพื่อขับเคลื่อนงานประชาสัมพันธ์ของรัฐให้สอดคล้องกับการประชาสัมพันธ์ของคสช.nbsp;ให้ 'พล.ต.อ.วุฒิ' พ้นจากตำแหน่ง รอง ผบ.ตร.nbsp;พร้อมแช่แข็งผู้บริหาร-ข้าราชการท้องถิ่น ระหว่างตรวจสอบอีกว่า 70 ราย ใน มหาสารคาม/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/2/1528/26099497702_95367f958e.jpg" //p p27 ก.ย. 2559nbsp;a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2559/E/216/20.PDF"ราชกิจจานุเบกษา/a เผยแพร่คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 59/2559 เรื่อง ประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบเพิ่มเติม ครั้งที่ 8 และการปรับปรุงการบริหารงานบุคคลในบางหน่วยงานของรัฐ โดยระบุว่าnbsp;ตามที่มีคําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 16/2558 เรื่อง มาตรการแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบและการกําหนดกรอบอัตรากําลังชั่วคราว ลงวันที่ 15 nbsp;พ.ค. 58nbsp;และคําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 19/2558nbsp;เรื่อง แต่งตั้งและให้เจ้าหน้าที่ของรัฐดํารงตําแหน่งและปฏิบัติหน้าที่อื่น ลงวันที่ 25 มิ.ย. 58 นั้นnbsp;โดยที่หน่วยงานที่มีอํานาจหน้าที่ตรวจสอบได้เสนอรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ระหว่างการถูกตรวจสอบ เนื่องจากถูกร้องเรียนหรือกล่าวหาว่าใช้ตําแหน่งหน้าที่ในการแสวงหาผลประโยชน์อันมิชอบด้วยกฎหมายจากปฏิบัติหน้าที่จนเกิดความเสียหายแก่ทางราชการ และมีมูลอันสมควรตรวจสอบจึงจําเป็นต้องประกาศรายชื่อเจ้าหน้าที่ของรัฐและกําหนดมาตรการบางอย่างเพิ่มเติม นอกจากนี้ โดยที่จําเป็นต้องปรับปรุงการบริหารงานบุคคลในบางหน่วยงานของรัฐเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของงานและแก้ไขปัญหาซึ่งไม่อาจดําเนินการโดยวิธีการปกติได้ อีกทั้งมีความจําเป็นเร่งด่วนเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านของการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน โดยผู้มีรายชื่อที่เกี่ยวข้องมิได้มีความผิดหรืออยู่ระหว่างการถกตรวจสอบใด ๆnbsp;อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)nbsp;พุทธศักราช 2557 หัวหน้า คสช. โดยความเห็นชอบของ คสช.nbsp;/p pโดยในคำสั่งดังกล่าวมีประเด็นที่น่าสนใจดังต่อไปนี้/p h3span style="color:#0000cd;"ตั้ง พล.ต.สรรเสริญ ควบ รก.อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์/span/h3 divข้อ 15 ระบุว่าเพื่อประโยชน์ในการขับเคลื่อนงานประชาสัมพันธ์ของรัฐให้มีลักษณะสอดคล้องกันระหว่างการประชาสัมพันธ์ของทางราชการ การประชาสัมพันธ์ของคสช.nbsp;กับการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลโดยเฉพาะการบริหารแผนการประชาสัมพันธ์แห่งชาติในช่วงเปลี่ยนผ่านเพื่อการปฏิรูป ให้ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกําเนิด ผู้ชํานาญการกองทัพบก โฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรีรักษาราชการในตําแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี เป็นการชั่วคราวnbsp;อีกตําแหน่งหนึ่ง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 59 เป็นต้นไป/div h3span style="color:#0000cd;"ให้ พล.ต.อ.วุฒิ พ้นจากตำแหน่ง รอง ผบ.ตร./span/h3 pข้อ 14 ระบุว่าnbsp;เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานด้านการตรวจสอบข้อเท็จจริง การตรวจสอบข้อร้องเรียนร้องทุกข์ การให้บริการประชาชน การตรวจราชการ และการปฏิบัติภารกิจเพื่อการรักษาความสงบเรียบร้อยnbsp;ตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย ให้พล.ต.อ.วุฒิ ลิปตพัลลภ รองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ พ้นจากตําแหน่งรองผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และให้โอนไปเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ ประเภทบริหารระดับสูง รับเงินประจําตําแหน่ง 21,000 บาทnbsp;ดํารงตําแหน่ง ผู้ตรวจราชการพิเศษประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ตามกรอบอัตรากําลังชั่วคราวเป็นกรณีพิเศษที่จัดให้มีขึ้นในสํานักนายกรัฐมนตรีตามคําสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 16/2558nbsp;ลงวันที่ 15 พ.ค. 58 โดยให้ขาดจากตําแหน่งหน้าที่และอัตราเงินเดือนเดิมและให้นําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป/p pขณะที่ข้อ 13 ระบุว่าเพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ให้ต่อเนื่องและไม่กระทบต่อการปฏิบัติงานซึ่งกําลังดําเนินไปด้วยดี ให้ นที ขลิบทอง ดํารงตําแหน่งผู้อํานวยการสํานักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติต่อไปจนถึงวันที่ 5 พ.ย. 60 และให้ผู้มีอํานาจหน้าที่ดําเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องต่อไป/p h3span style="color:#0000cd;"แช่แข็งผู้บริหาร-ข้าราชการท้องถิ่น ระหว่างตรวจสอบอีกว่า 70 ราย/span/h3 pรวมทั้ง ข้อ 1 ให้ผู้ที่มีรายชื่อในกลุ่มที่ 1 ข้าราชการพลเรือน ตามบัญชีแนบท้ายคําสั่งนี้ ระงับการปฏิบัติราชการหรือหน้าที่ในตําแหน่งเดิมเป็นการชั่วคราว และไปปฏิบัติราชการประจํา หน่วยงานนั้นตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย/p pข้อ 2 ให้ผู้มีรายชื่อในกลุ่มที่ 2 ข้าราชการตํารวจ ตามบัญชีแนบท้ายคําสั่งนี้ ระงับการปฏิบัติราชการโดยไม่ขาดจากตําแหน่งเดิมและให้ไปปฏิบัติราชการในหน่วยงานอื่นในสังกัดเดิม เป็นการชั่วคราว โดยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติจะมีคําสั่งให้ไปปฏิบัติราชการในศูนย์ปฏิบัติการ ในกองบัญชาการตํารวจแห่งใดแห่งหนึ่งตามที่เห็นสมควรเพื่อความสะดวกในการตรวจสอบก็ได้/p pข้อ 3 ให้ผู้มีรายชื่อในกลุ่มที่ 3 ผู้บริหารและผู้มีตําแหน่งในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามบัญชีแนบท้ายคําสั่งนี้ ระงับการปฏิบัติราชการหรือหน้าที่ในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่ดํารงตําแหน่งอยู่เป็นการชั่วคราวโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน/p pข้อ 4 ให้ผู้มีรายชื่อในกลุ่มที่ 4 ข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามบัญชีแนบท้าย คําสั่งนี้ ไปช่วยราชการที่ศาลากลางจังหวัดที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นตั้งอยู่หรือสถานที่ราชการอื่น ในจังหวัดนั้น ๆ ตามที่ผู้ว่าราชการจังหวัดกําหนด แต่ต้องมิใช่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผู้นั้นปฏิบัติ หน้าที่อยู่เดิม โดยไม่ต้องมีคําร้องขอ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมอบหมาย เป็นผู้บังคับบัญชามีอํานาจมอบหมายให้ผู้นั้นปฏิบัติงานตามความเหมาะสม ในกรณีนี้ มิให้บุคคลดังกล่าวได้รับเงินประจําตําแหน่งและสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ไปราชการชั่วคราว ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการของ เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๕๕ อันเนื่องจากการไปช่วยราชการตามคําสั่งนี้/p pข้อ 5 ให้ผู้มีรายชื่อในกลุ่มที่ 5 กรรมการพนักงานส่วนตําบล ตามบัญชีท้ายคําสั่งนี้ พ้นจากการเป็นกรรมการ และให้ผู้มีอํานาจหน้าที่ดําเนินการคัดเลือกกรรมการใหม่ตามกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ในระหว่างที่ยังมิได้มีการคัดเลือกกรรมการแทนกรรมการซึ่งพ้นจากตําแหน่ง ให้คณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการเท่าที่มีอยู่และให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้/p divข้อ 6 ให้ศูนย์อํานวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) แจ้งข้อเท็จจริงอันเป็นมูลเหตุ แห่งการตรวจสอบการปฏิบัติราชการของผู้มีรายชื่อในกลุ่มที่ 1 ถึงกลุ่มที่ 4 ให้หน่วยงานทราบ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยต้องปรากฏผลให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจาก ศอตช. เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้นั้นหรือเพื่อดําเนินการทางวินัยต่อไป ในกรณีที่ไม่อาจดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในกําหนดเวลาดังกล่าว ให้รายงานรัฐมนตรีเจ้าสังกัดของ เจ้าหน้าที่ผู้นั้น แล้วแต่กรณีเพื่อขยายเวลาได้ตามความจําเป็น/div divnbsp;/div divข้อ 7 ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามข้อ 6 หากไม่พบว่ามีการกระทําความผิดหรือ ไม่ถึงขั้นต้องดําเนินการทางวินัยให้ผู้บังคับบัญชาสรุปผลการตรวจสอบและพยานหลักฐานที่มีอยู่แล้ว แจ้งให้ ศอตช. ทราบ ในการนี้ ให้ประธาน ศอตช. แต่งตั้งคณะบุคคลซึ่งเป็นหรือมิได้เป็นข้าราชการ ไม่มีข้อขัดแย้งหรือส่วนได้เสียกับบุคคลหรือเรื่องที่มีการกล่าวหา และไม่เคยเป็นผู้ตรวจสอบเรื่องนี้มาก่อน มีจํานวน 3 ถึง 5 คน เพื่อตรวจสอบเปรียบเทียบผลการตรวจสอบเดิมของผู้บังคับบัญชาของ ผู้ถูกตรวจสอบกับรายงานหรือพยานหลักฐานที่มีอยู่อีกครั้งหนึ่งและให้มีอํานาจเชิญบุคคลมาให้ถ้อยคําได้ โดยคณะบุคคลดังกล่าว อาจตรวจสอบเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ถูกตรวจสอบแต่ละรายหรือหลายรายพร้อมกันก็ได้ ทั้งนี้ ให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8765/29959403175_b1262f51b4_b.jpg" style="width: 500px; height: 755px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8402/29876263021_cb2779241e_b.jpg" style="width: 500px; height: 838px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8465/29332308254_763a5d1507_b.jpg" style="width: 500px; height: 837px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8136/29665696640_5658994757_o.jpg" style="width: 500px; height: 569px;" //div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/DpZL5vdOMSs" height="1" width="1" alt=""/

'ปรีชา' บอกเพิ่งรู้ลูกใช้บ้านในค่ายตั้งบริษัท ด้านขาใหญ่ต้านโกงปัดจ้อปมนี้พัลวัน

Tue, 27/09/2016 - 13:29
pพล.อ.ปรีชา เผยเพิ่งรู้ว่าลูกชายเอาบ้านในค่ายไปจดทะเบียนตั้งบริษัทnbsp;ประธาน ป.ป.ช. ยันไม่หนักใจสอบครอบครัวปรีชา แต่ต้องรอบคอบ ขณะที่nbsp;'วันชัย ตัน' เผยขาใหญ่ต้านคอรัปชั่น ปฏิเสธพูดปมลูกปรีชาพัลวันnbsp;PPTV เปิดตัวละครใหม่ หจก. นำพล อินเตอร์เทรด/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8221/29263967684_54cccd5c42.jpg" //p p27 ก.ย. 2559 จากกรณีสื่อหลายสำนักรายงานว่าห้างหุ้นส่วนจัด (หจก.) คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ซึ่งมีปฐมพล จันทร์โอชา บุตรชาย พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการ ที่เป็นคู่สัญญารับเหมาก่อสร้างหน่วยงานภาครัฐหลายโครงการนั้น ตั้งเลขที่ 128/31/007 ตำบลอรัญญิก อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลกnbsp;อยู่ในค่ายสมเด็จพระเอกาทศรถ (สนามบิน) ตำบลอรัญญิก อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก กองทัพภาคที่ 3 โดยมีลักษณะแบ่งเป็นบ้านพักของนายทหาร อยู่ติดกับพื้นที่สนามกอล์ฟดงภูเกิด (a href="http://www.prachatai.com/journal/2016/09/68062"อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม/a)/p pล่าสุดวันนี้ (27 ก.ย.59) a href="http://www.posttoday.com/politic/456796"โพสต์ทูเดย์/aรายงานว่า พล.อ.ปรีชา กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เพิ่งทราบ เพราะไม่รู้เห็น ซึ่งตอนลูกชายเอาบ้านในค่ายไปจดทะเบียนตั้งบริษัทนั้นไม่รู้จริงๆ/p p“ตอนนั้นเขาจัดการเอง เพราะไม่มีบ้าน มีแต่บ้านในค่าย และพร้อมให้ตรวจสอบตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องการให้มีการตรวจสอบ ผมพร้อมชี้แจงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)”nbsp;พล.อ.ปรีชา กล่าว/p h3span style="color:#0000cd;"ประธาน ป.ป.ช.nbsp;ยันไม่หนักใจสอบครอบครัว พล.อ.ปรีชา แต่ต้องรอบคอบ/span/h3 pขณะที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า เรื่องคดีลูกชายและภริยาของ พล.อ.ปรีชานั้น เมื่อมีคนมาร้อง ทางเจ้าหน้าที่ก็คงจะต้องไปตรวจสอบข้อมูล ซึ่งเป็นขั้นตอนการแสวงหาข้อเท็จจริง ส่วนระยะเวลาขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานว่ามีอะไรบ้างnbsp;เป็นขั้นตอนปกติที่ ป.ป.ช.ต้องทำ/p p“เรื่องนี้ไม่หนักใจ แต่ต้องทำด้วยความละเอียดรอบคอบ เพราะสังคมเฝ้ามองอยู่ ทั้งนี้ระยะเวลาในการดำเนินการคงตอบไม่ได้ ก็ดำเนินการไปตามขั้นตอน ทุกเรื่องมีความสำคัญหมด คงไม่ล่าช้า เพราะทุกเรื่อง ป.ป.ช.ก็เร่งหมด”nbsp;ประธาน ป.ป.ช. กล่าว/p h3span style="color:#0000cd;"'วันชัย ตัน' เผยขาใหญ่ต้านคอรัปชั่น ปฏิเสธพูดปมลูกปรีชาพัลวัน/span/h3 pวานนี้ (26 ก.ย.59)nbsp;วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานข่าว PPTV โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว 'a href="https://www.facebook.com/vanchai.tantivitayapitak/posts/10153925328967361"Vanchai Tantivitayapitak/a' ในลักษณะสาธารณะด้วยว่า "span style="font-size: 12px;"สถานการณ์บอกตัวตนnbsp;/spanspan style="font-size: 12px;"วันนี้นักข่าวnbsp;/spanspan style="font-size: 12px;"PPTV/spanspan style="font-size: 12px;"nbsp;โทรไปขอสัมภาษณ์ผู้นำหลายคนมีชื่อเสียงด้านการรณรงค์ให้ผู้คนต่อต้านการคอรัปชั่นnbsp;/spanspan style="font-size: 12px;"ตอนแรกก็ยินดีให้สัมภาษณ์เมื่อนักข่าวบอกว่าเรื่องคอรัปชั่นnbsp;/spanspan style="font-size: 12px;"แต่พอบอกประเด็นเรื่อง ลูกชายปลัดกระทรวงกลาโหมประมูลงานกองทัพได้nbsp;/spanspan style="font-size: 12px;"ปรากฏว่าทุกคนปฏิเสธกันหมดโดดหนีพัลวัน บางคนติดประชุมด่วนกระทันหัน บางคนไม่รับสายอีก"/span/p divnbsp;/div p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8069/29874677461_22197ed4b7.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ที่มาnbsp;'/spana href="https://www.facebook.com/vanchai.tantivitayapitak/posts/10153925328967361"span style="color:#ff8c00;"Vanchai Tantivitayapitak/span/aspan style="color:#ff8c00;"'/span/p h3span style="color:#0000cd;"PPTV เปิดตัวละครใหม่ หจก. นำพล อินเตอร์เทรด/span/h3 pขณะเดียวกัน วานนี้ a href="http://www.pptvthailand.com/news/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99/35529"PPTV/a ได้เผยแพร่รายงานด้วยว่า กรณีดังกล่าวนี้ ตัวละครที่น่าสนใจอีกหนึ่งบริษัท คือ หจก.นำพล อินเตอร์เทรด ซึ่งทีมข่าว PPTV ค้นพบข้อมูลที่ยืนยันได้อย่างน้อย 3 โครงการ ว่า เป็นหนึ่งในบริษัท ที่เข้าประกวดราคาแข่งกับ คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น (ของบุตรชาย พล.อ.ปรีชา) และแพ้การประกวดราคา ไปหลักพันบาททั้ง 3 โครงการนี้ รวมทั้งมีประวัติรับงาน กับกองทัพ มากกว่า 100 โครงการ และเฉพาะช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา รับงานกองทัพ 50 โครงการ เป็นของกองทัพภาคที่ 3 ถึง 49 โครงการ/p pรายงานของ PPTV ชี้ให้เห็นว่า ความน่าสนใจของ หจก.นำพลฯ คืออาจจะเป็นคู่สัญญาที่ใหญ่ที่สุดของกองทัพภาคที่ 3 nbsp;ซึ่งไม่นับ โครงการก่อนหน้าปี 2558 nbsp;อีกมากกว่า 50 โครงการ ลักษณะโครงการ มีตั้งแต่ จัดซื้อเครื่องแต่งกาย รองเท้า เสื้อยืด เครื่องสนาม เครื่องแบบทหาร ไปจนถึงจัดซื้อรถจักรยานยนต์ จัดซื้อเครื่องหาพิกัดด้วยดาวเทียม และปรับปรุงอาคาร ก่อสร้างอาคารnbsp;แต่ หจก.นำพลฯ กลับมาแพ้การประกวดราคา ในโครงการที่มี คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น เป็นคู่แข่ง ในราคาที่ต่างกันเพียงหลักพันบาท (อ่านรายละเอียดทั้งหมดได้ที่nbsp;a href="http://www.pptvthailand.com/news/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99/35529"เปิดข้อมูล “นำพล อินเตอร์เทรด” คู่เทียบ หจก.ลูก พล.อ.ปรีชา/a)/p pnbsp;/p divnbsp;/div div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/09/68062" target="_blank"พบที่อยู่บริษัทลูก #039;พล.อ.ปรีชา#039; อยู่ในค่ายทหาร-ฝายแม่ผ่องฯ พังแล้ว/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/GcmS53cOaSQ" height="1" width="1" alt=""/

Yellowing สารคดี 'ปฏิวัติร่ม' ในฮ่องกง ถูกกีดกันไม่ให้ฉายในโรงใหญ่

Tue, 27/09/2016 - 13:09
pเฉินจื่อหวน ผู้บันทึกภาพการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงเมื่อ 2 ปีก่อน รวบรวมทำเป็นสารคดีเพื่อเป็นอนุสรณ์การต่อสู้ แต่ภาพยนตร์ของเขาไม่ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ใหญ่ๆ ในบ้านตัวเองแม้ว่าจะเคยฉายในเทศกาลภาพยนตร์ในหลายประเทศรวมถึงในฮ่องกงเอง เขาสงสัยว่าเป็นเพราะบรรยากาศการเซ็นเซอร์ตัวเองของธุรกิจในฮ่องกงที่หวั่นเกรงทางการจีนหรือไม่/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8094/29923613316_de2c9ebbd8.jpg" style="width: 500px; height: 278px;" /br /span style="color:#ff8c00;"strongภาพจาก Yellowing/strong/span/p p27 ก.ย. 2559 ในยามที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมที่เป็นนักศึกษา เฉินจื่อหวน คนหนุ่มนักทำภาพยนตร์ก็คว้ากล้อง Canon 50D ออกไปที่แนวหน้า ในคืนนั้นเป็นคืนวันที่ 28 ก.ย. 2557 ที่เกิดเหตุตำรวจปะทะกับขบวนการปฏิวัติร่มในฮ่องกงซึ่งเรียกร้องให้พวกเขาสมัครเป็นผู้แทนลงเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐได้โดยไม่ต้องมาจากการคัดเลือกของทางการจีน เป็นคืนนั้นเองที่คนหนุ่มนักทำภาพยนตร์อายุ 29 ปีตัดสินใจว่ามันเป็นภารกิจของเขาที่จะต้องบันทึกเหตุชุลมุนทางการเมืองที่เป็นประวัติศาสตร์นี้ไว้/p p"ผมเชื่อว่าบางครั้งคำพูดก็ไม่สามารถอธิบายทุกอย่างได้ ... ภาพจะสามารถจะแสดงให้เห็นได้ว่าการอารยะขัดขืนมีความหมายที่แท้จริงอย่างไร" เฉินจื่อหวนให้สัมภาษณ์ต่อเดอะการ์เดียน/p pเฉินจื่อหวนย้อนกลับไปที่สถานที่ปักหลักชุมนุมซ้ำๆ อีกหลายครั้งในช่วง 79 วันถัดจากนั้น เขาคอยติดตามผู้ชุมนุม ซึ่งประกอบด้วยประชาชนทั่วไป ครู และนักเรียนชั้นมัธยมฯ รวมถึงเหตุการณ์การปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับตำรวจ จนกระทั่งมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาตกกระไดพลอยโจนถูกตำรวจตีเข้าที่ใบหน้า/p pความพยายามของเฉินจื่อหวนทำให้เกิดสารคดีที่ชื่อ "Yellowing" ความยาว 133 นาที ที่นำมาฉายครั้งแรกเมื่อต้นปีที่ผ่านมาในเทศกาลภาพยนตร์อิสระฮ่องกง นอกจากนี้ยังมีการฉายในเทศกาลภาพยนตร์ที่แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดาและไต้หวันด้วย ชื่อสารคดีในภาษาจีนจะหมายถึง "บันทึกช่วงเวลาวุ่นวาย" ขณะที่ชื่อสารคดีภาษาอังกฤษสื่อถึงสีเหลืองที่ชาวฮ่องกงนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย/p pเฉินจื่อหวนกล่าวว่า ภาพยนตร์ของเขาเป็น "บันทึกที่สำคัญ" ที่สื่อถึงมุมมองคนในเกี่ยวกับเหตุการณ์สำคัญอย่างการประท้วงของชาวฮ่องกง เฉินจื่อหวนบอกว่าสื่อท้องถิ่นมักจะเซ็นเซอร์ตัวเองและเน้นในแง่ผู้นำการเคลื่อนไหวมากเกินไปโดยไม่มีการรายงานมุมมองจากผู้ชุมนุมที่เป็นประชาชนทั่วไป รวมถึงมีการรายงานความรุนแรงของการประท้วงเกินความจริง ในฐานะที่เขาเป็นผู้ผลิตภาพยนตร์อิสระเขาจึงมีหน้าที่นำเสนอมุมมองที่สื่อกระแสหลักไม่ได้รายงาน/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="281" src="https://www.youtube-nocookie.com/embed/8wSp_h5qcmI" width="500"/iframe/p pอย่างไรก็ตามในช่วงใกล้ครบรอบเหตุการณ์ประท้วงปฏิวัติร่มในปีที่ 2 เฉินจื่อหวนก็บอกว่าโรงภาพยนตร์ใหญ่ๆ ในฮ่องกงปฏิเสธจะฉายภาพยนตร์ของเขาซึ่งเขาสงสัยว่าอาจจะมาจากบรรยากาศการเซ็นเซอร์ตัวเองในฮ่องกงเมื่อกลุ่มธุรกิจต่างๆ พยายามหลีกเลี่ยงไม่สร้างความขุ่นเคืองให้กับทางการจีนแผ่นดินใหญ่ ขณะเดียวกันเฉินจื่อหวนก็ไม่แน่ใจว่าที่โรงภาพยนตร์ใหญ่ๆ ไม่ยอมฉายเป็นเพราะภาพยนตร์ของเขายังมีคุณภาพไม่พอหรือเพราะมีเนื้อหาทางการเมืองกันแน่/p pในเรื่องนี้วินเซนต์ สุย ผู้อำนวยการฝ่ายศิลปะขององค์กรภาพยนตร์อิสระที่เป็นผู้แทนจำหน่าย Yellowing กล่าวว่าสารคดีเรื่องนี้ได้รับคำวิจารณ์ทางบวก ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นเครื่องการันตีให้ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์อย่างแน่นอน แต่โรงภาพยนตร์ในฮ่องกงก็ยืนยันไม่ยอมฉายโดยไม่อธิบายเหตุผลใดๆ สุยสงสัยเช่นกันว่าเป็นไปได้ที่โรงภาพยนตร์พยายามเซ็นเซอร์ตัวเอง แต่ตัวเขาก็ไม่แน่ใจว่าโรงภาพยนตร์ได้รับคำสั่งโดยตรงในเรื่องนี้ด้วยหรือไม่/p pสาเหตุหนึ่งที่เฉินจื่อหวนสงสัยเรื่องการเซ็นเซอร์ตัวเองเนื่องจากก่อนหน้านี้เคยมีกรณีคล้ายกันเกิดขึ้นกับภาพยนตร์ที่ชื่อ Ten Years ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่แต่งเรื่องขึ้นเนื้อหาเกี่ยวกับโลกอนาคตที่เลวร้ายหลังจากฮ่องกงตกอยู่ใต้การครอบงำของจีนแผ่นดินใหญ่มากขึ้น โดยในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ได้รับรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากฮ่องกงฟิล์มอวอร์ดทำให้สื่อใต้การควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่พอใจ เช่นสื่อโกลบอลไทม์วิจารณ์ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็น "ไวรัสทางความคิด" หลังถูกวิจารณ์ Ten Years ก็ค่อยๆ หายไปจากจอภาพยนตร์ในฮ่องกง/p pเฉินจื่อหวนเชื่อว่าที่โรงภาพยนตร์เซ็นเซอร์ตัวเองกันมากขึ้นเป็นเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับภาพยนตร์ Ten Years เรื่องนี้ทำให้โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ Yellowing โต้กลับการผลักพวกเขาให้ไปอยู่ชายขอบด้วยการจัดฉายแบบไม่เป็นทางการตามสถานที่ต่างๆ เช่น ห้องปาฐกถาของโรงเรียนหรือในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแบบเดียวกับที่ Ten Years เคยทำไว้ แต่เฉินจื่อหวนก็บอกว่าเขายังมีเป้าหมายปลายทางคือการฉายในโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่/p p"ผมไม่ต้องการให้ (การเซ็นเซอร์ตัวเอง) กลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญแบบในจีนแผ่นดินใหญ่ มันไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่ดีเลยที่ผู้ชมภาพยนตร์จะเริ่มแบ่งแยกกีดกันภาพยนตร์อิสระออกจากสิ่งที่เรียกว่าภาพยนตร์เพื่อการค้า" เฉินจื่อหวนกล่าว/p pอย่างไรก็ตามเมื่อเดอะการ์เดียนสอบถามบริษัทโรงภาพยนตร์หลายสาขาที่ใหญ่ที่สุดในฮ่องกง ยูเอ ซีนิมา ถึงสาเหตุที่ไม่ฉาย Yellowing พวกเขาตอบว่าไม่ได้ต้องการเซ็นเซอร์ด้วยเหตุผลทางการเมือง/p pถึงแม้จะไม่ได้ฉายในโรงภาพยนตร์ใหญ่ๆ ในบ้านตัวเอง แต่ Yellowing ก็จะมีการนำไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติยีห์ลาวาที่สาธารณรัฐเช็กในเดือน ต.ค. และมีการเสนอชื่อเข้ารับรางวัลภาพยนตร์ไต้หวันโกลเดนฮอร์ส/p pเฉินจื่อหวนบอกอีกว่าเขาหวังว่าผลงานของเขาจะเป็นอนุสรณ์ของการต่อสู้ทางการเมืองของชาวฮ่องกง ฮ่องกงเปลี่ยนไปมากหลังจากการประท้วง ผู้ชมบางคนอาจจะเข้าร่วมขบวนการด้วยใจเต็มร้อยแต่ก็ไม่อยากกลับไปมองความทรงจำนั้นเพราะจะเกิดอารมณ์ด้านลบจากการคิดว่าการเคลื่อนไหวของพวกเขาล้มเหลว แต่ภาพยนตร์สารคดีของเขาจะเป็นโอกาสที่จะทำให้คนได้มองย้อนกลับไปในช่วงการประท้วงเพื่อที่จะเก็บกวาดและจัดการกับความคิดและอารมณ์ความรู้สึกของตัวเองได้/p pbr /strongเรียบเรียงจาก/strong/p pScreened out? Film charting Hong Kong's umbrella movement struggles to be seen, The Guardian, 26-09-2016br /a href="https://www.theguardian.com/world/2016/sep/26/yellowing-film-hong-kong-umbrella-movement-struggles-to-be-seen-cinema"https://www.theguardian.com/world/2016/sep/26/yellowing-film-hong-kong-umbrella-movement-struggles-to-be-seen-cinema/a/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/o8OwWywVXkk" height="1" width="1" alt=""/

วิษณุ แจงปมจำนำข้าว เป็นกฎหมายใช้ตั้งแต่ปี 39 ยึดทรัพย์มาเกือบ 5 พันรายแล้ว

Mon, 26/09/2016 - 20:41
!--break--!--break-- p26 ก.ย. 2559 วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงกรณี พรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รับผิดเรื่องการจำนำข้าวทั้งสี่ฤดูกาลจำนวน 2.7 แสนล้านบาทว่า การรับผิดของอดีตนายกรัฐมนตรีผ่านการพิจารณาในขั้นตอนการรับผิดทางแพ่งของคณะกรรมการการรับผิดทางแพ่งและเห็นว่าเป็นความผิดเรื่องละเว้นการทำหน้าที่ เพราะได้รับการแจ้งเตือนแล้ว แม้ว่าฤดูกาล ที่ 1-2 ยังไม่ได้รับการแจ้งเตือน แต่เมื่อได้รับการแจ้งเตือนในฤดูกาลผลิตที่ 3-4 ยังละเว้นจึงถือว่ามีความผิดปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต จึงให้รับผิดเฉพาะสองฤดูกาลผลิตหลัง มูลค่าความเสียหายลดลงมาเป็น 3.5 หมื่นล้านบาทตามเกณฑ์ของกระทรวงการคลัง ในกรณีที่เป็นกรณีรับผิดทำกันหลายคนแบ่งสัดส่วนการรับผิดแบ่งสัดส่วนไว้ 10 ถึง 20% กรณีนี้คิด 20 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการละเลยส่วน 80 เปอร์เซนต์ที่เหลือ ต้องไปเฉลี่ยกับผู้ที่มีส่วนรับผิดครั้งนี้/p pวิษณุ กล่าวว่าnbsp;ส่วน 80% ที่เหลือ ตามพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พศ.2539 ระบุว่าไม่ให้ลูกหนี้ต้องรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม เพราะหากรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ยกตัวอย่าง 10 คนเหมาจ่ายเพียงคนเดียว อีก 9 คนไม่ได้จ่ายอันนี้ ไม่ได้ แต่ต้องเป็นการรับผิดแบบใครผิดใครจ่าย เช่น ยิ่งลักษณ์ 20% ส่วนอีก 80% ก็ไปหาผู้ที่รับผิดและต่างคนต่างจ่ายตามความผิดหนักเบา ส่วนเหตุผลที่ทราบชื่อ ยิ่งลักษณ์คนเดียว เพราะคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ส่งเรื่องมา แต่รายชื่ออื่นยังไม่ทราบ เป็นเรื่องที่ต้องไปตามหากันต่อไป ขณะนี้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) จะต้องทำงานร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรฯ เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ดำเนินการ ต้องทำกันหลายฝ่าย เบื้องต้นทราบว่า มีทั้งข้าราชการและเอกชนที่ต้องร่วมรับผิด/p pวิษณุ กล่าวต่อว่า มาตรา 8 ในความรับผิดทางละเมิดหรือไม่ให้รับผิดแทนกัน เมื่อความเสียหาย 1.7 แสนล้านบาท คือคนเดียว ประธานที่ต้องรับผิดชอบในสัดส่วน 10 ถึง 20% จึงออกมาเป็นตัวเลขดังกล่าวที่ ยิ่งลักษณ์ ต้องรับผิดชอบ ยืนยันว่ากฎหมายนี้ใช้มาตั้งปี 2539 ยึดทรัพย์มาแล้ว เกือบ 5000 ราย ใครที่ไม่ได้อยู่ในวงการราชการอาจจะไม่ทราบ และไม่รับรู้ ส่วนใครจะเป็นผู้หาคนผิดในอีก 80% ที่เหลือ สำหรับความรับผิดในทางแพ่งเป็นเรื่องของกระทรวงที่เป็นผู้บังคับบัญชาเป็นต้นสังกัดต้องดำเนินการ/p p“เรื่องนี้เป็นเรื่องของกระทรวงใครกระทรวงมันที่ต้องไปหาผู้กระทำความผิด สำนักนายกรัฐมนตรีเองก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้องที่ต้องไปหาผู้กระทำความผิด ขณะนี้ปปท.กำลังสอบอยู่ 50- 60 รายและบ่ายนี้(26 ก.ย.) จะมารายงานความคืบหน้าด้วย ส่วนนายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องเซ็นลงนามหรือไม่ สามารถมอบอำนาจให้ใครก็ได้” นายวิษณุ กล่าว/p pส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยระบุว่าการใช้มาตรา 44 กับ ยิ่งลักษณ์ ไม่เป็นธรรม วิษณุ กล่าวว่า ไม่ได้ใช้มาตรา 44 ไปยึดทรัพย์ เป็นเรื่องของการที่ต้องตั้งต้นการกระทำวามผิดที่วินิจฉัยตามกฏหมาย ซึ่งพ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ปี 2539 ขั้นตอนต่อไปก็ต้องยึดทรัพย์ เว้นแต่ไปร้องศาลปกครองให้คุ้มครองชั่วคราวก็จะไม่ยึดทรัพย์ แต่หากไม่คุ้มครองชั่วคราวหรือไม่มีการฟ้องศาลก็ต้องยึดทรัพย์/p pวิษณุ กล่าวว่า ขอย้ำว่าไม่ได้ให้อำนาจ กรมบังคับคดีไปลงมือยึดทรัพย์ แต่จะยึดได้ต่อเมื่อมีคำสั่งเท่านั้นเอง และมีวิธี มีมารยาท ไม่ใช่บุกยึด ขนนู่นี่ มีกรรมวิธีขั้นตอน และยึดเสร็จก็ต้องเอามาขายทอดตลาด/p pเมื่อถามว่าหากจำเลยไม่สามารถชดใช้ทรัพย์ได้จะถือว่าเป็นบุคคลล้มละลายหรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า ยังไม่ถึงขั้นนั้น การล้มละลายมีข้อเสียมากกว่าข้อดี เช่นการถูกฟ้องล้มละลายจะไม่สามารถลงสมัครผู้แทนได้ตลอดชีวิต/p pเมื่อถามว่าในช่วงเวลานี้จะสามารถถ่ายโอนทรัพย์สินได้หรือไม่ วิษณุ กล่าวว่า กรมบังคับคดีมีอำนาจบางอย่าง เช่น การจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินก่อนหน้านี้ หากเป็นการโอนหนีหนี้ สามารถเพิกถอนได้ หากโอนไม่ได้หนีหนี้ ซื้อขายตามสุจริต ก็ไม่ต้องเพิกถอน/p h3span style="color:#0000cd;"ปธ.ป.ป.ช.ไม่หนักใจสอบปมลูก-ภรรยา พล.อ.ปรีชา/span/h3 pขณะที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช.กล่าวถึงความคืบหน้าคดีบุตรชาย และภริยาของพล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม ว่า ตามกระบวนการเมื่อมีคนมาร้องเจ้าหน้าที่ก็ต้องไปตรวจสอบข้อมูล หรือที่เรียกว่าขั้นตอนการแสวงหาข้อเท็จจริง nbsp;ส่วนจะให้เวลาเจ้าหน้าที่ในการไต่สวนข้อเท็จจริงเท่าไหร่ นั้น ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานว่ามีอะไรบ้าง มีใครบ้างที่ต้องไปตรวจสอบ เป็นขั้นตอนปกติที่เราต้องทำ/p p“ไม่หนักใจการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับน้องชายนายกรัฐมนตรี แต่ต้องทำด้วยความละเอียดรอบคอบ เพราะสังคมเฝ้ามองอยู่ ขณะที่ระยะเวลาในการดำเนินการคงไม่สามารถตอบได้ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาของเรื่องมีอะไรบ้าง ถ้ามีหลายประเด็นก็อาจจะต้องใช้เวลามาก แต่กรณีนี้สำนักเลขาธิการป.ป.ช.ยังไม่ได้รายงานมายังกรรมการป.ป.ช. แต่เมื่อสำนักเลขาฯ รับเรื่อง ก็ต้องมีการแสวงหาข้อเท็จจริงก่อน ยังไม่ต้องรายงานคณะกรรมการ จะรายงานต่อเมื่อผลการแสวงหาข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่าจะรับเรื่องไว้หรือไม่รับเรื่องไว้” พล.ต.อ.วัชรพล กล่าว/p pเมื่อถามย้ำว่า เรื่องนี้สังคมให้ความสนใจค่อนข้างมาก ป.ป.ช.จะเร่งรัดให้เกิดความชัดเจนหรือไม่ พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ก็ดำเนินการไปตามขั้นตอน ทุกเรื่องมีความสำคัญหมด คงไม่ล่าช้า ถ้าเร่งรัดมาก ๆ ก็เป็นประเด็นขึ้นมาว่าไปเลือกทำตรงนั้นตรงนี้ ความจริงเร่งทุกเรื่อง และขอเรียนพี่น้องประชาชนเลยว่าตอนนี้เรามีนโยบายว่า เรื่องที่ค้างต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี และคดีใหม่ต้องภายใน 1 ปี/p pพล.ต.อ.วัชพล ยังกล่าวถึง กรณีมีข้อสังเกตการพิจารณาคดีในส่วนของพรรคเพื่อไทย ออกมาเรื่อยๆ ว่า คงไม่ใช่ เพราะแต่ละเรื่องเป็นเรื่องเก่าบ้าง เมื่อไปเร่งรัด เจ้าหน้าที่ก็จะดูว่าเรื่องไหนที่ทำใกล้เสร็จแล้ว จึงส่งมาให้กรรมการป.ป.ช.ตรวจ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ค้างเก่า nbsp;มีคดีที่เราพิจารณาแล้วให้ข้อกล่าวหาตกไปเยอะพอสมควร แต่หากมีมูลก็ต้องยืนยันได้ว่าผิดอะไร สามารถส่งอัยการเพื่อให้อัยการพิจารณาสำนวนต่อไป/p h3span style="color:#0000cd;"แจงที่ยิ่งลักษณ์ถูกพิจารณา 15 คดีnbsp;เป็นเพราะช่วง และจังหวะ/span/h3 pสำหรับประเด็นที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุ ถูกป.ป.ช.พิจารณาคดีถึง 15 คดี ประธาน ป.ป.ช. กล่าวว่า อาจจะเป็นเพราะช่วง และจังหวะที่เรื่องต่าง ๆ ของอยู่ในสำนักไต่สวนคดีนักการเมือง ที่เป็นเรื่องใหญ่ ๆ และเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรี โดยป.ป.ช.ก็เร่งหมดทุกสำนักทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ/p pส่วนที่ ยิ่งลักษณ์มอบทีมทนายความร้องคัดค้านการตั้ง สุภา ปิยะจิตติ กรรมการป.ป.ช. เป็นประธานคณะอนุกรรมการฯ ถึง 6 คดี นั้น พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า มีหลายกรณีที่คณะกรรมการหยิบขึ้นมาวินิจฉัยตามที่มีการร้องคัดค้าน และยกคำร้องไปหลายเรื่อง แต่มีเรื่องหนึ่งที่ สุภาไม่ได้เกี่ยวข้อง แต่ก็มีสปิริตว่าได้เข้าไปเกี่ยวข้องในบริบทสมัยที่ดำรงตำแหน่งเป็นรองปลัดกระทรวงการคลังอยู่ สุภา ก็ขอถอนตัว/p pnbsp;/p pที่มา : a href="http://www.tnamcot.com/content/category/%e0%b8%82%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a7/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87"สำนักข่าวไทย/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/WvbSnESrVYA" height="1" width="1" alt=""/

เผยข้อมูล ‘ผู้หญิงทำแท้งด้วยยาได้’ พบปัญหาเข้าไม่ถึงข้อมูล- รพ.ไม่ทำให้

Mon, 26/09/2016 - 16:44
pเครือข่ายคนทำงานประเด็นผู้หญิงชี้ ‘ผู้หญิงมีสิทธิยุติการตั้งครรภ์’ เผยทำแท้งด้วยยาปลอดภัยเกือบ 100% พบปัญหาสำคัญคือเข้าไม่ถึงข้อมูล-สถานพยาบาลไม่ทำเพราะกลัวบาป ส่งผลให้ผู้หญิงทำแท้งเถื่อน- ดูแลเด็กไม่ได้/p !--break--!--break-- p align="center"iframe allowfullscreen="" src="https://www.youtube.com/embed/97l5LfCUYso" width="500" height="281" frameborder="0"/iframebr /strongspan style="color:#ff8c00;"คลิปวิดีโอสะท้อนความคิดในเรื่องการทำแท้ง/span/strong/p p26 ก.ย. 2559 เมื่อวันที่ 23 ก.ย.ที่ผ่านมา เครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงท้องไม่พร้อม (ช้อยส์) และองค์กรภาคี ร่วมรณรงค์เพื่อสิทธิเข้าถึงการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัยและถูกกฎหมาย โดยจัดเสวนา "คุยเรื่องแท้ง: คิดใหม่ มุมมองใหม่" เพื่อสร้างความตระหนักเรื่องบริการสุขภาพและความเข้าใจของสังคมในเรื่องการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย/p pอนึ่ง ปัจจุบันสถานการณ์ยุติการตั้งครรภ์หรือทำแท้งยังเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในประเทศไทย เพราะทัศนคติความเชื่อที่หล่อหลอม เช่น เรื่องบาปบุญคุณโทษ และถึงแม้ผู้ที่ทำแท้ง จะอยู่ในวัยทำงาน สามารถหารายได้เลี้ยงชีพด้วยตัวเอง ก็ยังมักถูกวิพากษ์วิจารณ์จากเพื่อนร่วมงาน ทั้งที่จริงแล้วกฎหมายอนุญาตให้สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ในหลายกรณี/p p align="center"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8216/29903714286_cf71f41feb.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /br /br /img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8464/29644268120_42ac501ac3.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /br /br /img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8535/29823918782_bb9de90ac2.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /br /strongspan style="color:#ff8c00;"ภาพบรรยากาศกิจกรรมเวิร์คช็อป ‘แท้งปลอดภัย 4.0’/span/strong/p pในช่วงเช้า มีการจัดเวิร์คช็อป ‘แท้งปลอดภัย 4.0’ เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องการทำแท้ง ผ่านการนำเสนอจุดยืนตั้งแต่ระดับ 1 เห็นด้วยน้อย- 4 เห็นด้วยมาก ของตัวเองจากการตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องการทำแท้ง เช่น คิดว่าการทำแท้งปลอดภัยหรือไม่ คิดว่าสาเหตุอะไรที่ทำให้ผู้หญิงหลายคนเข้าไม่ถึงการทำแท้งที่ปลอดภัย ฯลฯ โดยผู้เข้าร่วมส่วนมากเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการให้คำปรึกษาเรื่องเพศ พยาบาล และกลุ่มคนที่ทำงานประเด็นผู้หญิงหลายองค์กรประมาณ 120 คน โดยมีผู้เข้าร่วมที่อยู่ในกลุ่มวัยรุ่นค่อนข้างน้อย และในวงเสวนาช่วงบ่าย มีการเจาะลึกถึงประเด็นการใช้- ผลกระทบจากยาเพื่อยุติการตั้งครรภ์ การคุมกำเนิด และการปรับเปลี่ยนความเชื่อที่มีต่อการทำแท้ง และผู้ที่ทำแท้ง/p pนพ.สัญญา ภัทราชัย สูตินารีแพทย์ รพ.รามาธิบดี กล่าวว่า ผู้หญิงทุกคนควรมีสิทธิเข้าถึงการยุติการตั้งครรภ์ ในสมัยก่อนผู้หญิงเริ่มที่จะมีสิทธิในการคุมกำเนิด ซึ่งนับว่าเป็นสิทธิแรกๆ ที่ทำให้สังคมไทยเข้าใจว่า การมีเซ็กส์ไม่ได้จำเป็นต้องตั้งครรภ์เสมอไป อย่างไรก็ดีเรื่องการทำแท้งในไทย ยังคงเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้ยาก เพราะยาที่ใช้นั้นถูกควบคุมการใช้โดยกรมอนามัย ห้ามจำหน่ายในร้านขายยา และคุมเข้มเฉกเช่นยาเสพติด รวมทั้งผู้ให้บริการบางที่ก็ยังไม่เต็มใจทให้บริการ/p pโดยทั่วไป การยุติการตั้งครรภ์สามารถทำได้หากผู้หญิงมีปัญหาทางสุขภาพกายหรือจิต จนอาจก่อให้เกิดอันตราย, การตั้งครรภ์ที่เกิดจากความผิดอาญาทางเพศ ได้แก่ ข่มขืนกระทำชำเรา กระทำชำเราเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และการตั้งครรภ์ที่เกิดจากการล่อลวง และการพบว่าตัวอ่อนในครรภ์มีภาวะผิดปกติ/p h3‘ยาทำแท้ง’ปลอดภัยไม่ต่างจากพาราเซตามอล/h3 p style="text-align: center;"strongemimg alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8110/29822850112_a0f617b320.jpg" //em/strong/p pสุพิชา เบาทิพย์ จากองค์กร Woman Help Woman กล่าวว่า การทำแท้งที่ปลอดภัยนั้นสามารถทำได้ตั้งแต่ทราบว่าตั้งครรภ์ จนถึงอายุครรภ์ประมาณ 24 สัปดาห์ โดยการอม หรือสอดใส่ช่องคลอดด้วยยาไมเฟฟริสโตน 200 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นยาที่ช่วยหยุดฮอร์โมนที่สำคัญต่อตัวอ่อน ร่วมกับยาไมโซฟอสตอล 200 ไมโครกรัม ซึ่งยานี้จะทำให้เกิดการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อมดลูก ถ้าหากการทำแท้งนั้นสำเร็จ อาการแพ้ท้องที่มีอยู่จะหายไป และมีเลือดออกคล้ายประจำเดือน สามารถตรวจเพื่อให้แน่ใจโดยที่ตรวจครรภ์ ทั้งนี้ปัจจัยความสำเร็จในการทำแท้งนั้นขึ้นอยู่กับอายุครรภ์ อายุครรภ์ที่มากก็อาจทำให้การทำแท้งนั้นยากขึ้นด้วยเช่นกัน/p pสุพิชากล่าวว่า การทำแท้งด้วยยาดังกล่าว มีความปลอดภัยถึงร้อยละ 98 ไม่ต่างอะไรกับการกินยาพาราเซตามอล ทั้งนี้ก็ยังมีข้อบ่งชี้สำหรับบุคคลที่ไม่ควรใช้ยา ได้แก่ บุคคลที่ถูกบังคับให้ทำแท้ง, มีอายุครรภ์ที่มากเกินไป, แพ้ยาชนิดนี้, มีภาวะของโรคต่อมหมวกไตวาย โลหิตจางขั้นรุนแรงหรือเป็นหอบหืดขั้นรุนแรง, ใช้ห่วงคุมกำเนิด, ท้องนอกมดลูก, ไม่สามารถเดินทางไปถึงโรงพยาบาลได้ภายใน 1 ชั่วโมง หรืออาศัยอยู่คนเดียว โดยหลังจากการใช้ยา อาจทำให้มีผลข้างเคียงจากเล็กน้อย การอมในปากอาจทำให้มีผลข้างเคียงมากกว่าการสอดเข้าช่องคลอด แต่การอมจะช่วยไม่ให้แพทย์รู้ว่ามีความพยายามที่จะทำแท้ง นอกจากนี้ หลังใช้ยาอาจทำให้เกิดอาการแทรกซ้อนอย่างเป็นไข้ อาเจียน มึนหัว และอาจปวดท้อง จุกเสียดร่วมด้วย แต่หากมีภาวะเลือดออกผิดปกติ เช่น ใช้ผ้าอนามัยแบบหนาเต็ม 2 แผ่น ภายใน 1 ชั่วโมง, มีไข้มากกว่า 39 องศาเซลเซียส หรือมีของเหลวที่กลิ่นและสีผิดปกติไหลออกจากช่องคลอด ก็อาจจำเป็นที่จะต้องพบแพทย์/p h3การเดินทางยาคุมกำเนิด- ยายุติการตั้งครรภ์ในไทย/h3 pวราภรณ์ แช่มสนิท จากแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศได้เล่าถึงพัฒนาการคุมกำเนิดในประเทศไทย ยาคุมกำเนิดเกิดขึ้นและใช้ครั้งแรกที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 2503 หลังจากนั้น 10 ปี ยาคุมกำเนิดได้เดินทางเข้าสู่ประเทศไทย ภายใต้ข้อกำหนดที่ว่า จะต้องให้แพทย์เป็นผู้จ่ายยาให้เท่านั้น จะกระทั่งในปี 2515 และ 2517 จึงอนุญาตให้พยาบาลและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านสามารถเป็นผู้จ่ายยาดังกล่าว และในปัจจุบัน เราจะพบว่า ผู้หญิงสามารถซื้อยาคุมกำเนิดได้ด้วยตัวเอง/p p“จำเป็นไหมที่ผู้หญิงทุกคนที่มีเซ็กส์ต้องเป็นแม่ หากเขาไม่พร้อม เขาก็ต้องสามารถตัดวงจรได้” วราภรณ์กล่าว/p pวราภรณ์กล่าวถึงกรณีการทำแท้งว่า ปัจจุบันมีประเทศที่ขึ้นทะเบียนยาทำแท้งดังกล่าวแล้วกว่า 61 ประเทศ เช่น ประเทศจีนเมื่อปี 2531 ไต้หวันเมื่อปี 2543 เวียดนามเมื่อปี 2545 ฯลฯ ในขณะที่ประเทศไทย ยาดังกล่าวได้ขึ้นทะเบียนไปเมื่อเดือนธันวาคม 2557 และเพิ่งเข้าไปอยู่ในรายชื่อบัญชียาหลัก จ (1) เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา/p pนอกจากนี้ วราภรณ์กล่าวว่า ความพยายามที่จะผลักดันยาชนิดนี้ในไทย เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 2536 แต่ก็ล้มเหลวเรื่อยมา จนกระทั่งในปี 2540 ข้อมูลของการใช้ยาชนิดนี้เริ่มแพร่หลายขึ้นเรื่อยๆ ผู้หญิงที่ต้องการใช้ก็สามารถสั่งได้ทางอินเทอร์เน็ต จนทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจัดการศึกษาในเรื่องระบบการให้บริการอย่างจริงจัง และผลักดันให้ยาชนิดนี้ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาหลังจากได้ขึ้นบัญชียาหลักแล้ว จึงได้มีการบรรจุแผงยาทั้งสองชนิดนี้ไว้ด้วยกัน โดยมีข้อบ่งชี้เพื่อการทำแท้ง/p pถึงแม้ยาสองชนิดดังกล่าว จะสามารถใช้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่โรงพยาบาลส่วนใหญ่ก็ยังไม่พร้อมที่จะให้บริการ และถึงแม้จะให้บริการ และยังมีข้อจำกัดที่แตกต่างกัน เช่น บางโรงพยาบาลเลือกทำแท้งให้เฉพาะคนที่การตั้งครรภ์ส่งผลกระทบต่อร่างกาย อีกทั้งยาดังกล่าว ยังถูกกำหนดให้ใช้ในเฉพาะสถานการณ์บริการในโครงการพิเศษเท่านั้น/p h3วาทกรรมสร้างความกลัว ‘ทำแท้ง = บาป’/h3 pกฤตยา อาชวนิจกุล จากเครือข่ายสนับสนุนทางเลือกของผู้หญิงท้องไม่พร้อม กล่าวว่า วาทกรรมของการทำแท้งนั้นมี 3 แบบคือ 1. Deserved abortion จะทำหากมีเหตุอันสมควรเช่น เพื่อสุขภาพทางกายและใจของผู้หญิง, การตั้งครรภ์นั้นเกิดจากความผิดทางอาญา เช่น การข่มขืน การล่วงละเมิดทางเพศในครอบครัว ฯลฯ 2. Repeated abortion เป็นการทำแท้งซ้ำแล้วซ้ำอีก สังคมมักมีคำถามกับผู้หญิงที่ทำแท้งมากกว่า 1 ครั้ง ทั้งที่จริงๆ แล้วการทำแท้งก็เปรียบเสมือนการเป็นหวัดทางนรีเวช ทุกคนมีสิทธิทำได้โดยปราศจากข้อสงสัยของสังคม และ 3. Sex Selective abortion การทำแท้งเพื่อเลือกเพศของลูก ซึ่งพบมากในประเทศจีน อินเดีย และเกาหลีใต้/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/6/5018/29822851342_be27d1974a.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //p pกุลกานต์ จินตกานนท์ ผู้หญิงที่เคยผ่านประสบการณ์ทำแท้งเล่าว่า เมื่อรู้ตัวว่าท้อง ก็รู้ทันทีว่าต้องทำแท้ง เพราะไม่สามารถเลี้ยงเด็กคนนี้ได้เนื่องจากทำงานและไม่มีคนที่พร้อมเลี้ยงดู แต่เพราะความกลัวบาป ความลังเลจึงเกิดขึ้นกับเธอตั้งแต่ตอนหาข้อมูลจนกระทั่งเดินทางไปที่คลินิกทำแท้ง ความรู้สึกโทษตัวเองเกิดขึ้นกับเธอตลอดเวลา ทั้งความคิดที่ว่า ทำไมถึงไม่คุมกำเนิด และความคิดที่ทับถมจากสังคมที่ล้วนตีตราต่อว่า ว่าทำไมเพียงแค่ลูกคนเดียว เธอจึงไม่สามารถเลี้ยงดูได้/p p“ขนาดตัวเราเอง ยังมองว่ามันบาป แล้วจะทำให้คนอื่นเข้าใจได้อย่างไรว่ามันไม่บาป” เธอกล่าว/p pนรากร ไหลหรั่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ นนทบุรี เล่าถึงประสบการณ์ที่มีในฐานะครูว่า เด็กส่วนมากไม่กล้าที่จะเข้ามาปรึกษา เมื่อมีปัญหาเรื่องเพศ เพราะกลัวการถูกตราหน้า ขายหน้า ไม่ได้รับการยอมรับจากเพื่อน และกลัวว่าหากปรึกษาแล้วจะโดนไล่ออก ตลอดเวลาที่ผ่านมา วิชาเพศศึกษามักนำภาพโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ภาพตัดขวางอวัยวะ ภาพการทำแท้ง ทำคลอดที่น่ากลัวให้เด็กดู และสอนว่า การทำแท้งนั้นเป็นการทำบาป จึงทำให้เด็กไม่ได้เรียนรู้กลไกการป้องกัน หรือการปฏิบัติที่ถูกวิธี/p pเขากล่าวว่า ถึงแม้โรงเรียนจะให้โอกาสเด็กที่ท้อง ได้ลาคลอดลูกและสามารถกลับมาเรียนต่อ แต่ร้อยละ 90 ของเด็กเหล่านั้นไม่กลับมาเรียนต่อ เด็กผู้หญิงส่วนมากต้องอยู่บ้านเลี้ยงลูก บางคนกลับมาเรียน ก็โดนแรงกดดันจากทั้งเพื่อนและครู จนต้องย้ายโรงเรียนเพื่อหนีปัญหา จนเมื่อประมาณ 6 ปีที่แล้ว ลูกศิษย์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 คนหนึ่งของนรากร ได้เข้ามาปรึกษาว่าตนเองท้อง และต้องการทำแท้ง เนื่องจากสอบติดมหาวิทยาลัยและต้องการเรียนต่อ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาตระหนักถึงการยุติการตั้งครรภ์ที่ปลอดภัย เพื่อให้ลูกศิษย์ได้มีโอกาสในการศึกษาต่อ/p h3ยังมีผู้หญิงอีกหลายคนเข้าไม่ถึงการทำแท้งปลอดภัย/h3 pถึงแม้จะมีการรณรงค์มาอย่างยาวนาน รวมทั้งปัจจุบันยาทำแท้งก็ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วก็ตาม แต่การเข้าถึงยาดังกล่าว ก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก แพทย์ รพ. รามาธิบดีกล่าวว่า แม้โรงพยาบาลรามาธิบดีจะมียาตัวนี้เพื่อให้กับผู้หญิงที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ในทุกๆ วันอังคารและพฤหัสบดี แต่ด้วยเงื่อนไขที่ยังยุ่งยากของการใช้ยา จึงทำให้การเข้าถึงยาดังกล่าวไม่สามารถทำได้โดยทั่วไป อีกทั้งเงื่อนไขทางสังคมที่มี เช่น ศาสนา หรือผู้ให้บริการอย่างโรงพยาบาลเองก็ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อบ่งชี้ในทุกข้อ โดยส่วนมากจะเลือกทำแท้งให้กับผู้หญิงที่มีปัญหาสุขภาพ หรือรอให้ผู้หญิงแท้งเองมาก่อนแล้วจึงทำให้ นอกจากนี้ มีข้อกำหนดว่า หน่วยงานที่ต้องการใช้ยาจะต้องเขียนโครงการพิเศษเพื่อรับยา และหากเบิกใช้ยาจะต้องมีการเขียนรายงานส่งกรมอนามัยทุกครั้ง ซึ่งสร้างความยุ่งยากและเป็นเงื่อนไขที่ยังกำหนดอยู่ในปัจจุบัน/p p align="center"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/6/5145/29822852102_2b6c329f87.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" /br /strongspan style="color:#ff8c00;"เยาวภา ลีอำนาจวงศ์/span/strong/p pเยาวภา ลีอำนาจวงศ์ ตัวแทนจากสมาคมคนหูหนวกกรุงเทพมหานครกล่าวกับประชาไทว่า คนหูหนวกส่วนมากอ่านได้ไม่เข้าใจร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่สำคัญคือต้องมีการใช้ภาษามือควบคู่ ต้องมีล่ามภาษามือเป็นคนช่วยแปล เพื่อให้คนหูหนวกได้มีข้อมูลในการตัดสินใจด้วยตัวเอง ที่ผ่านมากลุ่มคนหูหนวกมีปัญหาในเรื่องข้อมูลเกี่ยวกับการทำแท้ง โดยพวกเขาไม่รู้จะปรึกษาใคร จึงได้แต่เพียงแลกเปลี่ยนกันในกลุ่มคนหูหนวก โดยอาศัยการตัดสินใจที่มาจากผู้ปกครอง เท่าที่รับรู้ คนหูหนวกจะเล่าต่อกันมา ว่าที่ไหนรับทำแท้ง และถึงแม้จะไม่ถูกต้องตามกฎหมาย แต่พวกเขาก็จำเป็นที่จะต้องไป/p pเธอเล่าต่อว่า วิธีการทำแท้งส่วนมากที่คนหูหนวกทำ ยังคงใช้วิธีขึ้นขาหยั่ง และสอดเครื่องมือเหล็กเข้าไปทางช่องคลอดเพื่อขูดมดลูก/p p“คนหูหนวกพอรู้ว่าท้องก็มักเล่าให้พ่อแม่ฟัง สมัยนั้นยังไม่มีการทำแท้งแบบถูกกฎหมาย คนไม่อยากให้เด็กหูหนวกท้องเพราะมองว่าไม่มีประสบการณ์เลี้ยงลูก วุฒิภาวะและอาชีพก็ไม่มี ควรพาไปทำแท้ง ก็หาว่าคลินิกรับทำไหม ถ้าไม่รับก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ/p p“เท่าที่ฟังจากเพื่อนคนหูหนวก เขาบอกว่าแม่พาไปที่คลินิก ขึ้นขาหยั่ง คุยอะไรก็ไม่รู้กับหมอ เขาไม่รู้เรื่องเพราะแม่ไม่ใช้ภาษามือ สักพักหมอก็เอาเหล็กแหลมๆ เข้าไปแล้วขูดออก เจ็บมาก เสร็จแล้วมีตัวเด็กทารกออกมา ยังดิ้นได้ เขารู้สึกติดตาและไม่สบายใจ ฝังใจ และมักถามเธอว่า ‘บาปไหม’ ‘ทำถูกไหม’ ตลอดเวลา” เยาวภาเล่า/p pเธอเสริมว่า หากคนหูหนวกมีล่ามเพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล ติดต่อโรงพยาบาล ตลอดจนช่วยแนะนำก็จะช่วยให้คนหูหนวกมีสิทธิในการตัดสินใจ เข้าถึงข้อมูลได้อย่างเท่าเทียมและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/yfvzI03yPaM" height="1" width="1" alt=""/

รุ่นที่สามของวาทกรรมต้านโกง ความรู้และการเมืองแบบหลังอาณานิคม

Mon, 26/09/2016 - 16:04
!--break--!--break-- pbr /nbsp;/p pใครๆ ก็รู้ว่าฝ่ายหนุนร่างมีชัยชูประเด็น “รัฐธรรมนูญปราบโกง” และปฏิบัติการจิตวิทยาว่าร่างฯ นี้ประหารคนโกง ห้าม ส.ส. บินฟรี ฯลฯ ก็ประสบผลในการทำให้คนอ่านลดตัวเองเป็นเด็กแจกใบปลิวออนไลน์อย่างกว้างขวาง/p pวาทกรรมว่านักการเมืองค้านร่างมีชัยเพราะร่างนี้ปราบโกงเกิดในเงื่อนไขแบบนี้/p pและเมื่อถึงวันที่ 7 สิงหาคม วาทกรรมนี้ก็แสดงพลานุภาพของมันออกมา/p pไม่มีใครรู้ว่าร่างมีชัยจะปราบโกงได้อย่างที่พูดหรือไม่/p pคนที่ศึกษาเรื่องโกงซึ่งบอกว่าร่างนี้ไม่ได้ปราบโกงจริงก็มี แต่การที่ฝ่ายโหวตรับชนะก็หมายความว่าประเด็น “ปราบโกง” เป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสำคัญสูงมาก/p pstrongและการทำให้ร่างรัฐธรรมนูญเกาะเกี่ยวกับ “ปราบโกง” ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ได้ผลจริงๆ/strong/p pสวนทางกับฝ่าย “โหวตรับ” ที่ชูประเด็นปราบโกง ฝ่ายรณรงค์ไม่รับกลับให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อยมาก/p pส่วนที่พอจะพูดถึงเรื่องนี้มีแค่การผลิตซ้ำวาทกรรมประเภท “ประชาธิปไตยป้องกันการโกงได้ดีที่สุด”/p pหรือไม่อย่างนั้นก็คือ “ทั่วโลกปราบโกงด้วยกระบวนการประชาธิปไตย” ซึ่งไม่ได้บอกอะไรมากกว่าการไม่ตอบว่าอย่างไรหรือที่ประชาธิปไตยป้องกันการโกง?/p pในบรรดาฝ่าย “ไม่รับ” ที่มีหลากหลาย พรรคประชาธิปัตย์กลายเป็นฝ่ายที่เข้าใจความสำคัญของประเด็นปราบโกงมากที่สุด/p pstrongหัวหน้าพรรค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้ประสบการณ์สมัยเป็นนายกฯ อ่านร่างมีชัยจนสรุปว่าร่างนี้ไม่ได้ปราบโกง ซ้ำยังเอื้อให้ฝ่ายบริหารคุม ป.ป.ช. และเอื้อโกงมากขึ้น/strong/p pส่วนรองหัวหน้าพรรค นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ถึงกับบอกว่าร่างนี้เปิดทางให้รัฐมนตรีและอธิบดีโกงหนักขึ้นแน่นอน/p pอย่างไรก็ดี ประชาธิปัตย์พูดเรื่องนี้ช้าและไม่ได้ทำอะไรเกินไปกว่าการตั้งโต๊ะแถลงข่าวเฉยๆ จึงไม่มีผลอะไรในสถานการณ์คุมการเผยแพร่ความเห็นต่างนัก/p pstrongขณะที่ฝ่าย “ไม่รับ” ก็โจมตีว่าประชาธิปัตย์ “ไม่รับ” ด้วยเหตุผลที่ไม่เข้าท่า เพราะพูดเรื่องปราบโกง แต่ไม่พูดเรื่องประชาธิปไตย ผลก็คือสารเรื่อง “ปราบโกง” จากฝ่าย “ไม่รับ” แทบไม่มีที่ยืนในพื้นที่สาธารณะของสังคม/strong/p pแน่นอนว่า “ปราบโกง” มีด้านที่เป็นวาทกรรมเพื่อให้ร้ายนักการเมือง/p pstrongยิ่งไปกว่านั้นก็คือเฉดของคำว่า “นักการเมือง” ที่เป็นเป้าหมายของการ “ปราบโกง” ก็วนเวียนกับนักการเมืองบางกลุ่มและพรรคการเมืองบางพรรค แต่ปัญหาคือการมอง “ปราบโกง” เป็นวาทกรรมมีแนวโน้มจะดูถูกว่ามันเป็นเรื่องลวงโลกจนไม่ต้องสนใจอะไร แค่แฉให้โลกรู้ว่าเป็นวาทกรรมก็เพียงพอ/strongbr /br /ก่อนมองข้ามความสำคัญของประเด็น “ปราบโกง” มีเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจร่วมกันสามข้อ/p pข้อแรก แม้ “ปราบโกง” จะเป็นวาทกรรม แต่มันไม่ใช่วาทกรรมที่เพิ่งสร้างในช่วงล้มประชาธิปไตยปี 2548-2549 ในเชิงประวัติศาสตร์ ความคิด วาทกรรมนี้มีรากฐานย้อนไปถึงทศวรรษ 2520 ที่กองทัพเริ่มพูดเรื่องกลุ่มผลประโยชน์, พรรคของนายทุน, ผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นเป็นสมาชิกสภาผู้แทน ฯลฯ ทั้งที่ผ่านโครงสร้างหลักของกองทัพ รวมทั้งผ่านกลุ่มย่อยอย่างกลุ่มทหารประชาธิปไตยซึ่งเชื่อมต่อกับกลุ่มยังเติร์กที่มีบทบาทสนับสนุน พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี/p pstrong“ปราบโกง” ไม่ใช่วาทกรรมเฉพาะกิจเพื่อไล่ล่าฝ่ายนายกฯ ทักษิณอย่างที่หลายคนเข้าใจ วาทกรรมนี้เคยไล่ล่า ชาติชาย ชุณหะวัณ ไล่ล่า บรรหาร ศิลปอาชา ไล่ล่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ มากบ้างน้อยบ้างตามแต่สถานการณ์และปัจจัยพื้นฐานของแต่ละกรณี/strong/p pข้อสอง นอกจากกองทัพยุค 2520 จะเป็นตาน้ำของวาทกรรม “ปราบโกง” กองทัพยังให้กำเนิด “นักวิชาการสายทหาร” ซึ่งมีบทบาทผลิตคำและแนวคิดอย่างวงจรอุบาทว์, ธุรกิจการเมือง, บุฟเฟ่ต์คาบิเนต, ประชาธิปไตยนายทุน ฯลฯ อันทรงอิทธิพลทางสังคมและเกี่ยวข้องทั้งโดยตรงและโดยอ้อมต่อการปูทางสู่การรัฐประหาร หรือไม่ก็เปิดไฟเขียวให้ทหารแทรกแซงการเมือง/p pหากนึกไม่ออกว่างานกลุ่มนี้พูดอะไร ก็ลองเข้าห้องสมุดไปเปิดงานเขียนของ สมชัย รักวิจิตร, อมร รักษาสัตย์, สุจิต บุญบงการ, กระมล ทองธรรมชาติ, อมร จันทรสมบูรณ์ ฯลฯ ซึ่งจะอธิบายการเมืองไทยด้วยคำและแนวคิดแบบนี้วนเวียนไปมาตลอดเวลา/p pถ้าถือว่าคำและแนวคิดเหล่านี้เป็นอุดมการณ์ในความหมายของอัลธูแซร์ สถานีวิทยุในเครือข่ายของกองทัพระหว่าง พ.ศ.2520-2540 ก็คือกลไกทางอุดมการณ์ที่เผยแพร่คำและแนวคิดนี้สู่ผู้ฟังอย่างต่อเนื่อง คำและแนวคิดนี้จึงไม่ได้จำกัดอยู่ในมหาวิทยาลัยหรือผู้สมาทานคำสอนของนักวิชาการกลุ่มดังกล่าว แต่คำและแนวคิดนี้แทรกตัวสู่สังคมแทบจะทันทีที่กำเนิดขึ้นมา/p pข้อสาม เมื่อวาทกรรม “ปราบโกง” มีบรรพบุรุษทางปัญญาย้อนไปถึงทศวรรษ 2520 ก็เท่ากับวาทกรรมนี้อยู่มาเกือบสี่สิบปีและครอบคลุมคนอย่างน้อยสองรุ่น รุ่นแรกคือรุ่นที่วาทกรรมนี้ก่อตัวขึ้นอย่าง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์, พล.อ.สายหยุด เกิดผล และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ซึ่งอายุ 90 ขึ้นไป ส่วนรุ่นที่สองคือคนอายุ 60++ อย่าง คำนูณ สิทธิสมาน หรือ สำเริง คำพะอุ ซึ่งเป็นลูกค้ารุ่นแรกของวาทกรรม/p pstrongอย่างไรก็ดี ถ้ารวม “คนรุ่นใหม่” ที่ติดตามการเมืองในยุคเฟื่องฟูของ ASTV/พันธมิตร และมีแรงเฉื่อยตกค้างมาถึงยุค กปปส. ก็อาจพูดได้ว่าวาทกรรม “ปราบโกง” มีอิทธิพลกับคนสามรุ่นแล้วจนปัจจุบัน/strong/p pถึงจุดนี้ แม้ “ปราบโกง” จะเป็นวาทกรรม แต่ก็ไม่ใช่ปรากฏการณ์ที่จะอธิบายด้วยพล็อตสำเร็จรูปประเภท “วาทกรรมที่เพิ่งสร้าง” หรือ “การโกงไม่มีอยู่จริง” เหมือนกระบวนท่าวิพากษ์ชาติหรือวัฒนธรรมที่ทำกันในยุคนี้ เพราะ “ปราบโกง” มีรากฐานทางประวัติศาสตร์ครอบคลุมคนสองรุ่นจนแทรกตัวสู่สังคมเกือบครึ่งศตวรรษ ซ้ำยังถูกผลิตซ้ำไม่หยุดโดยกลไกรัฐและสังคม/p pพูดอีกแบบ ปราบโกงมีฐานะเป็นข้อเท็จจริงในสังคม (Social Fact) ในความหมายของ Durkheim ที่สังคมกลายเป็นชุมชนซึ่งหล่อหลอมเรื่องนี้สู่สมาชิกในสังคมตลอดเวลา ผลก็คือคนมีความพร้อมจะปฏิบัติเรื่องต่างๆ ภายใต้กรอบที่ “ปราบโกง” กำหนด เพราะถ้าไม่ทำตามก็รู้สึกประหลาด, สังคมบอกว่าต้องทำแบบนั้น รวมทั้งรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ควรทำด้วย เพราะใครๆ เขาก็ทำกัน/p pstrongตรงข้ามกับความคิดว่าวาทกรรมต้านโกงถูกขบวนการต้านประชาธิปไตยสร้างเพื่อล้มระบบประชาธิปไตยตั้งแต่ช่วงปี 2549 ขบวนการต้านประชาธิปไตยรอบนี้ต่างหากที่เกาะใบบุญวาทกรรม “ปราบโกง” แล้วปรุงแต่งให้ทันสมัย โยนประเด็นประเภทผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นทิ้งไป ขยายพรมแดนสู่ประเด็นเรื่องนโยบายสาธารณะ/ผลประโยชน์ทับซ้อน/การคอร์รัปชั่นทางนโยบาย/strong/p pกระบวนการที่ฝ่ายต้านประชาธิปไตยใช้วาทกรรมต้านโกงทำให้ “ปราบโกง” เกิดนวัตกรรมสองเรื่อง/p pเรื่องแรกคือการใช้สื่อสมัยใหม่เป็นพื้นที่ให้นักปลุกระดมแบบเก่าสร้างขบวนการมวลชนบนอุดมการนี้/p pและเรื่องที่สองคือการเกิดภาคประชาสังคมเพื่อขับเคลื่อนวาทกรรมนี้โดยมีหน่วยงานรัฐและรัฐบาลจัดงบประมาณสาธารณะสนับสนุนอย่างจริงจัง/p pสนธิ ลิ้มทองกุล กับ สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของการใช้สื่อใหม่ปั่นวาทกรรมเก่าเพื่อสร้างขบวนการมวลชน สนธิผสมผสานเว็บไซต์, ทีวีดาวเทียม, SMS ฯลฯ เพื่อถ่ายทอดวาทกรรมเก่าในภาษาใหม่จนสร้างม็อบพันธมิตรฯ ปูทางให้อำนาจนอกระบบ/p pขณะที่สุเทพลอกสนธิ เพิ่มการใช้โซเชียลมีเดีย แล้วใส่การปราศรัยแบบป้ายสีให้เป็นดิจิตอลสำหรับเชิญชวนให้เกิดการยึดอำนาจตรงๆ/p pแม้สุเทพจะสร้างมวลชนโดยวิธีที่สนธิเริ่มต้น แต่ทีมสุเทพทำให้มวลชนสุดโต่งขึ้น กลายเป็นกองกำลังคุกคามคนฝ่ายอื่นมากขึ้น และจัดตั้งมวลชนไล่ล่าผู้ไม่เข้าร่วมม็อบ กปปส. ระดับใกล้เคียงการประทุษร้าย สิบปีหลังกระบวนการที่สนธิริเริ่ม วาทกรรมปราบโกงได้เกิดเนื้อในใหม่ที่เอื้อให้นักการเมืองเก่าเอาไปใช้แบบผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นได้อย่างสมบูรณ์กลางศูนย์กลางมหานคร/p pพูดเปรียบเทียบง่ายๆ สนธิมีด้านที่ทำให้เรื่องซับซ้อนอย่างการคอร์รัปชั่นทางนโยบายและผลประโยชน์ทับซ้อนกลายเป็นเครื่องมือปลุกระดมมวลชน ส่วนสุเทพสร้างมวลชนสุดโต่งแนวลูกเสือชาวบ้านและนวพลบนพื้นฐานของการปั่นวาทกรรมจนเกิดม็อบพระสุวิทย์ การยึดศูนย์ราชการ และการยิงทิ้งลุงอะเกว/p pอย่าลืมว่าแม้แต่ คุณกรณ์ จาติกวณิช ที่เคยอยู่ประชาธิปัตย์ด้วยกันยังถูกสุเทพจาบจ้วงอย่างสาดเสียเทเสีย แค่เพราะกรณ์บอกว่าไม่สบายใจที่ กปปส. ยึดกระทรวงการคลัง ส่วน สรยุทธ สุทัศนะจินดา ถูกทีมสุเทพบุกไปถึงช่องสามแล้วบังคับให้เป่านกหวีดต่อหน้าม็อบที่คลั่งเต็มที/p pเราจะทบทวนพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของวาทกรรมต้านโกงในตอนต่อไป/p pnbsp;/p pnbsp;/p pnbsp;/p pstrongเผยแพร่ครั้งแรกใน:/strong a href="https://www.matichonweekly.com/column/article_8985"มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 23 - 29 กันยายน 2559/a/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ffqBw6qy7AM" height="1" width="1" alt=""/

ชนบทที่เคลื่อนไหวกับพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (1)

Mon, 26/09/2016 - 15:39
!--break--!--break-- pnbsp;/p pความเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบทที่สำคัญตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมาก็คือ การเปลี่ยนผ่านของสังคมชนบทจากสังคมชาวนาสู่สังคมของผู้ประกอบการชนบท โดยความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากการเกิดขึ้นของกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ๆในชนบท เช่น การที่เกษตรกรเปลี่ยนจากการเป็นชาวนาที่มีรายได้มาจากการทำนาบนที่นาของตนเองเพียงอย่างเดียวไปสู่การเป็นผู้จัดการนาที่รับจ้างสัญญาในการทำนาในที่ดินของเกษตรกรรายอื่นอย่างครบวงจรตั้งแต่การเตรียมนาไปสู่การเก็บเกี่ยว หรือการที่เกษตรกรเปลี่ยนจากการหารายได้จากการเป็นชาวนา ไปสู่การหารายได้จากการนำรถเกี่ยวข้าวของตนเองไปรับเกี่ยวข้าวนอกชุมชนของตนเอง จนรายได้จากการรับเกี่ยวข้าวกลายเป็นรายได้หลักแทนการทำนาบนที่ดินของพวกเขา (ประภาส และ ตะวัน, 2558)/p pอย่างไรก็ตามความน่าสนใจของกระบวนการดังกล่าวก็คือ ผู้ประกอบการชนบทเกิดขึ้นมาได้อย่างไร และอะไรคือเงื่อนไขของการเกิดผู้ประกอบการชนบท และเพื่อตอบคำถามดังกล่าวบทความชิ้นนี้จะมุ่งไปที่การศึกษาการเกิดขึ้นของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (pluriactivity) หรือการเกิดขึ้นของการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย (diversification) ในฐานะองค์ประกอบที่สำคัญของการเป็นผู้ประกอบการชนบท/p pโดยการขยายตัวไปสู่การประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลายของเกษตรกร หรือ พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ถือเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญกับการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการชนบท เนื่องจากพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ คือ การสร้างความหลากหลายในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กว้างขวางไปกว่าการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม เช่น ชาวนาไม่จำเป็นต้องปลูกข้าวอย่างเดียวเหมือนในอดีต แต่ชาวนาสามารถขยายไปสู่การใช้ที่นาของตัวเองเปิดเป็นโฮมสเตย์ หรือ การปล่อยเครื่องมือทางการเกษตรของตนเองให้เกษตรกรรายอื่นเช่า เป็นต้น (Knickel et al., 2003) ในขณะที่การเกิดขึ้นของผู้ประกอบการชนบท คือ การปรับตัวของเกษตรกรเข้าสู่การประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย และการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ที่อยู่นอกเหนือการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม (non-agricultural activities) จนในที่สุดแหล่งรายได้ใหม่ดังกล่าว ได้เข้ามาแทนที่แหล่งรายได้หลักในภาคการเกษตรแบบดั้งเดิม (Durand and Huylenbroeck, 2003; McElwee, 2008)/p pจะเห็นได้ว่าพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเกิดขึ้นของการเป็นผู้ประกอบการชนบท เป็นกระบวนการที่สัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น จนอาจกล่าวได้ว่าทั้งสองกระบวนการ คือ กระบวนการเดียวกัน ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงของสังคมชนบทจากสังคมชาวนาสู่สังคมของผู้ประกอบการ ด้วยเหตุนี้การศึกษาเงื่อนไขการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการชนบท เพื่อให้สามารถเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของชนบท จึงสามารถทำได้ผ่านการศึกษาบริบทการเกิดขึ้นของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยเริ่มต้นจากการศึกษาเงื่อนไขของความเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจในภาพกว้าง โดยเฉพาะในโลกตะวันตก ที่มีอิทธิพลต่อการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการชนบทและพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในลักษณะต่างๆ ทั้งนี้การศึกษาเงื่อนไขทางเศรษฐกิจในภาพใหญ่จะช่วยให้เห็นว่าความเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจโลกสัมพันธ์กับความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจชนบทอย่างไร และความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวได้นำไปสู่การสร้างแหล่งรายได้ใหม่ๆอย่างไรบ้าง และในส่วนสุดท้ายของการอธิบายความสัมพันธ์ดังกล่าว จะเป็นการนำตัวอย่างของการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการชนบทและพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในส่วนอื่นๆของโลกที่นอกเหนือไปจากสังคมตะวันตก เช่น อเมริกากลาง เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออก มาใช้อธิบายเพื่อให้เห็นภาพการคลี่คลายไปสู่สังคมผู้ประกอบการชนบทและการเกิดขึ้นของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ/p h4br /strongเงื่อนไขทางเศรษฐกิจในภาพกว้างที่นำไปสู่การเกิดขึ้นของผู้ประกอบการและพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ/strong/h4 pการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการและพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจสัมพันธ์อย่างแนบแน่นอยู่กับการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจที่สำคัญ ในสองด้าน คือ หนึ่งการเปลี่ยนโมเดลทางเศรษฐกิจจากการเน้นการผลิตอย่างเข้มข้น (productivist) ไปสู่ยุคหลังการผลิตอย่างเข้มข้น (post-productivist) ที่การผลิตทางเกษตรกรรมไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ การผลิตเพื่อให้ได้จำนวนสินค้าทางการเกษตรจำนวนมหาศาล แต่เน้นไปที่ความปลอดภัยและคุณภาพของสินค้าเกษตร ซึ่งยังรวมไปถึงการตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม อันส่งผลให้การผลิตทางการเกษตรแบบดั้งเดิมที่เน้นการผลิตสินค้าทางการเกษตรเชิงปริมาณค่อยๆหมดความสำคัญลง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจในด้านอื่นๆที่นอกเหนือไปจากการผลิตสินค้าทางการเกษตรเชิงปริมาณ ค่อยๆขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว (Sharpley and Vass, 2006) นอกจากนั้นความเปลี่ยนแปลงอีกด้านหนึ่งที่ส่งผลต่อการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการในชนบทก็คือ การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ (liberalization) ที่ส่งผลให้เกิดการทะลักล้นเข้ามาของสินค้าเกษตรราคาถูกจากประเทศกำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา จนส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรในประเทศที่พึ่งเปิดเสรีทางเศรษฐกิจตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว ร่วมไปกับข้อจำกัดของการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจที่ทำให้รัฐบาลของประเทศนั้นๆ ไม่สามารถที่จะเข้าไปช่วยพยุงราคาของสินค้าเกษตรได้ง่ายเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรต้องสร้างกลยุทธ์ใหม่ขึ้นมาเพื่อปรับตัวให้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลง ผ่านการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการสร้างแหล่งรายได้ที่กว้างขวางไปกว่าการทำการเกษตรแบบดั้งเดิมnbsp; (Lee, 2005; Padron and Burger, 2015) ในอีกด้านหนึ่งการขยายตัวของแนวคิดเสรีนิยิมใหม่ (neo-liberal) ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจในชนบทอย่างเฉียบพลัน (Chase, 2010) เพราะการที่รัฐถอยห่างจากตลาด และปล่อยให้กลไกตลาดเป็นตัวกำหนดทิศทางของเศรษฐกิจ ได้ทำให้เกษตรกรมีตุ้นทุนอย่างมหาศาลในการปรับตัวให้เข้ากับทิศทางใหม่ของตลาด ทำให้เกษตรกรตัดสินใจเลือกกลยุทธ์ในการปรับตัวที่เป็นไปได้มากกว่า ซึ่งนั่นก็คือก็ตัดสินใจมุ่งสู่ทิศทางของการสร้างพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการยกระดับจากชาวนาไปเป็นผู้ประกอบการ/p h4strongการเปลี่ยนผ่านจากยุคการผลิตอย่างเข้มข้นไปสู่ยุคหลังการผลิตอย่างเข้มข้น/strong/h4 pสำหรับบริบทของการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการในชนบทและพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในด้านแรก สัมพันธ์อยู่กับการเปลี่ยนผ่านของโมเดลทางเศรษฐกิจที่เคยเน้นการผลิตอย่างเข้มข้นไปสู่สภาวะหลังการผลิตอย่างเข้มข้น กล่าวคือ ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างมีนัยยะสำคัญในชนบทของประเทศอังกฤษ (Marsden and Murdoch, 1998) เนื่องจากการขาดแคลนอาหารในช่วงสงคราม ทำให้รัฐบาลอังกฤษมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้ภาคชนบทกลายเป็นพื้นที่ของการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหาร (securing food supply) ของประเทศ (Burton, 2004) ทำให้เกิดความพยายามที่จะสร้างระบบซึ่งช่วยให้สามารถกระตุ้นให้เกิดการผลิตอาหารและสินค้าเกษตรอย่างเข้มข้น (maximising food production) โดยอาศัยการส่งเสริมเทคโนโลยีทางการผลิตให้เกษตรกรสามารถผลิตได้ในจำนวนมหาศาล ผ่านการให้ความรู้แก่เกษตรกรเพื่อให้มีความชำนาญในการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เฉพาะอย่าง เช่น เกษตรกรที่ปลูกมันฝรั่งก็ปลูกมันฝรั่งอย่างเดียว หรือ เลี้ยงวัวนมก็เลี้ยงวันนมอย่างเดียว รวมทั้งจัดแบ่งพื้นที่ทางการผลิตให้แต่ละภูมิภาคมีความชำนาญในผลิตสินค้าเกษตรเฉพาะด้าน ทำให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าทางการเกษตรเฉพาะอย่างได้ในจำนวนครั้งละมากๆ (Sharpley and Vass, 2006)/p pอย่างไรก็ตามในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 โมเดลของการเน้นผลิตสินค้าเกษตรอย่างเข้มข้นเริ่มหมดพลังลง และได้ถูกท้าทายจากปัญหาด้านต่างๆ เช่น ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาด (oversupply) ปัญหาการขาดแคลนงบประมาณของรัฐบาลที่จะเข้ามาช่วยส่งเสริมด้านราคา ปัญหาสุขภาพที่เกิดจากสินค้าเกษตรที่อาจเกิดการปนเปื้อนอันเนื่องมาจากการผลิตอย่างเข้มข้นที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการใช้สารเคมีที่ล้นเกินหรือคุณภาพในการผลิต และยังรวมไปถึงกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่มองว่าโมเดลที่เน้นการผลิตสินค้าเกษตรอย่างเข้มข้น ได้ก่อปัญหามากมายต่อธรรมชาติและสุขภาพของมนุษย์ (Lowe et al., 1993) ทั้งหมดนี้จึงได้นำไปสู่การสับเปลี่ยนมุมมองและนโยบายของรัฐบาลอังกฤษต่อชนบทและภาคเกษตรกรรม ไปสู่ยุคหลังการผลิตอย่างเข้มข้น/p pสำหรับโมเดลทางเศรษฐกิจยุคหลังการผลิตอย่างเข้มข้นสัมพันธ์อยู่กับแนวความคิดที่ว่า การผลิตสินค้าเกษตรจะต้องมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมด้านคุณภาพมากกว่าเรื่องของปริมาณ เช่น การปลูกพืชปลอดสารพิษ และมุ่งเน้นให้เกิดการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในชนบท (sustainable rural development) ทั้งนี้มุมมองดังกล่าวได้ขยายไปสู่ปฏิบัติการณ์เชิงนโยบาย เช่น การประกาศใช้นโยบาย Single Farm Payment ในยุโรป ซึ่งเป็นการสนับสนุน (subsidy) ด้านเงินทุนแก่เกษตรกร (ที่ยอมทำตามข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิของสัตว์ และสุขภาพของผู้บริโภค) โดยเงินสนับสนุนจากรัฐจะแปรผันตามจำนวนการถือที่ดินในฟาร์ม (EU-LEX, 2016) ซึ่งหมายความว่าเงินที่เคยได้รับจากการประกันราคาพืชผลทางการเกษตรเฉพาะอย่าง หรือ การเข้าไปแทรกแซงตลาดด้านราคาของรัฐจะหมดไป ทำให้เกษตรกรไม่สามารถที่จะผลิตอย่างเข้มข้นได้เหมือนในช่วงก่อนทศวรรษ 1970s ที่รัฐเคยเข้ามาช่วยพยุงราคาของพืชผลทางการเกษตรเพื่อที่จะกระตุ้นให้เกิดการผลิตอาหารอย่างเข้มข้น หรือในอีกนัยยะหนึ่งก็คือรัฐพยายามที่จะลดการสนับสนุนด้านราคาแก่เกษตรกรลง เพื่อจัดการกับปัญหาผลผลิตที่ล้นตลาดของสินค้าเกษตร ซึ่งทำให้การผลิตอย่างเข้มข้นแบบดั้งเดิม (traditional agriculture) ซึ่งเคยเป็นรายได้หลักทางเดียวของเกษตรกร ไม่สามารถที่ดำเนินต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ/p pนอกจากนั้นการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคหลังการผลิตอย่างเข้มข้น ยังทำให้เกษตรกรต้องเผชิญหน้ากับความเข้มงวดของกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น (environmetal regulation) รวมไปถึงความพยายามของรัฐที่ต้องการจะดึงภาคเกษตรเข้ามามีส่วนร่วมกับการจัดการด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมในชนบท (Sharpley and Vass, 2006) ส่งผลให้เกษตรต้องแสวงหาแนวทางในการปรับตัวร่วมกับรัฐ ซึ่งนั่นก็คือการเกิดขึ้นของนโยบายที่จะสนับสนุนเกษตรกรให้ก้าวข้ามการผลิตแบบดั้งเดิม ไปสู่การประกอบพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งในแง่ของการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (เช่น การปลูกพืขผักออกานิค) การเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร การเป็นผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวในชนบท และยังรวมไปถึงว่าเกษตรกรที่ไม่สามารถปรับตัวต่อนโยบายใหม่ทางการเกษตรของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะออกไปหางานนอกภาคการเกษตรทำ เช่น การรับจ้าง หรือ การทำทั้งงานในภาคเกษตรร่วมกับงานนอกภาคเกษตร เพื่อสร้างแหล่งรายได้เพิ่มเติมให้เพียงพอต่อการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคหลังการผลิตอย่างเข้มข้น (Ilbery and Bowler, 1998; Burton, 2004)/p h4br /strongการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจกับการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการในชนบทและพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ/strong/h4 pในอีกด้านหนึ่งการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการในชนบทสัมพันธ์อย่างยิ่งกับการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ ตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 1980 เป็นต้นมา กล่าวคือ การเปิดเสรีทางเศรษฐกิจได้ทำให้บรรษัทข้ามชาติ (private international trade) โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายสินค้าเกษตร เข้ามาทำตลาดในประเทศต่างๆ ทำให้เกษตรกรที่เคยได้เปรียบจากการคุ้มครองด้านราคาโดยรัฐบาลของประเทศนั้นๆ ต้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคากับบรรษัทข้ามชาติ (Padron and Burger, 2015)/p pโดยการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจนั้น สัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับการยอมรับข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) ที่ต้องการให้สินค้าต่างๆสามารถหมุนเวียนได้อย่างเสรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของสินค้าเกษตร ซึ่งประเทศที่มีกำลังแรงงาน (labour force) มากกว่า จะมีความได้เปรียบด้านต้นทุนในการผลิตต่อหน่วย ทำให้ราคาสินค้าเกษตรในประเทศดังกล่าวมีราคาถูกมาก เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีขนาดเล็กที่มีขนาดของกำลังแรงงานต่ำกว่า เช่น สินค้าเกษตรราคาถูกที่นำเข้ามาจากประเทศจีน (Lee, 2005) ดังนั้นเมื่อประเทศที่มีขนาดของกำลังแรงงานที่เล็กกว่าในเชิงเปรียบเทียบ ตัดสินใจเปิดเสรีทางการค้า ก็จะส่งผลโดยตรงกับเกษตรกรในกลุ่มประเทศดังกล่าว ที่ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติราคาสินค้าเกษตรในประเทศตกต่ำอย่างเฉียบพลัน อันเนื่องมาจากการไหลทะลักเข้ามาของสินค้าเกษตรจากกลุ่มประเทศที่มีขนาดของกำลังแรงงานใหญ่กว่า ส่งผลให้เกษตรกรในประเทศที่มีกำลังแรงงานขนาดเล็กกว่า ต้องถูกบังคับให้ปรับตัวและเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการผลิต ผ่านการขยายกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการสร้างแหล่งรายได้ใหม่ ที่กว้างขวางไปกว่าการผลิตในรูปแบบเดิม (ibid)/p pนอกจากนั้นการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจกับการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการในชนบทยังสัมพันธ์อยู่กับการขยายตัวของแนวคิดเสรีนิยมใหม่ (neo-liberal) ที่มุ่งเน้นให้รัฐค่อยๆถอยห่างออกจากตลาด และปล่อยให้กฎไกของตลาดเป็นตัวกำหนดความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเศรษฐกิจในชนบท (Chase, 2010) โดยแนวคิดเสรีนิยมใหม่ส่งผลกระทบโดยตรงกับราคาสินค้าเกษตร เนื่องจากเมื่อรัฐตัดสินใจถอยห่างออกจากตลาด ก็เท่ากับว่ารัฐจะไม่เข้าไปแทรกแซงหรือช่วยเหลือด้านราคาแก่เกษตรกรอีกต่อไป และปล่อยให้ราคาของสินค้าเกษตรไปผูกอยู่กับกลไกของตลาด/p pการผูกราคาของสินค้าเกษตรไว้กับกลไกตลาด จะทำให้ราคาของสินค้าเกษตรตกต่ำลงในทันที โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่เคยสัมพันธ์อยู่กับการผลิตแบบดั้งเดิม เช่น ฝ้ายหรือข้าว เนื่องมาจากว่าอุปทานของสินค้าเกษตรมีมากเกินกว่าความต้องการของตลาด (เป็นผลจากนโยบายเก่าที่เน้นการผลิตสินค้าเกษตรเฉพาะอย่างอย่างเข้มข้น) ด้วยเหตุนี้เกษตรกรจึงมีทางเลือกในการปรับตัวอยู่สองทาง คือ หนึ่งเกษตรกรต้องหันไปปลูกสินค้าเกษตรชนิดใหม่ที่สามารถส่งออกได้ (export crops) ซึ่งแน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องอาศัยความรู้และเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ ที่แตกต่างไปจากความรู้ดั้งเดิมที่เกษตรกรเคยมี ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนจากการปลูกฝ้ายมาสู่การปลูกมันฝรั่ง ซึ่งเป็นพืชคนละประเภท เกษตรกรจำเป็นที่จะต้องหาตลาดใหม่ องค์ความรู้ใหม่ และเทคโนโลยีการผลิตแบบใหม่ ซึ่งการปรับตัวในลักษณะนี้จะมีต้นทุนที่สูง เนื่องจากเกษตรกรไม่ได้มีรัฐคอยช่วยเหลือเหมือนที่ผ่านมา ในขณะที่ทางเลือกที่สอง คือ การที่เกษตรกรเริ่มขยายไปสู่ทางเลือกในการสร้างรายได้ที่หลากหลาย โดยเฉพาะการก้าวข้ามการพึ่งพารายได้จากการผลิตสินค้าเกษตรแบบดั้งเดิม ไปสู่กิจกรรมทางเศรษฐกิจชนิดอื่น หรือในอีกความหมายหนึ่งก็คือ การที่เกษตรกรตัดสินใจก้าวข้ามจากการเป็นชาวนาที่ต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากรัฐอย่างเข้มข้น ไปสู่การเป็นผู้ประกอบการในชนบท ที่มีแหล่งรายได้จากการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กว้างขวางไปกว่าการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม (Graziano da Silva, 2001; Steward, 2007)/p h4br /strongความหลากหลายของการเป็นผู้ประกอบการในชนบทและพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ/strong/h4 pการเกิดขึ้นของผู้ประกอบการในชนบท คือ การที่เกษตรกรหรือชาวนาเริ่มเข้าสู่การสร้างพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ผ่านการขยายแหล่งรายได้ที่มาจากการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจด้านอื่นๆ (side venture) ที่นอกเหนือไปจากการผลิตทางการเกษตรแบบดั้งเดิม (Ferguson and Olofsson, 2011) โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากการผลิตพืชผลทางเกษตรกรรมหรือปศุสัตว์อย่างเข้มข้นแบบดั้งเดิม ไปสู่การผลิตแบบใหม่ที่เน้นการเพิ่มมูลค่า (value-added) ของสินค้าและบริการ ยกตัวอย่างเช่น การเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการในด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่น การสร้างฟาร์มสัตว์แบบเปิดที่ให้สัตว์สามารถอาศัยอยู่ตามธรรมชาติ (free-range farm) เพื่อขายเนื้อสัตว์ในตลาดบนที่ผู้บริโภคเน้นการบริโภคเพื่อสุขภาพ (ปลอดยาปฏิชีวินะ ปลอดจีเอ็มโอ ปลอดการใช้ฮอร์โมน) หรือ การเปลี่ยนไปสู่ฟาร์มแบบออกานิค เพื่อขายผักปลอดสารพิษในราคาสูง เป็นต้น (Barlas et al., 2001; Damianos and Skuras, 1996) ทั้งนี้การเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการยังอาจรวมไปถึง การเพิ่มมูลค่าผ่านการแปรรูปสินค้าเกษตร (processing) เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตรเป็นสินค้าแช่แข็ง หรือการสร้างบรรจุภัณฑ์ (packaging) แบบใหม่เพื่อใช้ในการขายสินค้าเกษตรในตลาดและกลุ่มผู้บริโภคที่กว้างขวางมากขึ้น (Mahoney and Barbieri, 2003)/p pนอกจากการเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการแล้ว ลักษณะของการเป็นผู้ประกอบการในชนบทยังรวมไปถึงการขยายบทบาทของเกษตรกรจากผู้ผลิตพืชผลทางการเกษตรไปสู่บทบาทของการเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้า ซึ่งหมายถึงการที่เกษตรกรเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมกับการทำตลาด (merchandising activities) เช่น การเริ่มมีหน้าร้านของตนเองในฟาร์ม (on-farm retailing) การใช้ช่องทางใหม่ๆ เช่น อินเตอร์เน็ต ในการโฆษณาสินค้าเกษตรของตนเอง เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง และยังรวมไปถึงการสร้างตลาดที่กว้างขวางและหลากหลาย ซึ่งลักษณะของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจเช่นนี้ ย่อมแตกต่างไปจากการผลิตอย่างเข้มข้นแบบเดิมที่เกษตรกรเป็นเพียงผู้ผลิตให้กับพ่อค้าคนกลางเพื่อนำสินค้าออกไปสู่ตลาดอีกทอดหนึ่ง (McNally, 2001)/p pในอีกด้านหนึ่งลักษณะของการกลายมาเป็นผู้ประกอบการของเกษตรกรในชนบท ยังอาจรวมไปถึงการขยายการใช้พื้นที่ทางการเกษตร ที่แต่เดินจำกัดอยู่เพียงแค่การผลิตพืชผลทางการเกษตรเชิงเดี่ยวอย่างเข้มข้น ไปสู่การใช้ที่ดินในการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่นอกเหนือไปจากกิจกรรมทางการเกษตรแบบเดิม เช่น การเปลี่ยนฟาร์มให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้ามาพักและใช้ชีวิตได้ในช่วงวันหยุด ซึ่งหมายความว่าพื้นที่ของฟาร์มแบบดั้งเดิมได้ถูกขยายให้กลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ ที่กว้างขวางกว่าการเป็นเพียงพื้นที่ของการผลิตพืชผลทางเกษตรกรรมอย่างเช้มข้น (Barbieri and Mshenga, 2008)/p pนอกจากนี้การกลายมาเป็นผู้ประกอบการในชนบทของเกษตรกร ยังนับไปถึงการขยายบทบาทของเกษตรกรในฐานะของชาวนาหรือชาวสวน ไปสู่บทบาทของการเป็นผู้ให้เช่า ทั้งการปล่อยเช่าที่ดินให้แก่เกษตรกรรายอื่นๆ หรือ การเป็นผู้ให้เช่าอุปกรณ์การผลิตที่ใช้ในการทำการเกษตร (Mahoney and Barbieri, 2003) ซึ่งยังรวมไปถึงการรับจ้างทำการผลิตตามสัญญา (contact services) เช่น การทำเกษตรพันธะสัญญากับบรรษัทเกษตร การเป็นแรงงานรับจ้างในการปลูกพืช การเป็นแรงงานรับจ้างในการดูแลสัตว์ และการรับจ้างเก็บเกี่ยวผลผลิตโดยเจ้าของรถไถหรือเจ้าของอุปกรณ์เกษตร (Turner et al., 2003)/p pอย่างไรก็ตามลักษณะของการกลายมาเป็นผู้ประกอบการในชนบท หรือ การขยายเข้าสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเกษตรกร ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างไร้บริบท แต่สัมพันธ์อยู่กับเงื่อนไขและบริบทภายในของสังคมนั้นๆ (McNally, 2001) ยกตัวอย่างเช่น เกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจจะมีโอกาสในการขยายไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจ หรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อยู่นอกเหนือพื้นที่ทางเกษตรกรรม (non-agricultural activities) ได้มากกว่าเกษตรกรที่เน้นการปศุสัตว์ เพราะเกษตรกรที่เน้นการผลิตพืชเศรษฐกิจจะมีช่วงเวลาระหว่างฤดูกาลเก็บเกี่ยว ที่ช่วยให้พวกเขาสามารถว่างเว้นจากการทำงานในภาคการเกษตร และขยายการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจออกไปนอกพื้นที่ทางการเกษตรได้ เช่น การรับจ้างสัญญาของเกษตรกรรายอื่นมาทำ หรือ การออกไปรับจ้างงานนอกภาคเกษตร (Ilbery et. al., 1997) ขณะที่เกษตรกรที่เน้นการปศุสัตว์อาจจะขยายไปสู่กิจกรรมทางทางเศรษฐกิจในลักษณะอื่นๆได้ แต่ก็จะจำกัดอยู่ในพื้นที่ของฟาร์ม เช่น ฟาร์มโคนมในตอนเหนือของอังกฤษ ได้ปรับพื้นที่บางส่วนในฟาร์มโคนมให้เป็นที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว โดยพวกเขาก็ไม่ได้เลิกกิจการโคนม แต่ทำกิจการโคนมซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักต่อไป ควบคู่ไปกับกิจกรรมการท่องเที่ยว (Glover, 2011)br /br /นอกจากนั้นขนาดของฟาร์มก็ยังมีอิทธิพลต่อลักษณะของการเป็นผู้ประกอบการในชนบท ยกตัวอย่างเช่น ฟาร์มขนาดใหญ่ในอังกฤษและเวลส์ จะมีโอกาสที่จะขยายไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เน้นไปในด้านของการให้เช่าเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตรได้ มากกว่าฟาร์มที่มีขนาดเล็กอย่างมีนัยยะสำคัญเพราะฟาร์มขนาดใหญ่ครอบครองทรัพยากรไว้มากกว่า แต่เมื่อเป็นเรื่องของการท่องเที่ยวและการให้บริการด้านการพักผ่อนย่อนใจ (recreation) ฟาร์มขนาดเล็กและขนาดกลางกลับมีความสามารถในการขยายไปสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในด้านนี้ไม่แตกต่างไปจากฟาร์มขนาดใหญ่ เนื่องจากการขยายไปสู่พื้นที่ของการท่องเที่ยวไม่ได้เรียกร้องการครอบครองปัจจัยในการผลิตที่มีราคาสูงเหมือนกับการให้เช่าเครื่องมือทางการเกษตร (McNally, 2001)br /br /ดังนั้นในแง่หนึ่งลักษณะของการเป็นผู้ประกอบการและประเภทของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจจึงมีส่วนสัมพันธ์อย่างยิ่งกับปัจจัยภายใน คือ บริบทและเงื่อนไขของเกษตรกรในแต่ละสังคม/p pสำหรับบริบทและเงื่อนไขในระดับปัจจัยภายนอกก็คือ บริบททางเศรษฐกิจสังคมและความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในระดับมหภาค ซึ่งส่งผลต่อการขยายไปสู่การประกอบพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจและลักษณะของการเป็นผู้ประกอบการ ยกตัวอย่างเช่น การปรับลดชั่วโมงการทำงานของรัฐบาลในไต้หวัน จากที่เคยกำหนดให้ต้องทำงานอาทิตย์ละ 6 วัน เป็น 5 วัน ทำให้ผู้คนเริ่มเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น ประกอบกับการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำและพัฒนาระบบขนส่งภายในประเทศ ส่งผลให้การท่องเที่ยวในชนบทขยายตัวและเกษตรกรปรับตัวมาเป็นผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวในชนบท (Lee, 2005) หรือในกรณีตัวอย่างของการเปิดเสรีเมล็ดกาแฟในเม็กซิโก ที่ทำให้บรรษัทข้ามชาตินำเมล็ดกาแฟราคาถูกเข้ามามากจนราคาเมล็ดกาแฟในประเทศตกต่ำ และทำให้เกษตรกรที่ปลูกเมล็ดกาแฟดิบในเม็กซิโก ต้องปรับตัวและขยายการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจสู่การแปรรูปเมล็ดกาแฟและกลายมาเป็นผู้จัดจำหน่ายเมล็ดกาแฟสำเร็จรูปไปในที่สุด (Padron and Burger, 2015)/p pstrongดังนั้นลักษณะของการเป็นผู้ประกอบการในชนบทและประเภทของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในรูปแบบต่างๆ จึงสัมพันธ์อยู่กับเงื่อนไขและบริบทของปัจจัยภายในและภายนอกภาคชนบท ที่ทำให้เส้นทางของการก่อรูปเป็นผู้ประกอบการในชนบทของเกษตรกรในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นในส่วนถัดไปของบทความชิ้นนี้ จะนำกรณีศึกษาการขยายตัวของพหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ มาเป็นตัวอย่างในการอธิบายให้เห็นลักษณะของการก่อรูปขึ้นเป็นผู้ประกอบการผ่านการขยายตัวของสู่พหุกิจกรรมทางเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ/strong/p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p h4nbsp;/h4 h4strongอ้างอิง/strong/h4 pALSOS, G. A. amp; CARTER, S. 2006. Multiple business ownership in the Norwegian farm sector: Resource transfer and performance consequences. Journal of Rural Studies, 22, 313-322.br /br /ALSOS, G. A., SARA LJUNGGREN, ELISABET WELTER, FRIEDERIKE 2011. Introduction: Researching Entrepreneurship in Agriculture and Rural Development. In: ALSOS, G. A. (ed.) The handbook of research on entrepreneurship in agriculture and rural development. Cheltenham: Edward Elgar.br /br /BARBIERI, C. amp; MSHENGA, P. 2008. The role of firm and owner characteristics on the performance of agritourism farms. Sociologia Ruralis, 48, 166–183.br /br /BARLAS, Y., DAMIANOS, D., DIMARA, E., KASIMIS, C. amp; SKURAS, C. 2001. Factors influencing the integration of alternative farm enterprises into the agro-food system. Rural Sociology, 66, 342–358.br /BURTON, R. 2004a. Seeing through the “good farmer’s” eyes: towards developing an understanding of the social symbolic value of “productivist” behaviour. Sociologica Ruralis, 44, 195-215.br /br /BURTON, R. J. F. 2004b. Seeing Through the ‘Good Farmer's’ Eyes: Towards Developing an Understanding of the Social Symbolic Value of ‘Productivist’ Behaviour. Sociologia Ruralis, 44, 195-215.br /CANTILLON, R. 1755. Essai sur la nature du commerce en ge\0301ne\0301ral. Traduit de l'anglois. [By R. Cantillon.], Londres [Paris]./p pCARTER, S. 1998. Portfolio entrepreneurship in the farm sector: indigenous growth in rural areas. Entrepreneurship and Regional Development, 10, 17-32.br /CHASE, J. 2010. The place of pluriactivity in Brazil's agrarian reform institutions. Journal of Rural Studies, 26, 85-93.br /br /DAMIANOS, D. amp; SKURAS, D. 1996. Farm business and the development of alternative farm enterprises: an empirical analysis in Greece. Journal of Rural Studies, 12, 273-283.br /DEVELOPMENT), O. O. F. E. C.-O. A. 1994. Tourism Strategies and Rural Development. Paris: OECD/p pDURAND, G. amp; HUYLENBROECK, G. V. 2003. Multifunctionality and Ru- 165br /ral Development: A General Framework. In: GUIDO VAN HUYLENBROECK amp; DURAND, G. (eds.) Multifunctional Agriculture. A new paradigm for European Agriculture and Rural Development. USA: Ashgate Publishing Company./p pFERGUSON, R. amp; OLOFSSON, C. 2011. The Development of New Ventures in Farm Businesses. In: ALSOS, G. A. (ed.) The handbook of research on entrepreneurship in agriculture and rural development. Cheltenham: Edward Elgar./p pGRANDE, J. 2011. Entrepreneurial efforts and change in rural firms: three case studies of farms engaged in on-farm diversification. In: ALSOS, G. A. (ed.) The handbook of research on entrepreneurship in agriculture and rural development. Cheltenham: Edward Elgar./p pGRAZIANO DA SILVA, J. 2001. Quem Precisa de uma Estrate ́gia de Desenvolvimento? Projeto Rurbano UNICAMP, Sa ̃o Paulo, Campinas./p pILBERY, B. amp; BOWLER, I. 1998. From agricultural productivism to post- productivism. In:/p pILBERY, B. (ed.) The geography of rural change. Harlow: Longman./p pKIRZNER, I. M. 1979. Perception, opportunity and profit : studies in the theory of entrepreneurship, Chicago ; London, University of Chicago Press./p pKNICKEL, K., VAN DER PLOEG, J. D. amp; RENTING, H. 2003. Multifunktionalitat der Landwirtschaft und des landlichen Raumes: Welchebr /Funktionen sind eigentlich gemeint und wie sind deren Einkommens – undbr /Beschaftigungspotenziale einzuschatzen? GEWISOLA – Tagung 2003. Universitata Hohenheim./p pLEE, M.-H. 2005. Farm tourism Co-operation in Taiwan. In: HALL, D., KIRKPATRICK, I. amp; MITCHELL, M. (eds.) Rural Tourism and Sustainable Business. Clevedon: Channel View Publications./p pLEX, E. 2016. Single Farm Payment (SFP) [Online]. Available: http://eur-lex.europa.eu/legal-content/EN/TXT/?uri=URISERV%3Al11089 [Accessed]./p pLOWE, P., MURDOCH, J., MARSDEN, T., MUNTON, R. amp; FLYNN, A. 1993. Regulating the new rural spaces: the uneven development of land. Journal of Rural Studies, 9, 205-222./p pMAHONEY, E. amp; BARBIERI, C. 2003. Farm and Ranch Diversification: Engaging the Future of Agriculture. The Graduate Institute of Leisure, Recreation, and Tourism Management. National Chiayi University./p pMARSDEN, T. amp; MURDOCH, J. 1998. The shifting nature of rural governance and community participation. Journal of Rural Studies, 14, 1-4./p pMCELWEE, G. 2008. A taxonomy of entrepreneurial farmers. International Journal of Entrepreneurship and Small Business, 6, 465-478./p pMCNALLY, S. 2001. Farm diversification in England and Wales – what can we learn from the farm business survey? Journal of Rural Studies, 17, 247–257./p pPADRÓN, B. R. amp; BURGER, K. 2015. Diversification and Labor Market Effects of the Mexican Coffee Crisis. World Development, 68, 19-29./p pSAY, J. B. 1964. A treatise on political economy : or the production, distribution and consumption of wealth, New York, Augustus M Kelley, Bookseller./p pSCHUMPETER, J. A. 1934. The theory of economic development : an inquiry into profits, capital, credit, interest, and the business cycle, Cambridge, Mass., Harvard U.P.br /SHARPLEY, R. amp; VASS, A. 2006. Tourism, farming and diversification: An attitudinal study. Tourism Management, 27, 1040-1052./p pSILVA, L. R. D. amp; KODITHUWAKKU, S. S. 2011. Pluriactivity, entrepreneurship and socio-economic success of farming households. In: ALSOS, G. A. (ed.) The handbook of research on entrepreneurship in agriculture and rural development. Cheltenham: Edward Elgar./p pSTEWARD, A. 2007. Nobody farms here anymore: livelihood diversification in the Amazonian community of Carva ̃o, a historical perspective. Agriculture and Human Values, 24, 75–92./p pTURNER, M., WINTER, D., BARR, D., FOGERTY, M., ERRINGTON, A. amp; LOBLEY, M. R., M., 2003. Farm Diversification Activities 2002: Benchmarking Study. In: DEFRA, T. U. O. E. A. P. T. (ed.) CRR Research Report. UK: University of Exeter./p pประภาส ปิ่นตกแต่ง, ตะวัน วรรณรัตน์. การเปลี่ยนด้านเศรษฐกิจการเมืองในชุมชนชนบทและการปรับตัวของชุมชนภาคกลางบางแห่ง. ใน: พงศกร เฉลิมชุติเดช, เกษรา ศรีนาคา, บรรณาธิการ. ชุดโครงการวิจัยเรื่อง ความเปลี่ยนแปลง "ชนบท" ในสังคมไทย: ประชาธิปไตยบนความเคลื่อนไหว. กรุงเทพ: สกว, 2558./p pอรรถจักร์ สัตยานุรักษ์. "ชนบท": ประชาธิปไตยบนความเคลื่อนไหว. ใน: พงศกร เฉลิมชุติเดช, เกษรา ศรีนาคา, บรรณาธิการ. ชุดโครงการวิจัยเรื่อง ความเปลี่ยนแปลง "ชนบท" ในสังคมไทย: ประชาธิปไตยบนความเคลื่อนไหว. กรุงเทพ: สกว, 2558./p divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/J5m3vXmm8U0" height="1" width="1" alt=""/