ประชาไท

Syndicate content
Updated: 14 min 15 sec ago

ทนายอานนท์ เตือนจนท.เข้าถึงกล่องข้อความหลังไมค์เฟซได้ แนะแสดงออกอย่างเปิดเผย

Sat, 30/04/2016 - 19:36
!--break--!--break-- p30 เม.ย.2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อานนท์ นำภาnbsp;ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ a href="https://www.youtube.com/watch?v=-EieH2Z9OiQamp;feature=youtu.be"Thaisvoicemedianbsp;/aซึ่งเผยแพร่ทางยูทูบดอทคอม ในประเด็นเรื่องความปลอดภัยของผู้ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์ก โดย อานนท์ ได้ตั้งข้อสังเกตต่อกรณีของผู้ต้องหา 8 ราย ที่เกี่ยวข้องกับเพจnbsp;‘เรารัก พล.อ.ประยุทธ์’nbsp;ว่าฝ่ายความมั่นคงของทหาร สามารถเข้าถึงกล่องข้อความของเฟซบุ๊กได้ ซึ่งตนไม่แน่ใจว่าเป็นการยินยอมของทางเฟซบุ๊ก หรือเป็นการใช้เทคนิคของเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะทุกคนยืนยันว่า ไม่ได้ให้รหัสผ่านแต่อย่างใด/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" frameborder="0" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/-EieH2Z9OiQ" width="560"/iframe/p p"ผมตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ว่า ตอนนี้ฝ่ายความมั่นคงของทหารเองสามารถเข้าไปดูทางกล่องข้อความในเฟซบุ๊กของเราได้ อันนี้เป็นเรื่องแปลก เขาก็แฮกเข้าไป พอทั้ง 8 คน โดนจับเข้าไป เขาก็เอาหลังไมค์ให้ดูเลย ทั้งหมดไม่ได้ให้รหัสนะ แต่ว่าเขาก็สามารถเปิดหลังไมค์ได้ ผมไม่แน่ใจว่าเป็นการยินยอมของทางเฟซบุ๊ก หรือว่าเป็นการใช้วิธีการเทคนิคของเจ้าหน้าที่รัฐเองหรือเปล่า แต่ว่าที่ยืนยันได้คือคนที่โดนจับเขายืนยันว่าไอ้กล่องข้อความนี้ เขาเห็น ปัญหาคือ ถ้าเห็น เขาจะสามารถยัดอะไรเข้าไปได้หรือเปล่า"nbsp;อานนท์ กล่าว/p pอานนท์ กล่าวว่า ตนได้คุยกับคนเหล่านั้น เรื่องที่จะไปแตะเรื่อง ม.112 ทุกคนระวังเรื่องพวกนี้มาก แต่ว่าตอนนี้ก็โดนยัดข้อหา 112 ไปแล้ว มันก็ทำให้ภาพของกลุ่มนี้ ถูกมองจากกลุ่มอื่นว่าเป็นพวกหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ซึ่งตนมองว่ามันเป็นเรื่องของการป้ายสี/p p"ความสุ่มเสี่ยงมันจะไปอยู่กับการที่ไปคุยกันหลังไมค์ เพราะเราเข้าใจว่าการคุยในกล่องข้อความในไลน์กลุ่มลับนั้น จริงๆ ไม่ลับหรอก เขาเห็น ผมคิดว่าเราจะต้องเปลี่ยนรูปแบบก็คือเราต้องพูดอย่างเปิดเผยไปเลย การเปิดเผยมันดีก็คือมันจะเตือนเราเสมอว่าคุณพูดออกไปเขามองคุณอยู่ และการแสดงโดยเปิดเผยมันเสียงดัง ไม่ต้องไปซุบซิบหรอก ถ้าไม่พอใจก็บอกว่าไม่พอใจ เขาร่างรัฐธรรมนูญไม่ดียังไงก็พูดออกมา เราจะต้องเปิดเผยให้มากขึ้นและทุกครั้งที่ใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กต้องตระหนักเสมอว่ามันไม่มีความลับ คุยกัน 2 คน ไม่มีความลับอยู่แล้ว เขาสามารถเห็นได้หมด และหลักฐานพวกนี้ในภาวะนี้ศาลก็ฟังหมด"nbsp;อานนท์ กล่าว/p pอานนท์ ยังกล่าวด้วยว่า ส่วนรหัสพาสเวิร์ดที่ตั้งกัน 6 ตัวไม่ปลอดภัยต้องตั้งเป็น 18 ตัว 90 ตัว เขาก็แฮกได้อยู่ดี ไปถึงเขาก็บอกให้เอาระหัสไลน์มันนั่นนี่ก็ไปเชื่อมโยงกันหมด ต้องระวังในการแสดงออก/p p“ถามว่าจะมีการเรียกร้องไปทางเฟซบุ๊กหรือไม่ คิดว่าจะมีการพูดคุยกันในกลุ่มของคนทำงานด้านโซเชียลเน็ตเวิร์กเร็วๆ นี้ แบบนี้ไม่ได้แล้ว ความลับ และความเป็นส่วนตัวต้องมี”nbsp;อานนท์กล่าว/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/T3GXEKEk43k" height="1" width="1" alt=""/

'จาตุรนต์-องอาจ' ติงกฎทำประชามติของ กกต.

Sat, 30/04/2016 - 18:25
div'จาตุรนต์' ระบุ กกต. ออกกฎสุดกำกวมเปิดช่องให้มีการตีความในทางจำกัดเสรีภาพได้ง่าย ด้าน 'องอาจ' ชี้หลักเกณฑ์ไม่ชัดเจน ส่วน 'อมร' โฆษก กรธ. ชมกฎเหล็ก กกต.ชัดเจน เชื่อไร้ปัญหา ปมเปิดช่องให้แจ้งความเอาผิดพวกบิดเบือน ชี้ ก.ม.เปิดช่องให้ฟ้องคืนคนแจ้งความเท็จได้/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div30 เม.ย. 2559 นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านa href="https://www.facebook.com/Chaturon.FanPage"เฟซบุ๊กส่วนตัว/a ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จริงๆ ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้ให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศ ส่วนหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรื่อง ทำได้- ทำไม่ได้ ถ้าให้คะแนนให้ได้แค่เกรดดี สำหรับการสอบระดับประถม คือผ่านแบบอ่อนมาก ที่ยังให้ผ่านเพราะอย่างน้อยยังทำให้เห็นว่าการแสดงความเห็นและเผยแพร่ความ คิดเห็นนั้นทำได้ ไม่ใช่อย่างที่มีการพูดกันปาวๆราวกับว่าใครก็พูดอะไรไม่ได้ โดยเฉพาะการไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญที่ผู้มีอำนาจพูดเหมือนกับแสดงความ เห็นไม่ได้เลย แต่หลักเกณฑ์นี้มีปัญหาที่เน้นเรื่องทำไม่ได้มากกว่าทำได้ เรื่องที่ควรจัดไว้ในประเภททำได้หลายข้อก็กลับเอาไปไว้ในประเภททำไม่ได้ เปิดช่องให้มีการตีความผิดๆ ในทางจำกัดเสรีภาพได้ง่าย กกต.บอกว่าการแสดงความเห็นต้องไม่กำกวม แต่หลักเกณฑ์หลายข้อของ กกต.กลับกำกวมเสียเอง/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"iframe allowtransparency="true" frameborder="0" height="333" scrolling="no" src="https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FChaturon.FanPage%2Fposts%2F10154098871772359amp;width=500" style="border:none;overflow:hidden" width="500"/iframe/div divnbsp;/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"iframe allowtransparency="true" frameborder="0" height="333" scrolling="no" src="https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2FChaturon.FanPage%2Fposts%2F10154099123577359amp;width=500" style="border:none;overflow:hidden" width="500"/iframe/div divnbsp;/div divstrong'องอาจ' ชี้หลักเกณฑ์ กกต. เกี่ยวกับประชามติยังไม่ชัดเจน/strong/div divnbsp;/div diva href="http://www.tnamcot.com/content/457964"สำนักข่าวไทย/a รายงานว่านายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) nbsp;ออกหลักเกณฑ์ที่ประชาชนจะแสดงความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ ทำได้ 6 ข้อ และข้อห้าม 8 ข้อ ว่า เป็นการออกหลักเกณฑ์ที่ยังไม่สามารถทำให้กฎหมายประชามติมีความชัดเจน ปราศจากข้อสงสัยได้ บางข้อความในกฎหมายยังมีความคลุมเครือ ที่อาจถูกนำไปใช้ตีความ เพื่อให้คุณ ให้โทษ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ตลอดเวลา ไม่สามารถตอบโจทย์ได้เท่าที่ควร/div divnbsp;/div divนายองอาจ กล่าวว่า หลักเกณฑ์ในข้อที่ทำได้ทั้ง 6 ข้อ ก็ไม่มีอะไรใหม่ เป็นเพียงการขยายความเนื้อหาสาระของกฎหมาย ให้เป็นถ้อยคำเชิงอธิบายความเพิ่มขึ้น เป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานที่วิญญูชนทั่วไปพึงกระทำได้อยู่แล้ว ถึงแม้ไม่มีหลักเกณฑ์บอกว่าทำได้/div divnbsp;/div divนายองอาจ กล่าวว่า ส่วนข้อห้าม 8 ข้อ ที่ทำไม่ได้ ก็เป็นข้อห้ามตามมาตรา 61 วรรคสอง ที่ห้ามการเผยแพร่ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม ข่มขู่ ซึ่งถึงแม้ไม่ออกหลักเกณฑ์เป็นข้อห้ามก็ไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว/div divnbsp;/div div“มีบทบัญญัติในกฎหมายประชามติที่ห้ามเผยแพร่ข้อความ “ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง” อาจมีความผิดถูกจำคุก 10 ปี ได้นั้น ยังถือว่าเป็นเนื้อหาที่อาจถูกตีความ เพื่อเล่นงานคนที่เห็นต่างได้ เช่น กรรมการร่างรัฐธรรมนูญอธิบายว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ดี ปราบโกงได้ แต่มีผู้เห็นต่างว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ยังปราบโกงไม่ได้มากนัก การกล่าวเช่นนี้ของผู้เห็นต่าง จะถือว่าเผยแพร่ข้อความที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือไม่” นายองอาจ กล่าว/div divnbsp;/div divนายองอาจ กล่าวว่า จะเห็นได้ว่าหลักเกณฑ์ของ กกต.ที่ยังไม่ชัดเจน ย่อมทำให้ผู้ที่มีความเห็นต่างจากร่างรัฐธรรมนูญนี้ ต้องสุ่มเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดีอยู่ตลอดเวลา รวมถึง สื่อมวลชนก็อาจต้องทำหน้าที่บนความไม่แน่นอน ถึงแม้จะปฏิบัติตามจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพด้วยความรับผิดชอบแล้วก็ตาม ดังนั้น ฝากให้ กกต.ช่วยพิจารณาว่า จะมีหลักเกณฑ์ที่มีความชัดเจนขึ้นอย่างไร เพื่อให้ผู้เห็นต่างอย่างสุจริตใจได้มีพื้นที่แสดงความคิดเห็น และเผยแพร่ความคิดเห็นโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย/div divnbsp;/div divstrong'อมร' ชม กกต.ออกกฎเหล็กประชามติ 8 ข้อ/strong/div divnbsp;/div diva href="http://www.dailynews.co.th/politics/394876"เว็บไซต์เดลินิวส์/a รายงานว่านายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ออกหลักเกณฑ์ในแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ ที่ทำได้ 6 ข้อ ทำไม่ได้ 8 ข้อว่า แม้ไม่มีกฏเหล็กดังกล่าวก็เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า อะไรควร อะไรไม่ควรทำ ขณะเดียวกัน ก็ยังมีกฏหมายอื่นๆที่เกี่ยวข้องอีก nbsp;เช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ก็มีข้อห้ามหลายอย่างชัดเจนอยู่แล้ว แต่ทั้งหมดก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่ กกต.ได้กำหนดเป็นข้อๆว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ จะได้ไม่ต้องมาถกเถียงกันอีก ดังนั้นง่ายๆ ก็ขอให้ถามใจตัวเองว่ามีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไร ถ้าเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ แสดงความเห็นวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญอย่างสุจริตตามหลักวิชาการก็คงไม่มีปัญหาอะไร เพราะถือเป็นการวิจารณ์แบบสร้างสรรค์ แต่ถ้ามีจิตมุ่งร้าย อาฆาตพยาบาท และหวังผลที่จะก่อให้เกิดปัญหา การใช้วาจาหยาบคาย ด่าทอ ก็อาจจะสร้างปัญหาความขัดแย้งได้ จึงขอให้พึงระวัง/div divnbsp;/div divเมื่อถามว่า กกต.เปิดช่องให้ประชาชนทั่วไปที่พบเห็นการกระทำผิดสามารถยื่นร้องต่อตำรวจได้ โดยที่ไม่ต้องร้องผ่าน กกต.นั้นจะทำให้มีปัญหาในเรื่องการตีความหรือไม่ nbsp;นายอมร กล่าวว่า เรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะพิจารณาอย่างไร เพราะการรับแจ้งความเป็นอำนาจของตำรวจอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ก็ไม่มีเงื่อนไขใดไม่ให้ตำรวจรับแจ้งความ หากเป็นเรื่องความเดือนร้อนของประชาชน ซึ่งโดยปกติหากประชาชนพบเห็นเหตุการณ์ซึ่งหน้าตามกฏหมายอาญาทั่วไปก็สามารถยื่นร้องต่อตำรวจได้ เพราะถือว่าเป็นการช่วยเหลือการทำงานของเจ้าหน้าที่ ส่วนที่มีข้อวิจารณ์ว่านี่อาจจะเป็นการมอบอำนาจให้เจ้าหน้าที่ในการตีความเพื่อเอาผิดคนที่เห็นต่างนั้น ตนเชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา เพราะโดยหลักแล้ว หากการแจ้งความเป็นเท็จ ผู้ที่ไปแจ้งความก็ต้องรับผิดชอบด้วย เพราะกฏหมายได้เปิดช่องให้ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิในการฟ้องร้องคืนได้อยู่แล้ว/div divnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/K8-wtG499Vg" height="1" width="1" alt=""/

ประยุทธ์เผยแก้ปัญหาแล้ว 2.6 ล้านเรื่อง-จะปฏิรูปถึง ก.ค.60 จากนั้นจะฝากยุทธศาสตร์ 20 ปี

Sat, 30/04/2016 - 17:52
pพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ จะอยู่ปฏิรูปตามโรดแมปถึงกรกฎาคม 2560 หลังจากนั้นจะวางพื้นฐานยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี สำหรับรัฐบาลใหม่ ที่ผ่านมารัฐบาลปฏิบัติ 3 ด้านคือความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยา และยังสร้างความเข้าใจกับต่างประเทศ ในขณะที่ศูนย์ดำรงธรรมแก้ปัญหาไปแล้ว 2 ล้าน 6 แสนเรื่อง/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1641/26660400751_630b446af4_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p p30 เม.ย. 2559 a href="http://www.thaigov.go.th/index.php/th/program1/item/102749-id102749"เว็บไซต์รัฐบาลไทย/a รายงานว่า ในรายการคืนความสุขให้คนในชาติเมื่อวานนี้ (29 เม.ย.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. กล่าวตอบคำถามพิธีกรที่ถามว่า "เหตุผลหนึ่งของการเข้ามาบริหารประเทศของรัฐบาลและ คสช. คือการสร้างความมั่นคงและการปฏิรูปประเทศท่านนายกฯ มีวาระในการดำเนินงานอย่างไร เพราะว่าในการปฏิรูปบางเรื่องไม่ได้สั้น หรือทำง่าย หรือเสร็จสิ้นภายในปีสองปี ท่านนายกฯ วางแผนเรื่องนี้อย่างไรบ้าง"/p pโดย พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า "ตั้งแต่เข้ามา ผมได้เรียนไปแล้วว่าผมมีโรดแมปของผม ก็คิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร อันที่ 1. คือขจัดความขัดแย้ง แก้ปัญหาเดิม ๆ ที่มันซ้ำซ้อนกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นปัญหา ไอเคโอ้ ไอยูยู ประมง อะไรเหล่านี้ คิดก็แก้ไปด้วย ขณะเดียวกัน ต้องมีการบริหารราชการแผ่นดินในเชิงบูรณาการ คือว่าเอากลุ่มงานที่มันเกี่ยวข้องหลายกระทรวง หลายหน่วยงานมาทำพร้อมกัน ก็ทำมาตลอดจนถึงวันนี้ ก็เป็นงานที่หนักพอสมควร แต่ไม่เป็นไร/p p​คราวนี้เราก็มามองว่า สมมติว่าเราอยู่ตามโรดแมปคือสองปีโดยประมาณถึงปี 60 ​/p p​ระยะที่ 1 เราจะสิ้นสุดปฏิรูปคือ กรกฎาคม 2560 ตามโรดแมป/p p​จากนั้น รัฐบาลใหม่ เราก็จะวางพื้นฐานไว้ให้ คือยุทธศาสตร์ชาติ 2560-2579 20 ปีเพราะเรามุ่งถึงอนาคตเยาวชนอายุ 20 โน้นเราต้องมีเยาวชนคนรุ่นใหม่ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่ 12 ก็จะเริ่ม 60-64 จะเริ่มปฏิบัติตั้งแต่ ต.ค. 59"/p pในส่วนของสิ่งที่ได้ปฏิบัติไปแล้ว 3 ด้าน คือความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมจิตวิทยานั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า นอกจาก 3 ด้านแล้ว อยากให้เพิ่มด้านการต่างประเทศไปด้วย เพราะจะมีส่วนในการสร้างความเข้าใจ ความร่วมมือกับต่างประเทศไปด้วย เป็นด้านสาขาของเศรษฐกิจไง ความมั่นคงต้องร่วมมือในทุกมิติอยู่แล้ว ผมจึงให้ความสำคัญในด้านต่างประเทศด้วย​จริง ๆ แล้วสำคัญทุกอัน มากกว่านี้อีก ก็ทำทุกเรื่อง/p pพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า ศูนย์ดำรงธรรม ที่ตั้งมาแล้วเราให้บริการมากกว่า 2 ล้าน 6 แสนเรื่อง เสร็จร้อยละ 97/p pส่วนการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด “เชิงรุก” ด้วยแผนปฏิบัติการแม่โขงปลอดภัยระยะเวลา 3 ปี พ.ศ. 2559-2561 ร่วมกับชาติพันธมิตร 5 ประเทศ ได้แก่ พม่า + ลาว + กัมพูชา + เวียดนาม + จีน ทำลายตั้งแต่แหล่งผลิต / ตัดวงจรสารตั้งต้น / ตัดเส้นทางลำเลียง ฯลฯ ในส่วนของประชาชนก็ต้อง ป้องกัน ป้องปราม ฟื้นฟู ให้เขารักตัวเอง อย่าไปเสพเลย ยาเสพติดไม่เกิดประโยชน์ สุขภาพก็แย่ เงินทองก็หมดไปไม่เป็นประโยชน์/p pส่วนเรื่องอื่นๆ ได้แก่ (1) เรื่องของการปฏิรูปกองทัพ + ตำรวจ ทหาร หรืออะไรก็แล้วแต่ ความจริงเขาก็มีแผนอยู่แล้ว จะ 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี ซึ่งอยู่ในแผนของฝ่ายความมั่นคงเค้า วันหลังจะนำเรียนให้ทราบต่อไป (2) เรื่องของการปรับกำลัง ปรับหน่วยงาน ให้เกิดการบูรณาการมากขึ้น กองทัพเข้มแข็ง มีขนาดเล็กลง ก็ต้องมีพัฒนาการในเรื่องของเทคโนโลยีการใช้ยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย ถึงจะลดคนได้ และอย่างที่เรียนไปแล้วว่า บางครั้งเรามองอย่างต่างประเทศ อาจจะยังไม่ค่อยได้มากนัก เพราะว่าเรายังมีปัญหาเรื่องความขัดแย้งด้วยอะไรด้วย และเครื่องมือก็ราคาแพง วันนี้เรายังซื้อไม่ได้หลายอย่าง เมื่อซื้อไม่ได้ก็ต้องใช้คน ใช้ตา ใช้มือ ใช้แรงใจ แรงกายของทุกคน ช่วยกันทุ่มเท ให้ประเทศ/p pเพราะฉะนั้นเรื่องการปฏิรูปกองทัพ และตำรวจ อย่ากังวลผมเข้าใจดี เราต้องไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ถ้าไม่มีทหาร ไม่มีตำรวจเลยคงอยู่ไม่ได้ ทุกประเทศในโลกอยู่ไม่ได้หมด เขามีทหารทั้งหมด ต้องเข้มแข็ง ไม่ได้มีไว้เพื่อรบ มีไว้เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ และดูแลเรื่องเศรษฐกิจ จะได้มีน้ำหนักมากขึ้น/p pเรื่องสำคัญอีกเรื่องคือการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เราได้มีการตั้งคณะพูดคุยสันติภาพ มีการพูดคุยมาหลายครั้งแล้ว ก็มีความก้าวหน้า ตามลำดับ คราวนี้ไม่อยากใช้สิ่งเหล่านี้มาเป็นตัวกำหนดว่าจะเสร็จเมื่อไหร่อย่างไร ก็อยากจะขอให้เข้าใจด้วยไม่ว่าจะสื่อหรือประชาชน เราทำไมจะไม่อยากให้มันจบ เพราะเราเสียดายชีวิตพ่อแม่พี่น้องสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งคนไทยพุทธ ไทยมุสลิม แล้วก็เจ้าหน้าที่ทุกคนมีครอบครัว มีลูกหลาน ก็ไม่อยากให้ใครบาดเจ็บสูญเสียทั้งสิ้น เสียเวลา เสียโอกาส เสียเวลามากมาย ทหารก็ได้กลับบ้าน เหลือแต่ทหารในพื้นที่ได้ไหม ถ้ามันสงบลงแล้ว ก็เหมือนจังหวัดอื่น ๆ เราต้องเอากำลังไปเติม เพราะดูแลไม่ทั่วถึง ขอร้องแล้วกัน ฝากไปพวกที่ก่อเหตุต่าง ๆ ขอให้เลิก เรากลับมาเป็นคนไทย ร่วมกันพัฒนาชาติไทยด้วยกันดีกว่า เราจะได้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ โอกาสของภาคใต้มากมาย/p pหลังจากนั้นพิธีกรถามเรื่องมิติของทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ ว่ามีความคืบหน้าอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า ด้านเศรษฐกิจเราต้องสร้างความเข้มแข็ง มีอยู่ 2 ประการเป็นคำที่อาจจะต้องให้ความเข้าใจและก็คุ้นเคย อันแรกก็คือความเข้มแข็งของประเทศ อันที่สองคือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เหล่านี้เป็นเครื่องจักรของประเทศเราที่จะทำให้เรากินดีอยู่ดีมีการลงทุนมีการประกอบการ ทุกคนมีอาชีพ มีรายได้ที่เพียงพอเหมาะสม เพราะฉะนั้นในเรื่องของ...แรก เรื่องแรกของการจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นก็ต้องรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศให้ได้ สร้างความมีเสถียรภาพเพื่อจะเรียกกลับความเชื่อมั่นฟื้นฟูเศรษฐกิจ จากสถานการณ์ความไม่สงบทั้งหมดในประเทศภายในช่วงที่ผ่านมาหลายปีมาแล้ว แล้วก็ก่อนปี 57 วันนี้หลายอย่างดีขึ้น ต้องขอขอบคุณทุกคน ประชาชนทุกคน ทุกพวกทุกฝ่าย หลักการสำคัญคือเราใช้หลักการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมานำในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจก็คือ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อันที่สองคือกลไกประชารัฐ/p pเราก็จะเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เป็น “เครื่องมือ” เพิ่มเติมมาอีก ได้แก่ คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน ที่เราตั้งมาแล้ว เรียกว่า กรอ. แก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ มีส่วนกลาง จากส่วนกลางมีทั้งในกลุ่มจังหวัดด้วย เพราะว่ามีผู้ประกอบการทั้งภาคธุรกิจเอกชนอยู่ด้วย ร่วมกับคณะกรรมการของเรา ของรัฐบาลนะ อันนี้เราได้ตั้งไปแล้ว คนร./p p"อันที่สองคือเรื่องของคณะกรรมการ นโยบายรัฐวิสาหกิจอันนี้ก็จะกำกับดูแลส่วนงานของรัฐวิสาหะกิจทั้งหมด อันที่สามคือ คณะทำงานประชารัฐ 12 คณะ จะได้เกาะเกี่ยวกันได้ทันที่ที่เขาเรียกว่าบูรณาการ แล้วการบริการให้สะดวกรวดเร็วขึ้น เพื่อจะง่ายในการประกอบการธุรกิจ เราก็จัดตั้งศูนย์ One Stop Service เพื่อให้การบริการด้านธุรกิจด้วย เช่น รถไฟทางคู่“กำลังก่อสร้าง 2 สาย”ใช่ไหม แก่งคอย-ฉะเชิงเทรา และถนนจิระ – ขอนแก่น “ในอนาคตอีก 5 สาย” คือ มาบกะเบา– ถนนจิระ นครปฐม – หัวหิน หัวหิน – ประจวบฯ ประจวบฯ – ชุมพร และ ลพบุรี – ปากน้ำโพ มูลค่า 1.3 แสนล้านบาท ก็มาก จะสร้างงานสร้างอาชีพได้พอสมควรถ้าเกิดได้ ​ อันที่สองก็คือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล ประกอบด้วย โครงการเร่งด่วน วงเงิน 3,700 ล้านบาท แล้วก็ทำแผนแม่บท ในเรื่องการปรับโครงสร้าง ICT เหล่านี้นะ วงเงินประมาณ 15,000 ล้านบาท อันนี้ต้องทำให้มันทั่วประเทศ"/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/T8pFFoVglws" height="1" width="1" alt=""/

ผอ.สำนักสันติวิธีพระปกเกล้า ระบุจับกุมนักกิจกรรมไม่กระทบการทำประชามติ

Sat, 30/04/2016 - 17:39
divพล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาลสถาบันพระปกเกล้า ระบุการออกหลักเกณฑ์ทำได้-ไม่ได้ ของ กกต. เพื่อไม่ให้มีการแสดงความเห็นชักจูง-ชี้นำ ขณะที่การจับกุมผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองจะไม่กระทบการทำประชามติ เพราะสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองผ่านจุดที่สูงสุดไปแล้วnbsp;ชี้ไม่จำเป็นต้องให้องค์กรต่างประเทศสังเกตการณ์การทำประชามติ/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div30 เม.ย. 2559 a href="http://www.tnamcot.com/content/458157"สำนักข่าวไทย/a รายงานว่าพล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า และอดีตสมาชิกสภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้ความเห็นถึง ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ ว่า การออกหลักเกณฑ์ดังกล่าว เพื่อให้เกิดความชัดเจน ว่าสิ่งใดที่สามารถทำได้หรือทำไม่ได้ ในการแสดงความเห็นเกี่ยวกับการทำประชามติ ที่ก่อนหน้านี้ได้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติแล้ว แต่ประชาชนก็ยังไม่เข้าใจความชัดเจนทั้งหมด/div divnbsp;/div div“ผมมองว่า การออกกฎหมายและหลักเกณฑ์ต่างๆ ก็เพื่อไม่ให้ฝ่ายการเมือง หรือกลุ่มต่างๆ แสดงความเห็นที่เป็นการชักจูง หรือชี้นำให้ประชาชนลงคะแนนอย่างใด อย่างหนึ่ง แต่เพื่อให้ประชาชนเป็นผู้เรียนรู้ ทำความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญ และตัดสินใจด้วยตนเอง” พล.อ.เอกชัย กล่าว/div divnbsp;/div divพล.อ.เอกชัย กล่าวว่า ทุกคนต้องเข้าใจว่า ขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ปกติ และไม่ใช่สถานการณ์ที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ดังนั้นการแสดงความเห็นอย่างกว้างขวาง และเป็นอิสระนั้น ไม่สามารถทำได้เหมือนในอดีตที่ผ่านมา และในอนาคตหากประเทศอยู่ในบรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงแล้ว ก็สามารถแสดงความเห็นได้อย่างเต็มที่ตามปกติ/div divnbsp;/div divส่วนที่กลุ่มการเมืองต่างๆ ออกมาเคลื่อนไหวในขณะนี้ พล.อ.เอกชัย มองว่า เป็นการแสดงออกทางสัญลักษณ์ เพื่อให้สังคมเห็นว่า แต่ละกลุ่มยังมีบทบาท และยังมีตัวตนอยู่ ขณะที่ ฝ่ายความมั่นคงจับกุมผู้ฝ่าฝืน พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ เชื่อว่าไม่ส่งผลกระทบขั้นตอนการทำประชามติ เพราะสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองผ่านจุดที่สูงสุดไปแล้ว/div divnbsp;/div div“ถือว่าเป็นการดำเนินการตามกฎหมายของรัฐบาล เชื่อว่า หลายฝ่ายจะเข้าใจ รวมถึง จะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำประชามติในสายตานานาชาติ เพราะทุกครั้งที่มีเวทีการประชุมนานาชาติ ก็เชิญนายกรัฐมนตรีของไทยเข้าร่วม ถือเป็นการให้เกียรตินายกรัฐมนตรีของไทย “ พล.อ.เอกชัย กล่าว/div divnbsp;/div divพล.อ.เอกชัย ยังกล่าวว่า การทำประชามติ ไม่จำเป็นต้องให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามาร่วมสังเกตการณ์ เพราะไทยยังไม่ได้เป็นประชาธิปไตย และต่างชาติต้องเข้าใจบริบทของไทย ที่ต้องดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย หากองค์กรต่างชาติเข้ามา จะนำเอาประเทศไทยไปเปรียบเทียบกับประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ทำให้เกิดความไม่เข้าใจในการทำประชามติของไทยได้nbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/jLLUgFsCEQ4" height="1" width="1" alt=""/

ศาลทหารอนุญาตฝากขัง 'บุรินทร์' คดี ม.112-พ.ร.บ.คอม

Sat, 30/04/2016 - 15:44
divศาลทหารอนุญาตฝากขัง 12 วัน 'บุรินทร์' คดี ม.112-พ.ร.บ.คอมฯ เจ้าตัวให้การปฏิเสธ ด้านทนายระบุจะทำเรื่องยื่นขอประกันตัวต่อในช่วงสัปดาห์หน้า/div p!--break--!--break--/p div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://tlhr2014.files.wordpress.com/2016/04/e0b89ae0b8b8e0b8a3e0b8b4e0b899.jpg?w=556amp;h=312" style="width: 550px; height: 310px;" //div divnbsp;/div divspan style="color:#ff8c00;"strongภาพเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ทหารบุกจับกุมนายบุรินทร์ไปจากสน.พญาไท เมื่อวันี่ 27 เม.ย. 2559 (ที่มาภาพ: ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน)/strong/span/div divnbsp;/div divnbsp;/div div30 เม.ย. 2559 a href="https://tlhr2014.wordpress.com/2016/04/30/%E0%B8%BAburin_112/"ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน/a แจ้งข่าวว่าที่ศาลทหารกรุงเทพ nbsp;พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร หนูทอง รองผู้กำกับการ (สอบสวน) กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดที่เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) นำตัวนายบุรินทร์ อินติน หนึ่งในผู้ชุมนุม “ยืนเฉยๆ” กับกลุ่มพลเมืองโต้กลับเมื่อวันที่ 27 เม.ย. และถูกจับกุมดำเนินคดีต่อในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มายื่นคำร้องขออำนาจศาลทหารในการฝากขัง เนื่องจากยังต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมในสำนวนคดี/div pต่อมา ศาลทหารได้อนุญาตในการฝากขังผู้ต้องหาเป็นเวลา 12 วัน นายบุรินทร์จึงได้ถูกนำตัวไปคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ โดยทางทนายความจะทำเรื่องยื่นขอประกันตัวในช่วงอาทิตย์หน้าต่อไป/p pนายบุรินทร์ ถูกเจ้าหน้าที่จับกุมไปสน.พญาไท ร่วมกับผู้ชุมนุมอีก 15 คน ระหว่างการชุมนุมใส่เสื้อขาว “ยืนเฉยๆ” ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัว 8 แอดมินเพจการเมือง ในช่วงเย็นวันที่ 27 เม.ย. ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่ทหารบุกเข้าควบคุมตัวไปจากสน.พญาไท ในเวลาประมาณ 20.40 น. ระหว่างที่พนักงานสอบสวนยังสอบประวัติผู้ชุมนุมอยู่ โดยถูกนำตัวขึ้นรถตู้ของกองพันทหารสื่อสารที่ 2 รักษาพระองค์ออกไป หลังจากนั้นไม่ทราบว่าเจ้าหน้าที่นำตัวไปควบคุมไว้ที่ใด (ดูa href="https://tlhr2014.wordpress.com/2016/04/28/assembly-victory-monument/"ประมวลเหตุการณ์/aจับกุมผู้ชุมนุมยืนเฉยๆ)/p pก่อนที่วานนี้ (29 เม.ย.) รองผู้กำกับการปอท. ได้เดินทางไปขออำนาจศาลทหารในการออกหมายจับนายบุรินทร์ ในข้อหาตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14 (3) จากนั้นเวลาประมาณ 16.30 น. พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายเสนาธิการผู้บังคับบัญชา คณะทำงานพิเศษฝ่ายกฎหมาย ของคสช. จึงได้นำตัวนายบุรินทร์ ไปที่บก.ปอท. ตามหมายจับของศาลทหาร/p pทนายเบญจรัตน์ มีเทียม ซึ่งเดินทางไปร่วมในระหว่างการสอบปากคำผู้ต้องหาในเวลาประมาณ 21.00 น. ของวานนี้ ระบุว่าพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาตามมาตรา 112 และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จากข้อความในเฟซบุ๊กจำนวน 2 ข้อความ โดยเบื้องต้น นายบุรินทร์ได้ให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา ส่วนรายละเอียดอื่นๆ จะไปให้การในชั้นศาลต่อไป/p pด้าน พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ให้สัมภาษณ์กับa href="http://prachatai.org/journal/2016/04/65527"สื่อมวลชน/aวานนี้ว่าทหารติดตามเฟซบุ๊กส่วนตัวที่ใช้ชื่อ “Burin Intin” ซึ่งโพสต์ข้อความลักษณะต่อต้านการบริหารงานของรัฐบาลและคสช. รวมทั้งมีการแชทพูดคุยกับบุคคลอื่นโดยมีข้อความเข้าข่ายมาตรา 112 และมีการตอบความคิดเห็นของบุคคลอื่นท้ายคลิปวิดีโอของตนเอง ในลักษณะเข้าข่ายมาตรา 112nbsp; หลังจากจับกุม ได้ขยายผลตรวจค้นร้านที่นาย บุรินทร์อาศัยอยู่ ก่อนจะมีการตรวจยึดซีพียูคอมพิวเตอร์ 3 เครื่อง และขันแดง 1 ใบ/p pเบื้องต้น ทราบว่านายบุรินทร์ประกอบอาชีพเป็นช่างเชื่อมอยู่ย่านคลองเตย เข้าร่วมการเคลื่อนไหวทางการเมืองต่างๆ ในฐานะมวลชน แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่มใดโดยตรง/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/L6GjWhKHZDk" height="1" width="1" alt=""/

ข้อควรพิจารณาในการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2559

Sat, 30/04/2016 - 14:53
!--break--!--break-- pเมื่อใกล้ถึงวันแรงงานก็มีเสียงเรียกร้องจากตัวแทนภาคแรงงานขอขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ(ตามสัญญา)อีกแล้วครับคำถามก็คือถึงเวลาที่ค่าจ้างของลูกจ้างเอกชนหลังจากแช่แข็งมาแล้ว 3 ปีควรจะขึ้นได้หรือยัง ที่จริงคงยังจำกันได้ว่าคณะกรรมการค่าจ้างแห่งชาติได้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ตั้งแต่ต้นปี 2556 หลังจากทดลองขึ้นเฉพาะ 7 จังหวัดที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีเมื่อกลางปี 2555 โดยขอแช่แข็งค่าจ้างขั้นต่ำ ไปอีก 3ปีแต่ถึงแม้ว่าค่าจ้างขั้นต่ำไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่ค่าจ้างของแรงงานก็ยังเพิ่มอยู่ดีตามการขึ้นค่าจ้างประจำปี เช่น/p pจากข้อมูลการสำรวจการมีงานทำของประชากรไตรมาส 3 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่าค่าจ้างเฉลี่ยจะยังคงเพิ่มขึ้นทุกปี โดยเฉพาะช่วงปี 2556 ถึง 2557 เพิ่มขึ้นถึง 11.5% สำหรับแรงงานโดยทุกกลุ่มอายุขณะที่แรงงานวัย 20-24 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานทำงานได้ไม่นาน เงินเดือนเพิ่มขึ้น 9.7%เช่นกัน สาเหตุที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างสูงทั้งแรงงานโดยรวมและแรงงานใหม่ ก็เนื่องจากสถานประกอบการจำนวนมากยังขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำให้แรงงานแรกเข้ายังไม่ครบ จึงทยอยปรับขึ้นค่าจ้างค่อนข้างมาก/p pอย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาค่าจ้างเฉลี่ยของปี 2557 ถึง 2558 หลังสิ้นสุดข้อตกลงแช่แข็งค่าจ้างขั้นต่ำจะพบว่าค่าจ้างกลับมาสะท้อนความเป็นจริงของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผลก็คือ ในภาพรวมทุกอายุค่าจ้างเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเพียง 1.7% และกลุ่มแรงงานใหม่อายุ 20-24 ปี เพิ่มขึ้นเพียง 0.7% เท่านั้น แต่ถ้าพิจารณาจากกลุ่มอายุ 15-19 ปี บางส่วนยังทำงานไม่เต็มที่ตามกฎหมาย ทำให้ค่าจ้างรายวันเฉลี่ยยังต่ำกว่า 300 บาท เนื่องจากใช้เงินเดือนหารด้วย 26 วันเหมือนกับกลุ่มอายุอื่นๆ/p pสิ่งที่พอจะเห็นได้จากข้อมูลชุดนี้คือ ค่าจ้างปี 2556-57 ยังเพิ่มขึ้นถึง 8.3% เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับกลุ่มอายุอื่นๆ แม้แต่ปี 2557-58 อัตราเงินเดือนเพิ่มขึ้นเพียง 0.3% เท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามกติกาเดิมคือ จะไม่ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำจนกว่าจะถึงปี 2559 อย่างไรก็ตาม วันแรงงานปี 2558 จนถึงปลายปี 2558 กลุ่มตัวแทนสหภาพทางเลือกเคยขอให้ขึ้นค่าจ้างเป็น 360 บาทเท่ากันทั่วประเทศ ตามเงื่อนไขเดิมตั้งแต่ต้นปี 2559 แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากรัฐบาลผ่านคณะกรรมการค่าจ้างแห่งชาติเมื่อต้นปี 2559 ขอให้ชะลอการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับแรงงานแรกเข้า เนื่องจากสาเหตุหลักๆ มาจากสภาพทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะการส่งออกและการขยายตัวของ GDP ยังอยู่ในระดับต่ำ กำลังผลิตด้านอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 60% เศษเท่านั้นเป็นต้น (ดูตารางที่ 1 ประกอบ)/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"strongตารางที่ 1nbsp;nbsp; ค่าจ้างเฉลี่ยของลูกจ้างเอกชน/strong/p table border="1" cellpadding="0" cellspacing="0" tbody tr td colspan="4" pค่าจ้างของลูกจ้างเอกชน/p /td /tr tr td pรวมทุกอายุ/p /td td pบาท/เดือน/p /td td pบาท/วัน/p /td td pY-O-Y (%)/p /td /tr tr td p2556/p /td td p10,539/p /td td p418/p /td td p11.5/p /td /tr tr td p2557/p /td td p11,755/p /td td p452/p /td td p1.7/p /td /tr tr td p2558/p /td td p11,956/p /td td p460/p /td td pnbsp;/p /td /tr tr td colspan="4" pอายุ 20-24 ปี/p /td /tr tr td p2556/p /td td p8,363/p /td td p321/p /td td p-/p /td /tr tr td p2557/p /td td p9,153/p /td td p352/p /td td p9.4/p /td /tr tr td p2558/p /td td p9,221/p /td td p355/p /td td p0.7/p /td /tr tr td colspan="4" pอายุ 15-19 ปี/p /td /tr tr td p2556/p /td td p6,511/p /td td p250/p /td td p-/p /td /tr tr td p2557/p /td td p7,052/p /td td p271/p /td td p8.3/p /td /tr tr td p2558/p /td td p7,075/p /td td p272/p /td td p0.3/p /td /tr /tbody /table pstrongspan style="color:#ff8c00;"ที่มา: NSO การสำรวจการมีงานทำของประชากรไตรมาส3/span/strong/p pอย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 มีข้อเสนอจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมีข้อเสนอต่อรัฐบาล ควรพิจารณาขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 5-7% แต่ให้ขึ้นไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่/p pจากเหตุผลดังกล่าว ผู้เขียนเห็นว่าถึงเวลาที่จะต้องพิจารณากันอย่างจริงจังว่าถึงเวลาที่ต้องขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำหรือยังโดยต้องพิจารณาปัจจัยด้านบวกและด้านลบให้รอบคอบก่อนจะพิจารณาขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอีกครั้ง ดังนี้/p pnbsp;/p table border="1" cellpadding="0" cellspacing="0" tbody tr td p style="text-align: center;"strongปัจจัยด้านบวก/strong/p /td td p style="text-align: center;"strongปัจจัยด้านลบ/strong/p /td /tr tr td p1. แรงงานมีเงินจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น กระตุ้นการบริโภคลูกจ้างเอกชน (เป็นไปตามสัญญาที่ทางราชการรับปากว่าจะรับพิจารณาเมื่อครบ 3 ปี)อาจจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมถ้านายจ้างรับได้/p /td td rowspan="2" p1. เป็นภาระของนายจ้างถึงแม้แรงงานแรกเข้าอาจจะยังไม่มากเนื่องจากการผลิตชะลอตัว แต่จะมีผลกระทบต่อต้นทุนค่าแรงงานของแรงงานเดิมพอควรที่ต้องขึ้นหนีไปด้วย/p p- กระทบความสามารถในการแข่งขันของนายจ้างที่อยู่ในธุรกิจส่งออกซึ่งขีดความสามารถค่อนข้างต่ำ/p p- กระทบ microenterprisesซึ่งยังปรับตัวไม่ได้บางส่วนยังมีอยู่อาจจะต้องปิดกิจการ/p /td /tr tr td p2. อัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำจนถึงติดลบการขึ้นค่าจ้างจึงไม่กระทบเงินเฟ้อ/p /td /tr tr td p3. ชดเชยค่าครองชีพ ซึ่งน่าจะเพิ่มขึ้นทุกปี ถึงแม้ว่าค่าจ้างขั้นต่ำถูก แช่แข็งอยู่ถึง 3 ปี (ประเด็นอยู่ที่ว่าค่าจ้างขึ้นเฉลี่ย 19% ในปี 2556 ประมาณ20% ใน 2557 และ 9.4% ในปี 2558 ได้ชดเชยค่าจ้างที่เคยตาม productivity ไม่ทัน ในช่วงก่อนที่จะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทไปหรือยัง คำตอบ น่าจะชดเชยไปแล้วและยังเผื่อการแช่แข็งค่าจ้าง 2-3 ปีที่ผ่านมาไปแล้วอีกด้วย/p /td td p2. ราคาสินค้าอุปโภค/บริโภค ที่อยู่นอกข่ายควบคุมของรัฐอาจจะเพิ่มมากขึ้น(เพียงได้ข่าวว่าจะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ)และไม่มีใครจะแก้ปัญหาการฉวยโอกาสนี้ได้จนถึงทุกวันนี้/p pnbsp;/p /td /tr tr td p4. อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำคงเดือดร้อนไม่มากถ้าจะขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ/p /td td p3. อาจจะมีผลส่งต่อไปถึงพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ถ้าขึ้นค่าจ้างเท่ากันทุกจังหวัด/p /td /tr tr td pnbsp;/p /td td p4. เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงถดถอยกำลังจะฟื้นตัวให้เวลาอีกหน่อยก็น่าจะเกิดผลดีในระยะยาว/p /td /tr tr td pnbsp;/p /td td p5. เราช่วยคนที่เป็นแรงงานในระบบ 9 ล้านคน แต่ผลกระทบไปถึงแรงงานนอกระบบจำนวนมากกว่า 20 ล้านคน ต้องพลอยรับกรรมกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นตามไปด้วย/p /td /tr tr td pnbsp;/p /td td p6. ผู้ประกอบการที่แข็งแรงขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำมากๆอาจจะเป็นการเร่งให้มีการย้ายฐานการผลิตเร็วขึ้น/p /td /tr /tbody /table pnbsp;/p pกล่าวโดยสรุปก็คือ เมื่อพิจารณาจากข้อดีข้อเสียข้างต้นก็พอจะตัดสินใจได้ว่า/p p1.nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; สำหรับปี 2559เห็นด้วยบางส่วนกับข้อเสนอของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยที่จะให้ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำประมาณ 5-7% แต่ไม่ขึ้นทั่วประเทศ กล่าวคือเห็นด้วยกับการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำแต่ผู้เขียนต้องการให้ขึ้นเพียง 7 จังหวัดที่เคยขึ้นไปเมื่อกลางปี 2555 ก่อนเช่น 15 บาท แล้วอาศัยข้อมูลของการสำรวจของสำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน (คณะกรรมการค่าจ้าง) พิจารณาขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในจังหวัดที่มีค่าครองชีพสูง เช่น จังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวของต่างชาติมากๆ นอกเหนือจาก “ภูเก็ต” เช่น พัทยา (ชลบุรี) และเชียงใหม่ เป็นต้นให้มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำตามค่าครองชีพได้แต่ต้องปรึกษาคณะกรรมการค่าจ้างจังหวัดด้วย/p p2.nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; สำหรับปี 2560 คณะกรรมการค่าจ้างก็พิจารณาขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำไปเลยโดยอัตโนมัติจากฐานค่าจ้างเดิมของปี 2559 เช่นจังหวัดมุกดาหารมีดัชนีค่าครองชีพ 3% จากฐาน 300 บาทค่าจ้างขั้นต่ำปี 2560 ก็คือ 309 บาท/p p3.nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; สถานประกอบการตั้งแต่ ขนาดกลางและใหญ่ทุกแห่งกฎหมายต้องบังคับให้มีโครงสร้างค่าจ้างตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นไปเพื่อมิให้สถานประกอบการเอาเปรียบลูกจ้างโดยอาศัยค่าจ้างขั้นต่ำเป็นบรรทัดฐานในการขึ้นค่าจ้างประจำปี/p pข้อเสนอที่กล่าวมามีเจตนารมณ์แต่เพียงต้องการให้พิจารณาปัจจัยแวดล้อมตามกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำให้ครบถ้วนรอบคอบทุกคนทราบดีว่าค่าจ้างขั้นต่ำอยู่บนพื้นฐานของไตรภาคีซึ่งถ้าไม่มีการเมืองเข้ามาแทรกทุกฝ่ายเจรจาอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่เชื่อถือได้เหมือนกันเคารพในศักดิ์ศรีซึ่งกันและกันรับรองได้ว่าปี 2559 ตกลงเรื่องค่าจ้างขั้นต่ำได้แน่นอน/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/On5nHphO3D4" height="1" width="1" alt=""/

องค์กรระหว่างประเทศเรียกร้องปล่อยตัว 'สมยศ พฤกษาเกษมสุข' หลังครบรอบ 5 ปีที่ถูกจับกุม

Sat, 30/04/2016 - 13:30
divองค์กรระหว่างประเทศประณามการควบคุมตัวอย่างต่อเนื่องและโดยพลการที่กระทำต่อนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และเรียกร้องทางการไทยให้ปล่อยตัวเขาโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข หลังครบรอบ 5 ปีที่ถูกจับกุม/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8020/7345315232_6958e66896_o_d.png" style="width: 550px; height: 455px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongสมยศ พฤกษาเกษมสุข (แฟ้มภาพประชาไท)/strong/span/div divnbsp;/div divในโอกาสวันครบรอบห้าปีการจับกุมนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข องค์กรระหว่างประเทศตามรายชื่อแนบท้ายขอประณามการควบคุมตัวอย่างต่อเนื่องและโดยพลการที่กระทำต่อนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และเรียกร้องทางการไทยให้ปล่อยตัวเขาโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข/div divnbsp;/div divปัจจุบัน นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อายุ 54 ปี ถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ โดยอยู่ระหว่างโทษจำคุก 10 ปีภายหลังศาลตัดสินว่า เขามีความผิดในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ของไทยที่บัญญัติว่า “ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึง 15 ปี” ทั้งนี้โดยรวมถึงโทษจำคุกอีกหนึ่งปีในข้อหาหมิ่นประมาท แต่ก่อนหน้านี้มีการรอลงอาญาไว้/div divnbsp;/div divหน่วยงานกำกับดูแลด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติหลายแห่งได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการควบคุมตัวนายสมยศ คณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยการควบคุมตัวโดยพลการ (UN Working Group on Arbitrary Detention - WGAD) ยืนยันในความเห็นที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2555 ว่า การควบคุมตัวนายสมยศเป็นการกระทำโดยพลการ คณะทำงานฯ ยังเรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัวและให้ชดเชยค่าเสียหายแก่นายสมยศด้วย/div divnbsp;/div divนายสมยศเป็นอดีตนักกิจกรรมด้านสิทธิแรงงานและบรรณาธิการนิตยสาร เขาถูกจับกุมเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2554 ห้าวันหลังจากที่เขาเริ่มการรณรงค์เพื่อรวบรวม 10,000 รายชื่อ เพื่อเสนอให้รัฐสภาพิจารณาแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ต่อมาในวันที่ 23 มกราคม 2556 ศาลอาญากรุงเทพพิพากษาลงโทษให้จำคุกเขาเป็นระยะเวลา 10 ปีในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพโดยแยกเป็นสองกระทง ทั้งนี้ เป็นผลจากการที่นายสมยศอนุญาตให้ตีพิมพ์บทความล้อเลียนสองชิ้นในนิตยสาร Voice of Taksin ซึ่งเขาเป็นบรรณาธิการในขณะนั้น แต่บุคคลอื่นเป็นผู้เขียนบทความดังกล่าว ซึ่งทางการไทยเห็นว่าเป็นการหมิ่นพระเกียรติองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2557 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำสั่งของศาลอาญากรุงเทพให้ลงโทษนายสมยศในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โดยก่อนหน้านั้นศาลอุทธรณ์ไม่ได้แจ้งให้นายสมยศ ทนายความและครอบครัวทราบถึงกำหนดนัดหมายว่าจะมีการอ่านคำพิพากษา เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2557 นายสมยศยื่นคำร้องขออุทธรณ์คดีต่อศาลฎีกา/div divnbsp;/div divการตัดสินลงโทษและการควบคุมตัวนายสมยศ ไม่สอดคล้องกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศของไทยซึ่งเป็นรัฐภาคี ในข้อ 19 ของกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights - ICCPR) ได้กำหนดให้บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก ทั้งนี้รวมถึงสิทธิที่จะมี “เสรีภาพที่จะแสวงหา รับ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความคิดทุกประเภท”/div divnbsp;/div divในความเห็นอย่างเป็นทางการต่อกติกาข้อ 19 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Committee) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลการปฏิบัติตามข้อบทของกติกา ICCPR ของรัฐภาคีต่างๆ ยืนยันว่า “บุคคลสาธารณะทั้งปวง รวมทั้งบุคคลที่มีอำนาจทางการเมืองสูงสุดอย่างเช่นประมุขของรัฐและผู้นำรัฐบาล ต่างเป็นบุคคลที่ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์และถูกค้านทางการเมืองได้อย่างชอบธรรม” คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนยังแสดงความกังวลเป็นการเฉพาะเกี่ยวกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และระบุว่า “การคุมขังไม่ใช่โทษที่เหมาะสม” สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท/div divnbsp;/div divในวันที่ 23 กันยายน 2557 สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Office of the High Commissioner for Human Rights - OHCHR) แสดงความผิดหวังต่อคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ซึ่งพิพากษายืนให้นายสมยศมีความผิด ต่อมาในวันที่ 11 สิงหาคม 2558 สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติได้กระตุ้นให้รัฐบาลไทยแก้ไขกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่มีเนื้อหา “กำกวมและกว้างเกินไป" เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ยังเรียกร้องให้ปล่อยตัวบุคคลที่ถูกคุมขังเพียงเพราะใช้สิทธิที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออกโดยทันที/div divnbsp;/div divทางองค์กรที่ร่วมลงชื่อแนบท้ายยังประณามข้อบกพร่องและความล่าช้าของกระบวนการยุติธรรมที่มีต่อนายสมยศ และการที่ศาลปฏิเสธไม่ให้ประกันตัวเขา ที่ผ่านมานายสมยศยื่นคำร้องขอประกันตัวถึง 16 ครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ รวมถึงการยื่นขอประกันตัวครั้งสุดท้ายเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2557/div divnbsp;/div divนายสมยศเป็นหนึ่งในจำเลยเพียงไม่กี่คนในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งตัดสินใจอุทธรณ์คำตัดสินจนถึงศาลฎีกา นายสมยศยืนยันว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์และไม่รับสารภาพตามข้อกล่าวหา ทั้งนี้เนื่องจากคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทยมีอัตราโทษสูงมาก จำเลยส่วนใหญ่จึงเลือกที่จะรับสารภาพเพื่อให้ได้รับโทษจำคุกลดลง และเพื่อให้สามารถยื่นคำร้องขอพระราชทานอภัยโทษได้/div divnbsp;/div divองค์กรที่ร่วมลงชื่อในที่นี้เรียกร้องรัฐบาลไทยให้ยุติการคุกคามนายสมยศโดยทันที และให้ปล่อยตัวเขากลับไปอยู่กับภรรยาและครอบครัว นอกจากนี้ ทางองค์กรในที่นี้ยังเรียกร้องรัฐบาลไทยให้จ่ายค่าชดเชยอย่างเหมาะสมให้กับนายสมยศ และให้เขาได้รับการเยียวยาอย่างเป็นผลเนื่องจากการควบคุมตัวโดยพลการครั้งนี้/div divnbsp;/div divลงนามโดย:/div divnbsp;/div div1. Amnesty International/div div2. Article 19/div div3. ASEAN Parliamentarians for Human Rights/div div4. Asian Forum for Human Rights and Development (FORUM-ASIA)/div div5. Civil Rights Defenders/div div6. Clean Clothes Campaign/div div7. Committee to Protect Journalists/div div8. FIDH - International Federation for Human Rights/div div9. Fortify Rights/div div10. Front Line Defenders/div div11. Human Rights Watch/div div12. International Commission of Jurists (ICJ)/div div13. Lawyers’ Rights Watch Canada/div div14. PEN International/div div15. Reporters SansFrontières / Reporters Without Borders/div div16. World Organization Against Torture (OMCT)/div divnbsp;/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/BXC_pyMn9-o" height="1" width="1" alt=""/

กรุงเทพโพลล์ระบุแรงงานส่วนใหญ่เห็นด้วยขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ

Sat, 30/04/2016 - 13:07
divกรุงเทพโพลล์ระบุแรงงานส่วนใหญ่เห็นด้วยหากมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ชี้ผ่าน 3 ปีค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทไม่ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ส่วนใหญ่จากบ้านเกิดเพราะมีงานให้เลือกทำน้อย/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm2.staticflickr.com/1513/26117096014_3966a13543_o_d.jpg" style="width: 550px; height: 906px;" //div divnbsp;/div div30 เม.ย. 2559 เนื่องในวันที่ 1 พฤษภาคมที่จะถึงนี้เป็นวันแรงงานแห่งชาติ กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ จึงได้ดำเนินการสำรวจความคิดเห็น เรื่อง “ผ่าน 3 ปี นโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ชีวิตแรงงานวันนี้เป็นอย่างไร” โดยเก็บข้อมูลจากแรงงานที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวนทั้งสิ้น 1,127 คน เมื่อวันที่ 25 - 28 nbsp;เมษายนที่ผ่านมา พบว่าnbsp;/div divnbsp;/div divผู้ใช้แรงงานส่วนใหญ่ร้อยละ 73.6 ไม่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ขณะที่ร้อยละ 26.4 มีภูมิลำเนาอยู่ ทั้งนี้เมื่อถามถึงสาเหตุที่ผู้ใช้แรงงานไม่ทำงานในภูมิลำเนาที่เกิดพบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 63.3 ระบุว่ามีงานให้เลือกน้อย รองลงมาร้อยละ 31.3 ระบุว่า ในกทม. และปริมณฑลมีสวัสดิการดีกว่า และร้อยละ 29.7 ระบุว่า มีการเปิดรับคนเข้าทำงานน้อยกว่าnbsp;/div divnbsp;/div divสำหรับความกังวล กับสถานการณ์การแย่งงานจากแรงงานต่างด้าว หลังเปิดประชาคมอาเซียนในปีนี้พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 65.7 ไม่กังวล เพราะแรงงานไทยมีทักษะฝีมือที่ดีกว่า ขณะที่ร้อยละ 34.3 nbsp;กังวล เพราะแรงงานต่างด้าวสู้งาน และอดทนทำงานได้ดีกว่า nbsp;nbsp;/div divnbsp;/div divเมื่อถามความเห็นว่าหลังจากไม่มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเลยเป็นระยะเวลา 3 ปี nbsp;ควรมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำหรือไม่ ส่วนใหญ่ร้อยละ 89.3 เห็นว่าควรขึ้น โดยในจำนวนนี้ ร้อยละ 79.6 อยากให้ขึ้นทั่วประเทศ ส่วนร้อยละ 9.7 อยากให้ขึ้นเฉพาะบางพื้นที่ เช่น พื้นที่เศรษฐกิจ กรุงเทพฯ ปริมณฑล ขณะที่ร้อยละ 10.7 เห็นว่าไม่ควรขึ้นเพราะเศรษฐกิจยังไม่ดี จะทำให้ข้าวของแพงขึ้นค่าครองชีพสูงขึ้น/div divnbsp;/div divเมื่อถามต่อว่ากังวลมากน้อยเพียงใดต่อความเสี่ยงที่จะตกงาน หากมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมากกว่า 300 บาท ส่วนใหญ่ร้อยละ 67.0 nbsp;กังวลค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด ขณะที่ร้อยละ 33.0 กังวลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด/div divnbsp;/div divสุดท้ายเมื่อถามว่าหลังจากได้รับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นอย่างไร ส่วนใหญ่ร้อยละ 50.5 มีชีวิตความเป็นอยู่เหมือนเดิม (เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจปี 2556 ร้อยละ 4.6) ขณะที่ร้อยละ 30.6 มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น (ลดลงร้อยละ 13.6) ส่วนร้อยละ 18.9 มีชีวิตความเป็นอยู่แย่ลง (เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.0)/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/jAMptP3MJqo" height="1" width="1" alt=""/

ประธานพูโลยอมรับการพูดคุยสันติสุขอยู่ในขั้นเริ่มต้นมากๆ - หลังฝ่ายไทยยังไม่รับ TOR

Sat, 30/04/2016 - 02:55
pกัสตูรี มะโกตา ประธานพูโล ออกแถลงการณ์เปิดเผยว่าการพูดคุยล่าสุดกับรัฐบาลไทยเมื่อ 27 เม.ย. ไม่มีความคืบหน้า หลังฝ่ายไทยไม่ให้คำตอบเรื่อง TOR หรือกรอบกติกาการพูดคุย เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรียังไม่อนุมัติ โดยเขาระบุว่าหากผ่านเรื่อง TOR แล้ว จึงจะเริ่มพูดคุยในประเด็นหัวข้ออื่นเพื่อหาทางออกทางการเมือง/p p!--break--!--break--/p p30 เม.ย. 2559 กรณีที่อาบูฮาฟิส อัล ฮากีม แห่งกลุ่มมารา ปาตานี เปิดเผยเมื่อ28 เม.ย. ถึงผลการประชุมร่วมกับทีมพูดคุยสันติสุขฝ่ายไทยเมื่อ 27 เม.ย. ว่า การพบปะกันหนนี้ที่ประชุมยังไม่ได้ตกลงเรื่องใดเป็นพิเศษ และไม่มีการร่วมลงนามในเอกสาร Term of reference (TOR) หรือกติกาการพูดคุยอย่างที่คาดกันไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งนี้เนื่องจากฝ่ายไทยยังไม่พร้อมที่จะลงนาม โดยทีมไทยแจ้งกับที่ประชุมว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรียังไม่ได้ลงนามในเอกสารดังกล่าวซึ่งผ่านการร่วมร่างระหว่างตัวแทนของกลุ่มมารา ปาตานี กับคณะพูดคุยฝ่ายไทย และฝ่ายมารา ปาตานี ได้ให้ความเห็นชอบไปเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้ว a href="http://prachatai.org/journal/2016/04/65532"(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)/a/p pต่อเรื่องนี้ กัสตูรี มะโกตา ประธานองค์กรปลดปล่อยสหปาตานี หรือ กลุ่มพูโล (PULO) หนึ่งในคณะเจรจาของมารา ปาตานี ได้ออกแถลงการณ์เป็นภาษามลายูภายหลังการพูดคุยระหว่างรัฐบาลไทยและมารา ปาตานีเมื่อ 27 เมษายน โดยประชาไทแปลเป็นภาษาไทยจากฉบับแปลภาษาอังกฤษของนักวิชาการชาวญี่ปุ่น ฮารา ชินทาโร/p pโดยในแถลงการณ์ กัสตูรี มะโกตา ระบุว่า "การพูดคุยเมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา เป็นการเจรจารอบที่ 4 ระหว่างรัฐบาลไทย และมารา ปาตานี ซึ่งต่อเนื่องจากการประชุมคราวก่อน แต่ไม่ประสบผลอันใด/p pการพูดคุยเจรจาระหว่างรัฐบาลไทย และมารา ปาตานี ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น ประเด็นที่มีความสำคัญยังไม่มีการพูดถึง มันเหมือนกับเรากำลังพูดถึงเงื่อนไขของการละหมาด และเรายังไม่เข้าสู่แท่นเพื่อละหมาดด้วยซ้ำ สิ่งที่พูดคุยกันในการเจรจายังเป็นเรื่องพื้นฐาน/p pการพูดคุยก่อนหน้านี้ คณะเจรจาของรัฐบาลไทยนำโดย พล.ท.นักรบ บุญบัวทอง และคณะของมารา ปาตานี นำโดยสุกรี ฮารี มีการเจรจาเรื่องของขอบเขตการเจรจา หรือ TOR โดยเป็นการพูดคุยในระดับคณะทำงาน และทางออกหลังการพูดคุยควรจะนำไปสู่การหารือในระดับที่สูงกว่าคือการเจรจาในวันที่ 27 เมษายน แต่สิ่งที่ถูกหารือในการพูดคุยก่อนหน้านี้ ไม่ได้รับการรับรองในการพูดคุยครั้งล่าสุดนี้/p pสิ่งที่พวกเขาหารือกันในการประชุมคือสิ่งที่เรียกว่า 'TOR' ซึ่งมีบางหัวข้อที่ได้รับความเห็นชอบ และนอกนั้นก็ไม่ได้รับความเห็นชอบ สิ่งที่เห็นชอบเช่น การให้มาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวกสำหรับกระบวนการเจรจา มาเลเซียเป็นสถานที่เจรจา มาเลเซียควรบันทึกเอกสารในสิ่งที่ได้รับความเห็นชอบ และมาเลเซียควรจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกที่จำเป็น รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการประชุม และจำนวนผู้แทนของคู่เจรจาแต่ละฝ่าย/p pแต่มีหัวข้ออื่นที่ฝ่ายสยามไม่เห็นชอบ เช่น เรื่องแรก การรับรอง มารา ปาตานี ซึ่งสิ่งนี้มีความจำเป็นเพื่อที่รัฐบาลไทยจะไม่เจรจากับกลุ่มอื่นนอกจากมารา ปาตานี ทั้งนี้ มารา ปาตานี กังวลว่ารัฐบาลไทยจะหารือกับคนอื่นมากกว่ามารา ปาตานี เรื่องที่สองก็คือคณะเจรจาของมารา ปาตานี ควรได้รับความคุ้มครอง (immunity) สิ่งนี้มีความจำเป็นเพราะมีเพื่อนเราจำนวนมากถูกจับในขณะที่พวกเขากำลังหารือกับรัฐบาลไทย เช่น ฮัจจี อิสมาอิล ก็เป็นหนึ่งในนั้น/p pในการพูดคุยเมื่อ 27 เมษายน ฝ่ายไทยได้ขอเลื่อนการให้คำตอบ เนื่องจากพวกเขายังไม่ได้รับการรับรองจากนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา/p pแต่จุดยืนของมารา ปาตานี ชัดเจนว่า ตราบที่ข้อเรียกร้องของมารา ปาตานี 3 ข้อ ยังไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลไทย (หมายถึง 1.กำหนดให้การพูดคุยเพื่อสันติสุขเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องแม้เปลี่ยนรัฐบาล nbsp;2.ยอมรับองค์กร มารา ปาตานี ว่าไม่ใช่กลุ่มที่มีความเห็นต่างจากรัฐ และเป็นองค์กรที่อยู่บนโต๊ะเจรจา 3.ให้การคุ้มครองทางกฎหมายกับคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขของ มารา ปาตานี จำนวน 15 คน เพื่อให้สามารถเดินหน้าการพูดคุยอย่างเป็นรูปธรรม) จะไม่มีการเจรจาในเรื่องอื่น/p pด้วยเหตุนี้ เราจึงอยู่ในขั้นเริ่มต้นมากๆ เรายังไม่ได้ไปสู่ขั้นตอนที่จะตัดสินใจว่าเราจะเจรจาภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญไทยหรือไม่ นั่นก็เป็นกฎหนึ่ง แต่เรายังไม่ไปถึงขั้นนั้น เรามีความจำเป็นต้องตัดสินใจในเรื่องกฎพื้นฐานอย่าง TOR หลังจากนั้นเราถึงจะตัดสินใจในกฎสำหรับการพูดคุยในอนาคต อย่างเช่น สิ่งใดบ้างที่เราจะพูดถึง และสิ่งใดบ้างที่จะขยายความ แต่เรายังอยู่ห่างไกลจากสิ่งนี้มาก ดังนั้น หลังจากขอบเขตการเจรจาหรือ TOR ได้รับความเห็นชอบ หลังจากนั้นเราจึงจะพูดคุยถึงทางออกทางการเมืองต่อความขัดแย้งนี้/p pผมขอเรียกร้องต่อพวกท่านว่าอย่าเพิ่งอยู่ในความรีบเร่ง และให้ความไว้วางใจของพวกท่านมายังเพื่อนของเราในมารา ปาตานี หากเราสามารถดำเนินการเจรจาต่อไปได้ พวกเราก็จะไม่ทำให้พวกท่านผิดหวัง" แถลงการณ์ของกัสตูรี ระบุ/p pอนึ่ง มีคำชี้แจงของ พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ ด้วย โดย พล.ท.อักษรา กล่าวว่า กระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงดำเนินการต่อไป และยังคงอยู่ในกรอบนโยบายของนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในระยะของการสร้างความไว้วางใจที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ และไม่ได้หยุดชะงักแบบที่สื่อมวลชนบางสำนักและนักวิเคราะห์บางคนเข้าใจ/p pส่วน พล.ท.นักรบ บุญบัวทอง เลขานุการคณะพูดคุย ได้รับพระราชทานยศสูงขึ้น และปรับย้ายตามวาระ ทั้งนี้หัวหน้าคณะพูดคุยก็ได้รับการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีเช่นเดียวกับผู้แทนส่วนราชการอื่น ๆ ที่ส่งมาร่วมเป็นคณะพูดคุยรวม 8 หน่วยงาน และในห้วงนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนตามวาระกันหลายคน ที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการพูดคุยฯ ยังคงเดินหน้าต่อไปตามปกติ และเมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมาคณะได้เดินทางไปประเทศมาเลเซียเพื่อทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้เห็นต่าง หรือ Party B แล้ว โดยตนได้ฝากความปรารถนาดีของนายกรัฐมนตรี และขอบคุณที่ทุกฝ่ายยังคงร่วมกันพูดคุยเพื่อแสวงหาทางออกจากความขัดแย้ง ให้เกิดความสันติสุขในพื้นที่ต่อไป a href="http://prachatai.org/journal/2016/04/65532"(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)/a/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/04/65532" target="_blank"พล.อ.อักษรา ยันกระบวนการพูดคุยสันติสุขยังคงดำเนินการต่อไป/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/BflzUBnosoA" height="1" width="1" alt=""/

รายงาน: ‘เลือกตั้งในสถานประกอบการ’ ทางออกเสียงแรงงานย้ายถิ่นไม่สูญหาย

Sat, 30/04/2016 - 01:47
!--break--!--break-- pbr /นับตั้งแต่มีการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมในประเทศไทย ตามมาด้วยการอพยพย้ายถิ่นของแรงงานจากภาคการเกษตรจากต่างจังหวัด เพื่อเข้ามาหางานทำในเขตเมืองอุตสาหกรรม ซึ่งโดยส่วนมากตั้งอยู่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ในห้วงเวลาที่มีการจัดการเลือกตั้ง ภาพที่พบเห็นจนชินตาคือภาพการเดินทางกลับถิ่นฐานของแรงงานอพยพจากต่างจังหวัดจำนวนมากเพื่อกลับไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในภูมิลำเนาตามทะเบียนบ้านที่แต่ละคนมีชื่อสังกัดอยู่/p pปัจจุบัน ในความเป็นจริงแรงงานผลัดถิ่นจำนวนมากใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตพวกเขาอยู่ภายในบริเวณสถานประกอบการมากกว่าในภูมิลำเนาที่แท้จริงของตน การที่ต้องเดินทางกลับไปเลือกตั้งตามภูมิลำเนาเดิมจึงได้ไม่ได้สะท้อนความเป็นตัวแทนของพื้นที่อย่างแท้จริง และทำให้การแก้ปัญหา การจัดสรรงบประมาณลงพื้นที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริง ทั้งการเสนอข้อเรียกร้องเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาก็เป็นไปได้ยาก จึงมีกลุ่มขบวนการแรงงานหลายกลุ่มพยายามเสนอแนวคิด ‘เลือกตั้งในสถานประกอบการ’ โดยเป็นแนวคิดที่ให้แรงงานเหล่านี้สามารถลงคะแนนเสียงเลือกผู้แทนในเขตของสถานประกอบการได้ เพื่อทำให้คะแนนเสียงเหล่านั้นยึดโยงกับชีวิตแรงงานมากขึ้น โดยจะทำให้แรงงานสามารถมีข้อเรียกร้องต่อผู้แทนในพื้นที่นั้นๆ และสามารถผลักดันให้แก้ไขปัญหาในชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาได้/p h3ปัญหาการเข้าถึงการมีส่วนรวมทางการเมืองของแรงงานย้ายถิ่น/h3 pสถานะทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้แรงงานย้ายถิ่นไม่สามารถมีทะเบียนบ้านในพื้นที่ที่ตนทำงานอยู่ได้ เนื่องด้วยที่อยู่อาศัยในเมืองใหญ่ราคาสูง แรงงานส่วนใหญ่ต้องพักอาศัยอยู่ตามหอพักหรือบ้านพักต่างๆ แทน อีกทั้งยังติดปัญหาระบบทะเบียนที่ไม่รองรับให้แรงงานสามารถเข้ามาสังกัดทะเบียนบ้านในสถานประกอบการได้ ซึ่งแตกต่างจากอาชีพอื่นๆ เช่น ทหารที่จะถูกโอนทะเบียนเข้ามายังหน่วยที่ทหารนายนั้นสังกัดอยู่/p pถึงแม้รัฐจะมีระบบทะเบียนบ้านกลางที่เปิดให้ประชาชนโอนทะเบียนเข้ามาอยู่ในสังกัดในที่ว่าการจังหวัดหรืออำเภอได้ แต่การนำชื่อเข้าไปสังกัดในระบบทะเบียนบ้านกลางจะไม่ถูกบรรจุเข้าไปในบัญชีผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง อีกทั้งทัศนคติที่ยึดโยงตัวเองกับชนบทและมองว่าจะอาศัยอยู่ในเมืองเพียงชั่วคราวก็เป็นอีกแรงผลักหนึ่งที่ทำให้แรงงานจำนวนมากไม่ต้องการย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาในเขตที่ตนทำงานอยู่/p pสดศรี สัตยธรรม อดีตกรรมการการเลือกตั้ง มองว่าควรจะต้องมีการแก้ไขระเบียบข้อปฏิบัติให้แรงงานสามารถย้ายภูมิลำเนาเข้ามาสังกัดทะเบียนบ้านในสถานประกอบได้ ไปจนถึงผลักดันให้มีการบรรจุสิทธิเลือกตั้งในสถานประกอบการลงไปในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรและการได้มาของสมาชิกวุฒิสภา/p p“ถ้ากฎหมายนี้ออกมาจะมีการตั้งพรรคเกี่ยวกับผู้ใช้แรงงานโดยตรงมากขึ้น ในตอนนี้ยังไม่มีหน่วยงานหรือนักการเมืองคนไทยสนใจผลักดันเรื่องนี้ ถ้ามันจะเกิดได้จริงก็คงจะมาจากการเรียกร้องของผู้ใช้แรงงานเองเท่านั้น”/p h3อุตสาหกรรมขยาย เกิดการเคลื่อนย้ายแรงงานมากขึ้น/h3 pทำไมสิทธิเลือกตั้งในสถานประกอบการจึงมีความสำคัญ นั่นก็เพราะว่านอกจากมันจะส่งผลให้เกิดการต่อรองของแรงงานแล้ว ยังเป็นการทำให้สิทธิทางการเมืองของประชาชนจำนวนมากถูกเคลื่อนย้าย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของการเมืองในเชิงพื้นที่ ทำให้พรรคการเมืองต้องปรับเปลี่ยนวิธีการหาเสียงให้สอดคล้องกับการลงคะแนนเสียงที่เปลี่ยนไป ซึ่งจะตอบโจทย์รูปแบบการอพยพเคลื่อนย้ายแรงงานที่กำลังดำรงอยู่/p pท่ามกลางกระแสการพัฒนาประเทศที่มีทิศทางเน้นไปทางภาคอุสาหกรรม ทำให้ภาคเกษตรของไทยหดตัวเล็กลง ตามมาด้วยการเคลื่อนย้ายของแรงงานในภาคการเกษตรมาสู่ภาคอุสาหกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ข้อมูลจากรายงาน ‘ประชากรแฝงจากการสำรวจสำมะโนประชากร’ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2553 ซึ่งสำรวรจกันทุกๆ สิบปี เผยว่ามีประชากรที่เข้ามาอาศัยอยู่โดยไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนของกรุงเทพมหานคร (ประชากรแฝง) จำนวนถึง 3,061,583 คน (เฉพาะคนไทย) ซึ่งคิดร้อยละ 36.3 จากจำนวนประชากรในกรุงเทพมหานครทั้งหมด 8,302,901 คน/p pษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี จากวิทยาลัยสหวิทยาการมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองจากทิศทางการพัฒนาประเทศดังกล่าวว่า มีแนวโน้มจะทำให้เกิดเมืองอุตสาหกรรมในลักษณะเดียวกับจังหวัดปทุมธานีหรือสมุทรปราการกระจายออกไปทั่วประเทศไทย เนื่องจากตัวเมืองกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่เคยเป็นเมืองอุตสาหกรรมหลักของประเทศจะไม่สามารถรองรับการขยายตัวของอุสาหกรรมได้อีก เห็นได้จากการที่รัฐบาลในปัจจุบันต้องการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษตามจังหวัดต่างๆ เพื่อรองรับการขยายตัวของอุสาหกรรมnbsp;/p pตัวเลขจากกรมโรงงานอุตสาหรรม ระบุว่าจำนวนแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับการจดทะเบียนในกรุงเทพมหานครมีประมาณ 549,182 คน หากเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 กำหนดให้มีผู้แทนราษฎรในระบบแบ่งเขตจำนวน 400 คน โดยคิดจากฐานที่ว่าผู้แทนราษฎร 1 คนต่อประชากร 200,000 คน จากสัดส่วนดังกล่าวแรงงานเหล่านี้ในกรุงเทพมหานครสามารถจะมีตัวแทนราษฎรอย่างน้อย 2 คน/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1637/26443250130_6238462295.jpg" style="width: 320px; height: 500px;" //p h3เปลี่ยนการเมืองแบบ ‘ผูกติดพื้นที่’ สู่ ‘นโยบายสาธารณะ’/h3 pจากสถานการณ์การอพยพย้ายถิ่นของประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ปัจจุบัน การมีสิทธิเลือกตั้งในสถานประกอบการยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการเมืองที่ ‘ผูกติดกับพื้นที่’ ที่ผ่านมาพรรคการเมืองหลายพรรคพัฒนามาจากการเมืองที่ผูกติดกับพื้นที่ โดยใช้ระบบหัวคะแนนเพื่อคุมคะแนนเสียงในแต่ละพื้นที่ ปัจจุบันประชากรมีการเคลื่อนย้ายอยู่ตลอดเวลา ไม่ได้ผูกติดอยู่กับพื้นที่มากดังเก่าอีกต่อไป จึงทำให้ระบบหัวคะแนนแบบเดิมไม่สามารถควบคุมคะแนนเสียงในพื้นที่ได้ การเมืองในระดับพื้นที่จะอยู่กับองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น ขณะที่การเมืองในระดับพรรคการเมืองจะต้องปรับตัวให้เข้ากับชีวิตคนในปัจจุบันให้มากขึ้น/p p“การเมืองในเชิงพื้นที่จะเริ่มไม่ตอบสนองความต้องการของคนได้จริง การหาเสียงของพรรคการเมืองถ้าหากมีการเลือกตั้งในสถานประกอบการจะเป็นการหาเสียงที่พูดถึงนโยบายมากขึ้น เช่น เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ มากกว่านโยบายในเชิงพื้นที่อย่างการสร้างถนน สร้างโรงเรียน ในระยะที่ผ่านมาก็เริ่มมีพรรคการเมืองที่ประสบความสำเร็จกับการใช้นโยบายสาธารณะในการหาเสียง เพราะพรรคการเมืองถ้าไม่ปรับตัวให้เข้ากับชีวิตคนจริงๆ มันก็มีปัญหา” ษัษฐรัมย์ กล่าว/p pษัษฐรัมย์ยังมองว่าท่ามกลางการเคลื่อนย้ายของประชากรจำนวนมากนั้น สิทธิประโยชน์ต่างๆ ก็ควรจะเคลื่อนย้ายตามไปด้วย โดยได้ยกตัวอย่างสิทธิในการรักษาพยาบาลที่ปัจจุบันประชาชนสามารถโอนย้ายสิทธิ์การรักษาพยาบาลต่างๆ เช่น สิทธิ์บัตรทองหรือสิทธิ์ประกันสังคมมายังสถานพยาบาลที่ตนสะดวกได้ การที่แรงงานสามารถโอนย้ายสิทธิทางการเมืองของพวกเขามายังบริเวณที่ตนทำงานอยู่ได้ โดยเฉพาะในเมืองอุสาหกรรมที่มี ‘เศรษฐกิจเข้มข้น’ จะทำให้มีการต่อรองผลประโยชน์ของแรงงานที่เข้มข้นตามไปด้วยและการต่อรองนั้นจะถูกพัฒนาให้เป็นข้อต่อรองที่แหลมคมมากขึ้น/p p“ข้อต่อรองเหล่านั้นก็จะแหลมคมมากขึ้นตามไปด้วย จากที่เคยเป็นการเรียกร้องการพัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐานจะพัฒนาเป็นข้อเรียกร้องเชิงนโยบายสาธารณะ หากการเลือกตั้งในสถานประกอบการเกิดขึ้นจริง ผมว่าจะเป็นแค่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเท่านั้นที่จะเห็นภาพนายทุนที่มีอิทธิพลสามารถคุมคะแนนเสียงของแรงงานได้ แต่ไม่นานเราจะเห็นภาพของตัวแทนสหภาพแรงงานต่างๆ ที่พัฒนาเป็นพรรคที่เสนอตัวว่าเป็นผู้ปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มแรงงาน” ษัษฐรัมย์กล่าว/p h3ผู้ใช้แรงงานเสียงแตก ไร้อำนาจต่อรอง ดันระบบเลือกตั้งใหม่สร้างตัวแทนในสภา/h3 pหลักการเรื่องสิทธิเลือกตั้งในสถานประกอบการถูกหยิบยกขึ้นมาเรียกร้องอย่างจริงจัง ในช่วงปีnbsp; 2550 ในรูปแบบของข้อเรียกร้องของฝ่ายขบวนการแรงงานกลุ่มต่างๆ จนสิทธิเลือกตั้งในสถานประกอบกลายเป็นข้อเรียกที่ถูกนำมาเสนอบ่อยครั้งในการเคลื่อนไหวของขบวนการแรงงานในไทย ล่าสุด ถูกบรรจุเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องของข้อเรียกร้องของสหกรณ์คนงาน Try Arm เนื่องในวันสตรีสากลที่ผ่านมา/p pโดยใจความหลักของสิทธิต้องการให้แรงงานสามารถเลือกที่จะกลับภูมิลำเนาไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งตามทะเบียนบ้านที่สังกัดอยู่หรือสามารถเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตพื้นที่สถานประกอบการที่ตนทำงานอยู่ได้ เพื่อจะทำให้แรงงานสามารถต่อรองกับผู้แทนในพื้นที่ให้แก้ปัญหาของพวกเขาได้โดยตรง ซึ่งในทางปฏิบัติมีการเสนอวิธีการหลายรูปแบบ ทั้งให้มีระบบให้แรงงานสามารถย้ายทะเบียนบ้านเข้ามาสังกัดในในสถานประกอบการได้หรือให้ใช้ที่อยู่ตามสิทธิ์ประกันสังคมในการกำหนดเขตในการใช้สิทธิ์เลือกตั้ง/p pจิตรา คชเดช นักกิจกรรมทางการเมืองและสังคม และผู้ประสานงานกลุ่มสหกรณ์คนงาน TRY ARM หนึ่งในคนที่ร่วมผลักดันประเด็นสิทธิเลือกตั้งในสถานประกอบการร่วมกับกลุ่มสมัชชาผู้ใช้แรงงาน 1550 และในนามกลุ่มสหกรณ์คนงาน TRY ARM มองว่า ความสำคัญของสิทธิเลือกตั้งในสถานประกอบการจะเป็นกลไกที่จะทำให้เสียงของผู้ใช้แรงงานเข้าไปมีพลังในการเมืองระบบรัฐสภาได้ โดยมองจากการที่โรงงานขนาดใหญ่บางแห่งในกรุงเทพมีจำนวนแรงงานกว่า 1 หมื่นคน เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนนิยมสูงสุดในหลายเขต พบว่ามีคะแนนเพียงหลักหมื่นคะแนนเท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคะแนนเสียงจากกลุ่มแรงงานมีนัยสำคัญต่อผลการเลือกตั้ง การมีตัวแทนของแรงงานเข้าไปในสภาจะช่วยให้แรงงานสามารถรวมกลุ่มต่อรองกับรัฐและนำไปสู่การออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของพวกเขาได้/p p“ปัจจุบันพวกเขาไม่สามารถใช้เสียงของเขาต่อรองกับผู้แทนที่เขาเลือกได้เลย ถ้าเกิดเขาถูกเลิกจ้าง ถูกปิดโรงงาน ส.ส. ในพื้นที่ก็ไม่ได้สนใจเพราะคุณไม่ได้เป็นฐานเสียงของเขา ในทางกลับกันถ้าพวกเขาไปเรียกร้องกับ ส.ส. ในภูมิลำเนาของเขาก็ลำบากเพราะเสียงมีน้อย มันไม่ใช่เสียงรวมกลุ่มที่สร้างอำนาจการต่อรองได้ มันกลายเป็นเสียงที่ไม่มีพลัง เพราะเสียงมันถูกแยก มันจึงเป็นปัญหาว่าจะทำยังไงให้แรงงานมีเสียงอย่างแท้จริง” จิตรากล่าว/p h3เชื่อผลักดันยาก ขัดประโยชน์หลายฝ่าย/h3 pสิทธิการเลือกตั้งในสถานประกอบการยังถือว่าเป็นเรื่องใหม่สังคมไทย nbsp;โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาการผลักดันยังจำกัดอยู่เพียงแค่ขบวนการเคลื่อนไหวของแรงงานและเป็นเพียงข้อเสนอขององค์กรแรงงานต่อรัฐบาลแต่ละชุดเท่านั้น ยังไม่มีการพัฒนาไปสู่รูปธรรม/p pจิตรามีความเห็นว่าการผลักดัน สิทธิเลือกตั้งในสถานประกอบการให้บังคับใช้ได้จริง ในปัจจุบันยังมีความเป็นไปได้ยากnbsp; เพราะหากมีการเลือกตั้งในสถานประกอบการจะทำให้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองอย่างมาก การที่แรงงานสามารถมีอำนาจต่อรองได้จะทำให้กลุ่มนายทุนเสียประโยชน์ทั้งยังทำให้รัฐบาลควบคุมแรงงานได้ยาก ส่วนนักการเมืองจำเป็นต้องทำงานกับแรงงานมากขึ้น อีกทั้งบรรยากาศทางการเมืองไทยที่ไม่เป็นประชาธิปไตยก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่เป็นอุปสรรคต้องการผลักดัน/p pวันแรงงาน 1 พฤษภาคมนี้ คงจะเป็นอีกครั้งที่สิทธิเลือกตั้งสถานประกอบการจะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข้อเรียกร้องของขบวนการณ์แรงงาน เหมือนเช่นกับวันแรงงานในทุกๆ ปีที่ผ่านมาnbsp; แต่สิทธิดังกล่าวก็ยังเป็นเพียงข้อเรียกร้องข้อหนึ่งในอีกหลายๆ ข้อเท่านั้น ยิ่งในวันแรงานปีนี้ที่สถานการณ์ทางการเมืองยังไม่เป็นใจ อย่าว่าแต่การมีสิทธิเลือกตั้งในสถานประกอบการเลย ลำพังการเลือกตั้งทั่วไปเองก็ยังไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/e9cUs3Goya8" height="1" width="1" alt=""/

พล.อ.อักษรา ยันกระบวนการพูดคุยสันติสุขยังคงดำเนินการต่อไป

Sat, 30/04/2016 - 01:06
pพูดคุยสันติภาพอืด นายกยังไม่เห็นด้วยกับทีโออwbrาร์ สองฝ่ายยังลงนามไม่ได้ 'มาราปาตานี' เผยไม่มีการแตะเรื่องwbrการสร้างพื้นที่ปลอดภัยnbsp;ประยุทธ์ยันรัฐบาลมีเจตนาต้องการแก้ไขปัญหา ระบุเหตุต้องไปคุยที่ต่างประเทศ เพราะเจรจากับใครไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญตามกฏหมาย/wbr/wbr/p p!--break--!--break--/ppbr /29 เม.ย.2559 จากกรณี เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา a href="https://www.facebook.com/BBCThai/photos/a.1527194487501586.1073741828.1526071940947174/1767180300169669/"บีบีซีไทย/a รายงานว่า อาบูฮาฟิส อัล ฮากีม แห่งกลุ่มมารา ปาตานี เปิดเผยถึงผลการประชุมร่วมกwbrับทีมพูดคุยสันติสุขฝ่ายไทยwbrเมื่อวานนี้ (27 เม.ย.) ว่า การพบปะกันหนนี้ที่ประชุมยัwbrงไม่ได้ตกลงเรื่องใดเป็นพิเwbrศษ และไม่มีการร่วมลงนามในเอกสwbrาร Term of reference (ทีโออาร์) หรือกติกาการพูดคุยอย่างที่wbrคาดกันไว้ก่อนหน้านี้ ทั้งนี้เนื่องจากฝ่ายไทยยังwbrไม่พร้อมที่จะลงนาม โดยทีมไทยแจ้งกับที่ประชุมวwbr่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรียังไม่ได้ลงนามwbrในเอกสารดังกล่าวซึ่งผ่านกาwbrรร่วมร่างระหว่างตัวแทนของกwbrลุ่มมารา ปาตานี กับคณะพูดคุยฝ่ายไทย และฝ่ายมาราฯได้ให้ความเห็นwbrชอบไปเมื่อหนึ่งเดือนที่แล้wbrวbr /br /ก่อนหน้านี้พล.ท.นักรบ บุญบัวทอง อดีตเลขานุการคณะพูดคุยเปิดwbrเผยว่า เอกสารนี้ได้รับความเห็นชอบwbrจากนายกรัฐมนตรีแล้ว และคาดว่าในการประชุมหนนี้ทwbrั้งฝ่ายไทยและมาราฯคงจะเห็นwbrชอบอย่างเป็นทางการและเริ่มwbrพูดคุยในประเด็นที่เป็นสาระwbrสำคัญต่อไป โดยเรื่องที่อยู่ในหัวข้อก็wbrคือเรื่องของการสร้างพื้นทีwbr่เขตปลอดภัยร่วมกันซึ่ง พล.ท.wbrนักรบระบุก่อนหน้านี้ว่า จัดทำรายละเอียดข้อเสนอไว้เwbrรียบร้อยแล้วbr /br /อาบูฮาฟิสกล่าวผ่านเอกสารสรwbrุปความคืบหน้าของการประชุมดwbr้วยว่า ยังไม่ชัดเจนว่า ฝ่ายไทยต้องการจะกลับไปทบทวwbrนร่างทีโออาร์เดิม หรือจะร่างใหม่ หรือว่าจะยกเลิกการพูดคุยทัwbr้งหมด เมื่อไม่มีความคืบหน้าในเรืwbr่องของการให้ความเห็นชอบกับwbrทีโออาร์ ที่ประชุมก็ไม่ได้พูดคุยเรืwbr่องการสร้างพื้นที่ปลอดภัยตwbrามที่ฝ่ายไทยเคยพูดไว้ว่าจะwbrนำเสนอnbsp;br /br /นอกจากนั้นเอกสารสรุปความคืwbrบหน้าผลการประชุมของอาบูฮาฟwbrิสแห่งกลุ่มมารา ปาตานียังกล่าวด้วยถึงกรณีกwbrารปรับย้ายพล.ท.นักรบ ออกจากคwbrณะกรรมการพูดคุยฝ่ายไทยว่า ฝ่ายมาราเองรู้สึกว่า พล.ท.นักรบเป็นเครื่องจักรสำwbrคัญในการขับเคลื่อนการพูดคุwbrย มีความรู้ในเรื่องกระบวนการwbrสันติภาพ เป็นหัวหน้าคณะกรรมการชุดเลwbr็กที่ร่วมยกร่างทีโออาร์ การที่พล.ท.นักรบ ไม่อยู่ในกรwbrะบวนการทำให้รับรู้ได้ถึงผลwbrกระทบ และมารา ปาตานีเห็นว่า ตราบใดที่ไม่มีการรับรองทีโwbrออาร์ กระบวนการไม่อาจข้ามไปถึงขัwbr้นตอนอื่นเช่นไม่สามารถหารืwbrอเรื่องสร้างพื้นที่ปลอดภัยwbrและเรื่องอื่นๆได้ ขณะเดียวกันก็บอกว่า ไม่ว่าฝ่ายไทยมีเหตุผลใดในอwbrันที่ยังไม่พร้อมลงนามในทีโwbrออาร์ มารา ปาตานี ก็ยินดีจะให้เวลาฝ่ายไทยอย่wbrางเต็มที่ และการลงนามในทีโออาร์จะเป็wbrนเครื่องสะท้อนถึงความเต็มใwbrจและยึดมั่นในการดำเนินกระบwbrวนการสันติภาพของฝ่ายไทยbr /nbsp;/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p h3span style="color:#0000cd;"ประยุทธ์ยันรัฐบาลมีเจตนาต้องการแก้ไขปัญหา/span/h3 divขณะที่วันนี้ (29 เม.ย.59) a href="http://www.tnamcot.com/content/457506"สำนักข่าวไทย /aรายงานด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการแก้ปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้และการพูดคุยสันติสุข ว่า อยากฝากเตือนไปยังสื่อบางสำนักที่เขียนวิพากษ์วิจารณ์การแก้ปัญหาดังกล่าว โดยไม่มีความเข้าใจและข้อมูลที่ชัดเจนถึงด้านความมั่นคง ด้านกฎหมาย ซึ่งจะส่งผลต่อการแก้ปัญหา จึงขอให้นำเสนออย่างรอบคอบและคำนึงถึงความมั่นคงในประเทศ/div divnbsp;/div div“ยืนยันว่ารัฐบาลมีเจตนาต้องการแก้ไขปัญหา โดยต้องเป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งการแก้ปัญหา หากมีเจตนารมณ์ตรงกันก็สามารถแก้ปัญหาให้เสร็จไปได้ ขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาด้วยว่าการกระทำของผู้ก่อความไม่สงบผิดกฎหมายหรือไม่ รัฐบาลจึงไม่สามารถไปพูดคุยหรือเจรจาในประเทศได้เพราะขัดกับรัฐธรรมนูณ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว/div divnbsp;/div divพล.อ.ประยุทธ์ nbsp;กล่าวว่า ขณะเดียวกันไม่สามารถรับข้อเสนอเรียกชื่อกลุ่มและการให้กำหนดการแก้ปัญหาไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาลต้องดำเนินการอยู่แล้ว ยืนยันว่าในส่วนของการพัฒนา การอำนวยความยุติธรรม รัฐบาลจะดูแลให้อย่างเต็มที่/div divnbsp;/div div“ประเทศไทยเจรจากับผู้กระทำความผิดไม่ได้ เอากฎหมายมาว่ากัน กระบวนการยุติธรรมมาว่ากันตรงนั้น คณะพูดคุยจึงเอาเรื่องนี้ไปคุยกัน แล้วเขายอมรับได้หรือไม่ ถ้ายอมรับได้ก็กลับมา แต่ทำไมเราต้องไปยอมรับกติกาการเรียกชื่อกลุ่ม ก็ไม่เห็นมีใครสนใจ และมีกี่กลุ่มทราบหรือไม่ ทำไมต้องไปคุยที่ต่างประเทศ เพราะเจรจากับใครไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญตามกฏหมาย จึงต้องไปคุยที่ต่างประเทศ” พล.อ.ประยุทธ์nbsp; กล่าว/div divnbsp;/div div h3span style="color:#0000cd;"พล.อ.อักษรา ยันกระบวนการพูดคุยสันติสุขยังคงดำเนินการต่อไป/span/h3 diva href="http://www.tnamcot.com/content/457474"สำนักข่าวไทย/a ยังรายงานถึงคำชี้แจงของ พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าคณะพูดคุยเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนใต้ ด้วย โดย พล.ท.อักษรา กล่าวว่า กระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงดำเนินการต่อไป และยังคงอยู่ในกรอบนโยบายของนายกรัฐมนตรี ซึ่งอยู่ในระยะของการสร้างความไว้วางใจที่ต้องใช้เวลาในการดำเนินการ และไม่ได้หยุดชะงักแบบที่สื่อมวลชนบางสำนักและนักวิเคราะห์บางคนเข้าใจ โดยมีความพยายามนำไปเชื่อมโยงกับ พล.ท.นักรบ บุญบัวทอง เลขานุการคณะพูดคุยฯ ที่รับพระราชทานยศสูงขึ้น และปรับย้ายตามวาระ ทั้ง ๆ ที่โดยข้อเท็จจริงแล้ว หัวหน้าคณะพูดคุยฯ ก็ได้รับการแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรีเช่นเดียวกับผู้แทนส่วนราชการอื่น ๆ ที่ส่งมาร่วมเป็นคณะพูดคุยรวม 8 หน่วยงาน และในห้วงนี้ก็มีการปรับเปลี่ยนตามวาระกันหลายคน แต่ที่สำคัญที่สุดคือกระบวนการพูดคุยฯ ยังคงเดินหน้าต่อไปตามปกติ และเมื่อวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมาคณะได้เดินทางไปประเทศมาเลเซียเพื่อทำความเข้าใจกับกลุ่มผู้เห็นต่าง หรือ Party B แล้ว โดยตนได้ฝากความปรารถนาดีของนายกรัฐมนตรี และขอบคุณที่ทุกฝ่ายยังคงร่วมกันพูดคุยเพื่อแสวงหาทางออกจากความขัดแย้ง ให้เกิดความสันติสุขในพื้นที่ต่อไป/div divnbsp;/div div“​ทั้งนี้มีเรื่องเดียวที่ฝ่ายเราและฝ่ายผู้เห็นต่าง ยังมองไม่ตรงกันคือ ผมตั้งคณะทำงานเทคนิคให้ไปช่วยกันกำหนดพื้นที่ปลอดภัย เพื่อสร้างความไว้วางใจกับประชาชน แต่ทางฝ่ายผู้เห็นต่างอยากได้บันทึกข้อตกลงร่วม เหมือนกับที่ผมเคยเรียนแล้วว่าเขาไม่มีสถานะอะไร ในขณะที่ฝ่ายเรามีคำสั่งสำนักนายกฯ ชัดเจน nbsp;ผมจึงเรียนว่าสมควรพิสูจน์ความไว้วางใจกันก่อน เพราะบันทึกข้อตกลงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือ ถ้าหากยังมีเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ สังคมจะไม่ไว้ใจกระบวนการพูดคุย เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นต้องยุติความรุนแรงในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งให้ได้ก่อน แล้วจึงมาร่วมกันจัดทำข้อตกลงให้ครอบคลุมการปฏิบัติในห้วงเวลาของระยะการสร้างความไว้วางใจ” พล.อ.อักษรา กล่าว/div divnbsp;/div divพล.อ.อักษรา กล่าวด้วยว่า ​สิ่งที่เราพยายามดำเนินการคือความพยายามแยกกลุ่มผู้เห็นต่าง ที่ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ออกจากขบวนการผิดกฎหมายอื่น ๆ ซึ่งกลุ่มผู้เห็นต่างก็มีความเข้าใจ คือ เมื่อไว้ใจแล้วก็จะเกิดความร่วมมือในการจัดทำบันทึกข้อตกลงร่วมกันต่อไป ส่วนบันทึกข้อตกลงที่ดำเนินการมาแล้ว ฝ่ายเราจะได้ให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปตรวจดูถ้อยคำไม่ให้ขัดแย้งต่อกฎหมายและกติกาสากล โดยสภาความมั่นคงแห่งชาติจะนำเรียนให้นายกรัฐมนตรีเห็นชอบก่อน/div divnbsp;/div div“ขอให้มั่นใจว่าการพูดคุยเพื่อสันติสุขมิได้หยุดชะงักลงอย่างที่นักวิเคราะห์บางท่านได้ให้ความเห็นไว้ ยืนยันยังคงเดินหน้าต่อไปเหมือนเดิม” พล.อ.อักษรา กล่าว/div /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/AQYIV07-dM4" height="1" width="1" alt=""/

การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอาเซียน พิจารณาจากมาตรฐานแรงงาน-บทบาทขบวนการแรงงานและรัฐ

Sat, 30/04/2016 - 00:14
!--break--!--break-- div class="note-box" pบทความประกอบการอภิปรายในงานสัมมนาเนื่องในวันแรงงานสากลและวันแรงงาน แห่งชาติประจำปี 2559 (วันที่ 1 พฤษภาคม 2559) เรื่อง “ขบวนการแรงงานไทยกับการยกระดับมาตรฐานแรงงานในประชาคมอาเซียน” วันศุกร์ที่ 29 เมษายน 2559 ณ ห้องประชุมศาสตราจารย์นิคม จันทรวิทุร ตึกเอนกประสงค์ 1 ชั้น 7 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) จัดโดย มูลนิธินิคม จันทรวิทุร สถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาวิชานโยบายสังคม คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ มูลนิธิไพศาล ธวัชชัยนันท์/p /div pnbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7681/17306496272_4f4ed3e054.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongที่มา กระทรวงแรงงาน ใส่ลิงก์nbsp; http://www.mol.go.th/strong/span/p pnbsp;/p pนับจากการเปิดตัวประชาคมอาเซียนอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา เราควรจะพบกับความกระตือรือร้นของรัฐบาลและประชาชนในการร่วมกันเฉลิมฉลอง สรรค์สร้าง และขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนให้บรรลุวัตถุประสงค์กันอย่างจริงจัง แต่สิ่งที่ปรากฏขึ้นกลับเป็นความไม่มีชีวิตชีวาเท่าที่ควร ทั้งการแสดงออกโดยภาครัฐและประชาชนในการเริ่มต้นประชาคมอาเซียนที่รอคอย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทย ปัญหานี้ส่วนหนึ่งย่อมเนื่องมาจากการเป็นรัฐกลวง (Hollow State) จากผลพวงของการรัฐประหารในขณะนี้เป็นอุปสรรคด้วย แต่เราไม่ควรจะปล่อยให้บรรยากาศเช่นนี้มีอยู่ต่อไป ขบวนการแรงงานไทยในฐานะจักรกลสำคัญจำเป็นต้องตื่นตัวและแสวงหาหนทางในการกระทำอันประเสริฐเพื่อคนจำนวนมหาศาลและให้มีความก้าวหน้ากว่ารัฐ (รัฐบาลและกลไกรัฐ)/p pในฐานะที่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นนโยบายหรือประเด็นสาธารณะที่รัฐบาลทุกรัฐบาลของสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ (ในปัจจุบัน) ให้ความสำคัญโดยปริยาย และหากพิจารณาถึงวัตถุประสงค์ของประชาคมอาเซียนทั้ง 15 ประการ (ดังจะระบุถึงต่อไป) แล้ว การดำเนินการตามวัตถุประสงค์เหล่านั้นก็คือนัยของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนอาเซียนอย่างสำคัญ โดยการพัฒนาประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหลายทั้งสามหลัก คือ 1) การเมืองและความมั่นคง 2) เศรษฐกิจ และ 3) สังคมและวัฒนธรรม ร่วมกันนั่นเอง ฉะนั้น ในโอกาสที่การเปิดการค้าเสรีในกลุ่มประเทศประชาคมอาเซียนที่ได้เกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 แล้วนั้น ทุกประเทศสมาชิกจึงย่อมหาทางสรรค์สร้างมาตรการต่างๆ ที่เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนของตน สำหรับประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน รัฐบาลไทยย่อมต้องดำเนินการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนของตนภายใต้วัตถุประสงค์ของประชาคมอาเซียนในทุกข้อ แต่ในขณะเดียวกันในฐานะประเทศสมาชิกที่มีคุณภาพ รัฐบาลไทยในฐานะตัวแทนของประเทศในภาพรวมก็สมควรดำเนินการในสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ร่วมของประชนหรือพลเมืองอาเซียนพร้อมกันไปด้วย/p pกอรปกับวันแรงงานสากลและวันแรงงานแห่งชาติบรรจบมาอีกคำรบหนึ่งในวันที่ 1 พฤษภาคม 2559 ที่จะมาถึง บทความชิ้นนี้จึงมุ่งหวังจะร่วมฉลองวันดังสำคัญกล่าวร่วมกันไปกับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของประชาคมอาเซียน ด้วยการนำเสนอประเด็นและสาระสำคัญของมาตรฐานแรงงานที่สมควรพิจารณาใช้ร่วมกันในประชาคมอาเซียน (ซึ่งมีประชากรร่วม 650 ล้านคน และมีกำลังแรงงานไม่น้อยกว่า 400 ล้านคน) รวมถึงข้อพิจารณาสำคัญถึงบทบาทของขบวนการแรงงาน และรัฐ (รัฐบาลและกลไกของรัฐ) ในการยกระดับมาตรฐานแรงงานอาเซียนด้วย ฉะนั้น ภายใต้บริบทของการค้าระหว่างประเทศ และมาตรฐานแรงงานกับการค้า อันเป็นเสมือนการจูบปากกันระหว่างลัทธิทุนนิยมกับลัทธิสหภาพแรงงานนั้น (ดูประกอบ โชคชัย สุทธาเวศ 2547) คำถามที่สมควรค้นหาคำตอบเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ของบทความดังกล่าวก็คือ มาตรฐานแรงงานสำหรับประชาคมอาเซียนควรมีประเด็นใดบ้างและมีสาระสำคัญๆ ว่าอย่างไร และบทบาทของขบวนการแรงงานและรัฐบาลไทยในการยกระดับมาตรฐานแรงงานอาเซียนควรเป็นเช่นไรจึงจะทำให้มาตรฐานแรงงานอาเซียนเป็นที่นิยมของประเทศสมาชิกและประชาคมโลก/p pในมิติกำลังแรงงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่และสำคัญยิ่งของประชาชนอาเซียนนั้น ประเทศไทย นอกจากต้องเตรียมความพร้อมในการบริหารแรงงานของตนรองรับประชาคมอาเซียนแล้ว เราต้องดำเนินการเพื่อพัฒนามาตรฐานแรงงานที่เกี่ยวข้องกับการค้าหรือในระบบเศรษฐกิจสำหรับอาเซียนอีกด้วย เพื่อเป็นวิถีวัฒนธรรมการทำงานแบบหนึ่งที่จะส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบและยั่งยืน สอดคล้องกับกระแสการให้ความสำคัญของสังคมโลก/p pมาตรฐานแรงงานอาเซียนในอนาคตสามารถเป็นมาตรฐานของวัฒนธรรมการทำงานร่วม ซึ่งแต่เดิมประเทศสมาชิกเคยมีกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับการคุ้มครองแรงงานเป็นของตนเอง มาเป็นการอยู่ภายใต้วัฒนธรรมมาตรฐานแรงงานอาเซียนเดียวกัน ทั้งนี้ประเทศไทยในฐานะผู้ริเริ่มมาตรฐานแรงงานอาเซียน จึงต้องผลักดันการขับเคลื่อนเพื่อให้มาตรฐานแรงงานอาเซียนเกิดขึ้นจริงได้ ทั้งนี้ย่อมต้องอาศัยการสนับสนุนของประเทศสมาชิกที่เป็นพันธมิตรสองถึงสามประเทศในเบื้องแรก/p pกระบวนการทำงานตามกลไกต่างๆ ของประชาคมอาเซียนที่สร้างสรรค์ กล้าหาญ และแข็งขันnbsp;nbsp; ในการผลักดันเรื่องนี้ร่วมกับองค์การของผู้ประกอบการ แรงงาน และองค์การอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง อาจจะทำให้มาตรฐานแรงงานอาเซียนในทางการค้าในอนาคตได้รับการตกลงจากประเทศสมาชิกที่จะมีและปฏิบัติร่วมกันอย่างเป็นขั้นเป็นตอนก็ได้ เพื่อให้โอกาสสมาชิกได้มีเวลาปรับตัวอย่างมีเป้าหมายเชิงระยะเวลา มิใช่อย่างปราศจากกรอบเวลาnbsp;/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1549/26608752961_f92e2c01ac.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongภาพโดย พิกุลทิพย์ ยุระพันธุ์/strong/span/p pnbsp;/p pทั้งนี้ ร่างมาตรฐานแรงงานที่จะนำเสนอถัดไป เป็นร่างมาตรฐานแรงงานต้นแบบสำหรับการค้าที่สมควรพิจารณาใช้สำหรับประชาคมอาเซียนร่วมกัน มีสาระดังต่อไปนี้/p pnbsp;/p div style="border:1px solid #999; padding: 1em;" h2 style="text-align: center;"(ร่าง) มาตรฐานแรงงานอาเซียน- 2558a href="#ref-1"emsup [1]/sup/em/a/h2 h2 style="text-align: center;"(ASEAN Labour Standard – 2015)/h2 h31. บทนำ (Introduction)/h3 pใน โอกาสที่ประชาคมอาเซียนจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ประเทศสมาชิกย่อมมีพันธผูกพันร่วมกันที่จะผลักดันให้ประชาคมอาเซียนบรรลุ วัตถุประสงค์หลักที่กำหนดไว้ในกฎบัตรอาเซียน (The ASEAN Charter) ทั้ง 15 ประการ คือ a href="#ref-2"emsup[2]/sup/em/a/p p style="margin-left: 40px;"(1) เพื่อธำรงรักษาและเพิ่มพูนสันติภาพ ความมั่นคง และเสถียรภาพ กับทั้งเสริมสร้างคุณค่าทางสันติภาพในภูมิภาคให้มากขึ้น/p p style="margin-left: 40px;"(2) เพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับตัวสู่สภาวะปกติของภูมิภาคโดยการส่งเสริมความร่วมมือด้านการเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจและสังคมวัฒนธรรมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น/p p style="margin-left: 40px;"(3) เพื่อธำรงรักษาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เป็นเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์และปราศจากอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงอื่นๆ ทุกชนิด/p p style="margin-left: 40px;"(4) เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนและรัฐสมาชิกของอาเซียนอยู่ร่วมกับประชาคมโลกได้โดยสันติในสภาวะที่เป็นธรรม มีประชาธิปไตยและมีความสมานสามัคคี/p p style="margin-left: 40px;"(5) เพื่อสร้างตลาดและฐานการผลิตเดียวที่มีเสถียรภาพ ความมั่งคั่ง มีความสามารถในการแข่งขันสูง และมีการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจซึ่งมีการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการลง ทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีการเคลื่อนย้ายอย่างเสรีของสินค้า บริการ และการลงทุน การเคลื่อนย้ายที่ได้รับความสะดวกของนักธุรกิจ ผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้มีความสามารถพิเศษและแรงงาน และการเคลื่อนย้ายอย่างเสรียิ่งขึ้นของเงินทุน/p p style="margin-left: 40px;"(6) เพื่อบรรเทาความยากจน และลดช่องว่างการพัฒนาในอาเซียนผ่านความช่วยเหลือซึ่งกันและกันและความร่วมมือ/p p style="margin-left: 40px;"(7) เพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตย เพิ่มพูนธรรมาภิบาล และหลักนิติธรรม ตลอดจนส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานโดยคำนึงถึงสิทธิและหน้าที่ของรัฐสมาชิกของอาเซียน/p p style="margin-left: 40px;"(8) เพื่อเผชิญหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ ตามหลักความมั่นคงที่ครอบคลุมในทุกมิติ ต่อสิ่งท้าทายทุกรูปแบบ อาชญากรรมข้ามชาติ และสิ่งท้าทายข้ามพรมแดนอื่นๆ/p p style="margin-left: 40px;"(9) เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อทำให้แน่ใจว่ามีการคุ้มครองสภาพแวดล้อมในภูมิภาค ความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติในภูมิภาค การอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาค และคุณภาพชีวิต ที่ดีของประชาชนในภูมิภาค/p p style="margin-left: 40px;"(10) เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์โดยผ่านความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้น ในเรื่องการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อเสริมสร้างพลังประชาชนและเสริมสร้างความเข้มแข็งแห่งประชาคมอาเซียน/p p style="margin-left: 40px;"(11) เพื่อเพิ่มพูนความอยู่ดีกินดีและการดำรงชีวิตของประชาชนอาเซียน ด้วยการให้ประชาชนมีโอกาสที่ทัดเทียมกันในการเข้าถึงการพัฒนามนุษย์ สวัสดิการสังคม และความยุติธรรม/p p style="margin-left: 40px;"(12) เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย มั่นคง และปราศจากยาเสพติดสำหรับประชาชนของอาเซียน/p p style="margin-left: 40px;"(13) เพื่อส่งเสริมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งทุกภาคส่วนของสังคมได้รับการส่งเสริมให้มีส่วนร่วมและได้รับผลประโยชน์จากกระบวนการรวมตัวและการสร้างประชาคมของอาเซียน/p p style="margin-left: 40px;"(14) เพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์ของอาเซียนด้วยการส่งเสริมความสำนึกถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมรดกของภูมิภาคยิ่งขึ้น/p p style="margin-left: 40px;"(15) เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเป็นศูนย์รวมและบทบาทเชิงรุกของอาเซียนในฐานะพลังขับเคลื่อนขั้นแรกของความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับหุ้นส่วนนอกภูมิภาค ในภาพแบบของภูมิภาคที่เปิดกว้าง โปร่งใส และไม่ปิดกั้น/p pความ สำเร็จตามวัตถุประสงค์หลักข้างต้นเพื่อพลเมืองอาเซียนนั้น ประการหนึ่งย่อมอาศัยการมีมาตรฐานแรงงานอาเซียนที่ตกลงใช้ร่วมกันในบรรดา ประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อเป็นเครื่องมือสนับสนุน และจะเป็นไปได้ในทางปฏิบัติมากขึ้นก็เมื่อสมาชิกอาเซียนได้พยายามดำเนินการ ภารกิจตามวัตถุประสงค์ต่างๆที่จะทำให้แต่ละข้อวัตถุประสงค์เติมเต็มต่อกัน และกัน และเกิดผลสำเร็จโดยรวม/p h32. วัตถุประสงค์ของมาตรฐานแรงงานอาเซียน (Purposes of ASEAN Labour Standard)/h3 p style="margin-left: 40px;"(1) เป็นกติกาเพื่อสนับสนุนการบรรลุถึงวัตถุประสงค์หลักของประชาคมอาเซียนตามกฎบัตรอาเซียน/p p style="margin-left: 40px;"(2) ให้สถานประกอบกิจการในอาเซียนใช้เป็นแนวทางปฏิบัติต่อแรงงานโดยนำสาระแห่งมาตรฐานนี้ไปกำหนดเป็นนโยบายและมีการจัดการให้เป็นไปตามนโยบาย/p p style="margin-left: 40px;"(3) เป็นเกณฑ์ให้สถานประกอบกิจการในอาเซียนใช้ในการปรับปรุงการจัดการด้านแรงงาน การตรวจสอบและประกาศแสดงตนเองว่าเป็นสถานประกอบกิจการที่ปฏิบัติสอดคล้องกับมาตรฐานนี้/p p style="margin-left: 40px;"4) เป็นเกณฑ์พิจารณาให้การส่งเสริมและรับรองแก่สถานประกอบกิจการในอาเซียนที่นำมาตรฐานนี้ไปปฏิบัติ/p h33. หลักการของมาตรฐานแรงงานอาเซียน (Principles of The ASEAN)/h3 pมาตรฐาน แรงงานอาเซียนจัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนส่งเสริม ประยุกต์ และให้คุณค่าต่อวัตถุประสงค์ของอาเซียน มาตรฐานที่เกี่ยวข้อง และระบบการจัดการอย่างน้อยต่อไปนี้/p p style="margin-left: 40px;"(1) วัตถุประสงค์ของประชาคมอาเซียน 15 ประการ ตามกรอบของธรรมนูญ หรือกฎบัตรอาเซียน (ฉบับล่าสุด พ.ศ. 2550)/p p style="margin-left: 40px;"(2) มาตรฐานแรงงานตามอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศทั้ง 8 ฉบับหลัก และฉบับที่มีความสำคัญมากขึ้นในอนาคต อาทิ มาตรฐานเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน (เช่น อนุสัญญาเกี่ยวกับสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน ฉบับที่ 155, 161 และ 187) มาตรฐานเกี่ยวกับความมั่นคงทางสังคม (เช่น อนุสัญญาว่าด้วยความมั่นคงทางสังคม ฉบับที่ 102 และ ฉบับอื่นๆที่เกี่ยวข้อง) และ มาตรฐานเกี่ยวกับแรงงานอพยพ (เช่นฉบับที่ 21, 97 และ 143)/p p style="margin-left: 40px;"(3) มาตรฐานสากลของสหประชาชาติด้านสิทธิมนุษยชน และการรับผิดชอบทางสังคมของธุรกิจ อาทิ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ พ.ศ.2491 (The Universal Declaration of Human Rights on 10 December 1948) อนุสัญญาขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุก รูปแบบ ค.ศ. 1979 อนุสัญญาขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ.1989 รวมทั้งปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของแรงงานข้ามชาติ (ปฏิญญาเซบู) พ.ศ. 2555 และคำประกาศสิทธิมนุษยชนของประชาชนอาเซียน พ.ศ. 2555/p p style="margin-left: 40px;"(4) มาตรฐานสากลว่าด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม (ISO 26000 – Social Responsibility)/p p style="margin-left: 40px;"(5) กฎหมายแรงงานสหภาพยุโรป (EU Labour Directive)/p p style="margin-left: 40px;"(6) ข้อกำหนดของมาตรฐานแรงงานไทย (มรท.8001-2553) (Thai Labour Standard, TLS.8001-2010)/p p style="margin-left: 40px;"(7) ระบบการจัดการเพื่อบังคับใช้จรรยาบรรณทางธุรกิจที่กลุ่มอุตสาหกรรม หรือสถาบัน หรือnbsp; องค์การกลางเฉพาะด้านต่าง ๆ ใช้ในระดับระหว่างประเทศของการผลิตและการค้า/p p style="margin-left: 40px;"(8) การสนับสนุนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของมาตรฐานแรงงานอาเซียน โดยการจัดตั้งกลไกการบริหารมาตรฐานแรงงานอาเซียนร่วมกันของประเทศสมาชิกอา เซียน/p h34. ข้อกำหนด (Requirements)/h3 h3 style="margin-left: 40px;"4.1 การใช้แรงงานบังคับและการจ้างแรงงาน (Forced Labour, and Employment)/h3 p style="margin-left: 40px;"4.1.1 สถานประกอบกิจการต้องไม่กระทำหรือสนับสนุนให้มีการใช้แรงงานบังคับในทุกรูป แบบ รวมถึงแรงงานนักโทษ การค้ามนุษย์ การทำงานเพื่อใช้หนี้ และการกดขี่หรือการกักขังหน่วงเหนี่ยวให้ทำงาน/p p style="margin-left: 40px;"4.1.2 ลูกจ้างสามารถลาออกจากสถานประกอบกิจการได้หลังจากได้แจ้งเหตุผลเป็นลาย ลักษณ์อักษรให้นายจ้างทราบล่วงหน้าภายในระยะเวลาตามที่ตกลงกันไว้/p p style="margin-left: 40px;"4.1.3 ลูกจ้างมีสิทธิที่จะออกจากสถานประกอบกิจการหลังเวลาเลิกงานได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาต/p p style="margin-left: 40px;"4.1.4 สถานประกอบกิจการต้องไม่เรียกหรือรับหลักประกันการทำงาน หรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเงินบัตรประจำตัวประชาชน หรือเอกสารประจำตัวใด ๆ ทรัพย์สินอื่น หรือการค้ำประกันด้วยบุคคลจากลูกจ้าง ไม่ว่าเข้าทำงานแล้ว หรือเป็นเงื่อนไขในการรับเข้าทำงาน เว้นแต่กฎหมายยกเว้นไว้/p p style="margin-left: 40px;"4.1.5 การจ้างงานทั้งประเภทที่กำหนดเวลาแน่นอน และที่ไม่กำหนดเวลา ให้ดำเนินการโดยทำเป็นnbsp;nbsp; สัญญาจ้างที่เป็นลายลักษณ์อักษร/p p style="margin-left: 40px;"4.1.6 สัญญาจ้างให้ประกอบด้วยข้อความอย่างน้อยต่อไปนี้/p p style="margin-left: 80px;"(1) การเริ่มต้นและสิ้นสุดของสัญญาจ้างงาน (กรณีการจ้างกำหนดเวลาแน่นอน)/p p style="margin-left: 80px;"(2) การเริ่มต้นและการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า (หากจะเลิกจ้าง) (กรณีการจ้างไม่กำหนดเวลา)/p p style="margin-left: 80px;"(3) ตำแหน่งและขอบเขตงาน/p p style="margin-left: 80px;"(4) ชั่วโมงการทำงาน/p p style="margin-left: 80px;"(5) ระยะเวลาการทดลองงาน (ถ้ามี)/p p style="margin-left: 80px;"(6) ค่าตอบแทนและวิธีการจ่ายค่าตอบแทน/p p style="margin-left: 80px;"(7) ผลประโยชน์อื่น ๆ ของพนักงาน (หากมี)/p h3 style="margin-left: 40px;"4.2 ค่าตอบแทนการทำงาน (Remuneration)/h3 p style="margin-left: 40px;"4.2.1 สถานประกอบกิจการต้องจ่ายค่าจ้าง และค่าตอบแทนการทำงานนอก หรือเกินเวลาทำงานปกติให้แก่ลูกจ้างไม่น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับประเทศที่ไม่มีการกำหนดอัตราค่าล่วงเวลา หรือไม่มีการกำหนดไว้ในข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ลูกจ้างจะต้องได้รับค่าล่วงเวลาในอัตราพิเศษ หรือเท่ากับอัตรามาตรฐานอุตสาหกรรมที่มีอยู่ทั่วไปที่จะเป็นประโยชน์แก่ ลูกจ้างมากกว่า/p p style="margin-left: 40px;"4.2.2 สถานประกอบกิจการต้องจ่ายค่าจ้างเพื่อเป็นค่าตอบแทนการทำงานเป็นเงินตราของ ประเทศสมาชิกอาเซียนที่ลูกจ้างทำอยู่ โดยโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของลูกจ้าง หรือจ่ายเป็นเงินสด ณ สถานที่ทำงานของลูกจ้างnbsp; ถ้าจะจ่ายเป็นตั๋วเงิน หรือเงินตราต่างประเทศ หรือด้วยวิธีอื่น ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างก่อน ทั้งนี้ให้จ่ายทันทีเมื่อถึงกำหนดการจ่ายแต่ละงวด และห่างกันงวดละไม่เกินหนึ่งเดือน/p p style="margin-left: 40px;"4.2.3 สถานประกอบกิจการต้องให้ลูกจ้างได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับค่าตอบแทนและผล ประโยชน์ต่าง ๆ ในการทำงานที่ได้รับทั้งหมดในแต่ละงวดเป็นลายลักษณ์อักษร และสามารถเข้าใจ และซักถามรายละเอียดส่วนประกอบต่าง ๆ ได้/p p style="margin-left: 40px;"4.2.4 สถานประกอบกิจการต้องไม่หักค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนการทำงาน หรือเงินอื่นที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานกำหนดให้จ่ายให้แก่ลูกจ้าง ไม่ว่ากรณีใด ๆ เว้นแต่กฎหมายยกเว้นไว้ หรือได้รับการยินยอมจากลูกจ้าง/p p style="margin-left: 40px;"4.2.5 สถานประกอบกิจการต้องปรับปรุง หรือทบทวนค่าจ้างประจำปีให้แก่ลูกจ้าง โดยพิจารณาจากผลการประกอบการ และผลการทำงานของลูกจ้าง/p p style="margin-left: 40px;"4.2.6 สถานประกอบกิจการต้องจัดให้มีผลประโยชน์อื่น ๆ นอกเหนือค่าจ้าง หรือเงินค่าตอบแทนการทำงานให้แก่ลูกจ้าง อาทิ สวัสดิการต่าง ๆ ทั้งที่เป็นตัวเงิน และไม่เป็นตัวเงิน และต้องปรับปรุงและเพิ่มเติมผลประโยชน์ดังกล่าวแก่ลูกจ้างในระยะเวลาอัน สมควร หรือปรับปรุงเมื่อลูกจ้างหรือตัวแทนองค์การของลูกจ้างร้องขอ และเป็นไปตามผลการตกลงร่วมกันระหว่างสถานประกอบกิจการกับตัวแทนลูกจ้าง/p h3 style="margin-left: 40px;"4.3 ชั่วโมงการทำงาน และการทำงานล่วงเวลา (Working Hours and Overtime)/h3 p style="margin-left: 40px;"4.3.1 สถานประกอบกิจการต้องกำหนดชั่วโมงการทำงานปกติของลูกจ้างไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง หรือไม่เกินสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง และจัดให้มีวันหยุดอย่างน้อย 2 วัน ทุก ๆ วันทำงานติดต่อกันไม่เกิน 5 วัน หรือเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด/p p style="margin-left: 40px;"สถาน ประกอบกิจการอาจกำหนดชั่วโมงการทำงานปกติของลูกจ้างไม่เกินวันละ 8 ชั่วโมง หรือไม่เกินสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง และจัดให้มีวันหยุดอย่างน้อย 1 วัน ของการทำงานติดต่อกันไม่เกิน 6 วัน โดยการอนุญาตของกฎหมาย หรือการอนุมัติจากหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบด้านแรงงาน หรือโดยการตกลงร่วมกันระหว่างสถานประกอบกิจการกับสหภาพแรงงาน หรือองค์การอื่นของลูกจ้าง ในกรณีไม่มีสหภาพแรงงาน/p p style="margin-left: 40px;"4.3.2 สถานประกอบกิจการต้องถือเป็นสิทธิของลูกจ้างในการทำงานล่วงเวลา และการทำงานในวันหยุดสำหรับงานทั่วไป เว้นแต่งานที่กฎหมายยกเว้นไว้ โดยสถานประกอบกิจการต้องกำหนดชั่วโมงการทำงานล่วงเวลาและชั่วโมงการทำงานใน วันหยุดของลูกจ้างไม่เกิน 48 ชั่วโมงต่อเดือน หรือตามที่กฎหมายกำหนด/p p style="margin-left: 40px;"สถาน ประกอบกิจการอาจให้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลา และการทำงานในวันหยุดเกินกว่า 48 ชั่วโมงต่อเดือน ได้ตามเหตุผลอันจำเป็น และต้องได้รับอนุญาตจากทางราชการก่อน หรือตามที่กฎหมายกำหนด/p p style="margin-left: 40px;"4.3.3 สถานประกอบกิจการจะต้องแจ้งให้ลุกจ้างทราบถึงจำนวนวันหยุดตามประเพณี และวันหยุดแห่งชาติ และสิทธิการลาหยุดเพื่อลากิจ ลาป่วย และจำนวนวันลาพักผ่อนประจำปีของลูกจ้าง และให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนพิเศษหากลูกจ้างต้องทำงานในวันหยุดตามประเพณี หรือวันหยุดแห่งชาติ และในกรอบจำนวนวันลาพักผ่อนประจำปีดังกล่าว/p h3 style="margin-left: 40px;"4.4 การเลือกปฏิบัติ (Discrimination)/h3 p style="margin-left: 40px;"4.4.1 สถานประกอบกิจการต้องไม่กระทำ หรือสนับสนุนให้มีการเลือกปฏิบัติต่อคนทำงานที่เป็นพลเมืองของประเทศสมาชิก ประชาคมอาเซียนหรือนอกประชาคมอาเซียนก็ดีnbsp; ในการจ้างงานการจ่ายค่าจ้างและค่าตอบแทน การทำงาน การให้สวัสดิการ โอกาสได้รับการฝึกอบรมและพัฒนา การพิจารณาเลื่อนขั้นหรือตำแหน่งหน้าที่ การเลิกจ้าง หรือการเกษียณอายุการทำงาน และอื่น ๆ อันเนื่องมาจากเหตุเพราะความแตกต่างในเรื่องสัญชาติ เชื้อชาติ ศาสนา ภาษา อายุ เพศ ทัศนคติส่วนตัวในเรื่องเพศ ความพิการ การตั้งครรภ์ การสมรส การมีบุตร การติดเชื้อเอชไอวี การเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน การเป็นกรรมการลูกจ้าง ความนิยมในพรรคการเมือง หรือแนวความคิดส่วนบุคคลอื่น ๆ/p p style="margin-left: 40px;"4.4.2 สถานประกอบกิจการต้องไม่ขัดขวาง แทรกแซง หรือกระทำการใด ๆ ที่จะเป็นผลกระทบต่อการใช้สิทธิของลูกจ้างที่ไม่มีผลเสียหายต่อกิจการ ในการดำเนินกิจกรรมที่เกี่ยวกับเชื้อชาติ ประเพณีประจำชาติ ศาสนา เพศ ความพิการ การตั้งครรภ์ การสมรสและการมีบุตร การเป็นกรรมการลูกจ้าง การเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหรือพรรคการเมือง และการแสดงออกตามทัศนคติส่วนบุคคลอื่น ๆ/p p style="margin-left: 40px;"4.4.3 การปฏิบัติใด ๆ เพื่อส่งเสริม หรือช่วยเหลือให้ลูกจ้างผู้เสียเปรียบ หรือถูกกีดกัน หรือถูกปิดกั้นโอกาสสามารถได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรม และอย่างเท่าเทียมกับบุคคลทั่วไป ไม่ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ/p h3 style="margin-left: 40px;"4.5 วินัย การลงโทษ และการร้องทุกข์ (Discipline, Penalty and Grievance)/h3 p style="margin-left: 40px;"4.5.1 สถานประกอบกิจการต้องไม่ลงโทษทางวินัยโดยการหักหรือลดค่าจ้างและค่าตอบแทน การทำงานหรือเงินอื่นที่กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงานกำหนดให้จ่ายให้แก่ ลูกจ้าง/p p style="margin-left: 40px;"4.5.2 สถานประกอบกิจการต้องไม่กระทำการ หรือสนับสนุน ให้ใช้วิธีการลงโทษทางร่างกาย ทางจิตใจหรือกระทำการบังคับ ขู่เข็ญ ทำร้ายลูกจ้าง/p p style="margin-left: 40px;"4.5.3 สถานประกอบกิจการต้องจัดให้มีข้อบังคับเกี่ยวกับการร้องทุกข์ ที่ลูกจ้างสามารถร้องทุกข์ได้เมื่อมีปัญหา หรือไม่ได้รับความเป็นธรรมในการทำงาน หรือการสั่งการของผู้บังคับบัญชา และประกาศให้ลูกจ้างทราบอย่างเปิดเผย/p p style="margin-left: 40px;"4.5.4 สถานประกอบกิจการต้องมีมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาเพื่อมิให้ลูกจ้างถูก ล่วงเกินคุกคาม หรือได้รับความเดือดร้อนรำคาญทางเพศ โดยการแสดงออกด้วยคำพูด ท่าทาง การสัมผัสทางกาย หรือด้วยวิธีการอื่นใดและต้องดำเนินการระงับ แก้ไข และเยียวยา โดยไม่ล่าช้าหากมีปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้น/p h3 style="margin-left: 40px;"4.6 การใช้แรงงานเด็กและเยาวชน (Child Labour and Young Worker)/h3 p style="margin-left: 40px;"4.6.1 สถานประกอบกิจการต้องไม่ว่าจ้าง หรือสนับสนุนให้มีการว่าจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เว้นแต่การจ้างงานเบา ๆ ที่เป็นธุรกิจในครอบครัว และกำกับการทำงานโดยบิดามารดา หรือผู้ปกครองที่ถูกกฎหมาย/p p style="margin-left: 40px;"4.6.2 สถานประกอบกิจการสามารถจ้างแรงงานเยาวชน อายุ 15-18 ปี เข้าทำงานได้ โดยทำงานเบาและตามที่กฎหมายกำหนด/p p style="margin-left: 40px;"4.6.3 สถานประกอบกิจการต้องไม่จ้างงานที่เลวร้ายในทุกรูปแบบต่อแรงงานเด็ก หรือเยาวชนตามที่กฎหมายกำหนด/p p style="margin-left: 40px;"4.6.4 สถานประกอบกิจการต้องไม่ให้ หรือไม่สนับสนุนให้แรงงานเยาวชนทำงานเกินกว่า 8 ชั่วโมงต่อวัน และที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยหรืออยู่ในสภาวะแวดล้อม และในระหว่างช่วงเวลาที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัยและความปลอดภัย รวมทั้งตรงกับช่วงเวลาที่ต้องเข้าเรียนหนังสือในโรงเรียนตามที่กฎหมายกำหนด/p h3 style="margin-left: 40px;"4.7 การใช้แรงงานหญิง (Female Worker)/h3 p style="margin-left: 40px;"4.7.1 สถานประกอบกิจการต้องไม่ให้ลูกจ้างหญิงทำงานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หรือร่างกายตามที่กฎหมายกำหนด/p p style="margin-left: 40px;"4.7.2 สถานประกอบกิจการต้องจัดให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ทำงาน หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัย และความปลอดภัยต่อการมีครรภ์ รวมทั้งต้องไม่เลิกจ้าง ลดตำแหน่ง หรือลดสิทธิประโยชน์เพราะเหตุจากการมีครรภ์/p p style="margin-left: 40px;"4.7.3 สถานประกอบกิจการต้องอนุญาตให้ลูกจ้างหญิงที่คลอดบุตร ได้ดูแลบุตร และรักษาพยาบาลตนเอง 90-180 วัน โดยได้รับค่าจ้างเต็มอย่างน้อย 90 วัน และกรณีการแท้งบุตรโดยธรรมชาติ ให้ลูกจ้างหญิงได้รับสิทธิลาหยุดโดยได้รับค่าจ้างเต็มตามระยะเวลาที่แพทย์ ผู้ดูแลกำหนด แต่ไม่เกิน 30 วัน/p p style="margin-left: 40px;"ในกรณีที่ลูกจ้างลางานหลังคลอดบุตร นานเกินกว่า 90 วัน ลูกจ้างอาจได้รับค่าจ้างตามจำนวนที่ตกลงกับสถานประกอบกิจการ หรือตามที่กฎหมายกำหนด หรืออาจได้รับเงินส่วนเกินที่สถานประกอบกิจการไม่สามารถจ่ายให้ได้นั้นจาก กองทุนประกันสังคม หรือระบบการจ่ายเงินอื่นใดในความรับผิดชอบของรัฐบาล/p p style="margin-left: 40px;"ลูกจ้างชายมีสิทธิลากรณีอันเกี่ยวเนื่องกับการคลอดบุตรของภรรยา ทั้งก่อนหรือหลังคลอดได้อย่างน้อย 7 วันโดยได้รับค่าจ้าง/p p style="margin-left: 40px;"4.7.4 สถานประกอบกิจการต้องจัดให้ลูกจ้างหญิงที่มีบุตรไม่เกิน 12 เดือนได้พักจากการทำงาน เพื่อป้อนนมบุตร หรือเก็บน้ำนม อย่างน้อย 2 ครั้งต่อวัน/p h3 style="margin-left: 40px;"4.8 แรงงานสัมพันธ์ (Industrial Relations)/h3 p style="margin-left: 40px;"4.8.1 สถานประกอบกิจการต้องเคารพสิทธิลูกจ้างในการรวมตัวจัดตั้ง หรือรวมตัวเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน หรือคณะกรรมการอื่น ๆ ในสถานประกอบกิจการ อีกทั้งยอมรับการเป็นอิสระของสหภาพแรงงานในการร่วมเจรจาต่อรอง การคัดเลือก หรือเลือกตั้งผู้แทน โดยไม่กระทำการใด ๆ ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อขัดขวาง หรือแทรกแซงการดำเนินงานของสหภาพแรงงาน หรือการใช้สิทธิของลูกจ้าง/p p style="margin-left: 40px;"4.8.2 หากการรวมตัวถูกจำกัดด้วยกฎหมาย จะต้องมีช่องทาง หรือได้รับการยินยอมจากนายจ้าง ในการให้ดำเนินการโดยวิธีอื่นที่แสดงออกถึงความมีสิทธิเสรีภาพของลูกจ้างได้/p p style="margin-left: 40px;"4.8.3 สถานประกอบกิจการต้องมีมาตรการที่จะอำนวยความสะดวกแก่ผู้แทนลูกจ้างในการ ปฏิบัติหน้าที่ ต่าง ๆ และต้องปฏิบัติต่อผู้แทนลูกจ้างโดยเท่าเทียมกับลูกจ้างอื่น ๆโดยไม่กลั่นแกล้ง โยกย้าย เลิกจ้าง หรือกระทำการใด ๆ ที่ไม่เป็นธรรม/p p style="margin-left: 40px;"4.8.4 สถานประกอบกิจการต้องปฏิบัติตามข้อตกลงสภาพการจ้างที่เกิดจากการเจรจาต่อรอง ร่วมระหว่างผู้แทนสหภาพแรงงานกับสถานประกอบกิจการ และไม่เปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง หรือข้อบังคับในการทำงานโดยไม่ได้เจรจาตกลงกับสหภาพแรงงาน หรือผู้แทนลูกจ้างโดยชอบตามกฎหมาย/p p style="margin-left: 40px;"4.8.5 กรณีที่เกิดข้อพิพาทแรงงานจากการยื่นข้อเรียกร้องและการเจรจาต่อรองร่วม ระหว่างผู้แทนสถานประกอบกิจการกับสหภาพแรงงาน หรือองค์การของลูกจ้าง ผู้ประกอบกิจการจะหลีกเลี่ยงการเลิกจ้างลูกจ้างจำนวนมาก และการปิดกิจการให้มากที่สุด/p p style="margin-left: 40px;"4.8.6 สถานประกอบกิจการต้องส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสถานประกอบกิจการกับสหภาพ แรงงาน หรือองค์การอื่นใดของพนักงานในกรณีที่ไม่มีสหภาพแรงงาน ในการร่วมกันปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทำงาน อาทิ ในรูปคณะกรรมการความร่วมมือ การประชุมร่วมระหว่างผู้แทนnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; สถานประกอบกิจการกับสหภาพแรงงาน หรือองค์การของพนักงาน และการจัดกิจกรรมอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอ/p h3 style="margin-left: 40px;"4.9 ความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (Occupational Safety, Health and Working Environment)/h3 p style="margin-left: 40px;"4.9.1 สถานประกอบกิจการต้องกำหนดมาตรการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ครอบคลุมประเภทงาน หรือลักษณะงานที่มีแนวโน้มอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ และความปลอดภัยของลูกจ้าง และผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีการควบคุม ป้องกัน ให้เป็นไปตามกฎหมาย และมาตรฐานความปลอดภัยในทุกสภาพแวดล้อมในการทำงาน/p p style="margin-left: 40px;"4.9.2 สถานประกอบกิจการต้องจัดให้มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันอันตราย และลดปัจจัยเสี่ยงตามกฎหมาย และมาตรฐานความปลอดภัยที่ทางราชการกำหนด/p p style="margin-left: 40px;"4.9.3 สถานประกอบกิจการต้องจัดให้ลูกจ้างทุกคน/p p style="margin-left: 80px;"1) ได้รับโอกาสให้มีส่วนร่วมในการดำเนินการด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงาน/p p style="margin-left: 80px;"2) ได้รับรู้และเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันอันตรายและอันตรายอันอาจเกิดขึ้นจากกระบวนการทำงาน หรือจากสภาพแวดล้อมในการทำงาน/p p style="margin-left: 80px;"3) ได้รับรู้ และเข้าใจถึงกฎระเบียบข้อบังคับ และคู่มือด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานของสถานประกอบกิจการ/p p style="margin-left: 80px;"4) ได้รับการฝึกอบรมด้านความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานในงานที่กำลังปฏิบัติอยู่ โดยเฉพาะผู้ที่เข้าทำงานใหม่และผู้ที่เปลี่ยนหน้าที่/p p style="margin-left: 80px;"5) ได้ใช้อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยส่วนบุคคลที่ได้มาตรฐาน และเหมาะสมกับลักษณะงาน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย/p p style="margin-left: 80px;"6) ได้รับการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยจากการทำงาน หรือเกี่ยวเนื่องกับการทำงาน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย/p p style="margin-left: 80px;"7) ได้รับการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วยนอกเหนือการทำงาน โดยสมทบเงินเพื่อสิทธิประโยชน์ทางการประกันสังคมตามที่กฎหมายกำหนด/p h3 style="margin-left: 40px;"4.10 ความมั่นคงทางสังคม และสวัสดิการ (Social Security and Welfares)/h3 p style="margin-left: 40px;"4.10.1 สถานประกอบการต้องจัดให้ลูกจ้างมีความมั่นคงทางสังคมที่ยั่งยืน อาทิ เข้าร่วมกองทุนประกันสังคม กองทุนเงินทดแทน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และ ระบบการจัดการทางการเงินแบบอื่น ๆ อาทิ สหกรณ์ออมทรัพย์ และเครดิตยูเนียน/p p style="margin-left: 40px;"4.10.2 สถานประกอบกิจการต้องจัดให้ลูกจ้างทุกคนได้รับสวัสดิการโดยสะดวก และมีปริมาณเพียงพอกับผู้ใช้บริการ ในเรื่องต่อไปนี้/p p style="margin-left: 80px;"1) ห้องน้ำ และห้องส้วม ที่สะอาด ถูกสุขอนามัย/p p style="margin-left: 80px;"2) น้ำดื่มสะอาด ถูกสุขอนามัย/p p style="margin-left: 80px;"3) สิ่งจำเป็นในการปฐมพยาบาล และการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์/p p style="margin-left: 80px;"4) สถานที่รับประทานอาหาร และสถานที่สำหรับเก็บรักษาอาหารที่สะอาด/p p style="margin-left: 40px;"4.10.3 กรณีที่มีการจัดที่พักให้ลูกจ้าง สถานประกอบกิจการต้องจัดให้มีปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็น มีความสะอาด ปลอดภัย มีระบบการป้องกันและระงับอัคคีภัย และพร้อมที่จะใช้การได้อยู่เสมอ โดยคำนึงถึงจำนวนผู้พักต่อห้องตามขนาดห้อง และการแยกชายหญิงด้วย/p p style="margin-left: 40px;"4.10.4 กรณีนายจ้างเป็นผู้กำหนดให้ลูกจ้างใช้อุปกรณ์ในการทำงาน รวมถึงให้ลูกจ้างใส่ยูนิฟอร์ม นายจ้างต้องจัดหาอุปกรณ์การทำงานและยูนิฟอร์มให้ลูกจ้างให้เพียงพอ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย/p p style="margin-left: 40px;"4.10.5 สถานประกอบกิจการที่มีลูกจ้างเกินกว่า 50 คน ต้องจัดให้มีศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อน หรือเด็กก่อนวัยเรียน (อายุไม่เกิน 7 ปี) ในสถานประกอบกิจการ หรือบริเวณใกล้เคียง โดยลูกจ้างไม่เสียค่าใช้จ่ายในการใช้สถานที่และบริการ เพื่อให้ลูกจ้างนำบุตรมาฝากเลี้ยงในช่วงเวลาทำงานในแต่ละวัน หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้สถานประกอบกิจการจ่ายเงินชดเชยเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดังกล่าวตามสมควรแก่ ลูกจ้าง ตามที่ตกลงกันกับลูกจ้างหรือองค์การของลูกจ้าง (หากมี)/p p style="margin-left: 40px;"สถาน ประกอบกิจการที่ตั้งอยู่ในบางพื้นที่หรือในบางประเภทกิจการ อาจไม่ต้องจัดให้มีศูนย์เลี้ยงเด็กอ่อนหรือเด็กก่อนวัยเรียน เพราะเหตุสภาพแวดล้อมอาจเป็นอันตรายต่อเด็ก ทั้งนี้ตามการอนุญาตของหน่วยงานรัฐบาลที่รับผิดชอบด้านแรงงาน โดยต้องจ่ายเงินชดเชยเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายดังกล่าวตามสมควรแก่ลูกจ้างตามที่ ตกลงกันกับลูกจ้างหรือองค์การของลูกจ้าง (หากมี)/p h3 style="margin-left: 40px;"4.11 ข้อมูลข่าวสารและการเรียนรู้ (Information and Learning)/h3 p style="margin-left: 40px;"4.11.1 สถานประกอบกิจการต้องติดประกาศ หรือจัดให้ลูกจ้างทั่วไป และผู้แทนสหภาพแรงงาน หรือองค์กรของลูกจ้างได้ทราบ และสอบถามข้อสงสัยถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน และข้อบังคับในการจ้างงานในสถานที่ที่เปิดเผย และเข้าถึงได้สะดวก/p p style="margin-left: 40px;"4.11.2 สถานประกอบกิจการต้องจัดให้ผู้แทนลูกจ้างในคณะกรรมการชุดต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมาย อาทิ คณะกรรมการความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน และคณะกรรมการสวัสดิการในสถานประกอบกิจการ ได้รับการเรียนรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งได้รับการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาการทำงานของคณะกรรมการเหล่านั้นอย่างน้อย ปีละ 1 ครั้ง/p h3 style="margin-left: 40px;"4.12 ความรับผิดชอบต่อชุมชน และสังคม (Community and Social Responsibility)/h3 p style="margin-left: 40px;"4.12.1 สถานประกอบกิจการจะต้องจัดให้มีระบบการจัดการป้องกันไม่ให้เกิดมลภาวะจาก สถานประกอบกิจการสู่สิ่งแวดล้อมและชุมชนที่สถานประกอบกิจการตั้งอยู่ และพร้อมต่อการรับผิด และเยียวยาแก่ผู้เสียหาย หากมีมลภาวะอันไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดเกิดขึ้น/p p style="margin-left: 40px;"4.12.2 สถานประกอบกิจการจะต้องจัดให้มีกระบวนการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต และการจำหน่ายสินค้าที่ได้คุณภาพมีความโปร่งใส และรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ชุมชน และสังคม ให้ได้ใช้สินค้าหรือบริการของตนที่มีคุณภาพและเป็นไปตามมาตรฐานอุตสาหกรรม สากลหรือตามที่กฎหมายกำหนด/p p style="margin-left: 40px;"4.12.3 สถานประกอบกิจการจะจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชน และการพัฒนาสังคม และจะให้ความร่วมมือ และส่งเสริมให้สหภาพแรงงาน หรือองค์การของลูกจ้างจัด หรือเข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนและการพัฒนาสังคม/p /div pnbsp;/p h2ขบวนการแรงงานไทยกับการยกระดับมาตรฐานแรงงานอาเซียน/h2 pสำหรับขบวนการแรงงานไทย ซึ่งมีวิวัฒนาการการเคลื่อนไหวมากว่า 100 ปีแล้วนั้น เมื่อวาระการสร้างสรรค์ประชาคมอาเซียนมาถึง อันจะเป็นสิ่งท้าทายต่อการร่วมรับผิดชอบและการสำแดงศักยภาพของขบวนการแรงงานไทยเป็นอย่างยิ่งในอนาคตด้วยนั้น ขบวนการแรงงานไทย ซึ่งประกอบด้วยสหภาพแรงงาน องค์การคนทำงานในรูปแบบอื่นๆ องค์การพัฒนาเอกชนด้านแรงงาน พรรคการเมือง นักวิชาการ และเครือข่ายแรงงานต่างๆ เป็นต้น สมควรพิจารณาดำเนินการยกระดับมาตรฐานแรงงานสำหรับประชาคมอาเซียนดังต่อไปนี้/p ol liเสริมสร้างความรู้สึกและความเป็นจริงที่สหภาพแรงงานและแรงงานทั้งมวลมีความเป็นเจ้าของมาตรฐานแรงงานที่จะใช้ร่วมกันในประชาคมอาเซียน โดยกระบวนการที่เป็นประชาธิปไตยภายของขบวนการแรงงาน/li liพิจารณาศึกษาและปรับปรุงร่างมาตรฐานแรงงานอาเซียนในบทความนี้ให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ให้การศึกษาแก่ผู้ทำงานอย่างทั่วถึง และขยายผลให้เกิดรูปธรรมของการนำไปปฏิบัติอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง/li liจัดตั้งกลไกความร่วมมือในขบวนการแรงงานเพื่อรับผิดชอบงานด้านมาตรฐานแรงงานสำหรับอาเซียน และทำงานประสานทั้งภายในและระหว่างประเทศ/li liติดตามการนำเอามาตรฐานแรงงานในอุตสาหกรรมต่างๆที่มีอยู่อย่างหลากหลายไปใช้อย่างเทียบเคียงระหว่างกันและสร้างสรรค์ให้เกิดความก้าวหน้าและได้ผลมากยิ่งขึ้น/li liดำเนินการควบคู่กับการส่งเสริมาตรฐานแรงงานในทางการค้า ด้วยการสนับสนุนให้รัฐบาลรับรองอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศให้มากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องเป็นอนุสัญญาหลัก 8 ฉบับเท่านั้น โดยควรรวมถึงอนุสัญญาเกี่ยวกับความมั่นคงทางสังคม สุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน และแรงงานข้ามชาติ เป็นต้น ด้วย/li liร่วมมือกับรัฐและขบวนการคุ้มครองผู้บริโภคในการนำเอามาตรฐานแรงงานไปพิจารณาซื้อสินค้าและบริการของบริษัทหรือผู้ผลิตและให้บริการต่างๆที่เชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่/li liส่งเสริมให้รัฐธรรมนูญไทยมีบทบัญญัติที่สนับสนุนต่อการยกระดับมาตรฐานแรงงานทั้งในประเทศและการร่วมมือระหว่างประเทศ อันมีประเด็นประชาธิปไตยในการทำงานรวมอยู่ด้วย/li /ol pnbsp;/p h2รัฐไทยกับการยกระดับมาตรฐานแรงงานอาเซียน/h2 pในส่วนประเทศไทยในฐานะสมาชิกผู้ก่อตั้งสมาคมอาเซียนซึ่งพัฒนามาเป็นประชาคมอาเซียนในปัจจุบัน รัฐบาลไทยและหน่วยงานของรัฐจึงสมควรแสดงบทบาทนำในการพัฒนาคุณภาพชีวิตแรงงานอันเป็นประชาชนที่เป็นกำลังสำคัญที่สุดในระบบเศรษฐกิจของประเทศ โดยพิจารณาดำเนินการต่อไปนี้/p ol liรัฐบาลไทยจำเป็นต้องใส่ใจต่อการยกระดับมาตรฐานแรงงานเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตประชาชนของตนควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของประเทศ โดยประกาศให้เป็นพันธผูกพันร่วมกับพันธกรณีกติการะหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง อันรับรองโดยรัฐธรรมนูญและการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายลูก และระเบียบกฎเกณฑ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง/li liสมควรที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะปรับปรุงร่างมาตรฐานแรงงานอาเซียนที่นำเสนอ ให้มีมาตรฐานสูงขึ้นไปอีก โดยการมีส่วนร่วมของผู้แทนองค์การต่าง ๆ ของฝ่ายผู้ประกอบกิจการ แรงงาน สถาบันการศึกษา องค์การพัฒนาเอกชน และ หน่วยงานราชการอื่น ๆ/li liสมควรนำเสนอร่างมาตรฐานแรงงานอาเซียนให้ที่ประชุมรัฐบาลสมาชิกประชาคมอาเซียนรับรอง และ มีมติจัดตั้งกลไกการดำเนินงานสำคัญคือ คณะกรรมการมาตรฐานแรงงานแห่งอาเซียน และคณะกรรมการบริหารมาตรฐานแรงงานของประเทศสมาชิกอาเซียน โดยมีผู้แทนของรัฐบาล ผู้ประกอบกิจการ แรงงาน เป็นองค์การหลัก และ การมีส่วนร่วมจากสถาบันการศึกษา และองค์การพัฒนาเอกชนnbsp;nbsp;nbsp; ในคณะกรรมการดังกล่าว/li liมาตรฐานแรงงานอาเซียนควรใช้เป็นแบบบังคับแก่สถานประกอบกิจการในประชาคมอาเซียนnbsp;nbsp; แต่อาจดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่อ่อนไหวต่อต้นทุนการผลิต แต่ในระยะเวลาที่ไม่นานเกินกว่า 5 ปี นับจากการเริ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเป็นทางการในสิ้นปี 2558 มาตรฐานแรงงานดังกล่าวควรได้รับการปฏิบัติอย่างสมบูรณ์ในทุกสถานประกอบกิจการ/li liประชาคมอาเซียนสมควรมีมาตรการสนับสนุนให้มาตรฐานแรงงานอาเซียนเป็นจริง อาทิ การจัดตั้งสถาบันและกองทุนส่งเสริมมาตรฐานแรงงานอาเซียน เพื่อจะได้มีองค์การและเงินทุนสำหรับการส่งเสริมและประยุกต์มาตรฐานแรงงานอาเซียนสู่การปฏิบัติจริง และนำเงินส่วนหนึ่งของกองทุนมาให้รางวัล หรือใช้เพื่อจูงใจให้สถานประกอบกิจการ องค์การของแรงงาน องค์การพัฒนาเอกชน และหน่วยงานของรัฐ ปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานอาเซียนอย่างเต็มที่และในเชิงสร้างสรรค์ การส่งเสริมให้ขบวนการสหภาพแรงงาน และ ขบวนการคุ้มครองผู้บริโภคได้มีกิจกรรมส่งเสริมมาตรฐานแรงงานอาเซียนต่อพลเมืองอาเซียนอย่างทั่วถึง รวมทั้งการส่งเสริมให้ประเทศสมาชิกให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับต่างๆnbsp; ที่จะเกี่ยวข้องถึงกันมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุสัญญาว่าด้วยแรงงานอพยพทั้ง 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 97 และ ฉบับที่ 143 เป็นต้น/li liประเทศไทยควรให้สัตยาบันอนุสัญญาหลักที่ค้างอยู่ทั้ง 3 ฉบับคือ ฉบับที่ 87 (เสรีภาพnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp; ในการสมาคม) ฉบับที่98 (การนำหลักการเจรจาต่อรองร่วมไปปฏิบัติ) และ ฉบับที่111 (การเลือกปฏิบัติ) โดยเร็วเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม และทำให้สิทธิแรงงานnbsp; ในบรรดาพลเมืองอาเซียนเป็นปัจจัยสนับสนุนการบรรลุวัตถุประสงค์อาเซียน และการร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับประชาคมอาเซียนที่เต็มรูปแบบ โดยใส่ใจว่าประเทศสมาชิกอาเซียนถึง 3 ประเทศได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาทั้ง 8 ฉบับครบแล้วคือ ประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปินส์ และกัมพูชา/li liในการเติมเต็มวัตถุประสงค์ต่างๆของประชาคมอาเซียน ประเทศไทยควรปรับปรุงกฎหมายแรงงาน และมาตรฐานแรงงานไทยในหลายประการให้ทันสมัยและได้มาตรฐานสากล โดยอย่างน้อยใช้ประโยชน์จากร่างมาตรฐานแรงงานอาเซียนที่พัฒนาขึ้นตามที่เสนอในบทความนี้ จากมาตรฐานความรับผิดชอบทางสังคม SA 8000 ฉบับล่าสุด ค.ศ. 2014 และจากกฎหมายแรงงานของประเทศสมาชิก ที่ก้าวหน้ากว่าประเทศไทย เป็นต้น และโดยประสานความร่วมมือจากผู้ประกอบการและขบวนการแรงงานให้เกิดขึ้นอย่างเป็นจริง/li /ol pnbsp;/p h2สรุป/h2 pการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอาเซียน อันเป็นการเติมเต็มวัตถุประสงค์การจัดตั้งประชาคมอาเซียนนั้น ในวิถีทางหนึ่งก็คือการอาศัยมาตรฐานแรงงานกลางสำหรับอาเซียน ที่พึงใช้ร่วมกันในสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ (ในปัจจุบัน)/p pในส่วนของ (ร่าง) มาตรฐานแรงงานอาเซียน อันเป็นมาตรฐานกลางตัวอย่างเพื่อการค้าในเขตประชาคมเซียนและภายนอกประชาคมอาเซียนทั้ง 12 หัวข้อ (อันครอบคลุมถึง การใช้แรงงานบังคับและการจ้างแรงงาน ค่าตอบแทนการทำงาน ชั่วโมงการทำงาน และการทำงานล่วงเวลา การเลือกปฏิบัติ วินัย การลงโทษ และการร้องทุกข์ การใช้แรงงานเด็กและเยาวชน การใช้แรงงานหญิง แรงงานสัมพันธ์ ความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ความมั่นคงทางสังคม และสวัสดิการ ข้อมูลข่าวสารและการเรียนรู้ และความรับผิดชอบต่อชุมชน และสังคม ตามข้อ 4.1 - 4.12) นั้น อย่างน้อยก็สามารถพัฒนาขึ้นได้จากมาตรฐานแรงงานสากลขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) มาตรฐาน SA8000 และ กติกาอื่นๆ แต่จะสามารถนำไปใช้และยกระดับให้ก้าวหน้ามากขึ้นมากน้อยเพียงใดก็โดยการมีบทบาทของขบวนการแรงงานและรัฐเป็นสำคัญ/p pในวาระการฉลองวันแรงงานสากลและวันแรงงานแห่งชาติประจำปี 2559 ข้าพเจ้าจึงเห็นเป็นโอกาสว่าความรู้สึกและความเป็นจริงที่สหภาพแรงงานและองค์ประกอบของขบวนการแรงงานทั้งมวล ซึ่งเป็นแกนกลางของอานิสงค์แห่งมาตรฐานแรงงาน ได้มีความเป็นเจ้าของมาตรฐานแรงงานที่จะใช้ร่วมกันในประชาคมอาเซียนพึงจะช่วยกันทำให้เกิดขึ้นอย่างสำคัญ และอย่างเป็นประชาธิปไตย อันจะช่วยให้มาตรฐานแรงงานกลางทางการค้าดำเนินไปควบคู่กับมาตรฐานแรงงานของ ILO ที่สมาชิกประชาคมอาเซียนมีพันธะผูกพันร่วมกัน และที่จะให้สัตยาบันและนำไปประยุกต์ในทางที่เป็นจริง การทำงานของขบวนการแรงงานร่วมกับขบวนการคุ้มครองผู้บริโภคจึงสำคัญยิ่ง และรัฐเองก็พึงช่วยเสริมสร้างความร่วมมือจากผู้ประกอบการกับขบวนการแรงงานให้เกิดขึ้นในเรื่องนี้อย่างเป็นจริงเพื่อสร้างสรรค์ประชาคมอาเซียนในที่สุดร่วมกันด้วย/p pnbsp;/p pstrongอ้างอิง:/strong/p ol lia name="ref-1"/aฉบับปรับปรุงหลังการจัดประชาพิจารณ์ของผู้แทนหน่วยงานราชการ ผู้ประกอบการ สหภาพแรงงาน และองค์การพัฒนาเอกชน เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2557 โดยเนื้อหาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของผลงานวิจัยในโครงการเสริมสร้างระบบมาตรฐานแรงงานสู่ประชาคมอาเซียน (2558) ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ที่ผู้เขียนเป็นที่ปรึกษา และขอขอบคุณกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานผู้สนับสนุนทุนวิจัยเพื่อการสร้างสรรค์งานให้กับประชาคมอาเซียนเป็นอย่างยิ่งไว้ ณ โอกาสนี้/li lia name="ref-2"/aอ้างจากกฎบัตรอาเซียนฉบับครบรอบ 40 ปี ของการก่อตั้งประชาคมอาเซียน (พัฒนามาจากสมาคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้) ประกาศใช้เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน ค.ศ. 2007 ณ ประเทศสิงคโปร์/li /ol pnbsp;/p h2เอกสารอ้างอิง (References)/h2 ul liกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน (2558) รายงานวิจัยโครงการเสริมสร้างระบบมาตรฐานแรงงานสู่ประชาคมอาเซียน./li liโชคชัย สุทธาเวศ “มาตรฐานแรงงาน + การค้าโลก = การจูบปากกันของลัทธิสหภาพแรงงานกับทุนนิยม?” หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, วันที่ 27 มกราคม 2547, หน้า 3./li liปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ ค.ศ. 1948./li liปฏิญญาไตรภาคีว่าด้วยหลักการที่เกี่ยวข้องกับกิจการบรรษัทข้ามชาติ และนโยบายทางสังคมขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ค.ศ. 2000./li liปฏิญญาว่าด้วยความยุติธรรมทางสังคมเพื่อโลกาภิวัตน์ที่เป็นธรรมขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ค.ศ. 2008./li liมาตรฐานระบบการจัดการคุณภาพ (ISO 9001)./li liมาตรฐานความรับผิดชอบทางสังคม ISO 26000./li liมาตรฐานแรงงานไทย (TLS.8001 - 2010)./li liมาตรฐานความรับผิดชอบทางสังคม SA 80000 (2014)./li liหลักปฏิบัติว่าด้วยผู้ป่วย HIV / AIDS ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ค.ศ. 2001./li liอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ฉบับที่ 29, 87, 98, 100, 105, 111, 135, 138, 155, 164, 177 และฉบับที่ 182 รวมถึงข้อแนะขององค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 146 และ 164./li liอนุสัญญาขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ค.ศ. 1979./li liอนุสัญญาขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก ค.ศ. 1989./li /ul pnbsp;/p pstrongหมายเหตุ:/strong/p pspan style="color:#ff8c00;"strongชื่อบทความเดิม: การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนอาเซียน: ข้อพิจารณาจากมาตรฐานแรงงานอาเซียน กับ บทบาทของขบวนการแรงงาน และรัฐ/strong/span/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/F7qKSt69agE" height="1" width="1" alt=""/

รายชื่อ 88 กวีนิพนธ์ ส่งเข้าประกวดรางวัลซีไรต์ประจำปี 2559

Fri, 29/04/2016 - 22:43
pประกาศรายชื่อกวีนิพนธ์ ที่ส่งเข้าประกวดรางวัลซีไรต์ประจำปี 2559 ทั้ง 88 เล่ม พบ 'เกษียร เตชะพีระ' มีชื่อด้วย/p p!--break--!--break--/p p29 เม.ย. 2559 a href="https://www.facebook.com/wannarerk/posts/975523332568841?fref=nfamp;pnref=story"พินิจ นิลรัตน์/a หนึ่งในคณะกรรมการคัดเลือกวรรณกรรมซีไรต์ประจำปี 2559 ได้เผยแพร่รายชื่อกวีนิพนธ์ที่ส่งเข้าประกวดในปีนี้ผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยมีทั้งnbsp; 88 เล่ม ดังนี้/p pstrongรายชื่อกวีนิพนธ์ที่ส่งเข้าประกวด/strong/p p1. เด็กผู้ชายผู้ถูกผีหลอกและเรื่องราวอันน่าสะพรึงอื่น ของ ธัชชัย ธัญญาวัลย : Arty Housebr /2. ยามเช้าของความรัก ของ ธัชชัย ธัญญาวัลย : Arty Housebr /3. ณ ริมธารแห่งกาลภพ ของ วิเชียร ไชยบัง : เรียนนอกกะลาbr /4. รักในเอเดน ของ วิเชียร ไชยบัง : เรียนนอกกะลาbr /5. เงาไม่มีเงา ของ นายทิวา : ออนอาร์ตbr /6. ในเครื่องหมายคำถาม? ของ นายทิวา : ออนอาร์ตbr /7. (เลียน) ลิลิต เทิดเบื้องบรรพชน บางระจัน ของ ธีระ อ่ำสวัสดิ์br /8. คำอมฤต ของ สาคร ชิตังกรณ์br /9. พระแสงของ้าว ของ สินไซ อีสานbr /10. ฉันคือ...ร้อยสิ่งดีดีในชีวิต ของ สดใส ขันติวรพงศ์ : สวนเงินมีมาbr /11. ประชุมโคลงทัชสกรีน ของ เชษฐภัทร วิสัยจร : 340br /12. กาพย์เห่ชมเครื่องคาวแบบฟิวชั่น ของ เชษฐภัทร วิสัยจร : 340br /13. โปรดระวังช่องว่างระหว่างรถไฟกับชานชาลา ของ ธรรมรุจา ธรรมสโรช : วงปีbr /14. นิธาร ของ 'กุดจี่' พรชัย แสนยะมูล : ไม้ยมกbr /15. ใจปัจจุบัน ของ 'กุดจี่' พรชัย แสนยะมูล : ไม้ยมกbr /16. กาฬโลก ของ เจริญขวัญ : หมาน่าเกลียดbr /17. อิสตรี ของ อรุณวดี อรุณมาศbr /18. ลำนำอิงประวัติศาสตร์ พระมหากษัตริย์แห่งชาติไทย ของ ณุ บูรพา : แด่คนช่างฝันbr /19. แก้วตาของยาย ของ ภักดี ไชยหัด : รูปจันทร์br /20. ความฝันและวันเวลา ของ ขาล พฤษภbr /21. ฉันปลูกดอกไม้บนภูผาเดียวดาย เดช อัสดง : ทุ่งดอกไม้br /22. โรงละครของมนุษย์ต่างดาว ของ มุทิตา : คอกม้าหิมาลัยbr /23. รักษ์ ของ ที่รักษ์ : ณbr /24. สวัสดี...ความรัก ของ บุญญรัชฎ์ สาลี : ช่างเขียนbr /25. ป่าช้าใจ ของ พระครูสุธีจริยวัฒน์, ดร.br /26. คำหวาน บ้านไร่ ของ ธนวัฒน์ บุรีภักดีbr /27. เภตรามหาชเล ของ ลอง จ้องรวี : โรงนาบ้านไร่br /28. สายลมบุพกาล ของ ลอง จ้องรวี : โรงนาบ้านไร่br /29. เวลาจารึก ของ ธีระสันต์ พันธศิลป์ : โรงนาบ้านไร่br /30. ว่าวใบกลอย ของ อุดร ทองน้อย : มิ่งมิตรbr /31. ประเทศของท่าน บ้านของผม ของ พิเชฐ แสงทอง : ผจญภัยbr /32. เสียงหัวใจ ของ พิพัฒน์ เติมงามbr /33. นครคนนอก ของ พลัง เพียงพิรุฬห์br /34. ลิขิตโคลงไม้ดอกแลดอกไม้ ของ รุธิรศวัส (สุเทพพงษ์ ยลปราโมทย์สกุล)br /35. ลิลิตหาญกล้า ของ รุธิรศวัส (สุเทพพงษ์ ยลปราโมทย์สกุล)br /36. โคลงห่อโคลงแผนพิมพงไพร ของ รุธิรศวัส (สุเทพพงษ์ ยลปราโมทย์สกุล)br /37.ดวงตากุมภาพันธ์ ของ หทัยสินธุ สินธุหทัย : ปล่อยbr /38. ความฝันหรอกแม่ที่ขโมยลูกมา ของ หทัยสินธุ สินธุหทัย : กากะเยียbr /39. ข้าพเจ้าและเธอบนเส้นทาง ของ ปรัชชา ทัศนา : ขนำใบไม้br /40. ความสงบที่รบเร้า ของ ปณิธาน นวการพาณิชย์ : กระท่อมปณิธานbr /41. เส้นรอบวงกลมปราศจากจุดจบ ของ กานต์ ลิ่มสถาพร : อุดมปัญญาbr /42. หัวใจในเปลวเพลิง ของ สุมิตรา จันทร์เงา : มหาวิทยาลัยรังสิตbr /43. ทางจักรา ของ ศิวกานท์ ปทุมสูติ : แพรวbr /44. บางคนอาจเดินสวนทางเราไป ของ บัญชา อ่อนดี : แพรวbr /45. หลากถ้อยในรอยทาง ของ โชคชัย บัณฑิต' : แพรวbr /46. ฤดูร้อนยาวนานไม่สิ้นสุด ของ บรรทัดไม้ : สมมติbr /47. ในความซ้ำซากของชีวิต ของ สหรัฐ พัฒนกิจวรกุล : สมมติbr /48. วิ่ง ของ สหรัฐ พัฒนกิจวรกุล : ชายขอบbr /49. ปรากฏการณ์ส่วนเกิน ของ ชานนที : สมมติbr /50. ดอกไม้หนึ่งมิติ เล่มที่ 1 – 10 ของ ฟ้า พูลวรลักษณ์ : สมมติbr /51. ฝนบางหยดกลายเป็นผีเสื้อ ของ ลัดดา สงกระสินธ์ : สมมติbr /52. สุญญกาล ของ สมพงษ์ ทวี' : สมมติbr /53. อื่นใดนอกจากนั้น ของ จันทร์ รำไร : สมมติbr /54. ดวงตาของความเงียบ ของ จันทร์ รำไร : บ้านเขาน้อยbr /55. เรื่องเล่าพระธุดงค์ ของ อนงฺคโณ ภิกฺขุbr /56. อภาวะ ของ เสน รัตนะ : ตามพรลิงค์br /57. พันธกาล ของ รชา พรมภวังค์ : Shine Publishing Housebr /58. คนคำโคลง ของ โกศล อนุสิม : กะปอมก่าbr /59.โลกใต้เปลือกตา ใต้เปลือกตาโลก ของ วิมล ไทรนิ่มนวล : ออนอาร์ตbr /60. สยามห้องเย็น ของ อรุณรุ่ง สัตย์สวี : ลายวรรณbr /61. ในนามของฉัน ของ ชัยพร ศรีโบราณbr /62. นอนดูดาว ใต้ร่มไม้ บ่ายวันศุกร์ ของ อาชญาสิทธิ์ ศรีสุวรรณ : The Writer’s Secretbr /63. หนังสืองานศพ ของ วรา จันทร์มณีbr /64. เมฆข้างนอก หมอกข้างใน ของ รัฐมนตรี หล้าสมบัติ : บรรณพิภพbr /65. บันดาลใจ ของ กฤตสุชิน พลเสนbr /66. ประภัสสร ของ เตือนจิต นวตรังค์br /67. จักรวาลในสวนหลังบ้าน ของ กระบี่ใบไม้br /68. นิทานในบ้านเจ้าชายน้อย ของ ธวัชชัย ทนทาน : Pakphanang Publishingbr /69. พลัดหลงไปในห้วงเวลาของนักมายากล ของ วิสุทธิ์ ขาวเนียม : ผจญภัยbr /70. ไกลกว่ารั้วบ้านของเรา ของ โรสนี นูรฟารีดา : ผจญภัยbr /71. เผื่อมีเมฆตามเรามา ของ จเด็จ กำจรเดช : ผจญภัยbr /72. ขังไว้ในกล่องของเล่น ของ อภิชาติ จันทร์แดง : ผจญภัยbr /73. งานเลี้ยงในโถงถ้ำดึกดำบรรพ์ ของ ศิริวร แก้วกาญจน์ : ผจญภัยbr /74. ลมผลัดขน ฝนลอกคราบ ของ ธีรยุทธ บุษบงค์ : กากะเยียbr /75. ในอ้อมกอดของการหลงลืม ของ นิรัติศัย หล่ออรุโณทัย : นาครbr /76. เพลงแม่น้ำ ของ โขงรัก คำไพโรจน์ : กากะเยียbr /77. กะจ่าง พยัญไพร ของ กวีสายป่าbr /78. ปฏิวัติครั้งสุดท้าย ของ ไพฑูรย์ พรหมวิจิตรbr /79. เกี่ยวใจ ของ สมพร ประเสริฐสังข์br /80. เพลงพลบ ของ เทพย์-สิทธานีbr /81. นิทาน พระนลคำกลอน ของ ธนุ เสนสิงห์br /82. พระสุธน มโนราห์ คำกลอน ของ ธนุ เสนสิงห์br /83. ลึงค์คดี ของ อุเทน มหามิตร : ชายขอบbr /84. มันเป็นเพียงวันนี้เท่านั้นเอง ของ เกษียร เตชะพีระ : ชายขอบbr /85. เด็กชายจากหุบตะวัน ของ นิติพงศ์ สำราญคง : ชายขอบbr /86. ไม่ใช่บทกวี เพียงการปลอมแปลงที่พอจะมีฝีมืออยู่บ้าง ของ วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา : ชายขอบbr /87. ถึงเธอปาตานี ของ อับดุลเลาะ วันอะฮ์หมัด : ชายขอบbr /88. ในรังนอนของหนอนตัวหนึ่ง ของ นิตา มาศิริ/p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ff8c00;"000000/span/strong/p pbr /strongรายชื่อคณะกรรมการการคัดเลือก และคณะกรรมการตัดสินรางวัลซีไรต์ปี 2559/strong/p pstrongคณะกรรมการการคัดเลือก/strong/p p1.นายจรูญพร ปรปักษ์ประลัยbr /2. นายสุนันท์ พันธุ์ศรีbr /3. นายพินิจ นิลรัตน์br /4. ดร.จิราภรณ์ อัจฉริยประสิทธิ์br /5. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สรตี ปรีชาปัญญากุลbr /6. นายวรวุฒิ ภักดีบุรุษbr /7. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สมเกียรติ คู่ทวีกุล/p pstrongคณะกรรมการการตัดสิน/strong/p p1. นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์br /2. นายอดุล จันทรศักดิ์br /3. นายบูรพา อารัมภีรbr /4. รองศาตราจารย์ สุรภีพรรณ ฉัตราภรณ์br /5. รองศาตราจารย์ ดร.ตรีศิลป์ บุญขจรnbsp;br /6. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ เวศร์ภาดาbr /7. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สมเกียรติ คู่ทวีกุล/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/6BuTQpthkj8" height="1" width="1" alt=""/

ชะตากรรมนักโทษสหรัฐฯ ผู้เปิดโปงความโหดร้ายของเรือนจำในรัฐฟลอริดา

Fri, 29/04/2016 - 22:33
pเรื่องของ ฮาโรลด์ เฮมป์สเตด นักโทษในสหรัฐฯ ผู้ติดคุกยาวนานในข้อหาลักทรัพย์หลายครั้งอีกทั้งยังเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ แต่เขาก็กลายเป็นวีรบุรุษผู้เปิดโปงการกระทำโหดร้ายในคุกที่เขาเคยอยู่จนมีผู้ต้องขังถึงแก่ความตาย ถึงแม้ว่ากระบวนการสืบสวนหลังจากนั้นจะยังไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่เป็นเหยื่อการกระทำโหดร้ายก็ตาม/p p!--break--!--break--/p pเมื่อวันที่ 27 เม.ย. 2559 เว็บไซต์นิตยสารเดอะนิวยอร์กเกอร์รายงานถึงกรณีที่ฮาโรลด์ เฮมป์สเตด ผู้ต้องขังที่เคยอยู่ในทัณฑสถานเดดส่งจดหมายร้องทุกข์ต่อกรมราชทัณฑ์รัฐฟลอริดา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 ม.ค. 2556 ในจดหมายฉบับนั้นระบุถึงข้อกล่าวหาที่น่าสะพรึงต่อกรณีการเสียชีวิตของผู้ต้องขังชื่อดาร์เรน เรนนี ผู้ที่เสียชีวิตในเรือนจำจากการหมดสติในห้องอาบน้ำเมื่อ 7 เดือนก่อนหน้าการส่งจม.ร้องทุกข์/p pผู้เขียนบทความนามว่า อียาล เพรส เขียนถึงกรณีนี้โดยอ้างอิงถึงจดหมายของเฮมป์สเตด ที่ระบุว่าการตายของเรนนีเป็นการพยายามปกปิดการข่มเหงทารุณเรนนีก่อนหน้านี้ เนื่องจากก่อนที่เรนนีจะหมดสติไปในห้องน้ำเขาถูกขังไว้ในห้องอาบน้ำที่มีการเปิดน้ำร้อนใส่เขาจากสายยางข้างนอกโดยผู้คุมซึ่งน้ำมีความร้อนถึงราว 80-100 องศา มากพอจะต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปได้ จม.ของเฮมป์สเตด เล่าว่าเขาได้ยินเรนนีตะโกนว่า "ผมทนไหวแล้ว" จากนั้นถึงได้ยินเสียงตุบที่เขาเชื่อว่าเป็นเสียงร่างเรนนีกระแทกลงกับพื้นและเสียงร้องโหยหวนของเขาก็เงียบสงบลง/p pเฮมป์สเตดเขียนในท้ายจดหมายเรียกร้องให้มีการสืบสวนในเรื่องนี้ ซึ่งจากปากคำของแฮเรียต คริซคาวสกี อดีตนักจิตเวชวิทยาผู้ให้คำปรึกษาในทัณฑสถานเดดเปิดเผยว่าร่างกายของเรนนีมีรอยถูกลวกร้อยละ 90 และผิวหนังของเขาจะหลุดลอกออกถ้าถูกสัมผัส/p pแต่กรมราชทัณฑ์ก็ตอบกลับเฮมป์สเตดอย่างห้วนๆ ว่า "คำร้องทุกข์ของคุณถูกตีกลับโดยไม่มีปฏิบัติการใดๆ " แต่เฮมป์สเตดก็ยังคงส่งคำร้องไปยังกรมราชทัณฑ์อีกครั้งในหลายเดือนถัดมาและยังส่งคำร้องไปที่อื่นๆ อย่างหน่วยงานตรวจสอบด้านการแพทย์ละหน่วยงานตำรวจด้วย อย่างไรก็ตามนักจิตเวชวิทยาที่ฝ่ายงานสุขภาพจิตในเดดกลัวว่าการร้องเรียนในเรื่องนี้จะทำให้ฝ่ายผู้คุมโต้ตอบด้วยความไม่พอใจและทำให้ตัวเองอยู่ในความเสี่ยงได้ นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่เฮมป์สเตดถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ เขามักจะถูกโต้ตอบว่าให้เลิก "ย้ำคิด" เกี่ยวกับเรื่องของเรนนีได้แล้ว จนกระทั่งในวันที่ 17 พ.ค. 2557 จากการช่วยเหลือของวินดี พี่/น้องสาวของเขาทำให้เรื่องนี้ขึ้นหน้าหนึ่งของสื่อไมอามีเฮราลด์/p pการเปิดโปงของฮาโรลด์ เฮมป์สเตด ทำให้กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ดำเนินการสืบสวนเพื่อพิจารณาว่าการเสียชีวิตของเรนนีเป็นส่วนหนึ่งของการข่มเหงผู้ต้องขังหรือไม่ หลังจากนั้นจึงเกิดการเปลี่ยนแปลงผู้คุมบางคนในฝ่ายงานสุขภาพจิตของเรือนจำ และราชทัณฑ์รัฐฟลอริดาก็มีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงระบบรวมถึงการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่เรือนจำและการเปลี่ยนระบบอื่นๆ เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงในอนาคต/p pอย่างไรก็ตามบทความของเพรสระบุว่าเรื่องราวของเฮมป์สเตดอาจจะไม่ได้จบอย่างมีความสุขมากเท่าที่ควรในแง่การให้ความเป็นธรรมต่อเรนนี ถึงแม้ว่าจะมีการสืบสวนแต่ผู้คุมที่ถูกกล่าวหาว่าใช้น้ำร้อนกับเรนนียังไม่มีใครเลยที่ถูกตั้งข้อหา ยังไม่มีการระบุในข้อมูลประวัติว่ามีการกระทำผิดและยังไม่มีใครลาออก จนกระทั่งถึงต้นปีนี้ผลการชันสูตรเรนนีถูกส่งต่อไปให้อัยการของรัฐที่ตัดสินว่าการตายของเรนนีเป็น "อุบัติเหตุ" และไม่แนะนำให้ดำเนินคดีในเรื่องนี้/p pในขณะที่เฮมป์สเตดก็เริ่มถูกข่มขู่คุกคามจากเจ้าหน้าที่เรือนจำว่าจะขังเดี่ยวเขาหลังจากที่เขาให้สัมภาษณ์ต่อสื่อไมอามี เฮราลด์ จากนั้นก็นำตัวเฮมป์สเตดส่งต่อไปยังเรือนจำอื่นโดยมีการให้สถานะ "อยู่ภายใต้การคุ้มครอง" จากทัณฑ์สถานเดด แต่เขาก็จะถูกจัดจำในฐานะผู้เปิดโปงเรื่องการข่มเหงในคุกต่อไป/p pเฮมป์สเตดโดนโทษจำคุก 165 ปี จากที่เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการลักทรัพย์ในบ้านคนอื่นหลายสิบกรณี เขาเกิดที่เซนตืปีเตอร์เบิร์ก รัฐฟลอริดา มีพ่อเป็นคนติดเหล้าและเสียชีวิตเมื่อเฮมป์สเตดอายุได้ 7 ปี แม่ของเขาต้องเข้ารับการบำบัดเพื่อมีอาการทางจิตทำให้เฮมป์สเตดและพี่น้องของเขาต้องต่อสู้หาเลี้ยงตัวเองบนท้องถนน เฮมป์สเตดกล่าวโต้แย้งว่าเขาไม่ได้เป็นคนมีส่วนร่วมในการขโมยของในบ้านคนอื่นโดยตรง เป็นแค่คนซื้อขายของของโจรเท่านั้น/p pแต่ไม่ว่าเขาจะกระทำผิดจริงหรือไม่ก็ตามบทความของเพรสก็ระบุว่าการลงโทษจำคุกมากขนาดนี้ก็ถือว่าเป็นการลงโทษที่หนักเกินไป แรนดัลล์ ซี เบิร์ก จูเนียร์ ผู้อำนวยการบริหารจากสถาบันความยุติธรรมฟลอริดาซึ่งเป็นองค์กรให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายกล่าวว่าการตัดสินอาชญากรรมของเฮมป์สเตด ไม่ว่าจะมองในนิยามการตัดสินของใครก็ตามถือว่าเป็นการตัดสินก็เกิดจริงทั้งสิ้น/p pวินดีเป็นคนที่เฮมป์สเตดคุยด้วยเป็นคนแรกๆ หลังจากเรนนีเสียชีวิต วินดีเล่าถึงสภาพที่เฮมป์สเตดแสดงอาการหวาดกลัวจนตัวสั่นเธอบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นค่ำคืนนั้นจะติดตัวเขาไปตลอด/p pnbsp;/p pstrongspan style="color:#0000cd;"เรียบเรียงจาก/span/strong/p pspan style="color:#0000cd;"A Whistle-Blower Behind Bars Eyal Press, The New Yorker, 27-04-2016 a href="http://www.newyorker.com/news/daily-comment/a-whistle-blower-behind-bars"http://www.newyorker.com/news/daily-comment/a-whistle-blower-behind-bars/a/span/p pspan style="color:#0000cd;"Madness, Eyal Press, The New Yorker a href="http://www.newyorker.com/magazine/2016/05/02/the-torturing-of-mentally-ill-prisoners"http://www.newyorker.com/magazine/2016/05/02/the-torturing-of-mentally-ill-prisoners/a/span/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/kpYhAJXz4Yw" height="1" width="1" alt=""/

ทหารเรียกตัว อาจารย์ มช. เข้าค่ายทหารให้ข้อมูล

Fri, 29/04/2016 - 22:26
!--break--!--break-- p29 เม.ย. 2559 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 19.56 น. ที่ผ่ามา ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี อาจารย์จากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว 'a href="https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1035876036459457"Pinkaew Laungaramsri/a' ในลักษณะสาธารณะ ซึ่งเป็นภาพถ่ายจดหมายถึงอธิการบดี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จาก กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย มณฑลทหารบกที่ 33 ค่ายกาวิละ จ.เชียงใหม่ เรียงตนเองเข้าพบเจ้าหน้าที่กองกำลังดังกล่าว เพื่อให้ข้อมูลnbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1526/26106915884_557aec466f_b.jpg" style="width: 600px; height: 371px;" //p divโดยจดหมายดังกล่าว ระบุว่า ตามคำสั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ที่ 3/2558 ที่อ้างถึงกองกำลัง รักษาความสงบเรียบร้อย มณฑลทหารบกที่ 33 มีความประสงค์ขอเชิญ ปิ่นแก้ว มาพบเจ้าหน้าที่กองกำลังฯ เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ทางการ ในวันที่ 3 พ.ค.นี้ เวลา 9.00 น. nbsp;/div divnbsp;/div divหลังจากช่วงเช้าวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมาได้เกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่บุกเข้าควบคุมตัวประชาชนหลายรายโดยไม่แจ้งข้อหาของเจ้าหน้าที่ทหารจาก คสช.nbsp;หลังจากช่วงเย็นวันเดียวกันnbsp;a href="https://www.facebook.com/prachatham/posts/1020462638035200"สำนักข่าวประชาธรรมnbsp;/aรายงานว่า ที่ข่วงท่าแพ จ.เชียงใหม่ เวลา 18.20 น. คณาจารย์ นักกิจกรรม ประชาชนเชียงใหม่กว่า 15 คน ร่วมสวมเสื้อขาว ยืนเฉยๆ แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ "ปล่อยประชาชนโดยไม่มีเงื่อนไข" โดยมีทหาร ตำรวจในเครื่องแบบยืนสังเกตการณ์และบันทึกภาพในบริเวณใกล้เคียง/div div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/04/65482" target="_blank"ขอนแก่น-เชียงใหม่-ศิลปากร แอคชั่นเงียบ ค้านจับกุม ปชช.โดยมิชอบ/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/PZRI3PpsdXA" height="1" width="1" alt=""/

ศาลทหารออกหมายจับ ม.112 'ณัฏฐิกา-หฤษฏ์' 2 ใน 8 ผู้ต้องหาทำเพจล้อประยุทธ์เพิ่ม

Fri, 29/04/2016 - 21:35
!--break--!--break-- div data-block="true" data-editor="3u23a" data-offset-key="50j2j-0-0" div data-offset-key="50j2j-0-0"nbsp;/div /div div data-block="true" data-editor="3u23a" data-offset-key="8fm70-0-0" div data-offset-key="8fm70-0-0"29 เม.ย.2559a href="http://www.matichon.co.th/news/121657" มติชนออนไลน์/a รายงานว่า ศาลทหารกรุงเทพฯ ได้อนุมัติหมายจับ ณัฏฐิกา วรธัยวิชญ์ และ หฤษฏ์ มหาทน 2 ใน 8 ผู้ต้องหา จัดทำเฟซบุ๊กแฟนเพจ 'เรารัก พล.อ.ประยุทธ์' ล้อเลียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. เพิ่มเติม ให้ข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ ด้วย หลังพบหลักฐานมีการสนทนากันในโซเชียลมีเดียเข้าข่ายผิดกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการอายัดตัวและดำเนินคดีต่อไปbr /nbsp;/div /div h3span style="color:#0000cd;"ทหารฟ้อง 'บุรินทร์ อินติน' 2 ข้อหา 'ม.112 - พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์' nbsp;/span/h3 pขณะที่ a href="http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9590000043685"ผู้จัดการออนไลน์/a รายงานว่า บุรินทร์ อินติน หนึ่งในผู้ร่วมกิจกรรม ยืนเฉยๆ ร่วมกับกลุ่มพลเมืองโต้กลับ บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิnbsp;เพื่อเรียกร้องให้ ปล่อยตัว 8 ผู้ต้องหาจัดทำเฟซบุ๊กแฟนเพจดังกล่าว เมื่อเวลา 16.30 น. ที่ผ่านมาnbsp;ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี(บก.ปอท.) พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ ฝ่ายเสนาธิการผู้บังคับบัญชา คณะทำงานพิเศษฝ่ายกฎหมาย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) นำตัว บุรินทร์ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลทหาร ข้อหา ม.112 และ นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(3) นำส่งพ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร หนูทอง รองผกก.(สอบสวน)กก.3บก.ปอท. ดำเนินคดี/p pโดย พ.อ.บุรินทร์ เปิดเผยว่า ทหารเฝ้าติดตามพฤติกรรม บุรินทร์ หลังจากสายข่าวพบการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวชื่อ “Burin Intin” ในลักษณะต่อต้านการบริหารงานของรัฐบาลและคสช.รวมทั้งมีการแชตพูดคุยกับบุคคลอื่นโดยมีข้อความลักษณะหมิ่นเบื้องสูง เข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญา ม.112 กระทั่งวันที่ 27 เม.ย. ที่ผ่านมา เวลา 12.13 น. บุรินทร์ โพสต์คลิปวิดีโอความยาวประมาณ 40 นาที พร้อมข้อความ “นู๋อยากโดนอุ้ม#ปล่อยเพื่อนเราที่โดนอุ้ม” ก่อนจะมีบุคคลเข้ามาแสดงความคิดเห็นในคลิปดังกล่าว และ บุรินทร์ ตอบความคิดเห็นในลักษณะหมิ่้นเบื้องสูง หลังจากนั้นในวันเดียวกัน ช่วงเวลา 18.00 น. บุรินทร์ เดินทางมาร่วมกิจกรรม "ยืนเฉยๆ” ร่วมกับกลุ่มพลเมืองโต้กลับ ก่อนจะเป็น 1 ใน 16 รายที่ถูกตำรวจสน.พญาไทควบคุมตัว/p pพ.อ.บุรินทร์ กล่าวว่า จากนั้นทหารจึงเดินทางไปยังสน.พญาไท เพื่อเชิญตัว บุรินทร์ มาควบคุมตามคำสั่งคสช.ที่ 3/2558 และเมื่อวันที่ 28 เม.ย. ทหารมาร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนบก.ปอท.เพื่อขอให้ดำเนินคดีกับ บุรินทร์ และวันนี้ศาลทหารจะออกหมายจับ เมื่อตรวจค้นตัวกลับไม่พบโทรศัพท์ของ บุรินทร์ จึงสอบถาม บุรินทร์ ได้ความว่าฝากโทรศัพท์ให้กับเพื่อนชื่อว่าน (นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และเป็นเพื่อน สิรวิชญ์ เสรีวัฒน์ หรือ จ่านิว) อยู่ระหว่างติดตามตัว ว่าน จากนั้นจึงขยายผลตรวจค้นที่ร้านอัดรูปสปอร์ตดิจิตอลโฟโต้ ปากซอยปลูกจิตร 1 ถนนพระราม4 แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร ที่ บุรินทร์ อาศัยอยู่ พบซีพียูคอมพิวเตอร์ จำนวน 3 เครื่อง ที่ใช้ในการเล่นเฟซบุ๊ก และขันแดง(ที่แจกในวันสงกรานต์) 1 ใบ/p pa href="http://www.matichon.co.th/news/121559"มติชนออนไลน์/anbsp;a href="http://www.thairath.co.th/content/613281"ไทยรัฐออนไลน์/aและa href="http://www.dailynews.co.th/crime/394737"เดลินิวส์/a ยังรายงานตรงกันด้วยว่า บุรินทร์ ผู้ต้องหา รับว่า ตนเข้าร่วมกับกลุ่มพลเมืองโต้กลับตั้งแต่ 19 ก.ย. 2558 จากนั้นจึงมีโอกาสรู้จักกับ สิรวิชญ์ nbsp;และติดต่อพูดคุยกันมาตลอด จนรู้จักกับแม่สิรวิชญ์ และแชตพูดคุยกันผ่านเฟซบุ๊ก ในทำนองว่าร้ายสถาบันจริงเนื่องจากรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ตนโพสต์ข้อความต่างๆ ผ่านโทรศัพท์และโพสต์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 27 nbsp;เม.ย. ก่อนถูกจับกุม ไม่คิดว่าจะถูกดำเนินคดีในข้อหาหมิ่นสถาบันและสาเหตุที่นำโทรศัพท์ให้เพื่อนชื่อว่านนั้น เพราะแบตโทรศัพท์จะหมด จึงให้ไปเพื่อชาร์จแบตเท่านั้น ไม่มีเจตนาจะทำลายหลักฐาน จึงอยากฝากผ่านสื่อไปถึงว่านและจ่านิวว่า ให้นำโทรศัพท์กลับมาคืนด้วย/p pด้าน พ.ต.ท.สัณห์เพ็ชร กล่าวว่า รับตัว บุรินทร์ จากทหาร ก่อนจะสอบปากคำ พร้อมตรวจสอบซีพียูคอมพิวเตอร์ที่ได้มาว่ามีข้อมูลใดบ้าง ทั้งนี้จะนำตัวนายบุรินทร์ฝากขังศาลทหารก่อนเวลา 09.00 น.ในวันที่30 เม.ย. พร้อมขยายผลหากพบบุคคลใดเกี่ยวข้องจะดำเนินคดีทันทีnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/04/65486" target="_blank"‘ยืนเฉยๆ’ รอบ3 ‘อานนท์’ ผิดพ.ร.บ.ชุมนุม ปล่อยแล้ว 13-ทหารคุมตัว 1-โดนหมายจับเก่า 5/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2016/04/65518" target="_blank"ศาลทหารไม่ให้ประกัน 8 ผู้ต้องหา ม.116 ทำเพจล้อการเมือง/a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2016/04/65525" target="_blank"รายงาน: หมิ่นประมาท พล.อ.ประยุทธ์ = มาตรา 116? หัวหน้า คสช. = รัฐ ?/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/szinyqC6nUE" height="1" width="1" alt=""/

พึงระวัง! กกต.ออก 8 ข้อห้ามโพสต์แชร์ เตือนแม้ไม่ผิดกม.ประชามติ ยังมีคำสั่ง คสช. พ.ร.บ.คอมฯ

Fri, 29/04/2016 - 20:28
!--break--!--break-- div p29 เม.ย.2559 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ธนิศร์ ศรีประเทศ รองเลขาธิการ กกต. กล่าวถึงผลประชุม กกต.ว่า กกต.มีมติให้ออกประกาศ กกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ จะมีผลเมื่อประกาศดังกล่าวลงราชกิจจานุเบกษาแล้ว คาดว่าจะมีผลไม่เกินสัปดาห์หน้า โดยมีข้อกำหนด สิ่งที่ประชาชนทำได้ 6 ข้อ คือnbsp;br /br /1. ศึกษาค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและประเด็นเพิ่มเติมให้เข้าใจอย่างครบถ้วน จากเว็บไซต์หรือสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการแสดงความคิดเห็นของตนnbsp;br /2. แสดงความเห็นโดยใช้ถ้อยคำที่สุภาพnbsp;br /3. แสดงความเห็นด้วยข้อมูลที่มีความชัดเจนไม่กำกวม อันอาจทำให้บุคคลอื่นเห็นว่าเป็นการบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงnbsp;br /4. การนำเสนอหรืออ้างอิงงานวิจัยตามหลักวิชาการ เพื่อประกอบการแสดงความคิดเห็นให้ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงบุคคลนั้น ควรตรวจสอบความถูกต้องและแสดงที่มาของงานวิจัยนั้นด้วยnbsp;br /5. การสัมภาษณ์ผ่านสื่อเพื่อแสดงความคิดเห็นพร้อมเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตนnbsp;br /6. การนำเข้าข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นพร้อมแสดงเหตุผลอย่างใดอย่างหนึ่งของตน ในเว็บไซต์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์หรือการส่งต่อข้อมูลดังกล่าว โดยไม่มีการแสดงความเห็นเพิ่มเติม/p /div div pรองเลขาธิการ กกต.กล่าวต่อว่า ส่วนที่ทำไม่ได้ 8 ข้อประกอบด้วยnbsp;br /br /1. การสัมภาษณ์ผ่านสื่อด้วยข้อความอันเป็นเท็จหรือมีลักษณะก้าวร้าวรุนแรงหยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่nbsp;br /2. การนำเข้าข้อมูล (โพสต์) อันเป็นเท็จหรือมีลักษณะก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย ปลุกระดมหรือข่มขู่ในเว็บไซต์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือส่งต่อข้อมูล (แชร์) ในลักษณะดังกล่าวnbsp;br /3. การทำหรือส่งสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายอันมีลักษณะก้าวร้าวรุนแรงหยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่br /4. การจัดเวทีสัมมนา อภิปราย โดยกลุ่มองค์กรต่างๆ ที่ไม่มีหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรสื่อมวลชน ตามกฎหมายเข้าร่วม และมีเจตนาเพื่อปลุกระดมทางการเมืองnbsp;br /5. การชักชวนให้ใส่เสื้อ หรือติดป้าย เข็มกลัด ธง ริบบิ้น หรือเครื่องหมายที่แสดงสัญลักษณ์ความเห็นอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือการขายการแจกจ่ายสิ่งของดังกล่าว ในลักษณะรณรงค์ทั่วไปเพื่อนำไปสู่การปลุกระดมทางการเมืองnbsp;br /6. การใช้เอกสารใบปลิวหรือแผ่นพับ ที่มีข้อความอันเป็นเท็จหรือมีลักษณะก้าวร้าวรุนแรงหยาบคายหรือปลุกระดมทางการเมืองnbsp;br /7. การรายงานข่าวหรือการจัดรายการของสื่อมวลชนที่นำไปสู่การปลุกระดมหรือสร้างความวุ่นวายในสังคมnbsp;br /8. การรณรงค์เพื่อให้เกิดการคล้อยตามของคนในสังคม เพื่อให้ออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง มีลักษณะการปลุกระดมหรือขัดขวางการออกเสียง/p /div pธนิศร์ กล่าวด้วยว่า กรณีสื่อมวลชนสามารถรายงาน หรือ เสนอข่าวด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ด้วยความรับผิดชอบ เป็นกลาง คำนึงถึงความเท่าเทียมและไม่ขัดต่อกฎหมาย ทั้งนี้ กกต.อาจจะออกประกาศเพิ่มเติม ถ้ามีกรณีใดเกิดขึ้นหลังจากนี้อีกเพื่อให้เกิดความชัดเจน กรณีการกระทำในเรื่องอื่นที่ กกต.อาจเขียนบอกว่าสามารถทำได้ การออกประกาศของ กกต.ยืนอยู่บนพื้นฐาน พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แต่การกระทำอาจจะผิดกฎหมายอย่างอื่น เช่น พ.ร.บ.รักษาความสะอาด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ประกาศหรือคำสั่ง คสช. โดยประชาชนพึงระวังความผิดตามกฎหมายอื่นด้วย ซึ่งประชาชนพบเห็นการกระทำผิดสามารถร้องพนักงานสอบสวนได้เลย ไม่ต้องร้องผ่าน กกต. และพนักงานสอบสวนจะเรียกบุคคลนั้นไปให้ปากคำ และกกต.มีดำริจะเชิญ ผบ.ตร.มาทำความเข้าใจเพื่อให้การปฏิบัติงานเรียบร้อย แต่รอให้ร่างประกาศมีผลก่อนbr /nbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"ย้ำผู้ใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตจังหวัด เริ่มลงทะเบียน 1 พ.ค. นี้/span/h3 pสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงการออกเสียงประชามติว่า ขณะนี้ กกต. ได้เตรียมความพร้อมงานในทุกๆ ด้านอย่างต่อเนื่อง นับจากได้ประกาศกำหนดวันออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 ในวันอาทิตย์ที่ 7 ส.ค.นี้ โดยเปิดทำการลงคะแนนออกเสียงตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. และในวันที่ 1 พ.ค.นี้ จะเป็นวันแรกของการเปิดให้มีการลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตจังหวัด/p pสำหรับผู้มีสิทธิที่อยู่นอกเขตออกเสียงที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านหรือมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตออกเสียงเป็นเวลาน้อยกว่า 90 วัน คือ เข้ามาอยู่หลังวันที่ 10 พ.ค. 2559 ก็สามารถออกเสียงได้โดยต้องลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตจังหวัด ซึ่งช่องทางการยื่นคำขอลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตจังหวัด สามารถยื่นคำขอได้ 3 ช่องทาง คือ/p p1. ยื่นด้วยตนเอง สำหรับกรุงเทพมหานคร ยื่นคำขอได้ที่สำนักงานเขต และที่ต่างจังหวัดยื่นคำขอที่สำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักทะเบียนท้องถิ่น เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. 59 – 7 ก.ค. 59 ในวันและเวลาราชการ ทั้งนี้สามารถยื่นคำขอเป็นกลุ่มได้ โดยการมอบหมายผู้มีสิทธิอื่นยื่นแทน/p p2. ยื่นทางไปรษณีย์ เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.59 – 30 มิ.ย.59 โดยถือวันประทับตราไปรษณีย์เป็นสำคัญ/p p3. ยื่นผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตที่เว็บไซต์nbsp;a href="http://election.dopa.go.xn--th%20-27q7eb4wvf2ci/"http://election.dopa.go.th /anbsp;ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.59 – 30 มิ.ย.59 ตลอด 24 ชั่วโมง โดยระบบจะปิดอัตโนมัติในเวลา 24 นาฬิกาของวันที่ 30 มิ.ย.59/p p“สำหรับวิธีการก็ง่ายๆ ครับ เพียงท่านเตรียมสำเนาทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชนรุ่นใหม่ที่เป็นnbsp;Smart Card แล้วกรอกข้อมูลหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก ชื่อตัว ชื่อสกุล วันเดือนปีเกิด หมายเลขหลังบัตรประจำตัวประชาชน และเลขรหัสประจำบ้าน ซึ่งจะปรากฏตัวอย่างอยู่ที่หน้าจอ เสร็จแล้วก็เลือกเขตจังหวัดที่ประสงค์จะไปใช้สิทธิออกเสียงนอกเขตจังหวัด เมื่อข้อมูลถูกต้องครบถ้วนแล้วก็เลือกสถานที่ที่จะลงคะแนนใช้สิทธิออกเสียงเพราะบางจังหวัดอาจมีสถานที่ลงคะแนนออกเสียงหลายแห่ง และหากประสงค์ขอยกเลิกการลงทะเบียนก็สามารถกลับไปแก้ไขข้อมูลได้เช่นเดียวกัน”/p pสมชัย กล่าวเพิ่มเติมถึงคุณสมบัติของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติจะต้องมีสัญชาติไทย nbsp;หากผู้ใดสัญชาติไทยโดยแปลงสัญชาติ ต้องได้สัญชาติไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี มีอายุ 18 ปี บริบูรณ์ในวันออกเสียง คือผู้ที่เกิดก่อนวันที่ 9 ส.ค. 2541 และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตออกเสียงเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า nbsp;90 วัน คือภายในวันที่ 10 พ.ค. 2559/p pemที่มา a href="http://www.ect.go.th/th/?p=8702"เว็บไซต์ กกต./a และ a href="http://www.thairath.co.th/content/613267"ไทยรัฐออนไลน์/a/em/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/st3cDmqbAEo" height="1" width="1" alt=""/

รายงาน: หมิ่นประมาท พล.อ.ประยุทธ์ = มาตรา 116? หัวหน้า คสช. = รัฐ ?

Fri, 29/04/2016 - 19:09
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1720/26091009144_c6f957fed4.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" /br /span style="color:#ff8c00;"strongตำรวจนำตัวผู้ต้องหาทั้งแปดมาแถลงข่าวที่กองปราบ (28 เม.ย.)/strong/span/p table align="center" border="1" cellpadding="1" cellspacing="1" style="width: 500px" tbody tr td div style="margin: 0px; padding: 0px; color: rgb(51, 51, 51); font-family: Thonburi, Arial, Helvetica, Tahoma, sans-serif; font-size: 15px; line-height: 25.5px;"“strong style="margin: 0px; padding: 0px;"มาตรา ๑๑๖/strongnbsp;ผู้ใดกระทำให้ปรากฎแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด อันไม่ใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือไม่ใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต/div div style="margin: 0px; padding: 0px; color: rgb(51, 51, 51); font-family: Thonburi, Arial, Helvetica, Tahoma, sans-serif; font-size: 15px; line-height: 25.5px;"nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;nbsp;(๑) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือใช้กำลังประทุษร้าย/div div style="margin: 0px; padding: 0px; color: rgb(51, 51, 51); font-family: Thonburi, Arial, Helvetica, Tahoma, sans-serif; font-size: 15px; line-height: 25.5px;"nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;nbsp;(๒) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ/div div style="margin: 0px; padding: 0px; color: rgb(51, 51, 51); font-family: Thonburi, Arial, Helvetica, Tahoma, sans-serif; font-size: 15px; line-height: 25.5px;"nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;nbsp;(๓) เพื่อให้ประชาชน ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี”/div /td /tr /tbody /table p style="text-align: center;"nbsp;/p pเพจ ‘เรารักพล.อ.ประยุทธ์’ ไม่ใช่เพจโด่งดังอะไรมากมายในโลกโซเชียล คนไลค์สามสี่หมื่น และเมื่อเกิดการอุ้ม ‘ทีมงาน’ หลายคน คนก็กดไลค์เพิ่มขึ้นเป็นเจ็ดหมื่นกว่า/p pเนื้อหาของเพจนี้เทียบกับการต่อต้านรัฐบาลทหารในโลกโซเชียลแล้วนับว่า “ขำๆ” และดูเหมือนเพจก็ตั้งใจผลิตเนื้อหาทำนองนั้น ไม่มีประเด็นเป็นชิ้นเป็นอัน และเน้นไปที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหลัก/p pผู้ต้องหา 8 คน (เป็นหญิง 1 คน) ถูกกล่าวหาว่าเป็นทีมทำเพจ พวกเขาถูกตั้งข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความไม่สงบตามมาตรา 116 และนำเข้าข้อมูลเท็จตามมาตรา 14 พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทั้งหมดถูกขังในเรือนจำเนื่องจากศาลทหารไม่ให้ประกันตัว ระบุเหตุผลว่า “เป็นคดีร้ายแรง ทำเป็นขบวนการ”/p pมาตรา 116 นั้นอยู่ในหมวดความมั่นคง และหลังรัฐประหาร 2557 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศให้คดีความมั่นคงลักษณะนี้ขึ้นศาลทหาร/p pการวิพากษ์วิจารณ์หรือกระทั่งโจมตี กล่าวหา พล.อ.ประยุทธ์ แล้วโดนข้อหามาตรา 116 ไม่ใช่ไม่เคยเกิดขึ้น กรณีที่ใกล้เคียงกันและศาลทหารเคยมีคำสั่งไว้แล้วว่าไม่เข้าข่ายมาตรา 116 คือ คดีของรินดา ปฤชาบุตร/p p6 ก.ค.2558 มีการโพสต์ข้อความกล่าวหาว่า พล.อ.ประยุทธ์ โอนเงินไปยังประเทศสิงคโปร์กว่าหมื่นล้านบาทbr /8 ก.ค.2558 ทหารบุกจับตัวที่บ้านbr /10 ก.ค.2558 ตำรวจรับมอบตัวรินดาจากทหาร และแจ้งข้อหา มาตรา 116 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 14(2)br /10 ก.ค.2558 ทนายความยื่นขอประกันตัว ศาลทหารไม่อนุญาตให้ประกันbr /13 ก.ค.2558 ทนายยื่นประกันใหม่อีกครั้งและศาลทหารอนุญาตbr /21 ธ.ค.2558 ศาลนัดสอบคำให้การ และวินิจฉัยว่าข้อความไม่เข้ามาตรา 116 โดยโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ ได้บันทึกไว้ว่าbr /br /span style="color:#4b0082;"“ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 2 นอกจากรินดา และทนายความแล้ว วันนี้มีผู้สังเกตการณ์มาร่วมฟังพิจารณาคดีอีก 2 คน เวลาประมาณ 10.00 น. ศาลขึ้นบัลลังก์โดยศาลยังไม่ได้ถามคำให้การรินดา ว่าจะให้การอย่างไร แต่อ่านคำฟ้องของโจทก์ และศาลพิเคราะห์แล้วเห็นเองว่า จากข้อความ "พล.อ.ประยุทธ์ และภรรยาทุจริตภาษีประชาชน โอนเงินไปประเทศสิงคโปร์หลายหมื่นล้านบาท" ไม่เข้าข่ายความผิดยุยงปลุกปั่น ให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน เป็นเพียงการหมิ่นประมาทโดยโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 ศาลทหารจึงไม่มีอำนาจพิจารณาคดีนี้nbsp;/span/p pspan style="color:#4b0082;""จากนั้นศาลถามทนายของรินดาว่าเห็นอย่างไร ทนายแถลงว่า คดีนี้ไม่ควรอยู่ในอำนาจของศาลทหาร ส่วนจะไปอยู่ที่ศาลอาญาหรือไม่ คงเป็นเรื่องของการสู้คดีอีกที ขณะที่อัยการโจทก์ ออกไปปรึกษากับผู้บังคับบัญชาบริเวณนอกห้องพิจารณาคดีnbsp; จากนั้นจึงกลับเข้าอีกครั้ง พร้อมอัยการอีกคน ศาลจึงอ่านคำฟ้องให้อัยการฟังอีกครั้ง และย้ำว่าคดีนี้ศาลเห็นว่าไม่เข้าข่าย ความผิดตามมาตรา 116 และศาลทหารไม่มีอำนาจพิจารณาคดี อัยการจึงแถลงค้านต่อศาลสั้นๆ ว่า คดีนี้ศาลทหารมีอำนาจวินิจฉัยคดี เมื่อศาลเห็นว่าอัยการโจทก์ค้าน จึงขอส่งคำร้องไปให้ศาลอาญาพิจารณา ให้ระงับการพิจารณาคดีนี้ไว้ชั่วคราวnbsp; และรอฟังคำสั่งศาลอีกที ซึ่งหากศาลอาญาเห็นตรงกันกับศาลทหาร ก็จะจำหน่ายคดีไปให้ฟ้องที่ศาลอาญาแทน”/span/p pนี่เป็นคดีหนึ่งในสองคดีที่ศาลทหารวินิจฉัยเองว่าข้อความโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ นับเป็นการหมิ่นประมาทส่วนบุคคล ไม่เข้าข่ายความผิดฐานความมั่นคงอย่างมาตรา 116 อย่างไรก็ตาม มาตรานี้ถูกนำมาใช้ตั้งแต่รัฐประหาร 2549 แต่ไม่มากนักและไม่ค่อยได้ผลลัพธ์ทางกฎหมายหรือทางการเมืองเท่าไร ผิดกับหลังรัฐประหาร 2557 ที่มีการใช้ถี่ขึ้นและได้ผลหยุดการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทหารได้ (a href="#1"ดูรายละเอียด/a)/p pในเมื่อมาตรา 116 เป็นยักษ์ที่ออกมานอกตะเกียงและน่าจะอยู่กับสังคมไทยอีกนาน ประชาไทสนทนากับ ‘สาวตรี สุขศรี’ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายอาญา รวมถึง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ว่าหลักการของมาตรานี้แท้จริงเป็นอย่างไร และการฟ้องคดีนี้สมเหตุสมผลในทางกฎหมายหรือไม่/p p“มาตรา 116 ทุกวันนี้ที่มีการใช้กันมากขึ้น หากจะนับก็ตั้งแต่รัฐประหาร 2549 เป็นต้นมา และมากขึ้นอีกหลังรัฐประหาร 2557 มันมีลักษณะที่คนทำงานในสายอาญาเห็นได้ว่า มาตรานี้กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แทนที่จะใช้ไปตามเจตนารมณ์ มีองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายกำหนด แต่รัฐกลับเอากฎหมายอาญามาเป็นเครื่องมือทางการเมือง/p p"เราไม่รู้หรอกว่าท้ายที่สุดจะตัดสินออกมาว่าผิดหรือไม่ แต่เมื่อตั้งข้อหานี้ มันให้ผลทางการเมือง ทุกคนจะไม่กล้า ทำไมโทษหนักขนาดนี้ จริงๆ คนที่เป็นนักกฎหมายอาญาควรออกมาพูดเรื่องนี้บ้าง กฎหมายที่คุณใช้หากินอยู่มันถูกเอาไปใช้ในทางการเมือง ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่าไม่ถูกต้อง” สาวตรีกล่าว/p p“ที่สำคัญ พอมีพวกโซเชียลมีเดีย เขาก็จะใช้มาตรา 116 เยอะเพื่อไม่ให้คนแสดงความคิดเห็น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มันอาจไม่พอ ต้องมีมาตรา 116 ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังรัฐประหาร 2557 คสช.กำหนดให้ขึ้นศาลทหาร คนก็จะคิดว่าไม่พูดอะไรดีกว่า” สาวตรีกล่าวbr /br /สำหรับหลักการของมาตรา 116 นั้น สาวตรีอธิบายว่า โดยปกติใช้กับการลุกขึ้นมาป่าวประกาศทำอะไรสักอย่างหนึ่งหรือสื่อสารมวลชน แต่มาตรานี้มีองค์ประกอบของมัน จะผิดได้ต้องเป็นการกระทำที่ไม่ได้เป็นไปในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ และ ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นติชมโดยสุจริต สองคำนี้ตั้งอยู่ในระบอบประชาธิปไตย เพราะรัฐธรรมนูญที่ออกมาออกมาเพื่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น จะผิดมาตรา 116 ได้ต้องเป็นความมุ่งหมายที่ขัดกับระบอบประชาธิปไตยในรัฐธรรมนูญ/p pนอกจากนี้กฎหมายยังมีวงเล็บหนึ่ง วงเล็บสอง วงเล็บสาม นั่นเป็นเหมือนเจตนาพิเศษ สิ่งที่พูดแล้วขัดกับระบอบประชาธิปไตย คุณมุ่งหมายที่จะ 1.ต้องการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย รัฐบาล 2.ต้องการให้เกิดความปั่นป่วนbr /แรงจูงใจพิเศษตามมาตรานี้ เช่น กรณีที่มีกลุ่มประท้วงบอกว่าให้ทหารออกมายึดอำนาจเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบอบประชาธิปไตย อย่างนี้ผิดแน่นอน เพราะไม่ใช่ความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญในระบอบประชาธิปไตยnbsp;กรณีเพจดังกล่าวเราไม่รู้ว่าทหารและตำรวจใช้เหตุผลไหน โดยส่วนตัวไม่ว่าจะใช้ข้ออ้างไหนล้วนไม่เข้ามาตรา 116 เบื้องต้นยกตัวอย่างไว้ 3 แนวทาง/p p1.อ้างว่าเป็นเพจที่วิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดความวุ่นวาย – ขาดองค์ประกอบทำให้ไม่เข้ามาตรา 116 เพราะโดยปกติในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย การวิพากษ์วิจารณ์ตัวกฎหมายเป็นเรื่องทำได้และต้องทำด้วย เพราะกฎหมายทุกฉบับต้องเป็นไปตามยุคสมัย และมันเป็นวัตถุแห่งการทำประชามติด้วยจึงต้องเปิดให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ เป็นวิถีทางประชาธิปไตย/p p2.อ้างว่าเป็นเพจต่อต้านรัฐบาล การทำงานของรัฐบาลด้วยการปลุกปั่นยุยง – ไม่เข้าองค์ประกอบมาตรา 116 เช่นกัน เหตุผลคล้ายกับประเด็นแรก ที่สำคัญ การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล นโยบาย นักการเมือง เป็นเรื่องทำได้ตามปกติในระบอบประชาธิปไตย หากบอกว่าทำไม่ได้เลย การชุมนุมไม่ว่าจะต่อต้านรัฐบาลไหนที่ผ่านมาก็ต้องผิดมาตรานี้หมด การวิพากษ์วิจารณ์ การล้อเลียนเสียดสีก็เป็นการทำให้คนฉุกคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลต้องทำได้อยู่แล้วในวิถีทางประชาธิปไตย การจะเข้ามาตรานี้ต้องยุยงด้วยว่าลุกขึ้นจับอาวุธ หรือกระทำการยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง/p pสาวตรีบอกว่า ถามว่าในเขียนเพจ 'เชิญชวนประชาชนมาลอยกระทงยักษ์ ช่วยกันขับไล่รัฐบาลเผด็จการ' ผิดไหม มองว่ายังขาดองค์ประกอบของการใช้กำลังข่มขืน ประทุษร้าย เพื่อให้เกิดความปั่นป่วน กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนหรือล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน แต่ทั้งนี้มูลเหตุจูงใจก็ยังถูกคลุมด้วยองค์ประกอบหลัก คือ ต้องไม่เป็นไปในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต การวิจารณ์หรือด่ารัฐบาล ถ้าตีความแบบเป็นธรรมที่สุดในระบอบประชาธิปไตย โดยอุดมการณ์ประชาธิปไตยต้องไม่เข้า/p p3.อ้างว่าเป็นเพจหมิ่นประมาท พล.อ.ประยุทธ์ –เรื่องนี้ศาลเองก็เคยพูดไปแล้วว่าไม่เข้า ประเด็นก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ใช่รัฐ ไม่ใช่รัฐบาล เป็นมนุษย์คนหนึ่ง นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีทุกยุคทุกสมัยก็โดนล้อเลียนเสียดสี ถามว่ากฎหมายคุ้มครองเกียรติยศ ชื่อเสียง ของคนเหล่านี้ไหม คำตอบคือ คุ้มครอง แต่ไม่ได้คุ้มครองแบบมาตรา 116 แต่คุ้มครองเรื่องการหมิ่นประมาทเท่านั้น/p p“จริงๆ คนเป็นบุคคลสาธารณะควรเปิดกว้างต่อการวิจารณ์ แต่ถ้าคุณอยากลุกขึ้นมาเอาเรื่องจริงๆ เต็มที่เลยคือ ข้อหาหมิ่นประมาท การเอาสิ่งนี้ซึ่งเป็นอาญาส่วนตัวมาเชื่อมโยงกับมาตรา 116 นี่คือการที่ พล.อ.ประยุทธ์ยกตัวเองขึ้นมาเหนือสถาบันทั้งหมดในประเทศนี้ เท่ากับบอกว่าคุณคือรัฐ หากแตะต้องจะกลายเป็นเรื่องความมั่นคง” สาวตรีกล่าว/p table align="center" border="1" cellpadding="1" cellspacing="1" style="width: 500px" tbody tr td pพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.๒๕๕๐br /br /มาตรา ๑๔nbsp;nbsp;ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ/p p(๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน/p p(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน/p p(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา/p p(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้/p p(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑)nbsp;(๒) (๓) หรือ (๔)/p /td /tr /tbody /table pในกรณีที่ฟ้องในส่วนของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ สาวตรีอธิบายว่า หากจะพอเข้าองค์ประกอบความผิดก็คือ มาตรา 16 เพราะเขียนไว้กว้างๆ เป็นเรื่องการตัดต่อภาพล้อเลียนทำให้อับอาย ทุกยุคทุกสมัยถ้านักการเมืองจะฟ้องก็ฟ้องได้ แต่ไม่มีใครเขาฟ้อง แต่ไม่ใช่มาตรา 14 ตามที่ตำรวจฟ้องอย่างแน่นอน เราต้องยืนยันว่าไม่ใช่ มาตรา 14(1) อันนี้โดยเจตนารมณ์ต้องการเอาผิดกับการทำฟิชชิ่งทางอินเทอร์เน็ต การหลอกลวง แต่มันถูกใช้และตีความเป็นหมิ่นประมาท เราต้องยืนยันว่าไม่ใช่เรื่องหมิ่นประมาท/p pขณะที่ มาตรา 14 (3) โยงเข้ากับกฎหมายอาญา แต่ถ้ายืนยันว่ากรณีแบบนี้ไม่ใช่ความผิดตามมาตรา 116 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรานี้ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ก็โยงไม่ได้/p pเหลืออยู่อันเดียวคือ มาตรา 14(2) ซึ่งเขียนกว้างมาก ขึ้นอยู่กับการตีความมากๆ และอาจจะกว้างกว่ามาตรา 116 ประมวลกฎหมายอาญา เป็นปัญหาของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เอง แต่อย่างไรก็ตาม โทษจำคุกของมาตรานี้ก็ยังน้อยกว่ามาตรา 116 อยู่ดี/p p"สังคมอาจเรียกร้องได้ว่า คุณเป็นบุคคลสาธารณะ ความอดทนอดกลั้นคุณต้องเยอะกว่าคนทั่วไป แต่หากเขาจะไม่อดทนอดกลั้นก็ได้เพียงมาตรา 16 โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปีปรับไม่เกิน 10,000 บาท" สาวตรีกล่าว/p table align="center" border="1" cellpadding="1" cellspacing="1" style="width: 500px" tbody tr td pมาตรา ๑๖nbsp;nbsp;ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติมหรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ/p pถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่ง เป็นการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยสุจริต ผู้กระทำไม่มีความผิด/p pความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้/p pถ้าผู้เสียหายในความผิดตามวรรคหนึ่งตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย/p /td /tr /tbody /table div class="note-box" h2a name="1"br /ปรากฏการณ์การบังคับใช้มาตรา 116 หลังการรัฐประหาร/a/h2 pที่มา:a href="http://freedom.ilaw.or.th/blog/116NCPO" โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw)/a/p pbr /หลังการรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในปี 2557 มีการจับกุม และดำเนินคดีผู้มีความเห็นต่างทางการเมืองกับคณะรัฐประหารจำนวนมาก นับจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2558 มีการนำข้อหามาตรา 116 มาใช้อย่างน้อย 10 คดี มีคนตกเป็นผู้ต้องหาอย่างน้อย 25 คน ดังนี้br /br /1. คดีของa href="http://freedom.ilaw.or.th/th/case/600"จาตุรนต์ ฉายแสง /aจากการให้สัมภาษณ์นักข่าวโจมตี คสช.ที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2557 ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาที่ศาลทหารกรุงเทพbr /br /2. คดีของa href="http://freedom.ilaw.or.th/th/case/604#detail"สมบัติ บุญงามอนงค์/a ซึ่งถูกจับเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2557 จากการโพสต์เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์นัดหมายให้ประชาชนออกมาชุมนุมต่อต้าน คสช. ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาที่ศาลทหารกรุงเทพbr /br /3. คดีของa href="http://freedom.ilaw.or.th/th/case/638"ชาวเชียงราย 3 คน/a ได้แก่ ออด ถนอมศรี และสุขสยาม ถูกจับเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2557 จากการติดป้ายมีข้อความขอแบ่งแยกเป็นประเทศล้านนา ปัจจุบันคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาที่ศาลจังหวัดเชียงรายbr /br /4. คดีของa href="http://freedom.ilaw.or.th/case/664#detail"ชัชวาลย์/a นักข่าวอิสระจากจังหวัดลำพูน ที่รายงานข่าวการชุมนุมต่อต้านการรัฐประหารผิดวัน จากวันที่ 26 พฤษภาคม 2557 เป็นวันที่ 1 มิถุนายน 2557 ต่อมาศาลทหารจังหวัดเชียงใหม่พิพากษายกฟ้อง เนื่องจากจำเลยเพียงนำเสนอข่าวเหตุการณ์ประจำวัน และโจทก์ไม่อาจนำสืบจนสิ้นสงสัยได้ว่า จำเลยมีเจตนาสร้างความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนbr /br /5. คดีของa href="http://freedom.ilaw.or.th/th/case/644#detail"สิทธิทัศน์ และวชิร /aจากการโปรยใบปลิว ที่มีข้อความต่อต้าน คสช. ที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ปัจจุบันคดียังไม่มีความคืบหน้าbr /br /6. คดีของa href="http://freedom.ilaw.or.th/case/659"พลวัฒน์/a จากการโปรยใบปลิวต่อต้านคสช. 4 แห่งในอ.เมือง จ.ระยอง ปัจจุบันคดียังไม่มีความคืบหน้าbr /br /7. คดีของa href="http://freedom.ilaw.or.th/case/662#detail"พันธ์ศักดิ์ /aจากการจัดกิจกรรม “พลเมืองรุกเดิน” เพื่อเดินเรียกร้องความเป็นธรรมเมื่อวันที่ 14-16 มีนาคม 2558 ปัจจุบันอัยการทหารสั่งฟ้องไปเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2558 คดียังไม่มีวันนัดพิจารณาbr /br /8. คดีของกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ 14 คน จากการชุมนุมต่อต้าน คสช. และเรียกร้องหลักการ 5 ข้อ ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ปัจจุบันคดียังอยู่ระหว่างการสรุปสำนวนสอบสวนbr /br /10. คดีของชญาภา ที่ถูกจับเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2558 จากการโพสต์ข่าวลือว่าจะมีการรัฐประหารซ้อน ซึ่งโดนตั้งข้อหามาตรา 116 พร้อมกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และมาตรา 112 ด้วยbr /br /11. คดีนางรินดา จากการโพสต์เฟซบุ๊กกล่าวหาว่า พล.อ.ประยุทธ์ โอนเงินหมื่นล้านไปสิงคโปร์ และตั้งข้อหามาตรา 116 กับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ/p /div pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/04/65518" target="_blank"ศาลทหารไม่ให้ประกัน 8 ผู้ต้องหา ม.116 ทำเพจล้อการเมือง/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2016/04/65509" target="_blank"เพจเรารักพล.อ.ประยุทธ์ทำพิษ เจอข้อหา 116-พ.ร.บ.คอม 8 คน-2 คนพ่วงคดี 112/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/d3jvJmN7zeM" height="1" width="1" alt=""/

รองโฆษกตร.ชี้ทวีตติด #ทวีตอย่างไรไม่ให้โดนจับ หรือ 'ยืนเฉยๆ' หากส่อเจตนาหวังผลก็ผิด

Fri, 29/04/2016 - 19:05
!--break--!--break-- p29 เม.ย.2559 จากกรณีแฮชแท๊กชื่อ "a href="https://twitter.com/search?q=%20%E2%80%AA%23%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E2%80%ACamp;src=typd"#ทวีตอย่างไรไม่ให้โดนจับ/a” ซึ่งมีการทวีตข้อความเชิงเสียดสีพร้อมติดแฮชแท๊กดังกล่าวnbsp;ติดเทรนด์ในทวิตเตอร์ ตั้งแต่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา จนกระทั้ง ต่อมาnbsp;พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เผยถึงการโพสต์ข้อความแนวประชดประชัน การใช้ประโยคสัญลักษณ์แทนการสื่อสารทางตรง หรือการติดแฮชแท๊ก 'ทวีตอย่างไรไม่ให้โดนจับ' ดังกล่าวว่า อยู่ที่เจ้าพนักงานจะใช้ดุลพินิจ ยืนยันทุกคนยังสามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยสุจริต ไม่ผิดไปจากข้อเท็จจริง ไม่พาดพิงบุคคลหรือองค์กรในลักษณะหมิ่นประมาท ทำให้เสียชื่อ ทำให้บุคคลหรือสังคมเข้าใจผิด นั้น/p divล่าสุดวันนี้ (29 เม.ย.59) พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกตร. กล่าวถึงกรณีที่ พ.อ.วินธัย ระบุให้เจ้าหน้าที่ ใช้ดุลพินิจ ดังกล่าวว่า ประชาชนควรบริโภคข้อมูลอย่างรอบด้าน การส่งข้อความไม่ว่าจะผ่านช่องทางไหนต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ยืนยันโดยพื้นฐานของกฎหมายให้สิทธิเสรีภาพประชาชนในการแสดงออกได้อยู่แล้ว การพูด การสื่อสาร แต่ในทางกลับกันถ้ามีการกระทำในลักษณะหมิ่นเหม่ หรือโน้มน้าวให้คนไม่รับร่างก็เข้าข่ายผิดกฎหมาย ส่วนการทวิตข้อความในเชิงประชดประชันนั้น ต้องดูกฎหมายเช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะพิจารณาจากการใช้ถ้อยคำ ดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือไม่ก็มีการส่อเสียดหรือเปล่า ซึ่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเรียงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ ในหมวด 3 มาตรา 60, 61 เป็นบทบัญญัติค่อนข้างกว้าง จริงๆกฎหมายให้สิทธิ์ มาตรา 7 บอกว่าบุคคลมีสิทธิ์ในการแสดงความเห็นตามสื่อต่างๆได้ แต่ต้องไม่สร้างความวุ่นวาย เท่าที่ทราบคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) ได้ออกกฎเกณฑ์ อะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ในระหว่างนี้ให้ศึกษาข้อมูลรอบด้านก่อนจะโพสต์“/div divnbsp;/div divnbsp;/div divรองโฆษกตร.กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติติดตามความเคลื่อนไหวในโซเชียลมีเดียเกี่ยวกับกรณีนี้อยู่ตลอดเวลา โดยมีการฝึกอบรมให้ความรู้เจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบ ทั้งนี้หากพบการกระทำที่เข้าข่ายความผิดก็ต้องดำเนินคดี และหากการกระทำให้ ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งเป็นเจ้าภาพดูแลเรื่องการทำประชามติเห้นว่าไม่เหมาะสม และเข้าข่ายขัดพ.ร.บ.ฯ ก็จะส่งเรื่องให้ตำรวจดำเนินการ/div divnbsp;/div div divต่อกรณีที่มีชื่อ จตุพร พรหมพันธ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปช.) และสมบัติ บุญงามอนงค์ บก.ลายจุด ปรากฏในแผนผังเครือข่ายกลุ่มผู้กระทำความผิดต่อความมั่นคง ตามมาตรา 116 นั้น nbsp;รองโฆษกตร.กล่าวว่าnbsp;ถ้ามีแค่ชื่อในแผนผังยังไม่ถือว่ามีความผิด แต่เจ้าหน้าที่ต้องติดตามความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นบุคคลสำคัญที่สาธารณะชนรู้จัก/div divnbsp;/div /div divต่อกรณีที่มีการแสดงออกด้วยการยืนเฉยๆ รองโฆษกตร.กล่าวว่า ก็ต้องพิจารณาดูว่าการ ยืนเฉยๆ นั้น มีเจตนาอย่างไร ก่อให้เกิดความวุ่นวายหรือไม่ การไปยืนเฉยกระทบการใช้ชีวิตปกติของผู้อื่นหรือไม่ หวังผลอย่างไร หากขัด พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 หรือส่อเจตนา หวังผล สื่อสารเพื่อสร้างความวุ่ยวาย ก็มีความผิด ต้องดูด้วยว่าการไปยืนเฉยๆ บางครั้งก็ก่อความเดือดร้อนรำคาญให้ผู้อื่น ตรงนี้ต้องดูองค์ประกอบและเจตนา ทั้งนี้ตำรวจให้ความเป็นธรรมแน่นอน และการชุมนมรวมตัวก็มีพ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ ที่ต้องมีการแจ้งขออนุญาตต่อเจ้าหน้าที่ก่อน/div divnbsp;/div divemเรียบเรียงจากnbsp;a href="http://www.matichon.co.th/news/121423"มติชนออนไลน์nbsp;/aและa href="http://www.dailynews.co.th/crime/394636"เดลินิวส์/a/em/div div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/04/65499" target="_blank"คสช.ให้จนท.ใช้ดุลพินิจส่อง #ทวีตอย่างไรไม่ให้โดนจับ ต้องไม่ผิดไปจากข้อเท็จจริง/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ey92bLF3Yog" height="1" width="1" alt=""/

เพจ 'หยุดดัดจริตประเทศไทย' กลับมาแล้ว บอกแค่แกล้งปิดเพจและหน้าด้าน

Fri, 29/04/2016 - 18:15
!--break--!--break-- p29 เม.ย.2559 จากกรณี เฟซบุ๊กการเมืองชื่อ 'หยุดดัดจริตประเทศไทย' ซึ่งมีจำนวนยอดไลค์อยู่ที่ 5.7 แสนไลค์ ประกาศ "ยุติบทบาทเพจ หยุดดัดจริตประเทศไทย" วานนี้ (28 เม.ย.59) และต่อมาเวลา 22.35 น. ของวันเดียวกันไม่สามารถเข้าถึงเนื้อหาเพจดังกล่าวได้ โดยระบุเหตุผลว่าnbsp;เนื่องจากทางเพจได้นำเสนอข้อมูลคลาดเคลื่อนและผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก จึงขอรับผิดชอบด้วยการ "ปิดเพจ" อย่างไม่มีกำหนด (a href="http://prachatai.org/journal/2016/04/65506"อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม/a)/p pล่าสุดวันนี้ (29 เม.ย.59) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา a href="https://www.facebook.com/stopfakethailand/posts/997410000355749"15.36 น. /aที่ผ่านมา เพจ หยุดดัดจริตฯ ได้กลับมาโพสต์อีกครั้งโดยระบุว่าnbsp;สาวกประยุทธ์ดีใจกันไหม อุตส่าห์ปิดเพจให้ตั้ง 1 วัน/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1660/26105705093_91b2ed0358_o.jpg" style="width: 500px; height: 253px;" //p pพร้อมกับโพสต์ชี้แจงเพิ่มเติมด้วยว่า เมื่อวานทำผิดพลาดด้วยการนำเสนอข่าวที่คลาดเคลื่อน ไม่ขอแก้ตัวใดๆ ยอมรับผิดทุกประการ แต่เนื่องสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และสาวก ท่านก็ไม่ชอบเพจผมอยู่แล้ว และก็นำไปขยายจนใหญ่โต ก็ต้องขอบคุณท่านที่กรุณาหาทางลงให้อย่างดี/p div"ก็แกล้งปิดเพจทำให้พวกสาวกของท่าน รวมถึงบรรดากองเชียร์ คสช. เขาดีใจกันเล่น ถึงขนาดไปมโนกันว่า "สมเจียมซะเพจนิดเดียว เพจห้าแสนไลค์ต้องปิดตัว" โถ่ๆ ไม่รู้เหรอ เราฝึกทักษะ "ความหน้าด้าน" มาเป็นอย่างดี"nbsp;เพจ หยุดดัดจริตฯ ระบุ/div divnbsp;/div divเพจดังกล่าวยังระบุด้วยว่า กลับมาสู่สนามรบเหมือนเดิม/div divnbsp;/div div"ส่วนเมื่อวานนะเหรอ เขียนให้มันดราม่า เรียกคะแนนสงสารไปงั้นแหละ "ความตอแหล" และ "ความดัดจริต" ก็ต้องใช้ให้เป็นใน บางโอกาส เข้าใจตรงกันนะ" เพจ หยุดดัดจริตฯ ระบุ/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1607/26683172026_6a9193c5e3_o.jpg" style="width: 500px; height: 725px;" //div div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/04/65506" target="_blank"#039;หยุดดัดจริตประเทศไทย#039; ประกาศยุติบทบาทเพจอย่างไม่มีกำหนด ยันทีมงานไม่มีใครถูกจับ/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/8RWk9vkDU1o" height="1" width="1" alt=""/