ประชาไท

Syndicate content
Updated: 14 min 34 sec ago

ทหารบุกบ้าน ‘บุญยืน ศิริธรรม’ อ้างปลุกระดมคนไปชุมนุม ร่ำรวยผิดปกติ

Fri, 24/10/2014 - 00:42
pทหาร 8 นายบุกบ้าน บุญยืน ศิริธรรม อดีต ส.ว.สมุทรสงคราม นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้บริโภคและปฏิรูปพลังงาน อ้างปลุกระดมคนไปชุมนุม ร่ำรวยผิดปกติ เจ้าตัวชี้เป็นการคุกคามสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน พร้อมอัดการข่าวทหารมั่ว/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://farm6.staticflickr.com/5598/15586021366_be196340d8.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"emภาพทหารที่บุกมาบ้านบุญยืน ซึ่งหลานของบุญยืนส่งมาให้เธอ ก่อนที่ทหารจะขอให้ลบภาพทั้งหมด/em/span/p pเมื่อวันที่ 22 ต.ค.2557 บุญยืน ศิริธรรม อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้บริโภคและปฏิรูปพลังงาน โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘a href="https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10202068955800332"Boonyuen Siritum/a’ เล่าถึงเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ทหารโทรศัพท์และมาที่บ้านของตนเอง ที่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ช่วงเช้า(22 ต.ค.) โดยกล่าวหาว่าตนเป็นผู้ปลุกระดมคนไปชุมนุม/p pผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการสอบถาม บุญยืน กล่าวว่า ในวันเกิดเหตุนั้น กลุ่มหมอกมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี จะไปยื่นจดหมายคัดค้านการอนุญาตสัมปทานบ่อขุดเจาะปิโตรเลียมรอบที่ 21 ตนก็รับทราบและไปทำงานปกติ โดยออกจากบ้านแต่เช้า ระหว่างทางได้รับโทรศัพท์จากหลานที่บ้านแจ้งว่าทหารโทรหาและกล่าวหาว่าตนปลุกระดมคน ตนจึงให้หลานแจ้งกับทหารว่าไปประชุมที่สำนักงาน กสทช./p pหลังจากนั้นยังไม่ทันได้ประชุมหลานก็โทรมาแจ้งอีกว่าทหารมาเต็มบ้านแล้ว โดยเข้ามา 2 คัน รวม 8 นาย มาในเครื่องแบบ พร้อมอ้างกฎอัยการศึกไม่ต้องใช้หมายค้นและไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ตนจึงขอให้หลานยื่นโทรศัพท์ให้คุยกับทหาร และได้ถามถึงสาเหตุที่มา ทหารจึงแจ้งว่าจะเข้ามาคุยว่าตนปลุกระดมคน ตนจึงบอกว่าข่าวทหารมั่วเกินไปแล้ว ตอนนี้มาประชุมเพราะได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะทำงานตรวจสอบคูปองทีวีดิจิตอล การที่ทหารมาแบบนี้ทำให้ญาติพี่น้องก็ตกใจมาก รวมทั้งทหารยังอ้างด้วยว่ามีคนแจ้งเข้ามาว่าบ้านบุญยืนนี้ร่ำรวยผิดปกติ/p p“การข่าวทหารเป็นยังไง หาว่าเราระดมคน ใครถูกเราระดม ระดมด้วยวิธีไหน ทหารเขาบอกว่ามาจากองทัพบกราชบุรี บอกว่ามีคำสั่งจากส่วนกลาง อยากจะรู้ว่าส่วนกลางคือใคร” บุญยืน กล่าว นอกจากนี้ ยังวิจารณ์การข่าวของทหารด้วยว่าเป็นแบบนี้จึงทำให้สถานการณ์ชายแดนใต้ไม่สงบ พร้อมกล่าวด้วยว่า “อำนาจอย่าใช้ฟุ่มเฟือย และอำนาจควรจะใช้กับคนเลวไม่ใช่ใช้กับคนดี”/p p“เรามีสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน มีเสรีภาพที่จะไปไหนมาไหนก็ได้ตราบใดที่ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย หรือสร้างความเดือดร้อนรำคาญให้ใคร ดังนั้นจึงรู้สึกว่านี่เป็นการคุกคาม” บุญยืนกล่าว พร้อมระบุด้วยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้สร้างความไม่พอใจกับตนเป็นอยางมาก/p p“ถ้าเป็นคนเลวร้ายชาวบ้านจะเลือกไหม เป็น ส.ว.สมุทรสงครามที่ไม่ต้องใช้เงินเลย เป็นแม่กลองโมเดล แล้วคุณมาทำอย่างนี้หรือ ล่าสุด ท่านสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่หนึ่ง ให้คนโทรมาทาบทามเป็นที่ปรึกษากิตติมาศักดิ์ด้านการเมือง ไม่ได้ต้องการจะใช้เส้นสาย เป็นคนตรงไปตรงมา งานที่ทำอยู่นั้นมั่นใจว่าไม่ได้มีผลประโยชน์ส่วนตนแอบแฝงเลย” บุญยืน กล่าว/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3933/15423695427_02eba7b540_b.jpg" style="width: 600px; height: 818px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"emหนังสือเชิญประชุมตรวจสอบคูปองทีวีดิจิตอล ซึ่งบุญยืน โพสต์ชี้แจงในเฟซบุ๊กnbsp;/em/span/p pทั้งนี้เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา บุญยืน พร้อมด้วยแกนนำกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย รวม 8 คน ถูกกักตัวไว้ที่ห้องขังกองปราบปราม ตามอำนาจ กฎอัยการศึก หลังร่วมเดินประชาสัมพันธ์ ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ก่อนจะถูกปล่อยตัวโดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาในวันที่ 27 ส.ค.ที่ผ่านมา/p p style="text-align: center;"nbsp;/p div id="fb-root"nbsp;/div script(function(d, s, id) { var js, fjs = d.getElementsByTagName(s)[0]; if (d.getElementById(id)) return; js = d.createElement(s); js.id = id; js.src = "//connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"; fjs.parentNode.insertBefore(js, fjs); }(document, 'script', 'facebook-jssdk'));/scriptdiv class="fb-post" data-href="https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10202068955800332amp;set=a.3406314651540.112402.1680127650amp;type=1" data-width="500" div class="fb-xfbml-parse-ignore"a href="https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10202068955800332amp;set=a.3406314651540.112402.1680127650amp;type=1"โพสต์/a by a href="https://www.facebook.com/boonyuen.siritum"Boonyuen Siritum/a./div /div p/pgt;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/08/55250" target="_blank"ปล่อยตัว ‘วีระ’ และพวกแล้ว ไม่ตั้งข้อหา เจ้าตัวขึ้นเวทีการปฏิรูปพลังงานต่อ/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2014/10/56167" target="_blank"กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานฯ โวย รบ. ทหาร เปิดสัมปทานปิโตรเลียม - ขึ้นราคาLPG/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Q9VIM8WLYVM" height="1" width="1"/

ศาลปกครองสูงสุดยืนยกฟ้องคดีมะละกอจีเอ็มโอ

Thu, 23/10/2014 - 22:28
!--break--!--break-- divnbsp;/div divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 21 ต.ค.2557 เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ รายงานว่า ที่ศาลปกครองกลาง ศาลอ่านคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ที่พิพากษายืนให้ยกฟ้อง คดีที่มูลนิธิเพื่อสันติภาพเขียว (กรีนพีซ เอส อี เอ) ยื่นฟ้อง กรมวิชาการเกษตรและอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเป็นผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1-2 เรื่องละเลยต่อหน้าที่ปล่อยให้มีการแพร่กระจายของมะละกอจีเอ็มโอ นอกพื้นที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร เขตที่ 3 ส่วนแยกพืชสวน ต.ท่าพระ อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น เป็นเหตุให้พันธุ์มะละกอดังกล่าวออกนอกเขตพื้นที่ควบคุมไปสู่แปลงเพาะปลูกของเกษตรกร จึงขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งผู้ถูกฟ้องที่อนุญาตให้ทดลองปลูกมะละกอตัดต่อสารพันธุกรรม(จีเอ็มโอ) ในภาคสนามหรือในสภาพพื้นที่เปิดและให้ผู้ถูกฟ้องดำเนินการตรวจสอบสอบมะละกอในแปลงเกษตรกรซ้ำทั้งหมด รวมทั้งผู้ได้รับการจำหน่าย จ่ายแจกจากผู้ถูกฟ้องที่ 1 และเกษตรที่ได้รับต่ออีกทอดหนึ่งจากผู้รับจำหน่าย จ่าย แจก โดยให้กำหนดมาตรการในการควบคุม แพร่กระจายมะละกอตัดต่อสารพันธุกรรมไปสู่แปลงเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมด้วย/div divnbsp;/div divศาลปกครองสูงสุด พิเคราะห์แล้ว เห็นว่า กรมวิชาการเกษตร ผู้ถูกฟ้องที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ตามข้อ 1(1) ของกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี2545 ในการดำเนินโครงการให้เจ้าหน้าที่ในสังกัดศึกษาทดลองปลูกมะละกอจีเอ็มโอ เพื่อการศึกษาวิจัยตามที่ได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมวิชาการเกษตรให้นำเข้าซึ่งสิ่งต้องห้ามตามมาตรา 8 พ.ร.บ.กักพืช ปี 2507 โดยไม่ได้เป็นการดำเนินการนอกเหนืออำนาจหน้าที่ ขณะที่ข้อเท็จจริง ยังรับฟังได้ว่ากรมวิชาการเกษตร ได้ยุติการทดลองมะละกอจีเอ็มโอแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย.47 และแม้ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการปนเปื้อนสารตัดต่อพันธุกรรมในมะละกอที่เกษตรกรได้รับเมล็ดพันธุ์จากกรมวิชาการเกษตรที่ไม่อาจปฏิเสธผลร้ายที่เกิดขึ้นจากการครอบครองสิ่งต้องห้ามที่เป็นวัตถุเสี่ยงภัยของหน่วยงานทางปกครอง ที่ต้องถือว่าผู้ถูกฟ้องที่ 1 ละเลยต่อหน้าที่ในการควบคุมการดำเนินการทดลองมะละกอตัดต่อพันธุกรรม แต่ภายหลังเมื่อปรากฏข่าวทางสื่อว่าพบการปนเปื้อนดังกล่าว ต่อมาอธิบดีกรมวิชาการเกษตร ผู้ถูกฟ้องที่ 2 ได้มีหนังสือด่วนที่สุดลงวันที่ 30 ก.ค. 47 ให้หยุดจำหน่าย จ่ายแจกเมล็ดพันธุ์และต้นกล้าพันธุ์มะละกอทุกชนิด และให้ตรวจสอบการจำหน่ายจ่ายแจกเมล็ดและต้นกล้าพันธุ์มะละกอที่แจกจ่ายไป รวมถึงการตรวจสอบทำลายการปนเปื้อนสารตัดต่อพันธุกรรมในมะละกอในพื้นที่ต่าง ดังนั้นเมื่อผู้ถูกฟ้องที่ 2 ได้ดำเนินการดังกล่าว และผู้ถูกฟ้องที่ 1 ได้ยุติการทดลองทั้งหมดแล้ว ถือว่าผู้ถูกฟ้องได้ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดในการตรวจสอบและทำลายการปนเปื้อนสารตัดต่อพันธุกรรมในมะละกอแล้ว จึงพิพากษายกฟ้อง/div divnbsp;/div divภายหลัง นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยกรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า แม้ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาให้ยกฟ้อง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการปนเปื้อนขอพืชจีเอ็มโอจะหมดไป ตรงกันข้าม กลับพบว่ามีการขยายเพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่ และเชื่อว่ากรมวิชาการเกษตรจะใช้คำพิพากษานี้ไปสร้างความชอบธรรมในการทดลองพืชจีเอ็มโอในแปลงเปิดต่อไป/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/7kC4PyDvpuY" height="1" width="1"/

กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานฯ โวย รบ. ทหาร เปิดสัมปทานปิโตรเลียม - ขึ้นราคาLPG

Thu, 23/10/2014 - 22:26
pกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงาน ชี้รัฐบาลควรหยุดให้สัมปทานปิโตรเลียม แนะสปช.แก้พ.ร.บ.ปิโตรเลียมก่อน ห่วงรัฐบาลขึ้นราคาLPG อาจเข้าข่ายทุจริตเชิงนโยบาย/p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5616/15605707681_a05a6aa4b8.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p23 ต.ค. 57 ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย ได้จัดแถลงข่าว เนื่องจากกรณีในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธาน เมื่อวาน(22 ต.ค.) ได้มีมติเปิดให้สัมปทานปิโตรเลียม 29 แปลง โดยจะมีการเปิดให้เอกชนยื่นเรื่องภายใน 18 ก.พ. 58nbsp; และมีนโยบายที่จะทยอยปรับราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว(LPG) ตามขั้นบันได ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ/p pspan style="color:#0000ff;"“ดิฉันคิดว่า การให้พื้นที่สัมปทานรอบที่ 21 นี้ คือการเปิดช่องให้กลุ่มทุนพลังงานขนาดใหญ่ ทั้งในประเทศและต่างประเทศมาผูกขาดพื้นที่ในประเทศไทย”/span รสนา โตสิตระกูล/p pรสนา โตสิตระกูล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เห็นว่าหลังจากที่รัฐบาลที่มติเรื่องการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมเมื่อวาน อาจจะเป็นการนำพาประเทศไทยกลับไปเป็นทาสของทุนต่างชาติอีกครั้ง เพราะการให้สัมปทานปิโตรเลียมกับเอกชนไปนั้น รัฐไม่สามารถที่จะเข้าไปควบคุมดูแลทรัพยากรพลังงานได้เลย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเข้าใจเพราะทรัพยากรพลังงานนั้นเป็นสมบัติของคนไทยทั้งประเทศไม่ใช่ของกระทรวงพลังงานหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเท่านั้น พร้อมเสนอว่ารัฐบาลควรจะชะลอการเปิดสัมปทานครั้งนี้ไปก่อน ทั้งยังแนะสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติให้มีการเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 ด้วย ซึ่งรสนาย้ำว่าเรื่องนี้ควรเป็นวาระเร่งด่วน/p pในส่วนของการที่กระทรวงพลังงานออกมาให้ข้อมูลว่า จำเป็นต้องรีบให้สัมปทานเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน เพราะเกรงว่าพลังงานปิโตรเลียมจะหมดภายใน 8 ปี รสนามองว่าเป็นการให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน และจงใจทำให้ประชาชนเข้าใจผิด เพราะแท้จริงแล้วการอ้างว่าปิโตรเลียมของไทยจะหมดนั้น เป็นเพียงการวางหมากเพื่อที่แก้กฎหมายเพื่อที่จะต่อสัญญาให้กับบริษัทที่เคยได้รับสัมปทาน/p pขณะเดียวกันการที่รัฐบาลเปิดสัมปทาน โดยมีการให้แหล่งปิโตรเลียมใหม่คือแปลงที่ G 1/57 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้กับพื้นที่พิพาทด้านพลังงานระหว่างไทยกับกัมพูชา รสนาตั้งข้อสังเกตว่านี่อาจจะเป็นการวางแผน เพื่อจะเป็นการยอมรับในพื้นที่พิพาท โดยจะเป็นการเปิดช่องให้มีการเจรจากับประเทศกัมพูชาต่อไปหรือไม่/p p“ต้องบอกว่ารับประหารครั้งนี้มาเพื่อจะแก้ปัญหาการฆ่ากัน ความไม่สงบ แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่คุณจะมาตัดสินเกี่ยวกับเรื่องของการให้สัมปทานเลย…”รสนากล่าวทิ้งทาย/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5615/15421736699_29bf37802a.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pspan style="color:#0000ff;"“ดิฉันคิดว่าเรื่องเหล่านี้มันไม่ใช่เรื่องการปฏิรูป การปิดปากประชาชน การใช้กฎอัยการศึกมาปิดปากประชาชน หัวใจสำคัญสัญญากันไว้อย่างไร เข้ามาเพื่อปฏิรูป แต่ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรเลยก็มีการตกลงกันเสร็จหมดแล้ว”/spanบุญยืน ศิริธรรมกล่าวถึงกรณีที่มีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปหาที่บ้านพัก เมื่อวานนี้ก่อนที่จะมาแถลงข่าว/p pบุญยืน nbsp;ศิริธรรม อดีตสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสมุทรสงคราม เห็นว่าหัวใจสำคัญของการปฏิรูปคือการปฏิรูปด้านพลัง โดยตอนที่ทหารเข้ามาควบคุมอำนาจก็ได้เห็นความหวังว่าเรื่องนี้จะได้รับการแก้ไข แต่สิ่งที่ได้พบคือ เมื่อออกมาเคลื่อนไหวส่งเสียงไปยังรัฐบาล เพื่อที่จะให้มีการปฏิรูปพลังงานที่เป็นธรรม กลับถูกควบคุมตัวไป และถึงที่สุดก็ได้มีการลงมติเปิดให้สัมปทานครั้งที่ 21 บุญยื่นตั้งคำถามกับรัฐบาลว่า การที่ทหารเข้ามาเพื่อที่จะคืนความสุขให้ประชาชน แต่แท้จริงแล้วเป็นการคืนความสุขให้ใครกันแน่ การที่พลเอกประยุทธ์ บอกว่าจะจัดการกับการคอรัปชัน แต่กับเรื่องปิโตรเลียมทั้งที่เห็นอยู่ว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน มีการคอร์รัปชันในกระบวนการมากมาย ทำไมทหารยังไม่จัดการ nbsp;nbsp;/p pspan style="color:#0000ff;"“เราไม่ได้มาร่วมตัวเพื่อที่เรียกร้องของราคาถูก เรารวมตัวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ถ้าทุกคนต้องจ่ายLPG ราคาเดียว ขอถามกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีว่ากล้าจ่ายหรือไม่ ก่อนที่ปิโตรเคมีจะบอกว่ากล้าจ่ายหรือไม่ รัฐบาลกล้าบอกหรือไม่ว่าปิโตรเคมีใช้LPG ที่ราคาเท่าไหร่”/span เดชรัตน์ สุขกำเนิด/p pเดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า การใช้LPG ในประเทศไทยสามารถแบ่งกลุ่มผู้ใช้หลักได้ 4 กลุ่มคือ กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้ปริมาณร้อยละ 35 รองมาคือ กลุ่มครัวเรือนใช้ปริมาณร้อยละ 29 รองสุดท้ายคือ กลุ่มผู้ใช้รถยนต์ใช้ปริมาณร้อยละ 28 nbsp;และสุดท้ายคือ กลุ่มอุตสาหกรรมอื่นๆอีกร้อยละ 8 ซึ่งในแต่ละกลุ่มนั้นมีการใช้LPG ในราคาที่ต่างกันคือ รถยนต์ใช้ที่ราคาประมาณ 21 บาท ครัวเรือนใช้ที่ราคา 22.60 ส่วนภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ ใช้ที่ราคา 29 บาท โดยที่กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไม่ได้มีการเปิดเผยว่าใช้ที่ราคาเท่าไหร่ หลังจากเมื่อวานนี้รัฐบาลประกาศว่าจะให้มีการใช้ในราคาเดียวกัน เพราะฉะนั้นจะมีการขึ้นราคาก๊าชLPG อาจจะไปอยู่ที่ราคา 27 – 28 บาทต่อกิโลกรัม โดยเดชรัตน์ตั้งข้อสังเกตว่าถ้าเป็นไปตามนี้ เท่ากับว่าเป็นการผลักให้กลุ่มครัวเรือน และรถยนต์ต้องใช้ก๊าชLPG ที่ราคาสูงขึ้น แต่ภาคอุตสาหกรรมกลับได้ใช้ในราคาที่ถูกลง และในขณะเดียวกันกลับไม่ได้มีการพูดถึงผู้ใช้LPG ในปริมาณมากที่สุดอย่างอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเลย/p pเดชรัตน์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การได้มาซึ่งก๊าซหุงต้มนั้น มีที่มาจาก 3 แหล่ง คือร้อยละ 50 ของก๊าซLPG ที่ใช้ในประเทศไทยได้มาจากโรงแยกก๊าช ซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่ 18 บาทต่อกิโลกรัม แหล่งที่สองร้อยละ 25 ได้มาจากโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งต้นทุนการผลิตที่ nbsp;27 บาทต่อกิโลกรัม และแหล่งสุดท้ายคือการนำเข้าอีกร้อย 25 มีต้นทุนการผลิตที่ 30 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่ตอนนี้กำลังจะมีการขึ้นราคา ซึ่งประชาชนจะต้องจ่ายในราคา 27 – 28 บาท คำถามที่รัฐบาลต้องให้ความชัดเจนคือ กำไรจากส่วนต่างที่จะเกิดขึ้นนี้จะตกเป็นของใคร เพราะทรัพยากรที่ออกมาจากโรงแยกก๊าซเป็นก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ถ้าจะต้องใช้ราคาเดียวกันจริงๆ ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากกำไรจากต้นทุน 18 บาท และจะมีการขายในราคา 27 – 28 บาท กำไรส่วนนี้ต้องเป็นของรัฐ ไม่ใช่ตกเป็นของบริษัทผู้ผลิต ไม่เช่นนั้นการกระทำนี้จะเข้าข่ายการทุจริตในเชิงนโยบาย เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชน/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/hWfRx6yDExw" height="1" width="1"/

สภาทนายความคุย 2 ผู้ต้องหาพม่าคดีเกาะเต่า ขอความเป็นธรรมอัยการ

Thu, 23/10/2014 - 22:01
!--break--!--break-- pnbsp;/p p23 ต.ค. องค์กรพัฒนาเอกชนหลายหน่วยงานแถลงข่าวสนับสนุนการตั้งคณะทำงานของสภาทนายความช่วยเหลือทางคดีแก่ชาวพม่า 2 รายในคดีเกาะเต่า/p pมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุwbrษยชนและการพัฒนา (มสพ.) หนึ่งในองค์กรพัฒนาเอกชนที่สนับสนุนสภาทนายความ แจ้งว่า เมื่อวันที่ 20 ต.ค.2557 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาทนายความได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อให้wbrความช่วยเหลือคดีที่ผู้ต้wbrองหาชาวพม่าสองราย/wbr/wbr/wbr/p pนายวิน หรือเนวิน และนายซอ ถูกตั้งข้อหาในคดีอาญา จากเหตุการณ์ฆาตกรรมสองนักท่wbrองเที่ยวชาวอังกฤษ นายเดวิด มิลเลอร์ วัย 24 ปี และนางสาวฮันนาห์ วิทเธอริดจ์ วัย 23 ปี ที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ.2557 โดยมีนายสุรพงษ์ กองจันทึกเป็นหัวหน้าคณะทำงานช่วยเหลืwbrอคดีและประเด็นอื่นๆที่อาจจะเกีwbr่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุwbrษยชนของผู้ต้องหาในคดีอาญา โดยมีทนายความอาวุโสจำนวนหนึ่wbrงร่วมเป็นคณะทำงานดังกล่าวด้วย/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pความคืบหน้าล่าสุด วันที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2557 ทนายความของคณะทำงานดังกล่าวได้wbrเข้าพบผู้ต้องหาเพื่อสอบข้อเท็wbrจจริง โดยทางเรือนจำอำเภอเกาะสมุยได้wbrจัดพื้นที่ให้คณะทนายความได้พูwbrดคุยกับผู้ต้องหาได้อย่างเป็นอิwbrสระ การสอบข้อเท็จจริงใช้wbrระยะเวลากว่า 5 ชั่วโมง และผู้ต้องหาทั้งสองรายได้ร้wbrองขอให้ทีมทนายความยื่นคำร้องเพื่อขอความเป็นธรรมต่อพนัwbrกงานอัยการจังหวัดเกาะสมุยโดยปฏิเสธข้อกล่าวหาของพนัwbrกงานสอบสวนที่ว่าตนมีส่วนเกี่wbrยวข้องกับการข่มขืwbrนและการฆาตกรรมนักท่องเที่wbrยวชาวอังกฤษสาเหตุที่ตนให้การรับสารภาพนั้น เนื่องจากระหว่างการถูกควบคุมตัwbrวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ต้องหาทั้งสองได้ถูกเจ้าหน้wbrาที่บางคนและล่ามของเจ้าหน้าที่ร่วมกันกระทำการทรมานเพื่อให้รัwbrบสารภาพในวันที่ 2 ตุลาคม 2557จากนั้นนพักงานตำรวจจึงได้ขอให้wbrศาลออกหมายจับและนำผู้ต้องหาทั้wbrงสองลงพื้นที่เกิดเหตุเพื่อจัwbrดทำแผนประกอบคำรับสารภาพในวันทีwbr่nbsp;3 ตุลาคม 2557 ซึ่งได้มีข่าวปรากฎแพร่wbrหลายตามสื่อโทรทัศน์สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์ การยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่wbrอพนักงานอัยการครั้งนี้เพื่อขอให้พนักงานอัยการดำเนิwbrนการสอบสวนเพิ่มเติมในประเด็wbrนเรื่องการบังคับให้ผู้ต้องหารัwbrบสารภาพและสอบสวนพยานของผู้ต้wbrองหาประกอบด้วย เพื่อให้เกิดความเป็wbrนธรรมและนำผู้กระทำความผิดที่wbrแท้จริงเข้าสู่กระบวนการยุติwbrธรรมต่อไปbr /br /มสพ.ระบุว่า ในกระบวนการพิจารณาคดีทีwbr่เป็นธรรมนำคนผิดมาลงโทษตามกฎหมายนั้นก็wbrเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้wbrเสียหายในคดีอาญา ญาติของผู้เสียหาย และต่อผู้ที่ตกเป็นผู้ต้wbrองหาในคดีอาญาเพื่อให้แน่ใจว่าผู้กระทำความผิwbrดอาญานั้นได้รับโทษตามสมควรแก่wbrความผิดที่ได้กระทำและเพื่อเป็wbrนมาตรการมิให้ผู้กระทำความผิwbrดลอยนวลหรืออยู่เหนือกฎหมายอันจะสร้างความหวาดกลัว ความไม่ปลอดภัยต่อคดีอาชญากรรมที่สร้wbrางความสะเทือนขวัญให้กัwbrบประชาชนในสังคม เช่น เหตุการณ์ฆาตกรรมในพื้นที่wbrเกาะเต่าซึ่งมีผู้เสียหายเป็นนักท่องเทีwbr่ยวชาวอังกฤษและมีผู้ถูกกล่าวหาเป็นแรงงานข้wbrามชาติสัญชาติพม่า ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกัwbrบกระบวนการยุติwbrธรรมทางอาญาในประเทศไทยมีหน้าทีwbr่หลักโดยตรงในการติดตามหาผู้wbrกระทำความผิwbrดมาลงโทษตามกระบวนการยุติธรรมทีwbr่มาตรฐานทางกฎหมายอาญาทั้wbrงภายในและระหว่างประเทศได้รัwbrบรองไว้ทั้งในขั้นตอนก่อนการพิจารณา เช่น ในการสืบสวน การจับกุม ควบคุมตัวเพื่อทำการสอบสวน ในระหว่างการพิจารณาคดีของศาล กระบวนการรับฟังพยานหลักฐาน รวมถึงการคุมขังผู้ต้องหาหรืwbrอจำเลยระหว่างการพิจารณาคดีอันเป็นมาตรการป้องกันมิให้เกิwbrดการละเมิดกฎหมายหรือหลักการด้wbrานสิทธิมนุษยชนของผู้ที่ตกเป็wbrนผู้ต้องหาbr /br /จากการเยี่wbrยมโดยคณะทำงานและตัวแทนองค์wbrกรภาคประชาสังคม พบว่าผู้ต้องหาในคดีนี้ได้ถูwbrกใส่โซ่ตรวนไว้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งในขณะที่ผู้ต้องหาถูกขังอยูwbr่ในเรือนจำและระหว่างที่เดิwbrนทางมายังศาลซึ่งศาลปกครองเคยมีคำพิพาษาเพื่wbrอสร้างบรรทัดฐานด้านการตรวนผู้wbrต้องขังตลอด24 ชั่วโมงนั้น ย่อมเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ต้wbrองขังbr /br /มสพ.ระบุในตอนท้ายว่า คดีดังกล่าวนี้ นับว่าเป็นที่สนใจของประชาชนทั้wbrงในประเทศไทยและในต่างประเทศมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุwbrษยชนและการพัฒนา (Human Rights and Development Foundation-HRDF) เครือข่ายเพื่อสิทธิแรงงานข้wbrามชาติ (Migrant Workers Rights Network-MRWRN) มูลนิธิการศึกษาเพื่อการพัฒนา (Foundation of Education and Development-FED) และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (Cross Cultural Foundation-CrCF) ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน มีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมให้wbrประชาชนเข้าถึงความเป็นธรรมตามกระบวนการยุติธรรม หลักนิติธรรม และหลักสิทธิมนุษยชน ขอให้การสนับสนุwbrนการทำงานของสภาทนายความและรณรงwbrค์เพื่อให้เกิดการความยุติธรรม ยุติการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อมั่wbrนต่อกระบวนการยุติธรรม หลักนิติธรรมในประเทศไทย/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/hM2cLOt6KOQ" height="1" width="1"/

ชุมชนโคกยาว–บ่อแก้ว ผวา คำสั่ง64/57 พ่นพิษซ้ำสอง ขีดเส้นตายไล่รื้อ 25 ต.ค.

Thu, 23/10/2014 - 20:36
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5613/15604990101_f473ede99b.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3939/15583980716_6171df6239.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" //p p23 ต.ค.2557 นายนิด ต่อทุน ชาวบ้านชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ แจ้งว่า ตามที่นายอำเภอคอนสารได้ประชุมวางแผนขอทวงคืนผืนป่าสงวนแห่งชาติภูมิซำผักหนาม อ.คอนสาร เมื่อวันที่ 8 ต.ค.57 และในที่ประชุมมีมติให้ชาวบ้านรื้อถอนออกเองภายใน 19 วัน หากไม่ปฎิบัติตามกำหนด ทางจังหวัดจะเข้ามาดำเนินการขั้นเข็ดขาดนับตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.57 ทุกวันนี้พวกเรานัดหมายประชุมกันทั้งวัน แม้ในคืนนี้ (22 ต.ค.57) ยามดึกก็ยังเรียกประชุมพี่น้อง พร้อมกับร่วมกันเฝ้าระวังภัยกันภายในชุมชนตลอดเวลา เพราะแน่นอนว่าสิ่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มีผลทำให้เกิดความกังวลใจ รู้สึกไม่ปลอดภัยในการดำเนินชีวิต ถือว่าเป็นการข่มแหง คุกคาม เป็นการรังแกชาวบ้านระลอกใหม่/p pนายนิด กล่าวอีกว่า พี่น้องบ้านบ่อแก้ว และชุมชนโคกยาว ได้เดินทางไปขอเข้าพบนายอำเภอ ในวันที่ 15 ต.ค.57 เพื่อชี้แจงถึงกระบวนการแก้ปัญหาว่าอยู่ในระหว่างการดำเนิน โดยเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ตัวแทนภาคประชาชนในนามขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ได้มีการประชุมร่วมกับตัวแทนภาครัฐโดยมี ปนัดดา ดิษกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯและ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน โดยมีมติการประชุมร่วมกันแก้ไขปัญหาระหว่างภาครัฐกับ ขปส. ว่า ให้ชะลอและยุติการดำเนินการใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอันปกติสุขของประชาชนออกไปก่อน ปรากฏว่านายอำเภอไม่อยู่ และได้คุยกับปลัดอาวุโส ได้ความว่าจังหวัดเรียกไปประชุมในเรื่องกรณีปัญหาที่ดิน ขณะเดียวกันปลัดอาวุโสแจ้งให้พวกตนทราบอีกว่าว่านายอำเภอจะลางานต่ออีกเป็นเวลา 3 วัน/p p“จากกำหนดไล่รื้อชุมชนบ่อแก้ว ในวันที่ 25 ก.ย.57 ตามคำสั่งที่ 64/57 ที่เข้ามาปิดป้ายประกาศวันที่ 26 ส.ค.57 ถึงขณะนี้ สถานการณ์ยังไม่มีการสนธิกำลังของเจ้าหน้าที่เข้ามาแต่อย่างใด แต่ขณะนี้ความหวาดระแวง กลับย้อนเข้ามากระทบชีวิตอีกระลอก ตลอดทั้งคืนพวกเราต่างช่วยกันเฝ้าระวังภัยกันตลอดเวลา จนทุกวันนี้ไม่เป็นอันจะทำอะไรกันแล้ว ลูกหลานก็ไม่อยากไปโรงเรียน ทั้งกลัวและกังวล ห่วงเหมือนกันว่าบ้านตัวเองจะถูกทหารเข้ามาไล่รื้อ พ่อกับแม่จะไม่มีที่อยู่ ดังนั้นพวกเราจึงมีการประชุมกันทุกคืน และตกลงกันว่าพรุ่งนี้ (24 ต.ค.57) จะไปขอเข้าพบนายอำเภอ เพื่อขอให้พิจารณาประกาศดังกล่าว ที่จะทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบและขาดความเป็นสุขในการดำเนินชีวิตอีกต่อไป เพราะที่ผ่านมาพวกเราไปหา ก็พบแต่ปลัดอำเภออาวุโส ซึ่งไม่สามารถให้คำตอบเป็นที่แน่นอนได้” นายนิดกล่าว/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5606/15421549788_5a34330861.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5600/15421659447_0ae3cf1b10.jpg" style="width: 448px; height: 336px;" //p pด้านนายเด่น คำแหล้ ชาวบ้านชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า หลังจากวันที่ 25 ส.ค. 57 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ตำรวจ และฝ่ายปกครองกว่า 10 นาย ได้เข้าปิดป้ายประกาศคำสั่ง ให้ออกจากพื้นที่ภายใน 15 วัน ทั้งพวกตนและพี่น้องบ้านบ่อแก้วได้เดินทางไปยื่นหนังสือเพื่อขอชี้แจงข้อเท็จจริงต่อหน่วยงานภาครัฐ ทั้งในจังหวัดชัยภูมิและสำนักนายกรัฐมนตรีnbsp; กระทั่ง 10 ก.ย.57 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ยื่นหนังสือเชิญไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มาร่วมประชุมเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหา จนในที่ประชุมมีมติให้ชะลอการไล่รื้อชุมชนโคกยาว ในวันที่ 8 ก.ย.57 ออกไปก่อน/p pนายเด่น กล่าวอีกว่า มันเหมือนเป็นลางสังหรณ์เพราะก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 57 เจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชย.4 (คอนสาร) กว่า 10 นาย นำแผ่นป้ายมาติดตั้งบริเวณทางเข้าชุมชนคู่กับป้ายคำสั่งที่ 64/57 ที่ถูกติดตั้งก่อนหน้านี้ แต่รายละเอียดไม่ได้ระบุว่าเป็นคำสั่งไล่รื้อภายในวันที่หรือตามเวลาที่กำหนดแต่อย่างใด โดยมีใจความว่าnbsp; "ทวงคืนผืนป่า ตามประกาศจังหวัดชัยภูมิ ลงวันที่ 21 ส.ค.57 เรื่องการป้องกันและลักลอบตัดไม้และบุกรุกพื้นที่ป่าชัยภูมิ พื้นที่โคกยาว เนื้อที่ 80 ไร่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติภูซำผักหนาม” และลงท้ายว่าเป็นคำสั่งของกองทัพภาคที่สอง/p p“จากที่ไม่แน่ใจว่าเป้าหมายในพื้นที่ 80 กว่าไร่ที่ระบุตามป้ายนั้นเป็นพื้นที่บริเวณใด ขณะนี้พอเข้าใจแล้วว่าต้องเป็นในพื้นที่ชุมชนโคกยาวแน่นอน ถือว่าเป็นการสร้างความหวาดผวา ทำให้ชาวบ้านหวั่นถึงภัยที่จะเกิดขึ้นอีก ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดนายอำเภอจึงมีคำสั่งในมติที่ประชุมว่าจะทำการไล่รื้อภายในกำหนด 19 วันอีก และจะครบกำหนดให้รื้อถอน วันที่ 25 ต.ค.ที่จะถึงนี้ ทั้งที่ในพื้นที่พิพาทนั้นอยู่ในระหว่างการแก้ไขปัญหา ในขณะนี้ก็มีการเฝ้าระวังมากขึ้นกว่าเดิม หลายชีวิตต่างอยู่ในความวิตก หลายวันกันแล้วที่ทำให้นอนไม่ค่อยหลับไปตามๆ กัน และในวันพรุ่งนี้พวกตนจะไปขอเข้าพบนายอำเภอร่วมกับพี่น้องบ่อแก้วอีกครั้ง เพราะที่ผ่านมายังไม่มีอะไรเป็นเครื่องยืนยันให้กับความปลอดภัยของชีวิตพวกตนได้เลย ” นายเด่น กล่าวเพิ่ม/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/efpeUBJVwDU" height="1" width="1"/

งานสัปดาห์ 'หนังสือถูกแบน' ในสหรัฐฯ ปีล่าสุดเน้นหนังสือเรื่องชนชั้นและความยากจน

Thu, 23/10/2014 - 17:43
pกลุ่มสมาคมห้องสมุดชาวอเมริกันจัดงานสัปดาห์ "หนังสือถูกแบน" เป็นประจำทุกปี เพื่อท้าทายการร้องเรียนและสั่งห้ามหนังสือบางเล่ม โดยในปีล่าสุดเน้นประเด็นหนังสือที่พูดถึงชนชั้นและความยากจนที่ถูกร้องเรียนคัดค้านเป็นจำนวนมากในช่วงเวลาไม่นานมานี้/p !--break--!--break-- p22 ต.ค. 2557 สำนักงานฝ่ายเสรีภาพทางปัญญาของสมาคมห้องสมุดชาวอเมริกันหรือเอแอลเอ (ALA) จัดงานสัปดาห์ "หนังสือถูกแบน" ติดต่อกันเป็นปีที่ 32 เมื่อช่วงวันที่ 21-27 ก.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งงานหนังสือดังกล่าวนี้เป็นงานประจำปีที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมเสรีภาพในการอ่าน โดยมุ่งถ่วงดุลอำนาจการควบคุมเนื้อหาและการสั่งแบนหนังสือ ซึ่งในสหรัฐฯ มักจะมีการสั่งห้ามไม่ให้มีหนังสือบางเล่มในห้องสมุดหรือในโรงเรียน/p pงานหนังสือถูกแบนมักจะมีธีมในแต่ละปีต่างกัน โดยนำมาจากประเด็นเช่นเรื่องศาสนา ชาติพันธุ์ เพศสภาพ เรื่องความสัมพันธ์เชิงชู้สาว เรื่องที่ถูกกล่าวหาว่ามีเนื้อหาทางเพศโจ่งแจ้ง รวมถึงเรื่องที่ถูกกล่าวหาว่ามีการใช้ภาษาหยาบคาย/p pเดอะ การ์เดียนระบุว่าสิ่งที่น่ากังวลในตอนนี้คือมีความพยายามสั่งแบนหนังสือที่เกี่ยวกับความยากจนและเรื่องชนชั้นเพิ่มมากขึ้นในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นช่วงเดียวกับที่มีความไม่เท่าเทียมกันเพิ่มสูงขึ้นและมีการทำให้คนจนดูเป้นคนไม่ดี การนำหนังสือที่แสดงให้เห็นสภาพชีวิตตามความเป็นจริงของผู้คนที่ต้องต่อสู้กับความยากจนจึงเป็นเรื่องน่าเป็นห่วง/p pเดอะ การ์เดียนระบุอีกว่ามีงานวิจัยจำนวนหนึ่งระบุว่าการอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับผู้คน ประเด็นทางสังคม หรือสถานการณ์ที่ต่างออกไปจากชีวิตปกติทำให้คนเรามีความรู้สึกเข้าใจผู้อื่นได้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญในช่วงเวลาที่มีการแบ่งแยกชนชั้นทางเศรษฐกิจ ไม่เพียงแค่ความรวยและความจนเท่านั้นที่แบ่งแยกผู้คนออกจากกัน แต่เป็นความไม่รู้และการขาดการเชื่อมโยงกับสังคมที่เป็นตัวแบ่งแยกคนด้วย/p pประเทศสหรัฐฯ มักจะมีวัฒนธรรมการคัดค้านเนื้อหาของหนังสือที่บางครั้งก็มาจากข้ออ้างที่ไม่เป็นความจริงและการคัดค้านก็ไม่ได้มาจากฝ่ายขวาอนุรักษ์นิยมเท่านั้น แม้ว่าบทแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ มาตราแรกจะระบุให้มีการคุ้มครอง "การเข้าถึงแนวความคิดต่างๆ รวมถึงเสรีภาพในการพูด" ก็ตาม/p pมีองค์กรหลายองค์กรที่คอยต่อต้านการเซนเซอร์เนื้อหาจากหนังสือ เช่น เอแอลเอและกลุ่มแนวร่วมต่อต้านการเซนเซอร์แห่งชาติหรือเอนซีเอซี แต่ในการสั่งห้ามหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐศาสตร์สังคมช่วงไม่นานมานี้มีอะไรไม่ชอบมาพากล/p pเดบอราห์ คาลด์เวลล์-สโตน รองผู้อำนวยการของเอแอลเอกล่าวว่า พวกเขาเห็นว่ามีการพยายามคัดค้านหนังสือที่มีเนื้อหาประเด็นเกี่ยวกับเรื่องความยากจนและเรื่องชนชั้น หรือเป็นหนังสือที่มีมุมมองทางการเมืองแบบทางเลือกต่อสถานการณ์ความยากจน/p pนักเขียนรายหนึ่งชื่อโทนี มอร์ริสัน มักจะตกเป็นเป้าการคัดค้านดังกล่าว เธอบอกว่านักเขียนที่ถูกคัดค้านเนื้อหาเหล่านี้เป็นเพราะพวกเขาเขียนถึงเรื่องเชื้อชาติและชนชั้น มักจะมีการนำเสนอภาพชาวแอฟริกันอเมริกันในสหรัฐฯ ที่เผชิญความยากลำบาก มอร์ริสันกล่าวอีกว่าหนังสือที่ถูกคัดค้านเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นหนังสือเรื่องแต่ง แต่หนังสือที่ไม่ใช่เรื่องแต่งที่มีการแสดงความคิดเห็นต่อประเด็นเรื่องชนชั้นทางเศรษฐกิจก็เริ่มถูกคัดค้านมากขึ้น/p pโจแอน เบอร์ติน ผู้อำนวยการบริหารของเอนซีเอซีเปิดเผยว่าหนังสือที่มักจะถูกร้องเรียนส่วนมากเป็นหนังสือที่ถูกมองว่า "ต่อต้านทุนนิยม" ซึ่งในกลุ่มสังคมบางกลุ่มกล่าวหาว่าหนังสือเหล่านี้ทำลายคุณค่าของความเป็นคริสต์และคุณค่าความเป็นอเมริกัน/p pหนึ่งในหนังสือที่ถูกคัดค้านเล่มหนึ่งคือหนังสือที่ชื่อว่า "กรรมกรคนจน : คนที่ไม่มีใครมองเห็นในอเมริกา" (The Working Poor: Invisible in America) เขียนโดย เดวิด เค ชิปเลอร์ ถูกร้องเรียนโดยกลุ่มผู้ปกครองในเท็กซัส นอกจากนี้ยังมีหนังสือของบาร์บารา แอเอนริช ที่ถูกผู้ปกครองกล่าวหาว่าส่งเสริมแนวคิดแบบสังคมนิยมและแนวคิดทางเศรษฐกิจที่ผิดๆ โดยหนังสือของแอเอนริชเกี่ยวกับเรื่องการต่อสู้ของคนรายได้น้อยและมีการโต้แย้งมายาคติความเข้าใจผิดต่อเรื่องความยากจน เช่นโต้แย้งมายาคติเรื่องความเป็นคนไม่เอาถ่าน/p pนอกจากนี้ยังมีการคัดค้านเนื้อหาที่มุ่งสำรวจเรื่องความไม่สงบในสังคม โดยก่อนหน้านี้เคยมีเหตุการณ์ที่นักศึกษาจำนวนมากในเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด พากันเดินออกจากชั้นเรียนเพื่อประท้วงต่อต้านการนำเสนอของคนกลุ่มหนึ่งที่อ้างว่าเนื้อหาการสอนวิชาประวัติศาสตร์ขั้นสูงควร "ส่งเสริมให้เห็นประโยชน์ของระบบบรรษัทเอกชนเสรี" และ "ไม่ส่งเสริมให้เกิดความวุ่นวายหรือการต่อสู้เรียกร้องในสังคม"/p pเดอะ การ์เดียนระบุว่าการคัดค้านหนังสือที่ระบุถึงเรื่องปัญหาสังคมจะทำให้ความตึงเครียดของปัญหาต่างๆ เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป้นปัญหาความไม่เท่าเทียม ปัญหารายได้ต่ำ ปัญหาความยากจน และความรู้สึกไม่ปลอดภัย การทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงงานวรรณกรรมที่พูดถึงประเด็นเหล่านี้ได้อย่างเสรีจึงถือเป็นประเด็นความยุติธรรมทางสังคมที่ควรเรียกร้อง/p pงานหนังสือถูกแบนถูกจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 2525 เพื่อตอบโต้กระแสการคัดค้านไม่ให้มีหนังสือบางเล่มในโรงเรียน ร้านหนังสือ และห้องสมุด โดยการให้คนที่ทำงานเกี่ยวกับหนังสือ ทั้งบรรณารักษ์ คนขายหนังสือ ผู้จัดพิมพ์ นักข่าว ครู อาจารย์ และผู้อ่าน ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนกันในประเด็นนี้/p pเอแอลเอระบุว่ามีหนังสือถูกร้องเรียนคัดค้านไม่ให้มีวางแผงจำนวนมากกว่า 11,300 เล่มนับตั้งแต่ปี 2525 จนถึงตอนนี้ ใน 10 อันดับหนังสือที่ถูกร้องเรียนมากที่สุดมีหนังสือนิยายเรื่อง เดอะ ฮังเกอร์ เกม (the Hunger Games) ของซูซานน์ คอลลิน รวมอยู่ด้วย โดยถูกร้องเรียนในเรื่องประเด็นศาสนาและจัดเรตอายุผู้อ่านไม่เหมาะสม/p pbr / /ppstrongเรียบเรียงจาก/strong/p pa href="http://www.theguardian.com/society/2014/oct/21/us-adds-poverty-to-dangerous-reading-lists"Poverty and class: the latest themes to enter the US banned-books debate/a, The Guardian, 21-10-2014/p pa href="http://www.bannedbooksweek.org/about"ข้อมูลเกี่ยวกับ Banned Books Week/abr /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/SrPeqIW14ic" height="1" width="1"/

‘พระสุเทพ’ ไม่ขึ้นเบิกความคดีการตายช่างภาพญี่ปุ่นปี53 อ้างส่งปากคำคดีอื่นแทน

Thu, 23/10/2014 - 16:40
pอดีต ผอ.ศอฉ. แจ้งอัยการไม่ประสงค์มาเบิกความคดีการตาย ‘ฮิโรยูกิ มูราโมโต้-วสันต์ ภู่ทอง-ทศชัย เมฆงามฟ้า’ อ้างส่งปากคำคดีอื่นแทน ขณะที่ทนายญาติผู้ตายแย้งต้องนำตัวมาเบิกให้ได้ ชี้เป็นคนละเหตุการณ์ ศาลกำชับอัยการฯ รีบดำเนินการเพราะได้หมายเรียก ‘สุเทพ’ เป็นเวลานานแล้ว/p p!--break--!--break--/p pเมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลนัดไต่สวนคำร้องชันสูตรพลิกศพเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ เป็นโจทก์ยื่นคำร้องขอให้ชันสูตรพลิกศพนายฮิโรยูกิ มูราโมโต้(ผู้ตายที่ 1) สัญชาติ ญี่ปุ่น ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ ที่เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช) ที่หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ถ.ราชดำเนิน เมื่อวันที่ 10 เม.ย.53 รวมทั้ง นายวสันต์ ภู่ทอง(ผู้ตายที่ 2)nbsp; อายุ 39 ปี และนายทศชัย เมฆงามฟ้า(ผู้ตายที่ 3) อายุ 44 ปี ที่ถูกยิงเสียชีวิต ในเวลาและบริเวณใกล้เคียงกัน จากการขอคืนพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ทหาร/p pโดยวันนี้ศาลนัดสืบพยาน 3 ปาก ได้แก่ พระสุเทพ หรือนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ และ ผอ.ศอฉ.ในขณะเกิดเหตุ ซึ่งปัจจุบันบวชเป็นพระภิกษุอยู่ ร.ต.อ.อริย์ธัช อธิสุรีย์มาศ และพ.ต.อ.วัลลภ ประทุมเมือง หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน แต่พยานทั้งสามคนแจ้งว่าไม่สามารถมาตามนัดได้/p pพนักงานอัยการฯ หรือผู้ร้อง แถลงว่าตามที่ขอให้ศาลหมายเรียกพยานปากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เข้าเบิกความในวันนี้ ผู้ร้องได้รับแจ้งจากนายสุเทพว่าได้รับหมายเรียกโดยชอบแล้ว แต่ไม่ประสงค์จะมาเบิกความเนื่องจากในคดีนี้เป็นคดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพ ตามประมวลกฏหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 โดยเหตุสืบเนื่องจากการชุมนุมของกลุ่ม นปช. ตั้งแต่ช่วงปี 2553 ซึ่งนอกจากคดีนี้แล้ว พนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องของให้ศาลนี้ทำการไต่สวนชันสูตรพลิกศพอีกหลายคดีด้วยกัน ซึ่งล้วนแต่เป็นคดีที่มีเหตุสืบเนื่องจากเหตุการณ์เดียวกันกับคดีนี้ ตัวนายสุเทพมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในเรื่องการออกคำสั่งในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ผอ.ศอฉ.) ซึ่งนายสุเทพได้เคยเบิกความเป็นพยานต่อศาลนี้ในคดีหมายเลขดำที่ ช.5/2555 ระหว่างพนักงานอัยการ ผู้ร้อง ในคดี 6 ศพ วัดปทุมฯ คดีหมายเลขดำที่ ช.6/2555 ระหว่างพนักงานอัยการ ผู้ร้อง ในคดีการตายของนายชาติชาย ชาเหลา และในคดีหมายเลขดำที่ ช.7/2555 ระหว่างพนักงานอัยการ ผู้ร้อง ในคดีการตายของนายบุญมี เริ่มสุข พร้อมทั้งได้ส่งเอกสารประกอบคำเบิกความที่มีการรวบรวมข้อเท็จจริงไว้ครบถ้วนต่อศาลไปแล้ว/p pโดยนายสุเทพ ไม่ประสงค์จะเข้าเบิกความ ปรากฏตามหนังสือฉบับลงวันที่ 22 ก.ย.2557 ซึ่งอยู่ในสำนวนของศาลแล้ว แต่ผู้ร้องยังคงติดในสืบพยานปากนายสุเทพ เพราะเป็นพยานปากสำคัญ โดยภายหลังผู้ร้องจะทำหนังสือถึงอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ เพื่อขออนุญาตตัดพยานปากนายสุเทพและจะนำมาแถลงอีกครั้งในวันที่ 25 พ.ย.2557 ตามที่นัดไว้เดิม/p pทนายญาติผู้ตายทั้ง 3 ในคดีนี้ แถลงร่วมกันว่าเนื่องจากพยานปากนายสุเทพ เป็นพยานปากสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประเด็นในคดีโดยตรง และฝ่ายทนายญาติผู้ตายทั้ง 3 ก็อ้างนายสุเทพเป็นพยานร่วมกันกับฝ่ายผู้ร้องไว้ด้วย จึงประสงค์จะนำนายสุเทพเข้าเบิกความ ส่วนตามหนังสือที่นายสุเทพ มีถึงศาลอาญากรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 22 ก.ย.2557 โดยอ้างให้นำคำเบิกความทั้ง 3 คดีก่อนหน้ามาแทนการเข้าเบิกความในคดีนั้น ทนายญาติผู้ตามทั้ง 3 แถลงร่วมกันว่าข้อเท็จจริงทั้ง 3 คดีดังกล่าวเป็นคนละเหตุการณ์กับคดีนี้/p pผู้ร้องแถลงต่อไปว่า ตามที่ได้มีการประสานงานให้ ร.ต.อ.อริย์รัช อธิสุรีย์มาศ เข้าเบิกความในวันนี้ ตามหนังสือรายงานเจ้าหน้าที่ฉบับลงวันที่ 17 ต.ค.2557 ซึ่งอยู่ในสำนวนคดีนี้ ผู้ร้องได้รับแจ้งจาก ร.ต.อ.อริย์รัช ว่าติดภารกิจเร่งด่วนต้องเดินทางไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อปฏิบัติภารกิจ ประกอบกับยังไม่มีหมายเรียกจากศาลให้ ร.ต.อ.อริย์รัช เข้าเบิกความในวันนี้ แต่ ร.ต.อ.อริย์รัช แจ้งผู้ร้องว่าไม่ติดขัดที่จะเข้าเบิกความในวันที่ 12 พ.ย.2557 เวลา 9.00 น. และขอให้ศาลออกหมายเรียก ร.ต.อ.อริย์รัช เข้าเบิกความในวันดังกล่าวต่อไป/p pในส่วน พ.ต.อ.วัลลภ ประทุมเมือง เนื่องจากพยานปากดังกล่าวเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนและเป็นผู้สรุปข้อเท็จจริงในสำนวนการสอบสวน ผู้ร้องประสงค์จะนำพยานปากดังกล่าวเข้าสืบเป็นปากสุดท้ายเพื่อสรุปข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยจะให้ศาลนัดเข้าสืบในวันที่ 25 พ.ย.2557 ตามที่นัดไว้เดิม/p pโดยศาลฯ พิเคราะห์แล้ว เห็นว่าเพื่อให้การไต่สวนคำร้องเป็นไปโดยรวดเร็ว จึงให้ไต่สวนพยานผู้ร้องเพิ่มอีก 1 นัด คือในวันที่ 12 พ.ย.2557 เวลา 9.00 – 16.30 น. กำชับผู้ร้องให้เร่งดำเนินการมีหนังสือถึงอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญาศาลกรุงเทพใต้ หากถึงวันนัดแล้วศาลจะใช้ดุลพินิจสั่งตามที่เห็นสมควรโดยเคร่งครัดต่อไป เนื่องจากพยานปากนายสุเทพ เป็นพยานที่ศาลได้หมายเรียกเป็นเวลานานแล้ว nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/o3q12QhZJ8c" height="1" width="1"/

บ.ลินเด้ แจงเปลี่ยนสภาพการจ้างเป็นคุณแก่ลูกจ้าง หลังองค์กรแรงงานเรียกร้องให้พูดคุยกัน

Thu, 23/10/2014 - 15:01
!--break--!--break-- p23 ต.ค. 2557 ฝ่ายบริหารของบริษัทลินเด้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ชี้แจงกรณีที่สหภาพแรงงานไทยอินดัสเตรียลแก๊ส ออกมาคัดค้านการเปลี่ยนข้อบังคับในการทำงานของบริษัทฯ หลังองค์กรแรงงานเรียกร้องให้มีการเจรจาพูดคุยกัน/p pโดยเมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2557 ที่ผ่านมาฝ่ายบริหารของบริษัทลินเด้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ชี้แจงกรณีที่สหภาพแรงงานไทยอินดัสเตรียลแก๊ส ออกมาคัดค้านการเปลี่ยนข้อบังคับในการทำงานของบริษัทฯ ดังนี้/p pตามทีท่านได้มีหนังสือที่ สร. ทีไอจี 077/2557 ถึงบริษัทฯ เพื่อคัดค้านระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานของบริษัทฯ ฉบับลงวันที่ 1 ตุลาคม 2557 นั้นบริษัทฯ ขอเรียนชี้แจงว่าระเบียบข้อบังคับฉบับดังกล่าวจัดทำขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับข้อตกลงสภาพการจ้างงานฉบับปัจจุบัน และเป็นคุณแก่ลูกจ้างมากกว่าฉบับเดิม โดยระเบียบข้อบังคับฉบับใหม่ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2557เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบข้อบังคับเดิม ฉบับลงวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 ดังนี้/p p1. แก้ไขเพิ่มเติมวันหยุดพักผ่อนประจำปีสำหรับพนักงานให้สอดคล้องกับข้อตกลงสภาพการจ้างระหว่างบริษัทฯ กับสหภาพแรงงานฉบับล่าสุดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2557 ทีผ่านมา/p p2. แก้ไขเพิ่มเติมให้มีความเป็นคุณแก่พนักงานมากขึ้น โดยให้สิทธิพนักงานจัดส่งสินค้าของบริษัทฯ สามารถมีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด จากเดิมที่ไม่มีสิทธิได้รับเนื่องจากพนักงานได้รับเงินชดเชยในลักษณะอื่นแทนการรับเงินล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุด เช่น โบนัสท่อ และค่าเที่ยวการขนส่ง เป็นต้น/p pซึ่งยึดถือปฏิบัติกันมาเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 20 ปี โดยปรากฏหลักฐานชัดเจนนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 เป็นต้นมา ตามที่ปรากฏในระเบียบข้อบังคับว่าด้วยการทำงานของบริษัทฯ ฉบับลงวันที่ 1 กันยายน 2542 ที่ระบุชัดเจนว่า พนักงานกลุ่มดังกล่าวไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาและค่าทำงานในวันหยุดดังกล่าว จนกระทั้งนี้ เมือวันที่ 1 กันยายน 2556 ทีผ่านมา คณะผู้บริหารของบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติให้จ่ายค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดแก่พนักงานขับรถขนส่งแก๊สของบริษัทฯ ในอัตรา 1 เท่าของค่าจ้างต่อชั่วโมงการทำงานปกติตามกฎหมายแรงงาน ส่งผลให้พนักงานจัดส่งสินค้าสามารถได้รับค่าล่วงเวลาเพิ่มเติมจากเดิมทีมีสิทธิได้รับเฉพาะโบนัสค่าท่อและค่าเทียวขนส่งเท่านั้น ดังนั้น บริษัทฯ จึงได้ทำการปรับปรุงแก้ไขระเบียบข้อบังคับฯ ให้สอดคล้องกับการจ่ายค่าล่วงเวลาให้แก่พนักงานจัดส่งดังกล่าว/p pอนึ่ง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุดและค่าล่วงเวลาในวันหยุด ดังกล่าว บริษัทถือปฏิบัติตามกฎกระทรวงฉบับที่ 12 ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ปี พ.ศ. 2541 แห่งราชอาณาจักรไทย ที่กำหนดให้ “ในกรณีทีนายจ้างให้ลูกจ้างในงานขนส่งทางบกทำงานล่วงเวลา ในวันทำงานและทำงานล่วงเวลาในวันหยุด ให้นายจ้างจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินเท่ากับอัตราค่าจ้างต่อชั่ว โมงในวันทำงานตามจำนวนชั่ว โมงทีทำ”/p pทั้งนี้ในกรณีที่พนักงานจัดส่งได้รับมอบหมายให้มาปฏิบัติงานสำนักงานนอกเหนือจากงานขนส่งสินค้าหรือมาเข้ารับการฝึกอบรมสัมมนาที่บริษัทฯ จัดขึ้น ก็จะได้รับค่าล่วงเวลาหรือค่าทำงานในวันหยุดในอัตราเดียวกันกับพนักงานระดับปฏิบัติการในส่วนงานอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนดและตามระเบียบบริษัทฯ ซึ่งมิได้เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างเดิมแต่อย่างใด/p pบริษัทฯ ขอยืนยันว่า ระเบียบข้อบังคับดังกล่าวไม่ได้ขัดหรือแย้งกับแนวปฏิบัติขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และแนวคิดเรื่องความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ตลอดจน ข้อตกลงแห่งสหประชาชาติหรือ UN Global Compact แต่อย่างใด/p pบริษัทฯ จึงเรียนมาเพื่อให้ท่านโปรดเข้าใจตรงกันว่าระเบียบข้อบังคับฉบับ 1 ตุลาคม 2557 จัดทำขึ้นเพียงเพื่อให้สอดคล้องกับข้อตกลงสภาพการจ้างฉบับลงวันที่ 30 เมษายน 2557 และการจ่ายค่าล่วงเวลาสำหรับพนักงานจัดส่งสินค้า เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการจ้างปัจจุบันและ กฎกระทรวงฉบับที่ 12 ออกตามความในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน ปี พ.ศ. 2541 แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่ง เป็นคุณแก่ลูกจ้างมากกว่าระเบียบข้อบังคับฉบับเดิม อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากสหภาพแรงงานเพื่อสร้างสรรค์ระบบแรงงานสัมพันธ์ทีดีต่อไป/p pnbsp;/p pstrongองค์กรแรงงานเรียกร้องให้มีการเจรจาพูดคุยกัน/strong/p pก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2557 ที่ผ่านมาสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และสหภาพแรงงานในกลุ่มพลังงานในประเทศไทยซึ่งเป็นพันธมิตรเครือข่ายแรงงานกับสหภาพแรงงานไทยอินดัสเตรียลแก๊ส ได้ออกมาระบุว่าจากการที่ได้รับทราบปัญหาที่มีสาเหตุจากการที่นายจ้างไม่มีการปรึกษาหารือร่วมกับสหภาพแรงงานไทยอินดัสเตรียลแก๊ส ก่อนประกาศลดสภาพการจ้างที่มีอยู่เดิมนั้น จึงมีความกังวลเป็นอย่างยิ่ง ด้วยเหตุที่เข้าใจบริษัทลินเด้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และกลุ่ม ปตท. น่าจะมีความสัมพันธ์ทางธุรกิจต่อกัน ทางสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จึงจำเป็นต้องเรียกร้องให้ฝ่ายบริหารของบริษัทลินเด้ทบทวนในเรื่องการจัดเวทีประชุมหารือกับสหภาพแรงงานโดยเร็ว/p pสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ระบุว่าสืบเนื่องจากได้มีการรวมกลุ่มผู้นำสหภาพแรงงานในสาขาพลังงานในประเทศไทย ทั้งแรงงานภาครัฐวิสาหกิจและแรงงานภาคเอกชน เพื่อการรณรงค์และส่งเสริมระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดีในสถานประกอบการต้นสังกัดของแต่ละสหภาพแรงงาน ด้วยเชื่อว่าระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดี และการส่งเสริมให้ทุกฝ่ายมีทัศนคติที่ดีต่อกัน ให้เกียรติกัน มีความเข้าใจในสิทธิหน้าที่ทั้งด้านผู้ใช้แรงงาน และ สิทธิการบริหาร อันเป็นปัจจัยสำคัญที่จะลดปัญหาความขัดแย้ง นำไปสู่การพัฒนาองค์กรและประเทศอย่างยั่งยืน การให้ความสำคัญและให้ความร่วมมือในการเคารพสิทธิแรงงานของฝ่ายบริหารต้นสังกัดของแต่ละสหภาพแรงงาน จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นยิ่ง ด้วยจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับองค์กรธุรกิจด้านพลังงานของภูมิภาคอาเซียนและในระดับโลก/p pสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ระบุว่าสำหรับความขัดแย้งที่เราได้รับทราบว่ามีสาเหตุจากการละเลยหรือไม่ยินดีที่จะปรึกษาหารือร่วมกับสหภาพแรงงานก่อนประกาศต่อสาธารณะเพื่อปรับเปลี่ยนสภาพการจ้างนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่สร้างปัญหาโดยไม่จำเป็น ด้วยการไม่เคารพในสิทธิแรงงาน เป็นเรื่องที่ ไม่ควรเกิดขึ้นกับ บริษัทข้ามชาติที่อยู่ภายใต้แนวปฏิบัติขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และ ภายใต้ข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact) รวมถึงการดำเนินธุรกิจตามแนวคิดเรื่องความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท (CSR) อย่างบริษัทลินเด้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ด้วยที่ผ่านมาสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ระบุว่าเคยได้มีโอกาสเข้าร่วมงาน Social Dialog ที่ฝ่ายบริหารของบริษัทให้การสนับสนุนจัดขึ้น และทราบว่า ผู้แทนฝ่ายบริหารที่มาร่วมงาน มีความเข้าใจเรื่องของสิทธิแรงงานเป็นอย่างดี จึงน่าแปลกใจที่เกิดปัญหาเช่นนี้ขึ้นอีก/p pแต่จากการเรียกร้องของสหภาพแรงงาน ได้ทราบว่า บริษัทลินเด้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้นัดหมายกับสหภาพแรงงาน ต้นเดือน พฤศจิกายน 2557 แล้ว หากทางบริษัทจะได้มีการดำเนินการที่มุ่งเน้นส่งเสริมระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดี โดยเร่งทบทวนวิธีการดำเนินงานที่แสดงถึงการเคารพสิทธิแรงงานตามหลักการสากล และคำนึงถึงแนวปฏิบัติขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และ ข้อตกลงโลกแห่งสหประชาชาติ (UN Global Compact) อย่างเป็นรูปธรรม ย่อมจะช่วยยุติความขัดแย้งที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคต/p pด้วยประสงค์ให้ฝ่ายบริหารบริษัทลินเด้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และสหภาพแรงงานไทยอินดัสเตรียลแก๊สได้มีโอกาสสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน ได้หารือกันด้วยเหตุด้วยผล จึงขอวิงวอนให้ท่านได้โปรดพิจารณาหาทางลดความขัดแย้ง และยุติปัญหา ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ผลสรุปที่เกิดประโยชน์โดยรวม โดยเฉพาะกรณีการปรับปรุงและ เปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง สิทธิประโยชน์ สวัสดิการ และค่าตอบแทนต่างๆ เพื่อเสริมสร้างระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดี ในโอกาสต่อๆไป ทั้งนี้ สร.ปตท. ขอขอบคุณ ในความกรุณาและความเข้าใจในเจตนาดีของพวกเรา มา ณ โอกาสนี้/p pอนึ่งปัจจุบัน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่สาขาพลังงานของ IndustriALL Global Union ซึ่งเป็นสหพันธ์แรงงานระหว่างประเทศ ที่เกิดจากการควบรวมของ สหพันธ์แรงงานระหว่างประเทศ 3 แห่ง คือ สหพันธ์แรงงานโลหะระหว่างประเทศ (IMF) สหพันธ์แรงงานสิ่งทอตัดเย็บเสื้อผ้าระหว่างประเทศ (ITGLWF) และ สหพันธ์แรงงานเคมีภัณฑ์พลังงานและเหมืองแร่ระหว่างประเทศ (ICEM) ที่ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 50 ล้านคน จากสมาชิกประมาณ 140 ประเทศ ให้ทำหน้าที่ Co-Chair ในสาขาพลังงาน/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://prachatai.org/journal/2014/10/56135" target="_blank"สหภาพไทยอินดัสเตรียลแก๊สร้อง รมว.แรงงาน สอบ สนง.คุ้มครองแรงงานสมุทรปราการ/a /div div class="field-item even" a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/10/56098" target="_blank"กลุ่มสหภาพเคมีภัณฑ์จี้ บ.ลินเด้ เคารพสิทธิสหภาพแรงงาน/a /div div class="field-item odd" a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/10/56066" target="_blank"สหภาพไทยอินดัสเตรียลแก๊สค้านประกาศบริษัทฯ ชี้เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/NRVn_NU91DM" height="1" width="1"/

มือปืนบุกยิงทหารดับ 1 ก่อนวิ่งเข้ารัฐสภาแคนาดา

Thu, 23/10/2014 - 01:49
p!--break--!--break--/ppbr /22 ต.ค. 2557 มีรายงานว่า เกิดเหตุการณ์ยิงกันในกรุงออตตาวา เมืองหลวงของแคนาดา โดยเหตุเกิดจากมีมือปืนยิงทหารที่เฝ้าอนุสรณ์สถานสงครามแห่งชาติ ก่อนวิ่งเข้าไปในอาคารรัฐสภาbr /br /ตำรวจนายหนึ่งทวีตว่าเกิดเหตุยิงกันที่อนุสรณ์สถานเมื่อเวลา 9.52 น. ตามเวลาประเทศแคนาดา หรือตรงกับเวลา 20.52 น.ตามเวลาประเทศไทยbr /br /โดยที่รัฐสภามีมือปืนถูกยิงเสียชีวิตหนึ่งราย ขณะตำรวจกำลังตามล่าหาผู้ต้องสงสัยอีกหนึ่งหรือมากกว่านั้นbr /br /ล่าสุด ตำรวจออตตาวาแถลงว่านายทหารซึ่งถูกยิงเสียชีวิตแล้วbr /br /ส่วนสื่อแคนาดารายงานว่าผู้นำคือนายกรัฐมนตรี Stephen Harper ปลอดภัย ส.ส.พรรคลิเบอรรัล จอห์น แมคเคย์ซึ่งก่อนหน้านี้หลบอยู่ในอาคารบอกนักข่าวว่า เขาได้ยินเสียงปืนดังขึ้นประมาณสิบนัด แต่ตอนแรกไม่แน่ใจว่าเป็นเสียงปืน แล้วเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก็เข้ามาสั่งให้ทุกคนไปหลบด้านหลังของอาคารbr /br /ด้าน นสพ.วอลสตรีทเจอนัลรายงานว่า มีมือปืนทั้งหมดสามคน ส่วนแฟรงค์ การ์ดเนอร์นักวิเคราะห์ข่าวความมั่นคงของบีบีซีทวีตว่า ทหารแคนาดาสั่งปิดฐานทั่วประเทศตอนนี้br /br /เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงหลังแคนาดายกระดับการเตือนภัยการก่อการร้าย หลังทหารรายหนึ่งถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาbr /br /ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือน ต.ค. แคนาดาได้ประกาศแผนเข้าร่วมการโจมตีทางอากาศนำโดยสหรัฐอเมริกา เพื่อต้านกลุ่มไอเอส (ไอซิส) ในอิรัก อย่างไรก็ตาม ไม่มีข้อมูลยืนยันใดๆ ว่าการโจมตีในสัปดาห์นี้ เกี่ยวข้องกับกลุ่มไอเอสหรือการโจมตีทางการทหารครั้งล่าสุดนี้br /nbsp;/p pnbsp;/p pstrongเรียบเรียงจาก /strongbr /a href="https://www.facebook.com/BBCThai/posts/1570155909872110"http://www.bbc.com/news/world-us-canada-29724907br /https://www.facebook.com/BBCThai/posts/1570155909872110/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/aRVj0Fk9J2c" height="1" width="1"/

วิป สปช. มีมติสรรหาคนนอก ร่วมกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ย้ำ 28 ต.ค. คลอดรายชื่อ

Thu, 23/10/2014 - 01:13
pวิป สปช. ชั่วคราว มีมติสรรหากรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ 20 คน โดยเลือกจาก สปช. 15 คน แบ่งโควตาให้คนนอกอีก 5 คน โดยจะมีการลงมติคัดเลือกกันในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ ยันพยายามหาบุคลที่มีความหลากหลายทางความคิด/p !--break--!--break-- p22 ต.ค. 57 ที่รัฐสภา นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ว่าที่ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แถลงผลการประชุมคณะกรรมาธิการสามัญประสานงานกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ วิป สปช.ชั่วคราว ว่าที่ประชุมมีมติส่งสมาชิก สปช. ร่วมเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 15 คน และอีก 5 คน มาจากการสรรหาบุคคลภายนอก โดยจะนัดประชุมในวันจันทร์ที่ nbsp;27 ต.ค. เพื่อให้ที่ประชุม สปช. พิจารณาเห็นชอบหลักเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งเมื่อที่ประชุมเห็นชอบแล้ว จะให้ส่งสมาชิก สปช.แต่ละสาขาทั้ง 11 ด้าน และ 4 ภาค แยกไปประชุมพิจารณาเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมสาขาละ 1 คน/p pเทียนฉาย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นคนนอกให้เป็นหน้าที่ของวิป สปช.เป็นผู้สรรหา และเสนอชื่อ จากนั้นจะนัดประชุมลงมติคัดเลือกกันในวันที่ 28 ต.ค. ซึ่งวันนั้นจะได้ตัวแทนจาก สปช. 15 คน ขณะที่คนนอกอีก 5 คน อาจจะต้องประชุมวิป สปช. เพื่อพิจารณาบุคคลที่เหมาะสม และขอความเห็นชอบจากที่ประชุม สปช.ต่อไป โดยจะพยายามหาบุคคลที่มีความหลากหลายทางความคิด เข้ามาร่วมเป็นกรรมาธิการในสัดส่วนนี้ โดยมีคุณสมบัติ คือความเหมาะสมไม่ซ้ำซ้อนกับคุณสมบัติที่สมาชิก สปช.15 คน และจะต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ เช่นไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง แต่ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นนักวิชาการ หรือเป็นนักกฎหมาย เพราะเมื่อถึงตอนยกร่าง สามารถใช้นักกฎหมายเข้ามาช่วยยกร่างทางเทคนิคได้/p pทั้งนี้ที่ประชุมวิป สปช.ชั่วคราว มีมติแต่งตั้งนายเทียนฉาย กีระนันทน์ เป็นประธานวิป สปช. ชั่วคราว nbsp;นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และ น.ส.ทัศนา บุญทอง เป็นรองประธานวิป นายอลงกรณ์ พลบุตร เป็นเลขานุการ และนายวันชัย สอนศิริ เป็นโฆษก วิป สปช./p pที่มา : a href="http://www.tnamcot.com/2014/10/22/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%9B-%E0%B8%AA%E0%B8%9B%E0%B8%8A-%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%81-5-%E0%B8%84%E0%B8%99-%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7/"สำนักข่าวไทย/a/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/T_CL6bpZ1y0" height="1" width="1"/

ค้าน! กฎหมายแร่ฉบับ คสช. เครือข่ายประชาชนฯ จวกเอื้อประโยชน์นายทุน ยันต้านถึงที่สุด

Thu, 23/10/2014 - 01:08
div divองค์กรชาวบ้าน-เอ็นจีโอ ‘เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรแร่ประเทศไทย’ เดินหน้าค้าน หลังรัฐบาลประยุทธ์ อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.แร่ จวกฉวยโอกาสเร่งผลักดันกฎหมายเอื้อนายทุน ผลกระทบเดิมยังไม่แก้ ไม่สมกับคำว่าคืนความสุขให้ประชาชน/div div !--break--!--break--/div /div divnbsp;/div div22 ต.ค. 2557 องค์กรชาวบ้านในพื้นที่ผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ และองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ เอ็นจีโอ ที่ทำงานติดตามนโยบายการจัดการทรัพยากรแร่ และปัญหาการทำเหมืองแร่ที่มีผลกระทบต่อชุมชน ในนาม ‘เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของทรัพยากรแร่ประเทศไทย’ ออกมาคัดค้านการผ่านร่างกฎหมายแร่/div divnbsp;/div divหลังจากเมื่อวาน (21 ต.ค.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งนำโดยพลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ประชุม ครม. และมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ตามลำดับ/div divnbsp;/div divทั้งนี้ ร่างพระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. ... เป็นการยกเลิกกฎหมายว่าด้วยแร่ และกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราค่าภาคหลวงแร่ทุกฉบับ ซึ่งมีสาระสำคัญอยู่หลายประเด็น อาทิ การลดขั้นตอนและกระบวนการพิจารณาอนุมัติ/อนุญาตให้สั้นลง ผู้ประกอบการสามารถรับบริการขออนุญาตทำเหมืองแล้วเสร็จในจุดเดียว หรือ One stop service กำหนดอัตราค่าภาคหลวงแร่ใหม่และจัดสรรผลประโยชน์ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพิ่มมากขึ้น/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ยังมีการแบ่งประเภทและการออกประทานบัตรการทำเหมืองแร่ออกเป็น 3 ประเภท คือ การทำเหมืองประเภทที่ 1 ได้แก่ การทำเหมืองในเนื้อที่ไม่เกินหนึ่งร้อยไร่ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในเขตจังหวัดที่มีการทำเหมืองเป็นผู้ออกประทานบัตร การทำเหมืองประเภทที่ 2 ได้แก่ การทำเหมืองในเนื้อที่ไม่เกินหกร้อยยี่สิบห้าไร่ ให้อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) เป็นผู้ออกประทานบัตร/div divnbsp;/div divและการทำเหมืองประเภทที่ 3 ได้แก่ การทำเหมืองในทะเลการทำเหมืองใต้ดินตามที่กำหนดในหมวด 5 การทำเหมืองที่ไม่ใช่การทำเหมืองประเภทที่ 1 หรือการทำเหมืองประเภทที่ 2 ให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นผู้ออกประทานบัตร ซึ่งปัจจุบันกฎหมายแร่ไม่ได้มีการแบ่งประเภทและรัฐมนตรีเป็นผู้ออกประทานบัตร/div divnbsp;/div divนายสุวิทย์ กุหลาบวงษ์ ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ (ศสส.) อีสาน เปิดเผยว่า ตนมีเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับการผ่านร่างกฎหมายแร่ของครม. ได้แก่ 1.รัฐบาลประยุทธ์ไม่ควรเร่งรีบฉกฉวยโอกาสผลักดันออกกฎหมายแร่ในขณะนี้ แต่ควรจะมีการประเมินศักยภาพแร่ทั้งประเทศ ทุกชนิด ว่ามีปริมาณเท่าไร อยู่ที่ไหนบ้าง และมีการใช้ประโยชน์อย่างไร แล้วประกาศให้สาธารณะทราบ 2.การกระจายอำนาจแบ่งประเภทการออกประทานบัตรตามร่างกฎหมายแร่ฟังเหมือนจะดูดี หากแต่เป็นการกระจายการคอรัปชั่นมาสู่ทุกกระบวนการ ซึ่งในอนาคตนายทุนจะวิ่งเข้าหาผู้ว่าฯ เข้าหาท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น 3.ปัญหาของการทำเหมืองคือเรื่องผลประโยชน์ซึ่งประเทศชาติจะได้รับยังไม่มีความชัดเจน/div divnbsp;/div div“การเร่งรีบผ่านกฎหมายแร่มันไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของการปฏิรูปการเมือง เพราะขณะนี้ประเทศไทยกำลังพูดถึงการปฏิรูปการเมือง สังคม และสิ่งแวดล้อม ผมจึงเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นให้ผ่าน อย่างน้อยก็ควรให้มีรัฐธรรมนูญที่ชัดเจนก่อน และให้กฎหมายแร่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ให้มีการเลือกตั้งเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับร่างกฎหมาย” นายสุวิทย์ กล่าว/div divnbsp;/div divนายสุวิทย์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของเครือข่ายเหมืองฯ จะติดตามเนื้อหาของร่างกฎหมายแร่ร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) และจะมีการคัดค้านการออกกฎหมายแร่ในทุกกระบวนการอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งการเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)/div divnbsp;/div divด้านนายสุรพันธ์ รุจิไชยวัฒน์ เลขานุการกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำ อ.วังสะพุง จ.เลย กล่าวว่า เดิมทีการทำเหมืองแร่ทั้งหมดก็มีผลกระทบมากอยู่แล้ว โดยเฉพาะแร่ทองคำ และพิกัดอัตราก็ไม่เป็นธรรม ดังนั้นการที่ ครม. มีมติผ่านร่างกฎหมายแร่ ตนจึงเห็นว่าจะเป็นการเอื้อผลประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการสามารถขออนุญาตได้เร็วขึ้น ซึ่งปัญหาผลกระทบก็จะมีมากขึ้น สังคมและสิ่งแวดล้อมก็จะเสื่อมโทรมเร็วขึ้นตามไปด้วย เหมือนกับที่นี่ที่ทหารกำลังเข้าควบคุมแร่ทองคำเพื่อให้ดำเนินการได้เร็วขึ้น ง่ายขึ้น/div divnbsp;/div divนางสมหมาย หาญเตชะ ประธานกลุ่มคนรักษ์บ้านแหง พื้นที่การขอประทานบัตรเหมืองแร่ลิกไนต์ ต.บ้านแหง อ.งาว จ.ลำปาง กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายแร่ ที่ครม.ผ่านความเห็นชอบ โดยเฉพาะการเพิ่มอำนาจให้กับฝ่ายข้าราชการ ซึ่งจะทำให้กระบวนการอนุมัติ อนุญาตทำเหมืองง่ายขึ้น และหลบเลี่ยงการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ทั้งนี้ หากยกตัวอย่างว่ามีการขอทีละ 100 ไร่ๆ หลายๆ แปลง โดยผู้ว่าฯ สามารถอนุมัติได้เลยมันก็จะกลายเป็นพัน เป็นหมื่นไร่ มีปัญหาผลกระทบตามมามากมาย/div divnbsp;/div divสุดท้ายนางมณี บุญรอด กรรมการกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ชาวบ้านจากพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี ซึ่งเป็นเหมืองใต้ดิน อยู่ระหว่างการยื่นคำขอประทานบัตรทำของผู้ประกอบการ กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ต่างๆ ก็มีสาเหตุมาจากการออกกฎหมายเอื้อประโยชน์ให้นายทุน ซึ่งปัจจุบันผลกระทบก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข แล้วรัฐบาลยังจะมาผลักดันกฎหมายแร่อีก ซึ่งไม่มีความเป็นธรรมและไม่สมกับคำว่าจะคืนความสุขให้กับประชาชน และเมื่อรัฐบาลไม่ฟังเสียงของประชาชน พวกเราก็จะต่อสู้คัดค้านจนถึงที่สุด/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ctNgew4FiCc" height="1" width="1"/

ก.คลัง ออกกฎกระทรวงเว้นภาษีทหาร 'โครงการเกษียณก่อนกำหนด'

Thu, 23/10/2014 - 00:45
p!--break--!--break--/p p22 ต.ค. 2557 หลังรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีนโยบายที่จะให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่ข้าราชการทหาร ซึ่งออกจากราชการตามโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของ กระทรวงกลาโหม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ถึงปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 82/2557 เรื่อง เงินช่วยเหลือผู้ซึ่งออกจากราชการตามโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2557 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557 โดยกำหนดให้เงินช่วยเหลือผู้ซึ่งออกจากราชการและเงินหรือผลประโยชน์ใดๆ ที่สมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้รับ เมื่อออกจากราชการตามโครงการดังกล่าว เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้/p pbr /ล่าสุด วันนี้ มีการเผยแพร่a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2557/A/073/1.PDF" กฎกระทรวง ฉบับที่ 304 (พ.ศ. 2557) /aออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร ลงนามโดยนายสมหมาย ภาษี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ลงวันที่ 15 ตุลาคม 2557 มีรายละเอียดดังนี้br /br /กฎกระทรวงดังกล่าวnbsp; อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ แก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2513 และมาตรา 42 (17) แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 10) พ.ศ. 2496 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้/p pข้อ 1 กำหนดให้เงินได้ดังต่อไปนี้เป็นเงินได้พึงประเมินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณ เพื่อเสียภาษีเงินได้/p p(1) เงินช่วยเหลือผู้ซึ่งออกจากราชการตามโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของ กระทรวงกลาโหม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ถึงปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 ตามประกาศ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 82/2557 เรื่อง เงินช่วยเหลือผู้ซึ่งออกจากราชการตามโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดของกระทรวงกลาโหม พ.ศ. 2557 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม พุทธศักราช 2557br /nbsp;br /(2) เงินหรือผลประโยชน์ใด ๆ ที่สมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการได้รับจากกองทุน บำเหน็จบำนาญข้าราชการตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ เมื่อออกจากราชการ ตาม (1)br /br /ข้อ 2 กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับสำหรับเงินได้พึงประเมินประจำปี พ.ศ. 2556 เป็นต้นไปbr /nbsp;/p pที่มา: a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1413979732"มติชนออนไลน์/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/RhFjEXih6U8" height="1" width="1"/

มท.เตรียมส่งกรรมการลงพื้นที่ติดตามการใช้งบ อปท.

Thu, 23/10/2014 - 00:37
divรมว.มหาดไทย เผย เตรียมตั้งกรรมการลงพื้นที่ติดตามการใช้งบท้องถิ่นเสริมงานผู้ว่าฯ หลัง ป.ป.ช.ระบุ องค์การปกครองท้องถิ่นถูกร้องเรียนติดอันดับ คาดเสนอบัญชีแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงเข้า ค.ร.ม.สัปดาห์หน้า/div div !--break--!--break--/div divnbsp;/div div22 ต.ค. 2557 พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงว่าในปีที่ผ่านมาองค์การปกครองท้องถิ่น (อปท.) และกรมที่ดินติดอันดับการถูกร้องเรียน ว่า นอกจากการดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว จะส่งคณะกรรมการที่มีผู้ตรวจราชการกระทรวงร่วมกับคณะทำงานของรัฐมนตรีลงพื้นที่ไปกำกับดูแลการใช้งบประมาณของ อปท. ด้วย โดยจะลงไปดูว่า อปท. ได้ทำตามแผนงานที่เสนอไว้และทำตามกฎระเบียบหรือไม่ เชื่อว่ามาตรการดังกล่าวจะทำให้การทุจริตลดน้อยลง/div divnbsp;/div div“จะพยายามดูให้ครอบคลุมพื้นที่มากที่สุด เพราะ อปท. มีจำนวนมากกว่า 70,000 แห่ง ผมมองว่าเป็นเรื่องที่ดีที่มีการร้องเรียนมา เมื่อพบการทุจริตเกิดขึ้น ซึ่งต้องดำเนินการตามกฎหมาย การร้องเรียนทำได้ทุกทางจะร้องผ่านศูนย์ดำรงธรรม หรือร้องมาที่กระทรวงโดยตรง หรือร้องป.ป.ช.ก็ได้ จะได้ตรวจสอบ การที่เราจะมีกรรมการตรวจสอบก็เป็นสิ่งเติมเต็มให้การตรวจสอบมีความสมบรูณ์มากขึ้น จะได้ดำเนินการกับคนผิดเพื่อป้องกันคนกล้าโกง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าว/div divnbsp;/div divส่วนกรณีทุจริตของกรมที่ดิน พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ได้มอบนโยบายแล้วว่าทุกเรื่องจะต้องทำให้ถูกกฎหมาย ปัญหาที่พบมากที่สุดคือที่ดินที่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งต้องตรวจสอบ ถ้ามีความผิดเกิดขึ้นจะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเรื่องดีที่จะนำเรื่องนี้เสนอเป็นประเด็นให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กำหนดเป็นประเด็นปฏิรูป อย่างไรก็ตาม ขอให้ สปช.มีความพร้อมในการทำงานชัดเจนกว่านี้ก่อน/div divnbsp;/div divรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบวิสัยทัศน์ผู้ว่าราชการจังหวัดที่ว่างจำนวน 18 ราย และผู้ตรวจราชการกระทรวง 4 ราย หากคณะกรรมการพิจารณาเสร็จจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์หน้า/div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อนุพงษ์มีแผนเร่งรัดการทำงานในเชิงรุกโดยกำหนดให้ประชุมคณะทำงานฝ่ายการเมืองทั้งที่ปรึกษาและเลขานุการทุกคน ร่วมกับฝ่ายข้าราชการประจำทุกวันจันทร์และพฤหัสบดี โดยวันจันทร์จะประชุมทีมการเมืองร่วมกับปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวงและหัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวง ส่วนวันพฤหัสบดีจะเป็นการประชุมทีมการเมืองร่วมกับปลัดกระทรวง และอธิบดีทุกกรมและผู้บริหารรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงมหาดไทย/div divnbsp;/div divstrongที่มา: a href="http://www.tnamcot.com/2014/10/22/%E0%B8%A1%E0%B8%97-%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%81-%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3/"สำนักข่าวไทย/a/strong/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/LBW3SkLH6TE" height="1" width="1"/

วิปรัฐบาลถกนัดแรก เร่งกฎหมายปฏิรูป 27 ต.ค.นี้

Thu, 23/10/2014 - 00:09
div‘สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ’ เผย คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เตรียมถกนัดแรก 27 ต.ค.นี้ ‘ประยุทธ์’ ย้ำเร่งกฎหมายปฏิรูป 4 ด้าน/div div !--break--!--break--/div divnbsp;/div div22 ต.ค. 2557 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังจากพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปรัฐบาล) จำนวน 22 คน ไปเมื่อวันที่ 21 ต.ค. ได้กำหนดให้มีการประชุมวิปรัฐบาลนัดแรกในวันที่ 27 ต.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพิจารณากฎหมายที่จะเข้าสู่การพิจารณา สนช. ตามบัญชีรัฐบาล ที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ด้านกฎหมาย และพล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม รอง ผบ.สส. ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. ร่วมจัดทำเพื่อให้ไปเป็นโรดแม็ป/div divnbsp;/div divทั้งนี้ นายกฯ ย้ำว่า การทำงานวิปรัฐบาลให้เน้นเร่งกฎหมาย 4 ด้าน คือ 1.กฎหมายที่เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศ 2.กฎหมายที่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ ลดความเหลื่อมล้ำ 3.กฎหมายที่เกี่ยวการปฏิรูปประเทศ และ 4.กฎหมายที่เกี่ยวกับการปรับโครงสร้างส่วนราชการ/div divnbsp;/div divที่มา: a href="http://www.thairath.co.th/content/458566"ไทยรัฐออนไลน์/a/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Q1QSiRk2XeI" height="1" width="1"/

วุฒิพงศ์ เผยสำนวนคดีจำนำข้าวยังไม่สมบูรณ์ ให้รอติดตามความคืบหน้าการประชุมครั้งถัดไป

Wed, 22/10/2014 - 23:51
pหัวหน้าคณะทำงานอัยการ พิจารณาคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว เผยการพิจารณายังไม่แล้วเสร็จเนื่องจากสำนวนคดีดังกล่าวยังมีข้อไม่สมบูรณ์ในหลายประเด็น หากการประชุมครั้งต่อไปไม่ได้ข้อยุติ ป.ป.ช. สามารถส่งฟ้องเองได้/p !--break--!--break-- p22 ต.ค. 57 – a href="http://www.tnamcot.com/2014/10/22/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%94-%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%A7/"สำนักข่าวไทย/aรายงานว่า วันนี้ 22 ต.ค. นายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์nbsp; รองอัยการสูงสุดnbsp; ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานอัยการ พิจารณาคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ nbsp;ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีตั้งคณะทำงานประชุมร่วมกันระหว่าง อัยการกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)nbsp; ในการพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ของสำนวนคดีว่าnbsp; ขณะนี้กระบวนการพิจารณายังไม่แล้วเสร็จ เนื่องจากสำนวนคดีดังกล่าวยังมีข้อไม่สมบูรณ์ในหลายประเด็น/p pส่วนกรอบระยะเวลา 14 วันในการพิจารณานั้น เป็นเพียงกรอบระยะเวลาในการเร่งรัดเท่านั้น ซึ่งคงไม่มีผลต่อการพิจารณาคดี และถึงแม้จะเลยกรอบระยะเวลามาแล้วก็ตาม ถ้าหากคณะทำงานร่วมมีความเห็นสั่งฟ้องก็ยังสามารถฟ้องคดีต่อศาลฎีกานักการ เมืองได้nbsp; ซึ่งคงจะต้องรอติดตามความคืบหน้าในการประชุมครั้งถัดไปnbsp; โดยทางคณะทำงานร่วมได้นัดประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 7 พ.ย.นี้/p pเมื่อถามว่าถ้าหากในการประชุมวันที่ 7 พ.ย. นี้ ยังไม่ได้ข้อยุติnbsp; หาก ป.ป.ช. จะฟ้องคดีเองสามารถทำได้หรือไม่nbsp; นายวุฒิพงศ์nbsp; กล่าวว่าnbsp; ก็เป็นเรื่องของทาง ป.ป.ช.nbsp; แต่ตามกฎหมายทาง ป.ป.ช.ก็สามารถฟ้องคดีเองได้/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/dbCX630NdE4" height="1" width="1"/

เผย 'สหภาพรัฐสภา' มีมติ คงความเป็นสมาชิกภาพ สนช.

Wed, 22/10/2014 - 23:49
pสนช. เผยสหภาพรัฐสภา (IPU) คงสมาชิกภาพ สนช. แม้เกิดรัฐประหาร เหตุเข้าหลักเกณฑ์ที่มีสถานะเป็นรัฐสภา เพราะมาจากการจัดตั้งจากกฎหมายภายในประเทศ มีอำนาจนิติบัญญัติ รวมทั้งมีหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหาร มีโรดแมป-กำหนดการเลือกตั้ง/p p!--break--!--break--/ppbr /22 ต.ค. 2557 วีระศักดิ์ ฟูตระกูล สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทน สนช. ในการประชุมสหภาพรัฐสภา (Inter-Parliamentary Union: IPU) ครั้งที่ 131 ระหว่างวันที่ 10-16 ตุลาคม 2557 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส แถลงว่า แม้ไทยจะมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง แต่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารของ IPU ได้มีมติเอกฉันท์ให้ สนช.คงสิทธิความเป็นสมาชิกภาพของ IPU อย่างสมบูรณ์ สามารถเข้าร่วมได้ทุกกิจกรรม ไม่ถูกตัดสิทธิใดๆ ซึ่งแตกต่างจากมติของคณะกรรมการบริหารของ IPU เมื่อปี 2549 ซึ่งไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และ IPU ได้ให้ สนช.ขณะนั้นดำรงสมาชิกภาพได้แต่ถูกห้ามไม่ให้การร่วมกิจกรรมใดๆ/p pวีระศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า IPU ซึ่งมีสมาชิก 164 รัฐสภาของประเทศต่างๆ ให้การดำรงสิทธิในการเป็นสมาชิกอย่างสมบูรณ์ครั้งนี้ เนื่องจาก สนช. และ กระทรวงการต่างประเทศได้ร่วมชี้แจง ถึงการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ก่อนกำหนดใช้รัฐธรรมนูญ และจัดตั้ง สนช. เข้าทำหน้าที่รัฐสภาอย่างสมบูรณ์ ซึ่งล้วนเป็นไปตามธรรมนูญของ IPU ที่มีเกณฑ์การเป็นสมาชิกว่าต้องเป็นรัฐสภาตามนิยามที่กำหนดไว้ 3 ข้อ คือเป็นรัฐสภาที่มาจากการจัดตั้งจากกฎหมายภายในประเทศนั้นๆ มีอำนาจนิติบัญญัติ และมีหน้าที่ติดตามตรวจสอบฝ่ายบริหาร อีกทั้งไทยได้ชี้แจงถึงแผนการปฏิรูปประเทศหรือโรดแมป (Road Map) ที่มีความชัดเจนเป็นรูปธรรม มีการกำหนดถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป ซึ่งทาง IPU ให้ความเชื่อมั่น พร้อมแสดงความหวังว่าไทยจะดำเนินตามโรดแมป และจัดการเลือกตั้งต่อไป/p pnbsp;/p pstrongที่มา:/strong a href="http://www.radioparliament.net/parliament/viewNews.php?nId=3041#.VEfbzfmUfwg"สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ รัฐสภา /a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/8NRik6cSY1Q" height="1" width="1"/

สนช.ผ่านกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองฯ ด้าน ก.ศป.เฮ! ได้อยู่ยันครบวาระ

Wed, 22/10/2014 - 23:25
divสนช.ถก กฎหมายจัดตั้งศาลปกครองฯ หลังอภิปรายเกือบ 2 ชั่วโมง ที่ประชุมมีมติในวาระ 3 เห็นชอบ 169 ต่อ 1 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง ผ่านร่างกฎหมาย ด้านตุลาการ 101 คนเฮ! ก.ศป.อยู่ยันครบวาระ/div div !--break--!--break--/div divnbsp;/div div22 ต.ค. 2557 การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. เป็นประธานการประชุมnbsp; ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่.. ) พ.ศ. …. ในวาระ 2 และ 3 ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว มีสาระเกี่ยวกับองค์ประกอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง ซึ่งที่ผ่านมาได้บัญญัติไว้เฉพาะในรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และ รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 โดยไม่ได้บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542/div divnbsp;/div divดังนั้นควรจะกำหนดบทบัญญัติเกี่ยวกับองค์ประกอบของคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองnbsp; ไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ และแก้ไขเพิ่มเติมคุณสมบัติ คุณลักษณะต้องห้าม วิธีการเลือก และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.)nbsp;ผู้ทรงคุณวุฒิให้สอดคล้องกับบทบัญญัติดังกล่าว/div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่สภาจะรับหลักการร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ได้มีตุลาการศาลปกครอง 101 คน เข้าชื่อเพื่อทำหนังสือถึงนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.เพื่อให้ระงับหรือชะลอการพิจารณา เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ไม่ผ่านรับความคิดเห็นของตุลาการศาลปกครอง กระทั่งนายพรเพชร เปิดให้ตุลาการฝ่ายที่เห็นต่างและสนับสนุนร่างดังกล่าวเข้าเป็น กมธ.ร่วมเพื่อพิจารณากฎหมาย/div divnbsp;/div divหลังอภิปรายเกือบ 2 ชั่วโมง ในที่สุดที่ประชุมก็ได้มีมติในวาระ 3 เห็นชอบ 169 ต่อ 1 เสียง และงดออกเสียง 8 เสียงให้บังคับใช้ ร่าง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง (ฉบับที่.. ) พ.ศ. .... มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป/div divnbsp;/div divทั้งนี้ a href="http://www.tnamcot.com/2014/10/22/%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%8A-%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9E-%E0%B8%A3-%E0%B8%9A-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%95/"สำนักข่าวไทย/a รายงานว่า ประชุมได้พิจารณาเป็นรายมาตรา โดยสมาชิกส่วนใหญ่เห็นชอบตาม กมธ.เสียงข้างมาก ให้มีการแก้ไข เมื่อเข้าสู่การพิจารณาในมาตรา 12 กำหนดให้ดำเนินการเลือกกรรมการตุลาการศาลปกครองผู้ทรงคุณวุฒิ (ก.ศป.) ให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับตั้งแต่ พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวมีผลบังคับใช้/div divnbsp;/div divโดยคณะ กมธ.เสียงข้างมากมีมติให้ตัดออกทั้งมาตรา ขณะที่ นายวิชัย ชื่นชมพูนุท รองประธานศาลปกครองสุงสุด ในฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย ได้สงวนความเห็นเพื่อขออภิปรายต่อที่ประชุม เพราะต้องการให้คงไว้ซึ่งมาตรา 12nbsp; เนื่องจากองค์ประกอบ ก.ศป.เป็นการบัญญัติใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ เป็นครั้งแรก เพราะไม่เคยมีการระบุไว้ใน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯ มาก่อน ดังนั้น องค์ประกอบของ ก.ศป.ที่จะกำหนดขึ้นมาใหม่ ตามร่างฯ ที่สภาฯ รับหลักการ และกำลังพิจารณากันอยู่นี้ ก็ควรมีกำหนดให้เลือกตั้งใหม่ทั้งหมดด้วย/div divnbsp;/div divนายวิชัย ระบุว่า การตัดมาตรา 12 ออกทั้งมาตรา น่าจะไม่ถูกต้อง ขณะเดียวกัน องค์ประกอบของ ก.ศป.มีอยู่ไม่ครบตามจำนวน เพราะสัดส่วนจากวุฒิสภาและครม.หมดวาระลงไปแล้ว ก่อนที่รัฐธรรมนูญ 2550 จะสิ้นสุดลง และจะต้องมีการเลือกตั้งใหม่อยู่แล้ว ดังนั้น เพื่อให้ กศป.ทำหน้าที่ไปพร้อมๆ กัน จึงน่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ทั้งหมดภายหลังจากที่ร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวบังคับใช้ไปแล้ว/div divnbsp;/div divขณะที่ นายกล้านรงค์ จันทิก สมาชิก สนช. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวกล่าวว่า ร่างเดิมที่สภามีมติรับหลักการนั้น มีการยกเลิก ก.ศป.ทั้งหมด และจะมีการตั้งขึ้นมาใหม่ แต่ในระหว่างตั้งขึ้นใหม่นั้น ได้ให้ที่ประชุมใหญ่ของศาลปกครองเข้าไปทำหน้าที่แทน ซึ่งคณะ กมธ.เห็นว่า ก.ศป.ชุดนี้ที่เหลือวาระอยู่ถึงวันที่ 19 เม.ย. 2558 หรืออีกราว 6 เดือน จะต้องหมดวาระไปด้วย เมื่อ พ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ซึ่งเป็นการลิดรอน สิทธิ ก.ศป.ที่ยังอยู่ในวาระ/div divnbsp;/div divการที่ คณะกมธ.ตัดมาตรา 12 เพราะต้องการให้กศป.อยู่ต่อไป จนกว่าจะครบวาระ และเมื่ออยู่ครบวาระแล้ว ทางกมธ.ก็เขียนวิธีการคัดเลือก กศป.ที่ว่างลงได้ โดย คณะกมธ.ได้เขียนรองรับไว้ในมาตรา 13 แล้ว คือ ให้ ก.ศป.ซึ่งดำรงตำแหน่งก่อนรัฐธรรมนูญปี 50 สิ้นสุดลง ยังคงมีตำแหน่งต่อไป จนกว่าจะครบวาระ 19 เม.ย.58 และให้ประธานกรรมการ และกรรมการ ใน ก.ศป.เป็นคณะกรรมการตุลาการศาลปกครองตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองฯnbsp; ซึ่งที่ประชุมอภิปรายราว 2 ชั่วโมง ที่ประชุมมีมติในวาระ 3 เห็นชอบ 169 ต่อ 1 เสียง และงดออกเสียง 8 เสียง ให้ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายต่อไป/div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง ประกอบด้วยบุคคล ดังต่อไปนี้ 1nbsp; ประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นประธานกรรมการnbsp; 2 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจำนวนเก้าคนซึ่งเป็นตุลาการในศาลปกครองและได้รับเลือกจากตุลาการในศาลปกครองด้วยกันเอง 3 กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับเลือกจากวุฒิสภาสองคน และจากคณะรัฐมนตรีอีกหนึ่งคน รวมแล้ว 13 คนnbsp; แต่ขณะนี้ไม่มี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากวุฒิสภา และจากคณะรัฐมนตรี ทำให้เหลือ 10 คน ประกอบด้วย ประธานศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลปกครองสูงสุด 6 คน ตุลาการศาลปกครองชั้นต้น 3 คน/div divnbsp;/div divstrongเรียบเรียงจาก: a href="http://www.thairath.co.th/content/458540"ไทยรัฐออนไลน์/a, a href="http://www.tnamcot.com/2014/10/22/%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%8A-%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9E-%E0%B8%A3-%E0%B8%9A-%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%95/"สำนักข่าวไทย/a, a href="http://breakingnews.nationtv.tv/home/read.php?newsid=739151amp;lang=Tamp;cat=amp;key="เนชั่น/a/strong/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/l9o3YyBvjL0" height="1" width="1"/

หลุดเอกสาร 'ลับมาก' ชงแก้ พ.ร.บ.กสทช. ยุบบอร์ด กทค.-กสท.

Wed, 22/10/2014 - 23:04
pกสทช. หลุดเอกสาร "ลับมาก" เนื้อหาชงแก้ กม.กสทช. ยุบบอร์ด กทค.-กสท. ให้อำนาจเต็มบอร์ดใหญ่ แจงเกิดปัญหากรณีบอร์ดใหญ่ไม่ได้ตัดสินใจแต่ต้องร่วมรับผิดชอบด้วย คาดส่งเรื่องต่อ ครม.และ สนช.เร็วๆ นี้ ด้านสุภิญญาทวีต ไม่รู้เรื่องด้วย ชี้ควรขอมติบอร์ด กสทช.ก่อนเสนอ/p p!--break--!--break--/pp22 ต.ค.2557 เมื่อวันที่ 20 ต.ค. เวลาราว 21.00 น. ทวิตเตอร์ a href="https://twitter.com/TakornNBTC"@TakornNBTC/a ของ ฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีการเผยแพร่ภาพถ่ายรายละเอียดภายใน "เอกสารลับมาก" ของ กสทช. โดยมีเนื้อหาระบุว่า ความเห็นชอบจากประธาน กสทช.เห็นควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 (พ.ร.บ.กสทช.) ด้วยการปรับปรุงโครงสร้าง กสทช.เป็นการเร่งด่วน และเสนอให้มีคณะกรรมการเพียงคณะเดียว เพื่อทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อให้เกิดเอกภาพ ส่งเสริมการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เป็นธรรม สามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและธุรกิจที่ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว รวมทั้งสร้างบรรยากาศที่สนับสนุนระบบเศรษฐกิจฐานดิจิตอล (ดิจิตอลอีโคโนมี) และรองรับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน/p pต่อมา เวลา 12.30 น. นายฐากรได้ลบภาพดังกล่าวออก และมีการให้สัมภาษณ์สื่อยืนยันว่า ไม่ได้ดำเนินการเผยแพร่รูปภาพดังกล่าว แต่ยอมรับว่ารูปภาพดังกล่าวได้ถ่ายไว้จริงในไอแพดส่วนตัว และไม่ได้ส่งให้แก่ใคร กำลังตรวจสอบที่มาของการเผยแพร่รูปภาพ แต่ยอมรับว่าหนังสือฉบับดังกล่าวที่เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องการขอยุบบอร์ด กรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) และ กรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) ให้เหลือเพียงบอร์ด กสทช. เป็นบอร์ดเดียวเป็นเรื่องจริง/p pด้านเอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวจากสำนักงาน กสทช. ว่า สาเหตุที่ต้องปรับโครงสร้างใหม่ เนื่องจากกฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 35 ให้ กสทช.แต่งตั้งคณะกรรมการชุดเล็ก 2 ชุด คือ กทค. และ กสท. เพื่อให้มีอำนาจในการพิจารณาเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องรวมถึงตัดสินใจได้ทันทีโดยไม่ต้องส่งเรื่องเข้าที่ประชุม กสทช. ทำให้ที่ผ่านมามีหลายเรื่องที่การตัดสินใจของกรรมการชุดเล็กมีปัญหา ขณะที่คณะกรรมการ กสทช.ไม่สามารถเข้าไปร่วมตัดสินใจได้ แต่เมื่อเกิดการฟ้องร้อง กสทช.ทั้งหมดกลับต้องรับผิดชอบด้วย/p pแหล่งข่าวคนดังกล่าวระบุว่า ดังนั้นสำนักงาน กสทช.จึงตัดสินใจลดอำนาจหน้าที่ของกรรมการทั้ง 2 ชุดดังกล่าว ด้วยการตัดมาตรา 35 ออก เพื่อไม่ให้มีกรรมการชุดเล็ก และให้อำนาจการตัดสินใจของทุกเรื่องอยู่ที่กรรมการ กสทช.ชุดใหญ่แทน ส่วนการดำเนินงาน ก็อาศัยการตั้งคณะอนุกรรมการดูรายละเอียดในเรื่องต่างๆ แทน ก่อนจะส่งเรื่องให้กรรมการ กสทช.พิจารณาในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งเรื่องนี้สำนักงานได้หารือกับกฤษฎีกาอย่างต่อเนื่องจึงคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาในการแก้กฎหมายดังกล่าว จากนี้จะดำเนินการนำเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ สภานิติบัญญัติ (สนช.) คาดว่าจะเรียบร้อยภายในเร็วๆ นี้br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /แหล่งข่าวคนดังกล่าวระบุว่า การแก้กฎหมายนี้เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน เพราะที่ผ่านมา กสทช.มีปัญหาในการบริหารงานหลายเรื่อง ถ้าไม่แก้ กสทช.อาจจะถูกยุบได้ อีกอย่างคือรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะออกมา ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะกำหนดบทบาทของ กสทช.ไว้อย่างไร จะยังให้เป็นองค์กรอิสระหรือไม่ หรือจะให้ไปอยู่ภายใต้หน่วยงานใด จึงไม่รู้ว่ากสทช.จะถูกจัดระเบียบอย่างไร ถึงตอนนั้นอาจจะต้องมีการแก้กฎหมายอีกครั้งหนึ่ง/p pด้านกรุงเทพธุรกิจอ้างแหล่งข่าวจาก กสทช. ระบุว่า เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่ กสทช. นำส่งยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยเบื้องต้นนายฐากร ได้หารือกับ พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธาน กสทช. และ กสทช. บางรายแล้ว ซึ่งกว่าครึ่งได้เห็นชอบbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /ขณะที่ สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. แสดงความเห็นผ่านทวิตเตอร์ a href="https://twitter.com/supinya"@supinya/a ระบุว่า ยังไม่ทราบเรื่องข้อเสนอยุบรวมบอร์ดดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากสำนักงานและประธานจะเสนอแก้ พ.ร.บ.กสทช.ก็ไม่ว่าอะไร แต่ประธานและสำนักงานควรทำวาระหารือกรรมการทั้ง 10 คนว่าคิดเห็นอย่างไรด้วย อีกทั้งตาม พ.ร.บ.กสทช. มาตรา 27 (23) ระบุอำนาจของบอร์ด กสทช.ในการเสนอแก้ไขกฏหมาย ไม่ใช่อำนาจของประธาน กสทช.โดยลำพัง/p p"ไม่ได้ค้านเรื่องการแก้กฏหมาย ถ้าคนนอกจะยุบจะแก้ ไม่เป็นไร แต่ถ้าคนในจะเสนอแก้เอง ขอเพียงให้หารือมติบอร์ด กสทช.ด้วย จะได้เสนอความเห็น" สุภิญญาระบุ/p pimg alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3945/15415362370_35f5f696f7.jpg" /br /img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3955/14980219184_9a01d87731.jpg" /br /br /strongที่มา:/strong a href="http://www.manager.co.th/Cyberbiz/ViewNews.aspx?NewsID=9570000121141"ASTVผู้จัดการออนไลน์/a, a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/media/20141022/612681/%C3%8A%D0%BE%D1%B4%C2%A1%CA%B7%C2%AA.%C2%AA%C2%A7%C3%83%D1%B0%C3%82%D8%BA%C2%BA%C3%8D%C3%83%C3%AC%C2%B4%C3%A0%C3%85%E7%A1%A1%CA%B7.-%C2%A1%C2%B7%C2%A4..html"กรุงเทพธุรกิจ /aและ ทวิตเตอร์ a href="https://twitter.com/supinya"@supinya/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/hkE4Gq9b-ys" height="1" width="1"/

คณะทูต EU หารือ 4 องค์กรสื่อฯ ขอให้เคารพสิทธิฯผู้เสียหายกรณีเกาะเต่า

Wed, 22/10/2014 - 22:39
pคณะทูตสหภาพยุโรปเข้ายื่นหนังสือและพูดคุยแลกเปลี่ยนในเรื่อง ความรับผิดชอบของสื่อในการนำเสนอข่าวเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายกรณีเกาะเต่า กับ 4 องค์กรสื่อฯ แนะให้ยึดจริยธรรม และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มากกว่าแข่งขายข่าว/p !--break--!--break-- p22 ต.ค. 57 คณะทูตจากกลุ่มประเทศยุโรปนำโดยนายฟรานเชสโก ซาเวริโอ นิสิโอ (Francesco Saverio Nisio) เอกอัครราชทูตอิตาลี ประจำประเทศไทย ในฐานะประธานกลุ่มฯ ร่วมกับเอกอัครราชทูตอีก 7 ประเทศ ประกอบด้วย ฝรั่งเศส, อังกฤษ, เดนมาร์ก, เยอรมัน, สเปน, เช็ก และโปรตุเกส เข้าพบตัวแทน 4 องค์กรวิชาชีพสื่อ ได้แก่ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยเป็นการเข้าพบเพื่อยื่นหนังสือและหารือเรื่อง ความรับผิดชอบของสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวผู้เคราะห์ร้ายกรณีการฆาตกรรมที่เกาะเต่า/p pโดยในการหารือครั้งนี้ฟรานเชสโก ซาเวริโอ นิสิโอ กล่าวว่าตนมีความกังวลในการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนไทยกรณีเหตุการณ์การสูญ เสียที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่เกาะเต่าจึงอยากเรียก ร้องให้การรายงานข่าวของสื่อไทยนอกเหนือจากเรื่องเนื้อหาแล้ว ภาพ กราฟิกยังต้องไม่ไปละเมิดผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงไม่จำเป็นต้องนำ เสนอรายละเอียดของผู้ตกเป็นเหยื่อมากจนเกินไปเนื่องจากจะเป็นการไม่เคารพ ความเป็นส่วนตัว และสิทธิส่วนบุคลแล้วทั้งยังจะส่งผลกระทบกับความรู้สึกต่อคนในครอบครัว และผู้ใกล้ชิดอีกด้วย/p pด้านนายเทพชัย หย่อง นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ซึ่งเป็นผู้รับมอบหนังสือ ได้เผยว่าประเด็นใหญ่ที่อียูเน้น คือการที่สื่อไทยได้ลงรายละเอียด เนื้อหา และภาพที่ไม่สมควรในกรณีฆาตกรรม 2 นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่ เกาะเต่า ซึ่งอาจจะกล่าวว่า สาเหตุอาจมาจากการแข่งขันกัน และขาดความระมัดระวังทำให้ ภาพและข่าวที่ไม่สมควร ถูกเผยแพร่ออกไปเช่นสภาพศพทำให้เข้าข่ายไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ทางคณะทูตอียูเป็นห่วงว่าเหตุการณ์แบบนี้อาจเกิดขึ้นอีกก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักท่องเที่ยวจากยุโรปมาเที่ยวไทยบ่อย โอกาสที่จะตกเป็นเหยื่อมีสูง และไม่อยากให้เกิดขึ้น ซ้ำรอย โดยการมาเข้าพบครั้งนี้ของคณะทูตไม่ได้ต้องการจำกัดสิทธิเสรีภาพสื่อ เพราะประเทศกลุ่มสหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับการให้สิทธิเสรีภาพมาก แต่อยากให้มองความสำคัญเรื่องความรับผิดชอบตามหลักจริยธรรมมากว่า/p pขณะเดียวกัน 4 องค์กรวิชาชีพยืนยันว่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ โดยพร้อมจะหยิบยกประเด็นดังกล่าวเข้ามาพุดคุยและผลักดันให้เกิดการปฏิรูปสื่อมวลชนต่อไป/p pnbsp;ที่มา: a href="http://www.tnamcot.com/2014/10/22/%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1%E0%B8%82%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%9B%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD/"สำนักข่าวไทย/a, a href="http://isranews.org/isranews-news/item/33795-isranews22105711.html"สำนักข่าวอิศรา/a, a href="http://www.komchadluek.net/detail/20141022/194510.html"คมชัดลึกออนไลน์/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/pQdmH70SCdk" height="1" width="1"/

กต.ชี้ไทยพลาดเก้าอี้ UNHRC ไม่เกี่ยวการเมืองภายใน ย้ำยังยึดมั่นหลักสิทธิมนุษยชน

Wed, 22/10/2014 - 21:28
divกระทรวงการต่างประเทศ ระบุการลงสมัครครั้งนี้ถือเป็นการแข่งขันไม่ใช่การคัดเลือก คะแนนเสียงที่ได้ถือว่าได้รับความไว้วางใจไม่น้อย ย้ำยังยึดมั่นในหลักการส่งเสริม-คุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเข้มแข็ง เชื่อไม่กระทบชิง UNHC/div div !--break--!--break--/div divnbsp;/div div22 ต.ค. 2557 กรณีไทยไม่ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (United Nations Human Rights Council) หรือ ยูเอ็นเอชอาร์ซีnbsp;วาระปี 2558-2560 หลังมีการลงคะแนนเสียงในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ 69 เมื่อวันที่ 21 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา/div divnbsp;/div divทั้งนี้ สมาชิกในทวีปเอเชีย มีโควตาที่จะได้รับเลือกเข้าไปเป็นสมาชิกยูเอ็นเอชอาร์ซีnbsp;จำนวน 4 ที่นั่ง จากทั้งหมด 15 ที่นั่ง โดยมีชาติที่สมัคร 5 ชาติ ได้แก่ กาตาร์ บังกลาเทศ อินเดีย อินโดนีเซีย และไทย/div divnbsp;/div divนายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ว่า ในกลุ่มภูมิภาคที่ไทยลงสมัครมีตำแหน่งว่าง 4 ตำแหน่ง โดยประเทศที่ได้รับเลือกคืออินเดีย 162 คะแนน อินโดนีเซีย 152 คะแนน บังคลาเทศ 149 คะแนน และกาตาร์ 142 คะแนน ขณะที่ไทยได้รับเสียงสนับสนุน 136 คะแนน/div divnbsp;/div divเมื่อเทียบกับการลงสมัครครั้งก่อนในวาระปี 2553-2556 ไทยได้รับคัดเลือกเป็นอันดับ 2 โดยมีประเทศในภูมิภาคที่ลงสมัครเพียง 4 ประเทศเท่านั้น ทุกประเทศจึงผ่านการคัดเลือกทั้งหมด/div divnbsp;/div divนายเสข กล่าวว่า ไทยยอมรับผลการเลือกตั้ง เราเคารพการตัดสินใจและเสียงทุกเสียงของประเทศต่างๆ และยินดีกับทุกประเทศที่ได้รับเลือกในครั้งนี้ ทั้งนี้ภูมิภาคที่ไทยแข่งขันในครั้งนี้ถือว่ามีการแข่งขันกันสูงระหว่างประเทศที่ลงสมัคร แต่คะแนนเสียงที่ไทยได้ถือว่าไทยได้รับความไว้วางใจไม่น้อย เมื่อเทียบว่าผู้ที่ลงเลือกตั้งต้องได้เสียงสนับสนุนน้อยที่สุดคือเกินกึ่งหนึ่งหรือ 97 เสียง เพราะการลงสมัครครั้งนี้ถือเป็นการแข่งขันไม่ใช่การคัดเลือก/div divnbsp;/div divเมื่อถามว่า หลายฝ่ายมองว่าสถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันส่งผลให้ไทยแพ้เลือกตั้งยูเอ็นเอชอาร์ซีครั้งนี้ นายเสขกล่าวว่า เราไม่สามารถพูดแทนรัฐสมาชิกได้ แต่เราหวังว่ารัฐสมาชิกไม่ได้โยงการตัดสินใจลงคะแนนเสียงกับเรื่องดังกล่าว เพราะในอดีตที่ไทยเคยเป็นสมาชิกยูเอ็นเอชอาร์ซี เราก็ดำเนินบทบาทอย่างดีและสร้างสรรค์ โดยนายเสขชี้ว่า ในช่วงที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ก็เคยได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานยูเอ็นเอชอาร์ซี และได้มีความริเริ่มต่างๆ เป็นที่ยอมรับของรัฐสมาชิก/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ดี ยืนยันว่าไทยยังยึดมั่นในหลักการที่จะส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเข้มแข็งต่อไป/div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวถามว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่าส่งผลเสียต่อการดำเนินนโยบายต่างประเทศของไทยหรือไม่ นายเสขกล่าวยืนยันว่า ไม่ เพราะถือเป็นเรื่องปกติของการแข่งขัน เสียงสนับสนุนที่ไทยได้รับถือว่าเป็น 2 ใน 3 ของเสียงจากรัฐสมาชิกซึ่งแสดงให้เห็นว่าไทยยังได้รับความเชื่อถือ และยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อความพยายามของไทยในการสมัครชิงตำแหน่งสมาชิกไม่ถาวรของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (Non-Permanent Members of UNSC) วาระปี 2560-2561 ของไทยด้วยเช่นกัน/div divnbsp;/div divนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เสียดายที่ไม่ได้รับเลือก แต่การลงสมัครก็คือการแข่งขัน อย่างไรก็ดีเสียงที่ไทยได้รับถือเป็น 70-80% ของรัฐสมาชิก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไทยยังได้รับความไว้วางใจและความเชื่อมั่นจากประเทศต่างๆ และยืนยันว่าแม้ไทยจะไม่ได้เป็นสมาชิกยูเอ็นเอชอาร์ซี แต่ก็จะยังให้ความสำคัญและแสดงบทบาทที่สร้างสรรค์ในยูเอ็นเอชอาร์ซีต่อไป/div divnbsp;/div divnbsp;/div divstrongเรียบเรียงจาก: a href="http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/politics/20141022/612838/%E0%B8%81%E0%B8%95.%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%94UNHRC%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%97..html"กรุงเทพธุรกิจ/a และ a href="http://prachatai.com/journal/2014/10/56131"ประชาไท/a/strong/div divnbsp;/div div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://prachatai.com/journal/2014/10/56131" target="_blank"ไทยพลาดที่นั่งคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/4wwKYNAiYrI" height="1" width="1"/