ประชาไท

Syndicate content
Updated: 2 min 17 sec ago

23 องค์กรออกแถลงการณ์ เรียกร้อง สตช.เร่งหาตัวแกนนำกะเหรี่ยงแก่งกระจาน

Tue, 22/04/2014 - 15:01
!--break--!--break-- p22 เม.ย.2557 เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม และองค์กรเครือข่าย รวม 23 องค์กร ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งหาตัว ‘บิลลี่’ พอละจี รักจงเจริญ รวมทั้งเร่งหาตัวผู้กระทำผิด และเรียกร้องอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสั่งหัวหน้าอุทยานแก่งกระจานออกจากพื้นที่ เพื่อให้การสอบสวนเป็นไปอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส/p pสืบเนื่องจากกรณีที่นายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ แกนนำกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย หายตัวไปอย่างลึกลับตั้งแต่วันที่ 17 เมษายนที่ผ่านมา หลังถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานควบคุมตัว โดยนายพอละจีมีบทบาทสำคัญในการปกป้องสิทธิของชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย จากกรณีเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เข้าทำการอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่ป่า และทำการรื้อถอน เผาบ้านพัก และยุ้งข้าวของชาวบ้านเมื่อปี 2554/p pในขณะที่มีรายงานข่าวว่า เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนกรณีการหายตัวไปของนายบิลลี่ โดยนายชัยวัฒน์ ยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการหายตัวไปของนายบิลลี่แต่อย่างใด/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5263/13943660636_168a7b8aae_b_d.jpg" style="width: 560px; height: 420px;" //p p style="text-align: center;"nbsp;/p p style="text-align: center;"................................................./p p style="text-align: center;"strongแถลงการณ์br /กรณีผู้นำกะเหรี่ยงนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งพื้นที่แก่งกระจานหายตัวไป/strong/p pbr /ข่าวการหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ (บิลลี่) ซึ่งเป็นผู้นำชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย ตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2557 จนถึงวันนี้ยังไม่พบตัวนายบิลลี่ ที่ผ่านมานายบิลลี่ มีบทบาทสำคัญในการร่วมปกป้องสิทธิชนเผ่าพื้นเมืองชาวกะเหรี่ยงที่หมู่บ้านของตนเองมาโดยตลอด โดยเฉพาะเมื่อครั้งที่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้อพยพชาวบ้านที่อยู่ในป่า ทำการรื้อถอนและเผาบ้าน ตลอดจนเผายุ้งข้าวของชาวบ้านดังเป็นข่าวในช่วงปี 2554จากกรณีดังกล่าวนายบิลลี่ได้ร่วมกับชาวบ้านร้องเรียนถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศาลปกครอง และสภาทนายความอีกทั้งนายบิลลี่ก็เป็นพยานให้กับศาลปกครองในเรื่องนี้ด้วย และต้องไปให้ปากคำแก่ศาลปกครองในวันที่ 19 พฤษภาคม 2557 นี้พร้อมกับผู้ร้องเรียนในหมู่บ้านการต่อสู้เรียกร้องดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้แก่เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเป็นอย่างมาก/p pจากการหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ (บิลลี่) ครั้งนี้ มีเหตุการณ์ที่ไม่ชอบมาพากลหลายประการ พวกเราเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม (KNCE) เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (คชท.) ร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนและเครือข่ายภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง/p pจึงขอเรียกร้องดังนี้br /1. ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เร่งดำเนินการสอบสวนหาผู้กระทำผิดและตามหาตัวนายพอละจี รักจงเจริญ ให้พบโดยเร็วที่สุดbr /2.ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดูแลคุ้มครองครอบครัวนายพอละจี รักจงเจริญ และผู้นำชุมชนในพื้นที่ระหว่างที่ดำเนินการสอบสวนหาข้อเท็จจริงbr /3. ขอให้อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช มีคำสั่งให้นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน เพื่อให้การสอบสวนเป็นไปอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และลดความหวาดกลัวของคนในพื้นที่ อีกทั้งเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจของนายชัยวัฒน์ด้วย/p pจากข้อเรียกร้องดังกล่าวพวกเราหวังว่าหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการให้อย่างเร่งด่วนและขอให้คนในสังคมร่วมกันติดตาม ตรวจสอบ เพื่อธำรงความเป็นธรรมในสังคมไทยต่อไป/p pพวกเราเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย และภาคีองค์กรพัฒนาเอกชนและเครือข่ายภาคประชาชนที่เกี่ยวข้อง เห็นว่าหากปัญหานี้ไม่ได้รับการสอบสวนและคลี่คลายให้กระจ่างในเวลาอันสมควร จำเป็นต้องยกระดับการร้องเรียนขึ้นสู่กลไกระหว่างประเทศ เช่น คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ คณะกรรมการอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทุกรูปแบบ(CERD) และเวทีถาวรว่าด้วยประเด็นชนเผ่าพื้นเมืองแห่งสหประชาชาติ (UNPFII)เป็นต้น พวกเราจะติดตามผลการร้องเรียนกับท่านอย่างใกล้ชิดbr /จนกว่าจะพบนายพอละจี รักจงเจริญ (บิลลี่) ต่อไป/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"ด้วยจิตคาราวะbr /เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม และเครือข่ายชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทยbr /ร่วมกับ ภาคีองค์กรพัฒนาเอกชนและเครือข่ายภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องbr /วันที่ 22 เมษายน 2557 ณ ศาลากลางจังหวัดเชียงใหม่/p p style="text-align: center;"nbsp;/p pstrongรายชื่อภาคีองค์กรและเครือข่ายที่ร่วมแถลงการณ์/strongbr /1. มูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม (IPF)br /2. มูลนิธิเพื่อประสานความร่วมมือชนเผ่าพื้นเมืองแห่งเอเชีย (AIPP)br /3. มูลนิธิภูมิปัญญาชาติพันธุ์ (WISE)br /4. มูลนิธิภูมิปัญญาชนเผ่าพื้นเมืองบนพื้นที่สูง (IKAP)br /5. มูลนิธิช่วยเหลือเด็กชายแดนจังหวัดตากbr /6. มูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (ภาคเหนือ)br /7. มูลนิธิพุทธเกษตร เชียงใหม่br /8. มูลนิธิรักษ์ไทย (สำนักงานภาคเหนือ)br /9. มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือbr /10. ศูนย์สังคมพัฒนา สังฆมณฑลเชียงใหม่br /11. สมาคมศูนย์รวมการศึกษาและวัฒนธรรมของชาวไทยภูเขาในประเทศไทย (IMPECT)br /12. สมาคมเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมชาวอาข่า จังหวัดเชียงรายbr /13. สมาคมปกาเกอะญอเพื่อพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมbr /14. สมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนbr /15. สมาคมม้งbr /16. สมาพันธ์ชาวกะเหรี่ยงแห่งสยามbr /17. คณะคริสตจักรกะเหรี่ยงแบ๊บติสท์ (KBC)br /18. เครือข่ายกองบุญข้าวbr /19. กลุ่มอนุรักษ์บนพื้นที่สูงอำเภอจอมทองbr /20. เครือข่ายกลุ่มเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.)br /21. เครือข่ายพิทักษ์สิทธิมนุษยชนชาติพันธุ์ (คพสช.)br /22. เครือข่ายสตรีชนเผ่าแห่งประเทศไทย (IWNT)br /23. เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง (IMN)/p pnbsp;/p pstrongลำดับเหตุการณ์การหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ (บิลลี่)/strong/p pbr /strongวันที่ 17 เมษายน 2557/strongbr /เวลา 10.00 น. นายพอละจี รักจงเจริญ(บิลลี่) ออกเดินทางจากหมู่บ้านโป่งลึก-บางกลอย เข้าสู่ตัวเมือง (อ.แก่งกระจาน)br /เวลา 14.00 น. ชาวบ้านได้ทราบข่าวอย่างไม่เป็นทางการว่า เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จับกุมและนำตัวไปสอบสวน โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน/p pstrongวันที่ 18 เมษายน 2557/strongbr /เวลา 06.00 น. นายพอละจี รักจงเจริญ(บิลลี่) ยังไม่กลับเข้าบ้านbr /เวลา 08.00 น. ชาวบ้านโป่งลึก-บางกลอย เริ่มออกตามหาbr /เวลา 21.00 น. นายกระทง โชควิบูลย์ ผู้ใหญ่บ้านบางกลอย หมู่ 1 ต. ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี แจ้งความไว้ที่สถานที่ตำรวจภูธรแก่งกระจาน/p pนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่กระจานยอมรับว่าได้จับตัวนายพอละจี รักจงเจริญ (บิลลี่)ไปจริง เพราะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าจับกุมผู้บุกรุกป่าและพบของกลางเป็นน้ำผึ้งเป็นจำนวนหนึ่ง จึงมารับตัวไปเพื่อสอบสวนและตักเตือน ต่อมาได้ปล่อยตัวไปที่แยกหนองมะข้า หลังจากนั้นก็ไม่ได้รับข่าวจากนายพอละจีอีกเลย/p pstrongวันที่ 19 เมษายน 2557/strongbr /เวลา 13.00 น. ภรรยาและเครือญาติของนายพอละจี รักจงเจริญ (บิลลี่) มาแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจภูธรแก่งกระจาน และออกค้นหาตามสถานที่ต่าง ๆ ที่นายพอละจีเคยไป จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่พบตัวนายพอละจี/p pstrongวันที่ 21 เมษายน 2557/strongbr /ภรรยาของนายพอละจี จงเจริญ ชาวบ้านและผู้แทนเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตตะนาวศรี ยื่นหนังสือต่อนายมณเฑียร ทองนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ที่ศาลากลางจังหวัดเพชรบุรี และ พล.ต.ต. พีรชาติ รื่นเริง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี และที่กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี เพื่อขอความเป็นธรรมและให้เจ้าหน้าที่ช่วยติดตามเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://prachatai.com/category/%E0%B8%81%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%99" target="_blank"กะเหรี่ยงแก่งกระจาน/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/7iCFtONA6uY" height="1" width="1"/

นักสิทธิฯ หวั่นบราซิลใช้ กม.ต้านก่อการร้าย ปราบผู้ชุมนุมช่วงฟุตบอลโลก

Tue, 22/04/2014 - 13:58
pสภาบราซิลกำลังพยายามผ่านร่างกฎหมายต้านการก่อการร้ายให้ได้ก่อนจะถึงช่วงฟุตบอลโลกในเดือน มิ.ย. ที่พวกเขาเป็นเจ้าภาพ หลังจากเกิดเหตุไม่สงบในงานฟุตบอลปีที่แล้ว แต่ก็มีผู้หวั่นเกรงว่ากม.นี้จะสามารถตีความแบบเหมารวมเพื่อใช้ปราบปรามการชุมนุมอย่างสงบด้วยหรือไม่/p p!--break--!--break--/p p21 เม.ย. 2557 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาสำนักข่าวเดอะการ์เดียน รายงานว่า องค์กรสิทธิมนุษยชนแสดงความหวั่นเกรงว่าการเสนอร่างกฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายในบราซิลเพื่อเตรียมรับกับการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกในปีนี้จะถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างปราบปรามการชุมนุมอย่างถูกกฎหมาย/p pรัฐบาลบราซิลระบุว่าพวกเขาต้องออกกฎหมายดังกล่าวให้ทันก่อนพิธีเปิดฟุตบอลโลกปี 2557 จะเริ่มต้นในวันที่ 12 มิ.ย. นี้ เนื่องจากฟุตบอลโลกเป็นงานใหญ่ระดับนานาชาติที่มีคนมีชื่อเสียงมาร่วมมากจนอาจตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มหัวรุนแรงได้/p pแต่กลุ่มทนายความ นักการเมือง เอ็นจีโอ และผู้จัดการประท้วง เตือนว่าการใช้คำในร่างกฎหมายที่นำเสนอสู่รัฐสภาบราซิลมีความคลุมเครือมาก และอาจให้อำนาจกองกำลังรักษาความสงบในการจับกุมผู้ประท้วงโดยไม่มีข้อจำกัด/p pรัฐสภาบราซิลได้ผ่านร่างกฎหมายมาตรา 449 ซึ่งระบุให้มีการจำคุก "ผู้ที่ก่อเหตุหรือยุยงให้เกิดความหวาดกลัวในวงกว้าง โดยวิธีการคุกคามหรือพยายามข่มขู่คุกคามชีวิต, สวัสดิภาพ, สุขภาพ หรือ เสรีภาพของคนทั่วไป"/p pผู้สนับสนุนร่างกฎหมายนี้บอกว่า กฎหมายนี้มีความจำเป็นในการอุดช่องโหว่กฎหมายในบราซิล โดยแม้ว่าประเทศบราซิลจะไม่มีเหตุการณ์ก่อการร้ายใหญ่มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว แต่ประเทศก็ต้องเตรียมรับการเป็นเจ้าภาพงานกีฬาใหญ่และกำลังเริ่มมีชื่อเสียงต่อนานาชาติมากขึ้น/p pร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวนี้ยังระบุให้อำนาจแก่รัฐต่างๆ ในบราซิลที่มีสนามจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก โดยให้เจ้าหน้าที่รัฐนั้นๆ สามารถยับยั้งหรือปราบปรามการชุมนุมที่ก่อให้เกิดความรุนแรงได้ รวมถึงมีการห้ามสวมหน้ากากเช่นเดียวกับการประท้วงด้วยยุทธวิธีแบล็กบล็อก (Black Bloc วิธีการประท้วงของกลุ่มอนาธิปัตย์ที่สวมเสื้อคลุมหัวหรือผ้าปิดหน้าสีดำ) โดยก่อนหน้านี้ในการแข่งขันฟุตบอลคอนเฟเดอเรชันส์คัพเมื่อปีที่แล้ว ก็มีผู้ออกมาประท้วงราวหนึ่งล้านคน แต่ก็มีเหตุรุนแรงในการประท้วงกลุ่มเล็กๆ/p pอย่างไรก็ตามนักวิจารณ์มองว่ากฎหมายนี้เสี่ยงต่อการทำให้การประท้วงและการก่อการร้ายถูกเหมารวมว่าเป็นเรื่องเดียวกัน โดยฮัมแบร์โต คอสตา หัวหน้าพรรคแรงงานในวุฒิสภาบราซิลบอกว่า ถืงแม้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายจะจำเป็น แต่ในการอภิปรายก็ไม่สามารถนิยามคำว่า 'การก่อการร้าย' ให้ชัดเจนได้ ในทางตรงกันข้ามอาจจะทำให้รัฐนำกฎหมายนี้ไปใช้ลงโทษผู้จัดกิจกรรมอื่นๆ เช่นการประท้วง/p pองค์กรแอมเนสตี้อินเตอร์เนชันแนลกล่าวว่าร่างกฎหมายนี้อาจทำให้การควบคุมเหตุไม่สงบโดยตำรวจของบราซิลแย่ลงไปอีกจากเดิมที่ทำได้ไม่ดีอยู่แล้ว อีกทั้งยังเสี่ยงต่อการละเมิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิในการชุมนุมอย่างสงบ/p pโจอาว ตันเครโด ประธานสถาบันทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนบอกว่ากฎหมายนี้เป็นการก้าวถอยหลังเนื่องจากสามารถนำมาใช้ป้ายสีผู้ชุมนุมได้ อีกทั้งยังไม่เหมาะสมกับประเทศที่เป็นประชาธิปไตย/p p"คุณไม่สามารถเอาผู้ประท้วงไปเทียบกับผู้ก่อการร้าย นั่นเป็นสิ่งที่ไร้ความรับผิดชอบ เป็นสิ่งที่แม้แต่เผด็จการยังไม่ทำกัน" ตันเครโดกล่าว/p pทางด้านประธานาธิบดี ดิลมา รุสเซฟฟ์ ผู้มีอำนาจลงนามผ่านร่างกฎหมายนี้ยังอยู่ในสภาพถูกกดดันจากทั้งสองฝ่าย เนื่องจากรุสเซฟฟ์เคยเป็นฝ่ายกบฏที่ถูกทรมานในช่วงที่ประเทศบราซิลยังเป็นเผด็จการและใช้ชีวิตอย่างอันตรายในช่วงที่หน่วยความมั่นคงมีอำนาจสูง แต่อีกด้านหนึ่งเธอก็ให้สัญญากับฟีฟ่าว่าจะลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในช่วงฟุตบอลโลก รวมถึงถ้าหากการจัดแข่งฟุตบอลโลกเป็นไปอย่างราบรื่น เธอก็มีโอกาสได้รับความนิยมในการเลือกตั้งเดือน ต.ค. มากขึ้น/p pทางการบราซิลเคยประกาศว่าจะมีการเพิ่มกำลังรักษาความสงบมากขึ้น โดยบอกว่าจะมีการวางกำลังตำรวจปราบจลาจล 10,000 นาย ใน 12 เมืองที่มีการจัดแข่งฟุตบอลโลก หน่วยงานข่าวกรองของบราซิลยังได้สอดส่องโซเชียลเน็ตเวิร์กเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากเป็นพื้นที่ในการนัดชุมนุม/p pแม้จะมีการเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ แต่ทางการบราซิลก็ประเมินว่าการชุมนุมในช่วงฟุตบอลโลกจะลดลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ส่วนหนึ่งมาจากการที่รัฐบาลบราซิลได้ให้สัญญาว่าจะเพิ่มงบประมาณด้านสาธารณสุขและการศึกษา เหตุรุนแรงที่เกิดขึ้นยังได้ทำให้ผู้ประสงค์เข้าร่วมการชุมนุมเปลี่ยนใจ จากการสำรวจพบว่าประชาชนในบราซิลที่มีความต้องการเข้าร่วมการชุมนุมลดลงจากร้อยละ 81 ในเดือน มิ.ย. ปีที่แล้ว เหลือร้อยละ 52 ในเดือน ก.พ. ขณะที่มีเพียงร้อยละ 32 บอกว่าพวกเขาสนับสนุนการชุมนุมในช่วงฟุตบอลโลก/p pnbsp;/p pstrongเรียบเรียงจาก/strong/p pWorld Cup 2014: Brazil's plans for anti-terror law alarm rights groups, The Guardian, 19-04-2014br /http://www.theguardian.com/football/2014/apr/19/world-cup-brazil-anti-terror-law-alarms-human-rights-groupsbr /nbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/u0gAkR7qWys" height="1" width="1"/

‘ประยุทธ์’ สั่งทัพภาค 4 คุยกลุ่มขัดแย้งชายแดนใต้ นักเคลื่อนไหวชี้ควรยอมรับการสู้เพื่อเอกราช

Tue, 22/04/2014 - 13:51
pผบทบ.สั่ง กอ.รมน.และทัพภาค 4 คุยกลุ่มขัดแย้งให้มอบตัวสู้ดคีและสั่งควบคุมอาวุธ ผอ.ปาตานีรายาชี้ต้องพูดความจริงเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน ส่วนกระแสรณรงค์เฟซบุคมาแรงปกป้องเด็กจากเหตุไม่สงบ/p p!--break--!--break--/p p22 เม.ย.2557 โฆษก กอ.รมน.เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก สั่งการให้เร่งทำความเข้าใจกับกลุ่มความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนใต้ให้มอบตัวสู้คดี และกำหนดมาตรการควบคุมอาวุธปืนทุกประเภท ด้าน ผอ.ปาตานีรายาขอให้ยอมรับความจริงการเรื่องต่อสู้เพื่อเอกราชของบีอาร์เอ็น/p pพ.อ.บรรพต พูลเพียร โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เปิดเผยว่าnbsp; พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะ รอง ผอ.รมน. กล่าวถึงกรณีเหตุการณ์ลอบยิงสองพ่อลูก และเหตุยิงครอบครัว อส.อับดุลฮากิม ในพื้นที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ว่า เครือข่ายแนวร่วมของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงอาจชูประเด็นนี้เพื่อปลุกกระแสจนนำไปสู่การก่อเหตุแก้แค้นต่อเป้าหมายอ่อนแอ และเป้าหมายเชิงสัญลักษณ์ระหว่างคนทั้งสองศาสนา/p pโฆษก กอ.รมน.กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งการให้ มทภ.4/ผอ.รมน.ภาค 4 เชิญทุกกลุ่มที่มีความขัดแย้งภายในท้องถิ่นเข้ามาทำความเข้าใจกันอีกครั้ง เพื่อให้มอบตัวต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรม พร้อมกำหนดมาตรการควบคุมอาวุธปืนทุกประเภทอย่างเป็นรูปธรรม โดยรวมเข้ากับระบบฐานข้อมูลอาวุธปืนของ ศชต. และให้หน่วยงานนำยุทโธปกรณ์พิเศษที่ได้รับมอบมาใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเสริมมาตรการรักษาความปลอดภัยทั้งเชิงรับและเชิงรุก ให้สามารถแจ้งเตือนแนวโน้มการเกิดเหตุ และติดตามความเคลื่อนไหวของคนร้ายเมื่อเกิดเหตุร้ายขึ้น/p pโดยก่อนหน้านี้ ผบ.ทบ.ชี้แจงไว้ว่า ความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้. ยังอยู่ในระดับการต่อสู้ของกลุ่มที่มีความคิดเห็นต่างกับรัฐ และเป็นเรื่องภายในประเทศ ไม่ใช่สถานการณ์สงคราม ตราบใดที่มีการละเมิดกฎหมาย ฝ่ายเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายตามกระบวนการของกฎหมายปกติ โดยอาศัยการรวบรวมหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีของศาล/p pตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา กล่าวถึงการชี้แจงของ ผบ.ทบ. ผ่านโฆษก กอ.รมน. ในกรณีดังกล่าวว่า หากไม่ใช่ปัญหาระหว่างประเทศแล้วองค์กรเอกชนระหว่างประเทศ เช่น คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) หรือองค์กร Peace Architecture and Conflict Transformation Alliance (PACTA) รวมถึงรัฐมาเลเซียเข้ามาเกี่ยวข้องได้อย่างไร และหากไม่ใช่ภาวะสงคราม การที่กองทัพไทยประกาศใช้กฎอัยการศึก และกลุ่มบีอาร์เอ็นประกาศสู้เพื่อเอกราชปาตานี หมายความว่าอย่างไร/p pผ.อ.ปาตานีรายา กล่าวด้วยว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ถ้าคนปาตานีไม่เห็นด้วยกับการต่อสู้เพื่อเอกราชของบีอาร์เอ็น การเคลื่อนไหวของกองกำลังจรยุทธ์ในเมืองและชุมชน คงไม่สามารถก่อเหตุได้มากครั้งและถี่ที่สุด เมื่อเทียบกับการก่อเหตุของขบวนการต่อต้านรัฐทั่วโลกในรอบปีที่ผ่านมา เรื่องนี้ต้องพูดความจริงเพื่อการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนต่อไป/p pขณะเดียวกันก็มีความเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในเฟสบุค มีการโพสต์และแชร์ข้อความรณรงค์ปกป้องการละเมิดสิทธิเด็กจากความรุนแรงที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนใต้ เช่นbr /br /“The world must act now to SAVE PATANI and Patanian's CHILDREN..”br /“STOP! VIOLENCE to CHILDREN #Save PATANI”br /“Save Children หยุดทำร้ายเรา ให้โอกาสสันติภาพได้ผลิบาน”br /“#Save_Patanian_Children #SavePatani“/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/5ugIJLbpe5Q" height="1" width="1"/

‘จริยธรรมสื่อ’ เรื่องล้าสมัย? ในโลกที่ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนแปลง

Tue, 22/04/2014 - 12:47
div'จอม เพชรประดับ' เชื่อจริยธรรมสื่อยังสำคัญ เพราะสื่อต้องนำสังคม ไม่ให้ดิ่งเหว เตือนทำสื่อต้องมองพ้นความเป็wbrนไทย ให้ความเป็นธรรมทุกคนบนโลก ด้าน 'อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์' ผู้ก่อตั้งเว็บข่าวไอทีบล็อกนัน ไม่เชื่อเว็บเดียวจะมีทุกอย่าง หนุนการแยกไปทำสื่อเองหากไม่เห็wbrนด้วยจุดยืนเว็บ/wbr/wbr/div div !--break--!--break--/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7241/13965936954_e271f2985f_b.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div divnbsp;/div div22 เม.ย. 2557 เสวนา: ‘จริยธรรมสื่อ’ เรื่องล้าสมัย?nbsp; ในโลกที่ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนแปลง ในการอบรม “จริยธรรมสื่อและการเซ็นเซอร์” จัดโดยโครงการwbrสะพานเสริมสร้างประชาธิปไตย (SAPAN)nbsp;โดยการสนับสนุนของ USAID และมูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน ระหว่างวันที่ 22-23 เม.ย. 2557 ที่ โรงแรม ดิเอทัส กรุงเทพฯ (ซอยร่วมฤดี)/wbr/div divnbsp;/div divจอม เพชรประดับ ผู้สื่อข่าวอิสระวอยซ์ทีวี ในฐานะสื่อมวลชนอาชีพ กล่าวว่า จริยธรรมวิชาชีพของสื่อหลักและสื่อทางเลือกต่างก็มีเหมือนกัน แต่ความเข้มข้นขึ้นอยู่กับอิทธิพลของสื่อนั้นๆ อย่างสื่อหลักอาจต้องคิดมากและจริงจังเพราะเข้าถึงง่าย มีอิทธิพลกับผู้คนในวงกว้างnbsp;แต่ปัจจุบันมองว่าสื่อทางเลือกพลิกมาเป็นสื่อหลักแล้ว โดยยกตัวอย่างการรับสื่อของตัวเองที่รับสื่อทางเลือกและโซเชียลมีเดียมากขึ้น เพราะเห็นปัญหาของสื่อหลักที่ไม่รอบด้าน ไม่ลึก ไม่เป็นธรรม ดังนั้นกรอบจริยธรรมวิชาชีพต่อสื่อรองจึงควรเข้มข้นมากขึ้นเช่นกันbr /nbsp;/div divทิศทางของสื่อโซเชียลมีเดีย ที่ถูกมองว่าเป็นสื่อรองเป็นแหล่งปลดปล่อยระบายอารมณ์ แต่ในภาวะความขัดแย้งของสังคม สื่อดังกล่าวจะกลายเป็นที่พึ่งหลักของสังคม การนำจริยธรรมวิชาชีพมาเป็นกรอบการทำงานเป็นสิ่งที่ดี ทำให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น/div divnbsp;/div divส่วนคำถามว่า “จริยธรรมสื่อ” เป็นเรื่องล้าสมัยไหม คิดว่าจริยธรรมยังมีความสำคัญเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อวิชาชีพ โดยเฉพาะสื่ออาจจำเป็นเพราะเป็นการให้ความคิด นำความคิดคนในสังคม ต้องมีความรอบคอบเพื่อไม่ให้สังคมดิ่งลง กลายเป็นสังคมที่ไม่มีอารยะ อาชีพสื่อมีความผูกพันเกี่ยวเนื่องกับสังคม โดยเฉพาะระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมbr /nbsp;/div divจอม กล่าวต่อมาว่า บริบทสังคมที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตย ทำให้สื่อกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมnbsp;กรอบจริยธรรมวิชาชีพกับบริบทสังคมแบบเดิมมีการเผชิญหน้ากันอยู่อย่างรุนแรง เพราะวิชาชีพสื่อมวลชนที่แท้จริงเป็นวิถีทางแห่งเสรีภาพและความเท่าเทียมของสังคมตามหลักคิดประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ขณะนี้สังคมอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน และทิศทางสื่อออนไลน์ทำให้คนมีพื้นที่ในการส่งเสียง เป็นบรรยากาศที่เอื้อต่อความเป็นประชาธิปไตยbr /nbsp;/div divธงที่ควรตั้งสำหรับคนทำสื่อคือนำพาสังคมไปสู่ความเจริญ สู่ความเป็นอริยะ ไม่นำเสนอข้อเท็จจริงทุกเรื่องที่อาจมีผลให้สังคมต่ำลง ในส่วนสื่อกระแสรองถึงเวลาที่จะกลับมาทำให้กรอบจริยธรรมมีความเข้มข้นมากกว่าหรือเท่ากับสื่อกระแสหลักbr /nbsp;/div divจอม กล่าวว่าด้วยว่า การทำสื่ออย่าติดกรอบ “เราคือคนไทย” หรือต้องรักษาผลประโยชน์ของประเทศ วิชาชีพนี้เป็นวิชาชีพที่พูดถึงคน ต้องเคารพในสิทธิความเป็นคนอย่างเท่าเทียมกัน ให้ความเป็นธรรมกับทุกคนบนโลก/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5040/13962305352_6d99ea3184_b.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //div divnbsp;/div divอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้ดูแลเว็บไซต์ Blognone.wbrcom ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวสารไอที และชุมชนของคนในวงการไอทีกลุ่มใหญ่ เล่าว่า ส่วนตัวไม่ได้จบนิเทศศาสตร์ แต่จบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ โดยเริ่มทำเว็บ blognone เพราะไม่มีคนทำ 10 ปีที่แล้วแม้จะมีข่าวไอที แต่ไม่ใช่อย่างที่ต้องการ บางครั้งแปลผิดบ้าง ซึ่งเข้าใจได้เพราะไอทีเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจ ทั้งนี้พบว่าผู้สื่อข่าวในสื่อหลักไม่มีใครเรียนจบไอทีมาโดยตรง/wbr/div divnbsp;/div divผู้ดูแลเว็บไซต์ Blognone.wbrcom กล่าวด้วยว่า ส่วนตัวไม่ได้สนใจเรื่องสื่อหลัก สื่อทางเลือก เพราะมองว่าสื่อก็คือสื่อ และในยุคปัจจุบันที่คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือ ผู้บริโภคมีทางเลือกเสมอ จึงต้องสร้างคุณภาพทุกมิติ และในส่วนของ blognone พยายามสร้างมาตรฐานขึ้น เช่น การสะกดคำ แม้จะไม่มีฝ่ายพิสูจน์อักษร แต่ก็พยายามสร้างวัฒนธรรมตรวจสอบทักท้วงกัน ให้สมาชิกมีส่วนร่วมทำให้ข่าวดีขึ้น/wbr/div divnbsp;/div divสำหรับจุดยืนของ blognone ได้ประกาศว่ามีคุณค่าด้านไอทีบางอย่างที่สนับสนุน เช่น การไม่ใช้ซอฟต์แวร์ละเมิดลิขสิทธิ์ และสนับสนุนโครงการของนักศึกษา/div divnbsp;/div divต่อคำถามว่าการมีจุดยืนแบบนี้เป็นการเซ็นเซอร์หรือไม่ อิสริยะ ตอบว่า บนอินเทอร์เน็ต มีทางเลือกเสมอ พร้อมเปรียบเทียบเว็บไซต์เป็นเหมือนเกาะหนึ่งบนมหาสมุทรอินเทอร์เน็ต ใครรับจุดยืนของ blognone ได้ก็ขึ้นมา รับไม่ได้ก็ไปเกาะต่อไป เพราะในยุคใหม่ การไปเกาะอื่นนั้นใช้ต้นทุนน้อยมาก แค่ 2 คลิกเท่านั้น/div divnbsp;/div divอิสริยะ กล่าวว่าไอเดียที่สร้าง blognone เพราะอยากได้คุณค่านี้ที่หาไม่ได้จากที่อื่น ถ้าไม่มีคุณค่านี้ เราก็ไม่มีตัวตน อย่างไรก็ตาม ยินดีสนับสนุนเว็บใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น สนับสนุนให้คนแยกไปและโยงเป็นเครือข่ายกัน เพราะมองว่าโมเดลเว็บเดียวทำทุกอย่าง มีทุกอย่างเป็นไปไม่ได้ในโลกปัจจุบัน เพราะโลกปัจจุบันเป็นโลกของเครือข่าย/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/31Xd1addxY4" height="1" width="1"/

กองปราบเตรียมเสนอตั้งคณะทำงานสอบสวนคดี "โรส" หมิ่นเบื้องสูง เตือนสื่ออย่าเผยแพร่คลิปซ้ำ

Tue, 22/04/2014 - 00:59
pกองปราบเผยหลังพิจารณาหลักฐานแล้วเข้าข่ายผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง จึงเตรียมเสนอตั้งคณะทำงานในคดีนี้ ชี้สามารถขอความร่วมมือทางคดีอาญาระหว่างประเทศไทยและอังกฤษได้ เนื่องจากผู้ต้องหาอยู่ในประเทศอังกฤษnbsp;/p p!--break--!--break--/p div21 เม.ย. 2557 a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1398081133"เว็บไซต์มติชน/a รายงานว่า ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผู้บังคับการกองบังคับการปราบปราม (รองผบก.ป.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีนายสุรพงศ์ อมรพัฒน์ อายุ 67 ปี และ นางสมจินตนา อมรพัฒน์ อายุ 59 ปี แจ้งความดำเนินคดีกับบุตรสาว คือ นางสาวฉัตรวดี อมรพัฒน์ หรือ "โรส" อายุ 34 ปี ในความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยนำแผ่นดีวีดีบันทึกภาพและเสียงของ นางสาวฉัตรวดี ที่กล่าวพาดพิงสถาบันเบื้องสูง มอบให้พนักงานสอบสวนไว้เป็นหลักฐาน ว่าหลังจากพิจารณาพยานหลักฐานแล้ว พบว่าพฤติกรรมของ นางสาวฉัตรวดี เข้าข่ายทั้งความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จึงเตรียมทำเรื่องเสนอไปยัง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) เพื่อพิจารณาตั้งคณะทำงาน/div divnbsp; nbsp;/div divคณะพนักงานสอบสวนที่เสนอแต่งตั้งครั้งนี้ ประกอบด้วย บก.ป., กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.), กองบัญชาการตำรวจสันติบาล (บช.ส.), สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และสำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งกองการต่างประเทศ เช่นเดียวกับกรณีการพิจารณาดำเนินคดีกับ นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ "โกตี๋" แกนนำคนเสื้อแดง จ.ปทุมธานี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญา ข้อหาหมิ่นเบื้องสูง/div divnbsp; nbsp; nbsp;/div divพ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวอีกว่า nbsp;การพิจารณาดำเนินคดีกับ นางสาวฉัตรวดี นั้นเจ้าหน้าที่ต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ เนื่องจากเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมีอัตราโทษสูง อย่างไรก็ดี เมื่อรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ แล้วจะขออนุมัติศาลอาญา ออกหมายจับต่อไป และหากศาลอนุมัติหมายจับแล้วจะเข้าสู่กระบวนการสืบสวนติดตาม โดยอาศัยความร่วมมือทางคดีอาญาระหว่างประเทศไทย กับประเทศอังกฤษ ทางอัยการสูงสุดจะเป็นผู้ทำคำร้อง เนื่องจากผู้ต้องหาอาศัยอยู่ที่ประเทศอังกฤษ/div divnbsp; nbsp; nbsp;/div divรอง ผบก.ป.กล่าวเพิ่มว่า ขอแจ้งไปยังสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปอย่านำภาพและเสียงคลิปดังกล่าวไปเผยแพร่ซ้ำ เพราะจะเข้าข่ายกระทำความผิดไปด้วย และขอให้ใช้ความระมัดระวังในการนำเสนอข่าวและข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะการแชร์ข้อมูลทางสื่อสังคมออนไลน์หลากหลายช่องทางnbsp;/div divnbsp;/div divต่อข้อถามถึงกรณีการโพสต์ข้อความขององค์กรกำจัดขยะของแผ่นดินประกาศจัดตั้งกองกำลังปกป้องตัวเองนั้น พ.ต.อ.ประสพโชค กล่าวว่า เรื่องนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบ หากเป็นความจริงน่าจะเข้าข่ายกระทำผิดลักษณะข่มขู่ คุกคาม ละเมิดสิทธิผู้อื่น เพราะองค์กรดังกล่าวไม่ได้มีหน้าที่ตามกฎหมาย nbsp; nbsp; nbsp;nbsp;/div divnbsp; nbsp;nbsp;/div divเมื่อถามถึงการติดตามตัวนายวุฒิพงศ์ รอง ผบก.ป.ระบุว่า จากข้อมูลของทาง ตม.ไม่พบการเดินทางออกนอกประเทศของนายวุฒิพงศ์ แต่หากนายวุฒิพงศ์หลบหนีออกนอกประเทศแล้วน่าจะใช้ช่องทางตามธรรมชาติในการหลบหนี ไม่ได้ผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองตามด่านต่างๆ/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/04/52769" target="_blank"กองปราบประชุมตั้งชุดติดตามจับกุมคดีหมิ่น/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2014/04/52756" target="_blank"พ่อแม่แจ้งจับลูกสาว ผิด ม.112 ปัดไม่รู้เห็นด้วย/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/dnYw4ZPpTvU" height="1" width="1"/

สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ: ไล่ล่าสุดขอบฟ้าโกตี๋

Mon, 21/04/2014 - 23:49
!--break--!--break-- pnbsp;/p pnbsp;/p pในท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองของสังคมไทยเช่นนี้ กลับกลายเป็นเรื่องแปลกที่ทั้งสองฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์ กลับมีท่าทีในทิศทางเดียวกันในกรณีหนึ่ง คือการไล่ล่าติดตามแกนนำของคนเสื้อแดงคนหนึ่ง ที่มีชื่อเล่นเรียกกันว่า “โกตี๋” โดยเหตุผลสำคัญในการเล่นงานก็คือ ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 จึงเท่ากับว่า ทั้งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรและฝ่ายต่อต้านประชาธิปไตย ต่างก็ต้องลงเรือร่วมขบวนการ”ล่าแม่มด”ลำเดียวกันbr /br /โกตี๋มีชื่อจริงว่า นายวุฒิพงษ์ กชธรรมคุณ แต่เดิมก็คือชาวบ้านธรรมดา แต่เริ่มตื่นตัวเข้ามามีบทบาททางการเมือง เพราะไม่อาจยอมรับการรัฐประหาร พ.ศ.2549 และเห็นว่า มีการจงใจใส่ร้ายทำลาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างไม่เป็นธรรม เขาเข้าร่วมขบวนการเสื้อแดงเพราะต้องการต่อสู้ให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จึงได้รวบรวมประชาชนก่อตั้งกลุ่มปทุมธานีรักประชาธิปไตยเมื่อ พ.ศ.2552 เพื่อต่อต้านรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และต่อมาเขามีบทบาทชัดเจนขึ้นหลังจากการล้อมปราบคนเสื้อแดงเมื่อ พ.ศ.2553 ในฐานะหนึ่งในแกนนำเสื้อแดงอิสระนอกกลุ่ม นปช. โกตี๋สร้างฐานมาจากการเป็นโฆษกในสถานีวิทยุชุมชน จากการแสดงท่าทีที่ตรงไปตรงมาขวานผ่าซาก จึงถูกโจมตีว่าเป็นฝ่ายเสื้อแดงสายฮาร์คคอร์ นิยมความรุนแรง และเป็นที่เชื่อกันมากในสื่อมวลชนฝ่ายขวา พวกสลิ่มและกลุ่มนิยม กปปส. ทั้งที่ยังไม่เคยปรากฏหลักฐานด้วยซ้ำว่า โกตี๋ไปก่อความรุนแรงเรื่องใดในสถานการณ์ใด แต่ในระยะหลังจากที่ กลุ่ม กปปส.จัดชุมนุมก่อกวนบ้านเมืองแล้วเกิดความรุนแรง ชื่อโกตี๋จะเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่ถูกกล่าวหาก่อนเสมอbr /br /เหตุการณ์หนึ่งที่โกตี๋ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย คือ กรณีไล่ยิงคนเสื้อแดงของการ์ดของฝ่าย กปปส.ที่นำโดยพระพุทธอิสระที่หลักสี่ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในเหตุการณ์นี้ มือปืนของฝ่าย กปปส.ยิงประชาชนคือ นายอาเกว แซ่ลี้ จนบาดเจ็บทุพลภาพ นอนอยู่ในโรงพยาบาลจนถึงขณะนี้ กลายเป็นว่าโกตี๋ก็ถูกพาดพิงว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการปะทะ ถูกกล่าวหาเป็นจำเลยแทนสุเทพ เทือกสุบรรณ และพระพุทธอิสระที่เป็นผู้ก่อความรุนแรงตัวจริง ทั้งที่โกตี๋ปฏิเสธด้วยซ้ำว่าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์เลย และคงจะไม่สามาถบงการการยิงประชาชนของ”มือปืนป็อปคอร์น”ฝ่ายนายสุเทพได้br /br /กรณีที่เป็นเรื่องใหญ่ต่อมา คือ ในวันที่ 6 มีนาคม พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ได้แถลงว่า รัฐบาลและศูนย์รักษาความสงบ(ศรส.) จะต้องเร่งดำเนินคดีกับโกตี๋ที่ขึ้นป้ายผ้าแบ่งแยกประเทศ ซึ่งมาจากการที่โกตี๋ขึ้นป้ายผ้ามีข้อความว่า "อยู่กันด้วยความสามัคคีไม่ได้...ก็แบ่งแยกกันอยู่..." และมีตัวหนังสือสีขาวด้านล่างข้อความ "มึงกับกู...แยกแผ่นดินกันเลย.." โดยโกตี๋อธิบายว่า การขึ้นป้ายนั้นเป็นการประชดที่กองทัพและองค์กรอิสระไม่ดำเนินการอะไรเลยกับ ฝ่าย กปปส.ที่เป็นกบฎก่อกวนบ้านเมือง แต่กลับมาริดรอนสิทธิเสียงของประชาชนbr /br /กรณีที่นำมาสู่การกล่าวหาโกตี๋ตามมาตรา 112 มาจากการเผยแพร่คลิปวีดีโอในวันที่ 7 เมษายน โดยการที่สำนักข่าวไวซ์นิว(Vice News) ที่เป็นสำนักข่าวอิสระในแคนาดา ได้สัมภาษณ์นายวุฒิพงศ์เกี่ยวกับสถานการณ์ในประเทศไทย สำนักข่าวอิสราได้รายงานว่า “ในคลิปวีดีโอดังกล่าวตอนหนึ่งถึงเหตุผลที่คนเสื้อแดง ต้องมาออกต่อสู้ในขณะนี้ ว่า “เพื่อเรียกร้องให้เขายุติในการก่อม็อบกัน เรียกร้องให้มีระบอบการเลือกตั้ง เพราะคุณบอกว่ารักชาติ แต่คุณทำลายชาติ เศรษฐกิจ เสียหายย่อยยับ แต่ผมสู้ระบอบที่ครอบงำในเมืองไทยมาชั่วนาตาปีแล้ว สุเทพแค่ตัวละคร ” ก่อนจะชี้มือขึ้นข้างบน และถามผู้สื่อข่าวกลับว่า“เข้าใจความหมายใช่ไหม” และยังกล่าวต่อไปว่า "คนอื่นไม่กล้าพูด แต่ผมกล้าพูด”br /br /การให้สัมภาษณ์ลักษณะนี้ ถูกตีความทันทีว่า โกตี๋เหิมเกริมจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงและจงใจหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สื่อมวลชนฝ่ายขวาต่างระดมโจมตีโกตี๋เป็นการใหญ่ แพทย์ฝ่าย กปปส.อย่าง พล.ต.เหรียญทอง แน่นหนา ผอ.รพ.มงกุฎวัฒนะ ก็ได้ระบุผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเรียกร้องให้ทหารในกองทัพจัดการกับโกตี๋ เนื่องจากที่ผ่านมามีความชัดเจนว่ารัฐบาลเพื่อไทยและหน่วยงานที่มีอำนาจตามกฎหมายนั้นจงใจปล่อยปละละเลย และไม่ดำเนินการเอาผิดกับคนที่จาบจ้วงสถาบันแต่อย่างใดbr /br /ในวันที่ 9 เมษายน พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ส่งทีมกฏหมายเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับโกตี๋ในข้อหาหมิ่นพระเดชานุภาพ โดยพาดพิงสถาบันว่าอยู่เบื้องหลังการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ก็ได้สั่งให้นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหนังสือถึง พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีเอาผิดกับโกตี๋ ส่วนนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ประธานที่ปรึกษาศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย(ศอ.รส.) ก็แถลงต่อมาว่า ได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีแล้ว และถึงแม้จะมีข่าวว่า "โกตี๋" หนีออกนอกประเทศก็ยังสามารถขอความร่วมมือส่งตัวในลักษณะผู้ร้ายข้ามแดนได้br /br /ก่อนอื่นคงต้องอธิบายว่า การมุ่งเล่นงานโกตี๋ครั้งนี้ ส่วนหนึ่งก็มีเป้าหมายที่ยืนยันข้อกล่าวหาที่สื่อมวลชนกระแสหลักสร้างกระแสกันมานานในเรื่อง”แดงล้มเจ้า” ทั้งที่คำสัมภาษณ์ทั้งหมดของโกตี๋ถ้าเป็นจริง ก็ไม่ได้เป็นการหมิ่นหรือล่วงละเมิดผู้ใด หรือเป็นการสื่อว่าจะมีการล้มล้างสถาบันแต่อย่างใด การอธิบายว่าการเคลื่อนไหวของนายสุเทพ มีผู้มีอำนาจเหนือกว่าอยู่เบี้องหลัง ก็เป็นที่พูดกันทั่วไป การนำเอามาตรา 112 มาเล่นงานกันจึงไม่ต่างจากขบวนการล่าแม่มดในสมัยกลาง และข้อสังเกตคือ ลักษณะการโจมตีไล่ล่าโกตี๋ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ต่างจากกรณีคุกคามไล่ล่าคุณดารณี ชาญเชิงศิลปะกุล หรือ ดาร์ตอปิโด เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2551 ซึ่งส่งผลให้คุณดารณีกลายเป็นเหยื่อรายสำคัญของมาตรา 112 ต้องถูกจับติดคุกมานานกว่า 5 ปีจนถึงทุกวันนี้br /br /ดังนั้นstrong ขบวนการโจมตีไล่ล่าโกตี๋ ก็คือกระบวนสร้างเรื่อง ใส่ร้ายป้ายสี เอากฎหมายมาตรา 112 มาเป็นเครื่องมือ ทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ซึ่งเป็นกระบวนการที่พรรคประชาธิปัตย์เคยทำอยู่เสมอนั่นเอง/strong กระบวนการใส่ร้ายป้ายสีของฝ่ายขวาครั้งนี้ยังพุ่งเป้าไปที่ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ที่ถูกเอ่ยถึงว่าอาจจะเป็นผู้ที่ให้ที่หลบภัยแก่โกตี๋ เพราะถือว่าเป็นคนใกล้ชิดเพราะ”เคยถ่ายรูปคู่กัน” ทำให้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ต้องออกมาแถลงเร่งให้มีการดำเนินคดีและขอให้โกตี๋มามอบตัวแก่ทางการตำรวจbr /br /strongกรณีไล่ล่าโกตี๋ทั้งหมดนี้ จึงสะท้อนอีกด้วยว่า สังคมไทยยังเป็นสังคมที่ปราศจากเหตุและผล เชื่ออะไรตามกันโดยขาดการตรวจสอบ จึงสามารถปล่อยให้กฎหมายมาตรา 112 ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเล่นงานฝ่ายตรงข้ามได้ครั้งแล้วครั้งเล่า/strongbr /br /จักรภพ เพ็ญแข ได้อธิบายกรณีนี้อย่างชัดเจนว่า กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพก็ไม่ใช่เกมของขบวนประชาธิปไตย หากแต่เป็นเกมของระบอบอำมาตย์ศักดินา ดังนั้น เนื้อความที่โกตี๋ใช้ในการให้สัมภาษณ์นั้น ผิดหรือถูกไม่ใช่ประเด็นของเรื่อง เพราะ”พูดชัดหรือไม่ชัดเขาก็เอาผิดได้ทั้งนั้นถ้าเขาจะเอา” แต่ปัญหาคือระบบการบังคับใช้กฎหมายไทยมีความอ่อนแอเป็นพิเศษกับเรื่องของพระบรมเดชานุภาพ ประเด็นปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนพูด แต่อยู่ตัวกฎหมายที่ขาดความเป็นธรรมและขัดต่อหลักนิติธรรมสากลต่างหากbr /br /และนี่คือประเด็นสำคัญของการไล่ล่าโกตี๋/p pbr /จาก โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 460 วันที่ 19 เมษายน 2557/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/nrHYZVyHhzE" height="1" width="1"/

รัฐศาสตร์ 101 : (อ่าน)ลิขิต ธีรเวคิน กับประเด็น ‘รัฏฐาธิปัตย์’

Mon, 21/04/2014 - 23:41
pราชบัณฑิตด้านรัฐศาสตร์ ระบุสังคมไทยเผชิญทางตัน ความแน่นิ่งทางการเมืองไม่มีทางออก ภาวะอนาธิปไตย ชี้เป็นผลมาจากการวางแผนทางการเมืองที่ไม่ถูกต้อง-เลวร้าย ไม่มีธรรมแห่งอำนาจเพราะไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ/p p!--break--!--break--/p pหลังจากกระแสที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. เสนอเรื่อง “รัฏฐาธิปัตย์” จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ a href="http://www.youtube.com/watch?v=BZm0ZrXeR2I"รายการคมชัดลึก/a ได้เชิญ ศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์และราชบัณฑิต มาพูดคุยในประเด็นดังกล่าวเมื่อวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยมี จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งประชาไทเห็นว่ามีประเด็นที่น่าสนใจจึงถอดเทปมาเพื่อเผยแพร่ต่อnbsp;/p p align="center"img src="https://farm6.staticflickr.com/5275/13976770163_1c79ba9658_o.jpg" //p p align="center"ema href="http://www.youtube.com/watch?v=BZm0ZrXeR2I"span style="color:#ff8c00;"คลิ๊กดูคลิปรายการ คม ชัด ลึก ตอนดังกล่าว/span/a/em/p p align="center"strong0000/strong/p pศ.ดร.ลิขิต ธีรเวคิน : คำว่า “รัฏฐาธิปัตย์” หมายถึงผู้มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินเกี่ยวกับการปกครองบริหาร อันนี้เป็นตัวบุคคลหรือคณะบุคคล ส่วน “อำนาจอธิปไตย” ที่ว่ามาจากประชาชน ที่เรียกว่า “popular sovereignty” นั่นคือฐานแห่งความชอบธรรม ซึ่งต้องอิงประชาชน เช่นประชาชนเป็นคนเลือกตั้ง เลือกเข้ามา อย่างประธานาธิบดีอเมริกา ตัวประธานาธิบดีพอได้รับเลือกนั่นคือองค์รัฏฐาธิปัตย์ แต่อำนาจของประชาชนยังอยู่ที่อเมริกัน คนอเมริกันทั่วไปมีส่วนลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นบางทีต้องแยกระหว่าง 2 อันนี้/p pคนที่พูดถึงรัฏฐาธิปัตย์มาจากมาตรา 3 นั้น พูดโดยไม่มีความรู้จริงๆ และคนที่อ้างตามก็เข้ารกเข้าพงหมด nbsp;สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือมันจะเขวทั้งประเทศ/p pส่วนการพูดถึงการจะเป็นรัฏฐาธิปัตย์นั้น มนุษย์เป็นสัตว์สังคมต้องอยู่เป็นกลุ่ม และเมื่ออยู่เป็นกลุ่มนั้นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้นคือความขัดแย้ง เนื่องจากทรัพยากรมีจำกัด เมื่อขัดแย้งไม่มีกฏเกณฑ์ก็ใช้กำลังสู้กันผลสุดท้ายมันจะสูญพันธุ์ ผู้ที่ฉลาดก็มองเห็นว่าปล่อยอย่างนี้ไม่ได้ เพราะหากสูญพันธุ์ตัวเองก็ไม่รู้จะอยู่อย่างไร จึงใช้อำนาจที่ตัวเองมีอยู่ เช่น การเป็นหัวหน้าในการล่าสัตว์ จัดระเบียบสังคมและมีผู้ช่วยเหลือ การล่าสัตว์แบ่งงานกันทำ ฐานะของคนในสังคม ทันทีที่เกิดแบบนี้ขึ้นมา เรียกว่า “มีการจัดระเบียบทางการเมือง” ขึ้นมา แล้วเขาจะเป็นคนออกกฏเกณฑ์ จัดสรรทรัพยากรทุกอย่าง และเป็นคนที่ทุกคนยอมรับและทำตาม เพราะหากไม่ทำตามจะถูกตีกบาล สิ่งนี้เรียกว่าการเกิด ”รัฐ” มีสังคมก่อนแล้วจึงเกิดรัฐ/p pรัฐเป็นนามธรรม และคนดังกล่าวพร้อมพรรคพวกเป็นผู้ใช้อำนาจรัฐ จึงเรียกว่า “รัฐบาล” เขามีอำนาจสูงสุดเช่นนั้น เขาคือ “รัฏฐาธิปัตย์” โดยประชาชนยอมให้เขาเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เพราะความกลัว เพราะฉะนั้นฐานแห่งการเป็นรัฏฐาธิปัตย์ของเขามาจากการบังคับและความกลัว ต่อมาหากใช้สิ่งนี้ตลอดก็จะอยู่ไมได้จึงต้องสร้างให้เป็น “ประเพณี” เพื่อให้คนยอมรับ โดยการอ้างอาณัติจากสวรรค์บ้าง อย่างเช่นทางฝรั่งก็อ้างพระผู้เป็นเจ้า ของอินเดียก็อ้างเทวราช จนกระทั่งหลายชั่วคนคนก็ยอมรับ เมื่อยอมรับก็ไม่ต้องใช้กำลังแล้ว มันมีความชอบธรรมเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการสืบสันติวงศ์ก็คือการสืบรัฏฐาธิปัตย์ กษัตริย์สมัยโบราณนั้นคือรัฏฐาธิปัตย์/p pหลุย 14 แห่งฝรั่งเศส พูดไว้ว่า "I am the state" (l'etat c'est moi) “ข้าพเจ้าคือรัฐ” รัฐคือข้าพเจ้า ฝรั่งเศสทั้งประเทศคือคนเดียว นั่นคือรัฏฐาธิปัตย์ที่เห็นชัดที่สุด แต่ต่อมาเมื่อสังคมมันเปลี่ยน มันมีการต่อสู้ มีการแบ่งอำนาจ ตั้งแต่แมกนาคาร์ตาจนกระทั่งเป็น “ประชาธิปไตย” จึงต้องมี “การเลือกตั้ง” และผู้รับการเลือกตั้งก็จะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ จึงไม่อยู่ถาวรตลอด แต่ประชาชนทรงไว้ซึ่งอำนาจความชอบธรรมทางการเมือง หรือ popular sovereignty เพราะฉะนั้นมันแยกกันระหว่างความชอบธรรมทางการเมืองกับรัฏฐาธิปัตย์/p pจากประเพณีมาสู่การมีเหตุผลและกฏหมาย และหาก 2 อย่างมีปัญหาก็ต้องใช้ผู้นำบุญญาธิการ เมื่อระบบมันพังหมดก็ต้องใช้ผู้นำที่คนนับถือว่ามีอำนาจพิเศษสามารถแก้ปัญหาได้ เรียก “Charismatic leader” หรือ “Charismatic authority” กลายเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ไม่ได้มาจากการใช้อำนาจ แต่มาจากการที่คนเชื่อถือในความที่มีคุณสมบัติพิเศษส่วนตัว/p pเพราะฉะนั้นขณะนี้แบ่งเป็น 4 อย่างด้วยกัน รัฏฐาธิปัตย์มาจากกำลังnbsp; รัฏฐาธิปัตย์มาจากประเพณี รัฏฐาธิปัตย์มาจากกฏหมายและความมีเหตุมีผล และรัฏฐาธิปัตย์มาจากคุณสมบัติพิเศษคือมีบุญญาธิการ/p pมาตรา 3 เป็นแบบสมัยใหม่ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ในขณะเดียวกัน พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขใช้อำนาจดังกล่าวผ่าน รัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญนี้ แปลว่าสังคมไทยนี้อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย แต่ไม่ได้ใช้เอง พระมหากษัตริย์เป็นผู้ทรงใช้ผ่าน 3 อย่างข้างต้น แต่รัฐสภานั้นจะต้องมาจากการเลือกตั้ง เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน เมื่อเลือกตั้งเสร็จได้นายกรัฐมนตรีต้องโปรดเกล้า เป็นการใช้อำนาจร่วมกันระหว่างประชาชนกับองค์พระประมุข และที่ต้องเป็นแบบนี้เนื่องจากมาตรา 2 ระบุไว้ชัดว่า ประเทศไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะฉะนั้นอ้างมาตรา 3 อย่างเดียวไม่ได้ อ้างมาตรา 3 มาตั้งรัฐบาลโดยไม่พูดถึงมาตรา 2 เพราะบอกว่าต้องเป็นประชาธิปไตย และอ้างมาตรา 3 โดยไม่อ้างองค์พระประมุขเป็นผู้ใช้อำนาจผ่าน รัฐสภา คณะรัฐมนตรีและศาล ระวังหากอ้างแต่ประชาชนอย่างเดียวไม่ได้/p pอำนาจของปวงชนชาวไทยนั้น มันมีกระบวนการที่มีไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ว่าจะต้องมีการเลือกตั้ง มีสภา มีการโหวตนายกในสภา ไม่ใช่อยู่ๆขึ้นมาอ้างอำนาจเสร็จแล้วก็ทำตามสบาย ถ้าจะทำอย่างนั้นต้องเลิกรัฐธรรมนูญเสียก่อน ด้วยการปฏิวัติ/p pรัฐธรรมนูญปี 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจากการปฏิวัติ วันที่ 19 ก.ย.49 แล้วร่างขึ้นมา เมื่อร่างเสร็จเพื่อให้เกิดความชอบธรรม เพราะมาจากการใช้อำนาจ ก็ไม่เกิดความมั่นใจว่าจะใช้ได้ นักกฏหมายก็เสนอให้ลงประชามติ เอาเสียงประชาชนมาให้ความชอบธรรมกับรัฐธรรมนูญปี 2550 หากมีการรัฐประหารครั้งใหม่ล้มรัฐธรรมนูญปี 2550 เท่ากับเป็นการปล้นประชาชนที่พวกท่านเองไปให้เขาลงประชามติ เท่ากับเป็นการต่อสู้กับประชาชน 60% ที่ลงประชามติ เท่ากับดูถูกประชาชน ปฏิวัติไม่ได้หากจะพูดถึงหลักการ/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000ff;"จอมขวัญ(ผู้ดำเนินรายการ) : ผู้ที่พูดเรื่องนี้เป็นคุณสุเทพเป็นหลัก ก็บอกว่าถึงอย่างไรก็มีคำอธิบายของเขาทางฝั่ง กปปส. ด้วยการใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 3/span/p pเมื่ออ้างมาตรา 3 แล้ว มาตรา 2 อยู่ไหน/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000ff;"แต่ที่คุณสุเทพพูดนั้นไม่ได้ละเว้นว่ามีองค์ประกอบของพระประมุข ก็คือพระมหากษัตริย์ เพราะคุณสุเทพก็ก็บอกว่าตัวเองจะเป็นคนแต่งตั้งนายกฯและครม. ให้พระองค์ทรงโปรดเกล้าอยู่แล้ว/span/p pแล้วตัวเองมีอำนาจมาจากไหน มันไม่ขัดมาตรา 3 ใช่ไหม แล้วขัดมาตรา 68 ด้วย คือการล้มล้างประชาธิปไตย ขัดมาตรา 70 ขัดมาตรา 71 และการกันไม่ให้มีการเลือกตั้งขัดมาตรา 3 ซึ่งเป็นสิทธิประชาชน ขัดมาตรา 72 ซึ่งต้องทำหน้าที่ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง และเมื่อเลือกมา 20 ล้านเสียงเสร็จแล้วกลับมาบอกว่าการเลือกตั้งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการละเมิดคน 20 ล้านคน/p pถ้ารัฏฐาธิปัตย์อ้างประชาชนจากมาตรา 3 แล้วประชาชนเท่าไหร่ การจะรู้ว่าประชาชนเท่าไหร่จะต้องมีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งทั่วประเทศจึงรู้ได้ว่าเสียงข้างมากหรือข้างน้อย หรือมิฉะนั้นเนื่องจากรัฐธรรมนูญปี 2550 มาจากการลงประชามติ และมาตรา 3 เป็นอำนาจของประชาชน จะต้องลงประชามติว่าจะให้ตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้นมาโดยเอาประชาชนเป็นหลัก อยู่ๆขึ้นมาอ้างว่ามวลมหาประชาชน แล้วถ้าอีกข้างอ้างประชาชนมหาศาล มันกลายเป็น 2 รัฏฐาธิปัตย์ จำนวนเท่าไหร่ล่ะที่อ้าง อ้างได้เท่าไหร/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000ff;"แต่คำอธิบายของเขาก็อธิบายว่าไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆก็จะใช้ แต่ว่าไล่เรียงกันมาในกรณี worst case คือแย่สุดหลังจากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ถ้าเหตุการร้ายสุดก็จะไม่ได้อยู่ในภาวะปกติ มันจะเกิดช่องว่างหรือสุญญกาศ นี่คือที่มาว่าในเมื่อไม่มีใครทำอะไร นายกฯต้องไป ครม.ต้องไป ต้องมีคนทำหน้าที่ระหว่างนี้ คุณสุเทพจึงพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ซึ่งแปลว่าน้ำหนักของคุณสุเทพเกิดขึ้นเพราะคาดว่าน่าจะเกิดเหตุการณ์เหล่านั้นก่อน/span/p pถ้าอย่างนั้นทำไมต้องเป็นคุณสุเทพ อีกฝั่งก็สามารถพูดได้เหมือนกัน เกิดช่องว่าแล้ว พวกเราตั้งคนขึ้นมาแล้วเป็นรัฏฐาธิปัตย์เหมือนกัน มีสิทธิไหม เอาจำนวนอะไรวัด อยู่ๆขึ้นมาแล้วบอกว่าข้าพเจ้ามีอำนาจนั้น เอาอำนาจมาจากไหน เพราะอีกฝ่ายก็อ้างอำนาจเหมือนกัน มันกลายเป็น 2 รัฏฐาธิปัตย์/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000ff;"คนที่จะประกาศว่าเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ในธรรมเนียมปฏิบัติหรือในประวัติศาสตร์ มันเป็นมาอย่างไร/span/p pอย่างที่บอกก่อนหน้าแล้วว่า 1. ใช้กำลัง ตั้งตัวเองเป็นใหญ่ขึ้นมา ปฏิวัติรัฐประหาร เมื่อปฏิวัติเสร็จก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ ตอนนั้นคณะ คมช. นั้น คุณสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นรัฏฐาธิปัตย์ เหมือนกับทุกอย่างอยู่ในมือเขาหมด เพราะฉะนั้นจึงต้องประกาศแรกๆ เลยว่ามีการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข คืนอำนาจให้ในหลวง อันที่ 2. คือ มีการสืบสันติวงศ์ ถ้าสมัยโบราณเรียกราชาภิเษก นั่นคือรัฏฐาธิปัตย์ แต่ถ้าใช้อำนาจคือปราบดาภิเษก และอันที่ 3. คือการเลือกตั้ง ได้คะแนนสูงสุดได้เป็นนายก หรือเลือกตั้งประธานาธิบดีได้เสียงสูงสุด และอันที่ 4. หากไม่มีอะไรเลยก็ใช้คุณสมบัติส่วนตัว ซึ่งปัจจุบันไม่มีแล้ว เพราะฉะนั้นรัฏฐาธิปัตย์จะมาก็โดย 4 ทางนี้/p pอยู่ๆขึ้นมาประกาศรัฏฐาธิปัตย์อ้างอะไร อ้างมาตรา 3 นั้น อ้างคนเดียว อ้างจำนวนหนึ่ง แล้วจำนวนเท่าไหร่ แล้วฝั่งโน้นเข้าก็อ้างได้ เอาความชอบธรรมจากไหนมาอ้างว่าเหนือกว่า บอกจำนวนคนเยอะนั้นเยอะเท่าไหร่ วัดอย่างไร/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000ff;"ถ้าเทียบกับสิ่งที่ใกล้เคียงตอนนี้ที่สุดที่เรานึกออก คือที่ผ่านมามีการรัฐประหาร อันนั้นถือเป็นรัฏฐาธิปัตย์ตอนรัฐประหาร แต่ถ้าสมติว่าคราวนี้ที่คุณสุเทพประกาศ แม้ไม่มีอาวุธอะไร แต่ฝ่ายความมั่นคงก็นิ่งๆ คอยระวังไม่ให้ปะทะกัน อย่างนี้ถือเป็นการยอมรับให้การทำหน้าที่หรือการกระทำของคุณสุเทพเกิดขึ้นได้หรือไม่/span/p pเอาอำนาจมาจากไหน รัฐธรรมนูญยังอยู่ใช่ไหม ถ้าทำเช่นนี้ก็ขัมาตรา 113 เป็นกบฏในราชอาณาจักร ละเมิดตั้งหลายมาตรา มาตรา 2 ก็ละเมิด มาตรา 3 ก็ยังละเมิด มาตรา 70 ก็ละเมิด มาตรา 71 ก็ละเมิด ไม่ให้เลือกตั้งก็ละเมิดมาตรา 72 อีก ละเมิดทั้งรัฐธรรมนูญและกฏหมายอาญา อยู่ๆมาบอกว่านี่คือความถูกต้อง ถูกต้องได้อย่างไรเนื่องจากละเมิดหมด/p pถ้าเป็นความถูกต้อง ทำไมพรรคการเมืองบางพรรคถอยหนีหมดเลย ปฏิเสธทันทีว่าไม่เกี่ยวข้อง ทำไมไม่ร่วมด้วย แม้กระทั่งฝ่ายทหารก็ถอย/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000ff;"แต่คำอธิบายของทาง กปปส. ก็มีนักวิชาการออกมาอธิบายนอกเหนือจากที่คุณสุเทพพูดบนเวทีว่ามันไม่ได้เป็นการขัดรัฐธรรมนูญ แต่ทุกสิ่งที่มันเกิดขึ้นนั้นมันเกิดช่องว่าง มันไม่สามารถจะไปทางไหนได้แล้ว แล้วสิ่งที่เขาเสนอว่าอาจจะไปถึงวันนั้นแล้วทำตามที่คุณสุเทพพูดเรื่องรัฏฐาธิปัตย์นั้น ซึ่งเขาก็ยังคงยืนยันว่ายังอยู่ในเงื่อนไข อยูในมาตรา 3 อยู่ดี/span/p pใครให้คุณทำ ในเมื่ออีกฝ่ายก็ทำได้/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000ff;"สมติว่าคุณสุเทพประกาศจะทำ ประกาศเป็นรัฏฐาธิปัตย์/span/p pทางนี้เขาก็ประกาศบ้าง 2 รัฏฐาธิปัตย์แล้ว/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000ff;"ขออนุญาตเอามวลชนอีกฝั่งออกก่อน คำถามคือว่าคนที่จะบอกว่าได้หรือไม่ เป็นรัฏฐาธิปัตย์หรือไม่ คือฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ นอกเหนือจากมวลชนอีกฝั่งไหม คือจะต้องเป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงไหมที่จะบอกว่าคุณได้เป็นรัฏฐาธิปัตย์หรือไม่/span/p pมีอำนาจมาจากไหนหน่วยงานความมั่นคง นอกจากอำนาจที่ใช้กำลัง ก็คือรัฐประหารเสียเลย แต่ถ้าพูดเฉยๆนั้นมันต้องมีเหตุผล ไม่ใช่อยู่ๆบอกว่าคุณทำได้ คุณเป็นใคร ใครเป็นคนตั้งให้ทำ ไม่ว่าจะเป็นใครทั้งสิ้นในหน่วยความมั่นคง ใครให้อำนาจให้คุณพูดเช่นนั้น รัฐธรรมนูญมีอยู่มาพูดว่าถูกต้องได้อย่างไร เป็นการพูดฝืนรัฐธรรมนูญหรือ ดังนั้นจะมีรัฐธรรมนูญทำไม ล้มรัฐธรรมนูญสิ ล้มสิเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการลงประชามติด้วย เพราะฉะนั้นไม่ใช่การใช้สามัญสำนึก จะพูดว่าถูกต้องแล้วรัฐธรรมนูญอยู่ไหน ก็ต้องฉีกรัฐธรรมนูญไม่เช่นนั้นพูดไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญยังมีอยู่ ยังมีวุฒิสภาอยู่ แล้วรักษาการก็ยังมีอยู่ ซึ่งยังไม่รุ้ว่านายกหลุดทั้งพวกหรือเปล่า และเมื่อหลุดทั้งพวกก็ยังเป็นประเด็นอีก/p pหรือแม้กระทั่งการโยกย้ายข้านราชการ ต่อไปไม่ต้องมีการบริหารประเทศแล้ว บริหารอะไรไม่ได้เลย บริหารโยกย้ายแล้วมีความผิด วุฒิสมาชิก สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรทำหน้าที่ไม่ได้เลยนะ ผ่านกฏหมายมาอาจจะถูกปลดออกหมดเพราะทำผิดกฏหมาย นี่ใครปกครองประเทศ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ มันแยกกัน 3 อย่าง อยู่ๆ ตุลาการมีอำนาจตัดสินทุกอย่าง กลายเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน ยิ่งกว่ารัฏฐาธิปัตย์อีก/p pถ้าสงสัยขึ้นเวทีกับผมทุกคนเลย ไม่ว่าองค์กรไหน เอาประเด็นมาพูดกัน/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000ff;"ถ้าสมติสถานการณ์มันไปถึงวันนั้น มันอาจจะเป็นการเขียนนิยามใหม่ของรัฏฐาธิปัตย์ หรือประวัติศาสตร์การเมืองไทยไม่ได้หรอ/span/p pได้ทั้งสิ้นล่ะประเทศไทย เห็นแมวบอกเป็นหมา เห็นหมาบอกเป็นไก่ ได้ทั้งนั้น ออกกฏหมายย้อนหลังก็ได้ ทำได้ทั้งหมด ตีความกฏหมายได้ 2 มาตรฐาน ไม่มีมาตรฐานก็ได้ อาจจะออกกฏหมายให้คนไทยเอาเท้าขึ้นข้างบนแล้วเอาหัวเดินต่างเท้าก็ได้ สังคมไทยตอนนี้ได้หมดทุกอย่างจนกระทั่งมันไม่มีที่ยึดแล้ว/p pสิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้อันตรายอย่างมหาศาล 3 เรื่องด้วยกัน/p pหนึ่ง ทางตันทางการเมืองไม่มีทางออก เนื่องจากความขัดแย้งที่ไม่มีเหตุมีผล/p pสอง ความแน่นิ่งทางการเมือง กลไกทั้งหมดบริหารไม่ได้ รัฐบาลก็บริหารไม่ได้ ข้าราชการทำงานไม่ได้ ถูกคำสั่ง แต่เป็นคำสั่งที่ไม่มีความชอบธรรม คำสั่งมาจากการใช้กำลังซึ่งผิดกฏหมาย ผิดระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน/p pสาม อนาธิปไตย ขณะนี้วิญญาณสังคมไทยเคว้งคว้าง คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรเป็นเครื่องยึด กฏเกณฑ์กฏหมายไม่มีเลย/p pทั้ง 3 อย่างนี้ ใครก็ตามที่คิดจะเอาชนะกันเพื่อปกปักรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคมและอำนาจ ผลสุดท้ายต้องรู้ไว้ด้วยว่าเป็นการทำลายกลไกโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดทางการเมืองสังคมของเรา ที่สำคัญที่สุดคือศรัทธาของการเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์มายาวพอสมควรนี้ พังทลายราบ ขณะนี้ความภูมิใจไม่ค่อยเหลือนะ ไปต่างประเทศอายเขานะ ไม่รู้เอาอะไรถูกอะไรผิด มันมั่วไปหมด ออกกฏหมายย้อนหลัง ตัดสินไม่เหมือนกัน การแยกอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ก็พังยุ่งหมดเลย ไม่มีระบบที่ไหนเป็นอย่างนี้ นี่เป็นสิ่งทีน่าเป็นห่วงยิ่ง/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000ff;"ที่อาจารย์บอกว่าทางตัน อาจารย์บอกว่าแน่นิ่ง อาจารย์บอกว่าอนาธิปไตย ซึ่งทั้งหมดนี้ที่หลายคนทวงถามว่าแล้วจะไปอย่างไร ก็เพราะที่มันเป็นแบบนี้นี่ล่ะที่มันเกิดสุญญากาศมีช่องว่าง มันเลยต้องมาถึงวิธีที่คุณสุเทพเสนอ ถ้าไม่ไปในทางที่ กปปส.เสนอแล้วอาจารย์เสนออย่างไร/span/p pช่องว่างแปลว่าอะไร ช่องว่างแปลว่ามันไม่มีบัญญัติในรัฐธรรมนูญ เมื่อไม่มีบัญญัติเอาไว้ ต้องใช้ประเพณีการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นมาตราที่ 20 ของธรรมนูญการปกครองสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และมาตรา 22 – 23 สมัยจอมพลถนอม และมาตรา 4 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ใช้หลักลายลักษณ์อักษร เจตนารมณ์ ประเพณีแห่งท้องถิ่นหรือหลักกฏหมายทั่วไป คือต้องหาทางออกให้ได้/p pผมเคยบอกแล้วว่าวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ปี 40 หมดวาระ มาจากการเลือกตั้งไม่ครบ 200 คน จึงเป็นวุฒิไม่ได้ เมื่อเป็นไม่ได้ ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าไม่ครบก็ไม่ครบ ไม่มีวุฒิอีก ถ้าหมดวาระก็หมดไป อย่างนี้ผิด เพราะมันต้องมี 2 สภา อยู่ๆกลายเป็นเหลือเพียงสภาเดียว ก็ใช้มาตรา 7 โดยที่หมดวาระก็ให้หมดไป ไม่ครบก็คือไม่ครบ แต่ใช้ประเพณีรักษาการไว้ก่อนจนกระทั่งจะครบ นี่คือการใช้มาตรา 7 ซึ่งเป็นกรณีที่เกิดโดยธรรมชาติ/p pแต่มาตรา 7 เป็นทางตันนี้ มันไม่ได้เกิดขึ้นมาจากมาตรา 7 แล้วไม่มีรัฐธรรมนูญบัญญัติ แต่มันเป็นการสร้างวางแผนให้มันเกิดมาตรา 7 คือให้มันเกิดเป็นทางตัน โดย 3 ทางด้วยกัน หนึ่ง การวางแผนสมรู้ร่วมคิด ที่จะทำให้สิ่งนี้เกิดขึ้น โดยมีนักกฏหมายที่เชี่ยวชาญพยายามวางแผนเพื่อให้มันเกิดเรื่องนี้ให้ได้ เมื่อวางแผนตามนี้จึงมีการทำงานเป็นกระบวนการ รับลูกกัน แล้วผลสุดท้ายก็ไปสู่ทางตัน จึงเป็น “ทางตันที่เกิดขึ้นโดยเจตนา” บนพื้นฐานของความไม่สุจริต ซึ่งทั้งหมดนี้เป็น “POLITICAL MACHINATIONS” หรือการวางแผนทางการเมืองที่มีลักษณะไม่ถูกต้องและเลวร้าย เพื่อจะนำไปสู่จุดประสงค์ที่ต้องการ เช่น การใส่ความ การยุแหย่ให้ 2 พวกตีกันแล้วขึ้นภูดูเขาตีกัน/p pจากสิ่งเหล่านี้จึงนำไปสู่ช่องว่าง ซึ่งถือเป็นช่องว่างที่ไม่ได้เกิดโดยบริสุทธิใจ การเมืองใดที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องความสุจริตใจ เป็นการเมืองที่ใช้ไม่ได้ ไม่มีความชอบธรรม การเมือง อำนาจในการที่จะปกครองมี 3 อย่าง หนึ่ง ต้องถูกต้องตามกฏหมาย สอง ต้องมีความชอบธรรมเป็นที่ยอมรับ ทั้ง 2 สิ่งมีแล้ว จึงมี “moral authority” ธรรมแห่งอำนาจ สิ่งที่เกิดขึ้นที่ออกมาลักษณะนั้นถึงแม้จะถูกต้องตามกฏหมาย ซึ่งก็ยังคลุมเครือ แต่ไม่มีความชอบธรรม แม้ถูกต้องต้องตามกฏหมาย แต่ไม่มีความชอบธรรม ก็ไม่มีธรรมแห่งอำนาจ ไม่ถูกต้องตามกฏหมาย แต่ถ้ามีความชอบธรรม ซึ่งกฏหมายไม่ได้ผิดมาก ยังพอมีธรรมแห่งอำนาจบ้าง/p pสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ไม่มีธรรมแห่งอำนาจ เพราะไม่ได้เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เพราะฉะนั้นจะอ้างอะไรไม่ได้ และที่สำคัญที่สุดเมื่ออ้างว่าเกิดทางตัน เกิดช่องว่าง จึงประกาศออกมา ประเด็นก็คือว่าใครให้อำนาจประกาศ อีกฝ่ายหนึ่งก็ประกาศได้เหมือนกันใช่ไหม นี่พูดอย่างตรงไปตรงมา ทำไมท่านถึงประกาศได้คนเดียวล่ะ แล้วบอกว่ามีจำนวนมากนั้นจำนวนมากวัดจากอะไร/p pร.7 ที่ยินดีมอบอำนาจให้ประชาราษฏรทั่วไป แต่ไม่ยอมให้คณะบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของมวลประชาราษฏร ซึ่งเสียงอันแท้จริงของประชาราษฏรนั้น ราษฏรทั่วไปรู้จากไหน รู้จาก 2 อย่างเท่านั้น หนึ่งจากการเลือกตั้งทั่วประเทศ ว่าจำนวนเสียงเชียร์พรรคไหน กลุ่มไหน หรือถ้ามีปัญหาก็ลงประชามติ ประชามติเป็นตัวที่รู้ที่สุด ไม่ใช่อ้างมวลมหาประชาชน ลงประชามติเลยว่าจะเอาอย่างไร/p pความชอบธรรมเป็นนามธรรมอยู่แล้ว ถ้าอ้างว่าที่ท่านทำนั้นชอบธรรมกว่าก็พูดกันไม่รู้เรื่อง ท่านทำได้ คนอื่นก็ทำได้ ไม่ใช่ท่านพูดอย่างนั้นแล้วคนอื่นต้องทำตาม ท่านเป็นใคร คนอื่นไม่ใช่เจ้าของประเทศหรือ อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย one man one vote หนึ่งคนหนึ่งเสียง ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ ภาคกลางเป็นคนไทยเหมือนกันหมด คุณถือดีอะไรถึงบอกว่าตัวเองยิ่งใหญ่กว่าคนอื่น คนต่างจังหวัดคุณภาพต่ำกว่าคน กทม.nbsp; เอาอะไรมาวัด พูดอย่างนี้ไม่ถูก คณไม่มีสิทธิ์พูดอย่างนี้ คนทุกคนมีความเป็นคนท่ากัน/p p5 อย่างที่เกิดขึ้นในสังคมยุคใหม่ คือ1) rights and freedom สิทธิเสรีภาพ 2) equality ความเสมอภาค 3) justice ระบบต้องยุติธรรม สองมาตรฐานอยู่ด้วยกันไม่ได้ 4) human rights สิทธิมนุษยชน รับรองโดยสหประชาชาติ 5) dignity ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่นี่คุณกำลังพูดคล้ายว่ามองคนอีกกลุ่มไม่มีความหมาย กลุ่มตัวเองมีความหมายมากที่สุด แผ่นดินนี้ของคุณคนเดียวหรือ/p pแล้วอ้างตัวเองได้อย่างไรว่าคุณเป็นรัฐฏาธิปัตย์ ใครแต่งตั้งคุณ เขาตั้งของเขาขึ้นมาเองnbsp; อย่างนี้ผมก็ตั้งเองบ้าง กลายเป็น 2nbsp; รัฐฏาธิปัตย์ ในสังคมญี่ปุ่น ผมจำไม่ได้ก่อนธรรมปุระหรือเปล่า ก่อนเมจิ แผ่นดินจะมีดวงอาทิตย์สองดวงไม่ได้ ถ้ามีสองดวงต้องแยกกันอยู่ เหมาเจ๋อตุงก็ต้องอยู่ทางหนึ่ง เจียงไคเช็คก็อยู่ทางหนึ่ง สมัยกบฏไต้เผ็งมีการตั้งจักรพรรดิที่นานกิง ปักกิ่งก็ต้องปราบนานกิง ฉะนั้นจะอ้างขึ้นมาลอยๆ ไม่ได้ ต้องถามประชาชน จะรู้ว่าประชาชนคิดอย่างไร เท่าไร ก็ต้องประชามติ หรือการเลือกตั้งเท่านั้น ไม่อย่างนั้นใครๆ ก็พูดได้/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000ff;"การประชามติ การเลือกตั้ง อาจถูกมองได้ว่ากระบวนการกลไกต่างๆ กฎเกณฑ์ที่ใช้ยังใช้ไม่ได้/span/p pแล้วใครเป็นคนตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมา ใครเป็นคนร่างรัฐธรรมนูญ50 ใครเป็นคนแก้กฎหมายเลือกตั้งจากเขตละสามคนเป็นหนึ่งคน ท่านเป็นคนจัดการทั้งหมด ตั้งแต่ล้มรัฐธรรมนูญ40 ร่างรัฐธรรมนูญ50 เอาเสียงประชาชนมาข่มการใช้อำนาจผิดๆ ในการทำรัฐประหาร แล้วอยู่ๆ บอกว่าใช้ไม่ได้ คุณเป็นคนสร้างบ้านเอง อยู่เอง บ้านพังลงมาโทษคนอื่น มองให้มันยุติธรรม ลืมกันหมดแล้วเหรอ/p p15 เดือนที่เป็นรัฐบาลทำไมไม่ปฏิรูป รัฐธรรมนูญร่างมาอย่างนี้ทำไม คุณไม่มีสิทธิมาอ้างเพราะทำมาเองทั้งสิ้น ผมไม่ได้อยู่ฝ่ายไหนและไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองอีกต่อไป แต่ขอพูดด้วยความจริงใจ อย่างเป็นธรรม เพราะเป็นนักวิชาการที่ต้องการสัจธรรม ผมเบื่อความไม่มีสัจธรรมในสังคมนี้ ใครเป็นคนทำทั้งหมดนี้ ปปช. กกต.ใครตั้ง ไม่มีการโปรดเกล้าฯ ด้วย ตุลาการรัฐธรรมนูญออกกฎหมายย้อนหลังมายุบพรรคการเมืองใครตั้ง เอาอำนาจจากไหน อำนาจเผด็จการทั้งนั้น ออกกฎหมายย้อนหลังผิดหลักสากล ผิด UN ผิด International Covenant on Civil and Political Rights ผิดทั้งหมด การขัดขวางการเลือกตั้ง ขัดมาตรา 3, 72,2 1ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ขัดมาตรา 25 ของ International Covenant on Civil and Political Rights ขัดทั้งในและนอกประเทศ ขัดมาตรา 209,310 หน่วงเหนี่ยวกักขัง/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000ff;"ที่อาจารย์พูดมาทั้งหมด ศาลรัฐธรรมนูญชี้ไปหมดแล้ว ไม่ได้บอกว่าจะไม่มีการเลือกตั้ง แต่ที่ผ่านมาเขาก็มีเหตุผลว่าทำไมขัดรัฐธรรมนูญ/span/p pฟัง พูดให้มันเคลียร์ การเลือกตั้งที่ไม่เป็นวันเดียวกันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญทุกคนรู้หมด แต่ไม่ชอบเพราะอะไร เพราะมีการขวาง การขวางเขตเดียวก็ทำให้ไม่ชอบแล้ว และเมื่อขวาง มันก็ใช้กำลัง ผิดกฎหมายใช่ไหม แต่ทำไมบอกว่าสงบ ปราศจากอาวุธ สงบแปลว่าอะไร ขวางเลือกตั้งนี่สงบหรือ ศาลจึงไม่ได้บอกไงว่าเป็นโมฆะ ทั้งที่อันที่จริงต้องวินิจฉัยเป็นโมฆะไม่ใช่บอกว่าไม่ชอบ มันต้อง yes or no ไม่ใช่บอกว่า น่าจะลงประชามติ บอกมาเลยว่าโมฆะ กล้าพูดไหม อย่างนั้นคนที่ทำให้โมฆะคือใคร แล้วจะบอกว่าเขาทำถูกแล้วหรือ เท่ากับไปส่งเสริมเขาทำโมฆะใช่ไหม ศาลถึงไม่พูดคำว่าโมฆะ ถ้าจะวินิจฉัยให้ผูกพันต้องวินิจฉัยฟันธงไปเลย อย่าวินิจฉัยแบบนี้ ใครๆ ก็รู้ว่ามันไม่ชอบเพราะมันไม่เป็นวันเดียวกัน แต่คำถามคือ ทำไมมันจึงไม่เป็นวันเดียวกัน มันเกิดจากการขัดขวางใช่ไหม แล้วขัดขวางนี้ก็ไม่ถูกต้อง แต่บอกว่าโดยสงบปราศจากอาวุธก็เลยแปลว่าถูกต้องใช่ไหม ตรรกะคืออะไร มันเกิดจากอะไรก็เห็นๆ/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000ff;"ถามเผื่ออนาคต ถ้าศาลรัฐธรรมนูญชี้กรณียิ่งลักษณ์ และวินิจฉัยชี้แบบนั้นย่อมเกิดปัญหาแน่ๆ ...(ถามไม่ทันจบ)/span/p pปัญหาคือ ใครเป็นคนตั้งมาตรา 7 ตั้งเองอ้างเองไม่ได้ เพราะคนอื่นก็มีสิทธิอ้างเหมือนกัน ใครให้สิทธิคุณทำคนเดียว เรื่องนี้เห็นๆ กันอยู่ไม่ต้องใช้สมองที่ชาญฉลาดอะไรเลย ทำไมอยู่ๆ ท่านถึงมีสิทธิคนเดียว ทั้งๆ ที่มันเกิดโดยการวางแผนให้เกิด แล้วอ้างว่ามันเกิดขึ้นแล้ว ถามว่าคุณมีคนเท่าไร บอกว่ามาก อย่างนั้นลงประชามติก่อนว่ามากแค่ไหน จะปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง หรือเลือกตั้งก่อนปฏิรูปก็ลงประชามติ/p pแต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว ผมไม่อยากให้เกิด แต่พูดไว้ก่อนเลยว่ามันไม่ใช่เรื่องว่าอันไหนควรมาก่อนกันแล้ว มันกลายเป็นว่าจะให้เสียหายอย่างหนักก่อนแล้วจึงมาจัดการกันใหม่ หรือจะแก้ปัญหาจัดการอย่างดีไม่ให้เสียหาย พูดง่ายๆ ว่าจะให้เสียหายก่อนแล้วแก้ หรือแก้ก่อนเสียหาย ไม่ใช่เรื่องปฏิรูป-เลือกตั้งแล้ว คนละเรื่องแล้ว/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000ff;"ถ้าจะไม่ให้ไปถึงสิ่งที่ กปปส.จะทำ ถ้าศาลชี้ให้ครม.ไปด้วย ถ้าไม่ให้เขาเป็นรัฏฐาธิปัตย์อย่างที่คุณสุเทพประกาศ แล้วใครจะเป็นคนทำ/span/p pรัฏฐาธิปัตย์ดูจากอำนาจอะไร ไม่ใช่อยู่ๆ ก็ประกาศได้ สมมติประกาศมาแล้วเขาไม่เห็นด้วยจะทำยังไง ไม่รับรอง จะทำยังไง รัฐฏาธิปัตย์จะต้องเป็นที่ยอมรับ การยอมรับมีหลายแบบ อันแรก ยอมรับเพราะความกลัวnbsp; อย่างรัฐประหารเอารถถังมา, ยอมรับเพราะประเพณีสืบต่อกันมา, ยอมรับเพราะประชาชนเลือกตั้ง มีความชอบธรรมทางกฎหมายและความมีเหตุมีผล, ยอมรับเพราะคนนี้มีบุญญาธิการ มีคุณสมบัติพิเศษคนเลยยกให้เป็นคนมาแก้ปัญหา ถามว่าเขามีอะไรบ้างใน 4 อันนี้ มีกำลังไหม มีประเพณีไหมทุกคนยอมรับหมดไหม เลือกตั้งคะแนนเสียงท่วมท้นไหม เลือกตั้งยังไม่กล้าจะลงเลย มีบารมีคนยอมรับนับถือหรือ เขาไม่มีอะไรเลย คำถามต้องถามว่าเอาอะไรมามั่นใจว่าคนเขาจะยอมรับ/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000ff;"แล้วใครจะหานายกฯ/span/p pก็สร้างปัญหาขึ้นมาก็ตอบเอาเองสิ คุณต้องตอบเองเพราะคุณสร้างปัญหาขึ้นมา หรือยากทำก็ทำไป แต่เขายอมรับหรือเปล่า และเมื่อเขาไม่ยอมรับจะทำอย่างไร คุณ shut down Bangkok แต่เขาอาจ shut down ที่อื่น ผมไม่ทราบ แล้วคุณจะแก้ปัญหาอย่างไร เรื่องจบไหม วิธีคิดตั้งแต่ต้นก็ผิดแล้ว ติดกระดุมเม็ดแรกผิดก็ผิดหมด คิดอะไรง่ายๆ simple minded ความกลัว กลัวสูญเสียทรัพย์ศฤงคาร อำนาจ ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สถานะทางสังคม เลยทำทุกอย่างเพื่อรักษามันไว้โดยมองอะไรสั้นๆ เขาเรียก สายตาสั้นทางการเมือง มองไม่เห็นอนาคตของประเทศ ไม่ว่าใครทั้งสิ้น แก่เพราะอยู่นาน กินข้าวเยอะ/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000ff;"สิ่งที่จะทำให้ปชช.รู้สึกว่าได้ปลดปล่อย นอกเหนือจากประชามติและการเลือกตั้งแล้วมีรูปแบบอื่นไหม/span/p pถ้าได้เลือกตั้งคราวที่แล้วเรื่องจะผ่านไปเยอะ จะมาอ้างว่าคนเขาไม่ศรัทธาการเลือกตั้ง ถามว่าแล้วใครออกกฎหมายเลือกตั้ง ใครร่างรัฐธรรมนูญ คุณทำเองแล้วคุณไม่ศรัทธาเอง โทษคนอื่นหมดเลยหรือ ทางตันเกิดโดยธรรมชาติหรือมีคนสร้างขึ้นมา แล้วใครให้อำนาจคุณเป็นรัฏฐาธิปัตย์ รัฏฐาธิปัตย์คืออะไรยังไม่รู้กันเลย คนอธิบายเป็นอาจารย์ทาง local financenbsp;nbsp; อธิบายไปส่งเดช/p pnbsp;/p pสำหรับประชาชนที่เชื่อในปชต. แต่เห็นว่ากฎระเบียบต่างๆ ยังต้องแก้ไข ทนไม่ไหวแล้วกับครม.ยิ่งลักษณ์ จะให้ทำอย่างไรbr /เขายุบสภาไปแล้วตอนเลือกตั้งก็อย่าลงคะแนนเสียงให้ก็จบ ก็สู้กันในการเลือกตั้ง มวลมหาประชาชนที่คุณอ้างว่าเยอะ ถ้าเยอะก็ต้องชนะอยู่แล้วทำไมไม่สู้ในกระบวนการ ตรรกะต้องพูดให้ตรง ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาล รัฐบาลก็ออกไปแล้ว ผมก็เห็นด้วยว่าโครงการข้าวก็เละเทะ กระบวนการออกกฎหมายพ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอยใช้ไม่ได้ทั้งสิ้น ผมก็ไม่เห็นด้วย ผมก็เห็นว่าไม่มีความชอบธรรม ทางออกก็คือกลับไปสู่การเลือกตั้งแล้วถ้าเสียงมวลมหาประชาชนอ้างว่ามันเยอะจนขนาดจะตั้งรัฏฐาธิปัตย์ก็ต้องชนะการเลือกตั้งแน่นอน/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000ff;"คนกลัวว่าการซื้อเสียงทำให้อีกฝ่ายชนะ/span/p pถ้าเสียงมวลมหาประชาชนเยอะ ซื้อยังไงก็ไม่ชนะ หรือจะดูถูกประชาชนตัวเองเหรอ ก็มวลมหาประชาชนเยอะกว่ายังไงก็ต้องชนะ มวลมหาประชาชนถูกซื้อเสียงได้เหรอ ทั้งวิธีคิดและตรรกะมีปัญหาหมด ไม่เถียงด้วยเหตุด้วยผล เถียงไปเถียงมาก็เข้าตัวเองหมดแล้วก็ไม่สามารถจะตอบได้เพราะมันเริ่มด้วยเหตุผลที่ไม่มีพื้นฐาน มันสั่นคลอน โดยตรรกะเสียงมวลมหาประชาชนต้องเกินครึ่ง ถ้าไม่เกินครึ่งไม่มีสิทธิอ้าง ดังนั้นเลือกตั้งเขาต้องชนะแน่ เป็นรัฐบาล ไม่อย่างนั้นจะอ้างทำไม แสดงว่ามวลมหาประชาชนน้อยใช่ไหม เสียงไม่พอใช่ไหม/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000ff;"คำถามสุดท้าย ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าต้องไปทั้งหมด ใครจะมีสิทธิเป็นนายกฯ ในช่วงนั้น/span/p pเอาอย่างนี้แล้วกัน มาตรา7 คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ผมกลับจากบังคลาเทศ ผมไปขอรัฐธรรมนูญจากบังคลาเทศ 600 กว่ามาตรา แล้วบอก อ.บวรศักดิ์ อุวรรณโน ว่า ของเรา 300 กว่ามาตราในรัฐธรรมนูญ40 มันไม่พอ ใส่มาตรานี้ไว้แบบของจอมพลสฤษดิ์ มาตรา 20 ถ้าไม่มีบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ มันใช้สำหรับกรณีซึ่งมีช่องว่างเกิดขึ้น ไม่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ มันมีประเพณีแบบราชการก็ได้ ไม่ใช่ในหลวงต้องมาตั้งนายกฯ แบบนั้นเป็นการอ้างให้ระคายเคืองเบื้องพระบุคลบาทด้วย เพราะท่านทรงดำรัสแล้วว่าท่านไม่มีอำนาจ เราสามารถใช้ประเพณีกรณีถ้าไม่มีจริงๆ ประเทศจะมีช่องว่างไม่ได้ ก็ต้องย้อนกลับไปดูว่าประเพณีมีอย่างไรบ้าง อธิบดีไม่อยู่ รองอธิบดีต้องรักษาการ เผอิญครั้งนี้ ครม.หมดทั้งชุด ที่สำคัญ ส.ส.ก็ไม่มีอีก ก็ต้องเอาใกล้เคียงกับส.ส. คือ ส.ว. ยิ่งถ้าชุดใหม่ออกมา ในวุฒิสภานี้ก็ต้องสามารถที่จะเป็นผู้ทำหน้าที่หาคนมาเป็นนายกฯ รักษาการชั่วคราว เพราะมันจะว่างหรือเป็นทางตันไม่ได้ตราบเท่าที่รัฐธรรมนูญยังอยู่ แต่ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติเอาไว้ ก็ใช้มาตรา 7 มาตรา7 ใช้อย่างไรกรณีที่ไม่มีสภา ไม่มีผู้บริหารเลย อันที่หนึ่ง ปลัดกระทรวงคงต้องทำหน้าที่ ส่วนตัวนายกฯ ก็คงต้องให้วุฒิสภาคัดเลือก ภายหลังจากที่มีการเปิดประชุมวุฒิสภาแล้ว ไม่ใช่เอา 30-40 คนที่เหลืออยู่ เพราะที่เหลืออยู่ก็ไม่มีเครดิตอยู่แล้ว/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000ff;"ให้วุฒิสรรหานายกฯ ชั่วคราว/span/p pผมไม่บอกว่าวุฒิต้องหา ถ้ามันว่างขึ้นมาแล้วต้องหาให้ได้ กลไกที่จะตั้งนายกฯ ได้ต้องมาจากสภาผู้แทนราษฎร ถ้าไม่มีก็ต้องมองซ้ายมองขวาก็ต้องใช้เทียบเคียงคือวุฒิสภา วุฒิสภาจะเป็นอย่างไรก็อีกเรื่องหนึ่ง ก็มันไม่เขียนเอาไว้ ก็ต้องใช้ประเพณี ปลัดกระทรวงก็ทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีกระทรวง แต่ต้องมีหัวหน้าบริหาร หัวหน้านี้ต้องมาจากการสรรหาโดยสภา สภาไม่มีก็ต้องมองเทียบเคียง ที่มาจากการเลือกตั้งเหมือนก็คือ วุฒิสภา เพื่อหานายกฯ ชั่วคราว สามเดือนแล้วให้เลือกตั้ง กลับสู่สภาพเดิม รัฐธรรมนูญ50 ยังอยู่เหมือนเดิม แต่ไม่ใช่อ้างว่าข้าพเจ้าจะเป็นคนตั้งเอง ถามว่าใครให้อำนาจคุณ เอาอำนาจจากไหน หรือว่ามีแบ็คอัพ แล้วบอกว่าแบ็คอัพให้อำนาจ แบ็คอัพก็ไม่มีอำนาจ ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ด้วยความเป็นนักวิชาการ ด้วยความเป็นคนไทยในประเทศนี้ ผมต้องการให้สิ่งนี้มันถูกต้อง ไม่สามารถทนได้กับความไม่ถูกต้องไม่ว่าจะในองค์กรไหน มันทำให้มีปัญหากับบรรยากาศทางวิชาการ ความถูกต้องและสัจธรรม สังคมใดที่ไม่เคารพความถูกต้องและสัจธรรม สังคมนั้นอยู่ไม่ได้ เพราะเป็นมนุษย์ที่ไม่มีศักดิ์ศรี เป็นสังคมที่ไร้คุณค่าnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Q1r9u1uFRsA" height="1" width="1"/

กสท.ยังไม่สรุป 'คูปองทีวีดิจิตอล'-สุภิญญา ย้ำทุกกล่องต้องดูได้ครบ 48 ช่อง

Mon, 21/04/2014 - 22:55
pประชุมเคาะราคา-แจกคูปองทีวีดิจิตอลยังไร้ข้อสรุป ถกต่อพรุ่งนี้ สุภิญญาแจงยังมีประเด็นคาใจ ย้ำทุกกล่องต้องรับได้ 48 ช่องรวมทีวีชุมชน/p p!--break--!--break--/pp21 เม.ย. 2557 การประชุมบอร์ดคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) วันนี้ วาระคูปองสนับสนุนการรับชมทีวีดิจิตอลยังคงไม่ได้ข้อสรุป โดย สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และกรรมการ กสท. ทวีตผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว ตอนหนึ่งระบุว่าnbsp;"ไม่ได้ตั้งใจทำให้กระบวนการล่าช้า แต่มีบางประเด็นที่ยังไม่เคลียร์ก็ลำบากใจ จุดยืนดิฉันคือทุกกล่องต้องรับได้ 48 ช่องรวมทีวีชุมชนได้ nbsp;ข้อจำกัดของกล่องทีวีดาวเทียม S2 คือไม่สามารถรับทีวีดิจิตอลชุมชนได้ nbsp;สำหรับดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ จึงยังลงมติไม่ได้"/p pนอกจากนี้ สุภิญญายังได้เขียนถึงรายละเอียดการประชุมในบล็อกส่วนตัว a href="http://www.supinya.com/2014/04/%E0%B8%96%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%A0%E0%B8%84-paytv-%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C/"supinya.com/anbsp;ด้วย รายละเอียดมีดังนี้/p pnbsp;/p pประชุมบอร์ด กสท. ยังไม่ได้ข้อสรุป นัดประชุมต่อพรุ่งนี้ อาจไม่ทันเข้าบอร์ดใหญ่ กสทช. พุธนี้/p pหลังจากประชุมกันมาราธอน วันนี้บอร์ด กสท. ยังไม่ได้ข้อสรุปสุดท้ายเรื่องโครงการคูปองทีวีดิจิตอล สองประเด็นหลักที่ถกกันนานคือbr /1. ราคาคูปองควรเป็นเท่าไหร่ ไม่ให้สูงเกินไปbr /2. ควรสนับสนุนกล่องของทีวีดาวเทียมและเคเบิลแบบบอกรับสมาชิก (Pay TV) เพื่อให้ดูทีวีดิจิตอลด้วยหรือไม่"/p pข้อแรกน่าจะได้หลักการเบื้องต้นแล้วว่าจะปรับตัวเลขให้ลดลง แต่เหลือเท่าไหร่จะสรุปอีกครั้ง/p pข้อสอง แม้ดิฉันจะเห็นด้วยในหลักการที่ว่ากิจการทีวีบอกรับสมาชิก (PayTV) ไม่ใช่ตลาดเดียวกันกับฟรีทีวีภาคพื้นดิน (free to air) ที่เป็นคู่แข่งกับฟรีทูแอร์ภาคดาวเทียมและการแลกกล่องเพย์ทีวีในตัวจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค ทำให้ไม่ต้องมีหลายกล่อง ใช้กล่องเดียวกันดูได้ทั้งฟรีทีวีดิจิตอล 36 ช่องและช่องที่จ่ายเงินดูเพิ่ม โดยบังคับเรียงช่องทีวีดิจิตอลแบบภาคพื้นดินคือช่อง 1-36 ด้วย จริงๆ รับเงื่อนไขต่างๆ ที่วางไว้รัดกุมได้แล้วแต่อย่างไรก็ตามจุดหลักที่ยังไม่เห็นด้วยและเป็นประเด็นสำคัญคือ/p pกล่องดาวเทียมในระบบ DVB-S2 และกล่องเคเบิลในระบบ DVB-C นั้นดูฟรีทีวีดิจิตอลระดับชาติได้ 36 ช่อง แต่ไม่สามารถรับชมทีวีชุมชนอีก 12 ช่องได้ จุดนี้เป็นประเด็นสำคัญสำหรับตนเอง เพราะเป็นคนผลักดันให้เกิดแนวคิดเรื่องต้องจัดสรรคลื่นให้กับภาคประชาชน 20% ถ้าเราไม่ส่งเสริมภาครับทีวีชุมชน ภาคส่งกว่าจะเกิดก็อีกนาน/p pข้อจำกัดทางเทคนิคคือ การรับชมทีวีชุมชนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต้องใช้กล่องหรือทีวีภาคพื้นดินดิจิตอล DVB-T2 รับเท่านั้น/p pคนที่จะได้ประโยชน์จากกล่อง pay TV คือคนชั้นกลาง ส่วนทีวีชุมชนภาคพื้นดินคือโอกาสของคนท้องถิ่น กสทช. มีหน้าที่ต้องส่งเสริมด้วยเช่นกัน ถ้าครัวเรือนรับทีวีชุมชนไม่ได้ โอกาสในการเกิดขึ้นของทีวีชุมชนโดยภาคประชาชนที่จะมาคานดุลกับทีวีสาธารณะและทีวีธุรกิจ 36 ช่องก็จะล่าช้าออกไปbr /br /ในวาระที่เหลือของการเป็น กสทช. อีก 3 ปีกว่า ดิฉันอยากเห็นการจัดสรรคลื่นทีวีชุมชนเกิดขึ้น เรื่องนี้จึงผูกพันโครงการคูปอง เป็น critical point ในการตัดสินใจของตนเองด้วย ถ้าให้ผู้บริโภคที่เป็นสมาชิก PayTV ได้สิทธิ์เลือกกล่องที่ดูทีวีดิจิตอลระดับชาติในระบบ HD ได้ ก็กำลังทำให้สิทธิ์การรับชมทีวีดิจิตอลชุมชนในบางครัวเรือนหายไป ทางเลือกหนึ่งคือทำเป็นกล่องลูกผสม (Hybrid) คือมีทั้ง T2 และ S2 อยู่ด้วยกัน ดูได้สองแบบ แต่ต้นทุนสูงและคนผลิตในตลาดมีน้อยรายก็จะผูกขาดเกินไป (ที่สำคัญอยากให้เป็นกล่องไฮบริดที่เป็นกล่องเดียวถาวร ดูฟรีทีวีได้และจะดู Pay TV เจ้าไหนก็จ่ายเงินแล้วส่งสัญญาณเข้ากล่องมา ไม่ต้องเปลี่ยนกล่องอีก)/p pดังนั้นสถานการณ์บังคับให้ต้องเลือกว่าจะให้สิทธิ์คนดู Pay TV หรือปกป้องสิทธิ์คนดูทีวีชุมชน (แม้ทีวีชุมชนจะยังไม่เกิดก็ตาม แต่ กสทช. ต้องส่งเสริมให้เกิด) ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้บริโภคคือ = กล่องที่รับทีวีดิจิตอลภาคพื้นดินได้ 48 ช่อง ทั้งระดับชาติและชุมชน แต่เลือกบริการเสริมเป็น Pay TV อยู่ในกล่องเดียวตลอดไปได้ อยากจะดูบอลเจ้าใดหรือเนื้อหา exclusive อื่นๆ ค่อยจ่ายเงินเปลี่ยนรหัสรับส่งมาที่กล่องเดียว บ้านจะได้ไม่ต้องมีหลายกล่อง แต่ทางเลือกนี้ก็เป็นไปยากยิ่ง/p pลำบากใจค่ะ แต่ขอบคุณกรรมการ กสท. ทุกท่านที่รับฟังข้อกังวลนี้และจะพิจารณาเพิ่มเติมโดยยังไม่สรุปวันนี้ ถ้าสุดท้ายกรรมการ กสท. อีก 4 ท่าน เห็นสอดคล้องแต่ดิฉันยังไม่สบายใจก็จะทำบันทึกสงวนความเห็นจุดยืนตนเองไว้เช่นเดิม เพื่อให้เรื่องเดินหน้าไปได้/p pเรื่องนี้เรื่องใหญ่เราไม่อยากจบลงด้วยการโหวต แต่เนื่องจากยังหามติเอกฉันท์ไม่ได้ เลยถกกันมาแล้วหลายรอบ ส่วนตัวมีประเด็นสำคัญที่คาใจดังที่กล่าวไปคือกล่องดาวเทียมใช้ดูทีวีชุมชนไม่ได้/p pในฐานะที่เป็นเหตุให้ผลของการประชุมต้องล่าช้าออกไปด้วยประเด็นนี้ ขออภัยแทน กสท. ทุกท่านด้วยค่ะ เพราะรู้ว่าสังคมต้องการความชัดเจนในประเด็นนี้เร็วๆ แล้ว/p pส่วนเรื่องราคาคูปองที่มีแนวโน้มลดลงกว่าที่ข่าวออกไปนั้น ยังไม่สรุปวันนี้เช่นกัน ต้องรอต่อไปอีกนิด slow but sure ดีกว่าค่ะ/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/04/52734" target="_blank"จับตาวาระ กสท.: เคาะแนวทางแจกคูปอง หนุนคนเข้าถึง #039;ทีวีดิจิตอล#039; พฤ.นี้/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/nC_28yh30WY" height="1" width="1"/

อภิสิทธิ์ชวนทุกพรรคพรุ่งนี้เจอกันอย่าทะเลาะกัน-ช่วยกันหาคำตอบให้ประเทศ

Mon, 21/04/2014 - 22:20
p67 พรรคการเมืองหารือ กกต. เรื่องจัดวันเลือกตั้งใหม่ 'สมชัย' จะให้เวลาพรรคหนุนเลือกตั้งและพรรคที่ไม่ต้องการเลือกตั้งอภิปรายฝ่ายละ 30 นาที 'อภิสิทธิ์' ชวนทุกพรรคหาคำตอบให้ประเทศ หวังให้มีการเลือกตั้งที่เปิดสภาได้ ประชาชนยอมรับ ส่วน 'ชูวิทย์' บอกจะอยู่รดน้ำต้นไม้-ไม่ไปแสดงละครเป็นพระเอก ผบ.ทอ.ปฏิเสธเหล่าทัพร่วมแถลง ศอ.รส. 7 ข้อ/p p!--break--!--break--/ppstrongกกต. เผยมี 67 พรรคการเมืองตอบรับหารือเรื่องจัดเลือกตั้งใหม่/strong/p p21 เม.ย. 2557 - a href="http://thainews.prd.go.th/centerweb/news/NewsDetail?NT01_NewsID=WNPOL5704210020001"สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย/a รายงานว่า นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงการเชิญพรรคการเมือง 73 พรรค เข้าหารือร่วมกันในประเด็นการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ใหม่ แทนการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยขัดต่อรัฐธรรมนูญ(เป็นโมฆะ) ว่า จากการส่งหนังสือเชิญพรรคการเมืองทั้ง 73 พรรค ได้รับการตอบรับแล้ว 67 พรรค โดยในจำนวนนี้มีเพียง 3 พรรคที่ไม่สะดวกเข้าร่วมเพราะติดภารกิจ นอกนั้นยืนยันจะเข้าร่วมพูดคุยหารือเรื่องการจัดการเลือกตั้งครั้งใหม่ในวันพรุ่งนี้(22 เม.ย.) ตามคำเชิญของ กกต. รวมถึงพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ด้วย ซึ่งเป็นโอกาสดีที่จะมีการหารือกันรอบด้าน เพื่อช่วยหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน/p pเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวย้ำว่า จะนำผลการหารือกับพรรคการเมืองทั้ง 64 พรรคในวันพรุ่งนี้(22 เม.ย.) ไปรวมกับข้อมูลที่ได้จากหน่วยงานด้านความมั่นคง ที่ กกต.ได้หารือร่วมกันไปแล้วเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2557 เพื่อประมวลร่วมกับข้อมูลในการประเมินสถานการณ์ทางการเมืองที่ กกต.ได้ร่วมกับฝ่ายความมั่นคงประเมินไว้ เพื่อให้ได้ช่วงเวลาที่เหมาะสมต่อการจัดการเลือกตั้งที่สุด เพราะไม่ต้องการให้เกิดความผิดพลาดอีก เนื่องจากการเลือกตั้งในแต่ละครั้งต้องใช้เงินงบประมาณเป็นจำนวนมาก/p pnbsp;/p pstrongสมชัยเผยกติกาจะให้พรรคหนุนเลือกตั้งกับพรรคเลื่อนเลือกตั้งอภิปรายฝ่ายละ 30 นาที/strong/p pอนึ่ง a href="http://thainews.prd.go.th/centerweb/news/NewsDetail?NT01_NewsID=WNPOL5704210020017"สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย/a รายงานด้วยว่า นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงแนวทางในการหารือกับพรรคการเมืองในวันพรุ่งนี้(22 เม.ย.) ว่า กกต. ไม่ได้กำหนดรูปแบบการหารือไว้ล่วงหน้า แต่จะใช้กระบวนการในที่ประชุมให้เสนอความเห็นเพื่อกำหนดรูปแบบร่วมกัน ซึ่งอาจเป็นการให้ทุกพรรคได้แสดงความเห็น หรือแบ่งช่วงเวลาให้มีการอภิปรายจากฝ่ายที่ต้องการเร่งให้มีการเลือกตั้ง กับฝ่ายที่เห็นว่ายังไม่ควรมีการเลือกตั้ง ฝ่ายละ 30 นาที จากนั้นจะถามความเห็นของแต่ละพรรค เพื่อหาข้อสรุป แต่จะไม่มีการลงมติ ทั้งนี้ กกต. จะเปิดโอกาสให้หารือเฉพาะกรณีการกำหนดวันเลือกตั้งที่จะประสบความสำเร็จ เพื่อให้ได้จำนวน ส.ส. ที่สามารถเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรได้เท่านั้น หากการหารือในวันพรุ่งนี้(21 มี.ค.) ไม่ประสบความสำเร็จ กกต. จะนัดหารือพรรคการเมืองครั้งใหม่จนกว่าจะได้ข้อสรุป ซึ่งในส่วน กกต.จะเสนอกรอบระยะเวลาการจัดการเลือกตั้ง ภายใน 90 วัน เพราะเป็นช่วงเวลาที่เร็วที่สุด ทางด้านธุรการ การออกพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการประเมินของเจ้าหน้าที่ กกต./p pอย่างไรก็ตาม นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กล่าวเชื่อว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่เป็นโมฆะจากสาเหตุเดิมอย่างแน่นอน โดยเห็นว่าการคุกคามการลงพื้นที่ของ กกต. และการขัดขวางไม่ให้พรรคการเมืองลงพื้นที่หาเสียงได้ อาจเป็นสาเหตุให้มีการฟ้องร้องให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ ยุติธรรม นำไปสู่การเป็นโมฆะได้/p pทั้งนี้นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการ กกต. ระบุ้วยว่า ได้มีการประสานขอความร่วมมือไปยังสถานีตำรวจนครบาลทุ่งสองห้อง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เข้ามาช่วยดูแลรักษาความปลอดภัยในพื้นที่การหารือวันที่ 22 เม.ย. แล้ว/p pnbsp;/p pstrongอภิสิทธิ์ชวนทุกพรรคหาคำตอบให้ประเทศ ในการหารือ กกต. 22 เม.ย. นี้/strong/p div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7433/13974896023_1c87cd3ddb_z.jpg" style="width: 560px; height: 414px;" //div p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ff8c00;"การแถลงข่าวของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ที่มา: เพจ /spana href="https://www.facebook.com/Abhisit.M.Vejjajiva/photos/a.261379486143.139656.17171146143/10152181636011144/"span style="color:#ff8c00;"Abhisit Vejjajiva/span/aspan style="color:#ff8c00;")/span/strong/p pขณะเดียวกัน a href="http://democrat.or.th/th/news-activity/news/detail.php?ELEMENT_ID=17479amp;SECTION_ID=29"เว็บไซต์พรรคประชาธิปัตย์/a เผยแพร่คำแถลงของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กรณี กกต. เชิญเข้าร่วมประชุมในวันที่ 22 เม.ย. โดยนายอภิสิทธิ์ระบุว่า/p p style="margin-left: 40px;""ขอเรียนสื่อมวลชน และพี่น้องประชาชนว่าตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งได้เชิญหัวหน้าพรรค และเลขาธิการพรรค หรือผู้แทนของพรรคการเมืองเพื่อไปร่วมหารือกันในวันพรุ่งนี้ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ผมกับท่านรองหัวหน้าพรรค คือคุณชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ก็จะไปร่วมประชุม ซึ่งเราหวังว่าในการประชุมในวันพรุ่งนี้จะเป็นกระบวนการที่ทุกพรรคการเมืองจะช่วยกันหาคำตอบให้กับประเทศ มากกว่าการหาคำตอบให้กับพรรคการเมือง หรือมาถกเถียงกันในเรื่องของความต้องการของพรรคการเมือง"/p p style="margin-left: 40px;""ที่เรียนอย่างนี้ก็เพราะว่าเป้าหมายสุดท้ายของการหารือในส่วนของ กกต. ก็เพื่อที่จะไปหารือกับรัฐบาลในการกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ ที่จะต้องมีการตราพระราชกฤษฎีกา แต่ประเด็นปัญหาของประเทศในขณะนี้ คงไม่ใช่การมาหาคำตอบว่าพรรคการเมือง ต้องการเลือกตั้งกันวันไหน แต่การหาคำตอบให้กับประเทศวันนี้คือ จะกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ และมีการเลือกตั้งใหม่ที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ของการปกครองของในระบอบประชาธิปไตยและเป็นคำตอบให้กับประเทศได้อย่างไร"/p p style="margin-left: 40px;""ผมขอยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่าการเลือกตั้งต้องเป็นส่วนหนึ่งของคำตอบของประเทศ และก็ประสงค์ที่จะเห็นการเลือกตั้งเกิดขึ้นโดยเร็ว เพียงแต่ต้องเป็นการเลือกตั้งที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย เป็นที่ยอมรับของประชาชน เป็นการเลือกตั้งที่เสรี สุจริต เที่ยงธรรม สิ่งที่เราจะได้นำเสนอในที่ประชุมก็คือว่า พรรคการเมืองต้องมาช่วยกันมาแก้ปัญหาที่เป็นปม หรือเป็นเงื่อนไขที่ทำให้การเลือกตั้งในขณะนี้ไม่ประสบความสำเร็จ"/p p style="margin-left: 40px;""แน่นอนที่สุดการจะไปออกกฎ ระเบียบ เพื่อที่จะแก้ปัญหาในทางปฏิบัติของปัญหาที่เกิดขึ้นในวันที่ 2 ก.พ. หรือก่อนหน้านั้น หลายฝ่ายอาจจะมองว่าเป็นคำตอบที่เพียงพอในการประชุมในวันพรุ่งนี้ แต่ข้อเท็จจริงนั้นผมคิดว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดอย่างนั้น/p p style="margin-left: 40px;"ผมอ้างอิงนิดหนึ่งว่า กกต. ท่านหนึ่งเขียนบทความว่าการแก้กฎระเบียบเหล่านี้ก็คงจะทำให้เปิดรับสมัคร และจัดการเลือกตั้งได้ แต่ท่านก็ทิ้งท้ายว่า เลือกไปแล้วไม่รู้ว่าจะเปิดสภาได้หรือไม่ ผมเห็นว่าการเลือกตั้งแล้วเปิดสภาไม่ได้ ไม่ใช่คำตอบ ประชาธิปัตย์ต้องการจะเห็นการเลือกตั้งที่นำไปสู่การเปิดสภา และการมีรัฐบาลที่ประชาชนยอมรับ เพื่อเป็นคำตอบให้กับประเทศ"/p p style="margin-left: 40px;""เพราะฉะนั้นในวันพรุ่งนี้อยากจะให้ทุกพรรคการเมืองนั้นเปิดใจกว้าง แล้วก็ต้องถกกันถึงปัญหาที่แท้จริงของประเทศ วันนี้ถ้าจะให้มีการเลือกตั้งที่เหมือนกับเป็นพิธีกรรม แต่ไม่เป็นทางออกให้กับประเทศ ไม่มีประโยชน์ เพราะความขัดแย้งก็จะยังดำรงอยู่ ความเสี่ยงต่อการเผชิญหน้าต่อความรุนแรงก็ยังจะมีอยู่ และที่สำคัญที่สุดก็คือ คนที่เดือดร้อนที่สุดก็คือประชาชน เพราะขณะนี้ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยังไม่มีการมองได้ว่าจะมีข้อยุติอย่างไรนั้น ก็ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ต่อความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง และประชาชนก็สะท้อนมาตลอดเวลาว่า มีความกังวลต่อสถานการณ์อย่างมาก แล้วก็ประสงค์ที่จะเห็นทุกฝ่ายนั้นมาร่วมกันหาคำตอบ"/p p style="margin-left: 40px;""เพราะฉะนั้นก็อยากจะขอเชิญชวนทุกพรรคการเมืองนะครับว่า พรุ่งนี้เราคงไม่ไปทะเลาะกัน พรุ่งนี้เราคงไม่ไปพูดถึงความต้องการของแต่ละพรรค แต่ละฝ่าย แต่พรุ่งนี้เรามาช่วยกันหาคำตอบให้กับประเทศ ว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศเดินหน้าไปได้ ประชาธิปไตยเดินหน้าไปได้ ไม่มีการใช้ความรุนแรง ไม่มีการรบราฆ่าฟัน ไม่มีปฏิวัติรัฐประหาร แต่มีกระบวนการการเลือกตั้งซึ่งกลับมาเป็นที่ยอมรับของประชาชน เพื่อให้ได้คำตอบสำหรับประเทศในการเดินหน้า แล้วก็เศรษฐกิจไทยเดินหน้าต่อไปได้ครับ nbsp;นี่คือแนวทางที่เราได้วางไว้ในการที่จะไปร่วมประชุมในวันพรุ่งนี้" อภิสิทธิ์แถลงตอนหนึ่ง/p pnbsp;/p pstrongชูวิทย์ประกาศไม่ไปประชุม-จะอยู่บ้านรดน้ำต้นไม้nbsp;ที่ผ่านมาเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายจนถึงวันเลือกตั้งแล้ว/strong/p pขณะเดียวกัน ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย ระบุในa href="https://www.facebook.com/ChuvitOnline/photos/a.193325407380863.52551.193319037381500/709762079070524/"เพจ/aของเขาด้วยว่าจะไม่ไปประชุม โดยมีรายละเอียดการชี้แจงดังนี้/p p style="margin-left: 40px;""พรุ่งนี้ ผมไม่ไปประชุม/p p style="margin-left: 40px;"พรุ่งนี้ 22 เมษายน กกต. นัดหมายให้หัวหน้าพรรคการเมืองมาประชุมหารือและรับทราบความคิดเห็น ในประเด็นการกำหนดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งใหม่ ที่ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ ผมตัดสินใจว่าจะไม่ไปร่วมประชุม เพราะไม่เห็นเหตุผลความจำเป็นต้องหารือ อย่าหาว่าไม่ให้ความร่วมมือ ด้วยมีเหตุผลดังนี้/p p style="margin-left: 40px;"1. พรรคการเมืองทุกพรรค ยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความร่วมมือในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาอย่างเต็มที่ เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตั้งแต่วันสมัครจนถึงวันเลือกตั้ง เพราะมีม็อบมาปิดล้อมจนเกิดเหตุการณ์รุนแรง มีผู้คนบาดเจ็บล้มตาย/p p style="margin-left: 40px;"2. บรรดาพรรคการเมืองที่ลงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายมากมาย แต่การเลือกตั้งกลับถูกสั่งให้เป็นโมฆะ/p p style="margin-left: 40px;"3. ไม่มีหลักประกันว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะไม่มีการปิดกั้นขัดขวางจากม็อบสุเทพ ซ้ำร้ายยังประกาศอีกว่า หากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ก็จะพาม็อบไปปิดล้อมเหมือนเดิม/p p style="margin-left: 40px;"4. การปิดล้อมหน่วยเลือกตั้งแม้เพียงหน่วยเดียว ก็จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะทันที/p p style="margin-left: 40px;"5. กกต. ยังมิได้แสดงให้สังคมได้เห็นว่า สามารถจัดการเลือกตั้งจนจบสิ้นกระบวนการ กลับเป็นเงื่อนไขเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกันทั่วประเทศ/p p style="margin-left: 40px;"6. การดำเนินคดีต่อผู้ขัดขวางการเลือกตั้งยังไม่ได้ปรากฏชัด ทั้งๆที่รู้อยู่ว่าใครเป็นผู้สนับสนุนการขัดขวาง แถมยังท้าทายการปิดกั้นการเลือกตั้งอยู่ทุกวี่ทุกวัน/p p style="margin-left: 40px;"พรรคการเมืองทุกพรรคยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ ได้ปฏิบัติตาม กกต. ในการลงเลือกตั้ง ไม่ใช่ผู้ที่ก่อให้เกิดปัญหา อีกทั้งการกำหนดวันเลือกตั้งก็ไม่ใช่หน้าที่ของบรรดาพรรคการเมือง การประชุมหารือจึงกลายเป็นเครื่องมือ "ตกแต่งความชอบธรรม"/p p style="margin-left: 40px;"ที่ กกต. ควรจะหารือด้วยคือ พรรคประชาธิปัตย์พรรคเดียว คุณอภิสิทธิ์หัวหน้าพรรคคงจะไปร่วมประชุมพรุ่งนี้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าสนับสนุนระบอบประชาธิปไตย แต่คงยืนยันว่าต้องปฏิรูปก่อนแล้วจึงเลือกตั้ง เพราะอย่างไรเสียก็ไม่สามารถทอดทิ้งคุณสุเทพเอาไว้เฝ้าถนนคนเดียวได้/p p style="margin-left: 40px;"คุณอภิสิทธิ์เป็นสุภาพบุรุษ จบการศึกษาจากมหาวิทลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ประเทศอังกฤษ จึงไม่มีทางที่จะผิดคำสัญญากับคุณสุเทพ/p p style="margin-left: 40px;"พรุ่งนี้ใครจะไปประชุมก็ไปเถอะครับ ผมขออยู่บ้านรดน้ำต้นไม้ ต้นไม้จะเจริญงอกงามเป็นประโยชน์ ดีกว่าไปแสดงละครให้ใครบางคนได้ดูเป็นพระเอกเป็นไหนๆ ทั้งๆที่ในชีวิตจริงนั้น เป็นผู้ร้ายชัดๆ"/p pnbsp;/p pstrongผบ.ทอ.ปฏิเสธข่าวเหล่าทัพร่วมออกแถลงการณ์ ศอ.รส. 7 ข้อ/strong/p pส่วนกรณีเมื่อวันที่ 17 เม.ย. ที่ผ่านมา นายชัยเกษม นิติสิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รองผู้อำนวยการ ศอ.รส. อ่านแถลงการณ์ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ฉบับที่ 1 เรื่อง ข้อเรียกร้องต่อฝ่ายต่าง ๆ เพื่อการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย มีข้อเรียกร้อง 7 ข้อ a href="http://prachatai.com/journal/2014/04/52758"(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)/a โดยมีการระบุว่าการออกแถลงการณ์ของ ศอ.รส. ผ่านการหารือร่วมกันกับหัวหน้าส่วนราชการ และที่ปรึกษา ศอ.รส. อันประกอบด้วยทหารทุกเหล่าทัพ ตำรวจ พลเรือน และหน่วยงานด้านความมั่นคงทุกหน่วยนั้น/p pล่าสุดนั้นจากรายงานของ a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1398002140"มติชนออนไลน์/a เมื่อวันที่ 20 เม.ย. พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผบ.ทอ. ได้ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธการออกแถลงการณ์ดังกล่าว โดยระบุว่า ผู้แทนเหล่าทัพทำหน้าที่เพียงให้ข้อมูล ข้อเสนอ หรือการแสดงความคิดเห็น แต่ไม่สามารถตกลงใจหรือปฎิเสธเรื่องใดๆ ในที่ประชุม ศอ.รส.ได้ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญ เพราะผู้แทนจะต้องทำรายงานในที่ประชุม ศอ.รส. เพื่อเสนอให้ ผบ.แต่ละเหล่าทัพ ได้รับทราบทุกครั้ง และถ้าเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจ ผบ.เหล่าทัพ ก็จะมาหารือเพื่อให้ได้ข้อสรุปที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ก่อนจะมีมติเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด ทั้งนี้เรื่องดังกล่าวทางเหล่าทัพยังไม่มีโอกาสหารือกันเลย ถ้าจะให้พูดเป็นการแจ้งให้ทราบโดยผ่านตัวแทนเหล่าทัพเท่านั้น/p pพล.อ.อ.ประจิน กล่าวด้วยว่า การให้สัมภาษณ์ดังกล่าวคงไม่ถึงกับมัดมือชก เพราะดูจากคำสัมภาษณ์ไม่ได้อ้างว่า ผ่านความเห็นชอบจาก ผบ.เหล่าทัพ แต่บอกว่าผ่านการหารือร่วมกันจากตัวแทนเหล่าทัพ ตรงนี้ต้องแยกแยะให้ออก เพราะการประชุมไม่ว่าจะเป็นการประชุมอะไรก็ตาม บางครั้งเป็นการขอมติที่ประชุม บางครั้งก็แค่แจ้งให้ทราบว่าจะดำเนินการอย่างนั้นอย่างนี้ ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ให้เหล่าทัพออกมาปฏิเสธนั้น พล.อ.อ.ประจินระบุว่า ต้องขอเวลาหารือกันในส่วนของเหล่าทัพก่อน เรื่องนี้คงต้องคุยกันอยู่แล้ว/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/MXrBccY4fJk" height="1" width="1"/

แอมเนสตี้ฯ เรียกร้องหน่วยงานต่างๆ เร่งติดตามการหายตัวไปของ 'บิลลี่' พะลอจี

Mon, 21/04/2014 - 20:48
pแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เรียกร้องให้มีการติดตามและสืบสวนการหายตัวไปของ "บิลลี่ พอละจี" ชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย ชี้การสูญหายของบุคคลเป็นสิ่งที่รัฐไม่ควรยินยอมให้เกิดขึ้น/p p!--break--!--break--/p p21 เม.ย. 2557 - a href="http://https://www.facebook.com/notes/amnesty-international-thailand/765308496835485/765308496835485"แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย /aแถลงว่า น.ส.ปริญญา บุญฤทธ์ฤทัยกุล ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เปิดเผยถึงกรณีการหายตัวไปของ นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน แกนนำชาวบ้านกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ตั้งแต่เย็นวันที่ 17 เมษายน ขณะเดินทางไปแก่งกระจาน เพื่อเตรียมข้อมูลและเตรียมการนำชาวบ้านไปร่วมการพิจารณาคดีของศาลปกครองในคดีที่ชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลอยฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติฯ และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จากกรณีที่มีการเข้ารื้อทำลาย เผาบ้านเรือนและทรัพย์สินของชาวบ้านกะเหรี่ยงกว่า 20 ครอบครัวเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 ว่าเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงสวัสดิภาพในชีวิตของนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนที่มักถูกคุกคามอยู่เสมอ โดยเฉพาะในกรณีที่มีความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ/p p“แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ขอเรียกร้องไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน ให้ติดตามและดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อการหายตัวไปของบิลลี่อย่างรวดเร็ว รอบด้าน เป็นอิสระ และยุติธรรม “การสูญหายของบุคคล” ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ในหลายกรณีผู้เสียหายไม่เพียงถูกควบคุมตัวโดยไม่มีข้อกล่าวหา หรือไม่ได้รับการไต่สวน และมักเสี่ยงที่จะถูกทรมานหรือถูกสังหารในระหว่างการควบคุมตัว”/p pทั้งนี้“การสูญหายของบุคคล” เป็นสิ่งที่รัฐไม่ควรยินยอมให้เกิดขึ้น และต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวน นำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ให้การคุ้มครองอย่างเป็นธรรมต่อผู้เสียหาย ผู้แจ้งความ พยาน และครอบครัวของพวกเขาในระหว่างที่มีการดำเนินคดีด้วย/p pแอมเนสตี้ ระบุด้วยว่า นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ ผู้นำชุมชนและสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี ได้หายตัวไปเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 nbsp;ซึ่งภายหลังนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ได้ออกมายอมรับว่าได้ควบคุมตัวนายบิลลี่ไปเพื่อสอบสวน โดยอ้างความผิดซึ่งหน้าว่าค้นตัวนายบิลลี่เจอรังผึ้งและน้ำผึ้ง 6 ขวด แต่ได้ปล่อยตัวนายบิลลี่ไปแล้ว และยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการหายตัวไปของนายบิลลี่แต่อย่างใด/p pอย่างไรก็ตามถึงขณะนี้ยังไม่มีใครพบเห็นนายบิลลี่ และไม่ได้รับการติดต่อกลับใดๆ ซึ่งผิดวิสัย ชาวบ้านจึงกังวลว่านายบิลลี่จะถูกอุ้ม หรือถูกข่มขู่คุกคาม หรือทำร้ายร่างกายจึงได้มีการแจ้งความลงบันทึกประจำวันแล้วเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2557 ที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอแก่งกระจาน/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://prachatai.com/journal/2014/04/52811" target="_blank"กลุ่มนักศึกษามช. ปิดปาก-ชูป้ายถามหา “บิลลี่” แกนนำกระเหรี่ยงผู้หายตัวลึกลับ/a /div div class="field-item even" a href="http://prachatai.com/journal/2014/04/52803" target="_blank"แกนนำกะเหรี่ยงแก่งกระจานหายตัวลึกลับ หวั่นป่าไม้อุ้ม แม่-เมีย ยื่นหนังสือร้องผู้ว่า ตำรวจ/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/40FuPGTNVQg" height="1" width="1"/

สปสช. จับมือเนคเทคขยายโครงการเครื่องช่วยฟังเพิ่มคุณภาพชีวิตคนพิการทางการได้ยิน

Mon, 21/04/2014 - 18:49
!--break--!--break-- divnbsp;/div divสปสช. จับมือเนคเทคขยายโครงการนำร่อง ช่วยคนพิการทางการได้ยินในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวม 2,000 ราย ให้เข้าถึงเครื่องช่วยฟังเพิ่ม หลัง สวทช. และเนคเทคได้ร่วมพัฒนาเครื่องช่วย Intima ช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตผู้พิการทางการได้ยินมากขึ้นnbsp;/div divnbsp;/div divนพ.ประทีป ธนกิจเจริญ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า จากที่ทาง สปสช. ได้ร่วมมือกับสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ศอ.พว.หรือเนคเทค) ในการพัฒนาระบบบริการอุปกรณ์เครื่องช่วยฟังไทยสำหรับคนพิการทางการได้ยินในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) และเนคเทคได้ร่วมกันพัฒนาเครื่องช่วยฟังแบบกล่องรุ่น P02 รุ่นอินทิมา (Intima) ซึ่งเป็นเครื่องช่วยฟังแบบกล่องที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเป็นเครื่องช่วยฟังที่ประดิษฐ์โดยคนไทยเอง ไม่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ผ่านการทดสอบทางคลินิกโดยความร่วมมือของ สวรส. และก่อนหน้านี้ได้ดำเนินโครงการนำร่องเพื่อกระจายเครื่องช่วยฟังดังกล่าวเพื่อให้ผู้พิการทางการได้ยินให้เข้าถึงการรักษา จำนวน 1,000 เครื่อง เครื่องละ 7,000 บาท รวมเป็นงบประมาณ 7 ล้านบาท ซึ่งเป็นหนึ่งในสิทธิประโยชน์ที่ สปสช.จัดให้คนพิการทางการได้ยินเข้าถึง/div divnbsp;/div divนพ.ประทีป กล่าวว่า จำนวนคนพิการทางการได้ยินสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าปัจจุบันมีจำนวน 166,536 คน จากการสำรวจพบว่ามีคนพิการทางการได้ยินเพียง 28,302 คนเท่านั้นที่ได้รับอุปกรณ์เครื่องช่วยฟัง ซึ่งรวมถึงคนพิการทางการได้ยินที่ได้รับเครื่องช่วยฟังจากโครงการนำร่องข้างต้น ดังนั้นเพื่อช่วยให้คนพิการทางการได้ยินเข้าถึงบริการอุปกรณ์เครื่องช่วยฟังมากขึ้น สปสช.และเนคเทคจึงได้ขยายโครงการเพิ่มเติมอีก 1,000 เครื่อง ด้วยงบประมาณอีก 7 ล้านบาท รวมเครื่องช่วยฟังที่ให้ผู้พิการทางการได้ยินในโครงการนี้เป็น 2,000 เครื่อง งบประมาณ 14 ล้านบาท ที่ สปสช.สนับสนุนเป็นงบประมาณ พร้อมร่วมกับ สวรส.ในการประเมินประสิทธิภาพเครื่องช่วยฟังดังกล่าว/div divnbsp;/div div“ในการกระจายเครื่องช่วยฟังตามโครงการนี้ จะส่งผ่านโรงพยาบาลที่ สปสช. ร่วมกับ สวรส. คัดเลือก ซึ่งโรงพยาบาลที่เข้าร่วมจะต้องเป็นโรงพยาบาลที่มีความพร้อมในการให้บริการเครื่องช่วยฟัง ทั้งในด้านแพทย์ นักแก้ไขการได้ยิน สถานที่และอุปกรณ์ตามเกณฑ์ของ สปสช. ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่มีประโยชน์ในการช่วยคนพิการทางการได้ยินให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายในการบริหารระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” เลขาธิการ สปสช. กล่าวnbsp;/div divnbsp;/div divนายพันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ศอ.พว.หรือเนคเทค) กล่าวว่า เครื่องช่วยฟังแบบกล่องรุ่น P02 รุ่นอินทิมา(Intima) ที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งเป็นเครื่องช่วยฟังประสิทธิภาพสูงราคาประหยัด ออกแบบให้ใช้แบตเตอรี่แบบชาร์ตไฟใหม่ได้ ทำให้ช่วยลดค่าใช้จ่ายระหว่างใช้งาน ผ่านการทดสอบการใช้งานทางคลินิกตามมาตรฐานสากล มีระบบควบคุมการผลิตตามมาตรฐานเครื่องมือแพทย์ ISO 13485 จนได้รับเครื่องหมาย CE สามารถวางจำหน่ายได้ในสหภาพยุโรป แถมยังมีราคาเพียงเครื่องละ 7,000 บาท ถูกกว่าเครื่องช่วยฟังนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งอยู่ที่ 13,500 บาท หรือเกือบครึ่งหนึ่ง นอกจากนี้การพัฒนาเครื่องช่วยฟังนี้ ยังจะนำไปสู่การส่งเสริมความสามารถพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยีเครื่องช่วยฟังไทย และข้อมูลที่ได้จะนำไปใช้พัฒนาเครื่องช่วยฟังรุ่นต่อไป รวมถึงพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการพัฒนาระบบบริการเครื่องช่วยฟังต่อไป/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/hQp3hs6licQ" height="1" width="1"/

ศาลออกหมายเรียกแดงไฮโซ ‘ดารุณี’-‘สุดสงวน’ ไต่สวนกรณีละเมิดอำนาจศาล 9 มิ.ย.

Mon, 21/04/2014 - 18:10
p!--break--!--break--/p diva href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1398055208amp;grpid=00amp;catid=amp;subcatid="เว็บไซต์มติชน /aรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 เมษายน นายพิชา วิจิตรศิลป์ ผู้ถูกกล่าวหา เข้าฟังการไต่สวนข้อเท็จจริงในคดีที่ร่วมกับนางดารุณี กฤตบุญญาลัย แนวร่วมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.และนางสุดสงวน สุธีสร ในความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล กรณีที่นางดารุณีและพวก ได้กระทำการสร้างความวุ่นวายในบริเวณพื้นที่ศาลแพ่ง โดยนำมวลชนอ่านแถลงการณ์ และวางพวงหรีด แสดงความไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลแพ่งในคดีเพิกถอน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา/div divnbsp;/div divโดยนายพิชา ได้แถลงต่อศาลและขอเลื่อนการเบิกความออกไป เนื่องจากจำเป็นต้องรวบรวมพยานหลักฐานในคดีโดยจะทำคำให้การยื่นต่อศาลเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 30 วัน และยืนยันว่า ในวันเกิดเหตุไม่ได้มีเจตนาในการกระทำการละเมิดอำนาจศาล และในวันดังกล่าวตัวเองได้มาว่าความคดีที่ศาลอาญา และได้มาทำธุระต่อที่ศาลแพ่ง จึงได้พบกับนางสุดสงวน ซึ่งได้ขอให้ช่วยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลแพ่ง กรณีที่นายถาวร เสนเนียม แกนนำ กปปส.ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พร้อมยืนยันว่า การแสดงความคิดเห็นเป็นไปด้วยความสุจริตในฐานะนักกฏหมาย และไม่มีส่วนรู้เห็นกับการวางพวงหรีดที่หน้าศาลแพ่ง/div divnbsp;/div divศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ในวันนี้ นางดารุณี ติดภารกิจในต่างประเทศ ส่วนนางสุดสงวน ป่วยและมีใบรับรองแพทย์มายืนยัน โดยไม่สามารถมาศาลได้ จึงมีเหตุอันสมควรให้เลื่อนการไต่สวนออกไปเป็นวันที่ 9 มิถุนายน เวลา 9 นาฬิกา และให้ออกหมายเรียก นางดารุณีและนางสุดสงวน มาศาลในวันดังกล่าว/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/dfLtD07I0S0" height="1" width="1"/

กลุ่มนักศึกษามช. ปิดปาก-ชูป้ายถามหา “บิลลี่” แกนนำกระเหรี่ยงผู้หายตัวลึกลับ

Mon, 21/04/2014 - 16:16
divกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ราว 10 คน ชูป้ายตั้งคำถามกรณีนาย พอละจี รักจงเจริญ หรือ “บิลลี่” แกนนำกะเหรี่ยงในอำเภอแก่งกระจาน หายตัวลึกลับ พร้อมเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่เร่งค้นหาข้อเท็จจริง/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div21 เม.ย. 2557 เวลา 12.30 บริเวณโรงอาหาร อมช. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ร่วมกันทำกิจกรรมแสดงออกตั้งคำถามถึงกรณีการหายตัวของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ “บิลลี่” แกนนำนักเคลื่อนไหวกะเหรี่ยงชาวบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยเรียกร้องขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งค้นหาข้อเท็จจริงในเรื่องนี้/div divnbsp;/div divนาย พอละจี รักจงเจริญ หรือ “บิลลี่” สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ห้วยแม่เพรียง และเป็นพยานในคดีที่ชาวบ้านโป่งลึก-บางกลอยยื่นฟ้องนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ในข้อหาเผาบ้าน และยุ้งฉางของชาวบ้านให้ได้รับความเสียหาย ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. วันที่ 17 เม.ย. ที่ผ่านมา ขณะเดินทางจากหมู่บ้านลงมาที่ อ.แก่งกระจาน เพื่อพบกับญาติที่ได้นัดหมายกันไว้ โดยก่อนการหายตัวไปได้ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ควบคุมตัวเพื่อสอบสวน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะอ้างว่าได้ปล่อยตัวไปแล้วด้วย (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ a href="http://prachatai.com/journal/2014/04/52803"แกนนำกะเหรี่ยงแก่งกระจานหายตัวลึกลับ หวั่นป่าไม้อุ้ม แม่-เมีย ยื่นหนังสือร้องผู้ว่า ตำรวจ/a)/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7133/13943797631_1c4a56728b.jpg" //div divnbsp;/div divจากกรณีดังกล่าว กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ราว 10 คน ในชุดปิดปากปิดหน้า ได้ร่วมกันเขียนป้ายที่มีข้อความตั้งคำถามถึงกรณีการหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ มีใจความเช่น “บิลลี่หายไปไหน???” “บิลลี่หายไป ใครรับผิดชอบ” “ลูกเมียพี่บิลลี่จะอยู่ยังไง?” “กะเหรี่ยง = คน?” “หยุด! ละเมิดสิทธิมนุษยชน” “Please Return Billy Safety”nbsp;/div divnbsp;/div divกลุ่มนักศึกษาได้ถือป้ายออกมายืนอยู่โดยรอบโรงอาหารอมช.ราว 5 นาที ในช่วงที่มีนักศึกษาและบุคลากรในมหาวิทยาลัยมารับประทานอาหารกลางวันค่อนข้างมาก ก่อนเดินวนโดยรอบ และหยุดยืนที่ด้านหน้าโรงอาหาร แล้วตะโกนขานรับพร้อมกันว่า “บิลลี่หายไปไหน” - “ไม่รู้” 3-4 ครั้ง ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปnbsp;/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7336/13943787282_c19ca5af8d.jpg" style="width: 375px; height: 500px;" //div divnbsp;/div divกนกวรรณ มีพรหม นักศึกษาคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หนึ่งในผู้ร่วมทำกิจกรรมครั้งนี้ กล่าวว่าในฐานะนักศึกษาที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมและชุมชน รู้สึกว่าการที่คนๆ หนึ่งหายไปโดยที่เขากำลังทำอะไรเพื่อสังคมอยู่ โดยเท่าที่ทราบมีนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนที่หายตัวไปกว่า 28 คนแล้ว ไม่ว่าจะถูกฆ่าหรือถูกอุ้มก็ตาม จึงไม่อยากให้กรณีบิลลี่เป็นคนที่ 29 และเห็นว่านักศึกษาน่าจะมีการออกมาเคลื่อนไหวบ้าง โดยในกรณีนี้สื่อกระแสหลักก็ค่อนข้างเงียบ เห็นการเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์บ้าง แต่ก็ไม่มากนักnbsp;/div divnbsp;/div divกนกวรรณกล่าวว่า กิจกรรมนี้เป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ โดยการปิดปากแสดงถึงว่าการหายตัวอย่างลึกลับ แล้วสังคมก็ต้องการคำตอบจากผู้เกี่ยวข้องว่าพี่บิลลี่หายไปไหน และต้องการให้กระบวนการสืบสวน ไม่ว่าจะเป็นส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ช่วยกันรีบค้นหาความจริงในกรณีนี้ และให้คำตอบต่อสังคม รวมไปถึงให้คำตอบต่อลูกและเมียของบิลลี่ ที่ควรจะได้รับความเป็นธรรมด้วย ไม่ใช่เป็นข่าวขึ้นมา แล้วก็ปล่อยให้เรื่องนี้เงียบหายไป/div divnbsp;/div divด้านแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเร่งหาตัวบิลลี่อย่างรอบด้านและรวดเร็วที่สุดnbsp;/div divnbsp;/div div div“การสูญหายของบุคคล ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ในหลายกรณีผู้เสียหายไม่เพียงถูกควบคุมตัวโดยไม่มีข้อกล่าวหา หรือไม่ได้รับการไต่สวน และมักเสี่ยงที่จะถูกทรมานหรือถูกสังหารในระหว่างการควบคุมตัว”nbsp;นางสาวปริญญา บุญฤทธ์ฤทัยกุล ผู้อำนวยการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าว/div divnbsp;/div div"ทั้งนี้ การสูญหายของบุคคล เป็นสิ่งที่รัฐไม่ควรยินยอมให้เกิดขึ้น และต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวน นำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ให้การคุ้มครองอย่างเป็นธรรมต่อผู้เสียหาย ผู้แจ้งความ พยาน และครอบครัวของพวกเขาในระหว่างที่มีการดำเนินคดีด้วย"/div /div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7195/13943791182_1b0df3481f.jpg" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5276/13943805871_ed45ccf3e3.jpg" //div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Llr0yAKD3JU" height="1" width="1"/

คปก. แนะชะลอร่างฯ จัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยในที่ทำงาน

Mon, 21/04/2014 - 15:51
pคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย-นักวิชาการ วอนชะลอร่างฯจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ ชี้ช่องโหว่กม.ขาดอิสระ-การมีส่วนร่วม ไม่ตอบโจทย์แรงงาน/p p!--break--!--break--/p p21 เม.ย. 2557 คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) โดยคณะอนุกรรมการปฏิรูปกฎหมายด้านแรงงานจัดการประชุมหารือและติดตามความคืบหน้าร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ... ณ ห้องประชุมชั้น 16 สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการและแรงงานร่วมให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ/p divstrongนางสุนี ไชยรส/strong รองประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทยในสมัชชาคนจน ที่ขอให้ระงับร่างพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ...ที่ยังขาดการมีส่วนร่วมของแรงงาน คปก.จึงมีความเป็นห่วงว่าหากออกร่างฯดังกล่าวมาอาจไม่เป็นผลดีนัก เนื่องจากเห็นชัดว่าขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าทุกฝ่ายนั้นเริ่มจากเจตนาที่ดี แต่หลายประเด็นในร่างฯยังมีปัญหาและมีความสลับซับซ้อน กระทรวงแรงงานจึงควรชะลอร่างฯ ดังกล่าวไว้เพื่อให้มีการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนอีกครั้ง โดยคปก.พร้อมจะเข้าไปช่วยเหลือเพื่อให้ร่างฯ ดังกล่าวสมบูรณ์ยิ่งขึ้น/div divnbsp;/div div“ต้องทบทวนให้ดีทั้งในเรื่องความเป็นมาและสาระสำคัญ ไม่อยากให้จำนนกับกรอบของการเขียนกฎหมาย การมีสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ จะต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่ามีเพื่ออะไร ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปเพื่อช่วยงานของกรมฯ เท่านั้น กระทรวงแรงงานควรจะนำเรื่องนี้ไปทบทวนน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด” นางสุนี กล่าวnbsp;/div divnbsp;nbsp;/div divstrongนางจุฑาพนิต nbsp;บุญดีกุล/strong ผู้อำนวยการ กลุ่มงานส่งเสริมความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงความคืบหน้าของร่างฯว่า nbsp;ได้รับการจัดสรรงบประมาณเมื่อปี 2556 nbsp;จึงได้ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นจากหลายภาคส่วน โดยที่ผ่านมาหลายๆเรื่องได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังได้มีการประชุมหารือล่าสุดกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งได้มีการเชิญหน่วยงานต่างๆไปให้ความเห็นอีกครั้งและขณะนี้กฤษฎีกาอยู่ระหว่างการปรับแก้ไขร่างฯ nbsp;ในส่วนของภาคเอกชนเห็นด้วยกับการตั้งเป็นองค์การมหาชน ส่วนจะชะลอหรือทบทวนร่างฯนี้หรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่า เริ่มมีการพัฒนาด้วยกรอบและด้วยกติกา เราต้องหาวิธีการที่เห็นการพัฒนาไม่อยากให้เกิดการติดขัด/div divnbsp;/div divนางจุฑาพนิต nbsp;กล่าวด้วยว่า ไม่อยากมองว่าเรื่องนี้เป็นความขัดแย้ง แม้กระทั่งสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯที่กำลังจะจัดตั้งขึ้นนั้นเป็นไปตามตามมาตรา 52 ของพระราชบัญญัติความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ.2554 โดยให้เป็นองค์การมหาชน ตามพระราชบัญญัติองค์การมหาชน พ.ศ.2542 เพราะองค์การมหาชนตามพระราชบัญญัตินี้ต้องการให้เป็นหน่วยงานอิสระที่จัดทำบริการสาธารณะ ไม่แสวงหากำไร และอยู่ในการกำกับดูแลของรัฐมนตรี จึงสอดคล้องกับเจตนารมณ์ที่ต้องการให้สถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ มีความเป็นอิสระในการดำเนินงาน เราเน้นการทำงานเชิงรุกตามกรอบอำนาจหน้าที่ โดยผ่านช่องทางต่างๆที่คล่องตัว ภาครัฐจึงเห็นว่าสถาบันนี้จะทำให้ภาครัฐทำงานได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น ส่วนการรับเรื่องราวร้องทุกข์อาจจะไม่สามารถระบุไว้ในร่างฯ แต่ได้จัดเตรียมแนวทางอื่นๆไว้แล้ว/div divnbsp;/div divstrongนางสมบุญ ศรีคำดอกแค/strong ประธานสภาเครือข่ายกลุ่มผู้ป่วยจากการทำงานและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคราชการยังหวงอำนาจเอาไว้ สะท้อนจากตัวแทนแรงงานมีสัดส่วนอยู่ในคณะกรรมการเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น ซึ่งรู้สึกผิดหวังมากกับกฎหมายฉบับนี้ที่ไม่ได้ทำตามความต้องการของภาคประชาชนอย่างแท้จริง จึงอยากขอกระทรวงแรงงานชะลอร่างฯนี้ออกไปก่อนโดยให้มีการรับฟังความและข้อเสนอแนะจากภาคประชาสังคมให้รอบด้าน และเพื่อบรรจุเนื้อหาเป้าหมายหลักเข้าไปในสถาบันส่งเสริมความปลอดภัยฯ ดังกล่าว/div divnbsp;/div divstrongรศ.ดร.วรวิทย์ เจริญเลิศ/strong อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ควรชะลอกฎหมายนี้ไว้ก่อนเพื่อให้รัฐบาลหน้าดำเนินการต่อ และรณรงค์ให้มีการออกเป็นพระราชบัญญัติอย่างน้อยให้เป็นกฎหมายที่ผ่านมาสภาเพื่อให้เกิดการปฏิรูปด้านความปลอดภัยของแรงงาน ส่วนตัวเห็นว่าหลักการทำงานอย่างเป็นอิสระของสถาบัน นั้นไม่สามารถบรรลุในความเป็นจริงได้เพราะข้อจำกัดด้านงบประมาณและความมั่นคงทางการเงิน สะท้อนจากงบประมาณของสถาบันที่มาจาก 3 แหล่งใหญ่ๆคือ เงินอุดหนุนจากรัฐ เงินในส่วนที่กองทุนความปลอดภัยฯจัดสรรให้ตามพ.ร.บ.ความปลอดภัยฯ และการขอเงินสนับสนุนจากกองทุนเงินทดแทน ซึ่งจะต้องทำเป็นโครงการเสนอไปแต่ละปี ตนมีความเห็นว่า สถาบันจะต้องมีความเป็นอิสระในการทำงาน การจัดสรรงบประมาณเป็นมิติสำคัญที่จะทำให้สถาบันทำงานได้อย่างอิสระ โดยตนเห็นว่า รัฐจะต้องจัดเงินสนับสนุนให้เป็นรายปี ประกอบกับกองทุนเงินทดแทนจะต้องจัดสรรเงินอุดหนุนให้กับสถาบัน 15-20%ของดอกผลที่เกิดจากดอกเบี้ยฝาก เพราะการมีสถาบันที่ทำงานเชิงป้องกันจะช่วยลดอุบัติเหตุและการเจ็บป่วยในการทำงาน ลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลและการจ่ายเงินทดแทน/div divnbsp;/div divstrongนายพรชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ /strongที่ปรึกษาสมัชชาคนจน กล่าวว่า ภาคราชการต้องการให้สถาบันนี้เป็นเพียงสถาบันส่งเสริมความรู้ และเป็นเรื่องของหน่วยราชการเท่านั้น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของความขัดแย้งทางความคิดระหว่างภาคราชการกับภาคแรงงาน และนอกจากจะเป็นความขัดแย้งทางความคิดแล้วยังไม่นำไปสู่ความคืบหน้าใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งคาดว่ากระทรวงแรงงานคงจะต่อสู้จนถึงที่สุด ภาคประชาสังคมเองก็คงต้องต่อสู้จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงฐานคิดนี้เช่นกัน ดังนั้นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนี้จึงไม่เห็นว่าจะมีข้อยุติได้ในช่วงระยะเวลาอันสั้น/div divnbsp;/div divstrongนายโกวิทย์ บุรพธานินทร์/strong นักวิชาการด้านแรงงานและกรรมการมูลนิธิคม จันทรวิทุร กล่าวว่า มีข้อสังเกต 3 ประเด็นคือ 1.องค์กรที่จะจัดตั้งโดยใช้ชื่อว่าสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน ซึ่งเป็นองค์กรมหาชน นั้นเกิดข้อสงสัยว่า องค์กรดังกล่าวจะเป็นอิสระได้จริงหรือไม่ 2.ดูเหมือนเป็นความต้องการที่จะตอบสนองเรื่องกฎเกณฑ์มากกว่าวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในเรื่องความปลอดภัยอาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน nbsp;3.หากพิจารณาในส่วนของโครงสร้างพบว่า หัวใจของความปลอดภัยอยู่ที่ความร่วมมือระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างแต่เหตุใดจึงมีภาคราชการเข้าไปเกี่ยวข้อง ฉะนั้นอยากให้ศึกษาอนุสัญญาต่างๆให้ถ้วนถี่ และที่สำคัญที่สุดคือ ควรเน้นในเรื่องการป้องกันไม่ใช่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ที่น่าเศร้าคือกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้พูดถึงการป้องกัน และไม่ได้ระบุถึงความร่วมมือระหว่างลูกจ้างและนายจ้างอีกทั้งไม่ได้เอาผู้มีส่วนได้เสียทั้งนายจ้างกับลูกจ้างเข้ามาจึงประสบความล้มเหลวมาตั้งแต่ต้น/div divnbsp;/div divstrongนายชาลี ลอยสูง/strong nbsp;ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวว่า nbsp;เห็นควรให้ยับยั้งร่างฯดังกล่าวไว้ก่อน เนื่องจากยังมีปัญหาหลายเรื่อง อีกทั้งหากมีองค์กรดังกล่าวจริงจะต้องมีการทำงานในเชิงรุก ไม่ใช่เหตุเกิดแล้วจึงเข้าไปตรวจสอบ ขณะเดียวกันจะต้องให้สัดส่วนคณะกรรมการฯที่มาจากตัวแทนของลูกจ้างเพิ่มขึ้นแต่กลับเพิ่มสัดส่วนกรรมการที่มาจากฝ่ายราชการ ตนจึงค่อนข้างเห็นขัดแย้งกับโครงสร้างที่ออกมาตามร่างฯนี้ nbsp;ดังนั้นจึงอยากให้มีการระงับเอาไว้ก่อนและควรปรับปรุงโครงสร้างรวมถึงปรับปรุงบทบาทให้เป็นการทำงานในเชิงรุกมากยิ่งขึ้น/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/156dIPwb7zQ" height="1" width="1"/

นพดลปฏิเสธข่าวทักษิณพูดเรื่องรัฐประหารหากศาล รธน.มีคำพิพากษา

Mon, 21/04/2014 - 15:38
pที่ปรึกษาด้านกฎหมายยืนยัน 'ทักษิณ ชินวัตร' พร้อมเสียสละให้คนตระกูลชินวัตรยุติบทบาทการเมือง โดยเชื่อว่าการเลือกตั้งเป็นทางออกที่สันติ-ยุติธรรม แต่ไม่เคยให้สัมภาษณ์ว่าจะ 'บูรพาพยัคฆ์' จะทำรัฐประหารหลังศาล รธน.ตัดสินคดีนายกรัฐมนตรี/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2901/13943227252_a95b5ee0b3_z.jpg" style="width: 560px; height: 315px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี (ที่มา: แฟ้มภาพ/วิกิพีเดีย)/strong/span/p p21 เม.ย. 2557 - นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาด้านกฎหมายของพันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงข่าววันนี้ (21 เม.ย.) ปฏิเสธถึงกระแสข่าวที่อ้างว่าอดีตนายกรัฐมนตรีได้ประเมินว่าจะเกิดการปฏิวัติโดยนายพลสายบูรพาพยัคฆ์ ภายหลังการตัดสินคดีนายกรัฐมนตรีของศาลรัฐธรรมนูญ ว่าอดีตนายกรัฐมนตรียืนยันว่าไม่เคยให้สัมภาษณ์หรือพูดคุยกับบุคคลใดในประเด็นนี้ เพราะส่วนตัวยังเชื่อมั่นว่าทหารจะยึดกติกาและประชาธิปไตย จึงไม่เชื่อว่าจะมีการปฏิวัติเกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาทักษิณ ชินวัตร ตั้งใจจะเก็บตัวอยู่เงียบๆ ไม่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อไม่ให้มีการบิดเบือนเป็นประเด็นการเมือง จนส่งผลกระทบต่อรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย ทั้งนี้จากรายงานของa href="http://thainews.prd.go.th/centerweb/news/NewsDetail?NT01_NewsID=WNPOL5704210020012"สำนักข่าวแห่งชาติ/a/p pนายนพดล ปัทมะ กล่าวยอมรับว่า อดีตนายกรัฐมนตรี มีความพร้อมที่จะเสียสละให้คนในตระกูลชินวัตรยุติบทบาททางการเมือง เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ แต่ขณะเดียวกันทุกฝ่ายต้องเสียสละและยึดมั่นในกติกาเช่นกัน ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่การตั้งเงื่อนไข และไม่จำเป็นว่าพรรคประชาธิปัตย์จะต้องลงเลือกตั้งหรือไม่ แต่เห็นว่าปัญหาต่างๆ จะยุติลงได้ต้องเกิดจากความร่วมมือของสองฝ่าย อย่างไรก็ตามยืนยันว่า การเลือกตั้งเป็นทางออกทางเดียวที่สันติและยุติธรรมที่สุด ซึ่งเห็นว่าปัญหาการเมืองต้องแก้ไขกันในสภา ไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรอิสระ/p pอนึ่ง มีรายงานในสื่อมวลชนไทยหลายสำนัก เช่น a href="http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNNU9EQTJNRFUxTVE9PQ"หนังสือพิมพ์ข่าวสด/a ระบุว่า ช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา ทักษิณ ชินวัตร เดินทางมาที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน มีอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย รัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรี รวมทั้งคนใกล้ชิด เดินทางจากประเทศไทยไปพบและหารือสถานการณ์การเมือง โดย พ.ต.ท.ทักษิณ แสดงความเป็นห่วงต่อสถานการณ์การเมืองที่เกิดขึ้น และคิดว่ามีแนวโน้มเกิดความรุนแรง จึงส่งสัญญาณมายังคนเสื้อแดงให้หลีกเลี่ยงการปะทะ เผชิญหน้ากับฝ่ายตรงข้าม แต่ให้แสดงพลังเต็มที่ เพราะเชื่อว่าสังคมเริ่มเห็นแล้วอะไรเป็นอะไร การตัดสินคดีความต่างๆ ขององค์กรอิสระ หรือศาลรัฐธรรมนูญ หากตั้งธงเอาไว้จะเสื่อมไปเอง คนจะไม่ยอมรับ/p pในรายงานข่าวก่อนหน้านี้ระบุว่า ทักษิณประเมินว่ามีโอกาสสูงที่จะเกิดการปฏิวัติภายหลังการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในคดีของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี คดีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ แต่จะไม่ได้ดำเนินการโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. แต่มีความพยายามจากอดีตนายพลผู้ทรงอิทธิพลจากบูรพาพยัคฆ์ และเครือข่ายกำลังหาคนมาปฏิวัติแทน อย่างไรก็ตาม พ.ต.ท.ทักษิณได้แสดงความรู้สึกสงสาร น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่โดนกดดันอย่างหนัก nbsp;นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณยังพูดกับคนใกล้ชิดที่ไปพบว่า ถ้าทุกฝ่ายคืนความยุติธรรมให้ประเทศ แล้วขอให้จบ ทำให้ประเทศสงบ ขอให้คนตระกูลชินวัตรเลิกเล่นการเมืองก็พร้อม/p pอย่างไรก็ตามนายนพดล ออกมาแถลงปฏิเสธข่าวเรื่องที่อดีตนายกรัฐมนตรีประเมินถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการรัฐประหารดังกล่าว/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/pAyDzfPPWcM" height="1" width="1"/

คนงานอินโดนีเซียเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำเพิ่ม 30% ภายในปี 2015

Mon, 21/04/2014 - 15:36
div !--break--!--break--/div divเมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2014 ที่ผ่านมา a href="http://www.antaranews.com/en/news/93718/indonesian-labor-union-wants-wage-rise-by-30-percent-in-2015"ANTARA News/a รายงานว่าสมาพันธ์แรงงานอินโดนีเซีย (KSPI) ออกมาเรียกร้องค่าแรงขั้นต่ำให้กับแรงงานในอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นอีก 30% ภายในปี 2015/div divnbsp;/div divซาอิด อิกบัล ประธานของสมาพันธ์แรงงานอินโดนีเซียระบุว่าการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจำเป็นมากสำหรับอินโดนีเซีย เพราะอาเซียนกำลังจะก้าวสู่ระบบตลาดเดียวในปี 2015 แต่ค่าแรงขั้นต่ำในประเทศยังต่ำกว่าประเทศอื่นๆ เช่น ไทย ฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ทั้งๆ ที่ผลผลิตจากฝีมือแรงงานของอินโดนีเซียก็มีคุณภาพเทียบเคียงได้กับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน นอกจากนี้อิกบัลระบุว่าสมาชิกรัฐสภาของอินโดนีเซียก็แทบที่จะไม่นำปัญหาเรื่องค่าแรงนี้ไปอภิปรายบ้างเลย/div divnbsp;/div divอนึ่งเมื่อต้นปีที่แล้ว (2013) เมืองหลวงอย่างจาการ์ต้าได้ประกาศขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเพิ่มขึ้น 44% อยู่ที่ 2.2 ล้านรูเปียะห์ (ประมาณ 228 ดอลลาร์สหรัฐ) เช่นเดียวกับหลายจังหวัดก็มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำด้วยเช่นกัน แต่กระนั้นกฎหมายแรงงานของอินโดนีเซียเปิดช่องให้รัฐบาลท้องถิ่นสามารถอนุมัติยกเว้นให้กับบางโรงงานได้ และมีโรงงานจำนวนหนึ่งที่เป็นซัพพลายเออร์ของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างไนกี้ได้อนุมัติยกเว้นการเพิ่มค่าแรงด้วย/div divnbsp;/div divประเด็นนี้ได้ทำให้กลุ่มสหภาพแรงงานและกลุ่มสิทธิมนุษยชนกดดันโรงงานซัพพลายเออร์เหล่านี้ด้วยการเรียกร้องไปยังไนกี้ส่วนกลุ่มนายจ้างก็ออกมาขู่ว่าการขึ้นค่าแรงเช่นนี้จะทำให้โรงงานต่างชาติต้องย้ายฐานการผลิตออกจากอินโดนีเซีย โดยปล่อยตัวเลขข่มขู่มาว่าหากมีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอาจจะทำให้คนงานอินโดนีเซียตกงานถึง 900,000 คน/div divnbsp;/div divจากนั้นในเดือนตุลาคม 2013 กลุ่มสหภาพแรงงานนำโดยสมาพันธ์แรงงานอินโดนีเซียก็ได้ทำการผละงานประท้วงครั้งใหญ่เพื่อเรียกร้องให้มีการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีกระลอกหนึ่ง โดยระบุว่าค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้คนงานจำนวนมากสู้ราคาค่าเช่าบ้านไม่ไหว จนต้องไปอาศัยอยู่ตามใต้สะพานและท่อระบายน้ำ พร้อมกับต้องอาศัยการกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแทนข้าวในการประทังชีวิต ซึ่งราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นเมื่อกลางปีที่แล้วเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันค่าครองชีพให้สูงขึ้นตามnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/x-GtPYA19Qg" height="1" width="1"/

เกิดเหตุยิงระเบิดใส่บ้านปลัดกระทรวงสาธารณสุขกลางดึก ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

Mon, 21/04/2014 - 15:19
pเครือข่ายแพทย์พยาบาลอาสาออกแถลงการณ์ประณามความรุนแรงดังกล่าว ในขณะที่เครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขจี้รัฐบาลยุบศอ.รศ. หากยังไม่สามารถควบคุมความรุนแรงต่อประชาชนได้nbsp;/p p!--break--!--break--/p diva href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1398041496amp;grpid=00amp;catid=amp;subcatid="เว็บไซต์มติชน/aรายงานว่า เมื่อวันที่ 21 เมษายน เวลาประมาณ 00.35 น. เกิดเหตุยิงระเบิดใส่บ้านนายแพทย์ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ภายในซอยแจ้งวัฒนะ 14 ที่เกิดเหตุบริเวณริมรั้วบ้าน พบสะเก็ดระเบิด สร้างความเสียหายให้กับตัวรั้วบ้านเล็กน้อย และยังมีรถยนต์ที่จอดอยู่ด้านในได้รับความเสียหายเล็กน้อย 1 คัน แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากขณะที่นายแพทย์ณรงค์ไปงานราชการ ไม่ได้อยู่ที่บ้าน/div divnbsp;/div divร.ต.ท.ชนินวิทย์ แสงสุวรรณ พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง เปิดเผยว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ อีโอดี ระบุว่าเป็นลูกระเบิดขนาด 40 มิลลิเมตร ชนิดยิงเอ็ม 79 คาดยิงมาจากทางทิศเหนือ ห่างจากบ้านประมาณ 15 เมตร และต้องตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม/div divnbsp;/div divทั้งนี้ นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นข้าราชการระดับปลัดกระทรวงที่เปิดห้องประชุมต้อนรับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. รวมทั้งรับมอบนกหวีดทองคำ ที่กระทรวงสาธารณสุข และเป็นปลัดที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมกับศอ.รส. เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา/div divnbsp;/div divด้านนพ.สวรรค์ กาญจนะ ในฐานะผู้ประสานงานเครือข่ายแพทย์พยาบาลอาสา กล่าวประณามความรุนแรงดังกล่าว โดยระบุว่า เนื่องจากบุคลากรกระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาคัดค้าน พรบ. นิรโทษกรรม ทำให้เกิดการคุกคามบุคลากรทางการแพทย์โดยการใช้อาวุธสงครามnbsp;/div divnbsp;/div div“ทางเครือข่ายแพทย์พยาบาลอาสาขอเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการระงับ ยับยั้ง คุ้มครอง ป้องกันความรุนแรงที่เกิดขึ้น และเครือข่ายแพทย์ บุคลากรสาธารณสุขพร้อมที่จะยืนเคียงข้าง ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ อยู่ข้างความถูกต้อง และไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะใด ชาวสาธารณสุขพร้อมที่จะดูแลประชาชนทุกหมู่เหล่า เท่าเทียมกัน”/div divnbsp;/div div“การข่มขู่ คุกคาม บุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งดูแลประชาชนทุกคน นอกจากจะไม่สามารถหยุดยั้งให้มีการแสดงออกแล้ว กลับทำให้มีการรวมตัวกันเข้มแข็งขึ้น ทุกคนมีความกลัว แต่ขอต่อสู้ยืนยันเจตนาไม่เอาความรุนแรง ไม่เอาทุกรัฐบาลที่โกงประชาชน” นพ. สวรรค์ระบุในแถลงการณ์nbsp;/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า ทางด้านเครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข nbsp;ประกอบด้วย nbsp;คณบดีคณะแพทยศาสตร์ 8 สถาบัน คณบดีคณะทันตแพทยศาสตร์ 6 สถาบัน คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ 13 สถาบัน คณบดีคณะพยาบาลศาสตร์ 4 สถาบัน นายกสภาวิชาชีพ 7 วิชาชีพข้าราชการบำนาญกระทรวงสาธารณสุขและประชาคมสาธารณสุข ยังได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องรัฐบาลให้ยุบศอ.รศ. เนื่องจากมองว่าไม่สามารถควบคุมความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อประชาชนได้ และปล่อยให้ความรุนแรงระดับการใช้อาวุธสงครามเกิดขึ้นต่อประชาชน/div divnbsp;/div div div"การที่รัฐบาลปล่อยให้มีการข่มขู่คุกคามและใช้ความรุนแรงต่อผู้ที่มีความคิดเห็นต่าง โดยไม่สามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้ ทำให้อันธพาลที่มีอาวุธสงครามอยู่ในมือเหล่านี้ ก่อเหตุรุนแรงได้อย่างต่อเนื่อง nbsp;บ่งบอกให้เห็นว่าสังคมไทยในขณะนี้ ไร้ความปลอดภัย สะท้อนให้เห็นความสามารถของรัฐบาลในการรักษาความสงบภายในประเทศ กระทบอย่างรุนแรงต่อสิทธิ เสรีภาพและการดำเนินชีวิตภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญของประชาชน" แถลงการณ์เครือข่ายบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข ระบุ/div divnbsp;/div div"เป็นที่น่าสังเกตว่า การแสดงความคิดเห็นของผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะที่ดูแลศอ.รส.จะสัมพันธ์กับการก่อความรุนแรงต่อบุคคลและหน่วยงานที่ถูกมองว่ามีความคิดเห็นไม่ตรงกับรัฐบาลประกอบกับการที่มีการใช้กฎหมายพิเศษเพื่อเพิ่มอำนาจให้แก่ศอ.รส.แล้ว แต่กลับไม่สามารถจัดการกับอาชญากรรมในลักษณะนี้ได้แม้แต่รายเดียว การคงอยู่ของศอ.รส.จึงไม่เป็นประโยชน์อันใดต่อการรักษาความสงบสุขในบ้านเมือง รัฐบาลควรพิจารณายุบศอ.รส.และให้ฝ่ายความมั่นคงและสามารถรักษากฎหมายได้ อย่าง กอ.รมน.ทำงานตามกลไกปกติจะเหมาะสมกว่า"/div divnbsp;/div /div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/6IGDerWnhN0" height="1" width="1"/

วินติน นักข่าว-นักโทษการเมืองผู้เป็นสัญลักษณ์การต่อสู้กับเผด็จการทหารพม่า เสียชีวิตเช้านี้

Mon, 21/04/2014 - 11:21
pบรรณาธิการข่าวผู้เป็นสัญลักษณ์และแรงบันดาลใจในการต่อสู้กับเผด็จการทหารในพม่า และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรค NLD รวมถึงเป็นนักโทษการเมืองทีติดคุกยาวเกือบ 20 ปี เสียชีวิตเช้านี้/p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2940/13964793843_5fee7655a5_c.jpg" style="width: 400px; height: 600px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongวิน ติน ขณะกล่าวสุนทรพจน์ ณ ที่ทำการพรรคสันนิบาตแห่งชาติแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) นครย่างกุ้ง เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2554 (แฟ้มภาพ/วิกิพีเดีย)/strong/span/p p21 เม.ย. 2557 -nbsp;a href="http://online.wsj.com/news/articles/SB10001424052702303825604579514521129105350?mg=reno64-wsjamp;url=http%3A%2F%2Fonline.wsj.com%2Farticle%2FSB10001424052702303825604579514521129105350.html"วอล สตรีท เจอร์นัล /aรายงานว่า วินติน เป็นนักโทษการเมืองที่ติดคุกยาวนานที่สุด เขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา เนื่องจากปัญหาการหายใจ และเสียชีวิตในช่วงเช้าของวันนี้ (จันทร์ที่ 21 เม.ย.)/p pวินติน เคยเป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ NLD ในปี 1988 (พ.ศ. 2531)nbsp; ซึ่งต่อมาปี 1989 (พ.ศ. 2532)nbsp; อองซานซูจี ผู้ร่วมก่อตั้งพรรคคนสำคัญก็ถูกกักขังไว้ในบ้าน ขณะที่เขาถูกจำคุกและได้รับการปล่อยตัวเมื่อปี พ.ศ. 2551 รวมเวลาอยู่ในคุก 19 ปี/p pแม้จะอยู่ภายใต้การจองจำ แต่เขาก็ยังเขียนบทกวีบนกำแพงคุก โดยฝนผงจากก้อนอิฐผสมน้ำ หลังจากได้รับการปล่อยตัว เขาสวมเสื้อสีน้ำเงินตลอดเวลาเพื่อเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้กับระบอบทหาร/p pวินติน เกิดเมื่อวันที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2473 ที่กโยปินเกาก์ เมืองธาราวดี ภาคพะโค โดยเขาเสียชีวิตในวัย 84 ปี/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://online.wsj.com/news/articles/SB10001424052702303825604579514521129105350?mg=reno64-wsjamp;url=http%3A%2F%2Fonline.wsj.com%2Farticle%2FSB10001424052702303825604579514521129105350.html" target="_blank"Anti-Junta Journalist Win Tin Dies/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/wC-plQnaY0Y" height="1" width="1"/