ประชาไท

Syndicate content
Updated: 2 min 29 sec ago

กวีประชาไท: กวี'ไม่มีชื่อ'

Tue, 30/09/2014 - 18:58
!--break--!--break-- pnbsp;/p pค่ำคืนปวดร้าวหดหู่br /เมื่อต้องอยู่ซ่อนเร้นจากผู้คนbr /หัวใจมันร่ำร้องและสับสนbr /ฉันต้องทนอยู่อย่างนี้อีกนานไหมbr /พ่อแม่พี่น้องจำต้องจากbr /ตั้งพลัดพรากทั้งที่อยู่ แต่เหมือนตายbr /กลับต้องย้ายพลัดถิ่นไปไกลจากกันbr /แม่จ๋า ยายจ๋า หนูเหงาbr /หนูเศร้าทั้งอึดอัดและสับสนbr /ไม่เข้าใจว่าทำไมความเป็นคนbr /มันไม่เท่ากับคนที่เหมือนกันbr /เสรีภาพ เสมอภาค ภาราดรภาพbr /มีจริง...หรือแค่ปราชญ์กันเล่าหนาbr /ความเป็นธรรมอยู่ที่ไหนใครตรวจตราbr /หรือเป็นแค่ขี้ข้าอำนาจอธรรมbr /เคยทำงานต้องตกงานเพราะคิดต่างbr /ต้องห่างบ้านจากเมืองมาหลบหนีbr /ศิลปะกลายเป็นอาชญากรรมในทันทีbr /พวกที่มีส่วนร่วมถูกจับกุมbr /ศิลปะนั้นเพื่อชีวิตbr /ศิลปะนั้นเพื่อสังคมbr /ศิลปะไม่ใช่เพียงเสพสมbr /แต่สังคมกลับเสื่อมโทรมลงทุกวันbr /ถูกสั่งให้ห้ามคิด ห้ามเคลื่อนและห้ามถามbr /สั่งปราบปรามวิชาการงานทั้งหลายbr /ขอเวลาปฏิรูปก่อน ตอนประเทศไทยbr /คืนความสุขให้ใครท่านผู้นำbr /ประชาชนคนจนหรืออำมาตย์br /มิบังอาจอยากถามเพียงสงสัยbr /คนหาบแร่แผงลอยโดนขับไล่br /ไสหัวไปพวกไพร่ไม่มีเงินbr /คนจน มันก็จน ไม่มีกินbr /ต้องกู้หนี้ยืมสินอีกหรือท่านbr /ถูกกดขี่ข่มเหงกันรายวันbr /เพื่อแลกกับที่ขายบนรายทางbr /ถ้ามีเงินคงไม่หาบคงไม่เร่br /คงเช่าที่เท่ๆ เป็นเจ๊ขายbr /แต่เพราะจนค้นแค้นสุดบรรยายbr /แล้วจะให้เอาอะไรไปเท่าเทียม/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/93HWOFOPA2g" height="1" width="1"/

พล.อ.อุดมเดช รับตำแหน่ง ผบ.ทบ. ต่อจาก พล.อ.ประยุทธ์

Tue, 30/09/2014 - 16:43
pพล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ.คนใหม่ ยืนยันจะสานต่องานกองทัพดูแลความสงบในทุกด้าน พร้อมเทิดทูนและรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยชีวิต ด้าน พล.อ.ประยุทธ์ ได้ส่งคืนรถประจำตำแหน่งทะเบียนกองทัพบกมาใช้รถเบนซ์ สีดำ และเข้าไปทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3862/15213429698_c6cf117fd3_z.jpg" style="width: 560px; height: 331px;" //p p30 ก.ย. 2557 - a href="http://thainews.prd.go.th/centerweb/news/NewsDetail?NT01_NewsID=TNPOL5709300010014"สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย/a รายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้บัญชาการทหารบก ส่งมอบหน้าที่และส่งมอบงานในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ให้กับ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่ ณ กองบัญชาการกองทัพบก ถนนราชดำเนิน/p pโดย พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร จะเป็นผู้บัญชาการทหารบกคนที่ 38 ซึ่งในพิธีส่งมอบงานในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ประกอบด้วยการวางพานพุ่มดอกไม้ถวายสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, การลงนามเอกสารรับ-ส่ง หน้าที่, พิธีส่งมอบหน้าที่, การสวนสนามกองผสม ซึ่งมีกำลังพลจาก เหล่าทหารราบ ทหารม้า และทหารปืนใหญ่ อย่างละ 1 กองร้อย ร่วมพิธี นอกจากนี้กำลังพลได้ร่วมกันร้องเพลงคืนความสุขให้ประเทศไทยที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้แต่ง พร้อมทั้งนำธงประจำหน่วยที่ผู้บัญชาการทหารบกเคยให้หน่วยทหาร 64 หน่วยไปออกแบบ เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันมาจัดแสดงในพิธีอำลาในครั้งนี้ด้วย/p pa href="http://thainews.prd.go.th/centerweb/news/NewsDetail?NT01_NewsID=TNPOL5709300010021"สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย/a รายงานด้วยว่า ด้าน พล.อ.อุดมเดช ผบ.ทบ.คนใหม่ กล่าวภายหลังเข้ารับมอบงานในตำแหน่ง ผบ.ทบ.คนที่ 38 ว่า มีความตั้งใจในการสานงานที่ผู้บัญชาการทหารบกคนก่อนได้ทำไว้ โดยเน้นการรักษาอธิปไตย ดูแลเขตแดนของประเทศไทยให้สงบเรียบร้อย ไม่ให้เกิดปัญหา โดยต้องระวังรักษาความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านด้วย นอกจากนี้เรื่องปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งทุกฝ่ายให้ความสนใจนั้น นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้แก้ปัญหาให้ได้ ให้สถานการณ์รุนแรงลดลง สร้างความสงบให้เกิดขึ้นชัดเจน โดยตั้งใจจะดำเนินการตามนโยบายเดิมที่แบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับนโยบาย ระดับแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ และระดับการปฏิบัติ ซึ่งได้กำหนดแนวทางในระดับนโยบายแล้ว โดยจะมุ่งสร้างความสงบสุขใช้การทำความเข้าใจกับทุกกลุ่ม และยืนยันจะทำคู่ขนานไปกับการพูดคุยในระดับบน โดยย้ำว่าต้องดำเนินการในทุกระดับ เชื่อว่า สถานการณ์จะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น พร้อมทั้งฝากไปยังผู้ที่มีความเห็นต่างให้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ และเข้ามาพูดคุยกัน โดยกองทัพจะสนับสนุนในทางที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ เพื่อนำมาซึ่งความเป็นสุขในพื้นที่ และขอให้ทุกฝ่ายให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ โดยยืนยันว่าจะเทิดทูนและรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยชีวิต หากพบผู้ที่ละเมิดจะต้องดำเนินการ/p pส่วนกรณีที่มีกระแสเกี่ยวกับการปฏิวัติซ้อนนั้น ส่วนตัวเชื่อว่าจะไม่มี เนื่องจากทุกฝ่ายกำลังเดินไปในทางเดียวกัน ซึ่งกระแสข่าวดังกล่าวอาจเกิดจากความเข้าใจผิดในการถ่ายทอด โดยยืนยันว่าให้ทุกคนสบายใจ ซึ่งทราบดีว่าประชาชนต้องการให้บ้านเมืองสงบ/p pมีรายงานด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เดินทางเข้ามาที่ทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 11.43 น. ภายหลังจากเสร็จพิธีการส่งมอบงานในตำแหน่ง ผบ.ทบ. โดย พล.อ.ประยุทธ์ ได้เปลี่ยนรถยนต์ประจำตำแหน่งแล้วเป็นรถเบนซ์ สีดำ ทะเบียน ญค 1881 ขณะที่รถประจำตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ทะเบียน 1251 ได้ส่งคืนแล้ว/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/6OS_IsHvp-I" height="1" width="1"/

กรรมการสิทธิฯ เสนอ คสช.หยุดไล่คนออกจากป่า ชี้เข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน

Tue, 30/09/2014 - 16:30
pคณะอนุกรรมการที่ดินและป่าและคณะอนุกรรมการสิทธิชุมชน กสม.ทำหนังสือถึงหัวหน้า คสช.เสนอยุติปฏิบัติการแผนแม่บทป่าไม้ปี 57 หยุดไล่คนออกจากป่า ชี้ที่ผ่านมา จนท.ไล่ชาวบ้านอาจเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน/p p!--break--!--break--/p p30 ก.ย.2557 คณะอนุกรรมการด้านที่ดินและป่า และคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ทำหนังสือเสนอความเห็นถึงหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หลังตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่ามีเจ้าหน้าที่อ้างคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 64/2557 เข้าดำเนินการขับไล่ บุกยึด และรื้อทำลายทรัพย์สินของประชาชนที่อยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่ป่าในหลายจังหวัด/p pในหนังสือระบุว่า กสม.ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ได้รับผลกระทบกรณีดังกล่าวจำนวน 18 คำร้อง จากผู้อยู่อาศัยและทำกินมาในพื้นที่ก่อนมีการประกาศเขตป่าอนุรักษ์ แต่การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ไม่มีตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้านว่าพื้นที่เหล่านั้นได้แก้ไขปัญหาโดยหน่วยงานรัฐที่ผ่านมาอย่างไร อยู่ในขั้นตอนใด รวมทั้งไม่มีการแยกแยะลักษณะของการกระทำ และเข้าข่ายผู้บุกรุกรายใหญ่ตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานกำหนดหรือไม่ นอกจากนี้ ยังไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและร่วมตัดสินใจ/p pโดยทั้งนี้ ในหนังสือระบุว่า การกระทำดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ขัดต่อคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 66/2557 ข้อ 2.1 ที่ระบุว่า “การดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมๆ นั้น ก่อนคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ยกเว้นผู้ที่บุกรุกใหม่ จะต้องดำเนินการสอบสวน และพิสูจน์ทราบ เพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมและดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป”/p pในหนังสือระบุด้วยว่า จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะอนุกรรมการฯ พบข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ที่ผ่านมาอาจเข้าข่ายการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน/p p“จากการตรวจสอบได้พบข้อเท็จจริงเบื้องต้นว่า แผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน จัดทำโดย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2557 และการปฏิบัติการตามแผนแม่บทดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ที่ผ่านมานั้น มีปัญหาของการดำเนินการที่อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน”/p pสำหรับข้อเสนอของคณะอนุกรรมการด้านที่ดินและป่า และคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน กสม.ที่มีต่อ หัวหน้า คสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้แก่ ผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช อธิบดีกรมป่าไม้ และผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ที่มีกรณีร้องเรียนต่อ กสม. โดยระบุความเห็นและข้อเสนอเบื้องต้น ดังนี้/p pstrong1. ความเห็น/strong/p p1.1 กระบวนการจัดทำแผนแม่บทแก้ไขปัญหาการทำลายทรัพยากรป่าไม้ การบุกรุกที่ดินของรัฐ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน และกระบวนการจัดทำแผนการปฏิบัติการของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับแผนแม่บทดังกล่าว ยังขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องที่ครบถ้วนรอบด้านอย่างเพียงพอ เช่น ภาคประชาสังคม นักวิชาการ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของราษฎรที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรงจากการดำเนินการตามแผนแม่บทดังกล่าว/p pการขาดการมีส่วนร่วมดังกล่าว ส่งผลให้การกำหนดวิธีการปฏิบัติงานตามแผนแม่บทฯ ของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องขาดการพิจารณา “ทางเลือก” อื่นที่อาจบรรลุเป้าหมายสำคัญของแผนแม่บทฯ ได้แก่ การพิทักษ์รักษาพื้นที่ป่าไม้ให้มีสภาพป่าที่สมบูรณ์ให้ได้พื้นที่ป่าไม้อย่างน้อยร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศภายใน 10 ปี ได้เช่นกัน นอกจากการมุ่งเน้นวิธีการไล่รื้อชุมชนเพื่อยึดคืนพื้นที่ป่าเพียงอย่างเดียวnbsp;nbsp;nbsp; ซึ่งวิธีการดังกล่าวอาจสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้โดยง่าย และยังรวมถึงขาดการพิจารณาทางเลือกของเทคโนโลยี เครื่องมือ และหลักเกณฑ์ที่จะนำมาใช้ในการดำเนินการตามแผน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเครื่องมือในการตรวจพิสูจน์สิทธิของชุมชนในพื้นที่ป่า เช่น แผนที่ต่างๆ ที่ต้องอาศัยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ควบคู่ไปกับการพิจารณาองค์ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ประเพณี และวัฒนธรรมของชุมชนนั้นด้วย มิใช่มุ่งเน้นแต่เพียงการใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว/p p1.2 การปฏิบัติการที่ผ่านมาตามแผนแม่บทดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่มีการกลั่นกรองและแยกแยะความแตกต่างของพื้นที่ที่มีบริบทความเป็นมาของปัญหา รวมทั้งวัฒนธรรมและวิถีการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน และไม่มีความชัดเจนในการกำหนดลักษณะการกระทำและผู้กระทำว่าลักษณะใดที่เข้าข่ายเป็นผู้กระทำผิดรายใหญ่ที่มีเจตนาในทางการค้าหรือเพื่อประโยชน์ส่วนตน และลักษณะใดเป็นการกระทำเพื่อการดำรงชีวิตตามประเพณีวัฒนธรรมและวิถีการดำรงชีวิตที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ นอกจากนี้หลายพื้นที่ตามกรณีร้องเรียนได้ผ่านตรวจพิสูจน์และการแก้ไขปัญหาในเบื้องต้นจากรัฐบาลในอดีตและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องมาเป็นเวลานาน แต่การปฏิบัติการโดยไม่แยกแยะกลั่นกรองตามกรณีร้องเรียนดังกล่าว ได้ทำให้สภาพปัญหากลับไปมีความซับซ้อนและยุ่งยากมากขึ้น และความขัดแย้งก็มีความรุนแรงมากขึ้นตามไปด้วย/p p1.3 เกิดปัญหาความไม่ประสานสอดคล้องกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับแผนแม่บทที่มีไม่ต่ำกว่า 25 หน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประสานงานระหว่างหน่วยงานในระดับนโยบายหรือระดับส่วนกลาง กับหน่วยงานในระดับปฏิบัติการหรือในระดับพื้นที่ ส่งผลให้การปฏิบัติการของหน่วยงานในระดับพื้นที่ อาจปฏิบัติการไปโดยขาดความเข้าใจและละเลยต่อการยึดกุมหลักการด้านสิทธิมนุษยชนและหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพประชาชน ที่ควรจะเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิบัติการที่มีลักษณะที่อาจก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้โดยง่าย อาทิ พบว่าการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ต่อชุมชนในพื้นที่ป่าหลายพื้นที่ทางภาคใต้ เช่น การไล่รื้อชุมชน การจับกุมดำเนินคดี และการตัดต้นยางพาราหรือการทำลายทรัพย์สินของราษฎรนั้น เป็นการดำเนินการไปก่อนที่การจัดทำแผนปฏิบัติการของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามแผนแม่บทฯ จะแล้วเสร็จ ทั้งที่จากการพิจารณาเบื้องต้นต่อร่างแผนปฏิบัติการดังกล่าวของกรมอุทยานฯ นั้น มีขั้นตอนและกระบวนการที่พอจะถือได้ว่า เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนและหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ในขณะที่การปฏิบัติการที่ได้เกิดขึ้นไปแล้วในบางพื้นที่นั้นมีลักษณะที่เข้าข่ายเป็นการกระทำที่อาจละเมิดสิทธิมนุษยชน/p pstrong2. ข้อเสนอ/strong/p pเพื่อป้องกันผลกระทบและความขัดแย้งที่อาจมีความรุนแรงมากขึ้นจนอาจกลายเป็นสาเหตุปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อราษฎร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยคณะอนุกรรมการด้านที่ดินและป่า และคณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยุติหรือชะลอการปฏิบัติการในพื้นที่ตามแผนแม่บทฯ เอาไว้ก่อน และให้เริ่มต้นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ราษฎรได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาและตัดสินใจต่อแผนแม่บทฯ และแผนการปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับแผนแม่บทดังกล่าว/p pbr /nbsp;/p table id="attachments" class="sticky-enabled" theadtrthAttachment/ththSize/th /tr/thead tbody tr class="odd"tda href="http://prachatai.org/sites/default/files/ต่อกรณีที่ดินป่าไม้.pdf"ต่อกรณีที่ดินป่าไม้.pdf/a/tdtd81.61 KB/td /tr /tbody /table div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/EPXG-4ijTHk" height="1" width="1"/

ศาลแพ่งถอนคำสั่งเนรเทศ "สาธิต เซกัล" - เหตุไม่เป็นไปตามขั้นตอน กม.

Tue, 30/09/2014 - 15:55
pศาลแพ่งให้เพิกถอนคำสั่งเนรเทศ "สาธิต เซกัล" นักธุรกิจชาวอินเดีย เหตุกระบวนการเพิกถอนไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนกฎหมาย ส่อเลือกปฏิบัติและไม่สุจริต หลักฐานไม่พอให้เชื่อว่าเป็นภัยความมั่นคง และขณะนั้นมีคำสั่งคุ้มครองการชุมนุม เป็นการชุมนุมสงบไม่ขัดรัฐธรรมนูญ/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://farm3.staticflickr.com/2860/11116714946_337950bdf8_z.jpg" style="width: 560px; height: 312px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"strongสาธิต เซกัล ในกิจกรรมเปิดตัวnbsp;"คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข" หรือ กปปส./strongstrongnbsp;ที่ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2556 (แฟ้มภาพ)/strong/span/p p30 ก.ย. 2557 - a href="http://thainews.prd.go.th/centerweb/news/NewsDetail?NT01_NewsID=TNPOL5709300010016#sthash.GGQIAG1Q.dpuf"สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย /aรายงานว่า ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก นัดอ่านคำพิพากษาคดีที่นายสาธิต เซกัล นักธุรกิจชาวอินเดีย มอบอำนาจให้นายอาทิตย์ เซกาล น้องชาย เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, ร้อยตำรวจเอกเฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. และคณะกรรมการพิจารณาคนเข้าเมือง เป็นจำเลยที่ 1-3 ในคดีออกคำสั่งเนรเทศนายสาธิต ให้ออกนอกราชอาณาจักร/p pโดยศาลแพ่งพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งที่มีการเนรเทศนายสาธิต เซกัล ออกนอกราชอาณาจักร โดยพิเคราะห์ว่ากระบวนการเพิกถอนใบอนุญาตไม่ให้มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรของนายสาธิต เซกัล นั้น ไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนทางกฏหมาย ส่อไปในทางเลือกปฏิบัติและไม่สุจริต และมีหลักฐานไม่เพียงพอให้เชื่อได้ว่านายสาธิต เซกัล เป็นภัยต่อความมั่นคง หรือไปปิดล้อมสถานที่ราชการตามที่ถูกกล่าวหา รวมถึงการออกคำสั่งดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งของศาลแพ่ง ที่ขณะนั้นมีคำสั่งคุ้มครองการชุมนุม ซึ่งถือว่า เป็นการชุมนุมโดยสงบและไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญทั้งยังมีคำสั่งห้ามไม่ให้นำประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไปบังคับใช้/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/C3OxRJNA3Bg" height="1" width="1"/

รายงานเสวนา ‘การแยกเป็นอิสระของสกอตแลนด์ และผลกระทบต่อการเมืองระหว่างประเทศ’

Tue, 30/09/2014 - 14:24
p!--break--!--break--/p pเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2557 มีการจัดเสวนาวิชาการหัวข้อ "ถ้าชาตินี้เราจะอยู่ร่วมกันไม่ได้? การแยกเป็นอิสระของสกอตแลนด์ และผลกระทบต่อการเมืองระหว่างประเทศ" ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วิทยากรประกอบด้วย วิโรจน์ อาลี จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ผศ.ณัฐนันท์ คุณมาศ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผศ.วสันต์ เหลืองประภัสร์ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินการเสวนาโดยจิตติภัทร พูนขำ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" src="//www.youtube.com/embed/HvkebU8nMVM?list=UUCKjgCudsO_Q52HJrmeb1wQ" frameborder="0" height="315" width="560"/iframe/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff6600;"emวิดีโอการเสวนาช่วงแรก/em/span/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" src="//www.youtube.com/embed/p0gRY-SkGGI?list=UUCKjgCudsO_Q52HJrmeb1wQ" frameborder="0" height="315" width="560"/iframe/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff6600;"emวิดีโอการเสวนาช่วงที่ 2/em/span/p h3span style="color:#0000ff;"strongวิโรจน์ อาลี/strong/span/h3 pการลงประชามติของสกอตแลนด์เมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดเนื่องจากความขัดแย้งหรือสภาพที่ถูกกดขี่ แต่เป็นความพยายามที่มีมาตั้งแต่ประมาณปี 2007 ของพรรค Scottish National Party (SNP) ซึ่งหลังจากได้รับเลือกตั้งเข้ามาก็พยายามอภิปรายและรณรงค์ให้สกอตแลนด์แยกตัวออกจากสหราชอาณาจักร โดยบอกว่าการแยกตัวจะทำให้สกอตแลนด์มีอิสระและเสรีภาพ/p pประเด็นเรื่องความที่เป็นอิสระในการบริหารนโยบายสวัสดิการสังคม เป็นหัวใจสำคัญที่พรรค SNP พยายามผลักวาระการแยกเป็นอิสระจากสหราชอาณาจักร อย่างไรก็ดี ผลการลงประชามติสรุปว่า สกอตแลนด์ยังอยู่ร่วมกับอังกฤษและเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรต่อไป/p pสกอตแลนด์มีความเชื่อว่าตนเองเป็นประเทศที่มีอิสรภาพมาก่อน แต่ผูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรหลังปี ค.ศ.1603 เนื่องจากควีนอลิซาเบธที่ 1 ของอังกฤษไม่มีทายาท จึงต้องให้กษัตริย์เจมส์ที่ 6 ของสกอตแลนด์ขึ้นมาปกครองnbsp; ในยุคนั้นเองที่ธงของอังกฤษเปลี่ยนไปจากเดิมที่สีแดง-ขาว มาประกบส่วนของสกอตแลนด์ที่เป็นสีขาว-ฟ้า กลายเป็นสิ่งที่เรียกว่า Union Jack/p pการเอาสกอตแลนด์เข้ามาผนวก ในครั้งแรกเรียกว่า union of the crown เป็นเรื่องความร่วมมือในลักษณะสมาพันธ์ของการอยู่ร่วมกัน แต่หลังจากนั้นอีกกว่าร้อยปี คือในปี ค.ศ.1707 เกิดสิ่งที่เรียกว่า Treaty of Union ขึ้นมา หลังจากนั้นก็รวมตัวกันเป็น Great Britain ต่อมาก็มีความพยายามที่จะผนวกสกอตแลนด์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง/p pประเด็นที่เป็นหัวใจสำคัญมาก คือ การผนวกสกอตแลนด์ไม่ได้เป็นการผนวกพื้นที่เข้ามาเป็นรัฐเดี่ยวแบบที่สยามทำกับเชียงใหม่หรือปัตตานี แต่เป็นการ union กันระหว่างอังกฤษ สกอตแลนด์ และไอร์แลนด์ เข้ามาอยู่ร่วมกันภายใต้พันธะสัญญาบางอย่างแบบหลวมๆ ซึ่งถูกยึดโยงโดยระบอบกษัตริย์ก่อนในช่วงแรก หลังจากนั้นเมื่ออังกฤษเริ่มมีพัฒนาการของความเป็นประชาธิปไตย อำนาจก็มาอยู่ที่รัฐสภาอังกฤษมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็เกิดการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นมากขึ้นnbsp; โดยเฉพาะในยุคของนายกรัฐมนตรีโทนี่ แบลร์/p pหัวใจสำคัญว่าที่เป็นข้อถกเถียงว่าทำไม union มาถึงจุดที่จะแยกตัวจากกันได้ เนื่องจากมีประเด็นเกี่ยวกับแนวคิดเรื่อง Home Rule Movement คือกรอบความคิดที่ว่า ประเทศที่เข้ามารวมอยู่ใน union ควรมีเสรีภาพในการปกครองตัวเองระดับหนึ่ง แนวคิดนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1853 โดยกลุ่มที่เป็นปีกของพรรคอนุรักษ์นิยมที่เรียกตัวเองว่า National Association for the Vindication of Scottish Rights ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ได้รับความนิยมมากนัก จนกระทั่งปี ค.ศ.1885 มีการตั้งตำแหน่งสำคัญคือ secretary of Scotland และ Scottish office เพื่อส่งเสริมประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสกอตแลนด์มากขึ้น/p pในปี ค.ศ.1886 William Ewart Gladstone นำเสนอ Irish home rule bill ในไอร์แลนด์ โดยขณะนั้นความเคลื่อนไหวในสกอตแลนด์เกิดขึ้นมาก่อนแล้วเกือบ 30 ปี แต่ด้วยสาเหตุที่ว่ามีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างไอร์แลนด์และสกอตแลนด์หลังถูกผนวกเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ถูกอังกฤษเอารัดเอาเปรียบมากพอสมควร ในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม คนไอร์แลนด์เรียกตัวเองว่าเป็นประชากรขั้นที่ 2 หรือขั้นที่ 3/p pไอร์แลนด์เป็นพื้นที่สำคัญที่ใช้ปลูกมันส่งมาเลี้ยงคนอังกฤษ เมื่อเกิดโรคระบาดจนไม่สามารถผลิตมันมากได้พอจะเลี้ยงทั้งคนไอร์แลนด์และคนอังกฤษ ก็เกิดความคิดที่จะแยกตัวเองออกจากอังกฤษโดยมิติที่ใช้ความรุนแรงมากขึ้น ขณะเดียวกันอังกฤษก็พยายามคลายอำนาจของตัวเองต่อไอร์แลนด์ลงระดับหนึ่ง ขณะที่สกอตแลนด์ค่อยๆ ขี่กระแสนี้ เรียกร้องเสรีภาพให้กับตัวเอง/p pความขัดแย้งเรื่องการมี home rule กลับมาอีกครั้งก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยรัฐบาลเสรีนิยมที่นำโดย Herbert Asquith ได้หยิบเอาความคิดเรื่อง home rule all around ขึ้นมา แต่หลังจากเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 และตามมาด้วยสงครามโลกครั้งที่ 2 แนวความคิดนี้ก็หายไป/p pจนกระทั่งในปี ค.ศ.1930 ถึงประมาณปี ค.ศ.1949 มีความพยายามของ John MacDonald MacCormick ที่จะเริ่มแนวคิดเกี่ยวกับการให้ home rule แก่สกอตแลนด์มากขึ้น โดยมีการรวมเสียงของประชาชนในสกอตแลนด์กว่า 1 ล้านคนในการยื่นขอให้สกอตแลนด์มี home rule ในที่สุดนายกรัฐมนตรี Harold Macmillan ก็พยายามที่จะผลักดันสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้น/p pสิ่งที่น่าสนใจคือ มันไม่ได้เกิดจากแนวความคิดที่เชื่อเรื่องการกระจายอำนาจเสียทีเดียว ข้อถกเถียงเกี่ยวกับ home rule เป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์ความรู้สึกของอังกฤษที่รู้สึกว่าถ้าสกอตแลนด์มีปัญหาอยากแยกตัว ก็ควรดูแลตัวเองมากขึ้น ควรมีสิทธิในการปกครองมากขึ้น/p pอย่างไรก็ดี สกอตแลนด์ตั้งแต่ปี ค.ศ.1920 พรรคที่ได้รับความนิยมอย่างมากในแง่การเมืองการปกครองก็คือ พรรคแรงงาน เนื่องจากสถานภาพเศรษฐกิจของสกอตแลนด์ส่วนใหญ่เป็นโรงงาน เป็นฐานการผลิตที่สำคัญ ดังนั้น ความนิยมต่อพรรคแรงงานจึงมีมาก ขณะเดียวกัน พรรคแรงงานก็มีความพยายามที่จะเสนอแนวความคิดที่จะกระจายอำนาจให้กับสกอตแลนด์มากขึ้นเรื่อยๆ อาจจะด้วยเหตุผลทางการเมืองซึ่งมีฐานเสียงสนับสนุนมาก การได้รับเลือกตั้งจำนวนเขต สส.ในสกอตแลนด์มีผลต่อที่นั่งในสภาของ Westminster ในอังกฤษ/p pแนวความคิดที่จะค่อยๆ กระจายอำนาจให้สกอตแลนด์เกิดขึ้นในการลงประชามติในปี ค.ศ.1979 มีคนโหวตเยสมากกว่า แต่ไม่เกินครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้ที่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง เข้าใจว่าคะแนนอยู่ที่ 39-40 เปอร์เซ็นต์ ส่วนคะแนนของคนที่โหวตโนต่ำกว่านั้น แต่เนื่องจากประชากรที่โหวตเยสไม่เกินครึ่งหนึ่งจึงทำให้ประเด็นนี้ตกไป/p pในที่สุดความฝันของสกอตแลนด์ก็เป็นจริง เมื่อพรรคที่มีเสียงข้างมากในสกอตแลนด์คือพรรคแรงงานได้มาเป็นผู้นำรัฐบาลใน Westminster เมื่อพรรคแรงงานเข้าสู่อำนาจก็พยายามนำเสนอกรอบแนวความคิดเรื่องการกระจายอำนาจให้กับสกอตแลนด์ ซึ่งเป็นพลังขับเคลื่อนที่นำมาสู่ The Scotland Act ในปี ค.ศ.1998 ซึ่งพยายามให้สกอตแลนด์มีสภาเป็นของตัวเอง และมีอำนาจที่จะเก็บภาษีรายได้ ขณะเดียวกันก็มีอำนาจในการดำเนินนโยบายบางส่วนที่เกี่ยวกับสวัสดิการสังคมของตัวเอง/p pอย่างไรก็ดี ความนิยมของพรรคแรงงานก็ค่อยๆ ลดลงหลังจากอยู่ในอำนาจมานานเกือบ 10 ปี ระหว่างที่พรรคแรงงานบริหารสหราชอาณาจักรอยู่นั้น พรรค SNP ที่มีอยู่มานานพอสมควรก็ค่อยๆ เปลี่ยนรูปแบบการเรียกร้องโดยลดความเข้มข้นลงจากเดิมที่ฮาร์ดคอร์มากๆ ด้วยการพยายามแสดงให้เห็นถึงความมีเหตุมีผลหลังจากที่สกอตแลนด์สำรวจพบน้ำมันในช่วงทศวรรษที่ 1970 พยายามใช้ข้อถกเถียงเรื่อง Scottish oil มาเป็นประเด็นในการเรียกร้องเอกราช/p pในขณะที่ความนิยมในพรรคแรงงานลดต่ำลง พรรค SNP เริ่มมีแนวความคิดที่ยึดเอากรอบสวัสดิการสังคมเป็นแกน จนการเลือกครั้งล่าสุดได้พรรคอนุรักษ์นิยมเป็นเสียงข้างมากในอังกฤษ ก็มีนโยบายชัดเจนที่จะลดสวัสดิการสังคม หันไปใช้นโยบายรัดเข็มขัด เริ่มมีการเก็บค่าเล่าเรียนของนักศึกษาที่เรียนในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งขัดกับแนวความคิดของฝ่ายซ้ายซึ่งมีรากอยู่ในสกอตแลนด์มากพอสมควร/p pพรรค SNP จึงได้ประเด็น Alex Salmond ผู้นำพรรคก็พยายามที่จะผลักประเด็นเรื่องอิสรภาพอำนาจอธิปไตยของสกอตแลนด์เพิ่มมากขึ้น ในที่สุดก็นำมาสู่การลงประชามติในปี 2014/p h3br /span style="color:#0000ff;"strongผศ.ณัฐนันท์ คุณมาศ/strong/span/h3 pคงไม่ถูกต้องนักถ้าจะกล่าวว่า การลงประชามติของสกอตแลนด์ครั้งนี้เป็นการลงประชามติของคนเชื้อชาติสกอต หากพิจารณาจากผู้ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งซึ่งมีอยู่ถึง 4 ล้านคน จะพบว่าหมายถึงผู้ที่จ่ายเงินภาษีให้รัฐบาลสกอตแลนด์ คือผู้ที่มีบ้าน หรือจ่ายภาษีบ้าน (Council tax) ให้รัฐบาลท้องถิ่นของสกอตแลนด์/p pคนที่มีสิทธิ์ลงประชามติจึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนเชื้อชาติสกอตเสมอไป อาจจะเป็นทั้งประชาชนในยุโรปหรือชาวต่างชาติที่ทำมาหากินในบริเวณนั้น ดังนั้น จะเห็นว่าเป็นเจตจำนงของคนที่มีปฏิสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบริเวณนั้นมากกว่า ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ใช่เรื่องของความแตกต่างทางประวัติศาสตร์หรือเชื้อชาติ-ศาสนา/p pถ้าย้อนไปมากกว่า 30 วันก่อนถึงวันลงประชามติ ผลโพลล์ยังห่างกันเป็นสิบจุดซึ่งเท่ากับคะแนนจริงของผลคะแนนที่ออกมา ช่วงนั้นมีความพยายามทำโพลล์เกือบทุกวัน มีพลังเงียบที่ยังไม่ตัดสินใจจะโหวตเยสหรือโนอยู่ประมาณร้อยละ 10-15 ท้ายที่สุดโพลล์ของพลังเงียบก็ค่อยๆ เติมฝั่งเยสมากขึ้นเรื่อยๆ/p pเคยพูดในที่อื่นๆ ก่อนหน้านี้ว่า ถ้าโนอยากชนะต้องลุ้นให้พวกพลังเงียบไม่ออกมาใช้สิทธิ์ วันที่ 8 กันยายนเป็นวันที่สำคัญมาก เพราะเป็นวันที่มีโพลล์แรกและมีโพลล์เดียวของ YouGov ที่บอกว่าเยสนำอยู่ประมาณ 1.7 เปอร์เซ็นต์ วันนั้นค่าเงินปอนด์ร่วงต่ำสุดในรอบ 10 เดือน แสดงให้เห็นว่าไม่ดีต่อภาวะเศรษฐกิจแน่ๆ พอเศรษฐกิจตก วันรุ่งขึ้น YouGov ก็ทำโพลล์ใหม่ ผลออกมาว่าโนนำอยู่ 2 เปอร์เซ็นต์เหมือนเดิม ท้ายที่สุดเป็นที่ทราบกันดีว่าโนเป็นฝ่ายชนะ 55 ต่อ 45 เปอร์เซ็นต์/p pถ้าพิจารณาการลงประชามติครั้งนี้ ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเยสหรือโนก็ล้วนแต่มีความสำคัญมาก ประเด็นแรก ถ้าพูดในทัศนะระหว่างประเทศคือ เรื่องระบบความมั่นคงโลก ถ้าเยสชนะโครงสร้างระบบความมั่นคงโลกจะเปลี่ยนไป ถ้าโดยประวัติศาสตร์ของภาวะความเป็นมหาอำนาจแล้ว อังกฤษเป็นมหามิตรของสหรัฐอเมริกามาโดยตลอดตั้งแต่สงครามเย็นยังไม่สิ้นสุด จนถึงปัจจุบันเป็น พันธมิตรข้ามแอตแลนติกภายใต้ร่มเงาขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต้/p pสิ่งสำคัญที่สกอตแลนด์มีและไม่ได้อยากมี คืออาวุธนิวเคลียร์ ฐานสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสกอตแลนด์อยู่ที่กลาสโกว์ทั้งหมด นี่คือสิ่งที่ฝ่ายความมั่นคงของอังกฤษรวมถึงอเมริกา และประธานาธิบดีโอบามากลัวมาก เพราะถ้ามีการแยกประเทศออกไปจริงๆ เป็นเรื่องยากที่อังกฤษจะสร้างสิ่งก่อสร้างขึ้นมาที่บริเวณข้างล่างขึ้นมาใหม่ ไม่ว่าจะเป็นที่พลีมัธ/p pปัจจุบัน ถ้าดูความมั่นคงในระยะเร่งด่วนจะเห็นว่ายุคนี้เป็นยุคที่น่ากลัวมาก เพราะมีปัญหาด้านความมั่นคงมากมาย อย่างเช่น ยูเครนกับรัสเซีย ไอเอสในซีเรีย ปัญหาตะวันออกกลาง หรือในแอฟริกาเหนือที่เกิดอาหรับสปริง อเมริกาไม่ต้องการให้สถานะความร่วมมือกับอังกฤษเปลี่ยนแปลงไป หรือไม่ต้องการให้อังกฤษค่อยๆ เล็กลงเป็นอันขาด นี่เป็นเรื่องของความมั่นคงที่ต้องคิดอย่างมาก ตอนแรก เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีอังกฤษคิดว่า การลงประชามติครั้งนี้ผลจะออกมาเป็นโนมากกว่าเยส แต่พอผลโพลล์ชี้ว่าคะแนนเริ่มใกล้กันมากขึ้น ความกังวลในเรื่องของความมั่นคงก็ขึ้นมาเป็นอันดับแรกเหนือเรื่องเศรษฐกิจ/p pอันดับที่สอง ผลกระทบทางเศรษฐกิจมีความสำคัญนอกเหนือไปจากหุ้นหรือค่าเงินปอนด์ตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคยุโรปซึ่งมีภาวะเศรษฐกิจที่ไม่สมดุลหรือมีวิกฤตเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นยูโรโซนหรือวิกฤตหนี้สาธารณะในประเทศที่ไม่ได้ใช้เงินยูโร ปัญหาของสกอตแลนด์ที่ต้องคิดก็คือ ถ้าแยกประเทศซึ่งต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปีคือ ในเดือนมีนาคมปี 2016 สกอตแลนด์หวังว่าจะมีสกุลเงินของตัวเองก็ต้องใช้เวลาในการสร้าง แต่เข้าใจว่าสกอตแลนด์อยากใช้เงินยูโร ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี ในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การระหว่างประเทศอื่นๆ รวมถึงสมาชิกในสหภาพยุโรป ซึ่งต้องเผชิญด่านหินต่อไป คือถูกสเปนวีโต้ในการเข้าเป็นสมาชิก/p pเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสกอตแลนด์ ไม่ว่าจะเป็นเยสหรือโน ได้จุดประกายเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของหลายประเทศที่อยากจะแบ่งแยกดินแดน โดยเฉพาะแคว้นคาตาลันในสเปนในที่จะจัดลงประชามติกันเองในเดือนพฤศจิกายน โดยรัฐบาลสเปนจะไม่รับรองผลการลงประชามตินั้น/p pในอีกทางหนึ่ง ผลประชามติที่ออกมาเป็นโน ได้จุดประกายให้ขบวนการแบ่งแยกดินแดน หรือแนวคิดที่เน้นการใช้ความรุนแรงต้องกลับมาฉุกคิดว่าอาจจะต้องมองโมเดลของสกอตแลนด์ ถึงแม้จะทำได้ยาก เพราะสกอตแลนด์ไม่มีความขัดแย้งรุนแรงเหมือนอย่างกรณีของจอร์เจีย/p pแต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จุดประกายคือ ทำให้ไอร์แลนด์เหนือซึ่งมีความรุนแรงมาก่อนในทศวรรษที่ 1970-80 เริ่มมองหาทางออกของตัวเอง ถึงแม้จะไม่ได้กลับไปเป็นยูเนียนกับไอร์แลนด์ แต่ก็มองว่าอาจจะมีวิถีทางที่จะได้รับการกระจายอำนาจ เป็นทางออกหนึ่งที่มากไปว่าการไปวางระเบิดเหมือนในอดีต ก็เป็นจุดเปลี่ยนในเรื่องแนวคิดของการแสวงหาเจตจำนงของตัวเองได้เหมือนกัน/p pอีกด้านหนึ่ง ถ้าผลโหวตออกมาเป็นเยส สหภาพยุโรปคงไม่อยากให้มีความเปลี่ยนแปลงแบบนี้เกิดขึ้น ถึงแม้สกอตแลนด์จะให้ความร่วมมือกับสหภาพยุโรปมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับอังกฤษหรือสหราชอาณาจักร ถ้าศึกษาเรื่องสหภาพยุโรปจะทราบว่าประเทศสมาชิกทั้ง 28 ประเทศจะต้องถ่ายโอนอำนาจอธิปไตย โดยเฉพาะอำนาจทางเศรษฐกิจให้กับสหภาพยุโรป รวมถึงนโยบายการเงินและนโยบายอัตราแลกเปลี่ยน ดังนั้น สหภาพยุโรปก็เข้าไปจัดการนโยบายท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสามารถให้เงินช่วยเหลือที่ข้ามหน้าอังกฤษไปให้กับสกอตแลนด์โดยตรงได้ เพราะฉะนั้นสกอตแลนด์ก็จะพัฒนาส่วนหนึ่งจากโครงการของสหภาพยุโรป/p pแต่ทำไมสหภาพยุโรปถึงไม่อยากให้สกอตแลนด์แยกออกมาและกลายเป็นสมาชิกใหม่ มันจะมีผลข้ามขั้นต่อไปว่า ถ้าสกอตแลนด์แยกประเทศออกมา จะทำให้อังกฤษออกจากสหภาพยุโรปอย่างแน่นอน เพราะปัจจุบันสกอตแลนด์จะเป็นบริเวณที่ให้การสนับสนุนอียูมาก ถ้ามีการทำโพลล์ของอังกฤษทั้งหมด คนส่วนใหญ่ของอังกฤษในปัจจุบันไม่อยากอยู่กับอียู สมมติเสียงส่วนใหญ่ร้อยละ 52 ไม่อยากอยู่กับอียู อีกร้อยละ 48 อยากอยู่กับอียู เสียงส่วนใหญ่ของ 48 เปอร์เซ็นต์ที่อยากอยู่กับอียูจะมาจากสกอตแลนด์ ถ้าหากไม่มีสกอตแลนด์แล้ว มีแนวโน้มอย่างมากที่รัฐบาลอังกฤษ โดยเฉพาะถ้าเป็นรัฐบาลอนุรักษ์นิยมหากจัดลงประชามติว่าจะอยู่กับอียูต่อไปหรือไม่ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าอังกฤษจะออกจาสหภาพยุโรป ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ยุ่งมาก/p pแม้ว่าสหราชอาณาจักรจะเป็นประเทศที่ทุกคนเอือมระอามาโดยตลอด แต่ว่าก็เป็นประเทศมหาอำนาจหลักในยุโรปคู่กับฝรั่งเศสและเยอรมนี การแยกประเทศของสกอตแลนด์จะสร้างปัญหาต่อไปเป็นทอดๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่สหภาพยุโรปไม่อยากให้เกิดขึ้น/p h3br /span style="color:#0000ff;"strongผศ.วสันต์ เหลืองประภัสร์/strong/span/h3 pมีประเด็นหนึ่งที่สนใจคือ กระบวนการกระจายอำนาจในสหราชอาณาจักร ซึ่งมีมานานและมีกฎหมายมาตั้งแต่ปี 1997 หลังจากนั้นก็เริ่มกระบวนการถ่ายโอนอำนาจ อย่างกรณีสกอตแลนด์จะมี พ.ร.บ.สกอตแลนด์ ปี 1998 ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปครั้งสำคัญของโครงสร้างสังคมการเมืองที่เรียกว่ารัฐ ซึ่งทำให้สหราชอาณาจักรน่าสนใจ/p pกรณีของสกอตแลนด์ก่อนจะมาถึงการลงประชามติ มีสิ่งที่น่าสนใจคือ การเปลี่ยนรูปของการจัดสัมพันธภาพทางอำนาจภายในชุมชนทางการเมืองที่เราเรียกว่า ‘รัฐเดี่ยว’ ในกรณีของสหราชอาณาจักรเลือกที่จะใช้รูปแบบการกระจายอำนาจไปใน 3 พื้นที่ก็คือ สกอตแลนด์ เวลส์ และไอร์แลนด์เหนือ/p pคำว่า devolution ก็เป็นรูปแบบอันหนึ่งภายใต้กรอบคอนเซ็ปต์ใหญ่ที่เราเรียกว่า decentralization หรือการกระจายอำนาจ ปัจจุบันถ้าเราพูดถึง decentralization จะหมายถึงเฉพาะการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างบ้านเราก็คือการกระจายอำนาจไปยังเทศบาล อบต. อบจ. แต่ถ้าเอาคอนเซ็ปต์ในความหมายกว้าง decentralization หมายถึงการจัดสรรแบ่งปันอำนาจในรัฐ จากรัฐบาลส่วนกลางหรือรัฐบาลแห่งชาติไปยังส่วนอื่นๆ ซึ่งอาจจะหมายถึงรัฐด้วยกันเองและหมายถึงเอกชน/p pยกตัวอย่าง ถ้าสำรวจจะพบว่าการกระจายอำนาจเป็นไปได้หลายรูปแบบ ทั้งแบบที่เรียกว่า privatization คือการเพิ่มบทบาทภาคเอกชนในกิจการภาครัฐ การ delegation ภาษาไทยเรียกว่าการมอบอำนาจ คือการกระจายอำนาจแบบหนึ่ง แปลว่าอำนาจเป็นของรัฐแต่รัฐไม่ทำเอง มอบให้คนอื่นทำแทน รวมถึงการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ถ้าพูดอย่างเคร่งครัด ใช้คำว่า devolution หรือการโอนอำนาจ ซึ่งจะต่างจาก delegation/p pdelegation อำนาจยังคงเป็นของรัฐบาลแห่งชาติ แต่รัฐบาลแห่งชาติไม่ทำเอง มอบให้คนอื่นทำแทน เพราะฉะนั้นความเป็นเจ้าของอำนาจยังคงเป็นของรัฐ แต่อำนาจในการดำเนินการเป็นของคนอื่น แต่ถ้า devolution จะไปทั้งความเป็นเจ้าของอำนาจและอำนาจดำเนินการ เรียกว่าการโอนอำนาจ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการโอนอำนาจภายใจกลไกรัฐด้วยกันเอง ซึ่งก็คือการปกครองท้องถิ่น/p pในอีกทางหนึ่ง กระบวนการ devolution จากสหราชอาณาจักรไปยังสกอตแลนด์ ก็เป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นแบบหนึ่ง แต่เป็นการกระจายอำนาจที่ไปเยอะกว่าท้องถิ่นที่เราคุ้นชิน/p pต้องเข้าใจก่อนว่าโดยพื้นฐาน อังกฤษเป็นรัฐที่รวมศูนย์แต่ไหนแต่ไรมาเช่นเดียวกับฝรั่งเศสและไทย ประเทศที่ผ่านประสบการณ์การก่อรูปรัฐสมัยใหม่ภายใต้แบบแผนอย่างหนึ่ง อย่างกรณีของอังกฤษหรือฝรั่งเศส ไม่ได้เกิดจากข้างล่างบูรณาการกันขึ้นมาเป็นรัฐเหมือนอย่างเยอรมันหรือสหรัฐอเมริกา แต่เกิดจากการที่ส่วนกลางไปสลายอำนาจของท้องถิ่น แล้วรวมศูนย์ก่อนเพื่อสร้างความเป็นรัฐ รัฐที่ผ่านพัฒนาการแบบนี้ค่อนข้างจะมีโครงสร้างทางการเมืองและบริหารราชการแบบรวมศูนย์ แต่ว่าอังกฤษในระยะหลัง ค่อยๆ กระจายอำนาจลงไปมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็หมายรวมถึงสกอตแลนด์ที่เราพูดกันอยู่/p pการกระจายอำนาจในสกอตแลนด์น่าสนใจตรงที่ว่า อำนาจที่โอนไปยังสกอตแลนด์ค่อนข้างกว้างขวาง ปรกติการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นมักตราเป็นพระราชบัญญัติ เพื่อถ่ายโอนภารกิจหนึ่งๆ ออก เช่น จับหมา รดน้ำต้นไม้ เก็บขยะ แต่ของสกอตแลนด์เขียนกฎหมายอย่างค่อนข้างกว้าง ที่สำคัญที่สุดซึ่งต่างไปจากการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นโดยทั่วไปคือ การให้สกอตแลนด์มีสภานิติบัญญัติของตัวเอง บางคนบอกว่าไม่ใช่ devolution แบบธรรมดา แต่เป็นการกระจายอำนาจในทางนิติบัญญัติ ซึ่งเราทราบว่าของอังกฤษใช้ระบบสภา ก็คือสภาเป็นใหญ่ สภาทำได้ทุกอย่าง/p pเพราะฉะนั้น การยอมให้สกอตแลนด์มีสภาเป็นของตนเอง ก็หมายความว่า ให้สกอตแลนด์ปกครองตนเองนั่นเอง ในการบริหารกิจการใดๆ ที่เป็นกิจการภายในของสกอตแลนด์ซึ่งใช้หลัก home rule อะไรที่เป็นเรื่องภายในก็ให้สภาเป็นกลไกในการจัดการ/p pถ้าเราดูใน พ.ร.บ.สกอตแลนด์ปี 1998 จะให้อำนาจสภาอย่างกว้างขวางมาก โดยมากจะเป็นการบริหารกิจการภายใน ทั้งเรื่องสวัสดิการ การศึกษา การพัฒนาเศรษฐกิจ การส่งเสริมการท่องเที่ยว และอะไรต่างๆ อีกมากมาย ยกเว้นอำนาจบางเรื่องเท่านั้นที่ยังสงวนไว้เป็นของสภาใหญ่ เช่น เรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องความมั่นคง เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นหลักทั่วไปที่จะไม่โอนเรื่องเหล่านี้ไปยังท้องถิ่น แต่เรื่องใดๆ นอกจากที่สงวนไว้ สกอตแลนด์สามารถทำได้อย่างกว้างขวาง/p pเราก็พยายามเปรียบเทียบกัน อย่างเช่น เวลส์ สกอตแลนด์ ไอร์แลนด์เหนือ ก็ได้ไม่เท่ากัน ถ้าดูตัว พ.ร.บ.จะเห็นว่าสกอตแลนด์มีอำนาจกว้างขวางที่สุด พูดง่ายๆ กิจการใดๆ ที่เกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ของคน สภาสกอตแลนด์สามารถบริหารจัดการได้อย่างกว้างขวาง/p pมีกรณีหนึ่งเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน สภาใหญ่ผ่านกฎหมายขึ้นค่าเล่าเรียนในระดับอุดมศึกษา แต่เนื่องจากว่าอำนาจในการจัดการศึกษาถูกถ่ายโอนไปที่สกอตแลนด์แล้ว สกอตแลนด์จึงสวนทางกับสภาใหญ่โดยไม่ขึ้นค่าเล่าเรียน นักวิชาการอังกฤษคนหนึ่งที่ผมเจอเล่าว่า นี่เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่สกอตแลนด์ทำอะไรสวนทางกับสภาแห่งชาติที่อังกฤษ/p pสกอตแลนด์จึงน่าสนใจในแง่ที่เราจะได้เรียนรู้ว่า เอาเข้าจริงแม้เราจะพูดถึงโครงสร้างของรัฐ การจัดการการปกครองของรัฐที่เรียกว่ารัฐเดี่ยว แต่รัฐเดี่ยวสามารถแปรรูปเปลี่ยนร่างได้มากทีเดียวโดยอาศัยกลไกที่เรียกว่า devolution/p pเรามักจะเทียบเคียงระหว่างรัฐเดี่ยวกับสหพันธรัฐ และชอบมองว่าการกระจายอำนาจแบบนี้จะกระทบต่อความเป็นรัฐเดี่ยวหรือไม่อย่างไร แต่ถ้าดูในเชิงหลักการจัดสัมพันธภาพระหว่างองค์กรต่างๆ ก็จะเห็นว่าต่อให้สหราชอาณาจักรกระจายอำนาจไปมากแค่ไหนก็ยังเป็นรัฐเดี่ยว ไม่กระทบอะไรต่อความเป็นรัฐเดี่ยวอันแบ่งแยกไม่ได้อย่างที่เราชอบอ้างกันในมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญไทย/p pการกระจายอำนาจไม่ได้กระทบอะไรเลย เพราะอำนาจที่สกอตแลนด์มีนั้นมาจากสภาใหญ่ สกอตแลนด์ไม่ได้มีสิทธิในการปกครองตนเองมาตั้งแต่ต้น การปกครองของสภาสกอตแลนด์กับสัมพันธภาพกับสภาใหญ่ที่อังกฤษ ไม่ได้ใช้หลัก share rule อย่างพวกสหพันธรัฐ อำนาจที่สกอตแลนด์มีเกิดจากสภาใหญ่ตรากฎหมายมอบให้ เพราะฉะนั้นก็เอาคืนได้ ก็จึงยังคงความเป็นรัฐเดี่ยว/p pเหมือนกับ อบต.ที่บ้านเราซึ่งอำนาจเกิดจากการที่สภาตรากฎหมาย อบต.กระจายอำนาจลงไปให้ อำนาจสูงสุดยังคงอยู่ที่สภาใหญ่ เมื่อให้ได้ก็เอาคืนได้ เพราะฉะนั้น สหราชอาณาจักรจึงยังคงเป็นรัฐเดี่ยว แต่เป็นรัฐเดี่ยวที่น่าสนใจเพราะเกิดการกระจายอำนาจภายในจนกระทั่งหลายคนบอกว่าเข้าใกล้ความเป็นสหพันธรัฐ ขณะเดียวกันก็เป็นปรากฏการณ์ที่ประเทศสหพันธรัฐจำนวนมาก รัฐบาลกลางมีการรวบอำนาจมาอยู่ที่ federal government มากขึ้น ทำให้รัฐบาลระดับแคว้นหรือมลรัฐมีอำนาจน้อยลง จะเห็นว่ามีการเปลี่ยนรูปที่สวนทางกันแบบนี้/p pที่น่าสนใจที่สุดคือที่อาจารย์ณัฐนันท์พูดว่า สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะสร้างความตระหนักให้กับขบวนการแบ่งแยกดินแดนทั่วโลกว่า สกอตแลนด์เป็นกรณีที่ศิวิไลซ์มาก ใช้กระบวนการอย่างเป็นทางการ ใช้กลไกของพรรคการเมือง ใช้กระบวนการต่อสู้ภายในสภาเพื่อตราข้อกฎหมายอย่างเป็นทางการ ไม่มีการจับอาวุธขึ้นมาต่อสู้กัน/p pกรณีสกอตแลนด์ ช่วยตอกย้ำคอนเซ็ปต์หนึ่งซึ่งในระยะหลังพูดกันมากก็คือ เรื่อง asymmetric decentralization หรือการกระจายอำนาจแบบ ‘อสมมาตร’ ในหลายประเทศเริ่มใช้รูปแบบการกระจายอำนาจ แต่ไม่ใช่การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นที่พูดกันในแบบปรกติ เพราะการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นแบบปรกติทั่วไปจะทำทั้งประเทศเหมือนๆ กัน เทศบาลทั้งประเทศก็เหมือนๆ กัน แต่ในบางประเทศซึ่งอาจมีปัญหาความขัดแย้ง เรื่องชาติพันธุ์ซึ่งมีการทะเลาะเบาะแว้งระหว่างชนกลุ่มน้อยกับรัฐบาลกลาง หรือกลุ่มศาสนา กลุ่มชาติพันธุ์บางอย่าง/p pหลายประเทศเริ่มที่จะใช้การกระจายอำนาจแบบอสมมาตรเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว รัฐบาลสามารถกระจายอำนาจไปยังบางพื้นที่ให้มากกว่าปรกติหรือมากกว่าพื้นที่อื่นๆ เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งที่อาจจะตามมา เราจะเห็นว่าในอินโดนีเซียก็มี หรือกลุ่มมุสลิมมินดาเนาในฟิลิปปินส์ ก็ใช้วิธีแบบนี้กระจายอำนาจไปมากกว่าพื้นที่อื่นๆ อาจจะมีอำนาจในการปกครอง บริหารจัดการพื้นที่ตนเองได้กว้างขวางกว่าพื้นที่อื่นๆ/p pเพราะฉะนั้น หลายคนอาจมองว่าการกระจายอำนาจไปยังเฉพาะที่เฉพาะถิ่นที่มากกว่าปรกติ น่าจะเป็นทางออกหนึ่งที่ศิวิไลซ์ในการแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นระหว่างชาติพันธุ์ภายในรัฐด้วยกันเอง โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องไปจับอาวุธต่อสู้กัน หรือว่านำไปสู่การเกิดขึ้นของกระบวนการก่อการร้าย/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/AAilWLEWepw" height="1" width="1"/

ศาลหัวหินพิพากษาประหารชีวิต จำเลยฆ่าข่มขืน ด.ญ.วัย 13 โยนร่างทิ้งรถไฟ

Tue, 30/09/2014 - 14:12
!--break--!--break-- pnbsp;/p p30 ก.ย.2557 a href="http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE1qQTFNRGt3TUE9PQ%3D%3Damp;subcatid"เว็บไซต์ข่าวสด/a รายงานว่า nbsp;เมื่อเวลา 10.00 น. ศาลจังหวัดหัวหินนัดอ่านคำพิพากษาคดีสะเทือนขวัญ กรณีฆ่าข่มขืน ‘น้องแก้ม’เด็กหญิงวัย 13 ปี บนรถไฟขบวนที่ 174 นครศรีธรรมราช-กรุงเทพฯ แล้วโยนศพออกจากหน้าต่างรถไฟเพื่ออำพรางคดี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2557 ที่ผ่านมา กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมตัว ผู้ต้องหา 2 ราย ได้แก่ นายวันชัย หรือ เกม แสงขาว อายุ 21 ปี พนักงานรถนอนประจำขบวนรถที่ 174nbsp; จำเลยที่ 1 และนายณัฐกรณ์ หรือ หนึ่ง ชำนาญ อายุ 19 ปี พนักงานทำความสะอาดบนรถไฟขบวนเดียวกัน จำเลยที่ 2 nbsp;br /br /ต่อมาอัยการจังหวัดหัวหินเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง จำเลยที่ 1-2 ทั้งนี้ได้เริ่มสืบพยานครั้งแรกในวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา จากนั้นได้มีการนัดสืบพยานรวม 5 นัด ภายหลังจากที่มีการสืบพยานครบถ้วนทั้ง 29 ปาก เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลจังหวัดหัวหินจึงได้นัดฟังคำพิพากษาในวันนี้ เวลา 10.00 น.br /nbsp;/p pสำหรับจำเลยทั้ง 2 คน ได้แก่ นายวันชัย แสงขาว จำเลยที่ 1 ถูกฟ้องรวม 5 ข้อหา คือ 1.ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา 2.กระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี 3.ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ 4.ลักทรัพย์ในยวดยานสาธารณะในเวลากลางคืน และ 5.เสพยาเสพติด โดยมีโทษสูงสุดคือประหารชีวิต ซึ่งนายวันชัย รับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ส่วนนายณัฐกรณ์ ชำนาญ จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องในข้อหาสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี รับสารภาพในชั้นพนักงานสอบสวน แต่ให้การปฏิเสธในชั้นศาลbr /br /สำหรับบรรยากาศในช่วงเช้ามีดาราสาวชื่อดัง ‘บุ๋ม’ ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ที่เคลื่อนไหวให้ลงโทษประหารในคดีข่มขืน เดินทางมาร่วมรับฟังการพิจารณาคดีที่ศาลจังหวัดหัวหินด้วย พร้อมทั้งกล่าวให้กำลังใจกับครอบครัวของผู้ที่สูญเสีย เกี่ยวกับกฎหมายคดีข่มขืน อยากให้มีการเปลี่ยนแปลงในส่วนของบทลงโทษให้สูงสุด คือ ประหารชีวิต คนร้ายจะได้มีความเกรงกลัวต่อกฎหมาย โดยหลังจากนี้จะยังเดินหน้าในการรณรงค์เรื่องกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับการข่มขืนต่อไป โดยมีญาติของน้องแก้มจำนวน 11 คน เดินทางมาร่วมรับฟังคดี โดยครอบครัวของน้องแก้ม ได้เดินทางมาศาลจังหวัดหัวหิน ทั้งหมดใส่เสื้อยืดสีขาว และสีดำ ที่สกรีนคำว่า 1 คนตายเท่ากับ 1 ล้านชีวิตตื่น และ ข่มขืนเท่ากับประหาร ขณะเดียวกันญาติของนายณัฐกรณ์ ชำนาญก็เดินทางมาร่วมฟังคดีด้วยเช่นเดียวกันbr /br /nbsp;ดาราสาว ปนัดดา วงศ์ผู้ดี กล่าวว่า ความตั้งใจในการรณรงค์เรื่องของกฎหมายมีมาก่อนหน้าคดีของน้องแก้ม แต่ด้วยคดีที่เกิดขึ้นสร้างความสะเทือนใจให้กับทุกฝ่ายการรณรงค์จึงเดินหน้าอย่างเต็มที่ โดยขณะนี้มีผู้ร่วมลงชื่อแล้วมากกว่า 1 แสนคน ตนจึงอยากจะรู้ผลของคดีด้วยตนเอง อยากทราบว่ากฎหมายจะมีความเป็นธรรมมากน้อยขนาดไหน แม้น้องแก้มจะไม่สามารถคืนกลับมาได้แล้วก็ตาม และอยากมาให้กำลังใจกับครอบครัวของน้องแก้ม โดยเฉพาะคุณแม่ที่เครียดและเสียใจตลอดเวลา ต้องใช้ธรรมะเป็นที่พึ่ง ทราบว่าน้ำหนักลดลงไปหลายกิโลกรัมแล้ว ขณะนี้คดีที่เกี่ยวข้องกับการข่มขืนเกิดขึ้นทุกวัน อยากให้กฎหมายที่ตนและประชาชนร่วมรณรงค์ได้รับการพิจารณาโดยเร็ว อยากให้กำลังใจไปยังทุกคนที่ประสบปัญหา ทุกครอบครัวได้มีกำลังใจในการต่อสู้เรื่องร้ายที่เกิดขึ้นbr /br /นายพัฒนชัย ธานินทร์พงศ ญาติของ ด.ญ.วัย 13 ปี กล่าวว่า ทางครอบครัวหวังว่าจะได้รับความยุติธรรม แต่ถึงแม้ว่าการตัดสินจะออกมาในรูปแบบใดก็ตาม ทางครอบครัวก็ยอมรับ ทางครอบครัวอยากขอความยุติธรรมกับทางศาล เรื่องที่เกิดขึ้นครอบครัวยังคงเสียใจอย่างมาก ที่ผ่านมาทางครอบครัวติดตามคดีมาโดยตลอด จึงมั่นใจในหลักฐานที่ทางเจ้าหน้าที่มีอยู่แม้ว่าผู้ต้องหา 1 ใน 2 คน จะมีการปฏิเสธในชั้นพนักงานสอบสวนและชั้นศาลก็ตาม แต่เชื่อว่าจะสามารถเอาผิดได้ สงสารแต่แม่ ซึ่งยังคงคิดถึงน้อง ทำบุญตักบาตรให้น้องทุกวัน ไปวัดฟังธรรมทุกสัปดาห์ โดยทางครอบครัวจะร่วมกับทุกฝ่ายในการเดินหน้าในการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับคดีข่มขืน ให้มีโทษเท่ากับประหาร หวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อไป/p pล่าสุด ศาลพิพากษา ประหารชีวิต นายวันชัย แสงขาว จำเลยที่ 1 มีความผิดตามฟ้อง และเป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย โหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรม เป้นเรื่องร้ายแรง สมควรลงโทษสถานหนัก/p pพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรม ฐานฆ่าผู้อื่น ให้ลงโทษประหารชีวิต ฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ให้ลงโทษจำคุก 9 ปี ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ให้ลงโทษจำคุก 5 ปี ฐานซ่อนเร้นศพ ให้จำคุก 1 ปี ฐานเสพยาบ้า ให้ลงโทษจำคุก 6 เดือน โดยเมื่อรวมความผิดแล้ว ให้ลงโทษสูงุสดประหารชีวิต และการกระทำของนายวันชัย ที่อ้างว่าสารภาพ เพราะสำนึกผิดนั้น ศาลเห็นว่า นายวันชัย รับสารภาพ เพราะจำนนต่อหลักฐาน ไม่มีเหตุบรรเทาโทษ/p pส่วนจำเลยที่ 2 นาย ณัฐกรnbsp; หรือ หนึ่ง มีความผิดฐานให้การสนับสนุน จำคุก 6 ปี สารภาพ ในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือจำคุก 4 ปี/p pผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังศาลตัดสินประหารชีวิต จำเลยมีสีหน้าเรียบเฉยต่างกับก่อนขึ้นศาลที่มีสีหน้ายิ้มแย้ม จากนั้นเจ้าหน้าที่นำตัวจำเลยส่งกลับไปยังเรือนจำ/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/97JQ2q-iYrI" height="1" width="1"/

นัดพิพากษา 4 พ.ย.คดี 112 นักศึกษาวิศวะ- คาดสั่งฟ้องคดีละครเจ้าสาวหมาป่า

Tue, 30/09/2014 - 13:00
!--break--!--break-- p30 ก.ย.2557 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาฯ มีการนัดสมานฉันท์ในคดีของอัครเดช นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร จำเลยคดีความผิดตามมาตรา 112 โดยจำเลยให้การรับสารภาพ พร้อมแถลงประกอบรับสารภาพขอให้ศาลรอลงอาญา ผู้พิพากษามีคำสั่งให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะประวัติ และนัดพิพากษาในวันที่ 4 พ.ย.นี้ เวลา 9.00 น. ที่ศาลอาญา รัชดา/p pอัครเดช อายุ 24 ปี เป็นนักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร กำลังจะขึ้นชั้นปีที่ 4 โดยวันที่ 18 มิ.ย.57 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.สุทธิสารกว่า 10 นาย นำหมายจับไปจับกุมตัวเขาจากบ้านพักในเขตหนองจอก พร้อมทั้งยึดโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะเป็นของกลาง ก่อนนำตัวมาสอบสวนที่สน.สุทธิสาร จากนั้นในวันที่ 20 มิ.ย.ตำรวจได้นำตัวไปฝากขังที่ศาล อัครเดชถูกควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จนถึงปัจจุบันรวมแล้ว 49 วัน ขณะที่ครอบครัวยื่นคำร้องขอประกันตัวทั้งสิ้น 5 ครั้งโดยใช้เงินสด 150,000 – 200,000 บาทแต่ศาลไม่อนุญาต/p pเขาถูกกล่าวหาว่า เป็นผู้ใช้นามแฝง “น้าดมก็รักในหลวงนะ” โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก 1 ข้อความในวันที่ 15 มี.ค.57 ซึ่งเป็นการถกเถียงกันระหว่างผู้เห็นต่างในเฟซบุ๊ก จากนั้นในช่วงปลายเดือนมีนาคมมีผู้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษเขากับเจ้าหน้าที่ ตำรวจ สน.สุทธิสารพร้อมนำหลักฐานเชื่อมโยงมายังตัวอัครเดชมาให้เจ้าหน้าที่ด้วย เขาถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา และมาตรา 14 (1) , (2) , (3) , (4) , (5) ของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน/p pstrong2 จำเลยคดีเจ้าสาวหมาป่าขึ้นศาลพรุ่งนี้ /strong/p pผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในวันพรุ่งนี้ (1 ต.ค.) จะเป็นวันครบฝากขังผลัดที่ 5 ของ จำเลยคดี 112nbsp; อีก 2 รายคือ ภรณ์ทิพย์ (สงวนนามสกุล) ปติวัฒน์ (สงวนนามสกุล) จากกรณีมีส่วนในละคะเวทีเจ้าสาวหมาป่า คาดว่าพนักงานสอบสวนจะสรุปสำนวนและมีคำสั่งฟ้อง พร้องส่งสำนวนต่อไปยังชั้นอัยการในวันดังกล่าวด้วย/p pผู้ใกล้ชิดภรณ์ทิพย์แจ้งว่า ทั้งสองถูกคุมขังที่เรือนจำโดยที่บุคคลอื่นนอกเหนือจากรายชื่อ 10 คนที่ผู้ต้องขังแจ้งเจ้าหน้าที่ไม่สามารถเข้าเยี่ยมได้ แต่ในการออกศาลแต่ละครั้งรวมถึงครั้งนี้ บุคคลภายนอกจะสามารถพูดคุยผู้ต้องขังได้ที่ห้องขังใต้ถุนศาลอาญา/p pทั้งนี้ ปติวัฒน์ถูกจับกุมในวันที่ 14 ส.ค.และภรณ์ทิพย์ถูกจับในวันที่ 15 ส.ค. ทั้งคู่ถูกแจ้งข้อหามาตรา 112 จากกรณีมีส่วนร่วมกับละครเวทีเรื่องเจ้าสาวหมาป่า ซึ่งจัดแสดงในงานรำลึก 40 ปี 14 ตุลาฯ ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ต่อมาวันที่ 30 ต.ค.2556 a href="http://www.prachatai.com/journal/2013/10/49505"เครือข่ายเฝ้าระวัง พิทักษ์และปกป้องสถาบันnbsp;/aมี การจัดประชุมสมาชิกเครือข่ายnbsp;โดยมีผู้เข้าร่วมราว 200-300 คน ได้ประชุมร่วมกันเพื่อแจกจ่ายคลิปดังกล่าวและนัดแนะให้เครือข่ายฯ เข้าแจ้งความตามมาตรา 112 ที่สถานีตำรวจในพื้นที่ที่อยู่อาศัย/p pปติวัฒน์ หรือ แบงก์ อายุ 23 ปี กำลังเรียนคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เอกดุริยางคศิลป์และการแสดงพื้นบ้าน มีความเชี่ยวชาญในการแสดงหมอลำ จนกระทั่งเขาได้ฉายาว่า ‘บักหนวดเงินล้าน ปฏิภาณลือชา’ ต่อมาได้รับเลือกเป็นประธานสหพันธ์นิสิตนักศึกษาภาคอีสาน ( สนนอ.) ซึ่งเป็นกลุ่มนักศึกษาที่เคลื่อนไหวในประเด็นการศึกษา สิทธิและเสรีภาพ ตลอดจนสังคมการเมือง/p pภรทิพย์ หรือ กอล์ฟ อายุ 25 ปี จบจากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เธอสนใจการเมืองตั้งแต่ครั้งยังเป็นนักศึกษา เธอและเพื่อนๆ ร่วมกันก่อตั้งกลุ่มละครเล็กๆ ชื่อว่า ประกายไฟการละครเมื่อปี 2553 มีวัตถุประสงค์เพื่อทำละครให้เข้าถึงประชาชนชั้นล่าง ที่ผ่านมาจะทำการแสดงละครในประเด็นสังคม ประเด็นการเมือง ตามท้องถนน ที่ชุมนุม และในต่างจังหวัด อย่างไรก็ตาม กลุ่มละครดังกล่าวได้ปิดตัวลงไปแล้วเมื่อ 8 ก.ค.2555 เนื่องจากความไม่ลงตัวของสมาชิกและความต้องการศึกษาทฤษฎีทางสังคม การเมือง เพิ่มเติมของสมาชิกในกลุ่ม ส่วนภรณ์ทิพย์ได้หันไปประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างบริษัท/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/08/55137" target="_blank" ใครในเรือนจำ: การเพิ่มจำนวนอย่างเงียบเชียบของคดี 112 หลังรัฐประหาร/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2014/08/54987" target="_blank" ศาลอุทธรณ์ไม่ให้ประกัน นศ.มหานคร คดี 112/a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2014/09/55484" target="_blank"อัยการส่งฟ้องคดี112 นักศึกษามหานคร/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/adff5B4jq9I" height="1" width="1"/

บีบีซีวิเคราะห์ ผู้นำจีนน่าจะคิดอะไรอยู่เกี่ยวกับการประท้วงในฮ่องกง

Tue, 30/09/2014 - 11:16
pแคร์รี เกรซี บก.ข่าวประเด็นจีนของบีบีซี วิเคราะห์สิ่งที่น่าจะอยู่ในความคิดของผู้นำจีน สีจิ้นผิง 10 ข้อ หลังมีการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง เขาจะวางท่าทีและจัดการกับผู้ชุมนุมด้วยไม้แข็งหรือไม้อ่อน ขณะที่วันครบรอบสถาปนาระบอบคอมมิวนิสต์จีน 65 ปี กำลังใกล้เข้ามา/p !--break--!--break-- pbr /29 ก.ย. 2557 ในขณะที่การประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยเต็มใบในฮ่องกงเริ่มทวีความเข้มข้นขึ้น แคร์รี เกรซี บรรณาธิการสำนักข่าวประเด็นจีนของบีบีซีได้เขียนบทความวิเคราะห์ว่าสีจิ้นผิงประธานาธิบดีของสาธารณรัฐประชาชนจีนกำลังคิดอะไรอยู่ โดยแบ่งเป็น 10 ข้อดังนี้/p pbr /ข้อ 1 คิดว่า "ผมทำตัวเองแท้ๆ"/p pทางการจีนทำให้ผู้ฝักใฝ่ประชาธิปไตยในฮ่องกงเห็นเจตนาอย่างชัดเจนจากการตั้งกฎว่าจะเป็นคนคัดเลือกผู้ลงชิงชัยในการเลือกตั้งแทน มีบางส่วนเตือนเขาแล้วว่าการตัดสินใจของทางการจีนอาจจะทำให้เกิดปัญหา แต่สีจิ้นผิงก็ยังคงเลือกเสี่ยงในเรื่องนี้ จนทำให้เกิดผลที่ตามมาอย่างที่เห็น นอกจากนี้ยังทำให้เกิดการท้าทายทางการเมืองต่อทางการจีนและเป้นบททดสอบการให้คำมั่นของจีนเรื่อง "หนึ่งประเทศ สองระบบ"/p pข้อ 2 คิดว่า "ผมต้องชนะ"/p pสองปีหลังจากที่สีจิ้นผิงขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขาก็ได้รับอำนาจทางการเมืองที่ไม่มีใครเทียบชั้นได้และเขาก็ต้องการให้การตัดสินใจของเขาเป็นผล อย่างไรก็ตามโครงการต่อต้านการคอร์รัปชั่นของสีก็ทำให้เขามีศัตรูภายในคอยจังหวะที่เขาพลาดท่าอยู่ ทำให้เรื่องที่เกิดขึ้นในฮ่องกงเป็นมากกว่าแค่เรื่องในฮ่องกง แม้ว่าผู้ประท้วงจะต้องการให้ทางการจีนยกเลิกกฎการคัดเลือกผู้แทนลงสมัครการเลือกตั้ง แต่สีจิ้นผิงก็จะไม่ยอมง่ายๆ หรือมิเช่นนั้นก็ไม่สามารถกระทำได้/p pbr /ข้อ 3 คิดว่า "นักศึกษาจอมอุดมการณ์พวกนี้เป็นจุดอ่อนของเราอีกแล้ว"/p pนักวิชาการวัยกลางคนซึ่งเป็นผู้นำ "ขบวนการยีดครองย่านใจกลาง" (Occupy Central) เป็นคนที่คาดเดาและรับมือได้ง่ายสำหรับทางการจีน แต่สิ่งที่ท้าทายต่อพวกเขาจริงๆ คือนักศึกษามหาวิทยาลัยที่บอยคอตต์ชั้นเรียนตั้งแต่ช่วงวันจันทร์สัปดาห์ที่แล้ว (22 ก.ย.) พวกเขาต้องการมีส่วนร่วมด้วยแม้ว่าทางการจีนจะทำเป็นหูทวนลมต่อข้อเรียกร้องของพวกเขา/p pแม้ว่าทางการจีนจะมีจุดยืนไม่ยอมประนีประนอมในเรื่องการเป็นผู้คัดเลือกตัวแทนลงชิงชัยการเลือกตั้ง แต่ทางการจีนก็ได้พยายามกลั่นกรองว่าการเคลื่อนไหวต่อต้านนี้มีวัตถุประสงค์ใด ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องทางอุดมการณ์ล้วนๆ จนถึงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วกลุ่มนักเรียนนักศึกษายังคงทำให้คนได้รับทราบข้อเรียกร้องของพวกเขาได้ จนทำให้คนที่มีอายุในขบวนการคิดว่าพวกเขาต้องมีหน้ากากกันแก็สน้ำตาของตัวเองและร่วมสู้ด้วย/p pbr / /ppข้อ 4 คิดว่า "กลุ่มฝูงชนที่ควบคุมไม่ได้ จะต้องไม่ส่งผลถึงแดนมังกร"/p pทางการจีนได้ปิดกั้นไม่ให้ชาวจีนแผ่นดินใหญ่รับรู้ข่าวคราวการประท้วงในฮ่องกงนับตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ผ่านมา (28 ก.ย.) พวกเขาไม่อยากให้ชาวจีนมีความคิดเรื่องการประท้วงขึ้นมาบ้าง มีประชากร 7.2 ล้านคนในฮ่องกง ขณะที่ในจีนแผ่นดินใหญ่มีประชากร 1,300 ล้านคน สีจิ้นผิงต้องการแสดงให้เห็นว่าเขาเป็นผู้กุมอำนาจอยู่/p pถ้าหากมีการประท้วงเรื่องการเมืองในจีนแผ่นดินใหญ่ จะมีการสลายการชุมนุมภายในเวลาเพียงไม่นาน แต่ในฮ่องกงต้องคำนึกถึงหลักการแบบ "สองระบบ" ซึ่งระบุให้เสรีภาพในการปกครองตนเองและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น อย่างไรก็ตามภาพการเปลี่ยนแปลงก็ถือเป็นฝันร้ายที่สุดของทางการจีน และภาพการถือป้ายและโพกผ้าประท้วงของเยาวชนชาวจีนผู้มีอุดมการณ์ก็ทำให้รัฐบาลจีนตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก/p pพวกเขาต้องตัดสินใจว่าจะสร้างแรงกดดันให้กับตำรวจฮ่องกงให้มีท่าทีแข็งกร้าวขึ้นแล้วเสี่ยงต่อการปลุกระดมให้มีประชาชนออกมาสนับสนุนนักเรียนนักศึกษามากขึ้นดีหรือไม่ หรือจะเล่นบทแบบไม่แสดงท่าทีโจ่งแจ้งมากแล้วจะเสี่ยงต่อการทำให้ผู้สนับสนุนประชาธิปไตยที่ยังระมัดระวังตัวเข้าร่วมด้วยเพราะคิดว่าการเข้าร่วมนั้นปลอดภัย/p pbr / /ppข้อ 5 คิดว่า "หากุญแจไขหัวใจชาวฮ่องกงให้ผมหน่อย"/p pมันเป็นเรื่องยากที่จะรู้ว่าทางการจีนควรใช้วิธีโน้มน้าว ข่มขู่ หรือใช้เสน่ห์จูงใจ แต่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลักๆ คือสาธารณชน ทางการจีนจะใช้วิธีการทำให้ชาวฮ่องกงอยู่แต่ในบ้านโดยการป้ายสีว่าผู้ชุมนุมเป็นพวกใจร้อนอันตราย และเตือนเรื่องการทำให้เศรษฐกิจเสียหาย แต่ถ้าหากทางการจีนต้องการชนะในศึกนี้ด้วยการชนะใจประชาชน พวกเขาจะต้องยับยั้งชั่งใจและปล่อยให้การประท้วงดำเนินต่อไปโดยมีการควบคุมแบบเบาๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากสำหรับพวกเขา/p pbr / /ppข้อ 6 คิดว่า "ตำรวจในฮ่องกงมีจำนวนห้องขังอยู่เท่าใด"/p pเกรซี ผู้เขียนบทวิเคราะหืเชื่อว่ามีห้องขังอยู่ราว 500 ห้องในฮ่องกง แต่สีจิ้นผิงคงรู้ดีกว่า การประท้วงในครั้งนี้ไม่ได้มีการอนุญาตจากทางการและถือว่าผิดกฎหมายเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจจะอ้างเรื่องนี้เพื่อจับกุมทุกคนได้ แต่ถ้าห้องขังเต็มแล้วจะเอาคนไปขังที่ไหน ทำให้การประท้วงในครั้งนี้มีจุดเปลี่ยนของจำนวนมวลชน จุดเปลี่ยนในทางแย่ลงคือช่วงที่มวลชนเหนื่อยล้า มีการใชัสเปรย์พริกไทยและการข่มขู่จะจับเข้าคุก ซึ่งอาจทำให้ผู้ประท้วงหลับบ้าน แต่ก็มีจุดเปลี่ยนในทางดีขึ้นคือช่วงที่มีจำนวนประชาชนเข้าร่วมมากพอที่จะรู้สึกปลอดภัยและมีผู้เข้าร่วมมาใหม่อาจจะทำให้เกิดวงจรการชุมนุมต่อเนื่อง ทำให้การประท้วงเข้มแข็งขึ้น/p pbr / /ppข้อ 7 คิดว่า "พวกนั้นกล้าดียังไงเอา 'เติ้งเสียวผิง' มาขว้างใส่หน้าผม!"/p pผู้ประท้วงยังได้อ้างถึงสิ่งที่ตกทอดมาจาก 'เอกบุรุษ' เติ้งเสี่ยวผิง หนึ่งในคนสำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์จีนผู้ที่เคยเจรจาขอให้อังกฤษคืนเกาะฮ่องกงเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แต่ก็เสียชีวิตก่อนกำหนดการคืนเกาะฮ่องกงในปี 2540 ซึ่งถือว่าเป็นการเลือกนับถือบูชาบุคคลที่แปลกเพราะเติ้งเสี่ยวผิงเป็นคนที่สั่งให้ทหารสังหารนักศึกษาในการประท้วงปี 2532 ที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน/p pแต่ผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในฮ่องกงก็อ้างว่าพวกเขาพูดถึงตัวเติ้งเสี่ยวผิงในฐานะผู้ริเริ่มแนวคิด "หนึ่งประเทศ สองระบบ" ซึ่งทำให้ฮ่องกงมีเสรีภาพในบางด้านมาเป็นเวลา 50 ปีแล้ว ในตอนนั้นเติ้งเชื่อว่าจีนจะเปิดเสรีมากขึ้นและช่องว่างด้านแนวคิดอุดมการณ์จะแคบลง แต่เขาก็คาดการณ์ผิดเมื่อสีกำลังทำให้จีนเป็นอีกแบบคือการควบคุมภายใต้ระบบพรรคการเมืองเดียวเข้มงวดมากขึ้น และถ้าหากเติ้งเสี่ยวผิงมองเห็นการประท้วงนี้ก็ไม่แน่ใจนักว่าเขาจะสนับสนุนผู้ประท้วง/p pbr /ข้อ 8 คืดว่า "โทษพวกคนต่างชาติดีกว่า"/p pในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาจนถึงช่วงที่มีการประท้วงในฮ่องกง เหล่าผู้แทนจากจีนเริ่มพากันอ้างว่ากลุ่มผู้สนับสนุนประชาธิปไตยในฮ่องกงได้รับการยุยงจากชาวต่างชาติซึ่งต้องการทำลายเสถียรภาพและเศรษฐกิจของฮ่องกงและใช้พื้นที่ฮ่องกงเป็น "ฐานที่มั่น" เพื่อทอนกำลังจีนแผ่นดินใหญ่/p pในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ในฮ่องกงที่อยู่ฝ่ายทางการจีนได้เผยแพร่คำกล่าวหาว่าโจชัวร์ หว่อง นักศึกษาอายุ 17 ปี มีสายสัมพันธ์กับรัฐบาลสหรัฐฯ แต่ทางการสหรัฐฯ และอังกฤษก็พยายามไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งนี้ นอกจากนี้ยังยากที่จะเข้าใจว่าการบั่นทอนรัฐบาลจีนจะส่งผลดีต่อพวกเขาอย่างไร ปัญหาที่แท้จริงสำหรับทางการจีนคือเรื่องแนวคิดต่างชาติมากกว่ารัฐบาลต่างชาติ/p pbr / /ppข้อ 9 คิดว่า "ผมคงมาไม่ถึงจุดนี้ได้ถ้าผมยอมถอย ผมจะไม่ถอย"/p pดูเหมือนประธานาธิบดีจีนจะเคยพูดไว้ว่าสาเหตุที่สหภาพโซเวียตล่มสลายในปี 2534 มาจากการที่ไม่มีใคร "กล้าพอที่จะยืนหยัดเพื่อมัน" นับตั้งแต่สีจิ้นผิงก้าวขึ้นสู่อำนาจเมื่อ 2 ปีที่แล้วเขาก็แสดงตัวชัดเจนว่าเขามองตัวเองแบบผู้เดินตามรอย 'เอกบุรุษ' และเชื่อว่าการเป็นผู้นำที่แข็งกร้าวจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับ 'ความป่วยไข้' ของจีน ซึ่งทางการฮ่องกงก็ยอมตาม/p pbr / /ppข้อ 10 คิดว่า "มันเริ่มกลายเป็น 'วันครบรอบ' ที่แสนวุ่นวายเสียแล้ว"/p pในช่วงสุดสัปดาห์นี้ภาพของเหมาเจ๋อตุงจะถูกแขวนอยู่ตามประตูของจัตุรัสเทียนอันเหมินเพื่อเตรียมเฉลิมฉลองวันชาติจีน ซึ่งตรงกับวันที่ 1 ต.ค. และในปีนี้จะครบรอบ 65 ปีของการปฏิวัติเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาเจ๋อตุงประกาศว่า "ประชาชนชาวจีนได้ลุกขึ้นสู้" แล้วฝุงชนก็จะส่งเสียงเชียร์/p p65 ปีถัดมา สีจิ้นผิงได้นำพรรคการเมืองและประเทศที่มีความแตกต่างจากเดิมมาก มีความมั่งคั่ง มีอำนาจมาก แต่ในวันครบรอบปีที่ 65 สาธารณรัฐประชาชนจีนไม่มีข้อความแสดงความเป็นหนึ่งเดียวอื่นใดนอกจากชาตินิยมที่หวาดกลัวคนต่างขาติ สิ่งที่สีจิ้นผิงต้องรีบทำคือการให้นิยาม "ความฝันแบบจีน" ที่จะเป็นการให้แรงบันดาลใจต่อประชาชน ทั้งที่อยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่และที่อยู่ในฮ่องกง/p pbr /strongเรียบเรียงจาก/strong/p pa href="http://www.bbc.com/news/world-asia-29400349"Hong Kong: 10 things Xi Jinping might be thinking/a, BBC, 28-09-2014br /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/XYe2Nvdmuqc" height="1" width="1"/

เศรษฐศาสตร์มธ.เสนอแนะรัฐบาล คสช. “อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ”

Mon, 29/09/2014 - 22:25
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="/sites/default/files/u7/10707932_961593703866532_1545277127_n_0.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" /img alt="lt;--break- /" src="/sites/default/modules/wysiwyg/plugins/break/images/spacer.gif" title="lt;--break--"/p p29 ก.ย.2557nbsp; ที่คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการติดตามประเด็นเศรษฐกิจไทย (Thammasat Economic Focus) ซึ่งจะจัดเป็นประจำทุกเดือน ในครั้งแรกนี้นำเสนอเรื่อง "นโยบายเศรษฐกิจไทยภายใต้รัฐบาลใหม่: อะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ" โดยมีวิทยากรเป็นคณาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์มธ. นำเสนอแนวนโยบายในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น นโยบายการคลัง, นโยบายการเกษตร,nbsp; นโยบายพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน, นโยบายการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันภาคอุตสาหกรรม, นโยบายกระจายอำนาจ มีผู้ดำเนินรายการคือ ผศ.ปกป้อง จันวิทย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มธ./p pประชาไทเก็บความมานำเสนอ/p h3span style="color:#0000ff;"นโยบายการคลัง : การใช้จ่ายภาครัและภาษี/span/h3 pspan style="color:#ff8c00;"ศ.ดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนา คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์/span/p pข้อเสนอแนะ สิ่งที่รัฐบาลควรทำ/p table border="1" cellpadding="0" cellspacing="0" tbody tr td p style="text-align: center;"strongด้านรายรับ/strong/p /td td p style="text-align: center;"strongด้านรายจ่าย/strong/p /td /tr tr td p1.เพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเพิ่มรายได้รัฐบาลให้มากขึ้น เป็นมาตรการที่ควรดำเนินการมานานแล้ว แต่ควรคำนึงถึงความสามารถในการจ่ายภาษีของประชาชนควบคู่กันด้วย/p /td td p1.เร่งรัดการกระตุ้นเศรษฐกิจจากการใช้จ่ายของรัฐบาล เนื่องจากภาวะการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าศักยภาพแท้จริง/p /td /tr tr td p2.สนับสนุนการนำภาษีมรดกมาใช้ แต่ไม่ใช่มาตรการภาษีที่เร่งด่วน นอกจากนี้ยังมีข้อควรระวังว่าอัตราที่กำหนดไม่ควรเป็นภาระของประชาชนมากเกินไป หากออกแบบไม่ดีจะส่งผลให้แทนที่จะเป็นการส่งเสริมการออมของประเทศ จะกลายเป็นการกระตุ้นไม่ให้เกิดการออม/p /td td p2.การพิจารณาประเภทรายจ่ายเพื่อเป้าหมายแก้ไขความเหลื่อมล้ำควรมีความชัดเจนและตรงกลุ่มเป้าหมายที่แท้จริง มองถึงประโยชน์ของผู้รับมากกว่าการทำแบบเหวี่ยงแหครอคลุมทั้งหมด/p /td /tr tr td p3.พิจารณาการขยายการลดหย่อนต่างๆ สำหรับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (อาทิ การลดหย่อนค่าใช้จ่ายที่ร้อยละ 40 ของเงินได้บุคคลธรรมดาแต่ไม่เกิน 60,000 บาท) เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระรายจ่ายของประชาชน/p /td td p3.นำเป้าหมายสัมฤทธิผลการทำหน้าที่ของหน่วยงาน (key performances) ที่ไม่ใช่ผลสำเร็จของการทำหน้าที่ (Process) มาใช้ในการพิจารณาตัดลดงบประมาณฟุ่มเฟือย/p /td /tr tr td p4.ควรพิจารณาการยกเลิกหรือเลิกลดหย่อนภาษีต่างๆ ที่อยู่ในระบบภาษีที่ควรมีเพดานจำกัด เช่น LTF เพราะเป็นประโยชน์กับผู้มีรายได้ระดับกลางถึงสูง มากกว่าช่วยผู้มีรายได้น้อย/p /td td p4.พิจารณานำกฎหมาย พ.ร.บ.การเงินการคลัง พ.ศ..... ที่เคยยกร่างมาใช้เพื่อเป็นการวางรากฐานกำหนดกรอบวินัยการเงินการคลังของภาครัฐในระยะยาว/p /td /tr tr td p5. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างควรได้รับความสำคัญมากกว่าที่เป็น เรียกว่าเร่งด่วนกว่าภาษีแบบอื่นๆ เพราะจะทำให้โครงสร้างภาษีของไทยชัดเจนขึ้นและเป็นเครื่องมือ หรือกลไกบริหารจัดการที่ดินของประเทศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมการพัฒนาของท้องถิ่น โดยรายได้จากการจัดเก็บภาษีเป็นทรัพยากรสำคัญให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนำไปพัฒนาพื้นที่/p /td td pnbsp;/p /td /tr tr td p6.หากนำการคืนภาษีเงินโอนเพื่อผู้มีรายได้น้อย (Negativenbsp; income tax) มาใช้จริง ต้องมีการกำกับตรวจสอบผู้ได้รับประโยชน์อย่างจริงจัง หากไม่มีระบบการจัดการที่ดี นโยบายนี้จะเป็นภาระของรัฐบาลในการติดตาม/p /td td pnbsp;/p /td /tr tr td p7. ควรพิจารณาสิทธิพิเศษการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ควบคู่กับการลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล/p /td td pnbsp;/p /td /tr tr td p8.ควรพิจารณาการนำกฎหมายมาตรการการคลังสิ่งแวดล้อมมาใช้เพื่อกำกับธุรกรรมทางเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดปัญหามลพิษต่อสังคม/p /td td pnbsp;/p /td /tr tr td p9.การพิจารณาภาษีที่มุ่งส่งเสริมการลงทุนของผู้ประกอบการไทยให้ลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม AEC ที่นำไปสู่การแก้ไขรายละเอียดของกฎหมายภาษีเพื่อป้องกันการโอนราคา (transfer pricing) ที่อาจเกิดจากช่องว่างของการเก็บภาษีที่แตกต่างกันระหว่างประเทศ/p /td td pnbsp;/p /td /tr tr td p10.เมื่อมีการนำภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาใช้ ต้องมีการพัฒนาศักยภาพการจัดเก็บภาษีที่ดินที่มอให้แก่ อปท./p /td td pnbsp;/p /td /tr /tbody /table pnbsp;/p table border="1" cellpadding="0" cellspacing="0" tbody tr td pstrongข้อเสนอปฏิรูปการบริหารราชการ/strong/p /td /tr tr td p1.ปรับการทำหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความซ้ำซ้อนการทำงาน เพิ่มโอกาสเพิ่มสัดส่วนการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนของรัฐบาลมากขึ้น/p /td /tr tr td p2.ลดภาระภาคเอกชนจากกฎระเบียบราชการที่ไม่จำเป็น/p /td /tr tr td p3.กำหนดให้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ หรือ KPIs แท้จริงจากการทำหน้าที่ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้าง accountability ของหน่วยงานที่ต้องเชื่อมโยงกลับสู่การใช้ทรัพยากรของประเทศ ทั้งที่อยู่ในรูปของงบประมาณ และไม่ใช่งบประมาณ/p /td /tr /tbody /table pnbsp;/p h3span style="color:#0000ff;"นโยบายกระจายอำนาจ/span/h3 pspan style="color:#ff8c00;"ผศ.ดร.อภิชาต สถิตนิรามัย อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์/span/p pข้อเสนอแนะสิ่งที่รัฐบาลควรทำ และ ไม่ควรทำ/p table border="1" cellpadding="0" cellspacing="0" tbody tr td p style="text-align: center;"strongสิ่งที่ไม่ควรทำ/strong/p /td td p style="text-align: center;"strongสิ่งที่ควรทำ/strong/p /td /tr tr td p1.ชะลอการกระจายอำนาจ หรือ ลดระดับการกระจายอำนาจ/p /td td p1.เพิ่มกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในการบริหารท้องถิ่น/p p-แก้กฎหมายที่กำหนดจำนวนผู้เข้าชื่อสำหรับการถอดถอนผู้บริหารท้องถิ่นและการเข้าชื่อเสนอเทศบัญญัติโดยประชาชนให้น้อยลง/p p-ผลักดันการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดงบประมาณของ อปท./p /td /tr tr td p2. แช่แข็งการเลือกตั้งต่อไป โดยการระงับการเลือกตั้ง gt; แต่งตั้งข้าราชการแทน gt;nbsp;nbsp; อปท.ไม่ต้องรับผิดชอบต่อพื้นที่nbsp; เพราะแนวทางนี้ไม่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน/p /td td p2.ลดอำนาจควบคุม อปท.ของกระทรวงมหาดไทย และเปลี่ยนวิธีกำกับตรวจสอบในแง่กระบวนการ ให้เป็นกำกับในแง่มาตรฐานภาระหน้าที่/p p-นายอำเภอและผู้ว่าฯ มีอำนาจกำกับควบคุม อปท.อย่างกว้างขวางทั้งอำนาจระงับการปฏิบัติงานของนายก อบต. อำนาจยุบสภาและปลดผู้บริหารของอบต./p p-งบประมาณประจำปีของ อบต.ต้องผ่านการอนุมัติของนายอำเภอ ทั้งที่ผ่านการพิจารณาของสภา อบต. แล้ว/p /td /tr tr td pnbsp;/p /td td p3.จัดสรรงบฯ แบบใหม่โดยใช้ความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่เป็นตัวตั้ง ปฏิรูปวิธีการจัดสรรงบประมาณสู่ อปท. เพื่อลดความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่กำหนดให้พื้นที่ที่ยากจนที่สุดได้รับเงินอุดหนุนมากที่สุด จะช่วยลดอำนาจอัตวินิจฉัยของผู้มีอำนาจส่วนกลางในการกำหนดว่า อปท.ใดจะได้งบประมาณมากน้อยเพียงใด อันเป็นบ่อเกิดของการใช้เส้นสายในการ “วิ่งงบ”/p /td /tr tr td pnbsp;/p /td td p4.ลดสัดส่วนงบอุดหนุนเฉพาะกิจ เพิ่มสัดส่วนงบอุดหนุนทั่วไป เพื่อเพิ่มอิสระทางการคลังของท้องถิ่น/p p-การให้ “เงินอุดหนุนทั่วไป” ทำให้ อปท.มีอิสระในการใช้จ่าย แต่ในปัจจุบันกลับมีสัดส่วนที่ลดลง/p p-การให้ “เงินอุดหนุนเฉพาะกิจ” ทำให้ อปท.ไม่มีอิสระในการใช้จ่าย เพราะถูกกำหนดมาแล้วจากรัฐบาลว่า อปท.จะต้องนำไปใช้อะไรบ้าง/p p-นอกจากนี้เงินอุดหนุนเฉพาะกิจยังเป็นที่ซ่อนงบโครงการของรัฐบาลกลาง เช่น “เบี้ยเลี้ยงอสม.” “เบี้ยคนชรา” แต่ปัจจุบันกลับมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ/p /td /tr tr td pnbsp;/p /td td p5.ยกเลิก “งบอุดหนุนเฉพาะกิจ เพื่อพัฒนา อปท.กรณีเร่งด่วน” เนื่องจากเป็นงบฯ ที่มีเกณฑ์การจัดสรรไม่โปร่งใส เน้นงานก่อสร้าง อาจไม่ตรงความต้องการของท้องถิ่น นำไปสู่การใช้เส้นสายทางการเมือง สร้างความไม่เท่าเทียม-ไม่เป็นธรรม/p /td /tr tr td pnbsp;/p /td td p6.ยกเลิกระบบราชการส่วนภูมิภาค เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นสร้างรูปแบบที่เหมาะสมกับพื้นที่ เช่น เมืองพิเศษ/p p-“เสน่ห์” และความท้าทายของการกระจายอำนาจอยู่ที่การตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของท้องถิ่น ไม่จำเป็นจะต้องมีแต่เทศบาล อบต. อบจ. เท่านั้น/p p-ควรมี “เมืองพิเศษ” มีหน้าที่พิเศษตามความต้องการของพื้นที่ เช่น เมืองพิเศษการค้าชายแดน (แม่สอด) เมืองพิเศษท่องเที่ยว (ภูเก็ต) เมืองพิเศษอุตสาหกรรม (มาบตาพุด) ฯลฯ/p /td /tr /tbody /table pnbsp;/p h3span style="color:#0000ff;"นโยบายพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน/span/h3 pspan style="color:#ff8c00;"ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์/span/p pstrongข้อเสนอแนะนโยบายพลังงานที่ควรทำ /strong/p p1.ปรับโครงสร้างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันและก๊าซให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง/p p-ลดหรือยกเลิกการอุดหนุนก๊าซหุงต้มและ NGV/p p-ปรับภาษีน้ำมันดีเซลให้สูงขึ้นเพื่อให้น้ำมันดีเซลและกลุ่มน้ำมันเบนซินมีราคาใกล้เคียงกันมากขึ้น/p p2.เร่งตัดสินใจเรื่องแหล่งปิโตรเลียมได้แล้ว/p p-ควรเร่งเปิดประมูลการสำรวจแหล่งปิโตรเลียมรอบที่ 21 โดยใช้ระบบสัมปทานในปัจจุบันและอาจกำหนดเงื่อนไขให้ผู้สนใจลงทุนสามารถยื่นข้อเสนอการแบ่งปันผลผลิตแก่รัฐ (production sharing) (ปัจจุบันอยู่ที่ รัฐ 60 เอกชน 40) เพิ่มเติมจากที่กำหนดไว้ในกฎหมายก็ได้/p p-ควรเร่งพิจารณาแนวทางในการพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมสำหรับสัมปทานในพื้นที่ผลิตที่ไม่สามารถต่อระยะเวลาได้อีกตามกฎหมาย เพื่อให้ได้ข้อยุติอย่างน้อย 5 ปีก่อนการสิ้นสุดสัปทาน/p p-ควรเร่งเจรจาหาข้อยุติกับกัมพูชาในการสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียมบริเวณพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชาในอ่าวไทย/p p3.ส่งเสริมแหล่งพลังงานหมุนเวียน/p p-ส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ต้นทุน และศักยภาพของวัตถุดิบในประเทศโดยมีเป้าหมายให้กิจการพลังงานหมุนเวียนสามารถดำเนินการได้เองโดยไม่มีการอุดหนุนในที่สุด/p p4.เพิ่มการแข่งขันในกิจการพลังงาน/p p-เพิ่มระดับการแข่งขันในกิจการพลังงานเพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภคโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับบทบาทของ ปตท.ในกิจการท่อก๊าซและโรงกลั่นน้ำมัน/p p5.จัดทำแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้าของประเทศ/p p-ควรจัดทำแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้า (Power development plan หรือ PDP) ของประเทศที่เป็นที่ยอมรับได้โดยทั่วไป/p p-ควรมีการกระจายเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติโดยเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินสะอาดและพลังงานหมุนเวียนต่างๆ/p pstrongข้อเสนอแนะนโยบายโครงสร้างพื้นฐาน /strong/p p1.ลงทุนในโครงการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง/p p-เน้นการลงุทนเกี่ยวกับการขนส่งทางรางและทางน้ำ รวมทั้งการเชื่อมโยงจุดผ่านแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน/p p-เลือกดำเนินโครงการที่มีการศึกษาในรายละเอียดแล้ว เช่น รถไฟรางคู่, รถไฟฟ้าในเขต กทม., ท่าเรือและถนนมอร์เตอร์เวย์บางแห่ง/p p-ควรทบทวนโครงการที่ยังไม่มีการวิเคราะห์อย่างรอบคอบ เช่น รถไฟฟ้าความเร็วสูง/p p2.จัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ/p p-ควรริเริ่มแผนในการแก้ไขปัยหาน้ำท่วมและน้ำแล้งอย่างเป็นระบบ/p p-ให้ผู้มีส่วนได้สียมีส่วนร่วมในการจัดทำแผนดังกล่าว/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000ff;"นโยบายการเกษตร/span/h3 pspan style="color:#ff8c00;"รศ.ดร.ปัทมาวดี โพชนุกูล (ซูซูกิ) อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์/span/p table border="1" cellpadding="0" cellspacing="0" tbody tr td p style="text-align: center;"strongสิ่งที่ควรทำ/strong/p /td td p style="text-align: center;"strongสิ่งที่ไม่ควรทำ/strong/p /td /tr tr td p1.ดูแลราคาปัจจัยการผลิต โดยกำกับกติกา ลดการผูกขาดและอำนาจตลาดของผู้ขายพันธุ์ ขายปุ๋ย ขายยา ไม่ใช่โดยการอุดหนุนปัจจัยการผลิต (รัฐซื้อมาแจกหรือขายราคาถูก) เพราะนั่นเป็นช่องทางคอร์รัปชั่นและเกษตรกรได้ของคุณภาพต่ำ/p /td td p1.อย่าโฆษณาโครงการเกินจริง เพราะ “รายได้” ในโครงการของรัฐมักหมายถึง “รายรับ” ที่ลืมหักค่าใช้จ่ายของเกษตรกรและของสังคม/p /td /tr tr td p2.รัฐลงทุนด้านข้อมูล, ติดตามข้อมูล และให้ข้อมูลแก่เกษตรกร ข้อมูลที่ทันต่อเหตุการณ์ ครบถ้วน และเห็นแนวโน้มในอนาคตจะทำให้เกษตรกรตัดสินใจได้ดีขึ้นและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้/p /td td p2.อย่าติดกับดักนโยบายแทรกแซงราคาผลผลิต เพราะยากที่จะจัดการราคา และยากที่จะควบคุมปริมาณการผลิตและคุมราคาตลาดโลกได้ ตัวอย่างเช่น ข้าว ยางพารา/p /td /tr tr td p3.ลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา เน้นการเพิ่มคุณภาพผลผลิต การลดต้นทุนการผลิต และลดความเสี่ยง เช่น การพัฒนาพืชพันธุ์ดี การพัฒนาเครื่องจักรทดแทนแรงงานที่หายาก/p /td td p3.อย่ามุ่งส่งเสริมการขยายการผลิตโดยไร้ขอบเขต เพราะเมื่อผลผลิตมาก ราคาที่ไร่นาจะตกต่ำ เช่น ยางพารา/p /td /tr tr td p4.พัฒนาประสิทธิภาพและลดต้นทุนการตลาด ส่วนนี้เป็นช่องว่างที่ไม่มีหน่วยงานรัฐหน่วยใดเข้ามาดูแล เช่น การพัฒนาการขนส่งทางราง ระบบเก็บรักษาพืชผล การแปรรูป การพัฒนาคุณภาพความปลอดภัยด้านอาหาร คัดเกรด สินเชื่อและประกันภัย/p /td td p4.หลีกเลี่ยงนโยบายที่กระทบฐานการผลิตของเกษตรกรยากจนผู้ที่ไม่มีทางเลือกมากนัก เช่น ทำให้ไร้ที่ดินทำกิน/ ต้องอพยพ/ ดินและน้ำเสื่อมเพราะให้ตั้งโรงงานใกล้ๆ (สิทธิของผู้อยู่ก่อน)/p /td /tr tr td p5. การจัดการน้ำ ต้องไม่ลืมว่าการจัดการน้ำสัมพันธ์กับการใช้ที่ดินและการเติบโตของเมือง/p /td td pnbsp;/p /td /tr tr td p6.พัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรด้วยระบบสวัสดิการ พัฒนากลไกองค์กรการเงินฐานรากและส่งเสริมบทบาทของ อปท./p pในส่วนของการจ้างให้เลิกทำนานั้น หากดูแลไม่บิดเบือนราคาผลผลิตมากเกินไป เห็นว่าคนอยากทำภาคเกษตรน้อยลงอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องจ้าง ปัญหาคือ คนที่ยังอยู่ในภาคเกษตร อยากออกแต่ออกไม่ได้เพราะไม่มีทางเลือก รัฐจะดูแล จัดการอย่างไร/p /td td pnbsp;/p /td /tr /tbody /table pstrongความเห็นต่อนโยบายโซนนิ่ง/strong/p pระบบโซนนิ่ง จะไม่ได้ผลถ้าในพื้นที่โซนนิ่งไม่ได้คำนึงถึงองค์ประกอบอื่นๆ ทั้งระบบดังที่กล่าวมาแล้ว โดยเฉพาะข้อมูลเพื่อการตัดสินใจของเกษตรกร การจัดการน้ำ การเข้าถึงเทคโนโลยีและการตลาด (การจัดการตั้งแต่ไร่นาถึงผู้บริโภค) ดังที่กล่าวมาข้างต้น/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000ff;"นโยบายการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันภาคอุตสาหกรรม/span/h3 pspan style="color:#ff8c00;"ผศ.ดร.อาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ nbsp;/span/p pstrongข้อเสนอแนะทางนโยบาย : สิ่งที่รัฐควรสนับสนุน/strong/p p1.การยกระดับความพร้อมด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานต้องทำควบคู่ทั้งทางด้านกายภาพและด้านคุณภาพ (Quality Infrastructure)/p p-การวิจัยประยุกต์ ที่ผ่านมามีการดำเนินการอยู่แล้ว , ความร่วมมือในการทำวิจัยระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่ผ่านมามีการทำอยู่แล้วและต้องให้ความสำคัญ, การให้ข้อมูลข่าวสารพื้นฐาน ยังต้องเร่งยกระดับ, ศูนย์ทดสอบ (Testing Centers) มีการกล่าวถึงแต่ยังไม่ครอบคลุม เรื่องนี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการยกระดับคุณภาพการผลิตและการเพิ่มประสิทธิภาพของผู้ประกอบการ/p p-ศูนย์ทดสอบ (Testing Centers) มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพขบวนการออกใบรับรองต่างๆ , การยกระดับ/พัฒนาห้องทดสอบที่กระจัดกระจายตามสถาบันการศึกษาต่างๆ และให้ใบรับรองเพื่อให้ผลการทดสอบตามห้องแล็ปเป็นที่ยอมรับในระดับสากล, ให้แรงจูงใจให้ภาคเอกชนลงทุนเครื่องมือทดสอบ หรือการจัดตั้งห้องแล็ปขนาดเล็กภายในโรงงาน, พัฒนาศูนย์ทดสอบกลางในบางผลิตภัณฑ์ที่เป็นประโยชน์แก่อุตสาหกรรมในวงกว้างและเกิดกำลังที่ภาคเอกชนรายหนึ่งจะทำได้ด้วยตัวเอง เช่น การมีสนามทดสอบรถยนต์ภายในประเทศ เป็นต้น/p p2.เปิดกว้างเรื่องกิจกรรมการวิจัยและการพัฒนา หรือ Ramp;D และนำเอาระบบแรงจูงใจทางด้านภาษีแบบขั้นบันไดมาใช้/p p-อย่าปิดตัวเองว่า Ramp;D หมายถึงการประดิษฐ์ค้ดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เท่านั้น/p p-ควรให้ความสำคัญกับกิจกรรมอื่นๆ ด้วย อาทิ กิจกรรมการนำระบบจัดการโรงงานใหม่ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต, การพัฒนาในลักษณะดัดแปลง, การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน, การลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี/p p3.ยุทธศาสตร์การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม หรือ SMEs ควรมีการแยกออกจากกันระหว่างผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก/p p-ผู้ประกอบการขนาดกลาง (M) และขนาดเล็ก (S) มีจุดเด่นจุดด้อยที่แตกต่างกัน ดังนั้น ควรมีการแยกมาตรการที่จะบรรเทาปัญหาของแต่ละกลุ่มที่แตกต่างกัน/p p-นอกจากนั้นต้องระมัดระวังการยึดติดกับคำจำกัดความของ SMEs ตามพ.ร.บ.วิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (SME หมายถึง กิจการขนาดไม่เกิน 50 คนและ 50-200 คนตามลำดับ) ซึ่งอาจทำให้มาตรการความช่วยเหลือที่ตั้งไม่ได้ถูกส่งผ่านไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการ/p p4.บูรณาการที่นำเอาเรื่องการออกไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ และการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวเข้ามาอยู่ภายใต้บริบทของการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน/p p-นโยบาการส่งเสริมการออกไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ รัฐควรให้ข้อมูลแบบที่ Law Firm ทำได้, อำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการบริหารจัดการฐานการผลิตเดิมที่มีอยู่ในประเทศ, เชื่อโยงกับการจัดตั้ง Regional Operating Headquarters และเชื่อมโยงกับแนวนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่ชายแดน/p p-แนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวเป็นไปในทิศทางที่ดี แต่น่าจะมีมาตรการเสริมเพื่อป้องกันการพึ่งพาแต่แรงงานราคาถูกจากต่างชาติโดยไม่ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน เช่น การทยอยปรับค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นภายในระยะเวลาที่กำหนด และมีการประกาศอย่างชัดเจน/p p5.นโยบายการใช้ประโยน์จาก AEC/p p-การใช้ประโยน์จาก AEC ควรมุ่งไปที่การค้าชายแดนระหว่างไทยกับเพื่อนบ้านในอินโดจีน โดยเฉพาะที่มีพรมแดนติดกับไทย เพราะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มลูกค้าศักยภาพและเป็นช่องทางการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กของไทย/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/S8e2ftUA9B4" height="1" width="1"/

VOICE FOR EMPOWERMENT: แปร “เสียงของผู้สูญเสีย” เป็น “ความทรงจำส่วนรวม”

Mon, 29/09/2014 - 20:57
pถอดเนื้อหาจากเวที VOICE FOR EMPOWERMENT สู่การสื่อสารและสร้างพลังอำนาจให้ “เหยื่อ” เพื่อสร้างความทรงจำร่วม โดย “นารีอา บิลบาตัว โธมัส” และ “โดดี้ วิโบโว” จากศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา/p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="/sites/default/files/u5/29-09-14%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%20%E2%80%9C%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%8D%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E2%80%9D%20%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%20%E2%80%9C%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A12.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pวันที่ 22-23 กันยายน 2557 ที่ผ่านมา ตัวแทนภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะกับ “ผู้สูญเสีย” ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ความไม่สงบ อาทิ กลุ่มด้วยใจ, กลุ่ม WEPEACE, สำนักข่าว WARTANI, กลุ่มลูกเหรียง มีโอกาสอันดีที่ได้เข้าร่วมการอบรมเชิงปฏิบัติการในโครงการ “VOICE FOR EMPOWERMENT” ที่ อ.เทพา จ.สงขลา โดยนารีอา บิลบาตัว โธมัส (Nerea Bilbatua Thomas) และ โดดี้ วิโบโว (Dody Wibowo) ผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง (Centre for Peace and Conflicts Studies) แห่งกรุงเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา เป็นผู้ถ่ายทอดประสบการณ์/p pการอบรบครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิเอเชีย (Asia Foundation) มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ และเทคนิคในการสัมภาษณ์เก็บข้อมูล ความรู้สึก จากผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุรุนแรง รวมทั้งวิธีการออกแบบคำถามและแนวทางการสร้างเรื่องเล่าในเชิงบวก เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งไปสู่สันติภาพ/p pต่อไปนี้เป็นเนื้อหาที่ถูกถ่ายทอดออกมาจาก “นารีอา” และ “โดดี้” สองวิทยากรผู้เป็นทั้งนักทฤษฎีและนักปฏิบัติการด้านสันติภาพที่คลุกคลีและมีส่วนร่วมในการทำงานเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในหลายๆ พื้นที่ทั่วโลก อาทิ โคลัมเบีย, ฟิลิปปินส์, พม่า, อาเจะห์ และปาปัวนิวกินี/p pstrongอะไรคือ “ความทรงจำส่วนรวม”/strong/p pโดดี้ เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึงความสำคัญของความทรงจำว่า ทุกคนต่างก็มีความทรงจำเป็นของตนเอง เหตุการณ์บางเหตุการณ์มีพื้นที่มากเป็นพิเศษในความทรงจำของเรา และความทรงจำเหล่านั้นก็มักจะส่งผลต่อพฤติกรรมในปัจจุบันและอนาคต ตัวอย่างง่ายๆ เช่น เมื่อเราเดินไปตามถนนแล้วตกลงไปในท่อระบายน้ำ เราก็จะจดจำว่าเราตกลงไปได้อย่างไร ความรู้สึกขณะนั้นเป็นอย่างไร ปฏิกิริยาของคนที่เห็นเราตกท่อเป็นอย่างไร ทั้งหมดนี้ทำให้เราระมัดระวังมากขึ้นเมื่อเดินผ่านบริเวณนั้นอีกครั้ง ความทรงจำลักษณะนี้เรียกว่า “ความทรงจำส่วนตัว” (Personal Memories)br /สิ่งสำคัญที่เราจะพูดถึงเรื่องนี้ก็คือ “ความทรงจำส่วนรวม” (Collective Memory) ซึ่งหมายถึงความทรงจำที่ถูกแบ่งปัน หรือรับรู้ร่วมกันในเหตุการณ์หนึ่งๆ มันสามารถถูกสร้างขึ้นโดยคนๆ เดียวหรือหลายคนก็ได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้เหตุการณ์นั้นถูกจดจำโดยคนส่วนใหญ่ หรือประชาชนในรัฐ ผ่านตำราเรียน อนุสาวรีย์ หรือการจัดงานรำลึกbr /บางครั้งการสร้างความทรงจำส่วนรวมที่มีด้านเดียวก็เป็นเครื่องมือของรัฐเผด็จการnbsp; เพราะฉะนั้น การสร้าง “ความทรงจำส่วนรวม” ควรจะต้องวางอยู่บนเรื่องเล่าที่หลากหลายของผู้คน ซึ่งมุมมองที่แตกต่างกันนั้นจะช่วยให้เราเข้าใจว่าในเหตุการณ์หนึ่งสามารถมี “ความจริง” (truths) ได้หลายชุด เพราะถูกเล่าจากคนที่มีมุมมองและความรู้สึกต่างกัน แต่สิ่งสำคัญก็คือเรื่องเล่าเหล่านั้นล้วนมีความสำคัญและต้องได้รับการยอมรับว่ามีอยู่จริง/p pstrongเป็นเครื่องมือแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง/strong/p pเมื่อถึงจุดนี้ เราจะเห็นได้ว่า “ความทรงจำส่วนรวม” นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการใช้เป็นเครื่องมือในการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง เราสามารถใช้ “ความทรงจำส่วนรวม” เพื่อประกอบสร้างสังคมที่แตกสลายไปเพราะความขัดแย้ง แน่นอน ระหว่างที่ขัดแย้งกันนั้น เราต่างคนต่างก็มีเรื่องเล่าของตัวเอง มีมุมมองที่ต่างกันในเหตุการณ์เดียวกัน แต่ในกระบวนการแปรเปลี่ยนความขัดแย้ง เราจำเป็นต้องยอมรับ “ความจริง” ของทุกฝ่าย เพื่อเปิดทางให้คู่ขัดแย้งทั้งหมดได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตที่ดีกว่า/p pสุดท้ายนี้ การใช้ “ความทรงจำส่วนรวม” ในฐานะเครื่องมือแปรเปลี่ยนความขัดแย้งนั้น มีประโยชน์อย่างน้อย 4 ประการ ได้แก่br /1.เพื่อให้เรายอมรับความหลากหลายของเรื่องเล่าและความจริงที่สลับซับซ้อนbr /2.เพื่อช่วยเหลือผู้รอดชีวิตและสนับสนุนความพยายามในการสร้างความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่านbr /3.เพื่อสนับสนุนกระบวนการสมานฉันท์และการสร้างสังคมดังที่จินตนาการไว้br /4.เพื่อสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นหลังและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เดิมซ้ำ/p pstrongการสื่อสารและสร้างพลังให้ “เหยื่อ”/strong/p p style="text-align: center;"img alt="" src="/sites/default/files/u5/29-09-14%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%20%E2%80%9C%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%8D%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E2%80%9D%20%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%20%E2%80%9C%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A1.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pในหัวข้อนี้ นารีอา ซึ่งมีประสบการณ์ตรงในฐานะผู้เขียนหนังสือ “Struggle for Peace” ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ “ความทรงจำส่วนรวม” ที่เธอรวบรวมขึ้นจากการสัมภาษณ์สมาชิก 38 คน ของกองกำลังติดอาวุธของนักศึกษาพม่าที่เข้าป่าไปต่อสู้กับรัฐบาลทหารอย่างยาวนานถึง 25 ปี เธอเริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามว่า เมื่อเราทุกคนมอง “ผู้สูญเสีย” หรือ “เหยื่อ” นั้น เรามีมุมมองอย่างไร?/p pคนทั่วไปมักจะมองเห็น “เหยื่อ” ในฐานะผู้ถูกกระทำ อ่อนแอ เจ็บปวด ได้แต่รอคอยความเห็นอกเห็นใจและความช่วยเหลือ แต่ในทางกลับกัน เราสามารถมองเห็นพวกเขาในฐานะ “ต้นทุน” (Resources) ได้ โดยเริ่มต้นจากการเปลี่ยนมุมมองว่า พวกเขาเป็นคนที่มีเรื่องที่จะเล่า มีความเข้มแข็ง และมีศักยภาพที่จะลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลง และ “การสร้างพลังอำนาจ” (empowerment) ก็เป็นกระบวนการที่จะเปลี่ยนจาก “เหยื่อ” ให้เป็น “ต้นทุน” ได้/p pทั้งนี้ เราต้องทำความเข้าใจแก่นความคิดของ “การสร้างพลังอำนาจ” ก่อนว่า เป็นทั้ง “กระบวนการ” (process) และ “ผลลัพธ์” (outcome) ในตัวเอง โดยที่มีเป้าหมายอยู่การสร้าง “ความเปลี่ยนแปลง” (changes) ซึ่งอาจจะหมายถึงการเข้าถึงทรัพยากรที่มากขึ้น, โอกาสในชีวิตที่ดีขึ้น หรือความสามารถในการตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง เพราะสุดท้ายแล้ว กระบวนการสร้างพลังอำนาจนั้นต้องการสร้างคือ “ผู้กำหนดตนเอง” (agency) ซึ่งหมายถึงคนที่มีทางเลือก และสามารถที่จะเลือก/หรือตัดสินใจได้ด้วยตนเอง/p pstrongขั้นตอนสู่การสร้างพลังอำนาจ/strong/p pในกระบวนการสร้างพลังอำนาจนั้น เราอาจจะมีแนวทางหลักๆ เช่น ทำให้พวกเขาตระหนักว่าประสบการณ์ตรงหรือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตพวกเขานั้น เป็นต้นทุนชั้นดีในการสร้างอำนาจ ความเจ็บปวดของพวกเขาสามารถเปลี่ยนเป็นความรู้และเป็นความเข้มแข็งที่จะช่วยเหลือคนที่ยังอ่อนแออยู่ สามารถช่วยเหลือคนอื่นได้ทั้งในระดับปัจเจกและสังคม/p pนอกจากนี้ กระบวนการสร้างพลังอำนาจให้เหยื่อนั้น ต้องพยายามทำให้สังคมมองเห็นบทบาทอื่นๆ ของพวกเขา เพราะพวกเขาไม่ได้เป็นเหยื่ออย่างเดียว ในด้านอื่นๆ พวกเขาอาจจะเป็นแม่ เป็นครู หรืออื่นๆ เราควรส่งเสริมให้มองเห็นอัตลักษณ์ที่ซับซ้อนและมีมิติมากขึ้น/p pเมื่อเป็นเช่นนี้ การใช้ทักษะการสื่อสารและกระบวนการสัมภาษณ์เพื่อเก็บข้อมูล “เหยื่อ” หรือ“ผู้สูญเสีย” ก็สามารถเป็นรูปแบบหนึ่งในการสร้างพลังอำนาจให้กับพวกเขาได้ ทักษะในการสื่อสารกับพวกเขานั้น ในขั้นแรกต้องสร้างความไว้วางใจ (trust) ทำให้พวกเขารู้สึกสบายและปลอดภัย โดยการยอมรับตัวตน ตลอดจนศึกษาวัฒนธรรมของเขา ขั้นตอนต่อมาคือการฟังอย่างตั้งใจ (active listening) ฟังทุกอย่างที่พวกเขาพูดออกมาโดยที่ไม่ด่วนตัดสินหรือมีอคติ/p pอย่างไรก็ตาม หากพวกเขาพูดสิ่งที่เป็นเชิงลบออกมา เราก็สามารถใช้เทคนิคบางอย่างเพื่อกระตุกให้คิดในเชิงบวก หรือตั้งคำถามกับตัวเอง ตลอดจนสร้างพลังให้กับตัวเขาได้ เช่น หากเขาพูดว่า “ฉันต้องการชกหน้าไอ้หนุ่มคนนั้น ” เราก็อาจปรับประโยคให้ดูอ่อนลงโดยการตอบกลับไปว่า “ฟังดูเหมือนคุณโกรธ ทำไมคุณถึงโกรธเจ้าหนุ่มคนนั้นล่ะ?” เขาอาจจะตอบกลับมาว่า “เพราะเจ้าหนุ่มคนนั้นไม่มีน้ำใจ” เราก็อาจจะถามกลับไปว่า “แล้วคุณคิดว่าจะช่วยให้เจ้าหนุ่มนั่นเป็นคนดีขึ้นได้อย่างไร?” นี่เป็นตัวอย่างของการกระตุ้นให้พวกเขาได้กลับมาทบทวนและเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา หรือหากคิดง่ายๆ การที่พวกเขากล้าเล่าเรื่องราวความเจ็บปวดออกมา นั่นก็นับว่าเป็นการก้าวข้ามและสร้างพลังอำนาจให้กับตัวเองในระดับหนึ่งแล้ว/p p style="text-align: center;"img alt="" src="/sites/default/files/u5/29-09-14%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%20%E2%80%9C%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%8D%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E2%80%9D%20%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%20%E2%80%9C%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%A11.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pstrongมากกว่า“การรวบรวมข้อเท็จจริง”/strong/p pในหัวข้อสุดท้ายซึ่งสำคัญที่สุดนี้ นารีอาและโดดี้ ได้แบ่งปันประสบการณ์อย่างน่าสนใจ โดยเริ่มต้นจากคำถามที่ว่า เมื่อได้รวบรวมความทรงจำทั้งหมดมาแล้วนั้น เราจะทำอย่างไรกับมัน?/p pในข้อนี้ นารีอา กล่าวว่าเราจำเป็นต้องกลับไปถามตัวเองว่า ทำไมเราถึงรวบรวมความทรงจำเหล่านี้? เป้าหมายคืออะไร และจะใช้มันอย่างไร? อะไรคือเรื่องที่ต้องการเล่า? ขอบเขตของระยะเวลาที่จะเล่า? และใครจะเป็นผู้ฟังเรื่องนี้? หากตอบคำถามเหล่านี้ได้ชัดมากเท่าไหร่ แนวทางการเล่าเรื่องและการออกแบบคำถามสัมภาษณ์ก็จะแหลมคมมากเท่านั้น/p pนารีอา ยกตัวอย่างประสบการณ์ตรงจากการเขียนหนังสือ “Struggle for Peace” ว่า เรามีเป้าหมายชัดเจนว่า หนังสือเล่มนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการสันติภาพที่กำลังเกิดขึ้นในพม่า ดังนั้น แนวทางของการเล่าหรือประโยคที่ออกมา แม้จะมีอารมณ์ของความโกรธแค้น แต่เราก็มีเทคนิคที่จะทำให้มันดูเป็นกลางมากขึ้น/p pเทคนิคหนึ่งคือ เวลาถามคำถาม เราพยายามถามในเชิงสันติภาพ เช่น คุณคิดว่าควรทำอย่างไรกับความรู้สึกโกรธแค้น? จะเห็นว่าเราไม่ได้ต้องการฟังแค่ว่าพวกเขาต่อสู้กันอย่างไร แต่เราพยายามขับเน้นแง่มุมของความหวังและสันติภาพ คำถามเช่น คุณมองอนาคตของประเทศอย่างไร? คุณอยากมีส่วนร่วมในอนาคตอย่างไร? เป็นคำถามที่แสดงให้เห็นว่าเราพยายามเปลี่ยนเรื่องเล่าของความขัดแย้งให้ไปสู่มิติเรื่องเล่าของสันติภาพ ซึ่งเมื่อเขียนออกมา เราก็สามารถจินตนาการได้ว่าคนอ่านจะรับรู้และรู้สึกกับเรื่องราวเหล่านี้ไปในทิศทางใด และน้ำหนักของเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้ ก็เน้นหนักไปที่บทท้ายๆ ที่ว่าด้วยความหวัง อนาคต และการเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการสันติภาพ/p pstrongสู่การเปลี่ยนผ่านและการเรียนรู้ในอนาคต/strong/p pหากเราเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง “ความทรงจำส่วนรวม” กับ “การรวบรวมข้อเท็จจริง” (Fact-Finding) จะเห็นว่า “การรวบรวมข้อเท็จจริง” เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเขียน “ความทรงจำส่วนรวม” เพราะเนื้อหาที่ปรากฏในงานรวบรวมข้อเท็จจริงซึ่งประกอบด้วย ตัวแสดงฝ่ายต่างๆ, ผู้ที่รับผิดชอบ, กลไกการช่วยเหลือเยียวยา, กลไกฝ่ายยุติธรรม หรือข้อเสนอแนะทางนโยบาย ขณะที่ “ความทรงจำส่วนรวม” เป็นมากกว่านั้น เพราะความทรงจำส่วนรวมเป็นเรื่องเล่าที่มีรากฐานจากความทรงจำของคนหลายคน, เปิดพื้นที่ให้กับเสียงและทัศนคติที่หลากหลาย, เปิดพื้นที่ให้คนได้ใช้ความคิดเห็นของตน ซึ่งบางครั้งทำให้เกิดความแตกต่างและการโต้แย้ง และสุดท้าย ประการสำคัญคือ ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนผ่านและการเรียนรู้ในอนาคต/p pbr /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/JzNZibNd7Zs" height="1" width="1"/

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์

Mon, 29/09/2014 - 18:18
div class="field field-type-filefield field-field-picture-small" div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/quote/2014/09/55759" class="imagecache imagecache-100x100pixel_news_icon imagecache-linked imagecache-100x100pixel_news_icon_linked"img src="http://prachatai.org/sites/default/files/imagecache/100x100pixel_news_icon/files/picturesmall/cats_246.jpg" alt="" title="" width="100" height="100" class="imagecache imagecache-100x100pixel_news_icon"//a /div /div /div p"รายชื่อ สปช.บอกอะไร เห็นรายชื่อสมาชิกสภาปฏิรูปแล้ว พอแบ่งได้เป็น อดีตข้าราชการ อดีต สว. คนในเครื่องแบบ บรรดานักวิชาการ นักคิด ส่วนใหญ่ น่าจะเคยสนับสนุน กปปส. ขณะที่คนที่มีความเห็นอีกฝ่าย แทบไม่เห็นเลย ไม่แน่ใจว่าสมัครด้วยหรือเปล่า สมัครแล้วไม่ได้รับเลือก หรือไม่สมัครเลย พอมองเห็นแล้วว่าเส้นทางปฏิรูป จะถูกกำหนดด้วยคนที่มีแนวทางคล้ายกัน ส่วนคนอีกจำนวนหนึ่งที่อาจจะมองเห็นแตกต่าง คงไม่มีโอกาสได้เข้ามากำหนด ก็ขอให้เข้าใจตรงกันว่า เป็นการปฏิรูปของคนกลุ่มหนึ่งไม่ใช่ทั้งหมดของสังคม"/p div class="field field-type-text field-field-quote-detail" div class="field-items" div class="field-item odd" 29 ก.ย. 57, โพสต์ในเฟซบุ๊ก /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/TauS9GQGiRY" height="1" width="1"/

สลัม 4 ภาค ยื่น ‘ประยุทธ์’ แก้ปัญหาคนไร้ที่อยู่ เตรียมเคลื่อนวันที่อยู่อาศัยโลก

Mon, 29/09/2014 - 15:39
divเครือข่ายสลัม 4 ภาค ร่วม ขปส. ยื่นหนังสือถึง ‘ประยุทธ์’ ขอจัดงานwbrรณรงค์วันที่อยู่อาศัยโลก 7 ต.ค.นี้ พร้อมเชิญมาแถลงมาตรการสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย พัฒนาคุณภาพชีวิตคนจนเมือง ร้องยุติไล่รื้อ-ดำเนินคดีชาวบ้าน/wbr/div div !--break--!--break--/div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2945/15386070631_34f00cd202_z_d.jpg" style="width: 550px; height: 338px;" //div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2944/15366229836_4061699d32_z_d.jpg" style="width: 550px; height: 413px;" //div divnbsp;/div div29 ก.ย. 2557 เมื่อเวลาประมาณ 09.00 น. เครือข่ายสลัม 4 ภาค และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็wbrนธรรม (ขปส.) หรือพีมูฟ นำโดย นายจำนง หนูพันธ์ ประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค และนายประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษา ขปส. ร่วมกันแถลงข่าวการจัwbrดงานรณรงค์วันที่อยู่อาศัยโลก ประจำปี 2557 ในวันที่ 7 ต.ค. ที่บริเวณประตู 4 ทำเนียบรัฐบาลbr /nbsp;/wbr/wbr/div divนายจำนง กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติกำหนดให้วันจันทร์แรกในเดือนตุลาคมองทุกปีเป็นวันที่อยู่อาศัยโลก เพื่อรณรงค์ให้นานาประเทศตระหนักถึงปัญหาการไร้ที่อยู่อาศัยและหามาตรการแก้ปัญหาดังกล่าว และอยากจะแจ้งว่าการจัดกิจกรรมดังกล่าวนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองแต่อย่างใด โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือจากรัฐบาล/div divnbsp;/div divประธานเครือข่ายสลัม 4 ภาค กล่าวด้วยว่า กิจกรรมของกลุ่มฯ เนื่องในวันที่อยู่อาศัยโลกจะมีการยื่นสารจากคนจนเมืองถึงผู้แทนองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และเดินรณรงค์จากยูเอ็นมารับฟังมาตรการของรัฐบาลในการสนับสนุนการสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย เพื่อแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน/div divnbsp;/div divแถลงการณ์ของเครือข่ายสลัม 4 ภาค มีเนื้อหา ดังนี้/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2950/15366229776_dd22fecd6b_b_d.jpg" style="width: 600px; height: 800px;" //div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวรายงานรายงานด้วยว่า ตัวแทนเครือข่ายสลัม 4 ภาคและ ขปส.ได้เข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อย (คสช.) ผ่านนางสุปราณี จันทรรัตน์วงศ์ ผอ.ศูนย์บริการประชาชน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เชิญมาแถลงมาตรการในการสนับสนุนการสร้างความมั่นคงในที่อยู่อาศัย และการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนจนเมือง พร้อมทั้งชี้แจงแนวทางการแก้ปัญหา ในวันที่ 7 ต.ค. 2557 เวลา 11.00 น. ณ ข้างทำเนียบรัฐบาล ประตู 5 พร้อมยืนหนังสือร้องการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของ ขปส./div pnbsp;/p div table border="1" cellspacing="0" cellpadding="0" tbody tr td divnbsp;/div div style="text-align: center;"๒๙ กันยายน ๒๕๕๗/div div style="text-align: center;"nbsp;/div divเรื่อง การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน/div divกราบเรียน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี/div divสิ่งที่ส่งมาด้วย ข้อมูลปัญหาและข้อเสนอการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)/div divnbsp;/div divเนื่องจากขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมประกอบด้วยประชาชนยากจน ๙ เครือข่าย คือ ๑.สมาพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) ๒.เครือข่ายสลัมสี่ภาค ๓.เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคม การเมือง (คปสม.) ๔.เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด (คปบ.) ๕.สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) ๖.เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) ๗.สมัชชาคนจนกรณีเขื่อนปากมูน ๘.เครือข่ายเกษตรพันธสัญญา ๙.เครือข่ายโรงไฟฟ้าชีวมวลและเหมือง เครือข่ายฯ ต่างๆ นี้ได้รวมตัวกันเพื่อแก้ไขปัญหามาอย่างยาวนาน มีการเจรจากับทุกรัฐบาลที่ผ่านมาแต่ไม่ค่อยมีความคืบหน้าเท่าที่ควร ทำให้สมาชิกซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศราว ๕๐,๐๐๐ ครอบครัวซึ่งเกือบทั้งหมดมีวิถีชีวิตอยู่ในภาคการเกษตรกับแรงงานทั้งในเมืองและชนบทประสบกับปัญหาคุณภาพชีวิตอย่างหนักทั้งจากการขาดปัจจัยการผลิต การเข้าไม่ถึงปัจจัยพื้นฐานและการบริการจากภาครัฐ รวมทั้งได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐเป็นต้น/div divnbsp;/div divเมื่อคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศและต่อมามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีและแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี และเมื่อวันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๗ คณะรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งมีนโยบายที่สำคัญ และจะเป็นคุณูปการต่อคนจนทั้งประเทศทันทีถ้าปฏิบัติได้จริงเช่น หมวดที่ ๙ การรักษาความมั่นคงของฐานทรัพยากร และการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ข้อ ๙.๓. พัฒนาระบบการบริหารจัดการที่ดินและแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ ..ให้ประชาชนอยู่กับป่ าได้ ปรับปรุงกลไกภาษีเพื่อกระจายการถือครองที่ดิน เร่งรัดจักสรรที่ดินให้ผู้ยากไร้ รับรองสิทธิร่วมในการจัดการที่ดินของชุมชน กำหนดรูปแบบที่เหมาะสมของธนาคารที่ดิน เพื่อให้เป็นกลไกในการนาทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด หมวด ๑๑ การปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม ข้อ ๑๑.๕ ปรับปรุงช่วยเหลือทางกฎหมายค่าใช้จ่ายแก่ประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม.. ส่งเสริมกองทุนยุติธรรม.. เยียวยาผู้บริสุทธิ์หรือผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่เป็นธรรม เป็นต้น/div divnbsp;/div divจากคำสั่ง คสช. ที่ ๖๔ และ ๖๖ / ๒๕๕๗ รวมทั้งนโยบายที่ได้แถลงต่อสภาฯ ที่มุ่งหวังปกป้องทรัพยากรป่าไม้ และมุ่งเน้นการดำเนินการกับนายทุนผู้บุกรุก และคุ้มครองผู้ยากไร้ ไม่ให้ได้รับผลกระทบในทางปฏิบัติเมื่อหน่วยงานในพื้นที่ได้เข้าไปรื้อถอนทำลายทรัพย์สินของราษฎรในหลายพื้นที่แทนการใช้แนวทางตามที่ได้แถลงฯ ซึ่งทำ ให้เห็นช่องว่างระหว่างนโยบายที่สร้างสรรค์กับการปฏิบัติที่ตรงข้าม/div divnbsp;/div divดังนั้นขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) ซึ่งเป็นประชาชนคนยากจนได้เล็งเห็นเจตนาและความมุ่งมั่นของรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีในการมุ่งขจัดแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความขัดแย้ง เพื่อให้เกิดความปรองดองขึ้นในสังคมอย่างแท้จริง จึงเห็นควรสนับสนุนให้มีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้คำแถลงและนโยบายของรัฐบาลมีความสัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมาย ขอให้ท่านนายกฯ โปรดมีบัญชาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้/div divnbsp;/div div๑. ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยุติการดา เนินการใดๆที่ส่งผลกระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิตอันปกติสุขรวมทั้งชะลอการดา เนินคดีกับชาวบ้าน ตามข้อมูลที่แนบมา/div divnbsp;/div div๒. ให้รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนา ข้อเสนอทางนโยบาย ข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนและการแก้ไขปัญหารายกรณีไปพิจาณากำหนดแนวทางแก้ไขปัญหา โดยจัดให้มีการประชุมเพื่อหาข้อยุติและกำหนดกลไกการติดตามการแก้ไขปัญหาในระยะยาวร่วมกันระหว่างรัฐมนตรี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในวันอังคารที่ 7 ตุลาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๐.๐๐ น. ทำเนียบรัฐบาล/div divnbsp;/div divอนึ่งเนื่องจากในวันที่ 7 ตุลาคม ๒๕๕๗ เป็นวันที่อยู่อาศัยโลก ซึ่งเครือข่ายประชาชนได้จัดกิจกรรมการรณรงค์เป็นประจาทุกปี และในโอกาสนี้เครือข่ายประชาชนใคร่ขอความกรุณาจากท่าน เพื่อรับฟังนโยบายและแนวทางแก้ไขปัญหาของประชาชน ตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วย จักเป็นพระคุณยิ่ง/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"จึงกราบเรียนมาเพื่อโปรดพิจาณาดา เนินการ/div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"ขอแสดงความนับถืออย่างสูง/div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"........................................................ผู้แทน ขปส. ภาคเหนือ/div div style="text-align: center;"(นายประยงค์ ดอกลาใย)/div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"........................................................ผู้แทน ขปส. ภาคอีสาน/div div style="text-align: center;"(นายเหมราช ลบหนองบัว)/div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"........................................................ผู้แทน ขปส. ภาคใต้/div div style="text-align: center;"(นายบุญ แซ่จุ่ง)/div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"........................................................ผู้แทน ขปส. ภาคกลาง/div div style="text-align: center;"(นายจานง หนูพันธ์)/div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.)/div divnbsp;/div /td /tr /tbody /table divnbsp;/div /div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/6dfmXb3VTG4" height="1" width="1"/

ศาลนัดสืบพยานคดี ‘จ่าประสิทธิ์’ จำเลยหมิ่นเบื้องสูง ก.พ. ปีหน้า

Mon, 29/09/2014 - 15:33
pทนาย ‘จ่าประสิทธิ์’ เตรียมอุทธรณ์คำสั่งกรณีไม่ให้ประกันตัวของศาลชั้นต้นเร็วๆ นี้ ขณะที่ศาลนัดสืบพยานโจทก์ 12 ปาก 20, 24, 25 ก.พ.2558 สืบพยานจำเลย 10 ปาก 26,27 ก.พ.2558/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://farm4.staticflickr.com/3921/15202606069_297b80c206.jpg" //p p29 ก.ย.2557 ที่ศาลอาญารัชดา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ศาลได้นัดพร้อมตรวจพยานหลักฐาน คดีที่ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ อดีต ส.ส.สุรินทร์ พรรคเพื่อไทย เป็นจำเลยในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จากกรณีที่ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ nbsp;ได้พูดใน รายการหยุดล้มล้างประชาธิปไตย ที่อิมพีเรียลลาดพร้าว และมีถ่ายทอดสดผ่านสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม เมื่อวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่ง พ.ท.สัญชัย บูรณะสัมฤทธิ์ หัวหน้าแผนกปฏิบัติการและคุ้มครองพยาน กองกฤษฎีกา สำนักงานพระธรรมนูญทหารบก ได้แจ้งความไว้ โดยจำเลยให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา/p pจากนั้นจึงมีการนัดสืบพยาน โดยจะมีการสืบพยานโจทก์ 12 ปาก จำนวน 3 นัด ประกอบด้วย วันที่ 20, 24, 25 ก.พ.2558 และสืบพยานจำเลย 10 ปาก จำนวน 2 นัด คือ ในวันที่ 26,27 ก.พ.2558/p pนอกจากนี้ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นายหนึ่งดิน วิมุตตินันท์ ทนายจำเลยแจ้งว่า จะมีการอุทธรณ์คำสั่งกรณีไม่ให้ประกันตัวของศาลชั้นต้นเร็วๆ นี้/p pหลังจากก่อนหน้านี้จำเลยป่วยและมีอาการลมชักขณะเยี่ยมญาติจนต้องเข้ารักษาตัวที่ รพ.ราชทัณฑ์ จากนั้นจึงมีการยื่นขอประกันตัวโดยเบิกตัวแพทย์ผู้รักษาขึ้นให้การ แต่ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาต เนื่องจากแพทย์รพ.ราชทัณฑ์ที่ดูแลจำเลยเป็นแพทย์ทางกระดูก ไม่ใช่ระบบประสาทอันกี่ยวเนื่องกับอาการลมชักของจำเลย/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/05/53633" target="_blank"ฝากขัง #039;จ่าประสิทธิ์′ คดีหมิ่นเบื้องสูง ค้านประกัน/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/iitJsneUypo" height="1" width="1"/

นักเรียนนักศึกษาในไต้หวันเคลื่อนหนุนการเคลื่อนไหวในฮ่องกง

Mon, 29/09/2014 - 15:11
pนักเรียนนักศึกษากว่า 100 คนชุมนุมที่หน้าที่ทำการเจรจาการค้าฮ่องกงประจำไทเป เรียกร้องประธานาธิบดีไต้หวันประณามเหตุที่เกิดขึ้นในฮ่องกง และยุติการเจรจากับจีนทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ/p !--break--!--break-- p29 ก.ย. 2557 กลุ่มผู้ประท้วงซึ่งรวมถึงผู้นำนักศึกษาที่เคลื่อนไหวยึดรัฐสภาไต้หวันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ได้ออกมาชุมนุมแสดงการสนับสนุนการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาวในฮ่องกง โดยเรียกร้องให้ยุติการเจรจากับจีนโดยทันทีทั้งในด้านการเมืองและเศรษฐกิจ/p p style="text-align: center;"img alt="" src="/sites/default/files/u5/chen.jpg" style="width: 262px; height: 295px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"เฉินเวิ่ยถิง หนึ่งในผู้นำการชุมนุมประท้วงในไต้หวัน/span/p pการชุมนุมดังกล่าว มีผู้เข้าร่วมประมาณ 100 คน นำโดยผู้นำนักศึกษาที่มีชื่อเสียง เฉินเว่ยถิง ได้รวมตัวกันที่ด้านหน้าสำนักงานเจรจาการค้าฮ่องกงประจำไทเป โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจล้อมไว้และป้องกันพวกเขาเข้าไปภายในลิฟท์ของตึก/p pผู้ชุมนุมบางส่วนถือป้ายเรียกร้องให้ทางการฮ่องกงยุติการใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจสลายกรชุมนุมของผู้ประท้วงในฮ่องกงbr /มีรายงานว่าผู้ชุมนุมถูกทำร้ายเล็กน้อยขณะที่พยายามเข้าไปในสำนักงานเจรจาการค้าของฮ่องกง แต่สุดท้ายก็แยกย้ายไปอย่างสงบภายหลังจากที่เรียกร้องประธานาธิบดี หม่า อิงจิ่ว ให้ประณามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในฮ่องกง/p pเดอะการ์เดียน ระบุว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไต้หวันกับจีนนั้นพัฒนามากขึ้นนับจากหม่า อิงจิ่วเจ้ามาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของไต้หวันเมื่อปี 2551 แต่ทั้งสองฝ่ายก็ยังคงระแวงระวังต่อกันอย่างยิ่ง/p pในการให้สัมภาษณ์กับอัลจาซีรา ประธานาธิบดีหม่าระบุว่า ชาวไต้หวันจับตาอย่างใกล้ชิดต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในฮ่องกง และหวังว่าฮ่องกงและจีนจะสามารถหาแนวทางแก้ไขที่ยอมรับได้ตามแนวทางประชาธิปไตย พร้อมย้ำด้วยว่า ไต้หวันยังคงไม่ยอมรับการปกครองของจีนเหนือฮ่องกงด้วยระบอบ “หนึ่งประเทศ สองระบอบ”/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/XbxntkDuln4" height="1" width="1"/