ประชาไท

Syndicate content
Updated: 10 min 10 sec ago

สภากลาโหมไฟเขียวแนวปฏิรูป ลด 'นายพลผู้ทรงคุณวุฒิ' จาก 768 เหลือ 384 ภายในปี71

Fri, 29/07/2016 - 09:43
!--break--!--break-- pเมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ผ่านมา พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมสภากลาโหมว่า ที่ประชุมเห็นชอบการปฏิรูปกระทรวงกลาโหม เพื่อรองรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยการปรับระบบงานด้านกําลังพล ซึ่งปัจจุบันกระทรวงกลาโหมประสบปัญหาความคับคั่งของกําลังพลในชั้นยศสูง จึงต้องปรับลดให้มีขนาดที่เหมาะสม โดยส่วนแรกได้ปรับลดกําลังพลในตําแหน่ง ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ผู้ทรงคุณวุฒิ นายทหารปฏิบัติการลงร้อยละ 2.5 ต่อปี โดยเริ่มดําเนินการตั้งแต่ปี 2551 และสิ้นสุดในปี 2571 ซึ่งจะสามารถลดจํานวนกําลังพลดังกล่าวได้ถึงร้อยละ 50 โดยปี 2551 มีนายทหารระดับ พลตรี พลโท พลเอก ในตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษทั้งหมด 768 นาย และจะลดลงในปี 2571 เหลือ 384 นาย เช่นเดียวกับนายทหารชั้นยศพันเอกพิเศษในตำแหน่งนายทหารปฏิบัติการ (นปก.) ที่มีอยู่ตั้งแต่ปี 2551 จำนวน 2,698 นายจะต้องลดลงในปี 2571 เหลือ 1,349 นายbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /โฆษกกระทรวงกลาโหมกล่าวว่า การลดจำนวนนายพลโดยลดอัตราผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ จะเริ่มค่อยๆ ดำเนินการต่อไปเพราะที่ผ่านมาก็เริ่มทำมาแล้วตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งจะสอดคล้องกับการผลิตนักเรียนจากโรงเรียนเตรียมทหารและนายร้อยฯ ทุกเหล่าทัพที่จะลดไปตามลำดับด้วย สำหรับการตั้งข้อสังเกตว่าในช่วงหลังมีตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษในโผทหารจำนวนมากนั้นก็เป็นปัญหาความคับคั่งในระดับรองลงไป ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมได้จัดทําโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกําหนดจํานวน 3 โครงการ เพื่อเป็นกลไกรองรับต่อภารกิจดังกล่าว ทั้งระดับชั้นยศนายพล และทุกชั้นยศ มีกําลังพลเข้าร่วมโครงการใน 3 ปีที่ผ่านมากว่า 15,000 นายbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /พล.ต.คงชีพกล่าวอีกว่า ยังมีการจัดทําระบบข้าราชการพลเรือนกลาโหมซึ่งเป็นระบบงานกําลังพลที่สามารถจําแนกกําลังพลตามลักษณะงานได้อย่างเหมาะสม กล่าวคือ งานใดที่เป็นภารกิจทางทหาร ทหารเป็นผู้ปฏิบัติ งานใดที่เป็นงานสนับสนุนภารกิจทางทหารก็มอบให้ข้าราชการพลเรือนกลาโหมเป็นผู้ปฏิบัติซึ่งจะส่งผลให้กําลังพลในสังกัดกระทรวงกลาโหมมีความเป็นมืออาชีพ และจะประหยัดงบประมาณในด้านกําลังพลในอนาคตได้ การดําเนินการในปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทํากฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนกลาโหม และคาดว่าจะเสนอต่อสภากลาโหมเพื่อพิจารณาภายในปีงบประมาณนี้ (ก.ย. 2559)br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /นอกจากนี้ยังมีการบรรจุกําลังพลสํารองที่ผ่านการฝึกมาบรรจุทดแทนในอัตราทหารเป็นการชั่วคราวตามระยะเวลาของสัญญาที่กําหนด เพื่อให้หน่วยทหารมีอัตรากําลังพลเพียงพอในการปฏิบัติภารกิจ และมีการหมุนเวียนกําลังพลอย่างต่อเนื่องซึ่งจะส่งผลให้กองทัพประหยัดงบประมาณด้านกําลังพล แต่ยังคงขีดความสามารถไว้เช่นเดิม อีกทั้งสามารถช่วยแก้ปัญหาความคับคั่งของกำลังพลในระยะยาวได้ ปัจจุบันกระทรวงกลาโหมได้วางหลักเกณฑ์ คือ พ.ร.บ.กําลังพลสํารอง พ.ศ. 2558 มาตรา 30 กระทรวงกลาโหมอาจ รับสมัครกําลังพลสํารองเพื่อทําหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราวได้ ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการทหาร และกฎกระทรวง กําหนด ระยะเวลาการทําหน้าที่ เงินเดือน และค่าตอบแทนอย่างอื่น สิทธิประโยชน์ ระเบียบและวินัยของบุคคลเข้าทําหน้าที่ทหารเป็นการ ชั่วคราว พ.ศ. 2553 ไว้เรียบร้อยแล้ว/p pnbsp;/p pemที่มา a href="http://www.thairath.co.th/content/675438"ไทยรัฐออนไลน์/aและa href="http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9590000074994"ผู้จัดการออนไลน์/a/em/p pspan style="color:#696969;"strongหมายเหตุ/strong : 1.30 น. 30 ก.ค.59 ประชาไทได้มีการปรับพาดหัว จาก "สภากลาโหมไฟเขียวแนวปฏิรูป ลดจำนวน 'นายพล' ตั้งเป้าจาก 768 เหลือ 384 ในปี71" เป็น "สภากลาโหมไฟเขียวแนวปฏิรูป ลด 'นายพลผู้ทรงคุณวุฒิ' จาก 768 เหลือ 384 ภายในปี71"/span/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/dorVZOx-NI0" height="1" width="1" alt=""/

ข้อสังเกตการฟ้องคดีอาญาโดยรัฐ จากการซ้อมทรมาน

Fri, 29/07/2016 - 08:24
!--break--!--break-- pbr /br /ในวันนี้ ( 26 กรกฎาคม 2559 ) เกิดปรากฎการณ์ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ต้องให้ความสนใจและติดตามการดำเนินคดีอาญาโดยรัฐเป็นพิเศษด้วยกัน 2 กรณี คือ การเข้ารายงานตัวของนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ นายสมชายหอมลออ และนางสาวอัญชนาnbsp; หีมมิหน๊ะต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปัตตานีเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา โดยกอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้าเป็นแจ้งความร้องทุกข์ และการเข้าควบคุมตัวนางสาวนริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.มักกะสัน 3 นายตามหมายจับที่ 104/2559 ที่ออกโดยศาลจังหวัดนราธิวาส ซึ่งขณะนี้ ( 18.00 น.) ยังไม่ทราบว่าใครผู้เป็นผู้กล่าวหาหรือกล่าวโทษbr /br /กรณีทั้งสองกรณีที่เกิดขึ้นในวันเดียวกันนี้ ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่นหรือประชาชน จากการนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะว่า มีการซ้อมทรมานเกิดขึ้นจนเกิดอันตรายต่อชีวิตหรือร่างกายและจิตใจโดยทหารเป็นผู้กระทำbr /br /การมีอยู่ของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของรัฐเสรีนิยมประชาธิปไตยปัจจุบัน มีขึ้นเพื่อคุ้มครองบุคคลที่เกิดขึ้นจากการกระทำความผิดที่เกิดความเสียหายขึ้น ทั้งฝ่ายผู้กระทำความผิดและฝ่ายผู้เสียหายบนหลักการดำเนินคดีที่เป็นธรรม ( Fair Trial ) กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่ง “รัฐ” เป็นผู้อำนวยการให้มีระบบด้วยสถาบันด้านการยุติธรรมขึ้นนั้น ก็มีเพื่อใช้ค้นหาความจริงที่เกิดขึ้น ด้วยการพิสูจน์ข้อความจริงที่เกิดขึ้นและก่อผลกระทบต่อสังคมบุคคลและสังคม เพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำความผิด พร้อมกับเยียวยาผู้เสียหายได้อย่างเหมาะสม ทั้งป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันให้ลดลงbr /br /ในระบบกฎหมายไทย หลักการดังที่กล่าวมาข้างต้นปรากฎในหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย สิทธิของบุคคลในกระบวนการยุติธรรม ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และกฎหมายอื่นที่กำหนดโทษทางอาญาแก่บุคคลให้รับผิดเมื่อกระทำการฝ่าฝืนหรือละเมิดซึ่งนำความเสียหายมายังบุคคลอื่นและสังคมbr /br /ข้อกล่าวหาที่เกิดขึ้นกับทั้งกรณีการเผยแพร่รายงาน“รายงานสถานการณ์การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือย่ำยีศักดิ์ศรี ในจังหวัดชายแดนใต้ ปี 2557-2558” ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยนางสาวพรเพ็ญ คงขจรเกียรติ นายสมชายหอมลออ และนางสาวอัญชนาnbsp; หีมมิหน๊ะในนามมูลนิธิผสานวัฒนธรรม (CrCF) และกลุ่มด้วยใจ และการแสดงข้อมูลการเสียชีวิตของพลทหารวิเชียร เผือกสม ทหารที่เสียชีวิตในค่ายนราธิวาสเมื่อปี 2554 ผ่านสื่อมวลชนโดยนางสาวนริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ผู้เป็นหลานสาวนั้น เป็นการกล่าวหาว่าเป็นการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามมาตรา 326 และ มาตรา 328 ประมวลกฎหมายอาญา ที่มาพร้อมกับความผิดฐานนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตามมาตรา 14 (1) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เนื่องจากข้อมูลดังกล่่าวปรากฏในระบบอินเตอร์เน็ตผ่านเวปไซต์และสื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์และถูกเผยแพร่ซ้ำbr /br /โดยหลักการของความผิดฐานหมิ่นประมาทที่กำหนดในประมวลกฎหมายอาญา ก็เพื่อคุ้มครองชื่อเสียงเกียรติคุณและความเป็นอยู่ส่วนตัวของบุคคลให้ซึ่งเป็นสิทธิของบุคคลที่ต้องห้ามมิให้บุคคลอื่นละเมิดได้ กอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้า ซึ่งถูกกล่าวถึงเป็นพิเศษในการทรมานบุคคลที่ปรากฎในรายงานฯ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของพลทหารวิเชียรฯ ได้อ้างว่าเป็นผู้เสียหายจากการเผยแพร่ข้อมูลเหล่านั้นในการดำเนินคดีอาญาbr /br /ข้อสังเกตต่อการดำเนินคดีอาญาทั้งสองกรณีในวันนี้ มีด้วยกัน 2 ประการที่ขัดกับหลักการดำเนินคดีอาญาที่ดีและการดำเนินคดีอาญาที่เป็นธรรมที่ระบบกฎหมายไทยประกันเอาไว้ และกระทบต่อเสรีภาพของบุคคล ตลอดจนไม่เป็นการดำเนินคดีอาญาที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม กล่าวคือbr /br /strong1.การใช้บังคับกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์/strongbr /br /ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 326 และ มาตรา 328 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองมิให้บุคคลถูกละเมิดด้วยการกล่าวข้อความอันเป็นเท็จ ที่อาจจะนำมาสู่ความเสียแก่บุคคลที่ถูกกล่าวถึงได้ แต่ในมุมกลับของการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยเรื่องหมิ่นประมาทซึ่งเป็นความผิดทางอาญาและมีอัตราโทษทางอาญาที่ถือว่าสูงที่ดำเนินการโดยทรัพยากรของรัฐผ่านพนักงานสอบสวน พนักงานอัยการ และศาลยุติธรรมนั้นได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการทำให้บุคคลตกเป็นความจากการแสดงข้อมูลของตนทั้งที่เป็นการแสดง "ข้อความจริง" หรือ พูดความจริงก็ตาม เนื่องจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญากับกรณีดังกล่าวจะเป็นการสกัดกั้นไม่ให้บุคคลได้แสดงข้อมูลของตน เพราะต้องพบเจอกับภาระในฐานะตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้ทำความผิด หรือจำเลย เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาเพื่อต่อสู้คดีของตน เพราะจำเลยต้องมีทนายความที่มีความสามารถในการพิสูจน์ตามกฎหมายที่เปิดช่องให้ศาลเห็นได้ว่าการแสดงข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทและไม่ต้องรับผิด และด้วยสภาพการบังคับใช้กฎหมายที่ตีความนำเอา พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาร่วมฟ้องเพื่อเพิ่มโทษให้หนักขึ้น จากการตีความว่าเป็นการกระทำที่เป็นความผิดฐานนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตามมาตรา 14 (1) นั้นก็ผิดออกไปจากหลักการของกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ด้วย เพราะเจตนารมณ์ของกฎหมายลักษณะนี้ มุ่งประสงค์บังคับต่อการนำเข้าข้อมูลปลอมผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่สร้างความเสียหายต่อบุคคลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่การเผยแพร่ข้อความที่ไม่เป็นความจริงเข้าสู่เวปไซต์หรือสื่อเครือข่ายสังคมออนไลน์ผ่านการใช้ระบบอินเตอร์เน็ตbr /br /การที่นำบทบัญญัติของกฎหมายทั้งสองฉบับมาตีความบังคับใช้ซึ่งผิดออกจากเจตนารมณ์และหลักการที่ตรากฎหมายดังกล่่าวมานั้น นำมาสู่การใช้กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของรัฐเป็นเครื่องมือในการ "ปราม" บุคคลซึ่งเป็นคู่ขัดแย้ง เป็นผลกระทบต่อบุคคลคู่ตรงข้ามที่ตกเป็นจำเลยที่สร้างความเสียหายจากสังคมด้วยการปิดปากบด้วยการดำเนินคดีอาญาที่ทำให้สังคมไม่เข้าถึงข้อความจริงในหลายกรณีที่กระทบต่อเสรีภาพและสวัสดิภาพต่อสังคมโดยรวมbr /br /strong2.ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นเป็นความจำเป็นที่ "รัฐ" ต้องทำความจริงให้เปิดเผยต่อสาธารณะด้วยกระบวนการยุติธรรม เพื่อคุ้มครองเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของบุคคล/strongbr /br /"ข้อมูล" ที่นำมาสู่การดำเนินคดีกับทั้งสองกรณี คือ ข้อมูลการซ้อมทรมานบุคคลจนเกิดอันตรายต่อชีวิต หรือร่างกายซึ่งเกิดจากที่บุคคลอยู่ใต้อำนาจการควบคุมตัวหรือผู้ภายใต้อำนาจบังคับบัญชาจากบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ใช้อำนาจรัฐผ่านตำแหน่งหน้าที่ภายใต้หน่วยงานของรัฐ ความตายหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตและความเป็นอยู่ของบุคคลเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่กระทบต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและสังคม "รัฐ" ผ่านหน่วยงานทางการยุติธรรมต้องให้ความสำคัญในการเปิดเผยข้อเท็จจริงดังกล่าวต่อสาธารณะ เพราะมีหน้าที่โดยตรงในการดำเนินกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ต้องอำนวยความเป็นธรรมให้บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของรัฐ และฝ่ายผู้เสียหายที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำดังกล่าว และต้องป้องกันไม่ให้เกิดการใช้อำนาจในฐานะเจ้าพนักงานของรัฐที่ก่อความเสียหายในลักษณะที่เป็นอาชญากรรมให้เกิดขึ้นอีกbr /br /แต่ด้วยเพราะความเป็น "กระบวนการยุติธรรมที่ดำเนินการโดยรัฐ" นี้เอง กลับกลายเป็นกระบวนการที่ทำให้ผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกายไม่อาจเข้าถึงความยุติธรรมได้เพราะผู้ถูกกล่าวหาคือเจ้าหน้าที่รัฐเองและกลไกของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาด้วยการตีความบังคับใช้กฎหมายในปัจจุบันไม่นำไปสู่การนำบุคคลที่เกี่ยวข้องความตายดังกล่าวเข้าสู่การพิสูจน์ความจริงโดยศาลต่อสาธารณะได้โดยง่าย และหากเมื่อกระบวนการยุติธรรมทางอาญาทำให้บุคคลทั่วไปเข้าถึงได้โดยง่ายและดำเนินบนหลักกฎหมายที่มุ่งพิสูจน์ความจริงด้วยการแสดงพยานหลักฐานและข้อต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ทั้งสองฝ่าย ย่อมทำให้ข้อกล่าวที่มีว่าความตายเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐถูกเปิดเผย ในหากเป็นกรณีที่พิสูจน์ได้ว่าผู้กล่าวหาหรือโจทก์กล่าวความเท็จเสียเองในคดี ด้วยกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ดีย่อมคืนชื่อเสียงเกียรติคุณของเจ้าหน้าที่รัฐนั้นเอง และลงโทษผู้กล่าวหาหรือโจทก์อย่างเหมาะสมในที่สุดbr /br /ข้อสังเกต 2 ข้อต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ มีขึ้นได้เพราะความตายที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ และความตายของพลทหารในอำนาจบังคับบัญชาโดยตรงไม่เคยได้รับการพิสูจน์เพื่อเปิดเผยความจริงต่อสาธารณะด้วยกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของรัฐที่ไม่ได้เอื้ออำนวยต่อการคุ้มครองเสรีภาพในชีวิตของบุคคลได้อย่างแท้จริง นำมาสู่การไม่นำไปสู่ความรับผิดชอบใดๆ ของเจ้าพนักงานของรัฐ ไม่ว่าจะดำรงอยู่ในฐานะของผู้รักษาความมั่งคงของรัฐ ผู้รักษาความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของสังคม และผู้รักษาความเป็นธรรมbr /br /strongสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทำให้ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนในรัฐนี้ไม่มีอยู่ เพราะขาดความมั่นคงในทางกฎหมายที่การตีความบังคับใช้ประกันแต่อำนาจรัฐที่สามารถใช้ได้อย่างอำเภอใจ ที่ไม่ได้ไว้เพื่อปกป้องแม้กระทั่งสิทธิพื้นฐานของบุคคลอย่างต่ำที่สุด คือ ชีวิตบุคคลนั่นเอง/strong/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/wHKxUEgcZcU" height="1" width="1" alt=""/

อดีตทหารกัมพูชาอยู่แคนาดาแพร่คลิปต่อต้านฮุนเซน-ตำรวจประกบญาติพี่น้องถึงบ้านเกิด

Fri, 29/07/2016 - 06:36
pรัฐบาลฮุนเซนของกัมพูชาส่งคนไปที่บ้านครอบครัวของ สม โสวันนารา อดีตทหารกัมพูชาอพยพ เพื่อสืบสวนสมาชิกในบ้านเป็นประจำทุกวัน หลังจากที่อดีตทหารกัมพูชาซึ่งปัจจุบันอพยพไปอยู่แคนาดา เคยพูดปลุกใจให้เกิดการต่อต้านรัฐบาลฮุนเซนผ่านทาง YouTube โดยฝ่ายรัฐบาลกัมพูชาอ้างว่าไปสืบสวนครอบครัวนี้เพราะเกรงว่าจะมีการวางแผนก่อรัฐประหาร/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8573/28333369560_d60671f811_z.jpg" style="width: 560px; height: 350px;" //p pสม โสวันนารา อดีตทหารในกัมพูชาอายุ 25 ปี อัพโหลดวิดีโอทางยูทูบเมื่อวันที่ 17 ก.ค. ที่ผ่านมาบอกให้รัฐมนตรีและกองทัพเตรียมตัวให้พร้อมที่จะ "ปลดปล่อยประเทศกัมพูชาจากรัฐบาลเผด็จการฮุนเซน" แต่ในวันต่อมาเขาบอกว่าวิดีโอของเขาเพียงแค่ต้องการปลุกใจให้เกิดการประท้วงอย่างสันติเท่านั้น อย่างไรก็ตามกระทรวงกลาโหมและกระทรวงกิจการภายในและศาลกรุงพนมเปญ ก็พากันสืบสวนเรื่องนี้เพราะมองว่าเป็นภัย/p pพี่สาวของสมซึ่งอาศัยอยู่ในอำเภอสังคมถเม็ย จังหวัดพระวิหาร เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า ครอบครัวกังวลเรื่องความปลอดภัยหลังจากที่มีตำรวจและ "เจ้าพนักงาน" คนอื่นๆ คอยติดตามและสอดแนมครอบครัวเธอทุกวัน เจ้าหน้าที่ทางการถามเธอว่าเธอรู้หรือไม่ว่าน้องชายของเธอโพสต์อะไรบางอย่างบนเฟซบุ๊คเพื่อต่อต้านรัฐบาล เธอตอบว่าไม่รู้เรื่องนี้แต่ก็ถูกข่มขู่ให้ "ระวัง" และอย่าพูดอะไรที่กระทบกับรัฐบาล/p pพี่สาวของสมกล่าวต่อไปว่าเธอกังวลเรื่องความปลอดภัยของครอบครัวเธอเพราะทางการกัมพูชาส่งคนมาคอยดูครอบครัวเธอทุกวัน ครอบครัวของเธอก็กลัวว่าคนเหล่านี้จะทำร้ายพวกเขา/p pรส เฮง นายอำเภอสังคมถเม็ยกล่าวว่าพี่สาวของสมควรเปิดเผยตัวผู้ที่ข่มขู่เธอว่าเป็นใคร โดยเขาต้องการรู้ว่ามีเจ้าหน้าที่คนใดไปที่นั่นบ้าง ถ้าหากเจ้าหน้าที่ไปที่บ้านเธอจริงๆ เธอก็ควรจะรู้ว่าใครเป็นคนข่มขู่ครอบครัวเธอ ทางด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องถิ่นต่างก็บอกว่าพวกเขาไม่รู้เรื่องคดีนี้หรือบางคนก็ปฏิเสธไม่ยอมตอบคำถามเรื่องนี้/p pสมเป็นสมาชิกของกลุ่มแนวร่วมปลดปล่อยชาติกัมพูชา ปัจจุบันเขาอยู่ที่แคนาดา เขาบอกว่าเขาเป็นห่วงครอบครัวแต่ก็ไม่อยากกลับประเทศ เขาบอกอีกว่าเขายอมขึ้นศาลถ้าศาลกัมพูชาเป็นอิสระจริงแต่สำหรับสมแล้วศาลกัมพูชาไม่มีความยุติธรรม/p pspan style="color:#0000cd;"เรียบเรียงจาก/span/p pspan style="color:#0000cd;"‘Coup’ Plotter’s Sister Claims Authorities Threatened Family, Cambodia Daily, 27-07-2016 /spana href="https://www.cambodiadaily.com/news/coup-plotters-sister-claims-authorities-threatened-family-115941/"span style="color:#0000cd;"https://www.cambodiadaily.com/news/coup-plotters-sister-claims-authorities-threatened-family-115941//span/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/l-KOTB77XaQ" height="1" width="1" alt=""/

รัฐบาลตุรกีอ้างเหตุรัฐประหาร-เล็งประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ปิดสื่อ-โรงเรียน

Fri, 29/07/2016 - 06:11
pทางการตุรกีกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามรอบล่าสุด เตรียมผ่านกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน จ่อปิดสื่อ โรงเรียน สถานพยาบาล ปรับโครงสร้างอำนาจหน่วยงานตำรวจและกองทัพ รวมถึงสั่งปิดโรงเรียนเตรียมทหาร โดยทั้งหมดนี้อ้างเรื่องความเกี่ยวข้องกับการพยายามทำรัฐประหารเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ขณะที่สหประชาชาติแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์สิทธิในตุรกี/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8644/28580688526_a51dd030aa_z.jpg" style="width: 560px; height: 412px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongประธานาธิบดีตุรกี เรเซป ไทยิป แอร์โดอัน (แฟ้มภาพ/a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Recep_Tayyip_Erdo%C4%9Fan"วิกิพีเดีย/a)/strong/span/p p28 ก.ค. 2559 อัลจาซีรารายงานว่ารัฐบาลตุรกีออกกฤษฎีกาใหม่สั่งปิดองค์กรสื่อจำนวนมาก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการกวาดล้างโดยรัฐบาลของประธานาธิบดีเรเซป ไทยิป แอร์โดอัน หลังจากการรัฐประหารล้มเหลวในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ข้อกำหนดจากรัฐบาลตุรกีฉบับใหม่ที่เผยแพร่ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ของทางการตุรกีระบุสั่งปิดสื่อหลายแห่ง ได้แก่สำนักข่าว 3 แห่ง ช่องโทรทัศน์ 16 ช่อง สถานีวิทยุ 23 สถานี หนังสือพิมพ์รายวัน 45 หัว นิตยสาร 15 ฉบับ และสำนักพิมพ์ 29 แห่ง/p pในบรรดาสื่อที่โดนสั่งปิดได้แก่หนังสือพิมพ์ซามาน ช่องซามานโยลู และสำนักข่าวซิฮาน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าสนับสนุนการเคลื่อนไหวของ เฟตุลเลาะห์ กูเลน ผู้ที่ทางการตุรกีกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อรัฐประหารที่ล้มเหลวเมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมา/p pนอกจากนี้ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินของแอร์โดอันยังมีแผนการสั่งปลดเจ้าหน้าที่ในกองทัพ 1,684 นาย รวมถึงนายพล 127 นาย เป็นพลเรือเอก 32 นาย โดยถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับขบวนการของกูเลน นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนในระดับสถาบันความมั่นคงด้วยการออกข้อกำหนดให้ตำรวจภูธรและหน่วยรักษาการณ์ชายฝั่งจะสังกัดกระทรวงกิจการภายในหลังจากนี้ จากที่ก่อนหน้านี้ตำรวจภูธรอยู่ในสังกัดขอบเขตอำนาจขององค์กรตำรวจขณะที่หน่วยลาดตระเวณชายแดนจะอยู่ในสังกัดของกองทัพมาก่อน อัลจาซีราระบุว่าการปรับเปลี่ยนเช่นนี้ทำให้เกิดผลกระทบอิทธิพลของหน่วยงานติดอาวุธ/p pในตอนนี้ข้อกำหนดดังกล่าวจะต้องนำเข้าสู่รัฐสภาที่มีพรรคเอเคพีของแอร์โดอันกุมอำนาจอยู่เพื่อพิจารณาและประกาศบังคับใช้ในวันที่ 29 ก.ค. ในฐานะส่วนหนึ่งของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน/p pหลังการพยายามรัฐประหารล้มเหลวแอร์โดอันก็พยายามกวาดล้างผู้ที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง มีการจับขังทหาร ข้าราชการ ผู้พิพากษา ทนายความ 15,846 ราย มี 8,133 รายถูกฟ้องร้องดำเนินคดี นอกจากนี้ยังมีการสั่งปิดหน่วยงาน 2,341 แห่ง ทั้งโรงเรียน หน่วยงานการกุศล สถานพยาบาล และสหภาพ โดยกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของกูเลน นอกจากนี้ยังมีการสั่งปิดโรงเรียนทหารและปรับโครงสร้างวิทยาลัยของกองทัพ โดยมีการอ้างว่าคนที่เข้าร่วมการรัฐประหารที่ล้มเหลวมีนายทหารจากโรงเรียนทหารอยู่ 1,214 นายจากทั้งหมด 8,651 นาย มีนักเรียนทหารอายุ 14-17 ปีถูกกล่าวหาว่าอาจจะมีส่วนพัวพันกับขบวนการกูเลน/p pการไล่จับคนเป็นว่าเล่นเช่นนี้ ทำให้นานาชาติแสดงความกังวลว่าประเทศจะเข้าสู่แนวทางแบบอำนาจนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ/p pบันคีมุน เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่าเขารู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์อย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการกวาดจับหลังรัฐประหารล้มเหลวในตุรกี และบอกกับรัฐมนตรีการต่างประเทศว่าควรจะมีหลักฐานทีน่าเชื่อถือได้ก่อนการจับกุมตามกระบวนการกฎหายรวมถึงควรเคารพเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เสรีภาพในการชุมนุม และการดำเนินการตามหลักกฎหมาย/p pอย่างไรกตามนายกรัฐมนตรี บินาลี ยิลดิริม ของตุรกีกล่าวในทำนองว่าการกวาดล้างของรัฐบาลยังไม่จบสิ้นและจะยังคงดำเนินต่อไป/p pกูเลน ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการพยายามก่อรัฐประหารให้สัมภาษณ์ปฏิเสธไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ว่าเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการรัฐประหารที่ล้มเหลว กูเลน เคยเป็นคนใกล้ชิดกับแอร์โดอนมาก่อนแต่ต่อมาเขาถูกกล่าวหาว่าเป็น "ผู้ก่อการร้าย" เพียงเพราะต้องสงสัยว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มที่พยายามตรวจสอบการทุจริตของรัฐบาลแอร์โดอัน ทำให้เขาต้องลี้ภัยไปอยู่ในสหรัฐฯ กูเลนกล่าวในการให้สัมภาษณ์ต่อสื่อก่อนหน้านี้ด้วยว่ามีความเป็นไปได้ที่รัประหารที่ล้มเหลวในครั้งนี้อาจจะเป็นการสมคบคิดโดยแอร์โดอันเพื่อหาเรื่องกวาดล้างคนที่เห็นต่างจากเขา/p pทั้งนี้องค์กรสิทธิมนุษยชนอย่างฮิวแมนไรท์วอทช์ยังเคยระบุว่าพวกเขาได้รับรายงานเกี่ยวกับการทารุณกรรมผู้ต้องขังและไม่ยอมให้ญาติหรือทนายความเข้าพบผู้ต้องขังที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพันกับการพยายามก่อรัฐประหาร/p pnbsp;/p pเรียบเรียงจาก/p pTurkey shuts scores of media outlets, sacks generals, Aljazeera, 28-07-2016 a href="http://www.aljazeera.com/news/2016/07/turkey-close-army-high-schools-failed-coup-160727165730365.html"http://www.aljazeera.com/news/2016/07/turkey-close-army-high-schools-failed-coup-160727165730365.html/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/YTYgt1-axPw" height="1" width="1" alt=""/

รับน้องไงทำไมต้องว้าก #1: ฟังเสียงอดีตพี่ว้าก ทำไมเขาถึงเปลี่ยน?

Fri, 29/07/2016 - 01:21
!--break--!--break-- h3 style="text-align: center;"br /strong“รับน้อง”...“ห้องเชียร์”...“พี่ว้าก”...“SOTUS”/strong/h3 pคำเหล่านี้แลดูจะถูกพูดถึงกันทุกปีเมื่อถึงช่วงเวลาเปิดเทอมของเหล่านิสิตนักศึกษา ข้อถกเถียงเดิมๆ ที่เกี่ยวกับการรับน้องยังคงวนไปวนมากันเสียจนเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย แต่ทว่าท่ามกลางข้อถกเถียงเดิมๆ เหล่านี้ ในที่สุดปีนี้ก็ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในหลายๆ รั้วมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวกับกิจกรรมรับน้องและประชุมเชียร์/p pเริ่มจากมหาวิทยาลัยสีเขียวย่านบางเขนอย่างเกษตรศาสตร์ ที่ได้ออกประกาศมหาวิทยาลัยผ่านเฟซบุ๊ก สภาผู้แทนนิสิต องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน เรื่อง การจัดกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่และประชุมเชียร์ ปีการศึกษา 2559 โดยระบุให้กิจกรรมรับน้องเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ไม่มีการตะโกน กดดัน หรือข่มขู่บังคับ โดยหากพบเห็นหรือทราบเบาะแสก็สามารถแจ้งไปยังสภาผู้แทนนิสิตฯ ได้ทันที/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8838/28605569775_96de7996fe.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /br /strongspan style="color:#ff8c00;"ภาพจาก/spana href="https://www.facebook.com/kusc.bk/photos/a.372597486103982.88078.240145442682521/1217831304913925/?type=3amp;theater"span style="color:#ff8c00;"เฟซบุ๊ก สภาผู้แทนนิสิต องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน/span/a/strongbr /nbsp;/p pอรรตชัย ประดับวงษ์ ประธานสภาผู้แทนนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน กล่าวว่า มาตรการรับน้องสร้างสรรค์ที่ประกาศออกมาเป็นระเบียบของมหาวิทยาลัยที่ออกโดยผู้บริหาร ซึ่งมีเป้าหมายให้กิจกรรมรับน้องไม่ใช้ความรุนแรงและไปในทางที่สร้างสรรค์มากขึ้น โดยทางสภาผู้แทนนิสิต อาจารย์ และผู้บริหารได้มีการประชุมหารือกันหลายครั้งจนออกมาเป็นมาตรการนี้ และนอกเหนือจากระเบียบที่ออกมา มหาวิทยาลัยยังมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นเพื่อพิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการรับน้องอีกด้วย/p pหลังจากประกาศมาตรการรับน้องสร้างสรรค์ออกไป อรรตชัยบอกว่าก็มีกระแสทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งเป็นเรื่องปกติของการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งอรรตชัยยังแสดงความเห็นถึงการรับน้องแบบที่ใช้ความรุนแรงว่าเป็นการฝึกเด็กเพื่อออกไปรับคำสั่ง ไม่ได้ทำให้เด็กกล้าคิดและตั้งคำถามในเชิงวิพากษ์nbsp;/p p“การที่เด็กแค่ก้มหน้าและก็รับฟัง โต้แย้ง โต้เถียงไม่ได้ มันไม่ใช่ปัญญาชน เราจะฝึกเด็กเพื่อออกไปรับคำสั่งแบบนั้นเหรอ หรือเราจะฝึกเด็กที่กล้าคิดกล้าตั้งคำถามในเชิงวิพากษ์เองได้ สมมติว่าถ้ายังเป็นในรูปแบบนี้ [การว้าก การใช้ความรุนแรง] เราก็ฝึกเด็กเป็นแค่เครื่องจักรเครื่องหนึ่งที่พร้อมไปรับคำสั่งข้างนอก” อรรตชัยกล่าว/p pนอกจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ยังมีอีกสองสถาบันที่ออกประกาศในลักษณะใกล้เคียงกันนั่นคือ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ที่ระบุห้ามบังคับข่มขู่นักศึกษาใหม่ให้เข้าร่วมกิจกรรมรับน้องหรือประชุมเชียร์/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7766/28605570235_c8879e05ff.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /br /strongspan style="color:#ff8c00;"ภาพจาก/spana href="https://www.facebook.com/SeniorSWU/photos/a.283704614979897.86173.129800643703629/1352770758073272/?type=3amp;theater"span style="color:#ff8c00;"เฟซบุ๊ก พี่ มศว พาน้องสอบ/span/a/strong/p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ff8c00;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8801/28605571005_a5a2e5952a.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" /br /ภาพจากnbsp;/spana href="https://www.facebook.com/sapa.psu/photos/a.299441283472677.69131.122753507808123/1045211725562292/?type=3amp;theater"span style="color:#ff8c00;"เฟซบุ๊ก สภานักศึกษา ม.อ.หาดใหญ่/span/a/strong/p pnbsp;/p pจากการเริ่มเปลี่ยนแปลงของมหาวิทยาลัยหลายแห่งข้างต้น อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าระบบห้องเชียร์ที่อยู่มายาวนานกำลังค่อยๆ เสื่อมอำนาจลงไปตามกาลเวลา ซึ่งเป็นที่น่าสนใจว่าเมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป สังคมยุคใหม่กำลังเปลี่ยนแปลง แล้วคนที่เคยอยู่กับระบบห้องเชียร์และประเพณีการรับน้องแบบเดิมๆ เขาเปลี่ยนไปอย่างไร ประชาไทจึงจะพาคุณไปทำความเข้าใจกับความคิดของ 2 อดีตพี่ว้าก จาก 2 สถาบันอย่างจุฬาฯ และแม่โจ้nbsp;/p pและอีกหนึ่งความคิดของอดีตนิสิตจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่พยายามจะเปลี่ยนห้องเชียร์ จนนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของมหาวิทยาลัยnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /br /nbsp;/p h3“ผ้าดำ” กลับใจ/h3 pโอ้ต (นามสมมติ) อดีตนักศึกษาของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ เล่าให้ฟังว่าตอนเรียนปีหนึ่งได้เข้าร่วมกิจกรรมรับน้อง 7 วันอันเลื่องชื่อของแม่โจ้ ซึ่งมีการรับน้องอย่างค่อนข้างเคร่งครัด อย่างเช่น ต้องก้มหน้าแทบจะตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นจะถูกทำร้าย หรือ ถูกริบเครื่องมือสื่อสารไม่ให้ติดต่อกับภายนอก เป็นต้น/p p“มันจะมีเขตให้เงยหน้ากับเขตให้ก้มหน้า ในมหาลัยมีเขตเงยหน้าอยู่ที่เดียวคือบริเวณหอที่น้องพักกัน ออกเขตเงยหน้าไปก็ต้องก้มหน้าตลอด แล้วก็จะให้วิ่งตอนเช้า แบ่งเป็นวันเว้นวันมั้งถ้าจำไม่ผิด ตอนนี้คือทุกเขตต้องก้มหน้าให้หมด จะมีรุ่นพี่เป็นแถวคอยตีกรอบให้วิ่งในถนน พอออกหอมาปุ๊ป รุ่นผมจะโดนตั้งแต่หน้าหอ สั่งให้ก้มหน้าแล้วต่อยเลย รุ่นพี่จะต่อยเลยเพราะรุ่นน้องไม่เห็นอยู่แล้ว”nbsp;/p pและเมื่อหลังจากจบการรับน้อง 7 วัน เหล่านักศึกษาปี 1 ของแม่โจ้ก็ยังต้องรักษากฎระเบียบตลอดปีการศึกษา ซึ่งในตอนนั้นโอ้ตคลั่งไคล้กับวัฒนธรรมการรับน้องของมหาวิทยาลัยอย่างมากจนได้มีโอกาสมาเป็น “ผ้าดำ” หรือ พี่ว้ากของแม่โจ้ ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจที่ได้ส่งต่อวัฒนธรรมและธรรมเนียมปฏิบัติให้สืบต่อไป/p p“ที่คิดตอนนั้นเหมือนได้ส่งต่อ seniority อะไรพวกนี้ เหมือนส่งต่อประเพณีพวกนี้ให้มันสืบต่อไป ก็ชอบ ภูมิใจ แบบเวลาเห็นพวกกลุ่ม Anti-Sotus มาว่า ก็จะ ‘เฮ้ย อะไรวะ’ เคยเข้าไปไฟต์กับเขาด้วย”/p pโอ้ตภูมิใจกับหน้าที่ผ้าดำตลอดมา จนกระทั่งมีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขา เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำการรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เขาบอกกับเราว่ามันคือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในชีวิตที่ทำให้เขาตระหนักว่า สิ่งที่เขาเคยกระทำ สิทธิของรุ่นน้องที่เขาเคยลิดรอน ไม่ต่างอะไรกับที่ คสช. กระทำกับเขาแต่อย่างใด/p p“จุดเปลี่ยนมันคือรัฐประหารปี 57 เรารู้สึกว่ารุ่นน้องน่าจะรู้สึกแบบเดียวกันนี้ แบบประกาศเคอร์ฟิวห้ามออกไปไหนเลย รู้สึกโดนปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชนเป็นศูนย์ ทหารสามารถทำอะไรก็ได้ และเราเลยรู้สึกว่ามันก็เหมือนกับที่เราทำกับน้องเราตอน 7 วันนั้นนี่หว่า เป็นเหมือนกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรงเลยนะครับที่ผมรู้สึก”/p pหลังจากที่ความคิดของเขาได้เปลี่ยนแปลงไป โอ้ตก็ได้เข้าร่วมกับกลุ่ม ‘แม่โจ้เสรี’ ที่เคลื่อนไหวต่อต้านโซตัสของแม่โจ้ แต่การเข้าร่วมของเขาก็เป็นไปอย่างลับๆ เนื่องจากกลัวเรื่องความไม่ปลอดภัยหากเปิดเผยว่าตนเองต่อต้านวิถีการรับน้องแบบแม่โจ้ และเมื่อเขามองย้อนกลับไปก็ยังรู้สึกเสมอว่าสิ่งที่เขาเคยกระทำ เป็นความผิดพลาดครั้งหนึ่งในชีวิต/p p“รู้สึกผิด รู้สึกว่าเป็นข้อผิดพลาดในชีวิตเลย ตอนนั้นไม่น่าทำเลย น่าจะปล่อย น่าจะบอกน้องให้สนใจเรียนมากกว่านี้ ควรจะไปเรียนกับอาจารย์คนไหน ไม่ใช่ไปบอกน้องว่า เอาหน่อยดิวะ สาขาเราจะได้มีหน้ามีตากับเขาบ้าง(หัวเราะ)”/p h3br /พี่ว้ากสามปีซ้อน กับการว้ากที่อาจไม่เวิร์ค(แล้ว)/h3 pอาย-อคัมย์สิริ ภคปรีชาพัฒน์ อดีตสตาฟเชียร์ ของคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าถึงประสบการณ์ในการเป็นสตาฟเชียร์ หรือ พี่ว้ากของคณะนิเทศฯ ติดกันถึง 3 ปี ว่ามันเริ่มจากตอนที่เธอกำลังจะขึ้นชั้นปีที่ 2 อายได้ถูกเพื่อนชักชวนให้ลองไปเป็นสตาฟเชียร์ และเธอก็ตอบตกลงไปเพราะอยากจะช่วยเพื่อน ซึ่งหน้าที่ของสตาฟเชียร์คือคอยสอนน้องถึงกฎระเบียบและคุณค่าต่างๆ โดยสตาฟเชียร์จะมีบุคลิกที่นิ่ง ไม่ยิ้ม กดดัน และใช้เสียงดัง ซึ่งอายได้ให้เหตุผลที่ต้องกดดันและใช้เสียงดังว่า เป็นเพราะไม่รู้จะมีวิธีไหนที่ดีกว่านี้ในการสอนน้องให้ได้เรียนรู้หรือได้ทำกิจกรรมร่วมกัน/p p"เหมือนมันยังไม่ได้มีวิธีไหนที่จะทำให้น้องเป็นรุ่น ที่จะดีไปกว่าวิธีนี้ ซึ่งจริงๆ มันก็เหี้ยนิดนึง เพราะมันก็แบบ 'ก็ทำกันมาแบบนี้' แต่ทุกปีมันก็คิดใหม่นะแต่ก็ยังมีกรอบอะไรแบบนี้อยู่ คือทุกปีมันก็ต้องตั้งเป้าหมายว่าทำไมถึงต้องทำ คือตอนนั้นรู้สึกว่ามันเป็นวิธีที่ทำให้น้องได้เรียนรู้ความเต็มที่แบบนิเทศศาสตร์ หรือให้น้องทำกิจกรรมร่วมกัน"/p pหลังจากผ่านการเป็นสตาฟเชียร์ในปี 2 ไป อายมีความรู้สึกไม่ได้อยากเป็นสตาฟเชียร์อีกแล้ว แต่เนื่องจากธรรมเนียมของคณะนิเทศฯ ที่จะต้องมีพี่สตาฟเชียร์ให้ครบทุกชั้นปี อายจึงต้องมารับบทเป็นสตาฟเชียร์อีกทั้งในปี 3 และ ปี 4nbsp;/p p"คือเหมือนยิ่งโตก็ยิ่งรู้สึกว่าจริงๆ แล้ววิธีการนี้มันไม่ได้เวิร์คอีกแล้วหรือเปล่า นี่มัน generation ใหม่แล้วอะ การตะโกนหรือการใช้เสียงดังมันอาจไม่ได้เวิร์คอีกแล้ว"/p pอายยังบอกกับเราว่าถึงแม้จะเป็นพี่สตาฟเชียร์ติดกันถึง 3 ปี แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกภูมิใจnbsp; และเมื่อถามว่าเคยโกรธรุ่นน้องที่ไม่เข้าห้องเชียร์หรือไม่เอาห้องเชียร์หรือไม่ อายบอกกับเราว่าไม่โกรธ เพราะคิดว่ามันเป็นสิทธิของน้องที่จะวิพากษ์หรือตั้งคำถามกับห้องเชียร์nbsp;br /br /"มันมีทุกปีอยู่แล้วน้องที่ไม่เอาห้องเชียร์แล้ว เรารู้สึกว่ามันคือความคิดของน้อง เรารู้สึกว่าเขามีสิทธิจะวิพากษ์อะไรบางอย่าง หรือตั้งคำถามกับอะไรแบบนี้ได้ แล้วเราเชื่อว่าทุกคนแม่งฉลาด ทุกคนมีเหตุผลมากพอที่จะตั้งคำถามว่าทำไมต้องมีห้องเชียร์"/p pเมื่อถามถึงคำถามโลกแตกอย่าง ‘หากไม่มีห้องเชียร์จะเอาอะไรมาแทนดี’ อายบอกว่าตัวเธอเองไม่เคยลองวิธีอื่นแต่หากให้คิดวิธีที่เป็นไปได้ก็อาจจะเป็นกิจกรรมที่ให้น้องได้มาทำร่วมกัน ได้ใช้เวลาร่วมกัน อาจจะเป็นกิจกรรมสนุกสนานที่ไม่จำเป็นต้องมีคนมาคอยกดดันก็ได้/p pและสุดท้ายอายยังฝากไปถึงรุ่นน้องที่ยังคงเป็นสตาฟเชียร์ว่าอยากให้คิดดีๆ และอยากให้คำนึงถึงน้องทุกคนอีกด้วย/p p"ให้ลองคิดดูว่ามันยังเหมาะหรือเปล่า ด้วยวิธีการกดดันหรืออะไร จริงๆ เหมือนมันไม่ได้มีใครที่จะมาชอบการถูกตะโกนใส่ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทำผิด ก็เหมือนอยากให้คิดดีๆ คือถ้าสุดท้ายระบบนี้ยังอยู่ หรือห้องเชียร์ยังอยู่ ก็อยากให้คิดแทนน้องทุกแบบ"/p h3br /ผู้แทนนิสิต ม.เกษตร ผู้สนับสนุนให้ใช้เหตุผลในการรับน้อง/h3 pหลุยส์-ทัดชนม์ กลิ่นชำนิ อดีตประธานสภาผู้แทนนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน เล่าว่าตลอด 4 ปีที่อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย เขาเกี่ยวข้องกับกิจกรรมห้องเชียร์มาตลอด โดยเริ่มตั้งแต่ปี 1 ที่เป็นนิสิตใหม่ก็ต้องเข้าห้องเชียร์ ได้เห็นและสัมผัสกับตัวกิจกรรมโดยตรงที่มีทั้งการว้าก การกดดัน และถึงแม้ว่าเขาจะไม่ชอบในวิธีการที่ห้องเชียร์ใช้ แต่เขาก็เข้าร่วมกิจกรรมตลอดจนจบ/p p"คือมันไม่บังคับหรอกครับ ทางนิตินัยมันก็ไม่บังคับอยู่แล้ว แต่มันก็บังคับด้วยสังคมว่าต้องเข้า ซึ่งพอเข้าไปก็ไม่ได้อินอะไรกับมัน ก็รู้สึกไม่ได้รับประโยชน์อะไรจากมัน เพราะเพื่อนที่รู้จักก็รู้จักจากตอนเรียนอยู่แล้ว ตอนเข้าห้องเชียร์ที่นั่งติดกันก็ไม่เห็นให้คุยกันเลย จะรู้จักกันได้ยังไง(หัวเราะ)"/p pต่อมาในชั้นปีที่ 2 หลุยส์เป็นทั้งประธานรุ่น อีกทั้งยังเป็นสตาฟในกิจกรรมห้องเชียร์ มีหน้าที่คอยดูแลและปลอบใจน้องที่ถูกว้ากมาอย่างหนักหน่วง หลุยส์บอกกับเราว่าในปีดังกล่าวเขาได้มีความพยายามที่จะพูดคุยกับรุ่นพี่ผู้จัดกิจกรรม ถึงแนวทางกิจกรรมห้องเชียร์ที่ไม่จำเป็นต้องมีการว้ากก็ได้ แต่ก็ไม่เป็นผล จนเมื่อเขาได้มาจัดกิจกรรมชุมนุมของสาขาเองในชั้นปีที่ 3 เขาและกลุ่มเพื่อนที่มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกันว่ากิจกรรมที่คอยสร้างความสัมพันธ์ในหมู่นิสิตไม่จำเป็นต้องใช้ความรุนแรงหรือการกดดันแต่อย่างใด แต่จะให้หักดิบไปเลยหลุยส์ก็เห็นว่าคงจะทำไม่ได้ จึงมีการต่อรองกันเจอคนละครึ่งทาง กลายเป็นว่าในปีนั้นก็ไม่มีการว้าก อาจจะมีเพียงพี่ระเบียบที่คอยยืนหน้าขรึมและบอกถึงกฎระเบียบเท่านั้นnbsp;nbsp;nbsp;/p p"รูปแบบกิจกรรมก็พยายามเปลี่ยน จากเดิมที่การรับน้องต้องมาว้าก กอดคอกันร้องเพลง เราก็พยายามเอาเกมมาให้เล่น ทดสอบกำลังใจด้วยเกม ระดมสมอง ทำอะไรที่มันเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์ ซึ่งส่วนตัวผมมองว่ามันค่อนข้างได้ผลนะ กับการที่เปลี่ยนแปลงไปตอนนั้นมันก็ทำให้เราเห็นว่า มันก็มีวิธีอื่นที่ให้มันไม่ว้ากได้นี่หว่า"br /nbsp;nbsp;nbsp;br /จนพอขึ้นปี 4 หลุยส์ขยับขยายจากกิจกรรมสาขาหรือคณะ มาทำกิจกรรมของมหาวิทยาลัยในส่วนกลาง โดยมีหน้าที่เป็นประธานผู้แทนนิสิต ซึ่งในตอนนั้นนโยบายของมหาวิทยาลัยยังไม่ได้มีการห้ามว้ากในแบบปัจจุบัน มีเพียงการรณรงค์ว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นสิทธิที่น้องจะเลือกได้ ห้ามบังคับ ซึ่งทางสภานิสิตก็จะมีคณะกรรมการที่คอยสอดส่องแต่ละคณะ และคอยรับเรื่องร้องเรียน แต่นอกจากนั้นก็ยังมีความพยายามผลักดันในเชิงนโยบาย อย่างเช่นผลักดันให้กิจกรรมต่างๆ มีเหตุผลมากขึ้น ซึ่งจากการผลักดันเหล่านั้น ก็ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มีการออกกฎห้ามว้ากออกมา/p pและเมื่อมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้มีการออกกฎห้ามว้าก หลุยส์มองว่าแม้จะเป็นการหักดิบ แต่ก็เป็นเรื่องที่ดี เพราะปัญหาอย่างหนึ่งที่ทำให้ห้องเชียร์ยังคงมีต่อ ส่วนหนึ่งก็มาจากที่รุ่นพี่ไม่รู้จะเอากิจกรรมอะไรมาทดแทน ซึ่งการหักดิบนี้ก็จะทำให้รุ่นพี่ผู้จัดกิจกรรมได้คิดสิ่งใหม่ๆ มาทดแทนระบบเก่า ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนให้นิสิตเกิดความคิดสร้างสรรค์/p p“มันถึงเวลาที่พวกแกต้องมาคิดกันใหม่แล้ว ว่าจะเอาอะไรมาทดแทน ผมว่ามันเป็นอะไรที่ท้าทายการเรียน และการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัยนะครับ เพราะการเรียนและการทำกิจกรรมในมหาวิทยาลัย เป้าประสงค์ของมันคือต้องการให้คุณคิดสร้างสรรค์ เพราะงั้นตรงนี้คือโจทย์ คือแบบฝึกหัดที่คุณจะได้พิสูจน์ว่าการทำกิจกรรมมันสร้างให้เกิดพวกนี้จริงๆ ไอ้พวกที่ออกมาโวยวายเนี่ย ผมจะรู้สึกว่า หรือคุณกำลังแสดงออกกลายๆ หรือเปล่าว่าแท้จริงแล้วพวกคุณคิดไม่ออกว่าจะเอาอะไรมาแทน"/p pเมื่อพูดถึงวิธีการที่จะนำมาทดแทนห้องเชียร์ระบบเก่า หลุยส์เล่าในฐานะรุ่นพี่ที่เคยจัดกิจกรรมมาก่อนว่า จุดประสงค์หลักของห้องเชียร์มีอยู่ไม่กี่ข้อ คือ ให้น้องรู้จักกันเองและรู้จักพี่ ให้เกิดความรักคณะและพวกพ้อง และสร้างสรรค์ประโยชน์ให้กับสังคม ซึ่งในแต่ละข้อก็สามารถจะทำให้เกิดตามจุดประสงค์ได้จากการทำงานร่วมกัน/p p"ถามว่าทุกวันนี้ที่เรารู้จักเพื่อนที่ทำงาน รู้จักคนทั่วไป เคยมีใครจะต้องมาตะคอก มาด่า มาเสียงดังให้เรารู้จักกันไหม คือความที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เมื่อเราได้พูด ได้คุย ได้พบเจอกัน ยังไงมันก็รู้จักกันอยู่แล้ว และก็ด้วยรูปแบบกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นเฟิร์สเดท แรกพบ รับน้อง อะไรต่างๆ นานา ในช่วงก่อนเปิดเทอม ที่มาเต้นสันทนาการกัน มาละลายพฤติกรรมกัน มาเล่นเกมกันตรงนี้ มันเพียงพอสำหรับการทำให้น้องรู้จักกันว่าแกชื่ออะไร แกเรียนสาขาอะไร แล้วเดี๋ยวนี้น้องมีกลุ่มไลน์กันตั้งแต่แอดมิชชันติดแล้ว ก่อนรายงานตัวอีก เพราะฉะนั้นเนี่ย ในเรื่องของการรู้จักกัน มันไม่จำเป็นเลยที่ต้องใช้การว้ากเข้ามาช่วย"/p pหลุยส์ยังยกตัวอย่างกิจกรรม อย่างเช่นรุ่นพี่อาจให้น้องทำกิจกรรมจิตอาสาที่มีเหตุผลและเห็นผลได้จริง และให้น้องไปหางบร่วมกัน ช่วยกันทาสี ช่วยกันทำโครงการที่ตั้งไว้ให้เห็นเป็นรูปธรรม ซึ่งจะทำให้รุ่นน้องได้ช่วยกันทำงาน ในขณะที่รุ่นพี่ก็คอยช่วยเหลือเคียงบ่าเคียงไหล่ให้คำแนะนำ หรืออาจให้น้องร่วมกันทำกิจกรรมอื่นๆ ที่สอดคล้องกับกิจกรรมมหาวิทยาลัย เช่น เมื่อถึงช่วงรับปริญญาก็ให้รุ่นน้องร่วมกันทำซุ้มเพื่อถ่ายรูป หรือ เมื่อถึงช่วงแข่งกีฬาก็ให้ไปทำขบวนพาเหรด ซึ่งหลุยส์มองว่ากิจกรรมเหล่านี้นอกจากจะตอบโจทย์ตามจุดประสงค์แล้ว ยังทำให้น้องได้รู้จักการทำงานจริงอีกด้วยnbsp;nbsp;br /nbsp;br /"ผมมั่นใจว่าคนที่เคยทำกิจกรรมมา พอผ่านกิจกรรมเหล่านี้ให้มันครบทุกด้าน ทั้งในเรื่องของการสันทนาการ การอาสาอะไรเหล่านี้ ถ้าเกิดน้องไม่รู้จักกัน น้องไม่รักกันก็แปลกแล้ว ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้สามารถสำเร็จได้โดยไม่ต้องว้ากเลย" หลุยส์กล่าว/p pbr /nbsp;/p divspan style="color:#4b0082;"strongโปรดติดตาม รับน้องไงทำไมต้องว้าก #2 : คุยกับ ‘ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์’ นักวิชาการอดีต ‘ว้ากเกอร์’ ได้ที่นี่ เร็วๆ นี้/strong/span/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/eaO8tuDICXo" height="1" width="1" alt=""/

เสวนาพลเมืองกับการพัฒนา กับคำถาม 'เราเปลี่ยนผ่านไปสู่อะไร'

Fri, 29/07/2016 - 00:40
pนักวิชาการย้อนความเป็นมาของรัฐธรรมนูญ สิ่งที่หายไปและเพิ่มเข้ามาในร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเรื่องการปกครองส่วนท้องถิ่น และสิทธิของชุมชน ย้ำบทเฉพาะกาลยังให้ คสช. และสภานิติบัญญัติปัจจุบันออกกฎหมายต่อ/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/6/5753/21525732352_c621e39616_z.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" /br /span style="color:#ff8c00;"strongแฟ้มภาพ: ประชาไท/strong/span/p p27 ก.ค. 2559 เวลาประมาณ 13.45 น. ภาควิชาสังคมศาสตร์ และภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร และเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง จัดเสวนาวิชาการ “รัฐธรรมนูญ พลเมืองและการพัฒนา” โดยมีวิทยากรประกอบด้วย บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ เดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ห้อง อษ.1202 คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์/p pstrongบัณฑิตแจงที่ผ่านมา หนีโครงสร้าง รธน.40 ไม่พ้น ร่าง รธน.ล่าสุดมีความเปลี่ยนแปลง/strongbr /บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ กล่าวถึงความเป็นมาของรัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญปี 2540 ว่า เกิดขึ้นจากการต่อสู้ทางการเมืองบนท้องถนนตั้งแต่ปี 2535 แต่กว่าจะมีการแก้ไขมาตรา 211 (รัฐธรรมนูญ ฉบับ 2534) เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญนั้นเป็นเรื่องยากและใช้เวลายาวนานในการรณรงค์ ซึ่งกลายมาเป็นหมุดหมายที่สำคัญ เพราะเป็นเหมือนพันธสัญญาว่า การร่างรัฐธรรมนูญทุกครั้งจะต้องได้รับการยอมรับ การยินยอมจากประชาชน/p pบัณฑิตกล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 มาจากการร่างโดยตัวแทนของประชาชน รัฐสภาประกอบด้วย ส.ส. และ ส.ว. แต่พิเศษตรงที่มี ส.ส. ประเภทบัญชีรายชื่อกับประเภทเขตเลือกตั้ง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยมี ส.ส. 2 ระบบ ส่วน ส.ว. นั้นก็มาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดโดยอิงสัดส่วนของประชาชนในแต่ละพื้นที่ เพราะฉะนั้นจึงบอกได้ว่า รัฐธรรมนูญปี 2540 มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดเพราะมีความยึดโยงกับประชาชนมากที่สุด แม้จะมีข้อบกพร่องที่น่าจะแก้ไขได้ด้วยระบบรัฐสภา อย่างไรก็ตาม การรัฐประหาร 2549 ทำให้มีรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งก็มีโครงสร้างคล้ายรัฐธรรมนูญปี 2540 นั่นเท่ากับว่า เราหนีรัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่พ้น/p pตอนหนึ่งบัณฑิตกล่าวว่า เรากำลังเข้าสู่ยุคเปลี่ยนผ่านที่เราไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนผ่านไปสู่อะไร สู่รัฐธรรมนูญที่มีประชาธิปไตยมากขึ้น? ประชาชนตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐบาลได้มากขึ้น หรือมีความเปลี่ยนแปลงอื่นใดจึงมีความพยายามร่างรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับบวรศักดิ์ และฉบับมีชัย ที่กำลังจะมีการลงประชามติซึ่งพยายามปรับสมดุลระหว่าง ส.ส. ประเภทบัญชีรายชื่อกับประเภทแบ่งเขตเลือกตั้ง เพื่อกำจัดอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรและอำนาจของรัฐบาลผ่านองค์กรอิสระมากขึ้นnbsp;/p p“อย่างที่หลายท่านได้ชี้ให้เห็น มันมีสิ่งที่เรียกกว่านโยบายแห่งรัฐกับยุทธศาสตร์ 20 ปี ซึ่งหากรัฐบาลใดก็ตามที่มาจากการเลือกตั้งมีนโยบายที่เบี่ยงเบนไปไม่เหมือนกับสิ่งที่วางไว้ก็จะเสี่ยงต่อการถูกนำไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นองค์กรอิสระ แล้วอาจจะถูกถอดถอนได้ ส่วนนี้เป็นเรื่องที่น่าขบคิดว่า เวลาเราบอกให้ใครไปถอดถอนใคร ในระบบการเมืองที่เรียกตัวเองว่าเป็นประชาธิปไตย มักจะใช้วิธีว่า ต้องให้ตัวแทนเหล่านั้นยึดโยงกับประชาชน ไม่ใช่มาโดยอำนาจพิเศษเป็นผู้ถอดถอน คำถามก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญในยุคปัจจุบันมาจากการเลือกตั้งหรือไม่ มาจากการสรรหาในแบบปกติหรือไม่ เพราะเงื่อนไขเหล่านี้ มันหมายถึงการยอมรับของต่างประเทศด้วย ไม่ใช่แค่ว่าผ่านประชามติแล้วทุกคนรับหมด มันมีเนื้อหาสาระภายในที่เชื่อมโยงกับเรื่องเหล่านี้ด้วย” บัณฑิตกล่าว/p pstrongเดชรัตชี้ อิสระการปกครองส่วนท้องถิ่นหดหาย เน้นการบริการแต่ไม่มีส่วนร่วมตัดสินใจ/strongbr /เดชรัต สุขกำเนิด กล่าวถึงการปกครองส่วนท้องถิ่น และสิทธิของชุมชนว่า ถูกเปิดฉากขึ้นในรัฐธรรมนูญปี 2540 แนวความคิดด้านเศรษฐศาสตร์มองว่า การพัฒนาควรจะเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ใช่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว โดยต้องมี 3 ภาคส่วน คือ ภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคม แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นคือ มีความเปลี่ยนแปลงในร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการลงประชามตินี้ทว่ามีคนพูดถึงน้อย/p p“ในรัฐธรรมนูญปี 2550 เนื้อหาสาระเกี่ยวกับการปกครองส่วนท้องถิ่นไม่ได้แตกต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2540 มีแต่ขยายเพิ่มขึ้นให้ชัดเจน แต่ร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการลงประชามติ เราจะเห็นเนื้อหาสาระหลายอย่างที่ต่างไปจากเดิม แต่วิธีการเขียนรัฐธรรมนูญก็เขียนในทางกฎหมายซึ่งอาจอ่านยาก และเราก็อยู่ภายใต้ พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติฯ เพราะฉะนั้นการพูดก็ต้องระมัดระวัง” เดชรัต กล่าว/p pเดชรัต ยกตัวอย่าง สิ่งที่ขาดหายไปในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะมีการลงประชามติ อย่าง มาตรา 249 วรรคแรก ภายใต้มาตรา 1 ไม่มีคำว่า รัฐจะต้องให้ความเป็นอิสระแก่องค์กรปกครองส่วนถิ่น หรือการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาในพื้นที่ นั่นแปลว่าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะเน้นการให้บริการ ประชาชนไม่ได้มีบทบาทหน้าที่โดยตรงตามรัฐธรรมนูญในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย/p pเดชรัต กล่าวว่า หลายคนกังวลว่าจะมีการยุบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือไม่ ฝ่ายที่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการลงประชามติออกมาบอกว่า ไม่ได้เขียนให้ยุบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ที่เขียนไว้ในวรรคสอง คือการจัดตั้งองค์กรส่วนท้องถิ่นในรูปแบบใดให้คำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น และความสามารถในการปกครองตนเองในด้านรายได้ และนี่จึงเป็นที่มาของความกังวลนี้ ยังไม่มีใครรู้ว่าความสามารถในการปกครองตนเองด้านรายได้จะเป็นอย่างไร/p pโดยเหตุที่เดชรัตไม่ค่อยสบายใจที่คำว่า “อิสระ” หายไปในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องมีอิสระ เพื่อที่ว่าท้องถิ่นจะได้กำหนดตนเองได้ว่า ควรจะพัฒนาเป็นอะไร และจะมีการกำหนดกติกาอย่างไร/p pเดชรัต กล่าวต่อว่า สิทธิที่เรามี ตามมาตรา 43 ในรัฐธรรมนูญปี 2550 อธิบายไว้ชัดว่า เพื่อให้เราได้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติ และต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ อนามัย สวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของตน แต่สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะมีการลงประชามติ คือ ‘ตามที่กฎหมายบัญญัติ’ โดยยังไม่รู้ว่ากฎหมายจะบัญญัติว่าอย่างไร ต้องไปตามต่อเมื่อร่างผ่านการลงประชามติ/p pstrongบทเฉพาะกาลเปิดทาง สนช. คสช. บัญญัติกฎหมายต่อก่อนมี ส.ส.เลือกตั้งnbsp;/strongbr /เดชรัตน์ กล่าวด้วยว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านการลงประชามติและมีการบังคับใช้ก็จะไม่มีองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อม และสุขภาพให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการโครงการของรัฐที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชน/p pนอกจากนี้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังมีการเพิ่มเติมว่า การดำเนินการของรัฐหรือการจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ ถ้าการนั้นมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือมีส่วนได้เสียของประชาชน รัฐจะต้องดำเนินการศึกษาประเมินการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ แม้ตั้งแต่ปี 2540 ถึงปี 2549 จะไม่มีกฎหมายบัญญัติตามมา และถึงแม้ว่าในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้ระบุว่าให้คณะรัฐมนตรีบัญญัติกฎหมายในมาตราที่ว่า ให้เสร็จภายใน 240 วัน หลังจากนั้นให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน หมายความว่า เราจะมีกฎหมายที่บัญญัติเรื่องการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตประชาชนภายใน 300 วัน แต่สังเกตดูว่า คนที่ดำเนินการคือ สนช. ในปัจจุบัน ไม่ใช่ ส.ส.ที่เราจะเลือกกัน และคณะรัฐมนตรีที่ว่า ก็คือ คณะรักษาความสงบแห่งชาตินั่นเอง/p pทั้งนี้ ในการเสวนาครั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจราว 8 นาย เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/OQhKfjBXZ_U" height="1" width="1" alt=""/

จากลิงถึงคิวหมา ชัยภูมิ ฝูงหมาวัดคาบบัญชีรายชื่อประชามติกระจายไปทั่ว

Thu, 28/07/2016 - 23:59
!--break--!--break-- p28 ก.ค.2559 จากกระแสข่าวการทำลายหรือความเสียหายของบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์ลงประชามติในหลายพื้นที่ เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่ผ่านมาnbsp;a href="http://www.springnews.co.th/local/northeast/308562"Spring News /aรายงานว่าnbsp;พ.ต.ต.เดชพล กอสนาน ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดชัยภูมิ ได้รับรายงานว่ามีการพบเอกสารรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ที่จัดไว้ในหน่วยที่ 6 บริเวณภายในวัดบ้านหินกอง หมู่ 6 ต.ห้วยบง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ ถูกทำลาย/p pจากการสอบถาม อินตา พวงจันทร์ ผู้ใหญ่บ้านหินกอง หมู่ 6 พร้อมด้วยพระอาจารย์วันชัย ธัมชัยโย เจ้าอาวาสวัดบ้านหินกอง และชาวบ้านใกล้เคียงวัดอีกจำนวนมากยืนยันว่า ไม่มีใครมาทำลายเอกสารประจำหน่วยประชามติให้เสียหาย เป็นเพียงเอกสารที่ติดตั้งไว้ประจำหน่วยใต้ศาลาการเปรียญวัด เกิดถูกลมและฝนที่พัดจนล้ม และมีกลุ่มฝูงสุนัขในวัดหลายตัวพากันคาบกันไปเล่นจนเสียหายกระจายไปทั่ววัดเท่านั้น ไม่มีเหตุการณ์ว่ามีใครแอบมาทำลายแต่อย่างใดเช่นกัน/p h3span style="color:#0000cd;"กกต.ตรัง ติดไว้บนที่สูง/span/h3 pขณะที่ a href="http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000074487"ผู้จัดการออนไลน์/a รายงานด้วยว่าจากกรณีมีการเตรียมความพร้อมเพื่อลงประชามติ ในวันอาทิตย์ที่ 7 ส.ค.นี้ ปรากฏว่า มีหลากหลายเหตุการณ์ ทั้งการฉีกทำลาย การเผา และการดึงบัญชีรายชื่อหายไปในบางพื้นที่ ผู้สื่อข่าวในจังหวัดตรัง รายงานว่า ที่หน่วยเลือกตั้งออกเสียงที่ 118 ต.บ้านควน อ.เมือง จ.ตรัง ปรากฏว่า มีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดตรัง มีการนำบัญชีรายชื่อของผู้มีสิทธิลงประชามติ ไปติดไว้บนที่สูงขอบหน้าต่างด้านบน จนประชาชนที่ต้องการมาตรวจสอบบัญชีรายชื่อไม่สามารถดูได้ จำเป็นต้องนำเก้าอี้มาต่อให้สูงขึ้นเพื่อที่จะสามารถตรวจรายชื่อของตนเองได้ ทั้งนี้ สันนิษฐานว่าเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาการดึงทำลาย และเพื่อความปลอดภัย/p h3span style="color:#0000cd;"หนุ่มสติไม่สมประกอบฉีกรายชื่อประชามติ หัวเราะชอบใจยอมรับเป็นคนทำเอง/span/h3 pa href="http://www.manager.co.th/Crime/ViewNews.aspx?NewsID=9590000074709"ผู้จัดการออนไลน์/a รายงานด้วยว่า วันเดียวกัน พ.ต.ท.ระพีพงษ์ จิตต์บุญธรรม สว.(สอบสวน) สภ.บางกรวย จ.นนทบุรี รับแจ้งเหตุมีมือลึกลับแอบมาย่องฉีกบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ บริเวณหน้าศาลา 2 วัดจันทร์ หมู่ที่ 5 ต.บางกรวย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี เต็นท์หน่วยออกเสียงที่ 12 จึงรีบรุดไปตรวจสอบ พบบัญชีรายชื่อตั้งแต่บ้านเลขที่ 1-40 หมู่ 5 หนังสือวันเวลาแจ้งกำหนดหน่วยออกเสียงที่ติดตั้งไว้บนกระดานถูกมือดีดึงออกและฉีกเล่นเป็นชิ้นๆ บางส่วนก็นำไปแปะไว้ตามประตู และตามบันไดทางขึ้นของศาลาวัด เบื้องต้นตรวจสอบภายในวัดไม่มีกล้องวงจรปิด ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างดำเนินการหาตัวคนที่ลงมือรายนี้อย่างเร่งด่วน/p pจากนั้น กำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างละเอียดอีกครั้งและสอบถามชาวบ้านใกล้เคียง จึงทราบว่าเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา น้องป๊อบ มีสวย อายุ 17 ปี ซึ่งมีสติไม่สมประกอบได้เข้ามาที่วัดจึงสงสัยว่าอาจจะเป็นคนก่อเหตุในครั้งนี้ จึงได้เดินทางไปตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 27/24 ซึ่งตั้งอยู่หลังวัดจันทร์ พบนางจริญ แก้ววงศ์ อายุ 59 ปี ซึ่งเป็นแม่ของนายอนิรุจกับนายอนิรุจอยู่ภายในบ้านจึงสอบถามเรื่องราว โดยนางจริญเล่าว่าบุตรชายชอบออกไปเล่นที่วัดดึกๆ ดื่นๆ เป็นประจำทุกวันตามปกติ แต่ไม่คิดว่าจะไปก่อเหตุซุกซนดึงบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญจนเป็นเรื่องเป็นราวbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /เจ้าหน้าที่ได้นำตัวน้องป๊อบและมารดามาจุดเกิดเหตุที่วัด พร้อมสอบถามเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยน้องป๊อบได้แสดงท่าฉีกกระดาษและนำกระดาษไปวางไว้ตรงบันไดทางขึ้นและไปติดไว้ที่ประตูเหล็กของศาลาวัดพร้อมทั้งหัวเราะชอบใจตามประสาเด็กไม่สมประกอบ และบอกว่าตนเป็นคนทำแบบนี้เองเมื่อคืนที่ผ่านมาโดยแสดงท่าทางให้เจ้าหน้าที่ดูทุกอย่างจึงเชื่อได้ว่าเป็นฝีมือของน้องป๊อบเองที่ทำไปเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เบื้องต้นนำตัวไปสอบปากคำที่ สภ.บางกรวย เพื่อเป็นหลักฐานก่อนเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาสั่งการต่อไปแล้ว/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/07/67070" target="_blank"โปรดเก็บบัญชีผู้มีสิทธิประชามติไว้ไกลมือ #039;เด็ก ลิง แดด ฝน#039;/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/cEz8rKVhJUc" height="1" width="1" alt=""/

นอนคุกแล้ว 4 วัน! ลุงแปะใบปลิวโหวตโนในห้างเชียงใหม่ ผิดพ.ร.บ.ประชามติ

Thu, 28/07/2016 - 23:07
pตำรวจเชียงใหม่จับชายวัย 63 ปีผู้ต้องสงสัยเสียบใบปลิวโหวตโน พร้อมข้อความ "เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ" ที่จอดรถห้างพันธุ์ทิพย์เชียงใหม่ ตำรวจขอฝากขัง ติดคุกมาแล้ว 4 วัน ผิดพ.ร.บ.ประชามติbr //p !--break--!--break-- p28 ก.ค.2559 a href="http://www.tlhr2014.com/th/?p=1331"เว็บศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน/a รายงานว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 23 ก.ค.59 เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเข้าจับกุมตัวนายสามารถ ขวัญชัย อายุ 63 ปี กรณีต้องสงสัยเป็นผู้เสียบใบปลิวโหวตโน พร้อมข้อความ “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ” โดยมีรูปสัญลักษณ์ชูสามนิ้ว บริเวณที่จอดรถของห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า จังหวัดเชียงใหม่ พนักงานสอบสวนได้มีการแจ้งข้อหาความผิดตามพ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 พร้อมกับขออำนาจศาลจังหวัดเชียงใหม่ฝากขังระหว่างการสอบสวนไปเมื่อวันที่ 25 ก.ค. ทำให้ผู้ต้องหายังถูกคุมขังในเรือนจำจนถึงปัจจุบัน/p pสำหรับเหตุในกรณีนี้ รายงานข่าวจากa href="http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000072822"ผู้จัดการออนไลน์/aระบุว่า เมื่อวันที่ 21 ก.ค.59 เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า จังหวัดเชียงใหม่ พบว่าช่วงระหว่าง เวลา 15.00-17.00 น. ได้มีการแจกจ่ายใบปลิวโหวตโน ที่ระบุข้อความว่า “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ 7 ส.ค.nbsp;VOTE NO” พร้อมมีรูปสัญลักษณ์ชูสามนิ้ว โดยแจกในลักษณะเอกสารแผ่นพับ เสียบไว้บริเวณที่ปัดน้ำฝนของรถยนต์ที่จอดอยู่ภายในที่จอดรถชั้นใต้ดินของห้างฯ ประมาณ 10 คัน/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8320/28531603551_219559de11_o.jpg" style="width: 481px; height: 338px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ภาพใบปลิวที่พบว่ามีการแปะหน้ารถในห้างพันธุ์ทิพย์พลาซ่า เชียงใหม่ (ภาพจาก/spana href="http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000072822"span style="color:#ff8c00;"ผู้จัดการออนไลน์/span/aspan style="color:#ff8c00;")/span/p pจากนั้น ในวันที่ 23 ก.ค.59nbsp;a href="http://breakingnews.nationtv.tv/home/read.php?newsid=790046"รายงานข่าว/aระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้เข้าจับกุมตัวนายสามารถได้ที่บ้านพัก ตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ 474/2559 โดยมีการตรวจยึดกระเป๋าหนังสีดำ จำนวน 1 ใบ แผ่นผับข้อความ “เผด็จการจงพินาศ ประชาธิปไตยจงเจริญ 7 ส.ค.nbsp;VOTE NO” จำนวน 405 แผ่น รถจักรยานยนต์ จำนวน 1 คัน เสื้อผ้า รองเท้า รวมของกลางจำนวน 6 รายการ โดยของกลางทั้งหมดถูกนำส่งให้พนักงานสอบสวน/p pนายสามารถเปิดเผยผ่านเพื่อนที่เข้าเยี่ยมในเรือนจำว่า ในช่วงเช้าวันที 23 ก.ค.ได้มีเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง กว่า 60 นาย เดินทางไปยังบ้านของตน โดยเข้าตรวจค้นบ้านและแสดงหมายจับของศาล พร้อมระบุว่าเป็นเรื่องการไปติดใบปลิวโหวตโน ก่อนเจ้าหน้าที่จะตรวจยึดเอกสาร กระเป๋าสะพาย เสื้อผ้า และโทรศัพท์มือถือของตนเอาไว้ และมีการนำตัวไปที่กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 5 พร้อมกับมีการให้มานั่งในa href="http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000073228"การแถลงข่าว/aของเจ้าหน้าที่ช่วงเย็นวันนั้น/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8313/28531603571_fd66680ffb_o.jpg" style="width: 533px; height: 300px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ภาพขณะเจ้าหน้าที่แถลงข่าวเรื่องการจับกุมผู้ต้องหาเกี่ยวกับการลงประชามติในจังหวัดเชียงใหม่br /เมื่อวันที่ 23 ก.ค.59 (ภาพจาก/spana href="http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9590000073228"span style="color:#ff8c00;"ผู้จัดการอออนไลน์/span/aspan style="color:#ff8c00;")/span/p pนายสามารถระบุว่าการแถลงข่าวถูกนำไปรวมกับผู้ต้องหากรณีส่งจดหมายแสดงความเห็นเรื่องประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีการจับกุมมาในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ทั้งที่กรณีทั้งสองไม่ได้เกี่ยวข้องกัน ตนไม่ทราบเรื่องการส่งจดหมายแสดงความเห็นตามตู้ไปรษณีย์แต่อย่างใด และใบปลิวโหวตโนในกรณีของตน ก็เป็นคนละอันกับจดหมายแสดงความเห็นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว/p pหลังการแถลงข่าวได้มีการนำตัวตนไปที่สถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ โดยมีการแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 (1) วรรคสองและวรรคสาม นายสามารถได้ให้ปฏิเสธข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าข้อความในเอกสารใบปลิวไม่ได้มีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ ทั้งระหว่างการแจ้งข้อหาและสอบปากคำ ไม่ได้มีทนายความหรือญาติอยู่ด้วยแต่อย่างใด/p pนายสามารถระบุว่าตนถูกคุมขังอยู่ที่สภ.เมืองเชียงใหม่ จนวันที่ 25 ก.ค.59 เจ้าหน้าที่ได้มีการนำตัวตนไปขออำนาจศาลจังหวัดเชียงใหม่ในการฝากขังระหว่างการสอบสวน ซึ่งศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหา เขาจึงถูกส่งตัวไปคุมขังที่เรือนจำกลางเชียงใหม่ตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา และยังไม่มีใครเข้าเยี่ยมจนถึงวันนี้/p pเบื้องต้น ทราบจากเจ้าหน้าที่ศาลว่าต้องใช้หลักทรัพย์ในการขอประกันตัวเป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท ทางเพื่อนของนายสามารถจึงจะประสานงานหาหลักทรัพย์และดำเนินการขอประกันตัวผู้ต้องหาต่อไป/p pนายสามารถ ขวัญชัย ปัจจุบันอายุ 63 ปี nbsp;ประกอบอาชีพช่วยครอบครัวขายภาพโมเสคที่ร้านค้าในจังหวัดเชียงใหม่ ข้อมูลจากเพื่อน ระบุว่านายสามารถเข้าร่วมการเคลื่อนไหวกับคนเสื้อแดงในฐานะมวลชนอิสระ เคยร่วมเป็นพยาบาลอาสาในการชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์เมื่อปี 2553nbsp; อีกทั้ง นายสามารถยังมีโรคประจำตัวคือโรคเบาหวานและความดัน ต้องทานยาเป็นประจำเพื่อดูแลเรื่องอาการเบาหวาน ทำให้อาจประสบความยากลำบากในการดูแลโรคประจำตัวขณะถูกคุมขังนี้/p pทั้งนี้ ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 มาตรา 61(1) วรรคสอง ระบุความผิดเรื่อง “การเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง” โดยในวรรคสามระบุโทษจำคุกไว้ไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 2 แสนบาท/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/eq631tBWQ34" height="1" width="1" alt=""/

ศรีสุวรรณร้องผู้ตรวจฯ ตรวจสอบกรณี หมอเปรมศักดิ์กักขังนักข่าว

Thu, 28/07/2016 - 21:53
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8736/28534427491_3096bf15a8.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ที่มาเฟซบุ๊กnbsp;/spana href="https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1036481496401311amp;set=pcb.1036481663067961"span style="color:#ff8c00;"Srisuwan Janya/span/a/p p28 ก.ค.2559nbsp;ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นหนังสือที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อเพื่อขอให้ตรวจสอบการกระทำนพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ที่เข้าข่ายฝ่าฝืนประมวลกฎหมายอาญามาตรา 309, 310 ประกอบมาตรา 84 และฝ่าฝืนหรือขัดต่อจริยธรรมข้าราชการการเมืองท้องถิ่นฝ่ายบริหารอย่างร้ายแรงnbsp; โดยมี ธาวิน อินทร์จำนง รองเลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นผู้รับคำร้อง/p pศรีสุวรรณ กล่าวว่า การที่นพ.เปรมศักดิ์ กระทำการกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้สื่อข่าว ถือว่าเข้าข่ายละเมิดประมวลกฎหมายอาญา ฝ่าฝืนประมวลจริยธรรมของข้าราชการการเมืองท้องถิ่นฝ่ายบริหาร นพ.เปรมศักดิ์เป็นถึงอดีต ส.ส.หลายสมัยnbsp; อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ จบการศึกษาระดับปริญญาเอก จบการศึกษาด้านแพทยศาสตร์และจบปริญญาโทด้านพุทธศาสนา ควรจะมีวุฒิภาวะที่เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม เยาวชนและประชาชนทั่วไป แต่กลับไปหมั้นหรือแต่งงานกับเยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ซึ่งยังศึกษาอยู่ในโรงเรียนในเขตเทศบาลเมืองบ้านไผ่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5(ม.5) ทั้งที่นพ.เปรมศักดิ์เป็นผู้บริหารเทศบาลเมืองดังกล่าวnbsp; ถือว่าเป็นผู้บังคับบัญชาของโรงเรียนดังกล่าวอยู่ด้วย/p p“นพ.เปรมศักดิ์เป็นบุคคลสาธารณะ ย่อมเป็นที่สนใจของสาธารณชน เมื่อสื่อสารมวลชนรายงานข่าวดังกล่าวก็ย่อมชอบที่จะกระทำได้nbsp; แต่ไม่สำนึกถึงผลแห่งการกระทำ นพ.เปรมศักดิ์กลับไปแจ้งความเอาผิดกับผู้สื่อข่าว ทั้งที่เป็นผู้มีตำแหน่งที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ย่อมเป็นบุคคลสาธารณะที่ต้องถูกตรวจสอบได้ ดังนั้นจึงขอให้ผู้ตรวจการฯ ดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่และไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีดังกล่าวโดยเร็ว” ศรีสุวรรณ กล่าว/p pธาวิน กล่าวหลังรับเรื่องร้องเรียนว่า เรื่องดังกล่าวถือว่าอยู่ในอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการฯ ที่จะสามารถตรวจสอบเรื่องดังกล่าวได้ในเรื่องจริยธรรม แบ่งเป็น 2 กรณี คือ การหมั้นกับเยาวชนและการกระทำต่อผู้สื่อข่าวnbsp; เพราะนพ.เปรมศักดิ์ถือเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รวมทั้งอาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะผู้บังคับบัญชาโดยตรงชี้แจงเรื่องดังกล่าวเข้ามาด้วยnbsp;nbsp; ส่วนที่ทางจังหวัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้ถือว่าเป็นคนละส่วนnbsp; ทางผู้ตรวจการฯ สามารถดำเนินการไปได้เลย โดยไม่ต้องรอผลการตรวจสอบของคณะกรรมการที่ทางจังหวัดตั้งขึ้น/p pnbsp;/p pemที่มา : a href="http://www.tnamcot.com/content/523324"สำนักข่าวไทย/aและnbsp;span style="text-align: center;"เฟซบุ๊กnbsp;/spana href="https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1036481496401311amp;set=pcb.1036481663067961" style="text-align: center;"Srisuwan Janya/a/em/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/pdQeCgGCnSE" height="1" width="1" alt=""/

‘ประมนต์ สุธีวงศ์’ เผยสถานการณ์คอร์รัปชั่นไทยดีสุดในรอบ 6 ปี ชี้ รบ. มีส่วนช่วยปราบปราม

Thu, 28/07/2016 - 20:38
pประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน(ประเทศไทย) เผยสถานการณ์คอร์รัปชันในประเทศไทยปีนี้ ดีที่สุดในรอบ 6 ปี ชี้เป็นผลจากการร่วมมือทุกภาคส่วน และรัฐบาลมีส่วนช่วยปราบปราม เผยเตรียมเคลื่อนต้านโกงต่อ เตรียมเชิญ ’ประยุทธ์’ ปิดท้ายด้วยปาฐกถาพิเศษ/p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8816/28500262832_9330f59def.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8605/27989927704_25e71edd7b.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p28 ก.ค. 2559 เวลา 10.00 น. ที่โรงแรมดุสิตธานี องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ได้จัดงานแถลงข่าว “ต่อต้านคอร์รัปชัน: อันดับขยับ แต่เราไม่หยุด” เพื่อเผยสถานการณ์คอร์รัปชันของประเทศไทยดีที่สุดในรอบ 6 ปี จากดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันของประเทศปี 2559 และผลสำรวจของดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันล่าสุดยังชี้ให้เห็นว่าภาพลักษณ์ความโปร่งใสของไทยในสายตานานาชาติดีที่สุดในรอบ 10 ปีนับตั้งแต่ปี 2549 ซึ่งเป็นผลจากการร่วมมือของทุกภาคส่วน ประกอบกับรัฐบาลมีมาตรการจริงจังในการป้องกันและปราบปราม พร้อมเร่งเดินหน้ากระตุ้นพลเมืองตื่นรู้รับผิดชอบต่อสังคม (Active Citizen) สร้างความโปร่งใสกับให้ประเทศไทย เพื่อการพัฒนาชาติให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน/p pประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ประเทศไทยมีสถานการณ์คอร์รัปชันดีขึ้นอย่างสามารถวัดผลได้ ทางองค์กรฯ ยังคงเดินหน้าต่อต้านการทุจริตต่อไป เพื่อให้ประเทศไทยปลอดคอร์รัปชันได้อย่างสัมฤทธิ์ผลและยั่งยืน ซึ่งจำเป็นต้องตั้งเป้าหมายความสำเร็จในการแก้ปัญหาร่วมกัน โดยรณรงค์ปลุกพลังประชาชนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้องทรัพย์สมบัติของชาติและอนาคตของลูกหลานให้มากขึ้น พร้อมเร่งรัดการออกกฎหมายสำคัญ เช่น พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ และกฎหมาย ที่สามารถปกป้องประชาชนผู้ให้เบาะแสหรือเปิดโปงพฤติกรรมการโกง สร้างกลไกให้สังคมเป็นผู้ดูแลตรวจสอบและส่งเสริมให้ภาคเอกชนทำธุรกิจอย่างมีคุณธรรม ร่วมรับผิดชอบและร่วมแก้ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศ เช่น โครงการ ACT White Label หรือ ฉลากต้านโกง/p pประมนต์ กล่าวต่อว่า องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน ยังได้ศึกษารวบรวมข้อเสนอมาตรการเพื่อปฏิรูปการต่อต้านคอร์รัปชันทั้งระยะสั้นและระยะยาวตั้งแต่ปลายปี 2556 พร้อมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือในทุกภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน สมาคมวิชาชีพ สมาคมการค้า จนถึงระดับบริษัทห้างร้านต่างๆ ให้สามารถทำเองหรือมีส่วนร่วมได้ในขอบเขตหรือบทบาทหรือทรัพยากรที่มีอยู่ในรูปแบบวิธีการต่างๆ nbsp;เช่น กลต. วิศวกรรมสถาน สถาบันการเงิน การจัดตั้งกองทุนคนไทยใจดี กองทุนวรรณต่อต้านคอร์รัปชัน โครงการแนวร่วมปฏิบัติ (Collective Action Coalition) ของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต มีการจัดทำการสำรวจสถานการณ์คอร์รัปชัน เช่น Corruption Situation Index ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วิเคราะห์ติดตามวิวัฒนาการของการคอร์รัปชันให้คนไทยรับรู้และวางแนวทางต่อสู้กับการคอร์รัปชัน นอกจากนี้ยังจัดให้มีการรณรงค์ปลูกฝังทัศนคติ ค่านิยมใหม่ ผ่านโครงการต่างๆ เช่น หลักสูตรโตไปไม่โกง การประกวดผลงานนักศึกษาในสาขาวิชาต่างๆ ด้วยหัวข้อคุณธรรมจริยธรรมและการต่อต้านคอร์รัปชัน การสนับสนุนการทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนคดีคอร์รัปชัน การจัดทำโฆษณารณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีสำนึกถึงหน้าที่ในการร่วมลุกขึ้นต่อสู้กับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน/p pสำหรับแนวทางในการขับเคลื่อนงานต่อต้านคอร์รัปชันต่อจากนี้ ทางองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันเตรียมจัดงานวันต่อต้านคอร์รัปชันขึ้นเป็นปีที่ 6 ภายใต้แนวคิด “กรรมสนองโกง” รวมพลังพลเมืองผู้ตื่นรู้ (Active Citizen)แสดงเจตนารมณ์ต่อต้านคอร์รัปชัน พร้อมรับฟังผลงานของทั้งภาครัฐ และเอกชนในการลงโทษคนโกงชาติ ปิดท้ายด้วยปาฐกถาพิเศษ โดยพลเอก ประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พร้อมร่วมแสดงพลัง “เปิดไฟไล่คนโกง” ให้หมดไปจากแผ่นดินไทย ในวันที่ 4 ก.ย. ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง พร้อมจัดพิพิธภัณฑ์กลโกงชาติ 2 โดยทำในรูปแบบดิจิตอล เผย 15 คดีโกง ที่จำลองพฤติกรรมการโกงในรูปแบบต่างๆ เพื่อเตือนให้คนไทยติดตามผลของการลงโทษตัดสินคดีเหล่านี้ นอกจากนี้ยังมีเวทีสัมมนาวิชาการครั้งพิเศษ Anti-Corruption Collaboration ในวันที่ 6 ก.ย. 2559 ระหว่างเวลา 08:00 – 12:00 น. ณ ห้องเพนนารี่ ฮอลล์ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือที่ดีและการวางเป้าหมายเพื่ออนาคตร่วมกันของคนไทยทุกภาคส่วน/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/thydsPKlnVA" height="1" width="1" alt=""/

ส่ง 'วิชาญ' เข้าเรือนจำอุบลฯ คดีตะโกนชวนคนไม่ไปโหวต ผิด พ.ร.บ.ประชามติ เจ้าตัวประกาศอดข้าว

Thu, 28/07/2016 - 19:56
pหลังตำรวจส่งตรวจสภาพจิต ต่อด้วยฝากขัง 12 วัน 'วิชาญ คณะธรรมยาตราฯ' คดีnbsp;ตะโกนชวนคนไม่ไปโหวต ผิด พ.ร.บ.ประชามติnbsp;เจ้าตัวประกาศอดข้าว คนสนิทยันไม่ได้ตะโกน หรือห้ามประชาชนไม่ให้ไปลงประชามติ ระบุไม่มีเงินประกันตัว หลักทรัพย์สูงถึง 2 แสน/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8791/27989433654_425600f2d8.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"วิชาญ ภูวิหารnbsp;/span/p p28 ก.ค.2559 ความคืบหน้ากรณี เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม วิชาญ ภูวิหาร อายุ 47 ข้อหาความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 มาตรา 61 วรรค 2 เมื่อวันที่ 26 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยเจ้าหน้าที่อ้างว่าเขายืนตะโกนเชิญชวนประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อสินค้าในตลาดสดเทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร ไม่ให้ออกไปลงประชามติnbsp;/p pผู้สื่อข่าวได้สอบถามความคืบหน้าไปยัง แก้วแสงบุญ ธรรมให้ดี รองหัวหน้าพรรคการนำใหม่ประชาชนปฏิวัติสันติ (พรรคตามธรรมชาติ) เขากล่าวว่าnbsp;วิชาญถูกนำตัวไปฝากขังที่เรือนจำกลางอุบลราชธานีแล้ว เนื่องจากไม่ได้ขอประกันตัว เพราะหลักทรัพย์สูงมากถึง 200,000 บาท ซึ่งพวกเขาไม่มีเงินจำนวนดังกล่าว/p pแก้วแสงบุญ ระบุว่า ตัววิชาญขณะที่ถูกควบคุมตัวที่ห้องขัง สภ.พิบูลมังสาหารนั้นได้ประกาศอดข้าว แต่ไม่ทราบว่าเมื่อเข้าเรือนจำแล้วยังอดข้าวต่อไปหรือไม่nbsp;/p pแก้วแสงบุญ ยืนยันว่าnbsp;วิชาญไม่ได้มีการตะโกนไม่ให้คนไปประชามติ เพียงแต่ไปขายข้าวกล่องและทางพรรคการนำใหม่ฯ ก็ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญเนื่องจากไม่สร้างประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม วิชาญไม่ได้ห้ามประชาชนไม่ให้ไปลงประชามติ เพียงประกาศจุดยืนของพรรคฯ ว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้งไม่ได้มีการชูเอกสารอย่างที่ถูกล่าวหา แต่เอกสารจุดยืนของพรรคนั้นถูกพับอยู่ในกระเป๋าอยู่แล้ว เนื่องจากสมาชิกพรรคฯ ไปไหนก็จะมีเอกสารการทำงานติดตัวไว้ แต่เนื่องจากตำรวจเข้าจับกุม วิชาญจึงได้เอาหลักฐานการทำงานของเขาให้ตำรวจอีกที/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8650/27990356654_c78cb459e8_b.jpg" style="width: 600px; height: 622px;" //p p style="text-align: center;"nbsp;/p div style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8841/28322372580_93efd73a1e_b.jpg" style="width: 600px; height: 450px;" //div divbr /ตามคำร้องขอฝากขังระบุว่า เมื่อวันที่ 26 ก.ค. 2559 เวลาประมาณ 7.30 น. ขณะ ด.ต.ภพชัย จันทร์สืบ กำลังปฏิบัติหน้าที่อำนวยความสะดวกการจราจรอยู่ที่ถนนพิบูลทางขึ้นตลาด อ.พิบูลมังสาหาร พบ. วิชาญปั่นจักรยานที่ตลาดสด จากนั้นได้พูดจากกับประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของในตลาดว่าตนเองเป็นสมาชิกพรรคการนำใหม่ประชาชนปฏิวัติสันติ พร้อมกับชูเอกสารและพูดจาปลุกระดมให้ประชาชนที่มาจับจ่ายซื้อของในตลาดให้ไม่ไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ และพูดจาไม่เห็นด้วยกับที่มาของรัฐธรรมนูญ ด.ต.ภพชัย จึงได้แจ้งให้ พ.ต.ท.พีระศักดิ์ สุระมะณี ทราบ พ.ต.ท.พีระศักดิ์ กับพวกจึงเดินทางเข้าตรวจสอบ พบผู้ต้องหากำลังพูดจาปลุกระดมประชาชนที่ตลาดพร้อมกับแสดงเอกสารประกอบ ไม่ให้ประชาชนไปลงประชามติ จึงควบคุมตัวมาที่ สภ.พิบูลมังสาหารnbsp;/div divnbsp;/div divพร้อมระบุด้วยว่า จากการสอบถามเบื้องต้น วิชาญ พูดจาและมีลักษณะคล้ายกับคนจิตบกพร้อง จึงส่งตัวไปตรวจที่ รพ.พระศรีมหาโพธิ์ ผลการตรวจของแพทย์พบว่า วิชาญ มีอาการปกติดี เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหา แจ้งสิทธิผู้ต้องหาและนำตัวผู้ต้องหาพร้อมด้วยของกลางส่ง พนง.สอบสวนดำเนินคดีตามกฏหมายnbsp;/div divnbsp;/div divขณะที่ วานนี้ (27 ก.ค.59 ) สมาน ศรีงาม แกนนำคณะธรรมยาตรากอบกู้รักษาผืนแผ่นดินไทย โพสต์ผ่านa href="https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1046449528737850amp;set=a.104014719648007.2564.100001184390223amp;type=3amp;permPage=1"เฟซบุ๊กส่วนตัว/aด้วยว่า อดข้าวในคุก โดยวีรบุรุwbrษเขาพระวิหาร ธรรมยาตราฯ สภาประชาชนฯ วิชาญ ภูวิหาร ให้ คสช. พล.อ.ประยุทธ์ ยกเลิกwbrประชามติเผด็จการที่เป็นร่าwbrงนโยบายไม่ใช่ร่างรัฐธรรมนูwbrญที่ผิดรัฐธรรมนูญ 2557 ที่จะพัง คสช. พล.อ.ประยุทธ์ และชาติประชาชน โดยเฉพาะมาตรา 178 และ ร่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลี่ยมฯ แล้วnbsp;หันมาสร้างประชาธิปไตยตามแwbrนวทางพระมหากษัตริย์ เพื่อให้ คสช. พล.อ.ประยุทธ์ จะมีชัยชนะสำเร็จในการแก้ปัญหาชาติปรwbrะชาชน จะเป็นรัฐบุรุษที่ยิ่งใหญ่ขwbrองชาติประชาชน ขอถวายชีวิwbrตเป็นพุทธบูชา ขอถวายชีวิตแด่พระเจ้าอยู่หwbrัว และขอลสะชีวิตเพื่อความผาสุwbrกของประชาชนคนไทยทุกคน/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/div divnbsp;/div divสำหรับ วิชาญ เป็น รองประธานคณะธรรมยาตรากอบกู้รักษาผืนแผ่นดินไทยในกรณีเขาพระวิหาร-มณฑลบูรพา และสมาชิกพรรคการนำใหม่ประชาชนปฏิวัติสันติnbsp;เมื่อปี 2556 ได้ร่วมกับกลุ่มธรรมยาตราปืนรั้วข้ามเข้าไปในเขตทหารกัมพูชาที่เข้าพระวิหาร เพื่ออดข้าวประท้วงกรณีศาลโลกตัดสินให้กัมพูชามีสิทธิเหนือพื้นที่ 4.6 ตร.กม.รอบตัวปราสาทเขาพระวิหารมาแล้วด้วย และเมื่อวันที่ 28 ก.ค.2558nbsp;a href="http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9580000085216"ผู้จัดการออนไลน์/anbsp;เคยรายงานด้วยว่า วิชาญ ร่วมกลุ่มนี้ โดยมีnbsp;สมาน ศรีงาม เป็นแกนนำกลุ่มธรรมยาตราและสภาประชาชน เดินเท้าจากเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษมุ่งหน้าเข้ากรุง เพื่อถวายฎีกาในหลวง ทวงคืนแผ่นดินไทยเขาพระวิหาร/div div style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8154/27952434214_aac9afa697.jpg" //div div style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ภาพวิชาญ (คนที่ 2 จากซ้าย) รวมกับกลุ่ม สมาน (คนที่ 3 จากซ้าย)nbsp;อดข้าวประท้วงกรณีศาลโลกตัดสินให้กัมพูชามีสิทธิเหนือพื้นที่ 4.6 ตร.กม.รอบตัวปราสาทเขาพระวิหาร เมื่อปี 56/span/div divnbsp;/div div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/07/67096" target="_blank"ตร.-ทหารค้นบ้านหนุ่มอุบลฯสวมเสื้อ #039;VOTE NO#039; - จับหนุ่มตะโกนชวน #039;NO VOTE#039; ส่งจิตแพทย์/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/VzWpZ0R_gTE" height="1" width="1" alt=""/

ทหาร-ตำรวจ เข้าหาตัวที่ปรึกษาสมัชชาคนจนเขื่อนปากมูล หลังถูก กกต.แจ้งความผิด พ.ร.บ.ประชามติ

Thu, 28/07/2016 - 19:51
pกฤษกร ศิลารักษ์ ถูก กกต.อุบลฯ แจ้งความข้อหาก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงประชามติไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย หลังโพสต์ไม่รับร่าง รธน. ด้านทหาร-ตำรวจ-ฝ่ายปกครอง ไปหาที่สำนักงาน แม้หมายเรียกรับทราบข้อกล่าวยังไม่ออก/p !--break--!--break-- p28 ก.ค. 2559 กฤษกร ศิลารักษ์ ผู้ประสานงานสมัชชาคนจน (กรณีเขื่อนปากมูล) ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า ตนเองกำลังถูกดำเนินคดีความตามฐานความผิดฝ่าฝืน พ.ร.บ. ประชามติ มาตรา 61 วรรคสอง โดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำจังหวัดอุบลราชธานี เป็นผู้เข้าแจ้งความกับ สภ.วารินชำราบ ข้อหาก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงประชามติไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย หลังจากที่ได้มีการโพสต์สเตตัสในเฟสบุ๊กส่วนตัว วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ และแสดงจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ/p pกฤษกร กล่าวด้วยว่า สเตตัสดังกล่าวตนได้โพสต์ไปเมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน และหลังจากโพสต์ได้ไม่นานได้มีเจ้าหน้าที่ทหารโทรเข้ามาขอความร่วมมือให้ลบสเตตัสดังกล่าวออก แต่ก็ไม่ได้ลบออกตามที่เจ้าหน้าที่ตำรวจขอความร่วมมือ จนล่าสุดรู้ว่าได้มีการแจ้งความโดย กกต. ประมาณวันที่ 26 ก.ค. ที่ผ่าน/p pทั้งนี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังเจ้าหน้าตำรวจ สภ.วารินชำราบ เมื่อเวลา 17.38 น. วันนี้ พบว่ามีการเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษตามกรณีดังกล่าวจริง โดย กกต. เป็นผู้แจ้งความ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายเรียก กฤษกร มารับทราบข้อกล่าวหา/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8633/28322491850_0386533b3f.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8812/28322491480_636368665e.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p pขณะเดียวกันวันนี้ ช่วงเวลาประมาณ 14.30 น. ได้มีเจ้าหน้าที่ทหาร 2 นาย ฝ่ายปกครอง 2 นาย และเจ้าหน้าที่ตำรวจ 4 นาย รวมทั้งหมด 8 นาย เข้าไปหาตัว กฤษกร ที่สำนักงานสมัชชาคนจน(กรณีเขื่อนปากมูล) แต่ไม่ได้เจอตัว เนื่องจาก กฤษกร ติดภาระกิจอยู่ที่อื่น/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/VUr7Vy1Aq4o" height="1" width="1" alt=""/

คาดเตรียมตั้ง 3 ข้อหาหนัก ปม จม.วิจารณ์ร่าง รธน.เชียงใหม่

Thu, 28/07/2016 - 19:32
pทนายแจงนักการเมืองท้องถิ่นเชียงใหม่และพวกอาจถูกตั้งข้อหาผิดมาตรา 116 ยุยงปลุกปั่น มาตรา 210 สมคบตั้งแต่ 5 คนเพื่อกระทำความผิด และพ.ร.บ.ประชามติ จากปมส่งจม.วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญ ด้านทนายความรวมถึง จาตุรนต์,พงษ์เทพ,วัฒนา, แกนนำนปช. ถูกทหารปฏิเสธให้เยี่ยม/p !--break--!--break-- p28 ก.ค. 2559nbsp; วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความจากสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีทหารอาศัยมาตรา 44 ควบคุมตัวบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับจดหมายที่ถูกระบุว่ามีเนื้อหาบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ 11 คน โดยระบุว่า ขณะนี้มีผู้มารายงานตัวที่ มทบ.11 เป็นจำนวน 9 คน เบื้องต้นพนักงานสอบสวนยังไม่มีการแจ้งข้อหาอย่างเป็นทางการ แต่จากการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทหารคาดว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 116 มาตรา 210 และ พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 วรรคสอง/p pวิญญัติ ให้ความเห็นว่า ไม่คิดว่าการกระทำดังกล่าวจะเข้าข่ายความผิดมาตรา 116 ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องฟ้องคดียังศาลทหารตามคำสั่ง คสช. เพราะถึงแม้ว่าข้อเท็จจริงคือการส่งจดหมายที่มีเนื้อหาวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญจริง การกระทำดังกล่าวก็ไม่แตกต่างจากการเผยแพร่เนื้อหาการวิพากษ์วิจารณ์ในพื้นที่ออนไลน์ที่ทำกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน อีกทั้งเนื้อหาในจดหมายก็ไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และทำให้ประชาชนกระด้างกระเดื่อง เมื่อไม่ก่อให้เกิดการกระทำทั้ง 3 อย่างดังกล่าวตามกฎหมายกำหนดจึงไม่เข้าข่ายมาตรา 116 แน่นอน ส่วนกฏหมายอาญามาตรา 210 ซ่องสุมโจร ต้องมาจากการกระทำผิดตามมาตราใดมาตราหนึ่งเสียก่อนถึงจะสามารถเข้าข่ายมาตรานี้ได้nbsp; ในความคิดเห็นของเขาเมื่อการกระทำดังกล่าวไม่เข้าข่ายมาตรา 116 ก็ไม่สามารถเอาผิดในมาตรา 210 ได้เช่นกัน/p pวิญญัติยังให้ความเห็นอีกว่า ส่วนของความผิดในฐาน พ.ร.บ. ประชามติ มาตรา 61 นั้น ต้องอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรมพิจารณาว่ามีการเผยแพร่ข้อความผิดไปจากข้อเท็จจริงหรือไม่ ซึ่งนั่นหมายความว่าต่อให้มีความผิดจริง ทั้ง 11 คนก็ควรได้รับการพิจารณาที่ศาลท้องถิ่นในจังหวัดเชียงใหม่/p p"จริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ควรเกิดขึ้นด้วยซ้ำ เพราะการที่จะร่างรัฐธรรมนูญ การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญหรือการทำประชามติ มันคือการใช้สิทธิเสรีภาพตามมาตรา 7 ของพ.ร.บ.ประชามติ กระทำได้โดยสุจริตและเผยแพร่ได้ด้วย เมื่อมันไม่เข้าองค์ประกอบที่ผมอธิบายไปตอนต้น แต่ยังถูกนำมาขึ้นศาลทหาร ประชาชนก็อ่านออกอยู่แล้วว่าทำเพื่ออะไร เพื่อทำให้ประชาชนกลัวใช่หรือไม่" วิญญัติกล่าว/p pทั้งนี้ประมวลกฎหมายอาญาnbsp; มาตรา 116 บัญญัติว่าผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือหรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต/p p(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาล โดยใช้กำลังข่มขืนใจหรือใช้กำลังประทุษร้าย/p p(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร/p p(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี/p pประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 บัญญัติว่า ผู้ใดสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิด อย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 นี้ และความผิดนั้นมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไป ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นซ่องโจร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ/p pมาตรา 61 วรรคสอง ของพ.ร.บ.ประชามติระบุว่า ผู้ใดดําเนินการเผยแพร่ข้อความ ภาพ เสียง ในสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือในช่องทางอื่นใด ที่ผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือมีลักษณะรุนแรง ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม หรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงไม่ไปใช้สิทธิออกเสียง หรือออกเสียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือไม่ออกเสียง ให้ถือว่าผู้นั้นกระทําการก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย/p pรายชื่อในการควบคุมตัวมีทั้งหมด 11 ราย ได้แก่ นายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ ที่เพิ่งถูกให้ระงับการปฏิบัติหน้าที่ตามม.44, นายคเชน เจียกขจร นายกเทศบาลตำบลช้างเผือก, นางสาวทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต ส.ส.เชียงใหม่เขต 1 พรรคเพื่อไทย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองนายกอบจ.เชียงใหม่, นางสาวธารทิพย์ บูรณุปกรณ์ อาชีพทันตแพทย์, นายวิศรุต คุณะนิติสาร ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมตัวก่อนหน้านี้แล้วเข้าโครงการคุ้มครองพยาน, นายนายอติพงษ์ คำมูล เจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลช้างเผือก, นายกฤตกร ไพทะยะ คนขับรถผู้บริหารเทศบาลช้างเผือก, นางสาวเอมอร ดับโศรก, นางสุภาวดี งามเมือง, นายเทวรัตน์ อินต้า, นางกอบกาญจน์ สุคีตา/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8357/27990291953_34410fb76f.jpg" style="width: 500px; height: 355px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8177/28606297015_c233bdb0a7.jpg" style="width: 500px; height: 355px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8766/28527940131_9ef4d8191c.jpg" style="width: 500px; height: 345px;" //p h3span style="color:#0000ff;"จาตุรนต์-พงษ์เทพ-วัฒนา ฯลฯ และทนายขอเข้าพบ ถูกทหารปฏิเสธ/span/h3 pเมื่อเวลา 10.00 น. จาตุรนต์ ฉายแสง พงษ์เทพ เทพกาณจนา วัฒนา เมืองสุข ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต พร้อมด้วยทนายความของครอบครัวบูรณุปกรณ์ เดินทางมายัง มทบ.11 เพื่อขอเข้าเยี่ยม น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ รองนายก อบจ.เชียงใหม่ อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยและพวกที่ถูกทหารคุมตัวจากเชียงใหม่มาที่ มทบ.11 โดยทนายความได้แจ้งกับนายทหารว่าต้องการขอเข้าเยี่ยมลูกความ แต่นายทหารไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยม โดยแจ้งว่ายังไม่ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ต่อมาเวลาประมาณ 12.30 น. นายจตุพร พรหมพันธ์ พร้อมด้วยแกนนำนปช.ได้เดินทางมาเพื่อนำอาหารมาเยี่ยม น.ส.ทัศนีย์ และพวก แต่ไม่รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยมเช่นกัน ทั้งหมดจึงได้ฝากของเยี่ยมผ่านนายทหารไป/p pnbsp;/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/cRGZPto8u2s" height="1" width="1" alt=""/

ภาคประชาชน-นักวิชาการ หวั่น พ.ร.บ.กสทช.ใหม่ แปลง กสทช.เป็นสำนักงานใต้รัฐบาล

Thu, 28/07/2016 - 19:14
pประธานศูนย์ศึกษากฎหมายและนโยบาย สถาบันอิศราระบุแก้ปัญหาภายใน กสทช. ดีกว่าแก้ พ.ร.บ. กสทช. ฟากนักวิชาการชี้ลดกรรมการ กสทช.เอื้อประโยชน์รัฐ/เอกชน มากกว่าประชาชน ตัวแทนมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคมองการลดกรรมการ กสทช. คุ้มครองผู้บริโภคได้ยากขึ้น เลขาฯ กสทช.ยอมรับร่างฯ ยังไม่สมบูรณ์ กรรมการ กสทช. เชื่ออ้างปรับปรุงให้ กสทช. เข้ากับสื่อยุคหลอมรวม เพื่อแก้เรื่องจัดสรรคลื่นความถี่มากกว่า/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongimg alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8699/27988540424_f3952b2c2f.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /br /(แถวบน จากซ้าย) สุพจน์ เธียรวุฒิ - วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง - จิรพร วิทยศักดิ์พันธุ์br /(แถวล่าง จากซ้าย) สุวรรณา จิตประภัสสร์ - สุปัน รักเชื้อ - วิชาญ อุ่นเอก - สุวรรณา สมบัติรักษาสุข/strong/span/p pbr /27 ก.ค. 2559 เวลา 9:00 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น 3 โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค กรุงเทพฯ ส่วนงานเลขานุการ ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และส่วนงาน สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. จัดงานเสวนา NBTC Public Forum 2/2559 เรื่อง “มุมมองภาคประชาชนต่อแนวทางปรับปรุงกฎหมาย กสทช.” เพื่อเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อพระราชบัญญัติองค์จัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. … (ร่าง พ.ร.บ. กสทช. ฉบับใหม่) ซึ่งเป็นการปรับปรุงจาก พ.ร.บ.กสทช. ฉบับปี พ.ศ.2553 เดิม/p pทั้งนี้ในงานยังมีการเชิญชวนแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมต่อร่าง พ.ร.บ. กสทช. ดังกล่าวได้ทางอีเมล [email protected] [email protected][email protected][email protected]รแก้ไขร่าง พ.ร.บ.กสทช.ฉบับดังกล่าวอีกด้วย โดยสามารถเสนอได้ถึงภายในวันที่ 29 ก.ค. 59 นี้ และอ่านร่าง พ.ร.บ. กสทช. ฉบับใหม่ที่กำลังจะเข้า สนช. ได้ที่ a href="http://nbtcrights.com/2016/07/6592"http://nbtcrights.com/2016/07/6592/a/p pในงานเสวนาดำเนินรายการโดย กรรณิการ์ กิจติเวชกุล โดยมี สุภิญญา กลางณรงค์ และประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช. รวมถึงฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. ตลอดจนภาคประชาสังคมมาร่วมเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นอกจากนี้ยังมีตัวแทนกรรมาธิการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.กสทช. มาบันทึกความคิดเห็นในงานเสวนาอีกด้วย/p pโดย ประวิทย์ กล่าวว่าการพูดคุยเรื่องกฎหมายฉบับนี้มีความจำเป็นเร่งด่วน เนื่องจากร่างได้รับหลักการจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว และอยู่ในชั้นกรรมาธิการ เชื่อว่าการแก้ไขร่าง พ.ร.บ. กสทช. จะเป็นไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้หากรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ กฎหมายขึ้นใหม่เกี่ยวกับองค์กรกำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ต้องยกร่างใหม่ทั้งหมด เนื่องจากบทบัญญัติตามร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีองค์กรทำหน้าที่กำกับดูแลกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ ไม่รวมถึงการจัดสรรคลื่นความถี่ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะต้องทบทวนกฎหมายฉบับนี้ใหม่ทั้งหมด/p pstrongสุพจน์-วรพจน์เห็นตรงกัน ไม่ประมูลคลื่นความถี่ เสี่ยงเกิดปัญหา/strongbr /สุพจน์ เธียรวุฒิ ที่ปรึกษาอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แสดงความเห็นต่อ ร่าง พ.ร.บ. กสทช. ว่าไม่เห็นด้วยที่ร่างฉบับใหม่มีการแก้ไขมาตรา 45 โดยอนุญาตให้มีการใช้คลื่นความถี่ในกิจการโทรคมนาคม นอกเหนือจากการประมูลได้ ซึ่งการมอบคลื่นให้โดยไม่ผ่านการประมูลอาจส่งผลให้เกิดปัญหาได้ในอนาคต จึงยืนยันว่าการจัดสรรคลื่นความถี่ต้องใช้วิธีการประมูลเท่านั้น/p pนอกจากนี้สุพจน์ยังเสนอว่า ไม่ต้องเยียวยาในกรณีที่ กสทช. เรียกคืนคลื่นที่ไม่มีการใช้ประโยชน์ เพราะจะทำให้ต้องใช่งบประมาณโดยไม่จำเป็น รวมไปถึงมีการจำกัดการรูปแบบการใช้คลื่นให้ตรงกับตามวัตถุประสงค์ที่ระบุไว้เมื่อได้ตอนได้รับใบอนุญาต จาก กสทช. ทั้งนี้การจำกัดรูปแบบดังกล่าวเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคเสียผลประโยชน์ที่ควรจะได้รับจากการใช้คลื่นดังกล่าว/p pสอดคล้องกับวรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง คณะทำงานติดตามนโยบายสื่อและโทรคมนาคม (NBTC Policy Watch) ระบุว่าปัญหากรณีคลื่น 1 ป.ณ. FM 98.5 เป็นกรณีตัวอย่างที่เห็นชัดเจนว่าการใช้อำนาจของ กสทช. ที่พิจารณาตามดุลยพินิจให้เอกชนเข้าใช้ประโยชน์ได้ ก่อให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างชัดเจน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการเรียกคืนคลื่นวิทยุโดยเร่งด่วน ถ้าหาก พ.ร.บ.กสทช.ฉบับใหม่นี้ผ่าน การเรียกคืนคลื่นวิทยุอาจต้องยืดระยะเวลาไปด้วย/p pนอกจากนี้วรพจน์เสนอให้ล้มเลิกการร่าง พ.ร.บ. กสทช.ฉบับใหม่นี้ เพราะที่มาในการแก้ไขไม่มีความชอบธรรมตั้งแต่แรก โดยระบุว่ารัฐสามารถกำหนดนโยบายให้ กสทช. และ กสทช. ก็กำหนดวิธีในการบรรรลุเป้าหมายในแง่นโนบายได้ โดยไม่จำเป็นต้องแก้กฎหมายเพื่อบังคับ/p pstrongสุวรรณาระบุแก้ปัญหาภายใน กสทช. ดีกว่าแก้ พ.ร.บ. กสทช./strongbr /สุวรรณา สมบัติรักษาสุข ประธานศูนย์ศึกษากฎหมายและนโยบายสื่อมวลชน สถาบันอิศรา ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.กสทช. ฉบับใหม่ เปลี่ยนแนวคิดมุมมองของคลื่นความถี่ไป จากเดิมมองว่าคลื่นความถี่เป็นทรัพยากรของประชาชน แต่ต่อมากลับมองว่าเป็นทรัพยากรของชาติ ซึ่งคำว่า “ชาติ” นี้ก็ไม่แน่ใจว่าประชาชนจะมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่/p pนอกจากนี้ยังฝากข้อสังเกตไปถึงประชาชนทั่วไป ให้จับตาดูว่าเมื่อไรที่ร่าง พ.ร.บ. กสทช.ฉบับนี้ผ่านจนสามารถประกาศใช้บังคับได้ ให้ดูในประเด็นการสรรหา กสทช. และคุณสมบัติของผู้ที่จะมาเป็นกรรมการ กสทช. ว่าขัดต่อหลักการในการกำหนดคุณสมบัติและมีการเลือกปฏิบัติหรือไม่ และในท้ายที่สุดเมื่อดูในข้อกฎหมายในร่างฯ ดังกล่าวจะพบว่าร่างนี้ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างแน่นอน/p p“สุดท้ายนี้ดิฉันสรุปว่ากรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา วันนี้การแก้ไข พ.ร.บ. กสทช. ที่เกิดขึ้น ก็มาจากการทำงานของ กสทช. ทั้ง 11 ท่านนั่นเอง ดิฉันถึงไม่เห็นความจำเป็นในการแก้ พ.ร.บ.กสทช. แต่ดิฉันเห็นว่าการแก้ปัญหาภายใน กสทช.เองน่าจะเป็นการดีกว่า” สุวรรณากล่าว/p pbr /strongชี้ลดกรรมการ กสทช.เอื้อประโยชน์รัฐ/เอกชน - คุ้มครองผู้บริโภคไม่ได้/strongbr /ส่วน จิรพร วิทยศักดิ์พันธุ์ นักวิชาการอิสระด้านการสื่อสารมวลชน กล่าวว่า รัฐใช้ข้ออ้างในการเปลี่ยนแปลง พ.ร.บ.กสทช. ว่า เพราะโลกของเทคโนโลยีหรือภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนแปลงไป แต่เจตนาที่แท้จริงคือรัฐต้องการลดอำนาจ กสทช.ให้เป็นสำนักงานภายใต้รัฐบาล และต้องการให้ กสทช. ทำงานในลักษณะแนวดิ่งเหมือนที่เคยเป็นมาก่อนการปฏิรูปสื่อในปี 2540 สะท้อนให้เห็นการแก้ปัญหาโดยยึดวิธีคิดแบบเก่ามาใช้อย่างชัดเจน/p pนอกจากนี้จิรพรยังตั้งข้อสังเกตว่า ในร่าง พ.ร.บ. กสทช. ฉบับใหม่ มีการลดกรรมการ กสทช.จาก 11 คน เหลือ 7 คน รวมไปถึงในร่างมีการกีดกันผู้แทนจากภาคประชาชนและคนรุ่นใหม่ ทำให้เห็นได้ว่าการแก้ร่าง พ.ร.บ.กสทช.ครั้งนี้เอื้อประโยชน์ให้กับภาครัฐและภาคเอกชนมากกว่าประชาชน ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นมีความโจ่งแจ้งเกินไป/p pสอดคล้องกับสุวรรณา จิตประภัสสร์ จากมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคที่ตั้งข้อสังเกตว่ามีการลดกรรมการ กสทช.จาก 11 คน เหลือ 7 คน ซึ่งกรรมการที่ทำงานในด้านคุ้มครองผู้บริโภคเป็นหนึ่งส่วนที่ถูกลดไป จาก 2 คน 1 โดยระบุว่ากรรมการคุ้มครองผู้บริโภคเดิมมี 2 คนก็ยังแก้ปัญหาได้ไม่ครบถ้วน หากมีเพียงคนเดียวจะแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้หรือไม่ นอกจากนี้การแก้ร่างฯ นี้ยังทำให้การสรรหาคนที่ีมาเป็นกรรมการฝ่ายนี้ อาจได้คนที่ขาดความรู้และความเข้าใจในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคได้ เพราะผู้สรรหาล้วนมาจากฝ่ายตุลาการไม่ว่าเป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ, ประธานศาลฎีกา, ประธานศาลปกครองสูงสุด เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าบุคคลดังกล่าวไม่มีความรู้ในด้านนี้เลย/p p“ยอมรับว่าภาคประชาชนอ่อนแอลงใน กสทช. ถูกเอาเปรียบมากขึ้นเรื่อยๆ คาดหวังว่าถ้าเราเรียกร้อง รัฐอาจจะมองเห็นแต่ถ้าเราไม่ส่งเสียง ก็มีข้อกังวลว่าตามร่าง พ.ร.บ.ใหม่ จะมอบอำนาจกระทรวงดิจิตอลที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งกระทรวงดังกล่าวอาจจะหยิบใครมาเป็นกรรมการ กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภคก็ได้ ตรงนี้น่าเป็นห่วง” สุวรรณากล่าว/p pbr /strongวิชาญกังวลสื่อภาคประชาชนจะเกิดยากหลังร่าง พ.ร.บ. กสทช.ใหม่ผ่าน/strongbr /ด้าน วิชาญ อุ่นอก จากสหพันธ์วิทยุชุมชนแห่งชาติ กล่าวถึงสถานการณ์สื่อวิทยุชุมชุนที่ตนเองดูแลอยู่ว่า “สื่อภาคประชาชนตอนนี้ไม่ได้มองแค่รัฐจัดสรรคลื่นความถี่ให้ประชาชน 20 เปอร์เซนต์ตามที่กฎหมายกำหนดnbsp;ไม่ได้มองว่าเป็นแค่คลื่นที่ออกอากาศในชุมชนในระยะ 20-30 เมตร แต่เราคิดถึงการออกอากาศในระดับจังหวัดในระดับประเทศ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีการกำหนดออกมาที่ชัดเจนในร่างนี้เช่นกัน ภาคประชาชนก็เหนื่อย และหลายคนเสียชีวิตไปแล้ว น่าเศร้าว่าการต่อสู้เรื่องคลื่นความถี่อันยาวนานตอนนี้แทบจะหมดหวังแล้ว”/p pวิชาญยังมองเหตุการณ์หลังร่าง พ.ร.บ. กสทช. ฉบับใหม่ผ่านจะทำให้สื่อภาคประชาชนเกิดขึ้นได้ยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากการตรวจสอบไม่ยึดโยงกับประชาชน แต่เน้นผูกติดอยู่กับภาครัฐอย่างชัดเจน และยังมองว่าการทำหน้าที่ของ กสทช.จะขาดความเป็นอิสระไปโดยสิ้นเชิง/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8590/27988539384_f223ab6f5b.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //p pstrongสุปันถามหากร่างนี้ผ่าน จะขัด รธน.หรือไม่/strongbr /สุปัน รักเชื้อ อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพสื่อ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย การร่าง พ.ร.บ. กสทช. ใหม่นี้จะเป็นไปในลักษณะ “คนใช้ไม่ได้ร่าง คนร่างไม่ได้ใช้” ซึ่งจะเกิดผลกระทบต่อประชาชนและประเทศชาติด้วย เมื่อมองผลกระทบของร่างฯ ที่มีต่อสื่อจะพบว่าเสรีภาพมีอย่างจำกัด เพราะต่อไปการได้ใบอนุญาต ก็ได้จากการพิจารณาของ กสทช. ไม่ใช่ได้จากการประมูลอีกต่อไป ซึ่งทำให้ช่องทางสื่อถูกจำกัดไปอีก ไม่ว่ามีเสรีภาพเท่าไหร่ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ทั้งนี้สุปันยังตั้งคำถามว่า หากร่าง พ.ร.บ.กสทช. ฉบับนี้ผ่านไปได้ และร่างรัฐธรรมนูญ 2559 ผ่านประชามติด้วยแล้ว พ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้จะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่/p p“วันนี้เป็นเวทีที่ให้คนที่ศึกษาด้านสื่อ ด้าน กสทช.มาแลกเปลี่ยนถกเถียงกัน ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี เอกสารในงานถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อพี่น้องประชาชน ซึ่งหมายรวมไปถึงเอกสารร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชามติ และร่างกฎหมายอื่นๆ ที่จะเข้าสู่ สนช.อีกด้วย” สุปันกล่าว/p pstrongฐากร ยอมรับร่างฯ ยังไม่สมบูรณ์ - สุภิญญาเชื่อแก้ พ.ร.บ.กสทช. เพื่อเรื่องจัดสรรคลื่นความถี่/strongbr /ด้านฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เล่าว่า ได้นำเสนอความเห็นต่อ สนช.เกี่ยวกับการปรับปรุงร่างฯ ในเรื่องงบประมาณของ กสทช. ว่าการอนุมัติไม่ควรอยู่ในอำนาจของ กสทช.ทั้งหมด ควรมีบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นคณะกรรมการคนกลางมาอนุมัติงบประมาณเพื่อให้เกิดความโปร่งใส และอยากเห็น กสทช.ยุคหน้ามาทุ่มเทการทำงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคมากกว่าการมายุ่งเกี่ยวกับงบประมาณต่างๆ/p pส่วนประเด็นการแต่งตั้งและถอดถอนบุคคลที่เป็นเลขาธิการ กสทช. ด้านฐากรเสนอให้มีการถ่วงดุลอำนาจในการถอดถอนโดยให้เป็นอำนาจของทั้ง กสทช. และวุฒิสภาเพื่อให้เกิดความเหมาะสม ส่วนเรื่องการแก้ร่าง พ.ร.บ. กสทช. ฉบับนี้ยอมรับว่ายังต้องมีการแก้อีกหลายจุดตามที่ภาคประชาชนให้ความเห็นไว้ ซึ่งทางสำนักงาน กสทช.จะมีการรวบรวมความคิดเห็นในงานเสวนาเพื่อนำไปเสนอต่อ สนช.ต่อไป โดยคาดการณ์ว่าร่างดังกล่าวดังกล่าวจะต้องแก้ไขให้เสร็จภายในเดือน ส.ค. 2559/p pส่วน สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. กล่าวปิดท้ายงานเสวนา โดยระบุว่าการเปลี่ยนแปลงใน กสทช. เกิดขึ้นอย่างแน่นอน มีการรีเซ็ตหลายอย่าง จนส่งให้ กสทช.เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน สุภิญญาระบุว่า ข้อดีของการทำงานภายใต้ พ.ร.บ.กสทช.ปัจจุบัน คืออย่างน้อยตนเองสามารถเป็นเสียงข้างน้อยในที่ประชุม และนำความคิดความเห็นมาเปิดเผยสู่สาธารณะได้ สะท้อนถึงความเป็นอิสระในการทำงาน/p pนอกจากนี้ยังเปิดเผยว่าหลังจากหมดวาระการเป็นกรรมการ กสทช. อาจจะกลับทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงาน กสทช.ต่อไปหากยังมีกำลังอยู่ และฝากให้ทุกคนคิดกันในการแก้ไขปัญหาระยะยาว 5 ปี 10 ปี ทั้งเรื่องปฏิรูปสื่อ สิทธิในการสื่อสาร รวมไปถึงเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ จึงฝากไปคิดต่อว่าจะเป็นไปในทิศทางไหน พร้อมตั้งข้อสังเกตผู้ร่างกฎหมายอ้างเหตุแก้ พ.ร.บ.กสทช. เพราะต้องการปรับปรุงการทำงานของ กสทช. ให้เข้ากับยุคสื่อหลอมรวม แต่เหตุผลที่แท้จริงคือต้องการแก้ไขกฎหมายเพื่อจัดการเรื่องการจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งถ้าแก้ทั้งฉบับให้ดีเลยอาจจะเป็นการดีกว่า/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/nJreLeLEWOI" height="1" width="1" alt=""/

รัฐธรรมนูญพันลึก ถอดบทเรียนจาก ปรีดี-หยุด-ไพโรจน์

Thu, 28/07/2016 - 19:04
pอาจารย์นิติมช.จับมือสมัชชาเสรีมช.จัดสมมติเสวนาปรีดี พนมยงค์, หยุด แสงอุทัย และ ไพโรจน์ ชัยนาม ระบุ 7 สิงหาคมจะเป็นวันที่ชี้ชะตาชีวิตความเป็นไปของสังคมไทย/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8804/27993751704_7346cd5f03.jpg" style="width: 500px; height: 333px;" //p p21 ก.ค. 2559 คณาจารย์กลุ่มศูนย์วิจัยและและพัฒนากฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับกลุ่มสมัชชาเสรีแห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จัดเสวนาภายใต้หัวข้อรัฐธรรมนูญพันลึกที่ห้อง LB1201 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่nbsp;/p pในงานเสวนาหัวข้อ ‘สมมติเสวนากับปรีดี หยุด ไพโรจน์’ ร่วมเสวนาโดยกลุ่มอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้แก่ สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ กฤษณ์พชร โสมณวัตร และสมชาย ปรีชาศิลปกุลnbsp; โดยสมชายได้ให้เหตุผลในการเลือกทั้ง 3 คนมาบรรยายในสมมติเสวนานี้เนื่องจากเป็นปัญญาชนสาธารณะที่มีคำอธิบายที่เกี่ยวข้องกับการเมือง สิทธิเสรีภาพของประชาชน และมีความคิดที่น่าหยิบมาวิพากษ์วิจารณ์br /br /strongสงกรานต์ ป้องบุญจันทร์นำเสนอมุมมองของ หยุด แสงอุทัย/strong โดยการอ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 7 สิงหาคมที่กำลังจะไปลงประชามติ โดยอธิบายถึงสาเหตุที่ต้องมาคุยกันเนื่องจากวันที่ 7 สิงหาคมจะเป็นวันที่ชี้ชะตาชีวิตความเป็นไปของสังคมไทย โดยใช้กฎเกณฑ์ของหยุด แสงอุทัยในการอ่านและวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าดีหรือไม่ดีและมีหลักการ เริ่มจากการเล่าประวัติโดยสังเขปของหยุด แสงอุทัย และตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับภูมิหลังด้านการศึกษาที่เป็นส่วนสำคัญในการตีความตัวรัฐธรรมนูญbr /br /“อาจารย์หยุดผ่านการเล่าเรียนจนจบกฎหมายในระบอบเก่าคือในช่วงก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง แต่ชีวิตการทำงานราชการในระบอบใหม่คือหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 อันนี้เป็นข้อสังเกตหนึ่งนะครับ แล้วเราจะเห็นต่อไปว่าทัศนคติและมุมมองต่อการตีความต่อรัฐธรรมนูญของท่าน ท่านใช้มุมมองตามระบอบใหม่มองทั้งสิ้น ถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้า โรงเรียนกฎหมายในกระทรวงยุติธรรมระบบการเรียนการสอนแบบสมัยก่อนจะใช้แบบ Common Law แต่ในขณะที่พอเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหลัง 2475 เรารับระบบ Civil Law มาใช้ อาจารย์หยุดได้ใช้องค์ความรู้ที่เรียนมาปรับและได้รับอิทธิพลอย่างมากจากการไปเรียนที่เยอรมัน” สงกรานต์กล่าวbr /br /เขายังนำสิ่งที่ได้จากการอ่านผลงานของหยุด แสงอุทัยมาวิเคราะห์ร่วมกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่จะลงประชามติโดยตั้งข้อสังเกตจากมาตรา 265 และ 279 ที่เป็นผลให้ คสช.สามารถใช้อำนาจบริหารตุลาการต่อไปได้อีกจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาบริหารประเทศ แม้ประชาชนจะลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปแล้วก็ตาม/p p“บทเรียนที่ได้จากการอ่านงานของอาจารย์หยุดประการแรก ประชาชนในฐานะผู้มีอำนาจในการให้รัฐธรรมนูญต้องสามารถจำกัดอำนาจสถาบันทุกสถาบันภายในรัฐได้ อันนี้เป็นสาระสำคัญของคนที่มีอำนาจให้รัฐธรรมนูญ พอประชาชนให้รัฐธรรมนูญแล้วก็ไม่มีองค์กรหรือสถาบันใดมีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญได้อีก” สงกรานต์กล่าวbr /br /สงกรานต์ยังชี้ให้เห็นว่า ฝ่ายนิติบัญญัติสำคัญที่สุดในระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากเป็นสถาบันที่มาจากการเลือกตั้งและอธิบายว่า ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งจะเข้ามาลดอำนาจสภา ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้ง/p p“เขาจะมีหน้าที่ในการออกกฎหมายมาบังคับกับเรา อันนี้เป็นบทบาทที่สำคัญของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผมเห็นว่าจากการอ่านร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าเราดูมาตรา 267 กำหนดให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติเดิมเป็นผู้มีอำนาจในการตรากฎหมายประกอบร่างรัฐธรรมนูญที่สำคัญอย่างน้อย 10 ฉบับ ทั้งที่เรากำลังจะมีการเลือกตั้งและมีสภาผู้แทนราษฎรในอนาคตซึ่งผมคิดว่าไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องให้องค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่สัมพันธ์กับประชาชน มาออกกฎหมายที่สำคัญกับประชาชนในช่วงก่อนที่จะมีสภาของประชาชนไม่นาน อันนี้เป็นหนึ่งเหตุผลที่ไม่น่าจะสอดคล้องกับหลักที่เราบอกว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นสถาบันที่สำคัญที่สุด ไม่เพียงเท่านั้น ถ้าเราดูเรื่องคำถามพ่วง คำถามพ่วงที่พูดถึงอำนาจหน้าที่ของ ส.ว. จะมาโหวตเลือกนายกฯในช่วง 5 ปีแรก อันนี้สำคัญนะผมคิดว่า อันนี้เป็นการที่จริงๆ เราจะบอกว่า ส.ว.ที่เป็นส่วนหนึ่งรัฐสภา แต่เราอย่าลืมนะครับว่า ส.ว.ส่วนใหญ่ในร่างรัฐธรรมนูญเป็น ส.ว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง นี่เป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้สภา ส.ส.ที่จะมาจากการเลือกตั้งถูกลดอำนาจลงอย่างมาก ซึ่งสัมพันธ์กับพวกเราโดยตรง”br /br /สงกรานต์มองว่ารัฐธรรมนูญอาจล้าสมัยได้ แนะควรเปิดให้แก้ไขเพิ่มเติมได้โดยง่ายโดยให้เหตุผลหากแก้ยากอาจเป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารอีกครั้ง/p p“ของดีในวันนี้อาจเป็นของเน่าในวันหน้าถูกไหมครับ? ถ้าเราไม่เปิดกลไกให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมได้nbsp; จะกลายเป็นว่ารัฐธรรมนูญอาจกลายเป็นเครื่องถ่วงความเจริญของประเทศได้ ซึ่งไม่มีใครอยากให้เป็นเช่นนั้น แต่ถ้าเราอ่านดูร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เรื่องกลไกแก้ไขเพิ่มเติมในร่างรัฐธรรมนูญ เราจะเห็นว่ามันลึกลับซับซ้อนยุ่งยาก น่าจะเป็นกลไกที่ยาก น่าจะเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญยากที่สุดเท่าที่เราเคยมีมาแล้วในเมืองไทย แล้วผมคิดว่ากลไกแบบนี้มันจะทำให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทำได้ยากมาก และการแก้ไขได้ยากนี้อาจารย์หยุดมองว่าอาจจะเป็นข้ออ้างให้มีการปฏิวัติรัฐประหารอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าเราบอกว่ารัฐธรรมนูญล้าสมัยแก้ไขไม่ได้ กลไกทำยากก็ต้องรื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ซึ่งคนที่จะอ้างในการทำรัฐประหารไม่ใช่พวกเราแน่ แต่อันนี้พวกเราก็รู้อยู่นะครับว่าเป็นใคร” สงกรานต์กล่าวทิ้งท้ายnbsp;br /br /ต่อมาstrongกฤษณ์พชร โสมณวัตรเสนอแนวคิดของไพโรจน์ ชัยนาม/strong โดยใช้ในการบรรยายว่า ‘รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของเรา’ กับ ไพโรจน์ ชัยนาม: ความคิด, วิพากษ์ และแยกแยะ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยnbsp; เขาได้อธิบายถึงสาเหตุที่เลือกหลักคิดของไพโรจน์มานำเสนอเนื่องจากได้รับการยกย่องอย่างสูงในวงการกฎหมายมหาชน และมีภูมิหลังทางด้านการเมืองระหว่างประเทศจากการทำงานในกระทรวงการต่างประเทศ ดังนั้นมุมมองต่อการศึกษารัฐธรรมนูญจะมีลักษณะในเชิงรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบสูงbr /br /“ในสายตาของไพโรจน์ ชัยนาม การศึกษารัฐธรรมนูญมันไม่มีพรมแดนของรัฐชาติ ไม่มีพรมแดนของประเทศไทย ลาว กัมพูชา ทั้งหมดสามารถศึกษาร่วมกันได้ ในงานทุกชิ้นของไพโรจน์ ชัยนาม เป็นรัฐธรรมนูญเปรียบเทียบ” กฤษณ์พชรกล่าวbr /เขาได้เรียนรู้จากงานของไพโรจน์และนำมาวิเคราะห์กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยบางมาตราbr /br /“ร่างรัฐธรรมนูญของมีชัยไม่ได้มีวิธีการความคิดแบบเปรียบเทียบหรือเอาคุณค่าอุดมการณ์สากลเข้ามาประกอบ แต่มันเป็นรัฐธรรมนูญแห่งความเป็นไทย ยกตัวอย่างเช่น เราพูดถึงเสรีภาพทางวิชาการ ตามมาตรา 34 วรรคสองของร่างรัฐธรรมนูญจะพูดไว้เลยว่าเสรีภาพทางวิชาการจะได้รับการคุ้มครอง แต่การใช้เสรีภาพนั้นต้องไม่ขัดต่อหน้าที่ของปวงชนชาวไทย ศีลธรรมอันดีของประชาชนปวงชนชาวไทยไง ไม่ใช่พลโลกไม่ใช่ปวงชนของสหรัฐฯ หรือของที่อื่น เราต้องทำหน้าที่ของคนไทยก่อนที่จะทำหน้าที่ทางวิชาการ อันนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ผมอยากยกให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญของมีชัยเป็นรัฐธรรมนูญแห่งความเป็นไทยตรงไหน” กฤษณ์พชรกล่าวbr /br /กฤษณ์พชรวิเคราะห์ว่า “ในมาตรา 107 ยังพูดถึงที่มาของวุฒิสภาว่าวุฒิสภาเกิดจากการเลือกกันเองของคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญประสบการณ์อาชีพ ลักษณะหรือประโยชน์ร่วมกัน พูดง่ายๆ พวกเขาเลือกกันเอง มันเกิดจากวิธีคิดของสังคมไทยที่เราเชื่อว่านิ้วทั้ง 5 นิ้วไม่เท่ากัน คนก็ไม่เท่ากัน แล้วเราต้องจัดสรรคนไปตามตำแหน่งแห่งที่ของมันให้ถูกต้อง พอเราคิดว่าคนไม่เท่ากันเราจึงคิดถึง ส.ว.แบบนี้ ผมถึงบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญของมีชัยคือร่างรัฐธรรมนูญตามอุดมการณ์ความเป็นไทย”br /br /ด้านstrongสมชาย ปรีชาศิลปกุลนำเสนอในหัวข้อ ‘สมมติเสวนากับปรีดี พนมยงค์ เรื่องรัฐธรรมนูญ กระบวนการร่าง และประชาธิปไตย’ /strongเขาได้อธิบายถึงภูมิหลังของปรีดี พนมยงค์ว่าเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดทำรัฐธรรมนูญถึง 3 ฉบับแต่ในช่วงแรกขาดประสบการณ์ในการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นช่วงที่มีอำนาจ แต่ปรีดีเริ่มวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญและกระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเป็นช่วงที่ปรีดีลี้ภัยทางการเมืองจากประเทศไทยแล้ว โดยสมชายได้ตั้งข้อสังเกตว่าช่วงเวลาที่ปรีดีเริ่มวิพากษ์เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญมากขึ้นเป็นช่วงเวลาที่มีประสบการณ์แต่ไม่มีอำนาจbr /br /"ผมคิดว่าอันนี้สำคัญนะครับ เมื่อไหร่ก็ตามที่คนวิพากษ์วิจารณ์อะไรโดยไม่มีอำนาจ สังคมคิดว่าการวิพากษ์วิจารณ์จะเป็นไปได้อย่างเสรีมากขึ้น คือเราจะสังเกตได้ว่าเวลาคนที่อยู่ในอำนาจกับคนที่ไม่มีอำนาจวิพากษ์วิจารณ์เรื่องต่างๆมันจะมีความแตกต่างกันอย่างมาก เพราะฉะนั้นในแง่หนึ่งเวลามีการวิพากษ์วิจารณ์สาธารณะ ผมคิดว่าเสียงที่เราต้องรับฟังอย่างมากคือเสียงของคนที่ไม่มีอำนาจ เมื่อไม่มีอำนาจเขาก็ไม่จำเป็นที่จะต้องระแวงว่าตนเองจะถูกกดดันให้พ้นจากอำนาจ" สมชายกล่าวbr /สมชายได้กล่าวถึงบทเรียนจากปรีดี เพื่อเป็นบทเรียนให้กับสังคมไทยโดยหยิบยก 2 หัวข้อสำคัญจากงานเขียนของปรีดี คือจะมีทางได้ประชาธิปไตยโดยสันติวิธีหรือไม่และเราจะต่อต้านเผด็จการได้อย่างไร โดยชี้ให้เห็นว่าปรีดีให้ความสำคัญกับประเด็นทั้งสองนี้อย่างมากbr /br /"สิ่งที่ต้องคิดเวลาจะต่อต้านหรือต่อสู้กับเผด็จการ ปรีดีบอกว่าเวลาจะต่อสู้กับเผด็จการเราจะต้องพิจารณาด้านที่เผด็จการตอบโต้ด้วย ฝ่ายเผด็จการย่อมใช้วิธีการทางเศรษฐกิจ การเมือง วิธีการใช้กำลังทหารตำรวจ วิธีจิตวิทยาที่ทำให้คนลุ่มหลงในเผด็จการ ฝ่ายที่ต่อสู้กับเผด็จการจะต้องพิจารณาให้ถ่องแท้"สมชายกล่าวbr /br /เขาตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับรูปแบบการปกครองในสมัยปัจจุบันว่ามีความแตกต่างจากสมัยของสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่แต่เดิมมีการใช้เพียงอำนาจทางเดียวbr /br /"ผมคิดว่ารูปแบบการปกครองในปัจจุบันที่มันอยู่ได้แบบนี้ รูปแบบรัฐบาลที่ดำรงอยู่ได้แบบนี้ ผมอยากจะเสนอรูปแบบนี้คือ ที่อยู่ได้ไม่ใช่เพียงเพราะว่าการใช้อำนาจของทหารเพียงอย่างเดียว การดำรงอยู่ของรัฐบาลทหารในปัจจุบันไม่ใช่เพราะว่า คสช.ใช้รถถังแต่เพียงอย่างเดียว แต่ผมคิดว่ามันมีสิ่งที่ผมอยากจะเรียกว่าเผด็จการเชิงเครือข่าย หรือถ้าเกิดฟังแล้วดูรุนแรงก็เปลี่ยนเป็นอำนาจนิยมเชิงเครือข่าย"br /br /“อำนาจนิยมเชิงเครือข่ายในปัจจุบัน การก่อตัวขึ้นของรัฐบาลที่เรียกว่าสถานการณ์พิเศษแบบนี้ ผมคิดว่ามันเกิดขึ้นได้เป็นเพราะว่ามันมีเครือข่ายจำนวนหนึ่งที่กว้างพอสมควร ในการที่จะค้ำยันตัวระบอบนี้อยู่ มีเครือข่ายกลุ่มนี้ เครือข่ายกลุ่มนี้ผมคิดว่าขยายตัวมาตั้งแต่ประมาณ 2549 ขยายตัวมาให้เห็นอย่างชัดเจน เครือข่ายเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ที่ไหน? ส่วนใหญ่จะอยู่ในองค์กรอิสระ ทำหน้าที่ในองค์กรอิสระ อันนี้คือคนกลุ่มนี้เป็นนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งรึเปล่า ไม่ใช่ แต่เป็นนักการเมืองอีกชุดหนึ่ง แล้วคนกลุ่มนี้สนับสนุนและเป็นคนที่ทำให้ระบบที่เรียกว่าอำนาจนิยมเชิงเครือข่ายดำรงอยู่ได้" สมชายกล่าวbr /br /ในช่วงท้ายของการสมมติเสวนา สมชายได้อธิบายถึงเหตุผลในการนำวิธีคิดของปัญญาชนทั้ง 3 คนมาใช้ในการเสวนาครั้งนี้br /“เช่นเดียวกันกับหยุด ไพโรจน์ ปรีดี พนมยงค์ก็ถูกยกย่องอย่างมาก แต่ดูเหมือนว่าก็เช่นเดียวกันการนำเอาความคิดหรือการต่อยอดทางความคิดหรือถกเถียงทางความคิดกับปรีดี พนมยงค์ ผมคิดว่ามันไม่สู้จะเกิดขึ้นเท่าไหร่ เราเห็นการยกย่องแต่บุคคล แต่ผมคิดว่าในขณะเดียวกันเราไม่ค่อยรู้จักนำเอาความคิดของบุคคลที่เราเคารพยกย่องมาพิจารณา มาถกเถียง มาแลกเปลี่ยนนะครับ เพราะฉะนั้นในช่วงแรกที่เรา 3 คนพยายามจะทำคือแทนที่จะยกย่องแต่ชื่อเสียง เราอยากจะลองหยิบเอาความคิดของบุคคลทั้ง 3 คนไม่ว่าจะเป็นหยุด แสงอุทัย,ไพโรจน์ ชัยนามหรือปรีดี พนมยงค์หยิบเอาความคิดของเขามาเถียงว่าสถานการณ์ปัจจุบันว่าภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันนี่ว่าทั้ง 3 คนถ้ายังมีชีวิตอยู่เขาจะมองอย่างไร” สมชายกล่าวในตอนท้าย/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ojIo19FjfZg" height="1" width="1" alt=""/

กกต.กทม.มั่นใจคนกรุงออกไปโหวตไม่ต่ำกว่า 80% ตามเป้า กกต.ใหญ่

Thu, 28/07/2016 - 17:52
pกทม.ปล่อยแถวเดินรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติ 7 ส.ค. นี้nbsp;ประธาน กกต.กทม.มั่นใจคนกรุงทราบข้อมูลวันลงประชามติ เชื่อออกมาใช้สิทธิ์ ร้อยละ 80 ตามที่ กกต.ใหญ่ตั้งเป้า/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8820/28572786766_b75eac10ef.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color: rgb(255, 140, 0);"ที่มา เฟซบุ๊กแฟนเพจnbsp;/spana href="https://www.facebook.com/prbangkok/posts/826904307409192"span style="color: rgb(255, 140, 0);"กองประชาสัมพันธ์ กทม./span/a/p p28 ก.ค. 2559 สมภพ ระงับทุกข์ ประธานคณะกรรมการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร(กกต.กทม.) กล่าวถึงความพร้อมการลงประชามติ ในวันอาทิตย์ที่ 7 ส.ค.นี้ ว่า ในส่วนของกรุงเทพฯขณะนี้มีความพร้อมมากถึงมากที่สุด การประชาสัมพันธ์ได้ทำในทุกสื่อที่มีทั้งทีวี วิทยุ ป้ายโฆษณาทั่วทุกพื้นที่ในกรุงเทพฯ เชื่อว่าสิ่งที่ กกต.กทม.ได้ทำลงไป ประชาชนนั้นได้รับรู้และทราบว่าวันที่ 7 ส.ค. นี้ทุกคนจะต้องอกมาใช้สิทธิ์ของตัวเอง ในการตัดสินว่าจะเลือกใช้รูปแบบการปกครองในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่วมกันใจอนาคตหรือไม่/p pส่วนที่หลายฝ่ายออกมาตั้งข้อสังเกตว่าการลงประชามติครั้งนี้ค่อนข้างเงียบนั้น ประธาน กกต.กทม. กล่าวว่า การออกเสียงลงประชามติครั้งนี้ แตกต่างจากลงคะแนนทางการเมือง ครั้งนี้ไม่มีคูแข่ง ไม่มีการหาเสียง ไม่มีการแข่งขัน ไม่มีการทะเลาะ จึงไม่มีความหวือหวา หรือตื่นเต้นอย่างที่เป็นมา อย่างไรก็ตามเชื่อว่าจะมีประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ตามที่ กกต.กลาง ตั้งเป้าที่ร้อยละ 80 อย่างแน่นอน ส่วนการนับคะแนนจะนับที่หน่วยลงคะแนน ก่อนจะส่งต่อมาที่สำนักงานเขต รวบรวมเพื่อส่งต่อมายังศาลาว่าการ กทม. เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของทั้ง 50 เขต รวบรวมส่งให้ กกต.กลาง ประกาศผลอีกที/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/9/8809/27987945034_e40b4be74b.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"ที่มา เฟซบุ๊กแฟนเพจnbsp;/spana href="https://www.facebook.com/prbangkok/posts/826904307409192"span style="color:#ff8c00;"กองประชาสัมพันธ์ กทม./span/a/p pโดยในวันนี้ จักกพันธุ์nbsp; ผิวงาม nbsp;รองปลัด กทม.เป็นประธานเปิดกิจกรรม “โค้งสุดท้ายรณรงค์เชิญชวน ไปใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติ” 7 สิงหาคม ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง กำหนดให้มีการออกเสียงประชามติ ในวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม 2559 ตั้งแต่เวลา08.00 – 16.00 น./p pจักกพันธุ์ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ ความเข้าใจ และออกไปใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติในวันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคมนี้ nbsp;โดยจัดชุดเดินรณรงค์ออกเป็น 3 สาย ประกอบด้วย เส้นทางถนนลาดหญ้า ถนนเจริญกรุง และถนนสมเด็จเจ้าพระยา เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ถึงความสำคัญของการออกเสียงประชามติ ตลอดจนทราบถึงขั้นตอนการออกเสียงและออกไปใช้สิทธิ์ให้มากที่สุด/p pสำหรับในพื้นที่กทม.ทั้ง 50เขต ได้จัดหน่วยออกเสียงรวมจำนวนทั้งสิ้น 6,745 หน่วย แบ่งเป็นอาคาร 3,244 หน่วยและเต็นท์ 3,501 หน่วย เพื่อรองรับจำนวนผู้มีสิทธิ์ออกเสียงทั้งหมด nbsp;4,483,075 nbsp;คน โดยตั้งเป้าจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติครั้งนี้ไว้ร้อยละ 80/p pnbsp;/p pemที่มา a href="http://www.tnamcot.com/content/523340"สำนักข่าวไทย/aและ เฟซบุ๊กแฟนเพจnbsp;a href="https://www.facebook.com/prbangkok/posts/826904307409192"กองประชาสัมพันธ์ กทม./a/em/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/3tri4Wgw0bs" height="1" width="1" alt=""/

องค์กรสิทธิที่อยู่อาศัยสากล ส่งจม.ถึงผู้ว่าฯกทม.กรณีรื้อชุมชนป้อมมหากาฬ

Thu, 28/07/2016 - 17:41
pสมาพันธ์ผู้อยู่อาศัยระหว่างประเทศ (ไอเอไอ) ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงผู้ว่าฯ กทม. เรียกร้องให้รัฐบาลไทยหยุดการไล่ที่และเคารพต่อสิทธิมนุษยชน กรณีการรื้อชุมชนป้อมมหากาฬเพื่อสร้างสวนสาธารณะ/p p!--break--!--break--/p p28 ก.ค.2559 a href="http://www.matichon.co.th/news/226981"มติชนออนไลน์/a รายงานว่า เมื่อวันที่ 25 ก.ค.ที่ผ่านมา สมาพันธ์ผู้อยู่อาศัยระหว่างประเทศ (ไอเอไอ) หรือa href="http://www.habitants.org/zero_evictions_campaign/zero_evictions_for_pom_mahakan/call_for_solidarity_from_bangkok_zero_evictions_for_pom_mahakan_an_exemplary_community_facing_terminal_eviction_after_25_years_of_struggle" International Alliance of Inhabitants(IAI) /aส่งจดหมายเปิดผนึก ถึงหม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และรัฐบาลไทยแสดงความห่วงกังวลถึงแผนการรื้อชุมชนซึ่งขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลไทยหยุดการไล่ที่และหาแนวทางแก้ปัญหาที่เคารพต่อสิทธิมนุษยชนจากกรณีแผนการรื้อชุมชนป้อมมหากาฬ เพื่อสร้างสวนสาธารณะโดย กรุงเทพมหานคร ตามแผนแม่บทเมื่อ 50 ปีก่อน และเป็นปัญหายืดเยื้อมานาน 25 ปี ล่าสุด เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคมที่ผ่านมา/p pจดหมายเปิดผนึกระบุว่า ไอเอไอ แสดงความเป็นหนึ่งเดียวกันกับชุมชนป้อมมหากาฬ โดยชุมชนที่มีประชากร 300 คนนั้นถูกคุกคามด้วยการบังคับไล่ที่ตลอดช่วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมา โดยมีปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดข้อห่วงกังวลดังต่อไปนี้/p p1.ชมชนไม่ได้รับการให้คำปรึกษาอย่างจากรัฐบาลและหน่วยงานของกรุงเทพมหานครอย่างเพียงพอ/p p2.ชุมชนและผู้อยู่อาศัยในชุมชนถูกกล่าวหาให้เสื่อมเสียชื่อเสียงจากเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร เช่นการระบุว่าชุมชนเป็นแหล่งรวมของผู้เสพ ผู้ค้ายาเสพติด อาชญากร และกลุ่มคนผู้ใช้ความรุนแรงในครอบครัว/p p3.ข้อเสนอในการย้ายที่อยู่ใหม่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะสถานที่ที่เสนอให้ย้ายไปนั้นอยู่ห่างไกลและไม่มีข้อเสนอสำหรับการจ้างงาน เช่นการอนุญาติให้ชาวบ้านสามารถดำเนินชีวิตในแบบชุมชนต่อไปได้/p p4.ไม่มีข้อเสนอเงินชดเชยเพิ่มเติมที่เหมาะสมจากหน่วยงานกทม. แม้ว่าเงินชดเชยเดิมที่เสนอมาจะน้อยเกินกว่าที่จะสามารถใช้จ่ายสำหรับความต้องการพื้นฐานได้อย่างเพียงพอ/p pปัจจัยดังกล่าวขัดต่อ บทบัญญัติข้อ 11 ของ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (อีเอสซีอาร์)ลงนามโดยรัฐบาลไทยเมื่อปี 2542 และแม้ว่าจะมีข้อแนะนำจากคณะกรรมาธิการอีเอสซีอาร์ ในการประชุมครั้งที่ 50 ในปี 2558 เรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐ เคารพสิทธิในการมีที่พักอาศัยและ ดำเนินการในส่วนที่จำเป็นที่รวมไปถึงการแก้ไขกฎหมายและกรอบนโยบายใหม่แล้วก็ยังคงมีการละเมิดเกิดขึ้น/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1683/26084834601_44bc0b2c10.jpg" //p pstrongศาลระหว่างประเทศเอเชียตะวันออก เสนอ 6 ข้อ แนะรัฐบาลแก้ปัญหาไล่รื้อชุมชนป้อมฯ/strong/p pกรณีการละเมิดชุมชนป้อมมหากาฬดังกล่าวได้รับรู้ในที่ประชุมของศาลระหว่างประเทศว่าด้วยการฟ้องร้องขับไล่ แห่งเอเชียตะวันออก ที่กรุงไทเป ไต้หวัน ระหว่างวันที่ 2-4 กรกฎาคมที่ผ่านมา และได้มีการแนะนำมาตรการสำคัญบางอย่าง เพื่อสถานการณ์ที่ดีขึ้นในทางสร้างสรรค์ ดังนั้น จึงขอเสนอข้อแนะนำอย่างเร่งด่วน/p pข้อ 1 คือ กรุงเทพมหานครควรจะยุติและเลิกความพยายามที่จะขับไล่ผู้คนออกจากชุมชนป้อมมหากาฬ/p pข้อ 2 นับตั้งแต่มีพระราชกฤษฎีกาในเรื่องดังกล่าวออกมาเมื่อปี พ.ศ.2535 มีการศึกษาวิจัยหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่าโครงการสร้างสวนสาธารณะบนพื้นที่ชุมชนป้อมมหากาฬนั้น ไม่เหมาะสมกับความต้องการของสาธารณะ ทางกรุงเทพมหานครควรจะทบทวนพระราชกฤษฎีกาเสียใหม่ และนำเสนอเรื่องใหม่แก่คณะรัฐมนตรี ที่จะสามารถออกพระราชกฤษฎีกาใหม่ที่จะแก้ปัญหาอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม/p pข้อ 3 ทางกรุงเทพมหานครควรจะยุติการโจมตีต่อชื่อเสียงของชุมชนที่ไม่จำเป็น ไม่เพียงแค่เรื่องการทำงานเพื่อเปิดการเจรจากับทางกรุงเทพมหานครเพื่อหาวิธีแก้ไขที่พึงพอใจร่วมกัน แต่ยังต้องแสดงให้เห็นถึงทักษะของการบริหารจัดการด้วยตัวเอง โดยเฉพาะการบรรลุถึงเป้าหมายที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่ปราศจากยาเสพติด โดยไม่ใช้ความรุนแรง และความร่วมมืออย่างเต็มที่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรุงเทพมหานครควรจะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรมนุษย์มากกว่าการใส่ร้ายโจมตีผู้คนที่ต้องการทำงานร่วมกับกรุงเทพมหานคร/p pข้อ 4 ดังนั้น ควรจะให้สิทธิแก่ชุมชนในการอยู่อาศัยและเดินหน้ายกระดับสภาพความเป็นอยู่รวมถึงสิทธิในการทำงาน กรุงเทพมหานครควรจะให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับข้อเสนอในการแบ่งปันที่ดินของุชมชนผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมที่ชุมชนยอมรับในฐานะหุ้นส่วนที่เท่าเทียมกัน/p pข้อ 5.แสดงตัวอย่างและให้คำมั่นกับชุมชนในการคงไว้ซึ่งธำรงรักษาไว้ซึ่งมรดกและวัฒธรรมในความเป็นอยู่ของชุมชน กรุงเทพมหานครต้องยอมรับฟังเสียงเรียกร้องของชาวป้อมมหากาฬ (รวมถึงเสียงเรียกร้องของชุมชนอื่นๆ) อย่างจริงจังและต้องปรับปรุงแผนแม่บทการอนุรักษ์และพัฒนากรุงรัตนโกสินทร์ เพื่อให้มีความเหมาะสมกับวัฒนธรรมการใช้ชีวิตของชาติbr /และ/p pข้อ 6.องค์การยูเนสโกและองค์กรนานาชาติอื่นๆที่เชี่ยวชาญในด้านมรดกทางวัฒนธรรมและการอนุรักษ์โบราณสถาน และสถาปัตยกรรมต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนมุมมองด้านสิทธิมนุษยชนและสิทธิทางสังคมในโครงการฟื้นฟูในกรุงเทพมหานครbr /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/IGRocDBV9E0" height="1" width="1" alt=""/

กลุ่มต้านร้อง กพร. ปิดเหมืองทองพิจิตรทันที ด้านกลุ่มหนุนชี้ปิดกระทบกว่า 4 พันชีวิต

Thu, 28/07/2016 - 17:16
pกลุ่มต้านหมืองทอง พิจิตร-เพชรบูรณ์ ร้อง กพร. ขอให้หยุดทำเหมืองฯ ทันที เหตุชาวบ้านเจ็บป่วย ด้านกลุ่มหนุนเหมืองฯ ล่า 5,587 รายชื่อ ยื่นผู้ตรวจการแผ่นดินฯ ข้อเท็จจริงเรื่องผลกระทบเหมืองทอง ระบุการปิดเหมืองฯ กระทบคนกว่า 4,000 คน/p p!--break--!--break--/p p28 ก.ค.2559 เวลา 09.30 น. ที่ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่(กพร.) กลุ่มเครือข่ายผู้ป่วยจากการทำเหมืองแร่ทองคำพิจิตรและเพชรบูรณ์ 19 คน ยื่นหนังสือต่ออธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เรื่องขอให้ยุติการทำเหมืองแร่ทองคำบริเวณบ่อ Q ทุกบ่อ ของบริษัท อัครารีซอร์สเซส จำกัด(มหาชน)/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/8/7664/28320161090_768ed1c96f.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pbr /ธัญญารัศมิ์ สินทรธรรมทัช ผู้ประสานงานเครือข่ายผู้ป่วยจากการทำเหมืองแร่ทองคำพิจิตรและเพชรบูณณ์ กล่าวว่า การทำอุตสาหกรรมเหมืองทองคำของบริษัทอัคราฯนั้น ปัจจุบันยังคงสร้างผลกระทบต่อชาวบ้านอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทอัคราฯ ยังคงระเบิดเหมืองทองคำ ล่าสุดชาวบ้านได้รับผลกระทบจากการระเบิดเหมืองฯอยู่บริเวณบ่อQ ขอประทานบัตร ซึ่งระยะห่างจากจุดดังกล่าวและบ้านชาวบ้านอยู่ในรัศมีน้อยกว่า 500 เมตร ทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วยจากอาการคันผิวหนัง/p pbr /ธัญญารัศมิ์ ได้แนบหนังสือคำสั่งของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เมื่อ 11 ม.ค.2554 เพื่ออ้างถึงผลกระทบในครั้งนี้ โดยหนังสือดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องการแก้ไขปัญหาร้องเรียนกรณีราษฎรได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ทองคำ ของบริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด โดยให้บริษัทหยุดทำเหมืองแร่ในพื้นที่เฟส 2 เวลากลางคืน ตั้งแต่ 19.00 น.-05.00 น. และให้บริษัทฯหยุดการทำเหมืองหรือกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องบริเวณด้านทิศเหนือของโครงการตั้งแต่ 12 ม.ค.2554 เป็นต้นไป จนกว่าบริษัทจะแก้ปัญหาเสียงดังของการเจาะระเบิด เครื่องจักรกลหนัก และพิสูจน์ว่าสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ จึงขอให้ กพร. เข้าไปตรวจสอบและให้เหมืองแร่ฯยุติการทำเหมืองตามคำสั่งดังกล่าว ในครั้งนี้จึงให้มีการตรวจสอบว่าเหมืองทองฯได้ฝ่าฝืนคำสั่งหรือไม่ในการทำอุตสาหกรรมในพื้นที่เหมืองที่ยังสร้างผลกระทบให้กับชาวบานจนถึงปัจจุบัน/p pnbsp;/p pstrong19 กลุ่มหนุนเหมืองทองฯ ร้องผู้ตรวจการฯ ชี้ปิดกระทบ 4 พันชีวิต/strongbr /br /ในขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่ผ่านมา ที่ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ห้อง 903 กลุ่มเครือข่ายผู้นำชุมชนและประชาชนรอบเหมืองแร่ทองคำชาตรี 19 กลุ่ม จำนวนประมาณ 30 คนnbsp; และรวบรวมรายชื่อประชาชน 5,787 ราย เรียกร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ในการพิจารณาสอบสวนและแสวงหาข้อเท็จจริงประเด็นการต่ออายุใบอนุญาตประกอบโลหะกรรมของ บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ไปอีก 3-5 ปี อ้างพนักงาน ชาวบ้าน และเศรษฐกิจของพิจิตร – เพชรบูรณ์มีผู้ได้รับผลกระทบจากการปิดเหมืองฯถึง 4,000 คน/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/9/8797/28572066906_f47e5bf885.jpg" style="width: 500px; height: 281px;" //p pเครือข่ายผู้นำชุมชนและประชาชนรอบเหมืองแร่ทองคำชาตรี 19 กลุ่ม ประกอบด้วย นายกองค์การบริหารส่วนตำลลท้ายดง กำนันตำบลเขาเจ็ดลูก กำนันตำบลท้ายดง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ตำบลเขาเจ็ดลูก ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 ตำบลเขาเจ็ดลูก ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 7 ตำบลท้ายดง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 ตำบลวังโพรง ตัวแทนภาคประชาชน ตัวแทนผู้สูงอายุ รองประธานหอการค้าจังหวัดพิจิตร ตัวแทนผู้ประกอบการ ตัวแทนพ่อค้า-แม่ค้า ตัวแทนวิสาหกิจชุมชน ตัวแทนกลุ่มอาชีพ ตัวแทนนักเรียนทุน ตัวแทนบริษัท โลตัสฮอลวิศวกรรมเหมืองแร่และก่อสร้าง จำกัด ตัวแทนพนักงาน บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด(มหาชน)/p pในเนื้อหาหนังสือดังกล่าวได้อ้างถึงผลกระทบของการที่บริษัทเหมืองอัคราฯ จะต้องปิดตัวลงในสิ้นปี 2559 จะเกิดผลกระทบต่อพนักงานประมาณเกือบ 1000 คน และคนที่อยู่ในครอบครัวที่อยู่รอบเหมืองซึ่งรวมประมาณ 4000 คน เนื่องจากการไม่ได้รับการสนับสนุนไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อบจ. และ อบต.) โรงเรียน โรงพยาบาล วัด ระบบสาธารณูปโภค ที่ได้รับจากค่าภาคหลวง เงินกองทุนที่เป็นทั้งเงื่อนไขการอนุญาตและเป็นพันธะระหว่างเหมืองกับชุมชน และการสนับสนุนชุมชนจากงบประมาณประจำปีของเหมือง/p pกลุ่มตัวแทนเครือข่ายผู้นำชุมชนและประชาชนรอบเหมืองแร่ทองคำชาตรี ระบุว่า 15 ปีที่บริษัทอัคราฯ เหมืองแร่ทองคำดำเนินการในพื้นที่ประชาชนอยู่ร่วมกับเหมืองได้ดีมาตลอด โดยไม่ได้รับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพดังที่มีผู้กล่าวอ้าง ไม่มีแพทย์ท่านใดระบุความเชื่อมโยงของเหมืองและสุขภาพประชาชน และทั้งไม่ได้มีความขัดแย้งรุนแรงอย่างที่สื่อและผู้ที่อยู่นอกพื้นที่เสนอข่าว โดยอ้างว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้นมีคนกลุ่มน้อยที่มีวาระแอบแฝงเรื่องประโยชน์เรื่องที่ดิน จากการหวังขายที่ดินให้เหมืองฯในราคาที่สูง จากความเดือนร้อนในประเด็นที่เกิดขึ้นเครือข่ายฯขอความกรุณาจากผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้โปรดใช้อำนาจในการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยเชิญหัวหน้าหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่ของกระทรวงอุตสาหกรรม และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่มาให้ข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลเรื่องการขออนุญาตประกอบโลหะกรรม ที่จะให้สิ้นสุดในปลายปี 2559 นี้br /br /br /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/EIDZVt9ZalY" height="1" width="1" alt=""/

คุก 3 ปี อดีตข้าราชการสรรพากรคดีช่วยเลี่ยงภาษีหุ้นชินคอร์ป ประกันตัวสู่อุทธรณ์ต่อ

Thu, 28/07/2016 - 16:31
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img src="https://c2.staticflickr.com/2/1711/26349929865_5503cee024.jpg" //p p28 ก.ค.2559 ศาลอาญา ถ.รัชดาฯ อ่านคำพิพากษา คดีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ยื่นฟ้อง เบญจา หลุยเจริญ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง สมัยรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร, จำรัส แหยมสร้อยทอง อดีตผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย, โมรีรัตน์ บุญญาศิริ อดีตผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย, กริช วิปุลานุสาสน์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายกรมสรรพากร และปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ อดีตเลขานุการของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร ฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157/p pคดีนี้ ป.ป.ช.ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2558 กล่าวหาว่า เบญจา กับพวก ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อไม่ให้ พานทองแท้ และ พินทองทา ชินวัตร บุตรของทักษิณ ชินวัตร ต้องเสียภาษีอากรหรือเสียภาษีน้อยกว่าที่จะต้องเสีย กรณีซื้อหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด เมื่อปี 2549 คนละ 164,600,000 หุ้น ราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาตลาดหุ้นคือ 49.25 บาท ซึ่งจะต้องเสียภาษีของส่วนต่างราคาหุ้น คนละกว่า 7,900 ล้านบาท/p pศาลพิเคราะห์จากพฤติการณ์แล้วเห็นว่า การโอนหุ้นดังกล่าวไม่ใช่หุ้นเพิ่มทุนอย่างเดียวตามที่จำเลยต่อสู้ พร้อมกับนำข้อวินิจฉัยของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือ คตส. มาประกอบ เห็นว่ามีการเอื้อประโยชน์เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี พิพากษาจำคุกนางเบญจา จำเลยที่ 1-4 คนละ 3 ปี โดยไม่รอลงอาญา/p pส่วน ปราณี จำเลยที่ 5 พิพากษาจำคุก 2 ปี ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้มีการกระทำผิด โดยไม่มีเหตุให้รอลงอาญาเช่นกัน/p pหลังศาลอ่านคำพิพากษา จำเลยทั้งหมดยื่นหลักทรัพย์พร้อมคำร้องเพื่อขอประกันตัวสู้คดีในชั้นศาลอุทธรณ์ หลังใช้เวลาพิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวของฝ่ายจำเลยเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ศาลได้อนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว คิดหลักทรัพย์คนละ 300,000 บาท จำเลยทั้งหมดออกจากศาลอาญา โดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน/p pnbsp;/p pemที่มา : a href="http://www.tnamcot.com/content/523315"สำนักข่าวไทยnbsp;/a/em/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ohG_b1883Vw" height="1" width="1" alt=""/

ฟังยัง 'เสียงปฏิรูป' ปล่อย MV เพลง "ดีใจได้เรียนฟรี (ลุงตู่จัดให้)"

Thu, 28/07/2016 - 16:03
!--break--!--break-- pเมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมาคณะกรรมการโครงการเสียงปฏิรูปประเทศ www.reformvoice.com ได้เผยแพร่nbsp;เพลง "ดีใจได้เรียนฟรี (ลุงตู่จัดให้)" ผ่านทางยูทูบบัญชี "ReformvoiceTH"nbsp;ขับร้องนำโดย นันทวัน คุ้มดี nbsp;แต่งเนื้อร้อง ทำนอง และเรียบเรียงเสียงประสาน โดยnbsp;พิสุทธิ์ ทรัพย์วิจิตร/p p style="text-align: center;"iframe width="560" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/86INxPvVuAQ" frameborder="0" allowfullscreen/iframe/p pspan style="color: rgb(51, 51, 51); font-family: Roboto, arial, sans-serif; font-size: 13px; line-height: 17px;"โดยมีเนื้อร้องดังนี้/span/p div div class="note-box" p"อยากไปโรงเรียนแต่หนูยากจน ครอบครัวขัดสนก็เลยไม่ได้เรียนbr /ขยันหมั่นเพียรอยากจะไปชิงทุน ขยันหมั่นเพียรอยากจะไปชิงทุนbr /ทางการเขาให้ทุนเรียนดีแต่ยากจนbr /ข้าวสารกรอกหมอก็ยังมีไม่พอน้องๆอีกสองคน อดทนทางานช่วยพ่อแม่แบ่งเบาbr /อยากจะเรียนดีไปชิงทุนอย่างเขา แต่เรื่องหนูมันเศร้า เฮ้อ...จะกินยังไม่มีbr /เรียนฟรี เรียนฟรี เรียนฟรี ลุงตู่ใจดีให้หนูได้ไปโรงเรียน สมุดดินสอมีทุกอย่างให้ครบครันbr /ต่อจากนี้เด็กไทยจะเก่งเกินใคร เรียนฟรี 15 ปี นี้คือข่าวดีประเทศไทยbr /เรียนฟรี เรียนฟรี เรียนฟรี ลุงตู่ใจดีให้หนูได้ไปโรงเรียน สมุดดินสอมีทุกอย่างให้ครบครันbr /ต่อจากนี้เด็กไทยจะเก่งเกินใคร เรียนฟรี 15 ปี นี้คือข่าวดีประเทศไทยbr /เย เย โอ้เย เย โอ้เย เย โอเย้ เย เย โอ้เย เย โอ้เย เย โอเย้ โอ้เย...............br /หนูอยากเป็นคุณครูค่ะ ผมอยากเป็นนักบินอวกาศครับ อยากเป็นคุณหมอจังเลยค่ะbr /ดีใจจังเลยได้เรียนฟรี กราบขอบคุณผู้ใหญ่ใจดีทุกท่านค่ะ ขอบคุณค่ะ เย้........br /เด็กเอ๋ยเด็กดี ต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน ได้ไปโรงเรียนจะมีความสุขทุกวันbr /จะตั้งใจเรียนให้ได้ดีสักวัน โตขึ้นหนูจะมาพัฒนาประเทศไทยbr /เด็กเอ๋ยเด็กไทย อนาคตจะก้าวไกลเพราะได้เรียนหนังสือbr /เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า เด็กในวันนี้เป็นผู้ใหญ่ในวันหน้าbr /เรียนจบหนูจะมาพัฒนาประเทศไทยbr /เรียนฟรี เรียนฟรี เรียนฟรี ลุงตู่ใจดีให้หนูได้ไปโรงเรียน สมุดดินสอมีทุกอย่างให้ครบครันbr /ต่อจากนี้เด็กไทยจะเก่งเกินใคร เรียนฟรี 15 ปี นี้คือข่าวดีประเทศไทยbr /เรียนฟรี เรียนฟรี เรียนฟรี ลุงตู่ใจดีให้หนูได้ไปโรงเรียน สมุดดินสอมีทุกอย่างให้ครบครันbr /ต่อจากนี้เด็กไทยจะเก่งเกินใคร เรียนฟรี 15 ปี นี้ปฏิรูปประเทศไทยbr /ดีใจจังเลยได้เรียนฟรี จะไปโรงเรียน จะไปโรงเรียน ดีใจจัง โอ้เย เย้..............."/p /div /div pnbsp;/p pทั้งนี้เมื่อวันที่ 15 มิ.ย.ที่ผ่านมาnbsp;พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้อาศัยอำนาจตาม ม.44 ของ รัฐธรรมนูญ(ชั่วคราว) 2557 ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.nbsp;ที่ 28/2559 เรื่อง ให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย (a href="http://prachatai.org/journal/2016/06/66340"อ่านรายละเอียด/a) อย่างไรก็ตามก่อนหน้านั้นมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์การตัดสิทธิดังกล่าวในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่จะมีการลงประชามติด้วย/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2016/06/66340" target="_blank"ประยุทธ์งัด ม.44 สั่งจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี ฟรี ต้องมีมาตรฐานและคุณภาพ/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2016/06/66356" target="_blank"ทวงคืนเรียนฟรีถึง ม.ปลาย-เพนกวินชี้เรียนฟรีด้วย ม.44 ไม่ปกติ-วันหน้าก็ถูกยกเลิกได้/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/LajI1ezJpn8" height="1" width="1" alt=""/