ประชาไท

Syndicate content
Updated: 5 min 19 sec ago

ยิ่งลักษณ์ชี้แจงหลัง พล.อ.ประยุทธ์พาดพิงว่ารัฐบาลก่อนไม่แก้ปัญหาค้ามนุษย์

Sat, 28/03/2015 - 22:12
pกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พาดพิงว่ารัฐบาลก่อนไม่แก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ "แต่วันนี้รัฐบาลนี้กำลังแก้ทุกอย่าง" ล่าสุด 'ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร' ชี้แจงว่าได้ผลักดันแก้ไขมาตลอด จนไทยไม่ถูกจัดอันดับไปอยู่บัญชี 3 พร้อมแนะว่าจุดเริ่มต้นสำคัญของการแก้ปัญหาคือยอมรับการมีอยู่ของปัญหา เพื่อที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาที่ท้าทายระดับนานาชาติต่อไป/p p!--break--!--break--/p p28 มี.ค. 2558 - กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 มี.ค. ต่อกรณีลูกเรือประมงไทยถูกควบคุมตัวในประเทศอินโดนีเซีย และเหยื่อการค้ามนุษย์ในกิจการประมง โดย พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า "รัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยทำ แต่วันนี้รัฐบาลนี้กำลังแก้ทุกอย่าง" นั้น a href="http://prachatai.org/journal/2015/03/58561"(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)/a/p pล่าสุด วันนี้ (28 มี.ค.) ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงในเฟซบุ๊คเพจ a href="https://www.facebook.com/Y.Shinawatra/posts/971668499544272"Yingluck Shinawatra/a ยืนยันว่าได้ผลักดันการแก้ปัญหาดังกล่าวมาโดยตลอด และในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ประเทศไทยได้รับการยกเว้นจากการถูกลดระดับเป็นกลุ่มที่ 3 ของบัญชีการค้ามนุษย์ของสหรัฐอเมริกา เนื่องจากรัฐบาลได้เสนอแผนเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้ยิ่งลักษณ์แนะนำด้วยว่าให้จุดเริ่มต้นสำคัญของการแก้ปัญหาคือยอมรับการมีอยู่ของปัญหา เพื่อที่จะร่วมมือช่วยกันแก้ปัญหาที่ท้าทายระดับนานาชาตินี้ต่อไป โดยคำชี้แจงมีรายละเอียดดังนี้/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strong000/strong/span/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7609/16954390862_405ac1a0cd_c.jpg" style="width: 426px; height: 640px;" //p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ff8c00;"ที่มาของภาพ: เพจnbsp;/spana href="https://www.facebook.com/Y.Shinawatra/posts/971668499544272"span style="color:#ff8c00;"Yingluck Shinawatra/span/a/strong/p p style="margin-left: 40px;"em"สืบเนื่องจากการให้สัมภาษณ์ของนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับกรณีการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ที่ระบุว่า “รัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยทำ แต่วันนี้รัฐบาลกำลังแก้ทุกอย่าง” ซึ่งเกรงว่าอาจจะเป็นความเข้าใจผิดอันเนื่องมาจากการที่ท่านมีภารกิจมากจนไม่ได้มีเวลาหรือเจ้าหน้าที่ยังไม่มีโอกาสเรียนชี้แจงให้ท่านทราบ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้างทั้งในระดับความร่วมมือระหว่างประเทศ และส่วนราชการที่ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 ดิฉันขอเรียนชี้แจงท่าน พร้อมทั้งสื่อไปถึงส่วนราชการ องค์กรที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพี่น้องประชาชนไทยทุกท่านค่ะ/em/p p style="margin-left: 40px;"emการค้ามนุษย์คือการคุกคามสิทธิเสรีภาพและสิทธิมนุษยชนซึ่งสังคมการเมืองระหว่างประเทศต่างต่อต้าน และร่วมมือกันแก้ไขปัญหา ทั้งมาตรการความร่วมมือ ตลอดจนมาตรการการกดดันที่ใช้เงื่อนไขทางการค้า ดังนั้น ตลอดระยะเวลาที่ดิฉันเข้ารับตำแหน่ง จึงได้พยายามผลักดันการแก้ปัญหานี้มาโดยตลอด โดยได้มีการหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนการดำเนินงานให้การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ในปีการประเมินระดับของ พ.ศ. 2556 “ประเทศไทยได้รับการยกเว้นจากการถูกลดระดับเป็นกลุ่มที่ 3 เนื่องจากรัฐบาลได้เสนอแผนเป็นลายลักษณ์อักษรซึ่งหากได้รับการดำเนินการจะถือว่าเป็นการแสดงความพยายามอย่างมีนัยสำคัญที่จะปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำในการขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ และรัฐบาลได้จัดสรรทรัพยากรพอควรในการดำเนินการตามแผนดังกล่าว/em/p p style="margin-left: 40px;"emเพื่อให้การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ เป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะทำให้สถานการณ์ในประเทศไทยอยู่ในระดับที่ดีขึ้น รัฐบาลได้มีการประชุมหลายต่อหลายครั้ง ทั้งที่ดิฉันเป็นประธานในการประชุมเอง และส่วนที่มอบหมายให้คุณพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ณ ขณะนั้น เป็นประธานแทน ตลอดจนตั้งคณะทำงานย่อยๆ เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะด้าน เช่น ปัญหาเรื่องแรงงานประมง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกับข้อแนะนำจากรายงานฉบับปี พ.ศ. 2556 ทุกประเด็น/em/p p style="margin-left: 40px;"emนอกจากนี้ ในการประชุมหารือระหว่างรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กับเอกอัครราชทูต Luis CdeBaca ผู้อำนวยการสำนักงานติดตามและต่อต้านการค้ามนุษย์ กระทรวงการต่างประเทศ ของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2556 หลังจากได้รับฟังผลการดำเนินงานของประเทศไทย เอกอัครราชทูต Luis CdeBaca ได้แสดงความชื่นชมถึงความพยายามในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ด้วย/em/p p style="margin-left: 40px;"emตลอดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่ง รัฐบาลได้เน้นสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน และพยายามที่จะสร้างความเป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหา โดยมีการรวบรวมจัดเก็บข้อมูลผลการดำเนินงานทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ รวมทั้งมีข้อสั่งการ และนโยบายเพิ่มเติม โดยสิ่งที่รัฐบาลในช่วงนั้นได้ริเริ่มดำเนินการและพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินการ เช่น การปรับปรุงกระบวนการทำงานทั้งด้านการคุ้มครอง ป้องกัน และกระบวนการยุติธรรม ดังที่รัฐบาลได้มีการตั้งศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 ทั่วประเทศเพื่อเป็นจุดรับเรื่อง ส่งต่อและแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นเครือข่ายการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวง รวมทั้งเครือข่ายกองทุนพัฒนาบทบาทสตรี ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานของรัฐบาลชุดก่อน ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีอาจจะลองพิจารณาศึกษาเพิ่มเติมจากรายงานดังกล่าวได้ค่ะ/em/p p style="margin-left: 40px;"emอย่างไรก็ดี ปัญหาสำคัญของการค้ามนุษย์นั้น อยู่ที่เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งปัญหาในเชิงกฎหมาย รวมทั้งประสิทธิภาพการบริหารราชการ ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่สามารถแก้ไขได้เพียงชั่วข้ามคืน หากต้องใช้เวลา และความร่วมมือจากหลายฝ่าย ซึ่งในรายงานฉบับล่าสุดได้มีการยกประเด็นเรื่องการทุจริตคอรัปชั่นของข้าราชการ โดยเฉพาะความเกี่ยวพันกับกรณีแรงงานประมงชาวโรฮิงญา ซึ่งถือเป็นบทเรียนว่า รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชน ตลอดจนประเด็นการเรียกร้องของ NGOs และต้องพยายามที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านั้นในแนวทางที่ประชาชน และนานาชาติคาดหวังค่ะ/em/p p style="margin-left: 40px;"emจุดเริ่มต้นสำคัญของการแก้ปัญหาคือ การยอมรับการมีอยู่ของปัญหา เพื่อที่จะร่วมมือช่วยกันแก้ปัญหาที่ท้าทายระดับนานาชาตินี้ต่อไปค่ะ"/em/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strong000/strong/span/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm3.staticflickr.com/2916/14282701307_d5c5bfd758_c.jpg" style="width: 560px; height: 725px;" //p pstrongspan style="color:#ff8c00;"แผนที่ในรายงานประจำปี สถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 2557 ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา แสดงสถานการณ์ด้านเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก โดยสีเขียวหมายถึงอยู่ในบัญชีที่ 1 (Tier 1) สีเหลืองอยู่ในบัญชีที่ 2 (Tier 2) สีส้มอยู่ในบัญชีที่ 2 ซึ่งต้องจับตามอง (Tier 2 Watch List) สีแดงหมายถึง บัญชีที่ 3 (Tier 3) สถานการณ์เลวร้าย โดยไทยและมาเลเซียอยู่ในกลุ่มสีส้มสลับแดง หมายถึง บัญชีที่ 3 ซึ่งถูกลดอันดับลงมาอัตโนมัติจากกลุ่มบัญชีที่ 2 ซึ่งต้องจับตามอง โดยในภูมิภาคเดียวกันนี้มีปาปัว นิวกินี และเกาหลีเหนือ ซึ่งอยู่ในกลุ่มบัญชีที่ 3/span/strong/p pnbsp;/p pผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในรายงานประจำปี เรื่อง สถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 2557 (Trafficking in Persons Report 2014 หรือ TIP Report) ที่เผยแพร่โดยกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนมิถุนายน 2557 นั้น เป็นการสำรวจทุกประเทศในโลก โดยในปี 2557 ประเทศไทยถูกลดอันดับจากบัญชีกลุ่มที่ 2 ซึ่งต้องจับตามอง (Tier 2 Watch List) ลงมาอยู่ในบัญชีกลุ่มที่ 3 (Tier 3) ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่มีสถานการณ์ค้ามนุษย์ระดับเลวร้ายที่สุด/p pโดยในรายงานประจำปี 2557 ดังกล่าว มี 23 ประเทศที่ถูกจัดอันดับให้อยู่ในบัญชีกลุ่มที่ 3 (Tier 3) ได้แก่ แอลจีเรีย, แอฟริกากลาง, คองโก, คิวบา, อิเควทอเรียล กินี, เอริเทรีย, แกมเบีย, กินี-บิซเซา, อิหร่าน, เกาหลีเหนือ, คูเวต, ลิเบีย, มาเลเซีย, มอริเตเนีย, ปาปัว นิวกินี, รัสเซีย, ซาอุดิอาระเบีย, ซีเรีย, ไทย, อุซเบกิซสถาน, เยเมน, เวเนซุเอลา, ซิมบับเว/p pโดยในจำนวนนี้มีประเทศเคยอยู่ใน บัญชีกลุ่มที่ 2 ซึ่งต้องจับตามอง (Tier 2 Watch List) และถูกลดอันดับลงอัตโนมัติไปอยู่ในบัญชีกลุ่มที่ 3 (Tier 3) ได้แก่ ไทย มาเลเซีย เวเนซุเอลา/p pต่อรายงานดังกล่าว นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเมื่อ 21 มิ.ย. ปีที่ผ่านมาว่า ได้แสดงความเสียใจและรู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งไม่เห็นด้วยกับการที่สหรัฐอเมริกา ตัดสินจัดอันดับไทยให้อยู่ในระดับต่ำสุด เนื่องจากในช่วงปีที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยมีการดำเนินการที่มีความคืบหน้าและเป็นรูปธรรมในทุกด้าน (5Ps) ได้แก่ การจับกุม ดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำผิด , การคุ้มครองผู้ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์, การป้องกันปัญหา, การขับเคลื่อนกลไกการดำเนินงานระหว่างส่วนราชการ และความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศ/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2015/03/58561" target="_blank"ประยุทธ์ ลั่น ให้ฐปณีย์มาหาเจ้าหน้าที่ หลังตีข่าวแรงงานไทยในอินโดฯ/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2014/06/54163" target="_blank"รายงานค้ามนุษย์ปี 57 สหรัฐอเมริกาลดอันดับไทยอยู่บัญชีรั้งท้าย/a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2014/06/54163" target="_blank"กระทรวงการต่างประเทศผิดหวัง-สหรัฐลดอันดับในรายงานค้ามนุษย์/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/mXX4WHZhmcc" height="1" width="1" alt=""/

เปิดชีวิตชาวเกาหลีเหนือที่ทำธุรกิจประสบความสำเร็จในเกาหลีใต้

Sat, 28/03/2015 - 21:13
pสำหรับชาวเกาหลีเหนือผู้หลบหนีออกจากประเทศตนเองไปยังเกาหลีใต้ เป็นเพียงการเปิดบทใหม่ของการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น หลายคนอาจจะเลือกเดินทางต่อไปยังประเทศอื่น แต่ก็มีอยู่ไม่กี่คนที่ปักหลักในเกาหลีใต้จนประสบความสำเร็จเช่นกรณีของคิมแดซุง ผู้ต้องการช่วยเหลือผู้อพยพชาวเกาหลีเหนือรายอื่นๆ ด้วย/p p!--break--!--break--/ppbr /27 มี.ค. 2558 สำนักข่าวโกลบอลโพสต์รายงานเกี่ยวกับชายชาวเกาหลีเหนือชื่อคิมแดซุง ผู้อพยพหลบหนีจากประเทศเผด็จการที่ตนอยู่ไปสู่ประเทศเกาหลีใต้ แล้วสามารถดำเนินธุรกิจจนสำเร็จได้/p pนับตั้งแต่ช่วงคริสตทศวรรษที่ 1990 มีผู้อพยพออกจากเกาหลีเหนือหลายคนข้ามแม่น้ำไปสู่ประเทศจีน หลายคนใช้ชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ ด้วยการเป็นชาวนาและเป็นคนงานก่อสร้าง บ้างก็ถูกส่งตัวกลับประเทศเกาหลีเหนือจนต้องถูกจองจำและทารุณกรรม บางคนถูกลอบส่งตัวไปยังมองโกเลียและประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำให้พวกเขาขอพักพิงกับสถานกงสุลเกาหลีใต้ในประเทศเหล่านั้นได้ แต่เมื่อพวกเขาได้เข้าไปในเกาหลีใต้แล้วก็ยังต้องเผชิญกับการเหยียดแบบเหมารวมและความยากลำบากจากการทำงานในโรงงานหรือในฟาร์ม/p pอย่างไรก็ตามมีชาวเกาหลีเหนือคนหนึ่งชื่อคิมแดซุง อายุ 43 ปี เป็นชาวเกาหลีเหนือน้อยคนที่สามารถทำธุรกิจของตนเองในเกาหลีใต้แล้วประสบความสำเร็จ เขาเป็นเจ้าของบริษัทผลิตหมวกเบสบอลและสินค้าอุปโภคอื่นๆ นอกจากนี้คิมแดซุงยังเปิดเผยว่าเขาต้องการช่วยเหลือชาวเกาหลีเหนือที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจด้วยการเปิดสถาบันทางการเงินเล็กๆ เพื่อช่วยเหลือชาวเกาหลีเหนือผู้อยู่กับความยากจนมานาน/p pก่อนหน้านี้ในปี 2551 คิมแดจุงได้ตั้งสถาบันชื่อ คณะทำงานเพื่อผู้ลี้ภัยเกาหลีเหนือ (Working North Korea Refugees) ซึ่งสามารถให้เงินกู้ยืมแก่ธุรกิจต่างๆ ได้โดยเฉลี่ยแหล่งละ 45,000 ดอลลาร์ พวกเขาสนับสนุนทั้งผู้ที่ต้องการเปิดร้านขายของชำ บริษัทพลาสติก หรือศูนย์การแพทย์แผนตะวันออก คิมแดซุงบอกว่ามีช่องว่างต่างกันมากระหว่างชาวเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ ชาวเกาหลีเหนือมักจะไม่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี และมีชาวเกาหลีเหนือราวร้อยละ 3 เท่านั้นที่ประสบความสำเร็จ/p pคิมแดซุงเล่าถึงสาเหตุที่ทำให้เขาตัดสินใจเปิดธุรกิจในเกาหลีใต้ว่าเนื่องจากเขาเรียนรู้มาตลอดว่าถ้าไม่ขายของก็จะอดตาย เขาเล่าว่าช่วงวัยรุ่นเขาเคยต้องขายบุหรี่และเหล้ามาก่อนเพราะไม่ได้รับส่วนแบ่งอาหารมากพอซึ่งในตอนนั้นชาวเกาหลีเหนือมีความต้องการสินค้าฟุ่มเฟือยเพิ่มขึ้นมากเนื่องจากทำให้พวกเขาได้ปลดปล่อยจากความรู้สึกทุกข์ยาก/p pคิมแดซุงเล่าว่าหลังจากที่แม่ของเขาเสียชีวิตในปี 2540 แล้วถูกทิ้งศพกองไว้ที่สถานีรถไฟในท้องถิ่นเขาก็ตัดสินใจหนีข้ามแม่น้ำไปจีน เขาเดินทางต่อไปไทย และเข้าไปถึงเกาหลีใต้ได้ในปี 2543 ความอดอยากคร่าชีวิตชาวเกาหลีเหนือไปหลายแสนคนจนทำให้เกิดตลาดมืดขึ้นมา และการค้าในตลาดมืดนี่เองที่ทำให้ชาวเกาหลีเหนือบางคนค้าขายเป็น เนื่องจากในเกาหลีเหนือมีการสั่งห้ามเป็นเจ้าของบริษัทจึงมีแต่ผู้ที่ค้าขายได้ในตลาดมืดเท่านั้น เมื่อไม่นานมานี้ยังมีชาวเกาหลีเหนือที่หลบหนีจากประเทศบางคนหากินด้วยการค้าเถื่อน ใกล้กับชายแดนจีน/p pแดเนียล ทิวดอร์ ผู้ร่วมเขียนหนังสือเรื่อง "North Korea Confidential: Private Markets, Fashion Trends, Prison Camps, Dissenters and Defectors" ระบุว่ามีคนค้าข้าวที่คอยฟังวิทยุต่างประเทศว่ามีเรือขนส่งให้ความช่วยเหลือเข้าเทียบท่าหรือยัง เมื่อเรือเข้าเทียบท่าแล้วเขาจะรีบไปขายข้าวให้ได้เร็วที่สุดก่อนที่ราคาจะตก เรื่องนี้ทำให้พวกเขาเรียนรู้เกี่ยวกับโลกของทุนนิยม/p pคิมแดซุงบอกว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดคือเสรีภาพในการจะทำสิ่งต่างๆ เสรีภาพในการใช้ชีวิตของตัวเอง แต่ชาวเกาหลีเหนือไม่มีสิ่งเหล่านี้เพราะเกาหลีเหนือเป็นสังคมปิด แต่การที่พวกเขาได้เรียนรู้เรื่องเสรีภาพในเกาหลีใต้ทำให้พวกเขาพัฒนาขึ้น/p pnbsp;/p pstrongเรียบเรียงจาก/strong/p pThis North Korean is getting rich off capitalism, Globalpost, 26-03-2015br /a href="http://www.globalpost.com/article/6502237/2015/03/25/north-korean-getting-rich-capitalism"http://www.globalpost.com/article/6502237/2015/03/25/north-korean-getting-rich-capitalism/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/WRlb3JpXkpM" height="1" width="1" alt=""/

'ปณิธาน' เผยหารือใช้ ม.44 ตั้งแต่ต้นปี ด้าน ปชป.-พท. ระบุหนักกว่าอัยการศึก

Sat, 28/03/2015 - 19:49
div"ปณิธาน วัฒนายากร" ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เผยรัฐบาลเตรียมนำ ม.44 มาใช้ตั้งแต่ต้นปี แต่มีเหตุระเบิดก่อน ด้าน ปชป.-พท. ประสานเสียง ม.44 แรงกว่ากฎอัยการศึก สั่งประหารชีวิตได้/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div28 มี.ค. 2558 a href="http://www.naewna.com/politic/151313"เว็บไซต์แนวหน้า/aรายงานว่านายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เปิดเผยถึง แนวคิดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการใช้ มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวแทนกฏอัยการศึกว่า คสช. ได้มีการหารือกันตั้งแต่ต้นปี 2558 แต่ปรากฏว่าในเวลาดังกล่าวเกิดเหตุระเบิดซึ่งเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองขึ้น จึงต้องใช้กฏอัยการศึกไปก่อน อย่างไรก็ตามเมื่อรัฐบาลเห็นว่าขณะนี้ถึงเวลาที่ต้องเปิดพื้นที่การแสดงออกทางการเมืองมากขึ้นจึงเห็นควรนำมาตรา 44 มาใช้แทนได้ เพราะคิดว่าเป็นแนวทางที่ดีกว่าหลายด้าน/div divnbsp;/div div"ต้องรอดูว่าเมื่อใช้มาตรา 44 แทนกฏอัยการศึกจะมีการร่างระเบียบหรือออกเป็นประกาศของ คสช.อย่างไรในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองเพราะในมาตรา 44 จำเป็นต้องมีระเบียบหรือประกาศเพิ่มเติมเนื่องจากไม่ครอบคลุมเหมือนกฏอัยการศึก ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการใช้มาตรา 44 ให้มีประสิทธิภาพต้องมีความรัดกุม nbsp;ผมคิดว่า คสช.คงมอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯฝ่ายกฏหมายเป็นผู้ดูแล" นายปณิธาน กล่าว/div divnbsp;/div divนายปณิธานกล่าวด้วยว่ายอมรับว่า 2 ปัจจัยหลักมีความสำคัญต่อการตัดสินใจยกเลิกกฏอัยการศึก คือ 1.แรงกดดันจากกลุ่มผู้เห็นต่างทางการเมือง และ nbsp;2.แรงกดดันจากต่างชาติ nbsp;แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เมื่อมีการยกเลิกกฏอัยการศึกแล้ว ต่างชาติจะลดการกดดันไทยหรือไม่ เพราะหากยังมีการกดดันอยู่ก็เท่ากับว่า ต่างชาติ เช่น สหรัฐฯและองค์กรอื่นๆ ต้องการให้รัฐบาลคืนอำนาจแก่ประชาชนสถานเดียว/div divnbsp;/div divnbsp;/div divstrongปชป.-พท. ประสานเสียงม.44 แย่กว่ากฎอัยการศึก/strong/div divnbsp;/div divด้าน a href="http://manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9580000036063"ASTV ผู้จัดการออนไลน์/aรายงานว่านายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีจะยกเลิกกฎอัยการศึก แล้วใช้มาตรา 44 แทน ว่า กฎอัยการศึกเป็นกฎหมายที่มีมา 101 ปี เป็นของเก่า แต่มาตรา 44 เราไม่ค่อยใช้ แต่มีศักดิ์สูงกว่ากฎอัยการศึก เพราะออกโดยรัฐธรรมนูญ และมาตรา 44 ก็เหมือนมาตรา 17 ที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร เคยใช้มาแล้ว ซึ่งอำนาจเหล่านี้เขาใช้ในเวลาบ้านเมืองไม่ปกติ และอำนาจของมาตรา 44 มีมากกว่ากฎอัยการศึก เพราะสามารถตัดสินจำคุกสั่งประหารชีวิตได้ มีผลเหมือนคำพิพากษาของศาล โดยไม่ต้องขึ้นศาล แต่กฎอัยการศึกตัดสินจำคุกใครไม่ได้ เพียงแต่ควบคุมตัวไว้ชั่วคราวโดยไม่ต้องมีหมายศาล ซึ่งกฎอัยการศึกต่างชาติไม่เข้าใจ และรังเกลียด เมื่อคนไทยผสมโรงเข้าไปด้วยก็ทำให้เกิดปัญหา แต่มาตรา44 ถ้าจะใช้ต้องได้รับความเห็นชอบร่วมกันของ คสช./div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div div“ส่วนตัวผมอยากอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกมากกว่ามาตรา 44 และคนไทยส่วนใหญ่ก็รู้สึกว่าไม่ได้รับผลกระทบอะไรกับกฎอัยการศึก แต่รู้สึกปลอดภัยเสียด้วยซ้ำ กฎอัยการศึกทหารเป็นคนใช้ นายกฯไม่มีอำนาจในการใช้ ดังนั้น หากใช้ไม่รอบคอบทหารควรถูกตำหนิ แต่เราไม่ค่อยรู้จึงตำหนินายกฯไว้ก่อน เพราะนายกฯก็เป็นผู้บังคับบัญชาทหารอีกทีหนึ่ง เคยอ่านข่าวไหมครับ ทหารใช้กฎอัยการศึกจับคนเล่นการพนันในงานศพ ผมรับรองว่า นายกฯไม่สั่งให้จับแน่นอน หากจะยกเลิกกฎอัยการศึก ผมจึงคิดว่า ต้องมีกฎ ระเบียบ คำสั่ง ตามมาตรา 44 ออกมารองรับเสียก่อน เพราะยากที่พล.อ.ประยุทธ์ จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพรียวๆ โดยไม่นำมาดัดแปลงเป็นคำสั่งอะไรรองรับเสียก่อน และหากออกคำสั่งมารองรับไม่รอบคอบ และมีผู้ไม่หวังดี ก็อาจแก้สถานการณ์ฉุกเฉินไม่ทัน ก็ยุ่งเหมือนกัน”/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divนายนิพิฎฐ์ กล่าวว่า เมื่อบ้านเมืองปกติแล้วถ้าจะยกเลิกคำสั่งตามมาตรา 44 ต้องออกเป็นพ.ร.บ.ยกเลิกเท่านั้น เพราะมาตรา 44 มีศักดิ์เป็นกฎหมาย หากจะยกเลิกก็ต้องยกเลิกด้วยกฎหมาย ซึ่งขั้นตอนยุ่งยาก ดังนั้นมาตรา 44 จึงมีอำนาจเด็ดขาด รุนแรง กว่ากฎอัยการศึก ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะคนไม่เข้าใจมากกว่า/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divนายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กฎอัยการศึกมีกรอบที่ชัดเจน แต่รัฐธรรมนูญมาตรา 44 หากออกมาแล้วใช้เกินขอบเขต ก็จะหนักกว่ากฎอัยการศึก ซึ่งความจริงแล้ว กฎอัยการศึกนั้นคนบริสุทธิ์จะไม่กระทบ จะกระทบเฉพาะคนคิดร้าย เว้นแต่จะออกมาตรา 44 มาเพื่อแทนกฎอัยการศึก และมีเนื้อหานุ่มนวลกว่าก็สามารถทำได้ ทั้งนี้ต้องดูว่ามุมที่จะใช้มาตรา 44 คืออะไร ต้องให้ผู้มีอำนาจแถลงให้ชัดเจนว่าประสงค์จะใช้มาตรา 44 แค่ไหนเพียงใด/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า มาตรา 44 หากนำมาใช้จะแย่กว่าการใช้กฎอัยการศึก เพราะเป็นกฎหมายที่ไม่ถูกต้องตามหลักนิติธรรมเป็นการให้อำนาจหัวหน้า คสช.ทำการใดๆ ได้ทั้งหมด เหมือนสมัยก่อนที่มีมาตรา 17 มาตรา 21 ที่นำคนไปยิงเป้าโดยคำสั่งของคนคนเดียวไม่ต้องผ่ายอัยการ ผ่านศาลซึ่งมาตรา 44 เป็นบทบัญญัติทำนองเดียวกัน/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div div“การนำมาตรา 44 มาใช้ยิ่งกว่ากฎอัยการศึกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะนำมาใช้อย่างไรหากยกเลิกกฎอัยการศึก แต่นำมาตรา 44 มา โดยมีผลอย่างเดียวกับกฎอัยการศึกก็ไม่ได้ช่วยอะไร คุณจะเรียกกฎอัยการศึก หรือกฎของฉันมันก็ค่าเท่ากัน อาจตบตาต่างประเทศได้ช่วงสั้น ๆ ว่า เราไม่ใช้กฎอัยการศึกแล้ว แต่มาตรา 44 จะใช้ไปในทางที่แย่กว่ากฎอัยการศึกเสียอีกผมไม่เห็นด้วยที่ต้องประกาศกฎอัยการศึกในช่วงนี้ และไม่เห็นด้วยที่จะต้องมีการใช้มาตรการตามมาตร 44 ขึ้นมาแทน เพราะไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ หากกฎอัยการศึกมีปัญหาก็ยกเลิก ถ้าเกิดปัญหาอีกก็ประกาศขึ้นมาใช้ใหม่ได้แต่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม”/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divนายพงศ์เทพ กล่าวว่า หากยกเลิกกฎอัยการศึกหรือไม่ใช้มาตรา 44 พรรคเพื่อไทยและมวลชนคนเสื้อแดง จะออกมาเคลื่อนไหวหรือไม่นั้นมองว่า การที่คนจะแสดงความเห็นเป็นเสรีภาพ เป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ใช่ว่า คนในประเทศไทยต้องปิดปากเงียบ หากจะให้รัฐบาลแสดงความเห็นอยู่ฝ่ายเดียวก็คงไม่ใช่การแสดงความเห็นในกรอบกฎหมายไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่การปิดกั้นคนแสดงความเห็นในกรอบกฎหมายจะเป็นปัญหามากกว่าแต่หากใครใช้สิทธิเสรีภาพเกินกรอบกฎหมายก็ต้องถูกดำเนินคดีรัฐบาลมีอำนาจดำเนินคดีอยู่แล้ว ส่วนพรรคการเมืองถ้าจะใช้สิทธิอะไรก็ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่าการที่นายกฯมีความคิดยกเลิกกฎอัยการศึก มีข้อดีคือเป็นการแสดงความเข้าใจหรือยอมรับผลเสียต่อการใช้กฎอัยการศึก เนื่องจากการใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศมีผลต่อการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั่วไปและสื่อมวลชน ส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะการสอบสวน และมีผลต่อภาพลักษณ์ของการยอมรับในต่างประเทศ เนื่องจากมีข้อเสียหลายด้าน แต่ไม่แน่ใจว่าการยกเลิกกฎอัยการศึกแล้วใช้มาตรา 44 แทนเพื่อแก้ปัญหาทั้งหมดหรือจะแก้ปัญหาเฉพาะภาพพจน์ ถ้าคิดจะแก้แค่ปัญหาภาพพจน์ในการไม่ยอมรับกฎอัยการศึก แต่ยังคงจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน อย่างเดียวกับที่ใช้กฎอัยการศึกก็ไม่มีประโยชน์ เพราะปัญหาเดิมๆยังอยู่/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divขณะเดียวกัน นอกจากจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาภาพพจน์ได้แล้ว จะเพิ่มปัญหามากยิ่งขึ้นด้วย ทำให้ถูกสังคมโลกมองว่าประเทศไทยกำลังใช้ระบบเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จยิ่งขึ้นไปอีก เพราะมาตรา 44 เป็นกฎหมายที่ให้อำนาจคสช. และคณะคสช.ที่มีอำนาจยับยั้ง หรือสั่งการให้กระทำใดๆ ทั้งในทางฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ซึ่งเท่ากับมีอำนาจเหนือธิปไตย 3 ฝ่ายอย่างเด็ดขาด ซึ่งขัดต่อหลักนิติรัฐ ที่ผู้มีอำนาจจะใช้อำนาจเฉพาะตามที่กฎหมายกำหนด แต่มาตรา 44 กลับกำหนดให้ผู้ที่มีอำนาจใช้อำนาจได้อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล เป็นระบบที่นานาประเทศจะยิ่งไม่ยอมรับ ขณะนี้ตนนึกไม่ออกว่า จะใช้มาตรา 44 ออกเป็นคำสั่งอย่างไร เพราะถ้าใช้แล้วยังจำกัดสิทธิเสรีภาพ เหมือนกฎอัยการศึกก็ป่วยการ แต่ถ้าเบากว่ากฎอัยการศึกก็ไม่เห็นความจำเป็น เพราะว่ามีพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร. พ.ศ.2551 และพ.ร.ก.พระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ให้ใช้อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าที่ผ่านมากฎหมาย 2 ฉบับนี้ใช้ไม่ได้ผล เพราะผู้ที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมายหรือผู้ตีความเลือกปฏิบัติและทำให้กฎหมาย 2 ฉบับนี้เสียไป ทั้งที่ตัวกฎหมายอาจไม่มีปัญหามาก เท่ากับบังคับใช้กฎหมาย/div divnbsp; nbsp; nbsp; nbsp;/div divนายจาตุรนต์ กล่าวว่า การเขียนคำสั่งของคสช.ขอให้เขียนเนื้อหาให้ชัดเจน ไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น ไม่นำไปใช้ในเรื่องที่เกี่ยวกับการสอบสวน ต้องคำนึกถึงผลกระทบที่ขบวนการยุติธรรมปกติ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็จะย้อนกลับไปที่ว่า ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรา 44 อยู่ดี เพราะกฎหมายอื่นก็มีอยู่แล้ว แลโอกาสที่จะทำให้เกิดการไม่ยอมรับการใช้มาตรา 44 ก็มีสูงมาก เพราะมาตรา 44 ร้ายแรงยิ่งกว่ากฎอัยการศึก ขัดต่อหลักนิติธรรม นิติรัฐ กลายเป็นการใช้อำนาจของกลุ่มบุคคล หรือคณะบุคคลอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด และไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นคำสั่งอย่างไร ซึ่งต้องดูฝีมือเนติบริกร ว่าจะคิดประดิษฐ์วิธีการอย่างไร เพราะอาจจะคิดออกมาแล้วเบามาก จนดูเหมือนว่าไม่มีผลอะไรในทางปฏิบัติก็ได้ คงต้องไปดูว่าการใช้มาตรา 44 มีวัตถุประสงค์อย่างไร มีหลักคิดอย่างไร สำคัญตรงนั้นมากกว่า ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นกลายงูกินหาง/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/7eUNgRPaA5c" height="1" width="1" alt=""/

21 ลูกเรือประมงไทยในอินโดฯ กลับถึงไทยแล้ว

Sat, 28/03/2015 - 16:18
divลูกเรือประมงไทย 21 คนที่ตกค้างบนเกาะอัมบนของอินโดนีเซีย เดินทางกลับถึงไทยแล้ว หลังได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลไทย และ 1 เม.ย.นี้จะมีแรงงานไทยที่ได้รับการช่วยเหลือกลับมาเพิ่มอีก 6 คนnbsp;ด้าน 'ฐปณีย์' โพสต์เฟซบุ๊กขอบคุณทุกฝ่ายnbsp;/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div28 มี.ค. 2558 a href="http://www.tnamcot.com/2015/03/28/21-%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%82/"สำนักข่าวไทย/aรายงานว่าที่ท่าอากาศยานดอนเมือง กลุ่มลูกเรือประมงไทยที่ตกค้างบนเกาะอัมบน ประเทศอินโดนีเซีย จำนวน 21 คน เดินทางกลับถึงไทยโดยสายการบินแอร์เอเชีย เที่ยวบิน QZ252 เมื่อเวลา 20.15 น. หลังได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลไทย โดยมีผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับ รวมถึงครอบครัวและญาติของกลุ่มลูกเรือที่มารอรับ/div divnbsp;/div divแรงงานทั้งหมดนี้เคยถูกกลุ่มนายหน้าหลอกไปขึ้นเรือประมงที่ จ.สมุทรสาคร โดยเสนอค่าจ้างเป็นเงินจำนวนมาก แลกกับทำงานบนเรือประมง จะถูกส่งไปบนเรือประมงในน่านน้ำเกาะอัมบน และถูกใช้แรงงานอย่างหนัก จนสามารถหลบหนีมาขอความช่วยเหลือได้/div divnbsp;/div divสำหรับการช่วยเหลือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะนำตัวผู้เสียหายมาดูแลเพื่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการสอบปากคำ ช่วยเหลือทางด้านกฎหมาย และคัดกรองบุคคลเข้าเมือง เนื่องจากผู้เสียหายทั้งหมดไม่มีเอกสารประจำตัว โดยจะดำเนินการคัดแยกผู้เสียหาย พร้อมทั้งส่งตัวเข้ารับการคุ้มครองชั่วคราวที่สถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ (ชาย) จังหวัดปทุมธานี เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจากลูกเรือประมงไทยทั้งหมดที่ได้รับการช่วยเหลือ และติดตามให้การช่วยเหลือในการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งดูแลเกี่ยวกับสิทธิและประโยชน์ให้กับผู้เสียหายก่อนส่งตัวกลับภูมิลำเนา และจะติดตามดูแลครอบครัวตามภูมิลำเนาเดิมของลูกเรือประมงไทยทั้ง 21 คน เพื่อจะได้ช่วยเหลือครอบครัวอย่างต่อเนื่อง/div divnbsp;/div divขณะที่นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ทางการไทยได้ประสานงานกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย เพื่อช่วยเหลือแรงงานไทย โดยในวันที่ 1 เมษายนนี้ จะมีแรงงานไทยที่ได้รับการช่วยเหลือกลับมาเพิ่มอีก 6 คน ส่วนแรงงานที่อยู่ในเกาะเบจินา 5 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิสูจน์สัญชาติจากตรวจคนเข้าเมืองอินโดนีเซีย คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์ จึงจะสามารถช่วยเหลือกลับไทยได้ ขณะนี้กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้ช่วยเหลือและส่งลูกเรือประมงไทยที่สมัครใจกลับไทยแล้ว 169 คน แต่ยังไม่ทราบตัวเลขของแรงงานตกค้างที่แน่ชัด เพราะอยู่ระหว่างการพิสูจน์สัญชาติ/div divnbsp;/div divวันเดียวกันนี้ (28 มี.ค.) ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ได้โพสต์ในเฟซบุ๊คส่วนตัว ขอบคุณทุกฝ่าย โดยระบุว่า/div divnbsp;/div div div style="margin-left: 40px;"span style="color:#800000;"สำหรับคนทำข่าว เป้าหมายในการตีแผ่ข้อเท็จจริงต่างๆ ก็เพื่อให้สังคมรับรู้ ตื่นตัว และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ต่างจาก Ngo อย่างมูลนิธิ LPN ทำงานรวบรวมข้อมูลต่างๆก็เพื่อให้ภาครัฐมาแก้ไขร่วมกัน/span/div div style="margin-left: 40px;"nbsp;/div div style="margin-left: 40px;"span style="color:#800000;"ดีใจค่ะที่ภาพวันนี้มาถึง ชุดเฉพาะกิจช่วยเหลือแรงงานไทยในอินโดนีเซีย สถานทูตไทย ณ.กรุงจาการ์ตา สถานทูตอินโดนีเซียประจำกรุงเทพ ประชุมร่วมกับ ผู้กำกับการสถานีตำรวจเกาะอัมบน เพื่อวางแนวทางช่วยเหลือ ทั้งลูกเรือที่เป็น คนตกเรือ คนผี คนเร่ร่อน ลูกเรือที่อยู่บนเรือและต้องการกลับประเทศไทย รวมทั้งการตรวจสอบศพนิรนามที่ต้องสงสัยว่าเป็นศพคนไทย/span/div div style="margin-left: 40px;"nbsp;/div div style="margin-left: 40px;"span style="color:#800000;"ขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ,พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ,พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พม.,กระทรงการต่างประเทศ ท่านทูตภาสกร ทูตไทย ณ.กรุงจาการ์ตา และผู้เกี่ยวข้องทุกท่านค่ะ/span/div div style="margin-left: 40px;"nbsp;/div divnbsp;/div /div divnbsp;/div div id="fb-root"nbsp;/div script(function(d, s, id) { var js, fjs = d.getElementsByTagName(s)[0]; if (d.getElementById(id)) return; js = d.createElement(s); js.id = id; js.src = "//connect.facebook.net/th_TH/sdk.js#xfbml=1version=v2.3"; fjs.parentNode.insertBefore(js, fjs);}(document, 'script', 'facebook-jssdk'));/scriptdiv class="fb-post" data-href="https://www.facebook.com/thapanee.ietsrichai/posts/939978359355409" data-width="500" div class="fb-xfbml-parse-ignore" blockquote cite="https://www.facebook.com/thapanee.ietsrichai/posts/939978359355409" pสำหรับคนทำข่าว เป้าหมายในการตีแผ่ข้อเท็จจริงต่างๆ ก็เพื่อให้สังคมรับรู้ ตื่นตัว และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาของหน่วยงานที่เกี.../p pPosted by a href="https://www.facebook.com/thapanee.ietsrichai"Thapanee Ietsrichai/a on a href="https://www.facebook.com/thapanee.ietsrichai/posts/939978359355409"28 มีนาคม 2015/a/p/blockquote /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/LrITsoClwXY" height="1" width="1" alt=""/

‘จิตรา-เคท-ปิยฤดี’ ถก "ความอยุติธรรมสีขาว" เมื่อความไม่เป็นธรรมถูกทำให้เป็นเรื่องจำเป็น

Sat, 28/03/2015 - 16:03
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img src="https://farm8.staticflickr.com/7598/16898574016_661591efe9.jpg" //p p25 มีนาคม 2558 เวลา 13:30 น. ณ ห้อง 803 ชั้น 8 อาคารเอนกประสงค์ 1 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วิทยาลัยสหาวิทยาการ โครงการ PPE แบ-กบาล ครั้งที่ 5 จัดงานเสวนาเรื่อง “ความอยุติธรรมสีขาว” เมื่อความไม่เป็นธรรมถูกทำให้เป็นเรื่องจำเป็น ว่าด้วยเรื่องสิทธิ เสรีภาพ ของกลุ่มผู้ใช้แรงงาน ความเป็นเพศ และความเป็นธรรม 3 แบบ โดยมีวิทยากร ประกอบด้วย ดร.ปิยฤดี ไชยพร อาจารย์พิเศษ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จิตรา คชเดช นักกิจกรรมทางสังคมนักสหภาพแรงงาน และเคท ครั้งพิบูลย์ อาจารย์สาขาสังคมสงเคราะห์ศาสตร์/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000cd;"strongจิตรา ชี้ สิทธิเสรีภาพไม่ได้มีผู้หยิบยื่นให้ แต่เกิดจากการต่อสู่/strong/span/p pเริ่มจาก จิตรา กล่าวถึง กลุ่มตัวอย่างคือผู้ใช้แรงงานในโรงงาน สิทธิเสรีภาพที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้แรงงานงานไม่ได้เกิดขึ้นโดยมีผู้มาหยิบยื่นให้ ต้องต่อสู้กับอะไรหลายอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิเสรีภาพ หากถามว่าปัจจุบันนี้มีสิทธิเสรีภาพเต็มที่หรือไม่ ตอบได้ว่ายังไม่มี แต่หากเปรียบเทียบกับในอดีตที่ผ่านมาก็ถือว่ามีเพิ่มขึ้นมาบ้าง ผู้ใช้แรงงานต้องต่อสู้กับสิ่งหนึ่งคือวัฒนธรรม โดยความเชื่อที่ว่านายจ้างคือผู้มีพระคุณ ต้องต่อสู้กับรัฐที่บอกว่าต้องรักษานายจ้างไว้เพื่อให้มีการจ้างงาน ต้องต่อสู้กับเพื่อนร่วมงานที่บอกว่ามีงานทำก็ดีแล้ว อยู่กันอย่างนี้ดีกว่า และต้องต่อสู้กับตัวเองด้วยว่าถ้าเราอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นเราจะต้องทำอย่างไร เพราะผู้คนรอบข้างนั้นไม่เห็นด้วย ในขณะเดียวกันก็ต้องต่อสู้กับชุมชน ชุมชนคิดว่าการที่มีโรงงานในชุมชนเป็นเรื่องที่ดี เพราะเขาคิดว่าการมีโรงงานในชุมชนจะทำให้มีงานทำ จะทำให้ชุมชนมีการพัฒนา/p pวัฒนธรรมที่ถูกปลูกฝังมาอย่างต่อเนื่องคือนายจ้างเป็นผู้มีพระคุณ ตนเองมีรากฐานมาจากเป็นคนในภาคกลางที่ที่บ้านทำนา แม่บอกว่าอยู่บ้าน ภาคกลางน้ำชอบท่วม เวลาหน้าน้ำ น้ำจะท่วมข้าว ทำให้เราทำนาไม่ได้ ก็ไม่มีเงิน แต่หากไปทำงานในโรงงาน ฝนตก แดดออก ก็ยังสามารถทำงานได้และยังได้เงิน เพราะฉะนั้นแม่จึงสอนว่าหากเกิดมาทำงานในโรงงานสิ่งที่สำคัญก็คือต้องเคารพนายจ้าง ซื่อสัตย์ ไม่ลักขโมย เพราะเขาเป็นผู้มีพระคุณ การสอนเหลล่านี้ทำให้ไม่กล้าที่จะรวมตัวต่อรอง เพราะว่านายจ้างคือผู้มีพระคุณ จะไปเป็นหุ้นส่วนไม่ได้ ในขณะเดียวกันนายจ้างก็มีฐานความคิดเช่นนี้เหมือนกัน เพราะเขาเห็นเราเป็นลูกจ้าง เขากดขี่เรา/p p style="text-align: center;"img src="https://farm8.staticflickr.com/7595/16304465423_01d3985b48.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"emจิตรา คชเดช/em/span/p pจิตรากล่าวต่อว่า รากฐานสำคัญที่ทำให้เกิดความเข้าใจแบบนั้น เกิดจากการโฆษณาชวนเชื่อว่าการเข้าสู่ประเทศอุตสาหกรรมจะนำไปสู่สิ่งที่ดี โฆษณาว่าหากพื้นที่แถบเรามีโรงงาน มีอุตสาหกรรม คนจะมีงานทำ คนมีงานทำจะทำให้เศรษฐกิจรอบข้างดีขึ้น โดยไม่บอกถึงผลเสียที่จะตามมา ไม่บอกว่าหากมีโรงงานแล้วจะมีน้ำเสีย มีโรงงานแล้วจะมีอากาศที่เป็นมลพิษ มีโรงงานแล้วคนจะถูกกดขี่จากการทำงานและทำให้ให้นายจ้างรวยขึ้น ไม่มีการโฆษณาด้านผลแบบนี้ เวลามีนายจ้างต่างประเทศอยากมาลงทุนในประเทศไทย สิ่งที่รัฐไปโฆษณากับนายจ้างคือบอกว่า เรามีแรงงานราคาถูก มีที่ดินราคาถูก จะไม่ให้เสียภาษี/p pปัญหาต่างๆแท้จริงแล้วก็เหมือนกับการพูดซ้ำซาก ตนพูดมาอย่างยาวนานแล้วว่า ปัญหาที่มันเกิดขึ้นกับคนงาน คนจนเมือง ชาวไร่ชาวนา เกิดอะไรขึ้นบ้าง คิดว่าทุกเวทีถ้าพูดเรื่องสะท้อนปัญหาทุกคนจะรู้หมดว่ามันเกิดปัญหาอะไร ชาวนาเกิดปัญหาอะไร เป็นหนี้ธกส. ปัญหาพ่อค้าคนกลาง ชุมชนเมืองคือคนที่อพยพเข้ามาแล้วไม่มีที่อยู่อาศัยก็ต้องอยู่ในชุมชนที่แออัด งบประมาณในการพัฒนาชุมชนเมืองไม่มี ปัญหาโรงเรียนเด็กไม่ได้เรียน ปัญหาคนงานค่าจ้างไม่พอกับค่าครองชีพ ไม่มีสิทธิการรวมตัว ความปลอดภัยในการทำงานไม่มี ความมั่นคงในการทำงานไม่มี ปัญหาเหล่านี้คิดว่าทุกคนทราบอยู่แล้ว เราพูดกันแบบซ้ำซากมากและพูดกันมาตลอดแต่ไม่เคยได้รับการเหลียวแลหรือเข้ามาแก้ปัญหา ตนทำงานเคลื่อนไหวมา 20 ปี พูดเรื่องปัญหาเหล่านี้มากับรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย จนมาถึงกระทั่งรัฐบาลชุดปัจจุบัน ปัญหาเหล่านี้ก็ยังไม่หมดไป/p pnbsp;/p pspan style="color:#0000cd;"strongความยุติธรรมในสังคมก็คือประชาชนต้องมีส่วนร่วมในทุกมิติ/strong/span/p pจิตรา กล่าวถึงทางออกของปัญหาเหล่านี้ว่า ทางออกของปัญหาในขบวนการแรงงานนั้นไม่มี แต่อาจจะได้สิทธิการรวมตัวตาม พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ ปี 2518 สังเกตว่ากฎหมายที่จะมีสิทธิเสรีภาพต้องเกิดจากยุคสมัยด้วย หากเกิดในช่วงรัฐประหาร เกิดในช่วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เกิดในช่วงสถานะการทางการเมืองต่างๆ ตัวกฎหมายจะเป็นตัวชี้ว่าช่วงนั้นสถานการจะเป็นอย่างไร กฎหมายแรงงานที่ออกมาในช่วงปี 2518 ถือว่าเป็นช่วงที่ดีและสังคมไทยตอนนั้นเรียกว่าประชาธิปไตยเบิกบาน ก็มีกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ออกมา แต่ตั้งแต่ปี 2518 เป็นต้นมา กฎหมายยังไม่เคยมีการเปลี่ยนเรื่องสิทธิการรวมตัว สิทธิการรวมตัวตอนนั้นของกฎหมาย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ ปี 2518 เขียนไว้ชัดเจนในข้อกฎหมายว่า การที่มีสิทธิ์หยุดงานได้ ในภาวะที่ประกาศกฎอัยการศึก คนงานไม่มีสิทธิ์ และคนงานสามารถเข้าสู่กระบวนการทางศาล ซึ่งเป็นศาลแรงงาน ศาลแรงงานจะให้สิทธิ์ในเรื่องของมีผู้พิพากษาสมทบ ฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และก็รัฐ แต่ยังมีเงื่อนไขอื่นๆอีกมากมายที่ทำให้ลูกจ้างไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้อย่างแท้จริง เพราะว่ามีเงื่อนไขในเรื่องของการไกล่เกลี่ย การไกล่เกลี่ยคือหากเราทำงานกับนายจ้างนี้ไม่ได้ก็ให้รับเงินชดเชยแล้วออกจากงาน นี่คือสิ่งที่ทำลายสิทธิการรวมตัวได้/p pทางออกอีกทางหนึ่งคือโครงสร้างที่เป็นธรรมในสังคม จะต้องมีในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม กระบวนการยุติธรรมจะต้องแก้ไขอย่างไรบ้าง กระบวนการยุติธรรมโดยหลักแล้วเรื่องสิทธิการประกันตัวก็สำคัญมาก ยกตัวอย่างของคนงาน การประกันตัวคนงานที่มีปัญหาขัดแย้งกับนายจ้างเช่น คนงานชุมนุมหน้าโรงงานแล้วนายจ้างนั้นแจ้งจับข้อหาบุกรุก ก็จะต้องมีเงินประกันตัวหนึ่งแสนบาท ลองคิดดุว่าคนงานทำงาน 1 ปี ยังไม่ได้เงินหนึ่งแสนบาทเลย เขาจะเอาเงินที่ไหนไปประกันตัว แต่ในขณะเดียวกันหากเราพูดถึงเงินหนึ่งแสนบาทกับคนที่มีฐานะที่ดีกว่าถือว่าเป็นเงินเล็กน้อยมาก ตัวลูกจ้างไปศาลหนึ่งวันเท่ากับขาดรายได้ แต่นายจ้างเขาสามารถมีตัวแทนหรือทนายไปศาลแทนได้ เรื่องการต่อสู้เมื่อใช้ระยะเวลายาวนานลูกจ้างจะสู้ต่อไม่ได้ก็ต้องยอมยุติกระบวนการในการไกล่เกลี่ยให้จบไป เฉะนั้นเรื่องสิทธิประกันตัว เรื่องของกระบวนการยุติธรรม การต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง จะต้องมีการแก้ไข/p pเรื่องการตรวจสอบ การตรวจสอบในโครงสร้างของสังคม การตรวจสอบรัฐ การตรวจสอบผู้ใช้ภาษี ก็เป็นสิ่งสำคัญ หากเราสามารถทำได้ เราก็จะมีการพัฒนาเป็นประเทศที่ดีได้ การปฏิรูปการศึกษา การเรียนฟรี การเข้าถึงสุขอนามัย เรื่องสิทธิเนื้อตัวร่างกาย เรื่องสิทธิการทำแท้งของผู้หญิง และสิทธิ์ของประชาชน การเกิดสิทธิ์ของประชาชน กฎหมายต่างๆ ไม่ได้เกิดขึ้นมามาลอยๆ หรือว่ามีผู้เห็นใจและบอกว่าเอาสิทธินี้ไป กฎหมายทุกอย่างเกิดมาจากแรงกดดันของประชาชนเช่น กฎหมายประกันสังคม กว่าจะออกมาได้เกิดการต่อสู้เรียกร้องมากมายของผู้ใช้แรงงาน แต่ก็มีกฎหมายบางอย่างที่ประชาชนนั้นไม่ต้องการออกมาเช่น พ.ร.บ.ความมั่นคง พ.ร.บ.ฉุกเฉิน nbsp;เหล่านี้ก็ออกมาได้โดยง่าย แต่กฎหมายที่จะให้ออกมาเพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนก็ไม่ได้ผ่านออกมาง่ายๆ ต้องเกิดการต่อสู้เรียกร้องกัน/p p“สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้มีความยุติธรรมในสังคมก็คือประชาชนต้องมีส่วนร่วมในทุกมิติ ถ้าประชาชนไม่มีส่วนร่วมเลย ก็ไม่สามารถที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมที่ดีได้ คือถ้าจะต้องให้ใครคนใดคนหนึ่งมากำหนดกรอบให้ประชาชนอยู่ในกรอบนั้น มันก็ไม่สามารถที่จะนำไปสู่การที่จะทำให้คุณภาพชีวิตที่ดี แล้วข้อขัดแย้งหรือความขัดแย้งในสังคมมันก็ไม่ได้หมดไปเพราะประชาชนไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วม” จิตรากล่าว/p p style="text-align: center;"img src="https://farm9.staticflickr.com/8722/16737040770_cd6374702d.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"emเคท ครั้งพิบูลย์/em/span/p pspan style="color:#0000cd;"strongเพศ/strongstrong ถูกทำให้มาพร้อมกับ/strongstrongความผิดบาป ความสกปรก/strong/span/p pเคท กล่าวถึงประเด็นความเป็นธรรมเกี่ยวข้องอย่างไรในเรื่องของเพศว่า เมื่อใดก็ตามที่สังคมไทยพุดถึงเรื่องเพศ เราจะนึกถึงความผิดบาป นึกถึงความสกปรก ไม่ควรพูดในที่สาธารณะ ทั้งที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยกันเพื่อทำความเข้าใจ สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้อิทธิพลความคิดในเรื่องเพศเกิดขึ้นมา ตนเชื่อว่าเพราะวัฒนธรรมความเป็นเพศถูกผุกขาดมาตั้งแต่ผู้ที่เป็นพ่อแม่ในสังคมระดับครอบครัว และถูกส่งผ่านมาในระดับโรงเรียน สิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าเรื่องเพศถูกสื่อความในทางที่แย่นั้นมีผลมาจากรัฐ เมื่อพูดถึงวิถีคิดเรื่องเพศของรัฐไทยพบว่านโยบายและกฎหมายต่างๆของรัฐไทย หรือเพศวิถีที่กำลังเปลี่ยนไป มักจะยกในเรื่องของศีลธรรมเข้ามาตัดสิน โดยเชื่อว่ากลุ่มเด็กและเยาวชนหากไม่พูดถึงเรื่องศีลธรรมไว้ก่อน จะทำให้เด็กและเยาวชนเสื่อมลงเพราะพูดเรื่องเพศมากเกินไป ดังนั้นจึงไม่มีการเปิดพื้นที่ให้พูดเรื่องเพศ เมื่อใดก็ตามที่พูดขึ้นมาก็จะถูกตักเตือนว่าเป็นเรื่องที่ไม่ดี/p pตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาของรัฐไทยที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ มีการใช้วัฒนธรรม อำนาจ ที่เรียกได้ว่าเป็นกลไกในการควบคุมจารีตประเพณีหรือว่าชุดความคิดต่างๆ ถูกส่งผ่านวาทกรรมหลากหลายช่องทางเพื่อที่จะควบคุมเรื่องเพศ ในรัฐสมัยใหม่ที่พยายามมุ่งเรื่องของอำนาจเข้ามาสู่ศูนย์กลางอีกครั้งหนึ่ง การบริหารอำนาจแบบศูนย์รวมอำนาจไว้ศูนย์กลางมีผลทำให้วิธีคิดของเพศกับรัฐถูกรวบรวม ถูกคิด ถูกออกแบบจากมาตรฐานเดียวกันจากส่วนกลาง สิ่งที่เกิดขึ้นคือการออกแบบเรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา มันจะถูกส่งมาจากส่วนกลางเท่านั้น ที่สำคัญที่สุดคือนอกจากสร้างมาตรฐานหรือเกณฑ์ของเศรษฐกิจและการศึกษามาจากรัฐส่วนกลาง รัฐพยายามทำในเรื่องของเพศไปด้วย ทั้งนี้รัฐไทยนำวิธีคิดเรื่องชนชั้นมาจัดการเรื่องเพศ เมื่อใดก็ตามที่พูดถึงเรื่องเพศ สิ่งนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่าความเท่าเทียมทางเพศแท้ที่จริงแล้วมีเรื่องชนชั้นเข้ามาเกี่ยวข้อง รวมไปถึงความมีอัตลักษณ์ทางเพศ และเรื่องต่างๆ จะมีเรื่องชนชั้นเข้ามาเป็นส่วนตััดในทุกๆเรื่อง ในประวัติศาสตร์เรื่องเพศของผู้หญิงและผู้ชายมักจะอยู่ในชนชั้นสูง ใครก็ตามที่อยู่ใกล้แหล่งอำนาจมักจะถูกควบคุมเรื่องเพศอย่างมากที่สุด เมื่ออยู่ใกล้แหล่งอำนาจมากที่สุดมันก็ถูกแพร่กระจายสู่ชนชั้นต่างๆ รับเอาวัฒนธรรมทางเพศแบบนั้นมา ซึ่งไม่น่าเชื่อว่านอกจากรูปแบบการใช้ชีวิต การพัฒนาตัวเอง การผลักดันตัวเองเพื่อให้ออกจากชนชั้นหนึ่งสู่อีกชนชั้นหนึ่ง เรื่องเพศก็เป็นเช่นเดียวกัน จะเห็นได้ว่าหนังสือสุขศึกษาที่พูดเรื่องเพศอยู่ในปัจจุบันนี้ก็ยังพูดถึงเรื่องเพศบนฐานความคิดที่เชื่อว่าเพศไม่มีทางเท่าเทียม เรื่องเพศในสังคมไทยถูกกดขี่เอาไว้จากการเรียนรู้ทั้งแบบทางการและไม่เป็นทางการ แบบทางการคือการกระทำผ่านในโรงเรียน สถานศึกษา ส่วนไม่เป็นทางการคือไม่มีสิทธิ์พูดเรื่องเพศในพื้นที่สาธารณะ/p pการจะเข้าใจแก่นแท้ของอำนาจที่รัฐเข้ามาจัดการควบคุมเรื่องเพศ พร้อมทั้งยังสร้างกฎกติกาให้ทำตาม หากทำตามจะได้รับรางวัล หากไม่ทำตามก็จะถูกลงโทษ ในกรณีเบื้องต้นอยากนำเสนอให้เห็นว่าที่มาของการกดขี่เรื่องเพศในเมืองไทย มีที่มาจากเรื่องของชนชั้นทางสังคมและการกระทำของรัฐเป็นหลัก/p pspan style="color:#0000cd;"strongสังคมไทยแบ่งกล่องทางเพศไว้อย่างชัดเจน/strong/span/p pส่วนของความหลากหลายทางเพศ เพศภาวะ และเพศวิถี ในสังคมไทยยังให้ค่า ให้ราคา กับการพูดเรื่องนี้ต่ำมาก เรื่องของเพศสภาพ เพศวิถี ในบ้านเราถูกพูดมาอย่างยาวนานและต่อสู้เริ่มต้นมาจากการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้หญิง ต่อมาสถานการณ์ทางสังคมได้เกิดการเปลี่ยนแปลงและพบปัญหาว่าคนที่มีความหลากหลายทางเพศในบ้านเราก็ยังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่าเป็นปัญหาและการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสังคม ในส่วนนี้เองที่เป็นปัญหาว่าทำไมจึงต้องมาพูดกันถึงเรื่องนี้ ข้อจำกัดและสภาพปัญหาของความหลากหลายทางเพศที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศที่ไม่ได้ประพฤติปฏิบัติอยู่ในกรอบของสังคมที่วางไว้ จะเห็นว่าสังคมไทยแบ่งกล่องทางเพศไว้อย่างชัดเจนก็คือ กล่องความเป็นชาย กล่องความเป็นหญิง และเมื่อใดก็ตามที่ใครคนหนึ่งก้าวออกมาจากกรอบที่สังคมวางไว้ มักจะได้รับการตั้งคำถามแล้วไม่ได้รับความสนใจจากสังคม/p pเคทเล่าต่อว่า ในประเด็นของผู้ที่เป็นสาวประเภทสองมันมีอัตลักษณ์ทางเพศที่ชัดเจน และแสดงออกให้เห็นว่ามีการข้ามกรอบทางเพศมาอย่างชัดเจน ผู้ข้ามเพศในสังคมไทยยังประสบปัญหาเรื่องสิทธิการระบุตัวตนเช่น คำนำหน้านาม สิ่งนี้ผู้ข้ามเพศยังไม่ได้รับการรับรองจากรัฐ ต่อมาคือเรื่องของการแต่งกาย ที่ถูกควบคุมมาตั้งแต่การเป็นนักเรียน ในเครื่องแบบนักเรียน นักศึกษา รวมไปถึงการรับปริญญาและการฝึกงาน ส่วนนี้จะเห็นได้ว่ามีการแบ่งเพศอย่างชัดเจนในเครื่องแบบ ดังนั้นมันจึงย้อนรอยไปว่าสิ่งที่เราปลูกฝังในเรื่องความเป็นเพศ มันถูกปลูกฝังอย่างใกล้ชิด ไม่ละมือที่จะทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้เป็นไปตามที่รัฐต้องการ/p pสิ่งที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อพูดถึงความยุติธรรมในส่วนของสาวประเภทสองในบ้านเราก็คือเรื่องการรับราชการทหาร ที่ผ่านมามีกรณีการฟ้องร้องปี 2549 ในเรื่องของการถูกระบุในใบ สด.43 ว่าผู้ที่เป็นสาวประเภทสองจะได้รับการระบุในใบ สด.43 ว่าเป็นโรคจิตวิตถาร โรคจิตถาวร ซึ่งในบางคนต้องใช้ใบนี้ในการสมัครงานว่าผ่านการเกณ์ทหารแล้ว แต่เมื่อในใบถูกระบุแบบนั้นถามว่าใครจะรับเข้าทำงาน เกณฑ์อะไรที่นำมาตัดสินว่าผู้ที่เป็นสาวประเภทสองเป็นโรคจิต ต่อมาปี 2555 ศาลปกครองได้ตัดสินว่าสิ่งที่กระทรวงกลาโหมเขียนไปต้องเปลี่ยนระเบียบกระทรวง และต้องแก้ไขใหม่ว่าเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด หลังจากนั้นมาสาวประเพศสองที่เข้ารับการเกณฑ์ทหารจะได้รับการปฏิบัติเป็นอย่างดีเปรียบเสมือนดั่งผู้หญิงคนหนึ่ง/p pต่อมาเรื่องของสิทธิการรับบริการสาธารณะ จะเห็นว่ามีปัญหาในส่วนของบริการสาธารณะหลายอย่างเช่น การไปโรงพยาบาล (ให้รวมสาวประเพศสองไว้ในห้องพักของผู้ชาย) การไม่รับบริจาคเลือด รวมถึงการห้ามใช้บริการสถานบันเทิงบางแห่ง สิ่งเหล่านี้เป็นสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยที่ทำให้เห็นว่าการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งอัตลักษณ์ทางเพศและเหตุของความเป็นเพศมันยังมีอยู่จริง การตัดสินใจว่าจะปฏิบัติกับคนอย่างไร ในสังคมไทยนอกเหนือจากการดูสถานะทางสังคมแล้วยังดูเรื่องของเพศอีกด้วย เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่าอคติทางเพศยังมีอยู่จริงในสังคมไทย การที่คนที่มีความหลากหลายทางเพศจะลุกขึ้นมาพูดเรื่องของตัวเองอาจไม่ง่ายนัก หากจะขับเคลื่อนกฎหมายเรื่องเพศจะต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจ/p p style="text-align: center;"img src="https://farm9.staticflickr.com/8750/16304461423_4e0145e82a.jpg" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"emปิยฤดี ไชยพร/em/span/p pspan style="color:#0000cd;"strongความเข้าใจในเรื่องความเป็นธรรม /strongstrong3 แบบ/strong/span/p pปิยฤดี กล่าวถึงความเป็นธรรมว่า ความเข้าใจในเรื่องความเป็นธรรม หากพูดถึงคำว่าความเป็นธรรมนั้นสามารถพูดถึงได้สามแบบ แบบแรกคือการปฏิบัติอย่างความเป็นธรรม หมายถึงการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน จะใช้ในกรณีเมื่อพูดถึงสิ่งที่เป็นสิทธิ เสรีภาพพื้นฐาน เสรีภาพพื้นฐานของพลเมืองที่คนทุกคนที่เป็นพลเมืองจะต้องได้รับสิ่งนี้เท่ากัน เหมือนกัน โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ หากคนหนึ่งได้ทุกคนก็ต้องได้/p pแบบที่สองคือ การปฏิบัติอย่างไม่เท่ากันแต่ได้รับความเป็นธรรม มีบางกรณีที่คนบางคนได้รับอะไรบางอย่างมากมันชอบธรรมที่คนบางคนจะได้รับในสิ่งเดียวกันนั้นน้อยกว่า มันเอื้อให้สามารถที่จะชอบธรรมได้ ในบริบทของตลาดเสรีหรือตลาดที่เป็นทุนนิยม คนจะมีขีดความสามารถไม่เท่ากัน ฉะนั้นในที่สุดแล้วอาจจะลงเอยด้วยชุดของสิ่งที่เขาถือครองอยู่ เช่น รายได้ ความมั่งคั่ง โอกาส ซึ่งบางคนมีมากน้อยไม่เท่ากัน ในกรณีนี้ความเป็นธรรมสามารถจะมีความหมายว่าคนบางคนจะมีเยอะมากได้ คนบางคนมีน้อยกว่าได้ แต่ในภาพรวมแล้วการที่คนมีเยอะกว่าจะต้องก่อให้เกิดประโยชน์ลงมาสู่คนที่มีน้อยกว่า เมื่ออยู่สูงจะต้องสามารถช่วยดึงคนข้างล่างขึ้นมาข้างบนได้ สังคมจะได้เติบโตไปด้วยกัน สิ่งที่สำคัญคือคนในสังคมต้องทำการตกลงกันว่าจะยอมให้ไม่เท่าได้แค่ไหน และไม่เท่าในเรื่องไหนได้บ้าง/p pแบบที่สามคือการปฏิบัติพิเศษ หมายถึง สิ่งที่คนบางคนอาจจะไม่ต้องมีมาก บางคนมีมากเป็นพิเศษและต้องการสิ่งนั้นมากกว่าคนอื่น ความเป็นธรรมในแบบที่สามนี้เป็นความหมายที่ต้องใช้ความรอบคอบมาก และต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลและสถิติ เวลาใช้ความหมายของความเป็นธรรมในข้อที่สามคือ คนบางคนต้องได้มากกว่าคนอื่น เพราะเขามีความต้องการมากเป็นพิเศษ ตรงนี้ต้องใช้ความรอบคอบ เพราะบางทีถูกเอาไปใช้มั่วในทางที่เอื้อประโยชน์กับคนบางกลุ่มทางการเมือง แทนที่จะใช้เพื่อจุดประสงค์ที่แท้จริงคือเพื่อสร้างความเป็นธรรม ฉะนั้นการให้ประโยชน์พิเศษจึงเป็นดาบสองคม หากจะเรียกร้องความเป็นธรรมจากความหมายนี้ จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมากที่สุด/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/heDNxLrrb8o" height="1" width="1" alt=""/

ตั้งกรรมการสอบเหตุ ‘ทุ่งยางแดงเดือด’- อธิการ มฟน.ย้ำอย่าให้เกิดซ้ำ เพราะทุกฝ่ายกำลังสร้างสันติภาพ

Sat, 28/03/2015 - 15:41
pแม่ทัพภาค 4 ตั้งกรรมการสอบเหตุปิดล้อมปะทะที่บ้านโต๊ะชูด ทุ่งยางแดง ให้รายงานข้อเท็จจริงใน 7 วัน อธิการ มฟน.ย้ำอย่าให้เกิดซ้ำ เพราะทุกฝ่ายกำลังสร้างสันติภาพ ชี้ปัญหาภาคใต้ไม่มีวันจบหากเจ้าหน้าที่ยังใช้ความรุนแรง/p p!--break--!--break--/p pเวลา 09.30 น.วันที่ 28 มีนาคม 2558 ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี พล.ท.ปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาคที่ 4 พร้อมด้วย พล.ต.ท.อนิรุต กฤษณะการะเกตุ ผู้บัญชาการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) นายภาณุ อุทัยรัตน์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นายเกรียงศักดิ์ ยกศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานี และดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนี ได้ร่วมกันชี้แจงแนวทางการดำเนินการกรณีเหตุปิดล้อมตรวจค้นที่บ้านโต๊ะชูด ต.พิเทน อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต 4 ราย และถูกควบคุมตัว 22 ราย/p pทั้งนี้ ทาง กอ.รมน.ภาค 4 สน.ได้แสดงความเสียใจกับญาติและครอบครัวของผู้ที่เสียชีวิต ส่วนผู้ที่ถูกควบคุมตัวทั้ง 22 ราย ขณะนี้ได้ปล่อยตัวกลับภูมิลำเนาแล้ว 13 ราย ส่วนที่เหลือจะเร่งรัดการสอบสวนเพิ่มเติม หากไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจะเร่งส่งตัวกลับต่อไป/p pพล.ท.ปราการ ชี้แจงว่า เหตุการณ์ดังกล่าว ทาง กอ.รมน.ภาค 4 สน. น้อมรับทุกข้อสงสัยของพี่น้องประชาชน และหลายๆ ฝ่าย รวมถึงนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฟาฏอนีตามที่ระบุในแถลงการณ์เมื่อวานนี้ เพื่อความโปร่งใส เป็นธรรมให้กับทุกฝ่าย และแสดงถึงความบริสุทธิ์ใจ จริงใจ ในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน/p pพล.ท.ปราการ แถลงว่า ขณะนี้ กอ.รมน.ภาค 4 สน.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการกลางแสวงหาข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์นี้ โดยจะประกอบด้วยผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน ผู้แทนองค์กรศาสนา สภาทนายความภาค 9 ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยฟาฏอนี ผู้แทนของจังหวัดปัตตานี ผู้แทน ศอ.บต. ผู้แทน ศชต. และ กอ.รมน.ภาค 4 สน. โดยมีนายแวดือราแม มะมิงจิ เป็นประธาน นายกิตติ สุระคำแหง ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานยุติธรรมเป็นเลขานุการ/p pคณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่หาข้อเท็จจริงในทุกๆ เรื่อง และรายงานข้อเท็จจริงภายใน 7 วัน เพื่อแจ้งให้พี่น้องสื่อมวลชนและประชาชนได้ทราบโดยทั่วกัน โดยกอ.รมน.ภาค 4 สน.และส่วนราชการทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ยืนยันที่จะให้ความเป็นธรรมโดยยึดหลักกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน และความยุติธรรมกับทุกฝ่าย ปราศจากการแทรกแซง หรืออคติใดๆ เพราะพวกเราเชื่อว่า สันติสุขจะเกิดขึ้นได้อย่างถาวรโดยสันติวิธี/p pก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2558 มหาวิทยาลัยฟาฏอนีได้ออกแถลงการณ์ในเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยยืนยันว่า นักศึกษาของมหาวิทยาลัยฟาฏอนี 2 คนที่เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ด้วย ไม่เคยปรากฏพฤติกรรมที่ส่อไปในทางเป็นภัยต่อความมั่นคง และได้ขอให้ตั้งกรรมการสอบสวนและแสวงหาข้อเท็จจริงร่วมกันในเรื่องนี้/p pnbsp;/p pstrongอย่าให้เกิดซ้ำ เพราะทุกฝ่ายกำลังสร้างสันติภาพ/strong/p p align="center"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8725/16332884083_19d593640c_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p align="center"span style="color:#0000cd;"ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนี/span/p pต่อมาเวลาประมาณ 15.30 น.วันเดียวกัน ดร.อิสมาอีลลุตฟี จะปะกียา อธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนี ได้เปิดแถลงข่าวอีกครั้ง ที่มหาวิทยาลัยฟาฏอนี อ.ยะรัง จ.ปัตตานีว่า มั่นใจว่าผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะให้ความเป็นธรรมได้ แต่อย่าให้ความผิดพลาดเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก เพราะทุกฝ่ายกำลังพยายามในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นได้ด้วยดี แต่เหตุการณ์นี้มาสะกิดถึงการทำงานของรัฐ/p p“มหาวิทยาลัยฟาฏอนีเป็นมหาวิทยาลัยสีขาว ไม่มีใครเกี่ยวข้องกับการก่อความไม่สงบ ทุกคนช่วยกันตักเตือนและพยายามใช้สันติวิธีในการแก้ปัญหาทุกเรื่อง เพื่อให้เกิดสันติสุขขึ้นในพื้นที่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนตระหนักอยู่แล้ว”ดร.อิสมาอีลลุตฟี กล่าว/p pผศ.โสรัตน์ อับดุลสตา คณบดีคณะศิลปะศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยฟาฏอนี แถลงด้วยว่า นักศึกษาที่เสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ทั้ง 2 คน เรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 เสียชีวิตในขณะที่ยังอยู่ในชุดนักศึกษา เพราะก่อนเกิดเหตุได้ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ ไม่ได้วางแผนเรื่องการก่อเหตุร้าย ซึ่งนักศึกษาของที่นี่ทุกคนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องแน่นอน สามารถตรวจสอบได้/p pnbsp;/p pstrongจุฬาราชมนตรีชี้ปัญหาภาคใต้ไม่มีวันจบหากเจ้าหน้าที่ยังใช้ความรุนแรง/strong/p pสำหรับความเคลื่อนไหวที่เกิดข้องกับเรื่อง สามารถประมวลข่าวที่เกี่ยวข้องโดยสรุป ดังนี้nbsp; เริ่มจากบีบีซีไทย - BBC Thai ได้รายงานความเห็นของนายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรีต่อกรณีนี้ว่า หากเจ้าหน้าที่ยังคงใช้ความรุนแรง การจัดการปัญหาภาคใต้ก็คงจะไม่จบสิ้น จุฬาราชมนตรีเห็นว่ารัฐบาลต้องสร้างความเข้าใจ เข้าถึงประชาชนในพื้นที่ และรู้ว่าปัญหาภาคใต้มีความซับซ้อนหลายประการ มีเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ที่ต้องใช้เวลาในการแก้ไข/p p“ที่สำคัญคือความยุติธรรมต้องทำให้ประชาชนแน่ใจได้ว่ารัฐมีความยุติธรรม เพราะเจ้าหน้าที่ปฏิบัติผิดพลาดอยู่เรื่อย ชาวบ้านก็ย่อมคิดว่าไปรังแกเขา ทางการต้องทำความเข้าใจ ดึงชาวบ้านส่วนน้อยให้กลับคืนมา” นายอาศิส กล่าว และว่าการเจรจาพูดคุยเป็นหนทางเดียวที่จะยุติปัญหา หรือทำให้คลี่คลายลง/p p“แต่ในช่วงที่ผ่านมาภายใต้การดูแลของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทางสำนักจุฬาฯ ยังไม่ได้รับการติดต่อให้เข้าร่วมพูดคุยใด ๆ เขาอาจจะเข้าใจว่าเข้าใจปัญหาดีแล้ว แต่เท่าที่มองรัฐบาลชุดนี้ยังไม่ได้แก้ปัญหาได้เป็นพิเศษ หากเข้ามาคุยเราก็จะให้คำแนะนำไป” นายอาศิส กล่าว/p p(ที่มา a href="https://www.facebook.com/BBCThai?fref=nf"https://www.facebook.com/BBCThai?fref=nf/a)/p pnbsp;/p pstrongผู้การปัตตานีลุยตั้งข้อหา จนท.วิสามัญฯ 4 ศพ/strong/p pส่วนสำนักข่าวอิศรา รายงานว่า พล.ท.ปราการ ได้เดินทางเข้าพื้นที่เกิดเหตุเมื่อช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่ 27 มีนาคมและรับปากกับครอบครัวผู้เสียชีวิตว่าจะดูแลเรื่องค่าเสียหายและจะรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อความเป็นธรรม โดยมีรายงานว่าทางราชการอาจจ่ายเงินเยียวยาเบื้องต้นให้กับญาติผู้ตายรายละ 5 แสนบาท/p pพล.ต.ต.กฤษกร พลีธัญญวงศ์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า เบื้องต้นจะแจ้งข้อหากับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่หรือใครก็ตามในข้อหาฆ่าผู้อื่น แต่ขอเวลาตรวจสอบก่อนว่ามีผู้ใดเกี่ยวข้องบ้าง/p p(ที่มา a href="http://www.isranews.org/south-news/other-news/item/37536-army_37536.html"http://www.isranews.org/south-news/other-news/item/37536-army_37536.html/a)/p pnbsp;/p pstrongอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง/strong/p pa href="http://www.deepsouthwatch.org/dsj/6992"ชาวบ้านถามปืนที่ศพมาจากไหน? – ทหารยันทำตามขั้นตอนปิดล้อมปะทะวิสามัญทุ่งยางแดง/a/p pa href="http://www.deepsouthwatch.org/dsj/6994"มฟน.ออกแถลงการณ์ ยืนยัน 2 นักศึกษาถูกวิสามัญที่ทุ่งยางแดง ไม่มีประวัติเป็นภัยต่อความมั่นคง/a/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Gh0-_7pjxp8" height="1" width="1" alt=""/

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

Sat, 28/03/2015 - 12:12
div class="field field-type-filefield field-field-picture-small" div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/quote/2015/03/58615" class="imagecache imagecache-100x100pixel_news_icon imagecache-linked imagecache-100x100pixel_news_icon_linked"img src="http://prachatai.org/sites/default/files/imagecache/100x100pixel_news_icon/files/picturesmall/a1_96.jpg" alt="" title="" width="100" height="100" class="imagecache imagecache-100x100pixel_news_icon"//a /div /div /div p"ไม่ใช่สื่อมาทำให้เกิดความระแวงกันเอง เพราะท่านมีหน้าที่ในการดูแลบ้านหลังนี้ เจ้าของบ้านเขาให้ท่านดู ติดตั้งท่าน อะไรท่าน เหมือนกับสื่อคอยดูแทน แล้วปรากฏว่าท่านไม่ดู ท่านกลับมาเล่นงานเจ้าของบ้าน กลับมาเล่นงานคนในบ้าน แล้วโจรก็เข้ามาได้"/p div class="field field-type-text field-field-quote-detail" div class="field-items" div class="field-item odd" กล่าวในรายการคืนความสุขฯ 27 มี.ค.58 /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/PgAgQ6VKqBQ" height="1" width="1" alt=""/

เรียนเล่นเล่น #7: สถานการณ์พุทธเถรวาทในสังคมไทย โดยวิจักขณ์ พานิช

Sat, 28/03/2015 - 03:06
p!--break--!--break--/ppbr /27 มี.ค. 2558 วิจักขณ์ พานิช นักวิชาการอิสระด้านปรัชญาศาสนา บรรยายใน "เรียนเล่นเล่น" คาบที่ 7 หัวข้อ สถานการณ์พุทธเถรวาทในสังคมไทย ประชาไทสรุปความมานำเสนอ/p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8745/16760777750_b3b93c566f.jpg" //p pพุทธเถรวาทจริงๆ แล้วคืออะไร เป็นคำถามที่คนจำนวนมากยังตั้งคำถามอยู่ ซึ่งเขามองว่า เป็นการพยายามสร้างความบริสุทธิ์โดยอ้างอิงกับวิถี ธรรมวินัย ธรรมบัญญัติ พยายามอ้างวิถีในอดีตเพื่ออ้างอิงว่าเราเป็นผู้ที่ปฏิบัติได้ถูกต้องที่สุด ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่แปลก ทุกศาสนาจะต้องมีกลุ่มที่พยายามสร้างอัตลักษณ์ดั้งเดิม เป็นสิ่งที่มีในทุกศาสนา แต่พุทธเถรวาทนั้นเป็นความพยายามที่จะรักษาวัตรปฏิบัติbr /br /คำถามที่น่าสนใจคือ พุทธเถรวาทอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น ทำไมเมื่อขยับไปข้างบนถึงเป็นมหายาน ซึ่งเขามองว่าการพยายามจะรักษาบริบท ความดั้งเดิมของรูปแบบวิถีหรือการตีความบางอย่างที่ยึดอยู่กับอดีตต้องการบริบททางสังคมหรือสภาพอากาศคล้ายๆ กัน เช่น พระต้องห่มอย่างนี้ มีศีลเท่านี้ ซึ่งเป็นประเทศในแถบภูมิอากาศเดียวกัน สังคมที่คล้ายกัน เช่น สังคมเกษตร สังคมหมู่บ้าน ที่ช่วยให้การรักษาธรรมวินัยแบบดั้งเดิมเป็นไปได้/p pแต่สิ่งที่ท้าทายคือ ถ้าเถรวาทพยายามรักษาวัตรปฏิบัติไว้แบบดั้งเดิมจริงๆ นั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรักษาวัตรปฏิบัตินั้นในสังคมยุคปัจจุบันnbsp; สิ่งที่ตามมาคือความเลื่อนไหลของการอ้างอิงและตีความวัตรปฏิบัติระหว่างในวัดกับนอกวัด ทำให้พระต้องมีความกะล่อนไปตามสถานการณ์ และถูกตั้งคำถามว่าตกลงแล้วคุณรักษาวัตรแบบดั้งเดิมจริงหรือไม่br /br /ลักษณะของการเรียนรู้ศาสนาของพุทธเถรวาทนั้นเป็นการเรียนจากครูอาจารย์ เป็นการเรียนจากครู เป็นรูปแบบวิถีชีวิตดั้งเดิม ในจินตนาการของเขา มองเถรวาทไม่เหมือนคนอื่น ยังคงมีความเคารพในพุทธเถรวาท ยังคงถือว่าตัวเองเป็นเถรวาท แต่เป็นแบบไม่เป็นทางการเพราะมีคนที่เป็นแบบทางการที่พยายามรักษาอัตลักษณ์บางอย่าง แต่ส่วนตัวเขามีอาจารย์พุทธสายเถรวาทอยู่br /br /จินตนาการเกี่ยวกับเถรวาทสำหรับวิจักขณ์ คือ การเรียนแบบอาจริยวาท คือ นักเรียนเรียนกับครู ถ้าเราต้องการจะเรียนกับอาจารย์ แต่ไม่มีอำนาจของรัฐเข้ามาควบคุมว่าเราควรเรียนจากใครnbsp; เป็นจินตนาการของเถรวาทในอดีตสำหรับเขา นั่นคือ มีอาจารย์หลากหลายสาย มีการแตกแขนงของคำสอน ตามแต่สถานการณ์ ประสบการณ์ และ passion ของอาจารย์ เป็นรูปแบบของการเรียนที่เป็นมนุษย์ สัมพันธ์กับประสบการณ์จริงbr /br /อย่างไรก็ตามมีแก่นแกนอยู่ที่การอ้างอิงคำสอน หรือหลักธรรม พุทธวจนะ อ้างอิงคำสอน พระไตรปิฎก แต่รูปแบบการเรียนนั้นอิสระ การตีความคำสอนของอาจารย์แต่ละคนต่างกัน หรือแม้แต่การตีความแบบเดียวกันก็ปฏิบัติต่างกัน ในฐานะศิษย์สามารถเลือกครูได้ ว่าชอบอาจารย์คนนี้ รู้สึกว่าคนนี้พูดแล้วเข้าไปในหัวใจของเราได้/p pการบวชจึงไม่ใช่เรื่องพิธี สมมติเช่น วันหนึ่งมีพระเข้ามาในหมู่บ้าน เหมือน Backpacker เข้ามาแล้วบอกว่าชีวิตมันไม่เที่ยง ความหมายของชีวิตคือการเดินทาง ต้องออกเดินทางไปเผชิญ คนที่อยู่ในหมู่บ้านที่เคยแต่ขุดดินจับจอบก็อาจจะมีแรงบันดาลใจ อยากเดินตามคนนี้ไปbr /br /แต่คำถามคือจินตนาการนี้หายไปได้อย่างไรในสังคมไทย ซึ่งเขาเห็นว่าความพยายามทำให้ศาสนาพุทธบริสุทธิ์นั้นมีส่วนทำให้หายไป สถาบันทางศาสนาที่ผูกโยงกับอำนาจบางอย่างที่ทำให้เขาสามารถสังคายนาได้ เขาเรียกรูปแบบการทำให้ศาสนาพุทธบริสุทธิ์เป็น ศาสนาเชิงสถาบัน ซึ่งจะมีประวีติศาสตร์การสังคายนาต่างๆ ซึ่งเขาไม่สนใจประวัติศาสตร์ชุดนี้เท่าไหร่ เป็นเพียงการอ้างอิงรูปแบบของเถรวาทแบบทางการแบบนี้br /br /แต่อำนาจของสถาบันที่จะสังคายนากรอบในจินตนาการแบบนี้มีมากแค่ไหนในอดีต เขามองว่าสถาบันเหล่านี้ในอดีตไม่น่าจะมีอำนาจมากขนาดนั้น เพราะในความจริงมีลักษณะที่กระจายตัวกว่านั้น และรูปแบบของวิถี เช่น พระธุดงค์ ไม่มีใครไปควบคุมได้ เพราะวิถีชีวิตที่เขาเลือกคือสิ่งที่เขาต้องการเลือกเป็นอิสระ ฉะนั้นจินตนาการของศาสนาที่พยายามจะจัดการ (organize) คนอื่น มีอิทธิพลน้อยมากbr /br /strongความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ รัฐชาติสมัยใหม่ ซึ่งทำให้เสรีภาพของสงฆ์ลดลง/strong/p pในอดีตพระบางรูปมีคำสอนที่น่าสนใจ เจ้าอาจจะดึงตัวพระที่ธุดงค์ หรือพระในหัวเมืองมาช่วยงานในส่วนกลาง ซึ่งพระเหล่านี้ก็เข้ามามีส่วนกับอำนาจในศูนย์กลางบ้าง แต่น้อยกว่าทุกวันนี้br /br /ขณะที่รูปแบบเถรวาทสมัยนี้ที่มีอำนาจมาก เป็นผลจากการเกิดของรัฐชาติสมัยใหม่ เปลี่ยนจินตนาการอย่างรุนแรงเพราะอำนาจศูนย์กลางมีอิทธิพลมากในการควบคุมและจัดการศาสนา สิ่งที่มีผลมากต่อจินตนาการคือ เรื่องของเสรีภาพ ถูกรัฐเข้ามาควบคุมจัดการโครงสร้างของคณะสงฆ์ พระทุกรูปต้องขึ้นตรงต่อคณะสงฆ์br /ในกรณีของการมีพระอุปัชฌาย์ จะต้องได้รับการรับรองจากคณะสงฆ์br /br /แต่จริงๆ ศาสนาพุทธเป็นอะไรที่ควบคุมยาก เพราะพูดเรื่องความไม่มีตัวตน จึงกลายเป็นเรื่องประหลาดมากๆ ที่จะพยายามสร้างอะไรขึ้นมา เพราะว่า หลักของศาสนาพุทธคือการบอกว่าไม่มีตัวตน ศาสนาพุทธนั้นมีความชัดเจนในเรื่องความเป็นอิสระ วางกรอบได้ยาก เป็นศาสนาแบบอเทวนิยมbr /br /ที่มาของการสร้างอัตลักษณ์ของศาสนาพุทธในไทย ส่วนหนึ่งมาจากการสร้างรัฐชาติ ระบอบสมบูรณาญาสิทธิ และอิทธิพลจากความกลัวของภัยภายนอกคือตะวันตกที่เป็นความกลัวร่วมของประเทศแถบนี้ เพราะการเข้ามาของโลกาภิวัตน์นั้นมาพร้อมปืนและศาสนาคริสต์ จึงต้องหาอัตลักษณ์ของชาติที่จะสู้กับภัยภายนอก จึงต้องมีความพยายามในการสร้างอัตลักษณ์ที่มีความกลัวภัยตลอดเวลาเช่น วัตถุนิยม ทุนนิยม คอมมิวนิสต์ ทักษิณ ธรรมกาย เป็นต้น ซึ่งสามารถหาภัยภายนอกได้หมดbr /br /strongคำถามว่า ผู้หญิงเป็นภัยของศาสนาพุทธตั้งแต่เมื่อไหร่/strongbr /“ผู้หญิงไม่ใช่ภัยของผม แต่จินตนาการของศาสนาแบบเป็นทางการ ที่เคร่งเครียดเคร่งครัดได้ค่อยๆ สร้างภัยจากความกลัวของผู้หญิงมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง อารมณ์ความรู้สึก ร่างกาย ความ Chaos ของชีวิต ความพยายามที่จะหาหลักการมา organize ให้เกิดการรวมศูนย์ ซึ่งก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำให้ศาสนานั้นเคร่งเครียดและเคร่งขรึม”br /br /strongต่อคำถามว่า ธรรมกายก็สร้างความกลัวภัยภายนอกเหมือนกัน/strongbr /เขาบอกว่า คนพุทธส่วนหนึ่งกลัวธรรมกายว่าสอนอย่างบิดเบือนคำสอน แต่ตัวธรรมกายเองก็มีความกลัว ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้ต่างไปจากพุทธทางการ มี Mentality แบบพุทธสายอื่น จริงๆ ธรรมกายควรจะเป็นศาสนาประจำชาติด้วยซ้ำไป ไปด้วยกันได้ดีสังคมไทยมากnbsp; ถามว่ามีความเปิดกว้างในเรื่องคำสอนไหม ผมก็คิดว่าไม่มี มีคำสอนเรื่องโลก เสรีนิยม ความหลากหลายทางเพศ เป็นธรรม หรือเท่าเทียมไหม ก็ไม่มีbr /br /กรณีของอาจารย์พุทธทาสเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ พุทธทาสเป็นพระบ้านนอก แต่สนใจในศาสนธรรม จนวันหนึ่งก็เข้ามาเรียนที่กรุงเทพฯ ซึ่งเกิดความคิดเปรียบเทียบกับต่างจังหวัดว่าด้วยความที่สังคมสงฆ์ในต่างจังหวัดเป็นชุมชนเล็กๆ ทำให้มีการตรวจสอบกันตลอดเวลา ขณะที่พระในกรุงเทพฯ ผิดศีลกันระนาว แต่ยังสร้างความบริสุทธิ์ให้ตัวเองได้ โดยอ้างธรรมวินัยอย่างเป็นทางการ เป็นการเรียนที่เต็มไปด้วยความแข็ง ตายตัว เรียนแล้วทำให้พระเป็นเจ้า ระบบโครงสร้างนี้ทำให้เกิดความสะเทือนใจและตัดสินใจไม่เรียนและกลับบ้านนอก และไปอยู่วัดร้าง และการตั้งสวนโมกข์ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เห็นว่าอาจารย์พุทธทาสนั้นทำให้เห็นว่ามีจินตนาการบงอย่างเกี่ยวกับเถรวาท คือมีความเรียบง่าย การสร้างสวนโมกข์คือการท้าทายจินตนาการของพุทธศาสนาอย่างเป็นทางการอย่าง Radical มาก คือเน้นความเรียบง่าย ซึ่งสิ่งที่พุทธทาสทำนั้นพระผู้ใหญ่เห็นและเข้าใจ เห็นได้จากการมาเยี่ยมเยียน แต่ในปัจจุบันก็ได้พัฒนาขึ้นไปอีก ความเป็นทางการnbsp; และอำนาจนั้นทำให้เกิดคำถามต่อความเข้าใจของพระสงฆ์ผู้ใหญ่ในรัฐbr /br /สวนโมกข์ที่พุทธทาสพยายามสร้างจินตนาการใหม่ และออกไปอยู่กับความเรียบง่าย พยายาม reform พุทธธรรมในแง่ของวัฒนธรรม แต่กลับอยู่ได้เพียงชั่วรุ่นเดียว ทำให้เห็นว่าคนไม่เข้าใจแก ว่าแกทำอะไร พูดง่ายๆ ว่าแกโดดเดี่ยว แม้แต่ลูกศิษย์แกก็ไม่เข้าใจ ปัจจุบันสวนโมกข์กลายเป็นวัดทั่วๆ ไป มีเจ้าอาวาสที่ได้รับการแต่งตั้งจากทางการ คนที่อยู่ตามเคานเตอร์ต่างๆ มีเงินเดือน มีกล้องวงจรปิด เป็นสิ่งที่พบได้ตามวัดของประเทศไทย ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าความเข้าใจเรื่องศาสนาบ้านเรามันรวมศูนย์br /br /ศาสนากลายเป็นการขายของ เราอยากได้สินค้าอะไร ก็ไปเลือกสินค้านั้น เป็นลักษณะของการเลือกแบบฉาบฉวย ปรากฏการณ์ของคนที่ชื่นชมศาสนา หรือพระ เขาอาจจะฆ่ากันได้ แต่เขาต้องการใช้พระ เสพพระในสิ่งที่เขาต้องการ ส่วนที่เขาไม่ต้องการเขาก็ทิ้งไป เช่นเราไปหาพระรูปหนึ่ง พระเขาเตือนเราเราก็อาจจะไม่ฟัง กรณีของสวนโมกข์นั้นประชาชนที่เข้าไปศรัทธาสวนโมกข์ก็อาจจะเลือกตัดพุทธทาสทิ้งไปbr /br /strongคำถามว่า ชาวบ้านจินตนาการเรื่องพระ สิ่งหนึ่งที่เขาจินตนาการคือความหวังที่จะได้เขยิบฐานะ ทำมาสู่การศรัทธาพระที่ให้หวยแม่น /strongbr /ฟังก์ชั่นพวกนี้ต้องตอบโจทย์พวกนี้ถ้ายังปนเปื้อนอยู่กับโลก แต่ต้องผูกโยงกับโลกกุตระด้วย ไม่ใช่ตัดขาดจากกัน ซึ่งกลับมาสู่ประเด็นเรื่องการมีเสรีภาพ ถ้ามีเสรีภาพ การตั้งคำถามกับปรากฏการณ์เหล่านี้ก็จะเปิดกว้าง และเปิดกว้างสำหรับการตั้งคำถามในมิติอื่นๆ/p pปรากฏการณ์ของศาสนาพุทธตอนนี้มันงง และเข้าใจแบบงงๆ ต่างคนต่างหลอกกัน ซึ่งในความสัมพันธ์แบบศิษย์กับครูบาอาจารย์ เราจะทะเลาะกันตลอดเวลา แต่ทุกวันนี้เป็นการสัมพันธ์กันแบบคุณอยากได้อะไรฉันให้คุณหมด ความสัมพันธ์เชิงกัลยาณมิตร ความใกล้ชิด การตักเตือนกันได้ มันหมดไป จนผมก็ไม่รู้ว่าพุทธแบบทางการมันเหลืออะไรที่ควรรักษาไว้บ้าง/p pstrongคำถามว่า ไตรภูมิพระร่วงมีอิทธิพลต่อความคิดความเชื่อ แต่มันมีฟังก์ชั่นอย่างไร เพราะดูเหมือนมันทำหน้าที่ให้คนยอมรับสถานะของตนเองไม่ต่อสู้ มันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคำสอนทางศาสนาหรือไม่/strongbr /วิจักขณ์มองว่า ไม่ใช่ เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้คนเกิดจินตนาการไปกับมัน และทำให้เกิดความรู้สึกว่ามันสำคัญ แต่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าไหม มันไม่ใช่ และถ้าถามว่ามันมีการตีความอย่างอื่นไหม มันก็มีแต่ทำไมเรายึดกับไตรภูมิพระร่วงbr /br /แต่การสร้างให้ไตรภูมิพระร่างมีความเป็นสถาบันขึ้นมาได้ ก็เพราะมันมาตอบโจทย์เรื่องนี้ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่ได้ตอบไว้ อ่านแล้วก็อิน แล้วก็รู้สึกว่าเราเกิดมาเป็นมนุษย์มีกรรม มีอิทธิพลในฟังก์ชั่นนี้ ทำให้ศาสนาพุทธมีความยิ่งใหญ่มี originalitybr /br /strongอนาคตของเถรวาทในสังคมไทย /strongbr /เถรวาทนั้นเป็นพุทธของชนชั้นนำ ที่ต้องหล่อหลอมจินตนาการของคน คนที่ศึกษาพุทธแบบนี้ต้องวิพากษ์วิจารณ์มัน ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นเจ้าbr /br /พัฒนาการของพุทธแบบสถาบันมีความพยายามที่จะทำให้มันแข็งตัวมากขึ้น งี่เง่ามากขึ้น แต่พุทธแบบนี้เพิ่งเกิดมาได้เพียงร้อยกว่าปีมานี้เอง อย่างศาสนาคริสต์เองก็มีประวัติศาสตร์มายาวนานและปรับตัว ในอดีต ศาสนาคริสต์ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์เยอะ โป๊ปคนปัจจุบันก็มีความ amazing มาก/p pขณะที่พุทธของไทยในปัจจุบันนี้น่าสนใจมากเพราะมันไม่มั่นคง เพราะยึดโยงกับสถาบันอื่นๆ ด้วยซึ่งก็ไม่มั่นคงพอกัน ปรากฏการณ์เคลื่อนไหวปกป้องศาสนาพุทธด้วยข้อเสนอร่างพระราชบัญญัติปกป้องพระพุทธศาสนาที่เกิดขึ้นก็น่าสนใจ เพราะแสดงว่าความกลัวภัยนั้นเพิ่มขึ้น และกำลังทำให้ศาสนาที่เป็นอเทวนิยมกลายเป็นเทวนิยมbr /br /แต่อเทวนิยมนั้นกำลังผันเป็นเทวนิยม เพราะไปดึงอำนาจนอกตัวมาปกป้อง และทำให้อำนาจนั้นเป็นอำนาจที่สูงสุด ดีงามที่สุดแทนที่ศาสนาพุทธจะทำให้คนได้ทำให้ตัวเองบริสุทธิ์ขึ้นกลับกลายเป็นการรับใช้ความดีที่สูงกว่า เช่น ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป ฆ่าเวลาบาปกว่าฆ่าคน หรือในกรณีของพม่า ฆ่าโรฮิงญาไม่บาป หรือฆ่าปลาใส่บาตรพระไม่บาป ทำให้เราอยู่ในวาทกรรมแบบนี้ ทำให้คนรุนแรงมากขึ้น เป็นวัฒนธรรมที่สะสมความรุนแรงมาก พร้อมจะรับใช้ความดีที่สูงกว่าbr /br /ถามว่าศาสนาพุทธรับใช้เพื่อนมนุษย์ไหม มันไม่มีมิติที่จะรับใช้คนด้วยกันตรงๆ เลย ทำดีหวังชาติหน้า ทำให้สงสัยว่านี่เป็นพุทธภาษาอะไร ซึ่งเขามองเปรียบเทียบกรณีพุทธที่สุดโต่งในเมียนมาร์ ก็สะท้อนปรากฏการณ์บางอย่างในประเทศแถบนี้ว่ามีลักษณะร่วมของความรู้สึก Postcolonial ที่ยังไปไม่พ้นความรู้สึกนี้br /br /strongอะไรเป็นความกลัวของพุทธวันนี้ /strongbr /ประการแรก คือ ความกลัวอิสลาม มีความกลัวว่าจะถูกกลืน แม้แต่การตั้งธนาคารอิสลาม และมีความพยายามจะตั้งธนาคารพุทธมาสู้br /br /ประการต่อมา คือความกลัวฮินดู เพราะฮินดูจะใช้วีธีกลืนเทวะของศาสนาอื่นๆ ไม่ปฏิเสธ ยอมรับคนอื่นก่อน และสุดท้ายก็จะสามารถกลืนเข้าด้วยกัน ซึ่งจริงๆ เป็นวิธีเดียวกับพุทธสมัยก่อน ที่พยายามยอมรับคนอื่น แต่ปัจจุบันมีความพยามยามอธิบายและรักษาวิถีพุทธดั้งเดิม ซึ่งส่วนตัวเขาคิดว่าคำว่าสังคายนาในศาสนาพุทธนั้น เขาไม่ค่อยรู้สึกร่วมด้วย การสังคายนาแบบทางการเป็นสิ่งที่ตลกเพราะไม่รู้ว่าพุทธแท้คืออะไรbr /br /ประการที่สาม คือ กลัวการแตกนิกาย มีการอ้างประวัติศาสตร์ความเสื่อมของพุทธในอินเดีย ว่าเป็นเพราะพุทธตันตระเข้ามา หรือมีพุทธแบบทิเบตเข้ามา ไม่ได้มีความ critical มากพอที่จะยอมรับ ที่ไปเที่ยวทิเบตกัน ก็ไปดูเขาพูดถึงดาไลลามะ หรือ ติช นัท ฮันห์ แล้วน้ำตาไหล แต่ไม่รู้ว่านั่นเขาเป็นสายมหายาน ที่มีการเผชิญรูปแบบชีวิต สัญญะที่ละเอียดมากขึ้น เราไม่ตีความในแง่นั้น ทำให้เราเสียโอกาสในการเรียนรู้จากคนอื่นมาก ทำให้เรา ignorance มากขึ้นbr /br /ความกลัวอื่นๆ ก็เช่น กลัวผู้หญิง เชื่อว่าถ้าอนุญาตให้ผู้หญิงมาบวช ศาสนาจะเสื่อมภายใน 500 ปี เป็นต้นbr /br /สุดท้ายถ้าเราก้าวข้ามมายาคติเหล่านี้ไปได้เราไม่ต้องเป็นพุทธก็ได้ ถ้าเราเป็นคนปฏิบัติจริง ถ้าเราเริ่มเรียนอย่างปัจเจกก็จะเริ่มเข้าใจว่าอดีตเขาเรียนกันอย่างไร มหายานปนกับเถรวาท พุทธปนผี ปนไสยศาสตร์ ปะปนกันไปหมด/p pnbsp;/p pstrongหมายเหตุ/strong การเสวนานี้มีเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบมาบันทึกวิดีโอการเสวนา/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="//feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/FvwGP0QVLrw" height="1" width="1" alt=""/