ประชาไท

Syndicate content
Updated: 2 min 19 sec ago

ชาญชัย ลิขิตจิตถะ อดีตประธานศาลฎีกาและองคมนตรีถึงแก่อสัญกรรม

Wed, 18/01/2017 - 15:11
pชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรี 2 รัชกาล อดีต รมว.ยุติธรรมรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และอดีตประธานศาลฎีกาสมัยตุลาการภิวัตน์ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว อายุรวม 71 ปี/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/1/534/31538605724_cb713296b9_z.jpg" style="width: 560px; height: 309px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"strong(ซ้าย) ชาญชัย ลิขิตจิตถะ (ขวา) แฟ้มภาพ/ผัน จันทรปาน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ) ปฎิบัติหน้าที่ประธาน ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อัขราทร จุฬารัตน์ ประธาน ศาลปกครองสูงสุด ชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกา กำลังประชุมหาทางออกแก้วิกฤติการเมือง เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2549 (ที่มา: หนังสือพิมพ์แนวหน้า)/strong/span/p pnbsp;/p p18 ม.ค. 2560 ชาญชัย ลิขิตจิตถะ องคมนตรีและอดีตประธานศาลฎีกา ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อเวลา 08.30 น. ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อายุรวม 71 ปี ด้วยโรคปัญหาเกี่ยวกับระบบเลือด/p pก่อนหน้านี้ชาญชัย เคยดำรงตำแหน่งประธานศาลฎีกา และกรรมการกฤษฎีกา และหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เคยถูกทาบทามจากคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ในที่สุดทาง คปค. ได้ตัดสินใจเลือก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรีแทน ส่วนชาญชัยถูกเลือกให้เป็น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในคณะรัฐมนตรีแทน/p pเมื่อพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว ชาญชัยยื่นหนังสือถึงประธานศาลฎีกา เพื่อขอกลับรับราชการเป็นผู้พิพากษาอาวุโส และต่อมาได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นองคมนตรีในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน nbsp;2551 และได้รับโปรดเกล้าฯ เป็นองคมนตรีในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2559/p pnbsp;/p h3span style="color:#0000cd;"strongชาญชัย ลิขิตจิตถะ และบทบาทช่วงตุลาการภิวัตน์/strong/span/h3 pในช่วงวิกฤตการเมือง หลังจัดการเลือกตั้งวันที่ 2 เมษายน 2549 และมีผู้สมัครคนเดียวในหลายเขตเลือกตั้งของภาคใต้ ทำให้ต้องกำหนดวันเลือกตั้งเพิ่มเติมในวันที่ 23 เมษายน นั้น/p pต่อมาในวันที่ 25 เมษายน 2549 อักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด พร้อมด้วยตุลาการศาลปกครองสูงสุด และชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกา นำผู้พิพากษาประจำศาล สำนักงานศาลยุติธรรม เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับตำแหน่งหน้าที่ โดยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีพระราชดำรัสแก่คณะตุลาการ ทรงชี้แนะให้พิจารณาว่าการที่ต้องมีการเลือกตั้งภายใน 30 วัน หลังยุบสภานั้นถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งทรงแสดงความเห็นว่าการเลือกตั้งโดยมีผู้สมัครพรรคเดียวไม่เป็นประชาธิปไตย นอกจากนี้มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับเรื่องข้อเสนอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน และมาตรา 7 ในรัฐธรรมนูญ 2540 โดยทรงกล่าวว่า "เป็นการอ้างที่ผิด มันอ้างไม่ได้" การปกครองแบบมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข มิได้ให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจทำอะไรได้ทุกอย่าง และทรงแนะแนวทางให้ฝ่ายตุลาการ คือ ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด และศาลรัฐธรรมนูญ ร่วมกันหารือเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น a href="http://prachatai.org/journal/2006/04/8196"(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)/a/p pต่อมาในวันที่ 28 เมษายน 2549 ที่อาคารสำนักงานยุติธรรม ถนนรัชดาภิเษก ชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกา อัขราทร จุฬารัตน์ ประธานศาลปกครองสูงสุด และผัน จันทรปาน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปฏิบัติหน้าที่ประธานที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมกับคณะตุลาการทั้ง 3 ฝ่ายประชุมปรึกษาหารือร่วมกันเพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาการเมือง/p pในรายงานของa href="http://wbns.oas.psu.ac.th/shownews.php?news_id=37019"แนวหน้า/a หลังแล้วเสร็จการประชุม เวลา 12.00 น. จรัญ ภักดีธนากุล เลขาธิการประธานศาลฎีกาในขณะนั้นแถลงว่า จากการแลกเปลี่ยนความเห็นข้อกฎหมายในหลายประเด็นแล้ว ทั้ง 3 ศาล มีความเห็นพ้องกันใน 3 ประเด็นว่า 1.แต่ละศาลจะเร่งรัดพิจารณาพิพากษาคดีและดำเนินการในส่วนที่อยู่อำนาจหน้าที่ของแต่ละศาล ให้รวดเร็วทันต่อของความเร่งด่วนในแต่ปัญหาที่เกิดขึ้น/p p2.การพิจารณาคดีความแต่ละศาล จะต้องใช้และตีความตัวบทกฎหมายเดียวกันนั้นต้องระมัดระวัง ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันทั้งนี้เพื่อป้องกันความขัดแย้งและสับสนของประชาชน/p pและ 3.ในการดำเนินการของแต่ละศาลนั้นยังต้องยึดถือหลักความเป็นอิสระของศาล ตามเขตอำนาจแต่ละศาลให้ดำเนินไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ด้วยความสุจริตและยุติธรรม/p pโดยทั้ง 3 ประเด็นนี้เป็นข้อยุติที่ประธานทั้งสามศาลเห็นพ้องต้องกันอย่างไม่มีข้อแม้ ส่วนรายละเอียดของวิธีดำเนินการต่างๆ จะเป็นเรื่องที่แต่ละศาลจะต้องไปพิจารณาพิพากษาในแต่อรรถคดีที่ขึ้นไปสู่ศาลแต่ละศาล จะนำไปเปิดเผยล่วงหน้าก่อนที่จะมีคดีไปสู่ศาลไม่ได้ ซึ่งคาดว่าประธานทั้ง 3 จะมีการประชุมกันอีก แต่ยังไม่ได้นัดวันเวลากันแต่อย่างใด/p pเลขานุการประธานศาลฎีกา กล่าวอีกว่า ที่ประชุมได้นำเกือบทุกประเด็นปัญหาของบ้านเมือง อาทิ การจะให้เดินหน้าการเลือกตั้งในวันที่ 29 เมษายนต่อไปหรือไม่ การเลือกตั้งในวันที่ 2 เมษายน ชอบธรรมด้วยกฎหมายหรือไม่ แต่ไม่มีข้อยุติ ถ้ามีการลงมติของประธานทั้ง 3 ศาล จะถือเป็นการชี้นำการพิจารณาคดี โดยสภาพแล้วทำไม่ได้ ทุกศาลจะต้องดำเนินการให้รวดเร็วทันต่อเหตุการณ์บ้านเมือง ทันต่อความจำเป็นเร่งด่วน ของแต่ละเรื่อง แต่จะชะลอหรือไม่ศาลจะเป็นผู้ตอบในคดีที่ค้างศาลอยู่ในเวลานี้แม้การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นศาลก็จะพิจารณาที่เป็นอิสระ/p pต่อมาศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดการพิจารณาวินิจฉัย ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2549 โดยศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 6 ชี้ว่า การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ในประเด็นกำหนดวันเลือกตั้งไม่เป็นธรรม และการจัดคูหาหันหลังให้คณะกรรมการทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ พร้อมมีมติ 9 ต่อ 5 ให้จัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งกระบวนการ a href="http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9490000060310"(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)/a/p pและหลังจากนั้น กรณีที่ถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ในเวลานั้น ยื่นฟ้อง กกต. ในความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ความผิดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภานำมาซึ่งคำพิพากษาให้ กกต.ต้องโทษจำคุก และออกจากตำแหน่งไปเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2549 มีการสรรหา กกต.ใหม่ และกำหนดการเลือกตั้งใหม่ ตามพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ในวันที่ 15 ตุลาคม 2549 อย่างไรก็ตามมีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เกิดขึ้นเสียก่อน ทำให้ไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้น/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/MSIhCaL7yUA" height="1" width="1" alt=""/

ผบ.สส. ระบุกองทัพพร้อมเดินหน้าเพื่อการปรองดอง ไม่สนข้อครหาว่าเป็นคู่ขัดแย้ง

Wed, 18/01/2017 - 15:05
pผู้บัญชาการทหารสูงสุด กองทัพหนุนรัฐบาลคสช. เต็มที่เรื่องสร้างความปรองดอง ไม่สนข้อครหาว่าเป็นคู่ขัดแย้ง ชี้เป็นเพียงความคิดของคนไม่กี่คน ด้าน ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ระบุ คกก.ป.ย.ป. ต้องหลากหลาย ไม่ใช่มีแต่ทหารเพียงฝ่ายเดียว/p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/1/706/31570246353_21d62e2f52.jpg" style="width: 500px; height: 305px;" //p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ffa500;"ภาพจาก: /spana href="http://www.tnamcot.com/wp-content/uploads/image/2017/01/18/2449636.jpg"span style="color:#ffa500;"สำนักข่าวไทย/span/a/strong/p p18 ม.ค. 2560 พล.อ.สุรพงษ์nbsp; สุวรรณอัตถ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) แถลงหลังเป็นประธานเนื่องในวันกองทัพไทย ว่า การจัดงานในครั้งนี้เพื่อรำลึกถึงสมเด็จพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช รวมถึงบูรพกษัตริย์ทุกพระองค์ และบรรพชนในอดีตที่สละเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อปกป้องรักษาผืนแผ่นดินไทยไว้เป็นมรดกตกทอดมาจนทุกวันนี้nbsp; ซึ่งวันนี้เป็นวันสำคัญที่ทหารทุกนายจะต้องตระหนักถึงภาระหน้าที่ในการปกป้องผืนแผ่นดินไทย รักษาบ้านเมืองไว้ให้ลูกหลาน ขอให้ความมั่นใจว่าว่ากองทัพพร้อมปกป้องสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และให้การสนับสนุนงานของรัฐบาลอย่างเต็มกำลังความสามารถ/p pสำหรับจุดยืนของกองทัพไทยในช่วงที่เปลี่ยนผ่านไปสู่การเลือกตั้งนั้น ผบ.สส. กล่าวว่า nbsp;กองทัพสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพราะรัฐบาลมีความตั้งใจที่จะทำให้ประเทศชาติก้าวหน้าซึ่งไทยอยู่ในวังวนปัญหามากกว่า 10 ปีแล้วดังนั้น จะต้องช่วยกันทำให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย เดินหน้าต่อไปประชาชนอยู่อย่างสงบสุข อยู่ดีกินดี ประเทศก้าวไปสู่ความทันสมัย/p pเมื่อถามว่ากองทัพเตรียมการเพื่อนำไปสู่ความปรองดองอย่างไรบ้าง พล.อ.สุรพงษ์ กล่าวว่า กองทัพมีความพร้อมและทุ่มเททุกอย่างในการสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลและ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ซึ่งปัจจุบันมีการตั้งคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง nbsp;(ป.ย.ป.) nbsp;เชื่อว่าเป็นกลไกที่เป็นประโยชน์ ช่วยให้ประเทศชาติก้าวข้ามปัญหาต่าง ๆ ซึ่งกองทัพพร้อมสนับสนุนและจะทำทุกอย่างเพื่อให้การทำงานสำเร็จลุล่วงด้วยดี nbsp;ส่วนการเตรียมแผนพูดคุยกับกลุ่มการเมือง ขณะนี้อยู่ในระหว่างเตรียมการ ซึ่งอยากให้ทุกส่วนให้การสนับสนุน เพราะเป็นโอกาสที่สำคัญและมีไม่บ่อยนัก จะทำให้ประเทศไทยของเราก้าวข้ามปัญหาต่างๆในอดีตไปได้/p p“การทำงานของป.ย.ป. ประกอบด้วย 4 ส่วน เหมือนกับรถยนต์ ที่ติดอยู่ในหล่ม พยายามแก้ปัญหาด้วยล้อใดล้อหนึ่งก็ทำไม่ได้สักที ตอนเห็นจึงเห็นว่ามี 4 ล้อ ดังนั้นต้องแก้ทั้ง 4 กลุ่มงาน ป.แรก คือการปฏิรูปประเทศซึ่งดำเนินการอยู่แล้ว ส่วน ย. คือยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งที่ผ่านมาการทำงานจะหวังแค่ผลระยะสั้น nbsp;การทำงานระยะยาวไม่มีแผนชัดเจน ส่วนป.ปรองดอง มีความจำเป็น เพราะเราอยู่ในปัญหาความขัดแย้งที่แก้ด้วยวิธีรุนแรงมานาน nbsp;จำเป็นต้องหาทางออก สุดท้ายคือกลุ่มที่ช่วยในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งหากเราแก้ปัญหาทั้ง 4 กลุ่มงานก็จะทำให้เราก้าวพ้นไปได้” ผบ.สส. กล่าว/p pต่อข้อถามว่า มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ยากหรือไม่เกิดขึ้น และกองทัพก็เป็นคู่ขัดแย้งของคนบางกลุ่ม nbsp;ผบ.สส.กล่าวว่า เป็นความคิดเห็นของคนบางคน ซึ่งหัวหน้าคสช.และนายกรัฐมนตรี มีความมุ่งมั่น ทำอย่างเต็มที่ที่จะให้ประเทศไทยกลับไปสู่ความสงบสุขnbsp; หากทุกคนให้การสนับสนุนทั้ง 4 กลุ่มงาน ประเทศไทยก็จะขับเคลื่อนก้าวข้ามปัญหาไปได้ nbsp;ส่วนที่มีบางกลุ่มประกาศตัวไม่เข้าร่วม ขอให้มองประเทศชาติและส่วนรวมเป็นที่ตั้ง/p pstrongผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ชี้ใช้ทหารเป็นองค์ประกอบหลักในการแก้ไขความขัดแย้งไม่ได้/strong/p pด้าน พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผู้อำนวยการสำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า ในฐานะเลขานุการอนุกรรมาธิการรวบรวมข้อเสนอการแก้ปัญหาความขัดแย้ง ในกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เปิดเผยว่า จะประชุมนัดแรกวันจันทร์ที่23 ม.ค. นี้ เวลา 13.00 น. เพื่อหามาตรการสร้างความปรองดองที่ยังไม่สำเร็จให้ได้ข้อสรุปก่อนเสนอไปยังรัฐบาล อาทิ มาตรการการพักโทษ ที่ให้ผู้กระทำความผิดรับสารภาพก่อนเข้าสู่กระบวกการชะลอโทษ 5 ปี ซึ่งหากไม่กระทำความผิดซ้ำโทษดังกล่าวก็จะหมดไป/p p“เรื่องความปรองดองมีการศึกษามาเป็นเวลานาน และมีเอกสารจากหลายคณะ ดังนั้น สามารถนำมาทำเป็นแผนขับเคลื่อน และเปิดพื้นที่ให้กลุ่มต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วม พร้อมเห็นว่ารัฐบาลควรกำหนดแผนสร้างความปรองดองให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และควรออกเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ หรือพระราชกำหนดใช้บังคับ” พล.อ.เอกชัย กล่าว/p pพล.อ.เอกชัย กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ความปรองดองยังไม่เกิดขึ้น เพราะผู้ที่ดำเนินการเรื่องนี้ไม่อดทนต่อการรับฟังความคิดเห็นต่าง ไม่เปิดใจมุ่งมั่นทำให้สำเร็จ และดำเนินการไม่ต่อเนื่อง ซึ่งหากต้องการให้สำเร็จ ต้องทำอย่างจริงจัง อย่าอคติ อย่าเอาชื่อคนเป็นที่ตั้ง เพราะสุดท้ายจะไม่เห็นผล ไม่ต้องมองข้างหลัง ให้ดูที่มีการเสนอว่าจะเคลื่อนอย่างไรให้สำเร็จและเปิดพื้นที่พูดคุยกัน/p pส่วนกรณีที่มีคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง(ป.ย.ป.) โดยมีทหารดำเนินการ จะสำเร็จหรือไม่ พล.อ.เอกชัย กล่าวว่า ต้องถามใจว่ามีความมุ่งมั่นหรือไม่ แต่เชื่อว่ารัฐบาลนี้ทำได้ เพราะไม่มีรัฐบาลใดจะมีอำนาจสูงสุดเท่ารัฐบาลชุดนี้อีกแล้ว แต่จะใช้ทหารเป็นองค์ประกอบหลักในการแก้ไขปัญหาเรื่องความขัดแย้งไม่ได้ ต้องมีบุคคลหลากหลาย และเรื่องความปรองดองจะใช้อำนาจหรือกำลังไม่ได้ ต้องใช้ปัญญาและความรู้/p pเรียบเรียงจาก : a href="http://www.tnamcot.com/content/637498"สำนักข่าวไทย 1/a ,a href="http://www.tnamcot.com/content/637357" 2/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/iBEVRili--o" height="1" width="1" alt=""/

ไปให้ไกลกว่า ‘รถตู้มหาภัย’

Wed, 18/01/2017 - 14:14
pรื้อกระบวนทัศน์-โครงสร้างการขนส่งสาธารณะ เมื่อความปลอดภัยในการเดินทางสาธารณะต้องเป็นสิทธิพื้นฐาน นักวิชาการเผยที่ผ่านมารัฐไม่เคยวางแผนภาพใหญ่ ปล่อยให้วินเกิดแบบไม่มีแผนรองรับ ทั้งที่การขนส่ง-ผังเมือง-การใช้ประโยชน์ที่ดินต้องไปด้วยกัน แนะทำแผนภาพใหญ่ ยกระดับวินเป็นนิติบุคคล สร้างระบบการรับผิดชอบร่วม/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/1/420/32003311400_6c0246732c_z.jpg" style="width: 540px; height: 311px;" //p pโศกนาฏกรรมรถตู้ที่เกิดขึ้นช่วงปีใหม่ตามมาด้วยปรากฏการณ์ล้อมคอกดังเหตุการณ์อื่นๆ ก่อนหน้า หลังจากกระแสซบซา โดยมากแล้วก็กลับคืนสู่รูปเดิม ชีวิตของประชาชนหวนคืนสู่การแขวนอย่างหมิ่นเหม่บนเส้นด้ายบางๆ ของดวงชะตา บุญกรรม และพระเครื่องที่ห้อยคอ/p pการตอบสนองของภาครัฐช่วยให้อุ่นใจได้บ้างในช่วงแรกๆ แต่ในระยะยาว โศกนาฏกรรมล่าสุดไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน บางทีการแก้ปัญหารถตู้คงไม่ใช่การเพ่งมองเฉพาะ ‘รถตู้’ แต่ต้องขุดลึกถึงระดับกระบวนทัศน์ของรัฐต่อการมองประเด็น ‘การขนส่งสาธารณะ’ ยาวไกลไปถึงการวางผังเมือง นั่นหมายความว่าต้องมีการวางแผนอย่างเป็นระบบในภาพใหญ่/p pซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยในขณะนี้-ไม่มี/p pstrongรื้อกระบวนทัศน์รัฐ เมื่อความปลอดภัยในการเดินทางสาธารณะเป็นสิทธิพื้นฐาน/strong/p pอภิวัฒน์ รัตนวราหะ ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนตั้งคำถามถอยกลับไปขั้นรากฐานหน้าที่ของรัฐว่า ความปลอดภัยในการเดินทางเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนหรือไม่ คำตอบของเขาคือ ใช่ ผนวกเรื่องความเป็นธรรมเข้าไป รัฐต้องวางนโยบายขนส่งสาธารณะที่ช่วยเหลือคนจน คนด้อยโอกาสในสังคมก่อน/p p“ผมต้องการจะบอกว่าความปลอดภัยในการเดินทางสาธารณะเป็นสิทธิพื้นฐาน เมื่อความปลอดภัยมีต้นทุน ไม่ว่ารัฐจะต้องทุ่มเงินเท่าไหร่ ก็ต้องทำให้การเดินทางขนส่งสาธารณะปลอดภัย ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับบริการขนส่งสาธารณะ การขนส่งสาธารณะอย่างรถตู้ คนที่ใช้ไม่ได้เป็นคนจนที่สุดของสังคม คนจนที่สุดในสังคมไม่ได้ใช้รถตู้เสมอไป ในบางกรณี ใช่ แต่โดยมาก ในเมือง คนที่ใช้รถตู้เป็นชนชั้นกลางขึ้นไป ดังนั้น เราต้องเคลียร์ก่อนว่ารัฐต้องการสนับสนุนให้เกิดการเดินทางสาธารณะทั้งภายในเมืองและระหว่างเมืองด้วยรูปแบบไหน ที่มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม”/p pอภิวัฒน์ย้ำเจตนาของเขาว่า ในกรณีการเดินทางระหว่างเมือง ไม่ได้บอกให้ต้องทำสำหรับคนจนที่สุดเท่านั้น รัฐจึงจะเข้าไปอุดหนุน แต่เมื่อเทียบระหว่างรถยนต์ส่วนตัวกับรถสาธารณะ เหตุผลที่รัฐยังจำเป็นและควรเข้าไปช่วยอุดหนุนรถโดยสารสาธารณะระหว่างเมืองก็เป็นเพราะว่ารัฐต้องพยายามให้คนใช้รถส่วนตัวน้อยที่สุด นี่ไม่นับว่ายังมีคนอีกมากที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัว นี่คือเหตุผลว่าทำไมรัฐยังคงต้องเข้าไปช่วยอุดหนุนรถโดยสารระหว่างเมืองให้มีความสะดวก ปลอดภัยมากกว่าที่เป็นอยู่/p pstrongขนส่ง-ผังเมือง-การใช้ประโยชน์ที่ดิน ต้องไปด้วยกัน/strong/p pดูจากแนวนโยบายที่ผ่านๆ มา เห็นได้ชัดว่ารัฐจัดลำดับความสำคัญรถโดยสารสาธารณะไว้อันดับหลังๆ ในแง่คะแนนนิยมและการกระตุ้นเศรษฐกิจ รถโดยสารสาธารณะเทียบไม่ได้กับระบบรางที่กำลังเร่งผลักดัน การลงทุนในส่วนนี้จึงน้อยมาก ที่ผ่านมาบริษัท ขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. แทบจะไม่มีการปรับองค์กรและเส้นทางที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการเดินทาง จึงเกิดปัญหาว่าเส้นทางของ ขสมก. ไม่สามารถแข่งกับรถตู้ได้ เนื่องจากรถตู้ภายในเมืองมีความยืดหยุ่นกว่า เขตนอกเมืองก็เช่นกัน รถตู้สามารถแข่งขันได้มากกว่ารถใหญ่ของ ขสมก. หรือรถร่วม ซึ่งก็ย้อนกลับมาว่ารัฐไม่ได้มีแผนใหญ่เรื่องการขนส่งสาธารณะทั้งภายในเมืองและระหว่างเมือง เป็นข้อสังเกตภาพใหญ่ของอภิวัฒน์/p blockquotep style="text-align: center;"strong“ผมต้องการจะบอกว่าความปลอดภัยในการเดินทางสาธารณะเป็นสิทธิพื้นฐาน เมื่อความปลอดภัยมีต้นทุน ไม่ว่ารัฐจะต้องทุ่มเงินเท่าไหร่ ก็ต้องทำให้การเดินทางขนส่งสาธารณะปลอดภัย"/strong/p /blockquote p“การบริการรถโดยสารสาธารณะจึงกลายเป็นสิ่งที่เอกชนทำไป โดยที่รัฐไม่มีแผนวางไว้ เมื่อไม่มีแผนก็ทำให้ไม่รู้ว่าตรงไหนจะขาดทุนและรัฐต้องเข้าไปช่วยเหลือหรืออุดหนุน แล้วถ้าตรงไหนทำกำไรก็เอาส่วนที่ทำกำไรจากตรงนั้นมาโปะส่วนที่ขาดทุนแต่จำเป็น”/p pความยืดหยุ่น ความเร็ว ความถี่ในการออกรถ การไปส่งถึงที่หมายปลายทาง มีวินที่อยู่ใกล้แหล่งชุมชนสามารถเดินทางไปได้สะดวก กลายเป็นข้อได้เปรียบที่รถทัวร์ขนาดใหญ่และรถเมล์มีให้ผู้โดยสารไม่ได้ เฉพาะประเด็นที่ตั้งสถานีขนส่งก็เห็นชัด สถานีขนส่งในกรุงเทพฯ ไม่นับเอกมัย (ซึ่งก็มีข่าวว่าจะย้ายไกลออกไปในอนาคต) ทั้งหมอชิตและสายใต้ใหม่ตั้งอยู่ห่างออกไปจากตัวเมือง หรือในกรณีสถานีขนส่งหมอชิตกลับไม่ได้ทำการเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าอย่างที่ควรจะเป็น/p p“การที่สถานีขนส่งในต่างจังหวัดอยู่ห่างจากเมือง คือแต่เดิมรถวิ่งเข้าไปกลางเมือง แต่เมื่อเมืองขยายมากขึ้น มีความหนาแน่นมากขึ้น มีคนใช้มากขึ้น ที่ที่มีอยู่เดิมไม่พอ แล้วก็ไม่มีการขยาย เนื่องจากการวางผังเมืองของประเทศไทยไม่ได้คิดไกลไปถึงโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีขนส่ง เมื่อการวางผังเมืองกับการวางแผนขนส่งสาธารณะไม่ได้ไปด้วยกัน จึงเกิดปัญหาสถานีขนส่งไปอยู่ข้างนอกเมือง/p p“ในภาพใหญ่กว่านั้น ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เหตุผลหนึ่งที่รถตู้รุ่งเรืองได้ เพราะผังเมืองไม่ได้วางแผนไปกับการขนส่งสาธารณะและไม่มีการพัฒนาเมืองให้มีความหนาแน่นมากพอ ทำให้เกิดการพัฒนาหมู่บ้านจัดสรรและการพัฒนาเมืองแบบกระจัดกระจาย สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีที่อยู่อาศัยที่ขนส่งสาธารณะเข้าไม่ถึง ถ้าคนมีเงินก็ซื้อรถ แต่คนจำนวนมากที่ไปอยู่หมู่บ้านจัดสรรที่ไกลออกไปเพราะที่ดินหรือโครงการที่อยู่อาศัยในเมืองมีราคาแพง รถเมล์ก็ไม่คุ้มที่จะเข้าไป กลายเป็นมอร์เตอร์ไซค์รับจ้างกับรถตู้ที่เข้ามารับในส่วนนี้”/p blockquotep style="text-align: center;"strong“เราต้องเปลี่ยนระบบแรงจูงใจใหม่ ให้ความปลอดภัยเป็นตัวตั้ง แต่จะทำอย่างนั้นได้ก็ต้องมีระบบสวัสดิการให้กับคนขับที่ไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนรอบหรือความเร็ว จะไปถึงสวัสดิการได้ต้องมีการรวมตัวที่แข็งกว่านี้และรวมตัวในระดับองค์กรที่มีกฎหมายรองรับ"/strong/p /blockquote pคือตัวอย่างของการวางผังเมืองที่ไม่มีประสิทธิภาพที่ทำให้เกิดปัญหาการขนส่งสาธารณะที่ไม่มีประสิทธิภาพไปพร้อมๆ กัน การวางแผนการขนส่งสาธารณะ การวางผังเมืองและการใช้ประโยชน์ที่ดิน จึงต้องถูกคิดในภาพรวมพร้อมกัน/p pซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยในขณะนี้-ไม่มี/p pstrongแผนการขนส่งสาธารณะคือไม่มีแผน/strong/p pเมื่อแผนการขนส่งสาธารณะเดียวที่มีคือไม่มีแผน ลักษณะการกำกับที่ผ่านมาของรัฐจึงเป็นในลักษณะว่า เอกชนรายไหนมาขอเปิดเส้นทาง รัฐจะเช็คว่าเปิดได้หรือไม่ ถ้าได้ก็ปล่อยให้เปิด รถทัวร์ขนาดใหญ่จึงเกิดขึ้นได้ยากกว่ารถตู้ เนื่องจากรถตู้มีจุดคุ้มทุนต่ำกว่า จากนั้นก็รั้งรอให้เกิดปัญหาขึ้นเช่นกรณีล่าสุด แล้วคอยวิ่งไล่ตามแก้ปัญหา เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุก็เพราะตัวเส้นทางและจุดคุ้มทุนไม่ได้ถูกวางแผนมาตั้งแต่ต้น ทำให้ไม่มีการกำหนดมาตรฐานการบริการ/p p“เพราะไม่มีแผนใหญ่ด้านการขนส่งสาธารณะของประเทศ เอกชนก็ต้องลดต้นทุนของตัวเองเพื่อให้คุ้มทุน เอกชนซื้อรถมาและผ่อน รับต้นทุน เพราะเขาต้องไปกู้ซื้อรถ เนื่องจากรัฐไม่ได้ให้เงินช่วยเหลือผู้ประกอบการ เขาก็ต้องวิ่งให้ได้รอบมากที่สุดเพื่อเอาเงินนั้นไปผ่อน/p p“ถ้ารัฐบอกว่าเส้นทางนี้จะมีดีมานด์เท่านี้ก็จะสามารถบอกได้ว่า รถจะวิ่งแล้วปลอดภัยต้องมีรถจำนวนเท่าไหร่ เช่น เส้นทางจันทบุรีช่วงปีใหม่จะมีคนประมาณเท่านี้ ต้องมีรถวิ่ง 20 คัน ถ้าวิ่ง 3 เที่ยว แต่เนื่องจากไม่ได้วางแผนเลยกลายเป็นว่าแทนที่จะเป็น 3 รอบก็กลายเป็น 5 รอบ นี่คือสิ่งที่เรียกว่าไม่มีมาตรฐานการบริการ และเมื่อไม่มีแผน จึงไม่ได้เอาแผนนั้นมาแปลงเป็นกำลังคนที่จะมากำกับดูแลรถตู้”/p pstrongยกระดับวินรถตู้เป็นนิติบุคคล-สร้างระบบแรงจูงใจจากความปลอดภัย/strong/p p“ประเด็นสำคัญต่อมาคือ เนื่องจากที่ผ่านมารถตู้โดยมากเป็นผู้ประกอบการรายย่อย จำนวนมากเป็นผู้ที่ซื้อรถมาเองและผ่อนเอง แต่มารวมตัวกันหลวมๆ เป็นวิน อาจจะมีการบริการจัดการบางอย่างภายในวิน อาจมีคนที่มีรถหลายคันเป็นเถ้าแก่ แล้วก็ปล่อยให้คนอื่นเช่า อาจมีคนที่ซื้อรถมาแล้วจ้างคนอื่นมาเป็นคนขับ แต่ทั้งหมดตั้งอยู่บนฐานที่ว่ารายได้มาจากจำนวนรอบที่วิ่งเป็นหลัก ก็จะเกิดปัญหาแรงจูงใจที่ทำให้ต้องวิ่งให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุด”/p pอภิวัฒน์ย้ำว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อคนขับรถตู้ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของรถเองหรือรับจ้างขับก็ตาม คนกลุ่มนี้กลายเป็นแรงงานนอกระบบที่ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีรายได้พื้นฐาน แม้ว่ามีบางวินจะมีเงินเดือนให้ แต่ก็ยังมีรายได้เสริม แรงจูงใจ หรือเบี้ยขยันที่ไปอ้างอิงกับจำนวนรอบที่วิ่งได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรมีเลยในระบบขนส่งสาธารณะ เพราะขัดกับหลักความปลอดภัยอย่างยิ่ง/p blockquotep style="text-align: center;"strong"การวางผังเมืองของประเทศไทยไม่ได้คิดไกลไปถึงโครงสร้างพื้นฐานอย่างสถานีขนส่ง เมื่อการวางผังเมืองกับการวางแผนขนส่งสาธารณะไม่ได้ไปด้วยกัน จึงเกิดปัญหาสถานีขนส่งไปอยู่ข้างนอกเมือง"/strong/p /blockquote pขณะที่ในต่างประเทศกลับใช้ระบบที่กลับกันกับของไทย กล่าวคือรายได้หรือโบนัสจะขึ้นอยู่กับบันทึกความปลอดภัยของคนขับแต่ละคน การให้แรงจูงใจตามจำนวนรอบและความเร็วที่วิ่งโดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับความปลอดภัยเป็นระบบแรงจูงใจที่ผิด แต่ระบบที่ดีคือยิ่งขับขี่ปลอดภัยมากเท่าไหร่ยิ่งได้โบนัส/p pซึ่งเป็นสิ่งที่ประเทศไทยในขณะนี้-ไม่มี/p p“เราต้องเปลี่ยนระบบแรงจูงใจใหม่ ให้ความปลอดภัยเป็นตัวตั้ง แต่จะทำอย่างนั้นได้ก็ต้องมีระบบสวัสดิการให้กับคนขับที่ไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนรอบหรือความเร็ว จะไปถึงสวัสดิการได้ต้องมีการรวมตัวที่แข็งกว่านี้และรวมตัวในระดับองค์กรที่มีกฎหมายรองรับ เป็นนิติบุคคล อาจจะเป็นสหกรณ์ บริษัท หรืออะไรก็ตาม”/p pstrongChain of Responsibility/strong/p p“การรวมตัวนี้จะมีประโยชน์อีกประการหนึ่งคือการรับผิดชอบร่วมกัน Chain of Responsibility หรือห่วงโซ่ของความรับผิดชอบ เป็นแนวคิดที่อยู่ในนโยบายและกฎหมายการขนส่งของหลายประเทศ หลักมีอยู่ว่าความผิดซึ่งเกิดจากคนขับคนหนึ่ง ไม่ใช่ความผิดเฉพาะของคนคนนั้น แต่เป็นความผิดของทั้งระบบ อาจจะเป็นของหัวหน้า ของบริษัท การประยุกต์ใช้แนวคิดนี้กับการขนส่งผู้โดยสารมีตัวอย่างในนิวยอร์ก เป็นระบบที่เชื่อม 3 อย่างเข้าด้วยกัน คือเป็นระบบที่ควบคุมคนขับ พาหนะ และเส้นทาง ซึ่งต้องไปด้วยกัน แต่ของเราไม่ไปด้วยกัน ของเราจะกำกับดูแล 3 อย่างนี้แยกกัน ไม่เชื่อมกัน/p p“ผมยกตัวอย่าง ถ้าคนขับคนหนึ่งทำผิด แน่นอนว่าคนขับต้องรับผิดชอบ แต่ความผิดของคนคนนั้นต้องนับเป็นแต้มความผิดของทั้งวินซึ่งเป็นนิติบุคคลด้วย เมื่อคนขับคนหนึ่งทำผิดเกิน 3 ครั้งก็ขับต่อไม่ได้ เพราะแต้มจะสะสมความผิด ถ้าวินนั้นมีคนขับในวินทำผิดเกินที่กำหนด บริษัทนั้นก็ไม่สามารถวิ่งบนเส้นทางนั้นได้ เมื่อรัฐตรวจมาตรฐานรถยนต์แบบสุ่ม ถ้าค้นพบว่าผิดก็นับเป็นแต้มผิดด้วย นับเป็นปีในช่วงเวลาที่กำหนด ถ้าบริษัทนั้นมีบันทึกความผิดก็จะยกเลิกใบอนุญาตให้วิ่ง”/p pการจะทำให้ระบบนี้ทำงานได้ รัฐเองก็ต้องมีมาตรการตระเตรียมให้บริษัทอื่นมาวิ่งแทนเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน เพราะถ้าประชาชนไม่มีทางเลือก ผู้ประกอบการก็จะไม่สนใจกับมาตรการลงโทษ/p p“เหตุผลว่าทำไมนโยบายรถโดยสารสาธารณะของไทยยังไม่พัฒนาพอในเชิงกระบวนทัศน์ เพราะว่าเราแยกไม่ออกระหว่างสิ่งที่เรียกว่าการแข่งขันในตลาดกับการแข่งขันเพื่อตลาด ตอนนี้เป็นการแข่งขันในตลาดคือมีการแข่งขันที่ทำให้เกิดปัญหา เป็นเพราะนโยบายและการกำกับควบคุมของรัฐเป็นแบบการแข่งขันในตลาด แต่มันมีทางเลือกอื่นที่ทำให้ระบบการกำกับควบคุมพัฒนาขึ้นได้ คือต้องผสมทั้งการแข่งขันในตลาดและการแข่งขันเพื่อตลาด เพื่อให้มีการขนส่งโดยสารสาธารณะที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย”/p pซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ประเทศไทยยังไม่มี/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/DDOVbIFQVik" height="1" width="1" alt=""/

โอบามาลดโทษ 'เชลซี แมนนิ่ง' ผู้เปิดโปงกองทัพสหรัฐฯ เป็นอิสระ พ.ค.นี้

Wed, 18/01/2017 - 14:12
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/1/540/32341770276_e649d340cf.jpg" style="width: 408px; height: 500px;" /br /span style="color:#ff8c00;"strongภาพโดย a href="https://commons.wikimedia.org/wiki/File:C_Manning_Finish-1.jpg"Alicia Neal/a/strong/spanbr /nbsp;/p p18 ม.ค. 2560 บารัก โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกคำสั่งลดโทษ เชลซี แมนนิ่ง อดีตทหารสหรัฐฯ ผู้เปิดโปงกองทัพด้วยการส่งเอกสารให้กับวิกิลีกส์ จากการลดโทษดังกล่าวจะทำให้แมนนิ่งพ้นโทษในวันที่ 17 พ.ค. นี้/p pคำสั่งลดโทษให้แมนนิ่งนี้เป็นหนึ่งในคำสั่งชุดสุดท้ายภายใต้ตำแหน่งประธานาธิบดีของโอบามา ก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์จะเข้าสาบานตนรับตำแหน่งในวันที่ 20 ม.ค.นี้ โดยนอกจากแมนนิงแล้ว โอบามายังลดโทษให้บุคคล 209 รายและอภัยโทษให้ 64 ราย หนึ่งในผู้ได้รับการอภัยโทษคือ เจมส์ อี.คาร์ตไรท์ อดีตนายพลของกองทัพเรือ และอดีตรองประธานคณะเสนาธิการร่วมกองทัพสหรัฐอเมริกา ซึ่งรับสารภาพผิดในข้อหา ให้ข้อมูลเท็จกับเอฟบีไอ ในการสอบสวนเกี่ยวกับการให้สัมภาษณ์สื่อของเขาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน โดยเดิมเขาจะต้องรับโทษในเดือนนี้nbsp;/p pแมนนิงเป็นหญิงข้ามเพศที่ถูกลงโทษจำคุก 35 ปีจากการที่เธอเปิดโปงเอกสารลับของทางการสหรัฐฯ ซึ่งนับเป็นการต้องโทษจำคุกยาวนานที่สุดเมื่อเทียบกับผู้เปิดโปงความลับของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ เธอถูกกล่าวหาว่าทำให้ข้อมูลเอกสารและวิดีโอของทางการสหรัฐฯ จำนวนมากกว่า 700,000 ชิ้นรั่วไหลออกไปสู่สาธารณชน ซึ่งนับว่าเป็นการรั่วไหลของข้อมูลทางการทหารของสหรัฐฯ ที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ แมนนิ่งถูกตัดสินให้มีความผิด 20 ข้อหา ซึ่งหกข้อหาอ้างตามกฎหมายการจารกรรม โดยแมนนิ่งพ้นจากข้อกล่าวหาเรื่องการให้ความช่วยเหลือศัตรูมาได้/p pหลังคำตัดสิน แมนนิงประกาศว่าเธอเป็นหญิงข้ามเพศ และเปลี่ยนชื่อจาก "a href="http://prachatai.com/category/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B9%8C-%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%87"แบรดลีย์ แมนนิง/a" เป็น "เชลซี แมนนิง" เธอถูกจำคุกนานเกือบ 7 ปีแล้วในเรือนจำชายที่ฟอร์ท ลีเวนเวิร์ธ คุกทหารในรัฐแคนซิสnbsp;เมื่อปีที่แล้วเธอพยายามฆ่าตัวตายถึงสองครั้งnbsp;/p pบีบีซีรายงานว่า ความเห็นของสาธารณชนในสหรัฐฯ ต่อแมนนิ่ง แบ่งออกเป็นสองแบบ ฝั่งหนึ่งมองว่าเธอเป็น whistleblower หรือผู้เปิดโปงความลับของกองทัพสหรัฐฯ มีประชาชนกว่าแสนคนเข้าชื่อกันเรียกร้องให้ปล่อยตัวเธอ รวมถึงมีการรณรงค์ให้ปล่อยตัว ขณะที่ฝั่งหนึ่งมองว่าเธอเป็นคนขายชาติที่ทำให้บุคลากรในกองทัพไม่ปลอดภัย/p pstrongปฏิกิริยาหลังรู้ข่าว/strongbr /หลังข่าวลดโทษ เดวิด คูมส์ ทนายความของแมนนิ่ง บอกว่า การลดโทษครั้งนี้จะทำให้ลูกความของเขาโล่งใจเป็นอย่างยิ่ง พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณโอบามาที่ตัดสินใจเช่นนี้ ด้าน เกล็น กรีนวัลด์ ผู้สื่อข่าวที่เผยแพร่ข้อมูลลับที่ได้จาก เอ็ดเวิร์ด สโนว์เดน บอกว่า เธอไม่ควรที่จะอยู่ในคุกแม้แต่สักวันเดียว และยังบอกอีกว่าเธอเป็นวีรสตรีและเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนหลายล้านคนทั่วโลก/p pขณะที่อีกด้านหนึ่ง จอห์น แมคเคน ส.ว.รีพับลิกัน กล่าวว่าการตัดสินใจของโอบามาเป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรง และกลัวว่าจะกลายเป็นการส่งเสริมการจารกรรมอื่นๆ ในอนาคต ส่วน พอล ไรอัน ประธานสภาผู้แทนราษฎร บอกว่า การตัดสินใจนี้เป็นการกระทำที่อุกอาจbr /nbsp;/p pstrongจูเลียน อัสซานจ์ จะทำไงต่อ/strongbr /ก่อนหน้านี้ วิกิลีกส์ ระบุว่า จูเลียน อัสซานจ์ ผู้ก่อตั้งวิกิลีกส์ ตกลงจะยอมถูกส่งตัวข้ามแดนกลับมาหากโอบามายอมผ่อนผันให้แมนนิ่ง แต่ทำเนียบขาวระบุว่า การตัดสินใจลดโทษนี้ไม่ได้เป็นผลจากข้อเสนอของอัสซานจ์แต่อย่างใด/p pด้าน จูเลียน อัสซานจ์ ซึ่งลี้ภัยอยู่ในสถานทูตเอกวาดอร์ ในลอนดอน สหราชอาณาจักร ตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา ยังไม่ได้แสดงความเห็นว่าเขาวางแผนอย่างไรต่อไป ทั้งนี้ เขาได้ทวีตขอบคุณทุกคนที่ช่วยรณรงค์ให้แมนนิ่งได้รับการลดโทษ และชื่นชมว่าความกล้าหาญและมุ่งมั่นได้ทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้เป็นไปได้/p pbr /strongแล้วสโนว์เดน?/strongbr /ก่อนหน้านี้ มีผู้ลงชื่อเรียกร้องให้โอบามาอภัยโทษให้สโนว์เดนกว่าล้านคน อย่างไรก็ตาม ทำเนียบขาวระบุว่า สโนว์เดนไม่ได้ทำเรื่องขอลดโทษ/p pเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว โอบามาให้สัมภาษณ์สื่อเยอรมัน เดอสปีเกล ว่า เขาไม่สามารถอภัยโทษให้คนที่ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้/p pกรณีของแมนนิ่งนั้น ทำเนียบขาวระบุว่า เธอได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของกองทัพแล้วและยอมรับสารภาพ ขณะที่สโนว์เดนนั้นออกจากสหรัฐฯ ในปี 2555 หนีข้อหาซึ่งอาจทำให้เขาถูกจำคุกสูงถึง 30 ปี และขอลี้ภัยในรัสเซีย ประเทศคู่ขัดแย้งของสหรัฐฯ/p pnbsp;/p pstrongเรียบเรียงจาก/strongbr /Obama commutes Chelsea Manning sentencebr /a href="http://www.bbc.com/news/world-us-canada-38659068"http://www.bbc.com/news/world-us-canada-38659068/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/uv07NmlvaTE" height="1" width="1" alt=""/

ล้วงลึกกรณีสินบนอื้อฉาวของ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกฯ อิสราเอล

Wed, 18/01/2017 - 12:06
pจากที่มีการเปิดโปงบทสนทนาระหว่างเจ้าของสื่อใหญ่ในอิสราเอลกับเบนจามิน เนทันยาฮู ทำให้ตอนนี้นายกฯ อิสราเอล มีโอกาสถูกดำเนินคดีเกี่ยวกับสินบนเพื่อให้สื่อนำเสนอภาพลักษณ์เขาแต่ในทางที่ดี โดยที่รายงานของอัลจาซีราสำรวจล้วงลึกกว่านั้นถึงเรื่องราวก่อนหน้าที่เผยให้เห็นเกมกุมสื่ออันซ่อนเงื่อนของเนทันยาฮู/p p!--break--!--break--/pp17 ม.ค. 2560 เมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีการรายงานถึงเรื่องอื้อฉาวของเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล โดยสื่ออัลจาซีราได้รวบรวมเรื่องอื้อฉาวของเนทันยาฮูโดยเฉพาะเรื่องที่เขามีสายสัมพันธ์กับกลุ่มธุรกิจชั้นนำและถูกกล่าวหาเรื่องเกี่ยวกับสินบน เช่น การครอบงำสื่อต่างๆ ให้นำเสนอแต่ภาพลักษณ์ดีๆ ของตัวเอง/p pโจนาธาน คุก จากสื่ออัลจาซีราระบุว่า ในขณะที่การสืบสวนในอดีตส่วนหนึ่งเปิดเผยให้เห็นการใช้ชีวิตอย่างหรูหราของเนทันยาฮูกับภรรยาของเขา แต่ยังขาดหลักฐานที่ชัดเจนที่จะโยงเรื่องการใช้ชีวิตอย่างหรูหราของเขาแลกกับการอุปถัมภ์ และประชาชนที่รู้เรื่องนี้ก็มองเป็นเรื่องตลกมากกว่าจะแสดงความไม่พอใจ ทว่าในการเปิดโปงครั้งหลังๆ เป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อนายกรัฐมนตรีอิสราเอลผู้นี้มากกว่า จนอาจจะทำให้อิสราเอลถูกมองว่าเป็นรัฐที่มีผู้นำฉ้อฉลได้/p pเรื่องที่เนทันยาฮูถูกเปิดโปงมีอยู่สองคดีซึ่งตำรวจเรียกว่าคดี 1,000 และคดี 2,000 ซึ่งคดีหลังดูจะมีอะไรร้ายแรง/p pในคดี 1,000 เนทันยาฮูถูกกล่าวหาว่ารับของกำนัลจากนักธุรกิจที่ร่ำรวยเป็นวงเงินหลายแสนดอลลาร์โดยแลกกับการให้ประโยชน์ตอบแทนพวกเขา หนึ่งในนั้นคืออาร์นอน มิลชาน อดีตเจ้าหน้าที่ 'มอสซาด' หน่วยสืบราชการลับของอิสราเอลที่ปัจจุบันเป็นเศรษฐีอิสราเอลและผู้ผลิตภาพยนตร์ฮอลลีวูดเปิดเผยว่ามิลชานส่งซิการ์กับแชมเปญให้เนทันยาฮูเพื่อแลกกับการช่วยเหลือให้นายกรัฐมนตรีอิสราเอลช่วยล็อบบี้จอห์น แคร์รี รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐฯ ในการต่ออายุวีซาสหรัฐฯ ให้กับมิลชาน/p pอีกกรณีหนึ่งเป็นกรณีที่เศรษฐีชาวออสเตรเลีย เจมส์ แพคเกอร์ ถูกกล่าวหาว่าให้ของกำนัลกับเนทันยาฮูเพื่อให้ได้รับสถานะผู้อาศัยถาวรในอิสราเอล รวมถึงการจัดการสถานะเรื่องภาษีให้ จากข้อกล่าวหาเหล่านี้ทนายของเนทันยาฮูไม่ปฏิเสธว่าเขารับของกำนัลจริง แต่ก็แก้ต่างว่าไม่ได้มีเจตนารับของเหล่านี้ในฐานะอามิสสินจ้างแต่อย่างใด/p pส่วนคดี 2,000 นั้น เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เนทันยาฮูถูกกล่าวหาว่าติดสินบนสื่อใหญ่ให้รายงานข่าวเข้าข้างตัวเขา หลักฐานคดีนี้มาจากการอัดเสียงพูดคุยกันระหว่างเนทันยาฮูกับอาร์นอน โมเซส เจ้าของเครือข่ายสื่อเยดิออธ อาห์โรนอธ ซึ่งมีหนังสือพิมพ์ที่คนซื้อมากที่สุดในอิสราเอล ในรายงานการสืบสวนช่วงอาทิตย์นี้เปิดเผยว่าทั้งเนทันยาฮูกับเจ้าของสื่อใหญ่อิสราเอลเอื้อประโยชน์ต่อกันและกันด้วยการที่โมเซสเสนอว่าจะออกข่าวของเนทันยาฮูที่มีแต่ภาพลักษณ์ดีๆ เพื่อให้เขายังอยู่ในอำนาจเพื่อแลกกับการที่เนทันยาฮูส่งเสริมกฎหมายที่จะช่วยกำจัดคู่แข่งสื่อของเขา มีหลักฐานการบันทึกเสียงชิ้นหนึ่งเปิดเผยว่าในช่วงเลือกตั้งต้นปี 2558 เนทันยาฮูจะ "จัดการ" กับโมเซสถ้าหากสื่อของเขารณรงค์ต่อต้านเนทันยาฮู/p pศาลอิสราเอลมองว่าเรื่องนี้เป็นคดีเกี่ยวกับสินบนแน่นอน แต่ทนายความของเนทันยาฮูก็โต้แย้งว่ากรณีของโมเซสเป็นฝ่ายโมเซสที่ขู่กรรโชกเนทันยาฮู นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเจ้าหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีถึงบันทึกเสียงการสนทนาไว้ แต่อดีตรองหัวหน้าผู้พิพากษาศาลสูงสุดของอิสราเอล อิไลยาฮู แมตซา ก็กล่าวว่าถ้าหากเนทันยาฮูถูกขู่กรรโชกจริงในฐานะที่เขาเป็นนายกรัฐมนตรีก็สามารถนำเรื่องนี้แจ้งต่ออธิบดีกรมอัยการได้ ซึ่งจะทำให้เขาพ้นข้อสงสัยไปด้วย แต่เขาก็ไม่ทำ/p pจากลักษณะของการสนทนาระหว่างเจ้าของสื่อใหญ่กับนายกรัฐมนตรีก็มีลักษณะไปในทางเอื้อผลประโยชน์ต่อกันในแบบที่ โอเรน เพอซิโก ผู้สื่อข่าวจากเว็บ Seventh Eye เว็บจับตามองสื่ออิสราเอลบอกว่ามีรูปแบบประหนึ่ง "ปฏิบัติการของแก๊งอาชญากรรม" ซึ่งในขณะที่เนทันยาฮูบอกว่าต้องมีการควบคุมดูแลให้สื่อลดความเป็นปฏิปักษ์ต่อเขา โมเซสก็กล่าวในบทสนทนาที่รั่วไหลออกมาว่าพวกเขาจะทำให้เนทันยาฮูได้เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน/p pเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (15 ม.ค.) เนทันยาฮูกล่าวกับเจ้าหน้าที่พรรคของเขาว่ามีคนพยายามเปิดเผยข้อมูลรั่วไหลเขาอย่างมีอคติเพื่อ "บิดเบือน" หรือ "ทำให้เกิดความไขว้เขว" จากเรื่องจริง/p pทั้งนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตในสื่ออัลจาซีราว่า อวิไช เมนเดลบลิต อธิบดีกรมอัยการรอเวลาถึง 6 เดือน หลังบันทึกบทสนทนารั่วไหลออกสู่สาธารณะถึงจะอนุญาตให้มีการสืบสวน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะว่า เมนเดลบลิต อยู่ใกล้ชิดกับเนทันยาฮูมากเกินไป/p pยูเซฟ จาบารีน นักการเมืองพรรคของชาวปาเลสไตน์กล่าวว่า "ถ้าหากอิสราเอลเป็นประเทศที่มีการจัดการอย่างเหมาะสมจริงหลักฐานต่อเนทันยาฮูก็มากพอจะทำให้เขาต้องออกจากตำแหน่งได้แล้ว...แต่เจ้าหน้าที่กฎหมายก็ถูกรัฐบาลเนทันยาฮูโจมตีอย่างไม่หยุดยั้งมาหลายปีจนทำให้ความเป็นอิสระของพวกเขาถูกทำลายลงอย่างมาก"br /nbsp;/p h3เกมกุมสื่ออันซ่อนเงื่อน/h3 pอย่างไรก็ตาม อัลจาซีราก็นำเสนออีกมุมมองหนึ่งว่าสื่อใหญ่อย่างเยดิออธ อาหโรนอธ เองก็กุมสื่อสิ่งพิมพ์อิสราเอลไว้ทั้งหมดจนเรียกได้ว่าเกือบจะผูกขาด ทำให้เนทันยาฮูเกิดความกังวลว่าจะได้รับการนำเสนอแต่ในเชิงลบ ขณะเดียวกันก็กลัวว่าสื่อใหญ่จะสนับสนุนศัตรูทางการเมืองของเขา ขณะเดียวกันตัวเนทันยาฮูเองก็เคยเล่นเกมอำนาจในการชักจูงสื่อมาก่อนอย่างในปี 2550 เขาเตรียมตัวกลับเข้าสู่อำนาจด้วยการที่เชลดอน อเดลสัน เศรษฐีคาสิโนสหรัฐฯ เปิดตัวสื่อฮะยอมในอิสราเอลเป็นสื่อแจกฟรีที่มียอดจำหน่าย 400,000 ฉบับต่อวันถือว่ามากกว่าสื่อในเครือเยดิออธ อาห์โรนอธ แต่มันก็เป็นสื่อที่เชียร์เนทันยาฮูโจ่งแจ้งมากจนถูกคนเรียกชื่อล้อว่า "หนังสือพิมพ์บีบี" ซึ่งบีบีเป็นชื่อเล่นของเนทันยาฮู/p pนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามตัดพ้อว่าสื่อฮะยอมทำให้เนทันยาฮูชนะเลือกตั้งในปี 2552 และทำให้คงอำนาจอยู่ได้รวมถึงมีข้อสงสัยว่าอาจจะมีการนำงบประมาณเลือกตั้งไปใช้อย่างผิดๆ ในจุดนี้ ทำให้อเดลสันรอดพ้นจากกฎหมายว่าด้วยทุนทางการเมืองภายในประเทศได้ ซึ่งเพอสิโกจากเว็บจับตามองสื่อเห็นด้วยในเรื่องนี้ว่าสื่อฮะยอมเป็น "ของกำนัลทางการเมือง" จากอเดลสันเพื่อใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อเนทันยาฮูและครอบครัว องค์กรฟรีดอมเฮาส์จากสหรัฐฯ เองก็ลดระดับเสรีภาพสื่อในอิสราเอลจากเสรีมาเป็นแค่ "เสรีบางส่วน" เพราะอิทธิพลของสื่อฮะยอม/p pเพอสิโกวิเคราะห์ว่าทั้งสื่อฮะยอมและเยดิออธ อาห์โรนอธ ต่างก็ขับเคี่ยวกันโดยที่ทั้งสองฝ่ายต่างเสียรายได้ขณะที่อเดลสันฝ่ายสื่อฮะยอมดูจะยอมขาดทุนเพื่อช่วยให้เนทันยาฮูบีบให้เยดิออธ อาห์โรนอธ สูญเสียทางการเงินไปด้วย จนกระทั่งกลายเป็นแรงจูงใจทำให้โมเซสยอมเสนอตัวช่วยเหลือเนทันยาฮูในบทสนทนาที่กำลังมีการสืบสวนล่าสุด ซึ่งในตอนนั้นเป็นช่วงปลายปี 2557 ที่รัฐสภาอิสราเอลกำลังพิจารณาการออกกฎเพื่อควบคุมฮะยอมทำให้เยดิออธแข็งแกร่งขึ้น เนทันยาฮูเองออกตัวต่อต้านกฎหมายนี้ต่อหน้าสาธารณะขณะที่พรรคที่เป็นปรปักษ์กับเขาซึ่งอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลสนับสนุนกฎหมายนี้จึงมีโอกาสที่กฎหมายนี้จะออกมาได้ แต่ก็ไม่มีการลงมติในขั้นตอนสุดท้ายเพราะเนทันยาฮูเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ต้นปี 2558 เสียก่อน และการเลือกตั้งใหม่นี้ก็ตัดการเจรจาต่อรองระหว่างเนทันยาฮูกับโมเซสไปด้วย/p pแต่กรณีสองสื่อใหญ่นี้ก็อาจจะเป็นแค่สิ่งที่จาฟาร์ ฟาราห์ หัวหน้ากลุ่มสนับสนุนชนกลุ่มน้อยปาเลสไตน์เรียกว่าเป็น "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" เท่านั้น อัลจาซีรารายงานว่าหลังจากชนะการเลือกตั้งปี 2558 เนทันยาฮูก็วางตัวเองเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการสื่อสาร ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเขาใช้อำนาจตรงนี้ในการกดดันสื่อเพื่อให้หันมานำเสนอข่าวสนับสนุนเขามากขึ้น/p pอย่างไรก็ตาม เดวิด บิทัน ประธานพรรคลิคุดซึ่งเป็นพรรคที่เนทันยาฮูสังกัดอยู่กล่าวในทำนองว่าเนทันยาฮูเป็นเหยื่อการดำเนินคดีและเกรงว่าจะเป็น "การรัฐประหารโดยใช้ตำรวจ" ทว่านักวิเคราะห์ก็ประเมินว่าเนทันยาฮูอาจจะพ้นจากข้อกล่าวหานี้ดูจากการที่ประชาชนอิสราเอลไม่ค่อยให้ความสนใจ การที่อธิบดีกรมอัยการใกล้ชิดกับเนทันยาฮู และการที่พรรคร่วมรัฐบาลยังไม่อยากให้ต้องมีการเลือกตั้งอีกรอบในเร็วๆ นี้ นอกจากนี้ฟาราห์ยังเปิดเผยว่าเนทันยาฮูพยายามเบี่ยงเบนความสนใจจากข้อกล่าวหาที่มีต่อเขาไปสู่เรื่อง "ความมั่นคง"/p pอัลจาซีราระบุว่าถ้าหากเนทันยาฮูถูกตั้งข้อหาเขาก็คงจะลงจากตำแหน่งแบบเดียวกับเคยเกิดขึ้นกับอดีตนายกรัฐมนตรีอิสราเอลอีกคนหนึ่งคือเอฮุด โอลเมิร์ต ผู้ที่ถูกตั้งข้อหารับเงินสินบนจากนักธุรกิจ/p pnbsp;/p pstrongเรียบเรียงจาก/strong/p pNetanyahu's media scandal: Who bribed whom?, Aljazeera, 15-01-2017br /a href="http://www.aljazeera.com/indepth/features/2017/01/netanyahu-media-scandal-bribed-170112085111121.html"http://www.aljazeera.com/indepth/features/2017/01/netanyahu-media-scandal-bribed-170112085111121.html/a/p pbr /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/CQf7hj1orZE" height="1" width="1" alt=""/

วิชาสุดท้ายสอบที่เรือนจำ: ประสบการณ์จากชายแดนใต้ ถึง ไผ่ ดาวดิน

Wed, 18/01/2017 - 09:32
!--break--!--break-- pbr /nbsp;/p pเมื่อต้นปี 2548 ทหารและตำรวจได้เข้ากวาดจับกุมนักศึกษา มอ.ปัตตานี โดยใช้กฎอัยการศึก สืบเนื่องสถานการณ์เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 4 มกราคม 2547 มีนักศึกษาจำนวนไม่น้อยที่ถูกกล่าวหาและจับตามองอย่างเข้มงวด เช่นมีการส่งสันติบาล ตำรวจนอกเครื่องแบบ มาเฝ้าหน้าห้องสอบ ในตึกอาคารเรียนรวมของมหาวิทยาลัยbr /br /หากทว่ากรณีที่เป็นข่าวใหญ่ที่สุดคือ การจับกุมดำเนินคดีแก่นายมุสตอปา เจ๊ะยะ, นายอิลยาส หรืออิสยาส มันหวัง, นายอุสมาน ปะชี, นายยูไล โสะปนแอ และนายมะอาซี บุญพล ทั้งหมดเป็นสมาชิกขบวนการเบอร์ซาตู ในกลุ่มบีอาร์เอ็น คอร์ดิเนต ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และร่วมกันก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1br /br /สิ่งที่น่าสนใจฐานความผิดตามกฎหมายคือร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายและก่อการร้ายในรูปแบบต่างๆ ในเขตพื้นที่ จ.ปัตตานี เพื่อแบ่งแยกดินแดน โดยใช้ปืนฆ่าตำรวจเพื่อสร้างความปั่นป่วนให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน มุ่งหมายเพื่อบังคับขู่เข็ญรัฐบาลไทยให้ยินยอมแบ่งแยกดินแดนใน จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางส่วนของ จ.สงขลา ออกจากราชอาณาจักร เพื่อสถาปนาเป็นรัฐอิสระปกครองตนเองbr /br /คดีใหญ่ขนาดนี้ เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว คงไม่มีใครกล้ารับรองประกันตัว คงไม่ต้องกล่าวถึงการผ่อนปรนต่อผู้ต้องสงสัยทั้ง 5 คน ที่แม้ว่าบางส่วนยังมีสภาพเป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยของรัฐ เพราะข้อหาและความผิดไม่ใช่เป็นเรื่องความคิดทางการเมืองที่แตกต่าง แต่เป็นคดีอาญาในมาตราหนึ่งของรัฐธรรมนูญปี 2540 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ในขณะนั้น พูดก็พูดเถอะ คนรับสนองพระบรมราชโองการคือคนมลายู และผู้ถูกกล่าวหาที่จะฉีกแผ่นดินก็คือคนมลายูbr /br /หากว่าความจริงที่เกิดขึ้นกับ นายยูไล โสปนแอ และนายอุสมาน สาและ และซึ่งกำลังศึกษาในระดับปริญญาตรี ปีสุดท้าย ที่เหลือวิชาสอบตัวสุดท้าย ผมจำได้แม่นยำว่าคราวนั้น ผู้บริหารมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้นำข้อสอบไปให้ทำถึงในเรือนจำที่กรุงเทพมหานคร โดยทางเรือนจำได้ให้สอบเป็นกรณีพิเศษ และอาจารย์ผู้สอนในรายวิชาดังกล่าวก็ไปนั่งรอที่เรือนจำ เพื่อตรวจข้อสอบ โดยได้นำคะแนนเก็บทั้งหมดบวกกับคะแนนสอบในเรือนจำ ประกาศเกรดผลการสอบที่เรือนจำ เป็นอันว่าทั้งสองได้เกรดเพียงพอสำหรับการจบระดับปริญญาตรี และทางมหาวิทยาลัยได้ทำเรื่องแจ้งการจบการศึกษาให้แก่นักศึกษาทั้งสองคน ขณะที่ไปเยี่ยมทั้งสองคน ก็เล่าให้ผมฟังว่า ทางเพื่อนๆที่เรือนจำบางส่วนก็ได้เข้ามาแสดงความดีใจหลังจากทราบข่าวว่าทั้งสองจบการศึกษาbr /br /และระหว่างการรอพิจารณาคดีจากศาลฎีกา ท้ัง 5 คนก็ได้รับการประกันปล่อยตัวชั่วคราว และทราบข่าว ทั้ง 5 คนก็ได้เข้าทำงานและประกอบอาชีพต่างๆโดยใช้วุฒิปริญญาตรีในการรับรองตน แม้ว่ายังติดคดีในศาล แต่เนื่องจากมีใบปริญญาจึงสามารถหางานทำได้ ระหว่างรอฟังคำพิพากษา และไม่ได้หลบหนีไปไหนทั้งสิ้น เป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งวันที่ 29 ธันวาคม 2558 ศาลฎีกาได้ตัดสินจำคุกทั้ง 5 คน โดยทั้ง 5 คนได้เข้าร่วมฟังคำตัดสินและรับโทษตามคำตัดสินของศาลฎีกา ไม่มีการหลบหนีbr /br /ที่เขียนเรื่องข้างต้นได้เป็นเพราะข่าวของนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน ที่ตอนนี้ยังไม่สามารถได้ประกันตัวและยังไม่ชัดเจนว่าจะได้สอบวิชาสุดท้ายของมหาวิทยาลัยหรือไม่ ?br /br /สำหรับกรณีการแชร์บทความ BBC Thai ของนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน ที่ไม่สามารถประกันตัวออกมาได้และยังไม่มีท่าทีที่จริงจังของสถาบันการศึกษาต้นสังกัด ที่ออกมาร่วมทุกข์ในระดับการปกป้องสิทธิและเสรีภาพของนักศึกษาตนเอง ที่เป็นปรัชญาของมหาวิทยาลัยbr /br /หากเปรียบเทียบและข้อกล่าวหาและบริบททางการเมืองในชายแดนใต้เมื่อ 10nbsp; กว่าปีก่อน กับปัจจุบันแตกต่างกันอย่างมาก และยิ่งห่างไกลกันมากหากเปรียบเทียบข้อกล่าวหาของกลุ่มนักศึกษา มอ.ปัตตานี กับกรณีของ ไผ่ ดาวดิน แต่วิธีการปฎิบัติกลับแตกต่างกัน ทั้งที่ผู้เกี่ยวข้องของทั้งสองเหตุการณ์ก็แทบจะบอกว่าเหมือนกัน ไมว่าจะเป็น ทหาร ศาล มหาวิทยาลัย และองค์กรสิทธิมนุษยชน และที่เหมือนยิ่งกว่าและสัมผัสได้ก็คือ การไม่รู้ร้อนรู้หนาวของคนในสังคมไทย ที่ “เลือดเย็น” และ “อยู่เป็น” อันไม่รู้สึกถึงเพดานมาตราฐานเสรีภาพต่ำลงเรื่อยๆในสังคมไทยbr /br /strongคำถามจึงมีอยู่ว่าหากเปรียบเทียบทั้งสองกรณีหลักปฎิบัติและมาตราฐานกระบวนการยุติธรรมของสังคมไทยอยู่ตรงไหน ?nbsp;/strong/p pnbsp;/p pstrongหมายเหตุ:/strong เผยแพร่ครั้งแรกใน a href="http://www.pataniforum.com/single.php?id=650"Patani Forum/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/cbe23c5aTAY" height="1" width="1" alt=""/

'ไผ่'ไม่ได้สอบ มหา'ลัยเกี่ยงให้ทำหนังสือขออนุเคราะห์ ยูเอ็นเรียกร้องทบทวนคดี 112

Wed, 18/01/2017 - 02:23
pหลายหน่วยงานรัฐพูดเรื่องจัดสอบไม่ตรงกัน nbsp;ขณะที่เจ้าตัวยืนยันจะไม่ร้องขอการจัดสอบในเรือนจำ UN แสดงความกังวลต่อบทบาทเจ้าหน้าที่ทหารระหว่างสืบสวนสอบสวนและการถอนประกันคดี ‘ไผ่’nbsp;เรียกร้องต่อรัฐบาลและหน่วยงานรับผิดชอบให้ ‘ไผ่’ ได้เข้ารับการสอบตามกำหนด ทั้งยังเรียกร้องให้ทบทวนการควบคุมตัวบุคคลในคดี 112/p p!--break--!--break--/ppbr /ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน รายงานว่า เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 60 ผศ.กิตติบดี ใยพูล คณบดีนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น ได้ปฏิเสธว่า ไม่ได้มีการจัดสอบเป็นกรณีพิเศษให้ นายจตุรภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน ผู้ต้องหาคดี 112 nbsp;ในเรือนจำให้ตามกำหนด 17-18 ม.ค.ตามที่เป็นข่าวออกไป แต่ได้มีการเข้าไปพูดคุยในเรือนจำและเสนอให้นายจตุภัทร์ทำหนังสือขออนุเคราะห์ไปยังมหาวิทยาลัยเพื่อจัดสอบให้ ซึ่งการแถลงดังกล่าวได้ขัดแย้งกับคำชี้แจงของ ผอ.สนง.คุ้มครองสิทธิฯ ภาค 2 ที่ว่ามหาวิทยาลัยขอนแก่นรับจะทำการจัดสอบเป็นกรณีพิเศษให้ที่ทัณฑสถานฯnbsp;/p pตามที่มีรายงานข่าวว่า เมื่อวันที่ 16 ม.ค.60 กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ได้ออกเอกสารข่าวชี้แจงกรณีการสอบวิชาสุดท้ายของนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาในคดีหมิ่นพระมหากษัตริย์ฯ และถูกคุมขังที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น ระบุว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ภาค 2 เข้าร่วมหารือกับผู้อำนวยการทัณฑสถานบำบัดพิเศษขอนแก่น, คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ขอนแก่น, พ.ท.พิทักษ์พล ชูศรี สังกัดกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยจังหวัดขอนแก่น, รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น, และผู้แทนตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น และได้ข้อยุติ โดยได้ให้ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นเข้าพบนายจตุภัทร์ เพื่อสอบถามความประสงค์ ซึ่งทางคณบดีคณะนิติศาสตร์แจ้งว่า ในเบื้องต้นนายจตุภัทร์ยอมที่จะเข้ารับการสอบตามข้อเสนอของมหาวิทยาลัย กล่าวคือ ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นจะจัดการสอบให้ที่ทัณฑสถานฯ เป็นกรณีพิเศษโดยจะจัดสอบวิชาคอมพิวเตอร์ภาคทฤษฎีให้เสร็จภายในสิ้นเดือนมกราคม 2560 หากสอบผ่านจะสอบภาคปฏิบัติภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ทั้งนี้ ผู้บริหารมหาวิทยาลัยของแก่นจะทำหนังสือขอมายัง ผอ.ทัณฑสถานฯ เพื่อขออนุญาตจัดการสอบดังกล่าว/p pอย่างไรก็ตาม ในวันนี้ (17 ม.ค.60) นางพริ้ม บุญภัทรรักษา มารดาของผู้ต้องขังได้เปิดเผยหลังเข้าเยี่ยมในช่วงเช้าว่า จตุรภัทร์ ได้เล่าถึงการที่ ผศ.กิตติบดี ใยพูล คณบดีคณะนิติฯ มาเข้าเยี่ยม โดยได้พูดคุยสอบถามว่าจะทำอย่างไรต่อเท่านั้น ไม่ได้มีข้อเสนอเรื่องการสอบ และจตุภัทร์ก็ไม่ได้ตอบตกลงอะไร ส่วนความตั้งใจของไผ่ในเรื่องการสอบนั้นจตุภัทร์ยืนยันว่า หากจัดให้สอบในเรือนจำตามกำหนดคือวันที่ 17-18 ม.ค. นี้ เขาก็จะสอบ แต่จะไม่ร้องขอให้จัดสอบเป็นกรณีพิเศษ/p pทั้งนี้ น.ส.ภาวิณี ชุมศรี หนึ่งในทีมทนายความได้โทรศัพท์สอบถามความชัดเจนจาก กิตติบดี ได้รับคำตอบว่า ในการเข้าไปพบไผ่วันนี้ แค่พูดคุยไถ่ถามเรื่องอนาคตทางการศึกษาระหว่างอาจารย์กับลูกศิษย์เท่านั้น ไม่ได้จะไปจัดสอบให้ตามกำหนดวันที่ 17-18 ม.ค. และไม่ได้มีข้อเสนอเรื่องการจัดสอบเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งหากไผ่ต้องการให้จัดสอบเช่นนั้น ต้องทำหนังสือขอความอนุเคราะห์ไปที่มหาวิทยาลัย และทางมหาวิทยาลัยต้องพิจารณาอีกว่า จะจัดสอบเป็นพิเศษให้ได้หรือไม่ ทางทัณฑสถานฯ จะอนุญาตให้ไปจัดสอบหรือไม่ ทั้งนี้ ที่ข่าวออกไปว่ามหาวิทยาลัยจะมาจัดสอบให้จตุภัทร์ที่ทัณฑสถานฯ ความจริงนั้น มหาวิทยาลัยยังต้องตรวจสอบว่าจะดำเนินการได้หรือไม่เพียงใด/p pด้าน นางศกุลตรา นนตรี ผอ.สนง.คุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ภาค 2 จ.ขอนแก่น ได้ชี้แจงต่อทนายความว่า มีการประชุมหลายฝ่ายเพื่อหารือกรณีไผ่ แต่ระยะเวลากระชั้นชิด ทำให้จัดสอบตามกำหนดในวันที่ 17-18 ม.ค. ไม่ทัน แต่ทางมหาวิทยาลัยรับว่า จะจัดการสอบให้ไผ่เป็นกรณีพิเศษ โดยให้สอบทฤษฎีปลายเดือนมกราคม และสอบปฏิบัติเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อช่วยให้ไผ่จบปริญญาตรี โดยกรมคุ้มครองสิทธิฯ ได้ทำหนังสือขอความอนุเคราะห์ไปให้มหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ มหาวิทยาลัยจะประสานไปที่ทัณฑสถานฯ ซึ่งในที่ประชุมทัณฑสถานฯ ก็ตอบรับว่า สามารถจัดการสอบให้ได้/p pภาวิณี ในฐานะตัวแทนทีมทนายความของจตุภัทร์ ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมต่อกรณีนี้ว่า การสอบในวิชาคอมพิวเตอร์ครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญสำหรับไผ่ เพราะเป็นการสอบเพื่อจบปริญญาตรี ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ไผ่ยื่นขอประกันตัวมาโดยตลอด เมื่อศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัวnbsp; ไผ่จึงได้ขอให้ศาลสั่งให้ผู้คุมควบคุมตัวไผ่ไปสอบที่มหาวิทยาลัย เมื่อสอบเสร็จก็ให้ควบคุมตัวกลับมาขัง กรณีเช่นนี้เป็นกรณีที่ทำได้ เนื่องจากไผ่ถูกขังตามคำสั่งของศาล และเพื่อเป็นหลักประกันว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะปฏิบัติตามคำสั่งศาล แต่เมื่อศาลปฏิเสธnbsp; ยกคำร้องnbsp; โดยให้เรือนจำหารือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นจะให้สอบในทัณฑสถานฯ ซึ่งบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมไม่เอื้อ แต่จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่มีการเตรียมการแต่อย่างใด อีกทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็พูดไม่ตรงกัน ไม่มีอะไรรับรองได้เลยว่า ไผ่จะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมตามสิทธิของเขา ซึ่งไผ่เห็นว่าเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะปัจจุบันเขายังเป็นผู้บริสุทธิ์/p p style="text-align: center;"br /img alt="" src="https://farm1.staticflickr.com/417/31566755383_bec0b29811_z_d.jpg" style="width: 453px; height: 640px;" //p pstrongยูเอ็นกังวลบทบาทเจ้าหน้าที่ทหารระหว่างสืบสวนสอบสวนและการถอนประกันคดี ‘ไผ่’ เรียกร้องให้ทบทวนการควบคุมตัวบุคคลในคดี 112/strong/p pในวันเดียวกัน สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ nbsp;(OHCHR)nbsp;nbsp;ได้แจ้งต่อศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนnbsp;nbsp;ว่าได้มีการจดหมายแสดงความกังวลต่อบทบาทของเจ้าหน้าที่ทหารในระหว่างการสืบสวนสอบสวน และการเพิกถอนสัญญาประกันไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและต่อศาลจังหวัดขอนแก่น นอกจากนี้ยังได้เรียกร้องต่อรัฐบาลไทยให้ทบทวนการควบคุมตัวบุคคลซึ่งถูกดำเนินคดีตาม ม.112 เป็นที่เรียบร้อย/p pนายลอคอง ไมยอง รักษาการผู้แทนประจำภูมิภาค สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ตอบกลับศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนว่าspan style="color:#000080;" “สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR)ได้ติดตามกรณีของนายจตุภัทรอย่างใกล้ชิดตั้งแต่การจับกุมเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2559 ทั้งนี้ทางสำนักงานฯ ได้ส่งจดหมายไปยังปลัดกระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการต่างประเทศ และศาลจังหวัดขอนแก่น เพื่อแสดงความกังวลเกี่ยวกับการดำเนินคดีนายจตุภัทร์ในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอันเนื่องมาจากการใช้สิทธิเสรีภาพของเขาในการคิดและการแสดงออกซึ่งแสดงความเห็น นอกจากนี้ยังได้แสดงความกังวลต่อบทบาทของเจ้าหน้าที่ทหารในระหว่างการสืบสวนสอบสวน รวมทั้งหยิบยกประเด็นเรื่องการออกคำสั่งเพิกถอนการประกันตัวอันอ้างอิงการแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลซึ่งมิได้เป็นเงื่อนไขของคำสั่งให้ประกันตัวด้วย”/span/p pนอกจากนี้ในจดหมายยังระบุว่า OHCHR ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยทบทวนการควบคุมตัวบุคคลซึ่งถูกดำเนินคดีมาตรา 112 ความว่าspan style="color:#000080;" “สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยทบทวนคดีของบุคคลทุกคนnbsp; (รวมทั้งกรณีนายจตุภัทร์) ซึ่งถูกดำเนินคดีตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ให้รัฐบาลพิจารณาการควบคุมตัวบุคคล ให้เป็นไปตามหลักการเรื่องความเหมาะสม และความสมเหตุสมผล และสอดคล้องกับหลักการเรื่องการสันนิษฐานเบื้องต้นว่าผู้ต้องสงสัยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด รวมทั้งเรียกร้องให้นายจตุภัทร์เข้าสอบในวันที่ 17-18 มกราคม 2560”/spanbr /br /br /strongที่มา:/strong a href="http://www.tlhr2014.com/th/?p=3283"ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนnbsp;รัฐพูดเรื่องจัดสอบให้ ‘ไผ่’ ไม่ตรงกัน ทนายชี้ไม่มีหลักประกันสิทธิ ด้านยูเอ็นเรียกร้องรัฐบาลทบทวนการควบคุมตัวในคดี 112 และให้ ‘ไผ่’ เข้าสอบตามกำหนด/a/p pnbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://www.tlhr2014.com/th/?p=3269" target="_blank"ศาลขอนแก่นไม่อนุญาตให้เรือนจำคุม ‘ไผ่’ ไปสอบที่ ม.ขอนแก่น/a /div div class="field-item even" a href="http://www.tlhr2014.com/th/?p=3256" target="_blank"45 วัน คดีไผ่ ดาวดิน แชร์ข่าวบีบีซีไทย/a /div div class="field-item odd" a href="http://www.tlhr2014.com/th/?p=3189" target="_blank"กระบวนการยุติธรรมกับการจำกัดเสรีภาพ ‘ไผ่ ดาวดิน’: ประมวลคดี 112 ‘ไผ่’ ก่อนถึงวันสิ้นปี 59/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/6h6rWdbHDpY" height="1" width="1" alt=""/

ตำนานโรดแมปประชาธิปไตย 3 ขั้นตอน

Wed, 18/01/2017 - 01:28
!--break--!--break-- pnbsp;/p p“โรดแมป”โดยความหมายตรงตัวคือ “แผนที่การเดินทาง” แต่ถูกนำมาใช้ในความหมายของแผนการดำเนินการ แต่กระนั้นในระยะที่ผ่านมาในอดีต สังคมไทยไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่า “โรดแมป” หรืออย่างน้อยก็ไม่เคยมีการใช้คำนี้ในทางการเมืองไทยอย่างเป็นทางการ คำว่า “โรดแมป” กลายเป็นคำทางการ หลังจากการยึดอำนาจล้มล้างระบอบประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2557 หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบ (คสช.) ก็แถลงเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย มีสาระสำคัญว่า คสช.มีเป้าหมายที่จะคืนความสุขให้ประชาชนคนไทยทั้งชาติ รวมทั้งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วนเฉพาะหน้าเป็นการชั่วคราว เพื่อให้ประเทศชาตินั้นเดินหน้าต่อไปได้ และที่สำคัญที่สุด คือเพื่อให้สถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงอยู่เหนือความขัดแย้งทั้งปวงตลอดมาได้รับการปกป้องจากคนไทยทุกคน และนำประเทศไปสู่การเป็นประชาธิปไตยที่ยั่งยืนปราศจากความขัดแย้ง/p pจากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ คสช.จะใช้โรดแมป 3 ขั้น คือ ระยะที่ 1 คือ ช่วงแรก ของการควบคุมอำนาจในการปกครอง จะดำเนินการในเรื่องการปรองดองสมานฉันท์ให้เร็วที่สุด ในกรอบเวลา 2-3 เดือน ระยะที่ 2 การใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งกำลังดำเนินการจัดทำอยู่ในฝ่ายกฎหมาย จะมีการจัดตั้งสภานิติบัญญัติ สรรหานายกรัฐมนตรี ตั้งคณะรัฐมนตรีเพื่อบริหารราชการ ร่างและจัดทำรัฐธรรมนูญ พร้อมกับการตั้งสภาปฏิรูป เพื่อปฏิรูปการแก้ไขในทุกเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องการและเป็นที่ยอมรับ โดยน่าจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี ถ้าหากสถานการณ์เรียบร้อยเป็นปกติ ปฏิรูปสำเร็จ ปรองดองสมานฉันท์กับทุกฝ่าย ประชาชนมีความรักความสามัคคีกัน ก็จะเริ่มดำเนินการก้าวเข้าสู่ระยะที่ 3 คือ การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์/p pในการชี้แจง”โรดแมป”ครั้งนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ยังย้ำตอนท้ายด้วยว่า “ประชาธิปไตยที่จะต้องเตรียมการแก้ไขปรับปรุงนั้นก็จะมาถึงในระยะเวลาที่ไม่นานนัก” และ “ทหารก็จะกลับไปทำภารกิจของเราต่อไป และจะคอยเฝ้ามองประเทศชาติ และประชาชนชาวไทยก้าวต่อไปข้างหน้าสู่อนาคต” ตามนัยยะของการแถลงเช่นนั้น หมายความว่า คณะ คสช.จะดำเนินการเปลี่ยนผ่านตาม”โรดแมป”และนำมาสู่การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยภายในไม่เกิน พ.ศ.2558/p pโรดแมปของ คสช.ในระยะที่ 1 ดูเหมือนจะผ่านไปเรียบร้อยดี จึงมีการเปลี่ยนผ่านมาสู่ระยะที่สอง โดยมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวในวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2557 มีการแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ และแต่งตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เองมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีการตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญถาวร มีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธาน/p pแต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อรัฐธรรมนูญที่ร่างโดยคณะกรรมการชุดนี้ ถูกคว่ำในสภาปฏิรูปแห่งชาติในวันที่ 6 กันยายน พ.ศ.2558 จึงต้องนำมาสู่การตั้งคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญชุดใหม่ที่นำโดยนายมีชัย ฤชุพันธ์ เหตุการณ์นี้กลายเป็นข้ออ้างสำคัญที่นำมาสู่การเลื่อน”โรดแมป”ครั้งใหญ่ของ คณะ คสช. โดย นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้แถลงในวันที่ 7 กันยายน พ.ศ.2558 ว่า โรดแมปใหม่จะเป็นไปตามสูตร 6+4+6+4=20 คือ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ใน 6 เดือน ทำประชามติภายใน 4 เดือน และเมื่อรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ จะประกาศใช้ในเดือนกันยายน พ.ศ.2559 จากนั้น ก็จะร่างกฎหมายลูกภายใน 6 เดือน แล้วก็จะให้มีการเลือกตั้งใน 4 เดือน ซึ่งหมายถึงว่าจะเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2560 นายวิษณุ อธิบายว่า ที่ต้องใช้เวลานานถึง 20 เดือนเพราะการดำเนินการในแต่ละขั้นตอน”มีความยาก” จึงไม่สามารถทำให้เสร็จภายในระยะเวลาอันรวดเร็วได้/p pstrongสรุปจาก”โรดแมป”ที่นายวิษณุอธิบายในขณะนั้น ระยะแห่งการครองอำนาจของรัฐบาล คสช.ในระยะเปลี่ยนผ่านขั้นที่สองก็จะยืดยาวจากกรกฎาคม พ.ศ.2557 ถึง กรกฎาคม พ.ศ.2560 หรือเปลี่ยนจาก 1 ปี กลายเป็น 3 ปี แต่เมื่อรัฐธรรมนูญผ่านการลงประชามติมาแล้วเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม พ.ศ.2559 ก็ยังไม่มีการประกาศใช้ และในที่สุด มีแนวโน้มของการเลื่อนโรดแมปการเลือกตั้งอีกครั้ง เมื่อนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติออกมาเปิดประเด็นว่า การเลือกตั้งน่าจะเลื่อนไปถึงช่วงกลางปี พ.ศ.2561 เพราะร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ รวมไปถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีก 50 ฉบับ อาจจะพิจารณาไม่เสร็จ/strong/p pกรณีการแถลงของนายสุรชัย แม้ว่าจะมีเสียงคัดค้านจำนวนมาก แต่เมื่อวันที่ 6 มกราคม นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี อธิบายว่า “โรดแมปคืออย่างนี้ และก็ยังเป็นเช่นนี้ เพียงแต่เมื่อหลายเดือนก่อนรัฐบาลบอกว่าการเลือกตั้งน่าจะเกิดขึ้นได้ในปี 2560 เพราะมองด้วยสมมุติฐานที่ว่าได้ทูลเกล้าฯร่างรัฐธรรมนูญไปเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2559 คิดว่าน่าจะได้รับพระราชทานโปรดเกล้าฯลงมาในเดือนพฤศจิกายน 2559 แล้วประกาศใช้ต่อไป ถ้าเป็นอย่างนั้นการเลือกตั้งก็เกิดขึ้นได้ในปี 2560 แต่บัดนี้เกิดกรณีที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต ทุกอย่างเลื่อนไป และจนถึงวันนี้ยังไม่พระราชทานรัฐธรรมนูญลงมา เราจึงนับไม่ถูก ตอบไม่ถูก”/p pภายใต้กระแสเช่นนี้ ในวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา สวนดุสิตโพล ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นโพลเอาใจฝ่ายรัฐบาลทหาร ก็ได้เปิดเผยผลสำรวจว่า ประชาชนที่สำรวจ 51.23% เห็นว่าสถานการณ์บ้านเมือง ณ วันนี้ ยังไม่พร้อมจะเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง เพราะยังมีความขัดแย้ง กังวลว่าบ้านเมืองจะไม่สงบ อาจเกิดการชุมนุมเคลื่อนไหว ปัญหาการเมืองไทยแก้ไขได้ยาก สถานการณ์บ้านเมืองอยู่ในภาวะที่ยังไม่พร้อม จะมีพระราชพิธีสำคัญ ขณะที่ 48.77% เห็นว่าควรจะมีการเลือกตั้งตามโรดแมป ข้อสรุปจากโพลจะเห็นได้ว่า การเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจะมีผลตอบรับในทางบวก/p pเมื่อมาถึงขณะนี้ จะเห็นได้ว่า โรดแมปเดิมของคณะ คสช. ที่เคยแถลงเมื่อหลังการรัฐประหาร กลายเป็นเรื่องที่เป็น”ตำนาน” ไม่มีใครจะประเมินได้ว่า การดำเนินการที่จะให้มีการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นเมื่อไร เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า แผนการที่จะให้มีการเลือกตั้งของคณะ คสช.นั้น มาจากการกดดันของโลกนานาชาติ ที่อยากเห็นสังคมไทยแก้ปัญหาด้วยการเลือกตั้งตามวิถีทางประชาธิปไตยbr /br /strongปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่า ชนชั้นนำไทยและอาจจะรวมถึงชนชั้นกลางในเมือง ไม่เคยเห็นว่าการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยจะเป็นทางออกของประเทศ แต่กลับมีความวิตกเสมอว่า ประชาธิปไตยจะทำมาซึ่งความวุ่นวาย และจะนำมาสู่การบริหารประเทศของนักการเมืองทุจริต พร้อมทั้งนโยบายประชานิยม/strong/p pstrongดังนั้น เมื่อสังคมภายใต้ระบบเผด็จการมีเสถียรภาพและมีการปฏิรูปอยู่แล้ว เราก็หาโพลหรือหาข้ออ้างที่จะเลื่อนโรดแมปเลือกตั้งต่อไป และก็อยู่กันอย่างคืนความสุขให้ประชาชนอย่างนี้/strong/p pbr /br /strongหมายเหตุ:/strong เผยแพร่ครั้งแรกใน โลกวันนี้วันสุข ฉบับ 599 วันที่ 14 มกราคม 2560/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/3mXtqoPmY-c" height="1" width="1" alt=""/

เทวทัต ศีลธรรมขาว-ดำ และไผ่ ดาวดิน

Wed, 18/01/2017 - 01:14
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm1.staticflickr.com/586/32331386006_ae543c0ffb_z_d.jpg" style="height: 500px; width: 281px;" /br /span style="color:#000080;"ภาพของ จตุภัทร บุญภัทรรักษา ในวัยเยาว์nbsp;/span/p pbr /ทำไมเวลามีพระท้าทายอำนาจการตีความ “ธรรมวินัย” ของคณะสงฆ์หรือศาสนจักรของรัฐ พระรูปนั้นมักถูกกล่าวหาว่าเป็น “เทวทัต” ดังยุคหนึ่งสมณะโพธิรักษ์ก็เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นเทวทัต แม้กระทั่งนักการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่าเลว ก็ถูกกล่าวหาทำนองเดียวกัน ดังเช่นพระป่าบางรูปที่ชาวบ้านยกย่องว่าเป็น “พระอริยะเจ้า” ก็เคยกล่าวหาว่า “ทักษิณเป็นนักการเมืองเทวทัต” เป็นต้น/p pดูเหมือนจะเป็นเรื่องไร้สาระมาก ถ้าเราเชื่อว่าเทวทัตเคยมีตัวตนอยู่จริงในสมัยพุทธกาลเมื่อเกือบ 3,000 ปีมาแล้ว แต่ยังมีคนอ้างพฤติกรรมของเขามาอธิบายการกระทำของพระและนักการเมืองยุคปัจจุบันที่ท้าทายอำนาจคณะสงฆ์ และอำนาจฝ่ายอนุรักษ์นิยม แต่เรื่องที่ดูไร้สาระเช่นนั้น กลับดูเหมือนจะเวิร์ค หรือยัง “ทำงาน” ได้จริงในสังคมไทยปัจจุบัน/p pทำไมเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าเรื่องราวของเทวทัตอาจกล่าวได้ว่าเป็น “รูปแบบมาตรฐาน” ของ “ศีลธรรมแบบขาว-ดำ” และเป็นศีลธรรมขาว-ดำที่เชื่อมโยงกับ “อำนาจ” อย่างซับซ้อน/p pแรกสุดเลยคือ “อำนาจอรรถาธิบาย” เราต้องเข้าใจว่าเรื่องราวของเทวทัต ไม่ใช่เรื่องเล่าจากปากของเทวทัต และไม่ใช่เรื่องราวที่บันทึกขึ้นจากสาวกหรือผู้ที่ศรัทธาเลื่อมใสในตัวเขา หากเป็นเรื่องเล่าจากฝ่ายตรงข้าม หรือฝ่าย “ผู้ชนะ”/p pแกนหลักของปัญหาจริงๆ นั้น มาจาก “ความเห็นต่าง” ในเรื่องวัตรปฏิบัติของสังฆะ กล่าวคือ เริ่มจากเทวทัตเสนอต่อพุทธะว่า 1.ให้ภิกษุอยู่ป่าเป็นวัตรnbsp; 2.ให้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร 3.ให้ครองผ้าบังสุกุล (ให้เอาผ้าที่ชาวบ้านทิ้งหรือผ้าห่อศพมาทำจีวร) เป็นวัตร 4.ให้อยู่โคนไม้เป็นวัตร และ 5.ไม่ฉันปลาและเนื้อจนตลอดชีวิต ข้อเสนอดังกล่าวมีลักษณะเรียกร้องให้บังคับพระภิกษุให้เคร่งในวัตรปฏิบัติมากขึ้น แต่พุทธะไม่เห็นด้วยที่จะบังคับตายตัวเช่นนั้น ควรปล่อยให้เป็นอิสระที่พระแต่ละรูปจะเลือกเองมากกว่า/p pเมื่อข้อเสนอของตนถูกปฏิเสธจากพุทธะ เทวทัตจึงชวนพระภิกษุที่เห็นด้วยกับตนแยกกลุ่มออกไป (อาจอธิบายหยาบๆ ว่า “แยกนิกาย”) แต่การกระทำเช่นนั้นถูกตัดสินจากฝ่ายตรงข้ามว่า เทวัตทำ “สังฆเภท” คือทำสงฆ์ให้แตกแยก เป็น “อนันตริยกรรม” หรือกรรมหนัก ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน/p pจากปัญหาความขัดแย้งทางความคิดและการแยกกลุ่มดังกล่าว ภาพลักษณ์ของเทวัตผ่านเรื่องเล่าของฝ่ายตรงข้าม คือภาพเปรียบเทียบระหว่างพุทธะกับเทวทัตแบบ “ขาว” กับ “ดำ” พุทธะคือผู้บริสุทธิ์สะอาด สมบูรณ์แบบ ขณะที่เทวทัตคือผู้สกปรกโสมม ชั่วร้ายผิดมนุษย์ทั่วไป ไม่เพียงแต่เทวทัตจะทำชั่วร้ายต่างๆ นานากับพุทธะในชาตินี้เท่านั้น เขายังเป็นศัตรูที่มุ่งทำสิ่งเลวร้ายต่อพุทธะมาก่อนนับชาติไม่ถ้วน/p pแต่ถึงที่สุดแล้ว เทวทัตก็พ่ายแพ้ต่ออำนาจบารมีของพุทธะ โดยในวาระสุดท้ายของชีวิตเขาสำนึกผิดและถูกธรณีสูบไปทุกข์ทรมาณในนรกอเวจีชั่วกัปป์ชั่วกัลป์ ทว่าเนื่องจากเขาสำนึกผิดและน้อมจิตบูชาพุทธะ จึงมีอานิสงส์ให้ได้ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธะในอนาคตหลังจากพ้นจากนรกอเวจีมาเกิดเป็นมนุษย์/p pสิ่งที่คนชั่วบริสุทธิ์อย่างเทวทัตได้รับคือ “ผลกรรม” อันเกิดจากการกระทำต่อผู้บริสุทธิ์ คือพุทธะ ซึ่งเป็น “มนุษย์สมบูรณ์แบบ” หรือ perfect man การได้รับผลกรรมโดยถูกธรณีสูบลงนรกอเวจีดังกล่าว นับเป็นการพ่ายแพ้ต่อ “พุทธานุภาพ” ในประวัติศาสตร์ยุคต่อมาบอกเราว่า ชนชั้นปกครองในรัฐที่นับถือพุทธศาสนาได้เข้า “สวม” ภาพลักษณ์ของ perfect man ในฐานะสมมติเทพ พระโพธิสัตว์ พระพุทธเจ้าอยู่หัวbr /br /strongแน่นอน ศัตรูของผู้ปกครองเช่นนั้นย่อมต้องได้รับผลกรรมเช่นเดียวกับเทวทัต แต่ผลกรรมไม่ได้ถูกควบคุมโดยกรรมแห่งกรรม และไม่เกี่ยวกับพุทธานุภาพ แต่ถูกควบคุมโดย “อำนาจ” ของชนชั้นปกครอง ขณะเดียวกันจินตานาการเกี่ยวกับนรกขุมต่างๆ และวิธีการลงโทษสัตว์นรกแบบต่างๆ ก็ถูกนำมาออกแบบคุกและออกแบบวิธีการลงโทษรุนแรงเพื่อให้สาสมแก่กรรมชั่วที่ทำลงไป ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในพุทธศาสนายุคอโศกเป็นต้นมาเป็นอย่างน้อย/strong/p pโปรดสังเกตว่า ในรัฐพุทธศาสนาในประวัติศาสตร์นั้น คนที่สวมภาพลักษณ์ perfect man ของพุทธะ ไม่ได้เป็นนักบวชแบบพุทธะ แต่เป็นผู้ปกครองที่มีอำนาจบารมีและอำนาจกองกำลังปกครองทั้งพระสงฆ์nbsp; เจ้าขุนมูลนาย ไพร่ ทาส ผู้ปกครองที่เป็น perfect man จึงมีทั้งอำนาจบารมีในฐานะผู้ทรงคุณธรรมความดีโดยปราศจากระบบตรวจสอบ แต่อำนาจในการควบคุมกฎแห่งกรรมให้เป็นจริงนั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องคุณธรรมความดี หากเป็นเรื่องของการใช้อำนาจรัฐที่ทำให้ผู้ไม่เชื่อฟัง หรือเป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐได้รับผลกรรมชั่วอย่างสาสม/p pทุกวันนี้วัฒนธรรมการมองดี ชั่วแบบขาว ดำ มองคนดีแบบ perfect man และมองคนเลวบริสุทธิ์แบบเทวทัต ก็ยังทำงานอยู่จริงในสังคมไทย ดังเห็นได้บ่อยๆ จากละครหลังข่าว ที่จงใจสอนความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมผ่านบทบาทของตัวละคนที่ดี เลวแบบขาว ดำ/p pละครการเมืองผ่านเหตุการณ์รัฐประหาร 2 ครั้ง จนปัจจุบันก็ไม่ต่างกัน ฝ่ายผิดดูเหมือนจะถูกทำให้เป็นเสมือนคน “เลวบริสุทธิ์” ไม่ต่างอะไรจากเทวทัต ทั้งๆ ที่แกนหลักของปัญหาคือ “ความเห็นต่าง” ข้อเสนอ ข้อเรียกร้องที่ต่างกัน แม้เหตุการณ์ปัจจุบันจะซับซ้อนต่างจากเรื่องเทวทัตมาก จนไม่อาจเทียบกันได้อย่างสมเหตุสมผล แต่ก็ดูเหมือนจะมีอำนาจเด็ดขาดคอยกำหนด “กฎแห่งกรรม” ให้ฝ่ายผิดทำอะไรก็ผิด ฝ่ายถูกถึงทำผิดก็ยังถูก หรือสถาปนาพวกตนเองเป็นฝ่ายถูกจากการทำสิ่งที่ผิด เพื่อมาขจัดคนเลวและความชั่วร้ายต่างๆ/p pstrongคนอย่างไผ่ ดาวดิน ที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตย ก็คือคนที่ถูกตัดสินจากทัศนะทางศีลธรรมแบบขาว-ดำ เพราะความผิดของไผ่ไม่สามารถอธิบายได้บนหลักความเสมอภาคทางกฎหมาย หลักสิทธิ เสรีภาพ หรือแม้แต่ไม่ใช่ความผิดตามบทบัญญัติของกฎหมายที่กำหนดให้เป็นความผิด (เช่น “การเย้ยหยันอำนาจรัฐ” ไม่มีกฎหมายระบุความผิดไว้เป็นต้น)/strong/p pสิ่งที่บ่งบอกอิทธิพลของศีลธรรมแบบขาว-ดำ ก็คือ ปรากฏการณ์แบบไผ่ ไม่ได้ก่อความสะเทือนใจจากผู้คนในสังคมมากนัก ซึ่งแสดงถึงทัศนะเชิงยอมรับหรือยอมจำนนต่อ “กฎแห่งกรรมที่ถูกกำหนดโดยอำนาจรัฐ” ทำนองว่ากรรมใดใครก่อ คนนั้นก็ต้องก้มหน้ารับกรรม(โทษทัณฑ์จากรัฐ)ไป เรื่องของไผ่ซึ่งเป็นเรื่องต่อสู้เพื่อส่วนรวมจึงถูกมองเป็น “กรรมส่วนตัว” ไป/p pที่ว่ามาทั้งหมด อาจมีคนแย้งว่า “ไม่ตรงตามหลักพุทธศาสนา” ก็ไม่เป็นไร เพราะผมไม่ต้องการจะพูดให้ตรง และยากที่จะพิสูจน์ว่าพูดอย่างไรถึงจะตรงร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่นี่คือการมองเรื่องราวเทวทัตอีกมุมหนึ่ง ทำให้เห็นว่าเรื่องราวของเทวทัตเป็นวาทกรรมทางศีลธรรมแบบดี เลว ขาว ดำ มองคนดีแบบ perfect man และมองคนเลวแบบเลวบริสุทธิ์ที่สมควรรับผลกรรมอย่างสาสม/p pstrongแต่วาทกรรมดี เลว ขาว ดำ perfect man และคนเลวบริสุทธิ์กลับสัมพันธ์กับ “อำนาจสีเทา” อย่างซับซ้อน และอำนาจสีเทานั่นเองที่เป็นอำนาจควบคุมกฎแห่งกรรมให้เป็นจริง ภายใต้สภาวะ paradox เช่นนี้กลับมีคนที่ลุกขึ้นมาต่อสู้เพื่อปกป้องความเป็นมนุษย์ของตนเองและคนอื่น ปกป้องเสรีภาพ และประชาธิปไตยแบบไผ่ ดาวดิน คนแล้วคนเล่าที่ต้องกลายเป็น “ไก่ที่ถูกเชือดให้ลิงดู” เพื่อสร้างความหวาดกลัวในสังคม/strong/p pbr /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/uoLokzs2YPI" height="1" width="1" alt=""/

กวีประชาไท: รัฐธรรมนูญ

Wed, 18/01/2017 - 01:00
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm1.staticflickr.com/680/31559107703_a55dcc54b5_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" /br /br /นางเมขลาล่องลอยบนนภากาศเหนืออนุสาวรีย์ประชาธิปไตยbr /br /เสรีภาพว่ายน้ำท่วมยังมาไม่ถึงbr /br /บนพานว่างเปล่าbr /br /ตำรวจถือปืนคาบบุหรี่ หรี่ตาเล็งbr /br /เด็กยืนหัวเราะbr /br /เฮเกลกอดเสาแน่น อธิษฐานขอพระแก้วมรกตช่วยbr /br /วิภาษวิธีหลีกทางให้ไตรลักษณ์br /br /นางเมขลาเมินเฉยbr /br /พระแม่ธรณีบีบมวยผมbr /br /เสรีภาพจมน้ำตาย./p p style="text-align: center;"strong0000/strong/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ymyMA95Qaes" height="1" width="1" alt=""/

ครม.เห็นชอบงบฯรายจ่ายปี 60 เพิ่ม 1.9 แสนล้านบาท

Wed, 18/01/2017 - 00:40
!--break--!--break-- p17 ม.ค. 2560nbsp;กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีnbsp; กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มประจำปีงบประมาณ 2560 วงเงิน 190,000 ล้านบาท แบ่งเป็น 5nbsp; ส่วน ได้แก่ งบประมาณตามแผนงานบูรณาการเสริมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้เศรษฐกิจภายในประเทศnbsp; วงเงิน 115,000nbsp; ล้านบาท แบ่งเป็นตามแผนพัฒนากลุ่มจังหวัด 80,000nbsp; ล้านบาทnbsp; กองทุนพัฒนาเอสเอ็มอีตามแนวประชารัฐ 20,000 ล้านบาท โดยใช้เงินจากงบกลางปีงบประมาณ 2560 เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทุกกลุ่มจังหวัดของประเทศ ประกอบด้วย 1. กลุ่มเริ่มทำธุรกิจใหม่ แต่มีเงินลงทุนไม่พอ 2.กลุ่มธุรกิจที่ต้องการเงินทุนสำหรับยกเครื่องหรือปรับเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ และ 3.กลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพแต่มีปัญหา ซึ่งในอนาคตจะขยายสู่ภาคเอสเอ็มอีเกษตร ท่องเที่ยว และบริการด้วยnbsp; โดยคาดว่าโครงสร้างกองทุนฯ จะแล้วเสร็จภายใน 2 เดือน และงบกลาง 15,000nbsp; ล้านบาทnbsp; โดยจะให้กลุ่มจังหวัดเสนอของบ เพื่อพัฒนาจังหวัด 5 ด้าน ประกอบด้วย เพิ่มศักยภาพภาคอุตสาหกรรมnbsp; การค้า และการลงทุนnbsp; เพิ่มศักยภาพภาคการเกษตรnbsp; ภาคการท่องเที่ยวและบริการnbsp; พัฒนาสังคมnbsp; ยกระดับคุณภาพชีวิตnbsp; และสิ่งแวดล้อมnbsp; และโครงการพัฒนาพิเศษขนาดใหญ่nbsp; เช่นnbsp; การศึกษาออกแบบรถไฟสายใหม่ อำเภอดอนสัก เชื่อมรถไฟสายใต้ หรือการพัฒนาเส้นทางรถไฟชุมพรท่าเรือน้ำลึก/p h3span style="color:#0000cd;"หอการค้าประเมินน้ำท่วมยืดเยื้อ เสียหายกว่า 8.5 หมื่นล้าน/span/h3 pวันเดียวกัน วิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลกระทบปัญหาอุทกภัยครอบคลุม 12 จังหวัดภาคใต้ จากทั้งหมด 14 จังหวัด จากการสำรวจหอการค้าภาคใต้และรายงานหอการค้าส่วนกลางทราบผลกระทบเสียหาย หากภาวะน้ำท่วมสามารถยุติได้ใน 1-2 สัปดาห์ข้างหน้าความเสียหายที่เกิดขึ้นจะไม่เกิน 15,000 ล้านบาท หรือร้อยละ 0.1 ของจีดีพี nbsp;อย่างไรก็ตาม หากปัญหายืดเยื้อ 2-3 เดือนข้างหน้าจะสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า nbsp;85,000-120,000 nbsp;ล้านบาท nbsp;หรือร้อยละ 0.5-0.7 ต่อจีดีพี nbsp;ความเสียหายจะครอบคลุมพื้นที่การเกษตร nbsp;ทั้งยางพารา และปาล์มน้ำมัน nbsp;ในส่วนของยางพาราถ้าน้ำท่วมเกิน 20 nbsp;วัน และปาล์มน้ำมันหากท่วมขังเกินกว่า 1 เดือน ทำให้ต้นยางพาราและปาล์มน้ำมันต้องตาย nbsp;โดยพื้นที่เพาะปลูกสินค้าเกษตรทั้ง 2 ชนิด ต้องใช้ระยะเวลาเก็บเกี่ยวนานนับปี/p divนอกจากนี้ nbsp;ยังมีความเสียหายการทำปศุสัตว์ที่โคและกระบือต้องล้มตายจำนวนมาก nbsp;ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวจากการติดตามส่วนใหญ่กระทบแหล่งท่องเที่ยวทะเลอ่าวไทยมีการยกเลิกการจองห้องพักประมาณร้อยละ 10-20 nbsp;นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ไปเที่ยวฝั่งอันดามันแทนอาจทำให้ผลกระทบไม่มาก หากมีการจัดงานกระตุ้นการท่องเที่ยวจะทำให้นักท่องเที่ยวกลับมาท่องเที่ยวในพื้นที่ช่วงสงกรานต์นี้/div divnbsp;/div divทั้งนี้ nbsp;ในส่วนของภาคเอกชนต้องขอบคุณรัฐบาลที่มีการจัดมาตรการช่วยเหลือไม่ว่ามาตรการสถาบันการเงินภาครัฐ ธนาคารออมสิน nbsp;ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) nbsp;มาตรการผ่อนชำระบ้านของธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) nbsp;เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย nbsp;รวมถึงการส่งสิ่งของไปช่วยเหลือ/div h3span style="color:#0000cd;"5 มาตรการ เพื่อป้องกันปัญหาซ้ำในอนาคต/span/h3 divอย่างไรก็ตาม รองประธานกรรมการหอการค้าไทย เสนอด้วยว่า ระยะยาวหอการค้าภาคใต้มีข้อเสนอ 5 nbsp;มาตรการ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดซ้ำในอนาคต ประกอบด้วย 1.ขอให้บังคับใช้กฎหมายผังเมืองเข้มงวด เพื่อไม่ให้การก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างไปกระทบก่อให้เกิดปัญหาน้ำท่วมขังแต่ละพื้นที่ nbsp;2.เสนอจัดทำผังน้ำและจัดพื้นที่ส่วนกลาง เพื่อเป็นพื้นที่รับน้ำหรือฟลัดเวย์ nbsp;เช่น พื้นที่แก้มลิง หรือบึงรับน้ำต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ด้านเกษตรได้ด้วย nbsp;3.จัดกิจกรรมลดราคาการจัดซื้อสิ่งปลูกสร้างและเครื่องเรือน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย nbsp;4.ขอให้ปรับปรุงโครงสร้างการผลิตด้านการเกษตร nbsp;โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกการเกษตรต่าง ๆ ก็ให้มีการปรับไปสู่การเพาะปลูกเพื่อผลการเกษตรที่เป็นเป้าหมายระยะยาว และ 5.ขอให้จัดแคมเปญกระตุ้นท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้อย่างเร่งด่วน/div divnbsp;/div divที่มา สำนักข่าวไทย a href="http://www.tnamcot.com/content/636985"1/a, a href="http://www.tnamcot.com/content/636761"2/a/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/gaTTX0P2Vs4" height="1" width="1" alt=""/

บทเรียน 10 ปี CL ยา–เสนอใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิอีกกับยาไวรัสตับอักเสบซี

Tue, 17/01/2017 - 20:31
pวงเสวนาชี้ CL เป็นเครื่องมือสำคัญที่ถูกกฎหมาย ช่วยคนเข้าถึงยาจำเป็นราคาแพง เฉพาะยาต้านไวรัส 6 ปีประหยัด 1.6 หมื่นล้าน แถมเพิ่มอำนาจการต่อรองราคายา เตือนระวังสารพัดวิธีอุตสาหกรรมยาข้ามชาติเอาคืน เสนอรัฐบาลประยุทธ์ใช้ CL อีกกับยาไวรัสตับอักเสบซีที่แพงเกิน ผูกขาดสองชั้น/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/6/5611/32244428701_6c1faf0bb9.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p17 ม.ค. 2560 ที่คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีการแถลงข่าวจากเวที ‘มองไปข้างหน้า: บทเรียน 10 ปี CL และการเข้าถึงยาจำเป็น’ จัดโดยเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชเอวี/เอดส์ ประเทศไทย, มูลนิธิเข้าถึงเอดส์, แผนงานพัฒนาวิชาการและกลไกคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.) และ แผนงานศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.)/p pทั้งนี้ CL ย่อมาจาก Compulsory Licensing คือ การบังคับใช้สิทธิตามสิทธิบัตร ซึ่งเป็นมาตรการทางกฎหมายของไทยที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ. 2522nbsp; และเป็นไปตามปฏิญญาโดฮา ตามข้อตกลง TRIPS (Trade Relate Intellectual Property Rights) ภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ที่ให้อำนาจแก่ประเทศสมาชิกผลิตหรือนำเข้าผลิตภัณฑ์ยาที่ติดสิทธิบัตรได้หากเกิดความจำเป็นเร่งด่วน,nbsp; เกิดวิกฤตด้านสาธารณสุขขึ้นในประเทศ หรือ เพื่อประโยชน์สาธารณะที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์ หลังการรัฐประหาร 2549/p pภายใต้รัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประเทศไทยได้ประกาศใช้ CL กับยา 3 รายการเป็นครั้งแรก และจนปัจจุบันยาที่ได้ประกาศซีแอลที่ยังคงในระบบ นั่นคือ 1. ยาต้านไวรัสสูตรผสมโลพินาเวียร์และริโทนาเวียร์ จากราคา 74.23 บาท/เม็ด หลังประกาศซีแอลเหลือ 18.18 บาท/เม็ด และปี 2559 ราคา 12.35 บาท/เม็ด 2. ยาต้านไวรัสเอฟฟาไวเรนซ์ มีขนาดยาต่างๆ อาทิ ขนาด 600 มิลลิกรัม จากราคา 65.78 บาท/เม็ด หลังประกาศซีแอลเหลือ 10.37 บาท/เม็ด ปี 2559 เหลือ 4.578 บาท/เม็ด เป็นต้น และ 3. ยาโคลพิโดเกรล จากราคา 70 บาท/เม็ด หลังประกาศซีแอลเหลือ 1.08 บาท/เม็ด ปี 2559 ราคาอยู่ที่ 2.74 บาท/เม็ด เมื่อคำนวณมูลค่าราคายาที่ลดลงจากการประกาศซีแอลทั้งหมด โดยใช้ราคายาในปี 2552 เป็นฐานคิดคำนวณพบว่า เฉพาะในกลุ่มยาต้านไวรัสตั้งแต่ปี 2553-2559 รัฐสามารถประหยัดงบประมาณลงได้ 16,569 ล้านบาทnbsp;/p pนพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล อดีตเลขา อย. กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีกลไกการควบคุมราคายาที่มีประสิทธิภาพ การผูกขาดในการตั้งราคายาแต่เพียงผู้เดียวของยาที่มีสิทธิบัตร ทำให้ยาที่มีราคาสูงอย่างไม่เป็นธรรม ดังนั้นการทำซีแอลยังจำเป็น และต้องนำไปสู่การสร้างระบบสิทธิบัตรมีความสมดุลมากขึ้น/p pภก.วิทยา กุลสมบูรณ์ อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ว่า ประเทศไทยเป็นต้นแบบของโลกในเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและการเข้าถึงยา การใช้สิทธิโดยรัฐหรือซีแอลเป็นส่วนหนึ่งของบทบาทรัฐในการทำให้ประชาชนเข้าถึงยาจำเป็นที่มีราคาแพง การทำให้ยามีราคาถูกลงไม่ใช่เพื่อประหยัดงบประมาณของรัฐแต่เพื่อขยายจำนวนการเข้าถึงยาของผู้ป่วยให้ครอบคลุมมากที่สุด nbsp;/p p“หากระบบการค้าโลกไม่สุดโต่ง ซีแอลคือส่วนหนึ่งในการทำให้สังคมโลกเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะไม่ทอดทิ้งคนข้างหลังที่ยากจนเข้าไม่ถึงยา และพิสูจน์แล้วว่า ไม่ได้มีผลกระทบในเชิงการค้าและการพัฒนานวัตกรรมยา คนไทยต้องตระหนักตื่นตัวพิทักษ์ระบบหลักประกันสุขภาพและการเข้าถึงยาให้มั่นคงและยั่งยืน”/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c1.staticflickr.com/1/366/31988850100_7c12772a6a.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pเฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์เข้าถึงยาจำเป็น มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า หลังจากการใช้มาตรการใช้สิทธิโดยรัฐของไทยผ่านมา 10 ปี แม้ว่าเราจะแก้ไขปัญหาการเข้าถึงยาได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะกับยารักษาเอชไอวีและเอดส์ และสามารถลดราคายาโรคหัวใจและยามะเร็งได้บ้าง แต่เรากำลังเผชิญปัญหาการเข้าถึงยาในโรคอื่นๆ โดยเฉพาะโรคไวรัสตับอักเสบซี ที่ยามีราคาแพงมากเพราะการผูกขาดด้วยสิทธิบัตร อีกทั้งอุตสาหกรรมยาข้ามชาติกำลังใช้สารพัดวิธีในการยืดอายุการผูกขาดนั้นให้ยาวนานที่สุด ดังนั้นซีแอลจึงเป็นคำตอบที่ผู้ทรงคุณวุฒิในสหประชาชาติแนะนำให้ประเทศต่างๆ พิจารณา/p pเขาชี้ว่า ยาจำเป็นที่ต้องพิจารณาขณะนี้คือ โซฟอสบูเวียร์ ซึ่งเป็นยาตัวหลักในการรักษาไวรัสตับอักเสบซี ยาตัวนี้แพงและมีปัญหาสิทธิบัตร โดยขณะนี้บริษัทยามาขอจดสิทธิบัตรในประเทศไทย แม้อยู่ระหว่างพิจารณา การผูกขาดเริ่มแล้ว มีคำขอทั้งสิ้น 13 ฉบับโดยเหลื่อมเวลากันไป ทำให้แม้กฎหมายจะคุ้มครองสิทธิบัตรเป็นเวลา 20 ปี แต่จะมีผลผูกขาดนาน 30 ปีnbsp;/p pเฉลิมศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจุบัน ราคายาไวรัสตับอักเสบซีของบริษัทต้นแบบครบโดสอยู่ที่ 2,500,000 บาท ทำให้ สปสช. คิดหนักว่าจะรวมยานี้ในชุดหรือไม่ ที่ผ่านมา มีการเสนอต่อคณะบัญชียาแล้ว แต่เพราะราคาแพงมากจึงยังคุยกันไม่ตกว่าราคาที่สมควรอยู่ที่เท่าไร แล้วใครจะได้รักษาก่อน เพราะในไทยประมาณการว่ามีคนที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีและต้องรักษาตั้งแต่หลักหมื่นถึงแสนกว่า ทั้งนี้ ตัวเลขยังคลาดเคลื่อน เพราะยังไม่มีการตรวจคัดกรอง ไม่รู้ว่ามีผู้ป่วยที่ต้องรักษาเท่าไร/p pนอกจากสิทธิบัตรแล้ว บริษัทยาต้นแบบยังเดินเกมไปทำสัญญากับบริษัทยาชื่อสามัญที่สามารถผลิตยาตัวนี้ได้ในราคาถูกในอินเดีย ไม่ให้ขายยาราคาต้นทุนต่ำแก่บางประเทศ ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศเหล่านั้น นี่คือการผูกขาดสองชั้น ทำให้เป็นปัญหาnbsp;/p pสำหรับทางออกของไทยนั้นยังไม่เห็นทางออก แม้จะเจรจาต่อรองราคาบริษัทก็ยังไม่ลดให้ สิทธิบัตรก็ผูกขาด ขอใช้ยาอินเดียก็ไม่ได้เพราะไม่ยอมให้ใช้สิทธิ เลยคิดว่ามาตรการซีแอลเป็นมาตรการที่รัฐบาลควรพิจารณาnbsp;/p pทั้งนี้ยาต้นแบบ มีราคา 1,000 ดอลลาร์ต่อเม็ดหรือราว 30,000 บาทไทย ขณะที่ยาอินเดียที่สามารถทำซีแอลนำเข้ามาได้ราคา 100 บาทต่อเม็ด โดสหนึ่งใช้ 3 เดือน ดังนั้น ยาต้นแบบเบ็ดเสร็จจะต้องใช้เงิน 2,500,000 บาท ขณะที่ซื้อจากอินเดียจะเป็นเงิน 20,000 บาทnbsp;/p pเมื่อถามถึงความแตกต่างในการผลักดันประเด็นนี้ ระหว่างรัฐบาลรัฐประหารคราวก่อน (คมช.ปี2549) กับรัฐบาลรัฐประหารคราวนี้ (คสช.ปี2557) เฉลิมศักดิ์ตอบว่า รัฐบาลชุดนี้รับฟังเสียงของภาคธุรกิจและนักลงทุนมากกว่า ขณะที่ก็มีเสียงวิพากษ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนเยอะ มีแรงกดดันว่าสมควรบริหารประเทศอยู่หรือไม่ พอมีการวิจารณ์เยอะ ยิ่งมีเสียงกดดันไม่ค้าขายกับประเทศไทย เช่น สหภาพยุโรป ทำให้มีความกังวลว่าพอประกาศใช้ CL เขาไม่ค้าขายกับเราจะทำให้เศรษฐกิจแย่ลงหรือเปล่า เป็นความวิตกโดยไม่ได้ดูวิชาการหรือข้อเท็จจริงเป็นหลัก ทำให้ไม่กล้าประกาศใช้ CL ขณะที่ตอนนั้น เราค่อนข้างพร้อมเพราะนักวิชาการในกระทรวงสาธารณสุขมีข้อมูลพร้อมสรรพ องค์การผลิตมีความพร้อมในการหาแหล่งผลิต รวมถึงมีแรงสนับสนุนจากประเทศอื่นnbsp;/p pนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ เสนอว่า ควรมีการแก้ไขให้หน่วยงานรัฐที่กว้างออกไปมีสิทธิประกาศใช้ CL ได้ รวมถึงให้ผู้ที่เสียหายจากการผูกขาดสิทธิบัตร มีสิทธิยื่นขอใช้ CL ได้ โดยเทียบเคียงจากการที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาตัดสินให้เอ็นจีโอมีสิทธิฟ้องคดีสิทธิบัตรมิชอบได้ นอกจากนี้ เขาเสนอให้มีการแก้ไขต้องยืดระยะเวลาการคัดค้านคำขอสิทธิบัตรให้ยาวขึ้น เนื่องจากกฎหมายสิทธิบัตรเอื้อผู้ทรงสิทธิมากเกินไป โดยยกตัวอย่างอินเดียที่สามารถค้านได้ตั้งแต่มีการยื่นขอจนการพิจารณาสิ้นสุด เพื่อให้มีเวลาศึกษาค้นคว้าคัดค้านคำขอ เพราะหากปล่อยไป ต้องไปฟ้องร้องศาล ถ้าแก้เงื่อนไขการคัดค้านให้ยาวขึ้น จะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้เยอะ/p pทางด้าน อนันต์ เมืองมูลไชย ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย กล่าวว่าที่ผ่านมากลไกซีแอลนี้ได้รับการพิสูจน์ทั้งจากไทยและต่างประเทศว่ามีประโยชน์ แม้จะเหลือเพียงไม่กี่ประเทศที่มีความกล้าหาญทางการเมืองในการใช้มาตรการนี้ก็ตาม แต่ภาคประชาสังคมยังต้องช่วยเฝ้าระวังไม่ให้กลไกต่างๆ ที่ช่วยสร้างความมั่นคงในระบบยาอ่อนแอลงไปจากการเจรจาทางการค้าและการแก้ไขกฎหมายต่างๆ nbsp;เพราะจนถึงทุกวันนี้ยังมีความพยายามจากอุตสาหกรรมยาข้ามชาติที่ต้องการทำลายกลไกในการต่อรองราคายาเพื่อบีบบังคับให้ประเทศต้องซื้อยาราคาแพงเท่านั้น/p pภก.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการแผนงานศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) กล่าวว่า การเข้าถึงยามีปัจจัยสองด้าน คือ ปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก สำหรับปัจจัยภายใน ย้ำว่าเรามีกฎหมายในการควบคุมราคายาอยู่ หน่วยงานรัฐต้องปฏิบัติตาม กระทรวงพาณิชย์ต้องทบทวน ทั้งประเด็นทรัพย์สินทางปัญญาและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ย้ำว่าจะต้องดูแลผลประโยชน์ของประชาชนnbsp;/p p“ที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ คือต้องจับตา พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ที่กำลังมีผลบังคับใช้ เพราะเดิม พ.ร.บ.ฉบับนี้ทำขึ้นมาเพื่อเปิดทางให้ไทยได้เข้าร่วมการเจรจา TPP ที่กำลังจะกลายเป็นอดีตไปแล้ว ดังนั้นต้องติดตามการออกกฎกระทรวงที่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลังกำลังพิจารณาให้ยังคงกลไกในการสร้างความสมดุลในการจัดซื้อจัดหายาของประเทศไว้”/p pส่วนปัจจัยภายนอก แม้ TPP ดูเหมือนจะล้มหายตายจากไป แต่อาจแปลงร่างเป็นการเจรจาระหว่างสองประเทศ โดยขณะนี้มีการเจรจาการค้าในกลุ่มอาเซียน+6 หรือ RCEP ที่ญี่ปุ่นและเกาหลีสอดแทรกเนื้อหาที่เกินไปกว่าความตกลงทริปส์ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการเข้าถึงยาและทำลายระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทยnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/zfnq79XhJ5c" height="1" width="1" alt=""/

สุเทพ ลั่นไม่เซ็น MOU ปรองดองย้ำไม่เอานิรโทษกรรม 112 ด้านณัฐวุฒิ อัดอย่าเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง

Tue, 17/01/2017 - 20:26
pสุเทพ เทือกสุบรรณ หนุนรัฐบาลเดินหน้าปรองดอง แต่ไม่ยอมเซ็น MOU ชี้ไม่ใช่การปรองดองที่แท้จริง ย้ำไม่เอานิรโทษกรรมคดี 112 คอร์รัปชั่น และความผิดทางอาญา ด้านณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ อัด อย่าคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลาง ยัน นปช. พร้อมเข้าร่วม/p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/2/1714/26608665445_3d010897ec.jpg" style="width: 500px; height: 362px;" //p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ff8c00;"แฟ้มภาพ/span/strong/p p17 ม.ค. 2560 สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. ระบุถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมตั้งคณะกรรมการเตรียมสร้างความสามัคคีปรองดอง โดยให้พรรคการเมืองต่างๆ รวมถึงกลุ่มที่เห็นด้วยและเห็นแย้งกับรัฐบาลมาร่วมแสดงความคิดเห็นหาทางออกเพื่อความปรองดองของประเทศ และการเซ็น MOU ร่วมกันนั้น นายสุเทพกล่าวว่า ตนในฐานะตัวแทนมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ขอสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวของรัฐบาล ทั้งในด้านของยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ เพราะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ที่ต้องการเห็นประเทศไทยมีการปฏิรูปไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพื่อให้เป็นประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ในด้านของการตั้งคณะกรรมการปรองดองนั้นมีหัวใจหลักใน 3 ด้าน คือ เกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูปประเทศไทย และการปรองดอง ทั้งนี้ในส่วนของการสร้างความปรองดองนั้น ยังมีความกังวล/p pสุเทพกล่าวต่อว่า หัวใจหลักที่สำคัญของการปรองดองคือ จะต้องรณรงค์ให้ประชาชนทั้งประเทศไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายไหนจะต้องเคารพกฎหมายบ้านเมือง และจะต้องปฏิบัติอยู่ในกรอบของกฎหมาย และหวังว่าการปรองดองนั้นจะทำให้ทุกอย่างสงบสุข เรียบร้อยประเทศเจริญก้าวหน้า เดินไปข้างหน้าได้ นอกจากนี้ในส่วนของการจับมือเซ็น MOU ร่วมกันนั้น ตนเห็นว่าคงไม่ใช่วิธีที่จะสร้างความปรองดองได้ เพราะความปรองดองจะเกิดขึ้นได้นั้นประชาชนทุกคนในชาติต้องสามัคคีกัน พร้อมทั้งตนไม่เห็นด้วยหากจะมีการนิรโทษกรรมที่อ้างความปรองดอง หรือ การออกกฎหมายลบล้างความผิดต่างๆ ในอดีต เช่น การกระทำความผิดตามมาตรา 112, การกระทำการทุจริตคอร์รัปชัน, การกระทำความผิดอาญาต่างๆ เป็นต้น เพราะจะเป็นการสร้างปัญหามากกว่าการปรองดองbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /สุเทพกล่าวต่อว่า ในส่วนของตนและมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยนั้นจะไม่ไปร่วมลงนาม MOU ดังกล่าวอย่างแน่นอน เพราะมองว่าการลงนามนั้นไม่ใช่ประโยชน์หรือทางออกของการปรองดองอย่างแท้จริง พร้อมเชื่อว่าหากแค่ทำการลงนาม MOU ปรองดองนั้นจะไม่ได้ผลและความปรองดองอย่างแท้จริง แต่หากมีการเชิญตนให้ไปร่วมแสดงความคิดเห็นเพื่อหาทางออกของความปรองดองนั้น ตนยินดีที่จะเข้าร่วม/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://c2.staticflickr.com/6/5149/5785287721_d4ef050d72.jpg" style="width: 333px; height: 500px;" //p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ff8c00;"แฟ้มภาพ/span/strong/p pด้าน ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. ให้สัมภาษณ์ถึงการให้สัมภาษณ์ของ สุเทพ ว่า ไม่รู้ว่าอะไรทำให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศ คิดว่าตัวเองสำคัญถึงขั้นกำหนดเงื่อนไขการปรองดองก่อนเริ่มต้นได้ ถือเป็นความเลอะเลือนอย่างยิ่งที่ใครก็ตามคิดว่าตัวเองคือศูนย์กลาง และการปรองดองจะเกิดได้ภายใต้ความต้องการของตนเท่านั้น ทั้งนี้ ขออธิบายให้เข้าใจว่า การที่นปช.แสดงจุดยืนให้ความร่วมมือนั้นเราไม่เห็นนายสุเทพเลย เพราะได้มองข้ามไปถึงเป้าหมายว่าจะช่วยกันอย่างไรให้คนที่เห็นต่างอยู่ร่วมกันในหลักการและกติกาที่ยอมรับกันได้ ข้อเสนอใดๆ ที่มีจะนำไปเสนอในเวทีพูดคุย เพราะเชื่อว่าพูดกันไปมาตอนนี้มีแต่จะทำให้ยุ่ง และกระบวนการเริ่มนับหนึ่งไม่ได้/p p“เราคือกลุ่มที่สูญเสียชีวิตพี่น้องกว่า 100 ชีวิต บาดเจ็บกว่า 2,000 คน ทั้งมวลชนและแกนนำสลับกันเข้าคุกเป็นว่าเล่น เราไม่มีเลือดจะกลืน ไม่มีน้ำตาจะกลั้น เพราะมันไหลออกไปแทบหมดตัวแล้ว แต่เมื่อพูดถึงเรื่องการปรองดองเราขานรับตลอดมา เพราะการต่อสู้ของเราคือการต่อสู้ทางการเมือง ไม่ใช่การต่อสู้ทางทหาร เมื่อเป็นการต่อสู้ทางการเมืองย่อมปฏิเสธเวทีที่จะพูดคุยกันด้วยเหตุผลเพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติไม่ได้ ส่วนใครตั้งแง่อย่างไรเป็นเรื่องผู้มีอำนาจต้องไปคุยกันเอาเอง กำลังจะเล่นบทพระเอกแท้ๆ แต่คนรักเก่าออกมายืนเหวี่ยงอยู่อย่างนี้ จัดการให้ดีก็แล้วกัน” นายณัฐวุฒิ กล่าว/p pณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า สำหรับนปช.พร้อมเสมอกับกระบวนการปรองดอง ยินดีร่วมเสียสละอย่างเป็นธรรมเพื่อให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้า แต่ไม่มีหน้าที่ไปง้อใครให้เข้าร่วม และไม่พร้อมเป็นลูกไล่ให้ใครกระทบกระแทกเอาดีเข้าตัว เจ้าภาพพร้อมเมื่อไหร่ จะให้มีส่วนร่วมอย่างไรก็บอกมา ถ้าไม่พร้อมหรือเดินหน้าไม่ได้ก็รีบบอกด้วย ประชาชนจะได้ไม่ต้องรอ/p pเรียบเรียงจาก: a href="http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9600000005537"ผู้จัดการออนไลน์/a , a href="http://www.matichon.co.th/news/431152"มติชนออนไลน์/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/WBaVGBSLz-Q" height="1" width="1" alt=""/

ครม.ไฟเขียว ร่าง กม.สหกรณ์-คณะกรรมการนโยบายที่ดิน-แก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน

Tue, 17/01/2017 - 20:10
pครม. มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.สหกรณ์ ใหนายทะเบียมีอำนาจดำเนินคดีต่อบุคคลที่กระทำให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย พร้อมทั้ง อนุมัติร่าง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. .... และร่าง พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....nbsp;/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img src="https://c1.staticflickr.com/1/394/32194828012_86915fe332.jpg" //p p17 ม.ค. 2560 สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รายงานผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)nbsp;ผ่านnbsp;a href="http://www.thaigov.go.th/index.php/th/2012-07-18-11-42-15/item/110346-id-110346"เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาล /aโดยมีมติที่น่าสนใจ เช่น อนุมัติหลักการ ร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. .... และร่าง พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....nbsp;/p pครม. มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กษ.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักงานศาลยุติธรรมและธนาคารแห่งประเทศไทยไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป/p pทั้งนี้ ในส่วนเรื่องกองทุนพัฒนาสหกรณ์และกองทุนรักษาเสถียรภาพระบบสหกรณ์ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอเรื่องดังกล่าวต่อคณะกรรมการนโยบายการบริหารทุนหมุนเวียนเพื่อพิจารณาเสนอความเห็นต่อคณะรัฐมนตรีตามนัยมาตรา 14 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติการบริหารทุนหมุนเวียน พ.ศ. 2558 แล้วแจ้งผลการพิจารณาเพื่อประกอบการตรวจพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาต่อไปo:p/o:p/p pสำหรับสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้nbsp;เว็บไซต์ทำเนียบฯ ระบุไว้ว่า 1. กำหนดให้มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากภาคเอกชนเข้าเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ และมีการออกระเบียบเพื่อให้มีการคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ 2. กำหนดให้นายทะเบียนสหกรณ์มีอำนาจออกระเบียบ หรือคำสั่งใด ๆ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินกิจการของสหกรณ์ มีอำนาจในการดำเนินคดีต่อบุคคลที่กระทำให้สหกรณ์ได้รับความเสียหาย และสั่งการให้สหกรณ์ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดภายในสหกรณ์/p po:p/o:p/p p3. กำหนดเกี่ยวกับการยื่นอุทธรณ์ของผู้มีส่วนได้เสียจากการออกคำสั่งทางปกครองตามกฎหมาย 4. กำหนดให้กองทุนพัฒนาสหกรณ์สามารถให้ความช่วยเหลือด้านเงินทุนดำเนินธุรกิจกับกลุ่มเกษตรกร 5. กำหนดให้นายทะเบียนสหกรณ์ประกาศกำหนดประเภทของสหกรณ์ที่สามารถรับบุคคลธรรมดาเข้าเป็นสมาชิกสมทบได้ เพื่อให้สามารถรับเด็กและเยาวชนเข้าเป็นสมาชิกสมทบได้/p po:p/o:p/p p6. กำหนดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการดำเนินงานสหกรณ์ให้สามารถดำรงตำแหน่งต่อเนื่องกันได้ 7.nbsp;กำหนดความรับผิดชอบของกรรมการและผู้จัดการสหกรณ์เมื่อกระทำให้สหกรณ์เกิดความเสียหาย 8. กำหนดคุณสมบัติของกรรมการสหกรณ์ที่เข้ามาทำหน้าที่ในการบริหารสหกรณ์ให้เหมาะสมกับประเภทสหกรณ์ ธุรกิจ และขนาดของสหกรณ์ nbsp;9.nbsp;กำหนดให้สหกรณ์มีผู้ตรวจสอบกิจการเพื่อดำเนินการตรวจสอบกิจการของสหกรณ์แล้วทำรายงานเสนอต่อที่ประชุมใหญ่/p po:p/o:p/p p10. กำหนดให้มีกองทุนรักษาเสถียรภาพระบบสหกรณ์เพื่อให้ความช่วยเหลือด้านการเงินแก่บรรดาสหกรณ์ที่ขาดสภาพคล่อง ให้มีคณะกรรมการบริหารกองทุนรักษาเสถียรภาพระบบสหกรณ์ ประกอบด้วยรองปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งปลัดกระทรวงเกษตรฯ มอบหมายเป็นประธานกรรมการ และผู้อำนวยการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยเป็นกรรมการและเลขานุการ 11. กำหนดการบัญชี จัดระบบบัญชี รวมถึงการกำหนดชื่อทางบัญชีใหม่ให้สอดคล้องกับระบบบัญชีสากล 12. กำหนดให้มีการควบรวมสหกรณ์เพื่อสร้างความเข้มแข็ง โดยคำนึงถึงขนาดของสหกรณ์ ความเสี่ยงของสหกรณ์ เงินทุนหมุนเวียนและหนี้สิ้น และการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ และnbsp;nbsp;13. ปรับปรุงบทกำหนดโทษให้เหมาะสมยิ่งขึ้นในเชิงป้องปรามและกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำไว้ด้วย/p po:p/o:p/p h3span style="color:#0000cd;"อนุมัติร่าง กม.คณะกรรมการนโยบายที่ดิน และ แก้กม.ที่ดิน/span/h3 divครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... รวม 2 ฉบับ ตามที่คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และสภาเกษตรกรแห่งชาติไปประกอบพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป/div divnbsp;/div divสาระสำคัญของ ร่างพระราชบัญญัติคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. .... มีดังนี้ มีดังนี้ 1 กำหนดวัตถุประสงค์และหลักการการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ 2 กำหนดให้มี คทช. ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการโดยตำแหน่ง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และเลขาธิการ คทช. เป็นกรรมการและเลขานุการ มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแล การบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินโดยทั่วไป รวมทั้งให้มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบาย และแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ เพื่อขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี กำหนดแนวทางหรือมาตรการเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือและประสานงานระหว่างหน่วยงานของรัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มีกฎหมายหรือให้แก้ไขเพิ่มเติม ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดิน/div divnbsp;/div div3 กำหนดให้การดำเนินการจัดทำนโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ ต้องคำนึงถึงความสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศษรฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตามที่ คทช. กำหนด ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา 4 กำหนดให้ คทช. มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจ คณะอนุกรรมการ หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาศึกษา เสนอแนะหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่ คทช. มอบหมาย/div divnbsp;/div div5 กำหนดให้สำนักงานเลขาธิการ คทช. มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบงานธุรการของ คทช. คณะกรรมการเฉพาะกิจ คณะอนุกรรมการ และผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งวิเคราะห์นโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศ รวมทั้งแนวโน้มและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นเสนอต่อ คทช. เพื่อพิจารณา และ 6 กำหนดบทเฉพาะกาลให้ คทช. ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2557 ปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ตามพระราชบัญญัตินี้ไปพลางก่อนจนกว่าจะได้มีการแต่งตั้ง เลขาธิการ คทช. และจัดตั้งสำนักงานเลขาธิการ คทช. ในสำนักนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการผู้แทนองค์กรชุมชน ตามพระราชบัญญัตินี้/div divnbsp;/div divส่วน ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนี้ nbsp; 1 แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของ คจช. โดยให้มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อธิบดีกรมการปกครอง อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ อธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร อธิบดีกรมป่าไม้ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อธิบดีกรมธนารักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นกรรมการ อธิบดีกรมที่ดินเป็นกรรมการและเลขานุการ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอื่น อีกไม่เกินเจ็ดคนซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง และ 2 แก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าที่ของ คจช. ให้มีความชัดเจนและไม่ซ้ำซ้อนกับอำนาจของ คทช./div divnbsp;/div pnbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;o:p/o:p/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/lHe8XIjnYtY" height="1" width="1" alt=""/

เปิดโครงสร้าง คกก.เตรียมปรองดอง ปลัดกห.นั่งประธาน ให้ที่นั่งทหารเกือบเต็มโต๊ะ

Tue, 17/01/2017 - 19:29
pประยุทธ์ เตรียมใช้ ม.44 ตั้ง คกก.ป.ย.ป. นายกฯนั่งประธาน พร้อมตั้งกรรมการย่อย 4 ชุด ด้านบริหารราชการ ปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และปรองดอง ด้านประวิตร เผย กก.ด้านปรองดอง 19 คน ทหารพรึบ/p !--break--!--break-- p17 ม.ค. 2560 พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เตรียมออกคำสั่งตามมาตรา 44 จำนวน 2 ฉบับ คือ 1 การประกาศโครงสร้างคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นเลขานุการ และมีที่ปรึกษาทั้ง กรอ. รัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิ ที่เป็นข้าราชการประจำและอดีตข้าราชการ/p pโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในคณะกรรมการ ปยป.จะประกอบด้วยคณะกรรมการ อีก 4 ชุด คือ 1 คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ที่ให้รัฐมนตรี แต่ละกระทรวงเป็นผู้ทำหน้าที่ดำเนินการเรื่องต่าง ๆ ได้ทันที 2.คณะกรรมการเตรียมการปฎิรูปประเทศ มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล 3.คณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ มีพล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฎิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล และ 4 คณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง มีพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำกับดูแล/p pด้าน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เตรียมพร้อมเสนอรายชื่อและโครงสร้างคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง จำนวน 19 คน อาทิ พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล ปลัดกระทรวงกลาโหม นั่งเป็นประธาน ร่วมกับปลัดกระทรวงมหาดไทย มี ผบ.สส. ,ผบ.ทบ. ,ผบ.ทร. ,ผบ.ทอ. ,ผบ.ตร. รองปลัดกระทรวงกลาโหม หัวหน้าหน่วยขึ้นตรงกลาโหม พล.อ.วัลลภ รักเสนาะ ผอ.สำนักนโยบายและแผนกลาโหม พล.ท.ณัฐ อินทรเจริญ รองเสนาธิการทหารบก ในฐานะผอ.ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ผอ.ศปป.) คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และพล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม/p pโดยมี 4 คณะอนุกรรมการ คือคณะอนุกรรมการรับฟังความเห็น จำนวน 23 คน มี พล.อ.วัลลภ เป็นประธาน รวมถึงตัวแทนเหล่าทัพระดับพล.ท.หน่วยละ2 คน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผอ.ศปป. ตัวแทนกรมพระธรรมนูญ และกระทรวงมหาดไทย คณะอนุกรรมการจัดทำความเห็นร่วมเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ 22 คน คณะอนุกรรมการจัดทำกระบวนการปรองดองสมานฉันท์ 17 คน และคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์ 17 คน/p p“ที่ผ่านมาพรรคการเมืองมีความขัดแย้งจนนำพาไปสู่ความสับสนในบ้านเมือง จึงต้องคิดว่าในอนาคตจะทำอย่างไรให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ ผมจะไม่พูดถึงอดีตที่ผ่านมาและไม่พูดถึงการนิรโทษกรรม การอภัยโทษ การขอพระราชทานอภัยโทษ ซึ่งการทำงานเรื่องนี้ จะต้องตั้งคณะกรรมการอำนวยการที่เกี่ยวกับการปรองดองขึ้นมา 1 ชุด โดยมีปลัดกระทรวงกลาโหมเป็นหัวหน้า รวมถึงมีผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ เข้าร่วมในคณะ” พล.อ.ประวิตร กล่าว/p pขณะเดียวกัน พล.อ.ชัยชาญ ได้เรียกประชุมคณะกรรมการอำนวยการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ซึ่งประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ทหารจากกรมกิจการพลเรือนทหาร ผู้อำนวยการการศึกษายุทธศาสตร์สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ ผู้แทนจากกรมกิจการพลเรือนทหารทั้ง 3 เหล่าทัพ เจ้ากรมเสมียนตรา ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนอำนวยการกองงบประมาณ ศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงมหาดไทย ทั้งนี้คณะกรรมการอำนวยการจะประชุมเพื่อพิจารณา 3 เรื่อง ได้แก่ 1.การดำเนินงานในเรื่องความปรองดองสมานฉันท์และกรอบเวลา 2.การพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการและคณะทำงานซึ่งอยู่ระหว่างการจัดร่างคำสั่งแต่งตั้งแนวทางการดำเนินการ 3.ประเด็นคำถามการสัมภาษณ์เชิงลึกของผู้ที่เข้าร่วมประชุม/p pbr /เรียบเรียงจาก: a href="http://www.tnamcot.com/content/637021"สำนักข่าวไทย /a, a href="http://www.matichon.co.th/news/430523"มติชนออนไลน์/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/QdH9U0bXtic" height="1" width="1" alt=""/

อ็อกแฟมเปิดรายงาน คนรวยสุด 8 คนมีความมั่งคั่งเท่าประชากรครึ่งโลก

Tue, 17/01/2017 - 14:09
pอ็อกแฟม อินเตอร์เนชั่นแนล นำเสนอรายงานว่าโลกของเรามีความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจในระดับ "น่าขยะแขยง" คนรวยที่สุดในโลก 8 คน มีความมั่งคั่งเทียบเท่ากับประชากร 3,600 ล้านคน นอกจากนี้ผู้หญิงโดยรวมในโลกยังไม่ได้รับโอกาสทางเศรษฐกิจมากเท่าผู้ชาย ทั้งเรื่องค่าแรง การถูกใช้ทำงานที่ไม่ได้ค่าจ้างและบางแห่งก็ยังถูกกีดกันทางการศึกษา/p p!--break--!--break--/p p17 ม.ค. 2560 อ็อกแฟม อินเตอร์เนชั่นแนล (Oxfam International) เปิดเผยรายงานเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2560 ระบุว่าช่องว่างระหว่างระหว่างคนรายกับคนจนกว้างขึ้นกว่าเดิมมากจากที่เคยกลัวกันไว้ จนถึงในระดับที่คนรวยที่สุดในโลก 8 คน มีความมั่งคั่งเทียบเท่ากับประชากร 3,600 ล้านคน ผู้เป็นกลุ่มประชากรครึ่งหนึ่งของโลกที่มีความยากจนกว่าอีกครึ่งหนึ่ง โดยการรวบรวมข้อมูลจากองค์กรนานาชาติ 19 องค์กรที่ทำงานอยู่ในมากกว่า 90 ประเทศ/p pรายงานของอ็อกแฟมระบุว่าธุรกิจใหญ่ๆ และเศรษฐีใหญ่ทั้งหลายต่างทำให้เกิดวิกฤตความไม่เท่าเทียมเพิ่มมากขึ้นจากการหลบเลียงภาษี บีบลดค่าจ้าง และใช้อำนาจของตัวเองในการส่งอิทธิพลต่อการเมือง อ็อกแฟมยังระบุอีกว่าข้อมูลใหม่และดีกว่าเดิมของพวกเขายังพบว่ากลุ่มประชากรครึ่งหนึ่งที่มีความยากจนกว่าอีกครึ่งหนึ่งมากกว่าที่เคยประเมินกันเอาไว้/p pวินนี เบียนยิมา ผู้อำนวยการบริหารของอ็อกแฟมอินเตอร์เนชันแนลกล่าวว่า "มันเป็นเรื่องน่าขยะแขยงที่ความมั่งคั่งตกอยู่ในมือของคนแค่ไม่กี่คนในขณะที่ประชากร 1 ใน 10 ต้องมีชีวิตอยู่ด้วยเงินน้อยกว่า 2 ดอลลาร์ต่อวัน (ราว 60 บาท) ความไม่เท่าเทียมกันเป็นสิ่งที่สกัดกั้นให้คนหลายร้อยล้านคนอยู่ภายใต้ความยากจน มันทำให้สังคมเราผุพังและบ่อนทำลายประชาธิปไตย"/p pเบียนยิมายังพูดถึงการที่ผู้คนถูกกดค่าแรงในขณะที่ซีอีโอจำนวนมากรับเงินโบนัสกลับบ้านกันทีละล้านดอลลาร์ มีการตัดงบประมาณด้านการศึกษาและสาธารณสุขในFขณะที่บรรษัทและมหาเศรษฐีหลบเลี่ยงภาษี รวมถึงรัฐบาลหลายแห่งก็ไม่ยอมฟังเสียงประชาชนแล้วมัวแต่เอาใจกลุ่มธุรกิจใหญ่กับชนชั้นนำที่มั่งคั่ง/p pอ็อกแฟมยังระบุอีกว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษคือผู้หญิงและเด็กผู้หญิง พวกเธอมักจะถูกใช้งานที่มีความปลอดภัยน้อยกว่าและได้รับค่าแรงน้อยกว่า โดยที่เด็กผู้หญิงบางส่วนอย่างในอินเดียถูกบังคับใช้แรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอด้วย นอกจากเรื่องแรงงานแล้วการตัดงบประมาณด้านสาธารณสุขยังส่งผลกระทบต่อผู้หญิงมากกว่าด้วย เช่นในเคนยาที่มีการงดเว้นภาษีในบรรษัทจนทำให้ขาดงบสาธารณสุขไปครึ่งหนึ่งทั้งที่ผู้หญิง 1 ใน 40 ยังเสียชีวิตจากการคลอดลูก/p pbr /ในแง่ของการเลี่ยงภาษี อ็อกแฟมรายงานว่าการเลี่ยงภาษีของบรรษัททำให้ประเทศยากจนสูญเงินอย่างน้อย 100,000 ล้านดอลลาร์ ต่อปี ซึ่งเป็นจำนวนที่มากพอจะให้การศึกษาเด็ก 124 ล้านคนที่ไม่ได้รับการศึกษาได้ และยังใช้ส่งเสริมสวัสดิการสาธารณสุขเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เด็กเสียชีวิตได้ 6 ล้านคนต่อปี/p pรายงานของอ็อกแฟมยังระบุอีกว่ากลุ่มคนรวยระดับมหาเศรษฐียังใช้เครือข่ายประเทศที่ช่วยทำให้ไม่ต้องจ่ายภาษี (tax haven) และเอื้อต่อการลงทุนของพวกเขาโดยที่คนออมเงินทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ อ็อกแฟมยังระบุอีกว่ากลุ่มมหาเศรษฐีไม่ได้เป็น "ผู้ที่สร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตัวเอง" อย่างที่หลายคนเข้าใจผิดๆ มหาเศรษฐีจำนวนมากมักจะได้ความมั่งคั่งมาจากการสืบต่อมรดกหรือการสั่งสมผ่านอุตสาหกรรมต่างๆ ที่มักจะมีเรื่องของการทุจริตและการเล่นพรรคเล่นพวก/p pอ็อกแฟมเสนอให้มีระบบเศรษฐกิจที่คำนึงถึงมนุษย์มากกว่านี้ อย่างการหันมากระจายรายได้ให้กับประชาชนทุกคนไม่เพียงแค่คนรวยไม่กี่คน โดยหวังว่าการที่รัฐบาลเลิกให้ความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่แค่กับคนไม่กี่คนจะช่วยแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างการเก็บภาษีความมั่งคั่งและคนที่รายได้สูงมากเพิ่มขึ้นเพื่อทำให้เกิดการสร้างความเท่าเทียมกันด้านโอกาสมากขึ้นจากการนำงบประมาณไปใช้กับสวัสดิการสุขภาพ การศึกษา และการสร้างงาน ขณะเดียวกันก็ต้องรับรองว่าคนงานได้รับค่าแรงที่ดีด้วย/p pอ็อกแฟมยังเน้นย้ำถึงการที่ต้องทำให้รับกับเศรษฐกิจที่แต่เดิมโดยรวมมักจะเอื้อต่อเพศชายมากกว่าควรจะเอื้อต่อผู้หญิงมากขึ้นด้วยโดยการยกเลิกการกีดกันผู้หญิงจากความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เช่น การส่งเสริมให้ผู้หญิงเข้าถึงการศึกษาและเลิกการถ่วงผู้หญิงเอาไว้กับงานดูแลบ้านที่ไม่ได้รับค่าจ้างแต่อย่างเดียว/p pแอนนา แรทคลิฟฟ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายสื่อนานาชาติของอ็อกแฟมและโครงการเกี่ยวกับประเด็นความไม่เท่าเทียมกล่าวว่าการจะแก้ปัญหาความไม่เท่าเทียมได้ต้องมีการแก้ไขโครงสร้างเศรษฐกิจแบบเดิมที่ใช้กันมา 30 ปีแล้ว ต้องมีการแก้ไขไม่ให้บรรษัทยักษ์และมหาเศรษฐีคอยหาผลประโยชน์จากสภาพแบบเดิม อย่างไรก็ตามมีรัฐบาลบางประเทศที่สามารถลดความไม่เท่าเทียมลงได้จากการฟังข้อเรียกร้องของคนส่วนใหญ่ในสังคม เช่น ประเทศนามิเบีย ที่ขึ้นภาษีคนรวยเอามาใช้กับโครงการการศึกษาฟรีระดับมัธยมศึกษาซึ่งเป็นการลดช่องว่างคนรวยกับคนจนได้/p pnbsp;/p pbr /strongเรียบเรียงจาก/strong/p pInequality (I): Half of World’s Wealth, in the Pockets of Just Eight Men, Inter Press Service, 16-01-2017br /a href="http://www.ipsnews.net/2017/01/inequality-i-half-of-worlds-wealth-in-the-pockets-of-just-eight-men/"http://www.ipsnews.net/2017/01/inequality-i-half-of-worlds-wealth-in-the-pockets-of-just-eight-men//a/p pbr /AN ECONOMY FOR THE 99%br /a href="https://www.oxfam.org/sites/www.oxfam.org/files/file_attachments/bp-economy-for-99-percent-160117-en.pdf"https://www.oxfam.org/sites/www.oxfam.org/files/file_attachments/bp-economy-for-99-percent-160117-en.pdf/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/d5vN7gN9lpM" height="1" width="1" alt=""/