ประชาไท

Syndicate content
Updated: 3 min 27 sec ago

กสม.เชิญทหารประชุมร่วมชาวบ้านคลองไทรฯ แนะใช้ กม. ให้เป็นธรรม

Thu, 30/10/2014 - 22:38
pนพ.นิรันดร์ เชิญรองผอ.รมน. สุราษฎร์ ชาวคลองไทรฯ nbsp;และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมรับฟังข้อเท็จจริงปัญหาข้อพิพาท และปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ชุมชนคลองไทร ด้านชาวบ้านถามทำไมทหารไม่เข้าตรวจสอบสิทธิ์นายทุนบ้าง/p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3938/15480940617_9f0f9a71a6.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p30 ต.ค. 2557 ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้จัดการประชุมเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในชุมชนคลองไทรพัฒนา ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมถกปัญหาการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทหาร ในกรณีข้อพิพาทที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งมี นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ประธานอนุกรรมการสิทธิพลเมืองและการเมือง เป็นประธานในที่ประชุม โดยได้มีการเชิญพันเอกสมบัติ ประสานเกษม รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดสุราษฎร์ธานี nbsp;ชาวชุมคลองไทรพัฒนา และกลุ่มสหพันธ์เกษตรภาคใต้ (สกต.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมด้วย/p pการเข้าให้ข้อเท็จจริงปัญหาความรุนแรง และร่วมถกปัญหาการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารในกรณีข้อพิพาทบนที่ดิน ส.ป.ก ครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ที่มีผู้ไม่หวังดีได้ยิงปืนขมขู่ชาวบ้าน และทหารที่ประจำการอยู่ในชุมชนเมื่อวันที่ 28 ต.ค. ที่ผ่านมา a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/10/56230"(อ่านข่าวที่นี่)/a การประชุมครั้งนี้เกิดจากการเข้าร้องของชาวชุมชนในนามของ สกต. ต่อคณะกรรมการสิทธิฯ โดยการประชุมร่วมกันครั้งนี้ใช้เวลาราว 3 ชั่วโมง nbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7541/15480260749_2a40b57427.jpg" style="width: 375px; height: 500px;" //p pในที่ประชุมนายเพียรรัตน์ บุญฤทธิ์ สมาชิกสกต. ได้เล่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในชุมชน พร้อมทั้งได้ตั้งคำถามต่อการเข้าปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ทหารตลอดช่วงเวลาที่ผ่าน โดยได้มีการถามถึงการเข้าตรวจค้นในพื้นที่โดยไม่มีคำสั่งที่เป็นลายลักษณ์อักษร และเพราะเหตุใดจึงมีการสั่งบังคับจากเจ้าหน้าที่ทหารให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ภายใน 7 วัน/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3933/15046166484_83240a3385.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pด้านพันเอกสมบัติ ตอบข้อสงสัยนี้ว่า เนื่องจากช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ดังนั้นการเข้าตรวจสอบ เข้าค้นที่ดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ทหารไม่จำเป็นต้องมีหมายคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร และการเข้าตรวจค้นที่ผ่านมาเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม เนื่องมาจากมีผู้ร้องเข้ามาว่า ชาวบ้านในชุมชนคลองไทรฯเข้าบุกรุกพื้นที่ของเขา จำนวนทั้งสิ้น 13 ราย จึงได้มีการนำกำลังเข้าตรวจสอบ nbsp;และเหตุที่มีคำสั่งให้ชาวบ้านออกจากพื้นที่ภายใน 7 วัน นั้นเป็นการสั่งเฉพาะผู้ที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่อย่างผิดกฎหมาย หากชาวบ้านในชุมชนคลองไทรสามารถยืนยันได้ว่าเข้ามาอย่างไม่ผิดกฎหมายก็ไม่ต้องกลัวอะไร/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7496/15480941767_1139455385.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pอย่างไรก็ตาม นางเรวดี วิชิตยุทธภูมิ ผู้ตรวจราชการกรม สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ได้ให้ข้อมูลว่า หลังจากที่กรมป่าไม้ได้ให้ที่ดินผืนนี้กับ ส.ป.ก. เพื่อจัดสรรให้กับเกษตรกรที่ยากจนต่อไป แต่ทางส.ป.ก. ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากบริษัทผู้เช่าอยู่เดิมไม่ยอมออกจากพื้นที่ จึงได้มีการฟ้องร้องดำเนินคดีไปแล้ว จนถึงปัจจุบันคดียังอยู่ในขั้นฎีกา ซึ่งจะมีการพิจารณาคดีในวันที่ 11 พ.ย. 2557/p pเรวดีให้ข้อมูลต่อไปว่า ปัจจุบันในพื้นที่ซึ่งมีข้อพิพาทเกิดขึ้นและมีปัญหาความรุนแรงนี้ มีคนอย่างน้อยสองกลุ่มหลักๆ ที่เข้าอยู่ในพื้นที่ โดยคนกลุ่มแรกคนชาวบ้านที่เข้าไปตั้งรกราก สร้างที่ทำกิน โดยได้รับความชอบธรรมจากมติครม. เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2546 ซึ่งรัฐอนุญาตให้ชาวบ้านที่ไร้ที่ทำกินอาศัยอยู่ในพื้นที่ไปก่อน จนกว่านายทุนจะออกจากพื้นที่และสามารถจัดสรรที่ดินทำกินได้ และคนกลุ่มที่สองคน กลุ่มผู้ที่ซื้อที่ดินต่อจากกลุ่มนายทุน ซึ่งในทางกฎหมายนั้นไม่สามารถทำการซื้อขายที่ดินได้ เพราะเป็นที่ดินของ ส.ป.ก. ฉะนั้นหากอ้างตามมติครม. ชาวชุมชนคลองไทรฯจึงมีความชอบธรรมในพื้นที่มากกว่า กลุ่มผู้ร้อง 13 ราย ที่ได้ร้องเรียนมายังเจ้าหน้าที่ทหาร ซึ่งทางส.ป.ก เองก็ได้ทำการประกาศเตือนผู้ที่อาจจะหลงเชื่อการประกาศขายที่ดินอย่างเป็นทางการแล้ว/p pทั้งนี้ด้านนายวัชรินทร์ พุ่มจิตร์ นายอำเภอชัยบุรี ได้กล่าวว่าปัญหากรณีพื้นที่พิพาทระหว่างชุมชนกับบริษัทและผู้ที่ซื้อที่ดินต่อจากบริษัทนั้นเป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนาน อย่างไรก็ตามล่าสุดทางด้านผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฏร์ธานีได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อแก้ไขปัญหาในกรณีดังกล่าวแล้ว เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ที่ผ่านมา และกำลังจะมีการประชุมร่วมกันเพื่อหาทางออกในวันที่ 3 พ.ย. นี้/p pวัชรินทร์ กล่าวด้วยว่า ในการแก้ไขปัญหานั้นจะมีการดำเนินที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่ายให้มากที่สุด จะไม่มีความเห็นโน้มเอียงเข้าข้างฝ่ายใด แต่จะพิจารณาไปตามหลักการและเหตุผล/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5604/15666916005_06f18f7430.jpg" style="width: 375px; height: 500px;" //p pด้านนายสุพจน์ กาฬสงค์ หนึ่งในชาวชุมคลองไทรฯ ได้เล่าถึงเหตุการณ์พร้อมทั้งตั้งข้อสงสัยว่า ก่อนหน้านี้ได้เกิดเหตุฆาตกรรมชาวบ้านในชุมชนไปถึง 3 ราย โดยรายแรกถูกยิงเมื่อปี 2553 และอีก 2 รายต่อมาถูกยิงเมื่อ 2555 แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีใครสามารถเอาผิดกับผู้ก่อเหตุได้ และหนึ่งในผู้ก่อเหตุยังเดินทางเข้ามาในชุมชนพร้อมกับเจ้าหน้าที่ทหารเมื่อวันที่ 16 ส.ค. และ 24 ก.ย. อีกด้วย และกล่าวต่อว่า เหตุใดทางเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งเข้ามาตรวจสอบ ตรวจค้นในชุมชน จึงมั่นใจว่าที่เข้ามาร้องเรียนกับเจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้ที่เข้าอยู่ในพื้นที่อย่างถูกต้อง และทำไมจึงไม่มีการตรวจสอบสิทธิ์เข้าอยู่ในพื้นที่ของฝ่ายผู้ร้องบ้าง/p pต่อกรณีเหตุการณ์ฆาตกรรมชาวบ้าน 3 ราย ตัวแทนจากกรมสืบสวนคดีพิเศษซึ่งได้เข้าร่วมประชุมด้วยได้ให้ข้อมูลว่า ในกรณีการฆาตกรรมชาวบ้านทั้ง 3 รายนั้น จากข้อมูลของทีมสืบสวนที่ตนมีอยู่ยังไม่มีรายละเอียดในเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ยังได้กล่าวว่ายินดีที่จะดำเนินการให้ โดยขอข้อมูลเบื้องต้นจากตัวแทนชาวชุมชนคลองไทรฯไว้ภายหลังจากเสร็จสิ้นการประชุม/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7488/15481335740_3cf2d00cb5.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p pด้านนพ.นิรันดร์ ได้ให้ความเห็นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหากรณีชุมชนคลองไทรฯ ในฐานะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่า การเข้าแก้ไขปัญหาของเจ้าหน้าที่ทหารนั้นควรมีการดำเนินการอย่างเป็นธรรมกับทุกๆฝ่าย และควรจะมีการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด และรอบด้าน เพื่อให้เกิดความเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย พร้อมทั้งขอให้เจ้าหน้าที่ทหารเร่งหามาตรการดูแลความปลอดภัยของคนในชุมชนคลองไทรฯ เพราะมีความกังวลว่าอาจจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากใกล้ถึงวันที่ ศาลฎีกาจะพิจารณาคดี/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/09/55720" target="_blank" ทหารไล่รื้อชุมชนคลองไทรฯ จี้ย้ายออกใน 7 วัน–องค์กรสิทธิฯ ระหว่างประเทศ ร้อง DSI คุ้มครอง/a /div div class="field-item even" a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/09/55740" target="_blank"สกต.ร้องกรรมการสิทธิ เร่งสอบทหาร-นายทุนไล่ที่ชุมชนสุราษฎร์/a /div div class="field-item odd" a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/10/55778" target="_blank"คุยกับชาวบ้าน: จับตาเส้นตายวันนี้ ไล่รื้อชุมชนคลองไทรพัฒนา สุราษฎร์ฯ/a /div div class="field-item even" a href="http://www.prachatai.com/journal/2014/10/55798" target="_blank"หลังเส้นตาย ผู้ว่าสุราษฎร์สั่งตั้งกรรมการแก้ปมชุมชนคลองไทรฯ ใน 15 วัน/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/BLaXSeGFhuM" height="1" width="1"/

โปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ประธาน-รองประธาน สปช.

Thu, 30/10/2014 - 22:31
div divราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 131 ตอนพิเศษ 218 ง. ได้เผยแพร่ ประกาศแต่งตั้ง ‘เทียนฉาย กีระนันทน์’ ประธาน สปช. nbsp;‘บวรศักดิ์-ทัศนา’ นั่งรองประธาน สปช./div div !--break--!--break--/div /div divnbsp;/div divnbsp;/div div30 ต.ค. 2557 ราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 131 ตอนพิเศษ 218 ง. ได้เผยแพร่ ประกาศแต่งตั้ง ประธานและรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ เนื้อหาดังนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ได้ลงมติเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2557 เลือกสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ให้เป็นประธานและรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คือbr /br /1.นายเทียนฉาย กีระนันทน์ เป็นประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติbr /2.นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่หนึ่งbr /3.นางสาวทัศนา บุญทองnbsp; เป็นรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สองbr /nbsp;/div divอาศัยอำนาจตามความในมาตร 28 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557nbsp; จึงแต่งตั้งให้ผู้มีนามดังกล่าวเป็นประธานและรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 30 ต.ค. 2557 เป็นปีที่ 69 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ/div divnbsp;/div divผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและรองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้ว ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกำหนดจัดพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ในวันที่ 3 พ.ย. 2557 เวลา 08.00 น. ณ บริเวณห้องโถง อาคารรัฐสภา 1/div divnbsp;/div div style="text-align: center;" div style="text-align: center;"img alt="" src="http://www.tnamcot.com/wp-content/uploads/image/2014/10/30/S__5283878.jpg" style="width: 550px; height: 550px;" //div /div divnbsp;/div divstrongที่มา: a href="http://www.tnamcot.com/2014/10/30/%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AF-%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98/"สำนักข่าวไทย/a, a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1414666308"มติชนออนไลน์/a/strong/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/d-moFborxg4" height="1" width="1"/

'นิพิฏฐ์' เตือน ไม่ควรนำตุลาการเข้าสู่วังวนการเมือง หวั่นวิกฤตรอบใหม่

Thu, 30/10/2014 - 21:45
!--break--!--break--p30 ต.ค. 2557 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม มีแนวคิดขอคนในฝ่ายตุลาการ หรือศาล มาเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี ทั้งที่ นายสราวุฒิ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้แถลงย้ำถึงจริยธรรมศาล ผู้พิพากษาว่า ไม่ควรไปเป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรี หรือข้าราชการการเมือง ว่า ตนขอให้รัฐบาลและรัฐมนตรีทุกกระทรวงตั้งหลักให้ดี ในการจะขอบุคคลจากศาล หรือผู้พิพากษามาเป็นที่ปรึกษาหรือคณะทำงาน เพราะที่สุดแล้วจะเป็นการทำลายระบบศาลและกระบวนการยุติธรรมไทยซ้ำเติมลงไปอีก เนื่องจาก คสช.ไม่ทราบถึงต้นตอความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ปี 2549 ที่ประชาชนไม่ไว้วางใจฝ่ายการเมือง ทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ จึงมีการออกแบบรัฐธรรมนูญให้ฝ่ายตุลาการซึ่งเป็น 1 ใน 3 อำนาจหลักในระบอบประชาธิปไตยไทย เข้ามาช่วยพยุงอำนาจของฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติbr /br /นายนิพิฏฐ์ กล่าววต่อว่า ขณะนั้น มีการให้ฝ่ายศาลเข้ามาคัดกรองบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญในองค์กรอิสระเพื่อตรวจสอบฝ่ายการเมือง จนถูกเรียกว่า ยุคตุลาการภิวัฒน์ จนฝ่ายการเมืองไม่ยอม และสร้างวาทกรรมโจมตีฝ่ายตุลาการว่า ยุติธรรม 2 มาตรฐาน ที่สุดระบบการปกครองของไทย จึงพังระเนระนาดทั้งระบบ วันนี้รัฐมนตรีในรัฐบาลที่มาจาก คสช.ยังพยายามดึงเอาบุคลากรจากฝ่ายตุลาการเข้ามาในวังวนของการเมือง ทั้งที่ฝ่ายตุลาการได้ส่งสัญญาณชัดเจนแล้วว่า ไม่อยากเข้ามาเกี่ยวข้องอีกbr /br /นายนิพิฏฐ์ กล่าวต่อว่า ขอย้ำเตือนไปยัง คสช.ว่า หากจะยังพยายามดึงบุคลากรจากฝ่ายตุลาการเข้ามาอีก ที่สุดจะเป็นการทำผิดซ้ำซ้อนและสร้างวิกฤติตุลาการรอบใหม่ขึ้น แม้กระทั่งนายพรเพชร วิชิตชลชัย อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ที่มาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา คสช.และประธาน สนช. เช่นวันนี้ ตนยังรู้สึกไม่สบายใจ และขอเตือนถึง สปช.หรือ กมธ.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่า ต้องเอาศาลหรือบุคลากรฝ่ายตุลาการออกจากกระบวนการ หรือวังวนทางการเมืองให้หมด ไม่เช่นนั้นเมื่อเกิดวิกฤติใดขึ้นจะไม่เหลืออำนาจใดไว้พยุง โดยเฉพาะฝ่ายศาลก็จะพังลงทั้งระบบ เพราะอำนาจหลักทั้ง 3 ควรจะทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลซึ่งกันและกันbr /br /strongรองเลขาฯ ศาลยุติธรรม ย้ำประมวลจริยธรรมศาล ชี้ผู้พิพากษาไม่ควรเป็นขรก.การเมือง/strongbr /ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม นายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ให้สัมภาษณ์กรณีที่มีการแต่งตั้งผู้พิพากษาไปเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรี ผู้ชำนาญการประจำตัวสนช. และผู้เชี่ยวชาญประจำตัวสนช. ว่า ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม มาตรา 59 กำหนดว่า ข้าราชการตุลาการต้องไม่เป็นข้าราชการทางการเมือง ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 41 ระบุว่าสามารถยกเว้นได้นั้น แต่ผู้พิพากษามีประมวลจริยธรรมกำกับไว้อีกชั้นหนึ่งซึ่งสูงกว่ากฎหมายเพราะเป็นข้อห้ามเรื่องการไปประกอบวิชาชีพอย่างอื่นที่ผู้พิพากษาจะต้องปฏิบัติตาม แต่สุดท้ายแล้วก็อยู่ที่มติของคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) เป็นหลัก หากมติ ก.ต. ไม่เห็นชอบในเรื่องดังกล่าว แม้ว่าจะมีการประกาศแต่งตั้งไปแล้วหรือโปรดเกล้าฯ แล้วก็ตาม แต่ผู้พิพากษาก็คงไม่สามารถไปรับตำแหน่งทางการเมืองได้ ซึ่งคงจะต้องรอดูความชัดเจนในที่ประชุม ก.ต. ในวันที่ 17 พ.ย.นี้br /br /นายสราวุธ กล่าวด้วยว่า ขณะเดียวกันนายดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา ท่านก็ได้แสดงจุดยืนชัดเจนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา ว่าต้องมีความเป็นอิสระของสถาบันตุลาการและมีความเป็นกลาง ต้องปฏิบัติตัวตามระเบียบแบบแผนและประเพณีปฏิบัติของทางราชการ และประมวลจริยธรรมข้าราชการตุลาการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทาง ก.ต. จะนำมาประกอบการพิจารณาด้วยทั้งหมด ซึ่งถ้าหากอยู่ในสถานการณ์ปกติไม่มีรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 41 ยกเว้นไว้ เรื่องดังกล่าวก็คงไม่สามารถทำได้อยู่แล้ว/p pnbsp;/p pstrongที่มา:/strong a href="http://www.thairath.co.th/content/460262"ไทยรัฐออนไลน์ /aและa href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1414597039"มติชนออนไลน์/abr /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/hNA8TiqP7V4" height="1" width="1"/

การเมืองของการผลิต(วัฒนธรรม)อินดี้ในบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย

Thu, 30/10/2014 - 21:11
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7555/15481411610_ea9c20c624_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 500px;" //p pสำหรับวัยรุ่นที่โตในยุค 1990 คงคุ้นเคยกับคำว่า“อินดี้”เป็นอย่างดี nbsp;หากเราใช้ช่วงปีที่เกิดเป็นการแบ่ง“รุ่น”อย่างคร่าวๆอาจกล่าวได้ว่าอินดี้คือคนที่เกิดหลังสงครามเวียดนาม(ยุติในปี ค.ศ.1975) ฉะนั้นหากนับถึงปัจจุบันคนรุ่นนี้ก็อยู่ในช่วงวัยกลาง 30 ขึ้นไปnbsp; ที่จริงปรากฏการณ์ของรุ่นอินดี้เป็นที่สนใจศึกษาในงานวิชาการด้านวัฒนธรรมศึกษาและสังคมวิทยา ในแง่ของชนชั้นกับการผลิตและการบริโภควัฒนธรรมมาตั้งแต่ปลายยุค 1990 nbsp;โดยส่วนใหญ่เป็นงานศึกษาในบริบทของสังคมตะวันตก nbsp;สำหรับงานศึกษานอกบริบทตะวันตกเพิ่งเริ่มมีในช่วงไม่ถึง 10 ปี สำหรับข้อเขียนสั้นๆชิ้นนี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงคนรุ่นอินดี้ในเมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซียกับการผลิตวัฒนธรรมผ่านความหลากหลายของรูปแบบวัฒนธรรม(cultural forms)และความสัมพันธ์ของเศรษฐกิจของการดำเนินชีวิต(economic of life)/p p align="center"strongnbsp;(1)/strong/p pเมืองบันดุงอยู่ในชวาตะวันตก เกาะชวา เป็นเมืองใหญ่อันดับ 3 ของอินโดนีเซียรองจากจาการ์ต้าและสุราบายา บันดุงเป็นเมืองที่สร้างโดยดัชท์ อีสต์ อินเดีย (เนเธอแลนด์)ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18nbsp; และช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ดัชท์ อีสต์ อินเดีย เคยคิดจะย้ายเมืองหลวงจากจาการ์ต้ามาที่บันดุง ปัจจุบันเมืองบันดุงมีประชากรราว 2.4 ล้านคน ในจำนวนนั้นราว 1.5 ล้านคนเป็นคนวัยหนุ่มสาวที่มีอายุต่ำกว่า 40 ปี หากคุยกับคนอินโดนีเซียพวกเขาจะกล่าวถึงบันดุงในแง่ของเป็นเมืองของคน(ท้องถิ่น)รุ่นใหม่และทันสมัย ต่างไปจากจาการ์ต้าที่เป็นเมืองหลวงและเมืองการค้าnbsp; ยอร์คยาการ์ต้าเป็นเมืองเก่า ในขณะบาหลีเป็นเมืองท่องเที่ยว ขณะเดียวกันบันดุงก็เป็นเมืองแห่งการช็อปปิ้งแบบที่พ่อค้าหัวใสทำเสื้อยืดสกรีน “Bandung, You Never Shop Alone”ขายกันเต็มเมือง ด้วยเวลาเดินทางจากจาการ์ต้าไปบันดุงเพียงแค่ 3 ชั่วโมงกว่า ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์เมืองบันดุงจึงเต็มไปด้วยนักช็อปปิ้งมือเติบจากเมืองหลวง ย่านดาโก้และถนนเชียแฮมพลาสซึ่งมี Factory Outlet ของแบรนด์เนมดังนับ 10 แห่งจะเต็มไปด้วยลูกค้าที่มาจับจ่ายสินค้า แต่หากเราลัดเลาะจากย่านดาโกไปตามถนนเรียวและซอยเล็กซอยน้อยในถนนเรียว โลกของการช็อปปิ้งจะเปลี่ยนไปอีกแบบหนึ่งในทันที่ เพราะย่านนี้คือย่านของอินดี้/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3937/15480824518_6c50268b7d_o_d.jpg" //p p style="text-align: center;"strong(2)/strong/p pอินดี้และชุมชนการผลิตวัฒนธรรมในบันดุงเกิดขึ้นในช่วงกลาง ค.ศ. 1990 จุดเริ่มต้นของอินดี้มาจากดนตรี( พั๊งค์, เฮฟวี่เมตัลและอินดี้ป็อป)และสตรีทแฟชั่น วงดนตรีอินดี้ป็อปชื่อดังอย่าง Pure Saturday ออกอัลบั้มแรกในปี ค.ศ. 1996 งานรวมเพลงวงพั๊งค์ Bandung’s Burning ออกในปี ค.ศ. 1997 โดย Riotic Record ซึ่งต่อมาเริ่มออกแบบเสื้อผ้าในแบรนด์ Riotic พร้อมกับเปิด Distros ( Distributor Store) เป็นร้านที่ขายทั้งเสื้อผ้าแฟชั่นและเทปเพลงไปในตัว รวมทั้งใช้เป็นที่แสดงดนตรีในบ้างครั้ง ก่อนหน้านี้ ในปี ค.ศ.1996 UNKL347( ใช้ชื่อในตอนแรกเปิดว่า 347) แบรนด์เนมของสตีทแฟชั่นที่ถือว่าเป็นแรงบันดัลใจให้กับอินดี้รุ่นหลังๆ ก็ถือกำเนิดขึ้นจากกลุ่มวัยรุ่นสเก็ตบอร์ดที่คิดสนุกออกแบบเสื้อผ้าให้กับเพื่อนๆกันเอง การเชื่อมโยงของดนตรี(band)และแบรนด์สินค้า(brand)เกิดขึ้นผ่าน Distro ที่เป็นห้องแถวคูหาขนาดเล็กๆที่พวกวัยรุ่นใช้เป็นที่วางขายงานสินค้าแฟชั่นและงานเพลง nbsp;ต่อมาได้กลายเป็นการสร้างเครือข่ายการค้าระหว่างกลุ่ม Distro นับ 100 แห่งอันเป็นรากฐานสำคัญของการผลิตทางวัฒนธรรมในยุคเริ่มแรกของอินดี้ในบันดุง nbsp;/p pDistro ได้กลายสถานที่ที่พวกวัยรุ่นบันดุงมาสุมหัวกันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันnbsp; ที่สำคัญ Distro เหล่านี้เกิดขึ้นมามีนัยยะของการโต้ตอบกับ Factory Outlet ของสินค้าแบรนด์เนมจำนวนมากที่เกิดขึ้นในบันดุงเช่นกัน เนื่องจากบันดุงเป็นเมืองของอุตสาหกรรมสิ่งทอและการ์เมนต์เช่นเดียวกับอีกหลายๆเมืองในประเทศกำลังพัฒนาที่มีแรงงานราคาถูกเป็นจุดดึงดุดการลงทุนของบริษัทเสื้อผ้าและสิ่งทอข้ามชาติ nbsp;แต่โรงงานของสินค้าแบรนด์เนมเหล่านี้ไม่ได้สร้างนักออกแบบแฟชั่นท้องถิ่น Distro จึงได้กลายเป็นแหล่งบ่มเพาะและที่ที่สร้างโอกาสให้กับนักออกแบบแฟชั่นรุ่นใหม่ที่ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นล่าง nbsp;เราจะพบว่านักออกแบบแฟชั่นรุ่นใหม่จำนวนมากทั้งในบันดุงส่วนใหญ่ไม่ได้จบการศึกษาด้านออกแบบแฟชั่นหรือด้านศิลปินแต่อย่างใด nbsp;จำนวนหนึ่งเคยเป็นเด็กขายของใน Distro มาก่อน พวกเขาเรียนรู้การออกแบบด้วยตนเองจากแมกกาซีนในยุค 1990 และผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตในยุคกลาง 2000nbsp; พวกเขาเพิ่มทักษะการออกแบบด้วยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ส่วนมากในช่วงแรกเรียนรู้สไตล์การออกแบบของแฟชั่นในกระแสนิยมในโลกตะวันตกแล้วก็ปรับและออกแบบเพิ่มให้เป็นในสไตล์ของตนเอง อาจกล่าวได้ว่า Distro เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของเมืองบันดุง เป็นแหล่งชุมนุมพบปะของกลุ่มคนในแวดวงดนตรี การออกแบบแฟชั่น ศิลปะและกิจกรรมวัฒนธรรมซึ่งเท่ากับเป็นทั้งศูนย์เรียนรู้และยังช่วยสร้างการขยายพื้นที่สร้างสรรค์ของงานด้านศิลปะและวัฒนธรรมให้กระจายตัวมากขึ้นมากขึ้น/p pอาจกล่าวได้ว่า Distro คือพื้นที่ที่ก่อให้เกิดการอย่างแบบมีส่วนร่วม(active participant) และเปรียบเสมือนการสร้างชีวิตประชาธิปไตยทางวัฒนธรรมด้วยตนเองและเพื่อตนเองแบบกลุ่มอินดี้ที่เติบโตในยุคหลังเผด็จการซูฮาร์โต nbsp;ยิ่งในยุคหลังเศรษฐกิจตกต่ำในปี ค.ศ. 1997 การสื่อสารในชุมชนอินดี้ยิ่งเกิดมากขึ้นการเกิดขึ้นของนิตยสาร Ripple Magazine (ปี 1999 -2003)ช่วยเป็นช่องทางในการแนะนำสินค้าและดนตรีใหม่ให้กับชุมชนอินดี้ รวมทั้งการเกิดขึ้นของอาร์ทสเปซต่างๆเช่น If Venue, BTW SPACE ,Common Room และ Bandung Creative City Forum ได้ช่วยสร้างพื้นที่ทางการเมืองในชีวิตประจำวันของอินดี้ในบันดุงเป็นอย่างมากขึ้นนอกเหนือจาก Distro ในช่วงก่อนหน้านั้น/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7530/15667801912_80df44340c_o_d.jpg" //p p style="text-align: center;"strong(3)/strong/p pการเกิดขึ้นของอินดี้ในบันดุงยังเป็นช่วงรอยต่อของเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองของอินโดนีเซียจากการเป็นสังคมเผด็จ(ในยุคประธานาธิบดีซูฮาร์โต)สู่สังคมประชาธิปไตย ทั้งในแง่การเมืองเชิงโครงสร้างและการเมืองในชีวิตประจำวัน ในยุคเผด็จการซูฮาร์โตการจำกัดเสรีภาพของการใช้สื่อและการผลิตสื่อทั้งในส่วนของสื่อกระจายเสีย สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อดนตรีมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก แม้จะเข้าสู่ยุคข้อมูลข่าวสารที่นำพาเอาคอมพิวเตอร์และระบบอินเตอร์เน็ตมาช่วยค่อยๆกะเทาะกำแพงขวางกั้น ข้อมูลข่าวสารระหว่าง “ท้องถิ่น”และ “โลก(ภายนอก)” แต่ในอินโดนีเซียในยุคนั้นยังไม่ใช่สิ่งที่เกิดได้ง่ายและรวดเร็วดังเช่นประเทศอื่นๆในแทบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นไทย มาเลเซียและสิงคโปร์ ที่เข้าถึงเทคโนโลยีในยุคข้อมูลข่าวสารได้ก่อนอินโดนีเซียnbsp; ปี ค.ศ. 1997 การล้มสะลายของเผด็จการซูฮาร์โตอันมีปัจจัยสำคัญจากการคอรัปชั่นและเศรษฐกิจตกต่ำในเอเชีย nbsp;ประชาธิปไตยในอินโดนีเซียเบ่งบานพร้อมๆกับการเกิดขึ้นเปิดเสรีในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร เยาวชนในอินโดนีเซียได้มีโอกาสเข้าถึงและเรียนรู้ปรากฏการทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นภายนอกมากขึ้น Distro เหล่านี้จะเสมือนเป็น “การรื้อสร้าง”และ “สร้างความหมายใหม่”ให้กับ“ความเป็นท้องถิ่น”ของบันดุง(locality)กับประเทศอินโดนีเซียและโลก หากเราเดินไปตาม Distro ต่างๆในย่านถนนเรียวผู้เขียนบอกได้เลยเราไม่มีทางเจอเสื้อยืดสกรีนแบบ I Love Bandung แน่นอน เสื้อยืดที่เราจะเจอจะเป็นเสื้อในสไตล์แบบโลโก้วงดนตรีร็อกต่างๆ(ทั้งวงท้องถิ่นและวงต่างประเทศ) สไตล์ฮิป ฮอป (หรือเสื้อในสไตล์แบบ global subculture) และอีกหลากสไตล์ที่ดูมีความ “ร่วม”กับวัฒนธรรมโลก นอกจากนี้ผู้เขียนมีโอกาสไปเยี่ยม Dsitro ของแบรนด์ Homeless Dawg ที่ตั้งอยู่ในชุมชนเขตชานเมืองบันดุง และพบว่าเขามีลูกค้าต่างชาติจำนวนมากมายเยี่ยมร้านของเขา(ที่เขายินดีเรียกว่าเพื่อน) ภายในร้านเขาตบแต่งด้วยรูปถ่ายของลูกค้าที่มาเยี่ยมร้าน พร้อมๆกันนั้นเขาก็เรื่องเล่ามากมายถึงเพื่อนเหล่านั้นที่ยังติดต่อกันอยู่ Distro เล็กๆเก่าๆแห่งนี้จึงเหมือนเป็นการย่อชุมชนโลกเข้ามาไว้ด้วยกัน/p pแม้อินโดนีเซียจะมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นในยุคหลังปี 2000 แต่การผลิตทางวัฒนธรรมของอินดี้(ดนตรี, แฟชั่น, ศิลปะ)ส่วนใหญ่เป็นงานและ/หรือกิจกรรมที่ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลของอินโดนีเซีย ดังนั้น การที่เยาวชนจำนวนมากในบันดุง (รวมทั้ง จาการ์ต้า ยอร์คยาจาร์ต้าและบาหลี)สร้างตัวตนจากพื้นที่ดนตรีจึงเป็นการสร้างตัวตนบนพื้นที่ที่เป็นอิสระจากการจัดการและควบคุมของรัฐ(ยุคหลังซูฮาร์โต)ค่อนข้างมาก แม้ว่าบ้างครั้งรัฐจะเข้ามาควบคุมในบ้างครั้งในแง่ของการเผยแพร่และการจัดการแสดงดนตรี(โดยเฉพาะกับแทรช เมตัล) แต่นั้นเป็นการควบคุมการใช้สื่อและการสื่อสาร แต่ไม่อาจควบคุมการรูปแบบทางวัฒนธรรมได้ทั้งหมดnbsp; การรวมกลุ่มและการสร้างสรรค์งานไม่ว่างานเพลง, แฟชั่นงาน, กราฟฟิค ยังคงดำเนินอยู่ พวกเขารวมกลุ่มและสร้างแนวร่วมที่อาจเรียกได้ว่ามีความเป็นชุมชน(Komunitas) แต่ชุมชนเหล่านี้ไม่ได้มีความยั่งยืนในตนเอง เพราะในขณะ UNKL347 ได้กลายเป็นสินค้าแบรนด์เนมยี่ห้อดังในตลาดแฟชั่นโลก ปัจจุบันมีสาขา 7 แห่งในเมืองใหญ่ๆทั่วโลก Riotic หนึ่งในตำนานอินดี้ของบันดุงกลับต้องปิด Distro ของตนเองไป( มีข่าวว่ากำลังเตรียมจะกลับมาเปิดอีกครั้ง) นักออกแบบแฟชั่นรุ่นใหม่ในบันดุงหลายคนเห็นว่า UNKL 347 กลายเป็นสินค้าโหล( mass product)และเกิดกระแส Anti-distro/p p align="center"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7465/15046889133_381ae5745b_o_d.jpg" //p p align="center"strong(4)/strong/p pผ่านมา 20 ปีชุมชนอินดี้ในบันดุงกำลังก้าวเข้าไปสู่การเปลี่ยนแปลงอีกขั้นหนึ่ง แผนงานอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของอินโดนีเซียที่ประกาศในปี ค.ศ.2011 อาศัยโมเดลจากเมืองบันดุง ผู้ว่าการรัฐบันดุงคนปัจจุบันริดวาน คามิล(เพิ่งได้รับเลือกเมื่อปี 2013)เป็นสถาปนิกและผู้ร่วมก่อตั้ง Bandung Creative City Forum ได้ให้การสนับสนุนแผนงาน Creative Bandung อย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะสนับสนุนให้บันดุงเป็นส่วนหนึ่งของแผนงาน Creative City ของ UNESCO nbsp;และอาจจะไม่น่าแปลกใจหากอินโดนีเซียมีนโยบายระดับชาติที่หนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเต็มที่เพราะโจโค่ จาโควีได้เสียงสนับสนุนจากกลุ่มอินดี้จำนวนมากแปลกใจที่กุสตาฟแต่สำหรับกุสตาฟ อิสคันดาร์นักกิจกรรมวัฒนธรรมจาก Common Room Network เห็นว่าอินดี้ในบันดุงเป็น “ขบวนการคิดเอง ทำเอง”(DIY movement)ที่มีรากฐานมาจากวัยรุ่นชนชั้นล่าง nbsp;เขาเห็นว่าโครงการต่างๆของรัฐและองค์กรระหว่างประเทศที่กำลังจะเกิดกับอินดี้เป็นสิ่งที่ท้าทายของการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนอินดี้ในบันดุงnbsp; ซึ่งคงต้องตามดูกันต่อไป/p pstrongจริงๆแล้วปรากฎการณ์ของการเกิดและการเปลี่ยนแปลงของอินดี้ในบันดุง นั้นมีทั้งลักษณะเฉพาะและลักษณะร่วมกับอินดี้ที่เกิดขึ้นในเอเชียไม่ว่าจะเป็นในไทย ญี่ปุ่น ไต้หวัน มาเลเซีย ลาวฯลฯ คนรุ่นอินดี้ถือว่าเป็นส่วนสำคัญโลกาภิวัตน์ทางวัฒนธรรมและเสรีนิยมใหม่ nbsp;ซึ่งยังเป็นประเด็นที่เรายังไม่ได้ศึกษากันมากนัก โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ปัจจุบันมีคนรุ่นหนุ่มสาวอยู่กว่า 100 ล้านคน ทั้งหมดนี้อาจจะไม่ใช่คนที่แสดงตัวตนร่วมในวัฒนธรรมอินดี้ nbsp;แต่จำนวนหนึ่งแสดงตนอย่างแน่นอนเช่นในบันดุงที่ได้กล่าวมา/strong/p pnbsp;/p pnbsp;/p div hr align="left" size="1" width="33%" / div id="ftn1" pa href="#_ftnref1" name="_ftn1" title=""[1]/a ส่วนหนึ่งของงานวิจัย Creative City and the Sustainable Life: A Study on the Making of Cultural Spaces in Osaka and Bandung โครงการปัญญาชนสาธารณะเอเชีย( 2013-2014) มูลนิธินิปปอน nbsp;/p /div /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/nyL2YLCnPDk" height="1" width="1"/

นศ.ธรรมศาสตร์เสรีฯ ชวนทหาร-ตร.เตะบอล หลังโดนห้ามจัดกิจกรรมรัวๆ

Thu, 30/10/2014 - 20:26
pกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย ชวนทหาร ตำรวจ นักศึกษาร่วมเตะบอล หลังโดนห้ามจัดกิจกรรมรัวๆ เผยมีสันติบาลมาบันทึกภาพตอนเตะบอลด้วย/p p style="text-align: center;" !--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5612/15666285495_1c52f4d3b8.jpg" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5611/15666285175_86285b53bf_c.jpg" style="height: 667px; width: 500px;" /br /span style="color:#ff8c00;"ภาพจากเพจ LLTD /spana href="https://www.facebook.com/lltd.tu/posts/833258070029503"span style="color:#ff8c00;"1/span/aspan style="color:#ff8c00;", /spana href="https://www.facebook.com/lltd.tu/posts/833287896693187"span style="color:#ff8c00;"2 /span/a/p pbr /30 ต.ค. 2557 กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย (LLTD) ชวนทหาร ตำรวจ นักศึกษาร่วมเตะบอล โดยโพสต์ภาพพร้อมข้อความ "ห้ามชูป้าย ฉันก็จะกินแซนวิช ห้ามฉันกินแซนวิช ฉันก็จะชูสามนิ้ว ห้ามฉันชูสามนิ้ว ฉันก็จะจัดเสวนา หากห้ามฉันจัดเสวนา. . . ก็ต้องมาเตะฟุตบอลกับฉัน"br /br /รังสิมันต์ โรม นักศึกษากลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีฯ ได้จัดกิจกรรมเตะบอล โดยประกาศผ่านเพจเฟซบุ๊กเชิญชวนเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารเข้าร่วมกิจกรรรมด้วย สำหรับบรรยายกาศ มีการเตะบอลกันตามปกติ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล และตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง มาบันทึกภาพ แต่ก็ไม่ทราบถึงจุดประสงค์ของการบันทึกภาพดังกล่าวbr /br /เขาเล่าด้วยว่า หลังจากกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีฯ ถูกเชิญตัวไป สภ.คลองหลวง จากกรณีจัดเสวนา เรื่องความล่มสลายของเผด็จการในต่างประเทศ ทุกวันนี้ก็มีเจ้าหน้าตำรวจโทรมาถามเป็นระยะๆ ว่าจะมีการจัดเสวนาหรือกิจกรรมหรือไม่ และยังถามอีกว่าถ้ามีกลุ่มอื่นจัดเวทีเสวนาจะเข้าร่วมหรือไม่br /br /รังสิมันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตอนนี้จะจัดอะไรก็จัดไม่ได้ ต้องแจ้ง ต้องขออนุญาตตลอด ทั้งที่การจัดเวทีเสวนาควรได้รับเสรีภาพมากกว่านี้ พร้อมบอกด้วยว่า รู้สึกอึดอัด ก็เลยต้องมาเตะบอลแทนbr /br /"อนาคตถ้าทหาร ตำรวจ อยากมาร่วมเตะกับเราก็ได้ พวกเรายินดี" ตัวแทนกลุ่มธรรมศาสตร์เสรีฯ กล่าวทิ้งท้าย/p pbr /br /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Zuz16l0IGF4" height="1" width="1"/

ยื่นหนังสือขอเจรจานายจ้างโรงงานผ้าขนหนู ร้องรับ 2 สมาชิกสหภาพฯ กลับเข้าทำงาน

Thu, 30/10/2014 - 18:59
pร้องยุติการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม สหภาพแรงงานยื่นหนังสือขอเจรจากับนายจ้างดับเบิ้ลสตาร์อินดัสตรี้ให้รับพนักงานกลับเข้าทำงานทันที/p p!--break--!--break--/ppbr /30 ต.ค. 2557 เวลา 10.30 น. นักสหภาพแรงงานจากสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมแห่งประเทศในกลุ่มกิจการเคมีภัณฑ์ พลังงาน เหมืองแร่ หรือ THAICEM ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และนักกิจกรรมแรงงาน ร่วมกันยื่นหนังสือต่อบริษัท ดับเบิ้ลสตาร์อินดัสตรี้ ผู้ผลิตและจำหน่ายผ้าขนหนู ทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศnbsp; ตั้งอยู่ที่ถ.สุขสวัสดิ์ ซอย 84 อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ เพื่อเรียกร้องให้นายจ้างรับพนักงานที่ถูกเลิกจ้าง 2 คน คือ น.ส.คำผอง คำพิฑูรย์ และนายปัญญา กุระจินดา ซึ่งเป็นประธานและกรรมการของสหภาพแรงงานประชาธิปไตย กลับเข้าทำงานทันที ทั้งนี้ น.ส.คำผอง ทำงานให้แก่บริษัทมาเป็นเวลา 13 ปี และนายปัญญาทำงานมาแล้ว 2 ปี พวกเขาต้องการกลับเข้าทำงานเพราะมองว่าไม่ได้ทำอะไรผิด/p pโดยหนังสือดังกล่าว มีเนื้อหาเรียกร้องให้นายกิตติพันธ์ ธรรมฉัตรพงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ดับเบิ้ลสตาร์ อินดัสตรี้ จำกัด เปิดการเจราจาภายใน 7 วันนับจากที่ยื่นหนังสือ ณ สำนักงานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย บางกรวย นนทบุรี หรือในบริษัท ตามที่นายจ้างเห็นสมควร/p pสหพันธ์แรงงานอุตสาหกรรมฯ ระบุว่า พยายามเรียกร้องให้นายจ้างที่เลิกจ้างพนักงานทั้งสองคน เจรจาหาข้อยุติปัญหาการเลิกจ้าง เนื่องจากเห็นว่าการเลิกจ้างพนักงานเป็นไปอย่างไม่เป็นธรรม ไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน และการเจรจาที่ผ่านมา ไม่มีนายจ้างตัวจริงที่มีอำนาจการตัดสินใจเข้าร่วมเจรจา ทั้งปฏิเสธการรับกลับเข้าทำงาน ทำให้ยุติปัญหาดังกล่าวไม่ได้ นับตั้งแต่มีการเลิกจ้างวันที่ 11 ม.ค. 57 เวลาได้ล่วงเลยมา 9 เดือนกว่าแล้ว ดังนั้นการเจรจาในครั้งต่อไป นายจ้างตัวจริงต้องเข้าร่วม/p pอย่างไรก็ตาม ปรากฏว่า เมื่อสหภาพแรงงานเดินทางถึงบริษัท ผู้จัดการฝ่ายบุคคลของบริษัทที่อยู่ ณ ป้อมยาม ไม่ยินยอมรับหนังสือ/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/e-9yuPUyr8c" height="1" width="1"/

มายาคติ ‘พระสงฆ์อยู่เหนือการเมือง’ ตามทัศนะของพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

Thu, 30/10/2014 - 18:42
!--break--!--break-- pnbsp;/p pเราควรตั้งคำถามอย่างจริงจังเสียทีว่า วาทกรรม “พระสงฆ์อยู่เหนือการเมือง” นั้น เป็นความจริงหรือเป็นเพียง “มายาคติ” หรือ “สภาวะหลอกตัวเอง” (เช่นเดียวกันกับการหลอกตัวเองในกรณีสำคัญมากอื่นๆ) ทั้งๆ ที่ชาวพุทธไทยมักยืนยันเสมอว่าพุทธศาสนาสอน “ความจริงอันประเสริฐ” หรือ “อริยสัจ” ที่ถือหลักการสำคัญว่า “ต้องรู้ความจริงของปัญหาและสาเหตุก่อน จึงจะนำไปสู่การแก้ปัญหาต่างๆ ได้จริง”/p pตัวอย่างทัศนะที่ว่า “พระสงฆ์อยู่เหนือการเมือง” ที่อ้างอิงความรู้ ข้อเท็จจริง หลักการมาสนับสนุนมากที่สุด น่าจะเป็นทัศนะของปราชญ์ทางพุทธศาสนาในยุคปัจจุบัน คือท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ซึ่งท่านยืนยันว่า “พระสงฆ์อยู่เหนือการเมือง” ทั้งในทางหลักการและข้อเท็จจริง ดังที่ท่านเขียนไว้ในหนังสือ “ขว้างก้อนอิฐมา พัฒนาเป็นแก้วมณี”a href="#_edn1" name="_ednref1" style="background-color: rgb(255, 255, 255);" title=""[1]/a ว่า/p blockquotepemนักบวชพระภิกษุในประเทศไทย ถึงอย่างไรๆ ก็ไม่สามารถเป็นขุนนางแท้จริง ไม่อาจเข้าไปอยู่ในการเมืองได้จริง ไม่มีอำนาจบริหารการเมืองได้จริง ไม่เหมือนนักบวชของฝรั่ง ต่างกันไกลมาก เมื่อจัดประเภท ก็พูดได้ทำนองนี้ว่า โดยเทียบกับระบบนักบวชบาทหลวงฝรั่งเศสยุคศักดินานั้น นักบวชภิกษุในประเทศไทยอยู่ใน ระดับที่เหนือการเมืองชัดๆ (ถึงไม่เทียบ หลักก็บอกอยู่แล้ว) (น.16)/em/p /blockquote pจากข้อความนี้ แสดงว่าท่านเจ้าคุณกำหนดขอบเขตของ “การเมือง” แค่ว่า “ต้องมีตำแหน่งเป็นขุนนางจริง มีอำนาจบริหารการเมืองจริง เหมือนนักบวชฝรั่ง” nbsp;โดยท่านยกตัวอย่างการ “อยู่ในการเมือง” ของนักบวชฝรั่งเปรียบเทียบกับนักบวชไทยไว้อย่างละเอียด ผู้เขียนขอคัดมาให้อ่านดังนี้/p blockquotepemพูดถึงตะวันตก ดูตัวอย่างในฝรั่งเศส บาทหลวงยิ่งใหญ่เด่นในประวัติศาสตร์ คงไม่มีท่านใดเหนือคาร์ดินัลริเชลลู (Cardinal Richelieu) ซึ่งได้รับราชการเป็นอัครมหาเสนาบดีของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 และเป็นผู้สร้างฝรั่งเศสให้เป็นประเทศยิ่งใหญ่ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ได้เป็นเป็นผู้บัญชาการรบ ปราบชาวโปรเตสแตนต์ฮูเกนอตส์ลงได้และเป็นผู้ชี้นำในการทำสงคราม 30 ปีแห่งยุโรป (1618-1648)/em/p pemส่วนในเมืองไทย ที่ว่าวินัยของพุทธศาสนาเถรวาทช่วยรักษาไว้ เช่น ในสมัยรัชกาลที่ 1 กองทัพพม่ายกเข้ามา ได้เมืองนครศรีธรรมราชแล้ว จะไปตีเมืองพัทลุงและเมืองสงขลา คราวนั้นที่เมืองพัทลุง พระมหาช่วย ชักชวนชาวเมืองพัทลุงให้ต่อสู้ข้าศึกรักษาเมือง ยกเป็นกระบวนทัพจากเมืองพัทลุง มาตั้งค่ายสกัดอยู่ในทางที่พม่าจะยกลงไปนครศรีธรรมราช เมื่อเสร็จศึกพม่าแล้ว พระมหาช่วย แม้ว่าจะได้ช่วยประเทศชาติในยามร้าย แต่ท่านไม่ต้องการให้มีความมัวหมองทางพระวินัยที่ได้ไปในการศึกสงคราม ก็สมัครลาสิกขาเอง ส่วนทางบ้านเมืองมองเห็นคุณความดีของท่าน ก็ได้ตั้งอดีตพระมหาช่วยให้เป็นพระยาทุกขราษฎร์ (น.12-13)/em/p /blockquote pผู้เขียนคิดว่า กรณีตัวอย่างนี้ตีความได้ 2 แบบ จะตีความแบบท่านเจ้าคุณก็ได้ว่า “วินัยของพุทธศาสนาเถรวาทรักษาไว้” จึงทำให้พระมหาช่วยลาสิกขา แล้วทางบ้านเมืองก็ตอบแทนในคุณความดีโดยตั้งให้เป็น “พระยาทุกขราษฎร์” หรือจะตีความอีกทางหนึ่งก็ได้ว่า ในทางข้อเท็จจริงวินัยพุทธศาสนาเถรวาทก็ป้องกันพระ(มหาช่วยเป็นต้น)ไม่ให้เข้าไปยุ่งกับการเมืองไม่ได้หรอก แม้กระทั่งการสงครามพระก็ยังสามารถจะไปชักชวนให้ประชาชนออกมาร่วมรบป้องกันบ้านเมืองก็ได้ (โดยไม่มีคณะสงฆ์หรือชาวบ้านที่นับถือพุทธอ้าง “วินัยสงฆ์เถรวาท” มาคัดค้าน ทัดทานไว้ได้) จากนั้นก็ลาสิกขาไปได้ดิบได้ดีในระบบการเมืองของฆราวาส/p pท่านเจ้าคุณยกตัวอย่างเปรียบเทียบว่า/p blockquotepemในฝรั่งเศสยุคศักดินานั้น ฝ่ายศาสนาคือบาทหลวง (clergy) เป็นฐานันดรที่ 2 คู่กับฐานันดรที่ 1 คือขุนนาง (nobility) ทั้งสองพวกนี้ต่างก็แสวงหาทรัพย์อำนาจ เป็นเจ้าเมือง เจ้าที่ดิน เป็นต้น กดขี่ขูดรีด ทำให้ราษฎรเดือดร้อนชิงชัง จนในที่สุดจึงเกิดปฏิวัติฝรั่งเศสขึ้นใน ค.ศ. 1789 เพื่อล้มล้างฐานันดรทั้งสองนี้ และได้สถาปนาประชาธิปไตยสำเร็จ ด้วยความรุนแรงสูญเสียชีวิตเลือดเนื้ออย่างสยดสยอง แล้วได้เป็นเหตุให้มีหลักการแยกรัฐกับศาสนา (separation of church and state) ขึ้นในฝรั่งเศส…(น.13)/em/p pemหันมาดูเมืองไทย ยุคเดียวกันนั้น หลังเหตุการณ์ในอังกฤษมาจนถึงรัชกาลพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศส ที่ได้ปราบโปรเตสแตนต์เสร็จสิ้น คราวจะล่วงรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ครั้งนั้น เพราะเหตุที่พระสงฆ์ไทยเถรวาทไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอำนาจการเมือง สมเด็จพระสังฆราชจึงสามารถรับนิมนต์จากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช นำพระสงฆ์ผ่านกองทัพยึดอำนาจที่ล้อมวัง เข้าไปทำสังฆกรรมผูกสีมา และอุปสมบทข้าราชการผู้ใหญ่แล้วนำพระใหม่อดีตขุนนางมาอยู่ในวัดอย่างปลอดภัย โดยไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการเมืองที่เขายึดอำนาจกัน ไม่เข้าไปยุ่งกับฝ่ายไหน (น.15)/em/p /blockquote pคำถามคือ กรณีบทบาทของ “สมเด็จพระสังฆราชที่รับนิมนต์จากสมเด็จพระนารายณ์มหาราชนำพระสงฆ์ผ่านกองทัพยึดอำนาจที่ล้อมวัง เข้าไปทำสังฆกรรมผูกสีมา และอุปสมบทข้าราชการผู้ใหญ่แล้วนำพระใหม่อดีตขุนนางมาอยู่ในวัดอย่างปลอดภัย” นั้นnbsp; นี่เป็น “บทบาททางการเมือง” แบบหนึ่งที่เป็นการช่วยเหลือกลุ่มการเมืองอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่/p pนี่ไม่ใช่แปลว่า การที่พระสงฆ์ (สมเด็จพระสังฆราช) แสดงบทบาทดังกล่าวนี้ได้ ย่อมชัดเจนว่าพระสงฆ์มี “ตำแหน่งแห่งที่”(position) ในระบบสังคมการเมืองแบบโบราณอย่างชัดเจน ภายใต้ระบบความสัมพันธ์ระหว่าง “อาณาจักร - ศาสนจักร”หรอกหรือ/p pท่านเจ้าคุณอธิบาย “หลักการ” ในการเสนอ “ความจริง” ของท่านว่า/p blockquotepem...ที่ว่ามานี้แหละ เป็นเรื่องของความรู้ เป็นข้อมูลข้อเท็จจริง เราควรจะค้นคว้าแสวงหาความรู้นั้น เมื่อรู้แล้ว เราก็จะมองเห็น หลักเห็นเกณฑ์ที่จะวัดได้ แล้วหลักความจริงนั้นก็ตัดสินเองว่า ใคร และอย่างไร เหนือการเมือง หรือไม่เหนือการเมือง ในเรื่องที่เป็นความรู้ มีหลักให้ดูอย่างนี้ ก็ไม่ต้องไปมัวยุ่งกับความคิดเห็นของคน .../em/p /blockquote pสังเกตว่า เวลาที่ท่านเจ้าคุณวิจารณ์คนอื่น ท่านมักจะใช้ข้อความทำนองนี้มากที่สุด หรือใช้เป็น “มาตรฐาน” เลยก็ว่าได้ คือข้อความนำนองว่า “เป็นเรื่องของความรู้ เป็นข้อมูลข้อเท็จจริง strong...ไม่ต้องไปมัวยุ่งกับความคิดเห็นของคน”/strong แต่ที่จริงสิ่งที่ท่านเจ้าคุณกำลังทำอยู่ก็หนีไม่พ้นเรื่อง “ความเห็น” เพราะท่านเจ้าคุณก็ใช้วิธีการนำข้อมูลความรู้เกี่ยวกับ “นักบวชฝรั่ง” มาเปรียบเทียบกับข้อมูลความรู้เกี่ยวกับ “นักบวชไทย” (ซึ่งเป็นข้อมูลเพียงบางส่วน) แล้วก็ให้ “ความเห็น” ว่า “นักบวชฝรั่งอยู่ในการเมือง แต่นักบวชไทยอยู่เหนือการเมือง” (แต่เป็น “การเมือง” ตามกรอบการนิยามหรือตาม “ความเห็น” ของท่านเจ้าคุณ)/p pผู้เขียนขอยกตัวอย่างการตีความ หรือการให้ “ความเห็น” ที่ต่างออกไป ต่อข้อมูลความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐสมัยเก่ากับคณะสงฆ์ เช่นความเห็นของโดนัลด์ เค. สแวเรอร์ (Donald K. Swearer) ที่อธิบายว่าโดยทั่วไปแล้วสถาบันพุทธศาสนากับสถาบันกษัตริย์ในอุษาคเนย์ต่างมีความสัมพันธ์ในเชิงสนับสนุนกันและกัน พระบรมราชูปถัมภ์ที่มีต่อคณะสงฆ์แห่งพุทธศาสนามีลักษณะ “ต่างตอบแทน” กับการที่คณะสงฆ์ต้องสนับสนุนอำนาจอันชอบธรรมของสถาบันกษัตริย์ เขาอ้างถึงข้อสังเกตของไฮนซ์ บีเชิร์ต(Heinz Bechert) ว่า อำนาจทางศาสนาให้ความชอบธรรมแก่อำนาจทางการเมือง 6 วิธี คือ/p p style="margin-left: 40px;"1. การสร้างเอกลักษณ์ผู้ปกครองในฐานะกษัตริย์แห่งโลกในตำนาน (พระเจ้าจักรพรรดิ)/p p style="margin-left: 40px;"2. การให้เหตุผลสนับสนุนความสมบูรณ์แบบทางศีลธรรมและจิตวิญญาณแห่งความเป็นพระโพธิสัตว์ที่มีอยู่ในตัวผู้ปกครอง/p p style="margin-left: 40px;"3. การบรรยายภาพพจน์ “กษัตริย์ในอุดมคติ” ในฐานะเป็นผู้อุปถัมภ์และปกป้องพุทธศาสนา/p p style="margin-left: 40px;"4.การให้เหตุผลแก่สิทธิอำนาจของผู้ปกครองว่าปกครองโดยธรรม กล่าวคือ “ราชธรรม”/p p style="margin-left: 40px;"5. ยกย่องผู้ปกครองเป็นเทวราชา เป็นผู้วิเศษ เช่นเป็นเทพตามคติฮินดู กระทั่งเป็นพระพุทธเจ้า และ/p p style="margin-left: 40px;"6. กษัตริย์ในอุษาคเนย์อาศัยการสนับสนุนควบคู่กันไปทั้งโดยพุทธศาสนาและลัทธิความเชื่ออื่นที่ไม่ใช่พุทธศาสนาa href="#_edn2" name="_ednref2" title=""[2]/a/p pจะเห็นได้ว่า จากความสัมพันธ์ “ต่างตอบแทน” ระหว่างพระสงฆ์กับรัฐสมัยโบราณ เราสรุปอย่างสอดคล้องกับ “ข้อเท็จจริง” และอย่างมี “หลักการ” ไม่ได้ว่า “ตำแหน่งแห่งที่” ของคณะสงฆ์ “อยู่นอก” หรือ “อยู่เหนือ” ปริมณฑลของการเมืองแบบโบราณ/p pแต่เราสามารถสรุปได้อย่างสอดคล้องกับ “ข้อเท็จจริง” และ “หลักการ” ของความสัมพันธ์ต่างตอบแทนนั้นเองว่า คณะสงฆ์อยู่ “ใน” การเมือง และอยู่ในการเมืองในตำแหน่งแห่งที่ซึ่งมีบทบาทเป็น “กลไก” สนับสนุนความชอบธรรมของอำนาจรัฐอย่างชัดเจน จะปฏิเสธความจริงนี้ได้ก็ต่อเมื่อเราสามารถลบสิ่งที่ท่านเจ้าคุณเรียกว่า “ความรู้ ข้อมูลข้อเท็จจริง” ทางประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างพุทธศาสนากับรัฐสมัยเก่า (อย่างน้อยนับแต่สมัยพระเจ้าอโศกเป็นต้นมา) ทิ้งไปได้เท่านั้น/p pจริงอยู่พระสงฆ์ไม่ได้เป็นขุนนางแบบนักบวชคริสต์ (เพราะมีพื้นฐานความเชื่อ และกฎทางศาสนาต่างกัน) แต่พระสงฆ์ก็มีสมณศักดิ์ ชั้นยศซึ่งได้รับอภิสิทธิ์ต่างๆ จากรัฐสมัยเก่า เช่น ชนชั้นปกครองบริจาคทาส ที่ดินให้แก่พระสงฆ์ตามลำดับสูง ต่ำของสมณศักดิ์ และพระสงฆ์ก็มีหน้าที่สอนศีลธรรมตามความประสงค์ของชนชั้นปกครองด้วยa href="#_edn3" name="_ednref3" title=""[3]/a เป็นต้น/p pอีกอย่าง การที่นักบวชคริสต์อ้างทฤษฎี “เทวสิทธิ์” (Divine Right) สนับสนุนความชอบธรรมแห่งอำนาจของกษัตริย์ ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่คณะสงฆ์อ้างทฤษฎีธรรมราชา โพธิสัตวราชา พุทธราชาสนับสนุนความชอบธรรมของอำนาจกษัตริย์ยุตโบราณในอุษาคเนย์/p pจะว่าไปนักบวชคริสต์ถึงจะอ้างว่ากษัตริย์ใช้อำนาจในนามของพระเจ้า แต่เขาก็ไม่เคยอ้างกว่ากษัตริย์เป็นพระเจ้าเสียเอง เขายังยืนยันว่ากษัตริย์เป็นเพียง “มนุษย์” เหมือนคนทั่วไป ต่างแต่ใช้อำนาจในนามของ God เท่านั้น/p pแต่ภายใต้ความสัมพันธ์ “ต่างตอบแทน” ในระบบความสัมพันธ์ที่เรียกว่า “อาณาจักร-ศาสนจักร” ระหว่างรัฐกับพุทธศาสนาผสมพราหมณ์ในยุคเก่านั้น ตำแหน่งแห่งที่ทางสังคมการเมืองของคณะสงฆ์ก็คือตำแห่งของผู้สอนศีลธรรมซึ่งมีบทบาทสนับสนุนการปกครองโดยธรรม ตามอุดมคติทางสังคมการเมืองของพุทธศาสนานั่นเอง ฉะนั้น ในทางความเป็นจริงแล้วคณะสงฆ์จึงมีบทบาทถ่ายเท “ความเป็นศาสนา” ไปสู่ “รัฐ (กษัตริย์)” อย่างชัดเจน ด้วยการตีความพุทธศาสนาสนับสนุนความเป็นธรรมราชา โพธิสัตวราชา พุทธราชา กระทั่งเทวราชาของผู้ปกครอง/p pstrongความเป็นธรรมราชา โพธิสัตวราชา พุทธราชา กระทั่งเทวราชาของผู้ปกครองนี่เอง คือสิ่งบ่งบอกความเป็น “รัฐพุทธศาสนาผสมพราหมณ์” ในระบบการเมืองยุคเก่า ถามว่าภายใต้รัฐเช่นนี้ คณะสงฆ์อยู่นอก หรืออยู่เหนือการเมืองอย่างไรหรือ/strong/p pนอกจากนี้ท่านเจ้าคุณ ยังเขียนว่า/p blockquotepemเอาง่ายๆ เวลานี้ ที่เมืองไทยอยู่ในระบบประชาธิปไตยรัฐธรรมนูญก็บอกไว้ว่า ภิกษุสามเณร “เป็นบุคคลต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิเลือกตั้ง” นี่คือขาดหรือสูญเสีย(สละ)สิทธิพื้นฐานทางการเมือง ก็เป็นอันว่า ภิกษุสามเณรทุกรูป ไม่ว่าผู้ใหญ่ผู้น้อยขั้นไหน ก็ไม่มีบทบาทในการเมือง แค่เลือกตั้งก็ยังไม่ได้ แล้วจะไปทำอะไรในการเมือง เพราะฉะนั้น พระเณรจึงต้องศึกษาให้รู้และให้ความรู้อย่างดีแท้ ที่นำเขาได้ จึงจะสมกับที่เขาให้อยู่เหนือการเมือง ทั้งสามเณรและหลวงพี่ก็รู้ว่าพระเณรไม่อยู่ในการเมือง ถ้าจะเถียงกัน ก็ทำได้แค่ว่า หลวงพี่บอกมา เรานี่อยู่เหนือการเมืองนะ แต่สามเณรแย้งว่า ไม่ใช่ เราอยู่นอกการเมืองครับ เมื่อไม่อยู่ “ใน” ก็เถียงกันได้แค่ว่า “เหนือ” หรือ “นอก” ถ้าแน่กว่านั้น ก็ “นำ” การเมืองเลย (นำทางไปในธรรมและโดยธรรม อย่านำไปนอกธรรมด้วยอธรรม) (น.17)/em/p /blockquote pแปลว่า “อยู่ในการเมือง” ในบริบทสังคมการเมืองไทยปัจจุบันตามทัศนะของท่านเจ้าคุณ หมายถึง “อยู่ในการเมืองแบบการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย” เท่านั้น นี่เป็นมายาคติสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ท่านเจ้าคุณหรือชาวพุทธบ้านเราโดยทั่วไปมองไม่เห็น “ช้างในห้อง”a href="#_edn4" name="_ednref4" title=""[4]/a อันได้แก่การที่คณะสงฆ์ไทยอยู่ภายใต้โครงสร้างการปกครองสงฆ์ที่ถูกกำหนดขึ้นโดยอำนาจรัฐ ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ที่ใช้มาถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นโครงสร้างการปกครองสงฆ์แบบที่กำหนดขึ้นในสมัย ร.5 ทำให้พระสงฆ์ไทยที่มีตำแหน่งปกครองมีสถานะเป็น “เจ้าพนักงานของรัฐ” ตามกฎหมาย มีสมณศักดิ์ซึ่งเป็นฐานันดรศักดิ์อย่างหนึ่ง (ขุนนางพระ) ซึ่งทำให้คณะสงฆ์มีบทบาทสำคัญในฐานะเป็น “กลไก” สนับสนุนอุดมการณ์ทางการเมืองแบบอนุรักษ์นิยม/p pนี่ไม่ใช่ “โครงสร้างแบบการเมือง” ของคณะสงฆ์ไทยที่ทำให้คณะสงฆ์ต้องเป็นกลไกสนับสนุน “การเมือง” ภายใต้อุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์มาโดยตลอดหรอกหรือ (และไม่ใช่โครงสร้างที่ก่อให้เกิด “ปัญหาการเมืองภายใน” ของคณะสงฆ์เองมาโดยตลอดหรอกหรือ)/p pภายใต้โครงสร้างดังกล่าวนี้ “ช้างตัวใหญ่ในห้อง” ที่ชาวพุทธบ้านเราแสร้งมองไม่เห็นคือ “ถ้าเป็นการเมืองแบบยุคเก่าหรือที่ตกทอดมาจากยุคเก่า เช่นการเมืองที่สนับสนุนอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ พระสงฆ์ยุ่งได้เต็มที่ สนับสนุนอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมได้เต็มที่ ไม่ถือว่ายุ่งการเมือง”/p pนี่คือมายาคติ “เหนือการเมือง” ที่ทำให้พระสงฆ์ไทยมีสถานะพิเศษ คือสถานะผู้ผลิตศีลธรรมสนับสนุนอุดมการณ์อนุรักษ์นิยมและอ้างอิงใช้ศีลธรรมพุทธศาสนาตรวจสอบ ตัดสิน “นักการเมือง” ที่ประชาชนเลือกเท่านั้น โดยถือว่าศีลธรรมทางการเมืองแบบพุทธศาสนานั้น “สูงส่งกว่า” ศีลธรรมทางสังคมการเมืองสมัยใหม่ (สิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค)/p pฉะนั้น ข้อเสนอของท่านเจ้าคุณที่ว่าem “ถ้าแน่กว่านั้น ก็ “นำ” การเมืองเลย (นำทางไปในธรรมและโดยธรรม อย่านำไปนอกธรรมด้วยอธรรม)” /emคำถามอยู่ที่ว่า “ธรรม” ทางสังคมการเมืองในกรอบการตีความของคณะสงฆ์ไทยตามเป็นจริงนั้น สนับสนุนหรือเป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพ ความเสมอภาค และประชาธิปไตยกันแน่/p pแท้จริงแล้ว สิ่งที่เราพึงตระหนักและเรียนรู้จากตะวันตกคือ สังคมตะวันตกนั้น นักบวชเขายอมรับความจริงแต่แรกว่าเขาเข้าไปยุ่งกับการเมืองตรงๆ เพราะเขาถือว่าการเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นต้องเข้าไปมีส่วนร่วมในอำนาจทางการเมือง แต่เมื่อได้บทเรียนจาก “ยุคกลาง” สังคมตะวันตกถึงได้แยกบทบาทของรัฐกับศาสนาออกจากกัน โดยถือว่ารัฐต้องปกครองด้วยหลักการทางโลก เป็น “รัฐทางโลก” (secular state) ไม่เป็นรัฐศาสนาที่ปกครองด้วยหลักตามความเชื่อทางศาสนาอีกต่อไป/p pแต่กรณีของไทยนั้น ทั้งๆ ที่ชาวพุทธเราชูการรู้ “ความจริง” และการแก้ปัญหาบนฐานของ “ความจริง”nbsp; แต่กลับสร้าง “มายาคติ” หรือ “สภาพการหลอกตัวเอง” ทำให้เราไม่มองความจริงทางประวัติศาสตร์และสภาพปัจจุบันอย่างตรงไปตรงมาและอย่างวิพากษ์วิจารณ์/p pstrongเลยแก้ปัญหาระบบสังคมการเมืองไทยอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้อย่างตะวันตก ก็อยู่กับมายาคติหรือสภาพเบลอๆ ไปเรื่อยๆ แบบบอกตัวเองไม่ถูกว่า รัฐไทยจะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ประชาธิปไตย จะเป็นรัฐศาสนา-กึ่งกึ่งศาสนา หรือเป็นรัฐทางโลก/strong/p pnbsp;/p pnbsp;/p pstrongอ้างอิง/strong/p divbr clear="all" /br / hr align="left" size="1" width="33%" / div id="edn1" pa href="#_ednref1" name="_edn1" title=""[1]/aพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต), emขว้างก้อนอิฐมา พัฒนาเป็นแก้วมณี,/em (กรุงเทพฯ: พิมสวย, 2554)/p /div div id="edn2" pa href="#_ednref2" name="_edn2" title=""[2]/a Donald K. Swearer, emThe Buddhist World Southeast Asia, /em(New York : State University New York Press, 1995), p.64./p /div div id="edn3" pa href="#_ednref3" name="_edn3" title=""[3]/aจิตร ภูมิศักดิ์, emโฉมหน้าศักดินาไทย,/em (นนทบุรี, ศรีปัญญา, 2550), น.137/p /div div id="edn4" pa href="#_ednref4" name="_edn4" title=""[4]/a สำนวน “ช้างอยู่ในห้องแต่มองไม่เห็น” เป็นสำนวนฝรั่ง หมายถึงสิ่งที่น่าจะเห็นกันง่ายๆ โต้งๆ แต่กลับถูกมองข้าม (ดู ธงชัย วินิจจะกูล, emสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง,/em เชิงอรรถ น.221)/p /div /div pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Ijroo8HRFwM" height="1" width="1"/

ศูนย์ทนายยื่นหนังสือ ผบ.เรือนจำฯ ไม่ให้แยกขังนักโทษการเมือง

Thu, 30/10/2014 - 18:32
p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5604/15479634050_a146042a28_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" //p pวันนี้ (30 ตุลาคม 2557) นายศุภณัฐ บุญสด นักกฎหมาย ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้เดินทางไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เพื่อยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการเรือนจำฯ เรื่อง ขอให้ย้ายผู้ต้องขังคดีอาญาที่เกี่ยวจากเหตุทางการเมืองที่อยู่ตามแดนต่างๆในเรือนจำดังกล่าวให้ย้ายมาร่วมกันที่แดน 1 เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาตามหลักสิทธิมนุษยชนbr /br /ในหนังสือได้ยกกรณีการเสียชีวิตของนายสุรกริช ชัยมงคล ผู้ต้องหาในกรณียิง นาย สุทิน ธราทิน แกนนำ กปท. เสียชีวิต ที่ แดน4nbsp;เมื่อวันที่nbsp;28 สิงหาคม 2557ที่ผ่านมาbr /br /โดยทางเจ้าหน้าที่เรือนจำฯได้รับหนังสือดังกล่าวไว้เป็นที่เรียบร้อย/p pnbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3952/15479054148_24883b1cac_b_d.jpg" style="width: 500px; height: 750px;" //p p style="text-align: center;"nbsp;/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3946/15666034982_4fc7572325_o_d.png" style="width: 500px; height: 750px;" //p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/menSj5SYdiE" height="1" width="1"/

เมื่อกะเทยเกณฑ์ทหาร-บวชพระ ผิดหรือไม่?

Thu, 30/10/2014 - 17:45
p!--break--!--break--/p p27 ต.ค. 2557 โครงการปริญญาโท สตรี เพศสถานะ และเพศวิถีศึกษา วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเวทีเสวนาเรื่อง “ปรากฏการณ์เควียร์ เมื่อกะเทยเกณฑ์ทหาร กะเทยบวชพระ ท่านถามเควียร์เราตอบตรง” พระวรธรรมชี้การบวชไม่เกี่ยวกับเพศ ด้านตัวแทนทหารแจงกะเทยเกณฑ์ทหารไม่ได้แต่เป็นทหารอาชีพได้/p pพระวรธรรม กล่าวว่า ในหลักศาสนาพุทธที่มีกฎข้อห้ามบุคคลที่ห้ามบวชคือ บัณเฑาะก์ (กะเทย) 5 ประการnbsp; ได้แก่ 1.บัณเฑาะก์ ออรัลเซ็กส์ 2.บัณเฑาะก์ ถ้ำมอง 3.บัณเฑาะก์ ถูกตอน 4.บัณเฑาะก์ มีอารมณ์ ข้างขึ้น ข้างแรม (ขยายความ) และที่สำคัญที่สุดคือ 5.บัณเฑาะก์ ที่ไม่ชัดเจนในเพศ มีเพียงอวัยวะเป็นช่องขับถ่ายปัสสาวะเท่านั้น จะเห็นได้ว่าไม่มีกฎข้อห้ามไหนที่ระบุว่าเพศที่สามห้ามบวช นอกเหนือจากบุคคลที่ทำศัลยกรรมทางเพศที่ถือว่าผิดกฎข้อห้ามของหลักศาสนาพุทธ/p pพระวรธรรม แสดงความเห็นว่า เรื่องเพศไม่ได้เกี่ยวกับการบวช เพราะทุกเพศควรมีสิทธิเท่าเทียมกัน สิ่งนี้คือใจความสำคัญ ที่ปัจจุบันยังถกเถียงกันว่า การบวชเป็นเรื่องของผู้ชาย อาตมาเห็นว่าไม่ว่าใครก็ตามสามารถบวชได้ การทำความดีเป็นเรื่องของจิตใต้สำนึกของแต่ละคน การบวชไม่ได้จำกัดว่าท่านต้องรักษาศีลได้ทุกข้อ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือท่านจะรักษาความดีได้เพียงใด/p pพระวรธรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมา มีกรณีเพศที่สามจะขอบวชแต่พระไม่อนุญาตให้บวช แต่ก็จะเห็นได้ว่าถ้าบุคคลนั้นไปบวชในพื้นที่อื่นแล้วได้รับอนุญาตก็สามารถบวชเป็นพระได้nbsp; กรณีนี้จะเห็นได้ว่าการบวชต้องขึ้นอยู่กับพระที่เป็นผู้อนุญาตให้บวช/p pพระวรธรรม กล่าวทิ้งท้ายว่า “การเรียกเขาว่าเพศที่สาม ก็เหมือนเราแบ่งแยกเขา อยากให้คิดว่าเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนเรา มีสิทธิเท่าเทียมกับเรา”/p pพ.ท. ปิยะชาติ ประสานนาม กล่าวถึงการเกณฑ์ทหารของกะเทยโดยยกตัวอย่างกรณีของน้องน้ำหวานซึ่งเกิดขึ้นในปี 2548 ที่ จ.ลพบุรี โดยขณะนั้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งในใบ สด.43 ว่าน้ำหวานมีอาการของการเป็น “โรคจิตอย่างถาวร” อ้างอิงตามกฎกระทรวงฉบับที่ 74nbsp; ทำให้มีการเรียกร้องความเป็นธรรมต่อศาลปกครอง กองทัพบก กรรมการณ์เกณฑ์ทหารจังหวัดลพบุรี และหน่วยบัญชาการรักษาดินแดนnbsp; เพราะส่งผลต่อการสมัครเข้าทำงานของน้ำหวาน ต่อมา ในปี 2555 จึงมีการแก้กฎกระทรวงฉบับที่ 75 เพิ่มเติมไปในฉบับที่ 37 ที่ใช้มาตั้งแต่ 2516 โดยแก้ไขจากที่ใช้คำว่า “โรคจิตถาวร” เป็น “เพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด” รวมถึงกำหนดให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบก่อนปี 2555 ซึ่งถูกระบุว่าเป็น "โรคจิตถาวร" สามารถยื่นเรื่องที่หน่วยบัญชาการรักษาดินแดนและสัสดีในพื้นที่ได้ เพื่อที่จะได้รับการเยียวยาจากกองทัพต่อไป/p pพ.ท. ปิยะชาติ กล่าวว่า ในการคัดเลือกทหารเกณฑ์ จะมีข้อห้ามสำหรับบุคคลที่มีการศัลยกรรมหรือแสดงออกว่าเป็นเพศที่สาม แต่กรณีของทหารประจำการหรือทหารอาชีพ เพศที่สามสามารถเข้าสมัครได้ โดยมีหลายตำแหน่งที่เหมาะสม อาทิ การเงิน ทหารธรรมนูญ สัสดี ทั้งนี้ ในการทำงานต้องสำรวมกิริยา ไม่แสดงออกในเวลาราชการ และต้องอยู่ในเกณฑ์การรับสมัครของกองทัพ สิ่งที่สำคัญคือ วุฒิการศึกษามัธยมปลายหรือปริญญาตรี และสัดส่วนของร่างกาย ถ้าบุคคลใดที่มีร่างกายสมบูรณ์ได้มาตรฐาน ก็จะได้รับการพิจารณาจากกองทัพ เพื่อคัดเลือกในรอบต่อไป/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ig4-OQkgmuI" height="1" width="1"/

คลอด 5 รายชื่อ กมธ.ยกร่างฯ จากฝ่ายสนช.

Thu, 30/10/2014 - 17:22
!--break--!--break-- p30 ต.ค. 57 a href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1414645292"มติชนออนไลน์/a รายงานว่า ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ครั้งที่ 19 ได้มีวาระการประชุมพิจารณาให้ความเห็นชอบรายชื่อผู้ที่มีความเหมาะสมเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ nbsp;โดยมีนายพรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธานในการประชุม ทั้งที่ประชุมได้ใช้เวลาในการลงคะแนนลับเพียง 5 นาที โดยมีการแจกใบลงคะแนนที่มีรายชื่อผู้สมัครเป็นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 10 คน ในสัดส่วนของ สนช. ให้กับสมาชิกเลือกเพียง 5 คน ล่าสุดได้รายชื่อผู้ได้รับคัดเลือก ทั้ง 5 คนได้แก่br /br /1.นายดิสทัต โหตระกิตย์ 175 คะแนนbr /2.นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ 167 คะแนนbr /3.นายปรีชา วัชราภัย 149 คะแนนbr /4.นายวุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ 126 คะแนนbr /5.พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ 100 คะแนน คะแนนbr /br /ส่วนผู้ที่ไม่ได้รับการคัดเลือกเป็น กมธ.ยกร่างฯ ได้แก่ พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม ได้ 85 คะแนน,นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน 67 คะแนน, นายภัทรศักดิ์ วรรณแสง 37 คะแนน, นายนิวัติ ศรีเพ็ญ 26 คะแนน และนายประมุท สูตะบุตร 24 คะแนน/p pทั้งนี้เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ที่ผ่าน ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) ได้ลงมติคัดเลือกกมธ.ยกร่างฯ 20 คน เรียบร้อยแล้วa href="http://www.prachatai.org/journal/2014/10/56264"(อ่านข่าวที่นี่)/a รวมแล้วตอนนี้มีกธม.ยกร่างฯทั้งหมด 25 คน จาก 39 คน ซึ่งในส่วนที่เหลือจะมาจากการประชุมร่วมและพิจารณาโดยคณะรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) โดยมีสัดส่วนจากครม. 5 คน คสช. 5 คน และอีก 1 คน คือประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นอำนาจหน้าที่ของคสช. ในการเสนอ ทั้งนี้จะมีการประชุมเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบรายชื่อผู้ที่มีความเหมาะเป็นกมธ.ยกร่างฯ ในวันที่ 4 พ.ย. นี้/p pbr /nbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/WNRqDb0_Q-A" height="1" width="1"/

สปสช.แจงแบ่งกองทุนย่อย ช่วยผู้ป่วยเข้าถึงการรักษา-ลดความเสี่ยงรพ.ขาดทุน

Thu, 30/10/2014 - 17:14
pสปสช.แจงหลักการบริหารงบ สปสช. เหตุแยกกองทุนย่อย ช่วยหน่วยบริการลดความเสี่ยงขาดทุนจากภาระโรคค่าใช้จ่ายสูง-ยาราคาแพง คนไข้เข้าถึงการรักษาเพิ่ม ชี้แม้ยุบรวมกองทุนโอนงบทั้งก้อนไปยังเขตบริการสุขภาพของสธ. สธ.ก็ยังต้องแยกบริหารรูปแบบเดียวกันเพื่อทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการ ไม่ใช่รอรักษาตามยถากรรม/p p!--break--!--break--/p p30 ต.ค.2557 นพ.วีระวัฒน์ พันธ์ครุฑ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า การจัดสรรงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา สปสช.ได้มีการพัฒนาและปรับรูปแบบกระจายงบประมาณไปยังหน่วยบริการอย่างต่อเนื่อง มุ่งเน้นให้ประชาชน 48 ล้านคนเข้าถึงบริการอย่างทั่วถึง ซึ่งการบริหารงบประมาณระยะแรก สปสช.ได้โอนงบทั้งหมดไปยังหน่วยบริการโดยตรง ทั้งงบบริการผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก ใช้รูปแบบเดียวกับระบบประกันสังคม โดยให้หน่วยบริการทำหน้าที่บริหารเงินเอง/p pแต่ปัญหาที่พบคือคนไข้ไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร โดยเฉพาะที่มีอาการซับซ้อนต้องส่งไปรับการรักษายังหน่วยบริการอื่น เนื่องจากหน่วยบริการที่เป็นต้นสังกัดสิทธิคนไข้ไม่อยากตามจ่าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่ารักษาที่สูงมาก ทำให้ในช่วงแรกจึงมีจำนวนคนไข้ที่ถูกส่งต่อน้อยมาก เกิดความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการรักษา/p pจากปัญหาข้างต้นนี้ สปสช.จึงได้ปรับวิธีจัดสรรงบประมาณโดยการแยกย่อยเป็นงบค่าบริการแต่ส่วนใหญ่จะเรียกว่ากองทุนย่อย เบื้องต้นแบ่งเป็นงบผู้ป่วยนอกและงบผู้ป่วยใน โดยงบผู้ป่วยนอกยังเป็นการโอนงบทั้งหมดไปยังหน่วยบริการ แต่งบผู้ป่วยใน สปสช.ได้กันเงินไว้ที่ส่วนกลาง และปัจจุบันได้กันไว้ที่ระดับเขต เพื่อให้หน่วยบริการเบิกจ่ายตามค่าการวินิจฉัยโรคร่วม (DRGs) ซึ่งต่อมา สปสช.ยังได้ทำการแยกงบค่าใช้จ่ายสูง (high cost care) ออกมาเป็นงบเฉพาะที่ส่วนกลาง ที่นอกจากช่วยลดความเสี่ยงหน่วยบริการในการแบกรับภาระโรคค่าใช้จ่ายสูง ยังเป็นหลักประกันว่าคนไข้จะได้รับบริการ/p p“โรคค่าใช้จ่ายสูงจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการที่ส่วนกลาง ซึ่งหาก สปสช.ไม่แยกงบส่วนนี้ออกมาและกระจายไปตามบริการผู้ป่วย หน่วยบริการจะต้องเป็นผู้แบกรับภาระเอง และในกรณีที่หน่วยบริการมีคนไข้โรคค่าใช้จ่ายสูงที่ต้องรักษาจำนวนมาก อย่างเช่นคนไข้ผ่าตัดหัวใจซึ่งค่าใช้จ่ายอยู่ที่กว่าแสนบาท อาจส่งผลกระทบจนเกิดภาวะขาดทุนได้ เช่นเดียวกับงบกรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน ที่หากให้มีการตามเก็บที่หน่วยบริการต้นสังกัดจะสร้างความวุ่นวายอย่างมาก ดังนั้นการกันเงินไว้ที่ส่วนกลางโดยแยกเป็นงบค่าบริการย่อย ภาพรวมจึงเป็นวิธีบริหารที่ส่งผลดีกับหน่วยบริการมากกว่า ทั้งยังช่วยให้คนไข้เข้าถึงบริการเพิ่มขึ้น” รองเลขาธิการสปสช กล่าว/p pนพ.วีระวัฒน์ กล่าวต่อว่า กรณีการแยกงบประมาณบริหารทั้ง กองทุนเอดส์ กองทุนไต กองทุนผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และกองทุนบริหารจัดการยาจำเป็นที่มีราคาแพง เป็นการบริหารที่ใช้หลักการเดียวกัน ซึ่งกลุ่มโรคเหล่านี้จำเป็นต้องมีการบริหารงบประมาณเฉพาะเพื่อลดความเสี่ยงด้านภาระค่ารักษาให้กับหน่วยบริการ แม้ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขจะเรียกร้องให้ สปสช.ยกเลิกการแยกงบกองทุนเหล่านี้และโอนงบประมาณส่งตรงไปยังเขตบริการสุขภาพทั้งก้อน แต่ในที่สุดเชื่อว่ากระทรวงสาธารณสุขก็ต้องนำไปแยกบริหารในรูปแบบเดียวกัน เพื่อไม่ให้กระทบต่อหน่วยบริการ/p pทั้งนี้ การที่ สปสช.แยกงบกองทุนย่อยบริหารจัดการที่ส่วนกลางเพื่อกระจายความเสี่ยงไว้ที่ระดับประเทศ ไม่ให้หน่วยบริการที่มีผู้ป่วยกลุ่มโรคค่าใช้จ่ายสูงจำนวนมากต้องล่มจม เรียกว่าเป็นการปกป้องความเสี่ยง (reinsurance policy) ซึ่งข้อเสนอกระทรวงสาธารณสุขที่ขอบริหารจัดการในระดับเขต มองว่ายังไม่เพียงพอต่อการรองรับความเสี่ยงขาดทุนนี้ได้ ต้องเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงระดับประเทศ/p p“อย่างยามะเร็งบางรายการมีราคาสูงถึงแสนถึงสองแสนบาทต่อโด๊ส หากหน่วยบริการต้องจ่ายเองคงไม่ไหว แต่เมื่อ สปสช.บริหารโดยจัดตั้งกองทุนยาไว้ที่ส่วนกลาง ทำให้หน่วยบริการสามารถเบิกจ่ายเพื่อใช้รักษาผู้ป่วยได้ นอกจากนี้การบริหารกองทุนยาระดับประเทศยังเป็นการเพิ่มอำนาจการต่อรองในการจัดซื้อ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ” นพ.วีระวัฒน์ กล่าวและว่า ในการแยกจัดสรรงบกองทุนย่อย แม้จะทำให้งบที่ส่งไปยังหน่วยบริการลดลง แต่เมื่อคำนวณมูลค่าวัสดุครุภัณฑ์รวมถึงความเสี่ยงต่อผลกระทบจากการแบกรับภาระโรคค่าใช้จ่ายสูงอาจมากกว่างบของหน่วยบริการที่ถูกลดลง/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ZsiDbQDX_yU" height="1" width="1"/

คปก.แนะชะลอร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม ขาดอิสระ-การมีส่วนร่วม ไม่ตอบโจทย์ผู้ประกันตน

Thu, 30/10/2014 - 16:40
pเสนอเปลี่ยน สนง.ประกันสังคม เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีความเป็นอิสระ เน้นโครงสร้าง คกก.ประกันสังคมต้องเป็นอิสระ – ส่งเสริมการมีส่วนร่วมbr //p !--break--!--break--pbr /30 ต.ค. 2557 คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) โดย นายคณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้ลงนามในบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติ โดยขอให้ชะลอการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่...) พ.ศ.... เนื่องจากไม่สอดคล้องกับทิศทางการปฏิรูปกฎหมายประกันสังคมทั้งระบบ ทั้งในด้านหลักความเป็นอิสระ โปร่งใส และมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังขาดการมีส่วนร่วมของผู้ประกันตนอย่างแท้จริงและทั่วถึง พร้อมทั้งเสนอแนะให้ต้องมีการแก้ไขนิยาม “ลูกจ้าง” และ “นายจ้าง” ให้ครอบคลุมแรงงานที่ไม่อยู่ภายใต้สัญญาจ้าง เช่น การจ้างงานในงานอุตสาหกรรมที่มีผู้รับงานไปทำที่บ้านและการจ้างงานในภาคเกษตร และเห็นควรให้มีการส่งเสริมความเป็นอิสระของสำนักงานประกันสังคมbr /br /โดย คปก.เสนอแนะให้สำนักงานประกันสังคมต้องเป็นหน่วยงานที่มีความเป็นอิสระในการบริหารงานไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของหน่วยงานในระบบราชการ จึงควรเปลี่ยนสถานภาพของสำนักงานประกันสังคมจากหน่วยงานราชการให้เป็นหน่วยงานของรัฐ มีฐานะเป็นนิติบุคคล ไม่เป็นส่วนราชการและไม่เป็นรัฐวิสาหกิจโดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรี เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพและมีความคล่องตัว nbsp;br /br /พร้อมกันนี้ คปก.ได้เสนอให้มีการปรับโครงสร้างคณะกรรมการประกันสังคม โดยประธานกรรมการของคณะกรรมการต้องไม่เป็นราชการและจะต้องได้มาโดยวิธีสรรหา อีกทั้งจะต้องให้มีการคัดเลือกตัวแทนจากฝ่ายนายจ้างและฝ่ายผู้ประกันตนให้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงและทั่วถึง และต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของหญิงและชายด้วย นอกจากนี้ คปก.ยังเสนอให้มีการเพิ่มคณะกรรมการการลงทุนและคณะกรรมการการตรวจสอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อกองทุนประกันสังคมในภาพรวมbr /br /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/--3Bs_AWi9M" height="1" width="1"/

ชาวบ้านยืนยันยังไม่มีข้อตกลงใดๆ จากการเจรจากับ 'บ.ทุ่งคำ'

Thu, 30/10/2014 - 16:00
p!--break--!--break--/p div29 ตุลาคม 2557 ณ ศาลากลาง จ.เลย ได้มีการประชุมไกล่เกลี่ยจริงระหว่างตัวแทนบริษัททุ่งคำจำกัด กับตัวแทนชาวบ้านกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิด ต.เขาหลวง อ.วังสะพุง โดยมีนายวิโรจน์nbsp; จิวะรังสรรค์nbsp; ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย เป็นตัวแทนในการเจรจาไกล่เกลี่ย และมีพล.ต.เถลิงศักดิ์ พูลสุวรรณ ผู้บังคับการจังหวัดทหารบกเลย พล.ต.ศักดา วงศ์ศิริยานนท์ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเลย และนายวชิระnbsp; พรหมเทศ อัยการจังหวัดเลยnbsp; พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมnbsp; กลุ่มชาวบ้านได้แต่งทนายความเป็นตัวแทนเข้ามาเจรจา ส่วนตัวแทนของบริษัทคือนายวิจิตร เจียมวิจิตรกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัททุ่งคาฮาเบอร์จำกัดnbsp;/div divbr /จากการพูดคุยเจรจาทางบริษัทได้มีข้อเสนอว่าจะถอนฟ้องคดีความ 5 คดีจากทั้งหมด 9 คดี แต่ต้องการให้มีการพูดคุยระหว่างบริษัทกับชาวบ้านเป็นรายบุคคลจำนวนทั้งสิ้น 33 คนเสียก่อน ทั้งนี้ทางทนายความได้ชี้แจงว่าเรื่องข้อเสนอดังกล่าวนั้นต้องนำกลับไปพูดคุยกับชาวบ้านเพื่อให้ชาวบ้านได้พิจารณาและหาข้อสรุปร่วมกัน/div divnbsp;/div div“เมื่อวานทางกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดได้แต่งทนายความเป็นตัวแทนของชาวบ้าน 33 คนที่ถูกทางบริษัทฟ้องร้องรวม 9 คดี ทั้งคดีแพ่งและอาญา โดยมีท่านผู้ว่าฯเลยเป็นตัวกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ย ผลปรากฎว่าทางบริษัทไม่ได้คุยอะไรที่เป็นแนวทางว่าจะถอนฟ้องคดี หากแต่เสนอว่าอยากคุยเจรจากับชาวบ้านที่ละคนสองคน ซึ่งทางบริษัทจะถอนฟ้องให้ 5 คดีหากชาวบ้านคนใดยอมเจรจา ทั้งนี้ชาวบ้านได้มีการพูดคุยกันเบื้องต้นหลังจากทราบรายละเอียดจากทนายความแล้วว่าหากทางบริษัทมีความจริงใจในการถอนฟ้องคดีความให้ชาวบ้านจริง ก็ขอให้ถอนฟ้องคดีความทั้งหมดร่วม 9 คดี และขอให้ถอนฟ้องให้กับชาวบ้านทั้ง 33 คน อย่างไม่มีเงื่อนไขหรือต้องมีการคุยกับชาวบ้านเป็นรายบุคคล” นางพรทิพย์ หงชัย หนึ่งในแกนนำกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดกล่าว/div divnbsp;/div divทั้งนี้ทางกลุ่มคนรักษ์บ้านเกิดจะจัดให้มีการประชุมเพื่อปรึกษาหารือกันอย่างเป็นทางการร่วมกับทนายความและทีมนักกฎหมายเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ต่อไป โดยทางกลุ่มยืนยันว่า “ชาวบ้านต้องการให้หน่วยงานรัฐรับฟัง เข้าใจ และเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้อย่างเป็นธรรมและจริงใจเพื่อความสงบสุขของชุมชนด้วย” นางพรทิพย์ หงชัย กล่าว/div divnbsp;/div divอ่านข้อมูลเกี่ยวกับคดีอาญา “กำแพงใจ” ระหว่างชาวบ้านและบริษัททุ่งคำ จ.เลย ได้ที่นี่br /http://thaipublica.org/2014/02/phu-thap-fah-hit-cyanide-6/br /nbsp;/div div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://www.nationtv.tv/main/content/social/378430311/" target="_blank"quot;บ.ทุ่งคำquot; ยอมถอย ถอนฟ้องคดีเหมืองทองชาวบ้าน 100 ล้าน/a /div div class="field-item even" a href="http://thaipublica.org/2014/02/phu-thap-fah-hit-cyanide-6/" target="_blank"“กำแพงใจ” ระหว่างชาวบ้านและบริษัททุ่งคำ จ.เลย/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/eN7EUkqA0wQ" height="1" width="1"/

เมื่อ ‘บุหรี่’ ถูก ‘กระชับพื้นที่’ ในสถานที่ทำงาน

Thu, 30/10/2014 - 13:56
pกระแสการรณรงค์และการออกกฎห้ามสูบบุหรี่ในสถานที่ทำงานนั้นมีอยู่ทั่วโลกโดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยเหตุผลเรื่องการอยู่ร่วมกัน-สุขภาพ-ค่าใช้จ่ายของรัฐและนายจ้าง ที่ต้องเยียวยาผู้ที่ได้ผลกระทบทางตรงและทางอ้อม ส่วนไทยไปไกลถึงขั้นมีแนวคิดจะออกใบสั่งให้คนสูบบุหรี่แล้ว/p p!--break--!--break--/p pnbsp;/p div id="fb-root"nbsp;/div script(function(d, s, id) { var js, fjs = d.getElementsByTagName(s)[0]; if (d.getElementById(id)) return; js = d.createElement(s); js.id = id; js.src = "//connect.facebook.net/th_TH/all.js#xfbml=1"; fjs.parentNode.insertBefore(js, fjs); }(document, 'script', 'facebook-jssdk'));/scriptdiv class="fb-post" data-href="https://www.facebook.com/workazineonline/photos/a.385960788207106.1073741829.300065850129934/514010105402173/?type=1" data-width="466" div class="fb-xfbml-parse-ignore"a href="https://www.facebook.com/workazineonline/photos/a.385960788207106.1073741829.300065850129934/514010105402173/?type=1"โพสต์/a by a href="https://www.facebook.com/workazineonline"Workazine/a./div /div pnbsp;/p pnbsp;/p pstrongเมื่อบริษัทผลิตบุหรี่ในสหรัฐฯ จำกัดพื้นที่พนักงานสูบบุหรี่/strong/p pเว็บไซต์ a href="http://www.businessinsider.com/afp-us-tobacco-giant-reynolds-bans-smoking-in-its-offices-2014-10"Business Insider/a รายงานว่าตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นไปบริษัท Reynolds American ผู้ผลิตบุหรี่ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา จะห้ามพนักงานสูบบุหรี่ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ ซิการ์ หรือไปป์ บริเวณโต๊ะทำงานส่วนตัว, ห้องประชุม ทางเดินและลิฟต์ หลังจากที่ปัจจุบันที่ห้ามสูบบริเวณโรงอาหารและศูนย์ออกกำลังกายอยู่แล้ว แต่กระนั้นบริษัทฯ ยังอนุโลมอนุญาตให้พนักงานรับนิโคตินทางอื่นได้อยู่ เช่น บุหรี่ไฟฟ้า ลูกอมรสบุหรี่ และ "Eclipse" ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์บุหรี่แบบไร้ควันของบริษัทฯ เอง โดยระเบียบใหม่นี้จะเริ่มใช้เมื่อพื้นที่สูบบุหรี่ของบริษัทฯ สร้างเสร็จ/p pบริษัทฯ ระบุว่าจากข้อมูลด้านทรัพยากรมนุษย์ของบริษัทฯ พบว่าปัจจุบันอัตราส่วนของพนักงานที่สูบบุหรี่มีประมาณเกือบ 1 ใน 5 จากพนักงานทั้งหมด 5,200 คน โดยบริษัทฯ ระบุว่าถึงเวลาที่จะปรับเปลี่ยนกฎการสูบบุหรี่นี้และเป็นสิ่งที่เหมาะสมแล้ว เพื่อการอยู่ร่วมกันของทั้งพนักงานและผู้ที่มาติดต่อที่สูบและไม่สูบบุหรี่ รวมทั้งการปรับเปลี่ยนกฎนี้ก็สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน/p pสำหรับส่วนแบ่งทางการตลาดบุหรี่ในสหรัฐฯ นั้น บริษัท Reynolds American มีส่วนแบ่งอยู่ร้อยละ 25, บริษัท Lorillard มีส่วนแบ่งร้อยละ 15 และบริษัท Altria บริษัทแม่ของแบรนด์บุหรี่ชื่อดังอย่าง Marlboro มีส่วนแบ่งร้อยละ 50 ซึ่งบริษัท Altria เองก็ห้ามพนักงานสูบบุหรี่ในโรงงาน ทางเดินและลิฟต์ เหมือนกัน/p pstrongราคาที่ต้องจ่าย/strong/p pจากข้อมูลของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (US-CDC) เมื่อปี 2011 ระบุว่าการสูบบุหรี่ทำให้สหรัฐฯ สูญเสียเม็ดเงินถึงปีละกว่า 193,000 ล้านดอลลาร์ จากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและประสิทธิภาพในการทำงานที่ลดลง นอกจากนี้การสูบบุหรี่ยังเป็นสาเหตุลำดับต้นๆ ของการเสียชีวิตของคนอเมริกัน มีการประมาณการกันว่าค่าใช้จ่ายจ้างพนักงานที่สูบบุหรี่มีต้นทุนสูงกว่าพนักงานที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 18% และช่องว่างดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปี 2018 เพราะแผนประกันสุขภาพที่นายจ้างต้องจ่ายภาษีให้รัฐเพิ่ม ตามมาตรการปฏิรูปกฎหมายประกันสุขภาพที่ผ่านความเห็นชอบของสภาคองเกรสเมื่อปี 2010/p pภาคเอกชนเองจึงเหลือแค่ 2 ทางเลือกคือ 1.ลดสวัสดิการหรือ 2.ลดแนวโน้มต้นทุนค่ารักษาพยาบาลที่จะเพิ่มขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีเพิ่ม และการเลือกทางเลือกที่ 2 นั้นจึงต้องกระทบกับพนักงานที่สูบบุหรี่ไปโดยปริยาย/p pบริษัทหลายแห่งมีมาตรการริเริ่มเพื่อลดการสูบบุหรี่พนักงานเช่นในปี 2011 บริษัท Macey เครือข่ายห้างสรรพสินค้าท้องถิ่นในสหรัฐฯ เริ่มเก็บสมทบค่าประกันสุขภาพเดือนละ 35 ดอลลาร์ จากพนักงานที่ยอมรับว่าสูบบุหรี่ โดยพนักงานสามารถชะลอการจ่ายได้หากสมัครเข้าโปรแกรมเลิกบุหรี่ ด้านบริษัทน้ำอัดลมยักษ์ใหญ่อย่าง PepsiCo ใช้มาตรการหนักกว่านั้น โดยพนักงานที่สูบบุหรี่จะต้องจ่ายค่าประกันปีละ 600 ดอลลาร์ ขณะที่สำนักพิมพ์ Gannett เรียกเก็บค่าประกันจากพนักงานที่สูบบุหรี่ 60 ดอลลาร์ต่อเดือน nbsp;/p pบริษัทขนส่ง Union Pacific และบริษัทผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ดูแลสวนอย่าง Scotts Miracle-Gro มีนโยบายไม่รับคนที่สูบบุหรี่เข้าทำงานเลย นอกจากนี้ Union Pacific ยังเสนอช่องทางเข้าถึงฟิตเนสส์ฟรีแก่พนักงาน ส่วน Scotts Miracle-Gro ยังลดเงินสมทบประกันสุขภาพเดือนละ 60 ดอลลาร์สำหรับพนักงานและคู่สมรสที่ตรวจสอบน้ำหนักระดับคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตเป็นประจำ/p pมีการประเมินว่าร้อยละ 59 ของบริษัทที่เสนอโปรแกรมเพื่อสุขภาพที่ดีในปี 2010 ร้อยละ 28 จ่ายโบนัสสำหรับพนักงานที่เลิกบุหรี่ ลดน้ำหนัก หรือบรรลุเป้าหมายด้านสุขภาพ และ 1 ใน 10 ให้ส่วนลดประกันภัยสำหรับพนักงานที่ไม่สูบบุหรี่ รับการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพหรือเข้าร่วมโปรแกรมลดน้ำหนัก/p pแม้ว่าการออกมาตรการเหล่านี้อาจจะช่วยให้ภาคเอกชนลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับด้านสุขภาพให้แก่พนักงาน แต่ทั้งนี้พบว่าโครงการการให้พนักงานเลิกบุหรี่มีอัตราความสำเร็จแค่ร้อยละ 25 เท่านั้น/p pnbsp;/p table border="1" cellpadding="0" cellspacing="0" tbody tr td style="width:565px;" pstrongการสูบบุหรี่กับประเด็นเสรีภาพที่สวิตเซอร์แลนด์/strong/p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/0/08/Flag_of_Switzerland_%28Pantone%29.svg/320px-Flag_of_Switzerland_%28Pantone%29.svg.png" style="width: 320px; height: 320px;" //p pในเดือนกันยายนปี 2012 ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้มีการลงประชามติ “การห้ามสูบบุหรี่ภายในสถานที่ทำงานและสถานที่สาธารณะอย่างเต็มรูปแบบ” ซึ่งความเห็นของคนสวิสแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายโดยฝ่ายสนับสนุนการห้ามสูบบุหรี่อย่างพรรคสังคมนิยมมองว่าการบังคับใช้กฎหมายห้ามสูบบุหรี่อย่างจริงจังจะช่วยยกระดับและคุ้มครองสุขภาพพลเมืองชาวสวิสได้ ขณะที่ฝ่ายต่อต้านระบุว่ากฎนี้เปรียบเสมือนการจำกัดสิทธิพลเมือง และถือว่าเป็นการล่าแม่มดตามล่าลงโทษผู้ที่ประพฤติต่างจากผู้อื่น/p pแต่ผลการลงประชามติใน 26 รัฐทั่วประเทศปรากฏว่าคนสวิสร้อยละ 66 ใน 25 รัฐ ไม่เห็นด้วยที่จะมีการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ยกเว้นเจนีวาเพียงรัฐเดียวที่เสียงสนับสนุนการห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะนี้/p pหลังการลงประชามติตัวแทนผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม ได้ออกแถลงการณ์แสดงความยินดีและโล่งอกใจต่อผลการลงประชามติที่ออกมา โดยให้เหตุผลว่าหากมีการบังคับใช้กฎหมายนี้ทั่วประเทศจริง จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคธุรกิจร้านอาหาร ที่มีการแบ่งสัดส่วนที่นั่งสำหรับลูกค้าที่สูบบุหรี่ หรือเปิดพื้นที่เฉพาะให้แก่ผู้ที่ต้องการสูบบุหรี่ชัดเจนอยู่แล้ว/p pทั้งนี้ในสวิตเซอร์แลนด์ โรงแรม ร้านอาหาร และบาร์ต่างๆ ของสวิตเซอร์แลนด์ ได้เปิดพื้นที่พิเศษเพื่อให้มีการสูบบุหรี่ และชาวสวิสซึ่งมีอัตราการสูบบุหรี่ค่อนข้างสูง ทำให้สวิตซอร์แลนด์จัดการกับเรื่องนี้ล่าช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างฝรั่งเศส อิตาลี และเยอรมนี ซึ่งมีการห้ามการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะมานานแล้ว/p pโดยเมื่อปี 2010 สวิตเซอร์แลนด์เคยบังคับใช้กฎหมายลักษณะนี้แล้ว แต่กลับมีการบังคับใช้อย่างไม่ทั่วถึงทั้งประเทศ เปิดช่องโหว่ให้เกิดความไม่เท่าเทียม และตามมาด้วยข้อยกเว้นจำนวนมากในแต่ละรัฐ เช่นบางรัฐไม่อนุญาตให้สูบบุหรี่ในที่สาธารณะอย่างเด็ดขาด แต่บางรัฐกลับอนุญาตให้สูบได้ภายในพื้นที่ที่จัดไว้/p /td /tr /tbody /table pnbsp;/p pstrongแนวคิด ‘ออกใบสั่ง’ คนสูบบุหรี่พื้นที่ห้ามสูบประเทศไทย/strong/p pที่ในสหรัฐฯ กองทุนการสนับสนุนการณรงค์งดสูบบุหรี่ของรัฐต่างๆ มักจะถูกบริษัทบุหรี่กับนักการเมืองบ่อนทำลายจนกองทุนต้องถูกยุบไปหลายกองทุนและการสู้บริษัทบุหรี่ที่นั่นนั้นเป็นสิ่งที่ยากเย็นมาทุกยุคทุกสมัย แต่สำหรับประเทศไทยบ้านเราถือว่าเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการรณรงค์ห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ และเราอาจจะไปไกลกว่านี้อีกหากแนวคิด ‘ออกใบสั่ง’ คนสูบบุหรี่พื้นที่ห้ามสูบประเทศไทย ถูกนำไปใช้จริง/p pเมื่อเดือนมิถุนายน 2557 ที่ผ่านมา ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า แนวทางการลดการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะให้ได้ผลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ต้องดำเนินการ 3 เรื่อง คือ 1. ทำให้ทุกคนรู้ถึงอันตรายของควันบุหรี่มือสอง 2. ทำให้คนรู้ถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และ 3. บังคับใช้กฎหมาย ซึ่งไทยยังมีปัญหาทั้งหมด ถึงแม้คนไทยจะมีความรู้เรื่องอันตรายของควันบุหรี่มากขึ้น แต่การรับรู้กฎหมายยังไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะเรื่องสถานที่ห้ามสูบบุหรี่ ทั้งที่มีการประกาศสถานที่ห้ามสูบแล้ว แต่ยังขาดการรณรงค์หรือให้ข้อมูลอย่างจริงจัง ส่วนการบังคับใช้กฎหมายมีปัญหา เนื่องจากขั้นตอนการดำเนินการยาวนาน ใช้เวลาหลายชั่วโมงในการจะปรับคนที่ทำผิดกฎหมายซึ่งต้องแก้ไข ควรมีการให้ความรู้เรื่องสถานที่ห้ามสูบด้วยการติดสติกเกอร์แสดงสัญลักษณ์ห้ามสูบ/p pศ.นพ.ประกิต กล่าวอีกว่า ส่วนขั้นตอนที่ยาวนานในการดำเนินการกับผู้ทำผิดกฎหมายสูบบุหรี่ เสนอว่าควรปรับด้วยการออกเป็นใบสั่ง เหมือนคนทำผิดกฎจราจร ผู้ที่ทำผิดแล้วถูกใบสั่งก็ต้องไปเสียค่าปรับตามเวลาที่กำหนดภายใน 2 สัปดาห์ โดยให้เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่ได้รับแจ้งเป็นผู้ออกใบสั่ง ส่วนประชาชนทั่วไปเมื่อเจอคนฝ่าฝืนกฎหมายโดยสูบบุหรี่ในสถานที่ห้ามสูบ เช่น ในร้านอาหาร ควรแจ้งให้เจ้าของร้านทราบ เพื่อตักเตือนผู้กระทำผิด หากเจ้าของร้านนิ่งเฉยก็จะมีความผิดด้วย แต่ถ้าตักเตือนแล้วไม่เชื่อ ผู้สูบบุหรี่จะมีความผิดเพียงคนเดียว และเจ้าของร้านจะต้องแจ้งให้เจ้าหน้าที่ สธ. รับทราบ/p p“ถ้ามีการปรับแก้กฎหมายให้ขั้นตอนการเอาผิดสั้นลง จะต้องมีการระบุด้วยว่าเมื่อพบเจอผู้ที่สูบในพื้นที่ห้ามสูบจะต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ที่ไหน อย่างไร เพราะปัจจุบันปัญหาส่วนหนึ่งคือ ประชาชนไม่ทราบว่าจะต้องแจ้งใคร หากปรับเป็นรูปแบบของใบสั่งได้จะลดเวลาในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ จากที่ปัจจุบันต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมง เจ้าหน้าที่ที่บังคับใช้กฎหมายก็ไม่อยากทำ ท้ายที่สุดจะช่วยลดการฝ่าฝืนการสูบบุหรี่ในสถานที่ห้ามสูบ เพราะมีการบังคับใช้กฎหมายเข้มข้นและจริงจัง ซึ่งปัจจุบันแทบจะไม่มีการเอาผิดเลย” ศ.นพ.ประกิตกล่าว/p pnbsp;/p table border="1" cellpadding="0" cellspacing="0" tbody tr td style="width:574px;" pstrongเกร็ดตัวเลขเกี่ยวกับบุหรี่ในไทย/strong/p p style="text-align: center;"img alt="" src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/a/a9/Flag_of_Thailand.svg/225px-Flag_of_Thailand.svg.png" style="width: 340px; height: 227px;" //p pสำนักงานสถิติแห่งชาติได้มีการสำรวจ การสูบบุหรี่ของคนไทยทั้งประเทศครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. 2519 พบว่า มีผู้สูบบุหรี่จำนวน ทั้งสิ้น 8.6 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 30.1 จากการสำรวจใน 2544 พบว่า ประเทศไทยมีผู้สูบบุหรี่เป็นประจำจำนวน ทั้งสิ้น 10.6 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20.6 ของประชากรที่มีอายุมากกว่า 11 ปี/p pผลจากการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ปี 2554 พบว่าประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 53.9 ล้านคน เป็นผู้ที่สูบบุหรี่ 11.5 ล้านคน หรือร้อยละ 21.4 โดยเป็นผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ 9.9 ล้านคน(ร้อยละ 18.4) และเป็นผู้ที่สูบบุหรี่นานๆ ครั้ง 1.6 ล้านคน (ร้อยละ 2.9) โดยอัตราการสูบบุหรี่ของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 20 เท่า คือร้อยละ 41.7 และ 2.1 ตามลำดับ/p pเมื่อพิจารณาพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ ในช่วงปี 2544-2552 พบว่าอัตราการสูบบุหรี่มีแนวโน้มลดลง แต่ในปี2554 มีอัตราการสูบเพิ่มขึ้นจากปี 2552 คือจากร้อยละ 18.1 เป็นร้อยละ 18.4 โดยเพิ่มขึ้นในผู้ชายจากร้อยละ 35.5 เป็น 36.1 ส่วนผู้หญิงอัตราการสูบยังคงที่/p pจากผลการสำรวจในปี 2554 พบว่า ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำมีอายุเฉลี่ยที่เริ่มสูบบุหรี่ 17.9 ปี โดยมีอายุน้อยลง เมื่อเทียบกับปี 2550 (18.5 ปี) และพบว่าทุกกลุ่มวัยมีอายุเริ่มสูบบุหรี่น้อยลง โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชน (15-24 ปี) เริ่มสูบบุหรี่เมื่ออายุน้อยลงค่อนข้างมากกว่ากลุ่มอื่น คือจากปี 2550 เยาวชนเริ่มสูบบุหรี่อายุเกือบ 17 ปี และในปี 2554 ลดลงเป็น 16.2 ปี/p pข้อมูลของธนาคารโลกในปี 2552 พบว่าการควบคุมการสูบบุหรี่เป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วย แก้ปัญหาความยากจนในเมืองไทย เพราะคนไทยที่สูบบุหรี่มากที่สุดคือ กลุ่มคนที่ “เกือบจน” และ “จนที่สุด” โดยกลุ่มคนที่จนที่สุดเสียค่าใช้จ่ายเดือนละ 450 บาท เป็นค่าบุหรี่ จากรายได้เดือนละ 2,094 บาท หรือเกือบ 1 ใน 4 ของรายได้และในปี 2554 เพิ่มขึ้นเป็น 586 บาทต่อเดือน/p /td /tr /tbody /table pnbsp;/p pstrongประกอบการเขียน:/strong/p pCompanies Get Tougher with Employees Who Smoke (Pat Wechsler, Bloomberg Businessweek,30-6-2011)br /a href="http://www.businessweek.com/magazine/companies-get-tougher-with-employees-who-smoke-07012011.html"http://www.businessweek.com/magazine/companies-get-tougher-with-employees-who-smoke-07012011.html/a/p pUS tobacco giant Reynolds bans smoking in its offices (Business Insider, 23-10-2014)br /a href="http://www.businessinsider.com/afp-us-tobacco-giant-reynolds-bans-smoking-in-its-offices-2014-10"http://www.businessinsider.com/afp-us-tobacco-giant-reynolds-bans-smoking-in-its-offices-2014-10/a/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/MGFyXYw3cOo" height="1" width="1"/

รวมความเห็นของ อานนท์ นำภา (ทนายความ) เรื่องศาลทหาร

Thu, 30/10/2014 - 11:58
p!--break--!--break--/p p1) พูดอย่างซีเรียสนะครับ เมื่อวานผมไปเรือนจำเจอกับเมียพี่ทอม ดันดี แกเล่าว่าคดีของพี่ทอมยังไม่มีนัด คือศาลทหารรับฟ้องแล้วแต่ไม่มีวันนัด คือเอาคดีไปแช่ไว้โดยไม่มีกำหนดนัด ( งงมั้ย )br /br /ไม่ต้องงงครับ ไม่ใช่เฉพาะคดี ม. 112 พี่ทอม ดันดี ครับที่พอฟ้องแล้วศาลไม่กำหนดนัดใดๆเลย คดี ม.112 ของคุณสิรภพ , คดี ม.112 ของพี่สมัคร (เชียงราย) ก็เช่นเดียวกัน คือขังไปเรื่อยๆ ยังไม่รู้ว่าจะหยิบยกคดีขึ้นพิจารณาเมื่อไหร่br /นี่คือปัญหาหนึ่งของศาลทหาร คือแม่งขังไปเรื่อยโดยไม่มีกำหนดนัดbr /br /2) นอกจากศาลทหารจะไม่มีระยะเวลาพิจารณาคดีที่แน่นอนแล้ว กระบวนพิจารณายังไม่เปิดเผยเท่าที่จำเป็นเพียงพอต่อการพิจารณาคดีอีกด้วย คือศาลทหารไม่อนุญาตให้ผุ้สังเกตุการณ์จดบันทึกระหว่างพิจารณา และไม่อนุญาตให้ทนายความคัดถ่ายรายงานกระบวนพิจารณา(บันทึกว่าด้วยการพิจารณาว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในวันนั้น)nbsp;โดยให้เหตุผลว่า ให้จำเอาbr /br /3) ในองค์คณะของศาลทหาร มีเพียงตุลาการศาลทหารเท่านั้นที่จบ ป.ตรีทางกฎหมาย (ซึ่งถ้าเป็นศาลยุติธรรมต้องจบเป็นเนติบัณฑิตด้วย) นายทหารพระธรรมนูญอีก 2 ท่านซึ่งมีสิทธิออกเสียงในการพิจารณาคดีด้วย "ไม่ต้องจบกฎหมาย"br /นี่คือความแตกต่างและเป็นข้อสังเกตถึงความเหมาะสมของการเอาพลเรือนไปขึ้นศาลทหารbr /br /4) ในศาลทหาร ไม่อนุญาตให้มีโจทก์ร่วมได้ ดังนั้น หากคดีที่ต้องขึ้นศาลทหารไปทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ใด ผู้นั้นหรือทายาทไม่สามารถเข้ามาเป็นโจทก์ร่วมในคดีได้/p p5) คดีที่ขึ้นศาลทหารภายใต้กฎอัยการศึก ไม่สามารถอุทธรณ์-ฎีกาได้ นั้นหมายถึง ศาลทหารชั้นต้นตัดสินแล้วจบเลย ( ซึ่งคดีที่พลเมืองต้องขึ้นศาลทหารหลังรัฐประหารมานนี้มีคดีที่มีอัตราโทษสูง บางคดีมีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต กลับให้พิจารณาแค่ศาลเดียว จบแล้วจบเลย )br /br /6) ศาลทหารเป็นหน่วยงานที่อยุ่ภายใต้กระทรวงกลาโหม มีสายบังคับบัญชาทางทหารโดยตรง ในทางกลับกัน คดีส่วนใหญ่ที่พลเรือนต้องขึ้นศาลทหาร เป็นคดีที่พลเรือนขัดแย้งกับทหารโดยตรงnbsp;น่าสังเกตว่าจะมีการพิจารณาคดีภายใต้การทับซ้อนเรื่องความขัดแย้งอย่างไร ยุติธรรมหรือไม่ เพียงใดbr /br /7) การพิจารณาของศาลทหารมักจะไม่ระบุชื่อ ตุลาการผุ้ร่วมพิจารณาคดี แล้วจำเลยจะคัดค้านตุลาการนั้นๆได้อย่างไร จะทราบได้อย่างไรว่าคนที่นั่งพิจารณาคดีมีความรู้สามารถพิจารณาคดีได้ หรือตุลาการนั้นมีส่วนได้เสียในคดีหรือไม่ อย่างไร ไม่สามารถตั้งข้อรังเกียจตุลาการได้/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/GSqtNe1gy8g" height="1" width="1"/

พล.อ.ประยุทธ์เชื่อว่า พล.อ.ประวิตร จะไม่เข้าพบทักษิณที่ปักกิ่ง

Thu, 30/10/2014 - 04:40
pนายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ยอมรับว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม และรองหัวหน้า คสช. เยือนจีนจริง แต่เป็นไปตามคำเชิญจากจีน มีการเจรจาด้านเศรษฐกิจเพราะจีนเป็นตลาดข้าว-ยางพารา และ พล.อ.ประวิตร มีวิจารณญาณรู้ถึงความเหมาะสมว่าควรพบ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5603/15638178916_ed06978a16_z.jpg" style="width: 560px; height: 420px;" //p pstrongspan style="color:#ff8c00;"ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเยี่ยมชมผังเมืองกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2557 โดยมีกว่าน มู่ อดีตเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำกรุงเทพมหานคร ร่วมคณะด้วย ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ยืนยันว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และรองหัวหน้า คสช. ซึ่งอยู่ระหว่างเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเช่นกัน จะไม่เข้าพบคณะของทักษิณ (ที่มาของภาพ: /spana href="https://www.facebook.com/media/set/?set=a.879035165474273.1073743018.105044319540032"span style="color:#ff8c00;"เฟซบุ๊คยิ่งลักษณ์ ชินวัตร/span/aspan style="color:#ff8c00;")/span/strong/p pnbsp;/p p29 ต.ค. 2557 - a href="http://thainews.prd.go.th/centerweb/News/NewsDetail?NT01_NewsID=TNPOL5710290010053"สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย/a รายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยันว่า การเดินทางเยือนประเทศจีนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในขณะนี้ ไปในนามของรัฐบาลและตามคำเชิญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน ที่มีความคุ้นเคยและรู้จักกัน ซึ่งการเยือนครั้งนี้ มีตัวแทนกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม ร่วมคณะไปด้วย เพื่อหารือด้านเศรษฐกิจร่วมกัน เนื่องจากจีนเป็นตลาดใหญ่ ที่จะสามารถส่งออกข้าว และยางพาราได้/p pขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีเชื่อว่า การเดินทางเยือนของ พล.อ.ประวิตร จะไม่ไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ยังคงอยู่ประเทศจีน เนื่องจาก พล.อ.ประวิตร รู้ถึงความเหมาะสม มีวิจารณญาณ ว่าจะต้องพบเจอหรือไม่ โดยที่ตนเองไม่ต้องสั่งห้าม เพราะทุกอย่างต้องดำเนินการตามกฎหมาย รวมถึงไม่ต้องโทรศัพท์เพื่อเจรจาต่อสู้คดี แต่หากจะต่อสู้คดีก็ต้องเดินทางกลับมา/p pผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันคณะของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และบุตรชาย และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังคงเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 29 ต.ค. ในเฟซบุ๊คของยิ่งลักษณ์ มีการเผยแพร่ภาพที่คณะของยิ่งลักษณ์เยี่ยมชมผังเมืองของกรุงปักกิ่ง โดยมี กว่าน มู่ อดีตเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำกรุงเทพ ติดตามคณะด้วย/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/RrI4eeqheKg" height="1" width="1"/

สภาเศรษฐกิจโลกเผย 105 ประเทศเท่าเทียมทางเพศมากขึ้น ในช่วง 9 ปีที่ผ่านมา

Thu, 30/10/2014 - 00:53
pในการจัดอันดับเรื่องช่องว่างระหว่างเพศในปี 2557 ของสภาเศรษฐโลกระบุประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 61 ในแง่ความเท่าเทียมโดยรวม แต่ในด้านการเมืองอยู่ในอันดับที่ 121 เนื่องจากการส่งเสริมผู้หญิงในทางการเมืองแย่ลงมาก/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7522/15474460437_a21ef0e133_z.jpg" style="width: 550px; height: 349px;" /br /span style="color:#ff8c00;"ผลสำรวจประเทศไทยbr /ที่มา: /spana href="http://reports.weforum.org/global-gender-gap-report-2014/"span style="color:#ff8c00;"http://reports.weforum.org/global-gender-gap-report-2014//span/abr /nbsp;/p p29 ต.ค. 2557 สภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่องช่องว่างความไม่เท่าเทียมกันทางเพศประจำปี 2557 ระบุว่านับตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมามีการเปลี่ยนแปลงด้านความเท่าเทียมกันไปในทางที่ดีขึ้นเป็นวงกว้าง โดยมีประเทศที่มีความเท่าเทียมกันทางเพศมากขึ้น 105 ประเทศ/p pWEF ทำการสำรวจ 142 ประเทศ จากตัวแปรด้านต่างๆ เช่น ด้านสุขภาวะ ด้านการศึกษา และการมีส่วนร่วมทางการเมือง มีเพียง 6 ประเทศเท่านั้นที่มีช่องว่างความไม่เท่าเทียมกันทางเพศเพิ่มมากขึ้นนับตั้งแต่ปี 2548 ได้แก่ ประเทศศรีลังกา มาลี โครเอเชีย มาซิโดเนีย จอร์แดน และตูนิเซีย/p pในการสำรวจ WEF อาศัยมาตรวัดจากคำถามดังต่อไปนี้คือ ผู้หญิงได้รับค่าจ้างเท่าเทียมกับผู้ชายหรือไม่ในงานแบบเดียวกัน ผู้หญิงเข้าถึงการศึกษาหรือไม่ ผู้หญิงได้รับอนุญาตให้มีอำนาจทางการเมืองหรือไม่ ในด้านสุขภาวะ ผู้หญิงมีความเป็นอยู่อย่างไรเมื่อเทียบกับผู้ชาย/p pผลการสำรวจระบุว่าประเทศไอซ์แลนด์ยังคงครองอันดับหนึ่งในเรื่องความเท่าเทียมกันทางเพศจากมาตรวัดโดยรวมติดต่อกันเป็นปีที่ 6 รองลงมาคือประเทศแถบสแกนดิเนเวียอย่างฟินแลนด์ นอร์เวย์ สวีเดน และเดนมาร์ก อยู่ในอันดับ 2-5 ตามมาด้วยประเทศนิคารากัว รวันดา ไอร์แลนด์ ฟิลิปปินส์ และเบลเยียมในอันดับที่ 6-10 ตามลำดับ/p pประเทศที่ได้อันดับต่ำที่สุดคือเยเมน เนื่องจากมีอัตราการเสียชีวิตของผู้หญิงสูงและมีเด็กผู้หญิงที่อายุระหว่าง 6-14 ปี ไม่ได้ไปโรงเรียนเป็นจำนวนมาก ทางด้านประเทศรวันดาอยู่ในอันดับที่สูงเนื่องจากมีจำนวนผู้หญิงในที่ทำงาน รวมถึงในหน่วยงานของรัฐ มากพอๆ กับผู้ชาย/p pทั้งนี้ รายงานของสภาเศรษฐกิจโลกยังแบ่งการจัดอันดับเป็นโดยภาพรวมและเรื่องการเมือง ในหลายประเทศอาจจะมีอันดับสองประเภทนี้แตกต่างกันมากเช่น อินเดีย ซึ่งมีความเท่าเทียมกันทางเพศด้านการเมืองอันดับที่ 15 แต่ความเท่าเทียมกันทางเพศโดยรวมอันดับที่ 114 เพราะแม้ว่าในอินเดียจะมีผู้นำหญิงอยู่ในวงการการเมืองจำนวนมาก แต่การมีส่วนร่วมในระดับสาธารณะของผู้หญิงยังถูกจำกัดซึ่งเป็นผลกระทบมาจากการโดยสารรถสาธารณะซึ่งอาจจะไม่ปลอดภัยสำหรับผู้หญิง/p pส่วนประเทศไทยถูกจัดอันดับความเท่าเทียมกันทางเพศโดยรวมอยู่ในอันดับที่ 61 ซึ่งอยู่ในอันดับต่ำกว่าลาวและสิงคโปร์ ส่วนในด้านการเมืองอยู่ในอันดับที่ 121 ในเว็บไซต์ของ WEF ระบุว่าประเทศไทยทำได้ดีขึ้นในแง่การอยู่รอดและสุขภาวะอีกทั้งยังถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 4 ของโลกในแง่ค่าแรงที่เท่าเทียมกันระหว่างสองเพศ แต่ประเทศไทยทำได้แย่ลงมากในเรื่องการส่งเสริมทางการเมืองสำหรับผู้หญิง/p pทางด้านฟิลิปปินส์ซึ่งถูกจัดอยู่ในอันดับสูงสุดสำหรับกลุ่มประเทศแถบเอเชียแปซิฟิก WEF ระบุว่าเป็นประเทศที่ผู้หญิงส่วนร่วมทางเศรษฐกิจสูงมากและมีค่าแรงที่เท่าเทียมกันเมื่อเทียบระหว่างเพศ นอกจากนี้ยังมีความเท่าเทียมกันด้านอื่นๆ รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้หญิงมีโอกาสเป็นผู้นำในองค์กร โดยผู้หญิงในฟิลิปปินส์มีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของบริษัทต่างๆ มากถึงร้อยละ 69/p pnbsp;/p pbr /strongเรียบเรียงจาก/strong/p pTop 10 most gender equal countries in Asia and the Pacific, WEF, 28-10-2014br /a href="http://forumblog.org/2014/10/top-10-gender-equal-countries-asia-pacific/"http://forumblog.org/2014/10/top-10-gender-equal-countries-asia-pacific//a/p p'Sweeping change' narrows gender gap, BBC, 28-10-2014br /a href="http://www.bbc.com/news/world-29722848"http://www.bbc.com/news/world-29722848/a/p pbr /รายงานฉบับเต็มbr /a href="http://reports.weforum.org/global-gender-gap-report-2014/"http://reports.weforum.org/global-gender-gap-report-2014//a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/yDVOAAC4DJc" height="1" width="1"/

แรงงานค้านนำร่างพ.ร.บ.ประกันสังคมเข้า สนช.พรุ่งนี้ ขอเพิ่มเติมเนื้อหา-ประชาพิจารณ์

Thu, 30/10/2014 - 00:36
!--break--!--break-- p29 ต.ค.2557 a href="https://www.facebook.com/lamdeewana/posts/1506661226269916"เพจคืนความสุขด้วยประกันสังคมคนทำงาน/a รายงานว่า เครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน (คปค.) ร่วมกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้จัดเวทีราชดำเนินเสวนา "ปฏิรูปประกันสังคม ปฏิรูปประเทศไทย"/p pสุนี ไชยรส คปก.กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีเคยกล่าวถึงการให้ความสำคัญต่อร่างพ.ร.บ.ที่ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการเข้าชื่อ โดยหลักการประกันสังคมต้องการขยายให้เกิดความครอบคลุม แล้วขยายสิทธิถึงเพิ่มสิทธิผู้ประกันตน ร่างพ.ร.บ.ประกันสังคมมีผลกระทบต่อผู้ประกันตนจำนวนมาก แม้ว่าสนช.จะมาจากนอกระบบจะทำการปฏิรูปทั้งทีให้เวลารับฟังความคิดเห็น สร้างกระบวนการมีส่วนร่วม เมื่อเห็นปัญหาควรหยุดไว้ก่อนแล้วนำมาทำกระบวนการสร้างการมีส่วนร่วมเสียเวลา 1-2 เดือน เพื่อให้ภาคประชาชนมีส่วนนำข้อเสนอหลักการเข้าบรรจุในร่างด้วย/p pพิสิษฐ ลี้อาธรรม สปช. กล่าวว่าหลักการที่มีการนำเสนอนั้นมีความก้าวหน้า ด้วยหลักการเป็นองค์กรอิสระนั้นมีมาตั้งแต่เริ่มการร่างประกันสังคมในอดีตแล้ว แต่วันนี้ก็ยังไม่ได้เป็นองค์กรอิสระในการบริหารจัดการ และยังมีปัญหาเรื่องการมีส่วนร่วมจากผู้ประกันตนโดยตรง แม้ว่าหากสนช.มีการนำร่างพ.ร.บ,ประกันสังคมเข้าสู่การพิจารณาโดยไม่ใส่ใจเสียงท้วงติงจากผู้ประกันตนที่ต้องการมีส่วนร่วม เมื่อร่างพ.ร.บ.ประกันสังคมเข้าสู่การพิจารณาของสปช.ก็จะต้องมีการนำมาดูอีกครั้งเพื่อรับฟังข้อเสนอดีๆจากผู้ประกันตน/p pนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ตัวแทนกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการปรับปรุงร่างพ.ร.บ.ประกันสังคมมีหลายข้อที่ถือว่ามีความก้าวหน้าพรุ่งนี้ (30 ต.ค.)จะมีการนำเสนอเข้าประชุม สนช.ทำการพิจารณา เพื่อเป็นกฏหมายประกันสังคมฉบับใหม่มาบังคับใช้ต่อผู้ประกันตน ในฐานะคนทำงานเห็นว่าเป็นร่างกฏหมายที่ดีมีความครอบคลุม และให้สิทธิเพิ่มขึ้น เรื่องการแข่งขันกันในการให้บริการกองทุนต่างๆ เช่น หลักประกันสุขภาพ ข้าราชการ ประกันสังคมนั้นถือว่าดี เพราะจะทำให้ประชาชนได้รับบริการที่ดี จึงเห็นว่าอย่าให้มีการชะลอร่างฉบับนี้เลยเพราะตอนนี้ส่วนของข้าราชการสำนักงานประกันสังคมพร้อมแล้วที่จะทำงานบนความเปลี่ยนแปลงนี้/p pมนัส โกศล ประธานองค์การแรงงานแห่งประเทศไทยกล่าวว่า ร่างพ.ร.บ.ประกันสังคมฉบับนี้หากต้องปฏิรูปจริงจะต้องทำให้ครอบคลุมคนทำงานทุกคน ที่มาของตัวแทนต้องมาจากการเลือกตั้งโดยผู้ประกันตน ร่างของรัฐบาลไม่มีเรื่องอค์กรอิสระที่ขบวนการแรงงานพยายามเสนอมาตลอด แรงงานจะเคลื่อนไหวให้รัฐบาลนำร่างนี้ออกมาก่อนเพื่อพูดคุยกันใหม่ มีการทำประชาพิจารณ์ เพราะร่างนี้ไม่เคยมีการประชาพิจารณ์มาก่อนอย่างที่อ้าง เมื่อแรงงานไม่ยินยอมให้ร่าง พ.ร.บ.รัฐบาลเข้าสนช.พรุ่งนี้ก็ต้องคิดกันว่าจะเคลื่อนไหวให้ถึงที่สุดอย่างไร เพราะหากผ่านวาระ1 ผู้ประกันตนก็จะได้ร่างกฏหมายประกันสังคมฉบับรัฐบาลฝ่ายเดียวที่ขาด 4 หลักการของแรงงานเข้าไป/p pวิไลวรรณ แซ่เตีย รองประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยกล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลกำลังมอบความทุกข์ให้กับประชาชน ทุกข์ที่ 1 ผู้ประกันตน คือ การตัดสิทธิกรณีลาออกจากงาน เพราะการที่คนงานลาออกจากงานเพื่อรับสิทธิเพียงร้อยละ 30 เป็นเงินประมาณเดือนละ 2,000-3,000บาท เป็นเวลา 3 เดือน เป็นเงินที่น้อยมากต่อการดำรงชีพ แต่ที่เขาลาออกอาจเพราะความจำเป็นอย่างมาก ทุกข์ที่ 2 การบริการที่ใกล้บ้าน แต่การเข้าถึงซึ่งสุขภาพที่ดีด้านการดูแลสุขภาพ การรักษา และวินิจฉัยโรค ไม่สามารถทำให้เข้าถึงการตรวจสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ ในฐานะผู้นำยังคงได้รับเสียงร้องเรียนอยู่ตลอดเวลา การรักษาพยาบาลควรมีมาตรฐานเดียว/p pการที่ขบวนการแรงงานร่วมมือกันเพื่อผลักดันให้รัฐบาลรับ 4 หลักการเข้าพิจารณาบรรจุในร่างพ.ร.บ.ประกันสังคมของรัฐบาล เพื่อให้เกิดความครอบคลุม ประโยชน์ทดแทน ยืดยุ่น อิสระ โปร่งใสตรวจสอบได้ การได้มาของระบบตัวแทนในคณะกรรมการบริหารประกันสังคม ตนเชื่อว่าไม่ได้มีคนเก่งเพียงกลุ่มเดียวเหมือนปัจจุบัน และยังเชื่อว่าผู้ประกันตนดูออกว่าใครคือคนที่เก่ง ดี ไม่โกงกินแล้วเลือกมาเป็นตัวแทน หากไม่เก่งจริงก็ไม่ต้องลงสมัคร/p pการใช้เงินของกองทุนปัจจุบันมัความไม่สอดคล้อง โปร่งใส ผู้ประกันตนไม่ได้รับประโยชน์จริง การที่นำเงินไปต่างประเทศดูงานนั้นประโยชน์ที่ได้คืออะไร อยากบอกว่าใช้เงินคนที่ทุกข์ยากที่ใช้ทั้งเลือดเนื้อทำงานจ่ายเงินสมทบประกันสังคมที่คาดหวังต่อการได้รับสิทธิประโยชน์ สวัสดิการที่ดี การใช้เงินประชาสัมพันธ์โฆษณาแล้วผู้ประกันตนได้อะไร ใช้เงินมากมายไปกับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกันตน ฉะนั้นหากต้องการปฏิรูปต้องร่วมมือกันทำ ไม่ใช่ยังจะใช้วิธีการเดิมๆ ฝ่ายเดียวในฐานะที่เคยอดข้าวประท้วงให้ได้กฏหมายประกันสังคมพ.ศ. 2533 มา ไม่อยากเห็นว่าแรงงานต้องใช้รูปแบบเดิมเพื่อบอกควมต้องการให้หยุดนำร่างพ.ร.บ.ประกันสังคมเข้าสนช.ก่อนให้กลับมาคุยกันสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม เพราะเงินผู้ประกันตนจำนวนมากเราต้องการบริหารเองอย่างมีส่วนร่วม/p pบัณฑิต ธนชัยเศรษฐวุฒิ นักวิชาการมูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน กล่าวว่าการปฏิรูประบบประกันสังคมนั้นเดิมอยู่ในรัฐบาลประชาธิปไตย และมีความพยายามหลายครั้งที่จะปฎิรูปภายใต้รัฐบาลรัฐประหารแต่ไม่เคยได้ ซึ่งตามประวัติศาสตร์การรัฐประหารไม่เคยสร้างกฏหมายที่ดีให้กับแรงงานเลย/p pประเด็นต่อมา ร่างพ.ร.บ.ประกันสังคม ฉบับที่จะเสนอเข้า สนช.พรุ่งนี้ได้ถูกร่างขึ้นช่วงปี 2548 และมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นช่วงปี 2549 ประมาณ 5 ครั้งและเมื่อปี 2550 และมีคุณมนัส โกศล เข้าเป็นสนช. การนำเสนอร่างกฏหมายนั้นก็มีการเสนอร่างประกบ โดยมีกำหนดให้สนช. 20 คนเสนอร่างกฏหมายได้ ไม่ใช่เหมือนปัจจุบันที่มีเพียงร่างเดียวไม่มีการเปิดช่องให้ประชาชนมีส่วนร่วม จึงคิดว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่คิดที่จะสร้างขบวนการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ถึงไม่ฟังเสียงทักท้วงของประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/W4IXhTrPFvg" height="1" width="1"/

มติ สปช. ได้ 20 กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแล้ว

Thu, 30/10/2014 - 00:06
pสภาปฏิรูปแห่งชาติลงมติได้ 20 รายชื่อ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้ว มานิจ, ถวิลวดี, คำนูณ, เอนก, ทิชา, จรัส, ไพบูลย์, มีชัย เป็นต้น 30 ต.ค.นี้ เลือกจาก สนช. อีก 5 คน/p p!--break--!--break--/p p29 ต.ค.2557 ณ ห้องประชุมรัฐสภา ชั้น 2 อาคารรัฐสภา1 มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบรายชื่อผู้ที่มีความเหมาะสมเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน20คน โดยนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ว่าที่ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ทำหน้าที่ประธานการประชุม จากนั้นประธานการประชุมได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่ามีผู้สมัครเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งสิ้น 31 คน จากทั้งหมด 32 คนที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเรียบร้อยแล้ว เนื่องจากนายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ส่งหนังสือขอถอนตัวจากการสมัคร ซึ่งที่ประชุมได้เปิดโอกาสให้ผู้สมัครได้แนะนำตัวต่อที่ประชุมคนละ 2 นาที เมื่อผู้สมัครได้แนะนำตนเองแล้ว สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้ทยอยลงคะแนนลงคะแนนเลือกตั้งตามลำดับจนครบ ผลการนับคะแนนผู้ที่ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในสัดส่วนของสภาปฏิรูปแห่งชาติ จำนวน 20 คนมีดังนี้/p p1.นายมานิจ สุขสมจิตร ด้านสื่อสารมวลชน/p p2.นายประชา เตรัตน์ สปช.ภาคกลางและภาคตะวันออก/p p3. นางถวิลวดีnbsp;บุรีกุล ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน/p p4. นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา ด้านสังคม/p p5. นายเชิดชัย วงศ์เสรี สปช.ภาคใต้/p p6. พลโท นคร สุขประเสริฐ สปช.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ/p p7. พลเอกเลิศรัตน์ รัตนวานิช ด้านพลังงาน/p p8. นายจุมพล สุขมั่น สปช.ภาคเหนือ/p p9. นายวุฒิสาร ตันไชย ด้านการปกครองท้องถิ่น/p p10. นายคำนูณ สิทธิสมาน ด้านกฏหมายและกระบวนการยุติธรรม/p p11. นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ด้านการเมือง/p p12. นางทิชา ณ นคร ด้านการศีกษา/p p13. นางนรีวรรณ จินตกานนท์ ด้านเศรษฐกิจ/p p14. นายจรัส สุวรรณมาลา ด้านการปกครองท้องถิ่น/p p15. นายไพบูลย์ นิติตะวัน ด้านการเมือง/p p16. นางสาวสุภัทรา นาคะผิว ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม/p p17. นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม/p p18. นายชูชัย ศุภวงศ์ ด้านการเมือง/p p19. พลโทนาวิน ดำริกาญจน์ ด้าน อื่นๆ/p p20. นายมีชัย วีระไวทยะ ด้านการศึกษา/p pในส่วนของสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้น นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เปิดเผยว่า 30 ต.ค.นี้ จะคัดเลือก สนช. 5 คน เข้าไปเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ/p pnbsp;/p pสำหรับที่มาของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ นั้น ตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มาตรา 32 บัญญัติไว้ว่า/p pให้มีคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นคณะหนึ่งเพื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยกรรมาธิการจำนวน 36 คน ซึ่งประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติแต่งตั้งจากบุคคลดังต่อไปนี้/p p(1) ประธานกรรมาธิการตามที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเสนอ/p p(2) ผู้ซึ่งสภาปฏิรูปแห่งชาติเสนอ จำนวน 20 คน/p p(3) ผู้ซึ่งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี และคณะรักษาความสงบแห่งชาติเสนอฝ่ายละ 5 คน/p pการแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญตามวรรคหนึ่ง ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่มีการเรียกประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติเป็นครั้งแรก/p pในกรณีที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่งไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ โดยให้ถือว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญประกอบด้วยกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเท่าที่เหลืออยู่ แต่ให้ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติแต่งตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแทนตำแหน่งที่ว่างตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในวรรคหนึ่งภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพ้นจากตำแหน่งให้นำความในมาตรา ๑๘ มาใช้บังคับแก่การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยโดยอนุโลม/p pemspan style="color:#696969;"เรียบเรียงจาก /spana href="http://www.tnamcot.com/2014/10/29/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99-%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%8A-%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B8%E0%B8%A1-12-%E0%B8%9E-%E0%B8%A2-%E0%B8%9E/"span style="color:#696969;"สำนักข่าวไทย/span/aspan style="color:#696969;", /spana href="http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1414581885"span style="color:#696969;"มติชนออนไลน์/span/a/em/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/10/55889" target="_blank"สแกนใครเป็นใครใน สปช. : สภาปฏิรูปนายทุนขุนนางและนกหวีด/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/KQN6UrLKw2A" height="1" width="1"/

จำคุก 1 – 7 ปี ชาวปกาเกอะญอ 24 คน -ปรับอีก 15 คน ฐานครองครอบไม้หวงห้าม

Thu, 30/10/2014 - 00:01
pศาลจังหวัดแม่สะเรียง ตัดสินจำคุก 1-7 ปี ชาวปกาเกอะญอ 24 คน สั่งปรับ 10,000 – 20,000 บาท 15 คน หลังเจ้าหน้าที่พบว่าชาวบ้านมีไม้สักในครอบครองnbsp; ด้านชาวบ้านแย้งเป็นไม้ที่สะสมมานาน และไม่ได้เก็บไว้ค้าขายเชิงพาณิชย์/p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7577/15473310919_1c171cf561.jpg" style="width: 500px; height: 300px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ffa500;"(รูปภาพจาก เพจเฟซบุ๊กจับตาผลกระทบจากแผนแม่บทป่าไม้ฯ)/span/p p29 ต.ค. 57nbsp; ที่ศาลจังหวัดแม่สะเรียง เวลาประมาณ 09.00น. ผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษาคดี กรณีชาวบ้านกะเหรี่ยง หรือปกาเกอะญอ หมู่บ้านทุ่งป่าคา ต.แม่ลาหลวง nbsp;อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน จำนวน 39 คน มีไม้สักหวงห้ามไว้ในครอบครอง โดยมีคำตัดสินว่า ให้ชาวบ้าน 24 คน ต้องโทษจำคุก 1-7 ปี ไม่รอลงอาญา และอีก 15 คน ให้จ่ายค่าปรับคนละ 10,000 – 20,000 บาท ตามจำนวนไม้ที่ครอบครอง โดย 2 คนในจำนวน 15 คนเสียชีวิตศาลจะมีคำตัดสิน/p pa href="http://4laws.info/2014/10/24/627/"เว็บพลิกฟื้นผืนดินไทย /aระบุว่า คดีดังกล่าวเป็นผลพวงมาจากนโยบายปราบปรามไม้สาละวิน โดยเมื่อวันที่ 4 พ.ค.57 เจ้าหน้าที่ทหารสนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่กรมอุทยานแห่งชาติและสัตว์ป่าพร้อมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่เข้าตรวจสอบไม้สัก ในหมู่บ้านทุ่งป่าคา และพบไม้สักอยู่ในการครอบครองของชาวบ้าน จึงได้ดำเนินคดีกับชาวบ้านที่เป็นเจ้าของไม้ อย่างไรก็ตามชาวบ้านในพื้นที่ได้ให้เหตุผลว่าไม้ที่พบนั้นเป็นไม้ที่เตรียมสำหรับต่อเติมบ้านเท่านั้น ไม่ได้ครอบครองไว้เพื่อการค้าขายให้นายทุนแต่อย่างใด โดยชาวบ้านในพื้นระบุว่าในจำนวนชาวบ้านที่ถูกดำเนินคดี 39 ราย มีเพียง 2 รายที่อาจมีส่วนเกี่ยวพันกับขบวนการค้าไม้ในพื้นที่จริง/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3935/15657256691_02099b1816.jpg" style="width: 400px; height: 500px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ffa500;"พิธีฝังศพแซะวา ต้นตระกูลเงิน ตามธรรมเนียมชาวปกาเกอะญอ (รูปภาพจาก เว็บพลิกฟื้นผืนดินไทย )/span/p pเว็บพลิกฟื้นผืนดินไทย ระบุด้วยว่า ในระหว่างช่วงรอการพิจารณาคดีนั้น เมื่อวันที่ 20 ต.ค. 57 นายแซะวา ต้นตระกูลเงิน อายุ 47 ปี หนึ่งในชาวบ้านที่ถูกจับกุมเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาและไม่มีเงินประกันตัวในช่วงแรก ระหว่างถูกคุมขังเขามีโรคประจำตัวและมีสภาวะความเครียดสูงทำให้สภาพร่างกายอ่อนแอลงจนทำให้อาการทรุดหนักตั้งแต่อยู่ในเรือนจำ แม้ในช่วงต่อมาได้รับการประกันตัวออกมาจากหลักทรัพย์ที่ครอบครัวไปกู้ยืมมาได้แล้วก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถฟื้นฟูสภาพจิตใจและร่างกายได้ ต่อมาไม่นานเขาได้เสียชีวิตลงในขณะที่ลูกชายของเขายังคงถูกคุมขังอยู่ในคดีเดียวกันนี้/p pขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 23 ต.ค.ที่ผ่านมา นางซอนแต อายุ 70 ปี หนึ่งในชาวบ้านที่ตกเป็นผู้ต้องหาก็ได้เสียชีวิตลงก่อนที่จะมีคำพิพากษาของศาล โดยที่ก่อนหน้านี้เธอเป็นผู้พิการไม่สามารถเดินได้/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3942/15039193154_425998c3da.jpg" style="width: 376px; height: 500px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ffa500;"นางซอนแต (รูปภาพจาก เพจเฟซบุ๊กพลิกฟื้นแผ่นดินไทย)/span/p pทั้งนี้ ชาวบ้านทั้ง 39 ราย ส่วนใหญ่เป็นราษฎรผู้ยากไร้และมีรายได้น้อย และเป็นกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงหรือปกาเกอะญอ ที่มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมความเชื่อที่ผูกพันและพึ่งพิงกับป่า คนปกาเกอะญอส่วนหนึ่งมักสะสมไม้เพื่อใช้ซ่อมแซมบ้านเรือน ซึ่งเป็นไม้ที่มาจากการยืนต้นตาย ไม้ล้มหมอนนอนไพร จากในป่า และบางครอบครัวสะสมไม้มาหลายสิบปี/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/7D8vko_j2PE" height="1" width="1"/