ประชาไท

Syndicate content
Updated: 12 min 42 sec ago

'ผู้ตรวจการแผ่นดิน' ค้านควบรวม 'กรรมการสิทธิ์'

Fri, 17/04/2015 - 17:09
divผู้ตรวจการแผ่นดินแถลงย้ำจุดยืนไม่เห็นด้วยควบรวมกับ กสม. วอน กมธ. ยกร่างฯ และผู้เกี่ยวข้องทบทวน nbsp;ยืนยันงานไม่ซ้ำซ้อน ชี้ ควบรวมมีผลเสียมากกว่าผลดี nbsp;จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div17 เม.ย. 2558 a href="http://www.tnamcot.com/164601"สำนักข่าวไทย/aรายงานว่านายศรีราชา วงศารยางกูร ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน พร้อมด้วย พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ นายบูรณ์ ฐาปณดุลย์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน และนายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน แถลงย้ำจุดยืนไม่เห็นด้วยที่จะให้ควบรวมสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตามความเห็นของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ/div divnbsp;/div divนายศรีราชา กล่าวว่า ต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่เพื่อประชาชน nbsp;การไม่ควบรวมน่าจะเป็นแนวทางที่ดีที่สุด เนื่องจากจะมีแนวโน้มให้ทำงานไม่เป็นอิสระเหมือนเดิมและยากขึ้น และมีสิ่งที่ขัดกัน ทั้งเรื่องอำนาจและการบริหารภายในองค์กร อาจเกิดปัญหา 2 มาตรฐาน และว่า ที่ผ่านมามีกรรมาธิการหลายคณะเชิญผู้ตรวจการฯ ไปชี้แจง ซึ่งได้ยืนยันจุดยืนไปว่า ไม่เห็นด้วยกับการควบรวม/div divnbsp;/div div“ไม่ใช่เราไม่ฟังเสียงกรรมาธิการยกร่างฯ แต่เราแสดงเหตุผลที่เราเห็นตรงกับ กสม. ตอนนี้ถือว่าเราลงเรือลำเดียวกัน คือไม่เห็นด้วยให้ควบรวม บทบาทของ 2 องค์กร ไม่มีส่วนไหนซ้ำซ้อน มีเพียงเชื่อมโยงคาบเกี่ยวเล็กน้อย เรากับ ป.ป.ช.และสตง. ยังถือว่าทำงานซ้ำกันมากกว่า แต่การประสานงานกัน ทำให้การทำงานไม่มีปัญหา” นายศรีราชา กล่าว/div divnbsp;/div divนายศรีราชา กล่าวว่า การควบรวมจะทำให้ความมีตัวตนหรืออัตลักษณ์ขององค์กรหายไป และทั่วโลกถึงร้อยละ 90 ไม่มีการควบรวม ขณะที่ ในเวทีอาเซียน ไทยได้รับเกียรติเป็นประธานสมาคมผู้ตรวจการแผ่นดินแห่งเอเชีย หากมีการยุบรวม ไทยจะไม่อยู่ในสมาคม โอกาสที่จะสามารถทำได้ดีในสายตาชาวโลกก็จะเสียไป/div divnbsp;/div div“นอกจากนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินยังได้รับการยอมรับจากสถาบันผู้ตรวจการแผ่นดินโลก (IOI) ที่มีสมาชิกกว่า 150 ประเทศ จัดการประชุม World conference ปีหน้า ซึ่งน่าเสียดายงาน ที่ต่างประเทศให้การยอมรับ และชื่อเสียงเกียรติยศจะหายไป ขณะนี้ มีหลายประเทศสอบถาม หลังรับทราบข่าว” นายศรีราชา กล่าว/div divnbsp;/div divนายศรีราชา กล่าวว่า เหตุผลหนึ่งของการควบรวม ที่ระบุว่าจะประหยัดงบประมาณ ก็ไม่จริง เพราะทั้ง 2 องค์กรได้รับงบประมาณไม่มากนัก และการที่จะมีองค์กรใหม่ขึ้นมา จะทำให้ต้องเพิ่มงบประมาณมากขึ้น และว่า การเพิ่มบทบาทอำนาจการทำงานของผู้ตรวจการแผ่นดิน จะทำให้เพิ่มศักยภาพการทำงาน แต่การรวมกันอาจทำให้ศักยภาพลดลง เพราะมีความแตกต่างกัน ดังนั้น ควรคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนที่จะได้รับมากกว่าสิ่งอื่น/div divnbsp;/div divด้าน นายรักษเกชา กล่าวว่า หากควบรวมกัน ความคล่องตัวในการแก้ปัญหาจะสะดุด และอาจมีการละเมิดสิทธิของเจ้าหน้าที่ด้วยกันเอง และจะส่งผลกระทบหลายด้านชัดเจน จึงต้องการให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและผู้เกี่ยวข้องทบทวนอีกครั้ง ให้คง 2 องค์กรไว้ดังเดิม และไปเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้ดีขึ้น/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/VOsLI-gOBPk" height="1" width="1" alt=""/

ทีดีอาร์ไอแนะเสริมเข้มองค์กรอิสระ สร้างจุดโฟกัส ลดความตึงตัว

Fri, 17/04/2015 - 16:58
p!--break--!--break--/p div17 เม.ย. 2558 นายธิปไตร แสละวงศ์ นักวิจัยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ กล่าวถึงการวิจัยเรื่อง “การปรับปรุงโครงสร้างองค์กรอิสระเพื่อต่อต้านคอร์รัปชัน” โดยศึกษาในส่วนของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ระบุว่า ประเทศไทยได้รับคะแนนจากการจัดทำ “ดัชนีงบประมาณโปร่งใส” (Open Budget Index 2012) เพียง 35 จาก 100 คะแนน ซึ่งสะท้อนว่า ในภาพรวมของความโปร่งใสในกระบวนการกำหนด จัดสรร และตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในเรื่องนี้ ประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่ “แย่” อย่างไรก็ดี แม้คะแนนในภาพรวมจะไม่น่าพอใจนัก แต่ประเทศไทยก็ยังทำได้ดีในเรื่องของการมีองค์กรตรวจสอบการใช้งบประมาณ ซึ่งหมายถึง สตง. ที่เข้มแข็ง โดยไทยได้คะแนน 67 จาก 100 คะแนนในส่วนนี้/div divnbsp;/div divความเข้มแข็งดังกล่าวของ สตง. นั้น มาจากความเป็นอิสระภายในองค์กรที่อยู่ในระดับมาตรฐานสากล ทั้งนี้ หากยึด “หลักความเป็นอิสระ 8 ประการของ INTOSAI” (International Organization of Supreme Audit Institutions) เป็นเกณฑ์เพื่อประเมิน สตง. ไทย จะพบว่า สตง. มีกฎหมายรับรองความเป็นอิสระ มีคณะผู้บริหาร ซึ่งหมายถึง คตง. และ ผู้ว่าการ สตง. ที่มาจากกระบวนการสรรหาที่โปร่งใส และมีอำนาจในการเข้าถึงข้อมูลระหว่างตรวจสอบและกำหนดทิศทางการทำงานของตนเองได้ อย่างไรก็ดี จุดอ่อนของ สตง. ไทยยังคงอยู่ที่ หนึ่ง การเปิดเผยข้อมูลการตรวจสอบประจำปีที่ล่าช้า อันมีสาเหตุมาจากการที่ต้องคอยรัฐสภาและรัฐบาลพิจารณารายงานดังกล่าวก่อน และ สอง ทรัพยากรบุคคลและงบประมาณที่จำกัด/div divnbsp;/div divนักวิจัยทีดีอาร์ไอยังระบุอีกว่า แม้ สตง.เป็นองค์กรที่มีความสำคัญในการตรวจสอบทุจริต แต่ปัจจุบัน มีอำนาจเพียงการปรับโทษทางปกครอง แต่ไม่สามารถดำเนินคดีอาญากับผู้ทุจริตได้ แต่หากมองกว้างๆ ปัญหาขององค์กรอิสระทั่วไปของไทยคล้ายๆกับ สตง.นั่นคือ มีภาระงานค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับจำนวนบุคลากรและงบประมาณในการดำเนินงานส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการทำงาน/div divnbsp;/div divทั้งนี้ นักวิจัยทีดีอาร์ไอมีข้อเสนอแนะสำหรับอำนาจการบริหารงานว่า สตง. อาจจัดจ้างหน่วยงานภายนอก (Outsource) มาร่วมทำหน้าที่ในงานตรวจสอบเฉพาะทาง โดยเฉพาะการประเมินความคุ้มค่าของโครงการต่างๆ ที่ลักษณะเฉพาะ และ สตง. ควรมีอำนาจยับยั้งการเบิกจ่ายงบประมาณในระดับหนึ่ง เช่นเดียวกับฎระเบียบการจ้างในส่วนของอัตราเงินเดือนของพนักงาน สตง.ควรกำหนดอัตราการจ้างงานที่สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีทักษะให้เข้ามาร่วมงาน ซึ่งจะทำให้การทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะที่ในด้านความรับผิดชอบต่อประชาชน โดยเฉพาะการเปิดเผยรายงานผลการตรวจสอบหน่วยงานรัฐ ควรมีการกำหนดให้รัฐสภาและรัฐบาลต้อง รับรองรายงานของ สตง. ภายในกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนและไม่นาน เช่น 3 เดือน เพื่อให้ สตง. เปิดเผยรายงานต่อประชาชนได้/div divnbsp;/div divทั้งนี้ สัดส่วนความเสียหายโดยมีสาเหตุมาจากการทุจริตคอร์รัปชันที่ สตง.ตรวจพบทั้งหมด ระหว่างปี พ.ศ. 2549-2553 พบว่า โครงการบ้านเอื้ออาทรพบการทุจริตมากที่สุดถึง 38% nbsp;โครงการรับจำนำข้าวเปลือก 25% โครงการกองทุนรวมเพื่อช่วยเกษตรกร 11% และโครงการยิบย่อยอื่นๆรวม 26% ซึ่งความเสียหายในระยะเวลา 5 ปีนั้น รวมมูลค่าทั้งสิ้น 150,675 ล้านบาท/div divnbsp;/div divสำหรับบทสรุปขององค์กรอิสระในด้านโครงสร้างนั้น นักวิจัยทีดีอาร์ไอได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า ควรมีความหลากหลายทั้งในเรื่องกรรมการสรรหา และกรรมการบริหาร ขณะเดียวกันควรมีการกำหนดวงเงินงบประมาณที่เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งอาจจะพิจารณาจากแหล่งรายได้ต่อหัวประชากรที่แน่นอนในกฎหมายและหน่วยงานราชการที่จัดสรรเงินเพื่อให้ สตง.ทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาล และที่สำคัญองค์กรเหล่านี้ ไม่ควรมีอุปสรรคในการสร้างความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อประชาชน เช่น การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนรับรู้ผลงานและรายละเอียดต่างๆที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนด้วย/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/KlldVx782tY" height="1" width="1" alt=""/

‘บิลลี่’ หายไป ใครต้องรับผิดชอบต่อการสอบสวนที่ล้มเหลว

Fri, 17/04/2015 - 13:55
!--break--!--break-- p17 เม.ย. 2558 มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้เปิดแถลงการณ์ ต่อกรณีการหายตัวไปของ พอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ เนื่องในโอกาสครบรอบหนึ่งปีที่เขาหายตัว โดยได้เผยให้เห็นเงื่อนปมของการหายตัวไปของ บิลลี่ และชี้ว่าการดำเนินการในกระบวนการยุติธรรมมีความล่าช้า เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานบางคนขาดความอิสระในการทำงาน และเรียกร้องให้ ผบตร. ออกมารับผิดชอบต่อกรณีการสอบสวนที่ไม่เป็นผลดังกล่าว และให้เปิดเผยข้อเท็จจริงจากสืบสวนสอบสวนกับญาติอย่างเป็นทางการเพื่อเคารพต่อสิทธิในการรับรู้ข้อมูลของญาติผู้เสียหาย/p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ff8c00;"แถลงการณ์ ครบรอบหนึ่งปี ใครต้องรับผิดชอบต่อการสืบสวนสอบสวน /span/strong/p p style="text-align: center;"strongspan style="color:#ff8c00;"กรณีการหายไปของบิลลี่ที่ล้มเหลว/span/strong/p pวันที่ 17 เมษายน nbsp;2558 เป็นวันครบรอบหนึ่งปีที่นายพอละจีหรือบิลลี่ รักจงเจริญได้ถูกบังคับให้หายตัวไปnbsp; เจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรแก่งกระจานได้รับแจ้งในวันที่ 18 เมษายน 2557 ว่านายพอละจีได้หายไปโดยญาติพี่น้องคาดว่าจะถูกบังคับให้หายสาบสูญnbsp;nbsp; ต่อมากองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ได้รับมอบหมายตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2557 ให้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนคดีเพื่อคลี่คลายคดีนี้ โดยมีข้อมูลและพยานหลักฐานว่านายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ได้ควบคุมตัวนายพอละจีไป แต่อ้างว่าได้ปล่อยตัวนายพอละจีไปแล้ว nbsp;nbsp;nbsp;นับแต่วันดังกล่าวเป็นเวลา 9 เดือนแล้วแต่ทางกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ก็ยังไม่สามารถคลี่คลายคดีได้nbsp; แม้มีพยานบุคคลและพยานแวดล้อมที่น่าเชื่อได้ว่ามีเจ้าหน้าที่บางคนบังคับให้นายพอละจีหายไปโดยไม่มีการปล่อยตัวตามที่นายชัยวัฒน์และเจ้าหน้าที่วนอุทยานแห่งชาติแก่กระจานกล่าวอ้างnbsp;nbsp; กรณีดังกล่าวอาจมีการซ่อนเร้นทำลายศพรวมทั้งมอเตอร์ไซค์ที่เกิดจากการกระทำของผู้มีอิทธิพลในพื้นที่nbsp;/p pการหายตัวไปของนายพอละจีเป็นกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรง เกิดขึ้นท่ามกลางความเสี่ยงของนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงที่ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิในที่ดินและที่อยู่อาศัยของตนเอง ครอบครัวและชุมชนชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิมที่อยู่อาศัยในพื้นที่ป่าแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรีก่อนการประกาศพื้นที่อุทยานแห่งชาติมาเป็นระยะเวลาเป็น 100 ปี/p pทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ได้ติดตามความคืบหน้าคดีนี้จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยทางผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ได้ส่งหนังสือตอบกลับมายังมูลนิธิผสานวัฒนธรรม เป็นเอกสารที่ตช. 0022.173/2135 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2558 พร้อมแนบบันทึกข้อความที่ ตช. 0022 (พบ) 63/ 632 ลงวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2558 มีเนื้อหาแต่เพียงว่า ทางพนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วและได้ส่งสำนวนสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติมไปยังเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) โดยปปท. ได้รับเรื่องกล่าวโทษนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษรจากสถานีตำรวจภูธรแก่งกระจานมาตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2557 (คดีปปท.ที่ 2013/57)nbsp; ในหนังสือจากผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 7 ขณะนั้นระบุว่าคดีนี้ทางตำรวจภูธรภาค 7 ให้ความสำคัญ เนื่องจากเป็นคดีที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้ความสนใจ ... ประกอบกับมีพยานหลักฐานต่างๆnbsp; ที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงในคดีที่จะต้องรวบรวมเป็นจำนวนมาก... และได้ส่งสำนวนการสืบสวนสอบสวนเป็นเอกสารจำนวน 364 แผ่นเพื่อรวมสำนวน/p pอีกทั้งประกอบกับข้อมูลที่เปิดเผยต่อคณะอนุกรรมการด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2558 ว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีหลักฐานเชื่อได้ว่าไม่มีการปล่อยตัวนายพอละจี ในวันเกิดเหตุตามที่เจ้าหน้าที่อุทยานแก่งกระจานกล่าวอ้างทั้งพยานสำคัญอย่างน้อยที่สุดสองรายก็ได้ยืนยันข้อมูลนี้nbsp;nbsp; ดังนั้นเท่ากับภายใต้การกำกับดูแลของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีข้อมูลที่เชื่อได้ว่ามีการบังคับให้บุคคลสูญหายจริงกล่าวคือการจับกุม ควบคุมตัวนายพอละจีโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ปฏิเสธไม่ยอมรับว่ามีการควบคุมตัวnbsp; nbsp;/p pจากการติดตามกรณีการหายตัวไปของนายพอละจี แม้ว่าองค์กรสิทธิมนุษยชนทั้งในและระหว่างประเทศ หลายแห่งรวมทั้งจากคณะทำงานเรื่องคนหายขององค์กรสหประชาชาติและคณะกรรมการขององค์กรสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทรมานได้ติดตามอย่างใกล้ชิด นั้นพบว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้การสืบสวนสอบสวนคดีการหายตัวไปของนายพอละจีหรือบิลลี่ รักจงเจริญเป็นไปอย่างล่าช้า อาจแสดงให้เห็นถึงความไม่มีประสิทธิภาพและไม่เป็นอิสระ แม้เจ้าหน้าที่บางคนจะพยายามสืบสวนสอบสวน แต่อาจยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างจริงจัง nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;/p pการส่งสำนวนไปที่ปปท. เป็นการดำเนินการที่เบี่ยงเบนประเด็นการสืบสวนสอบสวนที่เป็นสาระสำคัญของการคลี่คลายคดีคนหาย เลี่ยงการต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการในการสืบหาบุคคลสูญหาย เพราะการสอบสวนของปปท.เป็นเพียงข้อหาปฎิบัติหน้าที่ไม่ชอบของเจ้าหน้าที่ ซึ่งคนละประเด็นกับการสอบสวนกรณีบังคับบุคคลให้สูญหาย nbsp;nbsp;ทางมูลนิธิผสานวัฒนธรรมจึงขอเรียกร้องผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบตร.)รับผิดชอบต่อการสืบสวนสอบสวนที่ไม่เป็นผลนี้โดยการดำเนินการอย่างถึงเร่งด่วน อย่างจริงจังและสุดความสามารถในการคลี่คลายคดีการหายตัวไปของนายพอละจีหรือบิลลี่ พร้อมกันนั้นให้เปิดเผยข้อเท็จจริงจากสืบสวนสอบสวนกับญาติอย่างเป็นทางการเพื่อเคารพต่อสิทธิในการรับรู้ข้อมูลของญาติผู้เสียหาย/p pอย่างไรก็ดีการดำเนินการสืบสวนสอบสวนดังกล่าวอาจประสบกับความยากลำบากในการสืบหาพยานหลักฐาน อิทธิพลท้องถิ่น ความหวาดกลัวของพยาน ภูมิประเทศของสถานที่เกิดเหตุ เป็นต้น แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นกลไกสำคัญในกระบวนการยุติธรรมและเป็นที่พึ่งของญาติ เพื่อน และประชาสังคมทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งเป็นบุคคลผู้มีบทบาทสำคัญในการที่จะพิสูจน์ได้ว่าประเทศไทยมีความจริงใจ ในการใช้ศักยภาพของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถในการคลี่คลายคดีสำคัญดังกล่าว/p pนอกจากนี้ จากคดีการบังคับให้สูญหายเช่นกรณีนายสมชาย นีละไพจิตร และกรณีนายบิลลี่ข้อจำกัดทางกฎหมายทำให้คนผิดยังคงลอยนวลญาติไม่ได้รับการเยียวยาnbsp; มูลนิธิผสานวัฒนธรรมเสนอให้รัฐบาลไทยต้องกำหนดให้กรณีมีการบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นความผิดทางอาญาและแม้ว่าจะไม่สามารถพบศพของผู้สูญหายได้ก็ตามโดยเร็ว/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/jcLrjjfKzP0" height="1" width="1" alt=""/

ไฟใต้ช่วงสงกรานต์แรง 10 วัน 17 เหตุ ตาย 18 ภาคประชาสังคมวอนหยุดทำร้ายผู้บริสุทธิ์ เร่งหาความจริง

Fri, 17/04/2015 - 13:31
!--break--!--break-- pเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพเผยจดหมายเปิดผนึกไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่เกินกว่าเหตุและไม่รอบคอบของเจ้าหน้าที่รัฐพร้อมกับแสดงความกังวลว่าจะมีการก่อเหตุรุนแรงอย่างต่อเนื่องโดยกลุ่มนิยมความรุนแรงต่อเป้าหมายอ่อนโดยเฉพาะชาวพุทธที่เป็นคนส่วนน้อยในพื้นที่/p pจดหมายดังกล่าวได้ยกกรณีความรุนแรงตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2558 ว่ามีการก่อเหตุ 10 ครั้ง โดยวันที่ 8 เมษายนเกิดเหตุยิงคนไทยพุทธที่ อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา มีผู้หญิงเสียชีวิต 2 ราย และบาดเจ็บ 1 คน วันที่ 11 เมษายนคนร้ายบุกยิงชาวไทยพุทธ 3 รายที่บ้านตาแกะ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี มีผู้หญิงเสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บ 2 ราย และล่าสุดวันที่ 12 เมษายนคนร้ายยิงและเผาบ้านคนไทยพุทธเสียชีวิต 4 ราย ที่ อ.สุคีริน จ.นราธิวาส/p pเครือข่ายชาวพุทธเพื่อสันติภาพเรียกร้องต่อผู้ที่มีส่วนในการแก้ปัญหาให้เพิ่มการรักษาความปลอดภัยชุมชนที่มีพี่น้องไทยพุทธและมุสลิมอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นพิเศษ โดยร่วมกันทำงานร่วมกับผู้นำท้องถิ่นและชาวบ้านอย่างจริงจัง และยังเรียกร้องให้มีการพูดคุยในระดับท้องถิ่นเพื่อหยุดการกระทำรุนแรงต่อเป้าหมายอ่อนแอ/p pในจดหมายยังเรียกร้องให้เร่งสร้างความเข้าใจในหมู่คนไทยพุทธเพื่อไม่ให้ทิ้งถิ่นฐานและให้การช่วยเหลือที่เหมาะสมกับคนที่ต้องการย้ายถิ่นออกจากพื้นที่ และยังเรียกร้องต่อกลุ่มก่อเหตุรุนแรงให้ยุติความรุนแรงต่อผู้บริสุทธิ์และชาวไทยพุทธ เพราะวิธีการเหล่านี้จะไม่มีทางชนะในทางการเมืองการปกครองต่อรัฐไทยและหากผู้ที่กระทำเป็นมุสลิมก็จะได้รับการลงโทษจากพระผู้เป็นเจ้าอย่างแสนสาหัส/p pด้านนางอังคณา นีละไพจิต ประธานมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพออกแถลงการณ์ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บทุกคน โดยมีข้อเรียกร้องและข้อเสนอแนะต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 4 ข้อ โดยสรุปคือ 1.กองกำลังติดอาวุธทุกฝ่ายต้องยุติการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะผู้หญิง เด็ก เยาวชนและผู้สูงอายุ/p p2.รัฐต้องสืบสวนข้อเท็จจริงของทุกเหตุการณ์ เพื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษ 3.รัฐบาล ภาคประชาสังคม รวมถึงผู้นำทุกศาสนาต้องร่วมกันหาทางยุติความรุนแรง และป้องกันการสร้างความเกลียดชัง เพื่อเร่งสร้างมาตรการคุ้มครองชีวิตผู้บริสุทธิ์ และ 4.เร่งให้มีการเยียวยา ฟื้นฟูสภาพจิตใจครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ รวมถึงสังคมที่เกิดเหตุรุนแรง/p p“มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพเชื่อมั่นว่าปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะยุติได้หากทุกฝ่ายเคารพกฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน หลักการศาสนา และเคารพในสิทธิ ศักดิ์ศรี และคุณค่าความเป็นมนุษย์ของบุคคลทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน”/p pนางอังคณา ระบุด้วยว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม 2557 จนถึงปัจจุบันมีผู้หญิงถูกสังหารจากสถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้แล้ว 57 คน แทบทั้งหมดเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย การปล่อยให้ผู้กระทำผิดลอยนวลเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม/p pnbsp;/p pspan style="color:#ff8c00;"strongไฟใต้ 10 วัน 18 ศพ/strong/span/p pสำหรับเหตุรุนแรงในรอบ 10 วันที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับช่วงสงกรานต์พบว่า มีเหตุรุนแรงถึง 17 เหตุการณ์ ตาย 18 คน เป็นผู้หญิง 6 คน บาดเจ็บ 13 คน เป็นผู้หญิง 6 คน เช่น เหตุคนร้ายยิงสามีภรรยาขณะกรีดยางใน อ.ยะหา จ.ยะลา ส่วนที่อ.สุคิริน จ.นราธิวาส คนร้ายมัดมือจ่อยิงราษฎรไทยพุทธ 4 คน ขณะที่ อ.มายอ จ.ปัตตานี มีเหตุลอบยิงผู้ใหญ่บ้านเสียชีวิต ส่วนคนร้ายถูกยิงสวนดับ 2 ราย แต่เหตุการณ์น่าจะเป็นเรื่องส่วนตัว ล่าสุดเป็นเหตุลอบยิงปลัดอบต.หญิงบาดเจ็บ/p pสรุปเหตุรุนแรงในรอบ 10 วันที่ผ่านมามีดังนี้ 16 เมษายน 2558 เวลา 09.15 น. คนร้ายใช้อาวุธปืน M16 ยิงนางอรสา เงินมาก อายุ 40 ปี ปลัด อบต.ตันหยงลิมอได้รับบาดเจ็บขณะขับรถเก๋งฮอนด้า รุ่นแจ๊ซ สีเทา ทะเบียน กษ 3507 สงขลา บนถนนหน้าที่ทำการ อบต.ตันหยงลิมอ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส โดยคนร้าย 2 คน ขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบยิง 3 นัดซ้อนถูกบริเวณหัวไหล่ แต่นางอรสาได้ฝืนใจขับรถไปจอดหน้าฐานปฏิบัติการของทหารซึ่งอยู่ห่างออกไป 500 เมตรเพื่อขอความช่วยเหลือได้/p pเวลา 11.45 น. คนร้ายขับรถกระบะอีซูซุสีดําใช้ปืนพกยิงราษฎรบาดเจ็บ 2 ราย คือ นายธีรยุทธ จันทรัมพร อายุ 31 ปี อยู่ ม.1 ต.มะเร็ต อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และน.ส.ไลลา สะตาปอ อายุ 22 ปีอยู่ ม.6 ต.กายูคละ อ.แว้ง จ.นราธิวาส ขณะขับรถเก๋งมาสด้า สีเทา พร้อมเพื่อนอีก 2 คน เดินทางมาจาก อ.เกาะสมุย จะไป ต.มูโนะ อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส เหตุเกิดบนถนนสาย 4084 นราธิวาส – สุไหงโก-ลก บ้านบางน้อย ม.4 nbsp;ต.เจ๊ะเห อ.ตากใบ จ.นราธิวาส/p p15 เมษายน 2558 เวลา 17.30 น.คนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ใช้ปืนพกขนาด 9 มม. ยิงนายหะมะบีดี เซ็งสาเมาะ อายุ 47 ปี สมาชิกเทศบาลตำบลต้นไทร ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เสียชีวิต เหตุเกิด ขณะปั่นจักรยานออกกำลังกายมาตามถนนสาย 42 บ้านละหาร ม.5 ต.ละหาร อ.สายบุรี จ.ปัตตานี/p p13 เมษายน 2558 คนร้ายใช้อาวุธปืนยิง นายบาราเฮง ลาแล อายุ 54 ปี และนางมลีวัลย์ แดเบาะ อายุ 52 ปี สองสามีภรรยาเสียชีวิตในสวนยางพาราของตนเองที่บ้านซีเซะใน ม.5 ต.บาโร๊ะ อ.ยะหา จ.ยะลา/p pเวลา 08.15 น.คนร้าย 2 คนขี่รถจักรยานยนต์ใช้ปืนพกยิงนายอนุรักษ์ สาและ อายุ 53 ปี ชาวบ้าน ม.3 ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาสเสียชีวิต ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ไปทำงานก่อสร้างก่อสร้างที่โรงเรียนบ้านนาดา เหตุเกิดบนถนนภายในหมู่บ้านนาดา ม.3 ต.รือเสาะ/p pเวลา 16.50 น.คนร้าย ใช้อาวุธปืนสงคราม ยิงทหารพรานบาดเจ็บ 1 นาย และราษฎรบาดเจ็บ 2 ราย ชื่ออส.ทพ.สุกรี หนูเส็น นายกิตติศักดิ์ กามินทร์ อายุ 25 ปี และ น.ส.สุวาริน กันทะนิด อายุ 24 ปี ทั้งหมดเป็นญาติกันอาศัยอยู่ใน ต.สุคิริน อ.สุคิริน จ.นราธิวาส เหตุเกิดที่บ้านไอร์บาลอ ม.3 ต.ช้างเผือก อ.จะแนะ จ.นราธิวาส/p pเวลา 19.50 น.เกิดเหตุระเบิดบริเวณลาดจอดรถ อุทยานน้ำตกทรายขาว ม.5 ต.ทรายขาว อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ไม่ผู้ใดได้รับบาดเจ็บ/p pเวลา 21.41 น. คนร้ายยิงนายสารีมันส์ ตาเห อายุ 36 ปี ชาวบ้าน ม.7 ต.บาโงโต อ.ระแงะ จ.นราธิวาส กระสุนถูกสะโพก 1 นัด บาดเจ็บสาหัส ขณะยืนคุยโทรศัพท์หน้าบ้าานเลขที่ 66 บ้านกูวิง ม.1 ต.สาคอใต้ อ.มายอ จ.ปัตตานี/p p12 เมษายน 2558 เวลา 18.10 น.คนร้ายกราดยิงบ้านเรือนราษฎรไทยพุทธ บ้านน้อมเกล้า ม.12 ต.สุคิริน อ.สุคิริน จ.นราธิวาส เสียชีวิต 4 ราย คือ 1.นางอารี รัตนะ 2.นายสมนึก รัตนะ เป็นสองแม่ลูก 3.นายจูน อีเอิน 4.นางดำ อีเอืน สองสามีภรรยา ลักษณะการก่อเหตุเป็นการมัดมือไพล่หลังแล้วจ่อยิงด้วยอาวุธปืน/p pเวลา 00.30 น.คนร้าย 2 คน ลอบยิงนายมะสือกรี ดือรานิง อายุ 45 ปี ผู้ใหญ่บ้านรานอ หมู่ที่ 4 ต.กระหวะ อ.มายอ จ.ปัตตานี ขณะตระเวนดูแลความปลอดภัยหมู่บ้าน นายอาหามา ดาโอ๊ะ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตามหลังใช้อาปืนลูกซองยิงตอบโต้ทำให้คนร้ายเสียชีวิต 2 คน คือนายหาแว นาแว และนายบอเฮง ตาเย๊ะ คาดว่าสาเหตุมาจากความขัดแย้งการเมืองท้องถิ่น/p p11 เมษายน 2558 เวลา 12.30 น. คนร้ายลอบวางระเบิด ชป.ร้อย ปืนเล็กที่ 4 ฉก.นราธิวาส 31 ทำให้ทหารได้รับบาดเจ็บ 2 ราย เหตุเกิดที่จุดกลับรถ ถนนสาย 4057 บ้านสะหริ่ง หมู่ที่ 1 ต.โฆษิต อ.ตากใบ จ.นราธิวาส/p pเวลา 18.55 น. คนร้าย 2 คน ใช้อาวุธปืนสงครามกราดยิงนางสวย สุขขี เสียชีวิต ส่วนนางกลทิพย์ สุขขี อายุ 55 ปี และนายสุบิน สุขขี บาดเจ็บ เหตุเกิดที่บ้านเลขที่ 44 ม.4 ต.ตาเกะ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี/p pเวลา 21.10 น.เกิดระเบิดขึ้นบริเวณริมถนนสาย 4157 ม.5 ต.ปะนาเระ อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี ทำให้ ส.ต.อ.สหรัฐ ไชยนุ้ย อายุ 30 ปี และนางสาวณัฐนรี สิทธิโพธิ์ อายุ 19 ปี ได้รับบาดเจ็บ/p p10 เมษายน 2558 เวลา 22.00 น. คนร้ายใช้อาวุธปืน Ak47 ยิงนายมอฮามะรุสดี สะแมดัม อายุ 32 ปี 2.นายมาหามะดลาอิ แปแนะ อายุ 37 ปีและ 3.นายอุสมาน ยาโงะ อายุ 37 ปี เสียชีวิต ส่วนนายซานูซี สะแม อายุ 25 ปี ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดที่กระท่อมร้าง บ้านศาลาลาก ม.7 ต.นาประดู อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี/p p9 เมษายน 2558 เวลา 7.20 น.คนร้าย 2 คน ใช้อาวุธปืนพก ขนาด.37 ยิงนายดอเลาะ เวาะแล อายุ 53 ปี เสียชีวิตบนถนนสายชนบท บ้านยือริง ม.4 ต.ตันหยงดาลอ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี/p p8 เมษายน 2558 เวลา 20.00 น. คนร้าย 4 คน ใช้อาวุธพกขนาด 9 มม. ยิงราษฎรเสียชีวิต 2 คือ นางสาวมะยุรี อายุ 39 ปี และนางสาวอุบล ฤทธิ์ อายุ 52 ปี และได้รับบาดเจ็บ 1 ราย คือ นางสาววาสนา ด้วงทอง อายุ 35 ปี เหตุเกิดที่หน้าร้านของชำบ้านเลขที่ 126/2 บ้านเปียน อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา/p pเวลา 23.40 น.คนร้ายใช้อาวุธปืนสงคราม ซุ่มยิงนายซาอูดี นาแว อายุ 30 ปี ได้รับบาดเจ็บ เหตุเกิดบนถนนภายในหมู่บ้านบูดล ม.1 ต.ปะโด อ.มายอ จ.ปัตตานี/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/81wV0ELsV-E" height="1" width="1" alt=""/

ครบหนึ่งปี ‘บิลลี่’ สูญหาย : ครอบครัวยังรอความยุติธรรม

Fri, 17/04/2015 - 13:18
pแอมเนสตี้ฯ ออกแถลงการณ์กระตุ้น การทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐต่อกรณีการหายไปของ บิลลี่ เพื่อยุติวงจรการลอยนวลพ้นผิด เนื่องจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรง /p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7670/16554506913_ca0dbe27ce.jpg" style="width: 500px; height: 227px;" //p pเนื่องในวันที่ 17 เมษายน 2558 เป็นวันครบรอบการหายไปของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ “บิลลี่” นักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่หายตัวไปในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี ร่วมกับ คุณอังคนา นีละไพจิตร และพี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง ร่วมกันจัดกิจกรรมรำลึก 1 ปี บิลลี่หายไป 11 ปี ทนายสมชาย (รายละเอียดตามงานตามโปสเตอร์)/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm8.staticflickr.com/7635/16986921828_c324e0e086.jpg" style="width: 500px; height: 348px;" //p pในวาระดังกล่าวแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล จึงออกใบแถลงข่าวหัวข้อ “ครอบครัวยังรอความยุติธรรมหลังครบหนึ่งปีการหายตัวไปของ“บิลลี่-พอละจี” นักปกป้องสิทธิมนุษยชน” เพื่อกระตุ้นให้ทางการดำเนินการอย่างเฉียบขาด และใช้มาตรการอย่างรอบด้าน เพื่อยุติวงจรการลอยนวลพ้นผิดเนื่องจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงในกรณีนี้และกรณีอื่นๆ ในประเทศไทย/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongครอบครัวยังรอความยุติธรรมหลังครบหนึ่งปีการหายตัวไปของ/strong/span/p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strong“บิลลี่-พอละจี” นักปกป้องสิทธิมนุษยชน/strong/span/p pหนึ่งปีหลังจากที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชน “นายพอละจี รักจงเจริญ” หรือ “บิลลี่” ซึ่งเชื่อว่าตกเป็นเหยื่อการบังคับให้สูญหายในอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่สุดของไทย ความจริงเกี่ยวกับชะตากรรมและที่อยู่ของเขายังไม่เป็นที่ปรากฏ/p pในโอกาสครบรอบปีที่บิลลี่ถูกบังคับให้สูญหายแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรียกร้องให้ทางการไทยดำเนินการอย่างเฉียบขาดเพื่อดำเนินคดีกรณีบิลลี่และใช้มาตรการอย่างรอบด้านเพื่อยุติวงจรการลอยนวลพ้นผิดในประเทศไทย เนื่องจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในกรณีนี้และอื่นๆ/p pเป็นที่น่ากลัวว่า “บิลลี่” นักกิจกรรมเพื่อสิทธิชุมชนชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในเขตอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อายุ 30 ปี และผู้เป็นพ่อของลูกทั้งห้าคน ได้ตกเป็นเหยื่อของการบังคับบุคคลให้สูญหายเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 เนื่องจากความพยายามของเขาที่จะดำเนินคดีต่อทางการในข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชนเผ่ากะเหรี่ยง ซึ่งอาศัยอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติ/p pมีรายงานว่าการสอบสวนทางอาญาของตำรวจต่อกรณีการหายตัวไปของเขาเต็มไปด้วยความล่าช้า ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการแทรกแซงของผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น/p pที่ผ่านมามีการฟ้องร้องดำเนินคดีเพียงคดีเดียวเกี่ยวกับการบังคับบุคคลให้สูญหายในประเทศไทย ได้แก่กรณีที่เกิดขึ้นกับทนายสมชาย นีละไพจิตรเมื่อปี 2547 แต่กระบวนการยุติธรรมหยุดชะงักไปเนื่องจากขาดพยานหลักฐาน และหนึ่งในพยานสำคัญได้สูญหายไป/p pแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลเรียกร้องให้ทางการไทยปฏิบัติตามพันธกรณีที่จะต้องสอบสวนการบังคับบุคคลให้สูญหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับบิลลี่อย่างมีประสิทธิภาพ ต้องจัดให้ครอบครัวของเขาเข้าถึงการเยียวยาอย่างเต็มที่ และให้ดำเนินคดีต่อผู้ต้องสงสัยใด ๆ ที่ต้องรับผิดชอบกับการสูญหายครั้งนี้/p pทั้งนี้ ในลำดับแรกต้องให้การประกันว่าเจ้าหน้าที่สอบสวนต้องดำเนินการค้นหาบิลลี่อย่างครอบคลุม เพื่อให้ทราบถึงชะตากรรมและสถานที่อยู่ของเขาโดยตำรวจ พนักงานอัยการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องต้องได้รับข้อมูลและความร่วมมือที่จำเป็นจากหน่วยงานทั้งในระดับท้องถิ่น ภูมิภาคและส่วนกลาง รวมทั้งจัดการคุ้มครองแก่พยานและครอบครัวของบิลลี่ทางการควรมอบหมายให้หน่วยงานเช่นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าไปสอบสวนกรณีนี้อย่างเป็นอิสระ/p pตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights-ICCPR) และอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (UN Convention Against Torture and other Cruel, Inhuman or Degrading Treatment or Punishment) ประเทศไทยมีพันธกรณีต้องให้การประกันว่าจะมีการสอบสวนอย่างฉับพลันเป็นอิสระ โดยปราศจากความลำเอียงและรอบด้าน เมื่อเกิดเหตุสงสัยว่าเกิดการทรมานหรือการปฏิบัติที่โหดร้าย หรืออาจมีการสูญเสียชีวิตโดยการกระทำของเจ้าหน้าที่/p pทางการไทยยังควรดำเนินการให้สัตยาบันรับรองอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance) และประกันว่ากฎหมายไทยจะมีข้อบัญญัติที่ชัดเจนเพื่อเอาผิดต่อความผิดในกรณีนี้/p pแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลยังเรียกร้องให้ทางการไทยคุ้มครองและยอมรับอย่างเป็นทางการต่อสิทธิของนักเคลื่อนไหวในการจัดกิจกรรมอย่างสงบเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนและคุ้มครองสิทธิชุมชนของตนเอง โดยไม่ต้องเกรงกลัวว่าจะถูกตอบโต้ ที่ผ่านมานักกิจกรรมเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อมในไทยถูกคุกคามและทำร้ายมาเป็นเวลาหลายปี โดยในระหว่างปี 2557-2558 มีผู้ถูกสังหารไปแล้วสี่คน/p pnbsp;/p pspan style="color:#ff8c00;"strongข้อมูลพื้นฐาน/strong/span/p pมีผู้พบเห็นบิลลี่เป็นครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2557 ระหว่างที่เขาถูกอดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานและเจ้าหน้าที่อุทยานสี่คนควบคุมตัวไว้ ในขณะที่อดีตหัวหน้าอุทยานยืนยันว่าเจ้าหน้าที่อุทยานได้ควบคุมตัวเขาฐานครอบครองน้ำผึ้งป่าและปล่อยตัวบิลลี่ในวันเดียวกัน แต่กลับไม่มีหลักฐานบันทึกการจับกุม ควบคุมตัว หรือปล่อยตัวแต่อย่างใดตามความเป็นจริงมีรายงานถึงพยานหลักฐานที่ขัดแย้งกับข้ออ้างที่ว่ามีการปล่อยตัวบิลลี่แล้ว ในเดือนตุลาคม 2557 เจ้าหน้าที่ตำรวจประกาศว่าได้พบหยดเลือดของชายคนหนึ่งซึ่งไม่สามารถจำแนกตัวได้ในรถซึ่งเป็นของเจ้าหน้าที่อุทยาน/p pในเดือนมกราคม 2558 ตำรวจตั้งข้อหาต่อเจ้าหน้าที่อุทยานฐานปฏิบัติมิชอบในหน้าที่ ซึ่งมีโทษจำคุกหนึ่งถึงสิบปี เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการควบคุมตัวบิลลี่เมื่อเดือนเมษายน 2557 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ศาลอุทธรณ์ได้ยกคำร้องของ น.ส.พิณนภา พฤกษาพรรณ ภรรยาของบิลลี่ที่ได้ยื่นคำร้องเมื่อเดือนกรกฎาคม 2557 คัดค้านคำสั่งของศาลจังหวัดเพชรบุรี เพื่อเรียกร้องให้มีการสอบสวนเรื่องการถูกควบคุมตัวของบิลลี่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าบิลลี่ยังอยู่ในการควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่อุทยาน/p pในช่วงของการบังคับสูญหายบิลลี่กำลังเดินทางจากหมู่บ้านของเขาไปพบกับชาวบ้านกะเหรี่ยงเกี่ยวกับกรณีการถูกไล่รื้อและการเผาทรัพย์สินบ้านเรือนโดยเจ้าหน้าที่อุทยาน ทั้งนี้เพื่อเตรียมข้อมูลการฟ้องคดีโดยมีหัวหน้าอุทยานเป็นจำเลยในคดีดังกล่าว ในบรรดาผู้ได้รับผลกระทบนี้รวมถึงปู่ของบิลลี่ซึ่งมีอายุ 103 ปีบิลลี่เดินทางพร้อมกับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับคดี รวมทั้งฎีกาที่เตรียมถวายกับองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว/p pนายทัศน์กมล โอบอ้อม อดีตผู้สมัครรับเลือกตั้งและนักกิจกรรมสิ่งแวดล้อมที่ทำงานเพื่อสิทธิชาวกะเหรี่ยง ได้ถูกสังหารระหว่างขับรถในช่วงกลางคืนของเดือนกันยายน 2554 นายทัศน์กมลซึ่งเป็นสมาชิกเดียวกับเครือข่ายของบิลลี่ ได้ทำงานช่วยเหลือชาวบ้านกะเหรี่ยงในการร้องเรียนเมื่อเกิดการคุกคาม การใช้ความรุนแรง การตัดไม้เถื่อน และการล่าสัตว์อย่างผิดกฎหมายโดยเจ้าหน้าที่อุทยาน/p pในเดือนตุลาคม 2557 ศาลจังหวัดเพชรบุรีมีคำสั่งว่าอดีตหัวหน้าอุทยานแก่งกระจานซึ่งอยู่กับบิลลี่เป็นครั้งสุดท้ายพร้อมกับจำเลยอีกสี่คนไม่มีความผิดในกรณีการสังหารนายทัศน์กมล เนื่องจากพยานหลักฐานของอัยการไม่มีความชัดเจนและเป็นพยานแวดล้อม/p pนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักสิ่งแวดล้อมที่ทำงานในระดับชุมชนของไทยมักต้องเผชิญกับความยากลำบากและการทำงานที่เป็นอันตรายอย่างยิ่งหลายคนเป็นสมาชิกของชุมชนในเขตชนบทหรือกึ่งชนบทที่ต้องเผชิญหน้ากับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ หรือการขูดรีดทรัพยากรธรรมชาติ และปัญหาที่เกิดจากกากของเสียปนเปื้อน/p pสมาชิกชุมชนและผู้นำชุมชนมักตกเป็นเป้าหมายการคุกคามและการทำร้ายอย่างรุนแรง รวมทั้งการลอบสังหาร นับแต่ปี 2536 ที่ผ่านมา นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในระดับชุมชนหลายคนถูกสังหาร โดยผู้ที่อยู่เบื้องหลังมักลอยนวลพ้นผิด นักกิจกรรมหลายคนตกเป็นเป้าหมายของการโดนทำร้ายอย่างรุนแรงและถูกคุกคาม/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/ZOPGuU5Y0aI" height="1" width="1" alt=""/

'ประยุทธ์' ยืนยัน 6 เดือนรัฐบาลมีผลงานคืบหน้าทุกด้าน

Fri, 17/04/2015 - 13:01
div'ประยุทธ์' นำทีมแถลงผลงาน 6 เดือนรัฐบาล ยืนยัน การทำงานของรัฐบาลมีความคืบหน้าในทุกด้าน ย้ำบางเรื่องต้องใช้อำนาจตาม ม.44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เพื่อแก้ไขปัญหาติดขัดเร่งด่วน วอนอ่านและศึกษาข้อมูลผลงานของรัฐบาล อย่าวิพากษ์วิจารณ์โดยไม่รู้รายละเอียด ใช้แต่วาทะกรรม ย้ำไม่ท้อถอย-ท้อแท้ แม้ถูกกดดัน ระบุจะเข้มงวดในข้อกฎหมายมากขึ้น/div p!--break--!--break--/p div style="text-align: center;"img alt="" src="http://www.tnamcot.com/wp-content/uploads/image/2015/04/17/1429245870-28eb2a1b8074feb441353c73f4443334.jpg" style="width: 500px; height: 305px;" //div divnbsp;/div div17 เม.ย. 2558 a href="http://www.tnamcot.com/164379"สำนักข่าวไทย/aรายงานว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงเปิดการแถลงนโยบายของรัฐบาลทั้ง 11 ด้าน ในรอบ 6 เดือน โดยใช้เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที สรุปว่า ขณะนี้ รัฐบาลอยู่ในระยะที่ 3 ของการทำงาน คือการร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อรัฐธรรมนูญแล้วเสร็จ สามารถประกาศใช้ได้โดยไม่มีความขัดแย้ง ก็จะนำไปสู่การเลือกตั้ง/div divnbsp;/div div“ยืนยันว่า ขณะนี้เงื่อนไขเรื่องเวลา ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง nbsp;การทำงานของรัฐบาลทุกด้านมีความคืบหน้า เมื่อแถลงสุรปผลงานแล้ว อยากให้ทุกคนได้อ่านและศึกษาข้อมูล ไม่ใช่วิพากษ์วิจารณ์ในทางเสียหายอย่างเดียว โดยที่ยังไม่เห็นรายละเอียด รวมถึง การทำงานสื่อฯ ที่มีการสร้างวาะกรรมในการพาดหัวข่าว ที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งในหลายเรื่อง” นายกรัฐมนตรี กล่าว/div divnbsp;/div divนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า จะใช้อำนาจเฉพาะที่จำเป็นในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง และไม่ใช้อำนาจในทางที่ไม่ถูกต้อง และว่า การใช้อำนาจตาม ม.44 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ก็เพื่อแก้ไขปัญหาข้อติดขัดที่จำเป็นเร่งด่วน ไม่สามารถรอการแก้ไขตามกระบวนการตามปกติได้/div divnbsp;/div divนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งานด้านความมั่นคงมีความก้าวหน้า การรักษาความสงบเรียบร้อยดีขึ้น ประชาชนพึงพอใจ nbsp;ขณะที่ ด้านเศรษฐกิจ ตัวเลขการลงุทนและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ภาคอุตสาหกรรม nbsp;ในไตรมสที่ 2และ3 ดีขึ้นตามลำดับ มีแนวโน้มไปในทางทิศทางบวก ไม่เหมือนก่อนที่ตนเข้ามาบริหารประเทศ ที่ GDP ติดลบ 0.6/div divnbsp;/div divนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ด้านการท่องเที่ยว พบว่า การท่องเที่ยวดีขึ้น 39% ในไตรมาสแรก มีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 23% จากปีที่ผ่านมา สะท้อนได้ว่านักท่องเที่ยวมีความเชื่อมั่นในสถานการณ์ของประเทศไทย nbsp;ด้านการต่างประเทศ ได้ใช่องทางทางการทูตและการทหาร ไปทำความเข้าใจกับทุกประเทศ ซึ่งหลายประเทศมีความเข้าใจสถานการณ์ของไทยดีขึ้น/div divnbsp;/div divนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ต้องการให้มองว่า การที่ไทยติดต่อกับจีนและรัสเซียมากขึ้น จะเป็นการคานอำนาจกับสหรัฐฯ และประเทศในยุโรป แต่เรื่องปกติที่แต่ละประเทศจะต้องมีการสร้างความสัมพันธ์ เพื่อขยายการค้าการลงทุน/div divnbsp;/div div“ขณะที่ การปฏิรูป รัฐบามีเวลาทำงานเพียง 6 เดือน จะให้เห็นภาพการปฏิรูปชัดเจนตามที่หลายคนเรียกร้องคงไม่ได้ ทุกเรื่องต้องใช้เวลา ก้าวให้ช้า แต่มั่นคง nbsp;รัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้น ต้องไม่นำไปสู่ความขัดแย้ง และเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศ ว่าจะต้องเดินหน้าอย่างไร อย่างไรก็ตาม ระหว่างการยกร่าง อาจมีความคิดเห็นที่แตกต่างบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดา” nbsp;นายกรัฐมนตรี กล่าว/div divnbsp;/div divนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ได้เร่งรัดการทำงานในทุกด้าน มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาติดตามการทำงานตลอด เพื่อให้กลไกต่างๆ สามารถขับเคลื่อนและเดินหน้าต่อไปได้/div divnbsp;/div div“บางเรื่องต้องใช้ ม.44 เพราะถ้าแก้กฎหมายก็ไม่เสร็จ จำเป็นต้องทำด้วยความรวดเร็ว สถานการณ์ปัจจุบันไม่ปกติ จะทำให้เกิดความขัดแย้งเหมือนเดิมไม่ได้ ขออย่าใช้วาทะกรรมกันมากนัก” นายกรัฐมนตรี กล่าว/div divnbsp;/div divนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แล้วถูกตัดสินว่าผิด ก็ว่าถูกกลั่นแกล้ง ขอถามว่า กระบวนการยุติธรรมมีหลักฐานชัดเจน จะกลั่นแกล้งกันได้หรือ หรือแม้แต่การบอกว่า รัฐบาลต้องยอมขาดทุน ใช้เงินจำนวนมากช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจน ถามว่าประเทศไทยมีแต่เกษตรกรอย่างเดียวหรือ เมื่อช่วยเหลือข้าว ก็ต้องไปยางพารา มันสำปะหลัง ข้าวโพด ก็จะไม่มีเงินไปลงทุน หรือแก้ปัญหาอย่างอื่น/div divnbsp;/div div“รับจำนำข้าวก็มั่ว จำนำหลอกๆ โรงสีก็รับมั่วๆ รัฐบาลก็ต้องมารับภาระจ่ายเงินให้อีก ไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาให้ชาวนาอย่างถูกต้องแบบที่ต่างประเทศทำกัน อย่างกรณีของ บก.ลายจุดที่บอกว่า จะรับซื้อข้าวจากชาวบ้านเกวียนละ 15,000 บาท แล้วมาแพ็คถุงขาย ถามว่าทำได้จริงหรือ เอาเงินมาจากไหน ซื้อได้ที่ละกี่กระสอบ การทำแบบนี้ไม่ให้ความเป็นธรรมกับรัฐบาล มีนัยแอบแฝง และตอนนี้ บก.ลายจุดก็ถูกขึ้นทะเบียนอยู่ หากถูกเรียกมาอีกก็จะมีเรื่อง” นายกรัฐมนตรี กล่าว/div divnbsp;/div divนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า จะไม่ท้อถอย แม้จะถูกแรงกดดัน เพราะหากยิ่งถูกต่อว่ามาก ก็จะยิ่งสู้และมีกำลังใจมากขึ้น ไม่ท้อแท้ และจะเข้มงวดในการใช้กฎหมายมากขึ้น/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/HPCw2Vav2yU" height="1" width="1" alt=""/

ความสำเร็จของ 30 บาท รักษาทุกโรคถูกบดบังจากวิกฤตประชาธิปไตย

Fri, 17/04/2015 - 12:58
!--break--!--break-- pa href="http://www.economywatch.com/features/thailands-health-care-success-overshadowed-by-a-democratic-crisis.04-15-15.html?utm_campaign=trueAnthem:+Trending+Contentamp;utm_content=55304e7704d30117ea000001amp;utm_medium=trueAnthemamp;utm_source=facebook"span style="color:#ff0000;"(แปลจากบทความ Thailand's health care success overshadowed by a Democratic crisis )/span/abr /br /br /วิกฤตประชาธิปไตยของไทยในปัจจุบันกลับสวนทางกับความสำเร็จของศตวรรษนี้ นั่นคือนโยบาย หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ความสำเร็จนี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญของความขัดแย้งทางอุดมการณ์ความคิดเรื่องการต่อต้านประชานิยมซึ่งเป็นค่านิยมของสังคมไทย/p pในปี 2001 (พ.ศ. 2544) รัฐบาลได้ออกนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคที่ครอบคลุมประกันสุขภาพให้ประชาชนทุกคน เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่มีระดับการพัฒนาใกล้เคียงกัน นโยบาย 30 บาทของไทยเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งยวด/p pในปี 2001 ร้อยละ 30 ของประชากรทั้งหมดไร้ประกันสุขภาพ แต่ในปี 2014 (พ.ศ. 2557) ร้อยละ 99 ของประชากรทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยประกันสุขภาพชองรัฐบาล 3กลุ่มคือ ประกันสังคม ประกันสุขภาพราชการ และ นโยบาย 30 บาท ผลสำเร็จของนโยบาย 30 บาทส่งผลดีต่อคนจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าถึงการรักษาและการลดอัตราการตายของทารก การรักษาพยาบาลราคาแพงเช่นการรักษาด้วยเคมีบำบัด การผ่าตัดเปิดหัวใจและการฟอกไต ก็ยังรวมอยู่ในสิทธิประโยชน์ด้วยเช่นกัน/p pทำไมนโยบายที่มีความทะเยอทะยานสูงเช่นกรณีนี้จึงสามารถสำเร็จได้ในประเทศรายได้ปานกลางอย่างไทย ซ้ำร้ายเป็นสังคมที่แตกแยก มีความไม่แน่นอนทางการเมือง?/p pหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าริเริ่มต้นจากนักการเมืองประชานิยมอย่าง ทักษิณชินวัตร ในปี 2000 (พ.ศ. 2543) พรรคไทยรักไทยและทักษิณเสนอ นโยบาย 30 บาทเป็นจุดขายสำคัญเขตชนบท หลังจากที่ชนะการเลือกตั้งปี 2001 โดยถล่มทลายไทยรักไทยก็ดำเนินการปฏิรูปอย่างเร่งด่วน/p pโดยบังเอิญการพัฒนาของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอยู่ในช่วงเวลาไร้เสถียรภาพทางการเมืองที่สุดของการเมืองไทยร่วมสมัย ในช่วง 2001-15 (พ.ศ. 2544-2558) , มีรัฐบาลทั้งหมด 9 ชุด การเลือกตั้งทั่วไป 6 ครั้ง (รวมถึงครั้งล่าสุดที่โมฆะ) และรัฐประหารสองครั้ง ความวุ่นวายทางการเมืองนี้พิเศษได้แบ่งแยกสังคมไทยระหว่างกลุ่มทักษิณและกลุ่มต่อต้านทักษิณ (หรืออีกในแง่หนึ่งคือความขัดแย้งระหว่างกลุ่มนิยมกับกลุ่มต่อต้านเจ้า) นอกจากนี้ผลตอบรับต่อนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านอกจากนี้ยังส่งผลต่อการแบ่งขั้วเช่นกันnbsp; โดยเป็นที่นิยมในคนยากจน แต่กลับถูกชนชั้นกลางตราว่าเป็นนโยบายประชานิยม/p pหลังจากการรัฐประหาร พฤษภาคม 2014, รัฐบาลทหารได้อ้างว่าเป้าหมายของพวกเขาคือการป้องกันไม่ให้นโยบายประชานิยมที่อาจเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจไทยและการบั่นทอน 'ประชาธิปไตยที่ยั่งยืน' พวกเขาหยุดนโยบายต่างๆของอดีตนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ เช่น นโยบายกองทุนหมู่บ้านโดยอ้างว่ามันเป็นนโยบายประชานิยม อนาคตของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าก็อยู่ในอาการหมิ่นเหม่เช่นกัน ในช่วงเริ่มต้นของรัฐบาลทหารได้พูดเป็นนัยถึงแผนการปฏิรูประบบโดยให้ผู้ป่วยรับผิดชอบร่วมจ่ายค่ารักษามากขึ้น อย่างไรก็ตามเมื่อสิงหาคม 2014 นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชาประกาศว่าหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะยังคงอยู่ในสถานที่/p pในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ที่ถ่ายทอดประจำทางทีวีช่วงไพรม์ไทม์ ประยุทธ์กลับเสนอวิธีปฏิรูปที่เป็นปัญหา เขาเสนอว่านโยบาย 30 บาทไม่ควรคลอบคลุมพวกคนรวยเพื่อคนจนจะได้มีงบประมาณรักษามากขึ้น แต่ทว่าข้อเสนอดังกล่าวมันบิดเบือนความหมายของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ผูกติดกับค่านิยมประชาธิปไตย ปรัชญาพื้นฐานของการเข้าถึงสากลคือการให้สิทธิประชาชนทุกคนที่จะได้รับการรักษาโดยไม่คำนึงถึงระดับรายได้ของพวกเขาหรือสถานะทางสังคมที่อยู่อาศัย มันเป็นความจริงว่าคนจนเป็นกลุ่มที่ได้ผลประโยชน์ที่ใหญ่ที่สุดของนโยบายสาธารณะนี้ แต่โดยหลักการนโยบายนี้เพื่อประชากรทุกคน และเหตุผลที่นโยบายนี้ประสบความสำเร็จก็เพราะมันไม่ได้แบ่งแยกคนจนแต่รวมพวกเขาไว้ในนโยบายสาธารณะ/p pจริงหรือที่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็น 'ประชานิยม'? การเรียกนักการเมืองหรือนโยบาย 'ประชานิยม' มันหมายถึงว่า การให้บริการด้านการดูแลสุขภาพที่จำเป็นเช่นนี้ นักการเมืองเห็นแก่ตัวกว่าการรับใช้ชุมชน การบริหารนโยบายด้วยสัญชาตญาณมากกว่าเหตุผลและเป็นนโยบายที่สิ้นเปลืองมากกว่าที่จะยั่งยืน? ไม่ๆๆ เพราะการติดป้ายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าอย่างเสื่อมเสียว่า 'ประชานิยม' ช่วยให้บางกลุ่มได้รับประโยชน์จากวาทกรรมต่อต้านประชานิยม/p pตั้งแต่รัฐประหาร 2014 เริ่มต้นรัฐบาลทหารเป็นกลุ่มได้รับผลประโยชน์จากนโยบายต่อต้านประชานิยม แม้ว่าทิศทางนโยบายและการใช้จ่ายของรัฐบาลทหารก็ไม่ได้แตกต่างกันมากจากยุคยิ่งลักษณ์ มาตรการต่อต้านประชานิยมต่างๆเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อใช้กำจัดกลุ่มการเมืองต่างๆในระบอบประชาธิปไตย โดยแนวคิดเรื่องคนดีปกครองบ้านเมืองและเสรีประชาธิปไตยไม่เหมาะสมกับเมืองไทยนั้นแพร่หลายในกลุ่มชนชั้นนำ และเป็นเรื่องง่ายในการสร้างกระบวนการต่อต้านการเลือกตั้งทั่วไป/p pในขณะที่การต่อสู้ทางอุดมการณ์ต่อต้านประชานิยมยังคงอยู่ในการเมืองไทย, หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเสนอมิติการเมืองที่เปลี่ยนไป ในขณะที่นโยบาย'ประชานิยม'nbsp; นี้อาจไม่ยั่งยืนหรือสิ้นเปลือง แต่มันได้สร้างค่านิยมพื้นฐานขึ้นมาใหม่ว่า ประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะเข้าถึงการดูแลสุขภาพของและรัฐมีหน้าที่ประกันสิทธิเหล่านี้/p pแนวคิดของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีพื้นฐานที่นำไปสู่ค่านิยมประชาธิปไตย ในเมื่อคนไทยทั่วไปมีประสบการณ์แล้วในการเรียกร้องสิทธิของตนต่อสุขภาพในฐานะค่านิยมสากลแล้ว ทำไมจะไม่สามารถขยายไปสู่สิทธิทางการเมืองของพวกเขาได้? การต่อต้านประชานิยมจึงเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงวิธีการประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Tza7q17v9oI" height="1" width="1" alt=""/

คปก.เดินหน้ายกระดับ กม.แรงงานไทยสู่สากล แนะถึงเวลาปฏิรูปชำระ กม.แรงงาน

Fri, 17/04/2015 - 12:50
p!--break--!--break--/p div17 เม.ย. 2558 คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) โดยนาย คณิต ณ นคร ประธานกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ลงนามในบันทึกความเห็นและข้อเสนอแนะเรื่อง “แนวทางการจัดทำประมวลกฎหมายแรงงานและร่างพระราชบัญญัติการบริหารแรงงาน พ.ศ....”เสนอต่อนายกรัฐมนตรี ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติและประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา โดยคปก.มีความเห็นว่า กฎหมายแรงงานที่ใช้บังคับอยู่ในประเทศไทยมีหลายฉบับ แต่ละฉบับมีปัญหาในเรื่องการบังคับใช้และมีความไม่เชื่อมโยงกับกฎหมายแรงงานอื่นๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน อีกทั้งยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานสากลตามอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) ประกอบกับกฎหมายแรงงานฉบับต่างๆ ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้วคปก.จึงเสนอแนะให้มีการปฏิรูปชำระกฎหมายแรงงานโดยการจัดทำประมวลกฎหมายแรงงาน และแยกการบริหารแรงงานภาครัฐออกเป็นกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง เพื่อให้สามารถส่งเสริมและคุ้มครองคุณภาพชีวิตของคนทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพnbsp;/div divnbsp;/div divบทบัญญัติที่สำคัญประการหนึ่งที่ คปก.เสนอให้มีการแก้ไขคือการเปลี่ยนนิยามจาก “นายจ้าง” และ “ลูกจ้าง” เป็น “ผู้จ้างงาน” และ “คนทำงาน” เพื่อให้ความคุ้มครองครอบคลุมผู้ทำงานทั้งหมด และเพื่อให้เกิดทัศนคติการเป็นหุ้นส่วนกันระหว่างคนทำงานอย่างแท้จริงnbsp;/div divnbsp;/div divสำหรับในส่วนที่เป็นบทบัญญัติด้านแรงงานสัมพันธ์ คปก.เสนอแนะให้มีการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองร่วมเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการตามอนุสัญญาไอแอลโอ ซึ่งจะช่วยให้คนทำงานมีหลักประกัน ความปลอดภัยในการทำงาน ตลอดจนการได้รับค่าจ้างและการมีคุณภาพชีวิตที่ดี/div divnbsp;/div divด้านร่างพระราชบัญญัติการบริหารแรงงาน เป็นการรวบรวมเนื้อหากฎหมายที่เกี่ยวกับการบริหารจัดการแรงงานภาครัฐมารวมไว้เป็นพระราชบัญญัติเพื่อให้การบริหารแรงงานของภาครัฐทำได้อย่างมีประสิทธิภาพคล่องตัว โดยร่างกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้มีคณะกรรมการร่วมบริหารภาครัฐด้านแรงงาน หรือ ร.บ.ร. เป็นผู้ดำเนินการตามวิธีการที่ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดไว้ ซึ่งจะเป็นการช่วยลดภาระของศาลแรงงานและลดปริมาณคดีที่จะขึ้นสู่ศาลแรงงานได้เป็นอย่างมาก/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/KhY3dYlxedA" height="1" width="1" alt=""/

คสช. ตั้งคณะทำงานประสานต่างชาติ ขอประสบการณ์พัฒนา ปชต. แต่ห้ามวิจารณ์

Fri, 17/04/2015 - 11:57
pคสช. ออกคำสั่งที่ 4/2558 จัดตั้งคณะทำงานประสานต่างชาติ ให้ประสบการณ์ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง และการพัฒนา ปชต. แต่ห้ามวิจารณ์ รธน. พร้อมจัดทำการศึกษาข้อบกพร่อง รธน. 40 และ 50 เน้นโปร่งใส่ ไร้อคติ /p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8712/17174196775_8caca5a376.jpg" style="width: 500px; height: 273px;" //p p17 เม.ย. 2558 เมื่อวานนี้ เว็บไซด์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ a href="http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2558/E/085/2.PDF"4/2558/a เรื่องการดำเนินการเพื่อประโยชน์แก่การจัดทำธรรมนูญและการปฏิรูป โดยมีการออกคำสั่งให้มีการแต่งตั้งคณะการทำงานชุดหนึ่ง ซึ่งให้มีหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานองค์ต่างๆ เช่น กระทรวงต่างประเทศ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐ สถาบันพระปกเกล้า และองค์การตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว หรือแม่น้ำทั้ง 5 สาย เพื่อพิจารณาเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากต่างประเทศด้านการเมืองการปกครอง การจัดทำรัฐธรรมนูญ การปฏิรูป การแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ และความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศเหล่านั้นมาให้ประสบการณ์ ความเข้าใจในการพัฒนาประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ รวมทั้งจัดให้มีการศึกษาวิจัย เปรียบเทียบและระบุปัญหาที่เกิดจากการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 ด้วย/p pทั้งนี้ได้มอบหมายให้ สถาบันพระปกเกล้า เป็นหน่วยธุรการ โดยคณะทํางานจะมีทั้งหมด 8 คน ประกอบด้วย ประธานคณะทำงาน ซึ่งเป็นผู้ดํารงตําแหน่งใน คสช.ที่หัวหน้า คสช.มอบหมาย ขณะที่คณะทำงานอีก 7 ราย ประกอบด้วย รองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย, รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.), รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งทำหน้าที่เป็นเลขานุการคณะทำงานด้วย/p table border="1" cellpadding="1" cellspacing="1" tbody tr td p style="text-align: center;"คําสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 4/2558/p pbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;เรื่อง การดําเนินการเพื่อประโยชน์แก่การจัดทํารัฐธรรมนูญและการปฏิรูปbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;ตามที่กระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญและการปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆ กําลังดําเนินไปตามแผนและขั้นตอนสามระยะของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้อยู่ในระยะที่สองนั้น โดยที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์และข้อเสนอแนะที่แตกต่างหลากหลาย หากมิได้สร้างความรับรู้ความเข้าใจเสียแต่แรกก็อาจนําไปสู่ความขัดแย้งใน สังคมจนกระทบต่อความสามัคคี ความสมานฉันท์ และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนากระบวนการประชาธิปไตยได้ สมควรสร้างความรับรู้ความเข้าใจแก่ผู้เกี่ยวข้องและประชาชนเกี่ยวกับมาตรการ ป้องกัน แก้ไข และเยียวยาวิกฤตการณ์ทางการเมือง การปฏิรูปกระบวนการจัดทํารัฐธรรมนูญและหลักการสําคัญของรัฐธรรมนูญที่เหมาะ สมกับความต้องการของประชาชนและประเทศชาติ โดยอาศัยประสบการณ์ในต่างประเทศที่อาจนํามาดัดแปลงหรือประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;โดยที่มาตรา 42 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 บัญญัติให้ในกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเห็นว่าคณะรัฐมนตรีควรดําเนิน การตามอํานาจหน้าที่ในเรื่องใด ให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติแจ้งให้คณะรัฐมนตรีทราบเพื่อดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ต่อไป คณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคําสั่ง ดังต่อไปนี้br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;ข้อ 1 คําสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไปbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;ข้อ 2 ให้มีคณะทํางานคณะหนึ่งทําหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานและองค์กรต่างๆ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ สถาบันอุดมศึกษาของรัฐตามที่เห็นสมควร สถาบันพระปกเกล้าและองค์กรทั้งห้าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ได้แก่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาเชิญผู้ทรงคุณวุฒิจากต่างประเทศด้านการเมืองการปกครอง การจัดทํารัฐธรรมนูญ การปฏิรูป การแก้ปัญหาวิกฤตการณ์และความขัดแย้งทางการเมืองที่เคยเกิดขึ้นในประเทศ เหล่านั้น โดยเฉพาะประเทศที่มีประสบการณ์ในการจัดทํารัฐธรรมนูญและการปฏิรูปภายหลัง วิกฤตการณ์และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มาให้ประสบการณ์และความเข้าใจในการพัฒนาประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยและการปฏิรูปประเทศเพื่อนําไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอันสมบูรณ์ โดยคํานึงถึงสถานการณ์ในประเทศไทย ซึ่งวิกฤตความขัดแย้งอาจแตกต่างจากต่างประเทศ และคํานึงถึงความต้องการของประชาชน โดยไม่ขัดแย้งกับหลักการอันเป็นสากล ตลอดจนหลักประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามประเพณีการปกครองของประเทศไทย โดยไม่เกี่ยวกับการวิพากษ์หรือพิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญที่กําลังจัดทํา และไม่กระทบต่อความคืบหน้าของกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญที่กําลังดําเนิน การอยู่br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;ทั้งนี้ ให้สถาบันพระปกเกล้าเป็นหน่วยธุรการและให้คณะทํางานดังกล่าวดําเนินการตามคําสั่งนี้ โดยเร่งด่วนbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;คณะทํางานประกอบด้วยbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(1) ผู้ดํารงตําแหน่งในคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติมอบหมาย ประธานคณะทํางานbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(2) รองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย คณะทํางานbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(3) รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติมอบหมาย คณะทํางานbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(4) รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติมอบหมาย คณะทํางานbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(5) รองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมอบหมาย คณะทํางานbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(6) ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ คณะทํางานbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(7) เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะทํางานbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;(8) เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า คณะทํางานและ เลขานุการbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;ข้อ 3 นอกจากการดําเนินการตามข้อ 2 แล้ว ให้คณะทํางานจัดให้มีการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบและระบุปัญหาที่เกิดจากการ บังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 และ พ.ศ. 2550 ซึ่งเคยมีข้อท้วงติงว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาการเมืองของไทย หรือไม่ตอบสนองต่อการแก้วิกฤตการณ์ของประเทศ พร้อมทั้งให้จัดทําข้อเสนอแนะด้วยในการดําเนินการดังกล่าว คณะทํางานจะมอบหมายหรือว่าจ้างให้บุคคล คณะบุคคลหรือองค์กรใด ดําเนินการหรือนําผลการศึกษาที่เคยมีผู้ทําไว้แล้วมาเรียบเรียงและจัดหมวด หมู่ให้เป็นไปตามกรอบที่กําหนดไว้ในวรรคก่อนพร้อมทั้งเสนอความเห็นประกอบก็ ได้ ทั้งนี้ ให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดําเนินการโดยไม่มีอคติและตรงต่อสภาพปัญหาที่เป็น จริงให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อนําไปใช้ประโยชน์ได้ทันการจัดทํารัฐธรรมนูญและการพิจารณาของผู้เกี่ยว ข้อง ตลอดจนช่วยสร้างความรับรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;ข้อ 4 ให้คณะทํางานตามข้อ 2 ดําเนินการต่อไปในลักษณะเดียวกันตามข้อ 3โดยอนุโลม เพื่อใช้เป็นแนวทางเสนอแนะการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;ข้อ 5 ขั้นตอนและวิธีดําเนินการให้เป็นไปตามที่คณะทํางานกําหนดบนพื้นฐานของความ โปร่งใส ความสอดคล้องกับหลักวิชาอันเป็นที่ยอมรับทั่วไป การปราศจากอคติ และการมุ่งให้ประชาชนได้รับประโยชน์ ในกรณีที่ไม่อาจดําเนินการในเรื่องใดโดยเร่งด่วนได้เพราะไม่สอดคล้องกับ กฎหมาย กฎหรือระเบียบของทางราชการ ให้คณะทํางานขอคําวินิจฉัยจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติแล้วดําเนินการ ไปตามคําวินิจฉัยนั้น ให้สํานักงบประมาณจัดงบประมาณแก่คณะทํางานเพื่อดําเนินการตามคําสั่งนี้ตาม ความจําเป็น เมื่อได้ดําเนินการตามคําสั่งนี้แล้ว ให้ประธานคณะทํางานรายงานหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เป็นระยะ ๆ และเผยแพร่ผลการดําเนินการต่อสาธารณชน ในกรณีที่คณะทํางานเห็นว่าสมควรยุติ หรือไม่จําเป็นต้องดําเนินการต่อไป ให้รายงานหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยจัดทําบัญชี แสดงค่าใช้จ่ายเสนอไปด้วย เมื่อได้รับความเห็นชอบของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติแล้ว คําสั่งนี้เป็นอันสิ้นสุดลงbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;สั่ง ณ วันที่ 9 เมษายน พุทธศักราช 2558br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;br /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาbr /nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;nbsp;หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ/p /td /tr /tbody /table pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/7EcZOwhE0TA" height="1" width="1" alt=""/

ข้อพิจารณาต่อการขาดแคลนในความหลากหลายทางทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย

Fri, 17/04/2015 - 01:50
!--break--!--break-- pbr /nbsp;/p pภายหลังจากทำการสำรวจวรรณกรรม (Literature Review) งานเขียนเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและแนวคิดทฤษฎีทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (ของไทย) a name="1"[1] /aมาอยู่พักใหญ่ ผู้เขียนสังเกตเห็นถึงบางสิ่งบางอย่างในวงวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย นั่นคือ การติดอยู่ในวังวนของการใช้ทฤษฎีและแนวคิดในกลุ่มปฏิฐานนิยม (Positivism) ที่ว่าด้วยวิธีคิดเหตุผลแบบวิทยาศาสตร์ และความเป็นหลักสากลของความจริง (Universal Truth) ซึ่งจำเป็นต้องแสวงหาความรู้ในรูปแบบที่เป็นภววิสัย (Objective) ตามอิทธิพลของวงวิชาการรัฐศาสตร์อเมริกันที่ยึดในปรัชญาแนวปฏิฐานนิยมและความเป็นวิทยาศาสตร์ อาทิ แนวคิดในสำนักสัจนิยม (Realism) หรือแนวคิดในกลุ่มสำนักเสรีนิยม (Liberalism) ซึ่งเป็นแนวคิด ทฤษฎีที่ถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในวงการนโยบายต่างประเทศ และวงวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในปัจจุบัน (ซึ่งเป็นกลุ่มทฤษฎีที่ได้รับความนิยมภายในวงวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยเช่นกัน)br /br /ผู้เขียนเกิดความสงสัยว่า เหตุใดวงวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยจึงยังคงยึดติดอยู่กับแนวคิด (ซึ่งผู้เขียนนิยามไว้ในที่นี้ว่าเป็นรูปแบบจารีต – Traditional Concepts ของวงการ IR) เนื่องจากในขณะที่ผู้เขียนได้พยายามทำการสำรวจวรรณกรรมเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยแล้ว พบว่างานเขียนที่ใช้ทฤษฎี แนวคิดประเภทกระแสรอง หรือ นอกกระแส มีอยู่น้อยนิด (จนถึงขั้นพบได้ยาก)a name="2" [2] /aข้อสันนิษฐานของผู้เขียนจึงเป็นในเรื่องของ ความที่ในไทยนั้นไม่มีที่ยืนให้แก่ทฤษฎี แนวคิดในกลุ่มสำนักหลังปฏิฐานนิยม (Post-Positivism) แม้วงวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับสากลจะเคยผ่านประสบการณ์ในการมีวิวาทะหรือข้อถกเถียงครั้งใหญ่ในวงวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (ครั้งที่ 3) a name="3"[3] /aซึ่งเป็นการถกเถียงระหว่างวิธีคิดแบบปฏิฐานนิยมและหลังปฏิฐานนิยม (Positivism - Post Positivisim) a name="4"[4]/a มาแล้วก็ตาม/p pแต่กระนั้น วงวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยในปัจจุบันกลับมีลักษณะที่เรียกได้ว่า ขาดแคลนความหลากหลายของตัวทฤษฎีและแนวคิดที่ปรากฏในตัวบทของงานเขียนทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งผู้เขียนมองว่า ความหลากหลายทางทฤษฎีและรูปแบบของแนวคิดนั้น คือ สีสันที่เปรียบได้ดั่งเครื่องมือที่เรียงร้อยกันอยู่ภายในกล่องเครื่องมืออุปกรณ์ที่เรียงรายพร้อมกันรอให้ผู้ศึกษาหรือผู้ที่สนใจได้เข้ามาเลือกสรรและนำไปประยุกต์ใช้a name="5" [5] /aแต่สาเหตุที่วงวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยนั้นยังคงมีความขาดแคลนดังเช่นว่า สาเหตุเบื้องต้นผู้เขียนมีความเห็นว่า ไม่ได้เป็นเพียงแค่ไทยเรานั้นรับอิทธิพลจากวงการรัฐศาสตร์สายสหรัฐอเมริกามาแต่เพียงอย่างเดียว ที่มีหลายปัจจัยร่วมอยู่ด้วย อาทิ การขาดแคลนตำราที่มีคุณภาพ อุปสรรคทางด้านภาษา อุปสรรคจากกระบวนขั้นตอน Peer-Review (ที่อาจทำให้งานเขียนไม่สามารถเผยแพร่ออกมาได้) ไปจนถึงเหตุผลทางด้านอาจารย์ที่ปรึกษาของผู้ที่มีความคิดจะผลิตงานวิชาการด้านดังกล่าว (อาทิ ในกลุ่มนักศึกษาหลักสูตรปริญญาโท-เอก ที่อาจมีความเชี่ยวชาญไม่ตรงกับประเด็นที่ผู้ศึกษาสนใจ) ดังกล่าวข้างต้นนี้ ผู้เขียนมิได้คาดหวังจะให้กลายเป็นคำอธิบายสากลต่อประเด็นความขาดแคลนที่ผู้เขียนได้นำเสนอ ผู้เขียนเข้าใจและยอมรับว่าทฤษฎีกลุ่มหลังปฏิฐานนิยมหลายๆทฤษฎีนั้นอาจไม่สามารถที่จะสร้างความเป็น Grand Theory ให้แก่วงวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้เทียบเท่ากับสำนักเสรีนิยมและสัจนิยมที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน แต่การนำทฤษฎีหรือแนวคิดในกลุ่มหลังปฏิฐานนิยมมาใช้ร่วมในงานเขียน เช่น ทฤษฎีในกลุ่มสำนักวิพากษ์ (Critical Theory), สำนักแฟรงเฟิร์ต (Frankfurt School) หรือแม้แต่กลุ่มมาร์กซิสต์ (Marxism) จะสามารถสร้างคำอธิบายที่มีประสิทธิภาพและอาจอุดช่องโหว่ในประเด็นที่กลุ่มสำนักเสรีนิยม และสัจนิยมเปิดช่องว่างไว้ก็เป็นได้ การจะนำทฤษฎีกระแสรองมาใช้ร่วมจึงเป็นสิ่งที่พึงกระทำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่คำอธิบายภายในงานเขียน หรือแม้แต่เป็นการพยายามสร้างมุมมองที่แตกต่างออกไป/p pในทัศนะของผู้เขียน ผู้เขียนมีความเชื่ออยู่ประการหนึ่ง คือ ทฤษฎีหรือแนวคิดใด หากสามารถปรับใช้กับมนุษย์ หรือ สังคมได้ ทฤษฎีหรือแนวคิดนั้นย่อมสามารถนำมาปรับใช้ในวงวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ เนื่องจากวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในปัจจุบันนั้นยังคงอยู่ในช่วงเวลาที่ Booth (2014) เรียกว่าเป็น “State-Dominated” คือ รัฐนั้นยังคงเป็นยูนิตหรือตัวแสดงที่มีอิทธิพลอยู่ในสังคมระหว่างประเทศ แต่ก็มิได้หมายความว่ารัฐเป็นศูนย์กลางของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (State-Centrism) ซึ่งรัฐนั้นก็ประกอบขึ้นมาจากพฤติกรรมของมนุษย์และตั้งอยู่บนฐานของการอยู่ร่วมกันในสังคมระหว่างประเทศ เช่นเดียวกับมนุษย์ที่จำเป็นต้องอยู่ในสังคมร่วมกัน ในเมื่อทฤษฎีที่นักวิชาการหลายท่านมักนิยมใช้เป็นทฤษฎีหลักในงานดังเช่น ทฤษฎี Linkage Theory ของ Rosenau ก็ยังจำเป็นที่จะต้องมีการดึงเอาทฤษฎีในกลุ่มจิตวิทยาหรือจิตวิเคราะห์เข้ามาช่วยในการตีความตัวยูนิตอย่างผู้นำประเทศหรือตัวแสดงที่เป็นมนุษย์อันมีส่วนในการกำหนดนโยบายต่างประเทศ ดังนั้นจึงเห็นได้ชัดว่าศาสตร์ทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นเป็นศาสตร์ทางด้านสหวิทยาการหรือสหสาขาวิชา (Multi-Disciplinary) ซึ่งข้อนี้ผู้เขียนเห็นว่าเป็นข้อเด่นที่วิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีไว้ เพื่ออุดช่องว่างด้านความขาดแคลนภายในตัวทฤษฎีระดับแกรนด์ (Grand Theory) ของของศาสตร์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนี้/p pและด้วยความเชื่อที่ว่าทฤษฎีใดๆหากสามารถประยุกต์ใช้ได้กับมนุษย์และสังคมแล้ว ย่อมสามารถที่จะนำมาปรับใช้กับรัฐและสังคมระหว่างประเทศได้ เมื่อยืนอยู่บนฐานดังว่านี้ จากการสังเกตและสำรวจวรรณกรรมทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผนวกกับแนวคิดอันโด่งดังที่สร้างชื่อให้กับนักคิด 2 ท่าน ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสศึกษาค้นคว้า คือ Gilles Deleuze และ Félix Guattari ที่ได้เขียนตำราวิเคราะห์ระบบทุนนิยมในรูปแบบใหม่ (คือ Anti-Oedipus และ A Thousand Plateaus) ที่พยายามหลีกหนีวิธีคิดแบบดั้งเดิม ด้วยความที่ประเด็นเรื่อง “ทุนนิยม” และประเด็นของ “ทุน” ในปัจจุบันยังคงเป็นประเด็นที่สำคัญต่อวงวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไปจนถึงเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศ [6]/p pผู้เขียนจึงถือเป็นโอกาสอันดีต่อการจะเสนอการนำงานของนักคิดทั้ง 2 ท่านนี้เข้ามาเพื่อสรรหาคำอธิบายที่มีความกว้างขวางและมีประสิทธิภาพให้แก่วงวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมากยิ่งขึ้น แต่ด้วยเหตุที่งานเขียนของ Deleuze และ Guattari นั้นมีความเป็นปรัชญารูปแบบที่ไม่ถูกจริตกับรูปแบบการศึกษาของกลุ่มวิธีคิดแบบปฏิฐานนิยม การจะนำเข้ามาสู่ในปริมณฑลของวงการ IR จึงค่อนข้างจะเป็นไปได้ยากและล่าช้า โดยผู้เขียนใคร่ขออนุญาตที่จะยกตัวอย่างงานเขียนที่โด่งดังอันมาจากการนำงานของ Deleuze และ Guattari เข้ามาตีความสู่วงการ IR ก็คืองานเขียนของ Michael Hardt และ Antonio Negri (2000)nbsp; ที่เป็นการสร้างคำอธิบายให้แก่ระบบจักรวรรดินิยมในยุคโลกาภิวัตน์ ถัดมาก็คือ งานเขียนของ Lenco (2011) ที่เกี่ยวกับขบวนการ Alter-Globalization Movement, งานที่ Buchanan (2006) เป็นบรรณาธิการให้ เกี่ยวกับเหตุการณ์โลกปัจจุบันและร่วมสมัย (Contemporary World) และล่าสุดสำหรับงานของ Lenco (2014) ก็เป็นการพยายามที่จะนำเสนอมรดกทางความคิดของ Deleuze ต่อการศึกษาในปริมณฑลระหว่างประเทศให้แก่วงวิชาการสังคมศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งหากพิจารณาดูแล้วยังถือได้ว่าอยู่ในปริมาณที่น้อย ด้วยหลายเหตุปัจจัย ที่แม้แต่วงวิชาการ IR ตะวันตกก็ยังมีจำนวนน้อยนิดbr /br /strongในปัจจุบันแม้งานเขียนของ Deleuze และ Guattari จะค่อนข้างยาก ซับซ้อนต่อการนำมาตีความและพัฒนาสู่การสร้างมโนทัศน์ทาง IR แต่ผู้เขียนก็หวังว่าวงวิชา IR ของไทยจะปรับตัวและก้าวข้ามอิทธิพลของวิธีคิดแบบปฏิฐานนิยมออกไปได้ในไม่ช้า เพื่อปลดปล่อยศาสตร์ IR ให้หลุดออกจากความขาดแคลนซึ่งความหลากหลายทางทฤษฎีและแนวคิดทาง IR ดังเช่นที่เป็นอยู่ในเวลานี้/strong/p pnbsp;/p pstrongเชิงอรรถ/strongbr /br /a name="1"[1] ทั้งภายในวารสารวิชาการ สื่ออิเล็กโทรนิคส์ ไปจนถึงหนังสือที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ/abr /br /a name="2"[2] ผู้เขียนยอมรับว่า ธีมหลักของวงการและเวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในยุคปัจจุบันคือ แนวคิดแบบเสรีประชาธิปไตย และ เสรีนิยม ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์ที่มีรูปแบบของความร่วมมือ อันยึดอยู่กับความอยู่รอดของชีวิต รัฐ สังคมระหว่างประเทศ อย่างมีสันติภาพ ในสภาวะที่เวทีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยังคงมีสถานะเป็นพื้นที่ที่ปราศจากการมีองค์อธิปัตย์ระดับโลก (Global Sovereign Power) อันเรียกว่า สภาวะอนาธิปไตย (Anarchy) (ตามตัวแบบของแนวคิดสำนักเสรีนิยม และสัจนิยม) อยู่/abr /br /a name="3"[3] Great Debates in International Relations Scholars หมายถึง กลุ่มสถานการณ์ของการเกิดข้อถกเถียงทางวิชาการขึ้นในวงวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับสากล ซึ่งปัจจุบันเกิดขึ้นแล้ว 4 ครั้ง (หากไม่นับข้อถกเถียงระหว่างกระบวนทัศน์ – “Inter-Paradigm Debate” ของกลุ่มสำนักคิดสัจนิยม เสรีนิยม และโครงสร้างนิยม ในฐานะกลุ่มสำนักคิดแบบจารีตกับสายถอนรากถอนโคน)/abr /br /a name="4"[4] IR Great Debate ครั้งที่ 3 เป็นการถกเถียงกันระหว่างสำนักคิดที่ยึดวิธีคิดแบบปฏิฐานนิยม (Positivism) และกลุ่มสำนักคิดแบบหลังปฏิฐานนิยม (Post-Positivism) ในบางตำราอาจได้รับการกล่าวขานถึงในฐานะ Great Debate ครั้งที่ 4 แต่สำหรับ Lapid (1989) เขาได้นิยามถึงช่วงเวลาของสำนักคิดหลังปฏิฐานนิยม (Post-Positivist Era) ว่าเป็นช่วงของ Great Debate ครั้งที่ 3/abr /br /a name="5"[5] ผู้เขียนมิได้บังอาจจะมีเจตนาที่จะบอกว่าวงการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทยนั้นล้าหลัง หรือด้อยประสิทธิภาพไปกว่าวงการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับสากลแต่อย่างใด เนื่องจากผู้เขียนเป็นเพียงยูนิตเล็กๆในวงวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มิอาจทัดเทียมกับนักวิชาการทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศผู้ทรงเกียรติท่านอื่นๆbr /[6] Michel Foucault ถึงกับยืนยันว่าช่วงเวลาแห่งศตวรรษนี้คือเวทีของเดอเลิซและวิธีคิดแบบเดอเลิซ (Deleuzian Century)/a/p pnbsp;/p h4strongอ้างอิง/strong/h4 pBooth, K. (2014). “International Relations: All that matters”. US: McGraw-Hill Companies.br /br /Buchanan, I. (2006). “Deleuze and the Contemporary World”. Edinburgh: Edinburgh University Press.br /br /Deleuze, G. and Guattari, F. (1983). “Anti-Oedipus: Capitalism and Schizophrenia”. Minneapolis: University of Minnesota.br /br /Deleuze, G. and Guattari, F. (1987). “A Thousand Plateaus: Capitalism and Schizophreniaa”. Minneapolis: University of Minnesotabr /br /Foucault, M. “Theatrum Philosophicum”. Retrieved: April 14, 2015. Generation-Online: http://www.generation-online.org/p/fpfoucault5.htm.br /br /Hardt, M. and Negri, A. (2000). “Empire”. Cambridge: Harvard University Press.br /br /Lapid, Y. (1989). “The Third Debate: On the Prospects of International Theory in a Post-Positivist Era.”, International Studies Quarterly, 33.3, Page 235-254.br /br /Lenco, P. (2011). “Deleuze and World Politics: Alter-Globalizations and Nomad Science.”. Oxon:nbsp; Routledge.br /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/4ATcuGf0AGE" height="1" width="1" alt=""/

'กลิน เดวีส์' เครื่องมือทางการเมืองสหรัฐสำหรับรัฐบาลทหารไทย

Fri, 17/04/2015 - 01:29
!--break--!--break-- pnbsp;/p pกรณีสหรัฐอเมริกาส่งนายกลิน เดวีส์ (Glyn Davies) นักการทูตที่มีประสบการณ์รับมือกับปัญหายากๆ แบบเกาหลีเหนือ มาประจำประเทศไทย ชี้ว่าสหรัฐฯให้ความสำคัญกับไทยอย่างแน่นอน แต่ไม่ได้หมายความว่าเขากำลังจะหันมาเอาใจรัฐบาลทหารของไทยสักนิด/p pนายเดวี่ส์ เป็นนักการทูตที่มีประสบการณ์การทำงานในปัญหาด้านความมั่นคงที่สหรัฐฯให้ความสำคัญสูง เช่น ปัญหาการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ โดยเขาเคยเป็นผู้แทนพิเศษ (ฐานะเท่าเอกอัคราชทูต) ประจำสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ International Atomic Energy Agency (IAEA) จึงทำให้เขาต้องเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับปัญหานิวเคลียร์ของอิหร่าน และต่อมาได้เป็น “ผู้แทนพิเศษของรัฐมนตรีต่างประเทศว่าด้วยนโยบายเกาหลีเหนือ” ซึ่งพยายามคิดค้นอาวุธนิวเคลียร์เช่นกัน/p p(หมายเหตุ: เขาไม่ได้มีตำแหน่งทูตประจำเกาหลีเหนือ เพราะสหรัฐฯไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการกับเกาหลีเหนือ จึงไม่มีทูตประจำ)/p pเป็นที่รู้กันว่าทั้งอิหร่านและเกาหลีเหนือเป็นเสมือนกระดูกชิ้นใหญ่ที่เคี้ยวยากสำหรับสหรัฐฯ เป็นภัยคุกคามต่อนโยบายความมั่นคงของสหรัฐเสมอมา และมีปัญหาประชาธิปไตย ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่านายเดวีส์ เป็นนักการทูตที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานเรื่องสำคัญสำหรับสหรัฐฯ มีประสบการณ์ทำงานกับประเทศยากๆ มาแล้ว การที่สหรัฐฯส่งนายเดวีส์มาไทยจึงชี้ว่าสหรัฐฯ ให้ความสำคัญกับไทยไม่น้อย แต่ก็ต้องไม่หลงละเมอเพ้อพกไปว่า ไทยสำคัญอยู่ประเทศเดียว หรือสำคัญที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนทำให้สหรัฐฯกำลังจะโอนอ่อนผ่อนตามรัฐบาลทหารไทย เพราะกลัวอิทธิพลจีน/p pแน่นอนว่าสหรัฐฯ ย่อมไม่สบายใจที่เห็นรัฐบาล คสช. พยายามเล่นไพ่จีน (และรัสเซีย ซึ่งกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนัก) เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ กดดันเรียกร้องให้ไทยเคารพในหลักการประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน แต่ไม่ได้หมายความว่าความกังวลนี้จะทำให้สหรัฐฯละทิ้งแนวนโยบายของตนจากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างทันทีทันใด เพราะอะไร/p pstrongหนึ่ง /strongในแง่เศรษฐกิจ นับแต่สงครามเย็นยุติลง ใครๆ ก็มองว่าประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียน ซึ่งอาเซียนมีศักยภาพในการเติบโตสูงมากจนกลายเป็นสาวเนื้อหอมสำหรับนักลงทุนจากทั่วทุกภูมิภาค ความมั่นคงทางการเมืองของไทยจึงสำคัญต่อกระเป๋าเงินของทั้งภูมิภาคและนักลงทุนทั่วโลกbr /br /แต่ความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมาจนเกือบจะครบทศวรรษ และยังไม่มีท่าทีจะยุติลงในระยะเวลาอันใกล้ แถมประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนกลับถดถอยลงนับแต่การรัฐประหารโดย คสช. ทำให้นักลงทุนทั้งหลายเริ่มเห็นว่าการฝากความหวังให้ไทยเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยไม่มองหาช่องทางอื่นบ้าง คงไม่ปลอดภัยสำหรับพวกเขาแน่ ฉะนั้น นับแต่ปีที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นบรรรษัทใหญ่ๆ เริ่มย้ายฐานการลงทุนอุตสาหกรรมไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้นๆ/p pstrongสอง/strong ในแง่เศรษฐกิจ สหรัฐฯสำคัญกับไทยมากกว่าที่ไทยสำคัญต่อสหรัฐฯ สหรัฐฯเป็นหนึ่งในสามตลาดที่ใหญ่ที่สุดของสินค้าไทย แค่สหรัฐฯและอียูประกาศลดระดับสถานะประเทศที่ป้องกันการค้ามนุษย์ของไทย จากระดับ 2 ไปเป็นระดับ 3 ก็ทำให้เจ้าหน้าที่ไทยเต้นเป็นจ้าวเข้าได้/p pstrongไม่มีใครรับประกันได้ว่าหากปีหน้า ประเทศไทยยังไม่มีเลือกตั้งเสียที เราจะเจอกับมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจจากสหรัฐฯด้วยหรือไม่ เพราะขณะนี้ทั่วโลกรู้ดีว่าเศรษฐกิจไทยกำลังวิกฤติ และเชื่อว่าจะส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลทหาร ซึ่งที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญอเมริกัน เช่น Joshua Kurlantzick ก็ได้เสนอให้สหรัฐฯ เพิ่มมาตรการกดดันทางเศรษฐกิจต่อรัฐบาลทหารไทย เพราะเชื่อว่าจะทำให้แรงกดดันในประเทศเพิ่มสูงขึ้นแน่นอน/strong/p pstrongสาม/strong ในแง่การทหาร ไทยกับสหรัฐฯมีความสัมพันธ์แนบแน่นมาตั้งแต่ยุคจอมพลสฤษดิ์ ในปัจจุบันก็ยังมีข้อตกลงความร่วมมือด้านการทหารหลายฉบับ หนึ่งในข้อตกลงที่สำคัญคือ คอบร้าโกลด์ อันเป็นการฝึกร่วมทางทหารที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย-แปซิฟิค โดยไทยเป็นฐานสำหรับการฝึกซ้อมร่วม แต่พอรัฐประหารปุ๊บ สหรัฐฯก็ประกาศ “ลดระดับ” การฝึกซ้อมกับไทย ให้เหลือแค่การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและภัยธรรมชาติ และยังส่งสัญญาณว่าอาจพิจารณาย้ายที่ฝึกซ้อมร่วมไปออสเตรเลียแทน/p pนอกจากนี้ สหรัฐมองว่าการแอบอิงจีนไม่สามารถตอบสนองความต้องการด้านอาวุธของกองทัพไทยได้อย่างน่าพึงพอใจ เพราะเทคโนโลยี่ด้านอาวุธของสหรัฐฯนั้นมีเหนือกว่าจีนมา แง่นี้แปลว่า เราต้องการสหรัฐฯ มากกว่าที่สหรัฐฯต้องการเรา/p pอันที่จริงในแง่การทหาร นับแต่สงครามเย็นยุติลง บทบาทของสิงคโปร์ด้านความร่วมมือด้านการทหาร ได้โดดเด่นขึ้นมาแทนที่ฟิลิปปินส์ นับแต่ปี 1992 สิงคโปร์เปิดและพัฒนาฐานทัพของตน เป็นฐานโลจิสติคส์ให้กับกองเรือรบที่ 7 (หน่วยรบนอกประเทศที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ทำงานประสานกับฐานทัพทหารสหรัฐฯในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้) และกองทัพอากาศของสหรัฐฯ/p pนอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มว่าฟิลิปปินส์อาจเปิดฐานทัพของสหรัฐฯ อีกครั้งหนึ่ง เพื่อคานอำนาจทางทหารกับจีน อันเนื่องมาจากข้อพิพาทเขตแดนในทะเลจีนใต้/p pstrongสี่ /strongนับแต่สงครามเย็นยุติลง ภัยคอมมิวนิสต์ยุติลง สหรัฐฯและยุโรปเริ่มใช้มาตรการสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย มาดำเนินความสัมพันธ์กับพันธมิตรทั้งเก่าและใหม่ของตนมากขึ้น เพื่อสถาปนาภาพลักษณ์ของผู้นำเสรีนิยม แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะต้องใช้หลักการนี้อย่างเท่าเทียมกับทุกประเทศ มันขึ้นกับการประเมินว่าแนวทางไหนกับประเทศใดที่จะทำให้เขาได้ประโยชน์สูงสุด ในกรณีของไทย ปัจจุบันยังไม่มีภัยคุกคามที่น่ากลัวจนทำให้สหรัฐฯต้องละทิ้งหลักการปชต.แล้วหันมาจูบปากกับรัฐบาลทหาร แบบที่เคยเกิดขึ้นในยุคคอมมิวนิสต์มาแล้ว/p pstrongห้า/strong ความขัดแย้งทางการเมืองที่ยืดเยื้อนับแต่รัฐประหารปี 2549 ดูเหมือนจะทำให้ผู้นำสหรัฐฯ เริ่มเปลี่ยนทัศนคติที่เคยมีต่อชนชั้นนำ-กลุ่มอำนาจเก่าของไทยอย่างมีนัยสำคัญ/p pในอดีต ความร่วมมือระหว่างไทยกับสหรัฐฯ กระทำผ่านกลุ่มชนชั้นอนุรักษ์นิยมเป็นหลัก เพราะมีจุดยืนต่อต้านคอมมิวนิสต์ร่วมกัน และสหรัฐฯมองว่ากลุ่มนี้คือ ผู้กุมอำนาจและกำหนดทิศทางการเมืองไทยเป็นหลัก ทำให้การเมืองมีเสถียรภาพได้อย่างน่าพอใจ แม้จะมีรัฐประหารบ่อย แต่เสถียรภาพทางการเมืองก็ไม่ได้ถูกสั่นคลอนจริงๆ การร่วมมือกับคนชนช้ำนำอนุรักษ์นิยม ไม่เพียงตอบสนองผลประโยชน์ของสหรัฐฯอย่างราบรื่น แต่ยังรับได้ในเชิงหลักการด้วย (หลักการต่อต้านคอมฯ)/p pแต่ปัจจุบัน สหรัฐฯ เริ่มตระหนักว่ากลุ่มอำนาจเก่าของไทยคือ หนึ่งในสาเหตุของปัญหาที่ยืดเยื้อ นั่นคือ การปฏิเสธไม่ยอมรับกติกาการเมืองประชาธิปไตย ไม่เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ เหยียบย่ำหลักการหนึ่งสิทธิหนึ่งเสียงของประชาชน เอาชนะฝ่ายทักษิณไม่ได้ ก็หันใช้ตุลาการภิวัตน์ ก่อม๊อบปิดหน่วยราชการเพื่อสร้างภาวะ failed state ไปจนถึงทำรัฐประหาร แม้จนกำลังจะกลายเป็นคนป่วยแห่งเอเชีย ก็ยังไม่มีท่าทีว่ากลุ่มอำนาจเก่าจะยอมปรับเปลี่ยนหรือเรียนรู้ข้อผิดพลาดของตนแต่ประการใด ยังคงเดินหน้าใช้อำนาจกดปราบประชาชน ช่วยกัน เขียนรธน. เพื่อใช้เป็นเครื่องมือกดเสียงส่วนใหญ่ของประเทศต่อไป โดยไม่ไยดีต่อความคับแค้นของประชาชนเสียงข้างมากของประเทศที่รอวันเอาคืนแต่ประการใดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากที่ได้เคยพูดคุยกับนักการทูตจากตะวันตกหลายประเทศ ดิฉันพบว่านี่คือมุมมองหลักที่พวกเขามีในปัจจุบัน/p pนอกจากนี้ สื่อมวลชนใหญ่ๆของโลกยังมีผลต่อมุมมองของรัฐบาลในประเด็นปัญหาสำคัญๆด้วย หากเรากลับไปอ่านสื่อใหญ่ๆ เช่น New York Times, BBC, the Economist, Wall Street Journal, CNN ฯลฯ เราจะพบข้อเขียนที่วิพากษ์กลุ่มอำนาจเก่าของไทยอย่างเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ/p pstrongฝ่ายอนุรักษ์นิยมมักปลอบใจตัวเองว่าสื่อพวกนี้ถูกทักษิณซื้อไปแล้ว แต่ข้อเท็จจริงคือ สื่อเหล่านี้รังเกียจทักษิณอย่างยิ่งเช่นกัน เขาอาจพูดถึงข้อดีของนโยบายต่างๆ ของทักษิณต่อคนจนและคนชนบท แต่เขามักบรรยายคุณสมบัติของทักษิณว่าเป็นพวกอำนาจนิยม คอรัปชั่นเชิงนโยบาย สงครามต่อต้านยาเสพติดทำให้คนบริสุทธิ์ตายจำนวนมาก ฯลฯ/strong/p pstrongหก /strongเวลาสหรัฐฯต้องดีลกับประเทศยากๆ สหรัฐฯไม่ใช้วิธีโอ๋เอาใจ แต่จะใช้ทั้งไม้นวมและไม้แข็ง โดยอีกฝ่ายมักต้องแสดงท่าทียอมอ่อนให้ก่อน สหรัฐฯจึงจะใช้ไม้นวมตาม เช่น กรณีเกาหลีเหนือ ยื่นเงื่อนไขการเจรจาว่าเกาหลีเหนือจะยกเลิกการวิจัยนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯและโลกตะวันตกยกเลิกการคว่ำบาตรทางการทูตและเศรษฐกิจ และให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจแก่เกาหลีเหนือ แต่เมื่อเกาหลีเหนือปฏิเสธไม่ให้ผู้แทนภายนอกเข้าไปตรวจสอบการดำเนินการของตนตามการเงื่อนไขของสหรัฐฯ สหรัฐฯ ก็พร้อมจะยุติการเจรจาเช่นกัน/p pนอกจากนี้ เมื่อปีที่แล้ว เกาหลีเหนือยังเจรจาทำนองขู่ว่าตนจะยินดียกเลิกการทดลองนิวเคลียร์ หากสหรัฐฯกับเกาหลีใต้ยกเลิกการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกัน สหรัฐฯ บอกไม่สน เดินหน้าซ้อมรบกับเกาหลีใต้ต่อไป/p pstrongสุดท้าย สิ่งที่สหรัฐฯ กังวลเกี่ยวกับไทยก็คือ คนป่วยคนนี้ยังมองหาสาเหตุความเจ็บป่วยของตนเองไม่เจอ แถมยังงมงายอยู่กับแนวทางเผด็จการปนไสยศาสตร์พ่อมดหมอผี/strong หากเป็นที่แน่ชัดว่า ไทยจะไม่มีการเลือกตั้งภายในต้นปีหน้า มีการละเมิดสิทธิของประชาชนด้วยมาตรา 44 อย่างกว้างขวางมากขึ้น ก็อย่าหวังเลยว่าสหรัฐฯ ภายใต้นายเดวีส์ จะหันมาฮันนีมูนกับไทย การกดดันเป็นเครื่องมือเพื่อเข้าถึงจุดหมายที่สหรัฐฯใช้มากกว่าการโอ้โลมปฏิโลม/p pstrongคนจำนวนไม่น้อยในประเทศนี้ยังหวังลมๆ แล้ง ๆ ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยเจอปัญหามามากมาย ก็เอาตัวรอดมาได้ด้วยดี พระสยามเทวาธิราชจะยังช่วยเราต่อไปแน่ๆ ยังไงเราก็เอาตัวรอด ทะยานกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกเหมือนเดิม แต่คนที่เขามองมาจากข้างนอก เขาเชื่อว่า “โชค” ที่ว่านั้น หมดไปนานแล้วค่ะ/strong/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/8-CvbwzTRKQ" height="1" width="1" alt=""/

iLAW: การอุทธรณ์ฎีกาในศาลทหาร

Fri, 17/04/2015 - 00:12
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm9.staticflickr.com/8800/16981590040_cc18bf3fb4_z_d.jpg" style="width: 500px; height: 334px;" //p pbr /ในยามปกติ ศาลทหารมีการพิจารณา 3 ชั้น เช่นเดียวกับศาลยุติธรรม แต่เมื่อมีการประกาศใช้กฎอัยการศึก ศาลทหารจะเปลี่ยนเป็น "ศาลทหารในภาวะไม่ปกติ" ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าทำความผิดในระหว่างที่มีการประกาศกฎอัยการศึกจะไม่มีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกา/p pการประกาศให้พลเรือนที่ทำความผิดในคดีบางประเภท ขึ้นศาลทหารหลังการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ซึ่งอยู่ในระหว่างที่มีการประกาศกฎอัยการศึก ทำให้พลเรือนที่ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาของศาลทหาร ไม่สามารถอุทธรณ์หรือฎีกาคดีของตนได้/p p1 เมษายน 2558 คสช. ประกาศยกเลิกกฎอัยการศึก และอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 44 ออกประกาศ 3/2558 มาใช้แทนกฎอัยการศึก ทำให้ศาลทหารกลายเป็นศาลใน "ภาวะปกติ" ซึ่งคู่ความมีสิทธิอุทธรณ์และฎีกา คำพิพากษาใดๆ ย่อมถูกตรวจสอบได้โดยศาลชั้นที่สูงกว่า/p pอย่างไรก็ตาม ยังเป็นที่ถกเถียงในเรื่องการตีความอยู่มากว่า คดีที่พิจารณาเสร็จไปแล้วในศาลทหารชั้นเดียว หรือคดีที่กำลังพิจารณาอยู่ จะมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาด้วยหรือไม่ พล.ต.พนมเทพ เวสารัชชนันท์ ตุลาการพระธรรมนูญ หัวหน้าศาลทหารกรุงเทพ จึงต้องออกมาชี้แจงเรื่องดังกล่าวต่อสังคม (a href="http://www.thairath.co.th/content/491628"'ศาลทหาร' ชี้ขอบเขตอำนาจ การพิจารณาคดี หลัง 1 เม.ย. อุทธรณ์-ฎีกาได้/anbsp;)ทั้งนี้คดีที่คู่ความจะมีสิทธิอุทธรณ์ฎีกา จะพิจารณาจากวันที่การกระทำความผิดเกิดขึ้น หากเกิดขึ้นหลังการยกเลิกกฎอัยการศึก ก็มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาได้ ส่วนคดีที่พิจารณาค้างอยูนั้นแม้กฎอัยการศึกจะถูกยกเลิกไปแต่คู่ความก็ยังก็ไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกาอยู่ดี/p pบางคดีแม้ว่าการจับกุมตัว การตั้งข้อกล่าวหา หรือยื่นฟ้อง จะเกิดขึ้นหลังวันที่ 1 เมษายน 2558 แต่ก็พิจารณาที่วันกระทำความผิดเท่านั้น หากการกระทำเกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 เมษายน แต่กว่าจะรู้ตัวและจับกุมตัวได้ หลังการยกเลิกกฎอัยการศึก จำเลยในศาลทหารก็จะไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกา/p pสำหรับระยะเวลาในการยื่นอุทธรณ์ ปัจจุบันตาม พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ.2498 กำหนดว่า ต้องยื่นภายใน 15 วัน ซึ่งกฎหมายข้อนี้ สนช.ได้พิจารณาแก้ไขเรียบร้อยแล้วให้เพิ่มระยะเวลาเป็น 30 วัน นับแต่วันที่อ่านคำพิพากษาให้จำเลยฟัง แต่กฎหมายที่แก้ไขจะเริ่มมีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว หากประกาศเมื่อไรก็จะมีผลใช้กับทุกคดี โดยไม่ต้องพิจารณาว่าคดีเกิดขึ้นก่อนหรือหลังการแก้ไขกฎหมาย/p pstrongอย่างไรก็ตามสิทธิในการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาในศาลทหาร ก็มีเงื่อนไขเช่นเดียวกับการอุทธรณ์หรือฎีกาในศาลพลเรือน ซึ่งต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาประกอบด้วย หากเป็นคดีความผิดเล็กๆ น้อยๆ ศาลอาจไม่อนุญาตให้ยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง(เช่นทำหรือไม่ได้ทำ) แต่การอุทธรณ์ในเรื่องข้อกฎหมาย (เช่นการฟ้องผิดมาตรา) สามารถอุทธรณ์และฎีกาได้เสมอ/strong/p pnbsp;/p pbr /เผยแพร่ครั้งแรกใน a href="https://www.facebook.com/iLawClub/photos/a.10150540436460551.646424.299528675550/10155416659290551/?type=1amp;theater"แฟนเพจ iLAW/a/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/3SN17Amh5H0" height="1" width="1" alt=""/

7 เครื่องมือตรวจโรคราคาถูกสำหรับประเทศยากจน

Thu, 16/04/2015 - 22:04
pเว็บไซต์ OpenMind นำเสนอบทความเกี่ยวกับเครื่องมือราคาถูกสำหรับใช้ตรวจวินิจฉัยโรคสำหรับประเทศที่ยากจน ซึ่งมีทั้งเครื่องที่สามารถตรวจโรคร้ายๆ อย่างอีโบลา, วัณโรค, มาลาเรีย, โรคเอดส์ โดยอาศัยทรัพยากรไม่มากและมีความสะดวกในงานแพทย์ภาคสนาม/p p!--break--!--break--/p pbr /15 เม.ย. 2558 ในทุกปีมีโรคภัยไข้เจ็บหลายชนิดคร่าชีวิตคนไปจำนวนมาก มีประชากรโลกราว 1 ล้านคนเสียชีวิตจากมาลาเรีย มีมากกว่า 4 ล้านคนเสียชีวิตจากการติดเชื้อที่ทางเดินหายใจ ราว 3 ล้านเสียชีวิตจากการติดเชื้อในลำไส้ อีกราว 5 ล้านคนเสียชีวิตจากโรคเอดส์และวัณโรค ขณะที่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อืนๆ และการติดเชื้อปรสิตในเขตร้อนก็เป้นเหตุให้คนหลายแสนคนเสียชีวิตในหนึ่งปี/p pวารสารเนเจอร์รีวิวระบุไว้ในปี 2547 ว่า การเสียชีวิตเหล่านี้ร้อยละ 95 เกิดขึ้นในประเทศกำลังพัฒนาและสิ่งที่จะช่วยต่อสู้กับโรคร้ายเหล่านี้ได้คือการวินิจฉัยโรคที่แม่นตรงและทำได้ง่าย แต่ในประเทศที่เกิดโรคภัยเหล่านั้นก็ขาดแคลนเครื่องมือที่ดี/p pอย่างไรก็ตาม Open Mind ระบุว่าเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมามีการพัฒนาเทคนิคใหม่ที่ทำให้สามารถวินิจฉัยและรักษาโรคในประเทศกำลังพัฒนาได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานอย่างโรงพยาบาลหรือห้องแล็บ เทคนิคดังกล่าวทำให้เกิดการพัฒนาเครื่องมือที่เรียกว่า 'พอยต์ออฟแคร์เทสต์' (POCT) ซึ่งเป็นเครื่องมือตรวจโรคราคาถูกที่ให้ผลลัพธ์รวดเร็วและเหมาะจะใช้กับพื้นที่ๆ ประสบปัญหาการเข้าถึงบริการสาธารณสุข/p pเครื่องมือดังกล่าวนี้จะช่วยทำให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขวินิจฉัยหรือรักษาโรคผู้ป่วยได้เร็วขึ้น ซึ่งวงการวิทยาศาสตร์เสนอว่าเครื่องมือ POCT ที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติ 7 อย่างคือ ราคาไม่แพง, ตอบสนองได้ดี, มีความจำเพาะเจาะจง, ใช้งานได้ง่าย, ให้ผลรวดเร็ว, ทนทาน, ไม่ต้องพึ่งเครื่องมืออื่น และให้ผลลัพธ์ได้จริง เครื่องมือ POCT มีความหลากหลายและมีหลายรุ่นซึ่งในรุ่นต่างๆ มีการพัฒนาความสามารถด้วยจุดประสงค์ที่ต่างกันเช่นรุ่นแรกสุดจะเน้นความถูกและเร็ว รุ่นที่สองเพิ่มความสามารถเรื่องการทดสอบขยายกรดนิวคลีอิก รุ่นที่สามมีการใช้ร่วมกับเทคโนโลยีพกพาอย่างการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์มือถือได้/p pบทความของ Open Mind ได้ยกตัวอย่าง POCT ที่น่าสนใจไว้ 7 ชิ้น แต่ก็มีบางชิ้นที่คงอยู่ในขั้นตอนการศึกษาและยังไม่มีวางจำหน่าย/p pbr /1.) เครื่องตรวจเลือดวินิจฉัยโรคได้ 6 ชนิด/p pกลุ่มนักวิจัยไวท์ไซด์มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดพัฒนาเครื่องมือตรวจเลือดราคา 25 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 800 บาท) ซึ่งจะมีราคาถูกกว่านี้ถ้ามีการผลิตแบบเป็นจำนวนมาก นักวิจัยกล่าวว่าเครื่องมือนี้สามารถตรวจเลือดและแหล่งน้ำเพื่อหาเชื้อมาลาเรีย ตรวจเบาหวาน และยังใช้วัดความปนเปื้อนของแหล่งน้ำได้ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาต่อเพื่อขยายผลไปถึงการตรวจหาเชื้อเอชไอวี, อีโบล่า, อีโคไล, ตับอักเสบ, หวัด หรือไข้เลือดออก ได้ด้วย/p pวิธีใช้เครื่องมือนี้คือใช้เลือดหรือน้ำหยดเดียวลงบนแผ่นกระดาษแล้วสอดเข้าเครื่องมือนี้ก็จะสามารถตรวจหาโรคต่างๆ ได้ภายในไม่นาน นอกจากนี้ยังสามารถต่อเครื่องมือเข้ากับโทรศัพท์มือถือเพื่ออัพโหลดข้อมูลโดยอาศัยเพียงแค่โทรศัพทํที่ใช้เทคโนโลยีระดับ 2G ก็ทำได้/p pbr /2.) ตรวจหาเซลล์เม็ดเลือดแดงรูปเคียวด้วยราคาน้อยกว่า 1 ดอลลาร์/p pไวท์ไซด์ยังมีผลงานอีกชิ้นหนึ่งคือการตรวจหาโรคเซลล์เม็ดเลือดแดงรูปเคียว (Sickle-Cell Disease) ซึ่งเป็นเม็ดเลือดแดงที่มีการเติบโตของรูปทรงผิดปกติด้วยเครื่องมือราคาถูก ซึ่งโรคนี้ทำให้อัตราการเสียชีวิตในเด็กสูงมากในทวีปแอฟริกา ทำให้นักวิจัยใช้เครื่องตรวจเลือดที่ใช้งานง่ายและพกพาได้ การตรวจเลือดในแต่ละครั้งยังใช้เครื่องมือที่ราคาเพียง 50 เซนต์ และใช้เวลาตรวจหาเพียงแค่ประมาณ 10 นาที/p pbr /3.) ตรวจเชื้ออีโบล่าภายใน 15 นาที/p pเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมาองค์การอนามัยโลกยอมรับให้มีการใช้เครื่องมือใหม่ที่เรียกว่า 'เครื่องตรวจแอนติเจนเร่งด่วนรีบอฟ' (Reebov antigen Rapid Test) พัฒนาโดยบริษัทคอร์เจนนิกซ์ ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ใช้วินิจฉัยโรคอีโบลาภายในเวลาเพียง 15 นาที ผู้สร้างเครื่องมือนี้ระบุว่ามีวิธีการทำงานแบบเดียวกับเครื่องตรวจการมีครรภ์/p pอย่างไรก็ตามองค์กรแพทย์ไร้พรมแดนยังคงไม่ไว้ใจเครืองมือนี้โดยกล่าวว่าเป็นเครื่องมือที่ขาดความแม่นยำ อาจจะทำให้เกิดการตรวจผลอีโบลาเป็นบวกทั้งที่ผู้รับการตรวจไม่ได้ติดเชื้อจริงๆ ได้ นอกจากนี้เครื่องมือรีบอฟยังต้องผ่านการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ เพื่อที่จะสามารถนำไปทดสอบภายนอกสหรัฐฯ ได้ ทางด้านองค์การอนามัยโลกก็ยังคงรอให้การรับรองเครื่องมืออื่นๆ ที่จะสามารถตรวจหาอีโบลาได้ดีขึ้น/p pbr /4.) เครื่องตรวจไข้เลือดออก ไข้เหลือง และอีโบลา ด้วยราคาเพียง 5 ดอลลาร์/p pสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) พัฒนาเครื่องมือราคาเพียง 5 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งสามารถตรวจหาเชื้อไข้เลือดออก ไข้เหลือง และอีโบลา ภายในเวลาเพียง 10 นาที โดยอาศัยเพียงเลือด 1 หยด เครื่องมือนี้ใช้เทคโนโลยีชีวโมเลกุลที่ทำให้ผู้ตรวจโรคตรวจสอบสารพันธุกรรมในเลือดเพื่อหาโรคทั้ง 3 ชนิดได้ อย่างไรก็ตามเครื่องมือนี้ยังอยู่ในขั้นตอนทดสอบกับสัตว์เพื่อพัฒนาต่อไป/p pbr /5.) เทคโนโลยีชีวโมเลกุลของบริษัทอังกฤษ/p pบริษัท QuantuMDx จากอังกฤษสร้างเครื่องมือพกพาที่เรียกว่า 'ห้องแล็บพกพาคิวป็อก' (Qpoc Handled Laboratoty) ที่สามารถตรวจหาอีโบลา, โรคหนองใน, เอชไอวี, วัณโรค และมาลาเรีย ได้ภายในเวลา 10 นาที ตัวเครื่องมือเองมีราคา 1,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่แผ่นตรวจในแต่ละครั้งมีราคาราว 100 ดอลลารสหรัฐฯ เครื่องมือนี้ใช้เทคโนโลยีชีวโมเลกุลเพื่อตรวจสารพันธุกรรม อย่างไรก็ตามเครื่องมือนี้ยังรอการรับรองอยู่ และคาดว่าจะมีการปล่อยออกสู่ท้องตลาดในปีนี้/p pbr /6.) เครื่องตรวจวัณโรคและการดื้อยาต้านวัณโรค/p pเครื่องมือ GeneXpert MTB/RIF เป็นเครื่องมือที่นิยมใช้มากที่สุดในการตรวจหาวัณโรคและการดื้อยาไรแฟมฟิซิน (ยาปฏิชีวนะที่มักจะใช้รักษาวัณโรค) เครื่องมือนี้สร้างโดยมหาวิทยาลัยการแพทย์แห่งรัฐนิวเจอร์ซี บริษัทเซเฟอิด และสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ ในปี 2553 องค์การอนามัยโลกสนับสนุนให้มช้เครื่องมือนี้กับประเทศที่มีการระบาดของวัณโรค GeneXpert MTB/RIF ให้ผลลัพธ์ได้ภายใน 2 ชั่วโมงแต่มีราคาแพงกว่าเครื่องตรวจวัณโรคในตัวอย่างก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตามมีการนำเครื่องนี้ไปใช้เป็นจำนวนมากในแอฟริกาใต้โดยมียอดส่งออกไปยังแอฟริกาใต้ในเดือน มี.ค. ที่ผ่านมาถึง 3 หมื่นเครื่อง/p pbr /7.) เครื่องตรวจวินิจฉัยเอชไอวีและไวรัสตับอักเสบซี/p pบริษัท เมดมิรา จากแคนาดา เป็นบริษัทเดียวในโลกที่เป็นผู้จำหน่ายเครื่องตรวจวินิจฉัยเอชไอวีและไวรัสตับอักเสบซีที่สามารถให้ผลลัพธ์ได้โดยทันทีอย่างถูกต้องตามกฎหมายของแคนาดา, สหรัฐฯ, จีน และสหภาพยุโรป บริษัทนี้ยังจำหน่ายเครื่องมือให้กับโรงพยาบาล คลินิค ห้องแล็บ รวมถึงบุคคลทั่วไปด้วย อีกทั้งยังมีแผนการขยายตลาดในสหรัฐฯ ในช่วงเมื่อไม่นานมานี้/p pbr /เครื่องมือทั้ง 7 ชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่าวงการวิทยาศาสตร์มีความสามารถผลิตเครื่องมือวินิจฉัยโรคในราคาถูกได้ อย่างไรก็ตาม เครื่องมือเพียงอย่างเดียวคงไม่ช่วยให้โรคภัยไข้เจ็บหายไปจากประเทศที่กำลังพัฒนาได้ บทความในวารสารเนเจอร์รีวิวระบุว่า "การลงทุนอย่างต่อเนื่อง, เจตจำนงทางการเมือง, ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน การเงินและการทำงานตอบสนองต่อความต้องการทางการแพทย์แบบใหม่ๆ" ทั้งหมดนี้ล้วนสำคัญต่อการต่อสู้กับโรคร้ายเช่นกัน/p pbr /strongเรียบเรียงจาก/strong/p pa href="https://www.bbvaopenmind.com/en/low-cost-devices-for-diagnosing-diseases-in-poor-countries/"7 Low-Cost Devices for Diagnosing Diseases in Poor Countries, /aOpen Mind, 07-04-2015br /nbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/lKsowZcjF1M" height="1" width="1" alt=""/