ประชาไท

Syndicate content
Updated: 7 min 36 sec ago

สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี: ความไม่มั่นคงของกองทัพไทย

Sat, 18/10/2014 - 12:51
p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3951/15375020848_6acd8418b6_z_d.jpg" style="width: 560px; height: 420px;" //p pbr /ข่าวว่ามีทหารฟ้องร้องอาจารย์สุลักษณ์ในคดีหมิ่นพระนเรศวร ไม่ได้สะท้อนอะไรมากไปกว่าความรู้สึกไม่มั่นคงของกองทัพและบุคคลากรในกองทัพไทยในเรื่องรากเหง้าและบทบาททางการเมืองของตัวเองbr /br /กองทัพไม่ได้นับถือบูชากษัตริย์ไทยทุกองค์เหมือนที่กล่าวอ้างหรอก ตำราหรือหนังสือว่าด้วยประวัติศาสตร์ทางการทหารของกองทัพไทยถึงกับดูถูกและดูหมิ่นเจ้าบางองค์ด้วยซ้ำไป (ตามภาพจากหนังสือประวัติโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เล่ม 1 หน้า 33)br /br /กองทัพไทยนั้นมีปัญหาเรื่องรากเหง้าและเกียรติประวัติอย่างมาก กองทัพไทยอ้างอิงว่ามีประวัติศาสตร์มากตั้งแต่สมัยสุโขทัย มีบทบาทในการสร้างชาติมาแต่โบราณกาล แต่โดยไม่ค่อยยอมรับความจริงว่า สมัยโบราณกับสมัยปัจจุบันไม่มีความเกี่ยวเนื่องกันมากนัก เพราะกองทัพโบราณนั้นคือ การที่เจ้าเกณฑ์ไพร่ ไปช่วยรบเท่านั้น ไม่ใช่กองทัพอาชีพแบบปัจจุบัน กองทัพโบราณนั้นเกิดและดับสูญไปตามกาลเวลา ไม่อยู่คงทนถึงปัจจุบันbr /br /ถึงกระนั้นก็ตามกองทัพไทยก็พยายามเอาตัวเองไปผูกพันกับเกียรติประวัติของกษัตริย์โบราณเพื่ออ้างอำนาจที่ชอบธรรมในการควบคุมอำนาจในประเทศ แต่กองทัพเองก็สับสนอย่างมากกว่าควรเอาเกียรติประวัติของกษัตริย์องค์ใดมาเป็นเกียรติประวัติของกองทัพbr /br /ทั้งหมดนี้สะท้อนได้จากความสับสนในการกำหนดวันกองทัพไทย เดิมกองทัพไทยกำหนดเอาวันที่ 8 เมษายน อันเป็นวันสถาปนากระทรวงกลาโหม เป็นวันกองทัพไทย แต่สมัยพลเอกเปรมก็ให้เปลี่ยนใหม่ เพราะวันก่อตั้งกระทรวงนั้นไม่ได้ทำให้กองทัพไทยมีเกียรติประวัติในทางการศึกอะไรเลย จึงไปเอาวันที่ 25 มกราคม เป็นวันกองทัพไทยเพราะเชื่อว่า เป็นวันที่พระนเรศวรกระทำยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราช ตอนหลัง (ในปี 2549) มารู้ว่าคำนวนวันผิดก็เลยเปลี่ยนมาเป็นวันที่ 18 มกราคม จนปัจจุบันbr /br /ไม่ค่อยมีเหตุผลสนับสนุนชัดเจนนักว่าทำไปกองทัพไทยเลือกพระนเรศวร แทนที่จะเป็นพ่อขุนรามคำแหง เพราะถ้าอ้างว่ากองทัพไทยถือกำเนิดมาแต่สมัยสุโขทัย ทำไมไม่ถือเอาวันกำเนิดกองทัพไทยสมัยนั้นมาเป็นวันกองทัพไทย ถ้าจะว่าพระนเรศวรมีเกียรติประวัติการรบที่เก่งกาจ แต่ท่านก็ไม่ได้เป็นกษัตริย์องค์เดียวที่รบเก่ง พระเจ้าตากสินก็เก่งไม่แพ้กัน แถมยังเป็นผู้มีคุณูปการต่อการรวบรวมแผ่นดินไทยให้เป็นปึกแผ่นมาจนปัจจุบันมากกว่าพระนเรศวรเสียอีกbr /br /พูดกันอย่างตรงไปตรงมา กองทัพสมัยใหม่ของไทยสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 แม้โรงเรียนทหารที่สร้างทหารอาชีพปัจจุบันก็ยังขอยืมชื่อของพระองค์ ทำไมไม่ถือเอาว่ารัชกาลที่ 5 เป็นพระบิดาแห่งการทหารไทย อาจจะเป็นไปได้ว่า เพราะเรื่องราวของพระนเรศวรส่วนหนึ่งก็คลุมเครือทำให้ง่ายต่อการเสริมแต่งก็ได้br /br /strongการฟ้องร้องอาจารย์ สุลักษณ์ ด้วยข้อหาบ้าๆบอๆอย่างนี้ ไม่เป็นผลดีต่อกองทัพเลย หากแต่จะเป็นการเปิดโอกาสให้โลกตั้งคำถามเกี่ยวกับฐานะและบทบาทของกองทัพและทหารไทยมากขึ้นเท่านั้น ถามไปถามมาอาจจะพบว่า กองทัพไทยนั้นเป็นกลุ่มบุคคลถืออาวุธที่ไร้รากเหง้าจริงๆก็ได้/strong/p pbr /ก่อนจะทำอะไรโปรดใช้วิจารณญาณ/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://www.prachatai.org/journal/2014/10/56072" target="_blank"2 พลโทแจ้งความ ‘ส.ศิวรักษ์’ ข้อหา ม.112 หมิ่นพระนเรศวร/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/T29SZkJnqPY" height="1" width="1"/

โปสเตอร์กีดกันผู้อพยพของออสเตรเลียถูกวิจารณ์หนัก

Sat, 18/10/2014 - 11:45
pผู้คนพากันวิจารณ์โปสเตอร์และวิดีโอของทางการออสเตรเลียที่เกี่ยวกับการเตือนและขู่ผู้อพยพและผู้ลี้ภัยโดยเฉพาะที่มาจากทางเรือ โดยบอกว่าเป็นโปสเตอร์ที่ 'ไร้รสนิยม' และท่าทีต่อผู้ลี้ภัยของทางการออสเตรเลียนั้น 'น่าผิดหวัง'/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5615/14940102454_8f6e528c27_z.jpg" //p p18 ต.ค. 2557 สื่อต่างประเทศไอริชเซนทรัลตีแผ่โปสเตอร์ของทางการออสเตรเลียที่มีลักษณะกีดกันไม่ให้ผู้อพยพหรือผู้ลี้ภัยที่ไม่ได้รับการจดทะเบียนเข้าประเทศตน/p pภาพโปสเตอร์ดังกล่าวมีข้อความระบุว่า "ไม่มีทาง คุณจะไม่มีทางทำให้ออสเตรเลียเป็นบ้านของคุณ" พร้อมรูปเรือท่ามกลางมรสุมกลางทะเล ทั้งนี้ข้อความเชิงขับไล่ในภาพโปสเตอร์ยังได้รับการแปลเป็น 17 ภาษาอีกด้วย/p pภาพโปสเตอร์นี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ 'ปฏิบัติการเพื่ออธิปไตยเขตแดน' ของรัฐบาลออสเตรเลีย พวกเขาใช้ภาพที่ดูเป็นลางร้ายและใช้ภาษาสื่อตรงไปตรงมาเพราะต้องการให้โปสเตอร์นี้กลายเป็นสิ่งที่แพร่หลายทางอินเทอร์เน็ต ภาพเรือถูกคลื่นลมซัดกลางทะเลในโปสเตอร์นี้ยังช่วยเน้นย้ำสิ่งที่รัฐบาลต้องการสื่อคือการเดินทางเข้าประเทศออสเตรเลียเป็นอันตรายไม่คุ้มเสี่ยง/p pอย่างไรก็ตาม โปสเตอร์นี้ถูกวิจารณ์ว่าเป็นโครงการที่กีดกันนักท่องเที่ยวมากที่สุดในศตวรรษ ด้านกลุ่มแนวร่วมปฏิบัติการเพื่อผู้ลี้ภัยแห่งซิดนีย์แสดงความไม่พอใจโครงการรณรงค์นี้ โดยระบุว่า "การเสียชีวิตทางทะเลส่วนใหญ่เกิดจากการตอบโต้ในเชิงข่มขวัญของหน่วยค้นหากู้ภัยที่ถูกสั่งให้ปฏิบัติการโดยให้ความสำคัญอย่างแรกคือการหยุดเรือ ไม่ใช่การช่วยชีวิต"/p pทางด้านซาราห์ แฮนสัน-ยัง วุฒิสมาชิกจากพรรคกรีนกล่าวว่าโปสเตอร์ชิ้นนี้ไร้รสนิยมมาก และน่าผิดหวังที่มันมาจากรัฐบาลออสเตรเลียซึ่งก่อนหน้านี้เคยเป็นประเทศที่ใจกว้างรวมถึงเคยช่วยร่างสนธิสัญญาผู้ลี้ภัย/p pย้อนไปในปี 2471 ออสเตรเลียเคยโฆษณาตัวเองว่าเป็นดินแดนแห่งโอกาส แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะโฆษณาเรื่องนี้ให้กับชาวอังกฤษและชาวยุโรปเหนือเท่านั้น ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ออสเตรเลียถึงขั้นเสนอช่วยเหลือการโดยสารทางเรือให้แก่ผู้อพยพชาวอังกฤษในราคาเพียงแค่ 10 ปอนด์/p pนักวิจารณ์บอกว่ามันเป็นเรื่องที่ดูย้อนแย้งสำหรับประเทศที่ถูกสถาปนาโดยชาวยุโรป (ซึ่งทำให้เกิดนโยบายการที่คนผิวขาว "กลืนเผ่าพันธุ์" ชาวท้องถิ่นดั้งเดิม) แต่ในตอนนี้กำลังประกาศห้ามไม่ให้คนต่างชาติเข้ามายังประเทศตน การข่มขู่ผู้ลี้ภัยความรุนแรงและการกดขี่จากประเทศบ้านเกิดด้วยวิธีการข่มขู่ก็ทำให้นักวิจารณ์จำนวนมากวิจารณ์ว่าเป็นความโหดร้ายโดยไม่จำเป็น/p pนอกจากโปสเตอร์แล้วทางการออสเตรเลียยังได้เผยแพร่สื่อวิดีโอ ซึ่งมีนายพล แคมเบลล์ ผู้บัญชาการของโครงการปฏิบัติการเพื่ออธิปไตยเขตแดน กล่าวเตือนผู้ที่เดินทางโดยเรือแล้วพยายามลักลอบเข้าประเทศออสเตรเลียว่าจะไม่ได้รับการต้อนรับไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ เป็นผู้มีทักษะวิชาชีพหรือไม่/p pโดยแคมเบลล์กล่าวอีกว่าผู้ที่ช่วยเหลือคนเหล่านี้ลักลอบเข้าเมืองคือกลุ่มคนที่หลอกเอาเงินและทำลายครอบครัวของผู้ต้องการอพยพ วิดีโอดังกล่าวนี้ยังถูกแปลเป็นภาษาต่างๆ เช่น โรฮิงญา, ทมิฬ, อูรดู, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, อาหรับ ฯลฯ/p p style="text-align: center;"iframe allowfullscreen="" src="//www.youtube-nocookie.com/embed/rT12WH4a92w" frameborder="0" height="315" width="560"/iframe/p pbr / /ppstrongเรียบเรียงจาก/strong/p pAustralian government’s anti-immigrant poster shocks planet, Irish Central, 16-10-2014br /a href="http://www.irishcentral.com/opinion/cahirodoherty/Australian-governments-anti-immigrant-poster-shocks-planet-VIDEO.html"http://www.irishcentral.com/opinion/cahirodoherty/Australian-governments-anti-immigrant-poster-shocks-planet-VIDEO.html/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/B_ZyGizYA50" height="1" width="1"/

โพลล์เผยคนไม่เชื่อสื่อ อยากเห็นการปฏิรูป-มีการสอบใบอนุญาต

Sat, 18/10/2014 - 10:49
div“กรุงเทพโพลล์ร่วมปฏิรูปประเทศไทย : ปฏิรูปสื่อเพื่อลดความขัดแย้ง” ชี้ประชาชนส่วนใหญ่ 74.5% เห็นว่าข่าวที่สื่อนำมาเสนอเชื่อถือไม่ค่อยได้ ไม่ได้นำเสนอความจริงทั้งหมด 78.5% ระบุว่าจำเป็นต้องปฏิรูปสื่อด้วย 89.9% เห็นว่าควรมีการสอบใบอนุญาตวิชาชีพสื่อ/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div18 ต.ค. 2557 กรุงเทพโพลล์โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ตระหนักและให้ความสำคัญกับการปฏิรูปประเทศตามเจตนารมณ์ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้วยการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนต่อประเด็นต่างๆ ที่จะทำการปฏิรูป ซึ่งการสำรวจครั้งนี้เป็นการสะท้อนความเห็นของประชาชนที่มีต่อการปฏิรูปสื่อสารมวลชน ภายใต้หัวข้อ “กรุงเทพโพลล์ร่วมปฏิรูปประเทศไทย :ปฏิรูปสื่อเพื่อลดความขัดแย้ง” nbsp;โดยสำรวจจากประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,088 คน พบว่า/div divnbsp;/div divประชาชนส่วนใหญ่คิดเป็นร้อยละ 91.8 nbsp;ติดตามข่าวจากทีวี รองลงมาร้อยละ 35.0 nbsp;ติดตามข่าวจากโซเชียลมีเดีย เช่น facebook twitter และร้อยละ 34.7 ติตามจากเว็บไซต์ต่างๆ ส่วนข้อมูลข่าวสารที่ประชาชนต้องคิดพิจารณาก่อนที่จะตัดสินใจเชื่อข่าวนั้นๆ มากที่สุดคือ ข่าวจากทีวี (ร้อยละ 55.1) รองลงมาคือข่าวจากโซเชียลมีเดีย (ร้อยละ 47.9) และ ข่าวจากจากเว็บไซต์ต่างๆ (ร้อยละ 33.0)nbsp;/div divnbsp;/div divทั้งนี้ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 86.6 nbsp;มีความเห็นว่าการนำเสนอข่าวของสื่อมวลชนในปัจจุบันมีอิทธิพลมากถึงมากที่สุดต่อการชี้นำทางความคิดของประชาชน ขณะที่มีเพียงร้อยละ 10.5 เท่านั้นที่เห็นว่ามีอิทธิพลน้อยถึงน้อยที่สุด ที่เหลือร้อยละ 2.9 ไม่แน่ใจ/div divnbsp;/div divเมื่อถามถึงความเป็นอิสระของสื่อมวลชนจากนายทุนหรือนักการเมืองในการนำเสนอข่าว ประชาชนร้อยละ 64.8 เห็นว่าสื่อไม่เป็นอิสระ ถูกครอบงำ และซื้อได้ถ้าหยิบยื่นให้ ขณะที่ร้อยละ 26.2 เห็นว่า สื่อเป็นอิสระ ไม่ถูกครอบงำ และซื้อไม่ได้ ที่เหลือร้อยละ 9.0 ไม่แน่ใจ/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 74.5 เห็นว่า ข่าวที่สื่อนำมาเสนอเชื่อถือไม่ค่อยได้ เพราะไม่ได้นำเสนอความจริงทั้งหมด รองลงมาร้อยละ 20.7 เห็นว่าเชื่อถือได้ ตรงตามข้อเท็จจริง และร้อยละ 2.2 เห็นว่าสื่อเชื่อถือไม่ได้เลย เพราะข้อมูลไม่เป็นความจริง สร้างข่าวขึ้นมาเอง ที่เหลือร้อยละ 2.6 ไม่แน่ใจ/div divnbsp;/div divสำหรับความเป็นกลางในการนำเสนอข่าวการเมืองของสื่อมวลชน ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 54.4 ระบุว่าสื่อไม่ค่อยเป็นกลาง รองลงมาร้อยละ 30.2 ระบุว่าเป็นกลาง และร้อยละ 10.0 ระบุว่าไม่เป็นกลางเลย ที่เหลือร้อยละ 5.4 ไม่แน่ใจnbsp;/div divnbsp;/div divเมื่อถามถึงการปฏิรูปประเทศไทยในครั้งนี้ สื่อมวลชนจำเป็นต้องถูกปฏิรูปด้วยหรือไม่ พบว่าประชาชนมากถึงร้อยละ 78.5 ระบุว่าจำเป็นต้องปฏิรูปสื่อด้วย ขณะที่มีเพียงร้อยละ 16.4 ที่ระบุว่าไม่จำเป็นต้องปฏิรูปสื่อ และที่เหลือร้อยละ 5.1 ไม่แน่ใจ/div divnbsp;/div divสุดท้ายเมื่อถามว่าสื่อมวลชนในประเทศไทยควรมีการสอบใบอนุญาตวิชาชีพสื่อมวลชน เหมือนวิชาชีพอื่นๆ เช่น แพทย์ ทนายความ หรือไม่ ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 89.9 เห็นว่าควรมีการสอบใบอนุญาต ขณะที่มีเพียงร้อยละ 6.9 เท่านั้นที่ระบุว่า ไม่ควรมีการสอบ และที่เหลือร้อยละ 3.2 ไม่แน่ใจ/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/S-9HLCcSRvY" height="1" width="1"/

สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประณามตร. ฮ่องกงจับช่างภาพ Getty Image ขณะถ่ายภาพการชุมนุม

Sat, 18/10/2014 - 02:21
pช่วงค่ำของวันที่ 17 ต.ค. 2557nbsp; พอลล่า บรอนสไตน์ ช่างภาพข่าวมือรางวัลของ Getty Image ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมขณะยืนบนกระโปรงรถยนต์คันหนึ่ง เพื่อถ่ายภาพการชุมนุมของชาวฮ่องกง/p !--break--!--break--pbr /a href="https://www.facebook.com/FCCThailand/posts/701050306646589"สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย/a (FCCT) แถลงด่วนต่อกรณีดังกล่าวเรียกร้องให้ปล่อยตัวช่างภาพข่าวโดยทันที พร้อมทั้งเรียกร้องทางการฮ่องกงให้ผู้สื่อข่าวได้ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีอุปสรรคขัดขวาง หรือถูกทำร้ายจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ/p pa href="http://www.theepochtimes.com/n3/1025513-paula-bronstein-arrest-getty-photojournalist-detained-while-covering-hong-kong-occupy-central-protests-photo/"คลิกดูภาพเหตุการณ์ขณะเธอถูกจับกุม/a/p pพอลล่า บรอนสไตน์ เป็นช่างภาพข่าวที่พำนักอยู่ในประเทศไทย และมีประวัติการทำงานยาวนาน ทั้งจากการทำข่าวสถานการณ์อัฟกานิสถาน แคชเมียร์ และการเก็บภาพหลังเหตุการณ์ 9/11 ในสหรัฐอเมริกา และเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองในประเทศไทย รวมทั้งเคยได้รับการเสนอชื่อชิงรางวัลพูลิตเซอร์ในปี 2554 ด้วย/p pสำหรับเหตุการณ์การจับกุมของเธอนั้น เกิดจากการที่เจ้าของรถดังกล่าวร้องเรียนต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมเธออย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามไม่มีรายงานความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรถยนต์คันที่เธอปีนขึ้นไปถ่ายรูป/p pสำหรับการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย และการเลือกตั้งผู้บริหารเกาะฮ่องกงอย่างเต็มรูปแบบโดยไม่ผ่านการครอบงำของรัฐบาลปักกิ่ง ในปี พ.ศ. 2560 เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ก.ย. ที่ผ่านมา ขณะนี้ดำเนินต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 20 วันแล้ว โดยในช่วงหลังการชุมนุมนี้ถูกเรียกว่า "ปฏิวัติร่ม" เพราะผู้ชุมนุมใช้ร่มในการบังแดด และป้องกันตัวจากแก๊สน้ำตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ/p pการชุมนุมดังกล่าวได้รับการกล่าวถึงในเชิงบวกจากสื่อนานาชาติว่าเป็นการชุมนุมที่สงบสันติและมีวินัย โดยคนรุ่นใหม่ อย่างไรก็ตาม ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา การชุมนุมต้องเผชิญกับเหตุรุนแรงหลายครั้ง ทางจากผู้ประท้วงอีกฝ่ายที่สนับสนุนทางการจีน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งเริ่มมีรายงานการใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมออกมาอย่างต่อเนื่องbr /nbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="http://www.theepochtimes.com/n3/1025513-paula-bronstein-arrest-getty-photojournalist-detained-while-covering-hong-kong-occupy-central-protests-photo/" target="_blank"Paula Bronstein Arrest: Getty Photojournalist Detained While Covering Hong Kong Occupy Central Protests (+Photo)/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/Uo0NDj8n5nI" height="1" width="1"/

นักกิจกรรมอิตาลียืนยันเองว่าจัดให้มีการประท้วงต้าน พล.อ.ประยุทธ์

Sat, 18/10/2014 - 01:15
p'พล.ต.สรรเสริญ' แถลงอีกครั้งว่าการชุมนุมที่มิลานเป็นการต่อต้านเหยียดผิว-มีคนไทยมาผสมโรง ขณะที่นักศึกษาปีกซ้ายอิตาลี "Cantiere" ผู้จัดชุมนุมยืนยันเองว่าการชุมนุม 16 ต.ค. ที่มิลาน ทำให้เพื่อนมิตรชาวไทยได้ทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในประเทศไทย นั่นคือ "ต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยเสียงอันดัง"/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3930/15367382339_fa84fbe4f0_z.jpg" style="width: 560px; height: 374px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"strongภาพประท้วงการประชุมอาเซมครั้งที่ 10 ที่มิลานเมื่อวันที่ 16 ต.ค. มีผู้ประท้วงบางคนถือป้ายต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช./strong/span/p p17 ต.ค. 2557 - ตามที่เมื่อวันที่ 16 ต.ค. พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่าภาพคนมาต่อต้าน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่เดินทางเข้าประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป หรืออาเซม ที่อิตาลี ที่ลงในไทยอีนิวส์ไม่เป็นความจริง โดยผู้ที่ร่วมเดินทางไปกับ พล.อ.ประยุทธ์ รวมทั้งผู้สื่อข่าวสามารถเป็นพยานได้ และมีแต่เหตุการณ์คนไทยมาต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์นั้น a href="http://prachatai.org/journal/2014/10/56043"(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)/a/p pต่อมาหลังมีภาพข่าวและการรายงานข่าวในสื่อต่างประเทศและสื่อในอิตาลีว่ามีการเดินขบวนประท้วงการประชุมอาเซม และมีผู้ร่วมประท้วง พล.อ.ประยุทธ์ และผู้ถือป้ายทวงความยุติธรรมให้กับนายฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพชาวอิตาลีที่เสียชีวิตในเหตุสลายการชุมนุม 19 พ.ค. 53 ปรากฏแพร่หลาย ในวันที่ 17 ต.ค. a href="http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRReE16VXpNRGM0TUE9PQ"หนังสือพิมพ์ข่าวสด/a รายงานคำแถลงของ พล.ต.สรรเสริญ ที่ระบุว่า "ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าการชุมนุมในต่างประเทศนั้นจะมีการจัดสถานที่ให้กับกลุ่มผู้ชุมนุมต่างๆ รวมทั้งจะต้องมีการแจ้งถึงเหตุผลการชุมนุมด้วยทุกครั้ง nbsp;ซึ่งจากการตรวจสอบถึงเหตุที่เกิดขึ้น ทราบข้อเท็จจริงว่าการชุมนุมที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องของการเหยียดสีผิว ขณะที่กลุ่มคนไทยบางคนที่ไปเคลื่อนไหวได้ใช้โอกาสดังกล่าวออกมาเคลื่อนไหวแสดงความจุดยืนของตัวเอง"/p pอย่างไรก็ตาม พล.ต.สรรเสริญ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามกรณีที่มีญาติของนายฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพชาวอิตาลีที่ถูกกระสุนยิงเสียชีวิตระหว่างการสลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 nbsp;ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องความชัดเจนความคืบหน้าในคดีดังกล่าวด้วย โดยกล่าวเพียงว่า ในการเคลื่อนไหวดังกล่าวอยู่คนละพื้นที่กับสถานที่ประชุมและโรงแรมที่พักของนายกรัฐมนตรี/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3934/15534074826_2627bd4378_z.jpg" style="width: 560px; height: 466px;" //p p style="text-align: center;"span style="color:#ff8c00;"strongแถลงการณ์ของนักศึกษากลุ่ม "Cantiere" "ประยุทธ์ไม่เป็นที่ต้อนรับ เผด็จการทหารในไทยจงพินาศ"/strong/span/p pอย่างไรก็ตาม ในเว็บไซต์ของนักศึกษาฝ่ายซ้ายในอิตาลี a href="http://cantiere.org/art-04533/prayuth-non-sei-benvenuto-abbasso-la-giunta-militare-thailandese.html""Cantiere"/a ที่เป็นผู้จัดการเดินขบวนเมื่อวันพฤหัสบดี ได้เผยแพร่ประกาศ "Prayuth non sei benvenuto. Abbasso la giunta militare Thailandese!" หรือ "ประยุทธ์ไม่เป็นที่ต้อนรับ เผด็จการทหารในไทยจงพินาศ"/p pในแถลงการณ์ตอนหนึ่งระบุว่า "การประชุมดังกล่าวเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรัฐประหารที่ทำให้ประชาธิปไตยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องถูกระงับ" แถลงการณ์ของ Cantiere ลงวันที่ 16 ต.ค. ระบุ และระบุอีกว่า "นักกิจกรรมและเพื่อนมิตรชาวไทยมาที่เมืองมิลานเพื่อทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในประเทศของเขานั่นคือ 'ต่อต้านเขา (หมายถึง พล.อ.ประยุทธ์) ด้วยเสียงอันดัง'" ทั้งยังระบุด้วยว่า พวกเขาได้ช่วยเหลือนักกิจกรรมเหล่านี้ และได้ทำให้เห็นว่า เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ที่จะทำให้โลกรู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น และเพื่อต่อต้านเผด็จการทหาร/p pทั้งนี้มีรายงานข่าวในสื่อภาษาอังกฤษในประเทศไทยอย่างnbsp;a href="https://www.facebook.com/KhaosodEnglish/posts/850312668321000"Khaosod English/a และ a href="http://bangkok.coconuts.co/2014/10/17/italian-activist-group-confirms-it-organized-anti-prayuth-protest"Coconut Bangkok/a เช่นกัน โดยพาดหัวว่า "Italian activist group confirms it organized anti-Prayuth protest" หรือ นักกิจกรรมอิตาลียืนยันจัดประท้วงต้านประยุทธ์" ขณะที่เว็บไซต์ไทยอีนิวส์ที่เผยแพร่ภาพการประท้วงที่มิลานยังคงถูกกระทรวงไอซีทีปิดกั้น/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/10/56042" target="_blank"พล.อ.ประยุทธ์หารือทวิภาคีกับชินโซ อาเบะ-อียูยังไม่เจรจาเอฟทีเอ/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2014/10/56043" target="_blank"#039;สรรเสริญ#039; แถลงประท้วง #039;พล.อ.ประยุทธ์#039; ไม่เป็นความจริง-มีแต่คนรอต้อนรับ/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/8oglznOcSxk" height="1" width="1"/

2 พลโทแจ้งความ ‘ส.ศิวรักษ์’ ข้อหา ม.112 หมิ่นพระนเรศวร

Sat, 18/10/2014 - 00:42
pกรณีที่ "สุลักษณ์ ศิวรักษ์" ร่วมอภิปรายหัวข้อ "ประวัติศาสตร์ว่าด้วยการชำระและการสร้าง" ล่าสุด 2 นายพลใช้ "ม.112" ไปแจ้งความตำรวจ โดยกล่าวหาว่า ส.ศิวรักษ์ พูดว่ายุทธหัตถีของสมเด็จพระนเรศวรไม่มีจริงและกล่าวถ้อยคำเข้าข่ายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ/p !--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3936/15371850168_b75a2fde88_z.jpg" style="width: 560px; height: 560px;" //p pspan style="color:#ff8c00;"strong"พระแสงดาบคาบค่าย" หนึ่งในภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่วัดสุวรรณดาราราม จ.พระนครศรีอยุธยา nbsp;วาดในสมัยรัตนโกสินทร์โดยพระยาอนุศาสน์จิตรกรnbsp;จิตรกรเอกสมัยสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวnbsp;รัชกาลที่ 6 ล่าสุดมีนายทหารไปฟ้อง สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ว่าหมิ่นพระบรมเดชานุภาพสมเด็จพระนเรศวรมหาราช/strong/span/p pnbsp;/p p17 ต.ค.2557nbsp; a href="http://chaoprayanews.com/blog/socialtalk/2014/10/16/%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1-%E0%B8%AA-%E0%B8%A8%E0%B8%B4/"ใน Social Talk ของสำนักข่าวเจ้าพระยา/a รายงานว่า เมื่อเวลา 13.20 น.ของวันที่ 16 ต.ค. พล.ท.ผดุง นิเวศวรรณ และ พล.ท.พิทยา วิมะลิน เข้าแจ้งความให้เจ้าพนักงาสอบสวน สน.ชนะสงคราม ให้ดำเนินคดีกับ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากรณีที่สุลักษณ์ ได้ร่วมอภิปรายเรื่อง “ประวัติศาสตร์ว่าด้วยการชำระและการสร้าง” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดโดยคณะสภาหน้าโดม เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยกล่าวหาว่าในการอภิปรายดังกล่าวสุลักษณ์ได้กล่าวหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอดีตพระมหากษัตริย์ คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยกล่าวว่า การทรงกระทำยุทธหัตถีไม่มีจริง และมีอีกหลายถ้อยคำที่เข้าข่าย “หมิ่นเบื้องสูง”/p pผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสุลักษณ์เคยถูกฟ้องด้วยคดี 112 สองครั้ง ข้อมูลจากเว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลกฎหมายและคดีเสรีภาพโดยไอลอว์ ระบุว่าnbsp; a href="http://freedom.ilaw.or.th/th/case/315"คดีแรก/aเกิดขึ้นจากกรณีเมื่อ 17 ธ.ค.47 สุลักษณ์ได้รับเชิญไปอภิปรายเรื่อง “สังคมไทยทางรอดที่ควรเลือก เหลียวหลังแลหน้าจากราชดำเนินถึงตากใบ” ที่คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ระหว่างการอภิปรายผู้ต้องหาได้ประชาสัมพันธ์หนังสือวารสาร Seeds of Peace ปีที่ 21 ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม-เมษายน 2548 ซึ่งเป็นวารสารภาษาอังกฤษนำมาวางจำหน่ายหน้าห้องอภิปราย ในวารสารดังกล่าวมีบทความเรื่อง SIAM of the Forgotten Monarch: The True Life Sequel to the King and the Land of Smile ที่เขียนโดยผู้ใช้นามแฝงว่า บี.พี. มีเนื้อหากล่าวถึงการสวรรคตของรัชกาลที่ 8 เจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติที่ไปฟังการเสวนาได้ซื้อวารสารมาอ่านพบบทความดังกล่าว จึงได้รายงานผู้บังคับบัญชาและแจ้งเรื่องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทราบ มีการตั้งคณะทำงานสอบสวน ผลการสอบสวนพบว่าวารสารฉบับดังกล่าวนี้มิได้มีการจดแจ้งต่อนายทะเบียนการพิมพ์กรุงเทพมหานคร และข้อความในวารสารเข้าข่ายหมิ่นมาตรา 112 จึงได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีกับผู้ต้องหา ต่อมาอัยการสั่งไม่ฟ้องคดีนี้ เนื่องจากพิจารณาเห็นแล้วว่า จากคำให้การของพยานบุคคลจำนวนหลายคนที่อ่านบทความ แสดงความคิดเห็นไม่ยืนยันไปในทางเดียวกันว่า บทความดังกล่าวมีเนื้อหาเป็นการดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประกอบกับไม่มีพยานยืนยันว่าผู้ต้องหาเป็นผู้เขียนบทความ เป็นเพียงผู้เสนอขายวารสารที่ปรากฎบทความเท่านั้นจึงรับฟังไม่ได้ว่าผู้ต้องหามีเจตนากระทำผิดตามข้อกล่าวหาnbsp;/p pa href="http://freedom.ilaw.or.th/th/case/314"คดีที่สอง/a เกิดจากกรณีที่เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.50 สุลักษณ์ได้กล่าวที่อาคารศาลาพระราชทานปริญญาบัตรหลังเก่า ภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น ต่อมาวันที่ 6 พ.ย.51 พ.ต.อ.คัชชา ธาตุศาตร์ รอง.ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น พร้อมกำลัง ได้จับกุมนายสุลักษณ์ ตามหมายจับศาลจังหวัดขอนแก่น เลขที่ 431 / 2551 ลงวันที่ 22 ก.ย.51 ในข้อหามาตรา 112 โดยบุกจับกุมที่บ้านพักในกรุงเทพฯ แล้วนำตัวไปจังหวัดขอนแก่นnbsp; สุลักษณ์ได้ยื่นขอประกันตัว โดยมีนายกิตติบดี ซึ่งเป็นคณะบดีของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ใช้ตำแหน่งประกันตัวนายสุลักษณ์ ยังไม่ทราบความคืบหน้าของคดี/p pnbsp;/p pnbsp;/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/dFv18DLsVTU" height="1" width="1"/

แจ้งความ ส.ศิวรักษ์ หมิ่นพระนเรศวร

Fri, 17/10/2014 - 23:21
p!--break--!--break--/p pเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2557 ที่ผ่านมาเว็บไซต์ a href="http://chaoprayanews.com/blog/socialtalk/2014/10/16/%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1-%E0%B8%AA-%E0%B8%A8%E0%B8%B4/"chaoprayanews.com/a รายงานว่าพลโทผดุง นิเวศวรรณ และพลโทพิทยา วิมะลิน เข้าแจ้งความให้เจ้าพนักงานดำเนินคดีกับ นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งนายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ได้ร่วมอภิรายเรื่อง “ประวัติศาสตร์ว่าด้วยการชำระและการสร้าง” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดโดยคณะสภาหน้าโดม เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา ในการอภิปรายดังกล่าว นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ ได้กล่าวหมิ่นฯ อดีตพระมหาหษัตริย์ คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยกล่าวว่า การทรงกระทำยุทธหัตถี ไม่มีจริงและมีอีกหลายถ้อยคำ ที่เข้าข่ายหมิ่นฯเบื้องสูง/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/GSFz6x46714" height="1" width="1"/

ร้อง 'บวรศักดิ์' ปมออกใบอนุญาต รง.4

Fri, 17/10/2014 - 22:46
divกลุ่มชาวระยองยื่นหนังสือ "พรเพชร" ร้อง "บวรศักดิ์" จับมืออดีต รมต. ออกใบอนุญาตโรงงาน (รง.4) รับตำแหน่งประธานบริษัทถ่านหิน เข้าข่ายขัดหรือแย้งต่อประมวลจริยธรรมบุคลากรสถาบันพระปกเกล้าnbsp;/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div17 ต.ค. 2557 a href="http://www.thairath.co.th/content/457421"เว็บไซต์ไทยรัฐ/aรายงานว่าเมื่อเวลา 11.40 น. ที่รัฐสภา นายสมบูรณ์ ทองบุราณ นายไชยา พิสิฐพิทยะเสรี นายขจรศักดิ์ จันทร์มณี และนายประเสริฐ เลิศยะโส ในนามกลุ่มชาวระยอง ที่ได้รับความเดือดร้อนจากโรงงานถ่านโค้ก หรือ ถ่านหินแห่งหนึ่ง (บริษัท ไทยเจนเนอรัลไนซ์โคล แอนด์ โค้ก จำกัด) ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ในฐานะประธานสถาบันพระปกเกล้า ให้พิจารณาการดำรงตำแหน่งของ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า หลังจากพบว่า พฤติกรรมของนายบวรศักดิ์ กรณีเข้ารับตำแหน่งประธานบริษัทไทยเจนเนอรัลไนซ์โคลฯ เข้าข่ายขัดหรือแย้งต่อประมวลจริยธรรมบุคลากรสถาบันพระปกเกล้า (ฉบับที่ 2) วันที่ 21 มี.ค. 56 ประกอบค่านิยมหลักของมาตรฐานจริยธรรมสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ/div divnbsp;/div divนายสมบูรณ์ กล่าวว่า บริษัทที่นายบวรศักดิ์รับทำหน้าที่ประธาน พบการกระทำที่เข้าข่ายขัดต่อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ การสร้างโรงงานใกล้พื้นที่ชุมชน อาทิ ใกล้สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ต.มาบข่า จ.ระยอง อีกทั้งไม่ผ่านการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EHIA) รวมถึงการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) ที่ไม่โปร่งใส และพบพฤติกรรมที่ใช้อิทธิพลทางการเมืองร่วมกับอดีตรัฐมนตรีอักษรย่อ “พ” ให้ข้าราชการออกใบอนุญาต รง.4 ให้ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชน นายบวรศักดิ์ในฐานะเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ถือเป็นสถาบันที่มีหลักสูตรสอนเกี่ยวกับจริยธรรมและสิ่งแวดล้อม ควรคำนึงการกระทำที่เกี่ยวข้องด้วย โดยขอให้นายพรเพชร ช่วยบอกกล่าวตักเตือน นายบวรศักดิ์ไม่ใช่ใช้ตำแหน่งหน้าที่ไปรับรองการกระทำที่จะส่งผลกระทบไปยังประชาชนหรือชุมนุมในวงกว้าง/div divnbsp;/div divขณะที่ นายไชยา กล่าวว่า พวกเราเรียกร้องให้นายบวรศักดิ์ถอนตัวจากการเป็นประธานบริษัทดังกล่าว หรือหากต้องการเป็นประธานบริษัทฯ ก็ให้เลือกตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/L5H9zGlWpqw" height="1" width="1"/

ชาวเมียนมาร์-อังกฤษ ชุมนุมหน้าบ้านนายกอังกฤษ เรียกร้องสืบสวนสอบสวนคดีเกาะเต่า

Fri, 17/10/2014 - 22:22
p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3928/15370419067_21b8b15a38.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3945/15556864815_cf82f9a8ea.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3932/15533147476_5dc8eb1dc4.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src=" https://farm6.staticflickr.com/5609/15370231469_846c33d93f.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"br /img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3953/14936254863_5b11b0cd19.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3946/15553756481_2b37f6168d.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5599/14936684933_8a4ed8aec7.jpg" style="width: 500px; height: 375px;" //p p style="text-align: center;"nbsp;/p p17 ต.ค. 2557 ระหว่างเวลา 12.00-14.00 ตามเวลาที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ชาวเมียนมาร์ และชาวอังกฤษ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพื่อนของผู้เสียชีวิตจากเหตุฆาตกรรมที่เกาะเต่า ชุมนุมที่หน้าทำเนียบนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เลขที่ 10 ถนนดาวน์นิง เรียกร้องให้ทางการอังกฤษเข้ามาดำเนินการสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าวเพื่อความโปร่งใส และความเป็นธรรมแก่เหยื่อทั้ง 2 ราย/p pการชุมนุมได้ถูกนัดหมายขึ้นผ่านเพจ a href="https://www.facebook.com/events/285972508258835/"Independently investigate the horrific murders of Hannah Witheridge and David Miller/a/p pสำหรับบรรยากาศการชุมนุมเป็นไปอย่างสงบ โดยมีผู้มาร่วมชุมนุมราว 40 คน ถือป้ายเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับ น.ส. ฮันนาห์ วิธเธอริดจ์ วัย 23 ปี และนายเดวิด มิลเลอร์ วัย 24 เหยื่อการฆาตรกรรมที่เกาะเต่า อ.เกาะพงัน จ.สุราษฎร์ธานี ประเทศไทย และเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับผู้ต้องหาชาวเมียนมาร์ 2 ราย ซึ่งยังคงถูกทางการไทยควบคุมตัว/p pโดยเพจดังกล่าวได้ระบุตอนหนึ่งว่า แรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเมียนมาร์มักเป็นผู้ต้องสงสัยเบื้องต้น เวลาที่มีอาชญากรรมเกิดขึ้นในไทย และระบุว่า จากการเปิดเผยของ อู เมียว ถั่น ทนายความชาวเมียนมาร์ที่ทางสถานทูตเมียนมาร์ประจำประเทศไทยจัดหามานั้น ผู้ต้องหาทั้งสองรายถูกซ้อมทรมานระหว่างถูกควบคุมตัว/p pทั้งนี้ เพจดังกล่าวยังดำเนินการรณรงค์ให้ร่วมลงชื่อเรียกร้องให้ทางการของสหราชอาณาจักร ดำเนินการการสืบสวนสอบสวนกรณีดังกล่าว ผ่านเว็บรณรงค์ออนไลน์ a href="http://www.change.org/p/the-government-of-the-united-kingdom-independently-investigate-the-horrific-murders-of-hannah-witheridge-and-david-miller?utm_campaign=friend_inviter_chatamp;utm_medium=facebookamp;utm_source=share_petitionamp;utm_term=permissions_dialog_trueamp;share_id=mBFtCwiJny"Change.org /aซึ่งขณะนี้มีผู้ร่วมลงชื่อแล้วกว่า 100,717 คน (ตามเวลานำเสนอข่าว 22.30 น.) โดยการรณรงค์ดังกล่าวตั้งเป้าหมายไว้ที่ 150,000 รายชื่อ/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/L39aEBECNTM" height="1" width="1"/

'ประยุทธ์' เผยผลเยือนพม่าย้ำจุดยืนดูแลแรงงาน สั่งเข้มงวดป้องกันอีโบลา

Fri, 17/10/2014 - 21:45
div"คืนความสุขให้คนในชาติ" กับ พล.อ.ประยุทธ์ เผยผลหารือพม่าเน้นร่วมมือพัฒนาความเชื่อมโยงคมนาคมในเส้นทางต่างๆ การพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน สั่งเข้มงวดตรวจผู้เดินทางเข้าเมืองป้องกันอีโบลา พร้อมขอกำลังใจจากชาวไทย แม้ใครไม่เข้าใจก็จะอดทน จะเดินหน้าทำงาน ร่วมมือต่างชาติ/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3946/15370558817_894893f700_b_d.jpg" style="width: 580px; height: 331px;" //div divnbsp;/div div17 ต.ค. 2557 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" ระบุถึงผลการหารือเมียนมาร์ เน้นการจัดการแรงงานต่างด้าว แก้ปัญหายาเสพติด การส่งผู้อพยพลี้ภัยกลับประเทศ พร้อมพัฒนาเส้นทางคมนาคม-การลงทุนระหว่างกันให้เกิดโดยเร็ว ขณะที่ปัญหาต่างๆ กำลังดำเนินการแก้ไข โดยเฉพาะต้องยกเครื่องการดูแลความปลอดภัยให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ-กระตุ้นการท่องเที่ยวโดยใช้มาตรการทางภาษี ภาคใต้เน้นบูรณาการ ยึดทุ่งยางแดงโมเดล ขยายสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ ส่วนปัญหาถูกต่อต้าน ยืนยันว่าจะอดทนเพื่อประเทศชาติ ขอกำลังใจชาวไทยเพื่อเดินหน้าทำงานต่อ และพร้อมร่วมมือกับต่างชาติ/div divnbsp;/div divโดยรายละเอียดทั้งหมดของรายการคืนความสุขให้คนในชาติ วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2557 เวลา 18.00 น. ทั้งหมดมีดังต่อไปนี้/div divnbsp;/div divstrongรายการคืนความสุขให้คนในชาติ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2557 เวลา 18.00 น./strong/div divnbsp;/div divสวัสดีพ่อแม่พี่น้องชาวไทยที่รักทุกท่าน/div divnbsp;/div divก่อนอื่นผมขอแสดงความชื่นชมและยินดีกับพี่น้องผู้แสวงบุญชาวไทย และคณะฮุจญาจ ตามโครงการส่งเสริมคนดีมีคุณธรรมของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ที่ได้ไปประกอบพิธีฮัจญ์อันศักดิ์สิทธิ์ของพี่น้องชาวมุสลิม ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย และเดินทางกลับมาโดยสวัสดิภาพเป็นไปด้วยความเรียบร้อยทุกคน/div divnbsp;/div divในวันที่ 13 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมานั้นเป็นวันตำรวจ ครบรอบปีที่ 99 ผมขอแสดงความชื่นชมและยินดีกับเพื่อนข้าราชการตำรวจทุกนาย และขอเป็นกำลังใจให้ท่านได้ทำงาน ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เป็นที่พึ่งของประชาชน ทุ่มเทปฏิบัติงาน ตามคำปฏิญาณที่ท่านได้ให้ไว้ต่อไป/div divnbsp;/div divสำหรับผลการเดินทางเยือนสหภาพเมียนมาร์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้เดินทางไปเยือนประเทศเมียนมาร์ เพื่อนบ้านของเราอย่างเป็นทางการ ในการเยือนต่างประเทศของผมนั้นแต่ละครั้ง ผมถือว่าผมไปในฐานะตัวแทนของพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคน เพื่อผลประโยชน์ของชาติ ผมขอถือโอกาสนี้เรียนให้พี่น้องชาวไทยทุกคนได้ทราบถึงผลการเยือนประเทศเมียนมาร์ที่ผ่านมา ผมได้เข้าเยี่ยมคารวะท่านประธานาธิบดี เต็ง เส่ง มีการหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันในหลาย ๆ ประเด็น ทั้งนี้ ท่านประธานาธิบดี เต็ง เส่ง ได้กล่าวถึงความสัมพันธ์อันดีฉันท์พี่น้องระหว่างไทย-เมียนมาร์ ที่มีมาโดยตลอด ประเทศไทยนับเป็นประเทศคู่ค้าของเมียนมาร์ที่สำคัญที่มีมูลค่าการค้าขายสูงสุด และมีการลงทุนมากที่สุดเป็นอันดับสองรองจากจีน/div divnbsp;/div divในเรื่องของความมั่นคง ได้หารือเรื่องแนวทางในการรับมือต่อภัยคุกคามรูปแบบต่าง ๆ ที่ทั้งเมียนมาร์และไทยกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน หรืออาจจะต้องเผชิญต่อไปในอนาคต/div divnbsp;/div divเรื่องปัญหายาเสพติด จะต้องเพิ่มความร่วมมือให้มากขึ้น มีการลดขั้นตอน การปฏิบัติร่วมมือกัน บูรณาการกัน และร่วมกันทั้งในด้านการลด demand และ supply เพื่อให้เกิดผลที่ยั่งยืน ทั้งนี้ไทยพร้อมจะสนับสนุนความร่วมมือ การพัฒนาทางเลือกและการปลูกพืชทดแทนต่อไป/div divnbsp;/div divเรื่องการค้ามนุษย์และปัญหาแรงงานต่างด้าว ผมได้ยืนยันถึงจุดยืนของรัฐบาลไทยในการดูแลแรงงานเมียนมาร์ ทั้งนี้ได้ขอให้รัฐบาลเมียนมาร์ได้ช่วยผลักดันให้แรงงานได้เข้ามาดำเนินการลงทะเบียนให้ถูกต้องครบทุกนายตามกฏหมาย และได้เสนอให้ใช้บัตรผ่านแดนแบบ smart card ถ้าเป็นไปได้ สำหรับแรงงานประจำวันและแรงงานตามฤดูกาลก็คงต้องดูแลด้วย นอกจากแรงงานประจำปีแล้วที่มี work permit แล้ว ส่วนนี้ก็ต้องมีข้อผ่อนผันอนุโลม หรือมีมาตรการที่จะทำให้เกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และดูแลในเรื่องของความเป็นธรรม ความชอบธรรม ดูแลสวัสดิภาพเขาด้วยในเรื่องของการรักษาพยาบาล ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องหารือกันต่อไป เรื่องเหล่านี้รัฐบาลไทยให้ความสำคัญ อันนี้เป็นกติการะหว่างประเทศ กติกาของโลกด้วย ในเรื่องของการดูแลสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้ เพื่อรองรับการเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านของเศรษฐกิจอาเซียน ในอนาคตอันใกล้นี้/div divnbsp;/div divสำหรับกรณีผู้หลบหนีภัยจากการสู้รบ รัฐบาลไทยหรือเมียนมาร์ ก็ได้คุยกัน ได้หารือกัน เห็นชอบร่วมกันในการจัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อเตรียมความพร้อมไว้ก่อนล่วงหน้าต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม การจัดที่อยู่ที่อาศัยที่ทำกินต่าง ๆ ก่อนที่จะดำเนินการส่งตัวผู้หลบหนีภัยจากการสู้รบดังกล่าวนั้นกลับประเทศ และจะขยายความร่วมมือต่าง ๆ ไปยังองค์กรต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติหรือ UNHCR ต่อไป แต่เราต้องคุยกันก่อน ก่อนที่จะไปองค์กรระหว่างประเทศ/div divnbsp;/div divด้านเศรษฐกิจ ได้มีการหารือการพัฒนาความเชื่อมโยงการคมนาคมในเส้นทางต่าง ๆ เช่น การพัฒนาเส้นทางถนนเมียวดี - เชิงเขาตะนาวศรี - กอกะเร็ก และการก่อสร้างสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 แม่สอด - เมียวดี รวมถึงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดนของเราเพื่อส่งเสริมการลงทุนและสร้างงาน ถ้าสามารถเชื่อมโยงกับพื้นที่ในเมียนมาร์ได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนของทั้งสองประเทศ ถ้าเราทำได้ในลักษณะเป็นคู่ขนาน เป็นพื้นที่ชายแดนที่อยู่กันตรงข้าม ถ้าร่วมมือกันทั้งสองฝั่งก็จะดีขึ้น/div divnbsp;/div divสำหรับโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย เรื่องนี้มีการพูดคุยหารือมานานพอสมควร วันนี้เรามีความเห็นที่ตรงกันว่าโครงการนี้จะมีผลดีต่อทั้งสองประเทศ โดยได้มีการเตรียมการที่จะมีการลงนาม การให้สัมปทานระยะแรกของเมียนมาร์ในเดือนพฤศจิกายนนี้ อันนี้ก็คนละเรื่องกัน ในเรื่องของสัมปทานก็ว่าไป ใครจะไปลงทุนก็ว่าไป แต่ที่เราจะต้องร่วมมือกันก่อนว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความสนใจกับต่างชาติด้วยอะไรด้วย ที่จะต้องมาร่วมการลงทุน ก็มีความเป็นไปได้สูงที่มีหลาย ๆ ประเทศมาร่วมการลงทุนนี้ด้วย ร่วมโครงการด้วย เช่น ประเทศญี่ปุ่น/div divnbsp;/div divความร่วมมือด้านการเงิน ผมก็ได้แสดงความขอบคุณผ่านท่านประธานาธิบดีที่ทางเมียนมาร์ได้อนุญาตให้ธนาคารกรุงเทพ เข้าไปเปิดสาขาในเมียนมาร์ได้ อีกทั้งผมก็ได้ขอให้ทางการเมียนมาร์พิจารณาให้การสนับสนุนธนาคารอื่น ๆ ของไทยอีกด้วย รวมความไปถึงในเรื่องของการแลกเปลี่ยนเงินจ๊าดกับเงินไทยจะได้ทำให้เกิดการค้าการลงทุนที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้นในอนาคต/div divnbsp;/div divด้านพลังงาน ทางไทยก็ได้ขอให้เมียนมาร์สนับสนุนการลงทุนด้านพลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานทดแทนพลังงานน้ำ บริเวณแม่น้ำสาละวิน โดยจะมีการหารือในประเด็นนี้ต่อไป อาจจะเป็นการลงทุนร่วม หรือเป็นเรื่องของการทำสัญญาข้อตกลงเรื่องการซื้อขายไฟฟ้าในอนาคต อย่างไรก็ตามทุกอย่างนั้นจะต้องเป็นไปตามมติของคณะกรรมการที่จะมีการพูดคุยร่วมกัน และประเทศทั้งสองประเทศได้รับผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานทั้งสองประเทศ/div divnbsp;/div divด้านสินค้าการเกษตร ผมได้เสนอให้ทั้งสองประเทศนั้น ได้มีการพัฒนาความร่วมมือระหว่างกัน ในกรอบของอาเซียน เป็นพหุภาคีด้วย เพื่อหาแนวทางในการจะทำให้อย่างไรราคาสินค้าการเกษตรของพวกเรา ของอาเซียนนั้นมีราคาสูงขึ้น เช่น ข้าว ยางพารา และอื่น ๆ เป็นต้น/div divnbsp;/div divด้านการศึกษา ทางเมียนมาร์ได้ขอบคุณไทย ที่ได้เชิญผู้แทนจากเมียนมาร์เข้าศึกษาดูงานด้านการศึกษาในไทย ทั้งนี้เมียนมาร์รู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ได้ทรงพระราชทานความช่วยเหลือและสนับสนุนในด้านการศึกษามาโดยตลอด/div divnbsp;/div divด้านสิ่งแวดล้อม เราได้ตกลงหาแนวทางในความร่วมมือร่วมกัน เพื่อจะอนุรักษ์และขยายพื้นที่ป่า สร้างกระบวนการเรียนรู้ ในการรักษาทรัพยากรทั้งสองประเทศ และอาเซียนต่อไปในอนาคตด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณแนวชายแดน เพื่อจะรักษาระบบนิเวศและความอุดมสมบูรณ์ของภูมิภาคอาเซียน/div divnbsp;/div divนอกจากนี้ทั้งสองประเทศ จะพยายามลดขั้นตอนการทำงานของระบบราชการ หรือการพูดคุยต่าง ๆ ที่ไม่จำเป็นออกไป คณะทำงานในบางเรื่อง อาจจะมีหลายระดับเกินไป ก็จะพิจารณาให้สั้นลงให้เหลือคณะที่น้อยลงในระดับนโยบายและระดับขับเคลื่อน และนำไปสู่การปฏิบัติ ทั้งนี้เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายนั้นสามารถร่วมมือทำงานได้ง่ายขึ้น เร็วขึ้น ลดขั้นตอน และจะทำให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เกิดผลสัมฤทธิ์ให้ได้โดยเร็ว ปัญหาใดที่เราสามารถจะร่วมมือกันแก้ไขได้ก่อนก็จะรีบทำก่อน เช่น ในเรื่องการปักปันเขตแดน ในพื้นที่ที่สามารถปักปันได้โดยทันที อันนี้มีคณะทำงานเรื่องการปักปันเขตแดนอยู่แล้ว ก็จะพูดคุยและหารือกันต่อไป ตรงที่ใดก็ตามที่ยังมีปัญหาอยู่ แต่จำเป็นต้องมีการค้าขายร่วมกัน เปิดช่องทางจุดผ่านแดน ถาวร ชั่วคราว อะไรก็แล้วแต่ ต้องนำเศรษฐกิจมานำหน้ามากกว่าที่จะให้เส้นเขตแดนนั้นมาเป็นอุปสรรคในเรื่องของการค้าขาย และเรามาพูดคุยกันทีหลัง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องไม่ถือว่าการเปิดชายแดนนั้นเป็นเรื่องของเขตแดนที่ตัดสินไปแล้วไม่ใช่ เป็นเรื่องของความร่วมมือระหว่างกันตามแนวชายแดน อันนี้ทางเมียนมาร์เห็นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเกิดประโยชน์กับชาวบ้านในเขตพื้นที่ชายแดนทั้งสองฝั่ง เรื่องใดก็ตามที่เป็นปัญหาความขัดแย้ง หรือว่าอาชญากรรมต่าง ๆ ก็ขอให้ทั้งสองประเทศได้รีบช่วยกันแก้ไขพร้อม ๆ กัน/div divnbsp;/div divในโอกาสนี้ ภริยาของผมได้รับเกียรติไปเป็นประธานในพิธีเปิดมุมไทย ที่มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศของย่างกุ้ง อันนี้เป็นโครงการร่วมระหว่างทางมหาวิทยาลัยฯ กับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง ผมทราบมาว่าทางมหาวิทยาลัยได้เริ่มทำการสอนภาษาไทยให้แก่นักศึกษา ซึ่งก็มีผู้ให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก เป็นโครงการที่ดีโครงการหนึ่งเพื่อเตรียมเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียน และสนับสนุนให้ประชาชนของทั้งสองประเทศเรียนรู้ถึงภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมของกันและกัน วันหน้าเราจะต้องรู้จักกันทั้งหมด เข้าใจกัน พูดจากันรู้เรื่อง ค้าขาย พบปะสนทนาต่าง ๆ ในกลุ่มประเทศอาเซียน เพราะฉะนั้นประเทศไทยก็ต้องเดินหน้าเรื่องนี้เหมือนกัน สร้างการเรียนรู้ภาษาไทยและเรียนรู้ภาษาต่างประเทศด้วย ในระดับประชาชนวันนี้ผมคิดว่าในท้องถิ่นเขาคุยกันพอรู้เรื่องอยู่แล้ว ในระดับสูงกว่านั้นคงต้องมีการเพิ่มเติมภาษาอาเซียนให้มากขึ้น/div divnbsp;/div divในเรื่องของการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากภัยแล้งปี 2557 2558 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติอนุมัติงบประมาณเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง สำหรับการเพาะปลูกข้าวนาปรัง ในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำแม่กลอง จำนวน 398,347 ราย ใน 26 จังหวัด ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกรวม 11.97 ล้านไร่ โดยจะใช้งบปกติ งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2558 ได้แก่ งบกระตุ้นเศรษฐกิจตามมติ ครม. และงบกลาง/div divnbsp;/div divมาตรการแก้ไขปัญหาประกอบด้วย 1 มาตรการหลัก และ 6 มาตรการเสริม/div divnbsp;/div div1 มาตรการหลัก คือ การจ้างแรงงานในการซ่อมคูคลองหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นในลักษณะการใช้แรงงาน คนเฒ่า คนแก่ก็ไม่ต้องมา ให้ลูกหลานมาช่วยกันเพื่อจะมีรายได้ไปเลี้ยงดูครอบครัวในห้วงฤดูแล้ง ทั้งนี้ที่เราเน้นในเรื่องของการขุดลอกคูคลอง หรือขจัดอุปสรรค ในเรื่องของทางเดินน้ำอะไรเหล่านี้ ซึ่งใช้แรงงานได้ ถ้าทุกคนมาช่วยกันลักษณะเหมือนสมัยโบราณ สมัยก่อนที่เรามาร่วมกันใช้แรงงานขุดลอก ซ่อมถนน เส้นทาง เราก็มีรายได้ให้ท่าน คนที่อายุมาก ๆ ก็คงไม่ต้องมาก็ดูแลบ้าน เลี้ยงลูก เลี้ยงหลานไปให้คนที่เขามีกำลังวังชานั้นมารับจ้าง อันนี้เป็นมาตรการที่ระยะสั้น วันหน้าถ้าดีขึ้นก็ไม่ต้องมาทำ มาออกแรงกันแบบนี้ ถ้าน้ำดีก็เพาะปลูกได้เหมือนเดิม ผมไม่ได้จะไปยกเลิกอะไรใครทั้งสิ้น วันนี้เราต้องเสริมให้เพราะว่าถ้าทำไม่ได้น้ำน้อยจะทำอย่างไร ก็ต้องมีอาชีพอื่นเพื่อให้ทำกินได้อีก/div divnbsp;/div div6 มาตรการเสริม ได้แก่ การอบรมและสนับสนุนปัจจัยการผลิตในด้านประมง ด้านปศุสัตว์ การฝึกอาชีพในภาคเกษตร การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่ว การฝึกอาชีพนอกภาคการเกษตร และการสนับสนุนให้ปลูกพืชที่ใช้ปุ๋ยสด เพื่อเป็นรายได้ทดแทนหรืออาชีพเสริมให้แก่เกษตรกรด้วยความสมัครใจก็ขอให้พี่น้องเกษตรกรติดต่อหน่วยงานภาครัฐ เพื่อขอรับบริการและการช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆ ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเราต้องการให้เกิดความยั่งยืน/div divnbsp;/div divสำหรับปัญหาเกษตรกรชาวนา ผมต้องขอขอบคุณทั้งสื่อ ทั้งสมาคมชาวนาต่าง ๆ ก็ได้ร่วมกันได้พูดคุยนำเสนอบทความที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และแนวทางในการดำเนินการแก้ไขปัญหาของรัฐบาล หนึ่งในนั้นคือ “โครงการผูกปิ่นโตข้าว” ได้รับแรงบันดาลใจจากกิจกรรมของโรงเรียนแห่งเล็ก ๆ แห่งหนึ่งที่ต้องการให้เด็ก ๆ ได้มีที่นาเพื่อเรียนรู้ ถึงการปลูกข้าวและวิถีชีวิตของชาวนาไทย ผลผลิตที่ได้ทางโรงเรียนก็รับซื้อจากชาวนาที่รับจ้างปลูกและดูแลนาข้าวมาทั้งหมด โดยนำมาขายที่สหกรณ์ของโรงเรียน/div divnbsp;/div divโครงการผูกปิ่นโตข้าวนี้จะจับคู่ระหว่างครอบครัวคนในเมืองกับครอบครัวชาวนาที่ปลูกข้าวอินทรีย์ หรือข้าวปลอดสารโดยตรง โดยมีความตั้งใจที่จะส่งเสริมให้มีคนปลูกและกินข้าวอินทรีย์เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ชาวนาไทยและคนกินข้าวไทยได้มีคุณภาพชีวิต และสุขภาพที่แข็งแรงขึ้นในอนาคต/div divnbsp;/div divสำหรับประโยชน์ที่ได้รับจากโครงการนี้มากมาย ได้แก่ การเพิ่มรายได้ให้กับชาวนา การเชื่อมโยงลูกค้ากับผู้ผลิตโดยตรง ในการลดต้นทุนโดยการใช้สารธรรมชาติในการกำจัดศัตรูพืช และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์จะทำให้สามารถตัดวงจรที่เรียกว่า “ขายข้าวได้เงินแล้วก็ต้องเอามาใช้หนี้ในการซื้อปุ๋ย–ซื้อยาที่มีราคาแพง” และก็เป็นอันตราย ถ้าเป็นไปได้ก็จะถือว่าเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวนาและผู้บริโภคให้ดีขึ้น รวมทั้งสุขภาพก็จะแข็งแรงขึ้น ปลอดภัยห่างไกลสารเคมี และ เป็นการลดช่องว่างระหว่างคนเมือง คนชนบท เราต้องสร้างความเชื่อมโยงกันให้ได้ เรียกว่าห่วงโซ่ทางอาหาร เพราะฉะนั้นทางโครงการนั้นจะสนับสนุนให้ชาวนากับผู้บริโภคได้คุยกันตลอดเวลา แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างกัน ผมอยากให้ขยาย ๆ ออกไปเรื่อย ๆ สร้างความภูมิใจในอาชีพการเกษตร ให้เยาวชนเด็กรุ่นใหม่ได้เข้าใจว่าประเทศเรานั้นให้ความสำคัญกับชาวนา ชาวไร่อย่างไร สร้างความเข้าใจในความเป็นไทย การที่มีคนไปหาแสดงความชื่นชมในความเสียสละในสิ่งที่เขาทำนั้น และก็อยากเรียนรู้ในสิ่งที่เขารู้ เป็นการสร้างความภูมิใจให้กับชาวนา ชาวไร่ ก็ฝากโครงการนี้ไว้ด้วย อาจจะมีโครงการอื่นอีก ผลิตผลทางการเกษตรอื่น ๆ อีกด้วย รวมความไปถึงเรื่องการท่องเที่ยวก็ให้คนมาเที่ยวมาก ๆ มาดูกิจการเหล่านี้ ก็ขอให้ช่วยกันไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ทั้งจะทำเป็นแบบบุคคล แบบทีม หรือแบบธุรกิจก็ได้ อยากให้สื่อต่าง ๆ ช่วยกันสนับสนุนประชาสัมพันธ์โครงการลักษณะเช่นนี้ต่อไป ให้ประชาชนรับทราบ ให้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนคนไทย วิถีชิวิตไทย และพัฒนาประเทศไทยไปในหนทางที่ยั่งยืน/div divnbsp;/div divในเรื่องของปุ๋ยก็เช่นกัน ปุ๋ยที่ทำจากอินทรีย์ วัสดุเหลือใช้ต่าง ๆ จำเป็น ผมอยากให้สหกรณ์การเกษตร หรือ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อบต.) องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นั้นช่วยกันผลิตออกมาทำเอง ใช้เอง ขายหรือแลกเปลี่ยนกัน ทำธนาคารอะไรก็แล้วแต่ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดลักษณะการผลิตเอง ใช้เอง ไม่ต้องไปซื้อ และไม่เป็นอันตรายต่อสังคมสิ่งแวดล้อมด้วย วันนี้ก็เห็นขยับกันหลายที่เหมือนกัน เรื่องโครงการปุ๋ยอินทรีย์/div divnbsp;/div divสำหรับการขับเคลื่อนการบริหารงานของรัฐบาล/div divnbsp;/div divในที่ประชุม ครม. เมื่อวันอังคารที่ผ่านมานั้น ผมได้สั่งการให้พัฒนาปรับปรุงกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และกลไกในการเสนอกฎหมายของประชาชนผ่านช่องทางคณะกรรมการปฏิรูปทางกฎหมาย โดยให้ความสำคัญกับร่างกฎหมายของประชาชนเป็นลำดับแรก ทั้งนี้เพื่อให้เกิดลดความเลื่อมล้ำด้วย ในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมในการดูแลคนมีรายได้ที่แตกต่างกันออกไป เมื่อครบวาระสภาผู้แทนราษฎรหรือยุบสภาผู้แทนราษฎรและมีรัฐบาลชุดใหม่ ครม. ก็ต้องเสนอต่อรัฐสภาเพื่อยืนยันร่างกฎหมายเข้าชื่อของประชาชนให้รัฐสภาพิจารณาต่อไปทุกฉบับ/div divnbsp;/div divสำหรับผลการดำเนินงานของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายประจำปี 2556 สรุปแล้วมีการตราเป็นกฎหมายจำนวนทั้งสิ้น 11 ฉบับ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกคน ทุกภาคส่วนประเด็นคือการลดความเหลื่อมล้ำเป็นประเด็นสำคัญ/div divnbsp;/div divในเรื่องการเตรียมความพร้อมในการป้องกันและการควบคุมการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา ซึ่งเป็นอันตรายต่อโลกในขณะนี้ ทุกภาคส่วนเราก็ได้มีการเตรียมการ รวมความไปถึงเรื่องเตรียมการ การให้ความช่วยเหลือของไทยไปยังแอฟริกาตะวันตก ครม. ได้เห็นชอบ มอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการตามแนวทาง โดยจะเน้นในเรื่องของมาตรการ การป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา และได้มีการจัดหาชุดพร้อมอุปกรณ์ป้องกันการติดเชื้อสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ขณะนี้ได้อนุมัติงบประมาณ และกระจายไปยังพื้นที่จำนวน 5,000 ชุด แล้ว และกำลังอยู่ระหว่างจัดซื้อเพิ่มเติ่มอีก 29,640 ชุด ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตรียมการ คงไม่ใช่เฉพาะอีโบลา วันหน้าก็มีโรคระบาดอาจจะเกิดขึ้นมาใหม่อีก หรือในอดีตที่ผ่านมาโรคเอดส์ โรคอะไรเหล่านี้ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเพิ่มมาตรการ เพิ่มเครื่องมือ เพิ่มการศึกษาต่าง ๆ ให้มากขึ้น เตรียมการบุคลากรทางการแพทย์ให้พร้อม/div divnbsp;/div divในเรื่องของการช่วยเหลือเราก็ช่วยเหลือประเทศแอฟริกาไปก่อน เรื่องงบประมาณ เรื่องเครื่องมือ เรื่องอะไรต่าง ๆ แต่เราต้องไปศึกษามาก่อนว่าทำอย่างไรจะปลอดภัย ทั้งนี้ทั้งนั้นเราก็ต้องระมัดระวังในการแพร่เชื้อในประเทศเราไปด้วย/div divnbsp;/div divในเรื่องของการตรวจตรา เฝ้าระวัง วันนี้ได้รับคำชื่นชมว่าประเทศไทย สามารถมีมาตรการที่สนามบินอะไรต่าง ๆ ที่รัดกุมที่ทำให้สามารถที่จะป้องกันได้ในขณะนี้ ยังไม่มีผู้ติดเชื้อในประเทศไทย/div divnbsp;/div divอย่างไรก็ตามอย่าประมาทถึงแม้ว่าเราจะควบคุมได้วันนี้ อาจจะมีช่องทางหรือจุดช่องว่างอีกมาก เพราะฉะนั้นเราต้องเพิ่มกระบวนการ ในการกลั่นกรอง ในการการตรวจตราผู้เดินทางจากประเทศต้นทางที่มีการระบาด หรือการผ่านแดนชั่วคราวของจากต่างประเทศมาบ้านเรา และไปประเทศอื่น ๆ อีก ต้องมีการควบคุมดูแลที่รัดกุม มีการเฝ้าระวังทั้งในสัตว์และสัตว์ป่า อาจจะเป็นตัวแพร่เชื้อต่อไปได้ในอนาคต/div divnbsp;/div divในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ เราต้องสร้างการรับรู้ให้กับทุกคนในประเทศนี้ จะต้องรู้ว่าจะต้องทำตัวอย่างไร ระมัดระวังอย่างไรถ้ามีอาการอย่างนี้จะต้องไปไหนอะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นจะต้องสร้างการรับรู้ให้มากขึ้น/div divnbsp;/div divในเรื่องการช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมอื่น ๆ นั้น วันนี้ทุกประเทศในโลกให้ความสำคัญให้การช่วยเหลือส่งแพทย์ ส่งหมอ เราคงยังไปถึงขั้นไม่ได้ เราต้องเตรียมการให้พร้อมก่อน เพราะเราก็เกรงเป็นอันตรายกับบุคลากรทางการแพทย์ของเราเหมือนกัน ต้องเตรียมความพร้อมก่อนเดี๋ยวจะไปศึกษาดูว่าจะทำอย่างไรแต่การช่วยเหลืออื่น ๆ เราระดม ก็ความร่วมมือด้วยในเรื่องของการบริจาคเงินหรือบริจาคสิ่งของ ส่งไปช่วยเขาก่อนเป็นการแสดงน้ำใจ แสดงถึงความร่วมมือ ความร่วมมือต่าง ๆ เหล่านี้จะเกิดจากหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน เพราะฉะนั้นเราต้องเตรียมการให้พร้อมตั้งแต่บัดนี้ เพื่อเตรียมการช่วยเหลือเขาในระยะต่อไป/div divnbsp;/div divในเรื่องของการแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินทำกิน คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบให้จัดทำร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ โดยให้มีผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นกรรมการรวมทั้งให้มีผู้แทนจากภาคเอกชน ภาคประชาชนในพื้นที่จะมีอำนาจหน้าที่ 7 ประการหลัก ๆ เช่น การกำหนดนโยบายและแผนการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรที่ดินของประเทศ จัดทำข้อเสนอแนะต่อ ครม. เพื่อจะพิจารณาสั่งการอนุมัติในเชิงบริหาร/div divnbsp;/div divสำหรับแนวทางในการแก้ปัญหานั้นก็จะได้ทั้งหลักการรัฐศาสตร์ควบคู่ไปกับนิติศาสตร์ไปด้วย ให้มีการช่วยเหลือเยียวยาดูแลชาวบ้านผู้มีรายได้น้อยที่อาจจะได้รับผลกระทบให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีอาชีพมีรายได้ก่อนที่จะมีที่ดินทำกินของตัวเอง จำเป็นต้องมีระบบสหกรณ์หรือไม่ จำเป็นต้องไปทำกินในพื้นที่ที่รัฐมีอยู่แล้วหรือไม่ และมีการแบ่งปันผลประโยชน์แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องกฎหมายก็กฎหมาย แต่เรื่องรัฐศาสตร์ก็ต้องว่ากันไป เพราะว่าผมเห็นใจมีพี่น้องประชาชนคนไทยหลายกลุ่มหลายฝ่ายที่ได้รับความเดือดร้อน จากการจัดระเบียบในเรื่องของการบุกรุกป่าก็ต้องเข้าใจว่าการบุกรุกป่าทำไม่ได้แต่รัฐเป็นหน้าที่ของรัฐว่าจะดูแลเขาอย่างไร เพราะฉะนั้นเราคงไม่สามารถจะหาที่ดินมาแบ่งให้กับทุกคนทุกครัวเรือนได้ เพราะว่าคนเรามากขึ้นพื้นที่ก็เท่าเดิม น้ำท่าเราก็ไม่พอเนื่องจากว่าประเทศไทยก็มีน้ำฝนอย่างเดียวเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญประการหนึ่งก็คือว่า เราไม่ต้องการให้คนยากคนจนเดือดร้อนอยู่แล้ว แต่เราต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มผู้มีอิทธิพล นายทุนที่บุกรุกพื้นที่ป่านี้ เราต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาดท่านเลิกซะเถอะเกิดมานานเต็มทีแล้วนายทุนต่าง ๆ เหล่านี้และก็ชาวบ้านก็ต้องไปบุกรุกใหม่ต่อไปในอนาคต/div divnbsp;/div divเรื่องนโยบายหรือโครงการที่เป็นการช่วยเหลือของรัฐหรือองค์กรอิสระที่จะไปถึงมือประชาชนนั้น ไม่ว่าจะเป็นโครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวนา การแจกจ่ายคูปองทีวีดิจิตอลก็ได้กำชับให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทุกกระทรวงได้ติดตามตรวจสอบไม่ให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่น วันนี้ผมได้ข่าวมามากมายจะใช่หรือไม่ใช่ จะจริงหรือไม่จริงไปตรวจสอบมา ต้องมีความรับผิดชอบตามลำดับลงไป ไม่ใช่ว่าสั่งไปแล้วอะไรไปแล้ว แล้วยังมีทุจริตอยู่ก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปว่ามา เพราะฉะนั้นเตือนข้าราชการและทุกคนอย่าไปเอารัดเอาเปรียบพี่น้องประชาชน วันนี้เรื่องร้องเรียนเริ่มเข้ามาอีกแล้วกระบวนการแสวงหาผลประโยชน์ การแจกจ่ายคูปองทีวีดิจิตอลของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) วันนี้กระทรวงมหาดไทย ตำรวจ ทหาร คสช. จะเร่งดำเนินการตรวจสอบและปราบปรามผู้กระทำความผิดดังกล่าวโดยจะนำเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมถ้าตรวจสอบพบ/div divnbsp;/div divทั้งนี้ประชาชนก็ต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาและก็ตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้องที่ชัดเจน อย่าไปกล่าวให้ร้ายใครโดยที่ยังไม่มีหลักฐาน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ดำเนินการต่อไป ไม่ปล่อยให้เป็นการเอารัดเอาเปรียบทุจริตเกิดขึ้น อย่างเช่นในอดีตที่ผ่านมาทุกโครงการสมัยนี้รัฐบาลนี้จะต้องมีการตรวจสอบทุกระดับของเก่าก็ไปว่ากันมา มีคดีความอะไรก็ไปว่ากันมาในกระบวนการยุติธรรมของใหม่ตรวจสอบแล้วก็ต้องนำเข้ากระบวนการยุติธรรมเหมือนกัน กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้ตัดสิน/div divnbsp;/div divครม. เห็นชอบอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาและร่างกฎกระทรวง ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากรคือมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวและการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมฟื้นฟูการท่องเที่ยวโดยให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยว ตลอดจนกระตุ้นเศรษฐกิจ มีการยกเว้นภาษีเงินได้ให้แก่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลบางประเภท สำหรับรายจ่ายที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศตั้งแต่วันที่ร่างพระราชกฤษฎีกามีผลบังคับใช้จนถึง 31 ธันวาคม 2558 และจะยกเว้นรัษฎากรให้แก่บุคคลธรรมดาสำหรับเงินได้ที่ได้จ่ายเป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์หรือที่ได้จ่ายเป็นค่าที่พักในโรงแรมให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรม พูดง่าย ๆ คือต้องเร่งรัดการท่องเที่ยวให้มากขึ้น เยียวยารายได้ต่าง ๆ ที่เขาลดลงแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็คงมากนักไม่ได้ เรามีปัญหาเรื่องงบประมาณอยู่พอสมควร/div divnbsp;/div divสำหรับการท่องเที่ยวภายในประเทศนั้น เฉพาะค่าบริการหรือค่าที่พักที่จะจ่ายไปนั้น ตั้งแต่วันที่ร่างกฎกระทรวงนี้มีผลบังคับถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 แล้วผมอยากให้เพิ่มการท่องเที่ยวเชิงคุณภาพแล้วไปพร้อม ๆ กับเพิ่มปริมาณด้วย วันนี้ได้สั่งการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาไปแล้วว่าไปตรวจสอบดูสิว่าเรามีนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพเท่าไร เชิงปริมาณเท่าไร การใช้รายได้เท่าไร ในแต่ละกลุ่มงานกลุ่มการบริการเท่าไร เรามีตั้ง 6-7 กลุ่มในเรื่องของการท่องเที่ยวนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องส่งเสริมทุกอันต้องมีมาตรการสร้างแรงจูงใจ ขณะเดียวกันต้องควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพไว้ด้วย ถ้ามามากการให้บริการทำได้จำกัด การให้การบริการสุขาที่พักอะไรต่าง ๆ มาตรฐานไม่ได้ก็มีปัญหาหมดแล้วก็ทรัพยากรต่าง ๆ การท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ โบราณสถานก็ทรุดโทรมต้องมีเวลาในการปรับ เหมือนเมืองนอกเขาทำต่างประเทศเขาทำอยู่ วันนี้เราก็ต้องเดินอย่างนั้นเพื่อเกิดความมั่นคงยั่งยืนในเรื่องของการท่องเที่ยวและมีการส่งเสริมการท่องเที่ยวในภาพรวมเราต้องนำสิ่งที่ดี ๆ ของเราไปขายเขาให้เขามาดูให้มาศึกษา อย่างเช่น วันก่อนผมเห็นในทีวีในเรื่องของการท่องเที่ยวที่สวรรคโลก ก็มีทั้งการท่องเที่ยวสถานโบราณสถานและก็มีการเยี่ยมชมการผลิตเครื่องเงินเครื่องทองที่เป็นเครื่องประดับสวยงาม ผมอยากให้คนไทยใช้ด้วยไม่ใช่ต่างประเทศมาซื้ออย่างเดียว ลองไปดูก็แล้วกัน เราต้องการส่งเสริมด้วยมาตรการเชิงรุกสร้างความมั่นใจ อุ่นใจ จัดทำแผนรักษาความปลอดภัยสนับสนุนแหล่งท่องเที่ยว ทำความชี้แจงภาษาไทย ภาษาต่างประเทศและมีแผนเผชิญเหตุของเจ้าหน้าที่ในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉินภัยธรรมชาติ การติดตั้งระบบ CCTV ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกัน ป้องปรามและแก้ไขเมื่อมีคดีเกิดขึ้นแล้วจะได้มีหลักฐาน จะได้ไม่ถูกกล่าวอ้างหรือให้ร้ายหรือว่ากันไปว่ากันมาแบบนี้ไม่เชื่อถือไม่ได้/div divnbsp;/div divเราต้องสร้างความเชื่อถือให้ในระบบกระบวนยุติธรรมของเรา ถ้าเราสร้างไม่ได้หรือเราไม่เข้าใจแล้วเราว่ากันเอง ต่างชาติเขาก็ฟังอยู่เขาก็ไม่กล้ามาเพราะอะไรก็พึ่งไม่ได้ปลอดภัยก็ไม่ปลอดภัย กระบวนการยุติธรรมก็ล้มเหลว ผมว่าต้องระมัดระวังการเสนอข่าวทำนองอย่างนี้ก็ให้โอกาสเขาพิสูจน์มาถ้าไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ เราอย่าไปทำอะไรที่ทำให้เกิดผลกระทบกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ให้มากนัก ผมไม่ได้ปฏิเสธว่าท่านแสดงความคิดเห็นอะไรไม่ได้เลย แต่ท่านต้องนึกดูสิว่าคุ้มค่ากันไหม แล้วถ้าไม่ใช่ข้อเท็จจริงจะทำอย่างไร/div divnbsp;/div divสำหรับการจัดระเบียบสถานที่ท่องเที่ยวนั้น เราต้องกวดขันให้มีการค้าขายในพื้นที่ที่เหมาะสมการบริการที่ไม่เอารัดเอาเปรียบ หลอกลวง ก่อความเดือดร้อนสร้างรําคาญแก่นักท่องเที่ยว คนค้าขายผู้ประกอบการก็ต้องเห็นใจ เพราะว่าถ้าไม่เป็นระเบียบระบบเขาก็ไม่อยากมาอย่าไปแย่งชิงกันมากนัก ถ้าเราเผื่อแผ่แบ่งปันกันอยู่ในระเบียบระบบต่าง ๆ รัฐก็ช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น/div divnbsp;/div divเรื่องของการนําระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าถึงง่าย มาสนับสนุนการท่องเที่ยวและอํานวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว โปรแกรมในโทรศัพท์มือถือ เช่น คู่มือทักษะในการนำให้นักท่องเที่ยวรู้จักสถานที่ต่าง ๆ มีการแปลภาษา มีระบบติดตามตัวผ่านดาวเทียมก็ลองพัฒนาดูบางอย่างอาจจะต้องใช้เวลาพอสมควร ใช้งบประมาณสูง ในเรื่องการพัฒนาระบบการรับแจ้งเหตุหรือการสอบถามข้อมูลผ่านศูนย์ วันนี้สอบถามได้หมายเลข 1155 สำหรับผู้ท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวรวมทั้งการพัฒนาระบบการติดต่อสื่อสารให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที และการให้บริการให้ทั่วถึงทุกพื้นที่อันนี้เป็นห่วงเพราะว่าบางพื้นที่นั้น โทรศัพท์มือถือใช้ไม่ได้ ต้องเร่งรัดในสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ/div divnbsp;/div divในเรื่องของมาตรการในรักษาความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยวเพิ่มเติม ที่ห่างไกลตามเกาะแก่งต่าง ๆ พื้นที่ชายทะเลที่เดินทางด้วยเรือด้วยการคมนาคมแบบอื่น ๆ ด้วย ทั้งรถ ทั้งเรือต่าง ๆ เหล่านี้ต้องปลอดภัยเน้นย้ำปลอดภัยมีการดูแลความปลอดภัยจัดสายตรวจ ควบคุมพื้นที่ให้ได้แล้วก็ให้มีความถี่มากขึ้น เข้มงวดการจัดระเบียบสถานบริการ ท่ารถ ท่าเรือ บริษัทนําเที่ยว โต๊ะทัวร์ต่าง ๆ โรงแรม เกสต์เฮาส์ ที่พัก ร้านอาหาร จะเห็นว่าผูกพันกันไปหมดหลาย ๆ ผู้ประกอบการด้วยกันต้องช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันและมีมาตรฐานให้ได้ ไม่อย่างนั้นวันหน้าเขาก็ไม่มาอีก มาครั้งเดียวแล้วก็เลิกมาแล้วไม่ปลอดภัย มาแล้วบริการก็ไม่ดี มาแล้วก็สุขา ห้องน้ำ ห้องส้วมสกปรกอะไรทำนองนี้ ต้องดูแลทั้งหมดเราจะเน้นเรื่องความปลอดภัย/div divnbsp;/div divในส่วนของภาครัฐนั้นก็ต้องมีการบูรณาการร่วมกันอย่างมืออาชีพด้วย เช่น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไม่ใช่ยกไปให้เป็นเรื่องของตำรวจ เรื่องของท่องเที่ยวเรื่องของอะไรไม่ใช่ กรมเจ้าท่า ตํารวจน้ำ กรมอุทยาน กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ทั้งหมดบนบกก็ทางบกดูไป ทางน้ำก็กองกำลังทางเรือก็ว่าไป ทหารพร้อมช่วยทุกที่และเราก็ต้องเสริมด้วยภาคประชาชน ในเรื่องของการจัดอาสาสมัครช่วยเหลือเตือนภัยและแจ้งเหตุที่เกิดแก่นักท่องเที่ยว การจัดชุดเคลื่อนที่เร็วอะไรต่าง ๆ ต้องพร้อมทั้งเครื่องไม้เครื่องมือด้วย อย่าปล่อยให้เกิดแล้วก็แก้ไขอะไรกันไม่ได้เหมือนเดิมที่ผ่านมา/div divnbsp;/div divเรื่องของวงเงินในการประกันภัยก็อาจจะมีปัญหาอยู่บ้าง สำหรับบางประเทศหรือบางบริษัทที่ไม่ให้การประกันภัยในสถานการณ์ในเวลานี้ คสช. วันนี้ก็เป็นรัฐบาลก็ได้อนุมัติวงเงินไว้ 200 ล้านบาทแล้ว กรุณาสร้างความเข้าใจกับนักท่องเที่ยวด้วย ในการจัดตั้งเป็นกองทุนเยียวยานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่จะดูแลคุ้มครองความปลอดภัยในการเดินทาง และประกันภัยต่างๆ ในการใช้ชีวิตในประเทศไทย อันนี้คงเป็นเฉพาะกรณีเกิดการจลาจล เพราะว่าที่เขามีปัญหาอยู่ก็คือเรื่องของการไม่รับประกันภัยในกรณีที่มีการใช้กฎหมายพิเศษ เราก็เตรียมเงินตรงนี้ไว้ในกรณีที่จะต้องแก้ปัญหาก็คือเรื่องการใช้กฎหมายพิเศษ ผมคิดว่าไม่มียังไงก็ตาม ก็ขอความร่วมมือกับทุกคนด้วยสร้างความไว้วางใจกับนักท่องเที่ยวกับต่างชาติให้เราด้วย วันนี้เราต้องระมัดระวังเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองเหล่านี้ จะต้องระมัดระวังใครก็ไม่อยากให้เกิดขึ้นก็ขอให้บริษัทประกันภัย และผู้ประกอบการค้าด้านการท่องเที่ยวได้เข้าใจแล้วก็ติดตามข้อมูลข่าวสารขอทราบเงื่อนไขการคุ้มครอง และการบริหารกองทุนดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพก็เรามองในทุกอย่างอยู่แล้วทุกมิติอยู่แล้ว/div divnbsp;/div divเราอยากให้ประเทศไทยของเรานั้นเป็นที่รู้จักของชาวโลกในนาม “สยามเมืองยิ้ม” ไม่ใช่เป็นเมืองแห่งความขัดแย้งในเรื่องของความมีน้ำใจ อัธยาศัยของคนไทย ซึ่งจะเป็นสิ่งดึงดูด สร้างความประทับใจให้กับชาวต่างชาติ นอกเหนือจากความอุดมสมบูรณ์และความบริสุทธิ์ของธรรมชาติ ขอให้คนไทยทุกคนร่วมกันเป็นเจ้าบ้านที่ดี ร่วมให้การต้อนรับอาคันตุกะต่างชาติด้วย อย่ามัวแต่ทะเลาะกันเลยรวมกันให้ได้แล้วนำประเทศชาติมาก่อน/div divnbsp;/div divในเรื่องของการขอความร่วมมือ ก็อยากจะให้พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนให้รับทราบว่าวันนี้ปัญหาของประเทศเรานั้นมีมากมายเป็นปัญหาสะสมมาทั้งสิ้น การที่เราเข้ามาบริหารประเทศตอนนี้ก็ประมาณ 5 เดือน คสช.บวกรัฐบาลด้วย ทั้งนี้ก็มุ่งหวังให้ประเทศของเรานั้นมีความเจริญมั่นคงอย่างยั่งยืน ถ้าพวกเราทุกคนไม่ร่วมมือกันไม่เริ่มทำกันตอนนี้เราก็ไม่รู้ว่าจะให้ใครมาทำอีก วันเวลาอาจจะไม่มีอีกแล้วในการที่จะแก้ปัญหา ถ้าเราจะรอให้ประชาธิปไตยเต็มรูปแบบมาแก้ตอนนี้คงไม่ทัน แก้ไม่ทันต้องแก้ด้วยวิธีการนี้ไปก่อน วันนี้เราต้องใช้อำนาจที่มีอยู่ในวันนี้แก้ปัญหาในอดีตด้วยพร้อมกับเดินหน้าประเทศไปด้วย ไม่อย่างนั้นติดขัดข้อกฎหมาย ติดขัดรัฐธรรมนูญอย่างมากมาย ธรรมดาทุกที่ก็มีทั้งคนดีและไม่ดี ถ้าคนไม่ดีก็มุ่งหวังกรอบโกยหาช่องทางยังไงก็หาจนได้ เพราะว่าถ้าคิดถึงผลประโยชน์อย่างเดียว แต่ถ้าคิดถึงประเทศชาติ ผมว่ามีอยู่มากนักการเมืองดี ๆ ก็มากส่วนหนึ่งก็มีความจริงใจแต่สู้คนไม่ดีไม่ได้ วันนี้ต้องเอาคนดีให้มากขึ้นแล้วก็สู้กับคนไม่ดีให้ได้ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์ส่วนรวมก็ฝากประเทศชาติไว้กับนักการเมืองในอนาคตไว้ด้วย ในอดีตดี ๆ ก็มากมายวันหน้าก็มาร่วมกันพัฒนาประเทศต่อไป/div divnbsp;/div divขอให้นักการเมืองทั้งในอดีตมาช่วยเราคิดและนักการเมืองที่จะไปบริหารในอนาคตมาช่วยกันคิดและอย่ามุ่งหวังแต่เพียงอย่างเดียวว่าเราจะมีรายได้ มีอะไรที่ร่ำรวยขึ้น แย่งชิงอำนาจใช้กฎกติกามาต่อสู้กัน ใช้กฎหมายมาต่อสู้กัน สร้างความเดือดร้อนคนในชาติ ผมก็เดือดร้อนไปด้วย ทุกคนเขาเดือดร้อนไปหมด ผมก็ไม่ได้อยากที่จะทำให้ทุกอย่างแย่ไปกว่าเดิม วันนี้เราต้องการทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะฉะนั้นถึงเวลาที่คนไทยทุกคนจะต้องช่วยแก้ปัญหาที่สะสมมานานให้นั้นให้เหลือน้อยที่สุดด้วยการปรับปรุงเพิ่มเติมกฎหมาย เราต้องยอมกันแก้ไขระเบียบกติกาต่าง ๆ บ้าง ทั้งนี้ให้ส่งผลดีต่ออนาคตของประเทศให้ได้แล้วก็ทั้งคนส่วนใหญ่ส่วนน้อยได้ประโยชน์ทั้งสิ้น/div divnbsp;/div divรัฐบาลและ คสช. ก็ได้พิจารณาปัญหาและแนวทางแก้ปัญหาที่สำคัญ ๆ ของชาติไปแล้วจะต้องดำเนินการโดยเร็วที่สุด ท่านทราบดีเรื่องสำคัญคือเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นสาเหตุสำคัญทำให้งบประมาณของชาตินั้นไม่มีประสิทธิภาพในการใช้จ่าย มีรั่วไหลไปเป็นผลประโยชน์ส่วนบุคคล เกิดมานานแล้วทุกยุคทุกสมัย วันนี้เราก็เข้ามา 5 เดือน เราพยายามไม่ให้เกิดขึ้นเลยอะไรที่ผิดก็ต้องดำเนินการ วันนี้การตัดสินผิดถูกอย่าให้รวดเร็วเกินไปนัก ถ้าเร็วไปก็ไม่รับกันอีก เพราะฉะนั้นต้องสร้างความเข้มแข็งในด้านกระบวนการยุติธรรมให้ได้ด้วย/div divnbsp;/div divในเรื่องของการแก้ไขปัญหาของชาติ เรามุ่งเน้นในเรื่องของการลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนที่มีรายได้น้อยให้มากที่สุด ขณะเดียวกันต้องมีการพัฒนาประเทศไปด้วย ผมเคยเรียนไปแล้วว่าถ้าเรา Subsidize มาก ๆ หรือโครงการต่าง ๆ ที่ใช้งบประมาณสูงมาก ๆ โดยที่ไม่ยั่งยืน เว้นแต่โครงการที่ช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแบบนี้ก็ดี แต่ถ้าช่วยแล้วเป็นปัญหาต่อไปในอนาคตอันนั้นไม่น่าจะทำ เพราะว่าจะทำให้เราเป็นหนี้เป็นสินมากมายในอนาคต แล้วก็เงินงบประมาณก็หายไปต้องมาใช้หนี้อีก/div divnbsp;/div divปัญหายาเสพติด เป็นตัวบ่อนทำลาย ซึ่งทำลายคนทั้งชาติทำร้ายครอบครัวพ่อแม่ลูกภรรยาพี่น้องอะไรก็แล้วแต่ ทำให้ประเทศไทยต้องหยุดอยู่กับที่หรือไม่ก็ถอยหลังไปบางส่วน เพราะบางคนติดยาเสพติดมาก อย่าไปโง่ อย่าไปเสพหยุดซะปัญหามากมายในหลายมุมในหลายมิติ ทั้งในเรื่องของกฎหมาย เรื่องคดีความ คดีคั่งค้างอยู่ที่ศาล ในเรื่องของการควบคุมผู้ต้องหามากมายไปหมด วันนี้มีนักโทษยาเสพติดมากที่สุด ผมกำลังให้ไปหาทางว่าทำอย่างไรให้คนเหล่านี้มาคืนสู่สังคมให้ได้ประโยชน์ในลักษณะที่ยั่งยืน หางานหาการให้ทำสร้างความเข้มแข็งแล้วก็ทำอย่างไรไม่ให้ไปแออัดอยู่ในคุก แต่ทำอย่างไรไม่ให้ไปขยายต่อไปในการสร้างอิทธิพลต่าง ๆ และต้องทำให้ได้ทุกกระทรวง ทบวง กรมต้องไปช่วยกัน ไม่ใช่กระทรวงยุติธรรมอย่างเดียวคงไม่ใช่หรือเจ้าหน้าที่อย่างเดียวไม่ได้ ต้องดูแลทุกระดับฐานะทางสังคมในสถานศึกษา เยาวชน ครอบครัวยาเสพติดไม่ใช่เรื่องไกลตัวเป็นวาระของชาติ เราไม่สามารถจะใช้วิธีรุนแรงได้ เว้นแต่ในเรื่องของการที่จะมาต่อสู้กับเจ้าหน้าที่เท่านั้นเอง เรื่องอื่น ๆ นั้นก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นคนที่ทำ คนที่ขายคนที่ผลิต ผมถือว่าเป็นคนเห็นแก่ตัวได้รับประโยชน์เสวยสุขบนหายนะของคนอื่น วันนี้รัฐบาลจะต้องดำเนินการทั้งในเรื่องของการป้องกัน การปราบปรามและก็การฟื้นฟู ผมมุ่งเน้นการป้องกัน การฟื้นฟูก็สำคัญเหมือนกันว่าทำอย่างไรคนเหล่านี้จะกลับไปสู่สังคมแล้วก็ไม่กลับมาติดอีก/div divnbsp;/div divในส่วนที่มาจากต่างประเทศเราก็ต้องขอความร่วมมือจากทุกประเทศตามแนวชายแดนก็คนไทยทั้งนั้น ถ้าคนไทยไม่ร่วมมือก็มาไม่ได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นคนไทยมีทุกที่ ที่ไม่สุจริตแต่คนสุจริตมีมากกว่า เพราะฉะนั้นคนสุจริตต้องป้องกันคนไม่สุจริตให้ได้ ในการที่จะทำสิ่งที่เกิดเป็นปัญหากับสังคม เป็นปัญหากับคนไทยและประเทศไทย ขอความร่วมมือ จากคนไทยและประเทศเพื่อนบ้านทั้งในระดับทวิภาคี พหุภาคี และภูมิภาคด้วยทั้งหมด/div divnbsp;/div divปัญหาอาชญากรรมภายในประเทศ และความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ วันนี้เป็นปัญหาที่บั่นทอนมานานแล้วเป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยวของประเทศถึงแม้ว่าจะดีขึ้นมาได้ในระดับหนึ่ง ที่ผ่านมาอาจจะช้าอาจจะมีประสิทธิภาพมีประสิทธิผลที่ไม่ทันเวลา ผมก็เร่งรัดในขณะที่เราเป็นคสช.และเร่งรัดในรัฐบาลนี้ วันนี้ก็ต้องมีมาตรการที่เข้มงวดกวดขันในทุกมิติทั้งความมั่นคง การพัฒนา การสร้างความเข้าใจสิ่งสำคัญคือการศึกษา/div divnbsp;/div divวันนี้ได้มอบหมายให้กับท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายสุธี มากบุญ) และฝ่ายความมั่นคง ท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) และทุกหน่วยงานลงไปขับเคลื่อนให้ได้ในการบูรณาการ ทั้งการพัฒนา การสร้างความมั่นคง การสร้างความเข้าใจ ตามยุทธศาสตร์ทั้งหมด วันนี้ท่าน ผู้บัญชาการทหารบก (พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ) ในฐานะรอง ผอ.รมน. ก็ประกาศในเรื่องของทุ่งยางแดงโมเดล ก็เป็นเรื่องของการกำชับเข้มงวดในทุกมิติ เป็นการประสานความร่วมมือให้ได้อย่างแท้จริง ที่ผ่านมาก็มีปัญหาเรื่องการบูรณาการ เรื่องการใช้งบประมาณ แผนงานโครงการที่ต้องสอดคล้องกัน วันนี้ขออย่างเดียว ขอให้ฝ่ายความมั่นคง คือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เขาชี้ว่า ควรจะทำที่ไหน อย่างไร แบ่งพื้นที่ไว้อย่างไร พัฒนาจะลงตรงไหนก่อนตรงไหนหลัง ถ้าฟังกันตรงนี้ แก้ปัญหาได้แน่นอน ถ้ายังแยกกันทำอยู่เหมือนเดิม ทุกคนคิดถึงแต่กฎหมายของตัวเอง รัฐบาลก็ให้แต่ละแท่งงานของเรา ต่างคนต่างเดินไปไม่ได้ วันนี้ผมเป็น ผอ.รมน. nbsp;ผมเป็นนายกรัฐมนตรีด้วย เพราะฉะนั้นผมบูรณาการทั้งหมด ทั้งคน แผนงาน งบประมาณทั้งหมด ต้องบูรณาการให้ได้และก็ประสานสอดคล้องกัน เพราะฉะนั้นผมต้องการให้ขับเคลื่อนเรื่องทุ่งยางแดงโมเดลให้ได้โดยเร็ว และขยายไปที่อื่น ต้องเร็วที่สุดทุกอำเภอ วันนี้ก็มีอยู่ไม่กี่อำเภอที่มีปัญหาอยู่ มี 100 กว่าหมู่บ้าน ทั้ง ๆ ที่มีทั้งหมดตั้ง 2,000 กว่าหมู่บ้าน พอเราพูดกันไป พอสื่อกันไปกันมา กลายเป็นว่าภาคใต้ทั้งหมดอันตราย แล้วใครก็ไม่มาเที่ยว ลงทุนก็ไม่เกิด ท่านดู เราส่งแผนการลงทุน BOI ตั้งมากมาย 3 ปีมาแล้วยังไม่เกิดโรงงาน/div divnbsp;/div divการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักของประเทศ เราลงทุนขยายต่อใช้ทุนน้อยที่สุด เพราะเรามีวัตถุดิบอยู่แล้ว มีสถานที่การท่องเที่ยวดีอยู่แล้ว วันนี้ต้องช่วยกันทำให้ประเทศไทยมีความพร้อม สิ่งที่ผ่านมานั้น มีปัญหาหลัก ๆ ก็คือ ด้านการบริหารจัดการของส่วนราชการ และการฟังความคิดเห็นของประชาชน เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เสียโอกาส วันนี้เราตั้งคณะกรรมการหลายคณะที่ภาคใต้ ฟังทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ความร่วมมือร่วมกัน กำลังของทหาร ตำรวจ ชาวบ้าน อรบ. (อาสาสมัครรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน) ชรบ. (ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน) ทั้งหมด บูรณาการทั้งหมด ทำอย่างไรให้บูรณาการให้ได้ ถ้าทุกคนช่วยกันก็จะลดเหตุร้ายลงได้มากขึ้น ถ้าปล่อยให้เป็นอำนาจเป็นเรื่องของตำรวจ ทหาร ก็เป็นอยู่อย่างนี้ อย่างไรก็ดูไม่ทั่ว เพราะทหารแต่งเครื่องแบบ ประชาชนก็สัญจรไปมาทั่วไป ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยเวลา ด้วยเคอร์ฟิวอะไรต่าง ๆ เลย แต่เราต้องทำอย่างไรให้เกิดความพร้อมในการเผชิญสถานการณ์ สร้างการรับรู้ นำคนดีมาสกัดกั้นคนเลวให้ได้ วันนี้เขามาสู้เราด้วยความรุนแรง เราก็ต้องประณามการใช้ความรุนแรงของเขา ไม่ใช่มาประณามเจ้าหน้าที่ว่าเจ้าหน้าที่ใช้ความรุนแรงกับเขาหรือไม่ เพราะวันนี้ผมไม่มีนโยบายในการที่จะให้ไปกวาดล้างลักษณะทั้งหมู่บ้าน ทั้งพื้นที่เลย ทำไม่ได้ ถ้าทำได้คงจบหรือไม่ก็คงจะบานปลายไปเวทีโลก ต้องระมัดระวังการเสนอข่าวต้องสร้างความเชื่อมั่นว่า เราเดินมาถูกแล้วในเรื่องของการแก้ปัญหายุทธศาสตร์ วันนี้องค์กรระหว่างชาติ OIC (องค์การความร่วมมืออิสลาม) เขาเข้าใจ เขาเห็นยุทธศาสตร์ของเราเดินมา เขาชื่นชมว่าทุกอย่างดี ขอให้ทำให้ได้โดยเร็ว แต่ขอให้เรากันเองติติงกันตรงนี้ตรงนั้น ซึ่งบางอย่างไม่ใช่ข้อเท็จจริง ฟังแล้วก็ตรวจสอบ แล้วค่อยเสนอข่าว ผมไม่ห้ามท่าน แต่ต้องเข้าข้างเจ้าหน้าที่เขาบ้าง เขาทำงานด้วยความเสียสละ คนดีมาก คนไม่ดีน้อย แต่ถ้าคนไม่ดีทำไม่ดี ก็ไปแยกแยะออกมาให้ออก เหมาทั้งหมดก็เสียกำลังใจ ไม่อยากทำงานกันทั้งสิ้น คนไทยต้องให้กำลังใจกันเอง เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งสำคัญในสายตาของชาวต่างชาติในวันนี้ ก็ขอความกรุณา ขอร้องสื่อ ผมไม่ได้โทษท่านเลย เพียงแต่ว่าสื่อเป็นช่องทางการสร้างการรับรู้ระหว่างรัฐกับเอกชน กับประชาชน ผมก็หวังพึ่งท่าน ถ้าท่านถ่ายทอดดี ก็เข้าใจกัน แล้วก็เดินหน้าประเทศไปได้ ถ้าถ่ายทอดไม่ดีก็เสียหาย แต่เรื่องใดที่เป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ ของอะไรก็ว่ามาเป็น Case เป็นกรณี เป็นบุคคลไป ไม่อย่างนั้นเดินหน้าไม่ได้ ในส่วนของการสร้างความมั่นคงปลอดภัยนั้น ต้องรัฐ เอกชน ประชาชน ต้องร่วมมือกัน/div divnbsp;/div divปัญหาการศึกษาของคนในชาติ วันนี้เราต้องมองว่า คนนั้นเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า มีความสำคัญที่สุด ประเทศชาติจะเดินหน้าไปสู่อนาคตอย่างไร เราจะกำหนดยุทธศาสตร์ให้สวยหรูอย่างไรก็ตาม ถ้าคนนั้นไม่พัฒนา ไม่เข้าใจ ไม่มีกระบวนการคิด ไม่มีวิสัยทัศน์ แต่คนไทยต้องปรับตัวเองให้ได้ ต้องมีกระบวนการเรียนรู้ที่ เข้าใจในนโยบายเสริมกันไป ถ้าต่างคนต่างขัดแย้งกันอยู่แบบนี้ ไปไม่ได้ การเมืองก็ต้องเข้มแข็ง มีเสถียรภาพ ลดการทะเลาะเบาะแว้ง เราถึงต้องมีการปฏิรูป พวกประเทศต่าง ๆ ในโลกที่เขาเจริญแล้ว เขาใช้เวลามาก่อนหน้าเราในการปฏิรูป วันนี้ก็ได้มีการปฏิรูปหลาย ๆ ประเทศ ทุกคนต่างก็ดูกัน หลายประเทศก็ดูไทยขณะนี้อยู่ ไทยก็ต้องไปดูคนอื่นเขามาเหมือนกัน เราต้องใช้การปฏิรูปวันนี้ ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ให้ได้ เราช้ากว่านี้ไม่ได้แล้ว ผมเรียนไปหลายครั้งแล้ว ต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้ได้ด้วยการศึกษา ถ้าประชาชนส่วนใหญ่ยังอยู่นอกระบบการศึกษา ได้รับการศึกษาไม่เหมาะสม แต่อย่าลืมให้ความสำคัญทั้งครู ครูเป็นหลัก ครู นักเรียน หลักสูตร การบริหารจัดการ และความเท่าเทียมกันในเรื่องของการเข้าสู่การศึกษาสำคัญที่สุด ปัญหาแก้ไม่ยาก ถ้าเราไปคิดอะไรใหม่ ๆ มาก ๆ นัก ทำไมได้ เราก็ไปนำสิ่งที่ดี ๆ ของแต่ละประเทศที่เขามีอยู่ในเรื่องของการศึกษา จะนำของใครมา นำมาถอดเป็นเรื่อง ๆ ไป ถ้าคิดกันเองไปไม่ได้ ไม่มีแนวทางไว้ก่อนเลย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องปรับให้เข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองไทยด้วย คนไทยคิดละเอียด คิดไม่เหมือนชาติอื่นเขา ตอนนี้เราต้องรวมพลังความคิดต่าง ๆ ให้เป็นแนวทางเดียวกันให้ได้ เพื่อจะไปแก้ปัญหา ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ เก็บไว้ก่อน นำปัญหาใหญ่มาแก้ก่อน ถ้าพอเริ่มปัญหาใหญ่ ก็นำปัญหาเล็กมาเริ่ม มาตีด้วย ไปไม่ได้เลย ปฏิรูปอย่างไรก็ปฏิรูปไม่ได้ ผมไม่ได้ไปจำกัดกั้นความคิดของใครเลย เพราะฉะนั้นวันนี้เราต้องสร้างคนให้ได้โดยเร็ว เพื่อเตรียมการ รับการกับภัยคุกคามรูปแบบบใหม่ ๆ ทั้งหมด ปัญหาของชาติ ทั้งภายในภายนอกประเทศด้วย ถ้าคนไม่แข็งแรง ไม่มีคุณภาพ ประเทศก็ไม่เข้มแข็ง การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยา ไปไม่ได้ทั้งหมด การยอมรับต่างชาติก็ไม่ได้อีก การเจรจาข้อตกลงต่าง ๆ ทางการค้าไม่ได้หมด เราต้องพัฒนาตนเองให้ได้โดยเร็ว เราต้องแก้ปัญหาให้ได้ทั้งหมด/div divnbsp;/div divวันนี้ได้สั่งการชัดเจนไปยังกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงอื่น ๆ การสั่งงานของรัฐบาล ไม่ใช่สั่งทำแล้วจบ ไม่ใช่ สั่งไปแล้วกำหนดนโยบายไปแล้ว โดย ครม. เห็นชอบร่วมกัน ก็ไปสู่กระบวนการปฏิบัติ มีคณะกรรมการ ใช้จ่ายงบประมาณ ทำแผนงานโครงการมา แล้วก็ทำ จะเห็นว่ามีอีกหลายขั้นตอน วันนี้เราต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน และการสร้างความเข้มแข็งในภาคเศรษฐกิจจะได้ไปสู้เขาได้ในตลาดการค้าต่อไป ซึ่งวันหน้าให้สิทธิประโยชน์ของประเทศกับประเทศที่มีรายได้น้อยหรือรายได้ปานกลางลดลงหมด อาจจะเหลือศูนย์เปอร์เซ็นต์อะไรทำนองนี้ เราจะสู้เขาไม่ได้ เราต้องพัฒนาหาแบรนด์ใหม่ นวัตกรรมใหม่ ๆ เทคโนโลยีใหม่ ๆ ไปขายเขา ไปสร้างสู้กับเขา ขายแบบเดิมอย่างไรก็ขายไม่ได้ ราคาก็ตก เพราะเราบวกไปด้วยค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ก็สู้เขาไม่ได้ในประเทศรอบบ้านนี้แล้ว แต่ผมไม่ว่า จะทำอย่างไรกันต่อไป ไปคิดกันเอง ทุกคนต้องช่วยกัน จะส่งผลต่อการเจริญเติบโตก้าวหน้าเศรษฐกิจโดยรวม/div divnbsp;/div divวันนี้รัฐบาลได้น้อมนำ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาประยุกต์ใช้ เป็นแนวทางในการขับเคลื่อน ทั้งในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาคน พัฒนาด้านเศรษฐกิจ ใช้ได้หมด 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ความรู้คู่คุณธรรม ทำให้ได้ อย่าไปมองว่า เรามาสอนให้คนถอยหลัง ให้คนอยู่กับที่ไม่ใช่ ท่านทรงสอนให้หยุดเมื่อมีปัญหาสักระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็เตรียมความพร้อม และเดินหน้าต่อ ไม่ใช่หยุดแล้วถอยหลัง บางคนไปแปลเจตนาตรงนี้ผิด วันนี้ผมทราบว่าจะมีการเตรียมการต่อต้านนโยบายรัฐบาลในการใช้เศรษฐกิจพอเพียง ผมไม่สนใจ ผมถือว่านี้เป็นสิ่งที่พระราชทานให้กับเราแล้ว เป็นสิ่งที่สถาบันให้เป็นของขวัญให้กับคนไทยมาตลอด แต่คนไทยไม่ค่อยรู้คุณค่า ไม่มีอะไรเสียหายเลย ที่ผ่านมานั้น เราก็พยายามแก้ไขในทุกมิติ ทั้งในด้านนโยบาย ในด้านขับเคลื่อน ในด้านผู้ปฏิบัติ แต่เราจะให้ความสำคัญในเรื่องของการป้องกันการทุจริตผิดกฎหมายทั้งสิ้นทั้งปวง ถ้าเราไม่ดูแลเรื่องนี้ ไม่บังคับใช้กฎหมายพิเศษบ้างอะไรบ้าง แก้ไม่ได้ ท่านก็เห็นแล้วว่ากฎหมายปกติทำได้ไหม การบุกรุกทำลายป่า การอาชญากรรม อาชญากรรมข้ามชาติ อาวุธสงคราม ทำไม่ได้เลย วันนี้มีกฎหมายอยู่ฉบับเดียวเท่านั้นเอง แล้วก็ไม่ได้ใช้พร่ำเพรื่อ ใช้เฉพาะเรื่องเหล่านี้ เรื่องความมั่นคงเป็นหลัก และการแก้ปัญหาที่ต้องยั่งยืน ต้องแก้ด้วยกฎหมายพิเศษ ก็ทำไป แล้วทำไมต้องมาตำหนิติเตียนกันตรงนี้ สำหรับผู้ที่ไปติเตียนอยู่ต่างประเทศ ผมก็ไม่น่าจะให้ความสำคัญมากนัก เพราะเขาไม่ได้มาร่วมกับเราในการแก้ปัญหา และเขามีคดีความมากมายไปหมด อย่าไปให้เครดิตเขาเลย/div divnbsp;/div divการประมูลงานต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าปัญหาเรา เริ่มมาจากหลาย ๆ ส่วนด้วยกัน ทั้งคน ระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับ วิธีการ ราคากลาง หน่วยงานกลาง มีหรือไม่ กำหนดราคากลาง ของบางอย่างไม่มีราคากลาง หลาย ๆ อย่างที่เราจะซื้อใหม่ ราคากลางไม่มี เพราะว่าไม่เคยซื้อ เมื่อไม่เคยซื้อ ราคาก็ไปเปิดเว็บฯ มา เปิดเว็บฯ บางทีก็แพง ต่ำ แต่ทั้งหมดก็ต้องมาต่อรองให้ได้ แล้วก็มาทำให้ถูกวิธี เราต้องมองว่าจะทำอย่างไรให้ใช้ได้ ซื้อได้ แต่จะต้องไม่ทุจริต ไม่ได้เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นหน่วยงานกำหนดราคากลางต้องมีไหม ต้องเร่งดำเนินการหารือกันมาให้มีประสิทธิภาพ กลไกตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน วันนี้กระทรวงยุติธรรมเสนอมาทั้งหมด 11 องค์กรด้วยกัน 11 หน่วยงานที่จะต้องไปตรวจสอบทั้งหมด ไล่ล่าการทุจริต อันนี้ของใหม่ ของเก่าก็อยู่ในกระบวนการก็ไปว่ากันมา จะตรวจสอบทันทีตามระยะเวลาหรือตามที่ได้รับแจ้ง หรือเป็น Routine อะไรก็แล้วแต่ ก็ทำทั้งหมด ปรับปรุงกฎหมายทั้งหมดให้ครบทุกมิติ ทั้งฐานความผิด โทษทัณฑ์ต่าง ๆ ครบทั้งข้าราชการ พลเรือน ตำรวจ ทหาร ข้าราชการการเมือง เราต้องปูพื้นฐานในอนาคตไว้ด้วยเรื่องของกฎหมายเหล่านี้ แต่อย่าให้ละเมิดสิทธิมนุษยชน จนจำกัดการทำงานมากเกินไปก็ยาก ถ้ากระดิกอะไรไปไม่ได้ก็ลำบาก แต่มีวิธีการ นอกจากกฎหมายแล้วสร้างกระบวนการเรียนรู้ สร้างจิตสำนึกให้มากขึ้น/div divnbsp;/div divสำหรับประเทศไทย ผมคิดว่าคนไทยต้องมองในภาพเดียวกัน ผมกำลังกำหนดคำนิยมสำหรับประเทศไทย อาจจะต้องสร้างการรับรู้ในต่างประเทศด้วย การบอกวิสัยทัศน์ประเทศไทยว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป อาจจะเป็นการใช้คำว่า “THAILAND FORWARD 2025” หรือไม่ เพื่อจะก้าวหน้าไปอย่างไรในปี 2025 เหมือนต่างประเทศเขาก็มี “SMART NATION” อะไรต่าง ๆ เขามีหมด ประเทศไทยยังไม่มี กำลังคิดอยู่ อาจจะใช้เศรษฐกิจพอเพียงใส่เข้าไป อะไรเข้าไป แต่หาคำพูดเหมาะ ๆ แล้วเราเดินหน้าให้ได้ 2025 อาจจะช้าไป ผมก็ได้ให้แนวทางวันนี้ไปในที่ประชุมว่า ให้คิดว่าประเทศไทยต้องเดินหน้าให้ได้ภายใน 2 แผนพัฒนา ก็คือ 10 ปี วันนี้เราเหลือแผนนี้อีก 3 ปี ก็ประมาณ 13 ปี ปีนี้ 2014 อีก 3 ปี อาจจะเป็น 2017 หรือเร็วกว่านั้นก็ไม่รู้ ไปคิดมา สัปดาห์จะนำมาเสนออีกครั้งเรื่องการกำหนดวิสัยทัศน์ของประเทศไทยให้รับรู้ง่าย ๆ เข้าใจ/div divnbsp;/div divในขณะนี้ ผมไม่ได้อยู่ที่เมืองไทย ผมมีภารกิจในการประชุม เอเชีย – ยุโรป หรือ ASEM ครั้งที่ 10 ที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี มีความสำคัญในเรื่องของการสร้างความร่วมมือระหว่างผู้นำเอเชียและยุโรป ทั้ง 50 ประเทศ และองค์กรระหว่างประเทศ สหภาพยุโรปหรือ EU กับสำนักเลขาธิการอาเซียนด้วย ประเด็นต่าง ๆ ก็คงหารือกัน คงเน้นหนักในเรื่องของการเผชิญภัยคุกคามในมิติต่าง ๆ ด้วย ความมั่นคง และความเชื่อมโยงกันระหว่างภูมิภาคอาเซียนกับยุโรป จะเชื่อมโยงกันอย่างไร กลไกเขามีอยู่แล้ว ขณะนี้ก็มีกลไกในการเชื่อมโยง ก็คงไปคุยเรื่องเหล่านี้ และปัญหาที่สำคัญของโลก ก็คงจะต้องมาพูดคุยกันให้ละเอียดชัดเจนขึ้นว่าจะทำอย่างไร เราต้องเดินไปตามสังคมโลกเขาด้วย กลับมาแล้วผมจะชี้แจงเพิ่มเติม ก็เป็นกำลังใจให้ผมหน่อย ผมจะไปเผชิญกับใคร กับใครไม่ชอบเรา ต่อต้านเรา ผมจะอดทนให้มากที่สุด ทั้งนี้ผมอดทนเพื่อประเทศไทย อดทนเพื่อคนไทย เพราะฉะนั้นไม่ว่าใครจะไม่เข้าใจ ผมก็จะอดทน พูดได้เท่านี้/div divnbsp;/div divเรื่องของครัวไทยสู่ครัวโลก รัฐบาลที่ผ่านมาเคยทำไว้แล้ว เราก็จะขับเคลื่อนให้ได้ เพราะอย่างไรก็ต้องทำ แต่ทำให้เร็ว ให้เป็นรูปธรรมให้ได้มากยิ่งขึ้น จะได้เป็นประโยชน์กับบ้านเรา เรื่องอาหารไทย เรื่องข้าวไทยอะไรก็แล้วแต่ การท่องเที่ยวไทยให้ผูกพันเป็นห่วงโซ่ จะต้องลิงค์กันให้ได้เรื่องอาหารไทย นอกนั้นถามมา ถามผ่านสื่อ พูดผ่านสื่อมาก็ได้ ถามกันดี ๆ ผมก็ตอบดี ๆ ทุกครั้ง บางครั้งอาจจะเสียงดังไปหน่อยก็ธรรมดา พอพูดมาก ๆ ก็เสียงแหบแห้ง ก็ต้องส่งเสียงให้แรงขึ้น ต้องเห็นใจผมบ้าง เพราะผมตอบทุกคำถาม ถ้าไม่ตอบแล้วใครจะตอบ ผมพูดยังบอกว่าผมมัวแต่ให้พูดเลยไม่ได้ทำ แต่เวลาพูดกับเวลาทำคนละเวลา ผมก็พูดกับท่านเป็นวัน ๆ วันไหนประชุมคณะรัฐมนตรี (ประชุม ครม.) ผมก็พูดมากหน่อย วันอื่นไปงานไหน ถามผม ผมก็พูดอธิบายว่าคิดอะไร วันหน้าจะได้เข้าใจกันเท่านั้นเอง คนทำมีอยู่แล้ว วันนี้เราก็กำหนดติดตาม กำกับ ดูแล มากมายไปหมด ไม่ใช่พูดแล้วไม่ได้ทำ แล้วถามว่าจะให้ผมทำอะไร ไม่พูดเลยไหม ฝากประชาชนด้วย ให้ทำอย่างไร ผมก็จะพยายามปรับตัวเองให้ได้มากที่สุด แต่ประเทศชาติเป็นหลักสำหรับผม สำหรับคณะรัฐบาลทุกคน และ คสช. ขอบคุณในน้ำใจไมตรี ขอบคุณในความร่วมมือ ขอบคุณในความเข้าใจทุกประการ ผมว่าคุณเข้าใจเรามากขึ้น ขอบพระคุณ ขอให้มีความสุข อีก 2 – 3 วันพบกัน สวัสดีครับ/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/UD8tHJDtN8o" height="1" width="1"/

คาดประกาศใช้ รธน.ฉบับใหม่ ก.ย.58 เลือกตั้ง ม.ค.59

Fri, 17/10/2014 - 21:00
div“วิษณุ เครืองาม” คาดประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ภายในสิ้นเดือนกันยายน 58 ชี้อาจเลือกตั้งได้ ม.ค.59 เชื่อกระบวนการยกร่างไม่เกิน 1 ปี/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div div17 ต.ค. 2557 a href="http://www.tnamcot.com/2014/10/17/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B8-%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89-%E0%B8%A3%E0%B8%98/"สำนักข่าวไทย/aรายงานว่านายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย บรรยายพิเศษ เรื่อง “ทิศทางการปฎิรูปประเทศไทย” ในหลักสูตรการพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่นที่5 (พตส.5) ณ สถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้ง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง nbsp;(กกต.) ว่า คำว่าปฎิรูปที่พูดกันอยู่ในปัจจุบันนี้ว่าเป็นคำเก่าแก่ที่มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงกล่าวไว้ว่าต้องปฎิรูประบบราชการให้เป็นธรรม ทันสมัย และมีมาตรฐานก่อนดำเนินการปฎิรูปเรื่องอื่น ๆ เพราะถือว่าระบบราชการเป็นรากฐานของทุกเรื่อง/div divnbsp;/div div“ในสมัยนี้ก็เช่นเดียวกันที่ต้องให้ความสำคัญกับการปฎิรูประบบราชการเป็นเรื่องแรก อย่างไรก็ตาม การปฎิรูปนั้น ไม่สามารถทำให้เสร็จได้ภายในระยะเวลา 1 ปี เพราะในอดีตก็ใช้เวลานาน ถึง 3 รัชกาล แต่ก็ต้องพยายามทำให้ได้มากที่สุด ซึ่งอาจมีบางเรื่องที่สามารถผลักดันให้เสร็จได้” นายวิษณุ กล่าว/div divnbsp;/div divนายวิษณุ กล่าวอีกว่า การปฎิรูปวันนี้ต้องพึ่งพา 2 เวที คือ เวทีทางการ และเวทีอื่น ๆ ซึ่งเวทีสำคัญ คือ เวทีสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่ต้องตั้งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องแล้วเสร็จภายใน 4 เดือน เพื่อให้สมาชิก สปช.ทั้ง 250 คนร่วมโหวตว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่หากมีปัญหารัฐธรรมนูญนั้นเป็นอันตกไป จะต้องยุบกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญทั้ง 36 คน เพื่อทำการสรรหาและร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป/div divnbsp;/div divนายวิษณ กล่าวอีกว่า หากสมาชิก สปช.โหวตรับร่างรัฐธรรมนูญ ขั้นตอนต่อไปต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ และคาดการณ์ระยะเวลาการประกาศใช้รัฐธรรมนูญว่าน่าจะแล้วเสร็จประกาศใช้ได้ภายในปลายเดือนกันยายน หรือต้นเดือนตุลาคมปีหน้า และคาดการณ์ว่าจะสามารถจัดการเลือกตั้งได้ในเดือนมกราคม 2559 แต่ไม่อยากให้ล็อคกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าจะสามารถเลือกตั้งได้ทันทีในเดือนพฤศจิกายนหรือไม่ เพราะยังมีอีกหลายกระบวนการที่ต้องดำเนินการ ทั้งร่างกฎหมายลูกประกอบรัฐธรรมนูญ กฎหมายพรรคการเมืองที่ยังไม่มีการระบุว่า ส.ส.จะมีกี่คน และการได้มาของ ส.ว.ก็ต้องพิจารณาต่อไป ซึ่งเมื่อกฎหมายลูกเหล่านี้เสร็จสิ้น คาดว่า 3 เดือนจึงจะมีการเลือกตั้งได้ โดยมีประธานสภาปฎิรูปแห่งชาติที่จะคัดเลือกในวันที่ 21 ตุลาคมนี้เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และขอยืนยันว่าตนจะไม่เป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เว้นแต่นายกรัฐมนตรีจะมีการปรับเปลี่ยนแผนในอนาคต/div divnbsp;/div div“สปช.ต้องให้กรอบรัฐธรรมนูญว่ารัฐธรรมนูญใหม่ของไทยควรจะเป็นอย่างไรภายใน 2 เดือน และกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ยกร่างรัฐธรรมนูญภายใน4 เดือน รวมเป็น 6 เดือน แต่เมื่อร่างเสร็จต้องไปให้ สปช.ดู ปรับปรุงตกแต่งใหม่ให้เรียบร้อย อีก 6 เดือน และเมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จเรียบร้อยแล้ว สปช.จะปรับแก้ไม่ได้แล้ว มีเพียงหน้าที่ลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น หากมีมติรับ ก็นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม แต่ถ้ามีมติไม่รับ ก็ต้องมีการยุบกรรมาธิการร่างทั้ง 36 คนและดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ต่อไป โดยอาจจะกระชับให้รวดเร็วมากขึ้น” นายวิษณุ กล่าว/div divnbsp;/div divรองนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกรณีที่จะให้ประชาชนลงประชามติ ว่า อาจจะต้องใช้เวลา 3-6 เดือน เพราะไม่ต้องการให้มีบทเรียนอย่างครั้งที่ผ่านมาที่ประชาชนลงประชามติ 19 ล้านเสียงโดยไม่มีความเข้าใจ ครั้งนี้จึงต้องใช้เวลาประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเข้าใจ ทั้งนี้หากใกล้ถึงเวลา ถ้าเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการลงประชามติ ก็สามารถทำได้ ซึ่งการที่รัฐธรรมนูญไม่เขียนไว้ไม่ใช่ว่าจะทำประชามติไม่ได้/div divnbsp;/div div“วันนี้เร็วไปที่จะพูดถึงว่าจะทำประชามติหรือไม่ nbsp;ไว้ร่างรัฐธรรมนูญออกมามีหน้าตาชัดเจนสัก 50 เปอร์เซ็นต์ ค่อยมาถามประชาชนว่าต้องการให้ทำประชามติหรือไม่ หากรับได้ที่กระบวนการจะล่าช้าไปอีกก็ทำประชามติได้แล้วมาวางหลักเกณฑ์กันใหม่” นายวิษณุ กล่าว/div divnbsp;/div divนายวิษณุ กล่าวอีกว่า วันนี้เราไม่มีสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจแห่งชาติ แต่สำนักงานที่ปรึกษาเศรษฐกิจแห่งชาติ ยังมีอัตราอยู่ 200 คน ซึ่งจะนำคน 7 พันคนที่ไม่ได้รับการคัดเลือกเป็น สปช. คัดเอาส่วนหนึ่งมานั่งแทนสภาที่ปรึกษาแห่งชาติแต่ไม่ได้เรียกชื่อนี้ และให้สำนักงานที่ปรึกษาเศรษฐกิจแห่งชาติ เป็นหน่วยงานรองที่ให้การช่วยเหลือ โดยจะประชุมในสถานที่นี้ ซึ่งสิ่งนี้เป็นแนวคิดของนายกรัฐมนตรี และกรรมการสรรหา 77 คน ใครที่เป็นรัฐมนตรีและ สนช.ก็ตัดออกไปไม่สามารถเป็นได้ ก็จะเหลือ ประมาณ 50 คน และหลังการสรรหา ก็จะนำมารวมกับ 7 พันคน เพื่อหาเวทีในการปฎิรูปแต่ละด้านร่วมกัน/div divnbsp;/div divนายวิษณุ กล่าวว่า สปช.250 คนจะประชุมในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ เพื่อเลือกประธานและรองประธาน และตั้งคณะกรรมาธิการด้านต่าง ๆ จากนั้นจะเสนอแนวทางปฎิรูปด้านใดก็เสนอมาไม่จำกัดแค่ 11 ด้านจะมากกว่านั้นก็ได้ ทั้งนี้เชื่อว่าชุดกรรมาธิการที่มีความสำคัญนั้นประกอบด้วย 4 คณะ ดังนี้ คือคณะกรรมาธิการการเมือง คณะกรรมาธิการการบริหารราชการแผ่นดิน คณะกรรมาธิการการปกครองท้องถิ่นและคณะกรรมาธิการปฎิรูปกระบวนการยุติธรรม เพราะต้องตอบคำถามที่เป็นเรื่องเร่งด่วนในการปฎิรูปของสังคม เพื่อเขียนลงไปในรัฐธรรมนูญ จึงถือว่า 4 คณะนี้เป็นพระเอก/div divnbsp;/div div“แต่ไม่ใช่ว่าคณะอื่นไม่มีความสำคัญเท่ากับ 4 คณะนี้ แต่ 4 คณะนี้ต้องมีคำตอบให้สังคมเขียนในรัฐธรรมนูญ แต่หากคิดช้าหลังจากที่มีการร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะไม่สามารถมาใส่ตรงไหนได้แล้ว ทั้งนี้ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี2557 ในมาตรา 35 ระบุว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมี 10 เรื่องบวก 1 เรื่อง คือ 10 เรื่องเป็นการบังคับแต่อีกเรื่องเปิดช่องให้ช่วยคิดโดยคำนึงถึงทบทวนเรื่ององค์กรอิสระ ที่บางองค์กรอาจจะไม่ต้องมีก็ได้ โดยดูจากการทำงานที่ผ่านมา ซึ่งบางองค์กรอาจไม่ต้องยุบ แต่จะต้องทบทวนการทำหน้าที่เสียใหม่ โดยจะต้องยึดหลักของความเป็นรัฐเดี่ยวของประเทศไทย และมีการปกครองประชาธิปไตยที่เหมาะสมและมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งต้องวางมาตรการป้องกันการทุจริต ไม่ให้เข้ามามีบทบาทในการเลือกตั้งได้อีกอย่างถาวร แต่ไม่ใช่ห้ามบ้าน 111 หรือพวกที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง เพราะผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองอย่างถาวรคือพวกที่ทุจริตการเลือกตั้งเท่านั้น ไม่ใช่เพราะถูกถอนสิทธิ์ทางการเมืองในเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริต” นายวิษณุ กล่าว/div divnbsp;/div divนายวิษณุ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่อยากเห็นในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ คือ การหาข้อยุติของปัญหาความขัดแย้งที่ว่าหากรัฐบาลชุดนั้นยุบสภา จะสามารถลาออกจากการเป็นรัฐบาลรักษาการได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาไม่มีนักกฎหมายคนใดสามารถหาข้อสรุปชัดเจน จนนำมาซึ่งความขัดแย้งในสังคม พร้อมกันนี้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรกำหนดขอบเขตดังกล่าวให้ชัดเจน แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 จะเขียนในมาตรา 5 และ 6 ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นผู้พิจารณา แต่หากเป็นเรื่องนอกองค์กรให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญตีความก่อนการพิจารณา เพื่อเป็นการสกัดกั้นความไม่ปรองดองในสังคมไทยต่อไป/div divnbsp;/div divด้านการ ยกร่าง รธน.ใหม่ กมธ.ยกร่างฯ เป็นผู้กำหนดวันเลือกตั้ง โดยคำนึงหลักความพร้อม ความเป็นธรรม และความเหมาะสม เชื่อกระบวนการยกร่างไม่เกิน 1 ปี โควต้า กมธ.ยกร่างของ คสช.และ ครม.จะหาบุคคลที่มีความสามารถแตกต่างจาก สปช.-สนช.เพื่อความสมบูรณ์/div divnbsp;/div divนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย กล่าวถึงโรดแมปที่ระบุว่าจะมีการจัดการเลือกตั้งภายในปี 2558 ว่า เป็นการระบุก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ส่วนจะเลือกตั้งได้ทันในปี 58 หรือไม่ ขึ้นอยู่กับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้ง 36 คน ว่าจะกำหนดให้มีการเลือกตั้งภายในกี่วันหลังจากมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แต่อย่างใด ทั้งนี้ขั้นตอนการเขียนรัฐธรรมนูญจะช้าหรือเร็ว กระบวนการจะเกิดขึ้นหลังวันที่ 21 ตุลาคมนี้ เมื่อมีการคัดเลือกประธานและกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญแล้ว นับไปอีก 11 เดือน ซึ่งเชื่อว่าจะอยู่ภายในกรอบ 1 ปี/div divnbsp;/div div“อย่างไรก็ตาม การกำหนดวันเลือกตั้งดังกล่าว ไม่สามารถทำได้ลอย ๆ แต่จะต้องคำนึงถึงหลัก 3 ประการ คือ 1.หลักความพร้อมของผู้ที่จัดการเลือกตั้ง 2.หลักความเป็นธรรมของผู้ที่สมัคร ไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเกิดความได้เปรียบหรือเสียเปรียบ และ 3.หลักความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการจัดการเลือกตั้ง โดยจะใช้เวลานานไม่ได้ เพราะจะไม่สามารถอธิบายเหตุผลให้สังคมได้” นายวิษณุ กล่าว/div divnbsp;/div divนายวิษณุ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นโฉมหน้าของกรรมาธิการยกร่างฯ ทั้ง 36 คน แต่เชื่อว่าในแต่ละส่วนจะสรรหาคนที่มีความเหมาะสม โดยเฉพาะในส่วนของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี จะหาผู้ที่มีความรู้ความสามารถแตกต่างออกไปจาก สนช.และ สปช. โดยจะส่งรายชื่อหลังสุด ซึ่งอาจมีความเป็นไปได้ที่จะมีการคัดสรรบุคคลที่เป็นทั้งนักการเมือง นักการทูต หรืออดีตผู้พิพากษาที่จะเป็นการอุดช่องว่าง หลังจากที่ สนช.และ สปช.คัดสรรบุคคลเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้กรรมาธิการยกร่างฯ มีความสมบูรณ์ครอบคลุมทุกด้าน/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/SbmqZPBgTuA" height="1" width="1"/

สหภาพไทยอินดัสเตรียลแก๊สค้านประกาศบริษัทฯ ชี้เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้าง

Fri, 17/10/2014 - 20:30
p!--break--!--break--/p div17 ต.ค. 2557 สหภาพแรงงานไทยอินดัสเตรียลแก๊สเปิดเผยว่านายจ้างคือบริษัท LINDE ซึ่งเป็นบรรษัทข้ามชาติจากประเทศเยอรมัน ได้ส่งจดหมายอิเล็คทรอนิคส์ (อีเมล์) ให้กับพนักงาน เมื่อเวลา 17.04 วันที่ 14 ตุลาคม 2557 ประกาศระเบียบข้อบังคับในการทำงานฉบับปรับปรุง โดยบังคับใช้ย้อนหลังไปวันที่ 1 ตุลาคม 2557nbsp;/div divnbsp;/div divโดยในประกาศระเบียบข้อบังคับในการทำงานฉบับปรับปรุงของบริษัทฯ ฉบับนี้ ทางสหภาพได้ระบุว่ามีการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างในทางที่ไม่เป็นคุณต่อลูกจ้าง เช่น คนงานในแผนกจัดส่งที่มาทำงานในวันหยุดหรือทำงานล่วงเวลาในวันหยุดจะได้รับค่าตอบแทนในอัตรา 2 เท่าและ 3 เท่าของค่าจ้างปกติ แต่ประกาศฉบับใหม่แก้ไขเป็น 1 เท่าทั้งหมด เป็นต้น/div divnbsp;/div divดังนั้นสหภาพแรงงานไทยอินดัสเตรียลแก๊สจึงขอคัดค้านและไม่ให้การยอมรับใดๆในการออกประกาศดังกล่าวที่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างในทางที่ไม่เป็นคุณต่อลูกจ้างในทุกกรณี รวมถึงไม่ให้มีผลผูกพันใดๆกับคนงานที่ได้รับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยระบุว่าประกาศฉบับนี้ของบริษัทขัดต่อกฎหมายแรงงานไทย ละเมิดแนวปฏิบัติขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และขัดแย้งกับหลักการแนวคิดเรื่องความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท (CSR)/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/17qHnQ_XgiA" height="1" width="1"/

กสทช. ให้ช่องดิจิตอลเด็กและเยาวชนปรับผังและเนื้อหา

Fri, 17/10/2014 - 19:59
divประชุมวิเคราะห์ผังและเนื้อหารายการของทีวีดิจิตอลช่องเด็ก เยาวชนและ ครอบครัว กสทช.ให้ปรับผังและเนื้อหาเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายเด็กที่มีหลากหลายกลุ่มวัย ทั้งให้ลดเรต “ท” ที่มุ่งผู้ชมทุกวัย/div p!--break--!--break--/p divnbsp;/div divเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ กสทช.ในฐานะประธานอนุกรรมการด้านผังรายการและเนื้อหารายการ ได้สั่งการให้สำนักงาน กสทช.เชิญ ดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการมีเดียมอนิเตอร์ มานำเสนอผลการศึกษาวิเคราะห์ผังและเนื้อหารายการของทีวีดิจิตอลช่องเด็ก เยาวชนและ ครอบครัว nbsp;คือ ช่อง 3 Family nbsp;ช่อง MCOT family nbsp;และ ช่อง Loca nbsp;ในที่ประชุมคณะอนุกรรมการฯ nbsp;สาระสำคัญของผลการศึกษาครั้งนี้ คือ nbsp;ทีวีทั้ง 3 ช่อง ไม่มีการนำเสนอเนื้อหาสำหรับเด็กปฐมวัย (3-5 ปี) หรือ ไม่มีเรต ป+3 nbsp;และมีเนื้อหาสำหรับเด็กวัย 6-12 ปี หรือเรต ด+6 ในจำนวนที่น้อยมาก โดยรายการส่วนใหญ่จัดเรต “ท” คือ ชมได้ทุกวัย nbsp;ทั้งยังมีเนื้อหาไม่เหมาะสมสำหรับเด็กในด้าน เพศ ภาษา ความรุนแรง nbsp;แม้มีประกาศ กสทช.ระบุ ”..ต้องไม่มีเนื้อหาความรุนแรง ผิดศีลธรรม ผิดกฎหมาย หรือใช้ภาษาหยาบคาย ..” nbsp;การศึกษา ทีวีช่องเด็ก ทั้ง 3 ช่อง ครั้งนี้ มีเดียมอนิเตอร์ ยังพบเนื้อหาเกี่ยวกับ การพนัน nbsp;เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ nbsp;ซึ่ง Ofcom หน่วยงานหลักที่กำกับดูแลกิจการวิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมของประเทศอังกฤษ ระบุ ให้สื่อระมัดระวังในการนำเสนอเนื้อหาต่อไปนี้ในรายการที่มีกลุ่มเป้าหมายผู้ชมอายุต่ำกว่า 18 ปี คือ การพนัน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ความเชื่อเรื่องผี/เรื่องเหนือจริง อาชญากรรม nbsp;และให้คำนึงถึงสวัสดิภาพร่างกายและศักดิ์ศรีของผู้ร่วมรายการที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งข้อกำหนดของ Ofcom ที่กล่าวมานี้ ไม่มีการระบุในประกาศหรือระเบียบของ กสทช./div divnbsp;/div divในเรื่องนี้ พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ กสทช.ประธานอนุกรรมการด้าน nbsp;ผังรายการและเนื้อหารายการ กล่าวว่า ประกาศ กสทช.กำหนดหลักการไว้อย่างกว้าง ๆ เพื่อให้สถานีโดยเฉพาะช่องน้องใหม่อย่าง Loca ได้ปรับตัว และขณะนี้ กสทช.กำลังจัดทำคำอธิบายรูปแบบรายการ อย่างไรก็ตาม ขอให้ผู้ประกอบการช่องเด็กทั้ง 3 ช่อง ไปปรับผังและเนื้อหาที่เหมาะสมกับเด็กกลุ่มวัยต่างๆ nbsp;อย่าเน้นแต่เนื้อหาที่ชมได้ทุกวัย nbsp;พลโท พีระพงษ์ กล่าวอย่างเห็นใจทีวีช่องเด็กว่า อาจมีปัญหาในด้านรายได้จากการโฆษณา กสทช.น่าจะนำเงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนาฯ มาสนับสนุน/div divnbsp;/div divในขณะที่ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กสทช.ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเข้าร่วมประชุมด้วย กล่าวว่า เด็กช่วงวัย 3-5 ปี ยังไม่ควรดูโทรทัศน์มากนัก แต่ก็ควรมีรายการสำหรับเด็กกลุ่มนี้บ้าง ทั้งนี้ ในการกำหนดผังและเนื้อหารายการสำหรับช่องเด็ก เยาวชน และครอบครัว สถานีควรปรึกษาหารือกับนักจิตวิทยาพัฒนาการ เพื่อให้รายการมีลักษณะตามข้อกำหนดในใบอนุญาต ที่ระบุว่า “...ต้องมีเนื้อหาส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็ก และเยาวชน ทั้งส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีของสมาชิกในครอบครัว...” ขณะเดียวกันต้องผลิตรายการให้มีคุณภาพ ด้วยความระมัดระวัง เช่น เนื้อหาของวัยรุ่นก็ต้องคำนึงว่าอาจมีกลุ่มเด็กเข้าไปดูด้วย nbsp;การ์ตูนทุกเรื่องไม่ใช่เหมาะสำหรับเด็กเสมอไป ต้องดูที่เนื้อหาด้วย และฝากให้ระมัดระวังการนำเสนอโฆษณาอาหารและเครื่องดื่มในรายการสำหรับเด็กด้วย “การวางแผนงานรายการของสถานีโทรทัศน์สำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว ต้องใช้องค์ความรู้เฉพาะ ต้องมีทักษะ กสทช.จะพิจารณาจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนา ความรู้ และทักษะนี้แก่ผู้ประกอบการโทรทัศน์ช่องเด็ก” nbsp;กสทช.สุภิญญา กล่าวเสริม nbsp;/div divnbsp;/div divในการนี้ มีตัวแทนภาครัฐจากกระทรวงวัฒนธรรม และ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือ พม. ที่อนุกรรมการเชิญมาร่วมฟังและให้ความเห็น nbsp;ด้านนางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ผู้อำนวยการสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม กล่าวว่า เด็กโดยเฉพาะวัยรุ่น นิยมรับสื่อทางออนไลน์ nbsp;จึงน่าเป็นห่วงในเนื้อหาที่นำเสนอ ขณะที่ นายศุภวัฒน์ หนูพริก ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ สำนักงานปลัด กระทรวง พม. กล่าวว่า สื่อต้องระมัดระวังการนำเสนอเนื้อหาที่อาจละเมิดสิทธิเด็ก ตามสาระในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก และในกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 nbsp;พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความด้วยรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ในขณะที่ควรนำเสนอเนื้อหาเพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชน ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ พ.ศ. 2550 nbsp;“...ที่ผ่านมา ทางกระทรวงต้องไปขอให้รายการดังทางช่อง 9 งดเสนอรายการความขัดแย้งและความรุนแรงในครอบครัวนักร้องชายชื่อดัง เพราะจะกระทบต่อสิทธิของเด็กที่เป็นลูกของคู่ขัดแย้งที่เป็นพ่อแม่”/div divnbsp;/div divสำหรับผู้แทนจาก ช่อง3 Family nbsp;ช่อง MCOT family nbsp;และ ช่อง Loca nbsp;มิได้ซักถาม หรือ โต้แย้งผลการศึกษาที่มีเดียมอนิเตอร์นำเสนอ มีเพียงผู้แทนช่อง 9 กล่าวว่า การศึกษาครั้งนี้ ทำในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2557 ซึ่งยังเป็นช่วงทดลองออกอากาศอยู่ ทั้งที่ในความเป็นจริง กสทช.กำหนดให้การทดลองออกอากาศดำเนินการได้ตั้งแต่เมษายน 2557 จนถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2557 กสทช.ประกาศว่าเป็นการเริ่มออกอากาศจริงของทีวีดิจิตอลภาคธุรกิจ ที่ได้รับใบอนุญาติ/div divnbsp;/div divดร.เอื้อจิต วิโรจน์ไตรรัตน์ ผู้อำนวยการโครงการมีเดียมอนิเตอร์ กล่าวในต้อนท้ายว่า กสทช.กำหนดให้มีทีวีดิจิตอลช่องเด็ก เยาวชน และครอบครัว ด้วยพันธกิจเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน กับเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว ทั้งยัง เป็นกลุ่มผู้ประกอบการ ที่จ่ายค่าประมูลในอัตราที่ต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบกับหมวดอื่น การจัดทำผังรายการและเสนอเนื้อหารายการที่มุ่งกลุ่มผู้ชมทั่วไป อย่างที่เป็นอยู่ จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง และไม่ควรกำหนดเนื้อหาด้วยเหตุผลว่ากลุ่มผู้ชมทั่วไป คือ รายการสำหรับครอบครัว เพราะรายการสำหรับครอบคัวต้องมีเนื้อหามุ่งสร้างความสัมพันธ์อันดีในครอบครัว nbsp;ผู้ประกอบการทีวีช่องเด็ก ต้องไม่บริหารงานรายการเหมือนกับโทรทัศน์ธุรกิจทั่วไป nbsp;ท้ายที่สุด nbsp;ผู้อำนวยการโครงการมีเดียมอนิเตอร์ ได้เสนอให้ กสทช. ออกระเบียบหรือแนวปฏิบัติให้ชัดเจน ทั้งควรมีกลไกติดตามประเมินและให้คำแนะนำเพื่อการพัฒนาให้ทีวีดิจิตอลช่องเด็ก เยาวชน และครอบครัว มีผังและเนื้อหารายการ ตามข้อกำหนดในเงื่อนไขใบอนุญาต และเมื่อไม่เป็นไปตามนั้น ก็ต้องมีการดำเนินการตามมาตรการอย่างเคร่งครัด/div divnbsp;/div divในโอกาสนี้ ผอ. โครงการมีเดียมอนิเตอร์ ได้มอบสรุปสาระ “ผลการศึกษาวิเคราะห์ผัง และเนื้อหารายการทีวีดิจิตอล กลุ่ม ข่าวสาร และสาระ” ซึ่งมีเดียมอนิเตอร์ ทำการศึกษาเมื่อเดือนสิงหาคม 2557 แก่ พลโท ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ ด้วย/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/P8PgBeYtFEk" height="1" width="1"/

อียูผนึกกำลังแอมเนสตี้ฯ จัดงานรณรงค์ยุติโทษประหารชีวิต

Fri, 17/10/2014 - 19:33
p!--break--!--break--/p div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3932/15556637912_8cf7c3d0a4_z_d.jpg" style="width: 580px; height: 387px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5598/14935624123_40de2b3124_z_d.jpg" style="width: 580px; height: 387px;" //div divnbsp;/div div10 ตุลาคม ของทุกปีเป็นวันยุติโทษประหารชีวิตสากล (World Day against the Death Penalty) ที่ถูกกำหนดขึ้นเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในประเด็นโทษประหารชีวิตซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน คือ สิทธิในการมีชีวิต อีกทั้งยังเป็นการทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องnbsp;/div divnbsp;/div divในปีนี้แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกับ คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ได้จัดฉายภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “At The Death House Door” nbsp;ขึ้น เพื่อถ่ายทอดประเด็น "การใช้โทษประหารชีวิต" และ “กระบวนการยุติธรรม” โดยมีโตมร ศุขปรีชา นักแปลและนักเขียนมืออาชีพ และวิทยา ปานศรีงาม นักแสดงรางวัลบทนำยอดเยี่ยมจากเทศกาลภาพยนตร์เซียงไฮ้จากเรื่อง ‘เพชฌฆาตคนสุดท้าย’ มาร่วมพูดคุยหลังจากจบภาพยนตร์ด้วยnbsp;/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5598/15370164290_099a0983a8_z_d.jpg" style="width: 580px; height: 387px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"span style="color:#0000cd;"เฆซุส มิเกล ซันส์ หัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย/span/div divnbsp;/div divฯพณฯ เอกอัครราชทูต เฆซุส มิเกล ซันส์ หัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวในพิธีเปิดว่า สหภาพยุโรป (อียู) ได้เข้าไปมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการยกเลิกโทษประหารชีวิตซึ่งเป็นแนวโน้มที่กำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ประเทศสมาชิกอียูไม่ได้ใช้โทษประหารชีวิตมาเป็นเวลา 17 ปีแล้ว และจนถึงปีพ.ศ. 2556 มากกว่าสองในสามของประเทศในโลกได้ยกเลิกโทษประหารชีวิต นับว่าเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่nbsp;/div divnbsp;/div divอียูถือว่าโทษประหารชีวิตเป็นการลงโทษที่โหดร้าย ไร้ซึ่งมนุษยธรรม เรียกคืนไม่ได้ และไม่ได้ช่วยยับยั้งการก่ออาชญากรรม เราเชื่อว่าการยกเลิกโทษประหารชีวิตเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเพิ่มศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และการพัฒนาสิทธิมนุษยชนnbsp;/div divnbsp;/div div“อียูทำงานร่วมกับประเทศไทย และอยากเห็นประเทศที่สวยงามอย่างประเทศไทยยกเลิกโทษประหารชีวิตทั้งหมด เราได้ให้คำแนะนำและสนับสนุนหน่วยงานด้านการยุติธรรมของไทยและร่วมมือกับภาคประชาสังคมในประเทศไทย อียูชื่นชมประเทศไทยที่ตัดสินใจยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับผู้กระทำความผิดที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะในปีพ.ศ. 2555 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในทิศทางที่ถูกต้อง”nbsp;/div divnbsp;/div div style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm6.staticflickr.com/5614/15370164210_1af1a49f32_z_d.jpg" style="height: 387px; width: 580px;" //div div style="text-align: center;"nbsp;/div div style="text-align: center;"span style="color:#0000cd;"นางสาวปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล nbsp;ผู้อำนวยการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย/span/div divnbsp;/div divด้านนางสาวปริญญา บุญฤทธิ์ฤทัยกุล nbsp;ผู้อำนวยการ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวถึงสถานการณ์ในประเทศที่ที่สองถึงสามเดือนที่ผ่านมานี้ สังคมไทยได้เผชิญกับเหตุการณ์ที่น่าเศร้าและสะเทือนอารมณ์ ความรู้สึกอย่างรุนแรงอยู่หลายครั้ง โดยเฉพาะที่เกี่ยวเนื่องกับคดีการกระทำความรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้น มีความเคลื่อนไหวในสื่อสังคมออนไลน์อย่างกว้างขวางเรียกร้องให้มีการบังคับใช้โทษประหารชีวิตอย่างจริงจังต่อผู้กระทำความผิด ซึ่งแอมเนสตี้ขอยืนยันว่าได้ให้ความเคารพต่อทุกๆ ข้อคิดเห็นเหล่านั้นเสมอมาในฐานะที่เราต่างอยู่ร่วมกันในสังคมแห่งความเป็นประชาธิปไตยnbsp;/div divnbsp;/div divสิ่งที่แอมเนสตี้ ได้พยายามสื่อสารกับสาธารณะมาตลอดในประเด็นโทษประหารชีวิตคือ การสร้างระบบการป้องกันที่มีมาตรฐาน การลดความรุนแรงและอาชญากรรมอย่างยั่งยืน ส่งเสริมกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้นมาอีกต่างหาก หาใช่เป็นการช่วยเหลือฆาตกรแต่อย่างใดตามที่หลายฝ่ายเข้าใจ หรือพยายามโจมตีแนวทางการทำงานของแอมเนสตี้อย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ การประหารชีวิตฆาตกรหนึ่งคน แล้วเชื่อว่าเหตุการณ์เหล่านั้นจะไม่เกิดขึ้นอีกเพราะฆาตกรได้ตายไปแล้วนั้น แท้จริงปัญหาความรุนแรงและอาชญากรรมยังคงเกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน หากเรายังไม่ได้ช่วยกันแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจริงๆ nbsp;nbsp;/div divnbsp;/div div“แอมเนสตี้ขอเรียกร้องให้รัฐบาลได้ปฏิบัติตามพันธกรณีที่ได้ให้ไว้ รวมทั้งในแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่จะพิจารณายกเลิกโทษประหารชีวิต ทั้งนี้เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยให้ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ ที่สำคัญเป็นการเคารพและปกป้องสิทธิมนุษยชนของคนในสังคมทุกๆ คน อีกทั้งขอร่วมเป็นกำลังใจให้รัฐบาลในการหามาตรการป้องกันอาชญากรรมต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ และขอเรียกร้องให้มีการส่งเสริมการเรียนรู้ในประเด็นสิทธิมนุษยชนให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้สังคมไทยเกิดการเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน เคารพในศักดิ์ศรืความเป็นมนุษย์ต่อกันและกัน ซึ่งจะส่งผลให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความสงบสุข และสันติอย่างแท้จริงต่อไป”nbsp;/div divnbsp;/div divสำหรับภาพยนตร์สารคดีเรื่อง At The Death House Door ที่ถูกเลือกมาฉายในวันครบรอบ 12 ปีของวันยุติโทษประหารชีวิตสากล ที่ประชาชนทั่วโลกร่วมมือกันจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิในการมีชีวิตอย่างเสมอภาคถ้วนหน้า เล่าถึงถึงชีวิตของ คาโรลล์ พิคเก็ตต์ ศาสนาจารย์ ผู้รับหน้าที่ “พูดคุย” กับนักโทษก่อนนำตัวเข้าสู่แดนประหาร ศาสนาจารย์หนุ่มจากรัฐเท็กซัสผู้สูญเสียเพื่อนในเหตุการณ์จี้ตัวประกันหน้าเรือนจำ นั่นคือจุดเปลี่ยนทั้งของตัวเขาและรัฐเท็กซัส ที่กลับมาใช้โทษประหารชีวิตอีกครั้ง จากความสะเทือนใจในครั้งนั้นทำให้เขากลายเป็นนักเทศน์ที่สนับสนุนโทษประหารชีวิต ก่อนมารับงานในเรือนจำ ประสบการณ์ 15 ปีกับนักโทษ 95 คน ที่เขามีหน้าที่พูดคุยเพื่อให้ทุกคนเตรียมใจยอมรับความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา เครื่องบันทึกเทปจำนวนมากถูกใช้บันทึกประวัติศาสตร์จากการพูดคุย การกระทำของเหล่านักโทษประหารที่เขามีโอกาสได้พบในช่วงวันสุดท้ายของชีวิตnbsp;/div divnbsp;/div divแต่การมาถึงของ การ์ลอส เดอลูนา ชายหนุ่มเชื้อสายเม็กซิกันที่ถูกจับในข้อหาฆาตกรรมที่เขาไม่ได้ก่อ และมีนักข่าวของหนังสือพิมพ์ Chicago Tribune สองคนที่พยายามช่วยเขาด้วยการเขียนบทความตีแผ่กระบวนการยุติธรรมอันบกพร่องที่ส่งให้เดอลูนาต้องขึ้นแท่นประหารและถูกประหารชีวิตในที่สุด เดอลูนา นักโทษประหารที่พิคเก็ตต์กล้ายืนยันว่าเด็กหนุ่มคนนี้บริสุทธิ์ และเราประหารผิดคน นั่นจึงเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของเขาอีกครั้ง เพราะทำให้ศาสนจารย์ผู้นี้รู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของการฆ่า มากกว่าแค่การทำงานในหน้าที่ เขาจึงตัดสินใจหันหลังให้กับงานนี้ และออกมาเป็นนักกิจกรรมรณรงค์ต่อต้านโทษประหารชีวิตอย่างจริงจังnbsp;/div divnbsp;/div divนายโตมร สุขปรีชา นักเขียนและนักแปลหนังสือชื่อดังที่มาร่วมพูดคุยกล่าวถึงความรู้สึกส่วนตัวหลังจากชมภาพยนตร์ว่ามีส่วนที่สะเทือนใจหลายจุด แต่ที่รู้สึกมากๆ คือประโยคหนึ่งในหนังที่ “โทษประหารคือการฆ่าคนเพื่อพิสูจน์ว่าการฆ่าเป็นเรื่องที่ไม่ดี” สิ่งที่มนุษย์กำลังทำกับโทษประหารก็คือ การสร้างความย้อนแย้งขึ้นมา ถ้าบอกว่าการฆ่าไม่ดีก็ไม่มีใครมีสิทธฆ่าใคร แม้ว่าจะเป็นในนามของ “รัฐ” ก็ตาม ซึ่งเราไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าโทษประหารชีวิตเป็นการกำจัดปัญหาหรือยิ่งสร้างปัญหาให้เพิ่มขึ้นกันแน่nbsp;/div divnbsp;/div divอีกมุมหนึ่งที่โตมรตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจ คือ ฉากหนึ่งที่จอร์จ บุชอออกมาแสดงจุดยืนว่าสนับสนุนโทษประหารชีวิต เพื่อที่จะกำจัดคนเลวออกจากสังคม และเห็นว่าโทษประหารชีวิตจะช่วยทำให้สังคมดีขึ้นได้ ที่น่าประหลาดใจคือ บุชนับถือศาสนาคริสต์ที่สอนเรื่องความรัก และมีคำสอนสำคัญประการหนึ่งคือ “หน้าที่ในการพิพากษาตัดสินคนเป็นของพระเจ้าไม่ใช่ของมนุษย์” ดังนั้นมนุษย์ไม่มีหน้าที่ไปพิพากษาว่าใครควรตายหรือไม่ควรตาย ทุกศาสนาไม่สนับสนุนการฆ่า ถ้าเป็นพุทธศาสนาก็สอนเรื่องพรหมวิหาร 4 รวมทั้งการปล่อยวางและให้อภัยnbsp;/div divnbsp;/div div“หน้าที่ในการพิพากษาเป็นเรื่องของพระเจ้าไม่ใช่ของมนุษย์ ไม่ใช่เรารู้สึกว่าใครเลว เราก็กำจัดเขาออกจากสังคม เพราะเชื่อว่าเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ในหนังเราจะเห็นว่า โทษประหารชีวิตเคยหายไปช่วงหนึ่งแล้วก็ถูกนำกลับมาใช้อีก เรื่องนี้เป็นเรื่องการใช้อำนาจของผู้มีอำนาจในขณะนั้นที่จะบอกว่าควรจะใช้โทษนี้หรือไม่?" nbsp;/div divnbsp;/div divด้านนายวิทยา ปานศรีงาม นักแสดงเจ้าบทบาทกล่าวถึงสิ่งที่ประทับใจจากภาพยนตร์เรื่องนี้คือ การเปลี่ยนแปลงทัศนคติของศาสนจารย์จากคนที่เคยเห็นด้วยกับโทษประหารชีวิต มาเป็นคนที่ต่อต้านและรณรงค์ให้ยกเลิกโทษประหาร ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติได้ รวมถึงเครื่องบันทึกเทปทั้ง 95 ตลับของศาสนจารย์ ซึ่งเปรียบเสมือนกับวิญญาณหรือสัญลักษณ์ของคนคนนั้น ไม่ว่าเขาจะเป็นผู้บริสุทธิ์หรือผู้กระทำผิดจริงก็ตาม ซึ่งหากมองกลับมาที่สังคมไทย ในระบบราชทัณฑ์ที่จับคนไปขังไว้แล้วพอครบกำหนดก็ปล่อยออกมาเท่านั้น ไม่ได้มีการบำบัดหรือฟื้นฟูคุณภาพชีวิตหรือจิตใจของนักโทษให้ดีขึ้นเพื่อให้เขาออกมาใช้ชีวิตที่ดีได้ในสังคมภายนอก อย่างที่ศาสนจารย์เชื่อว่า ดนตรีและการร้องเพลงประสานเสียงในโบสถ์ที่เรือนจำเป็นการบำบัดให้คนมีจิตใจดีขึ้นnbsp;/div divnbsp;/div divนอกจากนั้นในฐานะที่ได้แสดงภาพยนตร์เรื่อง “เพชฌฆาตคนสุดท้าย” ซึ่งรับบทเป็นเพชฌฆาตถ่ายทอดเรื่องราวของคุณเชาวเรศน์ จารุบุณย์ นายวิทยาบอกว่าถ้าเป็นไปได้ ไม่อยากเห็นภาพประหารชีวิต เพราะไม่ได้ช่วยให้ปัญหายาเสพติด การฆ่าข่มขืน การฆาตกรรม ฯลฯ น้อยลงหรือหมดไปจากสังคมไทย สิ่งที่ต้องแก้ไขคือระบบของสังคมที่บกพร่อง ดังนั้นจึงต้องสร้างระบบ โดยเฉพาะคนให้มีคุณภาพและคุณธรรม และสร้างระบบบำบัดฟื้นฟูนักโทษ สุดท้ายคือ อยากเป็นตัวแทนคุณเชาวเรศน์ในการเป็นเพชฌฆาตคนสุดท้ายจริงๆnbsp;/div divnbsp;/div div“เมื่อพูดถึงโทษประหารชีวิตรู้สึกเหมือนตอนเรากำลังขับรถ แล้วเกิดเห็นไฟแดงกระพริบขึ้น นั่นเป็นสัญญาณเตือนทำให้เรารู้ว่ารถของเรามันกำลังมีปัญหาอะไรซักอย่าง แต่สิ่งที่เราทำคือแค่ไปตัดหลอดไฟไม่ให้กระพริบ แทนที่จะไปหาสาเหตุว่าทำไมไฟถึงกระพริบ การลงโทษประหารชีวิตคือการตัดปัญหา ไม่ใช่การแก้ปัญหาให้ถูกทางที่ต้องย้อนไปหาสาเหตุที่แท้จริงว่าอะไรนำพาให้คนคนหนึ่งต้องกลายเป็นนักโทษ เราต้องปลูกฝังเรื่องการศึกษา อีกทั้งเรื่องศาสนาและคุณธรรม โดยเฉพาะคุณธรรมของผู้ที่มีอำนาจใช้กฎหมายด้วย”nbsp;/div divnbsp;/div divจากรายงาน “สถานการณ์โทษประหารชีวิตและการประหารชีวิต ในปี 2556” (Death Sentences and Executions in 2013) ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ระบุว่า ปัจจุบันมี 140 ประเทศหรือมากกว่า 2 ใน 3 ของ ประเทศทั่วโลกที่ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตทั้งในทางกฎหมายหรือในทางปฏิบัติแล้วnbsp;/div divnbsp;/div divสำหรับประชาคมอาเซียนซึ่งประกอบด้วย 10 ประเทศนั้น กัมพูชาและฟิลิปปินส์ ยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดทางอาญาทุกประเภท ส่วนลาว พม่า และบรูไน ได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ (การที่ยังคงไว้ซึ่งโทษประหารชีวิต แต่ได้ระงับการประหารชีวิตเป็นระยะเวลา 10 ปี) ส่วนประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์และเวียดนาม ยังคงมีและใช้โทษประหารชีวิตอยู่/div divnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/9KaBUJmwCYc" height="1" width="1"/

ไร้ข้อสรุป กรณีถอดถอน "สมศักดิ์-นิคม" ส.น.ช. ชี้ได้รับเอกสารไม่ครบ มีมติเลื่อนพิจารณา

Fri, 17/10/2014 - 19:15
!--break--!--break-- p17 ต.ค. 2257 เวลา 16.05 น. หลังการประชุมสภานิติบัญญัติครั้งที่17 ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อขอมติสมาชิกสภานิติบัญญัติ (ส.น.ช.) เกี่ยวกับการถอดถอน นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายนิคม ไวยรัชพานิช อดีตประธานวุฒิสภา ตามคำร้องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ได้ยื่นคำร้องมาnbsp;กรณีการกระทำที่ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐ ธรรมนูญปี 2550 ในการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. ว่าเป็นความผิดที่อยู่ในอำนาจของ สนช.ที่จะพิจารณาถอดถอนตามข้อบังคับการประชุม สนช.ปี 2557 หรือไม่/p pนายพีระศักดิ์ พอจิตร รองประธาน ส.น.ช. เผยภายหลังการประชุมว่า ยังไม่ได้ข้อสรุปในเรื่องนี้ เหตุเพราะ ป.ป.ช. ยังส่งเอกสารไม่ครบ สมาชิก ส.น.ช. จึงมีมติให้เลื่อนการพิจารณาออกไปก่อน จนกว่าจะได้รับเอกสารประกอบการพิจารณาครบถ้วน/p pด้านนายวิทวัส บุญญสถิตย์ สมาชิก สนช. ระบุถึงสาเหตุที่ยังไม่ได้ข้อสรุปในเรื่องนี้ เพราะเอกสารที่สมาชิก สนช. ได้รับจาก ป.ป.ช. มีเพียงใบปะหน้าเท่านั้น จึงมีสมาชิกเสนอให้เลื่อนพิจารณาเพื่อขอกลับไปศึกษารายละเอียดก่อน โดยที่ประชุมมีมติ 165 เสียง ให้งดเว้นข้อบังการประชุมที่ต้องพิจารณาภายใน 30 วัน ซึ่งวันนี้เป็นเพียงการหารือกันเท่านั้น เพราะยังไม่ได้บรรจุเป็นวาระส่วนจะหยิบยกนำกลับมาพิจารณาเมื่อไรขึ้นอยู่กับ ประธาน สนช./p pส่วนนายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ nbsp;กล่าวว่าบรรยากาศการประชุมเป็นไปด้วยดี เป็นการหารือเพื่อให้ได้ข้อยุติ แต่สมาชิกบางกลุ่มยังเห็นขัดแย้งในข้อกฎหมายตามอำนาจที่อ้างถึงรัฐธรรมนูญ 2550 จึงมีการถกเถียงและยังหาข้อสรุปไม่ได้ ประกอบกับยังไม่ได้รายละเอียดสำนวนจาก ป.ป.ช./p pที่มา :a href="http://www.manager.co.th/Politics/ViewNews.aspx?NewsID=9570000119655" ASTVผู้จัดการออนไลน์/a, a href="http://www.thairath.co.th/content/457438"ไทยรัฐออนไลน์/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/B9v9FucrRMQ" height="1" width="1"/

วอนหยุดสร้างเงื่อนไขรวมศูนย์ระบบหลักประกันสุขภาพ

Fri, 17/10/2014 - 19:15
p!--break--!--break--/p divสืบเนื่องจากวันนี้ (17 ตุลาคม 2557) มีกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์จากจังหวัดชายแดนภาคใต้ส่วนหนึ่ง มีการจัดตั้งมารวมตัวที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเขต 12 เขตพื้นที่สงขลา ที่ดูแล 7 จังหวัดภาคใต้ตอนล่าง โดยมีประเด็นเรียกร้องหลายประเด็น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องแนวทางการจัดสรรเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพ เงินไม่พอ เงินจัดสรรแล้วโรงพยาบาลขาดทุนมีภาระหนี้สินอยู่ไม่ได้ จึงขอให้มีการเปลี่ยนการจัดสรรเงินใหม่โดยใช้เขตสุขภาพเป็นกลไกในการจัดสรร/div divnbsp;/div divโดยภาพรวมของข้อเรียกร้องของกลุ่มที่มาชุมนุมเรียกร้องที่ สปสช.สงขลาในครั้งนี้คือ ต้องการให้ สปสช.จัดสรรเงินงบประมาณในกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าใหม่ ตามที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ได้ตั้งธงไว้ คือ ให้มีเขตสุขภาพ 12 เขตทั่วประเทศ และให้ สปสช.ในแต่ละเขตพื้นที่ nbsp;จัดสรรงบประมาณให้แก่โรงพยาบาลต่างๆตามที่คณะกรรมการเขตสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขแจ้งผลการจัดสรรไป นั่นหมายความว่า กระทรวงสาธารณสุขมุ่งหวังลดบทบาทผู้ซื้อบริการ (purchaser) ของ สปสช.ให้เหลือเพียงหน้าที่เสมียนธนาคารที่ทำหน้าที่เพียงการโอนเงินให้หน่วยบริการสาธารณสุขเท่านั้น nbsp;ซึ่งเป็นการเรียกร้องให้ สปสช.ทำผิดกฎหมายและผิด พรบ.หลักประกันสุขภาพ/div divnbsp;/div divหลักการการแยกผู้ซื้อบริการและผู้จัดบริการออกจากกัน (purchaser-provider split ) เป็นหลักสากลที่ทั่วโลกใช้ การที่กระทรวงสาธารณสุขนำโดยปลัดณรงค์ สหเมธาพัฒน์ มีความคิดที่จะรวบอำนาจการจัดสรรเงิน มาชงเองกินเองนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่ได้มีหลักประกันเลยว่าเมื่อกระทรวงสาธารณสุขจัดสรรเงินเองแล้ว ประโยชน์จะตกกับประชาชน/div divnbsp;/div divทั้งนี้ ภาคประชาชน ภาคีทีร่วมขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพมาตั้งแต่ต้น ยืนยันว่าการจัดระบบจัดสรรงบที่มีกลไกถ่วงดุลทั้ง ผู้จัดบริการ ผู้ซื้อบริการ เป็นกลไกที่สามารถตรวจสอบได้แม้ว่าจะมีความติดขัดบ้างแต่ก็มีทิศทางกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและกระจายงบลงสถานบริการมรพื้นที่อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ขณะที่กำลังมีการเตรียมความพร้อมให้เกิดกลไกเขตสุขภาพซึ่งจะมีทุกภาคส่วนเข้าร่วมกำลังดำเนินการสู่กระบวนการรับฟังทุกฝ่าย กลับมีกลุ่มบุคคลถูกจัดตั้งยุยงเพื่อสนองการกลับมาใช้อำนาจแบบรวมศูนย์ขาดการมีส่วนร่วม/div divnbsp;/div divเครือข่ายหลักประกันสุขภาพภาคประชาชนภาคใต้ กลุ่มคนรักหลักประกัน และชมรมแพทย์ชนบทขอเรียกร้องให้กลุ่มคนดังกล่าวหยุดการกระทำที่จะทำให้ระบบบริการสุขภาพและทำให้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนชะงักงันเพียงเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจเดิมที่คิดจะรวมศูนย์การจัดการสุขภาพnbsp;/div divnbsp;/div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/JEQPaMLQY5c" height="1" width="1"/

ทหารคุมชายวัย 67 ปีแถลงข่าว 112 เหตุเขียนห้องน้ำห้าง เจ้าตัวยันวิจารณ์ประยุทธ์

Fri, 17/10/2014 - 18:36
!--break--!--break--pbr /17 ต.ค.2557 กองบังคับการปราบปราม พ.ท.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารพระธรรมนูญ กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ ได้ควบคุมตัวนายโอภาส (สงวนนามสกุล) อายุ 67 ปี อดีตพนักงานบริษัท แถลงข่าวเพื่อแจ้งข้อหาคดีอาญามาตรา112br /br /พ.ท.บุรินทร์ ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าnbsp; นายโอภาสกระทำความผิดตามมาตรา 112 จากการเขียนผนังห้องน้ำ ห้างซีคอนสแควร์ 3 ห้อง โดยพ.ท.บุรินทร์ได้นำภาพถ่ายข้อความจากผนังห้องน้ำแจกจ่ายสื่อมวลชนด้วย จากนั้นจึงได้เปิดให้ผู้สื่อข่าวซักถามแรงจูงใจของผู้ต้องหา โดยผู้ต้องหาระบุว่า ไม่ได้กระทำการหมิ่นเบื้องสูง แต่เป็นการวิจารณ์คณะรัฐประหาร เนื่องจากเกิดความเครียดและไม่ชอบการรัฐประหาร ที่ผ่านมาไม่เคยไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มใด พร้อมทั้งยืนยันว่าข้อความที่เขียนเป็นข้อความวิจารณ์โดยทั่วไปที่ได้ยินจากคลิปต่างๆ และวิทยุชุมชนคลื่น 88.25 ซึ่งโดยส่วนมากก็เป็นการวิจารณ์ประชาธิปัตย์และ กปปส. ไม่ใช่การพาดพิงสถาบัน ท้ายที่สุด พ.ท.ได้ฝากยังสื่อมวลชนให้ช่วยกันดูแลเนื้อหาที่เผยแพร่สาธารณะ ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดกรณีเช่นนี้อีกมากมาย/p pผู้สื่อข่าวรายงานข้อมูลเพิ่มเติมว่า นายโอภาสถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.57 เวลาประมาณ 15.00 น. โดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของห้างซีคอนสแควร์ เนื่องจากนายโอภาสได้ใช้ปากกาเขียนโจมตี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรัฐประหาร คสช.และนายกรัฐมนตรีบนผนังห้องน้ำในห้าง เมื่อถูกควบคุมตัวนายโอภาสได้จ่ายค่าเสียหายให้ทางห้างเป็นเงินสองพันบาทตามที่ทางห้างเรียกร้องเป็นที่เรียบร้อย หลังจากนั้นทางห้างได้ติดต่อให้เจ้าหน้าที่ทหารมารับตัวนายโอภาสพร้อมมอบหลักฐานจากกล้องวงจรปิดให้ จากนั้นทหารได้นำตัวมาควบคุมและสอบสวนที่กองปราบฯ ตั้งแต่ในช่วงเย็นวันเดียวกัน ส่วนการสอบสวนที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันนี้ เบื้องต้นทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้เดินทางไปพบผู้ต้องหาเพื่อขอร่วมรับฟังการสอบสวนด้วยแล้ว/p pอย่างไรก็ตาม เว็บไซต์a href="http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx?NewsID=9570000119653"ASTVผู้จัดการออนไลน์/a รายงานข่าวดังกล่าวโดยลงรูปภาพข้อความที่เจ้าหน้าที่แจกจ่ายกับผู้สื่อข่าวด้วย ขณะที่a href="http://crime.tnews.co.th/content/111474/"เว็บไซต์ทีนิวส์/aรายงานว่า เจ้าหน้าที่คุมตัวไว้ด้วยอำนาจตามกฎอัยการศึก ก่อนจะขอฝากขังที่ศาลทหารกรุงเทพ ในวันจันทร์ ที่ 20 ต.ค.นี้/p pนายโอภาสกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ระหว่างการสอบปากคำ พ.ท. บุรินทร์ พยายามชี้นำให้เขาให้การว่าเป็นการเขียนข้อความหมิ่นเบื้องสูงอันมีเหตุจากได้ฟังวิทยุชุมชน คลื่น 88.25 แมกกะเฮิร์ต เพื่อที่โทษหนักจะได้เป็นเบา แต่เขาเห็นว่าสถานีวิทยุดังกล่าวปิดไปเป็นปีแล้ว และตัวเขาเองไม่ได้มีเจตนาหมิ่นเบื้องสูงเพียงแต่ต้องการวิจารณ์หัวหน้าคณะรัฐประหารเท่านั้น เมื่อ พท. บุรินทร์ นำตัวเขามาแถลงข่าวเขาจึงไม่สามารถที่จะแถลงข้อความตามที่ พท. บุรินทร์ แนะนำได้ และไม่ได้พูดว่าถูกล้างสมองจากวิทยุชุมชน เตือนให้ประชาชนระวังการรับข้อมูลด้านเดียวดังที่สื่อบางสำนักได้เผยแพร่ออกไป มีแต่เพียงพ.ท.บุรินทร์ที่กล่าวลักษณะดังกล่าว/p pด้านa href="https://www.facebook.com/iLawClub/photos/a.10150540436460551.646424.299528675550/10154693310580551/?type=1amp;fref=nf"เฟซบุ๊กของไอลอว์/a ซึ่งเป็นองค์กรเก็บข้อมูลคดีที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการแสดงออกระบุข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ผู้ถูกจับกุมมีอาชีพขายของเบ็ดเตล็ด มีบุตรสาว 1 คน และไม่ได้เป็นนักศึกษาปริญญาโทwbrที่นิด้าตามที่เป็นข่าว ปกติเขาเป็นกำลังหลักในกาwbrรหารายได้ของครอบครัว ผู้ต้องหาไม่ทราบมาก่อนว่าจะถูกนำตัวมาแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน และมีความกังวลอย่างยิ่งที่ข้อมูลส่วนตัวจะปรากฏต่อสาธารณะเพราะกลัวว่าจะถูกรังเกียจจwbrากคนรอบตัวหลายคนที่ไม่เคยรwbrู้ทัศนคติทางการเมืองมาก่อนwbrและได้รับผลกระทบทางสังคมจากการตกเป็นผู้ต้องหาคดีนี้ ไอลอว์ระบุด้วยว่า เขาถูกพาไปสอบสวนที่ค่ายทwbrหารแห่งหนึ่งในวันที่ถูกจับกุม เจ้าหน้าที่ทหารได้ถ่ายwbrภาพข้อความที่ปรากฏอยู่บนฝาwbrผนังห้องน้ำมาให้ดูและต้องการให้เซ็นรับสารภาพwbrว่าเป็นคนเขียน หลังจากนั้นจึงถูกส่งตัวมาคwbrุมขังอยู่ที่กองบังคับการปรwbrาบปรามตั้งแต่วันที่ 15 ต.ค.จนถึงปัจจุบัน โดยอาศัยอำนาจกักตัวตามกฎอัwbrยการศึก โดยที่ยังไม่ถูกสอบปากคำโดยเwbrจ้าหน้าที่ตำรวจ ก่อนหน้านี้ผู้ต้องหาได้พยาwbrยามติดต่อคนรู้จักที่เป็นทนwbrายความเพื่อให้ช่วยเหลือเรืwbr่องคดีความ แต่ไม่มีใครยอมช่วยเพราะเป็wbrนคดีที่มีข้อหาร้ายแรงทางกาwbrรเมืองbr /nbsp;/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/wbr/p pbr /span style="color:#ff8c00;"หมายเหตุ มีการเพิ่มเติมเนื้อหา เวลา 01.00 น. (18 ต.ค.57)/span/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/iJILFBaBi-w" height="1" width="1"/

รายงาน: เมื่อเพื่อนจากสตูล เล่าเรื่อง ‘กอล์ฟ เด็กปีศาจ’

Fri, 17/10/2014 - 16:15
!--break--!--break-- p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3951/14934206064_6932d9e68a.jpg" style="width: 281px; height: 500px;" //p p17 ต.ค.2557 nbsp;ที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ดานิยาน ยาวาหาบ เด็กหนุ่มจากจังหวัดสตูลเดินทางมาแต่เช้าเพื่อเข้าเยี่ยม ‘ภรณ์ทิพย์’ หรือกอล์ฟ หรือที่เพื่อนๆ เรียก กอล์ฟ เด็กปีศาจ ศิลปินผู้ถูกคุมขังจากมมาตรา 112 กรณีเกี่ยวข้องกับละครเวทีเจ้าสาวหมาป่าที่จัดแสดงเมื่อปลายปีที่แล้ว (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องด้านล่าง)/p pเขามาเยี่ยมกอล์ฟเป็นครั้งที่ 3 หลังจากวานซืนนี้มาเยี่ยมเป็นครั้งแรก แต่ไม่ทันได้คุยเนื่องจากไม่สามารถทำใจได้/p p“น้องเขาเอาแต่ร้องไห้ พูดไม่ออก คงช็อค คนข้างในก็พยายามปลอบ แล้วก็ฝากฝังอีกว่าให้ดูแลน้อง (ดานิยาน) หน่อย เพราะเขาอ่อนไหว” คนใกล้ชิดกอล์ฟกล่าว/p pครั้งที่สองเขาได้คุยเพียงเล็กน้อย เนื่องจากเวลาเยี่ยม 15 นาทีต่อวันต้องแบ่งสรรให้เพื่อนคนอื่นด้วย เช่นเดียวกับวันนี้เขาก็ต้องแชร์เวลากับเพื่อนอีกสองคน แต่อย่างน้อยเขาก็ยังโชคดีเนื่องจากเป็น 1 ใน 10 รายชื่อที่ผู้ต้องขังยื่นแก่เรือนจำให้เข้าเยี่ยมได้ นอกเหนือจากนั้นไม่มีใครสามารถเข้าได้ นี่เป็นกฎใหม่ที่เพิ่งบังคับใช้ไม่กี่เดือน/p pดานิยาน เล่าว่า เขารู้จักกับกอล์ฟมาตั้งแต่ปี 2551 และเคยร่วมกับกอล์ฟทำค่ายด้านสิทธิมนุษยนกับเยาวชนในภาคใต้หลายต่อหลายครั้ง และนี่คือเรื่องราวที่เขาเล่าให้ฟัง/p pคนในแวดวงกิจกรรมการเมืองและศิลปะต่างทราบกันว่า กอล์ฟและเพื่อนๆ ทำกิจกรรมหลากหลายทั้งด้านศิลปะ สิทธิมนุษยชน วัฒนธรรม และทำมายาวนานตั้งแต่ยังเป็นนักเรียนมัธยม โดยมากมุ่งเน้นการทำกิจกรรมกับกลุ่มเยาวชน ตั้แต่เด็กเล็กๆ ที่ซนเป็นลิง ยันเด็กวัยรุ่นยี่สิบต้นๆ/p pในปี 2551 เธอและเพื่อนอีก 2 คนจัดตั้งกลุ่ม ‘บุหงาสันติ’ จัดค่ายอบรมเรื่องสิทธิให้เยาวชนมุสลิมผู้หญิง/p p“ตอนนั้นเป็นการให้ความรู้เรื่องสิทธิอันพึงมีพึงได้ให้กับเยาวชนหญิงมุสลิม ทั้งค่ายจะเป็นผู้หญิงหมด ผมไปช่วยเป็นพี่เลี้ยง เพราะรู้จักกันมาก่อน ทำอยู่ 3 ครั้ง ได้รับผลตอบรับดี ต่อมาก็ขยายเป็นกลุ่ม บุหงากาซะลองดอกจาน”/p pไม่ต้องสงสัยกับชื่อกลุ่มที่ยาวขึ้น เพราะหากสังเกตจะพบว่าเป็นชื่อดอกไม้ประจำถิ่นของภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน nbsp;เนื่องจากทีมงานที่มีพื้นเพจากหลายจังหวัด และเริ่มขยายวงชักชวนเด็กๆ จากภาคภูมิภาคต่างๆ มาจัดกิจกรรมร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม สภาพปัญหาของพื้นที่ต่างๆ ร่วมกัน/p p“เราเริ่มทำค่ายแรก มีน้องๆ จากหลายจังหวัดจากทุกภูมิภาครวม 40 กว่าคน อายุ 16-19 ปี เริ่มต้นครั้งแรกที่สตูลบ้านผม เด็กๆ ในค่ายจะได้เข้าไปนอนในบ้าน ‘พ่อแม่’ ในหมู่บ้าน เป็นโฮมสเตย์เลย แล้วก็ทำกิจกรรมร่วมกัน มีแตะๆ ประเด็นเรื่องสิทธิ เรื่องในพื้นที่อย่างท่าเรือปากบารา คล้ายๆ จุดประกายให้เด็กๆ ไปคิดต่อ”/p pเขาเล่าว่า กิจกรรมนี้ทำให้พ่อแม่ในชุมนุมรู้สึกตื่นเต้นและพากันมาร่วมดูงานถึงร้อยกว่าคน เด็กๆ ก็ตื่นตัวในการเรียนรู้ หลังจากค่ายนั้นมาปรากฏว่าพ่อแม่หลายบ้านยังคงติดต่อกับลูกๆ ในจังหวัดอื่นอยู่หลายคน และเกิดค่ายลักษณะเดียวกันนี้โดยเยาวชนจัดกันเองหลายครั้ง/p p“เรากำลังจะจัดครั้งที่สอง แต่ยังไม่ทันได้ทำก็เกิดเรื่อง”/p p“เขาเป็นคนมีพลังเยอะ ทะเยอทะยาน มุ่งมั่นอยากช่วยเหลือคนอื่น อยู่ที่ไหนก็มีแต่คนรัก เป็นคนสร้างความสุขให้หลายๆ คนได้ เด็กๆ ในพื้นที่หรือหลานผมก็ถามหาน้ากอล์ฟตลอด เราทำกิจกรรมไปมาหาสู่กันจนเหมือนครอบครัวเดียวกัน ไม่มีเรื่องสีเสื้อขวางกั้นแล้ว”/p p“เหตุการณ์มันหนักเกินไป คิดว่าผู้หญิงตัวเล็กๆ แค่นี้จะทำร้ายใครได้ นอกจากแสดงจุดยืน แสดงความคิดของเขาให้คนอื่นรู้ ถ้าการแสดงความคิดที่อาจไม่เหมือนคนอื่นเป็นความผิดได้ขนาดนี้ ผมก็ไม่รู้จะพูดว่ายังไง”/p p“บางทีผมก็คิดว่า การเมืองไม่ใช่ของเราคนเดียว ใครที่ทุ่มเต็มที่แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครช่วย ทำไมประชาชนต้องมาถูกฆ่า ถูกจับด้วยเรื่องการเมือง ถึงที่สุดมันไม่มีวีรบุรุษอย่างที่ประชาชนคาดหวังหรอก”/p pท้ายที่สุด ดานิยาน ยืนยันว่า เขาจะยังคงสืบทอดการทำกิจกรรมกับเยาวชนต่อไป โดยเฉพาะในการจุดประกายเรื่องสิทธิเสรีภาพbr /nbsp;/p div class="field field-type-link field-field-related-link" div class="field-label"เรื่องที่เกี่ยวข้อง:nbsp;/div div class="field-items" div class="field-item odd" a href="/journal/2014/08/55137" target="_blank" ใครในเรือนจำ: การเพิ่มจำนวนอย่างเงียบเชียบของคดี 112 หลังรัฐประหาร/a /div div class="field-item even" a href="/journal/2014/08/55081" target="_blank"จับอีกรายนักกิจกรรมสาว เหตุละครเจ้าสาวหมาป่า คาดแจ้งข้อหา 112/a /div div class="field-item odd" a href="/journal/2014/10/55974" target="_blank" นิทานจากห้องขังของ ‘กอล์ฟ เด็กปีศาจ’ : Little Foot ตอน 1/a /div /div /div div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/z4NIeKN0EMw" height="1" width="1"/

CDC เตือนอีโบลาลุกลาม 'แบบไฟป่า' ถ้าไม่ตรวจเข้มจะกลับมาระบาดซ้ำ

Fri, 17/10/2014 - 15:11
pผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อของสหรัฐฯ หรือ 'ซีดีซี' กล่าวถึงกรณีการกลับมาระบาดอีกครั้งของเชื้ออีโบลาในประเทศไนจีเรีย ว่าเป็นผลมาจากการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัดของคณะทำงาน ทำให้แม้ผู้ติดเชื้อเพียงรายเดียวก็ทำให้เกิดการระบาดเป็นวงกว้างได้อีกครั้งเหมือนไฟป่า/p p!--break--!--break--/p p16 ต.ค. 2557 โธมัส ฟรีเดน ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคติดต่อของสหรัฐฯ หรือ CDC กล่าวเตือนว่าเชื้อไวรัสอีโบลาอาจจะแพร่กระจายในแบบเดียวกับไฟป่าได้ ซึ่งหมายความว่าอาจจะเกิดการระบาดของเชื้อไวรัสขึ้นอีก ณ จุดใดจุดหนึ่งถ้าหากไม่มีการกำจัดเชื้อให้สิ้นซาก/p pฟรีเดนแถลงก่อนการไต่สวนของคณะกรรมการตรวจสอบจากสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ เกี่ยวกับข้อผิดพลาดที่ทำให้เกิดการติดเชื้ออีโบลาในสหรัฐฯ โดยในถ้อยแถลงของฟรีเดนชี้ถึงกรณีการกลับมาแพร่ระบาดที่เคยเกิดขึ้นในประเทศไนจีเรีย ซึ่งเป็นผลมาจากการไม่ปฏิบัติตามวิธีการตรวจสอบการติดต่อของโรคอย่างเคร่งครัด/p pฟรีเดนกล่าวว่าการทำงานในเรื่องนี้ต้องมีความพิถีพิถันมากโดยไม่สามารถลัดขั้นตอนวิธีการได้ เปรียบเสมือนกับการดับไฟป่า ถ้าใครที่มีเชื้อหลงไปแม้เพียงรายเดียว ก็อาจจะเกิดการระบาดหนักอีกครั้งได้/p pจากข้อมูลคำแถลงของฟรีเดนระบุว่าในการระบาดก่อนหน้านี้ในไนจีเรียมีการรับมือด้วยการลงพื้นที่ของคณะทำงานของซีดีซี 10 คน และนักระบาดวิทยาชาวไนจีเรียที่ได้รับการฝึกฝนอย่างดี 40 คน เพื่อตรวจโรคและติดตามผลผู้ติดเชื้อ 1,000 คนเป็นเวลา 21 วัน/p p"แม้ว่าจะมีทรัพยากรมากขนาดนี้แต่ก็ยังมีกรณีหนึ่งที่พลาดการตรวจสอบไป ทำให้เกิดกลุ่มผู้ติดเชื้อกลุ่มใหม่ในพอร์ตฮาร์คอร์ต ประเทศไนจีเรีย อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าการทำงานที่พิถีพิถันในไนจีเรียทำให้ไม่มีการตรวจพบกรณีผู้ติดเชื้อใหม่ๆ อีก และดูเหมือนว่าการแพร่ระบาดจะหมดลงแล้ว" ฟรีเดนกล่าว/p pในการไต่สวนพิจารณากรณีที่ทำให้เกิดการแพร่เชื้อในสหรัฐฯ แดเนียล วาร์กา หัวหน้าเจ้าหน้าที่คลินิกในโรงพยาบาลดัลลัสผู้รักษากรณีผู้ติดเชื้อรายแรกในสหรัฐฯ ได้ให้การในเชิงยอมรับและขอโทษที่กระทำผิดเนื่องจากปล่อยให้ผู้ติดเชื้อรายแรกคือ อิริค ดันแคน กลับบ้านไปแม้ว่าจะตรวจวัดอุณหภูมิในร่างกายเขาได้สูง 103 องศาฟาเรนไฮด์ (อุณหภูมิร่างกายปกติอยู่ที่ 98.6 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 37 องศาเซลเซียส) ในตอนที่เขามาตรวจในแผนกฉุกเฉินครั้งแรก/p pพยานรายอื่นในการไต่สวนครั้งนี้มาจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุถึงการที่บริษัทยาจะทำการค้นหาวัคซีนหรือยารักษาการติดเชื้ออีโบลา แต่แอนดธนี เฟาซี ผู้อำนวยการสถาบันโรคติดต่อและโรคภูมิแพ้แห่งชาติ ก็เตือนว่าการผลิตยารักษาโรคเป็นจำนวนที่มากพอจะรองรับการระบาดยังต้องใช้เวลานาน เนื่องจากในตอนนี้พวกเขายังอยู่ในขั้นต้นของการทำความเข้าใจว่าจะรักษาหรือป้องกันเชื้อไวรัสอีโบลาได้อย่างไร/p pbr /strongเรียบเรียงจาก/strong/p pCDC director warns Ebola like 'forest fire' as Congress readies for hearing, The Guardian, 16-10-2014br /a href="http://www.theguardian.com/world/2014/oct/16/ebola-congress-hearing-cdc-director"http://www.theguardian.com/world/2014/oct/16/ebola-congress-hearing-cdc-director/a/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/4WJU8LrIpR0" height="1" width="1"/

รายงาน: 'ไทยพุทธ จีน มุสลิม' จับเข่าคุยกระบวนการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนใต้

Fri, 17/10/2014 - 14:55
pห้องเรียนวิทยาลัยประชาชน เปิดมุมมองสันติภาพชายแดนภาคใต้/ปาตานีของคน track 3 'ไทยพุทธ จีน มุสลิม' คำถามต่อการแบ่ง Track ความไม่เข้าใจ และความกลัวของคนใน Track 3 มาสร้างอนาคตร่วมกันได้ไหม?/p p!--break--!--break--/p p style="text-align: center;"img alt="" src="https://farm4.staticflickr.com/3933/15548214845_8582e33583.jpg" //p pเมื่อเวลา 13.30 น.วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม 2557 ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี (ม.อ.ปัตตานี) วิทยาลัยประชาชนจัดเสวนาเรื่อง “ความพยายามในกระบวนการสร้างสันติภาพของ track 3 ในจังหวัดชายแดนภาคใต้/ปาตานี” โดยมีนายตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา หรือ LEMPAR นายปิติพงษ์ บูรพาขจรพงษ์ นักธุรกิจจีนในจังหวัดปัตตานี และนายรักษ์ชาติ สุวรรณ์ จากเครือข่ายชาวไทยพุทธสนับสนุนกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้/p pการเสวนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรความขัดแย้งในระยะเปลี่ยนผ่าน ของศูนย์การจัดการความขัดแย้งศึกษา วิทยาลัยประชาชน โดยเปิดโอกาสให้นักศึกษารัฐศาสตร์และผู้สนใจเข้าร่วมฟังได้ ส่วนคำว่า track 3 ในที่นี้หมายถึงประชาชนหรือองค์กรระดับรากหญ้า โดย track 1 หมายถึงชนชั้นนำ, ผู้นำหรือคู่ขัดแย้งนำ ส่วน track 2 หมายถึง ระดับองค์กรประชาสังคม นักวิชาการ นักเคลื่อนไหว เป็นต้น/p pstrongคำถามต่อการแบ่ง Track และความไม่เข้าใจสันติภาพ/strongbr /นายตูแวดานียา ตูแวแมแง ผู้อำนวยการสำนักปาตานีรายาเพื่อสันติภาพและการพัฒนา หรือ LEMPAR กล่าวว่า ก่อนที่จะถามว่า Track 3 มีความรู้ความเข้าใจต่อกระบวนการสร้างสันติภาพมากน้อยแค่ไหน ควรจะถามก่อนว่าการแบ่งกลุ่มคนออกเป็น Track ต่างๆ นั้น ได้รับการยอมรับมากน้อยแค่ไหน และนักวิชาการที่อธิบายกระบวนการสร้างสันติภาพมีความเข้าใจคนในพื้นที่ปาตานีมากน้อยแค่ไหน และนอกจากอธิบายวจนะภาษาแล้ว นักวิชาการสามารถอธิบายอวจนะภาษาได้มากน้อยแค่ไหน ตัวอย่าง เช่น การพ่นสีตามป้าย ตามถนนต่างๆ เป็นต้น/p pนายรักษ์ชาติ สุวรรณ์ จากเครือข่ายชาวไทยพุทธสนับสนุนกระบวนการสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ กล่าวว่า คนไทยพุทธในพื้นที่มีความรู้เรื่องการสร้างสันติภาพน้อยมาก เมื่อมีงานเสวนาคนไทยพุทธก็จะไม่กล้าถาม ไม่กล้าพูด ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีจำนวนน้อย และที่สำคัญไม่เข้าใจภาษามลายู ซึ่งเวทีเสวนาไหนที่พูดแต่ภาษามลายูก็จะไม่เข้าร่วม หรือถ้าเข้าร่วมก็จะออกมาก่อน เพราะฟังไม่เข้าใจ/p pนายรักษ์ชาติ กล่าวเสริมว่า จำเป็นต้องสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการสร้างสันติภาพ โดยเฉพาะต่อชาวไทยพุทธ ยิ่งเมื่อพวกเขามองเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เช่น การมีป้ายบอกสถานที่ต่างๆ เป็นภาษามลายูตัวเขียนยาวี พวกเขาก็จะคิดไปเองต่างๆ นานาว่าเกิดอะไรขึ้น หากพวกเขาไม่เข้าใจกระบวนการสร้างสันติภาพ/p pนายปิติพงษ์ บูรพาขจรพงษ์ นักธุรกิจจีนในจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า คนไทยจีนในพื้นที่มีความรู้เรื่องการสร้างสันติภาพน้อยมาก หรือบางครั้งไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะมีกลุ่มขบวนการต่อสู้ต่างๆ คิดว่าคงเป็นปัญหายาเสพติด เรื่องการเมืองท้องถิ่น หรือปัญหาอื่นๆ มากกว่า และส่วนใหญ่ก็จะไม่พูดกันถึงปัญหาความไม่สงบ แต่คนไทยเชื้อสายจีนก็ยังมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับพี่น้องมลายูมุสลิมหรือคนไทยพุทธ คือคนจีนชอบค้าขาย/p p“ถ้าจะมาซื้อของได้เลยเราขายแน่นอน แต่ถ้ามาถามความเห็นเรื่องปัญหาความไม่สงบ เราจะรีบตอบไปทันทีว่า ไม่รู้ ไม่มีความเห็น รู้เพียงแค่ว่า อยากกลับไปเป็นแบบอดีต” นายปิติพงษ์ กล่าวbr /br /strongความกลัวของคนในTrack 3/strongbr /นายรักษ์ชาติ กล่าวว่า คนพุทธต้องอยู่อย่างหวาดกลัวมาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่ก่อนหน้านั้นคนพุทธอยู่ร่วมกับคนมลายูมุสลิมและคนไทยจีนได้อย่างปกติ ส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไทยพุทธหวาดกลัวคือ เมื่อดูสถิติความสูญเสียต่อชาวพุทธแล้วพบว่าสูญเสียเยอะมากbr /br /ขณะที่นายปิติพงษ์ กล่าวว่า คนไทยจีนมีความหวาดกลัวมากกว่าคนไทยพุทธมากถึง 10 เท่า “เพราะเราไม่รู้เลยว่าใครเป็นใคร เราคาดเดาอะไรไม่ได้เลย”/p pนายตูแวดานียา สะท้อนว่า หากคนไทยพุทธมีความหวาดกลัว และคนไทยจีนก็หวาดกลัวมากกว่าคนไทยพุทธถึง 10 เท่า เอาเข้าจริงคนมลายูมุสลิมก็ย่อมต้องมีความหวาดกลัวมากกว่าด้วย เพราะเป็นคู่ต่อสู้โดยตรงของฝ่ายความมั่นคงที่ถูกส่งมาปราบกลุ่มขบวนการต่างๆ/p pนายตูแวดานียา กล่าวต่อว่า เพราะขบวนการเหล่านั้นกับชาวมลายูมุสลิมแทบจะแยกออกจากกันไม่ได้ เนื่องจากอัตลักษณ์ การแต่งกาย รวมไปถึงประเพณีวัฒนธรรมต่างๆ เหมือนกันหมด ซึ่งการต่อสู้ในปัจจุบันต่างจากในอดีตที่ขบวนการอยู่ในป่า แต่ปัจจุบัน เชื่อว่า ขบวนการกับชาวบ้านคือคนคนเดียวกัน/p pstrongมาสร้างอนาคตร่วมกันได้หรือไม่?/strongbr /ขณะที่ผู้เข้าร่วมเสวนาคนหนึ่งตั้งคำถามว่า ทำไมต่างฝ่ายต่างอยากกลับไปเป็นแบบอดีต ทำไมคนมลายูมุสลิมถึงอยากกลับไปล้าหลัง ทำไมคนไทยพุทธไม่คิดว่าบ้างหรือว่า ท่านกำลังเป็นเครื่องมือให้คนจากส่วนกลางซึ่งอยู่ไกลมาก ทำไมเราถึงไม่สร้างอนาคตร่วมกัน?/p pจากคำถามนี้ นายตูแวดานียา กล่าวว่า เมื่อพูดถึงอดีต หมายถึงเรากำลังพูดถึงสิทธิความเป็นเจ้าของคนในพื้นที่ แต่หากจะกำหนดอนาคตร่วมกัน มีทางเลือกอยู่ 3 ทางด้วยกันคือ 1.ผ่านการเจรจาและมีข้อตกลงร่วมกัน 2. ผ่านรัฐสภาหรือมติจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร 3.ผ่านการทำประชามติของคนในพื้นที่/p pส่วนนายปิติพงษ์ กล่าวว่า คนมลายูมุสลิมในพื้นมีมากกว่า 80% แล้วคนไทยจีนที่มีแค่เพียง 5% แล้วจะเอาอะไรไปแข่งกับคนมลายูมุสลิม แล้วหากมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา คนไทยจีนจะกลายเป็นชนชั้นสองหรือไม่? คนมลายูมุสลิมจะได้รับสิทธิของภูมิบุตราเหมือนในมาเลเซียหรือไม่? แต่หากมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว คุณภาพชีวิตของคนไทยจีนดีขึ้น พวกเราก็ยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้/p pนายรักษ์ชาติ สะท้อนว่า ที่ผ่านมามีข้อเรียกร้องหรือแถลงการณ์ต่างๆ ออกมา แต่ยังไม่เห็นการเรียกร้องให้คนต่างชาติพันธุ์ให้ได้เห็นเลย อันนี้คือความจริงที่ประสบพบเจอ แล้วอนาคตเราจะอยู่กันอย่างไร วันนี้เราพูดอีกอย่าง พรุ่งนี้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนเราก็อาจจะพูดอีกอย่าง มันยังไม่มีอะไรที่เบ็ดเสร็จเพราะเรายังไม่เข้าใจกัน และมีอะไรจะรับประกันได้ว่า ถ้ามีสูตรที่เบ็ดเสร็จทุกคนจะอยู่ร่วมกันได้ และจะไม่มีกลุ่มใหม่ขึ้นมาต่อต้านหากมีความเปลี่ยนแปลงแล้วอยู่ร่วมกันไม่ได้/p pในขณะที่ นายฮาซัน ยามาดีบุ ผู้ดำเนินรายการ กล่าวทิ้งท้ายว่า ตราบใดที่คน 3 กลุ่มที่อยู่ในพื้นที่แห่งนี้ไม่ว่าจะเป็นคนมลายูมุสลิม คนไทยพุทธ และคนไทยจีน ถ้าไม่มานั่งคุยทำความเข้าใจกับคำว่าสันติภาพที่พูดกันอยู่บ่อยๆ หรือแม้แต่กับคำว่าสันติสุขเอง สันติภาพหรือสันติสุขก็คงจะห่างไกล เพราะถึงอย่างไรคน 3 กลุ่มนี้จะต้องอยู่บนพื้นแผ่นดินเดียวกันนี้ตราบจนชั่วลูกชั่วหลาน/p div class="field field-type-text field-field-feed-pr" div class="field-items" div class="field-item odd" ติดตามความเคลื่อนไหวของ ประชาไท ทางอีเมล คลิกอ่าน http://goo.gl/8xIcV หรือเฟซบุ๊ค http://fb.me/Prachatai /div /div /divimg src="http://feeds.feedburner.com/~r/prachatai/~4/BmnbBjfn7Ls" height="1" width="1"/