ทอมกับเจอรี ภาคพันธมิตรฯจับแม้ว

                       


 


ไม่แน่ใจว่าผู้อ่านยังจำการ์ตูนทอมกับเจอรี่กันได้อยู่หรือเปล่า ที่ เจอรี หนูเจ้าเล่ห์จอมกวน มักจะไปแหย่ทอม แมวขี้หงุดหงิด โดยทอมพยายามไล่จับเจอรีเพื่อลงโทษ แต่ก็ไม่สำเร็จสักที มีแต่ทอมที่ต้องเหนื่อยอ่อนและเจ็บตัวเปล่า  ซึ่งเป็นไปได้ไหมว่า ทอมตามเกมเจอรีไม่ทัน <?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" />


 


ที่นึกถึงเรื่องทอมกับเจอรีขึ้นมาในตอนนี้ก็เพราะว่า เริ่มมองเห็นว่าขณะนี้การต่อสู้ไม่เอาระบอบทักษิณ ระหว่างผู้ไล่ตามจับ (ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งมาเป็นกลุ่มพันธมิตรฯ) กับทักษิณ เริ่มจะเป็นอะไรที่ไม่ค่อยต่างจากทอมกับเจอรีเสียแล้ว กล่าวคือ เจ้าเจอรี่ มักจะเป็นตัวคอยหาเรื่องขึ้นมาสักเรื่องหนึ่ง แล้วทอมก็ไล่ตามจับเจอรี แต่พอวิ่งไป วิ่งไป เจอรีก็หลบเข้ารู แล้วทอมก็วิ่งชนกับแพงตัวแบนลีบไป แล้วก็การวิ่งไล่กันก็วิ่งวนเป็นวงกลมก่อนแล้วก็ไม่ไปถึงไหนกันเสียที สุดท้ายเจอรีก็เข้ารูไป


 


คราวนี้หากเราเปรียบคุณทักษิณหรือตำแหน่งปัจจุบันรักษาการนายกฯ เป็นเจอรี เราจะเห็นว่า ชำนาญในการเบี่ยงประเด็นมากๆ แล้วก็ประสบผลสำเร็จทุกครั้ง หลบภัยได้ทุกครั้ง เริ่มตั้งแต่ สมัยเข้ามารับตำแหน่งใหม่ ก็ประกาศกร้าวว่าจะทำสงครามกับยาเสพติด ที่สุดก็ส่งผลให้มีการฆ่าตัดตอนเกิดขึ้นมากมายจนเป็นประเด็นละเมิดสิทธิมนุษยชน  ครั้นมีการทวงถามจากองค์การสหประชาชาติหรือ  UN ที่ดูแลด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งที่ทำแทนที่จำตอบคำถามท่านผู้นำเจอรีของเราก็ตอบอันเป็นวาทะอัมตะว่า "ยูเอ็นไม่ใช่พ่อ"


 


นี่คือการไปแหย่ทอมครั้งที่ 1  แล้วผู้คนก็เลยหลงประเด็นพากันไปวิจารณ์ประเด็นคำพูดดังกล่าวกันไปหมดลืมไปแม้กระทั่งบอกว่าจะขอดูรายงานว่าทางรัฐบาลจะชี้แจงเรื่องนี้อย่างไร ที่มีคนล้มตายมากขนาดนั้น และต้องรุกเพื่อให้มีการดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดให้ได้ หรือ อาจต้องสืบสาวมาจรถึงตัวผู้นำก็ได้


 


ต่อมามีปัญหาชายแดนภาคใต้เมื่อมีการทวงถามไปมามากๆ วิธีการตอบปัญหานี้คือ ไป"กล่าวหามาเลเซีย" ว่าไปให้ที่พักหรือไม่ยอมให้ความร่วมมือกับไทย  ทักษะการเบี่ยงประเด็นถูกเอามาใช้อีกแล้ว และได้ผลดี ทำให้ผู้คนก็หันไปวิพากษ์วิจารณ์กันในหัวข้อการกระทำที่ไม่เหมาะสมในเรื่องมารยาทระหว่างประเทศอีก แต่ก็ไม่ได้ตามต่อและเกาะติดจี้ให้หาความกระจ่างในกรณีที่เป็นปัญหา และไม่พยายามเกาะติดว่า นี่คือการไม่มีความสามารถในการปกครองประเทศเพราะไม่สามารถสร้างความสงบและสันติสุขให้เกิดขึ้นได้


 


ครั้นเมื่อจะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจวิธีเบี่ยงประเด็นของนายกฯก็คือประกาศว่า "จะไปซื้อทีมฟุตบอลลิเวอร์พูล"  แน่นอนว่า หัวข้อวิพากษ์วิจารณ์ก็ย่อมไปในทางนั้นโดยลืมที่จะใส่ใจและให้ความสำคัญไปเสียสิ้นว่า ประเด็นที่จะอภิปรายคือเรื่องอะไร ก็เลยไม่รู้ว่าจริงๆแล้วภายใต้การบริหารของคนนี้มีจุดบกพร่องหรือกระทำผิดใดเอาไว้บ้าง เหล่าแมวทอมทั้งหลายติดกับอีกแล้ว หนูเจอรีแอบเข้าไปในรูหัวเราะ คิกๆ  เพราะในที่สุดการเลือกตั้งรอบสองได้คะแนนเสียงกลับถล่มทะลาย


 


มาถึงสมัยที่สองมีคนพูดความไม่ชอบมาพากลของการบริหารบ้านเมืองมากขึ้นหลังจากมีความพยายามที่จะหาว่ารัฐบาลนี้เอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง เริ่มตั้งแต่กรณีซีทีเอ็กซ์ก็ดูเหมือนว่า เริ่มมีคนทั่วไปเห็นว่านี่คงจะเป็นประเด็นที่จะพิสูจน์ให้เห็นได้ว่ารัฐบาลนี้มีการคอรัปชั่นกัน ในตอนนั้นก็มีการเปิดทดลองสนามบินและบทวิพากษ์วิจารณ์ก็ไปว่า เที่ยวปฐมฤกษ์หรือไม่ ถ้าใช่ก็ไม่เหมาะสม  นายกฯไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าปรับครม.ทุกอย่างก็จบลง


 


ฮือฮากันมากๆในกรณีขายหุ้นชินฯให้เทมาเสก โดยไม่ต้องจ่ายภาษี  ทักษิณเลี่ยงเหตุการณ์นี้โดยไปทำ "อาจสามารถ เรียลลิตี โชว์"


 


ตอนหลังแม้มีการเคลื่อนไหวจากกลุ่มที่เรียกว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาเรียกร้องขับไล่ทักษิณด้วยเห็นว่าเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป และมีผู้คนเข้าร่วมมากขึ้น  ประเด็นเรื่องคอรัปชั่น ละเมิดสิทธิมนุษยชน และ ความไม่สงบที่ภาคใต้ที่นับวันจะเพิ่มความรุนแรงรวมทั้งประเด็นเรื่องเหตุการณืตากใบและกรือเซะที่ยังเป็นปัญหาอยู่ เรื่องเหล่านี้ได้ถูกหยิบยกบ้างในตอนต้นๆของการรวมตัวกันของพันธมิตรฯ  แต่กลับไม่ต่อเนื่องและสะเปะสะปะ ทั้งๆที่จริงๆแล้ว นี่คือปัญหาหลักที่จะทำให้ทักษิณหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ


 


แต่ว่าที่สุดแล้วด้วยทักษะในการเบี่ยงประเด็นเป็นเลิศ บวกกับความเข้าใจในนิสัยคนไทยดียิ่งว่า เมื่อมีเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นการเบี่ยงไปเรื่องใหม่ก็จะทำให้คนตามติดไปในเรื่องนั้นแทนจนลืมไปว่าที่จริงแล้วปัญหาเดิมที่หยิบยกนั้นเป็นเรื่องอะไร พอถึงตอนนี้ เราก็เลยเห็นภาพว่า ไม่ว่าจะนักวิชาการ หรือเหล่าพันธมิตรฯ ก็วิ่งตามวิพากษ์วิจารณ์ตามกระแสข่าวรายวันไป


 


ตัวอย่างเช่น กรณี มีเรื่องคำพูดว่า ผู้มีบารมีนอกกฎหมาย ทุกคนก็มาเรียกร้องให้บอกออกมาว่าเป็นใคร แต่จริงๆแล้วมาดูประเด็นว่าเราต้องการให้ประเทศเป็นประชาธิปไตย และการที่จะอธิบายให้ชาวโลกเห็นว่า นายกรัฐมนตรีคนนี้ไม่ควรคู่ที่จะเป็นที่ยอมรับของชาวโลกในฐานะผู้นำประเทศของไทย เรื่องนี้ดูไม่ได้เป็นประเด็นใหญ่


 


นี่เป็นความเหนือชั้นกว่าของทักษิณในการพูดให้คลุมเครือเพื่อให้คนหันมาสนใจ และลืมไปแล้ว เรื่องที่เลวร้ายเรื่องใดกันแน่ที่เป็นสาเหตุให้ต้องเอาผู้นำคนนี้ออกไป


 


แม้กระทั่งเรื่องจดหมายที่แน่นอนเป็นเรื่องผิดมารยาท ไม่เหมาะไม่ควรที่ทักษิณจะไปทำแบบนั้น แต่ว่า ที่สุดแล้วทำไมพันธมิตรก็ใช้วิธีเดียวกัน  นำจดหมายไปยื่นสถานทูตต่างๆ เช่นกัน  ใช้การโต้ตอบเพียงแค่สาวไส้ให้กากินบ้าง แล้วจะสร้างความกดดันให้ทักษิณรู้สึกผิดได้อย่างไร


 


เอาเข้าจริงหากจะดูบริบทในการต่อสู้แล้ว ทักษิณนั้นอยู่ในชัยภูมิทางการเมืองที่เหนือกว่าเพราะอ้างได้เรื่องที่ตนเองมาจากการเลือกตั้ง และจะจากไปก็โดยการเลือกตั้ง เป็นเรื่องที่รับได้รับสำหรับประเทศประชาธิปไตยทั่วไป  ถึงแม้ผู้คนที่มาร่วมชุมนุมและพันธมิตรรู้ดีว่าทักษิณทำเรื่องที่ไม่ถูกไม่ต้องมากมายและไม่ต้องการให้ทักษิณกลับเข้ามามีอำนาจอีก แต่พันธมิตรกลับสู้ไม่มียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน


 


ดังนั้นคิดว่าหากพันธมิตรจะหันมาทบทวนวิธีรับมือเสียใหม่หาประเด็นหลักให้ได้ว่าทักษิณสมควรต้องออกไปพร้อมหาหลักฐานมามัดตัวให้แน่นจนดิ้นไม่หลุดโดยไม่ต้องไปวิ่งกัดรายวันตามกระแสข่าว  สิ่งที่น่าจะเป็นต้องดำเนินการคือ ชู 3 ประเด็นหลักๆ ดังกล่าวข้างต้น แล้วไปติดตามหาข้อมูลทั้ง 3 เรื่องนี้มาอธิบายให้ผู้คนได้เข้าใจกันไปทั้งประเทศ เพื่อให้ทั้งประเทศเห็นว่า เขาหมดความชอบธรรมแล้วจริงๆ  เขาจะเบี่ยงเป็นประเด็นไหนอีกก็ปล่อยให้นักข่าวเสนอไปเถอะ


 


อย่างกรณี คอรัปชัน ต้องบอกมาให้ได้ว่าเรื่องอะไรบ้างเกาะติดในทุกประเด็น หาข้อมูลอย่างรอบด้าน เผยแพร่เรื่องนี้อย่างสม่ำเสมอให้คนรับรู้ทั่วกันว่ามีการโกงกินเป็นระบบ เต็มรูปแบบ แล้วประเทศเสียหายรวมถึงตัวประชาชนเองเสียหายอย่างไร ประเด็นที่สอง ที่จริงเรื่องที่มีคนตายไปมากมายในการปราบปรามยาเสพติด หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นการกระทำของฝ่ายรัฐบาลหรือทักษิณเป็นคนสั่งฆ่าคนไปเท่าไรก็เพียงพอที่จะต้องนำไปขึ้นศาลแล้ว หรือการไม่มีความสามารถที่จะทำให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยได้และเกิดการแตกแยกในสังคมใน 3 จังหวัดภาคใต้ รวมทั้งการที่ต้องมีผู้คนล้มตามจำนวนมากภายใต้การบริการของเขาก็มาพอที่จะให้ออกไปตำแหน่งได้แล้ว


 


พันธมิตรฯควรจะใช้เวลาที่เหลือนี้ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งลงไปทำความเข้าใจกับประชาชนที่ยังคงคิดที่จะเลือกทักษิณอยู่ไม่ให้เลือกทักษิณ โดยนำความรู้เหล่านี้ไปให้จนถึงพื้นที่ รวมทั้งใช้เวลาในการทำความเข้าใจและดึงคาราวานคนจนมาเป็นพวกให้ได้ แล้วถ้าเขารู้ว่าการมีทักษิณเป็นผู้นำนั้นสร้างปัญหาในระยะยาวให้เขามากจริงๆ เรื่อง 300 – 500บาท ในระยะสั้นนั้นก็อาจเปลี่ยนใจกันบ้างละน่ะ


 


นอกจากนั้นอย่าลืมว่า ไม้ตายของทักษิณที่มีอยู่ในขณะนี้ก็คือ กกต. นี่คือกลไกหลักที่ทำให้ทักษิณ   ดังนั้นสิ่งที่ต้องกระทำแทนที่จะวิพากษ์วิจารณ์การไปตามแรงเบี่ยงของทักษิณคือการไล่กกต. ต้องดำเนินการเรื่องนี้ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง


 


หากวางยุทธศาสตร์เช่นนี้ เรื่องที่จะเอาทักษิณออกไป ย่อมมีทางเป็นไปได้ เห็นหรือไม่ว่าบทเรียนจากการเลือกตั้ง 2 เมษายน นั้น คะแนน โนโหวตนั้น เกือบ  10  ล้านเสียง ถือว่ามีนัยสำคัญ ในขณะที่ ไทยรักไทย  16 ล้านเสียง ถ้าทำงานเรื่องนี้แล้วดึงให้คนมาโน โหวตให้มากขึ้นจนกระทั่งที่โหวตให้นั้นน้อยกว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้


 


 แล้วด้วยวิธีการดังกล่าวนี้ ทักษิณก็ไม่มีโอกาสมายืนอ้างเรื่องคะแนนเสียงได้อีก และเป็นการให้ออกตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตรย์ทรงเป็นประมุข  รวมทั้งไม่จำเป็นจะต้องดึงฟ้าต่ำอีกด้วย คนที่เห็นด้วยว่าไม่เอาทักษิณ แต่ไม่เห็นด้วยเรื่องใช้มาตรา 7 ก็จะได้เข้าร่วมต่อสู้กับพันธมิตรได้อย่างสะดวกใจและสนิทใจขึ้น  แล้วการทำงานที่ผ่านมาทั้งหมดไม่ว่าจะกี่เดือนก็ตามก็จะไม่เป็นการสูญเปล่าเลย


 


 ----------------------------------------------------------


หมายเหตุ : หากประชาธิปัตย์อยากจะฉวยโอกาสนี้เพื่อทำงานเพิ่มคะแนนเสียงให้พรรคตนเองเพิ่มขึ้นในการเลือกตั้งในคราวหน้าก็คงจะไม่น่าเกลียดอะไรหากจะถือว่าเป็นการทำเพื่อบ้านเมือง แต่ควรที่จะฉกฉวยอย่างชาญฉลาดโดยแทนที่จะรอวิพากษ์วิจารณ์ตามกระแสข่าวไปวันๆ ถึงตอนนี้การทำงานหาข้อมูลและไปบอกกล่าวให้ประชาชนเห็นว่า นโยบายที่รัฐบาลทักษิณใช้ในการบริหารประเทศในแต่ละเรื่องนั้นผิดพลาดอย่างไร ความบกพร่องอยู่ตรงไหน และหากเป็นรัฐบาลประชาธิปัตย์จะสร้างความแตกต่างได้อย่างไร ควรจะประกาศนโยบายใช้ชัด รวมทั้งเสนอภาพการทำงานที่เป็นรูปธรรมว่าประชาชนจะได้ประโยชน์สูงสุดจากนโยบายที่ประชาธิปัตย์จะนำมาใช้อย่างไร  เพื่อว่าที่สุดแล้วประชาชนก็เห็นว่า ประชาธิปัตย์ยังเป็นทางเลือกได้อยู่ ทว่า ตอนนี้ดูเหมือนในหลายครั้งที่รัฐบาลเกือบเพลี่ยงพล้ำแต่ประชาธิปัตย์ก็ไม่เคยถือไพ่ที่เหนือกว่าเลย/