ประชาไท สลิมค้นข่าวประชาไท
   
เอ็นจีโอเหนือออกจดหมายเปิดผนึกถึงประชาสังคมและเครือข่ายภาคประชาชน พิมพ์บทความนี้

วันนี้ (28 ส.ค.) คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.อพช.เหนือ) และเครือข่าย ได้แก่นักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสิ่งแวดล้อมภาคเหนือ ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น โครงการปฏิบัติการเพื่อการปฏิรูปที่ดิน และสถาบันการจัดการทางสังคมภาคเหนือ ได้ออกจดหมายเปิดผนึกถึงประชาสังคมและองค์กรเครือข่ายภาคประชาชน ต่อกรณีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยบุกยึดสถานที่ราชการ และสถานีโทรทัศน์เมื่อวันที่ 26 ส.ค. ที่ผ่านมา และถูกดำเนินคดีผู้ต้องหา 85 ราย และแกนนำ 9 ราย ถูกแจ้งข้อหากบฎ

 

โดยจดหมายเปิดผนึกเห็นว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น “ทำให้บ้านเมืองเดินทางมาสู่ความตึงเครียดทางการเมืองอีกครั้ง ไม่เป็นผลดีต่อประชาชน ทำให้อยู่บ้านเมืองอยู่ในภาวะชะงักงัน และเกิดความอึดอัดต่อทุกฝ่าย อีกทั้งยังมีแนวโน้มไปสู่ความรุนแรง และยังเป็นอุปสรรคต่อระบอบประชาธิปไตย”

 

และยังเห็นว่าสิ่งที่เกิดขั้นเป็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่าง ‘รัฐสภาตัวแทน’ กับ ‘ภาคประชาชนนอกสภา’ เพราะรัฐกับประชาชนขัดแย้งเรื่องการจัดการทรัพยากรมาหลายทศวรรษนับตั้งแต่ปี 2528

 

และตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมา จนถึงรัฐธรรมนูญ 2550 ได้ส่วนอย่างสำคัญในการพัฒนาพื้นที่การเมืองภาคประชาชน มีการระบุถึงสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชน และคงเป็นช่องทางเดียวที่มีอยู่ของประชาชนที่จะแสดงออกเมื่อเกิดความขัดแย้งกับรัฐ

 

ในจดหมายเปิดผนึกยังเชื่อว่าวิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้นจะเกิด ‘กลไก’ และ ‘กระบวน’ การคลี่คลายความขัดแย้งระหว่าง ‘การเมืองระบบตัวแทน’ กับ ‘การเมืองภาคประชาชน’ โดยท้ายจดหมายเปิดผนึกมีข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ได้แก่ หนึ่ง ให้ประชาชนและภาคประสาสังคมหาทางออกฝ่าวิกฤตร่วมกันโดยคำนึกผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง และยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง

 

สอง ยืนยันสิทธิการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและกลุ่มต่างๆ เป็นสิทธิทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ และสาม เห็นว่ามีการใช้สื่อของรัฐป้ายสีบิดเบือนสิทธิการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ จนเกินจริง และมีการดำเนินคดีผู้ชุมนุม มีการตั้งข้อหากบฎกับแกนนำ ถือเป็นข้อหาที่แรงเกิดไปสำหรับผู้ชุมนุมที่ใช้สิทธิทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ

 

 

จม.เปิดผนึกถึงประชาสังคม

และองค์กรเครือข่ายภาคประชาชน

 

จากกรณีที่สถานการณ์ปัญหาทางการเมืองที่เริ่มตึงเครียดมากขึ้นเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากการเคลื่อนไหวของพันมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนกระทั่งมีการบุกยึด สถานีโทรทัศน์ NBT และการบุกยึดสถานที่ราชการ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา นำไปสู่การดำเนินคดีผู้ต้องหาจำนวน 85 คนที่ไปบุกยึดสถานีโทรทัศน์ในข้อหา บุกรุกสถานที่ราชการ ทำให้เสียทรัพย์ รวมทั้งแจ้งข้อหากบฏ กับ 9 แกนนำพันธมิตรฯ ประกอบกับท่าทีของรัฐบาลที่มีแนวโน้มว่าจะใช้ความรุนแรงเข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวนี้ กำลังทำให้บ้านเมืองเดินทางมาสู่ความตึงเครียดทางการเมืองอีกครั้ง ไม่เป็นผลดีต่อประชาชน ทำให้อยู่บ้านเมืองอยู่ในภาวะชะงักงัน และเกิดความอึดอัดต่อทุกฝ่าย อีกทั้งยังมีแนวโน้มไปสู่ความรุนแรง และยังเป็นอุปสรรคต่อระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องเสมอมา

 

เรา ในฐานะกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคม เครือข่ายองค์กรภาคประชาชนภาคเหนือ และนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสิ่งแวดล้อมภาคเหนือเห็นว่าความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นภาพสะท้อนชัดของความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างการเมืองในระบบรัฐสภาที่ผ่านระบบตัวแทน กับการเมืองภาคประชาชนนอกระบบรัฐสภา เพราะนับตั้งแต่ปี 2528 เป็นต้นมา สังคมไทยได้มีประสบการณ์ในกรณีปัญหาความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐมาโดยตลอด เฉพาะอย่างยิ่งความขัดแย้งในการจัดการทรัพยากร

 

ขบวนการภาคประชาชน ได้มีพัฒนาการเติบโตขึ้น จากการเคลื่อนไหวต่อสู้ของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการคัดค้านสัมปทานป่าไม้ การเคลื่อนไหวเรื่องป่าชุมชน การต่อสู้เรื่องเขื่อนปากมูล การต่อสู้เรื่องที่ดิน รวมไปถึง การต่อสู้คัดค้านโครงการพัฒนาของรัฐ เช่น กรณีท่อก๊าซจะนะ กรณีโรงไฟฟ้าหินกรูด -บ่อนอก จวบจน ปัจจุบันความขัดแย้งข้างต้นนั้น ก็ยังไม่ถูกคลี่คลาย ด้วยเหตุที่กลไกของรัฐที่มีอยู่ก็ดำเนินการไปตามกฎหมายที่มีอยู่ ซึ่งไม่สามารถให้ความเป็นธรรม และรองรับกระบวนการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจกำหนดการพัฒนาของตัวเองได้

 

รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นต้นมา จนถึงรัฐธรรมนูญ 2550 มีส่วนอย่างสำคัญในการพัฒนาพื้นที่การเมืองภาคประชาชน ระบุถึง สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมของประชาชน และคงเป็นช่องทางเดียวที่มีอยู่ของประชาชนที่จะแสดงออกเมื่อเกิดความขัดแย้งกับรัฐ

 

ปรากฏการณ์ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถือเป็นปรากฏการณ์ความขัดแย้งหนึ่งระหว่างการเมืองในระบบรัฐสภา กับการเมืองภาคประชาชน ที่ได้กลายเป็นการเผชิญหน้าสร้างความตึงเครียด สถานการณ์เช่นนี้ กลไกฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ของระบบรัฐสภา จึงไม่เพียงพอ ในการคลี่คลายความขัดแย้งเผชิญหน้าระหว่างประชาชนฝ่ายหนึ่ง กับอำนาจรัฐซึ่งถือกฎหมายในมือฝ่ายหนึ่ง ความขัดแย้งในอำนาจรัฐ กับอำนาจของภาคประชาชน เป็นความขัดแย้งในทางโครงสร้างอำนาจรัฐ ที่ระบบนิติรัฐที่มีอยู่ไม่เพียงพอในการคลี่คลาย

 

วิกฤติการเมืองในครั้งนี้น่าจะก่อให้เกิดกลไก และกระบวนการคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างการเมืองระบบตัวแทน กับการเมืองภาคประชาชน

 

อาจกล่าวได้ว่าความเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ว่าจะเป็นฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พรรคพลังประชาชน รัฐบาล และกลุ่มองค์กรภาคประชาสังคมล้วนมีเหตุผล และจุดยืนของตนเองในการเคลื่อนไหว ซึ่ง เรา ในฐานะองค์กรประชาชนที่เฝ้ามองเหตุการณ์บ้านเมือง ต่างมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าวอย่างยิ่ง เพราะเหตุการณ์ดังกล่าวกำลังผลักให้ประชาชนตกอยู่ในภาวะของความอึดอัด และหวาดระแวงซึ่งกันและกัน เพราะเมื่อไม่เห็นด้วยกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็จะถูกเลือกข้าง และนำไปสู่สถานการณ์การสู้รบอยู่ตลอดเวลา

 

            เรา ในฐานองค์กรประชาสังคม และองค์กรเครือข่ายประชาชนภาคเหนือมีความเห็นต่อกรณีดังกล่าวดังนี้

 

            1.ในการหาทางออกจากความตีบตันทางการเมืองจะต้องมีเวทีในการหาทางออกระหว่างการเมืองในระบบรัฐสภา กับการเมืองภาคประชาชน โดยขอให้ประชาชน และประชาสังคมที่มีความห่วงใยต่อบ้านเมืองทุกฝ่ายจะต้องหาทางออกฝ่าวิกฤตนี้ร่วมกันโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้ง และยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง

 

            2.การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มประชาชนกลุ่มต่างๆ ถือเป็นการชุมนุมสิทธิทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามกรณีการดำเนินการของพันธมิตรในช่วงวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีการบุกยึด และคุกคามสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชน กรณีสถานีโทรทัศน์ NBT ก็ต้องมีตรวจสอบข้อเท็จจริงและดำเนินการไปตามกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส

 

            3.กรณีที่รัฐบาลมีแนวโน้มที่จะใช้ความรุนแรง และใช้สื่อของรัฐ เพื่อป้ายสีบิดเบือนการใช้สิทธิในการชุมนุมแก่กลุ่มพันธมิตรฯ จนเกินจริง และมีการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาผู้ชุมนุมจำนวน 85 คนและแกนนำทั้ง 9 คน ในข้อหา “กบฏ” นั้น ถือเป็นข้อหาที่แรงเกินไปสำหรับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ใช้สิทธิ์ทางการเมืองตามรัฐธรรมนูญ

 

 

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ (กป.อพช.เหนือ)

นักวิชาการเพื่อประชาธิปไตยและสิ่งแวดล้อมภาคเหนือ

ศูนย์พิทักษ์และฟื้นฟูสิทธิชุมชนท้องถิ่น

โครงการปฏิบัติการเพื่อการปฏิรูปที่ดิน

สถาบันการจัดการทางสังคมภาคเหนือ

 

วันที่ 28 สิงหาคม 2551

 

 

 

 

 





โดย : ประชาไท   วันที่ : 28/8/2551

"14 ความคิดเห็น : คลิกแสดงความคิดเห็นที่นี่"

หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท
409 ชั้น 1 (อาคาร มอส.) ซ.โรหิตสุข (รัชดา 14) ถ.ประชาราษฎร์บำเพ็ญ 5 เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320
โทร. 02 690 2711 แฟกซ์ 02 690 2712

Copyright © 2005 Design & Construction All rights reserved.