|
จดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนและทุกภาคส่วนของสังคมไทย
จากการที่ได้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ เรากลุ่มนักวิชาการซึ่งมีความวิตก กังวลต่อวิกฤตการณ์ครั้งนี้ได้ประชุมปรึกษาหารือและมีความเห็นร่วมกันว่า...
การประท้วง การบุกยึดพื้นที่สาธารณะและสถานที่ราชการ แม้จะผิดกฎหมายบ้านเมือง และอาจละเมิดสิทธิของบุคคลและสิทธิสาธารณชนมากบ้างน้อยบ้าง แต่ก็เป็นมาตรการที่ใช้กัน ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองภาคประชาชนที่ปฏิบัติกันในประเทศอื่นๆ ผู้ประท้วงซึ่งยึดหลัก อารยขัดขืน (Civil Disobedience) ในทางรัฐศาสตร์ ย่อมคาดการณ์ได้ล่วงหน้าและยอมรับการ ถูกลงโทษตามกฎหมาย
เราเห็นว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองไม่ใช่เรื่องของคนสองกลุ่ม คือ กลุ่มพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กับรัฐบาลเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่องค์กรทางสังคมการเมืองภาคส่วน อื่นๆ และคนไทยทั้งประเทศจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ทั้งกลุ่มแกนนำ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รัฐบาล รัฐสภา สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไปจึงควร ตระหนักในความจริงเรื่องนี้ และร่วมกันดำรงรักษาและส่งเสริมพัฒนาการทางการเมืองแบบ ประชาธิปไตย และการเมืองภาคประชาชนให้มีพื้นที่เวทีการเมืองไทย และต้องเข้มแข็งยิ่งๆ ขึ้น ไป ไม่ควรมองเพียงปรากฏการณ์ทางการเมืองในช่วง 2 วันที่ผ่านมาเท่านั้น หากควรจะ พิจารณาให้ครอบคลุมถึงสถานการณ์ที่ผ่านและที่จะกำลังเป็นไปในอนาคตด้วย
จากความเห็นร่วมกันดังกล่าว เรากลุ่มนักวิชาการจึงขอเรียกร้องต่อประชาชนและทุก ภาคส่วนของสังคมไทย ดังนี้
1. สื่อมวลชนอันประกอบไปด้วยหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ และสื่อสาธารณะอื่นๆ ควรจะทำหน้าที่เฝ้าติดตามและเสนอข่าวเหตุการณ์ทางการเมืองอย่างใกล้ชิด และ เข้มข้นมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งในบริเวณการชุมนุม การดำเนินการกับผู้ต้องหา ทางการเมือง โดยควรจะให้พื้นที่ข่าวและให้ความสำคัญกับสถานการณ์นี้มากกว่า รายการบันเทิงอื่นๆ ซึ่งน่าจะลดพื้นที่ลงไปชั่วคราว เพราะการเฝ้าติดตามรายงาน สถานการณ์อย่างใกล้ชิดนี้จะเป็นมาตรการที่จะช่วยป้องกันมิให้มีการใช้กำลังหรือ ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เพราะผู้ที่คิดจะใช้ความรุนแรงจะตระหนักว่าตนเอง กำลังถูกเผ้าดูโดยสื่อมวลชนอยู่ทุกขณะ
2. ขอให้ประชาชนทุกภาคส่วนควรได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และอย่างมี วิจารณญาณ เพราะวิกฤตการณ์ครั้งนี้จะกระทบต่อท่าน และเพื่อทำความเข้าใจ สำหรับการมีส่วนร่วมเพื่อแก้ไขวิกฤตนี้
3. รัฐสภา (วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร์) จะต้องเข้ามามีบทบาทในการแก้ไข วิกฤตการณ์ทางการเมืองโดยเร่งด่วนและจริงจัง ซึ่งที่ผ่านมายังแสดงบทบาทไม่เพียงพอ ประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือ การส่งสัญญาณให้สาธารณชนได้รับรู้และ มั่นใจ ว่ารัฐสภาจะไม่ดำเนินการใดๆ ที่จะกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง เช่น การชะลอหรือเลิกล้มความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 หรือ 309 เป็นต้น เพื่อลดหรือบรรเทาเงื่อนไขอันก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองลง ไปให้มากที่สุด
4. รัฐบาลควรดำเนินการแก้ไขปัญหาโดยใช้หลักสันติวิธี ใช้กฎหมายในการดำเนินการ กับกลุ่มผู้กระทำผิดกฎหมาย (ซึ่งมิใช่ผู้ประท้วงทั้งหมด) ตามควรแก่เหตุ การตั้ง ข้อหากบฏถือเป็นข้อหาที่รุนแรงเกินควร เพราะนอกจากไม่ได้ช่วยป้องปรามหรือ แก้ไขปัญหาแล้ว ยังเป็นการยั่วยุให้เกิดความโกรธและใช้ความรุนแรงของอีกฝ่าย หนึ่งด้วย
5. นอกจากนั้น รัฐบาลจะต้องไม่เข้าไปแทรกแซงการเสนอข่าวของสื่อ (ทั้งสื่อของรัฐ และสื่ออื่นๆ) หลีกเหลี่ยงที่จะใช้สื่อเป็นเครื่องมือหรือกระบอกเสียงในการต่อสู้ทาง การเมืองกับกลุ่มผู้ประท้วง ซึ่งจะทำให้เกิดความสับสน เข้าใจผิด และยั่วยุให้เกิด ความรุนแรงขึ้นในหมู่ประชาชนทั้งสองฝ่ายได้โดยง่าย เปิดโอกาสให้สื่อสาธารณะได้ เฝ้าติดตามดูและรายงานสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและจริงจัง
6. กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ควรตระหนักและยึดหลักการต่อสู้ ทางการเมืองโดยสันติวิธี ดังเช่นที่ได้ปฏิบัติมาเป็นเวลาเกือบ 100 วัน ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่เป็นแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ และผู้เข้าร่วมการชุมนุมประท้วงควรตระหนักว่า การคลี่คลายและปลายทางของการต่อสู้ทางการเมืองของกลุ่มพันธมิตรฯ ในครั้งนี้ มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะเป็นบรรทัดฐานของการเมืองภาคพลเมืองใน สังคมไทยทั้งในวันนี้และในอนาคต จึงควรใช้ความรอบคอบระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง
7. สำหรับเรา-ในภาควิชาการในเบื้องต้นนี้จะได้ติดตาม และเปิดเวทีวิชาการเพื่อ วิเคราะห์และให้ความคิดเห็นต่อสาธารณชนอย่างต่อเนื่อง
|