วิทยากร บุญเรือง
ปฏิบัติการของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2551 ที่ผ่านมานั้น อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการพยายามทำรัฐประหารโดยกลุ่มประชาชน ซึ่งจะเห็นได้จากยุทธวิธีต่างๆ ที่นำมาใช้นั้น ล้วนแล้วแต่เป็นการนำยุทธวิธีมาจากปฏิบัติการรัฐประหารของกองทหารที่เราเห็นกันชินตา
คูร์สิโอ มาลาปาเต้ (Curzio Malaparte) นักเขียนชาวอิตาเลียน ผู้เขียนหนังสือ คู่มือรัฐประหาร (COUP DÉTAT: THE TECHNIQUE OF REVOLUTION) อันเป็นหนังสือที่ได้มีการจัดระบบความคิดและศึกษาประวัติศาสตร์การรัฐประหารของสังคมการเมืองสมัยใหม่ไว้อย่างเยี่ยมยอด โดยในหนังสือเล่มนี้มีเหตุการณ์ที่หน้าสนใจอยู่สองเหตุการณ์ที่ผู้เขียนจะขอนำมาเล่าสู่ ก็คือ เทคนิคการรัฐประหารของทรอตสกี้ และ ความล้มเหลวของ กบฏ กาปป์-ลุตวิตซ์ เพื่อให้ผู้อ่านนำไปวิเคราะห์เปรียบเทียบกับสถานการณ์สดๆ ร้อนๆ ที่พึ่งเกิดในสังคมการเมืองบ้านเรา กับปฏิบัติการของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ผ่านมา
เกี่ยวกับการ รัฐประหาร
Coup d'état เป็นภาษาฝรั่งเศสออกเสียงว่า คูป์เดต้า หรือเรียกสั้น ๆ ว่า คูป์ (Coup) ซึ่งมีคนแปลเป็นไทยว่า รัฐประหาร มีความหมายว่า การนำรัฐบาลออกจากอำนาจการปกครองผ่านวิธีการที่นอกเหนือจากที่มีการกำหนดไว้ โดยผู้กระทำเป็นส่วนหนึ่งที่มีการกำหนดจัดตั้งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐนั้นส่วนใหญ่จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจในระดับสูงเท่านั้น สิ่งนี้มักจะเป็นตัวอย่างแบบหนึ่งของการปรับเปลี่ยนทางการเมือง
ตามปกติแล้วการรัฐประหารมีได้ทั้งแบบใช้ความรุนแรงและไม่มีความรุนแรง รัฐประหารมีความแตกต่างกับคำว่า การอภิวัฒน์/ปฏิวัติ หรือภาษาอังกฤษ Revolution ที่เป็นการปรับเปลี่ยนด้วยกลุ่มคนขนาดใหญ่และเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองแบบสิ้นเชิง
รัฐประหารมีความเป็นมาที่ยาวนานในการเป็นส่วนหนึ่งของประเพณีการเมือง เช่น จูเลียส ซีซ่า ซึ่งเป็นผู้เป็นตัวหลักสำคัญในการจัดการกับสงครามกลางเมืองแต่ต่อมาต้องกลายเป็นผู้รับผลกรรมจากรัฐประหารจักรพรรดิ์โรมันหลายคน เช่น เคลาเดียส ขึ้นสู่อำนาจด้วยการรัฐประหาร เช่นเดียวกับ กษัตริย์ เจฮู แห่งอิสราเอล, มุสลิมชีอะยืนยันว่าการครองอำนาจต่อจากมูฮัมหมัดในศตวรรษที่ 7 เป็นการรัฐประหาร, เมื่อ พ.ย. 1799 นโปเลียน โบนาปาร์ท ได้ใช้การรัฐประหารและยึดอำนาจในฝรั่งเศส รัฐประหารเป็นเรื่องปกติในรัฐและเมืองสมัยโบราณของอินเดียและกรีซเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้รัฐประหารมักจะถูกใช้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งของชาติมหาอำนาจที่กระทำต่อชาติที่มีขนาดเล็กกว่าเพื่อให้แน่ใจว่าผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นไปตามปรารถนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยข่าวกรองกลางของสหรัฐ(CIA) และสหภาพโซเวียต (KGB) ได้พัฒนาการสนับสนุนรัฐประหารอันเป็นที่ทราบโดยทั่วไปในประเทศต่าง ๆ เช่น ชิลี และอัฟกานิสถานตามลำดับ การปฏิบัติที่กล่าวเป็นวิธีการใช้ทดแทนการบุกรุกโดยตรงซึ่งอาจจะก่อให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงต่อความเชื่อมั่นของประชาชนในประเทศที่รุกรานนั้น
ทรอตสกี้ กับเทคนิค รัฐประหาร
ในรัสเซีย ในยุคสมัยการกำเนิด รัฐเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ นั้น ผู้ที่สามารถปฏิบัติการยึดอำนาจเบ็ดเสร็จให้แก่พรรคบอลเชวิก (Bolshevik) ของ วลาดิมีร์ เลนิน (Vladimir Lenin) ได้สำเร็จก็คือ ลีออน ทรอตสกี้ (Leon Trotsky) โดยใช้เทคนิคการทำรัฐประหารตามแบบฉบับของเขา
ก่อนหน้านั้น สำหรับทัศนะของเลนินในการยึดอำนาจเพื่อสร้างรัฐเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ ก็คือการพยายามปลุกระดมมวลชนให้กระด้างกระเดื่องต่อการปกครองของรัฐบาลเกอเรนสกี้ (Alexander Kerensky) ให้ประเทศรัสเซียตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมวลกรรมาชีพ แล้วให้สัญญาณแก่ประชาชนทั้งประเทศลุกฮือขึ้นยึดอำนาจ บังคับให้ฝ่ายที่กุมเสียงข้างมากในสภาให้ประกาศล้มรัฐบาลชุดเกอเรนสกี้ แล้วสถาปนาระบอบเผด็จการแห่งชนชั้นกรรมาชีพขึ้นในประเทศรัสเซีย
บทสนทนาระหว่าง เลนิน กับ ทรอตสกี้ ในหนังสือของมาลาปาเต้ ได้แสดงให้เห็นถึงทัศนะคติที่แตกต่างกันของคนทั้งสอง และหากว่าถ้าทรอตสกี้ไม่ได้ดำเนินการตามเทคนิครัฐประหารของเขา เราเองก็อาจจะเดาไม่ออกว่าประวัติศาสตร์ทางการเมืองของรัสเซียจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างไร..
ในระยะก่อนการยึดอำนาจในเดือนตุลาคมนั้นเล็กน้อย เลนินแสดงตนเป็นผู้ที่เล็งการณ์ในแง่ดี แต่ก็เต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจ ต่อเมื่อได้เห็นทรอตสกี้ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานสภาโซเวียตแห่งนครเปโตรกราด (หรือนครเลนินกราดในปัจจุบัน) ทั้งได้รับเลือกเป็นประธานกรรมการปฏิวัติฝ่ายทหาร รวมทั้งเห็นว่าเสียงข้างมากในสภาโซเวียตแห่งนครมอสโควอยู่ในกำมือของพวกบอลเชวิกแน่นอนแล้ว เลนินจึงได้รู้สึกเบาใจในเรื่องเสียงข้างมากของสภาโซเวียตทั้งหลาย แม้กระนั้นก็ยังไม่วายวิตกอยู่บ้างถึงเรื่องเสียงข้างมากของที่ประชุมใหญ่ครั้งที่สองแห่งบรรดาสภาโซเวียต ซึ่งกำหนดกันไว้ว่าจะเปิดประชุมตอนปลายเดือนตุลาคม ค.ศ.1917 แต่สำหรับทรอตสกี้นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ทรอตสกี้ไม่รู้สึกวิตกกังวลอะไรในเรื่องพรรคบอลเชวิกจะกุมเสียงข้างมากในสภาโซเวียตทั้งหลายไว้ได้หรือหาไม่ เขากล่าวว่า ไม่เห็นจำเป็นอะไรที่เราจะต้องได้กุมเสียงข้างมาก เพราะไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าเสียงข้างมากที่จะต้องเข้ายึดอำนาจ และทรอตสกี้ก็พูดไม่ผิด ในที่สุดเลนินก็เห็นคล้อยตามทรอตสกี้ โดยกล่าวว่า ดูๆ จะเป็นการบ้องตื้นเต็มทีที่เราจะคอยจนกว่าจะได้กุมเสียงข้างมากอย่างเด็ดขาด เจตจำนงของเลนินนั้นมุ่งจะยุยงประชาชนให้กระด้างกระเดื่องต่อการปกครองของรัฐบาลชุดนายเกอเรนสกี้ ให้ประเทศรัสเซียตกอยู่ใต้อิทธิพลของมวลชนกรรมาชีพ ให้สัญญาณแก่ประชาชนทั้งประเทศให้ลุกฮือขึ้นยึดอำนาจ แล้วตนเองก็จะไปปรากฏตัวต่อที่ประชุมใหญ่สภาโซเวียตทั้งหลาย บังคับหัวหน้าพรรคบอลเชวิก ซึ่งกุมเสียงข้างมากในสภาให้ประกาศล้มรัฐบาลชุดนายเกอเรนสกี้ แล้วสถาปนาระบอบเผด็จการแห่งชนกรรมาชีพขึ้นในประเทศรัสเซีย นี่ความคิดของเลนินเป็นเช่นนี้ เลนินนึกไม่ถึงยุทธวิธีในการยึดอำนาจ เขาคิดได้แต่ยุทธศาสตร์การปฏิวัติเท่านั้น ดีมาก ทรอตสกี้กล่าว แต่ก่อนอื่นจำต้องเข้ายึดเมือง เข้ายึดจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ ต้องโค่นรัฐบาล ในการนี้จำเป็นต้องจัดระเบียบการยึดอำนาจ ต้องตั้งและฝึกหน่วยจู่โจม ไม่จำเป็นต้องใช้คนมาก ประชาชนช่วยอะไรเราไม่ได้ หน่วยจู่โจมนั้นเป็นเพียงหน่วยเล็กๆ มีคนเพียงเล็กน้อยก็พอ
แต่ทว่าเลนินไม่ประสงค์ให้ใครๆ กล่าวหาว่า รัฐประหารของพวกบอลเชวิกเป็นการกบฏของคนบางพรรคบางเหล่า เขาจึงกล่าวว่า จำต้องให้การรัฐประหารของบอลเชวิกมีชนชั้นก้าวหน้าหนุนหลังอยู่ มีกำลังทางปฏิวัติของมวลรประชาชนคอยขับดันอยู่ การยึดอำนาจจึงควรต้องกระทำในเมื่อกระแสคลื่นแห่งการปฏิวัติได้โหมขึ้นถึงขีดสุด นี่รัฐประหารที่ลัทธิของคาร์ล มาร์กซ์ ต้องการให้ปะทุมีลักษณะอย่างนี้
ดีมาก ทรอตสกี้กล่าว แต่การเอาประชาชนทั้งประเทศมาทำรัฐประหารมันมากเกินความจำเป็น สิ่งที่เราต้องการก็คือ หน่วยเล็กๆ หน่วยเดียว เป็นหน่วยที่กอปรด้วยคนใจคอเยือกเย็น แต่ทว่านิยมการรุนแรงแตกหัก ทั้งได้รับการฝึกยุทธวิธีแห่งการยึดอำนาจมากจนช่ำชองแล้ว
เลนินรับว่า เราจำต้องให้คนของเราส่วนหนึ่งเข้ายึดโรงงานและโรงทหาร เพราะเป็นหัวใจสำคัญ การปฏิวัติจะสำเร็จหรือไม่ย่อมอยู่ที่นั่น ที่โรงงานและโรงทหารนั่นแหละเราจะต้องแสดงปาฐกถาด้วยคารมอันเผ็ดร้อน อธิบายชี้แจงให้คนงานและทหารเข้าใจโครงการของเรา พลางตั้งปัญหาถามว่าจะยอมับโครงการนั้นไว้ทั้งอัน หรือว่าจะทำการยึดอำนาจ!
ดีมาก ทรอตสกี้กล่าว แต่ทว่าเมื่อมวลชนยอมรับโครงการของเราไว้แล้ว การจัดระเบียบการยึดอำนาจก็เป็นของจำเป็นอยู่นั่นเอง เราจะต้องคัดเลือกบุคคลที่วางใจได้จากบรรดาโรงงานและโรงทหาร คนเหล่านั้นจะต้องพร้อมที่จะทำอะไรทุกอย่างแม้ที่ล่อแหลมที่สุด สิ่งที่เราต้องการนั้นคือหน่วยจู่โจม ไม่ใช่มวลกรรมกร ไม่ใช่คนที่ทิ้งพรรคทิ้งพวกหรือชอบหนีเอาตัวรอด
เลนินเห็นชอบด้วยว่า ในอันที่จะทำการยึดอำนาจอย่างชาวมาร์กซิสต์ นัยหนึ่งถือการยึดอำนาจเป็นศิลปะอย่างหนึ่งนั้น เราจะต้องรีบจัดตั้งกองบัญชาการหน่วยยึดอำนาจขึ้นแล้วกระจายกำลังออกไป เราต้องส่งหน่วยที่ไว้ใจได้ไปคุมจุดสำคัญๆ ให้โอบล้อมโรงละคร เอล็กซานดราไว้ และเข้ายึดป้อมเปียร์กับปอล จับกุมรัฐมนตรีและนายทหารชั้นผู้ใหญ่ในกองบัญชาการทหาร พร้อมกันนั้นก็จัดส่งคนในหน่วยยึดอำนาจหมวดหนึ่งไปรับมือกับนักเรียน นายทหาร และทหารคอสแซ็กแห่งกองพลทหารเสือของฝ่ายรัฐบาล สั่งคนในหมวดนั้นอย่าให้ฝ่ายศัตรูเล็ดลอดเข้าสู่ใจกลางเมืองได้เป็นอันขาด แม้จะต้องสละคนในหมวดจนคนสุดท้ายก็ตาม เราจะต้องระดมกรรมกรที่ถืออาวุธ เรียกร้องให้เข้าร่วมในการยุทธอันสูงส่ง พร้อมกันนั้นก็ให้คนของเราเข้ายึดที่ทำการโทรเลขและโทรศัพท์กลาง จัดตั้งกองบัญชาการของเราขึ้น ณ ที่ทำการโทรศัพท์กลางนั่นเอง แล้วจัดการต่อสายโทรศัพท์เชื่อมกองบัญชาการกับบรรดาโรงงานและหน่วยงานต่างๆ ของเรา ตลอดจนถึงจุดต่างๆ ทุกจุดที่การสู้กันด้วยอาวุธกำลังดำเนินอยู่
ดีมาก ทรอตสกี้กล่าว แต่....
เลนินจึงขอให้ทรอตสกี้สงบใจฟังต่อไปก่อนโดยกล่าวว่า ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงการกะอย่างคร่าวๆ ข้าพเจ้าใคร่จะแสดงให้เห็นว่า ทุกวันนี้เราจะได้ชื่อว่าเป็นคนซื่อตรงต่อลัทธิมาร์กซิสม์ก็ต่อเมื่อเราถือว่าการยึดอำนาจเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ท่านเองก็ทราบหลักเกณฑ์สำคัญๆ ที่คาร์ล มาร์กซ์กำหนดไว้ในศิลปะแห่งการยึดอำนาจนั้นแล้ว เมื่อเอาหลักเกณฑ์นั้นมาปรับใช้กับสถานการณ์ปัจจุบันในประเทศรัสเซีย มันย่อมหมายถึงการรุกกรุงเปโตรกราด (นครหลาวงรัสเซียเวลานั้น) ในเวลาพร้อมๆ กัน และโดยอาการรวดเร็วฉับพลันทั้งจากภายในและภายนอก ทั้งจากย่านกรรมกร จากดินแดนฟินแลนด์ จากนครเรวัล และจากเมืองกรอนสตัด เป็นการรุกที่อาศัยกำลงกองทัพเรือทั้งกองทัพ พร้อมกันนั้นก็รวมกำลังพลของเราเข้าไว้ให้ได้เกินจำนวน 20,000 คน ให้มากๆ เพราะจำนวน 20,000 คนนั้น เป็นกำลังทหารคอสแซ็กและนักเรียนนายทหารซึ่งรัฐบาลพร้อมที่จะนำออกใช้ได้ แล้วเอากำลังสำคัญของเราทั้งสามฝ่าย คือ กองทัพเรือ กรรมกร และหน่วยทหารรวมเข้าด้วยกัน แล้วสั่งให้บุกเข้ายึดโทรศัพท์ โทรเลข สถานีรถไฟ และสะพานสำคัญๆ ให้คุมรักษาไว้ให้ได้ไม่ว่าด้วยวิธีใดๆ เลือกสรรบุคคลที่ใจคอเด็ดเดี่ยวที่สุดจากหน่วยจู่โจม จากหมู่กรรมกร และจากหมู่ทหารเรือ แล้วจัดขึ้นเป็นหน่วยพิเศษให้มีหน้าที่ยึดครองจุดสำคัญๆ ทุกจุดตลอดจนให้เข้าร่วมในการปฏิบัติงานใดๆ ในขั้นแตกหัก นอกจากนั้นก็ให้จัดหมวดกรรมกรถือปืนและพกลูกระเบิดมือ ให้แยกย้ายกันเข้ายึดที่มั่นต่างๆ ของฝ่ายศัตรู ยึดโรงเรียนนายทหาร ยึดที่ทำการโทรศัพท์และโทรเลขกลาง แล้วล้อมตรึงไว้ให้แน่นหนา การปฏิวัติรัสเซียและการปฏิวัติของโลกจะบรรลุความสำเร็จหรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่ที่การต่อสู้ซึ่งจะดำเนินไปเพียงสอง-สามวันเท่านั้นเอง
ทั้งหมดนี้ถูกต้องยิ่งนัก ทรอตสกี้กล่าว แต่ทว่ามันยุ่งยากซับซ้อนเกินไป แผนการที่ท่านตีแผ่นี้ มันใหญ่โตเหลือเกิน มันเป็นยุทธศาสตร์ที่จะต้องใช้บริเวณพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ทั้งต้อใช้คนมากมายก่ายกอง มันไม่ใช่การยึดอำนาจเสียแล้ว ดูๆ มันจะเป็นสงครามมากกว่า ในการยึดกรุงเปโตรกราด จำเป็นอะไรที่จะต้องขึ้นรถไฟออกไปจากดินแดนฟินแลนด์ คนเราเมื่อต้องออกเดินทางจากจุดที่ไกลเกินไปก็มักไม่วายจะเชือนแชหรือแวะตามทางเสียร่ำไป การใช้กำลังคนถึง 20,000 คน จากนครเรวัลหรือเมืองกรอนสตัด เพื่อให้ยาตราเข้ายึดโรงละครอเล็กซานดรา ดูมันจะมากเกินความจำเป็น ดูมันจะไม่ใช่การยึดอำนาจธรรมดาเสียแล้ว ในด้านยุทธศาสตร์ข้าพเจ้าเห็นว่าคาร์ล มาร์กซ์เองก็สู้กอร์นิลอฟไม่ได้ ฉะนั้น ควรจะสนใจในยุทธวิธีมากกว่า โดยใช้คนจำนวนเพียงเล็กน้อยในบริเวณพื้นที่อันจำกัด ทุ่มเทกำลังลงในการตีเป้าหมายสำคัญๆ ต้องตีให้ตรงและแรง วิธีเช่นนี้ข้าพเจ้าไม่คิดว่ายากเย็นอะไร สิ่งที่ล่อแหลมอันตรายนั่นแหละมักจะเป็นสิ่งที่ทำสำเร็จได้ง่าย ความสำเร็จจะมีได้ ไม่ใช่เพราะมัวแคลงใจในภาวการณ์ว่าไม่เหมาะอย่างนั้นอย่างนี้ หรือเพราะมัววางใจในภาวการณ์ที่ดูปลอดโปร่งราบรื่น ตุ๊ยที่ท้องนั่นแหละเป็นดี เพราะเสียงมันไม่ดัง การยึดอำนาจจะต้องกระทำโดยไม่ให้มีเสียงเอะอะตึงตัง การใช้หลักยุทธศาสตร์ของท่านต้องอาศัยภาวการณ์เหมาะๆ มากมายนัก ที่จริงในการยึดอำนาจไม่จำเป็นต้องรอฤกษ์งามยามปลอดอะไรทั้งสิ้น
และในท้ายที่สุดทรอตสกี้เองก็ได้ใช้ยุทธวิธีของเขาแทนที่จะใช้ยุทธวิธีของเลนิน โดยยุทธวิธีของทรอตสกี้ก็คือการใช้หน่วยจู่โจมจำนวนไม่มาก เข้าไปทำการยึดสถานที่ที่ไม่ใช่สถานที่ทางการเมือง แต่เป็นหน่วยงานทางเทคนิคการบริการสังคมเพื่อให้รัฐเกิดการหยุดชะงักในการบริการประชาชน เช่นการไฟฟ้า, โทรเลข และสถานีรถไฟ เป็นต้น
โดยหน่วยจู่โจมของทรอตสกี้นั้นประกอบไปด้วยกรรมกร ช่างเทคนิคที่มีความชำนาญการ ทหารบก ทหารเรือ รวมประมาณ 1,000 คน แบ่งกันออกเป็นหมู่ๆ หมู่ละสามสี่คน ทำการซ้อมยุทธวิธีการยึดอำนาจในท่ามกลางฝูงชนซึ่งคลาคล่ำอยู่ทั่วไป ตามสถานที่สำคัญๆ เช่นที่ทำการราชการ ที่ทำการไปรษณีย์ ที่ทำการโทรศัพท์และโทรเลขกลาง สถานีรถไฟ โรงไฟฟ้า ประปา และตามสถานที่ราชการฝ่ายเทคนิคต่างๆ โดยทรอตสกี้เรียกการซักซ้อมแบบนี้ว่า การซ้อมอย่างแลไม่เห็น เพื่อทำการฝึกฝนก่อนปฏิบัติการจริง
ในการวางแผนรัฐประหารนั้น ทรอตสกี้ได้นำแผนผังบริการฝ่ายเทคนิคของนครเปโตรกราดและได้สั่งการให้ทหารเรือพร้อมด้วยวิศวกรและกรรมกรที่มีความชำนาญเป็นพิเศษ ไปสำรวจลักษณะของท่อน้ำใต้ดิน ท่อก๊าซ สายไฟฟ้า สายโทรศัพท์และโทรเลข เพื่อวางแผนล่วงหน้าหากต้องตัดการบริการ การติดต่อของรัฐ รวมถึงมีการจัดหมวดหมู่กำลังคนซักซ้อมการจู่โจมสถานีรถไฟและโรงไฟฟ้า
และในวันปฏิบัติการจริง ในวันที่ 24 ตุลาคม 1917 ทรอตสกี้ก็ใช้วิธีการรัฐประหารของเขาในเวลากลางวันแสกๆ ขณะที่กองกำลังฝ่ายรัฐบาลของเกอเรนสกี้ที่พอรู้เรื่องระแคะระคาย แต่กลับไปคุ้มกันสถานที่ราชการที่เป็นสัญลักษณ์อำนาจทางการเมือง อย่างรัฐสภาและกระทรวงทบวงกรมต่างๆ โดยกองกำลังของทรอตสกี้สามารถเข้ายึดสถานที่เทคนิคต่างๆ เช่น สะพานเข้าเมือง, การรถไฟ, โรงไฟฟ้า, การไปรษณีย์, การโทรเลข, การโทรศัพท์, ธนาคารของรัฐ, โรงเก็บถ่านหิน, คลังน้ำมันเชื้อเพลิง, ฉางข้าว, และสถานที่บริการสาธารณะอื่นๆ
จากนั้นในวันที่ 25 ตุลาคม 1917 ทรอตสกี้จึงได้สั่งให้กำลังพลเข้าโจมตีที่มั่นของรัฐบาลซึ่งเป็นปฏิบัติการสุดท้ายที่สามารถทำให้พรรคบอลเชวิกยึดอำนาจจากเกอเรนสกี้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ
ความล้มเหลวของ กบฏ กาปป์-ลุตวิตซ์ (Kapp-Lüttwitz Putsch)
จากหนังสือของมาลาปาเต้ ได้ระบุไว้ว่า ในเดือนมีนาคม ปี 1920 เกิดรัฐประหารโดยคณะทหารที่นำโดยนายพลฟอน ลุตวิตซ์ (Walther von Luettwitz) โดยในวันที่ 12 13 มีนาคม ของปีนั้น กองพลใหญ่เยอรมัน 3-4 กองพลซึ่งชุมนุมกันอยู่ใกล้กรุงเบอร์ลิน ได้ยื่นคำขาดต่อรัฐบาลเยอรมันชุดนายกรัฐมนตรีเบาเออร์ (Bauer) ขู่ว่าหากไม่มอบอำนาจการบริหารให้กับ ดร.โวล์ฟกัง กาปป์ (Dr. Wolfgang Kapp) จะนำกำลังพลเข้าทำการยึดอำนาจรัฐประหาร ด้วยการยาตราทัพเข้าสู่กรุงเบอร์ลิน
ทั้งนี้ในขั้นต้น นายกรัฐมนตรีเบาเออร์ ได้จัดวาง มาตรการทางตำรวจ ประกอบด้วยการตั้งเครื่องกีดขวางตามสี่แยกและถนนสายสำคัญๆ ในกรุงเบอร์ลิน พร้อมทั้งให้เจ้าหน้าที่เข้าพิทักษ์คุ้มครองสถานที่ราชการทั่วไป
ทัศนะของนายพลฟอนลุตวิตช์ ผู้นำฝ่ายรัฐประหารนั้น เห็นว่าการทำรัฐประหารก็คือการเอากองทหารฝ่ายตนเข้าตั้งแทนที่หมู่ตำรวจที่ตั้งอยู่ตามสี่แยกถนนใหญ่ ที่หน้ารัฐสภา และหน้าศาลาว่าการกระทรวงต่างๆ เมื่อนำกองทหารยาตราเข้าสู่กรุงเบอร์ลินได้ไม่กี่ชั่วโมง ฟอนลุตวิตช์ก็สามารถคุมสถานการณ์ไว้ในกำมือ การยึดกรุงเบอร์ลินเป็นไปโดยราบรื่นปราศจากการนองเลือด มีลักษณะเสมือนการเปลี่ยนเวรของทหารยามกระนั้น ขณะที่ฟอนลุตวิตช์คิดว่าการยึดอำนาจก็คือการเอาทหารเข้าปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบแทนตำรวจ ทางฝ่ายกาปป์ผู้ทะเยอทะยานจะเป็นนายกรัฐมนตรีก็เชื่อมั่นว่าลำพังการยึดศาลาว่าการกระทรวงต่างๆ ย่อมเพียงพอจะทำให้ราชการงานเมืองดำเนินไปได้เช่นปกติแล้ว เพียงพอที่จะทำให้รัฐบาลที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยวิธีใช้กำลังกลายเป็นรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายไปได้
หลังจากมาตรการทางตำรวจของเบาเออร์ก็ประสบความล้มเหลวเพราะไม่สามารถต่อสู้กับกองทหารของลุตวิตช์ได้ โดยเหตุนี้ เบาเออร์จึงตัดสินใจสั่งให้ย้ายรัฐบาลไปตั้งอยู่ที่เมืองเดรสเดน และด้วยความที่เบาเออร์ เป็นนายกรัฐมนตรีที่นิยมลัทธิโซเชียลิสต์มาแต่ไหนแต่ไร จึงได้วางแผนซ้อนขึ้น เพื่อคว่ำรัฐบาลของกาปป์ที่ขึ้นมาโดยวิธีการรัฐประหาร โดยก่อนที่จะย้ายคณะรัฐบาลออกจากกรุงเบอร์ลิน รัฐบาลได้ออกประกาศเรียกร้องชนกรรมาชีพให้พร้อมกันนัดหยุดงานครั้งยิ่งใหญ่ทั่วประเทศ และด้วยการตัดสินใจของเบาเออร์เช่นนี้ ทำให้การขึ้นสู่อำนาจของกาปป์ตกอยู่ในฐานะล่อแหลมโดยทันที เพราะถึงแม้กองทหารที่ยังคงภักดีต่อรัฐบาลจะลุกขึ้นต่อกรกับคณะรัฐประหาร มันก็ยังจะทำให้กาปป์ล่อแหลมน้อยกว่าการนัดหยุดงานทั่วไป เพราะกองทหารในบังคับบัญชาของฟอนลุตวิตช์อยู่ในฐานะจะเอาชนะกองทหารฝ่ายรัฐบาลได้ไม่ยากนัก แต่การที่จะทำให้กรรมกรทั้งประเทศกลับเข้าทำงานได้ เป็นวิธีที่ยากเย็นยิ่งนักของฝ่ายรัฐประหาร
ในค่ำวันที่ 13 มีนาคม 1920 นั้นเอง กาปป์ก็รู้สึกตัวว่าได้ตกเป็นเชลยของศัตรูหน้าใหม่เสียแล้ว เป็นศัตรูที่จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นโดยมิได้นึกฝัน ทั้งๆ ที่เมื่อตอนเที่ยงวันนั้นเอง กาปป์ยังนึกกระหยิ่มใจอยู่ว่าอำนาจการปกครองได้ตกอยู่ในกำมือของตนอย่างเด็ดขาดแล้ว ครั้นแล้วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง กรุงเบอร์ลินก็กลายเป็นอัมพาตไปด้วยการนัดหยุดงานอย่างพร้อมเพรียงของบรรดากรรมกร การนัดหยุดงานได้แผ่เข้าครอบงำแคว้นปรัสเซียทั้งแคว้น เมื่อดวงอาทิตย์ตกดินแล้ว กรุงเบอร์ลินนครหลงก็ตกอยู่ในความมืดสนิท ตามถนนไม่มียวดยานและผู้คนผ่านไปมาเช่นเคย ความสงบเงียบปกคลุมบริเวณชานกรุงอันเป็นย่านที่อยู่ของกรรมกร บริการสาธารณะทั้งหลายได้กลายเป็นอัมพาตไปเสียสิ้น แม้แต่นางพยาบาลและพนักงานตามโรงพยาบาลก็ยังพลอยผละงานด้วย การคมนาคมระหว่างแคว้นปรัสเซียกับภาคอื่นๆ ของเยอรมนีได้ขาดสะบั้นลงในตอนบ่ายวันที่ 13 มีนาคมนั้นเอง อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าชาวเบอร์ลินก็จะไม่มีอาหารกิน จะต้องอดอยากไปตามๆ กัน ทางด้านชนกรรมาชีพบรรดากรรมกรต่างตั้งอยู่ในความสงบทั่วกัน ไม่มีใครก่อการรุนแรงใดๆ ไม่มีใครก่อความวุ่นวายอะไรสักรายเดียว บรรดากรรมกรต่างทยอยกันออกจากโรงงานอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ในคืนวันที่ 13 ต่อวันที่ 14 มีนาคม เบอร์ลินมีอาการเสมือนหนึ่งจมอยู่ในห้วงแห่งนิทราอันสนิท พอรุ่งเช้าชาวเบอร์ลินก็ตื่นขึ้นมาพบชีวิตประจำวันที่แตกต่างไปกว่าเคย เบอร์ลินกลายเป็นนครที่ไม่มีขนมปัง ไม่มีน้ำและไม่มีแม้แต่หนังสือพิมพ์ แต่ทว่าความเงียบสงบก็ยังปกคลุมอยู่ในย่านชุมชน ตลาดที่เคยจอแจกลับเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว การนัดหยุดงานของกรรมกรรถไฟทำให้ไม่มีเครื่องบริโภคส่งเข้ามาจากหัวเมือง การนัดหยุดงานมีลักษณะเหมือนโรคระบาด มันลุกลามตีวงกว้างออกไปเป็นลำดับทั้งในวงงานสาธารณะและในวงงานเอกชน พนักงานโทรศัพท์และพนักงานโทรเลขต่างนอนเขลงอยู่กับบ้านไม่มีใครไปทำงาน ธนาคาร ห้างร้าน ภัตตาคาร ตลอดถึงร้านสุราและกาแฟต่างปิดเงียบไปตามๆ กัน มีข้าราชการจำนวนไม่น้อยไม่ยอมรับนับถือรัฐบาลคณะรัฐประหาร ซึ่งขึ้นสู่อำนาจอย่างผิดวิถีทางประชาธิปไตย การกระด้างกระเดื่องต่อรัฐบาลคณะรัฐประหารเช่นนี้ เบาเออร์หัวหน้าคณะรัฐบาลที่ชอบด้วยกฎหมายได้คาดหมายไว้ก่อนแล้ว จึงไม่รู้สึกพิศวงแต่อย่างใดในเมื่อเห็นมันลุกลามตีวงกว้างออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง ฝ่ายกาปป์หัวหน้ารัฐบาลฝ่ายรัฐประหารเมื่อหมดปัญญาจะจัดการกับการต่อต้านเงียบของบรรดากรรมกรก็หันไปขอร้องช่างเทคนิคและข้าราชการที่ตนไว้ใจ ให้ช่วยกันทำให้กลไกแห่งบริหารสาธารณะกลับเดินต่อไป แต่ทว่าสายไปเสียแล้ว แม้แต่จักรกลของรัฐเองก็พลอยเป็นอัมพาตไปด้วย
ในวันที่ 17 มีนาคม 1920 กาปป์ก็ประกาศว่าเขาขอสละตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแห่งรัฐบาลฝ่ายรัฐประหารโดยอ้างเหตุผลว่า เพราะ สถานการณ์ของประเทศเยอรมนีคับขันถึงขีดสุด ชอบที่พรรคการเมืองและพลเมืองทั้งหลายจะสมัครสนามสามัคคีกับเผชิญกับภัยแห่งการปฏิวัติของคอมมิวนิสต์
ปฏิบัติการ พันธมิตรฯ ล้มเหลวทางเทคนิค ชัยชนะทางสัญลักษณ์ (ของกลุ่มผู้สนับสนุน)
วันที่ 26 สิงหาคม 2551 กลุ่มพันธมิตรฯใช้กำลังบุกเข้าล้อม กระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และบุกยึดทำเนียบรัฐบาล และสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) เพื่อจะนำสัญญาณ ASTV มาออกอากาศแทนแต่ไม่สำเร็จ และการเข้ายึดสถานที่ราชการต่างๆ กลับไม่ได้ทำให้การบริหารงานของรัฐบาลหยุดชะงักลงไปตามที่หวังไว้ด้วย
|
ลำดับเหตุการณ์ ปฏิบัติการของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในวันที่ 26 สิงหาคม 2551
05.30 น. กลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นนักรบศรีวิชัยของพันธมิตรฯ จำนวน 80 คน บุกเข้าไปในบริเวณสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ถนนวิภาวดีรังสิต เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจค้นพบว่าบางคนพกพาอาวุธติดตัวด้วย
06.00 น. กลุ่มพันธมิตรฯ เดินทางทยอยกันมาที่เอ็นบีที หลังจากนั้นนายอมร อมรรัตนานนท์ แกนนำพันธมิตรฯ ที่นำขบวนเดินทางมาชุมนุม เปิดเผยว่า สาเหตุที่เข้ายึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เนื่องจากสถานีเป็นกระบอกเสียงให้กับรัฐบาล และให้ข้อมูลที่เป็นเท็จกับประชาชน จึงต้องมายึดเพื่อให้สถานีโทรทัศน์แห่งนี้ เพื่อให้กลับมาเป็นของประชาชน
07.00 น. กลุ่มพันธมิตรฯ จากสะพานมัฆวานรังสรรค์ได้เดินทางเข้ามาสมทบประมาณ 1000 คน โดยใช้รถบัส 10 คัน
08.30 น. กลุ่มพันธมิตรฯ ได้พยายามพังประตูด้านหน้า และบุกเข้าสถานี จากนั้นได้บุกเข้าห้องรับรองสถานีโทรทัศน์ เพื่อยับยั้งไม่ให้น.ส.ดวงพร อัศววิไล จัดรายการได้ จนทำให้สถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีไม่สามารถออกอากาศได้กลายเป็นจอดำ
09.00 น. เจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคนิคของสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี ได้พยายามเชื่อมต่อสัญญาณกับห้องส่งสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เพื่อออกอากาศรายการของเอเอสทีวีผ่านทางเอ็นบีทีแต่ไม่สำเร็จ
09.45 น. เอ็นบีทีสามารถออกอากาศได้ตามปกติอีกครั้ง โดยใช้วิธีการส่งสัญญาณจากภายนอก ต่อมาเวลา 09.50 น. กลุ่มพันธมิตรฯ ได้ยึดตึกวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเดียวกัน
10.00 น. กิตติ สิงหาปัด ผู้ประกาศข่าว ได้เดินทางมาที่สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที เพื่อหาข้อมูลสำหรับไปจัดรายการของตัวเอง แต่ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมไม่พอใจ และพยายามเข้ารุมทำร้ายและตะโกนประณามว่า "เป็นคนขายชาติ" แต่ทางการ์ดของกลุ่มพันธมิตรฯ ได้เข้าขวางกลุ่มชุมนุม และพยายามพาออกจากพื้นที่ ทั้งนี้ได้มีการปาขวดน้ำใส่รถแท็กซี่ที่นายกิตตินั่งออกไป
10.30 น. ที่กระทรวงคมนาคม พันธมิตรฯ ได้จัดแบ่งมวลชนส่วนหนึ่งจำนวน 2,000 คน เดินทางมาปิดล้อมตั้งแต่เวลาประมาณ 08.10 น. โดยให้เหตุผลว่าเป็นกระทรวงที่มีการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบหลายเรื่องโดยข้าราชการส่วนใหญ่พากันทยอยกลับบ้านทันที และหลังจากที่พันธมิตรฯ ยึดกระทรวงคมนาคมได้แล้ว ก็เดินข้ามไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และปิดประตูด้านหน้าไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปได้ ซึ่งกลุ่มพันธมิตรฯ สามารถเข้ายึดพื้นที่กระทรวงเกษตรได้สำเร็จเช่นเดียวกับกระทรวงคมนาคม และนอกจากกระทรวงคมนาคมและเกษตรและสหกรณ์แล้ว มีความเคลื่อนไหวที่กระทรวงการคลังเช่นกัน โดยกลุ่มพันธมิตรฯ นับพันคนบุกเข้าไปภายในกระทรวงการคลัง โดยได้พังประตูกลาง ซึ่งอยู่ระหว่างสำนักงบประมาณและสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ในช่วง 11.35 น. โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 40-50 นายที่อยู่หน้าประตูไม่สามารถทานแรงผลักของผู้ชุมนุมได้ และเมื่อกลุ่มประชาชนมีมากขึ้นทำให้ต้องปิดถนนซอยอารีย์สัมพันธ์ และถนนเรียบคลอง ประปาด้านข้างกระทรวงการคลังทั้งเส้น
13.00 น. ในช่วงบ่ายความเคลื่อนไหวคึกคักอีกครั้ง โดยในเวลา 13.15 น. ที่หน้าประตู 1 ทำเนียบรัฐบาล กลุ่มชายฉกรรจ์จำนวน 8 คน ได้วิ่งฝ่าเข้ามาในทำเนียบรัฐบาล โดยกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ผลักแผงเหล็กที่กั้นอยู่จนล้มลง หลังจากนั้นได้มีกลุ่มชายดังกล่าวได้วิ่งฝ่าเข้ามาในทำเนียบรัฐบาล นั่งอย่างสงบอยู่หลังรั้วตึกไทยคู่ฟ้า และไม่ได้ปีนรั้วเข้ามายังตึกไทยคู่ฟ้า หลังจากนั้นประมาณ 10 นาที แกนนำพันธมิตรฯ ก็ได้เรียกตัวกลับ และกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ยกแผงเหล็กมาวางไว้อย่างเดิม
13.30 น. ประตูทำเนียบฝั่งสะพานอรทัย บนเวทีปราศรัยมาตั้งอยู่บริเวณนี้ แกนนำบนรถส่งสัญญาณให้ผู้ชุมนุมลุกขึ้นเตรียมพร้อมและให้รอคำสั่งจากแกนนำที่จะบุกเข้าทำเนียบรัฐบาล ทั้งนี้ การชุมนุมบริเวณโดยรอบจะมีหน่วยรักษาความปลอดภัยของพันธมิตรฯ เดินตรวจตราอยู่โดยรอบ และได้มีการพกอาวุธอยู่ตลอดเวลา เช่น กระบอง และไม้กอล์ฟ
13.40 น. ประตูบริเวณสะพานอรทัยกลุ่มผู้ชุมนุมโดยมีสหภาพแรงงานเป็นแนวหน้าได้พังแผงเหล็กเดินเข้ามาหยุดอยู่บนบริเวณสะพานอรทัย ซึ่งถือเป็นจุดแรกที่พันธมิตรฯ เข้ามายังบริเวณทำเนียบรัฐบาล โดยบนเวทีได้มีการประกาศว่าจะมีการบุกเข้าไปแต่จะไม่ทำลายทรัพย์สินภายในทำเนียบรัฐบาล เพราะถือเป็นภาษีของประชาชน ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าประตูฝั่งสะพานอรทัยไม่ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยแต่อย่างใด มีเพียงแผงเหล็กที่นำมาปิดกั้นผู้ชุมนุมเท่านั้น
14.00 น. ขณะที่ทางด้านฝั่งประตู 1 ฝั่งสะพานชมัยมรุเชฐ แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้ประกาศให้ผู้ชุมนุมบุกเข้าทำเนียบฯ ไปที่สนามหญ้าตึกไทยคู่ฟ้า และประกาศว่าจะเข้าไปปราศรัย ภายในทำเนียบฯ จากนั้นผู้ชุมนุมก็ได้ทยอยเข้ามาทางด้านประตู 1 โดยมีการ์ดของพันธมิตรฯ เดินนำเป็นด่านหน้า นำกลุ่มผู้ชุมนุมเข้ามาปักหลักบริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ขัดขวางแต่อย่างใด ทั้งนี้ ในขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยอยู่บริเวณตึกไทยคู่ฟ้าประมาณ 150 คน และมีเจ้าหน้าที่หน่วยปราบจลาจลเตรียมแก๊สน้ำตาไว้หากมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น เตรียมพร้อมใช้แก๊สน้ำตาเข้าสลายการชุมนุมหลังจากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมฝั่งสะพานอรทัยก็ได้บุกเข้าไปสมทบกับกลุ่มพันธมิตรฯ บริเวณสนามหญ้าตึกไทยคู่ฟ้า จากนั้น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ขึ้นเวทีปราศรัยและกล่าวกับผู้ชุมนุมว่าขณะนี้เราสามารถเข้ายึดทำเนียบฯ ได้แล้ว
14.10 น. ที่ประตูทำเนียบรัฐบาลด้านคลองผดุงกรุงเกษม เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำแผงเหล็กมาปิดกั้น และไม่ยอมให้พันธมิตรฯ เข้าไปเมื่อ พล.ต.จำลองเห็นว่ามีการปิดกั้น จึงได้เดินเข้าไปเจรจาขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดทางซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ยอมเปิดทางแต่โดยดี หลังจากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมบางส่วนได้เข้าไปตัดกุญแจเหล็กประตูทำเนียบฯ และทำให้ผู้ชุมนุมบุกเข้าทำเนียบฯ ได้อย่างง่ายดาย เข้าไปสมทบกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณตึกไทยคู่ฟ้าอีกกลุ่มหนึ่งและได้นำเวทีปราศรัยเข้ามาจอดบริเวณหน้าประตู ขณะที่ พล.ต.จำลองได้ขึ้นไปบนรถหกล้อที่ดัดแปลงเป็นเวทีปราศรัย
15.00 น. สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ เดินฝ่ากลุ่มผู้ชุมนุมขึ้นประกาศชัยชนะบนบันไดตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ระบุว่า เป็นวันประวัติศาสตร์ของชาติไทยที่คนธรรมดาได้เข้ามาเหยียบตึกไทยคู่ฟ้าซึ่งเป็นของคนไทยมานานแล้ว เราจะไม่ออกจากทำเนียบฯ จนกว่าจะได้รับชัยชนะ เรากำลังทำให้รัฐบาลที่ไม่มีธรรมาภิบาลปล้นชาติปล้นแผ่นดินไทยรู้ไว้ว่าจะไม่สามารถปิดบังความชั่วร้ายได้ในการใช้อำนาจรัฐที่ผิดๆ พี่น้องด้านหน้าต้องร่วมกันเป็นผนังทองแดนกำแพงเหล็ก ใครจะมาทำอะไรก็ให้รู้ไปและเราจะไม่ทำลายข้าวของทุกอย่าง
19.30 น. ประชาชนหลายหมื่นคนหมุนเวียนเดินเข้าอออกทำเนียบรัฐบาล หลายคนนำอุปกรณ์การนอนและเสบียงอาหารมาสำรองไว้เพื่อการอยู่ค้างทำเนียบรัฐบาลตลอดทั้งคืนและมีการขนย้ายอุปกรณ์การเผยแพร่ภาพและเสียงถาวรเข้ามาในทำเนียบรัฐบาล โดยแกนนำพันธมิตรฯ หลายคนประกาศพร้อมให้ถูกจับกลางเวทีพันธมิตรฯ.
ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
|
ปฏิบัติการครั้งนี้ถูกวิพากษ์ วิจารณ์อย่างหนักจากหลายฝ่าย แม้แต่แนวร่วมด้านสื่อมวลชนของกลุ่มพันธมิตรฯ ก็ออกมาประณามการกระทำของพันธมิตรฯ โดยเฉพาะกรณีการบุกเข้ายึดสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (ดู: แถลงการณ์ร่วม 3 องค์กรสื่อ เรื่อง การคุกคามเสรีภาพและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน)
0 0 0
ความสำเร็จของทรอตสกี้ คือการใช้กองจรยุทธ์ใช้คนไม่กี่คนที่มีความชำนาญทางการทหารและทางเทคนิค ปฏิบัติการรวดเร็ว มีการซุ่มซ้อมจนแน่ใจ และเป็นปฏิบัติการลับ เน้นการเข้ายึดสถานที่ที่เป็นจักรกลขับเคลื่อนการบริการของรัฐให้แก่ประชาชน ไม่เน้นการเข้ายึดสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ทางอำนาจของรัฐ
ความล้มเหลวของกบฏ กาปป์-ลุตวิตซ์ ก็คือ ถึงแม้จะมีกองกำลังที่มีพลานุภาพและสามารถยึดสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ทางอำนาจของรัฐได้ แต่เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วย ก็ไม่สามารถที่จะทำการรัฐประหารได้สำเร็จ
ส่วนปฏิบัติการของพันธมิตรฯ นั้น ได้ล้มเหลวทั้งในแง่เทคนิคการรัฐประหารและการครองใจมวลชนส่วนใหญ่ของประเทศ
ทั้งนี้เราต้องเข้าใจด้วยว่าเทคนิคของทรอตสกี้ไม่สามารถใช้ได้ในยุคปัจจุบันได้อย่างเบ็ดเสร็จ เนื่องจากการขยายตัวของหน่วยบริการให้แก่ประชาชนนั้นไม่ได้อยู่ในมือของรัฐเพียงอย่างเดียว รวมทั้งกำลังคนของพันธมิตรฯ นั้นยังมีไม่มากพอที่จะปฏิบัติการแบบนั้นได้
รวมถึงความสุกงอมของสถานการณ์ อารมของคนในสังคมส่วนใหญ่ไม่ได้คล้อยตามกับแนวคิดของพวกเขา (แต่หากลองย้อนกลับไปคิดว่า หากพันธมิตรปฏิบัติการเช่นนี้ในสมัยวิกฤตก่อนที่ทักษิณจะลงจากอำนาจ อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง!?)
แต่กระนั้นในขณะเดียวกันสำหรับกลุ่มมวลชนที่สนับสนุนพวกเขา ยุทธการครั้งนี้ได้สร้างชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ครั้งสำคัญ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาไม่ใช่ม๊อบชนชั้นกลางที่เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ แต่สามารถปฏิบัติการครั้งสำคัญ เกือบกับที่จะเป็นการรัฐประหารโดยประชาชน
ซึ่งไม่มีสักครั้งที่กลุ่ม ภาคประชาชน (แสนดีอื่นๆ) ไม่สามารถทำได้แค่เศษเสี้ยวกับปฏิบัติการของพวกเขา!?
ส่วนการหวังผลให้รัฐใช้ความรุนแรงในการปราบปรามนั้น คงยังจะต้องดูกันต่อไป (รายงานชิ้นนี้เขียนเสร็จ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2551 เวลา 21.45 น. ซึ่งยังไม่มีความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น)
ที่มา
หนังสือ คู่มือรัฐประหาร (COUP DÉTAT: THE TECHNIQUE OF REVOLUTION), Curzio Malaparte แปลโดย จินดา จินตนเสรี, สำนักพิมพ์เกวียนทอง, 2500
http://www.taharn.net/war/49j15coup.html
http://en.wikipedia.org/wiki/Kapp_Putsch
|