สมศรี หาญอนันทสุข
ผู้สังเกตการณ์นานาชาติการเลือกตั้งเขมร คณะอันเฟรล
ขณะที่ประเทศไทยกำลังถกเถียงไปไกลถึงขนาดว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ประเทศไทยได้ปราสาทพระวิหารกลับมาเป็นของประเทศไทย หรือจะผลักดันให้คนเขมรออกไปจากพื้นที่ทับซ้อนได้อย่างไร
การถกเถียงเพื่อประโยชน์และการเมืองแบบเดียวกันนี้มันเกิดขึ้นที่ฝั่งเขมรในขณะนี้เช่นกัน
ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางมาเขมรเพื่อลงพื้นที่ทำงานด้านการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้มีความพิเศษและน่าสนใจกว่าครั้งอื่นๆ คงไม่ใช่เป็นการสังเกตการณ์การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร (จำนวน 123 คน) เหมือนที่ผ่านมา แต่ทำให้ได้รู้ความรู้สึกนึกคิดของคนเขมรต่อเรื่องพระวิหารด้วย ไม่มากก็น้อย บรรยากาศทั่วไปในกรุงพนมเปญยังสงบ มีคนไทยเข้าออกตามปกติ ไม่มีการด่าทอหรือพูดจาเหยียดหยามว่าร้ายให้ได้ยินแม้ว่าจะรู้ว่าเป็นคนไทย
ยอมรับว่าสื่อภาษาเขมรลงข่าวปราสาทพระวิหารมากกว่าข่าวการรณรงค์ของพรรคการเมือง การที่รัฐบาลเขมรซึ่งนำโดยพรรคของนายกฮุนเซน ได้ใช้เรื่องการจดทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกได้สำเร็จ มาเป็นประเด็นหาเสียงให้พรรค CPP นั้น หลายคนกล่าวว่าได้ทำให้คะแนนนิยมของนายกฮุนเซนเพิ่มมากขึ้นกว่าเก่า และนายกฮุนเซนมักจะบอกประชาชนว่าเขมรได้ปราสาทคืนกลับมาแล้ว สำหรับ คนเขมรที่ไม่ชอบนายฮุนเซนก็จะบอกว่า นายกผู้มีอำนาจล้นฟ้าผู้นี้วางแผนจดทะเบียนพระวิหารมาก่อนหน้าเป็นปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมาเตรียมการอย่างที่เราเห็น
เรื่องนี้ฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมาโจมตีว่าการที่รัฐบาลพยายาามให้พระวิหารจดทะเบียนสำเร็จใกล้ฤดูกาลเลือกตั้งก็เพราะต้องการใช้ความสำเร็จนี้เป็นเครื่องมือหาเสียงมากกว่า แท้ที่จริงฝ่ายค้านต่างต้องการให้ชะลอการจดทะเบียนออกไป เพราะเขาถือว่าการจดเป็นมรดกโลกเพียงแค่ตัวปราสาทพระวิหารโดยไม่ได้ผนวกพื้นที่ทับซ้อนเข้าไปด้วยนั้น ไม่ถือเป็นความสำเร็จ แต่กลับกลายเป็นความล้มเหลวที่ไม่สามารถยึดพื้นที่บริเวณรอบปราสาทมาด้วย ฝ่ายค้านเห็นว่าการทำแบบนี้ทำให้เขมรได้พื้นที่น้อยลง สู้ยังไม่จดทะเบียนดีกว่า บ้างก็ไม่เข้าใจนายฮุนเซนที่มักจะบอกประชาชนว่าตนได้ยึดคืนปราสาทมาให้คนเขมรได้แล้ว เพราะปราสาทพระวิหารก็เป็นของเขมรอยู่แล้ว ไม่ได้ไปไหน
อย่างไรก็ตามเรื่องนี้นายฮุนเซนยังได้ประโยชน์สองต่ออยู่ดี เพราะข่าวความขัดแย้งกับไทยสามารถเบี่ยงเบนกระแสความเกลียดชังคนเวียดนามลงไปได้มาก เรื่องคนเวียดนามเข้ามาเลือกตั้งให้พรรค CPP ไม่ใช่เรื่องใหม่ มักจะอ้างกันในช่วงเลือกตั้งทุกครั้ง การกล่าวหาในเรื่องนี้ได้ถูกประเด็นปราสาทพระวิหารสยบการกล่าวหาดังกล่าวลงไปได้มาก
สำหรับคนชาวต่างชาติที่เข้ามาสังเกตการณ์การเลือกตั้งหลายร้อยคนรวมทั้งพวกที่อาศัยอยู่ในประเทศกัมพูชาต่างก็รู้สึกว่า เรื่องปราสาทพระวิหารนอกจากจะเป็นเรื่องการเมืองภายในของทั้งสองประเทศที่นำเรื่องนี้มาใช้เป็นประโยชน์ต่างๆนานาแล้ว เขายังมองว่าประเทศไทยเป็นประเทศใหญ่ที่กำลังรังแกประเทศเล็ก หรือขี้แพ้ชวนตี เป็นพวกไม่เคารพการตัดสินของศาลโลก และ UNESCO ใครๆก็รู้ว่าปราสาทพระวิหารเป็นของเขมร ไม่ใช่ของไทย จึงไม่มีสาระอะไรที่จะมาทวงคืน นั่นเป็นความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ในสังคมโลกขณะนี้
|