ประชาไท สลิมค้นข่าวประชาไท
   
รับบริจาค
ข่าวมอนิเตอร์ประจำวันที่ 14 พฤษภาคม 2551 พิมพ์บทความนี้

เศรษฐกิจ

 

เบี้ยวหนี้รูดปื๊ดไตรมาสแรกพุ่ง    ชี้ค่าครองชีพสูงหารายได้ไม่ทัน

หนี้เอ็นพีแอลบัตรเครดิต-สินเชื่อบุคคลไตรมาสแรกพุ่งเกิน 22% ชี้ค่าครองชีพสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่รายได้เพิ่มขึ้นไม่เพียงพอ เชื่อไม่ตั้งใจเบี้ยวหนี้ ธปท.จับตาใกล้ชิด

 

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานการให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคลสิ้นไตรมาสแรกปีนี้ ระบุว่า สินเชื่อส่วนบุคคลรวมของธนาคารพาณิชย์ และผู้ประกอบธุรกิจที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (นอนแบงก์) ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2551 อยู่ที่ 10,846,204 บัญชี เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน 719,200 บัญชี หรือ 7.1% มียอดคงค้างสินเชื่อส่วนบุคคลรวม 206,552 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน 16,981 ล้านบาท หรือ 8.96%

 

นอกจากนี้ สัดส่วนหนี้เอ็นพีแอลของสินเชื่อบุคคลรวมทั้งระบบ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2551 ที่มียอดคงค้างหนี้เอ็นพีแอลรวม 9,580 ล้านบาท เทียบกับเดือนมีนาคม 2550 พบว่า มีหนี้เอ็นพีแอลเพิ่มขึ้น 1,799 ล้านบาท หรือ 23.12%

 

ส่วนการให้บริการบัตรเครดิตและสินเชื่อบัตรเครดิตของระบบสิ้นไตรมาสแรกปี 2551 ผู้ให้บริการบัตรเครดิตทั้งหมดมีบัตรเครดิตอยู่ในระบบทั้งสิ้น 12,064,293 บัตร เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 976,950 ล้านบาท หรือ 8.81% มียอดคงค้างสินเชื่อบัตรเครดิตรวมสิ้นเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ทั้งสิ้น 174,765.40 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8,382.62 ล้านบาท หรือ 5.04%

 

อย่างไรก็ตาม ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในเดือนมีนาคม 2551 มียอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตรวม 80,147.58 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน 9,770 ล้านบาท หรือ 13.88% และมียอดการเบิกเงินสดผ่านบัตรทั้งสิ้น 18,589.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 729.83 ล้านบาท หรือ 4.09%

 

ขณะเดียวกันยอดคงค้างหนี้เอ็นพีแอลของสินเชื่อบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นมากเช่นเดียวกับสินเชื่อส่วนบุคคล โดยสิ้นเดือนมีนาคมปีนี้ มีหนี้เอ็นพีแอลรวมทั้งสิ้น 6,033.62 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 1,096.88 ล้านบาท หรือ 22.22%

 

รายงานข่าวระบุว่า การเพิ่มขึ้นของหนี้เอ็นพีแอลสินเชื่อบุคคลและสินเชื่อบัตรเครดิตที่สูงกว่า 22% ประเมินว่า น่าจะเกิดขึ้นจากภาวะค่าครองชีพที่สูงขึ้นมาก ขณะเดียวกันรายได้ของประชาชนยังไม่เพิ่มขึ้นรวดเร็วเพียงพอ ทำให้เกิดปัญหาต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้าให้ลดลง และส่งผลให้จำนวนรายที่มีปัญหาไม่สามารถชำระค่างวด หรือผ่อนส่งบัตรเครดิตได้มีมากขึ้น ทั้งที่ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะเบี้ยวหนี้ของสถาบันการเงิน โดย ธปท.จะจับตาการเพิ่มขึ้นของหนี้เอ็นพีแอลของสินเชื่ออุปโภคบริโภคต่อไป โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคลของธนาคารพาณิชย์ไทยที่เพิ่มขึ้นถึง 64.45%

ที่มา: http://www.komchadluek.net

 

ครม.อุ้ม"ข้าราชการชั้นผู้น้อย" อนุมัติเพิ่มเงินค่าครองชีพ6%

ครม.ไฟเขียวขยายเพดานเงินเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวข้าราชการ-ลูกจ้างประจำเฉลี่ย 6% ไม่เกิน 8.2 พันบาท และขั้นสูงไม่เกิน 1.17 หมื่นบาท ชี้มีผู้ได้รับอานิสงส์ 3 แสนคน "สุรพงษ์" ระบุเลือกปรับเพิ่มค่าครองชีพแทนการขึ้นเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา "เงินเฟ้อ" เร่งตัว ด้านแบงก์ชาติเกาะติดเงินเฟ้อใกล้ชิด เตรียมนำเข้าพิจารณาที่ประชุมกนง. 21 พ.ค.นี้

 

น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (13 พ.ค.) มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือการครองชีพข้าราชการระดับต้น โดยปรับเพิ่มเพดานเงินเดือนข้าราชการที่ได้รับค่าครองชีพชั่วคราว เพิ่มขึ้นจากอัตราขั้นต่ำ 7.7 พันบาท เป็นไม่เกิน 8.2 พันบาท และขั้นสูงจากอัตรา 1.1 หมื่นบาท เป็นไม่เกิน 1.17 หมื่นบาท โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2551 เป็นต้นไป

 

"ครม.เห็นชอบให้เพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวให้กับข้าราชการระดับซี 5 ลงมาหรือข้าราชการชั้นผู้น้อย เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น โดยผู้ที่ได้เงินเดือนรวมกับค่าครองชีพชั่วคราวเดิม กำหนดไว้ในอัตราไม่เกิน 7.7 พันบาท จะให้เพิ่มเป็นไม่เกิน 8.2 พันบาท ส่วนผู้ที่ได้รับเงินเดือนรวมกับค่าครองชีพชั่วคราวเดิมที่กำหนดไว้ในอัตราไม่เกิน 1.1 หมื่นบาท จะให้เพิ่มเป็นไม่เกิน 1.17 หมื่นบาท" น.พ.สุรพงษ์ ระบุ

 

น.พ.สุรพงษ์ กล่าวว่า มาตรการดังกล่าวทำให้ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการครู ทหาร ตำรวจ และลูกจ้างประจำ ได้รับค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นจากเดิมประมาณ 6% หรือ 500 บาทต่อเดือน จากปัจจุบันที่ค่าครองชีพของข้าราชการเพิ่มขึ้นประมาณ 5-600 บาทต่อเดือน ขณะที่ทั้งปีคาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ 5-5.5% โดยจะใช้งบตั้งแต่เดือนพ.ค.-ก.ย.2551 เป็นเงิน 340 ล้านบาท ส่วนปีงบประมาณ 2552 จะใช้งบประมาณทั้งสิ้น 813 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ ในส่วนของลูกจ้างชั่วคราวนั้น จะให้หน่วยงานที่มีการจ้างลูกจ้างชั่วคราวเป็นผู้พิจารณาปรับเพิ่มค่าครองชีพชั่วคราวตามงบประมาณที่มีอยู่และตามความเหมาะสม

 

ยันยังศึกษาขึ้นเงินเดือน

น.พ.สุรพงษ์ ย้ำว่า การที่รัฐบาลเลือกปรับเพิ่มเพดานค่าครองชีพ ให้ข้าราชการระดับต้นเท่านั้น เพื่อช่วยเหลือข้าราชการระดับล่างให้มีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงตัวเองและครอบครัว และไม่ต้องการทำให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น พร้อมระบุว่า รัฐบาลยังมีแนวคิดที่จะปรับเงินเดือนข้าราชการทั้งระบบอยู่ แต่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการศึกษา เพราะต้องพิจารณาความสมดุลของรายได้รัฐว่าจะเพียงพอหรือไม่ รวมถึงผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อที่จะเพิ่มขึ้น

 

นางสาวศุภรัตน์ นาคบุญนำ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ปัจจุบันข้าราชการซี 5 ลงมาหรือเทียบเท่า ที่มีอัตราเงินเดือนไม่ถึง 1.1 หมื่นบาท จะได้รับค่าช่วยเหลือการครองชีพในอัตรา 1 พันบาท โดยเมื่อนำเงินช่วยเหลือการครองชีพรวมกับเงินเดือนแล้วต้องมีรายได้รวมไม่เกิน 1.1 หมื่นบาท และหากข้าราชการได้รับเงินช่วยเหลือการครองชีพในอัตรา 1 พันบาท และรวมกับเงินเดือนแล้วไม่ถึง 7.7 พันบาท ก็ให้เพิ่มเป็น 7.7 พันบาท

 

อย่างไรก็ตามจากภาวะค่าครองชีพที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเห็นได้จากดัชนีราคาผู้บริโภคเฉลี่ย 4 เดือนแรกของปีนี้เพิ่มขึ้นในอัตรา 3.8% ทำให้ข้าราชการระดับต้นได้รับผลกระทบและมีรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ ดังนั้น ที่ประชุมครม.จึงมีมติเห็นชอบให้ขยายเพดานเงินเดือนจากที่กำหนดไว้ไม่เกิน 7.7 พันบาท เป็นไม่เกิน 8.2 พันบาท และขยายเพดานเงินเดือนขั้นสูงจากที่กำหนดไว้ไม่เกิน 1.1 หมื่นบาท เป็นไม่เกิน 1.17 หมื่นบาท

 

ข้าราชการ 3 แสนคนรับประโยชน์

พร้อมกันนั้นที่ประชุมครม.มอบหมายให้กระทรวงการคลังแก้ไขระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าครองชีพชั่วคราวของข้าราชการและลูกจ้างประจำของส่วนราชการตามแนวทางที่ครม.มีมติให้ความเห็นชอบ รวมทั้งให้ปรับเงินช่วยเหลือการครองชีพของเจ้าหน้าที่รัฐอื่นที่ได้รับเงินในลักษณะเดียวกันให้สอดคล้องกับการเพิ่มค่าครองชีพของข้าราชการดังกล่าว

 

นางสาวศุภรัตน์ ระบุว่า ข้าราชการและลูกจ้างประจำที่ได้รับผลประโยชน์จากการปรับเพิ่มเงินช่วยเหลือการครองชีพข้าราชการมีจำนวน 3.01 แสนคน ได้แก่ ข้าราชการพลเรือนสามัญ จำนวน 8.47 หมื่นคน บุคลากรทางการศึกษา จำนวน 707 คน ครู จำนวน 2.99 หมื่นคน ทหาร จำนวน 6.49 หมื่นคน ตำรวจ จำนวน 6.1 หมื่นคน ลูกจ้างประจำจำนวน 5.98 หมื่นคน

 

คาดเบิกจ่ายได้ก.ค.นี้

นายมนัส แจ่มเวหา รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลางกล่าวว่า ค่าครองชีพของข้าราชการขั้นต้นที่ปรับเพิ่มขึ้นตามมติครม.วานนี้จะเริ่มเบิกจ่ายได้จริงประมาณเดือนก.ค.นี้ เนื่องจากยังมีขั้นตอนที่ต้องปฏิบัติตามระเบียบราชการ กล่าวคือ เมื่อครม.เห็นชอบแล้ว กรมบัญชีกลางจะต้องทำการร่างระเบียบเพื่อนำเสนอครม.เห็นชอบอีกครั้ง จากนั้นจะมีการตรวจร่างโดยกรรมการตรวจร่างและนำเสนอกลับไปที่ครม.และส่งกลับมาที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเพื่อลงในราชกิจจานุเบกษา

 

“ขั้นตอนดังกล่าวน่าจะใช้เวลา 2 เดือน กว่าจะสามารถเบิกจ่ายได้จริง โดยคาดว่าในเดือนก.ค.จะสามารถเบิกจ่ายได้ แต่ข้าราชการก็จะได้เงินตกเบิกตามระยะเวลาที่มีผลบังคับใช้”

 

ส่งตีความค่าเล่าเรียนบุตร

นายมนัส กล่าวอีกว่า กรณีปัญหาการไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายพิเศษสำหรับค่าเล่าเรียนของบุตรข้าราชการจากต้นสังกัด เกิดจากการยกเลิกประกาศระเบียบการเบิกจ่ายของกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เมื่อครั้งที่นายวิจิตร ศรีสอ้าน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 28 ม.ค.2551 โดยเห็นตามรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 49 ที่ระบุว่า รัฐต้องจัดการศึกษาไม่น้อยกว่า 12 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

 

ขณะนี้สำนักงานการประถมศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า หากจะมีการจัดเก็บค่าเล่าเรียนพิเศษ หรือ ค่าบำรุงการศึกษาอื่นๆ ของโรงเรียนนั้น ถือว่าเป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งขณะนี้กฤษฎีกายังไม่ได้ตอบข้อหารือ

 

"หากกฤษฎีกาตอบว่า สามารถทำได้ กรมบัญชีกลางก็ไม่ขัดข้องที่จะมีการเบิกจ่ายตามระเบียบ แต่ขณะนี้ กฤษฎีกายังไม่ได้ตอบข้อหารือมา ดังนั้น จึงต้องเป็นไปตามระเบียบเดิม"

 

ทั้งนี้ในปีงบประมาณรายจ่ายปี 2551 ได้ประมาณการรายจ่ายสำหรับการศึกษาไว้จำนวน 4,712 ล้านบาท และ งบประมาณปี 2552 ได้ประมาณการไว้จำนวน 5,125 ล้านบาท

 

แบงก์ชาติเกาะติดเงินเฟ้อ

ดร.ธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า แม้ว่าเศรษฐกิจจะยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ต่อเนื่องแต่อัตราเงินเฟ้อกลับปรับเพิ่มสูงขึ้น เห็นได้จากเงินเฟ้อทั่วไปล่าสุดในเดือนเม.ย.ที่ขยายตัวถึง 6.2% และเงินเฟ้อพื้นฐานขยายตัว 2.1% จากการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและอาหาร ทำให้ ธปท.ต้องติดตามดูการเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเงินเฟ้อพื้นฐาน ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งถัดไปในวันที่ 21 พ.ค.นี้ ธปท.ก็จะนำข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดพิจารณานโยบายการเงินที่เหมาะสม

 

"ความเสี่ยงต่อการขยายตัวเศรษฐกิจและเงินเฟ้อทำให้ปี 2551 เป็นปีที่ท้าทาย แต่เชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถรับปัญหาต่างๆ เพราะยังมีช่องทางในการดำเนินนโยบายและเศรษฐกิจก็ยังมีความยืดหยุ่น" ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว

 

แม้ว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความยืดหยุ่นพอที่จะรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปีนี้ แต่ในระยะปานกลางและระยะยาว ดร.ธาริษา ระบุว่ารัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ

 

ยันบาทอ่อนแค่ช่วงสั้น

ดร.ธาริษา ยังกล่าวถึงระดับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อวันที่ 12 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า เป็นผลมาจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อเงินดอลลาร์ แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นว่ามีการเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินแต่อย่างใด

 

"การอ่อนค่าลงน่าจะเป็นลักษณะช่วงสั้นๆ เป็นเพราะมุมมองของต่างชาติมองว่าค่าเงินดอลลาร์ผันผวนซึ่งแบงก์ชาติก็ดูแลอยู่ เราดูให้เป็นไปตามตลาดซึ่งเป็นนโยบายที่มีมาก่อนหน้านี้แล้วว่าจะดูไม่ให้ค่าเงินเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป ไม่ให้ผันผวน แต่จริงๆ ตอนนี้ก็ยังไม่เห็นว่ามีความผันผวน" ดร.ธาริษากล่าว

 

สุวิทย์เชื่อจีดีพีโตเข้าเป้า

นายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ภายใต้ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกหลายอย่างทั้งปัญหาซับไพร์มและวิกฤติอาหาร เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยยังมีสถานะที่ดีและน่าลงทุนกว่าหลายประเทศ โดยเหตุผลที่เศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยในไตรมาสแรกการดัชนีบริโภคขยายตัวได้ถึง 7% การลงทุนขยายตัวได้ 5% และการส่งออกก็ยังขยายตัวได้ดีถึง 20.8% ทำให้คาดว่าจีดีพีปีนี้น่าจะขยายตัวได้ตามที่คาดการณ์ที่ 4.5-5%

 

ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมของไทยก็มีความน่าสนใจที่จะลงทุน เพราะมีอุตสาหกรรมพื้นฐานที่แข็งแกร่งเช่น ปิโตรเคมี อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโทรคมนาคม และธุรกิจเอกชนหลายแห่งก็ได้รับการพิจารณาส่งเสริมการลงทุน ทั้งปิโตรเคมี รถยนต์ และพลังงานทางเลือก ประกอบกับบรรยากาศการลงทุนที่ดีของไทย เช่น กฎเกณฑ์การลงทุนต่างๆ ที่ก็เอื้อต่อการลงทุน

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com

 

ธปท.ออกโรงเตือนเงินบาทยังผันผวน

ธปท.เตือนค่าเงินบาทยังมีแนวโน้มผันผวน แม้ช่วงนี้อ่อนค่าลง ระบุเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกเติบโตดี ชี้ปัจจัยเสี่ยงเป็นเรื่องเงินเฟ้อและเศรษฐกิจสหรัฐ คาดเงินเฟ้อยังไม่ถึงจุดสูงสุดหลังราคาน้ำมันทะยานไม่หยุด

 

นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงค่าเงินบาทที่มีทิศทางอ่อนค่าลงในรอบ 2 เดือนครึ่งว่า ธปท.ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่การอ่อนค่าระดับดังกล่าวไม่ถือว่าอ่อนค่าลงรุนแรง เพราะมีทั้งแรงซื้อและแรงขายจากผู้ส่งออกและนำเข้าสลับกันเข้ามา ซึ่งค่าเงินบาทที่อ่อนลงจะเป็นภาวะชั่วคราว และยังมีแนวโน้มผันผวน โดยต้องติดตามการเคลื่อนไหวเงินดอลลาร์สหรัฐ และ ธปท.จะดูแลค่าเงินบาทไม่ให้อ่อนค่าและแข็งค่าเร็วเกินไป และไม่ให้มีการเก็งกำไร จะให้เคลื่อนไหวไปตามอุปสงค์และอุปทานของตลาด

 

ส่วนภาพรวมภาวะเศรษฐกิจไทยนั้น นางธาริษากล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกเติบโตกว่า 6% การลงทุนการบริโภคเติบโตได้ดี โดยการลงทุนขยายตัวถึง 7.2% การส่งออกเติบโต 21% ประเทศไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 3,000 ล้านดอลลาสร์สหรัฐ และคาดว่าทั้งปีจะเกินดุล 4,000-7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการเบิกจ่ายของรัฐบาลเป็นตัวสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจอีกทางหนึ่ง ขณะเดียวกัน การลงทุนในโครงการเมกะโปรเจกต์ของรัฐบาลจะเป็นตัวกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนให้ตามมาในอนาคต

 

"ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามคือ ภาวะเศรษฐกิจสหรัฐที่หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าอาจจะชะลอตัวลงอีก และอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้น ซึ่งในเดือนเมษายน อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานสูงถึง 6.2% ธปท.ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะคาดว่าเงินเฟ้อยังไม่ถึงจุดสูงสุด เนื่องจากราคาน้ำมันตลาดโลกยังปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง และผลกระทบเงินเฟ้อต่อราคาสินค้าอาจจะมีเพิ่มขึ้น" นางธาริษากล่าว

 

ด้านนายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า มั่นใจอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังจะเติบโตกว่าครึ่งปีแรก มีพื้นฐานเศรษฐกิจที่มั่นคงและแข็งแกร่ง และมีบรรยากาศการลงทุนที่ดี โดยธนาคารโลกจัดอันดับให้ไทยอยู่อันดับที่ 15 จาก 178 ประเทศ ที่มีสภาพแวดล้อมน่าลงทุน ซึ่งไทยจะมีการปรับกฎระเบียบด้านส่งเสริมการลงทุนให้สะดวกและเอื้อต่อนักลงทุนต่างชาติมากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งโครงการเมกะโปรเจกต์ โดยวางงบประมาณการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานทั้งระบบขนส่ง ชลประทาน โทรคมนาคม และอื่นๆ ในปี 2551-2554 ไว้ 6.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นโครงสร้างพื้นฐาน 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขนส่ง 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ระบบชลประทาน 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นต้น

ที่มา: http://www.komchadluek.net

 

บินไทยเลิกเที่ยวบิน กรุงเทพฯ-เฉิงตู1วัน รอจีนเปิดบริการใหม่

การบินไทยสั่งยกเลิกเที่ยวบิน กรุงเทพฯ-เฉิงตู อีก 1 วัน ระบุพร้อมใช้เครื่องบินขนาดใหญ่กว่าเดิม เพื่อรองรับผู้โดยสารตกค้าง หลังสนามบินเปิดให้บริการตามปกติ พร้อมเตรียมเครื่องอุปโภคบริโภคช่วยเหลือผู้ประสบภัย

 

เรืออากาศเอกประวิทย์ ชินวัตร รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การบินไทยได้จัดสิ่งของเครื่องใช้อุปโภคบริโภค เช่น ผ้าห่ม ภาชนะบรรจุอาหาร อาหารแห้ง น้ำ ยารักษาโรค และเครื่องนุ่งห่ม จำนวน 9 หมื่นชิ้น เพื่อจัดส่งไปยังประเทศพม่า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติพายุไซโคลนนาร์กีส ซึ่งได้จัดส่งเที่ยวบินทีจี 305 ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ เมื่อเวลา 17.50 น.และถึงย่างกุ้งเวลา 18.45 น.

 

นอกจากนี้ยังจะให้ความช่วยเหลือในการนำสิ่งของเครื่องใช้อุปโภคบริโภคไปยังมณฑลเสฉวน ในจีน ซึ่งเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายหมื่นคน โดยการบินไทยจะจัดส่งสิ่งของเพื่อส่งไปช่วยเหลือทันที หลังจากสนามบินเฉิงตูเปิดให้บริการเที่ยวบินต่างประเทศ

 

ส่วนการเดินทางไปยังเมืองเฉิงตูนั้น ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ที่ผ่านมา การบินไทยยังคงประกาศยกเลิกเที่ยวบินไป-กลับ กรุงเทพฯ-เฉิงตู 1 วัน เนื่องจากสนามบินยังไม่เปิดให้บริการเที่ยวบินจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หากวันที่ 14 พฤษภาคม สนามบินเฉิงตูเปิดทำการได้ตามปกติ การบินไทยก็เตรียมเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่และมีที่นั่งมากขึ้น เพื่อรองรับผู้โดยสารที่ตกค้างในการเดินทางได้ทันที

 

ทั้งนี้ การบินไทยทำการบินเส้นทางกรุงเทพฯ-เฉิงตู ไป-กลับในช่วงที่ผ่านมา วันละ 1 เที่ยวบิน ในวันอังคาร พุธ พฤหัสบดี ศุกร์ และอาทิตย์ ด้วยเครื่องบินแอร์บัส เอ

 

 

ต่างประเทศ

 

 

เกิดอาฟเตอร์ช็อกอีกพันครั้งตาย-สูญหายพุ่งนานาชาติระดมช่วยจีนเต็มที่

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานความคืบหน้าเหตุแผ่นดินไหววัดความสั่นสะเทือนได้ 7.8 ริกเตอร์ จุดศูนย์กลางในมณฑลเสฉวน ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนว่า ล่าสุดเมื่อเวลา 15.10 น.ตามเวลาท้องถิ่น ตรงกับเวล 14.10 น.วันอังคารตามเวลาประเทศไทย เกิดอาฟเตอร์ช็อกที่เมืองเฉิงตู เมืองหลวงของมณฑลเสฉวนทางตะวันตกของจีนวัดระดับความรุนแรงได้ 6.1 ริกเตอร์ถือเป็นอาฟเตอร์ช็อคที่รุนแรงที่สุดในจำนวนเกือบ 1,195 ครั้งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องหลังแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ผ่านไป สร้างความตื่นตระหนกให้ประชาชนวิ่งหนีตายกันจ้าละหวั่นอีกครั้ง

 

คาดยอดตาย-พุ่งหลายหมื่นคน

ขณะที่สถานการณ์ผลกระทบหลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวในจีนยังน่าเป็นห่วง มีรายงานผู้เสียชีวิตพุ่งเกินกว่า1หมื่นคนแล้วในมณฑลเสฉวน เฉพาะในเมืองเหมียนจู ซึ่งอยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวมีผู้คนจำนวนมากถูกฝังอยู่ใต้ซากปรักหักพังทั้งโรงเรียน โรงพยาบาลและโรงงาน ซึ่งบ่งชี้ว่ายอดผู้เสียชีวิตจะพุ่งขึ้นไปอีกเป็นหลายหมื่นคน

 

โดยสำนักข่าวซินหัวยืนยันตัวเลขผู้เสียชีวิตจาก 8 มณฑลได้แก่ เสฉวน กันซู่ ส่านซี ฉงชิ่ง หยุนหนัน ซันซี กุ้ยโจว หูเป่ย ทั้งสิ้น 12,000 คน สูญหายกว่า 60,000 คน และยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเพียงเท่านี้ ด้านอาคารที่พักอาศัยพังทลายไปแล้วกว่า 500,000 หลัง

 

ระดมทหาร-ตร.กว่า5หมื่นลงพื้นที่

ช่วงเช้าวันเดียวกัน ประธานาธิบดีหู จิ่น เทา เรียกประชุมฉุกเฉินคณะกรรมการกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่ประชุมมีคำสั่งเน้นย้ำให้ทุกภาคส่วนเข้าให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพื่อลดความสูญเสียให้น้อยที่สุด พร้อมให้ทหารกว่า 50,000 นาย ตำรวจ แพทย์ทุกหน่วยและหน่วยบรรเทาสาธารณภัยให้ความช่วยเหลือทั้งด้านอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค เสื้อผ้าเข้าไปในท้องที่ เร่งฟื้นฟูระบบการสื่อสาร การจราจรให้เร็วที่สุด นอกจากนั้น ที่ประชุมได้มีคำสั่งแต่งตั้งให้ตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากแผ่นดินใหว โดยให้นายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่า เป็นผู้บัญชาการ ในการดูแลงานทั้งหมด นอกจากนี้ ยังได้อนุมัติเงินช่วยเหลือฉุกเฉินก้อนแรกจำนวน 200 ล้านหยวน และจัดสร้างเต็นท์ที่พักชั่วคราวให้ประชาชนได้พักอาศัยกว่า 5,000 หลังแล้ว ทางด้านประชาชนในเมืองเฉิงตูกว่า 4,000,000 คน ต้องออกมานอนกันข้างถนน เนื่องจากทางการจีนยังไม่อนุญาตให้ผู้รอดชีวิตกลับเข้าไปในอาคาร ขณะที่บางส่วนกลายเป็นคนไร้บ้าน เพราะแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวทำให้บ้านพักพังเสียหาย

 

สื่อทางการจีนรายงานด้วยว่า การกู้ภัยและการจัดส่งความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในมณฑลเสฉวน โดยเฉพาะอ.เวิ่นชวน อ.หลี่ อ.เม่า และเป่ยชวน เป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากถนนได้รับความเสียหายยังไม่สามารถใช้การได้ ขณะที่สถานการณ์ย่ำแย่ลงอีก เพราะมีฝนตกลงมาอย่างหนัก การสื่อสารถูกตัดขาด นอกจากนี้ ยังมีปัญหาทัศนวิสัยทำให้เฮลิคอปเตอร์ของทหารไม่สามารถเดินทางไปยังพื้นที่ประสบภัยได้ หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นอาจต้องใช้วิธีลำเลียงความช่วยเหลือและเจ้าหน้าที่ลงไปในพื้นที่โดยใช้ร่มชูชีพ ส่วนสภาพถนนในพื้นที่เขตภัยพิบัติที่เต็มไปด้วยก้อนหินและซากปรักหักพังนั้น นายกรัฐมนตรีเหวิน เจีย เป่า มีคำสั่งให้กองทัพระดมกำลังทหารนับหมื่นนายเร่งเปิดเส้นทาง เพื่อส่งความช่วยเหลือและบุคลากรให้เข้าไปทำงานได้อย่างเต็มที่

 

กาชาดจีนเปิดรับความช่วยเหลือ

สำนักข่าวซินหัวของจีน รายงานด้วยว่า สมาคมกาชาดของจีนร้องขอความช่วยเหลือเหยื่อธรณีพิโรธที่เสียชีวิตและสูญหายหายหมื่นคน โดยระบุว่า กำลังต้องการสิ่งของจำเป็นเร่งด่วน ได้แก่ เต๊นท์ ผ้าปูนอน อาหารและน้ำดื่ม ขณะเดียวกันก็ขอรับบริจาคเงินสด เพื่อนำไปซื้อสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ ด้วย ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศขอรับบริจาคเลือด เนื่องจากมีผู้บาดเจ็บจำนวนมากและต้องการได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

 

นานาชาติระดมส่งเงิน-สิ่งของ

ด้านเขตปกครองพิเศษฮ่องกงประกาศจะให้เงินช่วยเหลือเหยื่อแผ่นดินไหวในจีน 300 ล้านดอลล่าร์ฮ่องกง หรือกว่า 1 พันล้านบาท รวมทั้งส่งทีมอาสาสมัครกู้ภัยทีมแพทย์ไปยังมณฑลเสฉวนด้วย ขณะที่ชาติมหาอำนาจและชาติเพื่อนบ้านเอเชีย หลั่งไหลแสดงความเสียใจต่อเหตุวิปโยคแผ่นดินไหวในมณฑลเสฉวนของจีน พร้อมกับให้คำมั่นช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เริ่มตั้งแต่ผู้นำสหรัฐ ปากีสถาน เกาหลีใต้ เยอรมัน ส่งสาส์นแสดงความเสียใจ ส่วนรัฐบาลญี่ปุ่นพร้อมส่งทีมกู้ภัยเข้าไปในจีนทันที และเตรียมเงินช่วยเหลือฉุกเฉินให้จีนเกือบ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนไต้หวันยอมเลิกทะเลาะกับจีนชั่วคราว พร้อมจัดส่งหน่วยกู้ภัยและทีมช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมไปให้

 

นักวิเคราะห์เคยเตือนล่วงหน้า6ปี

มีรายงานว่า เหตุแผ่นดินไหวที่มณฑลเสฉวนครั้งนี้ นับว่าเลวร้ายที่สุดในรอบ 30 ปีและนับเป็นครั้งเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ปี 2519 ที่เมืองถังซัน คร่าชีวิตประชาชนถึง 242,000 คน แผ่นดินไหวครั้งนั้นนานถึง 15 นาที ทำบ้านเรือนเสียหาย 90%

 

ก่อนหน้านี้ เฉิน ซู่จง นักวิจัยอาวุโสของสำนักงานแผ่นดินไหววิทยาของทางการจีน เคยเขียนลงในวารสารชื่อว่า "ความก้าวหน้าด้านแผ่นดินไหววิทยาโลก" ฉบับเดือนธันวาคม 2545 เตือนว่ามณฑลเสฉวนจะเผชิญกับแผ่นดินไหวขนาดเกิน 7 ริกเตอร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์และจากสถิติระบุว่าตั้งแต่ปี 2343 ระยะห่างระหว่างการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเสฉวนโดยเฉลี่ยอยู่ที่เกือบ 16 ปี แต่มณฑลนี้ไม่เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7 ริกเตอรมานาน 26 ปีแล้วตั้งแต่ปี 2519 ดังนั้น ควรเตรียมพร้อมรับมือแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงหลังจากปี 2546 เป็นต้นไป

 

ดาไลลามะ-นานาชาติชื่นชมรบ.จีน

จากปฎิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวของรัฐบาลจีน เรียกเสียงชื่นชมจากนานาประเทศ ที่ระบุว่า เป็นไปอย่างรวดเร็ว คำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน เช่นเดียวกับโฆษกองค์ดาไล ลามะ ประมุขทางจิตวิญญาณทิเบตระบุว่า องค์ดาไลลามะกล่าวชื่นชมทางการจีนที่ระดมหน่วยกู้ภัยและทหารกว่า 50,000 นาย เข้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่อย่างรวดเร็ว พร้อมแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อครอบครัวของเหยื่อผู้เสียชีวิต และจะส่งสารแสดงความเสียใจไปยังประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ของจีน

 

ยันวิ่งคบเพลิงโอลิมปิค

แม้จะเกิดเหตุธรณีพิบัติสร้างความเสียหายในมณฑลเสฉวน แต่รัฐบาลจีนยังคงจัดพิธีวิ่งไฟคบเพลิงโอลิมปิกในวันนี้ เริ่มที่เมืองหลงเอี้ยน ทางตะวันตกของมณฑลฝูเจี้ยน ส่วนในวันพุธ พิธีวิ่งไฟคบเพลิงโอลิมปิกจะไปจัดที่มณฑลเจียงซี จากนั้นก็จะตระเวนไปอีกหลายมณฑล ก่อนจะวิ่งผ่านมณฑลเสฉวนกลางเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นจุดที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงไปเมื่อวาน ซึ่งจีนก็มีแผนจะให้ไฟคบเพลิงโอลิมปิกวิ่งผ่านเมืองเฉิงตู เมืองเอกของมณฑลเสฉวน ในวันที่ 18 มิถุนายน และนครฉงชิ่ง ซึ่งทั้งสองเมืองได้รับความเสียหายอย่างหนักจากแผ่นดินไหวครั้งนี้

 

บัวแก้วเผยคนไทยในเฉิงตูปลอดภัย

ด้านนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากสถานกงสุลใหญ่นครเฉิงตูและสถานเอกอัครราชทูต กรุงปักกิ่งว่า สามารถติดต่อกับคนไทยส่วนใหญ่ในนครเฉิงตู และฉงชิ่งได้แล้ว ทุกคนปลอดภัยดี ทั้งนี้ มีคนไทยอาศัยอยู่ในมณฑลเสฉวน ประมาณ 100 คน ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา นักธุรกิจ ข้าราชการ พนักงานการบินไทย ซึ่งจะนำเงินช่วยเหลือที่รัฐบาลอนุมัติงบกลางจำนวน 5 แสนเหรียญไปช่วยเหลือจีน และนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ได้ส่งสาส์นแสดงความเสียใจไปยังผู้นำจีนแล้ว

 

หมักเลื่อนเยือนจีนไม่มีกำหนด

ภายหลังประชุมครม.พล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกฯแถลงว่า ทางการจีนติดต่อขอให้นายกรัฐมนตรี เลื่อนการเดินทางไปเยือนประเทศจีน ระหว่างวันที่ 15-17 พฤษภาคม ออกไปก่อน เนื่องจากทางนายกรัฐมนตรีจีน ต้องเดินทางไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว และจะเดินทางไปเมื่อไรนั้น คงจะต้องประสานงานกันอีกครั้งหนึ่ง

 

นักท่องเที่ยวขอกงสุลช่วยกลับบ้าน

นายธฤต จรุงวัฒน์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะที่มีนักท่องเที่ยวไทย 3 กลุ่ม ๆละประมาณ 15 - 20 คน โดยมีนักท่องเที่ยว 2 คน ต้องการความช่วยเหลือจากสถานกงสุลใหญ่ที่นครเฉิงตู แต่ยังไม่ได้รับรายงานรายละเอียดของการช่วยเหลือ อาจเป็นเรื่องขอกลับก่อน แต่สนามบินที่นครเฉิงตู เปิดทำการบินได้ระดับหนึ่งเท่านั้นยังไม่ให้สายการบินภายนอกทำการบิน

 

ในหลวงทรงมีพระราชสาส์นถึงผู้นำจีน

วันเดียวกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชสาส์นถึงประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน กรุงปักกิ่ง ความว่า ข้าพเจ้า และสมเด็จพระราชินี รู้สึกเศร้าสลดใจยิ่งนัก ที่ได้ทราบข่าวแผ่นดินไหวในมณฑลเสฉวน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ทั้งยังก่อให้เกิดความเสียหายในประเทศของท่าน ข้าพเจ้า และสมเด็จพระราชินี ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งมายังท่าน และประชาชนชาวจีน ตลอดจนครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากการสูญเสียอันน่าเศร้าครั้งนี้ ข้าพเจ้า และสมเด็จพระราชินี ขออำนวยพรให้ผู้บาดเจ็บมีอาการดีขึ้นในเร็ววัน

 

พร้อมกันนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีข้อความลายพระราชหัตถ์ ถึงประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน กรุงปักกิ่ง ความว่า ข้าพเจ้า รู้สึกเศร้าสลดใจยิ่งนัก ที่ได้ทราบข่าวแผ่นดินไหวในมณฑลเสฉวน ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บจำนวนมาก ทั้งยังก่อให้เกิดความเสียหายในประเทศของท่าน ข้าพเจ้า ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งมายังท่าน และครอบครัวของผู้เสียชีวิตจากการสูญเสียอันใหญ่หลวงครั้งนี้

 

พม่าปรับยอดเหยื่อนาร์กีส31,938ราย

ส่วนสถานการณ์ในพม่าหลังพายุไซโคลนนาร์กีสพัดถล่มพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของประเทศ ล่าสุดทางการพม่าออกมาแถลงตัวเลขผู้เสียชีวิต เพิ่มขึ้นเป็น 31,938 รายแล้ว โดยในแถลงการณ์ฉบับล่าสุดระบุว่ามีการพบผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกกว่า 3,480 ศพ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ขณะที่ตัวเลขผู้สูญหายมีการปรับลดจำนวนลงจาก 33,416 คน เหลือ 29,770 รายแล้ว

 

ยูเอ็นส่งถุงเก็บศพ-ห่วงโรคระบาด

ขณะที่นานาชาติและองค์กรระหว่างประเทศกำลังระดมความช่วยเหลือไปยังพม่าไม่ขาดสาย โดยองค์การอนามัยโลก (WHO)ส่งถุงเก็บศพไปพร้อมกับหน้ากากอนามัย 30,000 ชิ้น และถุงมืออีก 30,000 คู่ ไปยังพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดี ซึ่งได้รับความเสียหายหนัก โดยขณะนี้มีศพเน่าลอยเกลื่อนตามลำน้ำ แต่ไม่มีการจัดการที่ถูกวิธี ทำให้น้ำในแม่น้ำลำคลองปนเปื้อนเชื้อโรค และมีรายงานการพบผู้ป่วยโรคท้องร่วงและโรคบิดแล้ว

 

ไทยเพิ่มเงินช่วยอีก5แสนดอลลาร์

ในส่วนประเทศไทยได้เพิ่มเงินช่วยเหลือพม่าอีก 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ โดยพล.ต.ท.วิเชียรโชติ สุกโชติรัตน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ครม. อนุมัติเงินจำนวน 5 แสนดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำไปช่วยเหลือประเทศพม่านอกจากนั้น สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ในนามมหาเถรสมาคม มอบเงินช่วยเหลือพม่าอีก 3 ล้านบาท และกระทรวงสาธารณสุขได้แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบเรื่องการนำเวชภัณฑ์ทางการแพทย์จำนวน 128 ล้านบาท เข้าไปช่วยเพิ่มเติมในประเทศพม่า

 

หมักบินด่วนถกผู้นำพม่า

นอกจากนี้ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะเดินทางไปเยือนพม่าในวันที่ 14 พฤษภาคมด้วยเครื่องบินของกองทัพอากาศ ออกจากประเทศไทย เวลา 10.00 น. ไปยังเมืองเนปิดอว์ เมืองหลวงของประเทศพม่า พร้อมนำเครื่องโทรศัพท์จำนวน 100 เครื่องไปมอบให้พม่า และจะติดตั้งสถานีให้ เนื่องจากขณะนี้มีปัญหาเรื่องการสื่อสาร จึงต้องใช้ระบบดาวเทียม โดยนายกฯจะไปเจรจากับผู้นำทหารพม่าให้เปิดรับความช่วยเหลือจากนานาชาติ หลังเลขาธิการยูเอ็นโทรศัพท์มาขอร้องให้นายกฯไทยเป็นตัวกลางประสานงานกับพม่า

 

บุชประนามหม่องขัดขวางการช่วยเหลือ

วันเดียวกัน ประธานาธิบดีสหรัฐ นายจอร์จ ดับเบิลยู บุชออกประณามการเพิกเฉยไม่เอาใจใส่ต่อประชาชนผู้ประสบภัยเรือนล้านของรัฐบาลทหารพม่า รวมถึงข้อกำหนดที่เข้มงวดซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเข้าช่วยเหลือของนานาชาติ ทำให้ประชาชนพม่าตกอยู่ในภาวะเผชิญโรคระบาดและความอดอยาก อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหรัฐได้ประกาศขยายความช่วยเหลือขึ้นเป็น 30 ล้านดอลลาร์ จาก 13 ล้านดอลลาร์ที่ประกาศไปก่อนหน้านั้น พร้อมกับส่งเครื่องบินซี 130 ลำเลียงสิ่งของบรรเทาทุกข์เข้าไปยังพม่าอีก 2 ลำ หลังได้รับอนุญาตจากรัฐบาลพม่า

ที่มา: http://www.naewna.com

 

การเมือง

 

 

การเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี

นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีมีกำหนดจะเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 15-17  พฤษภาคม 2551 โดยจะเยือนกรุงปักกิ่งระหว่างวันที่ 15-16 พฤษภาคม และนครกวางโจว ในวันที่ 16-17  พฤษภาคม             

 

วัตถุประสงค์ของการเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ เพื่อแนะนำตัวในโอกาสที่เข้ารับตำแหน่ง สานต่อความสัมพันธ์และความร่วมมือที่ใกล้ชิดกับจีน และยืนยันความต่อเนื่องด้านนโยบายของไทยต่อจีน นอกจากนี้ เพื่อใช้โอกาสที่ทั้งจีนและไท ยกำลังมีบทบาทในเวทีระหว่างประเทศ ให้เป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนในอนาคต (จีนกำลังเป็นเจ้าภาพจัดงานกีฬาโอลิมปิกในเดือนสิงหาคม ส่วนไทยกำลังจะดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในเดือนกรกฎาคม) 

 

ภารกิจสำคัญของนายกรัฐมนตรีในระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่งประกอบด้วยการหารือข้อราชการกับนายหู จิ่นเทา ประธานาธิบดีจีน นายเวิน เจียเป่า นายกรัฐมนตรีจีน และนายหลิว ฉี ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกจีน รวมถึง   การเยี่ยมชมสถานที่เปิดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีจะพบปะและมอบนโยบายแก่หัวหน้าสำนักงานส่วนราชการไทยในจีน รวมทั้งคนไทยในกรุงปักกิ่ง  สำหรับที่นครกวางโจว จะหารือกับผู้ว่ามณฑลกวางตุ้ง  ในเรื่องการค้าการลงทุนของไทยในมณฑลกวางตุ้ง เนื่องจากมณฑลกวางตุ้ง มีความสัมพันธ์กับไทยในระดับประชาชน (ญาติพี่น้องและบรรพบุรุษ) และการค้า โดยมณฑลกวางตุ้งเป็นแหล่งลงทุนและการค้าแห่งแรกๆ ของไทยในจีน ประกอบกับปัจจุบันการส่งออกผัก ผลไม้ไทย จะต้องผ่านมณฑลกวางตุ้งก่อนจะกระจายไปสู่มณฑลต่างๆ ของจีน 

 

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่นายกรัฐมนตรีจะหารือกับผู้นำจีนจะเป็นเรื่องการกระชับความสัมพันธ์ฉันมิตรที่แน่นแฟ้นอยู่แล้ว อันรวมถึงการเยือนในระดับพระราชวงศ์ การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างผู้นำทางการเมืองของทั้งสองฝ่าย การยกระดับสำนักงานกงสุล และการแสดงความเข้าใจและเห็นใจจีนในประเด็นที่ละเอียดอ่อนต่างๆ  สำหรับความร่วมมือไทย-จีนในปัจจุบันอยู่ภายใต้กรอบของแผนปฏิบัติการร่วมไทย-จีน (Joint Action Plan) ซึ่งมีความร่วมมือครอบคลุมทุกด้านจำนวน 15 สาขา ในระยะ 5 ปี (2550-2554) และภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ ไทยและจีนสามารถที่จะขยายความร่วมมือในการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม ทั้งทางรถไฟซึ่งเชื่อมจากจีนผ่านลาวและไทยไปถึงพม่าได้ของหลายประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง  และเส้นทางการท่องเที่ยวในประเทศเหล่านี้ด้วย นอกจากนี้ จะมีการหารือในเรื่องการจัดหาปุ๋ยให้เกษตรกรไทย และการขยายตลาดสินค้าเกษตรของไทยในจีน โดยเฉพาะมณฑลกวางตุ้งด้วย

 

ประเทศไทยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2518  นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศมีการพัฒนาที่ดีอย่างต่อเนื่อง และเป็นตัวอย่างที่ดีของความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับ   ประเทศอื่นๆ ทั้งในด้านการเมือง ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีความไว้ใจซึ่งกันและกัน สำหรับด้านเศรษฐกิจก็ได้พัฒนาความร่วมมือที่เอื้อประโยชน์ต่อกันมาโดยตลอด  มูลค่าการค้า/การลงทุนไทย-จีนมีปริมาณที่เติบโตขึ้นสูงและมีศักยภาพที่จะพัฒนาขึ้นไปอีกมาก โดยในปี 2550 มูลค่าการค้า สองฝ่ายมีจำนวน 31,062 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้นร้อยละ 23 จากปี 2549) ขณะที่มูลค่าการลงทุนของจีนในไทยมีจำนวน 495 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (เพิ่มขึ้น 6 เท่าตัวจากปี 2549) ส่วนการลงทุนของไทยในจีนมีจำนวน 89.48 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ลดลงร้อยละ 39 จากปี 2549) ทั้งนี้ รัฐบาลไทย-จีนได้ร่วมกันตั้งเป้าหมายให้มูลค่าการค้ารวมเพิ่มขึ้นเป็น 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2553

 

ที่มา: กองการสื่อมวลชน กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ

 

3เดือน"สภา"ไร้ผลงาน

วิปค้านสรุปผลงานสภา สอบตก รอรับลูกรัฐบาลดองญัตติ ปล่อยให้มีอันธพาลในสภา ครม.ไม่จริงใจแก้ปัญหาประชาชน 3 เดือนเสนอกฎหมาย 1 ฉบับแต่ไม่มีกฎหมายที่สนองนโยบายรัฐบาลแม้แต่ฉบับเดียว ตั้งโจทย์ 2 ข้อให้ "ชัย" กู้ศักดิ์ศรีสภา ส่วนควันหลงเลือกประธานสภา ลูกพรรค พปช.ขู่ไม่โหวตช่วยรัฐมนตรีพรรคร่วมที่โดนซักฟอก "บรรหาร" ลั่น "ให้ประจักษ์มาพบ" ขณะที่ 2 เสียงลึกลับไม่ได้มาจากชาติไทย

 

ผลงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญนิติบัญญัติ ในรอบ 3 เดือนที่ผ่านมาปรากฏว่า สอบตก โดยวานนี้ (13 พ.ค.) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) แถลงว่า ที่ประชุมสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติ มีผลงานไม่เป็นที่น่าพอใจ เพราะพรรครัฐบาล ที่มีเสียงข้างมากให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาประชาชนน้อย เนื่องจากพรรคพลังประชาชน มีปัญหาภายในของตัวเอง จนการทำหน้าที่ในสภามีการจัดลำดับความสำคัญของงาน

 

นอกจากนี้ยังมีปัญหาในการประชุมทุกครั้งกลายเป็นเรื่องของการมีอันธพาลบ้าง และไม่มีการแก้ไขอย่างเด็ดขาด ทำให้กระทบต่อชื่อเสียงของสภา ส่วนฝ่ายค้าน 164 เสียง ถือเป็นเรื่องยากที่จะขอให้หยิบยกญัตติต่าง ๆ ที่เป็นวาระสำคัญให้นำเข้าสู่วาระการประชุม

 

"ตลอดสมัยการประชุมที่ผ่านมา 26 ครั้ง ฝ่ายค้านเสนอร่าง พ.ร.บ.ต่อสภา 17 ฉบับ และบรรจุเข้าระเบียบวาระ 9 ฉบับ และอยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายรัฐบาล 8 ฉบับ แต่ไม่มีฉบับใดได้รับการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาเลย ฝ่ายรัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรี พึ่งเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่สภาในอาทิตย์สุดท้ายของการประชุมเพียง 1 ฉบับ และเป็นกฎหมายเวนคืนด้วย แต่ไม่มีกฎหมายตามนโยบายรัฐบาลที่เสนอเข้าสู่สภา และที่สำคัญยังไม่มีการพิจารณาเลยแม้แต่ฉบับเดียว"

 

ทั้งนี้ ฝ่ายค้านได้เสนอญัตติเข้าสู่สภา ทั้งสิ้น 62 ญัตติ พิจารณา 14 ญัตติ และยังคงค้างในระเบียบวาระการประชุมอีก 48 ญัตติ ส่วนการตั้งกระทู้ถามสด ฝ่ายค้านยื่น 20 กระทู้ กระทู้ถามทั่วไป 125 กระทู้ แต่รัฐบาลตอบเพียง 19 กระทู้ แต่เรื่องที่น่าผิดหวังมาก คือ กระทู้ถามตอบในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งตามข้อบังคับการประชุมเมื่อมีการถามกระทู้ในราชกิจจาฯ รัฐมนตรีต้องตอบ แต่ฝ่ายค้านได้ตั้งกระทู้ถามตอบทั้งสิ้น 210 กระทู้ มีรัฐมนตรีตอบเพียง 2 กระทู้ ถือเป็นความล้มเหลว และไม่เอาใจใส่ของฝ่ายรัฐมนตรีอย่างชัดเจน

 

ดังนั้น สภาที่ผ่านมา จึงถือว่าเป็นสภาที่ยังไม่สามารถตอบสนองการทำหน้าที่ให้ประชาชนได้อย่างแท้จริง

นายสาทิตย์กล่าวว่า ฝ่ายค้านมีโจทย์ 2 ข้อ ที่จะฝากไปถึงนายชัย ชิดชอบ ว่าที่ประธานสภาคนใหม่ คือ 1.ให้มีการจัดลำดับความสำคัญของงานด้านนิติบัญญัติ ให้สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นและตอบสนองการแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง แต่นายชัย กลับจัดลำดับสิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรก คือ การสร้างรัฐสภาใหม่ ซึ่งต้องใช้งบประมาณมากกว่าหนึ่งพันล้าน ซึ่งไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญ

 

"งานสำคัญคือการเร่งตั้งกลไกของสภาให้มีประสิทธิภาพสูงสุด คือการตั้งคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภา ซึ่งขณะนี้ตั้งแต่เปิดสภามา 114 วัน แต่ไม่มีการตั้งคณะกรรมาธิการดังกล่าว ถือว่านานที่สุดตั้งแต่มีรัฐสภาไทยเป็นต้นมา"

 

จี้ "ชัย" ปกป้องศักดิ์ศรีไม่อยู่ใต้อาณัติรัฐ

2.ประธานสภาต้องรักษาศักดิ์ศรีของฝ่ายนิติบัญญัติ ในการทำหน้าที่โดยไม่อยู่ภายใต้การชี้นำ และครอบงำของฝ่ายบริหาร ที่ผ่านมารัฐสภามีลักษณะการปกป้องฝ่ายบริหารมาตลอด โดยเสียงข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นการทำหน้าที่ของรองประธานสภา โดยเฉพาะนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รองประธานสภาคนที่หนึ่ง ซึ่งมีท่าทีกีดกัน รวบรัด ไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ในสภาอย่างเต็มที่ โดยใช้คำว่าได้วินิจฉัยแล้ว และได้ปิดไมค์ไม่ให้สมาชิกอภิปราย ซึ่งถือว่าไม่เป็นการเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่

"กรณีเช่นนี้จะสัมพันธ์ไปถึงการโยกระเบียบวาระต่างๆ ขึ้นมา ที่จะสอบถามไปยังรัฐบาลตลอดว่าพร้อมที่จะตอบหรือไม่ ฝ่ายค้านไม่อยากเห็นสภาผู้แทนราษฎรกลายเป็นสภาลูกกรอก ที่ต้องทำหน้าที่ตามที่ฝ่ายบริหารชี้นำ"

 

"บรรหาร" ฉุนลูกพรรค พปช.ปีนเกลียว

ส่วนควันหลงจากการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ส.ส.ขอนแก่น พลังประชาชน ระบุว่าหากพบว่า 12 เสียงที่งดออกเสียงไม่เลือกนายชัย ชิดชอบ เป็นของพรรคร่วมรัฐบาล หากรัฐมนตรีของพรรคนั้นโดนอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะไม่ยกมือ ว่า "ใครเป็นคนพูดล่ะ นายประจักษ์เหรอ ให้มาพบผมหน่อยซิ เชิญมาเท่านั้นแหละ"

 

ผู้สื่อข่าวถามว่าจะทำให้เกิดผลกระทบต่องานสำคัญที่จะเกิดขึ้นในสภาหรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า ไม่มีหรอก ก็เห็นว่าคะแนนมันชนะกันขาดลอยอยู่แล้ว มันเป็นเอกสิทธิ์ด้วย คะแนนก็เป็นที่น่าพอใจถึงมีคนงดออกเสียงไม่เท่าไร 10 กว่าเสียงเท่านั้นเอง

 

ต่อข้อถามที่ว่า การแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าจะยื่นญัตติต้องมีการคุยรายละเอียดก่อนหรือไม่ นายบรรหาร กล่าวว่า เห็นเงียบหายไปแล้วนี่

 

เมื่อถามต่อว่าอาจจะยื่นญัตติไม่ทันสมัยการประชุมสมัยนี้ นายบรรหาร กล่าวว่า คงไม่ทันแน่นอน และการยื่นเสนอนี้ต้องเสนอก่อนเข้าประชุมสภาก่อน 15 วัน มันไม่ทันแน่นอน

 

"สมศักดิ์" ย้ำ พปช.ไม่ให้เกียรติ

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รองหัวหน้าพรรคชาติไทย กล่าวถึงผลคะแนนเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า พรรคชาติไทยมี 1 คนที่ไม่ลงคะแนนให้นายชัย แต่ถึงอย่างไรก็ไม่มีทางลงคะแนนให้นายชัย ได้อย่างแน่นอน ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าเป็นใคร พรรคเข้าใจเขาเพราะเมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดให้การตัดสินใจเป็นเอกสิทธิ์ ของ ส.ส.พรรคคงจะไปทำอะไรไม่ได้

 

"ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะไม่มีผู้ใหญ่ในพรรคพลังประชาชน ประสานงานมายังพรรคชาติไทยเลยว่าจะเสนอใครเป็นประธาน ต่างกับการเสนอชื่อนายยงยุทธ ติยะไพรัช ที่มีผู้ใหญ่ประสานงานมา แต่ครั้งนี้เราได้รับรู้ทางเอสเอ็มเอส และตามข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ จึงไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงคืออะไร ถ้ามีการประสานงานจากผู้ใหญ่ระดับบน ก็ไม่เกิดปัญหา"

 

"ชูศักดิ์" โยน "ชัย" สู้คดีที่ดินรถไฟเอง

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน กล่าวถึงกรณีที่นายชัย ชิดชอบ ได้รับเลือกเป็นว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทั้งที่มีคดีเรื่องการบุกรุกที่ดินรถไฟ ที่ จ.บุรีรัมย์ ว่า เป็นเรื่องที่เขาจะไปว่ากันในเรื่องของคดี

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า สมาชิกในพรรคพลังประชาชนเป็นห่วงในเรื่องของความไม่สง่างาม เพราะอาจจะซ้ำรอยคดีนายยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตประธานรัฐสภา นายชูศักดิ์ กล่าวว่า คดีของนายยงยุทธ เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง แต่คดีของนายชัย เป็นเรื่องส่วนบุคคล ส่วนผลจะออกมาอย่างไร ต้องถือว่าขณะนี้ยังไม่มีคำพิพากษา

 

"จักรภพ" ยัน 2 เสียงหนุน "บัญญัติ" บริสุทธิ์

 ด้านนายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่มี ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล งดออกเสียงและบางส่วนยกมือสนับสนุนนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ระหว่างการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่า ความเห็นที่ไม่ตรงกันไม่ใช่รอยร้าว เป็นความเห็นส่วนบุคคล แต่ถ้าหากมีการวางแผนมาตรงนี้ถือว่าเป็นรอยร้าว แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ เขาเห็นว่าเป็นความเห็นที่บริสุทธิ์ใจ เพราะฉะนั้นคิดว่ามีแค่ไหนก็แค่นั้น อย่างไรก็ตามแม้เสียงที่ไม่เห็นด้วยจะมีไม่มากนัก แต่คิดว่าภายในพรรคพลังประชาชน หรือพรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องรับฟังและให้ความสนใจในเรื่องนี้ โดยต้องมีการจัดการภายในกันเองด้วย

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย วิจารณ์ว่านายชัยไม่สามารถคุมการประชุมสภาได้ นายจักรภพ กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ เป็นระยะที่โดนเขาดักทางไว้หมด ขุดหลุมพรางไว้มากมาย เพราะฉะนั้นเราจะทำอะไรก็คงไม่มีตัวบุคคลที่สมบูรณ์พร้อมในการทำงานให้บ้านเมืองในระยะนี้

 

"ชัย" ลั่นจะไม่ทำให้ผิดหวัง

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (13 พ.ค.) มีการประชุมพรรคพลังประชาชน นายชัย ชิดชอบ ว่าที่ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม ส.ส.ของพรรค โดยได้กล่าวขอบคุณสมาชิกทุกคนที่ไว้วางใจสนับสนุน ผลักดันให้ได้รับเลือกเป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยจะตั้งใจปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่จะไม่ทำให้สมาชิกผิดหวัง

 

พปช.แบ่งเค้ก กมธ.ลงตัว

ขณะที่นายศุภชัย โพธิ์สุ รองโฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงภายหลังการประชุม ส.ส.ของพรรคว่า มีการหารือถึงเรื่องคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งพรรคได้ 17 คณะ จาก 35 คณะ โดยพรรคได้ให้แต่ละภาคไปคัดสรร ส.ส.เพื่อเป็นคณะกรรมาธิการในคณะต่างๆ ตามความสามารถและความต้องการของ ส.ส. ซึ่งได้จำนวนทั้งสิ้น 7-8 คนต่อหนึ่งคณะ โดยในส่วนของภาคอีสานนั้น ได้คณะกรรมาธิการทั้งสิ้น 7 คณะ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการคัดเลือกตัวแทนของแต่ละภาคเพื่อมาทำหน้าที่ประธานกรรมาธิการ ซึ่งจะมีการประชุมอีกครั้งในวันนี้ (14 พ.ค.)

 

"สุรชัย" ชี้ 5 หมื่นชื่อกลุ่ม "เหวง" มีปัญหา

ด้านนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ส.ว.สรรหา ในฐานะคณะที่ปรึกษากฎหมายประธานวุฒิสภา เปิดเผยว่า ส.ว.กลุ่มหนึ่งนำโดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม.ได้ยื่นเรื่องมายังนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เพื่อให้พิจารณากรณีที่ น.พ.เหวง โตจิราการ แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) รวบรวมรายชื่อประชาชน 50,000 รายชื่อ พร้อมร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 50 เพื่อให้รัฐสภาพิจารณา ว่า ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 หรือไม่

 

"มาตรา 291 ให้สิทธิประชาชนในการเข้าชื่อเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ยกเลิก แต่การเสนอร่างของประชาชนกลุ่มดังกล่าวเป็นการเสนอแก้ทั้งฉบับ ดังนั้นมีปัญหาว่า เท่ากับเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่ หากไม่ชอบก็ทำให้เรื่องดังกล่าวตกไปโดยไม่ต้องตรวจสอบความถูกต้องของรายชื่อ"

 

ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com

 

 





โดย : ประชาไท   วันที่ : 14/5/2551

"0 ความคิดเห็น : คลิกแสดงความคิดเห็นที่นี่"

หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท
409 ชั้น 1 (อาคาร มอส.) ซ.โรหิตสุข (รัชดา 14) ถ.ประชาราษฎร์บำเพ็ญ 5 เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320
โทร. 02 690 2711 แฟกซ์ 02 690 2712

Copyright © 2005 Design & Construction All rights reserved.