ประชาไท สลิมค้นข่าวประชาไท
   
ร่วมลงชื่อแก้ไข พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ
รายงาน : ฟังเหตุผลทำไมถึงไม่เอา พ.ร.บ.น้ำ ก่อนจะถูกดันเข้าสภาฯ (2) พิมพ์บทความนี้

 

 

เป็นที่รับรู้กันดีว่า ภาครัฐได้มีความพยายามเคลื่อนไหวผลักดันร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ....กันอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2536 จนถึงขณะนี้ มีรายงานว่าทางกระทรวงทรัพยากรฯ เสนอร่าง พ.ร.บ.ไปยังรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคาดการณ์ว่าจะถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาเป็นวาระแรกๆ ของการประชุมสภาฯ ที่จะมีขึ้นในเดือนพ.ค.นี้

 

กระนั้น ยังมีสื่อหลายฉบับพยายามหยิบประเด็นกฎหมายน้ำมานำเสนอ เนื่องจากถือว่าเรื่อง ‘น้ำ’ เป็นเรื่องสำคัญใกล้ตัวที่เราควรรู้และติดตาม

 

วารสาร ‘ผู้ไถ่’ ก็เป็นสื่ออีกฉบับหนึ่งที่นำเสนอข่าวสารสิ่งแวดล้อม ได้ตีพิมพ์บทความ “ในน้ำมีประปา ในนามีมิเตอร์ กฎหมายน้ำ: เมื่อรัฐคิดจะแปรน้ำเป็นสินค้า” ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์ความเห็นของ ‘มนตรี จันทวงศ์’ จากมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ เกี่ยวกับ พ.ร.บ.น้ำ อย่างละเอียดชัดเจน โดยบอกย้ำว่า ทำไมน้ำต้องกลายเป็นสินค้า ทำไมน้ำต้องเป็นสมบัติของรัฐ ทำไมกรมทรัพยากรน้ำจึงพยายามผลักดันให้มีการออกกฎหมายน้ำ ผลกระทบจะเกิดกับใครบ้าง และจะมีทางออกที่เหมาะสมและเป็นธรรมได้อย่างไร!?

 

‘ประชาไท’ จึงขออนุญาตนำบทความดังกล่าวมาเรียบเรียงนำเสนอตรงนี้ชัดๆ อีกครั้ง

 

 

 

มนตรี จันทวงศ์

มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ

(ภาพจาก สำนักข่าวประชาธรรม)

 

กฎหมายน้ำ : นำไปสู่สงครามแย่งชิงน้ำ

ระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับภาคเกษตรกรรม

นับวันดูเหมือนว่าปัญหาวิกฤติขาดแคลนน้ำในภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น สืบเนื่องจากความต้องการใช้น้ำเพื่อตอบสนองต่อการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมและเกษตรเชิงพาณิชย์ที่ต้องใช้น้ำในปริมาณมาก ปัญหาที่ตามมาคือ ความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรและโรงงานอุตสาหกรรม ในการแย่งชิงแหล่งน้ำ

 

และนี่คือประเด็นที่กรมทรัพยากรน้ำ ชี้แจงว่า กฎหมายน้ำที่ออกมานั้นจะช่วยแก้ปัญหาการแย่งชิงน้ำระหว่างภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรกรรมได้

 

แต่ในเรื่องนี้ นายมนตรี จันทวงศ์ จากมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ได้แสดงความเห็นต่อประเด็นนี้ว่า มันไม่ได้ทำให้การแย่งชิงน้ำลดลงหรอก แต่มันมีแต่จะสร้างความชอบธรรมให้คนที่มีเงิน มีทุนมากกว่าในการเข้าถึงน้ำ มีหลักประกันให้กับกลุ่มที่มีฐานะทางเศรษฐกิจสูงกว่าเข้าถึงน้ำได้มากขึ้น

 

“ส่วนภาคอุตสาหกรรมไม่ได้รับผลกระทบอะไรเลย ยิ่งโรงงานอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรม น้ำในนิคมอุตสาหกรรมจะมีระบบทำน้ำประปารวม อย่างมาบตาพุด มี 100 โรงงาน แต่ละโรงงานไม่ได้เสีย 5,000 บาท แต่เป็นการประปาฯ ของนิคมอุตสาหกรรมเป็นเสียทีเดียว แล้วมาให้แต่ละโรงงานเฉลี่ยกัน ซึ่งเฉลี่ยแล้วก็โรงงานละไม่กี่บาท เขายิ่งมีหลักประกันว่า เขาจะยิ่งมีน้ำ เพราะมีสัญญาชัดเจนว่า เขาจะมีสิทธิใช้น้ำในแหล่งน้ำสาธารณะ อ่างเก็บน้ำ จากแม่น้ำเท่าไร ยิ่งมีความชอบธรรมมากขึ้น ใครจะไปฟ้องร้องอะไรไม่ได้ แต่ถามว่า ความรู้สึกของคนทั่วไปแล้ว มันเท่าเทียมกันหรือเปล่า เสมอภาคหรือเปล่า ก็ไม่ แต่ถ้าขึ้นศาลแล้ว ศาลจะตัดสินอย่างไร ตัวบทกฎหมายนี้มันคุ้มครองอยู่”

 

ชี้ทุนต่างชาติ-ทุนไทยได้ประโยชน์จากกฎหมายน้ำอื้อ

แต่ภาคเกษตรกรรมถูกทำลายยับ

นายมนตรี กล่าวอีกว่า ปัจจุบัน นิคมอุตสาหกรรมใหญ่ๆ เป็นการลงทุนที่มาจากต่างชาติค่อนข้างมาก เราบอกไม่ได้ว่ากฎหมายนี้มีผลโดยตรงที่จะไปสนับสนุนต่างชาติ แต่ผลของกฎหมายน้ำ จะทำให้ภาคอุตสาหกรรมหรือภาคเงินทุนขนาดใหญ่สามารถมีหลักประกันในการเข้าถึงน้ำได้มากกว่าภาคเกษตรกรรม หรือภาคเกษตรกรรมจะถูกทำลายไปเลย

 

“ทีนี้เราจึงต้องมาพิจารณาว่า ในภาคอุตสาหกรรมหรือภาคทุนขนาดใหญ่ ปัจจุบันทุนไทยมีสัดส่วนอยู่เท่าไร ทุนต่างชาติมีสัดส่วนอยู่เท่าไร ซึ่งสัดส่วนเท่าไรเขาก็ได้ประโยชน์ไปเท่านั้น แน่นอนว่า ถ้าเป็นสัดส่วนต่างชาติเยอะเมื่อไรที่โรงงานอุตสาหกรรมดำเนินการต่อไปได้โดยไม่ขาดน้ำ ผลประโยชน์ที่เขาจะได้ก็เต็มเม็ดเต็มหน่วย เป็นตรรกะง่ายๆ แต่จะบอกว่ากฎหมายนี้ออกมาเพื่อเอื้อทุนต่างชาติ มันพูดชัดเจนขนาดนั้นไม่ได้ ถ้าบอกว่า ทุนต่างชาติได้ประโยชน์จากกฎหมายน้ำหรือไม่ อันนี้ได้แน่นอน ทุนไทยก็ได้เยอะด้วย คือ ทุน ถึงที่สุดแล้ว ไม่มีสปิริต ไม่มีจริยธรรม ทั้งทุนไทยทุนเทศ มันก็ทำหน้าที่ของมัน ในการสร้างประโยชน์ สร้างกำไรให้คุ้มค่ามากที่สุด”

 

ย้ำ ‘ความมั่นคงของประเทศอยู่ที่ฐานเกษตรกรรม’

หากประเทศไทยหมดทางถอยเมื่อไร ล้มเมื่อนั้น

 ่ฐานเกษตรกรรม

อ ล้มเลย"กษตรกรรม เพราะฉะนั้นกฎหมายรมรองรับ มันจะล้มไปหมดเลย แต่ว่าคนจำนวนมากยังยืนอยนายมนตรี บอกย้ำด้วยว่า แท้จริงแล้ว ความมั่นคงของประเทศอยู่กับฐานเกษตรกรรมค่อนข้างเยอะ ถึงแม้ว่าสัดส่วนรายได้ของประเทศขณะนี้ มาจากภาคอุตสาหกรรมกว่า 60% ก็ตาม แต่ว่าความมั่นคงของประชาชนในชนบทอยู่กับภาคเกษตรกรรม

 

“ถามว่า ปัจจุบันถ้าหากว่าภาคอุตสาหกรรมล้ม ประเทศไทยก็ยังประคับประคองอยู่ได้จากภาคเกษตรกรรม วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากว่า โรงงานปิดกันเต็มไปหมด ถ้าประเทศไทยไม่มีภาคเกษตรกรรมรองรับ มันจะล้มไปหมดเลย แต่ว่าคนจำนวนมากยังยืนอยู่ได้จากการปิดโรงงาน คือ การกลับไปใช้ชีวิตอยู่ในภาคเกษตรกรรม เพราะฉะนั้น กฎหมายฉบับนี้จะไปทำลายภาคเกษตรกรรม และไปทำให้ประเทศไทยไม่มีทางถอย หมดทางถอยเมื่อไร คือ ล้มเลย”

 

 

ปัญหาวิกฤติน้ำ...ความไร้ประสิทธิภาพในการจัดการน้ำของภาครัฐ

ประเทศไทยมีพื้นที่ทำการเกษตรรวมประมาณ 131 ล้านไร่ ส่วนใหญ่เป็นการทำเกษตรที่อาศัยน้ำตามฤดูกาล หรือที่เรียกว่า การเกษตรที่อยู่นอกเขตชลประทาน ซึ่งมีพื้นที่ถึง 80 % มีเพียง 20% เท่านั้นที่เป็นการเกษตรในเขตชลประทาน ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า ภาคเกษตรกรรมส่วนใหญ่ยังต้องอาศัยน้ำฝนหรือแหล่งน้ำธรรมชาติตามฤดูกาลเป็นหลัก

 

แต่ยิ่งนับวัน เรากลับพบว่า สภาวะอากาศของโลกที่แปรปรวน ส่งผลให้เดี๋ยวน้ำท่วม เดี๋ยวฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง ภาคเกษตรต้องเผชิญกับวิกฤติการขาดแคลนน้ำใช้ในการกสิกรรม ยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีการวิพากษ์กันว่า เป็นเรื่องของปัญหาการบริหารการจัดการน้ำในประเทศที่ไม่มีประสิทธิภาพของภาครัฐเสียมากกว่า

 

นายมนตรี กล่าวถึงเรื่องการบริหารการจัดน้ำของประเทศไทย ว่า เรื่องประสิทธิภาพของการบริหารจัดการน้ำเป็นประเด็นสำคัญ ที่ผ่านมา ความไร้ประสิทธิภาพมันเกิดจากหน่วยงานรัฐ ไม่ได้เกิดจากประชาชนใช้น้ำไม่มีประสิทธิภาพ

 

“คือ คนทำไร่ทำนา เขาพยายามใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพสูงสุดอยู่แล้ว เพราะเขารู้ว่าน้ำไม่ได้มาเป็นเวลามากนัก ยกเว้นในหน้าฝน ถ้าในฤดูแล้งเขาใช้น้ำค่อนข้างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว แต่เป็นเรื่องของการบริหารในส่วนของภาครัฐ ประเด็นแรก คือ ไม่ค่อยให้ชาวบ้าน ให้เกษตรกรเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารเรื่องนี้จะเกิดขึ้นกับโครงการชลประทาน การจัดสรรน้ำ กรมชลประทานจะเป็นคนจัดการให้ เกษตรกรในโครงการไม่ได้มีอำนาจในการจัดสรร หรือบอกว่าปีนี้ควรให้ใคร อย่างไร เท่าไร”

 

“เรื่องที่สอง คือ ส่วนราชการเองก็ไม่ได้สนับสนุนให้ประชาชนพัฒนาศักยภาพที่จะเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารน้ำในระดับไร่นาของตัวเองได้อย่างเพียงพอ เพราะโครงการนี้เป็นโครงการเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วไป ซึ่งเงินไม่มากเหมือนโครงการใหญ่ๆ อย่างการสร้างเขื่อนครั้งหนึ่ง 500-600 ล้าน เห็นเป็นกอบเป็นกำ ถ้าบอกว่าเป็นการพัฒนาโดยขุดสระกระจายไปในระดับไร่นา แบบนี้จะเห็นเฉพาะช่วงหาเสียงเท่านั้น แต่ทำจริงๆ ก็มีปัญหาเรื่องการฮั้วประมูลกัน ในสมัยรัฐบาลทักษิณ 2 ก็มีปัญหาเรื่องโครงการขุดสระขนาดเล็กในระดับไร่นา ซึ่งโครงการแบบนี้จะช่วยได้เยอะ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำได้มาก แต่ว่าไปติดกับปัญหาระบบราชการ การฮั้วประมูล”

 

ทางออกของปัญหา คือ ต้องทิ้งพ.ร.บ.น้ำ ฉบับรัฐ

แก้ไขการจัดการน้ำ เพิ่มอำนาจประชาชนทุกกลุ่ม

นายมนตรี ได้เสนอทางออกในการจัดการน้ำไว้ว่า เรื่องแรกสุด คือ ทิ้งร่าง พ.ร.บ.น้ำ นี้ไปก่อนเลย เพราะกฎหมายฉบับนี้คิดมาจากอำนาจของกรมทรัพยากรน้ำ ถ้าจะแก้ปัญหาเรื่องน้ำได้ต้องเริ่มด้วยอำนาจของประชาชนในการบริหารจัดการน้ำ

 

“อำนาจของประชาชน เราไม่ได้ดูเฉพาะเกษตรกร เราดูทุกกลุ่ม ทุกส่วน ประชาชนที่อยู่ในเมืองที่ใช้น้ำประปาประชาชนที่มีกิจการลงทุนขนาดใหญ่ก็เป็นอีกกลุ่ม กลุ่มที่ลงทุนในภาคอุตสาหกรรม ต้องคิดต้องเริ่มจากอำนาจของกลุ่มเหล่านี้ แล้วจะต้องมีการบริหารจัดการแบบลุ่มน้ำ โดยเริ่มจากลุ่มน้ำย่อย ต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ จากลุ่มน้ำย่อยแล้วให้ลุ่มน้ำย่อยเหล่านี้เป็นคนกำหนดรูปแบบวิธีการบริหารจัดการในลุ่มน้ำย่อยๆ นั้น”

 

 

กม.น้ำ ต้องเกิดจากการให้อำนาจกลุ่มย่อยๆ ให้กระจายทั้งประเทศ

กรมน้ำ ควรสนับสนุนข้อมูลเทคนิค วิชาการแก่ประชาชนเท่านั้น

นายมนตรี อธิบายให้ชัดอีกว่า ลุ่มน้ำย่อยหนึ่งๆ องค์ประกอบอาจจะมีเกษตรกร ผู้ประกอบกิจการธุรกิจขนาดใหญ่ โรงแรม โรงผลิตน้ำประปา บางที่อาจจะมีโรงงานอุตสาหกรรมอยู่ด้วยก็ได้

 

“คือให้แต่ละส่วนย่อยๆบริหารจัดการกันเอง หรืออยู่ ๆ ใครจะมาตั้งโรงงานที่นี่ ไม่ใช่คุณถือใบอนุญาตจากกรมโรงงานมาตั้งได้เลย คุณจะทำโรงงาน คุณจะสร้างรีสอร์ท ซึ่งต้องใช้น้ำจำนวนมาก คุณจะต้องมาถามตัวแทนผู้ใช้น้ำในกลุ่มย่อยๆ นี้ว่าผมจะต้องใช้น้ำเท่านี้ มีน้ำพอไหม? ถ้าน้ำไม่พอ คนที่นี่ก็มีสิทธิบอกว่า คุณมาสร้างไม่ได้นะ เพราะถ้าคุณมาสร้าง คุณจะมาแย่งการใช้น้ำจากเรา แต่ถ้าหากว่า คนที่นี่พิจารณากันแล้วว่า น้ำมีพอจะจัดสรรให้กิจการที่มาใหม่ได้ เขาก็มีส่วนในการอนุญาตกิจการที่จะเกิดขึ้นที่นี่ได้”

 

ตัวแทนมูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ ฯ ยังกล่าวอีกว่า ผู้เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำ ไม่ได้อยู่แค่หน่วยงานของรัฐเท่านั้นที่ออกใบอนุญาต แต่อยู่ที่ประชาชนในพื้นที่ด้วยที่จะร่วมกันประเมินผลกระทบในอนาคตว่า ถ้ามีกิจการเหล่านี้เกิดขึ้นมา เขาโอเคไหม การใช้น้ำในระยะยาวที่จะไม่ต้องมีปัญหากัน เพราะฉะนั้น กฎหมายน้ำต้องเกิดจากการให้อำนาจกลุ่มย่อยๆ ทำให้กระจายเต็มไปหมดทั้งประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ต้องมีกรรมการกลาง เพราะอาจจะมีความขัดแย้งระหว่างกลุ่มย่อยๆ ด้วยกันได้ เพราะน้ำมันไหลถึงกัน อาจจะต้องมีอำนาจส่วนหนึ่งของกรรมการที่จะคอยตัดสิน คอยดูแลกรณีพิพาทข้อขัดแย้ง หรือไกล่เกลี่ยประนีประนอมในลุ่มน้ำที่อาจจะเกิดขึ้นมา

 

“ส่วนกรมทรัพยากรน้ำ ทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูลทางเทคนิค สนับสนุนทางวิชาการให้กับประชาชนในการจัดการน้ำ คนที่อาจไม่รู้ว่าเสถียรภาพน้ำในลุ่มน้ำมีอยู่เท่าไร น้ำที่จะเอามาใช้ได้มีอยู่เท่าไร น้ำที่จะช่วยในการดูแลรักษาระบบนิเวศวิทยามีอยู่เท่าไร กรมทรัพยากรน้ำอาจจะต้องช่วยในเรื่องพวกนี้ และเป็นคนช่วยประเมินได้ว่า ถ้ามีกิจการขนาดนั้นขนาดนี้แล้วจะมีผลกระทบอย่างไร ประเมินอย่างเป็นธรรม ไม่ใช่ไปทำหน้าที่ออกใบอนุญาต เก็บค่าน้ำ ทางเลือกนี้อาจดูยาก ซับซ้อน แต่จะสร้างความสมานฉันท์ได้ ลดความขัดแย้งของคนที่ใช้น้ำระหว่างภาค ลดความรู้สึกไม่เท่าเทียมได้ แต่ถ้าหากเป็นอำนาจจากส่วนกลางบังคับใช้เหมือนกันหมดโดยอาจมีการเลือกปฏิบัติเกิดขึ้นได้ จะสร้างปัญหามากกว่า”

 

และนี่คือเหตุผลทั้งหมด ว่าทำไม เกษตรกร ภาคประชาสังคม และองค์กรพัฒนาเอกชน จึงพากันออกมาคัดค้านไม่เอา ‘พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ...’ ที่กรมทรัพยากรน้ำได้พยายามผลักดัน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาเป็นวาระแรกๆ ของการประชุมสภาฯ ที่จะมีขึ้นในเดือนพ.ค.นี้

 

....................................................

ที่มาข้อมูล: วารสาร ‘ผู้ไถ่’ ฉบับที่ 76 ม.ค.-เม.ย.2551

 

 

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

รายงาน : ฟังเหตุผลทำไมถึงไม่เอา พ.ร.บ.น้ำ ก่อนจะถูกดันเข้าสภาฯ (1)

เสียงเกษตรกรเหนือ ‘ต้องค้าน พ.ร.บ.น้ำ เพราะขัดรัฐธรรมนูญ- ขัดวิถีชาวบ้าน- เอื้อประโยชน์นายทุน’

ชำแหละ พ.ร.บ.น้ำ ผลประโยชน์ใคร?

เมื่อน้ำมีราคา เมื่อนามีมิเตอร์ หาก ‘พ.ร.บ.น้ำ’ ผ่าน

รายงาน : ฟังเสียงเกษตรกร ‘หากในน้ำมีราคา ในนามีรัฐคอยควบคุม’





โดย : ประชาไท   วันที่ : 8/5/2551

"2 ความคิดเห็น : คลิกแสดงความคิดเห็นที่นี่"

หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท
409 ชั้น 1 (อาคาร มอส.) ซ.โรหิตสุข (รัชดา 14) ถ.ประชาราษฎร์บำเพ็ญ 5 เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320
โทร. 02 690 2711 แฟกซ์ 02 690 2712

Copyright © 2005 Design & Construction All rights reserved.