ปุ๋ย ในเสี้ยวหนึ่งของประวัติศาสตร์กรรมกร
จะเด็จ เชาวน์วิไล
มูลนิธิเพื่อนหญิง

ผมเจอ ปุ๋ย กับเพื่อนของเขา คือ ตุ้ม เอ๋ ตี๋เล็ก ในนามกลุ่มสวัสดิภาพแรงงานมหาวิทยาลัยรามคำแหง มาร่วมเคลื่อนไหวกฎหมายประกันสังคม และในช่วงนั้นมีกลุ่มนักศึกษาที่สนใจปัญหาแรงงานอีกกลุ่มหนึ่งชื่อ กลุ่มคบไฟ อยู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีศิโรตม์ ยอด และพฤกษ์

ในตอนนั้นกลุ่มสวัสดิภาพแรงงานเริ่มมาทำงานกับกรรมกร โดยการเข้าไปช่วยเหลือเวลากรรมกรมีม๊อบต่อสู้เรื่องสิทธิแรงงานและการสไตล์งาน โดยเข้าไปช่วยเหลือกันเอง ทั้งที่ไม่รู้จักว่าคนงานเป็นใคร แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจในการแก้ปัญหาแรงงาน จึงทำให้ปุ๋ยและเพื่อนๆ เข้าไปช่วยเหลือ
ผมเริ่มมาสนิทและรู้จักปุ๋ยและเพื่อนๆ มากขึ้น ในช่วงการเกิดการสไตรค์งานของคนงานโรงงานตราอูฐ ซึ่งเป็นโรงงานที่ผลิตยางจักรยานยนต์ มีคนงานประมาณ 700 คน เกิดจากปัญหาคนงานถูกเอารัด เอาเปรียบ ห้องน้ำไม่เพียงพอ สกปรก นายจ้างโกงค่าโอที ทำให้คนงานทนไม่ไหว จึงต้องออกมาสไตล์งาน ในตอนนั้นปุ๋ยและเพื่อนกลุ่มสวัสดิภาพแรงงานมาช่วยเหลือม็อบคนงานตราอูฐอย่างเต็มตัว
ปุ๋ยและกลุ่มเพื่อนสวัสดิภาพแรงงานมีความตั้งใจในการทำงาน ในการเข้ามาช่วยเหลือคนงานอย่างมาก โดยปุ๋ยและกลุ่มเพื่อนนักศึกษาได้กลมกลืนกับคนงานอย่างเป็นธรรมชาติในการใช้ชีวิตในม็อบ พวกเขานอนที่ม็อบ กินข้าวที่ม็อบ ทำงานที่ม็อบ เรียนรู้ชีวิตคนงานและเข้าใจคนงานในการชุมนุมครั้งนั้น รวมทั้งเข้ามาช่วยเหลือองค์กรพัฒนาเอกชนที่เป็นที่ปรึกษาคนงาน เช่น ช่วยเขียนแถลงการณ์ กุมสภาพม็อบ ร่วมวางแผนการต่อสู้จนกระทั่งการชุมนุมในยุติเดือนกุมภาพันธ์ 2534
การต่อสู้ครั้งนั้นถึงคนงานไม่ชนะ แต่ปุ๋ยก็ยังเป็นห่วงเป็นใยคนงานอยู่ โดยเขาและเพื่อนๆ ลงไปเยี่ยมครอบครัวของคนงานที่ถูกเลิกจ้างหลายต่อหลายครั้ง และมีอยู่ครอบครัวหนึ่งที่ลูกคนงานป่วยเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว ปุ๋ยจะมาคุยให้ผมฟังตลอดว่าเป็นห่วงครอบครัวนี้มาก เด็กคนนี้อายุไม่ถึงขวบ ทุกคนเรียกเด็กคนนี้ว่า ม็อบ สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่าปุ๋ยเป็นคนละเอียดอ่อน มีน้ำใจ และเข้าใจชีวิตคนงานเป็นอย่างมาก

หลังจากนั้นปุ๋ยและเพื่อนๆกลุ่มสวัสดิภาพคนงาน ก็ยังมาร่วมเคลื่อนไหวกับคนงานอีกหลายครั้ง เช่น การเรียกร้องค่าจ้างขั้นต่ำ การลาคลอด 90 วัน แม้กระทั่งการเคลื่อนไหวของคนงานเรื่องอื่นๆ ผมได้ข่าวจากเอ๋ซึ่งตอนนั้นมาทำงานที่มูลนิธิเพื่อนหญิงว่า เขาเรียนจบแล้วได้ไปทำงานอนุรักษ์เต่าทะเลที่จังหวัดภูเก็ต แต่ผมก็ไม่ค่อยได้เจอเขาเลย ผมมาเจอเขาอีกที ช่วงที่มีการเคลื่อนไหวของสมัชชาคนจนในระยะแรก เมื่อปี 2539 ปุ๋ยเข้ามาช่วยเหลือสมัชชาคนจนในฐานะที่ปรึกษา และได้เจอเขาบ่อยขึ้น ในช่วงที่เขามาชุมนุมที่กรุงเทพฯ เราได้คุยแลกเปลี่ยนกันถึงปัญหาบ้านเมือง รวมทั้งปัญหาของคนจน

เมื่อปีที่แล้ว เราก็ได้เจอกันอีกในช่วงที่สมัชชาคนจนสูญเสียที่ปรึกษาคนสำคัญไป คือ พี่มด ถึงแม้ปุ๋ยจะได้จากเราไปแล้ว แต่ความศรัทธาและความมุ่งมั่นต่อการช่วยเหลือคนจนที่มีมาตลอด ยังคงอยู่และไม่เคยทิ้งไปไหน สิ่งเหล่านี้จะมีส่วนสำคัญที่ทำให้การต่อสู้ของปุ๋ยจะไม่สูญเปล่า ขบวนการของคนจนยังต้องเดินต่อไป
|
น้อมศีรษะคารวะ พี่ปุ๋ย
คนทำงานพื้นที่...ที่ไม่ใช่ ฮีโร่
อัจฉรา รักยุติธรรม
พยายามอยู่หลายครั้งแต่ในที่สุดก็ต้องบอกตัวเองว่าฉันไม่มีความสามารถมากพอที่จะเป็น คนทำงานพื้นที่ ได้เลย เขาทำงานกันอย่างไรจึงกินอยู่กับพี่น้องชาวบ้านได้ยาวนานไม่รู้จักเบื่อหน่าย ไม่ถามหาความเป็นส่วนตัว ไม่ท้อกับการย่อยปัญหาเชิงโครงสร้างยาก ๆ และอธิบายซ้ำไปซ้ำมานับครั้งไม่ถ้วน นานสักเท่าใดกว่าพี่น้องจะฮึกเหิมแกร่งกล้าจนสามารถลุกขึ้นมาทายท้าอำนาจรัฐและอิทธิพลคนใหญ่คนโตในบ้านเมือง
พี่ปุ๋ย เป็นคนทำงานพื้นที่คนหนึ่งที่ฉันนับถือน้ำใจอย่างที่สุด กว่าสิบปีที่ได้รู้จักนับตั้งแต่ปี 2538 จวบจนวาระสุดท้ายที่ต้องลาจาก ถึงแม้มีโอกาสพบกันน้อยครั้งมาก แต่ฉันไม่เคยได้ยินว่าพี่ปุ๋ยหันไปทำงานอย่างอื่นนอกจาก อยู่กับ พี่น้องในพื้นที่ ซึ่งหมายรวมถึงการร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ในการชุมนุมเดินขบวน เป็นปากเป็นเสียงในเวทีเจรจา และการปักหลักกินอยู่ที่หน้าศาลากลาง สันเขื่อน และบนถนนกลางกรุงนับครั้งไม่ถ้วน
ไม่เคยสักครั้งที่ได้ยินว่าพี่ปุ๋ยลุกขึ้นมา บริหารโครงการ เรียนต่อ หาโอกาสไปต่างประเทศเพื่อพัฒนาตนเอง เปลี่ยนสถานะไปเป็นนักวิชาการ นักวิจัย นักเขียน ศิลปิน หรืออื่น ๆ แบบที่นักเคลื่อนไหวหลายคนรวมทั้งฉันกำลังทำอยู่ ไม่เคยสักครั้งที่ได้ยินว่าพี่ปุ๋ยใช้แรงกดดันทางเศรษฐกิจของครอบครัว ความเบื่อหน่ายและท้อถอย ความไม่ถนัด หรืออื่น ๆ เป็นเหตุผลที่จะไม่ทำอย่างที่เคยทำมา
การยืดหยัดอยู่ไม่ใช่การจำใจทำเพราะไม่มีทางไป หรือทำอย่างอื่นไม่เป็นอย่างที่คนทำงานพื้นที่มักถูกคนอื่นดูแคลน ฉันมั่นใจเหลือเกินว่าพี่ปุ๋ยเลือกและตั้งใจทำด้วยความมุ่งมั่นและศรัทธาในอะไรบางอย่าง
ต่อให้ผ่านประสบการณ์ทำงานหลากหลายด้านแค่ไหน สำหรับฉันการทำงานพื้นที่ก็ยังเป็นเรื่องยาก และคนทำงานติดพื้นที่อย่างพี่ปุ๋ยก็ยังเป็นผู้ที่สมควรยกย่องนับถืออยู่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องการมีทักษะและความสามารถ ความรอบรู้ หรือความห้าวหาญ แต่ความจริงจัง จริงใจ ความอดทน การพร้อมร่วมทุกข์ร่วมสุข และความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นลักษณะสำคัญที่ทำให้เฉพาะบางคนเท่านั้นจึงจะเรียกได้ว่าเป็นคนทำงานพื้นที่อย่างแท้จริง
เท่าที่ฉันเข้าใจการทำงานพื้นที่ไม่ใช่แค่การสมมติตัวเป็นลูกชาวบ้านชั่วประเดี๋ยวประด๋าว เพื่อเสพความบริสุทธิ์สดใสของชนบทและน้ำใจชาวบ้านตามแบบที่นักศึกษาออกค่าย หรือนักท่องเที่ยวธรรมชาติ-ชนบทนิยมทำกัน คนทำงานพื้นที่ไม่ได้มีภาพลักษณ์เป็นฮีโร่ที่ชวนใฝ่ฝันถึง แบบที่ละครน้ำเน่าในทีวีเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมา ในพื้นที่มีปัญหาซับซ้อนมากมายเกิดขึ้นทุกเมื่อเชื่อวัน ตั้งแต่เรื่องผัวเมียทะเลาะกัน ปัญหาปากท้อง ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้าน ผลประโยชน์ การเมือง อำนาจ อิทธิพล ที่เกี่ยวโยงจากระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับชาติ
คนทำงานพื้นที่ที่อยู่ได้นานจึงไม่ใช่ลูกชาวบ้านแบบสมมติที่ซื่อใสไร้เดียงสา ไม่ใช่ฮีโร่ที่เข้าไปสั่งสอน สั่งการ หรือชี้นำ แต่กลับเป็นผู้อ่อนน้อมถ่อมตน มีความรอบรู้ เข้าใจความเป็นชุมชนและความเป็นคนอย่างลุ่มลึกเรียนรู้ รับฟัง ทำได้ทั้งการปลุกและปลอบ ให้คำแนะนำ กำลังใจ และที่สำคัญคือจริงใจและเสียสละ คนทำงานพื้นที่ไม่มีสิทธิถามหาความเป็นส่วนตัว หรือบ่ายเบี่ยงสารพันปัญหาด้วยการบอกว่า ผมไม่มีเวลา ผมไม่ว่าง หรือผมไม่เกี่ยว
ยิ่งไปกว่านั้น คนทำงานพื้นที่ยังเป็นคนทำงานที่ไม่ค่อยมีใครเห็น ไม่มีทั้งเงินหรือกล่อง จะมีสักกี่ครั้งที่พวกเขาได้ยืนอยู่หน้าเวทีใหญ่ ออกทีวี แถลงข่าว มีภาพถ่ายเต็มหน้าเต็มตัวบนหนังสือพิมพ์แทปลอยด์
เท่าที่จำได้ ฉันไม่เคยเห็นบทสัมภาษณ์พี่ปุ๋ยในหน้าหนังสือพิมพ์หรือนิตยสารใด ๆ ไม่เคยเห็นว่ามีไมโครโฟนจ่อปากของเขายามที่สถานการณ์บ้านเมืองคับขัน หรือแม้แต่ในช่วงที่มีการชุมนุมเดินขบวนของพี่น้องชาวบ้านที่เขาร่วมอยู่ในนั้นทุกครั้ง อาจจะเห็นเพียงแว๊บ ๆ บ้างก็เมื่อกล้องทีวีแพนภาพบนโต๊ะเจรจาระหว่างพี่น้องชาวบ้านกับตัวแทนเจ้าหน้าที่รัฐ พี่ปุ๋ยไม่เคยลุกขึ้นมาเขียนชีวประวัติของตนเองตีพิมพ์ เพื่อแสดงตัวตนบอกเล่าความเหนื่อยยากในการทำงาน แรงกดดัน หรือกำลังใจสู่สาธารณะ
ขณะที่เขาทุ่มเทพลังที่มีบอกเล่าความทุกข์ยากของพี่น้องชาวบ้านอยู่ตลอดเวลา
นั่นจึงไม่แปลกหากชื่อ นันทโชติ ชัยรัตน์ อาจไม่ใช่ดารานักเคลื่อนไหวซึ่งเป็นที่รู้จักของสังคมในวงกว้างเหมือนคนในรุ่นเดียวกันอีกหลายคน แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่พี่ปุ๋ยทุ่มเททำมาตลอดชีวิตจะไม่ถูกรับรู้
ความงามสง่าของเขาประทับลึกซึ้งอยู่ในหัวใจของพี่น้องชาวบ้าน เพื่อนร่วมขบวนการ และมิตรสหายทุกคนที่พานพบและรู้จักเขา และจะคงอยู่อย่างนั้นตราบนานเท่านาน
ทุกวันนี้คนทำงานพื้นที่ที่แท้จริงเหลืออยู่น้อยเต็มที
คนที่ยังเหลืออยู่จะมีสักกี่คนที่ยืดหยัดเป็นคนทำงานพื้นที่ได้อย่างพี่ปุ๋ย...
จะมีอีกสักกี่คน...
น้อมศีรษะคารวะ
|
คิดถึง ....ปุ๋ย......
จากไท ลานนา
เย็นวันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ระหว่างขับรถกลับจากที่ทำงานเสียงโทรศัพท์ของทนายเอ๋ (เยาวลักษณ์ อนุพันธ์) เพื่อนรุ่นน้องดังขึ้นที่ปลายสาย......
พี่ไท...พี่ไท....ฟังให้ดีนะคะ......คือว่า..........ปุ๋ยประสบอุบัติเหตุ.....รถชนกัน..ที่จังหวัดอุบลราชธานี
เหรอ! แล้วเป็นยังไงบ้าง.......เราถามสวนกลับไป
ปุ๋ยเสียแล้วพี่ !!!!!!.............
ห๊า!.......???????????
จริงพี่!เหตุเกิดที่อุบลฯมีรถวิ่งข้ามเลนมาชนรถที่ปุ๋ยนั่งไปพร้อมลูกชายและเพื่อน
มีหลา(สมภาร คืนดี)อยู่ไอซียู พร้อมลำน้ำลูกชายและน้องเยาวชน รายละเอียดมากกว่านี้ต้องเช็คจากสดใส(สร่างโศก)...หรือ....อ้วน(วัฒนา นาคประดิษฐ์) ก็พยายามเช็คอีกทางหนึ่ง...พี่นิกร วีสเพ็ญ(ทนายคนยาก)ช่วยดูแลอยู่ที่โรงพยาบาล ทนายเอ๋ค่อยๆเล่าให้ฟัง...
ข่าวร้าย !ใจแทบช็อค!....ไม่อยากจะเชื่อเลย....
รุ่งขึ้นอีกวันอ้วน โทรมาบอก ลูกชายได้เสียชีวิตตามพ่อไปด้วย......โอ...ชีวิตคนเราทำไมถึงเป็นเช่นนี้หนอ.........
เพิ่งเจอกันเมื่อ ๕ วันก่อนโน้น ปุ๋ย นำพ่อแม่พี่น้องส่วนหนึ่งมาพักเหนื่อยที่ใต้ร่มไม้หน้ามูลนิธิสืบ นาคะเสถียร ภายหลังกลับจากยื่นหนังสือที่ทำเนียบฯเพื่อขอให้รัฐบาลได้ติดตามการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจนโดยเฉพาะเขื่อนปากมูล ขอให้มีการพุดคุยเจรจากันอีกครั้งเพราะเห็นเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้ไม่นาน
ปัญหาเก่าครับพี่...ค้างมาจากรัฐบาลชุดที่แล้ว... เลยมากระตุ้นเตือนกันหน่อย....ปล่อยไว้นานแล้วไม่ดี.....เผื่อเกิดรัฐบาลมีอันเป็นไปเสียก่อน....พี่น้องจะยิ่งแย่ไปกว่าเดิม.
ปุ๋ยบอกกับเราในวันนั้น พูดคุยกันได้ไม่นานเพราะเกรงใจพี่น้อง ซึ่งต้องเดินทางกันต่อ ก่อนจากกันยังฝากประเด็นทิ้งท้ายไว้ ..... พี่ช่วยสรุปวิเคราะห์สถานการณ์ให้ฟังด้วยนะครับ...รวมทั้งประเด็นสภาพัฒนาการเมืองว่าเป็นไปถึงไหนแล้ว ?
เป็นบุคลิกท่วงทำนองปกติของปุ๋ย ที่ต้องติดตามตรวจเช็คข้อมูล ตรวจสอบสถานการณ์ทุกครั้ง ก่อนกำหนด บทบาทท่าที ร่วมกับพี่น้องว่าจะดำเนินต่อไปอย่างไร....
ไม่ว่ารัฐบาลนั้นจะเป็นประชาธิปไตย จะเป็นเผเด็จการ หรือจะเป็นใครก็ช่างปุ๋ยไม่สนใจ
สนใจอย่างเดียวคือรัฐบาลต้อง เห็นหัวคนจน รัฐบาลที่ดีต้องแก้ไขปัญหาให้คนทุกข์คนยาก แม้แต่รัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้นมาก็ให้ความสนใจเนื้อหาสาระเฉพาะสิทธิชุมชน เสรีภาพ และการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เป็นหลัก
ช่วงการร่างรัฐธรรมนูญ
ช่วงลงประชามติ
ช่วงมีการเลือกตั้ง
นักการเมืองหลายคนพยายามติดต่อปุ๋ยเพื่อให้ช่วยดำเนินการบางอย่างโดยเห็นว่าเป็นผู้ที่มีมวลชนอยู่ในมือ อันจะนำไปสู่การบรรลุซึ่งเป้าหมายทางการเมือง ปุ๋ยไม่ปฎิเสธการพบกัน แต่คำตอบสุดท้ายนั้นขอปรึกษาหารือกับพี่น้องก่อนการตัดสินใจ
ทุกครั้งปุ๋ยมักเป็นเช่นนี้ มักเลือกที่จะเคลื่อนไหวทางการเมืองภายใต้เป้าประสงค์ส่วนรวมมากกว่าส่วนตัว
ในรัฐบาลชุดที่แล้ว(พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์)ปุ๋ยนำพี่น้องมาที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อขอคุยกับอ.ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หวังจะสะท้อนปัญหาในพื้นที่ให้ทราบในฐานะผู้กำหนดนโยบาย เลขาหน้าห้องรัฐมนตรีขอทราบรายละเอียดว่าจะคุยเรื่องอะไร จะมากันกี่คน ทำไมไม่มีหนังสือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรก่อน
บางครั้งปุ๋ยเองก็รู้สึกรำคาญใจบวกร้อนรุ่มใจเป็นอย่างยิ่ง
( เนื่องจากในพื้นที่มีการคุกคามจากการปฎิบัติงานของทหารสายกอรมน. ที่ดูเสมือนว่าเข้าทางฝั่งกฟผ.มากกว่าชาวบ้านต้องมาเสียเวลาจุกจิกกับขั้นตอนธุรการเล็กน้อยทั้งที่มีการประสานทางโทรศัพท์แล้ว ) บางครั้งปุ๋ยเองเคยบ่นด้วยความอัดอั้นใจ ไม่รู้รังเกียจอะไรนักหนากับคนจน ถ้าไม่ให้พบก็บอกมาตรงๆเลย( สุดท้ายก็มีการพบกันพร้อมอาหารเสริฟบนโต๊ะ)
ไม่ว่าการเจรจาระดับไหนกับผู้ว่าราชการจังหวัดกับกฟผ.กับนายกรัฐมนตรีปุ๋ยไม่เคยหวั่น เพราะมั่นใจในข้อมูล แนวทาง จุดยืน ของตนเอง หลายครั้งที่ได้รับโทรศัพท์จากปุ๋ยเพื่อสอบถามข้อมูล.....ประกอบการตัดสินใจ
พี่รู้จักคนนี้ไหม? ชื่อ.......เขาเป็นอย่างไรบ้าง?
แล้วพลเอก.......เขาอยู่สายไหน?
เก็บข้อมูล.....รับฟัง.....ใคร่ครวญ........วิเคราะห์.....ปรึกษา......ตัดสินใจ.....วางแผน....เจรจา....ปฎิบัติการ....สรุปบทเรียน.....ประเมินผล......นี่คือวิธีการที่ปุ๋ยใช้เสมอสำหรับการทำงาน ถือว่าเป็นเสนาธิการชั้นเยี่ยม แม้ว่าระยะหลังจะไม่ได้ร่วมงานกันมากนักแต่ก็พอรับรู้ได้..... ความสำเร็จที่ผ่านมาของขบวนประชาชนนับว่าปุ๋ยเป็นพลังหลักของการขับเคลื่อนแม้นว่าชื่อในสังคมวงกว้างจะไม่เป็นที่รับรู้กันมากแต่ในแวดวงของคนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรี,ผู้ว่าราชการจังหวัด,นักพัฒนา,นักเคลื่อนไหว,พี่น้องสมัชชาคนจน,นักกิจกรรมไม่มีใครที่ไม่รู้จักเขาคนนี้ผู้ปิดทองหลังพระ ........
........ย้อนกลับไปในห้วงคำนึงคราวเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ ปุ๋ยได้ร่วมกับเพื่อนนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างๆยุคนั้นเข้าร่วมการเคลื่อนไหวบน....ถนนราชดำเนิน... หน้ารัฐสภา.......ท้องสนามหลวง......อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
. และฐานที่มั่นสุดท้ายรามคำแหง ด้วยความสุขุมรอบคอบ ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยท่ามกลางเปลวแดดร้อนระอุเหงื่อท่วมตัว......หลายวันที่ไม่ได้อาบน้ำ.....หลายคืนที่ไม่ได้นอน...ต้องคุมขบวนรถเครื่องขยายเสียง...และคุมม๊อบ.....รวมทั้งคอยดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับเพื่อนๆพี่น้องภายในขบวน.....แม้นว่าจะถูกล้อมปราบอย่างหนักแต่ด้วยจิตใจที่ห้าวหาญเสียสละปุ๋ยไม่เคยทอดทิ้งขบวนการต่อสู้ของประชาชนและก็ไม่เคยคุยโวโอ้อวดอวดตนเองกับเพื่อนทั้งต่อหน้าและลับหลัง
บนเส้นทางของอุดมคติที่ใฝ่ฝันถึงสิ่งที่งดงาม สิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค..... น้อยคนนักได้ทำตามความคิดฝัน ทำด้วยชีวิต จิตวิญญาณ ดำรงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์.....สู้เพื่อคนยากคนจน....ปุ๋ยเป็นหนึ่งในนั้น
ขณะที่คนส่วนใหญ่มีวิถีดำเนินไปตามกระแสของสังคม ต่อสู้ดิ้นรนไปตามสภาพเงื่อนไขข้อเท็จจริง ปุ๋ยเป็นคนส่วนน้อยที่ได้ทำตามความฝันตนเองอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
การพบกันทุกครั้ง การคุยกันทุกครา มีแต่เรื่องราวของสถานการณ์บ้านเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม การวิเคราะห์ ทุน ปืน ......ไม่มีสักครั้งที่ปุ๋ยจะพูดถึงเรื่องราวของตัวให้คนอื่นรับรู้ นอกเสียจากว่าเราจะเป็นฝ่ายถามนำก่อน เจ้าตัวจึงจะยอมปริปากบอก จนเรารู้สึกละอายที่ตนเองไม่สามารถทำตามอุดมการณ์อย่างที่ปุ๋ยทำ
แม้เส้นทางที่ปุ๋ยเลือกเดินจะเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามมากมายสักเพียงไหน แต่ปุ๋ยก็ไม่ยอมแพ้กับมัน.....จวบจนวาระสุดท้าย............หลับให้สบายเถิดนะปุ๋ย
ไท ลานนา
|