ประชาไท สลิมค้นข่าวประชาไท
   
บทความ : สมรรถภาพ ‘ยาม’ เฝ้าแผ่นดิน พิมพ์บทความนี้

หมายเหตุ ชื่อบทความเดิม คือ “สมรรถภาพของยามเฝ้าแผ่นดิน”

 

 

สิทธิพร จรดล

อดีตบรรณาธิการนิตยสาร QUESTIONMARK

 

แม้จะไม่ได้มีใครเรียกร้องให้ออกมา แต่กลุ่มคนที่เรียกว่า “ยามเฝ้าแผ่นดิน” ก็ออกมาปฏิบัติการ “เฝ้ายาม” สังคม โดยมีเป้าหมายเพื่อล้ม “ระบอบทักษิณ” ผ่านการเคลื่อนไหวของกลุ่มองค์กรขวาจัด นำโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อันมีแกนนำเป็นทั้งนักการสื่อสารมวลชน นักแถลงข่าวทุกวันอาทิตย์ อดีตผู้นำแรงงาน เอ็นจีโอด้านเด็ก ผู้เคร่งครัดในศีลธรรม และนักการเมืองคนหนึ่งจากพรรคเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย

 

ภายหลังชัยชนะอย่างท่วมท้นของพรรคพลังประชาชนที่มีต่อพรรคประชาธิปัตย์ที่หมายมั่นปั้นมือว่าจะมางาบก้อนเค้กชิ้นโตที่คมช.เตรียมป้อนไว้ให้ ในเย็นวานนี้ (25 เม.ย. 51) ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะมีการเคลื่อนไหว “สัมมนาประชาชน – ติดอาวุธทางปัญญา” หรือ “รายการยามเฝ้าแผ่นดินภาคพิเศษครั้งที่ 2” ภายใต้สถานการณ์การแก้รัฐธรรมนูญ 2550 ของรัฐบาล

 

แม้การเคลื่อนไหวจัดประชุมสัมมนาของคณะยามเฝ้าแผ่นดินในครั้งนี้จะเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่สามารถทำได้ และมีหลายฝ่ายให้การสนับสนุนภายใต้หน้ากากองค์กรของ “ความมีคุณธรรม” เสริมด้วยแกนนำที่เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ท่านหนึ่งที่มีหัวหน้าพรรคที่เชิดชูภาพลักษณ์ของ “ความโปร่งใส” ยิ่งเป็นสิ่งที่ต้องตั้งคำถามว่า “การเฝ้ายาม” ของยามเฝ้าแผ่นดินครั้งนี้จะพาทิศทางสังคมไปในทางใด และ”สมรรถภาพ” ของยามเฝ้าแผ่นดินว่ามีมากแค่ไหน

 

 

ฟื้นสำนึกเลือดสีน้ำเงิน

การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรเป็นตัวจักรสำคัญที่ทำให้เกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนปี 2540 ทำสังคมล้าหลังหยุดนิ่งชะงักงันเป็นเวลาหลายปี

 

รายการยามเฝ้าแผ่นดินออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี และทางสถานีวิทยุ “ยามเฝ้าแผ่นดิน” คลื่นเอฟเอ็ม 97.75 และเว็บไซต์ “ผู้จัดการออนไลน์” เริ่มโหมโรงกระแส “ฟื้นเลือดสีน้ำเงิน” โดยรายการวันนั้นมีการเปิดประเด็นสถานีโทรทัศน์ NBT นำเสนอสารคดีการเลือกตั้งเนปาลที่ถือเป็นการสิ้นสุดระบอบการปกครองของกษัตริย์ (ยามเฝ้าแผ่นดิน : ย้ำ “เพ็ญทีวี” ตีปี๊บ “เนปาล” ผิดปกติ - จี้ “หมัก” ฟื้นสำนึก “เลือดสีน้ำเงิน” , ผู้จัดการออนไลน์ , 22 เม.ย. 51

 

สอดรับกับการเคลื่อนไหวของพรรคประชาธิปัตย์โดยคุณหญิงกัลยา โสภณพานิช ส.ส.กรุงเทพฯ  อภิปรายฝากข้อเสนอไปยังประธานสภาฯ

 

“กรณีสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีนำสารคดีเกี่ยวกับการล้มล้างราชวงศ์ต่างๆ มาออกอากาศ ไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์เนปาล ฝรั่งเศส และอังกฤษ ตนรู้สึกเศร้าสลดใจกับกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่กลับมาทำอย่างนี้ ขัดกับการปกครองของประเทศที่ปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สะท้อนให้เห็นว่า คนปัจจุบันมีความคิดอย่างไร” (“ปชป.ติงเอ็นบีทีไม่เหมาะสมเสนอสารคดีล้มราชวงศ์”- ไทยรัฐ, 24 เม.ย.51)

 

ก่อนหน้านี้สื่อมวลชนทุกแขนงรายงานข่าวว่า ชวน หลีกภัย อดีตประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่ามีขบวนการโจมตีพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ด้วยการใช้สื่อทั้งวารสาร ใบปลิว (16 เม.ย. 51)

 

จากจุดเริ่มต้นดังกล่าวนำมาสู่การวิวาทะตั้งคำถามจากส.ส.พรรคพลังประชาชนว่าให้ ชวน หลีกภัย เอาหลักฐานการโจมตีพล.อ.เปรมมายืนยัน นำมาสู่การเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์นำโดยเทพไท เสนพงศ์ จนล่าสุดกระทรวงไอซีทีออกมาชี้แจงว่าจะหาต้นตอบุคคลที่ทำเว็บไซต์โจมตีพล.อ.เปรม (“ไอซีทีเล็งสืบต้นตอตัวบุคคล ทำเวบโจมตีป๋า-หมิ่นเบื้องสูง” , กรุงเทพธุรกิจ , 24 เมษายน 2551)

 

 

นับว่าเป็นการสอดประสานกันเป็นอย่างดี...

 

การเคลื่อนไหวของกลุ่มยามเฝ้าแผ่นดินผ่านสื่อมวลชนในเครือผู้จัดการยังคงเน้นตีประเด็นไปที่ว่ามีกลุ่มบุคคลพยายาม “มุ่งโจมตีสถาบัน” ทั้งนี้ทั้งนั้นเป็นการเหมารวมว่ากลุ่มบุคคลเหล่านี้เป็นคนในเครือข่าย “ระบอบทักษิณ” (แฉ “นายใหญ่” จ้องปลด “หมัก” - แก๊งหมิ่นสถาบันพล่านเต็มเว็บเครือข่าย“แม้ว” – ยามเฝ้าแผ่นดิน 22 เม.ย. 51 / แฉต่อขบวนการหมิ่นพระราชอำนาจ - “สนธิ” ชี้ “แก๊งแม้ว” เร่งสถานการณ์แตกหัก 24 เม.ย.51)

 

 

สมรรถภาพของ “ยาม” : กรณีศึกษาจาก “ชายผู้ไม่ยืนในโรงหนัง”

ประจวบเหมาะกับการเข้ารายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสน.ปทุมวัน เมื่อวันที่ 22 เม.ย. 51 ของ โชติศักดิ์ อ่อนสูง และ ชุติมา เพ็ญภาค ในข้อกล่าวหาความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา เนื่องจากไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่ง

 

คำนูณ สิทธิสมาน อดีตเลขาธิการศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยปี 2518 สมาชิกสนช.ในช่วงรัฐประหาร 19 กันยายน สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากระบบสรรหาปี 2551 ผู้ดำเนินรายการยามเฝ้าแผ่นดินร่วมกับนางจินดารัตน์ เจริญชัยชนะ ออกอากาศทาง ASTV ได้หยิบยกประเด็นของโชติศักดิ์ อ่อนสูงมาพูดคุยในรายการเมื่อคืนวันที่ 22 เม.ย. ต่อมาได้มีผู้สื่อข่าวนำเนื้อหาบางส่วนของรายการดังกล่าวมาเรียบเรียงแล้วเผยแพร่ในเว็บไซต์ “ผู้จัดการออนไลน์” ในคืนเดียวกัน (“ยามฯ” แฉ “นายใหญ่” จ้องปลด “หมัก” - แก๊งหมิ่นสถาบันพล่านเต็มเว็บเครือข่ายแม้ว”) และได้นำไปตีพิมพ์อีกครั้งในหนังสือพิมพ์ “ผู้จัดการ” ฉบับวันที่ 23 เม.ย.51 หน้า 2

 

คำนูณ สิทธิสมาน หนึ่งในผู้ดำเนินรายการ กล่าวในการจัดรายการคืนนั้นว่า

 

“…โชติศักดิ์เป็นหนึ่งในผู้ประสานงานของ นปก. มีรายงานข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ว่าเขาไปร่วมกิจกรรมของ นปก.หลายครั้ง...”

 

“…คุณโชติศักดิ์อยู่ร่วมในขบวนการ นปก. มาโดยตลอด และมีอุดมการณ์ตรงกับ นปก....”

 

“…ในวันที่คุณโชติศักดิ์เกิดเหตุแกใส่เสื้อสีแดง คือสีแดงนี่เป็นสีที่กลุ่ม นปก.และเครือข่ายใช้ในการรณรงค์ต่อต้านรัฐประหาร ต่อต้านรัฐธรรมนูญ 2550…”

 

ต่อมาโชติศักดิ์เขียนชี้แจงประเด็นนี้ใน “จดหมายร้องเรียนถึงประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ” ว่าการเสนอข้อมูลของคำนูณ สิทธิสมานเป็นเท็จ ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับ ข้อที่ 4, 7 และ 8 ของ “ข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพหนังสือพิมพ์ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พ.ศ.2541”

โชติศักดิ์ชี้แจงว่า

 

“ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นผู้ประสานงาน นปก. และไม่เคยมีตำแหน่งใดใน นปก. รวมถึงไม่เคยไปร่วมกิจกรรมกับกลุ่ม นปก.เลยแม้แต่ครั้งเดียว”

 

“ข้าพเจ้าไม่เคยอยู่ร่วมในสิ่งที่เรียกว่า “ขบวนการ นปก.” และไม่ได้มีอุดมการณ์ตรงกับกลุ่ม นปก. เช่น กลุ่ม นปก.สนับสนุนคุณทักษิณ ชินวัตร แต่ข้าพเจ้าไม่เคยสนับสนุน คุณทักษิณ และเคยวิพากษ์วิจารณ์คุณทักษิณ, รัฐบาลภายใต้การนำของคุณทักษิณ และนโยบายของพรรคไทยรักไทยในที่สาธารณะหลายครั้งหลายโอกาส ทั้งก่อนและหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนมีผู้เรียกข้าพเจ้าและผู้ที่คิดคล้ายๆกันว่า “พวก 2 ไม่เอา” (คือต่อต้านทั้งการรัฐประหารและรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ)”

 

“ในวันที่เกิดเหตุ(20 กันยายน 2550) ข้าพเจ้าสวมเสื้อสีดำซึ่งจัดทำโดย “เครือข่าย 19 กันยา ต้านรัฐประหาร” ไม่ใช่เสื้อแดงของกลุ่ม นปก. (ซึ่งในกรณีนี้ร้อยเวร สน.ปทุมวันได้ถ่ายรูปเสื้อของข้าพเจ้าไว้เป็นหลักฐานแล้วด้วย)”

 

การที่คำนูณ สิทธิสมานออกมากล่าว “ข้อมูลอันเป็นเท็จ” ว่าโชติศักดิ์เป็นหนึ่งในผู้ประสานงานของนปก. ซึ่งถูกมองว่าเป็นกลุ่มองค์กรที่เคลื่อนไหวสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทำให้ถูกมองเป็นอื่นไปไม่ได้ว่าคือความพยายามใช้โชติศักดิ์เป็น “เครื่องมือ” เพื่อสนับสนุนการ “เฝ้ายาม” ของตัวเองในการตีหัวฝ่ายตรงข้าม

 

แต่ถ้าหากนั่นเกิดจากการนำเสนอข้อมูลที่ “ผิดพลาด” จริงๆ ก็นับว่าประสิทธิภาพการหาข้อมูลเพื่อนำเสนอและทำหน้าที่เป็นสื่อมวลชนเพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงของคำนูณมีปัญหาอย่างมาก

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ “ยาม” คนนี้สมควรถูกไล่ออก ?

 

หรือเป็นความจงใจให้ผิดพลาดที่เป็นอยู่ในสำนึกอยู่แล้ว?

 

“ข้าพเจ้าเห็นว่าข้าพเจ้ากำลังถูกรังแกจากการกระทำของผู้ที่มีสื่ออยู่ในมือ และในฐานะที่องค์กรของท่านเป็นองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ข้าพเจ้าจึงได้ร้องเรียนมาเพื่อขอให้ท่านดำเนินการตรวจสอบกรณีดังกล่าว เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ข้าพเจ้า” โชติศักดิ์กล่าวทิ้งท้ายไว้ในจดหมายร้องเรียนถึงประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ...

 

 

สมรรถภาพเช่นนี้...ยามจะเฝ้าแผ่นดินนานอีกเท่าไหร่

การฟื้นฟูการเคลื่อนไหวขององค์กรขวาจัดอย่างกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอีกครั้งด้วยเหตุผลที่ว่า “ระบอบทักษิณ” ฟื้นคืนชีพผ่านร่างทรงนอมินีของสมัคร สุนทรเวช แม้จะสามารถทำได้ในระบอบประชาธิปไตย แต่ข้อเสนอของกลุ่มพันธมิตรเองกลับมีคลุมเครือว่าต้องการจะเสนอทางออกอย่างไรกับสังคมไทย

 

จะให้เกิดการรัฐประหารอีกครั้งหรือจะเสนอแนวทางระบอบการปกครองอย่างไร...

 

สุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ บอกว่า การเคลื่อนไหวโดยรูปแบบการสัมมนาหรือเวทีในร่มครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้าย

 

“เพราะจากการประเมินของแกนนำเชื่อว่าสถานการณ์จะเริ่มสุกงอมเร็วกว่าที่คาด ฉะนั้นหลังจากวันที่ 25 เมษายน เชื่อว่ารูปแบบการเคลื่อนไหวของพันธมิตรคงจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ส่วนจะถึงขั้นเป็นการชุมนุมใหญ่และยืดเยื้อหรือไม่ คงต้องประเมินจากมติของที่ประชุมหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 6 พรรคอีกที” (คมชัดลึก 25 เมษายน 2551)

 

ยามจะเฝ้าแผ่นดินอีกนานเท่าไหร่ยังไม่มีใครตอบได้...แต่สมรรถภาพของของยามเวลานี้ควรได้รับการประเมิน

 

เพราะเมื่อเกือบ 2 ปีที่แล้ว ยามผู้มาอาสาเฝ้าแผ่นดินท่านนี้ได้เรียกชายในเครื่องแบบมาช่วยเล่นวิ่งไล่จับ “โจร” (ในทัศนะของยาม) จนต้องพังบ้านไปทั้งหลัง เท่านั้นไม่พอยังแยกชิ้นส่วนของบ้านฝังลงไปในดินจนยากที่จะขุดขึ้นมาแล้วในเวลานี้





โดย : ประชาไท   วันที่ : 25/4/2551

"41 ความคิดเห็น : คลิกแสดงความคิดเห็นที่นี่"

หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท
409 ชั้น 1 (อาคาร มอส.) ซ.โรหิตสุข (รัชดา 14) ถ.ประชาราษฎร์บำเพ็ญ 5 เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320
โทร. 02 690 2711 แฟกซ์ 02 690 2712

Copyright © 2005 Design & Construction All rights reserved.