จิรนันท์ หาญธำรงวิทย์ รายงาน
ไม่ว่าจะด้วยสิ่งที่เรียกว่า การเมือง ความรัก หรือ ความจงรักภักดี ก็ตาม การฟ้องร้องกันด้วยข้อหา หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ก็ได้กลายเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยไปแล้ว เห็นได้จากการตั้งคำถามเกี่ยวกับสถาบันฯ ในข้อสอบ การเขียนถึงสถาบันกษัตริย์ในหนังสือวิชาการ การพูดถึงสถาบันกษัตริย์ในงานวิชาการ รวมถึงการไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี ก็ล้วนแต่ถูกนำไปใช้เป็นสาเหตุในการฟ้องร้องกันด้วยข้อกล่าวหานี้ทั้งสิ้น
ล่าสุด โชติศักดิ์ อ่อนสูง และเพื่อน ซึ่งถูก นายนวมินทร์ วิทยกุล อายุ 40 ปี ฟ้องในความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญา เนื่องจากไม่ยืนเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมีในโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่ง จะเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันพรุ่งนี้ (22 เม.ย.) ที่ สน.ปทุมวัน เวลา 13.30น.
ก่อนไปรับทราบข้อกล่าวหากับเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันพรุ่งนี้ ประชาไท ได้นัดพูดคุยกับโชติศักดิ์ เพื่อถามถึงที่มาที่ไปและการเตรียมตัวในการดำเนินคดี
ที่มาที่ไปของคดีนี้เป็นอย่างไร
เหตุเกิดเมื่อวันที่ 20 กันยายนปีที่แล้ว เราตั้งใจไปซื้อของ แล้วก็เลยแวะดูหนังด้วย โดยเข้าไปก่อนที่หนังจะเริ่ม พอถึงช่วงเพลงสรรเสริญเราก็ไม่ยืน นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไม่ยืน ผมไม่ยืนเป็นปกติอยู่แล้ว ถัดจากที่เรานั่งไปสองที่ มีผู้ชายนั่งอยู่คนเดียว พอเพลงขึ้นแล้วเห็นเราไม่ยืน เขาก็หันมาบอกว่า stand up คงเข้าใจว่าผมเป็นคนต่างประเทศ ผมก็นั่งต่อ เขานิ่งจนเพลงจบแล้วจึงไปตามพนักงานในโรงหนังให้มาจัดการกับเราสองคนให้ได้ ตอนนั้นหนังเริ่มเล่นแล้ว แต่ท้ายที่สุดพนักงานก็ไม่ทำอะไร และพยายามปลอบให้ผู้ชายคนนั้นเงียบ ซึ่งมารู้ทีหลังว่าเขาชื่อคุณนวมินทร์
พอเขาเห็นพนักงานไม่ทำอะไร ก็เลยลุกขึ้นมาแล้วเริ่มด่า ประมาณว่าให้ออกไป เราเป็นคนไทยทำไมไม่ยืน ฝรั่งยังยืนเลย ผมก็ตอบโต้ไปนิดหน่อยว่า ผมมาดูหนังและรู้สึกสบายดี ถ้าคุณรู้สึกไม่สบายก็ออกไป เขาเริ่มโมโหและเริ่มขว้างของใส่พวกเรา พวกโบชัวร์หนังอะไรต่อมิอะไรที่มีในมือจนหมด แล้วมาแย่งป๊อบคอร์น ขวดน้ำในมือของเพื่อนผม เอามาขว้างปาอีก พอเขาด่าไปพักหนึ่งก็หยุดพักหายใจ คนในโรงหนังก็ปรบมือให้เขา แล้วเขาก็ด่าต่ออีก ผมเห็นว่าไม่ไหวจริงๆ ก็เลยเดินออกจากโรงหนังโทรพร้อมกับโทรแจ้ง 191 และรอตำรวจอยู่หน้าโรงจนตำรวจมา
พอหนังจบเขาก็ออกมา ท่าทางตกใจเหมือนกัน คงไม่คิดว่าผมจะเอาเรื่อง ตำรวจก็พาผมไป ตำรวจอีกคนพานวมินทร์ไปที่โรงพัก ไม่ได้คุยอะไรกัน แล้วตำรวจก็มาบอกว่าถ้าผมแจ้งความกับนวมินทร์ เขาจะแจ้งความกลับข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
เรื่องนี้ผมก็คุยกันกับเพื่อนด้วย เราคิดว่าต่อให้เราทำผิดกฎหมายก็ตาม สมมติว่าเราผิดนะ เขาก็ไม่ควรใช้ศาลเตี้ยกับเรา เขาควรไปแจ้งความตั้งแต่แรก แล้วการที่เราถูกละเมิดสิทธิ กฎหมายก็ควรคุ้มครองเราด้วยเหมือนกัน เราจึงแจ้งความ 4-5 ข้อหา คือ ทำร้ายร่างกาย ทำให้เสียทรัพย์ ดูหมิ่นซึ่งหน้า บังคับข่มขืนจิตใจ
ที่จริงคืนนั้นก็ยังไม่ได้แจ้งความ เพราะตำรวจบอกว่าถ้าจะแจ้งทำร้ายร่างกายต้องไปตรวจร่างกายก่อน เลยลงบันทึกประจำวันไว้เฉยๆ แล้วไปตรวจร่างกาย รุ่งขึ้นก็ไปแจ้งความ
คดีที่ผมแจ้งความเขา ตำรวจสอบปากคำไปรอบเดียว หลังจากนั้นก็เงียบไปเลย ส่วนคดีที่เขาแจ้งความผม ผมไม่รู้เรื่องอีกเลยหลังจากวันเกิดเรื่อง แต่ที่จริงก็มีคนอ้างว่าเป็นตำรวจไปที่บ้านอาผมอยู่เหมือนกัน ไปดูบ้านและคุยกับอาของผมด้วย ประมาณช่วงเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ตอนนั้นไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับคดีนี้โดยตรง จนเมื่อมีตำรวจโทรมาบอกเมื่อเร็วๆ นี้ให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา
มีเหตุผลอะไร ทำไมถึงไม่ยืน
ถ้ากฎหมายบอกว่าการกระทำแบบนี้ผิด ผมก็จะทำตามกฎหมายนะ เพราะกฎหมายมีอำนาจกับเราจริง แต่ผมเข้าใจว่าไม่ผิดกฎหมายจึงเลือกที่จะไม่ยืน
บางคนบอกว่า การยืนเคารพเพลงสรรเสริญอาจไม่ได้อยู่ในกฎหมาย แต่เรียกได้ว่าเป็นจารีตไปแล้ว ดังนั้น สิทธิทางความคิด ความเชื่อ การแสดงออก กับ จารีตที่สังคมปฏิบัติ คิดว่ามันมีเส้นแบ่งอยู่ตรงไหน
อย่างแรกถามว่ามันเป็นจารีตหรือเปล่า ผมเคยอ่านเอกสารชิ้นหนึ่ง ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าอ่านเจอในเว็บไซต์ มันมีหลักฐานชี้ว่าสมัยก่อนเพลงสรรเสริญพระบารมีจะเปิดหลังหนังจบ แล้วไม่มีใครยืน เหมือนทุกคนรีบกุลีกุจอรีบกลับบ้าน นี่สมัย ร.5 ที่เริ่มมีการเปิดเพลงสรรเสริญใหม่ๆ ส่วนการเอาเพลงสรรเสริญมาเปิดก่อนหนังเริ่มก็ยิ่งเป็นเรื่องใหม่เข้าไปอีก ดังนั้น นับตรงไหนมันถึงจะเรียกว่าเป็นจารีต
อย่างที่สอง เมื่อเราถามเรื่องจารีตกับสิทธิ เราจะพบว่ามีจารีตอื่นๆ อีกเยอะแยะที่คนไม่ปฏิบัติตาม แต่ก็ไม่เห็นมีใครจะเป็นจะตายกับมัน ถ้าบอกว่าใครละเมิดจารีตแล้วต้องลงโทษ คงต้องสร้างคุกเพิ่มอีกเยอะแล้ว
จารีตเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น ไม่ต่างจากกฎหมาย ถ้ามันเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง ไม่เข้ากับยุคสมัย เป็นอุปสรรคกับความอยู่ดีของชาวบ้านก็สามารถจะยกเลิกได้
คดีความที่เกิดขึ้นนี้กับความเข้าใจของที่บ้าน มีผลกระทบอะไรไหม
ผมก็ทำกิจกรรม อยู่ในแวดวงการเคลื่อนไหวภาคประชาชน มีการประท้วงกันตลอด ที่บ้านก็ชาชินแล้วนะ ในระดับหนึ่ง แต่พอรู้เรื่องนี้ก็ตกอกตกใจกันพอสมควร เพราะเป็นเรื่องใหญ่กว่ามาก ผมก็ไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่าการปลอบใจให้ใจเย็นๆ มันมีกระบวนการของมัน
ในเว็บบอร์ดกระแสเรื่องนี้แรงมาก รู้สึกยังไงบ้าง
บางทีผมก็ฉุนกับบางความเห็น เช่น ทำแบบนี้ก็ไปอยู่ประเทศอื่นสิ ผมพยายามไม่ตอบโต้ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า เราไม่ใช่เจ้าของประเทศเหรอ คนที่ลงแรงทำการผลิต คนที่สร้างประเทศ สร้างชาติ สร้างความเจริญคือประชาชนไม่ใช่เหรอ ในเมื่อเจ้าของประเทศคือประชาชน แล้วทำไมเราที่เป็นประชาชนคนหนึ่งจะอยู่ในประเทศนี้ไม่ได้
กลับมาที่เรื่องคดี แนวทางการต่อสู้จะเป็นอย่างไร
มีสองส่วน ส่วนของคดีก็ว่าไปตามตัวบทกฎหมาย ผมได้ขอความช่วยเหลือไปทางสภาทนายความแล้ว เขาก็ส่งทนายความมาช่วย และปรึกษาเพื่อนๆ ที่เป็นทนายความด้วย ส่วนของเพื่อนก็มีพี่ที่เป็นทนายความมุสลิมมาช่วย ในตัวเหตุผลมันก็จะต่างกันระหว่างของผมกับของเพื่อน
อีกส่วนหนึ่ง เราก็ยืนยันว่าการไม่ยืนเป็นสิทธิ การไม่ยืนไม่ใช่อาชญากรรม และที่สำคัญคือมันไม่ได้เป็นการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาท และกำลังจะมีการรณรงค์กับสังคมในเรื่องนี้
มีองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนอื่นๆ เข้ามาดูแลบ้างไหม
ตอนนี้ยังไม่มีองค์กรไหนเข้ามาดู ในส่วนเพื่อนที่ทำงานในองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างๆ ก็มีการคุยกันบ้าง แต่ก็เป็นลักษณะส่วนตัวมากกว่า กำลังคิดว่าจะไปยื่นกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แต่ไม่ได้มุ่งหวังความช่วยเหลือหรืออะไร เพราะดูจากบทบาทที่ผ่านมาแล้วคงคาดหวังไม่ได้ แต่อาจจะยื่นเพราะอยากพิสูจน์ว่าคณะกรรมการสิทธิฯ จะมีแนวทางพิจารณาเรื่องสิทธิแบบนี้อย่างไร
ได้กลับไปศึกษาคดีหมิ่นฯ ที่ตัดสินไปแล้ว เพื่อเป็นแนวทางเปรียบเทียบกับคดีของตัวเองบ้างไหม
ก็มีคดีที่ใกล้เคียงอยู่ เช่น คดีปี 2522 มีการฎีกาแต่ถูกจำคุก เป็นคดีที่ใกล้เคียง คนนั้นเขาไม่ยืนแล้วพูดด้วยว่าเพลงอะไรฟังไม่รู้เรื่อง ซึ่งก็ไม่เหมือนกับกรณีของเรา เพราะแม้ว่าผมจะไม่ยืนแต่ผมก็เคารพสิทธิ์ของคนที่อยากจะยืนเหมือนกัน ผมให้เกียรติพิธีกรรมของเขาด้วยการเลือกที่จะนั่งอย่างสงบ
ในจดหมายที่ส่งให้สภาทนายความมีข้อความระบุว่า กฎหมายหมิ่นฯ ก่อให้เกิดการเล่นงานทางการเมือง แล้วมีข้อเสนออะไรต่อกฎหมายนี้
จริงๆ กฎหมายนี้ควรยกเลิกไปเลย เพราะมีคนได้รับผลกระทบจากคดีนี้เยอะแยะเลย เป็นข้อกล่าวหาที่ใช้ทางการเมืองมากที่สุด คุณสนธิ ลิ้มทองกุล ก็ถูกฝ่ายคนรักทักษิณกล่าวหาด้วยข้อหานี้ คุณทักษิณเอง หรือพรรคพวกก็ถูกกล่าวหาด้วยข้อหานี้เหมือนกัน ทั้งๆ ที่มันเป็นคดีอาญาและมีโทษหนักมาก จำคุก 15 ปี แต่กลับถูกนำไปใช้และถูกตีความให้กว้างไปได้เรื่อยๆ เวลาไม่ชอบใครก็จ้องจับผิดเขาแล้วก็เอาข้อหานี้ไปยัดให้ได้ง่ายๆ โดยที่คนกล่าวหาไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย
แต่ถ้าจะมีกฎหมายนี้ต่อไปผมคิดว่า ราชวงศ์หรือสำนักพระราชวังควรเป็นผู้ฟ้องเอง ไม่ใช่ปล่อยให้ใครก็ได้มาฟ้องจนเละเทะแบบนี้
ความหวังของการสู้คดีนี้คืออะไร
ความหวังขั้นต่ำสุดของผมคือ ต้องการให้การไม่ยืนเป็นเรื่องที่ไม่ผิดกฎหมาย เป็นเรื่องที่ทำได้ ไม่ใช่แค่รอดคดีนี้อย่างเดียว
เตรียมเรื่องการประกันตัวไว้ไหม
ประเมินกันอยู่เหมือนกันว่าจะต้องเตรียมประกันตัวหรือเปล่า แต่ตำรวจก็บอกว่าถ้าเราไปรับทราบข้อกล่าวหาก็จะไม่ออกหมายจับ แต่ทนายก็บอกว่าตำรวจมีสิทธิจะออกหมายจับได้ ตอนนี้ยังประเมินอยู่ว่าต้องเตรียมหรือเปล่า ถ้าเป็นเงินก็เยอะ คนละสองแสน ถ้าเป็นคน ก็ต้องหาข้าราชการที่เงินเดือน 20,000 บาทขึ้นไป
วันที่ 22 เม.ย.ที่จะไปพบตำรวจ มีการประสานกับเครือข่ายต่างๆ ไว้ไหม
คงจะชวนเพื่อนๆ ไปกัน มีทนาย และนักข่าวที่ตามเรื่องนี้ ซึ่งในเวลา 13.00 น. ผมได้เตรียมแถลงการณ์ไปอ่านที่หน้า สน.ปทุมวัน ด้วย
|