"จาตุรนต์"ดันแก้ รธน. - ไม่ได้หวังนิรโทษฯ 111 ทรท.
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวสนับสนุนกรณีที่พรรคพลังประชาชนเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเห็นว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ไม่เป็นประชาธิปไตย เนื่องจากที่ผ่านมาอำนาจไม่ได้อยู่ที่ประชาชน หรือผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะทั้ง ส.ส. และรัฐมนตรี ไม่สามารถทำงานให้กับประชาชนได้ เนื่องจากถูกอำนาจเก่าเข้ามาแทรกแซง นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันยังทำให้ประชาชนอ่อนแอ รัฐบาลไม่เข้มแข็ง
อยากทวงสัญญาประชาคมกับพรรคต่างๆ ที่ให้สัญญาไว้ก่อนการเลือกตั้ง การแก้รัฐธรรมนูญควรดำเนินการโดยเร็ว การแก้ไขควรพิจารณาทั้งฉบับและในประเด็นที่สำคัญ ผมไม่เห็นด้วย ถ้าจะรอให้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้เสร็จสิ้นก่อน เพราะหากไม่แก้รัฐธรรมนูญ ก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ ดังนั้น ควรทำไปพร้อม ๆ กัน นายจาตุรนต์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า เสียงของฝ่ายรัฐบาลที่มีกว่า 300 เสียง เพียงพอที่จะเป็นผู้เสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ส.ส.สามารถดำเนินการได้เลย โดยทำในลักษณะการร่วมกันทำของพรรคการเมือง ไม่จำเป็นต้องรอคณะรัฐมนตรี หรือการเข้าชื่อจากประชาชน เพราะจะทำให้ล่าช้า อีกทั้ง ส.ส. มีสิทธิเสนอแก้รัฐธรรมนูญ เพราะประชาชนเป็นผู้คัดเลือกเข้ามา และในการแก้ไขควรใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นหลัก โดยนำข้อเสียออกไป แล้วนำข้อดีของรัฐธรรมนูญปี 2550 มาใส่เพิ่มเติม จะทำให้เกิดความรวดเร็วขึ้น
ส่วนกรณีที่มีการมองว่า การแก้รัฐธรรมนูญจะส่งผลดีกับพรรคที่กำลังถูกพิจารณาในคดียุบพรรคนั้น นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ไม่แน่ใจ แต่ด้วยระบบกฎหมายของไทยว่าด้วยการยุบพรรค เป็นกฎหมายที่ล้าหลังและขัดต่อหลักนิติธรรม ในส่วนนี้ควรจะแก้ไข เพราะทำให้เกิดการยุบพรรคได้ง่าย ไม่มีกฎหมายที่ใดในโลกทำกันแบบนี้ หรือกรณีคนหนึ่งกระทำความผิด แต่มาลงโทษกับพรรคการเมือง อย่างไรก็ตาม มองว่าการแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับอาจกินเวลานานเป็นปี แต่หากแก้ในบางมาตราก็จะทำได้เร็วขึ้น แต่ส่วนตัวอยากให้มีการแก้ไขทั้ง 2 ส่วนไปพร้อมกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่มีการระบุถึงมือที่มองไม่เห็น ซึ่งพยายามเข้ามาแทรกแซงการทำงานของรัฐบาลและคดียุบพรรคการเมืองนั้น นายจาตุรนต์ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นว่าบุคคลดังกล่าวคือใคร เพราะไม่ชอบทำงานลักษณะสืบสวน ส่วนตัวคิดว่าไม่มีใครอยู่เบื้องหลัง แต่ผู้ที่ร่วมกันทำปฏิวัติและมีอิทธิพล ได้วางระบบไว้ในส่วนงานต่าง ๆ ทำให้ยังมีอำนาจอยู่ และกลไกที่วางไว้ยังมีผลต่อเนื่องมา
ส่วนที่มีการมองว่า มีการตั้งธงในคดียุบพรรคไว้แล้ว นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ไม่มีข้อมูลเรื่องนี้ แต่การยุบพรรคก็เป็นผลอย่างหนึ่งที่มาจากการทำรัฐประหารยึดอำนาจต้องการเข้ามา เพื่อเลือกพรรคการเมืองมาเป็นรัฐบาล และให้แน่ใจว่าสามารถจัดการกับพรรคการเมืองหรือคนบางกลุ่มให้หมดไปได้ โดยไม่คำนึงว่าระบบประชาธิปไตยจะสูญเสียไป ไม่สนใจว่าใครจะบงการ เพราะเป็นการกระทำร่วม ๆ กัน จนทำให้บ้านเมืองไม่เป็นประชาธิปไตย ถ้ายังเป็นเช่นนี้ บ้านเมืองก็จะเดินหน้าต่อไปไม่ได้
เมื่อถามว่า เห็นด้วยหรือไม่ที่ควรยุบพรรคการเมืองที่ไม่ดี นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ถูกต้อง แต่ไม่ใช่จะยุบพรรคเพียงเพื่อต้องการลงโทษคนในพรรคที่ไม่ดีเพียงคนเดียว ซึ่งขัดกับหลักนิติธรรม ซึ่งการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่หวังเพื่อให้นิรโทษกรรม 111 อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เป็นคนละประเด็นกัน และหากจะนิรโทษกรรมต้องทำโดยพระราชบัญญัติ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญ แม้จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ก็ไม่เกี่ยวกัน
วันนี้ไม่ได้มาเรียกร้องเรื่องของการนิรโทษกรรม เพราะที่ผ่านมายืนยันได้ว่าไม่ได้กระทำความผิด คำสั่งลงโทษเป็นการพิจารณาโดยไม่ได้ใช้หลักนิติธรรม แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่เห็นด้วยกับการลงโทษผู้ที่กระทำความผิด การนิรโทษกรรมต้องดูเรื่องเวลาที่เหมาะสม ที่ผ่านมาก็ไม่เคยเรียกร้องหรือขอความกรุณาจากใคร นายจาตุรนต์ กล่าว
"สุริยะใส"จวกเห็นแก่ตัวแก้ รธน.เจตนาช่วยกันเอง
นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย หรือ ครป. เห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลและพรรคพลังประชาชน สะท้อนให้เห็นถึงความเห็นแก่ตัว และเอาประโยชน์ทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของส่วนรวม ซึ่งความพยายามแก้ไขในมาตรา 237 ถือเป็นการนิรโทษกรรมล่วงหน้าให้แก่ผู้ทุจริตเลือกตั้งและพรรคที่เกี่ยวข้อง
นายสุริยะใส กล่าวต่อว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เตรียมประชุมด่วนเพื่อหารือประเด็นดังกล่าวในวันพุธที่ 26 มีนาคมนี้ ขณะที่การจัดสัมมนาประชาชนในวันที่ 28 มีนาคม นายสุริยะใส ย้ำว่ามีความพร้อมเต็มที่ โดยเน้นหนักเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการโยกย้ายข้าราชการ โดยตั้งข้อสังเกตถึงการโยกย้ายข้าราชการที่จะมีขึ้นในวันที่ 2 เมษายน ว่าอาจจะมีการเตรียมการสำหรับการยุบสภาที่อาจจะเกิดขึ้น
ปชป.ค้านแก้ รธน. แก้ปัญหาเฉพาะหน้าพรรคการเมือง
ขณะที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า พรรคประชาธิปัตย์ขอยืนยันว่าไม่ประสงค์ที่จะเห็นพรรคการเมืองใด ต้องถูกยุบพรรคโดยไม่มีเหตุผลที่สมควร อยากให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง ดำรงเป็นสถาบันทางการเมือง แต่ต้องยอมรับความจริงว่าปัญหาสำคัญที่นำไปสู่การออกกฎหมายหรือข้อบัญญัติต่างๆ ในรัฐธรรมนูญ รวมทั้ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง หรือว่าด้วยพรรคการเมือง กำหนดในเรื่องของการยุบพรรคเอาไว้ โดยมีเจตนารมณ์ที่ต้องการป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง เมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดไว้อย่างนี้ ก็เป็นเรื่องที่พรรคการเมืองและนักการเมืองต้องระมัดระวังพึงสังวรตัวเองไม่ไปประพฤติอะไรที่ผิดกฎหมาย
พรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า ไม่ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า หรือแก้ไขปัญหาของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือพรรคใดพรรคหนึ่ง เพราะจะกลายเป็นว่าพรรคการเมืองนั้นเข้ามาแก้ไขเพื่อประโยชน์ของตัวเอง ซึ่งไม่ถูกต้อง แต่ควรทำเพื่อส่วนรวมโดยใช้กระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนเข้ามาช่วยกำหนดว่าอยากให้รัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างไร โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้ถึงเวลาที่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือยัง นายองอาจ กล่าวว่า ในส่วนของพรรคมีคณะกรรมการติดตามการใช้รัฐธรรมนูญ มีนายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์เป็นประธาน ซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับการใช้รัฐธรรมนูญว่ามีผลกระทบอย่างไร และเมื่อถึงระยะเวลาพอสมควรที่พรรครวบรวมได้ ถึงวันนั้นพรรคก็จะนำเสนอต่อสังคม ให้พิจารณาโดยจะมีการกำหนดวิธีการการแก้ไขด้วย ผู้สื่อข่าวถามว่า เวลานี้ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 หรือไม่ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ควรที่จะศึกษาให้ถ่องแท้พอสมควรระดับหนึ่งก่อน อย่าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยใช้ความรู้สึกส่วนตัวเป็นที่ตั้ง ทั้งนี้พรรคเห็นว่ามีหลายเรื่องที่ควรปรับปรุงแก้ไข เช่น การเข้าสู่อำนาจของ ส.ว.เป็นต้น
ป๋าเหนาะเตือนแก้ รธน.อย่าเอื้อประโยชน์
นายเสนาะ กล่าวถึงแนวคิดแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 237 ของพรรคพลังประชาชน ที่มีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายเรื่องการยุบพรรคว่า จะทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญจริงต้องแก้ทั้งระบบ ไม่ใช่แก้เฉพาะจุด ไม่เช่นนั้น จะเป็นการทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้บุคคลบางกลุ่มเท่านั้น พร้อมยอมรับว่า รัฐธรรมนูญทุกฉบับมีทั้งข้อดีและข้อเสีย
ทั้งนี้ นายเสนาะยังเสนอให้ ส.ส. และ ส.ว.ร่วมหารือเรื่องดังกล่าว และตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายใหม่ โดยเห็นว่าไม่จำเป็นต้องมีการหยั่งเสียงของประชาชนด้วยการทำประชาพิจารณ์อีก เพราะอาจส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า แม้จะมีการแก้กฎหมายก็จะไม่ส่งผลกับการพิจารณากรณีการยุบพรรคการเมือง ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.กำลังพิจารณาอยู่ในขณะนี้
เสรีชี้แก้ รธน.50 วุ่นแน่
นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) กล่าวถึงความพยายามของพรรคพลังประชาชนที่จะเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 ว่า ประเด็นที่จะแก้ไขต้องมีความชัดเจนว่ามีปัญหามาน้อยเพียงใด ซึ่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านการประชามติจากประชาชน ดังนั้น การแก้ไขรัฐธรรมนูญถ้าเป็นประเด็นที่แก้ เพื่อตนเองให้พ้นจากการยุบพรรคก็ดีหรือเพื่อให้ตนได้ประโยชน์อย่างไรก็ดี เชื่อว่าจะต้องมีคนออกมาคัดค้าน สุดท้ายจะทำให้เกิดความวุ่นวาย ดังนั้น จึงอยากให้ผู้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญพิจารณาถึงผลดีผลเสียให้ดี
เมื่อถามว่า การขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ พรรคพลังประชาชนอ้างความชอบธรรม เพื่อผ่าทางตันทางการเมือง นายเสรี กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ทางตัน เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญเขียนไว้เป็นกติกาของบ้านเมืองทุกคนต้องปฏิบัติตามกติกาของบ้านเมือง เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นคนที่ทำผิดมักไม่ยอมรับผิด แต่กลับไปโทษรัฐธรรมนูญว่ามีปัญหา หรือบอกว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากรัฐธรรมนูญ ความจริงปัญหาเกิดจากคนกระทำความผิด ถ้าไม่มีการกระทำความผิดมาตรานี้ ก็จะไม่ต้องนำมาใช้ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงไม่ใช่ความชอบธรรมใดๆทั้งสิ้น
เมื่อถามว่าหากผู้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำประชามติเพื่อขอความเห็นชอบของประชาชนเป็นสิ่งที่ทำได้หรือไม่ นายเสรี กล่าวว่า การทำประชามติเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ หากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องที่สำคัญ โดยประชาชนเป็นผู้เสนอความต้องการหรือแสดงความเห็นผ่านการประชามติ เป็นสิ่งทำได้เพราะหากประชาชนเห็นด้วยก็เป็นสิ่งที่ยอมรับได้
เมื่อถามต่อว่าเวลาใดจึงควรพิจารณาถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายเสรี กล่าวว่า การแก้รัฐธรรมนูญควรให้มีการใช้ไปสักระยะหนึ่งแล้วจึงทบทวนถึงการใช้รัฐธรรมนูญว่ามีปัญหาอย่างไร มีความขัดข้องในส่วนใด ทำให้บ้านเมืองเดินต่อไปไม่ได้จริงหรือไม่ เป็นความขัดข้องที่รัฐธรรมนูญหรือที่กฎหมายลูกเพื่อให้แก้ไขตรงจุด หากนำรัฐธรรมนูญไปใช้แล้วเกิดปัญหาก็เป็นเหตุผลอยู่เองที่ต้องแก้ไข แต่ในเวลานี้เป็นเวลาที่เร็วเกินไป และเป็นการแก้ไขที่ไม่ได้เกิดจากปัญหาของรัฐธรรมนูญแต่เป็นการแก้ไขเพื่อประโยชนของตนเองมากกว่า
เรียบเรียงจาก เว็บไซต์เดลินิวส์ , เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์
|