กานต์ ยืนยง
เมื่อวันจันทร์ที่ 7 เดือนก่อน ได้มีการจัดอภิปรายเรื่อง ป.ป.ช.ภาคประชาชนควรเป็นอย่างไร ในสายตาภาครัฐ เอกชน และประชาชน โดยมี พลเอกภาษิต สนธิขันธ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ กล่าวเปิดการสัมมนา ความตอนหนึ่งว่า
"ที่ผ่านมาปัญหาต่างๆ มีเยอะแยะแต่อาจจะพูดได้ว่าประเทศไทยที่เป็นแบบนี้เพราะคนๆ เดียว ในอดีตมีนักการเมืองหลายท่านที่ต้องเดินทางไปอยู่ต่างประเทศ เช่น อ.ปรีดี พนมยงค์ อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ซึ่งท่านไม่ได้ทำอะไรผิด ในปัจจุบันท่านเป็นปูชนียบุคคลระดับประเทศ แต่ในเวลานั้นอาจจะมีความคิดที่แตกต่างกัน แต่เมื่อท่านออกไปนอกประเทศแล้วแม้จะมีคนให้กำลังใจท่านกลับมา ท่านก็ไม่กลับเพราะท่านเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของประเทศ ท่านไม่เคยปลุกใครให้มาอะไรกับท่าน พวกท่านเป็นผู้เสียสละ การอยู่เมืองนอกไม่ใช่จะสบาย เพราะท่านไม่ได้มีเงินเป็นหมื่นๆ ล้าน ไม่มีตังค์ไปซื้อทีมฟุตบอล [1]
คำพูดของ พลเอก ภาษิต มิได้มีความน่าสนใจแง่มุมเชิงประวัติศาสตร์ ที่เขาให้ความจำที่ผิดพลาด เกี่ยวกับทั้งเรื่องของ ดร.ปรีดี พนมยงค์ และ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เพียงเท่านั้น หากเพราะเมื่อผมอ่านข่าวและความคิดเห็นของสื่อมวลชนกระแสหลักในสังคมไทยเกี่ยวกับ การกลับสู่มาตุภูมิของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อันเป็นข่าวร้อนที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งดูเหมือนว่าความเห็นเหล่านั้นจะพร่องความทรงจำทางประวัติศาสตร์บางประการที่สำคัญ และนำไปสู่บทสรุปที่ดูเหมือนจะมิได้สะท้อนความเป็นจริงของการเมืองไทย และสร้างภาพลวงตาให้กับชนชั้นกลางไทยซึ่งเสพรับสื่อเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง ดังที่ผมจะนำเสนอต่อไปข้างหน้า
เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่ พล.อ. ภาษิต ยอมรับว่า ทั้ง ปรีดี และ ป๋วย ไม่ได้ทำอะไรผิดและให้การยอมรับนับถือทั้งสองท่านเป็นปูชนียบุคคลระดับประเทศ ทั้งที่หากคิดถึงบริบททางประวัติศาสตร์ ในช่วงเวลาที่ปรีดีถูกขับออกนอกประเทศ ก็เป็นเพราะ ข้อกล่าวหาในกรณีที่ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์ ในหลวงอานันทมหิดล ข้อกล่าวหานี้เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง และยังพัวพันไปถึงจำเลยที่เกี่ยวข้องในคดีอีกสามคนคือ บุศย์ ปัทมศริน, ชิต สิงหเสนี และ เฉลียว ปทุมรส ภายใต้ข้อสันนิษฐานว่า ปรีดี เป็นผู้อยู่เบื้องหลังบุคคลทั้งสาม และกรณีสวรรคตครั้งนั้น ภายหลังจำเลยทั้งสามถูกตัดสินประหารชีวิต หลังจากถูกคุมขังอย่างไร้อิสรภาพเป็นเวลาถึงแปดปีเต็ม[2]
ในความเป็นจริงปรีดีต้องต่อสู้กับการกล่าวหาของฝ่ายตรงข้ามทั้งในแง่มุมเชิงกฎหมาย และการสื่อสารผ่านสิ่งตีพิมพ์เป็นระยะเวลาอันยาวนาน กว่าเขาจะได้รับการยอมรับในภายหลังว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ในกรณีคดีสวรรคตของในหลวงอานันทมหิดล ข้อกล่าวหาต่อปรีดีในครั้งนั้นรุนแรงอย่างยิ่ง เพราะแม้แต่ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ยังเชื่อว่าปรีดีเกี่ยวข้องกับกรณีการลอบปลงพระชนม์ฯ จนถึงกับเขียนวิจารณ์หนังสือ The Devils Discus ของ Rayne Kruger ลงในสังคมศาสตร์ปริทัศน์อย่างรุนแรง ซึ่งเป็นการเขียนวิจารณ์ทั้งตัวปรีดีและผู้เขียนหนังสือไปพร้อมกัน สุลักษณ์เขียนเล่าในปาจารยสารเมื่อไม่นานนี้เองว่า การเขียนวิจารณ์ในครั้งนั้นเป็นเพราะเขาหลงเชื่อในคำโฆษณาชวนเชื่อ และต่อมาเขาจึงไถ่บาปด้วยการเขียนหนังสือเกี่ยวกับปรีดี และต่อมามีการแปลเป็นภาษาอังกฤษในชื่อ Powers That Be: Pridi Banomyong through the Rise and Fall of Thai Democracy[3] สิ่งที่น่าสงสัยยิ่งกว่านั้นคือในเมื่อสังคมให้การยอมรับในภายหลัง (ดังเช่นตัวอย่างของสุลักษณ์ หรือ พล.อ. ภาษิต ก็ตาม) แล้วเหตุใดกรณีคดีของ บุศย์, ชิต, และ เฉลียว จึงไม่ถูกรื้อฟื้นและศึกษาอย่างถ่องแท้เช่นเดียวกับกรณีของปรีดี ในเมื่อข้อกล่าวหาของจำเลยทั้งสามและปรีดีนั้น มีความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด (ปรีดีเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของจำเลยทั้งสาม
)
ประการต่อมา, ข้อมูลของ พล.อ. ภาษิต ยังคงผิดพลาดที่กล่าวว่า ปรีดีหรือป๋วยไม่ได้กลับมา (กรณีของป๋วยเป็นเรื่องต่างหากที่แยกออกไป แต่เขาก็กลับมาประเทศไทยในภายหลัง, ดังที่ผมจะได้กล่าวถึงต่อไป) เพราะหลังจากเกิดการรัฐประหาร ปี พ.ศ. 2490 โค่นล้มรัฐบาลของ พลเรือตรีหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ซึ่งปรีดีให้การสนับสนุนอยู่ แล้วคณะรัฐประหารก็ตั้งให้นายควง อภัยวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรี (ภายหลังคณะรัฐประหารบีบให้ควงลงจากอำนาจ และให้ จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรีแทน) อีกสองปีถัดมาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2492 ปรีดีก็กลับมาพยายามก่อการรัฐประหารเพื่อยึดอำนาจ โดยร่วมมือกับทหารเรือบางส่วน แต่ล้มเหลว ดังนั้นปฏิบัติการครั้งนั้นของปรีดีจึงถูกเรียกในเวลาต่อมาว่าเป็น กบฎวังหลวง เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ปรีดีจำเป็นต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศจวบจนสิ้นชีวิต (ก่อนหน้าปรีดี, มีความพยายามทำรัฐประหาร ที่นำโดย พล.ต. สมบูรณ์ ศรานุชิต, พล.ต. เนตร เขมะโยธิน, พ.อ. กิตติ ทัตตานนท์ และ พ.ท. โพยม จุฬานนท์ แต่ยังไม่ทันเริ่มทำการก็ถูกจับกุมเสียก่อน เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2491 ความพยายามครั้งนี้ถูกเรียกว่า กบฎเสนาธิการ เพราะนายทหารส่วนใหญ่ที่ก่อการอยู่ในกรมเสนาธิการทหาร) [4]
สำหรับกรณีของป๋วย อึ๊งภากรณ์ นั้น เมื่อเกิดกรณีสังหารหมู่ของฝ่ายขวาจัดในช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ด้วยการถูกคุกคามของผู้กุมอำนาจ ณ เวลานั้น ทำให้ป๋วยต้องเลือกที่จะลี้ภัยไปยังต่างประเทศ [5] ในความเป็นจริงแล้ว ข้อกล่าวหาของฝ่ายขวาในครั้งนั้นชี้ว่า ป๋วยมีความเกี่ยวข้องกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) และจะเป็นด้วยเหตุที่สถานการณ์เรื่อง พคท. เบาบางลงไปภายหลังที่ พคท. พ่ายแพ้ทางการเมืองการทหารต่อรัฐบาลไทยหรือไม่ก็ไม่อาจทราบได้ ป๋วยจึงสามารถเดินทางกลับประเทศไทยเป็นครั้งแรกได้ในวันที่ 1 เมษายน 2530 และได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติจากบุคคลที่ยังให้ความนับถือเขา ป๋วยยังกลับมาเยือนประเทศไทยอีก 3 ครั้งในปี พ.ศ. 2536, 2538 และ 2540 ก่อนที่เขาจะถึงแก่กรรมเมื่อปี 28 กรกฎาคม 2542 [6]
 ภาพการกล่าวหา ป๋วย อึ๊งภากรณ์ว่าเกี่ยวข้องกับคอมมิวนิสต์, ภาพจากนิตยสารสารคดีฉบับพิเศษ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ 2459 2542 หน้า 106
กล่าวได้ว่า พล.อ. ภาษิตให้ความทรงจำที่พร่องทางประวัติศาสตร์ ทั้งในกรณีของปรีดีและของป๋วย เพราะทั้งคู่เคยกลับมายังแผ่นดินมาตุภูมิหลังจากการลี้ภัย และสำหรับปรีดีมีความพยายามทำรัฐประหารแต่ล้มเหลว จากนั้นจึงต้องลี้ภัยอีกครั้งและไปอาศัยยังต่างประเทศจนตลอดชีวิต ในขณะที่กรณีป๋วย, แม้เขาสามารถกลับมาเมืองไทยได้ แต่ก็ถึงแก่กรรมยังต่างประเทศ ผมยังคงเชื่อว่า พล.อ. ภาษิต ให้ข้อสรุปที่ผิดพลาดด้วยว่า ในกรณีที่ปรีดีไม่ได้กลับมานั้นมิได้เป็นเพราะเหตุผลที่ว่า เห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของประเทศ ท่านไม่เคยปลุกใครให้มาอะไรกับท่าน หากแต่ แท้จริงแล้วเป็นเพราะ, ปรีดีไม่สามารถกลับมาได้ เพราะไม่มีอำนาจทางการเมืองรองรับ หรือชนชั้นปกครองยังเห็นว่าปรีดีเป็นภัยอันตรายทางการเมืองสำหรับพวกเขาต่างหาก สำหรับในกรณีของป๋วย, ผมได้ชี้ให้เห็นไปแล้วว่า ที่เขาสามารถกลับมาได้เป็นเพราะสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และเขามิได้เป็นปัญหากับชนชั้นนำอีกต่อไปแล้ว เหตุผลนี้สอดคล้อง หากเราจะพิจารณาชะตากรรมของผู้นำทางการเมืองที่ถูกโค่นลงจากอำนาจ หรือทำการรัฐประหารแต่ไม่สำเร็จต่างก็กลับมาเมืองไทยกันได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นกรณี ถนอม-ประภาส, ผู้นำกลุ่มนายทหารยังเติร์ก หรือ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัน ก็ตาม คนทั้งหมดนี้แม้จะลี้ภัยไปยังต่างประเทศ แต่ก็สามารถกลับมาได้ก็ด้วยเหตุผลที่พวกเขามิได้เป็นปัญหากับชนชั้นนำอีกต่อไปแล้วนั่นเอง
 ป๋วย อึ๊งภากรณ์ และ ปรีดี พนมยงค์ อาจารย์ของเขา ทั้งสองถ่ายรูปคู่กันที่อิมพีเรียล คอลเลจ มหาวิทยาลัยลอนดอน ราวปี พ.ศ. 2517-2518, ภาพจากนิตยสารสารคดีฉบับพิเศษ คือวิญญาณเสรี ปรีดี พนมยงค์ หน้า 77
ผมขอเสนอในที่นี้ด้วยว่า สำหรับ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร แล้ว, เขาเป็นผู้นำทางการเมืองคนที่สี่ ที่เป็นกรณีที่แตกต่างจากผู้นำทางการเมืองคนอื่นที่จำเป็นต้องลี้ภัยไปยังต่างประเทศ และสามารถกลับมาได้เมื่อมิได้เป็นปัญหากับชนชั้นนำอีกต่อไปแล้ว [7] (หรืออันที่จริงควรกล่าวว่าชนชั้นนำมิได้เห็นว่าผู้นำคนดังกล่าวมิได้เป็นปัญหาสำหรับตนอีกต่อไป) แต่สำหรับในกรณี ของ พ.ต.ท. ทักษิณ ยิ่งเป็นกรณีพิเศษที่ต่างออกไปจากผู้นำทางการเมืองสามคนแรก กล่าวคือการที่เขาสามารถกลับมายังประเทศไทยได้อีกครั้ง หลังการใช้ชีวิตในต่างประเทศที่ยาวนานถึง 527 วัน ทั้งที่ชนชั้นนำยังเห็นว่าเขาเป็นภัย ย่อมหมายถึงว่าดุลอำนาจทางการเมืองกลับมาเป็นคุณกับ พ.ต.ท. ทักษิณ อีกครั้ง กล่าวจนถึงที่สุด, ก็ยังมิอาจสรุปได้ว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะจบลงอย่างไร เนื่องเพราะปัจจุบันขณะที่ผมเขียนบทความนี้ ก็ยังถือว่าอยู่ในช่วงความขัดแย้งทางการเมืองที่สำคัญ ครั้งล่าสุดในประวัติศาสตร์และยังไม่อาจยุติลงได้โดยง่าย สังเกตได้จากความระมัดระวังตัวของเขาที่เลือกพำนักยังโรงแรมเพนนินซูล่า โดยจองห้องพักของโรงแรมแบบยกชั้น บนชั้น 33, 34 และ 35 รวม 11 ห้องในราคาห้องคืนละ 106,000 บาท รวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดคืนละ 1,166,000 บาท [8] ในขณะที่มีกระแสข่าวระบุว่ามีปืนไรเฟิลแบบซุ่มยิง (Sniper Rifles) ยี่ห้อ SIG รุ่น Sig Sauer SSG 3000 ที่ผลิตในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หายไปจากคลังอาวุธของหน่วยทหารบกหน่วยหนึ่งเป็นจำนวน 3 กระบอก [9]
ดุลอำนาจที่เป็นคุณมากขึ้นกับ พ.ต.ท. ทักษิณ นับตั้งแต่มีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น มิได้เป็นไปโดยเหตุบังเอิญเพียงอย่างเดียว ข่าวบุคคลผู้มีความใกล้ชิดของเขา ไม่ว่าจะเป็นคนในสายของ นายเนวิน ชิดชอบได้เข้ารับตำแหน่งที่สำคัญๆ ในคณะรัฐมนตรีสมัคร 1 ก็ดี, การที่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ดี หรือการที่คนใกล้ชิดของ พ.ต.ท. ทักษิณหลายคน ได้รับการปูนบำเน็จให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญในคณะรัฐมนตรีสมัคร 1 หรือแม้แต่ในตำแหน่งกรรมการบริหารของพรรคพลังประชาชน อย่างเช่น น.พ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี หรือนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นสัญญาณที่บ่งชี้ให้เห็นว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ยังมีอิทธิพลอย่างสูงและอยู่เบื้องหลังพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นแกนนำของรัฐบาลในปัจจุบัน
ความจริงตัวอย่างที่ชัดเจนยิ่งกว่านั้น ที่แสดงความเกี่ยวพันระหว่าง พ.ต.ท. ทักษิณ และพรรคพลังประชาชน คงได้แก่การที่มีการแจก วีซีดีทักษิณ สำหรับหาเสียงในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุด [10] และการระดมการให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท. ทักษิณกับสื่อมวลชนในช่วงโค้งท้ายของการเลือกตั้ง ก็ยิ่งแสดงให้เห็นว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ไม่เคยวางมือจากการเมืองในความหมายที่กว้างกว่า เพียงการลงสมัครรับเลือกตั้งในสนามเลือกตั้งและเข้าดำรงตำแหน่งในรัฐบาลหรือฝ่ายค้านอยู่แล้ว ในความเป็นจริง การก้มลงกราบแทบพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิของ พ.ต.ท. ทักษิณ ก็เป็นยิ่งกว่าการเมือง เนื่องเพราะหนังสือพิมพ์ทุกฉบับต่างก็ตีพิมพ์ภาพนี้ลงในวันรุ่งขึ้น (แม้กระทั่งการซื้อทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ก็เป็นไปเพื่อการเมืองไม่น้อย)
 นี่ไม่ใช่การเมือง?
ดังนั้นแม้ว่า พ.ต.ท. ทักษิณ จะประกาศครั้งแล้วครั้งเล่าว่า เขาจะไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง และวางมือทางการเมือง [11] แต่เรื่องเหล่านี้ก็ยากจะให้ฝ่ายตรงข้ามเขาเชื่อตามคำประกาศดังกล่าวได้ [12] ในความเป็นจริงแม้แต่สื่อมวลชนทั่วไปก็ไม่ค่อยเชื่อกันอยู่แล้วว่า พ.ต.ท. ทักษิณจะวางมือทางการเมืองจริง และปรามกันอยู่ในทีว่าหากต้องการให้บ้านเมืองสงบจริง พ.ต.ท. ทักษิณก็ควรจะวางมือตามคำประกาศ และปล่อยให้กลไกการทำงานทางการเมืองเป็นไปตามปกติ [13]
ความเห็นของสื่อมวลชนในลักษณะนี้ ดูผิวเผินก็เหมือนเหมือนว่าดี เพราะแสดงตนว่ารู้เท่าทันพฤติกรรมของอดีตนายกรัฐมนตรี แต่อันที่จริงกลับแสดงให้เห็นลักษณะของการมองการเมืองไม่ทั่วด้าน ไม่ครอบคลุมทุกปัจจัย ทุกตัวแปร ทางการเมือง ทั้งที่หากมองในความเป็นจริงฝ่ายที่เป็นอำนาจคู่ตรงข้ามกับกลุ่มของ พ.ต.ท. ทักษิณ ก็ได้ดำเนินการเช่นนี้มาตลอดเวลากันอยู่แล้ว คือทำการแทรกแซงการเมือง บงการการเมือง ทั้งที่ไม่ได้เล่นการเมือง (ตามความหมายแคบ) เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ทำให้สื่อมวลชนเหล่านี้แสดงออกอย่างไร้เดียงสา ที่เรียกร้องให้ พ.ต.ท. ทักษิณ วางมือทางการเมือง ทั้งที่ความเป็นจริง เขาไม่เคยวางมือทางการเมือง และจะไม่มีการวางมือทางการเมืองแต่อย่างใด เช่นเดียวกับฝ่ายที่เป็นอำนาจคู่ตรงข้ามของเขาด้วยเช่นกัน
ความจริงจะไปโทษสื่อมวลชนเหล่านี้ก็เห็นจะไม่ถูกต้องเสียทีเดียวนัก เพราะแม้แต่บุคคลระดับ พล.อ. ภาษิต ซึ่งดำรงตำแหน่งในระดับรองผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติเอง ก็ยังให้ความทรงจำทางประวัติศาสตร์แบบกระพร่องกระแพร่ง แล้วจะไปคาดหวังว่าสื่อมวลชนกระแสหลักมองภาพการเมืองได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์กระไรได้ แม้การมองภาพได้ครบ แต่มิยอมนำเสนอออกมาให้หมด จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง แต่ก็นำไปสู่กรณีเดียวกัน คือความพร่องในการนำเสนอสารสนเทศทางการเมืองให้กับประชาชน ซึ่งนั่นก็ย่อมนำไปสู่การประเมินสถานการณ์ที่ผิดพลาดของประชาชน เนื่องเพราะมิอาจเปรียบเทียบตัวแปรและปัจจัยได้อย่างครบถ้วนบริบูรณ์ได้ [14]
ไม่แปลกอะไร ที่เราจะเห็นการทำข่าวแบบลูกปิงปอง คือการแห่ไปสัมภาษณ์ความเห็นของนักการเมืองหรือผู้เกี่ยวข้องกันไปมา หรือแม้แต่การนำเสนอ/ หรือการถามข่าวอย่างตื้นเขิน ที่ปราศจากการทำการบ้านอย่างชัดเจน เหตุเพราะตลาดข้อมูลข่าวสารถูกบิดเบือนตั้งแต่ต้นแล้ว ผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารต้องการข้อมูลเพียงเท่านี้ หนังสือพิมพ์และนักข่าวจึงรายข่าวได้เพียงเท่าที่ตลาดต้องการ
จึงเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ผลที่สุดของเรื่องนี้ ทำให้เราไม่อาจทำความเข้าใจทางการเมืองได้อย่างถ่องแท้ หลายคนพาลรังเกียจทางการเมืองว่าเป็นเรื่องหยาบช้าเลวทราม [15] ทั้งที่หากสำรวจทุกฝ่ายอย่างถ้วนถี่ ก็อาจพบว่าไม่มีใครมีคุณธรรมกันอย่างแท้จริง และอาจส่งผลสะเทือนต่อความคิดพื้นฐานทางการเมือง มีการประเมินการเมืองอย่างที่เป็นจริง และนำไปสู่การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งถึงรากฐานก็เป็นไปได้
Lasswell และ Kaplan เคยให้ความเห็นเอาไว้ว่า ประชาธิปไตยจะงอกงามต่อเมื่อราษฎรมีลักษณะที่เข้าสู่สภาพการเมือง (Politicized) ที่หมายถึงลักษณะ (1) การเอาใจใส่ในวิถีเหตุการณ์ทางการเมือง (2) ต้องมีทัศนคติ "ราษฎรต้องเกี่ยวข้องการเมือง" ไม่ทางตรงก็โดยทางอ้อม ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งตาย และ (3) เชื่อว่าการเมืองเป็นเรื่องสำคัญเหมือนมิติอื่นๆ ที่สมควรอุทิศเวลาให้ตามสมควร [16] ประชาธิปไตยดังว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ภายใต้สังคมที่ยังมีการบิดเบือนและการปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร บางส่วน และขาดการวิพากษ์อย่างทั่วด้านเอาไว้เช่นนี้?
..................................................... เชิงอรรถ
|