ประชาไท สลิมค้นข่าวประชาไท
   
รับบริจาค
กป.อพช.แถลงครั้งสุดท้ายให้ปิดสนช. ก่อนเจอมาตรการขั้นเด็ดขาด พิมพ์บทความนี้

วันนี้ (29 พ.ย.) เวลาประมาณ 11.00 น. ที่หน้ารัฐสภาซึ่งกำลังมีการประชุมร่างกฎหมายของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาประชาชน (กป.อพช.) นำทีมองค์กรเครือข่ายภาคประชาชน อาทิ สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) เครือข่ายรณรงค์เพื่อเสรีภาพของสื่อมวลชน ประกาศแถลงการณ์ “ปิดสภานิติบัญญัติรักษาการ หยุดการละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน” เพื่อให้ สนช.ยุติบทบาทและหน้าที่

แถลงการณ์ซึ่งมี นายไพโรจน์ พลเพชร รองประธานกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) เป็นผู้แทนกล่าว ได้ระบุที่มาของ สนช.ชุดนี้ว่า เป็น สนช.ที่เกิดจากการแต่งตั้งของคณะทหารที่ยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน และสถาปนาตัวเองเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ทำหน้าที่สภาผู้แทนราษฎร (สส.) ในการออกกฎหมาย ทั้งที่โดยเนื้อแท้เป็นสภาที่ทำหน้าที่ภักดีต่อผู้แต่งตั้ง รับผิดชอบต่อระบบราชการอันเป็นฐานที่มาของสมาชิกส่วนใหญ่ ไม่รับผิดชอบต่อประชาชน และทำงานอยู่เหนือการควบคุมตรวจสอบของประชาชนอย่างสิ้นเชิง รวมทั้งมีแนวโน้มจะสร้างความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานของรัฐและประชาชนให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น 

การทำงานของสภาชุดนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าได้ทำหน้าที่ออกกฎหมาย เพื่อเพิ่มอำนาจให้ระบบราชการ แต่กลับบั่นทอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน และนำพาประเทศและสังคมไทยไปสู่ระบบราชการเป็นใหญ่ที่ทำให้ระบบราชการมีอำนาจควบคุมสังคมเพิ่มขึ้น โดยในระยะเวลาที่ผ่านมาหลังมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาจักรไทย พ.ศ. 2550 เมื่อวันที่ 24ส.ค.2550 และเหลือเวลาเพียงไม่ถึง 30 วันที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 23ธ.ค.2550 สภาชุดนี้กลับเร่งรัดพิจารณาออกกฎหมายที่สำคัญอย่างเร่งรีบ โดยปราศจากความรับผิดชอบต่อประชาชนและต่อรัฐธรรมนูญ

ข้อเสนอของ กป.อพช. และองค์กรเครือข่ายภาคประชาชน ระบุให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติยุติการออกกฎหมายทุกฉบับที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพและคุกคามการดำรงชีวิตอย่างปกติสุขของประชาชนโดยทันที เพื่อให้รัฐสภาที่มีตัวแทนมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นผู้ออกกฎหมาย และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกกฎหมายตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต่อไป นอกจากนี้ในส่วนของสมาชิกสภานิติบัญญัติที่ไม่เห็นด้วยกับการทำหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติอีกต่อไป ให้ใช้วิจารณญาณแสดงความรับผิดชอบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วยการลาออกจากตำแหน่งโดยทันที และสุดท้ายคือการให้ประชาชนเข้าชื่อกันให้มากที่สุด เพื่อเรียกร้องให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติหยุดการทำหน้าที่ออกกฎหมาย 

นายไพโรจน์กล่าวต่อว่า การกระทำของ สนช.นั้นขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด ที่มีความมุ่งหมาย “เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชนให้เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนยิ่งขึ้น สนับสนุนให้ประชาชนมีบทบาทและมีส่วนร่วมในการปกครองและตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐอย่างเป็นรูปธรรมและมีสัมฤทธิผล”โดยยกกรณีตัวอย่างของกฎหมายที่ออกโดย สชน. อาทิ 1. ร่างกฎหมายการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ที่มีสาระสำคัญในการขยายอำนาจให้กองทัพควบคุมสังคม โดยปราศจากการตรวจสอบจากสถาบันตุลาการ อันเป็นภัยคุกคามต่อหลักสิทธิเสรีภาพ หลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน

2. ร่างกฎหมายป่าชุมชน ที่มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดเงื่อนไขตัดสิทธิชุมชนที่จัดการป่าชุมชนที่อยู่ชายขอบเขตอนุรักษ์อยู่ในขณะนี้ประมาณ 1000 ชุมชนทั่วประเทศ โดยไม่ยอมรับรองสิทธิการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการ การดูแลรักษา และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม รวมทั้งความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสมดุลและยั่งยืนตามมาตรา 66 ของรัฐธรรมนูญ 3. ร่างกฎหมายว่าด้วยทรัพยากรน้ำ มีสาระสำคัญเป็นการให้รัฐมีอำนาจบริหารจัดการน้ำแบบเบ็ดเสร็จใน 3 รูปแบบ คือ รูปแบบการพัฒนาแหล่งน้ำ รูปแบบการบริหารจัดการหรือการใช้น้ำ และรูปแบบการกำหนดการใช้ที่ดิน รวมทั้งไม่รับรองสิทธิของชุมชนที่จัดการน้ำที่มีอยู่เดิม ซึ่งได้รับการรับรองตามมาตรา 66 ของกฎหมายรัฐธรรมนูญ

4. ร่างกฎหมายการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ มีสาระสำคัญเป็นการให้หน่วยงานรัฐเป็นเจ้าของสื่อวิทยุโทรทัศน์อยู่เช่นเดิม และการให้รัฐมีอำนาจควบคุม หรือห้ามเสนอข่าวสารโดยการสั่งการด้วยวาจา หรือหนังสือระงับรายการที่เสนอผ่านสื่อสาธารณะ 5. ร่างกฎหมายว่าด้วยเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ มีสาระสำคัญเป็นการให้อำนาจรัฐนำรัฐวิสาหกิจมาเปลี่ยนสภาพให้เป็นบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัด และการกระจายหุ้นแก่เอกชน อันเป็นการเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มทุนทั้งภายในและภายนอกประเทศ และทำให้ประชาชนเสียสิทธิที่จะเข้าถึงสาธารณูปโภคและสาธารณูปการที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต

6. ร่างกฎหมายมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ที่มีสาระสำคัญเป็นการแปรรูปมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ เข้าสู่การบริหารโดยอาศัยกลไกตลาด อันจะมีผลกระทบต่อสิทธิการเข้าถึงการศึกษาของประชาชนผู้ยากจน อิสรภาพทางวิชาการ และหลักประกันทางด้านสวัสดิการของบุคลากรของมหาวิทยาลัย

นอกจากนี้ นายอำนาจ พาละมี คณะกรรมการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ฝ่ายการเมือง (สรส.) กล่าวเสริม ในข้อที่ 7.เกี่ยวกับร่างกฎหมายบริหารการขนส่ง ซึ่งมีสาระสำคัญในการให้เอกชนเข้ามาให้บริการขนส่งได้อย่างเสรี ทำให้เกรงว่าจะเป็นการทำลายระบบการขนส่งของประเทศ และทำให้ราคาค่าบริการแพงขึ้นในอนาคต เมื่อหน่วยงานรัฐที่ทำหน้าที่ให้บริการด้านการขนส่ง เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) การท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บ.ข.ส.) จะเป็นเพียงผู้ประกอบการรายหนึ่ง

“แถลงการณ์ของกป.อพช.และองค์กรเครือข่ายภาคประชาชนในครั้งนี้จะเป็นการแถลงครั้งสุดท้าย และต่อไปจะเป็นการจับตามองว่าสนช.จะปฏิบัติตามข้อเสนอหรือไม่ หากข้อเสนอในวันนี้ไม่ได้รับการตอบสนองจะมีการดำเนินการในขั้นเด็ดขาดขององค์กรเครือข่ายภาคประชาชนต่อไป” นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขานุการคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย กล่าวในตอนท้ายของการชุมนุม





โดย : ประชาไท   วันที่ : 30/11/2550

"11 ความคิดเห็น : คลิกแสดงความคิดเห็นที่นี่"

หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท
409 ชั้น 1 (อาคาร มอส.) ซ.โรหิตสุข (รัชดา 14) ถ.ประชาราษฎร์บำเพ็ญ 5 เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ 10320
โทร. 02 690 2711 แฟกซ์ 02 690 2712

Copyright © 2005 Design & Construction All rights reserved.