วิทยากร บุญเรือง

จากข้อมูลของ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร ปี พ.ศ. 2541-49 พบว่าจากการเก็บสถิติเมื่อปี พ.ศ. 2549 ในไตรมาสที่4 มีจำนวนแรงงานในประเทศไทยนั้นมีถึง 36,608,449 คน ซึ่งถือว่ากลุ่มคนเหล่านี้คือผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งมากที่สุดจากกลุ่มอื่นๆ (เกษตรกร, นักศึกษา, เจ้าของกิจการ)
แต่ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้พรรคการเมืองแต่ละพรรคที่แข่งขันทางด้านนโยบายกันอย่างสูง แต่กลับไม่จำแนกนโยบายเฉพาะให้กลุ่มแรงงานอย่างชัดเจน (Segmentation) โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้เลือกตั้ง (access voter needs) ที่เป็นกลุ่มแรงงาน แต่กลับสลายความต้องการของแรงงานให้ไปร่วมกับกลุ่มชนชั้นกลาง ชาวนา หรือผู้มีรายได้น้อย แล้วเสนอนโยบายประชานิยมที่คลุมเครือให้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสวัสดิการการรักษาพยาบาล หรือการเข้าถึงทุนในการประกอบอาชีพ
แต่นโยบายที่สัมพันธ์โดยตรงกับแรงงานจริงๆ เช่นการเพิ่มค่าแรง การลดเวลาทำงาน การทำให้แรงงานเข้าไปมีส่วนร่วมบริหารในหน่วยผลิต หรือการสนับสนุนประชาธิปไตยแรงงานโดยการให้ความสำคัญกับเรื่องสหภาพแรงงาน สิ่งเหล่านี้กลับไม่มีพรรคใดพูดถึง
รวมถึงความจริงใจจากภาครัฐที่อยากให้แรงงานเข้าไปมีส่วนร่วมกับการเลือกตั้งครั้งนี้นั้นแทบที่จะไม่มีเลย ละเลยการประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ มีแต่การพูดถึงเรื่องการรณรงค์จริยธรรมเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยจากการรณรงค์ของภาครัฐให้แรงงานออกมาใช้สิทธิก่อนกำหนดนั้น มีผู้มาแสดงเจตนาขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตเพียง 2 ล้านคนเท่านั้น
|
รมว.แรงงาน ประชุมซักซ้อมการอำนวยความสะดวกไปใช้สิทธิ์เลือก ส.ส.
วันที่ 26 พฤศจิกายน 2550 นายอภัย จันทนจุลกะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมซักซ้อมขอความร่วมมือหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคม เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงานในความดูแลของกระทรวงแรงงานที่มีจำนวนรวมครอบครัวของพวกเขาด้วย รวมประมาณ 20 ล้านคนทั่วประเทศและกระจายไปยังประเทศต่างๆ ด้วย ซึ่งการอำนวยความสะดวกจะเป็นการเอื้อให้การเดินทางไปและกลับระหว่างการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 สำหรับผู้อยู่ในราชอาณาจักร ส่วนผู้อยู่นอกราชอาณาจักรสามารถแสดงเจตนาขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรได้เช่นกัน
นายอภัยแถลงภายหลังการประชุมว่า จากการที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้วันจันทร์ที่ 24 ธันวาคม 2550 เป็นวันหยุดราชการพิเศษ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเดินทางไปใช้สิทธิ กรณีอยู่ในกรุงเทพฯ และเดินทางกลับกรณีอยู่ต่างจังหวัด และผลจากการรณรงค์ครั้งนี้มีผู้มาแสดงเจตนาขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกเขตแล้วกว่า 2 ล้านคน ซึ่งมีจำนวนมากกว่าการเลือกตั้งครั้งก่อนหน้าที่มีผู้แสดงตนเพียงประมาณ 5 แสนคนเท่านั้น
ดังนั้นจากการคาดการณ์ จึงน่าที่จะมีประชาชนและผู้ใช้แรงงานมาใช้สิทธิตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ กระทรวงแรงงานจึงได้เตรียมการเพื่ออำนวยความสะดวกให้ โดยจัดประชุมวันนี้ขึ้น ตามมติของ ครม.ที่ให้กระทรวงแรงงานสนับสนุนการเลือกตั้งนี้ โดยหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงคมนาคมพร้อมใจกันเพิ่มเที่ยว เพิ่มจำนวนพาหนะ คาดว่ารัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งจะสามารถรองรับผู้โดยสารในช่วงนั้นได้ราวแห่งละ 1 ถึง 3 แสนคน เช่นการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จะลดค่าตั๋วรถไฟชั้น 2 และชั้น 3 ลง 50 เปอร์เซ็นต์ รวมค่าธรรมเนียมแล้ว (ราคาหน้าตั๋ว) ส่วนบริษัท ขนส่ง จำกัด ลดค่าตั๋วโดยสาร 50 เปอร์เซ็นต์ระหว่างวันที่ 21 ถึง 23 ธันวาคม 2550 เช่นกัน ยกเว้นรถโดยสารปรับอากาศ 24 ที่นั่ง องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ลดค่าโดยสาร 50 เปอร์เซ็นต์ ช่วงเวลา 07.00 ถึง 17.00 น. ในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ส่วนการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) จะเปิดบริการ "ฟรี" เฉพาะในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ช่วงเวลา 06.00 ถึง 16.00 น.
นอกจากนี้ยังมีการทางพิเศษแห่งประเทศไทยร่วมด้วย โดยจะลดค่าผ่านทางเช่นมอเตอร์เวย์และทางพิเศษ ส่วนเรือข้ามฟากจะลดค่าบริการจาก 3 บาท เหลือ 2 บาท เรือด่วนเจ้าพระยาและคลองแสนแสบ ราคา 13 บาท กับ 18 บาท จะลดเหลือ 10 บาท เฉพาะในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เท่านั้น
นายอภัยกล่าวด้วยว่าทางกระทรวงแรงงานได้จัดประชุมการรณรงค์เพื่อซักซ้อมความเข้าใจหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ความรู้แก่ผู้ใช้แรงงาน ผู้ประกันตนว่าจะกลับไปเลือกตั้งได้อย่างไร เมื่อไร และในฐานะหน่วยงานรัฐก็จะอำนวยความสะดวกให้ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการปกครองของประเทศต่อไป โดยการประชุมวันนี้ทางรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคมจะนำมติที่ประชุมไปเสนอต่อคณะกรรมการต่างๆ ต้นสังกัดเพื่ออนุมัติต่อไป
ที่มา: กระทรวงแรงงาน
|
สำหรับแรงงานภาคการผลิตและแรงงานคอปกน้ำเงิน ปัญหาสำหรับการเลือกตั้งในครั้งนี้มีดังนี้ ..
ศรีไพร นนทรีย์ คณะกรรมการกลุ่มสภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง กล่าวถึงปัญหาของแรงงานในย่านรังสิตและใกล้เคียง ซึ่งมีปัญหาเหมือนๆ กันก็คือ เรื่องวันเลือกตั้งที่ใกล้สิ้นปีทำให้แรงงานไม่ค่อยอยากกลับบ้านไปเลือกตั้งเพราะสิ้นเปลืองเงิน ส่วนการประชาสัมพันธ์ทางทีวีที่ควรน่าจะทำให้เข้มข้น เพราะกลุ่มแรงงานมีเวลาดูทีวีมากกว่าสื่ออื่นๆ แต่ภาครัฐก็ไม่ค่อยทำอย่างจริงจัง
สำหรับการอำนวยความสะดวกในเรื่องการเลือกตั้งนอกพื้นที่และเลือกตั้งล่วงหน้าภาครัฐก็ทำไม่ดีเท่าที่ควร เพราะบางจุดที่เราต้องไปเลือกตั้งล่วงหน้านั้นไม่มีรถประจำทางผ่าน ต้องใช้รถส่วนตัวไปเอง ซึ่งส่วนใหญ่แรงงานไม่มีรถส่วนตัวกัน
เหมือนกับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้และหลายครั้งที่ผ่านมาไม่อยากให้แรงงานมีส่วนร่วม เลือกตั้งแต่ละครั้งเหมือนกับทำให้แรงงานต้องยุ่งยากตลอด สำหรับทางออกคือต้องมีพรรคของแรงงานเองเข้าไปต่อรองในสภาเพื่อเรียกร้องผลประโยชน์ให้แรงงาน แต่จะต้องสร้างสหภาพและมวลชนของเราให้เข้มแข็งเสียก่อน ศรีไพร กล่าว
สุชาติ ตระกูลหูทิพย์ ผู้ประสานงานศูนย์ช่วยเหลือผู้หญิงและเด็กภาคเหนือ มูลนิธิเพื่อนหญิง ซึ่งเป็นผู้ทำงานกับกลุ่มแรงงานในนิคมอุตสาหกรรมลำพูน ได้กล่าวว่าสำหรับกลุ่มแรงงานที่ทำงานในนิคมอุตสาหกรรมลำพูนนั้นก็มีปัญหาในเรื่องการกลับไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเช่นกัน เนื่องจากมีจำนวนแรงงานนอกพื้นที่จังหวัดลำพูนเป็นส่วนใหญ่ จึงประสบปัญหาเรื่องการเดินทางกลับบ้านในช่วงวันที่ 23 ธ.ค. ซึ่งแทบที่จะเป็นไปไม่ได้ เพราะที่นิคมอุตสาหกรรมลำพูน ในช่วงรอยต่อปลายปีจนถึงปีใหม่นั้น จะมีการหยุดงานให้พนักงานยาวอยู่แล้ว แรงงานจึงคงไม่เสียเวลากลับไปเลือกตั้ง
การแก้ปัญหาที่รัฐแทบจะไม่พูดถึงแต่สุชาติคิดว่าน่าจะดีที่สุดสำหรับปัญหาการเลือกตั้งก็คือ การให้ลงคะแนนหน้าโรงงาน ซึ่งจะแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้ดีที่สุด
ลงคะแนนเสียงหน้าโรงงานน่าจะเป็นวิธีที่ทำให้แรงงานมาลงคะแนนได้มากที่สุด ซึ่งภาครัฐแทบที่จะไม่กล่าวถึง ส่วนการรณรงค์ประชาสัมพันธ์และการอำนวยความสะดวกในตอนนี้นั้นภาครัฐทำได้ไม่ดีเลย นี่ก็วันสุดท้ายของการแจ้งลงคะแนนนอกเขตแล้ว แต่แรงงานส่วนใหญ่ยังไม่รู้เรื่องกันเลย สุชาติกล่าว (สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 พ.ย. 50)
ส่วนอนุชา มีทรัพย์ รองประธาน สหภาพแรงงานอัญมณีและเครื่องประดับสัมพันธ์ลำพูน กล่าวถึงนโยบายของพรรคการเมืองแต่ละพรรคที่แทบจะไม่มีนโยบายสำหรับแรงงานเลย โดยหลายพรรคไปเน้นที่ภาคเกษตรกร หรือกลุ่มคนในเมืองเป็นส่วนใหญ่ แต่ในความเป็นจริงแล้วภาคแรงงานน่าจะเป็นภาคส่วนที่มีพลังและมีปริมาณมากที่สุดในสังคม ทั้งแรงงานประจำและแรงงานรับจ้าง
เมื่อลองวิเคราะห์ไปถึงการที่แต่ละพรรคไม่มีนโยบายเอาใจแรงงาน เช่น การขึ้นค่าแรง หรือการลดเวลาทำงานนั้น อนุชามีความเห็นว่า มองง่ายๆ ได้เลยว่าแท้จริงแล้วแต่ละพรรคการเมืองที่ลงเลือกตั้งครั้งนี้เป็นตัวแทนของใคร? คำตอบก็คือล้วนแล้วแต่เป็นนายทุนและชนชั้นนำทั้งนั้น ซึ่งนายทุนกับชนชั้นนำไม่มีใครที่อยากจะลดผลประโยชน์จากการขูดรีดแรงงานลงไป เพราะจะทำให้เกิดผลเสียต่อชนชั้นตัวเอง ดังนั้นนโยบายสำหรับแรงงานอย่างจริงจัง พรรคการเมืองต่างๆ จึงไม่กล้าชูออกมาเป็นวาระหาเสียง
ทั้งๆ ที่มาม่าเอย น้ำมันเอย จะขึ้นราคา ซึ่งมีผลกระทบกับแรงงานเป็นอย่างมาก แต่การเพิ่มค่าแรงงานของแรงงานแทบที่จะไม่มีพรรคใดชูเป็นประเด็นหลัก การเลือกตั้งครั้งนี้สำหรับแรงงานแล้วมันจึงดูเหมือนไม่มีความหวังสำหรับแรงงาน เพราะแต่ละพรรคแทบที่จะไม่ให้ความสนใจแรงงาน อนุชากล่าว
เช่นเดียวกับแรงงานคอปกขาวและแรงงานภาคบริการที่ก็มีปัญหาเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่จะถึงนี้เช่นกัน ..
สุริยัน กันทะวงค์ พนักงานบรรษัทเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดลำพูน กล่าวว่าปัญหาที่เจอก็คือเรื่องการรณรงค์เลือกตั้งของแต่ละพรรคที่ไม่ค่อยคึกคักเหมือนหลายครั้งที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะกฎระเบียบของ กกต. ที่เข้มข้นขึ้น
ส่วนเรื่องนโยบายที่เสนอให้คนทำงานนั้น ก็จะเสนอให้คนกรุงเทพเป็นส่วนใหญ่ เช่น เรื่องรถไฟฟ้า แต่สำหรับพนักงานบรรษัทต่างจังหวัด เรื่องการลดราคาน้ำมัน การขึ้นค่าแรง ก็ไม่มีใครพูดถึง ซึ่งมันทำให้เรารู้สึกเบื่อหน่ายกับการเมือง และในความเห็นส่วนตนคิดว่าการเมืองจากนี้ไปจะไม่นิ่งอีกด้วย ซึ่งจะยิ่งทำให้คนเบื่อไปเรื่อยๆ
นโยบายใหม่ๆ ให้กับคนทำงานต่างจังหวัดไม่ค่อยมี เมื่อดูข่าวในช่วงนี้แล้วไม่อยากไปเลือกตั้ง เพราะการเมืองไม่นิ่ง เพราะถ้าหากเลือกพรรคที่ถูกใจเราเข้าไปแต่ไม่ถูกใจทหารก็จะมีปฏิวัติอีก ไม่รู้จะไปเลือกทำไม นายสุริยันกล่าว
สาธิกา แก้วธรรม พนักงานภาคบริการในโรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่าในส่วนของภาคบริการโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ซึ่งตอนนี้ถือว่าเป็นฤดู high season ของการท่องเที่ยวเชียงใหม่ คนทำงานในอุตสาหกรรมนี้แทบที่จะไม่มีวันหยุดแม้จะเป็นวันอาทิตย์ก็ตามซึ่งไม่ใช่เฉพาะวันเลือกตั้งเท่านั้น รวมถึงการรับรู้ข้อมูลนโยบายของแต่ละพรรคซึ่งภาคบริการมีโอกาสเข้าถึงยากมาก
เข้างานเช้า เลิกงานดึก ไม่มีเวลาไปศึกษาเรื่องการเมืองมากนัก ยิ่งช่วงสิ้นปีงานโรงแรมยิ่งหนัก สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ที่สุดแล้วก็คงไปตัดสินใจหน้าคูหาไม่กี่นาทีก่อนไปทำงานในวันอาทิตย์ สาธิกากล่าว
รวมถึงการมองข้ามเรื่องแรงงานข้ามชาติเช่นเดียวกัน ..
โดยมุมมองเรื่องปัญหาแรงงานข้ามชาติกับการเลือกตั้งครั้งนี้ จารุวัฒน์ เกยูรวรรณ ผู้ทำงานคลุกคลีกับแรงงานข้ามชาติ กล่าวว่าแรงงานข้ามชาติมีความสำคัญมากต่อภาคการผลิตของไทยในปัจจุบัน โดยขณะนี้แรงงานข้ามชาติอีกมากกว่าสองล้านคนซึ่งส่วนใหญ่ทำงานอยู่ในภาคเศรษฐกิจนอกระบบ คนเหล่านี้ยังไม่ได้รับการคุ้มครอง ทั้ง ๆ ที่คนเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบเศรษฐกิจไทยเป็นอย่างยิ่ง
และแรงงานข้ามชาติเองคือผู้มีส่วนร่วมสร้างจีดีพี 2% คิดเป็นเงินประมาณหมื่นล้านบาทขึ้นไป นี่ยังไม่รวมรายได้ของแรงงานข้ามชาติที่ใช้ในประเทศไทย โดยคิดเป็น 75% ของรายได้ของแรงงานข้ามชาติใช้ในประเทศไทย พวกเขาส่งเงินกลับน้อยเพราะช่องทางส่งกลับน้อย
แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ จารุวัฒน์กล่าวต่อว่าแทบที่จะไม่ต้องพูดถึงนโยบายพรรคการเมืองที่จะให้ความสนใจกลุ่มคนเหล่านี้ เพราะพวกเขาไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง และคนกลุ่มนี้จะต้องโดนขูดรีดอยู่แบบนี้ร่ำไปตามระบบทุนนิยมที่บวกกับชาตินิยมไทยซึ่งมีความอันตรายมากกว่าทุนนิยมจริงๆ เสียอีก
ปัญหามันจึงระเบิดออกมาในรูปอาชญากรรมต่างๆ ซึ่งเรามักจะโยนบาปให้พวกเขา แต่จะทำอย่างไรได้เมื่อโครงสร้างสังคมมันเป็นแบบนี้ และการเลี่ยงที่จะไม่พูดถึงกลุ่มคนเหล่านี้ในช่วงที่เราต้องระดมความต้องการของทุกคนที่อยู่ในประเทศนี้ มันเหมือนเป็นการเลือกปฏิบัติ
เรื่องแรงงานข้ามชาติกับการเลือกตั้งครั้งนี้ แทบไม่ต้องไปคาดหวังอะไรกันมาก แค่หวังว่ารัฐบาลใหม่ไม่ขวาตกขอบมากกว่าที่เป็นอยู่ก็น่าจะพอ เพราะเราไม่สามารถไปพึ่งพิงพรรคการเมืองฝ่ายขวาได้หรอก แล้วตอนนี้ก็ไม่เห็นมีพรรคไหนจะพูดถึงสวัสดิการที่จะจัดให้กับแรงงานข้ามชาติเลย ยิ่งตอนนี้รัฐบาลเถื่อนกับสื่อฝ่ายขวาก็พยายามเล่นงานแรงงานข้ามชาติอย่างหนัก รุนแรงถึงขั้นถ้าใครท้องจะส่งกลับประเทศกันเลย แย่มากๆ ไม่เห็นมีพรรคไหนออกมาพูดเรื่องนี้กันเลย ก็มีแต่องค์กรพัฒนาเอกชนเท่านั้นที่พยายามต่อสู้ในเรืองพวกนี้ นี่แหละสิ่งที่เราได้จากการรัฐประหาร หวังว่า เอ็นจีโอ บางคนที่ทำงานกับแรงงานข้ามชาติที่เคยเลียก้นรัฐประหารจะคิดได้ซะที จารุวัฒน์ กล่าว
|